วันพฤหัสบดี, มกราคม 31, 2551

สื่ออินโดฯ "จาการ์ต้าโพสต์" สอนมวยสื่อไทย อย่ายกย่องรัฐประหาร

บรรยายโดย ขนมต้ม
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
ข่าวต้นฉบับ The Jakarta Post.com
31 มกราคม 2551

บทความดังกล่าว เป็นบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Jakata Post ของอินโด ฯ เขาก็เขียนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเรา ว่ามีรัฐบาลใหม่แล้ว

มีอยู่สองสามย่อหน้า ที่เขาพูดว่า
"..The military has to swallow its own words on the self-exiled billionaire, because the military generals totally failed to prove Thailand would be better off without Thaksin. The fact that Thai people still place high trust in Thaksin is a slap in the face to the generals. "
แปลได้ว่า
"..คมช. ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ประเทศไทยจะดีขึ้นหากไม่มีทักษิณ ความจริงก็คือ คนไทยยังคงไว้วางใจทักษิณอยู่มาก และนั่นก็เป็นการตบหน้าเหล่านายพลฉาดใหญ่.."
อีกประโยคหนึ่ง เขาพูดถึงสื่อไทย
"Thai media also has to face bitter facts. In the beginning, Thai mainstream media supported the military's move to crush Thaksin's government, only to realize later they had made fatal mistakes by supporting a military which never actually believed in the principles of democracy."
แปลได้ความว่า
"สื่อไทย..จำต้องเผชิญกับความจริงอันขมขื่นที่ว่า ตอนแรก ๆ พวกเขาพากันสนับสนุนการรัฐประหาร มาตอนนี้ก็ได้ตระหนักว่า พวกเขาคิดผิดอย่างมหันต์ ที่ไปสนับสนุนการรัฐประหาร ซึ่งเป็นขาดความเชื่อพื้นฐานของประชาธิปไตย"
เขายังบอกด้วยว่า
"Thaksin should be given a fair and transparent chance to defend himself in a credible court in facing the corruption and power abuse charges. And as long as Thai military generals are not confident that they themselves never commit corruption or abuse their power, it will be very difficult for the people to listen to the military."


"..คุณทักษิณควรที่จะได้รับการพิจารณาคดีและต่อสู้คดีอย่างยุติธรรมและโปร่งใส จากศาลที่เชื่อถือได้ และถ้าพวกประดานายพลทั้งหลายไม่กล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่า พวกเขาไม่เคยคอรัปชั่นเลย..คนไทยก็ยากที่จะเชื่อถือกองทัพ"
สุดท้าย เขาบอกว่า
"Thaksin himself needs to prove that all the military allegations are false and he needs to resolve his problems with his political enemies. He needs to prove he is a true Thai statesman."
แปลได้ว่า

"คุณทักษิณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหลายไม่จริง และต้องสะสางปัญหากับศัตรูทางการเมืองของเขา เขาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เขาคือรัฐบุรุษของไทยที่แท้จริง"

ผมอ่านแล้วก็ ไม่อยากจะบรรยายอะไรมาก คนที่ได้อ่าน (หากได้อ่าน) ก็ต้องเก็บเอาไปคิด เพราะนี่คือสื่อจากอินโด ฯ ที่เมื่อก่อนพวกเราคนไทย เคยดูหมิ่นเขา

หมายเหตุไทยอีนิวส์: ข่าวดังกล่าวจากสำนักข่าวจาการ์ต้าโพสต์ ซึ่งมีหัวข้อข่าวคือ "The King and Thaksin" มีความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องราวของในหลวงของเรา ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการทำรัฐประหาร รวมไปถึงการขับไล่พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ผู้ที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินการดังกล่าวได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยมีเครือข่ายทหาร ได้แก่ คมช. คือเป็นตัวดำเนินการหลัก คอยเป็นมือเป็นไม้ในการดำเนินการ โดยรับค่าจ้างผลตอบแทนเป็นอำนาจ เงินตรา ฯลฯ

ดังนั้นเราจึงขอเลี่ยงที่จะนำเสนอข้อความที่ทางผู้เขียนข่าวดังกล่าวเข้าใจผิด เนื่องจากไม่มีประโยชน์อันใด อนึ่ง หากพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแล้ว บทความดังกล่าว แม้จะมีข้อผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ยังมีส่วนที่ถูกต้องที่น่าสนใจและสมควรนำเสนอดังที่ได้มีการนำเสนอมาแล้วข้างต้น จึงขอเรียนว่าเพื่อไม่ให้เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ในฐานะชาวไทยจึงเห็นว่าไม่ควรนำความเข้าใจผิดดังกล่าวเกี่ยวกับในหลวงมาขยายความต่อ

ทั้งนี้ท่านสามารถค้นคว้าเบื้องหลังการทำรัฐประหารได้จากหลายๆ แหล่ง อาทิเช่น บทความจากคุณอาคม ซิดนีย์ หรือคลิปวีดีโอจากชาวบ้านบางไซ น้องปู น้องปลา รวมไปถึง บันทึกสีม่วง ที่ปรากฏอยู่ด้านล่างนี้





ต้องแก้ไขคัมภีร์ปีศาจ สร้างรัฐธรรมนูญจากจิตวิญญานของประชาชนขึ้นให้ได้

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเอย์
31 มกราคม 2551

อีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์กำลังเริ่มต้น

1 ทำเนียบ 2 ผู้ครอบครอง

จะพาประเทศนี้ไปสู่ความวุ่นวายหรือสันติสุข เป็นอนาคตของชาติที่จะต้องได้พบได้เห็น

ไม่ใช่ความผิดของผู้เล่น แต่เป็นความชั่วของผู้เขียนกฎเกณฑ์กติกาต่างหาก

ชั่ว..ที่ไม่รู้ว่า.. ระหว่างความคิดกับความเป็นจริงนั้น.. มันห่างไกลจนไม่สามารถวัดได้ด้วยปีแสง

ชั่ว..ที่ไม่รู้ว่า.. รัฐธรรมนูญนั้นมันเขียนขึ้นมาด้วยอคติส่วนตน หรือ ของคนทั้งคณะไม่ได้..

รัฐธรรมนูญที่ยั่งยืนอยู่ได้ และสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ เยี่ยงอังกฤษ อเมริกา นั้น มันมีน้อยมาตรา แต่มันขีดเขียนกันขึ้นมาจากจิตและวิญญาณของมหาชน

ล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง.. พังนิติบุคคล.. ผลักพ้นการเมือง.. เรื่องเหมือนเป็นไปได้ แต่มันเป็นไปไม่ได้

ความจริงก็คือความจริง ประชาธิปไตยของไทยเดินมาไกลกว่าบาทาธิปไตยจะตามทัน

เลือดเนื้อที่หลั่งไหลในสงครามกลางเมืองหลายครั้ง.. หยั่งรากแห่งประชาธิปไตย ลึกเข้าไปเกินกว่าจะถอนรากถอนโคน

เรา...จึงได้พบกับ.. การไหวตัวแห่งแผ่นดิน ที่สร้างแลนด์สไลด์ให้กับพรรคเกิดใหม่ คะแนนที่พร้อมจะทิ้งให้ใครก็ได้..ที่ไม่ใช่ฟากฝ่ายเผด็จการ

วันนี้..หลังประชุมใหญ่แห่งสภาตัวแทน.. เรามีประธานรัฐสภา เรามีนายกรัฐมนตรี และกำลังจะมีคณะรัฐมนตรี..

รัฐบาลที่เกิดขึ้นมานี้... ไม่ใช่รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร.. หรือ สมัคร สุนทรเวช.. แต่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนกว่า 10 ล้านคนได้..สร้างขึ้นมา..

ถึงแม้ว่าจะมีแขนขาของอำนาจเผด็จการผสมผสานเข้ามาบ้าง.. แต่มันก็ยังเป็นรัฐบาลของมหาชน..

มหาชนที่สู้ให้กับ ทักษิณ ชินวัตร
มหาชนที่ยอมรับ สมัคร สุนทรเวช
มหาชนที่ใส่คะแนนให้กับ..ระบอบประชาธิปไตย.. ในหีบเสียงของพรรคพลังประชาชน.. เพื่อชนกับสารพัดอำนาจที่กดดันบีบคั้น..

มหาชน..สู้มาแล้วเพื่อประชาธิปไตยของเขา...
แต่สงครามของประชาชนยังไม่จบสิ้น..
นักโทษที่ได้รับการจองจำจะต้องได้รับการปลดปล่อย..
ผู้บริสุทธิ์จะต้องได้รับการพิพากษา บนอำนาจตุลาการที่บริสุทธิ์

คัมภีร์ปิศาจ จะต้องได้รับการแก้ไข

รัฐธรรมนูญที่มาจากจิตวิญญาณของประชาชน จะต้องบังเกิดขึ้น

คนไทยใน UK แสดงความยินดีรัฐบาลใหม่ ร้องทุกฝ่ายสามัคคีประคองปชต.

31 มกราคม 2551

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร นำโดยคุณวัฒนา เอ็บเบ็จซ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก แสดงความยินดีต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมอื่นๆ อีก 5 พรรค เชื่อรัฐบาลประชาธิปไตย จะนำประเทศไทยไปสู่ความศิวิไลซ์ รวมถึงพารัฐนาวาฟันฝ่าปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างลุล่วง ท้ายสุดสนับสนุนท่านสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ และเรียกร้องให้ทุกฝ่าย รวมถึงประชาชนที่รักประชาธิปไตย ให้รักใคร่สามัคคีปรองดอง เพื่อภารกิจรักษาประชาธิปไตยต่อไป

อนึ่ง กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร ถือเป็นกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่มีสถานะแอคทีฟที่สุด ที่จัดตั้งอยู่นอกประเทศ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพลังปัญญาชนคนต่างแดนนำโดยคุณอาคม ซิดนีย์ ที่คอยเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชนฟากประชาธิปไตย ในการดำเนินการต่อสู้กับลัทธิเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

วันพุธ, มกราคม 30, 2551

รัฐประหาร “สันหลังหวะ” เมื่อ 'ฆ่าทักษิณไม่ตาย'

โดย กองบรรณาธิการ
ที่มา เวบไซต์ มหาประชาชน
30 มกราคม 2551

“งาช้างไม่อาจงอกจากปากหมาฉันใด ประชาธิปไตยก็ไม่อาจงอกจากปลายกระบอกปืนฉันนั้น”

วลีอมตะการเมือง ที่ยังซ่อนความหมายไว้อย่างลุ่มลึก ล้ำค่า เป็นอมตะ

เช่นว่านี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่กำเนิดจาก “องคาพยพ” ภายใต้การทำรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่แปรสภาพมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในปัจจุบัน จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่า จะเป็นกระบวนการไปสู่ “ประชาธิปไตย” ได้อย่างแท้จริง ตามที่สังคมใฝ่ฝัน

เนื่องเพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ครอบงำโดย คมช. ได้มีความพยายามแทรกแซง ทั้งบนดิน ใต้ดิน อย่างต่อเนื่อง เพื่อ “บิดเบือน-เบี่ยงเบน” เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไปสู่ “เป้าหมาย” รัฐธรรมนูญของ คมช. โดย คมช. เพื่อ คมช.

“เป้าหมาย” ตามแผนบันได 4 ขั้นของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร สะท้อนถึงวลีอมตะการเมืองที่ว่า “ชนชั้นใดร่างกฎหมาย ย่อมร่างกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้น”

เช่นว่านี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ภายใต้เงาร่าง คมช. จึงไม่อาจสลัดคราบ “รัฐธรรมนูญทหาร” ให้หลุดพ้นไปได้จากเงาในกระจก

เมื่อ “รัฐธรรมนูญ 2550” ที่ไม่มีความชอบธรรมแต่เบื้องต้น จึงไม่อาจพิจารณาลงไปในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ว่าเป็นอย่างไร

ความไม่ชอบธรรมเบื้องต้นที่ว่า

ประการหนึ่ง กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากคณะรัฐประหารมีอำนาจในการเเต่งตั้ง มิได้มาจากการประชาชน

อีกประการหนึ่ง วิธีการคัดเลือกสมัชชาเเห่งชาติ จำนวนไม่เกิน 2,000 คน ไม่โปร่งใส เเละขาดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก หรืออีกประการหนึ่ง ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวกำหนดให้คณะรัฐประหารเเต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกรณีพิเศษได้อีก 10 ท่าน

โดยเฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่มีกระบวนการ “จัดตั้ง” ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จึงถูกกล่าวขานว่าเป็น “รัฐธรรมนูญ อำมาตยาธิปไตย” แม้แต่กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ยังระบุว่า การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้กับกองทัพ ซึ่งตรงข้ามกับกระบวนการประชาธิปไตย

เช่นว่านี้ ตลอดเส้นทางจากวันทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สู่วันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เราจึงเห็นสิ่งบอกเหตุ เห็นถึงความผิดปกติ รับรู้ “ธง” ที่โบกสะบัด ส่งสัญญาณต่อกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส. 23 ธันวาคม 2550 ไม่อาจเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมได้อย่างแท้จริง

มีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงกระบวนการเพื่อสกัดกั้น “ขั้วอำนาจเก่า” ไม่ให้กลับเข้าสู่อำนาจรัฐ ที่ขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ซ่อนเร้นวาระแอบแฝงในหลากรูปแบบ

ความผิดปกติที่มีการเปิดเผยอย่างแจ่มชัดไปแล้วในเรื่อง “เอกสารลับ” เพื่อสกัดกั้นอำนาจเก่า และเป็นความผิดปกติซ้ำ ที่ “เอกสารลับ” ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 4 ต่อ 1 เป่าคดีทิ้ง พลิกมติจาก “ดำ” เป็น “ขาว” สะท้อนการทำหน้าที่ กกต.อยู่ในระนาบเดียวกันกับ คมช.

ความผิดปกติของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่เป็นไปอย่างยุติธรรม โดยที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่างรับรู้อย่างลึกซึ้งถึงการถูกกดดันจากกลไกรัฐ โดยเฉพาะการข่มขู่ คุกคามของฝ่ายทหาร

ความผิดปกติ ที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็พร้อมเปิดเผยชื่อ-ชั้นยศทหาร ที่เข้าไปคุกคามในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ปล่อยข่าวโคมลอย ทว่าอำนาจรัฐกลับไม่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง

ความผิดปกติที่มีความพยายามคุกคามผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน อย่างต่อเนื่อง โดยปาระเบิดเข้าใส่ที่ทำการพรรคพลังประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 3 ริมถนนสุคนธสวัสดิ์ ย่านลาดพร้าว ค่ำวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา และในวันเดียวกันก็มีการจับทหารยศนายสิบพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ที่สะกดรอย ติดตาม ป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่จังหวัดลำพูน มานานหลายวัน

ความผิดปกติที่ “กลไกรัฐ” ขับเคลื่อนไปในทิศทางเพื่อขัดขวาง สกัดกั้นผู้สมัคร ส.ส. ในสังกัดพรรคพลังประชาชน ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม กลับได้รับความสะดวกอย่างอิสระ

ความผิดปกติที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลูกในไส้ คมช.พยายามเร่งรีบ ผลักดันการผ่านร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่มอบอำนาจให้ทหารอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ไม่ต่างจากการ “ปฏิวัติเงียบ” โดยฝ่ายนิติบัญญัติจัดตั้ง ยึดอำนาจ มอบให้กับทหารอย่างกว้างขวาง ไม่ต่างจากการ “เขียนเช็คเปล่า”

ความผิดปกติที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนอกเขตจังหวัดและในเขตจังหวัดกว่า 3 ล้านคน โดยที่การเก็บหีบบัตรนาน 1 สัปดาห์ ได้สร้างข้อเคลือบแคลงสงสัยความโปร่งใส

ความผิดปกติที่มีการสร้างกระแส แม้พรรคที่ชนะเลือกตั้ง มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด ก็ไม่อาจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ความผิดปกติที่มีความพยายามจับขั้วตั้งรัฐบาลล่วงหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช ทั้งที่ยังไม่ทราบผลเลือกตั้ง

ความผิดปกติที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะประธาน ครส. เข้าพบ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสข่าว “เลื่อน-ล้มเลือกตั้ง”

ความผิดปกติที่ นางสดศรี สัตยธรรม ออกมาตอกย้ำ ยืนยันมีการข่มขู่จาก “อำนาจมืด” ต่อ 5 กกต.ส่งสัญญาณในระนาบเดียวกับ “เลื่อน-ล้มเลือกตั้ง”

“ล้ม” และ “เลื่อนเลือกตั้ง” เพื่อยืดระยะเวลาการบดขยี้ “ขั้วอำนาจเก่า” โดยที่มุ่งหวังผลเบี่ยงเบนผลเลือกตั้ง ให้ผิดจากโพลล์ที่ตอกย้ำในชัยชนะของพรรคพลังประชาชน

ความพยายาม “ล้ม” และ “เลื่อนเลือกตั้ง” สะท้อนถึงแผนบันได 4 ขั้น ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศตามล้างเผ่าพันธุ์ขั้วอำนาจเก่า ไม่สัมฤทธิ์ผล

แผนบันได 5 ข้อ ที่ว่า
1. ยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น
2. คดีคอร์รัปชั่นจะปรากฏ
3. พรรคจะเริ่มแตกและวิ่งกระจัดกระจาย
4. คดีจะสิ้นสุด และ
5. ลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้ง ส.ส.

