วันจันทร์, ธันวาคม 31, 2550

สายข่าวการเมืองเผยหน้าไพ่พปช. ไม่หวั่นแม้ใบแดงมาก

31 ธันวาคม 2550

คุณนางฟ้ามหาโหด สายข่าวการเมืองของพรรคพลังประชาชน ได้ออกมาอธิบายถึงสถานการณ์การเมืองในมุมมองของพรรคพลังประชาชนผ่านเว็บไซต์พันทิปดอตคอม ว่าถึงแม้จะโดนการเล่นเกมด้วยใบแดงแต่ด้วยสถานการณ์ในวันนี้ที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ใบแดงถึงหกสิบใบก็ไม่อาจทำลายพรรคพลังประชาชนได้ ท่านสามารถอ่านการวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวได้ดังนี้

ความจริงตามกระทู้ที่ดิชั้น ได้ขออนุญาตลาเพื่อนๆ (ชั่วคราว)ไปแล้วนั้น แต่เห็นพี่ๆ เพื่อนเป็นกังวลต่อกรณีใบแดงที่เพิ่งออกมาเมื่อวานนี้ให้กับว่าที่ส.ส.พลังประชาชน(แบบมีพิรุธ)และทำให้เกิดการกังวลใจกันเป็นอย่างมากว่า ว่าที่ส.ส.พลังประชาชนอาจจะโดนกลั่นแกล้งในลักษณะนี้ตามมาอีกเป็นจำนวนมากนั้น ขอเรียนให้ทราบว่า ถ้ากกต.(ซึ่งก็รู้กันดีว่าใคร)พยายามที่จะให้ใบแดงแบบไม่เป็นธรรม(ตามแผน 4 ขั้นของคมช.)ในลักษณะของบุรีรัมย์เช่นนี้อีก ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ ทางพลังประชาชนได้รับทราบเรื่องนี้มานานตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่าส.ส.อีสานจะโดนแบบนี้

มองภาพตามนี้นะคะ คือส.ส.ทางอีสานเนี่ย อันดับที่แข่งไล่ๆ ตามกันมา เป็นส.ส.ระหว่างส.ส.ของพรรคพลังประชาชนและส.ส. ของพรรคเพื่อแผ่นดินซะเป็นส่วนใหญ่ (ตามมาก็เป็นของรวมใจไทยชาติพัฒนา - มัชฌิมา..)

ส่วนส.ส.ที่เป็นของประชาธิปัตย์ได้คะแนนในแต่ละแห่งมาน้อย และการโดนใบแดงนั้นจริงอยู่ที่ว่าที่ส.ส.ของพรรคที่โดนใบแดงจะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้ามาลงเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นจึงจะเป็นการแข่งกันต่อสู้กันของว่าที่ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน - รวมใจไทยชาติพัฒนา - มัชฌิมาฯ - ชาติไทย - ประชาธิปัตย์..

และอย่างที่เคยเรียนให้ทราบว่าบรรดาอดีตส.ส.ไทยรักไทยที่ออกไปแล้วไปอยู่กับพรรคต่างๆ เหล่านี้นั้น ตอนนี้เค้ารวมกันติดหมดแล้ว ในใจแทบทุกคนถ้าตอนนี้ย้ายพรรคได้ย้ายมาแล้ว (ยกเว้น คนที่ตั้งใจทรยศพรรคตั้งแต่แรก ซึ่งก็มีอยู่ประมาณ 4-5 คน) แต่การย้ายพรรคยังทำไม่ได้จนกว่าจะมีการรับรองส.ส.อย่างเป็นทางการ

ส.ส.(ที่ได้ออกไปจาก ไทยรักไทย ตอนถูกยุบพรรค)เหล่านี้นั้น เค้าออกไปเพราะเห็นว่าพรรคถูกยุบ คุณทักษิณเองในตอนนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะสู้ต่อด้วยซ้ำ มันเหมือนเรือแตกที่กัปตันก็ถูกจับมัดโยนทะเลไป มองไปแล้วหาอนาคตไม่มี

จะไปว่าพวกเค้าไม่มีอุดมการณ์ก็ไม่ถูกนัก เพราะอย่างที่บอก คุณทักษิณเองก็แสดงท่าทีไม่แน่นอนว่าจะสู้ต่อหรือไม่อย่างไรในตอนนั้น(ตอนนั้น คุณทักษิณก็กำลังเฮิรด์ขนาดหนักจากคนใกล้ชิดที่ให้ใจไปเกินร้อย)