เป็นแผนบันได 5 ขั้น ที่คณะรัฐประหารไม่อาจฆ่าขั้วอำนาจเก่าให้ตายได้

“ฆ่าทักษิณไม่ตาย”

ทั้งหมดนี้เป็นความผิดปกติ บนความหวาดระแวง เมื่อข้ออ้าง 4 ข้อ ในการทำรัฐประหารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ข้ออ้าง 4 ข้อ เหตุแห่งการทำรัฐประหารที่ว่า
1. ประชาชนแตกความสามัคคี ขาดความสมานฉันท์
2. มีการทุจริตคอร์รัปชั่น
3. มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
4. เรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ

ผ่านมากว่า 1 ปี ข้ออ้างเหล่านี้ ไม่สามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้อย่างกระจ่างชัด ซ้ำร้ายผ่านมากว่า 1 ปี รัฐบาลภายใต้อุ้งมือทหาร กลับทำประเทศชาติติดหล่มอยู่ในหลุมวิกฤติเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมอย่างรอบด้าน สวนทางกับยุค “รัฐบาลทักษิณ” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ผู้นำประเทศ” แห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้นำแห่งการพัฒนาประเทศอย่างครบถ้วนรอบด้าน โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ที่ยกคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยขึ้นมาสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเก่า

นโยบายหลากหลายได้รับความนิยมจากประชาชน เช่น การพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการทุนการศึกษาเด็กยากจน ฯลฯ เป็นนโยบายที่ครองใจประชาชนอย่างเหนียวแน่นผลงานครองใจประชาชน ที่สะท้อนกลับมาอย่างเหนียวแน่นในรูปแบบผลสำรวจโพลล์ทุกสำนัก ที่ตอกย้ำ ยืนยันการเลือกตั้ง ส.ส.23 ธันวาคม จะเป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชน เป็นผลสำรวจโพลล์ที่มั่นคงอันสะท้อนชัยชนะเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ออกสตาร์ทจนผ่านเข้าสู่โค้งสุดท้าย

เป็นชัยชนะอย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางการเผชิญปัญหา อุปสรรค แผนสกัดกั้น ทั้งเกมบนดินและใต้ดิน

เป็นชัยชนะท่ามกลางความหวาดระแวงของกองทัพ ภายใต้กำกับ คมช.ที่แสดงอาการหวาดหวั่นอย่างหนัก

เป็นความหวาดระแวงของ “คณะรัฐประหาร” ที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมประชาโลก

หวั่นไหวอย่างหนักที่กำลังเข้าสู่วาระสุดท้ายแห่งการสิ้นสุดอำนาจ โดยถูก “มติประชาชน” โค่นล้มอำนาจเผด็จการ ในผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550

พรก.เพิ่มเงินเดือนเปรม และองคมนตรี : กระบวนการ 'ต่างตอบแทน' ที่ขัดแย้งกับ 'ความพอเพียง'

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
30 มกราคม 2551

น่าสนใจเหลือเกินกับความสัมพันธ์ของตัวละครเหล่านี้ อันได้แก่ ประธานองคมนตรี-คณะรัฐประหาร–คณะรัฐมนตรี-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจใหม่หมาดแล้วที่ชื่อของประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถูกดึงมาเกี่ยวข้องในฐานะเบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้รัฐบุรุษท่านนี้ไปไม่น้อย

และขณะที่มวลชนผู้หวงแหนประชาธิปไตยพากันประณามสาปแช่ง พล.อ.เปรม ฝ่ายคณะรัฐประหารก็ดาหน้ากันออกมาปกป้อง พล.อ.เปรม มากมายเช่นกัน ด้วยการยืนกรานปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ไม่เกี่ยวอะไรกับการรัฐประหารครั้งนั้น...

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อๆ มา กลับตอกย้ำให้ประชาชนเห็นว่า สำหรับคณะรัฐประหารและหน่อเนื้อเชื้อไขแล้ว มีลักษณะความกตัญญูรู้คุณต่อ พล.อ.เปรม มากแค่ไหน

เช่นที่เคยเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ ประมาณเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว คือกรณีที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)บางกลุ่ม ดำเนินการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปกป้องพระบรมราชวงศ์ องคมนตรี ประธานองคมนตรี มิให้ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ในมาตรฐานกฎหมายหมวดเดียวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เป็นการพยายามยกชั้นประธานองคมนตรี และองคมนตรีให้ขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับพระบรมราชวงศ์ งานนี้ก็ไม่รู้ว่า เหาจะขึ้นหัวใครดี ระหว่างคนเสนอกับคนถูกเสนอ...

โชคยังดีที่เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนมากจนเกินไป เกินกว่าที่ประชาชนคนอื่นๆ จะรับได้ จึงต้องออกมาคัดค้าน และเป็นอันที่สนช.ต้องพับเก็บไปในที่สุด

กระบวนการ “ต่างตอบแทน” ครั้งแรกจึงไม่ได้ผล

หากแต่ความกตัญญูรู้คุณ คือนิสัยของคนไทย แม้ครั้งแรกยังทำไม่ได้เพราะประชาชนอีกหลายสิบล้านคนผู้เสียภาษีเขาไม่เห็นด้วย... แต่ก็ใช่ว่าจะยอมแพ้

ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ โดยอาศัยช่วงที่หลายคนพุ่งความสนใจไปที่การเลือกนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีปัจจุบันนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีมติเห็นชอบ “พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งขององคมนตรี และรัฐบุรุษ พ.ศ.2551” ซึ่งเพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา

ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ได้กำหนดเพิ่มเงินเดือนประจำตำแหน่งให้ประธานองคมนตรีจากเดือนละ 114,000 บาท เป็น เดือนละ 121,990 บาท

องคมนตรีจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 104,500 บาท เพิ่มเป็นเดือนละ 112,250 บาท

รัฐบุรุษจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 100,000 บาทเพิ่มเป็นเดือนละ 121,990 บาท

มีความจำเป็นอันใดกับการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกเสียจาก การเอื้อประโยชน์ส่วนตัวให้กับคนบางคนบางกลุ่ม... ทั้งที่เป็นกลุ่มบุคคลผู้ซึ่งทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด แต่กลับผ่านกฎหมายที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ “ความพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยทั้งประเทศน้อมรับนำไปปฏิบัติ

เรียกว่าอยากตอบแทนสนองคุณกันจนหน้ามืดตามัว จนไม่สำเหนียกเลยว่าจะกระทบกระเทือนพระเกียรติยศมากเพียงใด...

ผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ประมุขของประเทศ ย่อมต้องพร้อมทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจ ให้สมกับเกียรติยศที่ได้รับ เพราะนี่มิใช่ตำแหน่งที่มีไว้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์...

ลำพังเพียงตอนรัฐประหารที่ประธานองคมนตรีถูกโจมตี ก็สร้างความบอบช้ำมากพอแล้ว

อย่าให้ต้องเป็นที่โจษจันถึงความไม่เหมาะสม กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทย ที่จงรักภักดีให้มากไปกว่านี้อีกเลย

ภารกิจของขบวนการประชาธิปไตย หลังการเลือกตั้ง 23/12/50

30 มกราคม 2551

บทความห้าดาวจากอาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักวิชาการผู้เป็นแสงสว่าง เป็นแสงเทียนดวงน้อยในยุคมืดของประเทศไทย ภายในบทความ อาจารย์พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อใช้ต่อสู้กับเครือข่ายอำมาตย์ขนาดใหญ่ที่ได้ถูกจำแนกแจกแจงออกมาให้เห็นตัวตนกันอย่างแจ่มชัด อาจารย์ได้ชี้ให้เห็นว่า การนำรัฐธรรมนูญปี 40 หรือรัฐธรรมนูญที่เป็นของมหาชนอย่างแท้จริงมาใช้ แทนที่จะใช้รัฐธรรมนูญของอำมาตย์ คือภารกิจสำคัญอันหนึ่งของฟากประชาธิปไตย

อาจารย์แจกแจงถึงกลุ่มอำนาจต่างๆ รวมถึงหมากกลหรือเครือข่ายที่มีอยู่ของอำมาตย์ที่พร้อมที่จะทำการเคลื่อนไหวหลังการจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของฝ่ายประชาธิปไตยในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเคลื่อนไหวสามประการ ได้แก่ การชูธงโลกาภิวัฒน์ ธงรัฐธรรมนูญปี 40 และธงความเป็นธรรมทางสังคม

ในบทความยังได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อออนไลน์ และการประยุกต์การใช้เครื่องมือดังกล่าวให้เกิดประโยชน์มากขึ้น หลังการพิสูจน์ตลอดระยะเวลาการต่อสู้ที่ผ่านมาว่าสามารถสร้างผลสะเทือนและตีโต้สื่อเผด็จการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจารย์ยังได้พยายามชี้ให้พรรคพลังประชาชนเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่ผ่านมา และแนะนำกลยุทธ์ต่างๆ ที่สามารถใช้เสริมและตีโต้ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย นอกเหนือไปจากสมรภูมิในสภา ที่จะเป็นสมรภูมิหลักในการต่อสู้

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11032

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังของอาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ได้ที่
http://docs.google.com/Doc?docid=d7qgfs4_46c7w8pd&hl=en

ใบปลิวโผล่เน็ต ถามพล.อ.อ.ชลิต ยึดอำนาจเพื่อชาติหรือเพื่อใคร

30 มกราคม 2551

มีใบปลิวอิเลคโทรนิคในรูปแบบ PDF ไฟล์ ถูกปล่อยลงในเน็ตผ่านเว็บบอร์ดการเมืองชื่อดัง โดยมีชื่อไฟล์ว่า "สนิมในกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข" เปิดเผยเหตุการณ์ในปัจจุบันเมื่อพล.อ.อ.ชลิต โดนลอยแพ หลังคนอื่นจมูกไวถอนสมอไปก่อนหน้าแล้ว พร้อมตั้งคำถามหลายข้อถึงความชอบธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างงานต่างๆ ในห้วงระยะเวลาที่คมช.ครองอำนาจสูงสุด โดยมีรายละเอียดทั้งหมดในจดหมายดังได้แสดงไว้ด้านล่างนี้

อนึ่ง ขอให้ท่านผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื่องจากใบปลิวดังกล่าวไม่ได้แสดงหลักฐานได้ครบถ้วนทุกเรื่อง

สนิมในกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข


ที่มา
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ คนปัจจุบัน และรักษาการประธานคมช. ยังเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ยังพยายามดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่รอดในตำแหน่ง ผบ.ทอ. เนื่องจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำกำลังกองทัพบกกลับเข้า กรม กอง ประกาศตัวเป็นทหารอาชีพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ ถอนสมอไปนานแล้วตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เพราะลึกๆ มีสัมพันธ์อันดีกับหลังบ้าน พ.ต.ท.ทักษิณฯ และพล.อ.สนธิ ก็หายเข้ากลีบเมฆ ไปหลายสัปดาห์แล้ว มีแต่โดดเดี่ยวผู้น่าสงสาร พล.อ.อ.ชลิตฯ ที่เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 อย่างบิ๊กบัง โยนขี้ไว้ให้ในตำแหน่งรักษาการประธาน คมช. มีเพียงกำลังกองทัพอากาศเล็กๆ ไร้ซึ่งอำนาจการต่อรองใดๆ ทางการเมืองในยามนี้

เหตุผล
ทำไม พล.อ.อ.ชลิตฯ ถึงต้องดิ้นรนต่อสู้ให้ถึงที่สุด ในการที่จะต่อท่ออำนาจ และพยายามส่งอำนาจต่อให้กับ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ เสนาธิการทหารอากาศ ในปัจจุบัน

1. โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ (GRIPEN 39 C/D) ซึ่งเป็นการเร่งรัดโครงการ โดยการของอนุมัติคณะรัฐมนตรี และโอนงบประมาณในรายการต่างๆ ต่างที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2551 ไปดำเนินการ (ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับความมั่นคงภายในกองทัพอากาศ ที่มีความสำคัญยิ่ง ไปทดแทน)

2. โครงการพัฒนาระบบควบคุมและแจ้งเตือนการป้องกันทางอากาศ (RTADS Phase II) มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท ซึ่งมีการร้องเรียน และล้มการประมูลไปหลายครั้ง และสุดท้ายงุบงิบทำหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ

3. โครงการจัดซื้อเครื่องบิน Air bus และ Boeing มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ พล.อ.อ.ชลิตฯ ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดฯ

4. และงบประมาณอื่นๆ ในกองทัพอากาศ ที่งุบงิบ จัดหาโดยวิธีพิเศษ เป็นงบประมาณมหาศาล

คำถาม
1. ความเกี่ยวข้องของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข กับ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณณศรี และ นายอนุวัฒน์ วัฒนกิจ เจ้าของบริษัท เอ วิ เอ แซทคอม จำกัด ผู้ประสานงานโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ GRIPEN 39 C/D ของประเทศสวีเดน และผู้ประสานงานโครงการ RTADS Phase II และโครงการอื่นๆ ในกองทัพอากาศ เช่น การจัดซื้ออะไหล่เครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท และอุปกรณ์สื่อสาร
ในการกองทัพอากาศ

2. ความจำเป็นของโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ GRIPEN 39 C/D เมื่อเปรียบเทียบกับ
..2.1 กำลังรบทางอากาศของเพื่อนบ้านใน 10 ปีข้างหน้า
..2.2 จำนวนงบประมาณที่ใช้เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินขับไล่แบบอื่น
..2.3 ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินแบบ F16
..2.4 สภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศไทยในปัจจุบัน
..2.5 ภัยคุกคามในอนาคตของชาติ

3. สาเหตุของการร่วมทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของ พล.อ.อ.ชลิตฯ เพื่อชาติ เพื่อตัวเอง หรือเพื่อใคร

4. การพยายามต่อรองกับรัฐบาล พรรคพลังประชาชน ในการเลือกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุผลใด สมานฉันท์ หรือเพื่อรักษาอำนาจ ต่อท่ออำนาจ เพื่อปกปิด ความชั่วร้ายของตัวเอง และพวกพ้อง หรือเพื่อใคร โดยอ้างเพื่อชาติ

5. การผลักดันให้ พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศให้ลาออกไปเข้าขบวนการสรรหา วุฒิสมาชิก เพื่อต้องการเปิดตำแหน่งให้ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มาเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ แทนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น มีความสัมพันธ์อันดี กับป๋าเปรม (ลูกป๋า) และเกษียณอายุราชการในปี 2552 มาต่อท่ออำนาจ เมื่อตัวเองเกษียณอายุราชการในปี 2551

6. มีการสั่งการด้วยวาจา ให้หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงในกองทัพอากาศ สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมาในเขตเลือกตั้ง ดอนเมืองสายไหม บางเขน โดยให้เลือก สส. เบอร์ 19 (เรืออากาศเอกวิชัย ราชานนท์ พรรคเพื่อแผ่นดิน), เบอร์ 4 (นางสาวจณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ พรรคชาติไทย)และเบอร์ 5 (นายฉมาดล หงสกุล พรรคชาติไทย) จริงหรือไม่ (กดฟังหลักฐานคลิปเสียงเรื่องดังกล่าวได้จากเพลย์เยอร์ด้านล่างนี้)
>


วันอังคาร, มกราคม 29, 2551

คลิปภาพในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกฯ

แปลงไฟล์โดย ก้อนดินก้อนหนึ่งบนแผ่นดินไทย
ที่มา ข่าวช่อง 3
29 มกราคม 2551

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาธิไธย ในพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี


พิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ


คำแถลงเปิดใจของนายกรัฐมนตรีคนที่ 25

เสนอให้แต่งตั้งท่านทักษิณ ชินวัตร เป็น 'รัฐบุรุษแห่งชาติ'

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 มกราคม 2551

ท่านสมัคร ควรเสนอท่านอดีตนายกฯทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

เพราะตอนที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เป็นผู้เสนอแต่งตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใด ๆ จากประชาชนทั้งสิ้น เป็น "รัฐบุรุษอาวุโส"

ผมเชื่อว่า ท่านทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างคุณูปการต่อประเทศไทย และมีคนรักท่านมากมายกว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใดๆ เลย ประชาชน ไม่เคยได้มีโอกาสเลือก "อดีตนายกฯ คนนี้"

ในเมื่อ ตำแหน่ง "รัฐบุรุษ" นั้น เสนอแต่งตั้งประกาศเกียรติคุณจากรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลของ ฯพณฯท่านสมัคร สุนทรเวช จึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ ที่จะประกาศแต่งตั้งท่านทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

ปล. 1 พวกที่ไม่ชอบทักษิณ อาจโวยวาย แต่ พวกผมที่ไม่ชอบ พล.อ.เปรม ก็ยังไม่เห็นจะมีสิทธิโวยวายอะไรเลย อีกอย่าง พวกที่เกลียดทักษิณ ก็อาจจะสบายใจว่า "ท่านรัฐบุรุษแห่งชาติ ทักษิณ ชินวัตร" จะไม่ลงมาเป็นนายกฯ อีก เป็นการยกขึ้นหิ้งอีกวิธีหนึ่ง

ปล. 2 ตำแหน่ง "รัฐบุรุษแห่งชาติ" นั้นจะต้องจัดไว้สูงกว่า "รัฐบุรุษอาวุโส"

การ์ตูน: สื่อไทยคือกระจกเงาเบี้ยวๆ

สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (2) : แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ

สัมภาษณ์โดย มุทิตา เชื้อชั่ง และชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา ประชาไท
24 มกราคม 2551

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผ่านมาตลอด 2 ปี อำนาจตุลาการได้มีบทบาทสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กระทั่งมีนักวิชาการออกมาชื่นชม และเรียกขานอำนาจตุลาการในยุคนี้ว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’

การที่ศาลกลายเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมือง การที่กฎหมายถูกกำหนดขึ้น ถูกใช้ ถูกตีความท่ามกลางคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งตรงไปในระดับหลักการอย่างมากมาย คนใช้กฎหมายกับการเมือง แนบชิดกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นโดยไม่เคอะเขิน และได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม ฯลฯ เหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อหลักนิติรัฐ และทำให้อำนาจตุลาการ ได้ หรือ เสีย อะไรไปบ้างระหว่างทาง

*****************************

ตอนที่ ๑ อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย


“เราใช้ต้นทุนต่างๆ มาเยอะในช่วงปีกว่าๆ อำนาจ พลัง บารมี ในหลายๆ เรื่อง แล้วมันสึกหรอไปหมด วันนี้ต้นทุนทางสังคมของชนชั้นนำจำนวนมากก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว แม้แต่ศาล ตั้งแต่คุณให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตั้งแต่คุณไม่ให้ประกันตัว กกต.หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องดี เป็นตุลาการภิวัตน์ แต่ผมมองในทางกลับกันว่า อีกด้านหนึ่งมันกัดเซาะตัวระบบโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็ได้”

*****************************

ตอนที่ ๒ แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ
ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องตุลาการภิวัฒน์

*** ทุกวันนี้ เนื้อหาของกฎหมายเป็นยังไง โดยเฉพาะกฎหมายสูงสุด
ผมว่าเนื้อความของกฎหมายมีปัญหาแล้วในหลายเรื่อง ก็เหลือแต่คนใช้ คุณจะใช้กฎหมายในลักษณะที่เป็นธรรมไหม ที่ผ่านมา เราใช้ต้นทุนต่างๆ มาเยอะในช่วงปีกว่าๆ อำนาจ พลัง บารมี ในหลายๆ เรื่องเข้ามาแล้วมันสึกหรอไปหมด วันนี้ต้นทุนทางสังคมของชนชั้นนำจำนวนมากก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว แม้แต่ศาล ตั้งแต่คุณให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตั้งแต่คุณไม่ให้ประกันตัว กกต.หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องดี เป็นตุลาการภิวัตน์ แต่ผมมองในทางกลับกันว่าอีกด้านหนึ่งมันกัดเซาะตัวระบบโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ผมตอบไม่ได้ว่าการกัดเซาะแบบนี้มันจะนานเท่าไรถึงจะทำลายตัวโครงกฎหมายทั้งโครง

*** ที่ผ่านมา นักกฎหมายก็ไม่เห็นทำอะไรในการพยายามตรวจสอบการใช้อำนาจศาล นักวิชาการด้านอื่นๆ ยิ่งไปกันใหญ่ เรียกขานกันเลยว่า ‘ตุลาการภิวัตน์’
ก็จริง อำนาจตุลาการถือเป็นอำนาจที่ 3 ในระบอบประชาธิปไตย เขาบอกว่ามันเป็นอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่ active ศาลเริ่มการเองไม่ได้ ที่ไหนไม่มีการฟ้องคดีที่นั่นไม่มีการพิพากษา แต่เราก็รับรู้เหมือนกันในมุมหนึ่งว่าอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุดอาจเป็นอันตรายมากที่สุดได้ถ้ามันเริ่ม active หรือขยายหรือก้าวล่วงไปสู่อำนาจอื่น

ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เราอาจไม่ได้ไปมองศาล วงการกฎหมายเองก็คงไม่ได้มองระบบต่างๆ มองในแง่ดีมันทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้น วิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน ในช่วงที่มีปัญหา มันจะเสียอะไรไปบ้าง

ปัญหาคือโดยพลังที่อำนาจตุลาการมีแต่เดิม มันทำให้คนจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และในบ้านเราก็มีกฎหมายบังคับอยู่ จริงๆ การมีกฎหมายคุ้มครองอำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องแปลก มันต้องมีความคุ้มครองคนทำงาน แต่ปัญหาคือความพอดีซึ่งขาดมากในบ้านเรา เมื่อไม่พอเหมาะพอประมาณ มันก็คือการกดขี่ในอีกด้านหนึ่ง ทำให้พูดไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี่แหละที่ยุ่งยาก ใครจะเอากระดิ่งไปผูกคอแมว

แต่เอาเข้าจริง มันก็มีความเปลี่ยนแปลง สังคมมีวิวัฒนาการ อะไรที่ถูกตั้งคำถามมันก็จะถูกถามมากขึ้น ผมเชื่อในดุลยภาพของสังคม อะไรที่เกินเลยไปจะต้องถูกดึงกลับมา แต่จะใช้เวลาแค่ไหนเท่านั้นเอง

*** ‘ตุลาการภิวัฒน์’
ตุลาภิวัฒน์ ถ้าไปดูรากฐานที่มาในภาษาอังกฤษ เรียกว่า judicial review คือการที่ฝ่ายศาลหรือฝ่ายตุลาการ ใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน ตรวจสอบการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ และทางบริหารหรือทางปกครอง

มันคือการเข้าตรวจสอบว่าการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบการตรากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภาว่าอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญไหม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานอันหนึ่งของนิติรัฐ หรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ที่ถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ....

ในอเมริกาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ judicial review เขาจะมองว่า หลักประชาธิปไตยต้องถูกกำกับโดยนิติรัฐด้วย สองเสาหลักนี้เป็นเสาหลักในการค้ำยันประเทศเอาไว้ เพราะถ้าคุณปล่อยให้ผู้แทนราษฎรออกกฎหมายยังไงก็ได้ โดยไม่มีใครเหนี่ยวรั้งเลย อันตรายก็จะเกิด ประเทศที่เจอกับปัญหานี้ชัดเจนคือ เยอรมนี เยอรมนีจึงเกิดศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วเขาก็ใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน

อีกกรณีคือการทบทวนการใช้อำนาจในทางปกครอง คือกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองออกกฎ สั่งการไปกระทบสิทธิประชาชน หลักนิติรัฐก็เรียกร้องว่าเวลาที่พวกนี้ใช้อำนาจต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย เมื่อเขาใช้อำนาจล่วงกรอบของกฎหมาย ต้องมีองค์กรที่เป็นกลางเข้ามาตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็คือศาลปกครองนั่นเอง หรือในประเทศที่ไม่มีศาลปกครองก็ใช้ศาลยุติธรรมแทน

*** หมายความว่าต้องสำรวมในการใช้อำนาจด้วย
ใช่ เพราะมันมีหลักอยู่ว่า การที่เราใช้อำนาจตุลาการเข้าไปควบคุม ตรวจสอบอำนาจพวกนี้ ฝ่ายศาลเองต้องระวังและสำรวมการใช้อำนาจ หมายความว่า ศาลต้องเห็นประเด็นกฎหมายที่อยู่ในบรรดาปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นกฎหมายในปัญหาทางการเมือง ซึ่งมันยุ่งยากซับซ้อนมาก ศาลจะต้องดึงเอาประเด็นทางกฎหมายออกมาแล้วทำให้เป็นประเด็นที่มันชัด แล้วมีเหตุผลในทางกฎหมายเวลาที่ตัดสิน แล้วตัดสินบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย

ศาลต้องระวังไม่ไปแสดงออกซึ่งเจตจำนงของการเมืองแทนองค์กรอื่น เช่น ถ้าจะไปวินิจฉัยว่า กฎหมายที่สภาตราขึ้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลต้องชี้ให้ได้ว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างไร แล้วมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ศาลเห็นว่า ศาลไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ หรือเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่เหมาะ แม้ว่าศาลเห็นเช่นนั้นจริงก็เอาเจตจำนงของตัวเองไปแทนที่เจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ ศาลไม่มีอำนาจ ถ้าศาลทำอย่างนั้นเท่ากับว่าศาลทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ...

คำพิพากษาที่ดีต้อง educate หรือให้การศึกษากับทั้งคู่ความและสาธารณะ การให้เหตุผลอย่างที่ผมพูดไปตั้งแต่ตอนต้นว่า คุณให้เหตุผลสั้นๆ ไม่ได้ เรื่องที่มันยิ่งสำคัญคุณต้องให้เหตุผลยาว และต้องชั่งน้ำหนักทุกด้าน

คุณยอมบอกว่า การเลือกตั้งโมฆะ เพราะเหตุว่า กกต. จัดคูหาเลือกตั้งถูกหรือผิด หันคูหาเข้าผนัง เท่านี้ไม่ได้ แต่คุณต้องให้เหตุผลต่อไปว่า มันทำลายเจตจำนงประชาชนอย่างไร แล้วคะแนนเสียงที่ออกมามันไม่นับเป็นเจตจำนงของประชาชนด้วยเหตุอะไร การที่ศาลจะไปตัดสินแบบนี้ ศาลไปทำลายอำนาจของปวงชนหรือไม่ อำนาจอธิปไตยของปวงชนคืออะไร คุณต้องให้เหตุผลในเชิงหลักการทั้งหมด แล้วคุณถึงจะบอกว่าคุณจะตัดสิน...

ผู้พิพากษาของศาลออกมาจากกระบวนยุติธรรม คุณเข้าไปทำงานในทางบริหาร ภายใต้การนำของรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจ ส่งคนออกไปในหน่วยงานอื่น โดยเชื่อว่า คนที่มาจากศาลนั้นเป็นคนดีกว่าคนที่อยู่ในหน่วยงานอื่น ทำไมเราถึงคิดอย่างนั้น ทำไมไม่คิดว่าคนที่อยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นคนดีมีคุณธรรมเหมือนกับคนในตุลาการ คนของกรมสรรพากรที่เขาเก่งทำไมไม่คิดว่าเขาเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่าศาลไม่ดี ผมรู้จักผู้พิพากษาหลายคน มีเพื่อนเป็นผู้พิพากษา มีลูกศิษย์เป็นผู้พิพากษา หลายคนเป็นคนดี มีคนมีความสามารถเยอะ

แต่ในทุกวงการมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อน แล้วคนดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรที่ถูกต้องเสมอ คนดีกับความถูกต้องมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มันอาจจะเป็นคนละเรื่องก็ได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องในทางการเมืองที่มีความสลับซับซ้อน แล้วท่านผู้พิพากษาที่อยู่ระบบอย่างนี้ไม่คุ้นเคยหรอกกับไอ้ระบบการเมืองที่มันซับซ้อน

*** แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เขาอ้างศาสตร์ของอาจารย์ไปแล้วเรียบร้อย แล้วก็เคลือบด้วยเรื่องของคุณธรรม ศีลธรรม เรื่องนี้จะแยกแยะยังไง เพราะมันถูกผูกโยงกันไป แล้วความดีก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ตัวคุณธรรมนั้นดี มนุษย์ต้องมีคุณธรรม เราก็ยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องแยกระหว่างตัวคุณธรรมกับตัวคนซึ่งอ้างคุณธรรมซึ่งเป็นคนละส่วนกัน เหมือนกับที่ผมพยายามจะแยกว่า คุณต้องแยกระหว่างพระเจ้าในศาสนาคริสต์กับศาสนจักรซึ่งอ้างพระเจ้ามาดำเนินการต่างๆ ในนามของพระเจ้า เพราะทั้งศาสนจักรในยุคสมัยกลางที่อ้างพระเจ้า และคนที่อ้างว่าตัวเองมีคุณธรรมในยุคสมัยแห่งเรา ก็ต่างจะอ้างเอาพระเจ้าหรือคุณธรรม มาใช้ในทางซึ่งเป็นประโยชน์กับตัว

แน่นอน คนบางคนเป็นคนดีมีคุณธรรมก็ได้ แต่ถามว่าคนดีมีคุณธรรมทำอะไรไม่ผิดเลยเหรอ มันผิดกันได้ ปัญหาคือ เมื่อคุณอ้างว่าคุณเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้ว ในด้านหนึ่งคุณก็มีความคิด ความฝัน ความเชื่อของคุณ แต่มันมีคนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมีความคิด ความเชื่อ ความฝันไม่ตรงกับคุณ อย่างผมอาจมีความคิด ความฝัน ความเชื่อ ไม่ตรงกับคนซึ่งเป็นคนดีมีคุณธรรม หรืออ้างตัวเองเป็นคนดีมีคุณธรรม ถามว่าถ้าอย่างนั้น ผมเป็นเลวใช่ไหมครับ ที่สุดแล้วหลักแบบนี้มันใช้ไม่ได้

เหมือนเวลาที่บอกให้ประชาชนเลือกคนดีเวลาที่มีการเลือกตั้ง มันเป็นไปไม่ได้ นี่เป็นเรื่องการเมือง การเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ คนชั้นล่างก็ต้องเลือกคนที่มีผลประโยชน์ให้เขา ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงก็เหมือนกัน คุณเลือกคนที่คุณใกล้ชิด คุณมีผลประโยชน์เกี่ยวพัน มันก็เป็นอย่างนี้ แล้วถามว่าทำไมคุณไม่ตำหนิชนชั้นสูงบ้าง แค่เพียงคุณอ้างว่าด้านนี้มีคุณธรรมเท่านั้นหรือ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะเข้าข้างอีกด้านหนึ่ง แต่ผมกำลังจะบอกว่า มันคือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหมดเหมือนกัน ผมยังไม่เคยเห็นสถาบันไหนไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง

--------------------------------------------

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ เว็บไซต์ประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/11007

--------------------------------------------

ซูฮาร์โต้ : รัฐบุรุษ หรือ ทรราช ผู้หล่นลงสู่อเวจี

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
29 มกราคม 2551

ผู้คนต่างมาเพื่อสาบสูญ... ทุกแผ่นดินย่อมมีคำถาม ผู้ยิ่งใหญ่ รัฐบุรุษ หรือ ทรราช...