หลังจากนั้นก็มีการตั้งพรรคพลังประชาชนขึ้น จนการเลือกตั้งผ่านไปและพรรคพลังประชาชนที่เพิ่งตั้งขี้นมาเพียง 6 เดือน และเป็นพรรคที่โดนโจมตีใส่ร้ายจากการประชาสัมพันธ์ของค่ายคมช.มาตลอด กลับได้รับการต้อนรับจากชาวอีสานถล่มทลาย

ไม่มีใครรู้กระแสความนิยมในตัวคุณทักษิณว่ามากมายขนาดไหนได้ดีไปกว่าส.ส.เหล่านี้

ตอนนี้ส.ส.เหล่านี้เค้าไม่ได้รู้สึกไม่มีอนาคตแบบเมื่อก่อน เค้ารู้ดีว่าต่อให้แจก ใบเหลือง-ใบแดง อีกสัก 100 ใบ ประชาชนอีสานก็ ไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เลือกพรรคที่แสดงท่าทีอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายคุณทักษิณ

ดังนั้นถ้าพลังประชาชนโดนใบแดง 60 ใบ (อย่างที่คนหน้าดำ บางคนพูด) ส.ส.ที่จะได้กลับเข้ามาก็ไม่ใช่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อยู่ดี แต่จะเป็นส.ส.เพื่อแผ่นดิน-ชาติไทยรวมใจพัฒนา และอื่นๆ ซึ่งก็คือส.ส.อดีตลูกหม้อไทยรักไทยนั่นเอง

และก็ไม่ต้องกังวลนะคะว่าถ้าเป็นเช่นนี้ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินก็จะมากขึ้น และนายสุรเกียรติจะนำพรรคไปเข้ากับขั้วประชาธิปัตย์

บอกได้เลยว่าไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอนค่ะ เพราะนายสุรเกียรติ หรือแม้แต่นายวัฒนา คุมเสียงส.ส.สายอีสานไม่ได้แล้ว ถ้ายังขืนแสดงท่าทีฝักใฝ่ฝ่ายประชาธิปัตย์ หลังวันที่ 13 ที่เลือกตั้งซ่อมเสร็จ และกกต.ประกาศรับรองผล จะได้เห็นการย้ายพรรคแน่นอน (เพราะส.ส.เหล่านี้มองข้ามช๊อตไปถึงการเลือกตั้งในครั้งหน้าด้วย)

อีกกรณีนึงคือ ถ้ายังติดปัญหาเรื่องเงื่อนไขด้านเวลาที่ทำให้การย้ายพรรคยังไม่สามารถทำได้ เราก็จะได้เห็นการที่ส.ส.สายอีสาน (อดีตลูกหม้อไทยรักไทย) ที่กระจายอยู่ตามพรรคต่างๆ ยกมือโหวตให้คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตามรธน.50 นี้ มีมาตราเด็ดที่คนฟันข๊าวขาว ตั้งใจและหวังไว้ว่า จะเอาไว้ปราบพรรคพลังประชาชน แต่กลับกลายมาเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ พรรคพลังประชาชนแก้ปัญหาได้ในทุกเรื่อง และทำให้สามารถตั้งรัฐบาลสำเร็จ นั่นก็คือ "การฟรีโหวต" (ที่ส.ส.มีอิสระเต็มที่ในการจะออกเสียงแบบใดก็ได้ ไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรคนั่นเอง)

ดังนั้นขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่าน โปรดสบายใจได้ การที่พลังประชาชนโดนกลั่นแกล้งเรื่องใบแดงเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้เราไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจัดตั้งได้แน่นอน เพียงแต่อาจมีความยุ่งยากขึ้นบ้างเท่านั้น

เรื่องทั้งหมดที่คนเหล่านี้พยายามนั้น ก็ทำได้แค่การกวนน้ำให้ขุ่น คอยแหย่ คอยยุพรรคอื่นๆ หวังจะทำให้ขาดความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่ ไม่สำเร็จหรอกค่ะ ขอให้พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคน ไม่ต้องเป็นกังวลใจ ไม่ต้องไปเต้นตามเกมของเค้า อย่างที่เคยบอกไว้ว่านี้เป็นแค่การดิ้นเฮือกสุดท้ายของประชาธิปัตย์แอนเดอะแกงค์แค่นั้น ขอให้พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคน มีความสุขกับปีใหม่ 2551 ค่ะ