วันวานที่อินโดนีเซีย ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเหนือประชากรเกือบ 200 ล้านคนได้จากไป

ซูฮาร์โต้

1 ตุลาคม 2508 ด้วยยศแค่พลตรีแห่งกองทัพบก... กับบทบาทผู้ปราบกบฏ... ในรัฐบาลของประธานาธิบดีซูการ์โน

ซูฮาร์โต้ควบคุมกองทัพไว้ในอำนาจ และเริ่มกดดันรัฐบาลพลเรือนด้วยกฎหมายรักษาความมั่นคงภายใน...

ซูฮาร์โต้...มีอำนาจเหนือประธานาธิบดี...ผู้คนของเขา ลิดรอนอำนาจของซูการ์โน...จนทนไม่ไหว...

เขากลายเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งประธานาธิบดี วีรบุรุษผู้กู้ชาติ...ซูการ์โนกลายเป็นทรราช...จากการขุดค้นเรื่องราวมากมาย... ในขณะที่เทพผู้จุติองค์ใหม่ประกาศต่อหน้า... มหาชนคนอินโดนีเซียว่า...

“ข้าพเจ้าจะใช้พลังความสามารถทั้งหมด ตั้งอยู่บนความปณิธานอันแน่วแน่ และสละตัวของข้าพเจ้าแก่ประชาชนแก่ชาติและรัฐ”

เทพซูฮาร์โต้...กวาดแผ่นดินครั้งแรก ด้วยชีวิตนับล้านของฝ่ายตรงกันข้าม...

ซูฮาร์โต้กุมชีวิตประเทศที่มั่งคั่งมั่งมีด้วยทรัพยากรธรรมชาติ... แต่ประชาชนคนอินโดนีเซียต่ำใต้... กลับได้ชีวิตที่รันทดแร้นแค้นเป็นรางวัล...

ชื่อที่โดดเด่นขึ้นมา เหนือกว่าสุดยอดแห่งยอดคนกลายเป็น...ศรีภริยา...มาดามเตียน...สมญานามของเธอ...คือ มาดามเท็นเปอร์เซ็นต์ และมาดามทเวนตี้เปอร์เซ็นต์... เธอมี 131 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครอบคลุมสารพัดกิจการ... ว่ากันว่า...เงินรวมของตระกูลซูฮาร์โต้...เท่ากับรายได้ของประเทศต่อปี

เมื่อสีสันแห่งความเป็นทรราช... เริ่มปรากฏชัดขึ้น... ผู้คนบน 3 พันเกาะ...บนแผ่นดินที่มีชื่อมาจากภาษากรีก อินโดส เนโกรส...ให้ความหมายว่า... เกาะอินเดีย ท้ายสุด ก็เริ่มคิดถึง...ซูการ์โนคนเก่า... พร้อมกับความพยายามที่จะโค่นล้ม...ซูฮาร์โต้... เป็นแสนเกือบล้านชีวิตประสบภัยจากอำนาจมืดแห่งผู้ครองรัฐ... แต่การต่อสู้ยังสืบต่อมีตัวตายตัวแทน...

จนกลายเป็นมวลมหาประชาชนพากันออกมาท่วมถนน...อำนาจล้นฟ้าหรือจะสู้มหาประชาชน...

แผ่นดินที่ถูกปล้นกลับคืนสู่ประชาชน ทรราชหล่นลงสู่อเวจี

วันนี้...ชีวิตที่อุบัติขึ้นมาเมื่อ 8 มิถุนายน1921 สิ้นสุดแล้ว เมื่อ 28 มกราคม 2008 เวลา 87 ปี นานพอที่จะเขียนเรื่องราวหนึ่งขึ้นมา... เรื่องราวของทรราชตนหนึ่ง

มังกรเจ็ดหัวของ “นักประชาธิปไตย”

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-front
29 มกราคม 2551

สิ่งที่ทำให้นักประชาธิปไตย “เซ็ง” เป็นอันดับแรกๆ ในการต่อสู้กับ เผด็จการ คมช. ก็คือ คมช. นั้น ทำตัวเหมือน “มังกรเจ็ดหัว”

หัวหนึ่งพูดอะไร พ่นอะไรออกมา นักประชาธิปไตย ที่คิดจะจับคำพูดนั้น มาเป็นประเด็น ในการโจมตี ไปๆ มาๆ ต้องมาเจอกับคำพูดอีกแบบ อีกด้าน ของ มังกรอีกตัวในเจ็ดตัวนั้น เรียกได้ว่า การจับเอาคนในฝ่ายเผด็จการ มายำ นั้นยากมาก

เช่นในขณะที่ มังกรหัวบัง กำลังวางแผนทำลาย ทรท. หรือ พปช. แบบอีแอบ ที่รั่วออกมาบ่อย แต่มังกรอีกหัวเช่น สุรยุทธ ก็บอกว่า ต้องสมานฉันท์ กำลังพยายามสมานฉันท์ ส่วนมังกรอีกหัว คือพวกแผนกข่าวของ คมช. ก็ออก สปอร์ทโฆษณา เช้า สาย บ่าย เย็น เรื่อง ความสามัคคีในชาติ ส่วนอีกหัวเก่า ของมังกรคือสพรั่ง พี่คนนี้แกก็ออก “ซัด” อำนาจเก่าตรงๆ ทุกวี่ทุกวัน

สรุปคือ นักประชาธิปไตย “ปวดหัว” คือไม่เหมือนกับตอนทักษิณเป็นนายก ที่ทุกอย่างสายตรงถึงทักษิณ แล้วทุกคนทั้งหมด พยายามเดินไปทางเดียวกัน พูดเหมือนกันด้านนั้นด้านนี้ ให้มีเอกภาพ ทำเหมือนกันหมด แบบทักษิณเลยถูกโจมตีง่าย เพราะมันมีอยู่หัวเดียว ข้อความเดียว ข้อมูลเดียว ให้จับมายำได้ง่ายๆ แต่แบบมังกรเจ็ดหัวนี่สิ มันน่าคิด

คือที่น่าคิด คือว่า จะให้น้ำหนักมังกรตัวไหนอย่างไรดี เพราะมันก็ตัวเดียวกันคือ เผด็จการทั้งหมดทุกตัว เช่น พอบังหลุดพูดเรื่องแผนเป็นขั้นๆ ออกมา คนก็ด่าบังกันตรึม เพียงแต่ว่า เสียงด่านั้น มันก็ถูก “กลบให้อ่อนลง” ด้วยคำพูดจากอีกหัวของมังกร คือ สุรยุทธ ที่ออกมาบอกว่า กำลังพยายามสมานฉันท์ “เต็มที่” แล้วก็ผนวกเข้าไปกับฝ่ายข่าวของ คมช. เลย ที่ออกข่าวลือมาว่า คนระดับสูงของ คมช. แอบไปเจอทักษิณถึงลอนดอน เพื่อสมานฉันท์ แล้วโฆษณา กระตุ้นความสามัคคีในไทย ก็เทกันออกมา “ตรึม”

กลายเป็นว่า คนทั่วไป ที่ไม่ได้ยืนอยู่กับนักประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ “งง” เป็นไก่ตาแตก ไม่รู้จะเชื่อใครดี สรุปคือ ถูก Marginalized หรือทำให้เสียงของคนคนนั้น ที่น่าจะออกมาด่า บัง เรื่องอีแอบทำลาย ทรท. และ พปช.กลายเป็นว่า “ไม่ส่งเสียงอะไร” นี่ก็เป็นกลยุทธ ที่ตำรวจใช้มาอย่างช้านาน คือ Good Cop และ Bad Cop สลับกันคุยกับผู้ต้องสงสัย คนหนึ่งดีด้วย อีกคนตบหัว จนในที่สุด “ล้วงตับ” คนต้องสงสัยได้หมด “คุมเกมอยู่หมัด”

มาวันนี้ มองดูพลพรรคนักประชาธิปไตยแล้ว ก็ดีใจที่ “เรียนรู้กลยุทธมังกรเจ็ดหัว” มาเรียบร้อยแล้ว จาก คมช. เช่น ลุงสมัคร สมานฉันท์เต็มที่ พูดอะไรทำอะไร สมานฉันท์เต็มร้อย ทั้ง “กกต.ดี ทหารดี ป๋าดี” สมัครกวาดคะแนนคนชอบสมานฉันท์ เข้าบ้านหมด ทำตัวเหมือนสุรยุทธไม่มีผิด ในขณะเดียวกัน มังกรตัวอื่นของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น Hi-Thaksin “ออกจิก” ฝ่ายเผด็จการแรงๆ ตลอดเวลา ชนิด “ลากไส้มาให้ดูกันเลย” แล้วไง ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจาก “สื่อ” กระแสหลักส่วนมาก ของ เผด็จการ วิ่งกัน “เป็นฝูง” ไปหา สมัคร กะจะเอาการกระทำของมังกรตัวนั้นตัวนี้ “มามัดสมัคร”

แบบเช่นตอน กกต. ถูก ฝ่ายประชาธิปไตย หลายหัว “อัดเสียยับ เปิดโปงจนเห็นหมด ถึงความเอนเอียงและแผนชั่ว” แล้วสมัคร ว่าไงกับสื่อเป็นฝูงๆ นั้น สมัครเขาก็บอกว่า “ผมพูดมาตลอดว่าขอบคุณและเชื่อในความยุติธรรมของ กกต.” ตกลง “สื่องง” ไม่รู้จะต่อเรื่องยังไงดี ถามสมัครว่า แต่นั่นมันไม่เหมือนกับที่คนอื่นในฝ่ายท่านทำ สมัครก็ตอบว่า “ความแตกต่างเป็นสิ่งที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิมีเสียง แสดงออกได้” ตกลง “สื่องง” มากขึ้นไปอีก พอสื่อตอกย้ำว่า แล้วเอกภาพและการเป็นผู้นำของท่าน ไม่ถูกท้าทายหรือ สมัครตอบว่า “คุณต้องไปถามเขาเอง ผมไม่เกี่ยวข้องกับ Hi-Thaksin” สรุปคือ เหมือน มังกรเจ็ดหัวของ เผด็จการไม่มีผิด “คือยำยากมาก”

เรื่องนี้จริงๆ ก็จะจบลงตรงนี้ แต่เพื่อนวงในที่ได้อ่านบทความนี้ก่อน โทรมาถามว่า “เราชอบสมัครเพราะปากกับใจตรงกัน” คือเพื่อนเขาสงสัยว่า แบบมังกรเจ็ดหัวนี้ มันฟังดูไม่มี จริยธรรม และ จรรยาบรรณ ยังไงไม่รู้ เพราะมันเหมือน “โกหก หลอกลวง และ ปลิ้นปล้อน เอาแต่ได้”

ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดทีเดียว แต่ถ้าย้อนรอยแล้วไปศึกษา มังกรเจ็ดหัวของ คมช. ให้ดีๆ มันเหมือน “ต่างหัวของมังกร ต่างทำในสิ่งที่ตัวเองทำ” โดยไม่มองมังกรตัวอื่นมากนัก คือมันดูเหมือนไม่มีแผนใหญ่ ที่วันหนึ่ง บังมาคุยกับสุรยุทธ ว่ากำลังเร่งการทำลายล้าง ทรท.นะ จนอาจจะมีกระแสต่อต้าน ฉะนั้น ขอให้ออกตัวเรื่อง “สมานฉันท์บ่อยๆหน่อย” คนฟังจะได้สับสนแล้ว Maginalize กันไปให้เฉยๆ แต่เท่าที่ดู มันเหมือนแค่มีการ “จับกลุ่มแบบหลวมๆ” เพื่อที่จะทำงานร่วมกันไปทางเดียวกัน คือหมายความว่า ในขณะที่ บัง ออกมาทำลาย ทรท. และสุรยุทธ ออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์ คงจะไม่มีใครบอกว่า สุรยุทธ “ไม่เชื่อ” เรื่องสมานฉันท์ และ บัง “เชื่อ” เรื่องสมานฉันท์ เพียงแต่ว่า ในการกระทำของมังกรทั้งสอง ที่ทำไปตามธรรมชาติของตัวมันเอง “มันสนับสนุนกันอยู่”

ก็เหมือนสมัคร ที่ออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์ กับ กกต. พวกเผด็จการ และป๋า ก็เพราะเขาเชื่อว่าสำคัญจริงๆ และเป็นแนวทางของเขาที่จะทำอย่างนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องปล่อยให้แบบ Hi-Thaksin ทำตามหน้าที่ของเขาไป ใครจะมาด่าว่า “ทำไมไม่โทรไป Hi-Thaksin แล้วสั่งให้เขาสมานฉันท์ด้วย” ก็คงจะเหมือนการที่ไม่มีใคร ไปถาม บัง ว่าเมื่อไหร่จะสั่งให้ สุรยุทธ “เลิกเฉยๆ กับอำนาจเก่า เลิกสมานฉันท์ แล้วอัดอำนาจเก่า” หรือมีคนไปถามสุรยุทธ ว่า “เมื่อไหร่จะสั่งให้ ป๋า บัง และ สพรั่ง เบาๆ ลงแล้ว สมานฉันท์เสียที เสียบ้าง” คือจริงๆ แล้ว มังกรมันมีความเป็นตัวของตัวเอง มากพอดู ถ้าจะให้สรุปกลยุทธ มันคือ “แยกกันตี แต่ร่วมกันป้องกัน” คือเวลาเห็นภัย มัน “จูน” เข้าหากันเอง

สุดท้ายแล้ว สมัคร “พูดตรงกับใจ” หรือไม่ หรือว่า “ติดนิสัยพลิ้ว” มาจาก คมช. เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอเชิญให้ท่านผู้อ่านสรุปเอาเองนะครับ ส่วนตัวผม อย่างที่บางท่านอาจจะทราบ สนิท กับทาง ลุงใหม่ หรือ สมัครมานาน คือผมรู้จักท่านดี ก็ขอบอกเท่านั้นว่า ลุงใหม่ ไม่ใช่แบบทักษิณ ที่เป็น CEO ที่มีภาวะการเป็นผู้นำ “สูงส่งจริงๆ” แต่ลุงใหม่ เป็นนายกฯ ของรัฐบาล 6 พรรค ลุงใหม่อาจจะมีจุดยืนที่ต่างไปจากคนอื่นในรัฐบาล และ ฝ่ายประชาธิปไตย ได้ง่ายๆ แต่ก็อย่างที่ลุงใหม่จะสอน สส. ใหม่ของพรรคประชากรไทยเสมอ เมื่อสักสิบกว่าปีที่แล้ว ว่า “แตกต่างได้ แต่อย่าแตกแยก”

ผมว่ามังกรเจ็ดหัวของฝ่ายประชาธิปไตย ก็คงจะทำให้ฝ่ายอำมาตร “ปวดหัวบ้าง” เพราะลุงใหม่นั้น พูดมาเป็นสิบปีแล้ว เรื่อง แตกต่างได้ คือเคารพในสิทธิเสียงคนอื่น แต่อย่าแตกแยก คือยังไงก็ตาม ท้ายสุดแล้ว ก็ต้องทำงานร่วมกันในทางเดียวกัน

วันจันทร์, มกราคม 28, 2551

คนวันเสาร์ฯทดลองออกอากาศทีวีออนไลน์ จุดประกายการต่อสู้สื่ออภิสิทธิ์ชน

28 มกราคม 2551

เปิดตัวทดลองออนไลน์ครั้งแรกวันนี้ โดยมีคุณพิชิตมาร สมาชิกคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เป็นหัวหอกในการดำเนินการ ถือเป็นการปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในการต่อสู้กับระบอบอุปถัมภ์และเครือข่ายขุนนางศักดินาอำมาตยาธิปไตย หลังจากก่อนหน้านี้ต้องออกทำงานภาคสนามในการเผยแพร่ความรู้และต่อสู้กับแนวคิดเผด็จการอย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลากว่าปีที่ผ่านมาจนกระทั่งมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในวันนี้

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นตัวจุดประกายครั้งสำคัญต่อสังคมออนไลน์ หลังเหตุการณ์การยึดทีไอทีวีไปดื้อๆ ของโจรในคราบสื่อและนักวิชาการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างทางเลือกในการเผยแพร่สาระ ความรู้ และบันเทิงแก่ผู้รับสารนอกเหนือไปจากสื่ออภิสิทธิ์ชน

ทั้งนี้ท่านสามารถรับชมการทดลองออกอากาศพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นหรือให้กำลังใจแก่ผู้จัดทำได้ตามลิงค์ดังนี้

คลิ๊กเพื่อรับชมรายการ
http://saturdayvoice.com/tv1.html

สนทนา พูดคุย แสดงความคิดเห็น
http://saturdayvoice.com/live.html

โปรแกรมรายการ สถานีคนวันเสาร์ฯ
เวลา 16.00 น. หนังสั้นสารคดี ทองปาน
เวลา 17.00 น. รายการ Freedom music
เวลา 17.10 น. หนังสารคดี ผจญภัยสุดขั้วโลก
เวลา 18.10 น. เทปงานรำลึกลุงนวมทอง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550
เวลา 20.00 น. รายการ Freedom music
เวลา 20.10 น. รายการ บันทึกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตอน บันทึกสีม่วง
เวลา 20.10 น. เทปงานเสวนาประชาธิปไตย กับฉลาดวรฉัตร ณ ท้องสนามหลวง
เวลา 22.00 น. หนังจีนเรื่อง ยาจกซู นำแสดงโดย โจวซิงฉือ

หมายเหตุจากคุณพิชิตมาร: รายการและเวลา ต่างๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ช่วงทดสอบ ทีวีออนไลน์ อาจจะปิดๆ เปิดๆ สถานีบ้าง เนื่องจากเรายังไม่มีที่ตั้งสถานีที่แน่นอน ทำให้ระบบการส่งข้อมูลขนาดใหญ่อาจจะมีปัญหา ไม่สามารถถ่ายทอดได้บ้าง กระตุกบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ครับ

ประชาสัมพันธ์: สัมนาพัฒนา “คู่มือตุลาการด้านคดีสิทธิชุมชน”

กำหนดการสัมมนาเพื่อร่วมกันพัฒนา
“คู่มือตุลาการด้านคดีสิทธิชุมชน”
จัดโดย
“สปรย.” สถาบันส่งเสริมการปฏิรูประบบยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคม
ร่วมกับ
สถาบันตุลาการภิวัตน์กับสุขภาพสังคม
ภายใต้การสนับสนุนโดย
“สบร.” สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เวลา ๘.๓๐ น. – ๑๖.๐๐ น.
ณ ห้องแกรนด์รัชดา บอลรูม โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.savefile.com/files/1345353 (ไฟล์ PDF)
ดาวน์โหลดแบบตอบรับการเข้าร่วมการสัมนา
http://www.savefile.com/files/1345361 (ไฟล์ .Doc)

วันอาทิตย์, มกราคม 27, 2551

เต้าข่าว กัด ชี้นำ ปั่นกระแส เหน็บแนม เย้ยหยัน บิดเบือน : พฤติกรรมของสื่อไทยยุคปัจจุบัน

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ Thaifreenews
27 มกราคม 2551

ตอนนี้ หากทุกคนอ่านข่าวจากสื่อ หนังสือพิมพ์ของไทย เช่น มติชน เนชั่น คมชัดลึก ผู้จัดการ เป็นต้น เราจะเห็นพฤติกรรม การเต้าข่าว กัด บิดเบือน ชี้นำ ปั่นกระแส และการเหน็บแนม อย่างชัดเจน

อย่าง นิตยสารมติชนรายสัปดาห์ ฉบับประจำสัปดาห์นี้ เราจะเห็นถึงความน่าทุเรศคือ การตัดต่อรูป เอาภาพทักษิณ ที่เป็นพระภิกษุมาลง เพื่อสร้างข่าวว่าทักษิณจะกลับมาไทย โดยการบวชเป็นพระมา ใครได้เห็นรูปก็คิดทันทีว่าทักษิณเลียนแบบจอมพลถนอม ที่บวชเป็นเณร กลับเข้าประเทศมา ทักษิณเป็น ทรราชย์ จนไม่สามารถเข้าประเทศได้ จึงต้องบวชเป็นพระเข้ามา

ข่าวเช่นนี้เป็น "การเต้าข่าว" หรือ ปล่อยข่าวอย่างชัดเจน และมีการปล่อยข่าวนี้ทางอินเตอร์เน็ตนานแล้ว โดยมีคนเอามาโพสต์ทั้งที่ประชาไท และในพันทิป

แต่ข้อเท็จจริงที่แถลงจาก นายนพดล ปัทมะ ที่ทำหน้าที่เป็นโฆษกส่วนตัวของ ครอบครัวชินวัตรมาโดยตลอด คือ นายนพดล ได้ออกมาปฎิเสธ ว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ไม่เคยมีการพูดถึงกันในกลุ่มคนใกล้ชิดของนายกฯทักษิณ สรุปก็คือ นี่คือการสร้างข่าวลือ สร้างข่าวบิดเบือน โดยสื่อไทย ที่จริงก็ไม่ควรเรียกว่าบิดเบือน เพราะมันไม่มีความจริงปนอยู่เลยแม้แต่น้อย ต้องเรียกว่า "การสร้างข่าวเท็จ" โดยสื่อมวลชนไทย

ไม่ใช่มีเรื่องเดียว ที่สื่อไทย เช่น มติชน เนชั่น หรือ ผู้จัดการ สร้างข่าวเท็จขึ้นมาในช่วงนี้ เราเห็นอย่างชัดเจน เช่น การปล่อยข่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ใช่ คุณสมัคร สุนทรเวช แต่จะเป็นบุคคลอื่น เช่น นายบรรหาร ศิลปอาชา หรือเมื่อดันข่าวนี้ไม่ขึ้น ก็สร้างข่าวต่อไปว่า พปช.จะดัน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค พปช.มาแทนนายสมัคร สุนทรเวช จนหมอเลี้ยบต้องออกมาให้สัมภาษณ์ปฎิเสธข่าวนี้ อย่างชัดเจน เช่น ใน Thaifreenews และจากการสัมภาษณ์อื่นๆ พวกหนังสือพิมพ์จอมโกหกเหล่านี้ จึงเพลาๆ ข่าวเรื่องนายกรัฐมนตรีไป และยอมรับโดยดุษฎีว่า คุณสมัคร สุนทรเวช คือ นายกรัฐมนตรีคนต่อไป

ข่าวปล่อย อื่นๆ เช่น รัฐมนตรีกลาโหม จะเป็น พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ที่ คมช.เสนอบ้าง คนอื่นๆ บ้าง ทั้งๆ ที่พรรค พปช.เองก็ยังไม่ได้มีมติเรื่องนี้ หรือยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นใคร เพราะยังไม่ถึงขั้นตอนการเลือกคนลงกระทรวงต่างๆ แต่สื่อไทยก็ "สร้างข่าวเท็จ" ได้ทุกวัน

จะเรียกว่า สื่อไทยนั้น "ไร้จรรยาบรรณ" และไร้จริยธรรมเลยก็ว่าได้ หรือหากจะเรียกให้เจ็บแสบกว่านี้ พวกนี้คือ จอมโกหกหลอกลวง สิบแปดมงกุฎ ไม่มีจรรยาบรรณทางวิชาชีพอยู่เลย

สำหรับผมเองนั้น ตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศเมื่อปีที่แล้ว ในวันทำรัฐประหาร ผมไม่เคยซื้อโทรทัศน์ ไม่ดูโทรทัศน์ ส่วนหนังสือพิมพ์นั้น ผมเสียเงินซื้อทั้งปีรวมกันยังไม่ถึง 100 บาท เลย

ผมไม่ต้องการรับฟัง การสร้างข่าวบิดเบือนของสื่อไทย ไม่ต้องการถูกจองจำอยู่กับข่าวสารที่ผมรู้ว่ามันทั้งบิดเบือน เท็จ หลอกลวง สารพัด

แต่ในโลกยุคอินเตอร์เน็ต ผมทำอย่างนี้ผมก็ไม่ได้ขาดแคลนข่าวสารแต่อย่างใด เพราะผมสามารถหาข่าวจากเว็บไซต์ต่างๆ ได้ ผมสามารถใช้ วิจารณญาณของผมเอง "กรองข่าวสาร" เหล่านั้นได้ว่าอะไรจริง อะไรคลุมเครือ เป็นต้น ผมจึงปลอดจากข่าวปล่อย ข่าวลวง ของทั้งสื่อ และกลุ่ม คมช.อย่างสิ้นเชิง

ผมไม่มีวิธีการแก้ไข พฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณ ไร้คุณภาพของสื่อไทยเช่นนี้ มันไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ของสื่อแต่อย่างใด แต่มันเกิดจากทัศนะคติ จริยธรรมที่ต่ำทรามของสื่อเหล่านี้

ประชาชนต้องเลือกเสพสื่อเอาเอง และไม่มีใครช่วยได้ ยกเว้นแต่ประชาชนต้องเรียนรู้เอาเองเท่านั้น

วิพากษ์นักวิชาการ (สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช) : ใช้การวิจัยตอบสนองทัศนคติทางการเมือง

โดย คุณอ้า ...
ที่มา เวบบอร์ด sameskybooks
26 มกราคม 2551

คือเท่าที่ผมมองนะ สมเกียรติ (ตั้งกิจวาณิช)เจริญรอยตาม ธีรยุทธ์ (บุญมี) มาติดๆ แล้วที่แย่ก็คือ ใช้การวิจัยตอบสนองทัศนคติทางการเมือง

คือ หัวข้อการวิจัยช่วงนึงของเขาจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือน ว่า หนี้ครัวเรือนพุ่งมากในยุคทักษิณ แต่ล่าสุด ธปท.คงรำคาญพวกไม่มีความเข้าใจเศรษศาสตร์ดีพอ แล้ววิจัยอย่างมีอคติ เขาเลยวิจัยเรื่อง "หนี้" กับ "รายได้" ไปพร้อมๆ กัน แล้วก็แสดงออกมาว่า หนี้ครัวเรือนนั้นเพิ่มมากจริง แต่ "รายได้" ก็เพิ่มมากตามไปด้วย ข้อสรุปของฝ่ายวิจัย ธปท.คือ หนี้ครัวเรือน ไม่ถือว่ามีปัญหา เพราะรายได้เพิ่มตามกัน

อีกเคสที่จำได้ เค้าวิจัยเรื่องราคาหุ้นของบริษัทของตระกูลชิน แล้วก็สรุปประมาณว่า เนี่ยแหละ เข้ามามีการเมืองก็ได้ผลประโยชน์ทางราคาหุ้นมากมายเป็นแสนล้าน ซึ่งมันสามารถสะท้อนไปถึงอำนาจการเมืองทำให้ธุรกิจได้ประโยชน์

ในแง่ตัวเลขที่เก็บรวบมา มันไม่ผิดพลาด แต่ปัญหาของเขาที่มีมาตลอดคือ "การตีความข้อมูล" ซึ่งมักจะตีความโน้มเอียงไปทางหนึ่ง หรือพูดได้ว่า มีอคติหรืออยู่ภายใต้ทัศนคติทางการเมือง ซึ่งสามารถพูดได้ว่า ทำวิจัยโดย "ตั้งธง" ตั้งแต่ หัวข้อ กระบวนการ ไปจนถึงการตีความสรุป

กรณี แปรสัมปทานโทรคมนาคม และ พรก.สรรพสามิตโทรคมนาคม ก็แย่นะ คนในวงการโทรคมนาคมพูดว่า อย่ามองเราเป็น "ผู้ร้าย"

สมเกียรติ มองนายทุน เป็น "ผู้ร้าย"ได้ แต่ในแง่การวิจัย คุณทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะ มันเหมือนมี "ธง" ตั้งไว้แต่แรก

มันเหมือนกับการวิจัยเรื่องโลกร้อน คุณตั้งธงว่า สรอ.และบรรดานายทุนอุตสาหกรรมเป็น ผู้ร้าย ไม่ได้ คุณต้อง วิจัย โดยไม่มีความรักชอบเกลียดใคร คุณต้องเคารพหลักของกระบวนการวิจัย ไม่ใช่ตั้ง ธง เพื่อพิสูจน์ ความเป็น "ผู้ร้าย" ของใครก็ตาม

ในกรณีของ พรก.สรรพสามิตและการแปรสัญญา มันละเอียดอ่อนนะ สมเกียรติ ไม่คำนึงถึงการแข่งขันอย่างเป็นธรรม (ถึงคำนึงแต่ก็มีการตีความโดยเอนเอียง) สรุปง่ายๆ คือ ไม่ให้แปรสัญญา แม้ว่าจะเปิดเสรีโทรคมนาคม โดยให้บริษัทเดิมจ่ายสัมปทานต่อไป คัดค้านการแปรสัญญา ซึ่งหมายถึงเข้ามาเล่นในขอบเขต "การเมือง" ผลสุดท้ายคือ บุญชัย กับ ตระกูลชิน ขายกิจการพวกนี้ออกไป แม้ว่าจะแปรค่าสัมปทานบางส่วนเป็นภาษีแล้วก็ตาม (รัฐบาลขิงแก่เชื่อพวกนี้ เลยยกเลิก พรก.ที่ว่า)

นี่คือ สิ่งที่แย่ของ สมเกียรติ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง แล้วแสดงความเห็นทางผลประโยชน์มากมาย ไม่ว่า การขึ้นศาลแสดงความเห็นกรณีชินแซทได้ boi การไปฟ้องคตส.กลายๆ หลังรัฐประหาร

ซึ่งนักวิจัยหรือนักวิชาการ ไม่พึงทำอย่างนี้ นายทุนโทรคมนาคม เค้า เซ้นส์ดี เค้าพูดว่า อย่ามองเราเป็น "ผู้ร้าย" ตรงนี้มันสรุปได้หมด คือ สมเกียรติ มีการจำแนก คนดี-คนเลว ไว้ในใจ แล้วการวิจัยของเขาตอบสนองการจำแนก ดี-เลว ของเขา หรือพูดอีกอย่างว่า เขาวิจัยโดยใช้ "ศีลธรรม" ซึ่งถือเป็น "อคติ" ที่มิพึงมีอย่างยิ่งของการทำงานวิชาการ หริอวิจัย

การที่เขาไป ศึกษาวิจัยเรื่อง ทีวีสาธารณะ แล้วผลักดันขายไอเดีย จนในที่สุด ออกเป็นกฎหมายออกมา นักวิจัย ทำอย่างนี้กันเหรอ มันถูกต้องตามหลักการ และบทหน้าที่หรือไม่อย่างไร ?