แด่ ครป.และ คมช. : 15 เดือนจากรัฐประหารสู่การเลือกตั้ง กับปรากฏการณ์ ‘ขำกลิ้งลิงกับหมา’

โดย คุณ มุกดา ตฤณชาติ
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
31 ธันวาคม 2550

จากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 23 ธันวาคม 2550 รวมเป็นเวลา 15 เดือนเศษ ประชาชนไทยมีโอกาสได้เห็นกระบวนการทำงานที่สอดคล้องเข้าขา ของสององค์กรที่มีพื้นหลังแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

องค์กรหนึ่ง คือ กลุ่มนายทหารใหญ่ใกล้เกษียณ ที่อยู่ ๆ ก็เกิดอดรนทนไม่ได้กับการบริหารประเทศของอดีตนายกฯทักษิณ เห็นว่ามีลักษณะสร้างความแตกแยก ทุจริตโกงกิน แทรกแซงองค์กรอิสระ และสุดแสนจะจ้วงจาบหยาบช้าต่อเบื้องสูง องค์กรนี้มีผู้นำหลายคนผลัดกันมาแสดงบทบาท มีกองทัพ ระบบข้าราชการและงบประมาณที่เรียกเก็บจากประชาชนเป็นกองกำลังหนุนหลัง กลุ่มบุคคลนี้ใช้ชื่อ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช.)

อีกองค์กรคู่ขา ที่ทำงานร่วมกันในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย ได้แก่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อรณรงค์คัดค้านการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 และรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย นายกฯ ส.ส. และ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องแปลกว่า เมื่อเวลาผ่านเลยมา 15 ปี องค์กรนี้กลับ เรียกร้องนายกฯพระราชทาน สนับสนุนการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญ

เมื่อเปรียบเทียบแล้ว องค์กรนี้มีความแตกต่างจากองค์กรแรกอย่างสุดขั้ว จุดแข็งที่เข้ามาเสริมการทำงานเป็นทีมกับองค์กรแรกได้ก็คือ เป็นองค์กรขนาดเล็ก แต่เริ่มมีชื่อเสียงติดตลาดจากเหตุการณ์นองเลือดพฤษภา 2535 รวมถึงการแสดงตัวเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์เนม ยี่ห้อ “องค์กรภาคประชาชน” อย่างต่อเนื่อง บวกกับลักษณะพิเศษของผู้นำที่มีความฉลาดเฉลียว เลี้ยวลด สามารถผลิตเหตุผลขึ้นมาแถลงข่าว เพื่อโจมตีตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มีลักษณะเป็นกองกำลังแบบจรยุทธ

ศัตรูร่วมของสององค์กรข้างต้นถูกเรียกว่า ‘ระบอบทักษิณ’ แม้ว่าการรัฐประหารจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นอดีตนายกฯ และไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้ แต่สององค์กรเสาหลักที่ค้ำจุนชาติบ้านเมืองเอาไว้ ก็ยังมองเห็นว่า นโยบายต่าง ๆ และความนิยมที่ประชาชนมีต่อพรรคไทยรักไทยที่ถูกเรียกรวมว่า ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นเสมือนเชื้อโรคร้ายที่ต้องกำจัด