ตามประวัติที่ทราบ สมเกียรติ ได้ ดร.จากสาขาคอมพิวเตอร์ ทำให้ชวนฉงนว่า เข้าไปวิจัยตลาดหุ้น-ราคาหุ้น วิจัยหนี้ วิจัยผลประโชน์ของกิจการสัมปทานโทรคมนาคม จนกระทั่ง การจัดตั้งสถานีทีวี เคยสงสัยกันไหมว่า เอาพื้นฐานความรู้ของแต่ละด้านมาจากไหน ?

สรุปก็คือ ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่สำหรับ นักวิชาการและนักวิจัย แล้ว มัน "ต้องห้าม" นะ คือ นักวิชาการและนักวิจัย ควรนำเสนอโดยไม่มีอคติ เพราะสังคมให้ความไว้วางใจการวิจัยไว้สูง

แล้วที่ให้ความไว้วางใจ ก็เพราะเชื่อว่า นักวิจัยและนักวิชาการ จะวางตัวเป็นกลาง ซื่อตรงในการนำเสนอสิ่งต่างๆ

ควรจะอ่านบทสัมภาษณ์ของ วรเจตน์ ในประชาไทประกอบ วรเจตน์ ไปได้สวยในการอธิบายการใช้ศีลธรรมทางการเมือง

สิ่งที่ควรขบคิดคือ ทำไมคนที่คิดจะ "ทำดี" ในพื้นที่การเมืองจึงสร้างปัญหา ไม่ว่า ธีรยุทธ์ สมเกียรติ ขิงแก่ คมช. สนช. คตส. ? ผมก็อยากอ่านถ้าใครมีคำอธิบาย

"ผมเป็นเหยื่อ...สำนวนไม่รั่ว แต่แผนชั่วรั่ว"

ที่มา เวบไซต์ คม ชัด ลึก
26 มกราคม 2551

"สมชัย จึงประเสริฐ" กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย อายุ 59 ปี เป็น กกต.ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีความชื่นชอบพรรคไทยรักไทย กระทั่ง กกต.ด้วยกันเสนอให้เปลี่ยนงานด้านการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่อยู่ในความดูแลให้ กกต.ท่านอื่นดูแลแทน ซึ่งหนักสุดได้ถูกครหาว่าทำเอกสารลับสำนวนร้องเรียนกรณี "ยุทธ ตู้เย็น" ยงยุทธ ติยะไพรัช รั่วไหลหลุดไปถึงนักการเมืองบางฝ่ายด้วย ซึ่ง สมชัย ได้เปิดอกให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของการถูกกล่าวโจมตีสำนวน "ยงยุทธ" รั่ว


๐ เหตุผลที่ไม่ยอมคืนสำนวน "ยงยุทธ" ให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รอง ผบช.ส. เหมือนกับ กกต.อีก 4 คน


ผมไม่เข้าใจว่า สำนวนทุกเรื่องที่มาเสนอ หรือรายงาน (ย้ำ)ทั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนของ กกต.เอง หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้กระทั่งสันติบาลก่อนหน้านั้น ทำมาเสนอ กกต.10 กว่าเรื่อง เขาไม่เคยเอาสำเนาเอกสารคืน เพื่อให้ กกต.แต่ละคนเก็บไว้ตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นหากผู้ที่มารายงานเกิดเอาไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติและเป็นอย่างนี้ทุกเรื่อง

ผมเองก็ยังแปลกใจว่า ทำไมทุกเรื่องเขาแจกให้ กกต.แล้วเราจะยึดเอาไว้ตรวจสอบ แต่กรณีคุณยงยุทธ กรรมการท่านอื่นจึงคืนให้ และ กกต.หญิงคนหนึ่งออกมาพูดว่า กกต.คนอื่นคืน แต่ทำไมผมไม่คืน ผมก็เกิดความรู้สึกดูแคลน กกต.ในตอนนั้น สำหรับผมเอะ! เห็นเขารายงานเพียงปากเปล่าสั้นๆ ทำไม กกต.ต้องคืนให้เขา ผมจึงไม่คืนให้และเอาไว้ดูอย่างที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งผมต่อว่า กกต.ท่านนั้นก่อนจะออกจากห้องไป

เอกสารที่เอามาผมเก็บใส่ตู้อย่างดี ไม่ได้บอกใคร หรือเอาให้ใครดู ก็ยังสงสัยว่า พล.ต.ต.ชัยยะ หรือนายวีระ สมความคิด น่าจะมีส่วนรู้เห็นและต้องการให้เอกสารรั่ว เพราะหลังจากเอาเอกสารมารายงานเสนอต่อ กกต.แล้ว พล.ต.ต.ชัยยะ ก็เอาวีซีดีซึ่งถือเป็นวัตถุพยานในสำนวนสืบสวนสอบสวนไปเผยแพร่ทางเอเอสทีวี และการที่เขาเอาไปเผยแพร่นั่นแหละ คือ การทำให้สำนวนรั่วไหล ผมไม่ทราบว่าเขาเอาออกไปได้อย่างไร

ครั้งนั้น นายยงยุทธ จะ "วัวสันหลังหวะ" อยู่แล้วหรืออย่างไร ไม่ทราบ จึงขอผลัดรับทราบแจ้งข้อกล่าวหา หรืออาจกำลังไปหาข้อมูลก็สุดแล้วแต่ ซึ่งระหว่างนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็โจมตี พล.ต.ต.ชัยยะ ผ่านสื่อว่า สนิทสนมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จากนั้นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนทำหนังสือยื่น กกต.ให้ถอดถอน พล.ต.ต.ชัยยะ พ้นการสืบสวนสอบสวน ซึ่ง กกต. 4 คนลงมติถอดถอน โดยที่ผมไม่ได้อยู่ร่วมลงมติด้วย แต่เจ้าตัวไม่พอใจและแถลงข่าวว่ามี กกต.ท่านหนึ่งไม่คืนสำนวนและทำให้สำนวนรั่ว

แน่นอนที่สุด เรื่องนี้ผมเป็นเหยื่อ

มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)คนหนึ่งเป็นตัวการสำคัญ เป็นคนเอาแผนร้ายมาให้ โดยตอนแรกเขาฝากคุณชัยยะให้ทำงานด้วย ผมเห็นว่าไม่เป็นอะไรที่เขาจะมาเรียนรู้งานด้านสืบสวนสอบสวนใน กกต. แต่ใกล้เลือกตั้งเขาก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นรองผู้บัญชาการสันติบาล แล้วถึงรับงานใหญ่มาทำ แผนร้ายที่คิดนี่รั่วไหลจึงโยนขี้ให้ผม แล้วก็มี กกต.อื่น ไม่ขอเอ่ยชื่อ ไปรับแผนชั่วร้ายเนี่ยมา และทำให้เขาด้วย โดยการขจัดผมออกไป

นี่คือ แผนชั่วรั่วไหล ไม่ใช่สำนวนรั่วไหล ท้ายที่สุด กกต.จึงโอนเรียกสำนวนคืนจาก พล.ต.ต.ชัยยะ ให้นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เป็นประธานอนุกรรมการของ กกต. ดำเนินการสอบแทน เพราะสันติบาลได้รับแต่งตั้งจาก กกต. เมื่อเดือนธันวาคม แต่หลักฐานได้ทำตั้งแต่เดือนตุลาคม แสดงว่าเตรียมการกลั่นแกล้งไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ต้องขอเอกสารคืน

๐ เรื่องเป็นอย่างนี้ กกต.ดำเนินการอย่างไร

ตอนหลัง กกต.คงรู้ว่าไม่ชอบมาพากล คงคิดได้ตอนตัวเองจะตรวจเอกสาร ต้องไปขอจากสันติบาล ซึ่งเขาอาจไม่ให้ หรือตัดต่อก็ได้ วันนี้ กกต.เขารู้แล้วจึงไม่พูด นั่นคือ เขาหาบันไดลง การที่เราอดทนไม่พูดทำให้ปัญหาของ กกต.คลี่คลาย และแผนฝ่ายนั้นไม่สำเร็จ

คิดดูที่ไหนเขาทำ ที่จริงสำนวนเอกสารของ กกต. เราต้องมีอยู่และเก็บไว้ตรวจสอบได้ แต่เมื่อนายยงยุทธขอตรวจสอบหลักฐานกล่าวหา ซึ่งมีแต่กากสำนวนที่อยู่กับผม แต่เขาไม่ถูกกับผมเสียแล้ว จึงต้องไปขอจากสันติบาล ถามว่า เป็น กกต.ทำอย่างนี้อายเขา ซึ่ง กกต.ก็กลัวเขาฟ้องว่าผิดอาญาตามมาตรา 157 เพราะสิ่งที่สันติบาลได้เอามาเสนอรายงานต่อ กกต. แต่แรกเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงลงมติใหม่และเรียกเอาสำนวนนั้นกลับมาพิจารณาใหม่เพื่อให้ชอบด้วยกฎหมาย

๐ เมื่อถึงวันนี้ กกต.ด้วยกันแสดงออกอย่างไร

ผมไม่เปิดโอกาสให้เขาขอโทษ เนื่องจากกลืนน้ำลายตัวเอง ทำไม่ได้หรอก และตอนนี้เขาไม่ได้ทำงานตามใบสั่งของใครอีก เพราะจากบทเรียนนี้ทำให้รู้ว่า โง่กว่าเขา ถูกเขาหลอกใช้ และด้วยท่าทีของ กกต.ต่อผมในวันนี้ก็เปลี่ยนไป ซึ่งลึกๆ แล้วเขาก็ขอบคุณและขอโทษผมด้วยซ้ำ แต่เขาไม่ได้พูดออกมาและผมไม่ต้องการ เพียงแต่มิตรไมตรีที่เขาทำก็เพียงพอแล้ว

ที่ผ่านมา ผมไม่เคยพูดให้ใครฟัง และหากตอนนั้นเปิดเผยเรื่องสำนวนรั่ว ก็จะเกิดปัญหาวุ่นวาย เพราะถ้า กกต.ต้องลาออกก็จะกระทบต่อการประกาศรับรอง ส.ส. แล้วเปิดประชุมสภาไม่ได้ บ้านเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ ผมทนอดกลั้นทั้งๆ ที่ช้ำใจเพื่อให้ประเทศชาติมีการถ่ายอำนาจจากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบประชิปไตยได้ พยายามไม่หลงประเด็น ตรงนี้และบัดนี้ประชาธิปไตยเดินไปได้แล้ว ถือว่าภาระที่ยิ่งใหญ่หมดไปแล้ว

๐ มีแผนการเขียนสำนวนตุลาคมก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม

ผมไม่รู้เท็จจริงเป็นอย่างไร และไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขาทำถูก ไม่ถูก เพียงแต่ว่า มันเกิดก่อนที่สันติบาลจะได้รับการแต่งตั้งจาก กกต.ให้เข้ามาทำหน้าที่ เขามายืมมือ กกต.จัดการเพื่อเป็นไปตามแผนนั้น ซึ่งท้ายที่สุด กกต.ก็เสียหายอยู่ไม่ได้ติดคุก

แต่ฝ่ายที่ใช้ กกต.เป็นเครื่องมือ พวกที่ร้องเรียนว่าเราทำผิดอาญามาตรา 157 ลอยลำอยู่ข้างหลัง ผมไม่ถือว่าการแจกใบเหลือง ใบแดง เป็นวาระสำคัญรีบร้อนต้องทำอย่างที่ฝ่ายนี้เขาเรียกร้องให้ต้องรีบทำให้ได้ 60 ใบ

๐ ดังนั้น กกต.จึงประกาศรับรองนายยงยุทธก่อน แล้วสอยทีหลัง

โดยหลักการในตอนร่างรัฐธรรมนูญ อำนาจที่จะวินิจฉัยใบเหลือง ใบแดงให้อยู่ที่ศาลวินิจฉัยชี้ และ กกต.ก็เห็นอย่างนั้น ซึ่งตอนนั้น กกต.มีผมคนเดียวที่เห็นว่าถ้ายักษ์ไม่มีกระบอง จัดการเลือกตั้งไม่ได้ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ไปดิ้นรนหาอำนาจนี้กลับมา แต่เพื่อควบคุมผู้สมัคร ส.ส.ไม่แตกแถว และเมื่อจัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อยแล้วอำนาจนี้เราก็ไม่ควรจะใช้

แต่สื่อและ กกต.ส่วนหนึ่งก็พุ่งมาเลยว่า ทำไมไม่ให้ใบเหลือง ใบแดง เขาร้องเรียนกันมาทั่วบ้านทั่วเมือง เป็นพันๆ เรื่อง ทำไมมีเรื่องสืบสวนสอบสวนเพียงร้อยกว่าเรื่อง ขณะที่ต่างจังหวัดจริงๆ แล้วค่อนข้างเงียบ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ซื้อเสียง แต่มีคนพยามยามเรียกร้องต้องมีใบเหลือง ใบแดง 24 ใบทั้งที่ยังไม่ได้สืบสวนสอบสวนเลย หลังจากนั้นก็มาบี้ว่าฝ่ายสืบสวนสอบสวนไม่มีประสิทธิภาพ จากนั้นบอกว่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน แล้วก็เอาสันติบาลมาใส่ตรงนี้

๐ การทำงานศาลกับ กกต.แตกต่างกันอย่างไร

การพิจารณาของศาลถ้ามีใครทำผิดกฎหมาย เราต้องดำเนินการจนสิ้นสุดกระบวนการ แต่การเลือกตั้งไม่ใช่ ซึ่งหากมองแล้วเห็นว่า คะแนนแตกต่างกันชัด ระหว่างคนแพ้ ชนะ ต่างกันเป็นหมื่นๆ เสียง แต่มีการกระทำผิดหน่วยเล็กๆ เพียง 200-300 เสียง กกต.อาจให้มีผลยุติไม่ต้องสืบสวน สอบสวนตามที่มีการร้องเรียน เพราะจัดเลือกตั้งใหม่ผลก็ไม่เปลี่ยนแปลง หากเราล้มฉันทามติประชาชนแล้ว เขาได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก สะท้อนว่าทำไม่ถูกต้อง การที่ กกต.ท่านอื่นบอกว่าไม่ได้ต้องบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมชี้เลยในสภาว่าเป็นไปไม่ได้

๐ จุดสมดุลระหว่างการกระทำผิดกฎหมาย กับบทสรุปผลการเลือกตั้งอยู่ไหน

วางเป็นหลักตายตัวไม่ได้ ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป เพราะกฎหมายใหม่ทำให้กลั่นแกล้ง สร้างพยานหลักฐานเท็จง่าย และนำไปสู่ผลการยุบพรรคก็ได้ ความเสียหายมาก ดังนั้น กกต.ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่สำคัญหลายสำนวนส่วนใหญ่ ฝ่ายที่แพ้มักจะเอาคนไม่กี่คนมาร้องเรียน และหลังจากรู้ผลการเลือกตั้งว่าแพ้แล้ว ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามจะมาเป็นผู้กำหนดอนาคตของบ้านเมืองเสียเอง ในการกำหนดตัวแทนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยมุ่งหวังชัยชนะทุกวิถีทาง เพื่อหวังให้ได้ประชาธิปไตย แต่ไม่ใช้วิธีตามแบบอย่างประชาธิปไตย

๐ พีเน็ตเห็นว่า วาระงาน กกต.ควรหมดไปพร้อมกับ ครม.สุรยุทธ์

มันเป็นไปไม่ได้ เพราะภารกิจทั้งเลือกตั้ง ส.ส. สว. โดยเฉพาะท้องถิ่นอีก 4 พันกว่าแห่ง หาก กกต.ไปแล้วใครจะมาทำแทน คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร หรือ เขาทำงานได้ดีกว่า กกต.5 คนหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ควรมอบหมายให้ทำ

วันเสาร์, มกราคม 26, 2551

คมช.ถูกฆ่าตายไปแล้วตั้งแต่ 23 ธค.50 ยังมาเกี่ยวอะไรกับการจัดตั้งรัฐบาล

โดย คุณประดาบ
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
26 มกราคม 2551

ในที่สุด ก็อดไม่ไหว ห้ามใจไม่อยู่ ต้องเขียนบทเชิดชู คมช.เจ้าพ่อเผด็จการตกยุคอีกสักยก ก่อนจากกันด้วยแค้นฝังใจที่ยากจะลบเลือน

ผมอยากจะรู้นัก ว่ามีใครเอ่ยปากถาม คมช.บ้างไหม ว่าอยากได้ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ผมอยากจะรู้นัก ว่าคนที่ คมช.เสนอมา ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คมช.จะทำอย่างไร จะปฏิวัติ จะรัฐประหาร จะยึดอำนาจ จะฉีกรัฐธรรมนูญ หรือจะไปฟ้อง “ป๋า” ที่เคารพ ให้มาช่วยวางแผนล้มรัฐบาลอีก

ผมอยากจะรู้นักว่า มีใครไปชักชวน คมช.มาร่วมแสดงความเห็นหรือไม่ ว่ารัฐบาลใหม่ต้องทำอะไร และต้องทำตามคำแนะนำของ คมช.มากน้อยแค่ไหน

ผมอยากจะรู้นัก ว่า คมช.เคยดูเงาหัวตัวเองหรือไม่ หากเคยดู แล้วเคยคิดหรือไม่ว่า เงาลูกกลม ๆ ที่อยู่เหนือบ่าขึ้นไปนั้น เป็นกระโหลก หรือ กะลา กันแน่

ผมอยากจะรู้นักว่า คมช.เข้ามาเกี่ยวข้อง (แบบสุภาพ) หรือ เข้ามาเสือก (แบบไม่สุภาพ)อะไรกับการจัดตั้งรัฐบาลด้วย

พรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างไร ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใครจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด ใหญ่ หรือ เล็ก ก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติมาจากประชาชน ให้มาดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศ เป็นการได้มาซึ่งอำนาจเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ด้วยความชอบธรรมอย่างยิ่ง

ในสถานการณ์เช่นนี้ คมช. ซึ่งรู้จักแต่การปล้นอำนาจ ใช้อำนาจเป็นธรรม ไม่เคยรู้จักใช้ธรรมเป็นอำนาจ ควรจะหุบปาก แล้วสงบปากสงบคำ ได้แล้ว ไม่ใช่มาเสนอชื่อนายทหารคนนั้น นายพลคนนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่มาชี้แนะ มาเจรจาต่อรองผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ กระทั่งมากำหนดสเปกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องมีคุณสมบัติเช่นไร

นายพลทั้งหลาย ชื่อคนทั้งหมดที่ คมช.เสนอมานั้น มีประชาชนคนไหนเลือกให้มาเป็นผู้บริหารประเทศบ้าง

ไม่มีเลยสักชื่อ ไม่มีเลยสักคน

ในขณะที่ พรรคพลังประชาชน คือ พรรคการเมืองที่ประชาชนพิจารณาแล้วว่า มีความเหมาะสมจะมาเป็นผู้บริหารประเทศ ในฐานะรัฐบาล เพราะเหตุว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับ คมช.และต่อต้าน คมช.

หากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยกับ คมช. เห็นชอบกับวิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศด้วยการใช้กำลัง ด้วยการปฏิวัติรัฐประหารของ คมช. ว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้อง พรรคพลังประชาชน ก็คงไม่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนสูงสุด และ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง คมช.สนับสนุนอยู่ ก็คงจะได้เป็นรัฐบาล ไปแล้ว

พิจารณาผลคะแนนเลือกตั้งที่ปรากฎ ก็จะเห็นนัยยะ หรือ สัญญาณที่ประชาชนส่งให้แก่ คมช.ได้โดยไม่ยาก และ คมช.ก็น่าจะรู้ตัวดีว่า ควรจะวางตัวเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่ยืนตรงข้ามกับ คมช. คือ พรรคพลังประชาชน และ ถูก คมช.กำหนดให้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง เป็นศัตรูที่จะมาแย่งอำนาจไปจากกระบวนการสืบทอดอำนาจของ คมช. ซึ่งวางเครือข่ายโยงใยไว้ในหลายพรรคการเมือง

เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พรรคการเมืองพรรคเดียวที่ไม่เอา คมช.และ คมช.ไม่เอา คือ พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวนส.ส.มากที่สุด จึงเท่ากับว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ต้องการ คมช. และ ปฏิเสธการใช้อำนาจของ คมช.อย่างสิ้นเชิง

เพราะฉะนั้น คมช.จึงควรรู้ตัวเอง และควรไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ อย่าสะเออะมาเสนอแนะ มาชี้นำ มากำหนดอะไรอีกต่อไป

เวลาของเผด็จการหมดแล้ว ยุคสมัยของ คมช.ผ่านพ้นไปแล้ว

ต่อจากนี้ไปคือเวลาของประชาธิปไตย เป็นยุคสมัยของพลังประชาชน

หากข้อเสนอแนะของ คมช.ดีจริง ปฏิบัติตามแล้วบังเกิดสัมฤทธิผลจริง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการ คมช. คงไม่นำพาความพินาศฉิบหายมาสู่ประเทศชาติหนักหนาสาหัส เช่นนี้หรอก

สถานการณ์ในขณะนี้ คมช.ควรจะช่วยกันคิดว่าจะหาทางเยียวยาประเทศชาติ ให้บรรเทาความเสียหายอย่างไร เพื่อรับผิดชอบต่อการกระทำด้วยความบ้าอำนาจของตนเอง ในฐานะที่ยังรับราชการเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพกันอยู่เกือบครบถ้วน ทั้ง บก เรือ อากาศ และ ตำรวจ ขาดไปก็เพียง หัวหน้าใหญ่ใจกบฎ “บังชายกระโปรง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพียงคนเดียว

สถานการณ์ในขณะนี้ คมช.ควรจะเลิกคิดเรื่องการต่อรองหาบุคคลที่สามารถเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตราชการและตำแหน่งของตนเอง

สถานการณ์ในขณะนี้ คมช. ควรจะเห็นแก่ประเทศชาติ มากกว่าเห็นแก่ตัว

ไม่ใช่มัวแต่ข่มขู่ว่า หากรัฐบาลไม่ทำตามคำแนะนำของ คมช. ไม่ทำตามที่ คมช. กำหนด อาจจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นอีก หรือ ไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่

สเปกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แบบ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ ดีอย่างไร เป็นที่ประทับใจพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก มากมายจนอยากให้เป็นต่อเนื่องอีกสมัย เพราะอะไร

เพราะตามใจกองทัพ อากาศ อนุมัติเงินซื้อเครื่องบินรบจากสวีเดน มูลค่าหลายพันล้านบาท มีคอมมิชชั่นหล่นแถวดอนเมืองจำนวนมากพอ ที่จะทำให้ชีวิตบั้นปลายของทหารเกษียณ มีกินมีใช้สบายไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ใช่หรือไม่

คมช.ควรจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และยอมรับความเป็นจริงได้แล้วว่า ประชาชนไม่ต้องการให้ คมช.มีอำนาจปกครองประเทศ ไม่ต้องการให้ คมช.ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารประเทศ อีกต่อไป

หากประชาชนมีความประทับใจ และต้องการให้ คมช.มีบทบาทปกครองบ้านเมืองบริหารประเทศต่อไปไม่หยุดยั้ง ก็คงจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว เพราะรู้กันล่วงหน้าอยู่แล้วว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ คมช. ก็จะช่วยบริหารประเทศกันครบถ้วนหน้าทุกตัวคน

แต่เมื่อประชาชนเจ้าของประเทศ ได้แสดงความต้องการออกมาแล้วว่า อยากเห็นรัฐบาลเป็นอย่างไร อยากเห็นประเทศไปในทิศทางใด และไม่อยากให้ คมช.เข้ามาเกี่ยวข้องอีก ก็เป็นเรื่องที่ คมช. จะต้องรู้ตัว ต้องสำนึกบ้างว่าจะอยู่อย่างไรในสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่มีที่ว่างให้แก่ คมช. เว้นแต่ที่สำหรับทำสุสานเผด็จการเท่านั้น

หากยังไม่รู้สึก ไม่มีสำนึก เพราะไม่รู้ตัวว่าตายไปแล้ว ผมก็อยากจะสะกิดเตือน คมช.(ทุกคน)ให้ได้รู้ตัวว่า ณ บัดนี้ คมช.ได้ตายไปแล้ว เพราะถูกประชาชนรวมพลังกันฆ่าตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

เมื่อท่านตายไปแล้ว ก็ควรจะอยู่ในโลกแห่งความตาย อย่าได้มายุ่งเกี่ยว อย่าได้ตามมาหลอกหลอนกันอีกเลย เว้นเสียแต่ อยากจะ “ตายซ้ำตายซาก”

สำหรับผมแล้ว วันนี้ คมช.ตายไปแล้ว และผมก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แล้ว

ที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นเหล่าทหารของกองทัพ ที่ผมได้แต่ภาวนาให้เป็นทหารที่ดี เป็นทหารของประเทศ เป็นทหารของประชาชน ไม่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด เหมือน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อีก

หากสำนึกได้ ผมเชื่อว่าประชาชนพร้อมจะให้อภัยแก่ทหารทุกคน

แต่หากยังไม่รู้สำนึก ยังหวนระลึกที่จะใช้อำนาจเป็นธรรม และละเลยที่จะเรียนรู้การใช้ธรรมเป็นอำนาจกันอีก

วันหนึ่งข้างหน้า ท่านจะต้องเสียใจ เพราะประชาชนจะไม่อภัยให้แก่ท่านอีกแล้ว

สื่ออิหร่านระบุ ศึกหน้าของไทยคือศึกระหว่างชนชั้น

บรรยายข่าวโดย ขนมต้ม
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
ต้นฉบับข่าว Tehran Times
26 มกราคม 2551


หมายเหตุ: ท่านสามารถอ่านฉบับแปลได้ที่ เว็บไซต์ Thai Report Blog

ช่วงนี้ ไม่อยากอ่านข่าวจากสื่อไทย ก็เลยหันไปอ่านจากสื่อนอก ดูบทวิเคราะห์จากนานาประเทศ ทุกทีผมจะหาดูเฉพาะพวกของฝั่งตะวันตก แต่คราวนี้ ลองไปดูสื่อจากประเทศตะวันออกกลางบ้าง ก็ไปเจอของอิหร่าน เขาได้เขียนบทวิเคราะห์ไว้ ซึ่งแปลคร่าว ๆ ได้ดังนี้

เมื่อสิบหกเดือนก่อน ทหารออกมาปฏิวัติรัฐบาลทักษิณ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วก็ตั้งขิงแก่เป็นรัฐบาล สัญญาว่าจะคืนประชาธิปไตยให้โดยเร็ว และเขียนรัฐธรรมนูญให้พวกเขามีบทบาทมากขึ้น และถาวรมากขึ้น พวกเขายังเพิ่มงบประมาณของกองทัพอย่างสูงปรี๊ด โดยว่าบอก นี่เป็นการตบรางวัลแก่พวกเขาที่อุตส่าห์เสี่ยงตายเพื่อช่วยประเทศชาติจากทักษิณ..

(They also raised the military budget sharply, presumably as a reward to themselves for saving the country from Thaksin.)

เขาบอกว่า ตอนแรก ๆ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้คนในกรุงเทพ มีการยุบพรรคไทยรักไทย แบนกรรมการบริหารพรรค ฯ

แต่ถึงกระนั้น พรรคพลังประชาชน ก็ได้รับเลือกกลับมาเหมือนเดิม คุณทักษิณก็อาจจะเป็นที่ปรึกษาให้กับพรรค ฯ ในเรื่องต่าง ๆ

แต่ปัญหาที่สำคัญ มันไม่ใช่เรื่องนั้น...

เขาบอกว่า เรื่องที่สำคัญกว่า ก็คือ การต่อสู้ระหว่างชนชั้นกลางกับรากหญ้า โดยเขาอธิบายว่า

..การที่คุณทักษิณร่ำรวยมาก่อนที่จะเข้าการเมือง ที่มีระบบแบบดั้งเดิม (หมายถึง พวกนั้นแหละ ข้าราชการเก่า ๆ ศักดินาทั้งหลาย ตอนก่อนเป็นรัฐบาลก็จน ๆ ตอนเลิกเป็นก็รวยกันทุกคน) ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่ารวดเร็ว...

ประโยคที่เขาพูด ที่ผมชอบก็คือ

เขาบอกว่า คุณทักษิณร่ำรวยมาจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ซึ่งฟังแล้วก็นึกถึง คุณสุรยุทธ์ที่เคยพูดว่า ผู้นำอียูเขาเคยถามว่า ทักษิณรวยมาได้ยังไง ในที่ประชุม ฯ

(Thaksin, the great grandson of a Chinese immigrant, came from the north of the country, and made his money in mobile phones. He was the ultimate outsider, and when he won the 2001 election (the cleanest in Thailand’s history), he really upset the insiders.)

เขาบอกว่า ชัยชนะอย่างขาวสะอาดที่สุดในการเลือกตั้งของทักษิณ ทำให้พวก อินไซเดอร์ แป่ว ไปตาม ๆ กัน

เขาบอกว่า พอเป็นรัฐบาล คุณทักษิณก็ใช้เงินรัฐ เข้าช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยากจน ตั้งแต่การให้กองทุนหมู่บ้าน สามสิบบาท ฯลฯ ซึ่งพวกชนชั้นกลาง เขามองว่าเป็นการเอาเงินของพวกเขาที่เคยได้กัน ไปให้ชาวบ้าน ทำให้พวกนี้ไม่พอใจ

..(ตรงนี้ ผมเห็นรัฐบาลขิงแก่ แทนที่จะเอาเงินพัน ๆ ล้านมาทำประโยชน์อย่างอื่น กลับเอาไปประเคนให้ทีวีสาธารณะ เพื่อพวกพ้องตนเอง..ก็เห็นว่า นี่หรือคือสิ่งที่พวกเขาพร่ำพรรณาก่นด่าทักษิณ)

เขายังได้วิเคราะห์ว่า

"ทักษิณโกงหรือเปล่า..คำตอบคือ ไม่ เพราะการเมืองไทยมันมีมาตรฐานอย่างนี้อยู่แล้ว แถมดัชนีการคอรัปชั่นในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งองค์กรนานาชาติ เขาได้จัดอันดับแต่ละประเทศไว้ ปรากฏว่าของรัฐบาลทักษิณ การคอรัปชั่นน้อยลง

(ถ้าจะเอาช้อมูลตัวเลข ต้องถามคุณลูกชาวนาไทยเพราะเคยทำกระทู้เอาไว้) แต่ถึงขนาดนั้น พวกคนในกรุงเทพฯ ยังยินดีปรีดา พอทักษิณถูกโค่นลง.."

เขาบอกว่า ณ ตอนนี้ เสียงของประชาชนรากหญ้า ต่างแสดงออกผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมาแล้ว พวกทหารจะต้องฟังเสียงของประชาชน (..ผมอ่านตรงนี้แล้ว นึกถึงคำพูดนายทหาร คมช. ที่พร่ำบอกว่า ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ..มันทำยังไง ประชาชนถึงไม่ชอบอย่างทุกวันนี้)

เขาได้สรุปบทวิเคราะห์ว่า นับจากนี้ไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความขัดแย้งเล็กๆ ที่เกิดจากกลุ่มชนชั้นกลางและทหาร พยายามจะกระเสือกกระสนที่จะ "ชูคอ" ในสังคมนี้ มันอาจจะเกิดวิกฤติรอบใหม่ หรือนำไปสู่การปฏิวัติอีกรอบ แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะหลุดพ้นจากวังวนของ อาเซียนโมเดล (คือในชาติอาเซียนเรา ทหารชอบใช้กำลังปฏิวัติ) และมุ่งหน้าไปสู่ประชาธิปไตยแบบรัฐสวัสดิการ เพื่อทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้วเสียที

ผมอ่านจบแล้ว ก็เลยนึกถึงคำพูดของประชาชนที่สนามหลวง เขาเคยพูดวิเคราะห์ไว้หลายๆ โอกาสว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สำคัญ เพราะจะเปลี่ยนโฉมหน้าวิถี และวิธีการดำเนินการการเมืองของไทย

ถ้าให้ผมสรุปง่าย ๆ ก็คือ อมาตยาธิปไตยกำลังเสื่อมสลายนั่นเอง

The Economist: ไปเสียได้ก็ดี

Jan 24th 2008
From The Economist print edition
แปลโดย Thai Report Blog

หลังจากการเลือกตั้งของประเทศไทยเสร็จสิ้นลงแล้ว บรรดานายพลก็ควรจะออกไปเสียที

บรรดาทหารซื่อบื้อที่ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี พ.ศ. 2549 ดูเหมือนจะทำอะไรเข้าท่าสักที สัปดาห์นี้เราได้เห็นการฟื้นฟูรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยดูจะย้อนกลับไปในสมัยประชาธิปไตยหลายพรรคเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นอีก นี่เป็นข่าวดีสำหรับคนไทย 65 ล้านกว่าคน และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกว่าครึ่งพันล้านคนและชาวจีนมากกว่าพันล้านคน อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าพวกนายทหารทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เหตุผลในการรัฐประหารยังคงเป็นเรื่องไร้เหตุผล

คณะเผด็จการทหารพยายามอย่างที่สุดเพื่อจะป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอันตรายซึ่งตอนนี้ดูจะเป็นไปได้จริง? เขาสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองของทักษิณและสมาชิกพรรค 100 กว่าคนเป็นเวลา 5 ปี พรรคไทยรักไทยถูกยุบแต่พวกเขาก็รวมตัวกันใหม่ในชื่อพรรคพลังประชาชน (พปช.) พวกเขาสร้างความกังวลใจกับบรรดานายทหารเป็นอย่างมากที่พวกเขาได้รับเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆอย่างทิ้งขาดและเกือบจะได้ที่นั่งเกินครึ่งของสภา ประชาชนไทยโดยเฉพาะคนชนบทที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาของทักษิณเสียงดังกว่า พวกเขาส่งเสียงไปยังพวกทหารรอยัลลิสต์ในกรุงเทพฯว่าพวกเขายังคงต้องการทักษิณหรือคนที่คิดแบบทักษิณ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนอารมณ์ร้อนอดีตฝ่ายขวา ยอมรับอย่างร่าเริงว่าเขาเป็น”ตัวแทน”ของทักษิณ และบอกในสัปดาห์นี้ว่าเขาพร้อมจะเป็นนายกฯและพร้อมจะนำพรรคทั้ง 6 พรรคแล้ว

การใช้หลักกฏหมายแบบเฉโก ได้สร้างความวิตกให้พปช. พรรคที่ประชาชนเทคะแนนให้ คณะกรรมการเลือกตั้งตั้งข้อสงสัยการทุจริตในการเลือกตั้งมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของพรรค พปช. ศาลฎีการับคำร้องที่อาจทำให้ชัยชนะของพรรค พปช.ต้องเป็นโมฆะ ไม่ว่าองค์กรเหล่านี้จะถูกกดดันหรือไม่ ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำในสิ่งที่ถูก ไม่มีผู้สมัครโดนใบแดงหรือใบเหลืองมากพอที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าพรรคพลังประชาชนยังมีคดีความอยู่อีกหลายคดี แต่การที่ศาลฎีกายกคำร้องกรณียุบพรรค พปช. ไป ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาธิปไตยของไทยจะได้เดินหน้าอีกครั้ง

รัฐบาลใหม่ควรจะมีเสียงข้างมากในระดับที่ทำงานได้ แต่ไม่ควรจะเหมือนยุคคุณทักษิณที่ดูจะมากเกินควร พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านทำได้ดีกว่าเดิมในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น เราคงได้เห็นการประชันฝีปากที่เข้มข้นขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่ กกต.ได้แสดงความกระตือรือร้นในการกำจัดการซื้อเสียงให้เห็นแล้ว โดยภาพรวมแล้ว ประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านจากความยุ่งยากมาสู่การมีภาพรวมที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายต่างๆก็ยังไม่จบเสียทีเดียว การเมืองของไทยมีแนวโน้มจะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเคือง การกล่าวหา และการใช้ถ้อยคำรุนแรง นายสมัครเป็นคนหนึ่งที่พูดจารุนแรง มีความกังวลเป็นอย่างมากว่าเขาอาจจะเอานโยบายที่แย่ที่สุดของทักษิณมาใช้ เช่น นโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ที่ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าปิดปากผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่ การที่ทักษิณวางแผนจะกลับประเทศไทยได้สร้างความกังวลใจเช่นกัน ภรรยาของเขาอยู่ประเทศไทยแล้วและได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตเรื่องการประมูลซื้อที่ดินและรับการประกันตัวออกมา ทักษิณผู้กำลังเพลิดเพลินกับชัยชนะอาจจะวางแผนแก้แค้นคณะรัฐประหารซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น คงจะดีกว่าถ้าเขาจะรักษาสัญญาว่าจะเลิกเล่นการเมืองไปตลอด

หน้าที่สุดท้าย
คงจะยังเป็นทางเลือกที่ดี หากพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ผู้นำรัฐประหารและลูกน้องของเขาจะลงจากตำแหน่งอย่างสง่างามและให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับการเมืองเพื่อหาความสุขกับการนิรโทษกรรมที่พวกเขาออกให้ตัวเอง บรรดาชนชั้นนำในไทยเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ระบอบการเมืองแบบรัฐสภากำลังจะกลับมา พวก liberal (ในที่นี้น่าจะแปลว่า พวกต้านโลกาภิวัฒน์) หลายคนที่เกลียดทักษิณและชื่นชมกับรัฐประหารอาจจะบอกว่าพวก คมช. หมดภาระแล้ว พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ไร้สาระสิ้นดี ไม่เพียงแต่คมช.ล้มเหลวที่จะหาหลักฐานเอาผิดทักษิณทั้งในเรื่องคอรัปชั่นและการลุแก่อำนาจ ที่เป็นเรื่องที่พวกเขาใช้เป็นเหตุผลหลักในการทำรัฐประหาร พวกเขายังทำให้ขุนศึกทหารเห็นช่องในการเอาข้อกล่าวหาเรื่องข้อพิพาททางการเมือง หรือข้อกล่าวหาคอรัปชั่นมาเป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่ซึ่งประชาธิปไตยยังคงอยู่ในช่วงผลิดอกเริ่มต้น

ผู้ก่อการรัฐประหารล้มเหลว เพราะรัฐบาลเต่าคลานและนายทหารเกษียณที่เขาแต่งตั้งขึ้นได้สร้างผลงานเน่าๆ สิ่งเหล่านี้และรวมไปถึงความไม่แน่นอนในการที่เหล่าบรรดาเผด็จการทหารจะออกจากความยุ่งยากที่เขาได้ก่อขึ้น ได้ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างเชื่องช้ามากกว่าปี เช่นเดียวกับรัฐประหารหลายๆ ครั้งที่ได้กระทำมา การก่อการครั้งนี้ได้สร้างปัญหามากกว่าที่มันได้แก้ไขเสียอีก

วันศุกร์, มกราคม 25, 2551

ไร้ศีลธรรมสุดๆ มติชนตัดต่อภาพฆราวาสใส่จีวร

25 มกราคม 2551

ประชาชนก่นด่าทั่วเน็ต สร้างความเสื่อมในวงการสื่อ ตัดต่อภาพคนธรรมดาให้กลายเป็นพระด้วยความไม่ละอายและเกรงต่อศาสนิกชน มีความจงใจย้อนรอยกรณีจอมพลถนอมบวชเข้าประเทศปี 19 เพื่อสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง ให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้รับสาร จงใจสร้างภาพให้ร้ายผู้อื่นว่าจะเข้าประเทศไทยต้องปลอมบวชมา เชื่อ การกระทำดังกล่าวจะติดตัวมติชนไปตลอดในฐานะสื่อไร้คุณภาพ

เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคุณ tikoo3 ได้นำเสนอภาพหน้าปกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด ในเว็บบอร์ดสนทนาพันทิปดอตคอม โดยเป็นภาพของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในสภาพการห่มจีวรของพระภิกษุ และโปรยพาดหัวว่า "Welcome Home ทักษิโณ ภิกขุ"

เพื่อนสมาชิกกระดานสนทนาดังกล่าว ต่างได้แสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกัน คือ ตำหนิสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวที่ไร้ความคิด ไม่ได้คำนึงถึงว่า การกระทำดังกล่าวจะสร้างความเสื่อมเสียเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น อีกทั้งยังมีแง่มุมทางพุทธศาสนา ที่ภาพดังกล่าวได้ไปลบหลู่ศรัทธาของศาสนิกชน เนื่องจากจีวรพระนั้น ถือเป็นธงชัยของพระอรหันต์ การนำบุคคลธรรมดามาตัดต่อภาพดังกล่าวให้กลายเป็นพระ ย่อมสร้างความเสื่อมให้กับพุทธศาสนาและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ เหมือนกับเห็นจีวรเป็นของเล่นของตน ของต่ำเหมือนจิตใจตัว มีจิตใจหลู่ดูถูกพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ได้แสดงความคิดเห็นว่า มติชน จงใจผูกเรื่อง เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2519 นั้น เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของความรุนแรงคือ การเดินทางกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากการบวชเณรที่ประเทศสิงค์โปร์

ศีลธรรมที่ต่ำกว่าคนธรรมดาของสื่อสารมวลชนกลุ่มดังกล่าว ยังแสดงออกด้วยการไม่คำนึงว่า การใส่สีตีไข่ สร้างภาพให้ผู้อื่น ในกรณีดังกล่าวคือคุณทักษิณ มีภาพลักษณ์ที่ไม่อาจหาญ เนื่องจากคิดเอาเองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กล้ากลับมาโดยตรง ต้องบวชเป็นพระก่อน รวมถึงการเชื่อมโยงภาพคุณทักษิณ กับจอมพลถนอม อดีตเผด็จการทหาร การให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ไม่ถือเป็นสื่อที่ดี หรือมีจรรยาบรรณ ไม่สามารถมีชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่สร้างสรรค์สังคม ไม่ได้แสดงมติของปวงชน แต่เป็นสื่อที่เลวอย่างชัดเจน (ภาพประกอบจากคุณโต้มอญ)

ทั้งนี้เราจะขออนุญาตนำความเห็นของประชาชนที่มีต่อกรณีดังกล่าวมาแสดงดังตัวอย่างดังนี้
สื่อชั่วกะจะเล่นข่าวนี้แต่มุกแป๊ก ในภาพ เป็นเครื่องแบบภิกษุพม่าครับ แล้วก็ไม่โกนคิ้ว

เดี๋ยวสาวกสนธิก็เล่นงานคุณทักษิณอีกหรอก โทษฐานไม่โกนคิ้ว (ฮา)

สื่อเลว
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
คงพยายามสร้างภาพว่าทักษิณเป็นเผด็จการเหมือนสมัยเมื่อครั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทยด้วยการนุ่งผ้าเหลืองเข้าประเทศครับ ท่ามกลางความขัดแย้งของคนในชาติในเรื่องความคิดการปกครองในขณะนั้น...

อย่าไปสนใจเลยครับ เพราะสมัยนี้สื่อเองก็ชั่วพอๆกัน ดีก็แค่สร้างภาพจอมปลอมไปวันๆ
จากคุณ : หมีน้อยสอยดาว
การตัดต่ออย่างนี้ไม่สมควร เพราะคุณทักษิณยังไม่ได้ทำพิธีบวช มติชนนี่เขานับถือศาสนาอะไรกัน ไม่มีพระมีเจ้าในใจเลยหรือ เสียแรงที่คุณขรรชัย ธรรมะธรรมโม แต่ลูกน้องนี่ไม่รู้จักการควรไม่ควร นักการเมืองก็ส่วนนักการเมือง นี่เล่นเอาไปพาดพิงศาสนา
จากคุณ : PKT
แม้ความผิดทางโลกอาจเอาผิดไม่ได้ แต่ทางธรรมหาพ้นผิดไม่ เพราะการตัดต่อภาพโดยการนำผ้ากาสาวพัตร์(ผ้าเหลือง) อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา มาทำเยี่ยงนี้ หาควรไม่

บัณฑิตชน วิญญูชน อริยชน ไม่ควรทำเช่นนี้ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปก ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต ก็เขียนบทความลงมติชน น่าจะเตือน ๆ กันบ้าง ในทางธรรม หากแม้นภิกษุนำเอาเครื่องนุ่งห่มคฤหัสถ์(เสื้อผ้า)มาสวมใส่เล่น ๆ ก็ต้องอาบัติ แล้วมติชน ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นสื่อคุณภาพ ไฉนจึงได้ทำสิ่งที่เลวทรามอย่างนี้เล่า ?
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นำภาพ ฆราวาส มาตัดต่อ เป็น ภิกษุสงฆ์ ถือเป็นการไม่เคารพต่อ พุทธศาสนา และทำให้ผู้ถูกตัดต่อได้รับความอับอาย เพราะหากคุณทักษิณอยู่ในฐานะภิกษุสงฆ์จริง ก็เป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนา แต่นี่ไม่ใช่ความจริง ทางมติชน ทำแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไร แต่ผลคือ ทำให้มติชนเสื่อมเสียเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสื่อว่าคุณไม่เคารพในศาสนาพุทธ (ไม่ใช่นับถือ แต่เคารพ ให้เกียรติในทุกศาสนา) และคุณยัง ไม่เคารพในสิทธิขั้นพื้นฐาน ของบุคคล แม้การกระทำเยี่ยงนี้ จะไม่ใช่กับคุณทักษิณ ทำกับตาสี ตาสา ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องร้องได้

สรุปว่า การกระทำนี้ ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง สื่อ ควรมีภาพของความน่าเชื่อถือ แต่บัดนี้ คุณได้ทำลายมันลงไปแล้ว
จากคุณ : ยินดียิ่ง
น่าจะมีใครสักคนเอาภาพปกมติชนนี้ ขยายใหญ่ๆ ใส่รถปิคอัพ และเขียนข้อความว่า "ฉบับนี้ เต้าข้าวหรือไม่ เชิญพี่น้องช่วยตัดสินที" แห่ประจานไปทั่วเมือง
จากคุณ : บ้านนอกคอกนา
ถึงบรรณาธิการบริหารหนังสือมติชนสุดสัปดาห์(ฉบับที่ 1432) เห็นหน้าปกหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดแล้ว รับไม่ได้กับภาพและข้อความที่หน้าปกอย่างมาก จนต้องขอแสดงความเห็น
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ดูเป็นการล้อเลียนที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวบุคคล และพุทธศาสนา และผิด พรบ.การพิมพ์อีกด้วย
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือของสื่อเสียเอง เพราะนับแต่นี้ไป ไม่อาจมั่นใจกับภาพที่นำเสนอของมติชนสุดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ไม่สามารถอ้างในลักษณะของการหยอกล้อสนุกสนานให้กับบรรดาขาประจำ หรือคอการเมืองของมติชนสดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว คาดว่าต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของทีมงานแล้ว คงต้องทบทวนถึงจรรยาบรรณ และการแสดงความรับผิดชอบในฐานะของสื่อ
จากคุณ : ritenour