คมช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีแต่ชายชาติทหาร ได้ระดมกลยุทธ เล่ห์กลมนต์คาถา กลไกเครื่องมือต่าง ๆ ที่ตนควบคุมอยู่ สกัดกั้นโจมตี ไม่ให้อดีต ส.ส.ของพรรคไทยรักไทย กลับเข้ามามีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันกลับเห็นการสาวไส้ให้กากินภายในองค์กร มีเอกสารลับ คลิปวิดีโอลับ ฯลฯ ที่เปิดเผยกลยุทธเล่ห์เหลี่ยมของ คมช.หลุดออกมา ช่วยเรียกคะแนนความเห็นใจให้กับพรรคพลังประชาชนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากคะแนนความเห็นใจที่ทาง คมช.มอบให้ พรรคพลังประชาชนแล้ว ก่อนการเลือกตั้งเพียงแค่ 3 วัน คมช.ได้ผลักดัน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ผ่านสภาฯ แถมให้เป็นเครื่องมือในการรวบอำนาจบริหารประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ในส่วนของ ครป.ซึ่งในปัจจุบันได้มองเห็นอย่างถ่องแท้แล้วว่า นายกฯพระราชทานหรือการยึดอำนาจรัฐประหารเป็นวิธีในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่ดีกว่ากระบวนการรัฐสภาหรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือนักการเมืองสีเทาที่พวกเขารังเกียจ ครป.ได้ทำหน้าที่ถนัดของเขา ก็คือการแถลงข่าวในทุกสถานการณ์การเมือง โดยอ้างว่ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย แต่มีนัยยะแอบแฝงแทบทุกครั้งว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นพรรครัฐบาลจะเกิดความสับสนวุ่นวายอีก ซึ่งประชาชนก็ยังคงจำได้ดีว่าหนึ่งในเงื่อนไขของการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ก็คือการประกาศชุมนุมของพันธมิตรฯ ซึ่ง คุณสุริยใส กตะศิลา เลขาฯ ครป. ก็มีภาพเป็นหนึ่งในแกนนำการชุมนุม

ปัญหามีอยู่ว่า ประชาชนกำลังรู้สึกว่าถูกกดดันข่มขู่โดย ครป. อยู่หรือไม่...? ในขณะเดียวกันก็อาจเกิดคำถามจากประชาชนถึง ครป. ว่า ประชาธิปไตยของ ครป.มีหน้าตาเป็นแบบไหน...?

หลังการเลือกตั้ง ตัวแทนของทั้งสององค์กรก็ออกมาให้ความเห็น ชวนให้ขำกลิ้งกันอีกรอบ คุณสุริยะใส เลขาฯ ครป. สวมวิญญาน ‘ศรีธนญชัย’ ตีขลุมเหมาเอาจากผลของการเลือกตั้งว่า พรรคอื่นๆ นอกจาก พรรคพลังประชาชนมีจำนวน ส.ส.เกินครึ่ง ทำให้เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ต่อต้านระบอบทักษิณ (1) ซึ่งไม่ว่าจะตรงหรืออ้อมก็เป็นการทำลายความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนนั่นเอง ...!

ส่วนพลเอกบุญรอด สมทัศน์ หนึ่งในแกนนำคณะรัฐประหาร และ รมว.กลาโหม ก็ออกมาแสดงภูมิรู้กับสื่อมวลชนว่า ตามประเพณีแล้วคนกรุงเทพฯ จะเป็นคนเลือกนายกรัฐมนตรี (2) การแสดงความคิดเห็นของผู้นำการรัฐประหารคนสำคัญในครั้งนี้ ถือว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับแวดวงวิชาการไทยอย่างถล่มทลาย นักวิชาการระดับพระกาฬหลายท่าน ที่ออกมาทำงานพิเศษหารายได้เสริมกับ คมช. ต้องรีบเดินทางกลับมหาวิทยาลัย เข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์มายืนยันถึงความรอบรู้ของผู้นำท่านนี้

ประเด็นที่ดูว่า น่าจะเป็นตลกร้ายที่สุดในสังคมไทยก็คือ กระบวนการการทำลายล้างระบอบทักษิณ โดยสององค์กรคู่หูคู่ฮา กลับสร้างปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจ จากการที่พวกเขาทุ่มโถมแรงกายและแรงสมองมากขึ้นเท่าไร ยิ่งกลับทำให้คนที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นอาชญากร คอร์รัปชัน ขายสมบัติชาติ และลบหลู่สถาบันชั้นสูง กำลังกลายเป็นวีรบุรุษในสายตาของประชาชน อดีต ส.ส.ไทยรักไทย และคนใกล้ชิดของคนที่เขาตั้งข้อกล่าวหา ทยอยเดินกลับเข้าสภาในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างสง่าผ่าเผยกว่าครึ่งสภา กระแสความนิยมต่อพรรคพลังประชาชนสวนทางกับความปรารถนาของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาทำลงไปทั้งหมด ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงและกระสุนดินดำสำหรับพรรคพลังประชาชนลงไปอย่างมหาศาล

และสุดท้ายก็คือ คำว่า ‘กลุ่มอำนาจเก่า’ ที่พวกเขาใช้เรียกหา กำลังกลายมาเป็น ‘กลุ่มอำนาจใหม่’ ในขณะเดียวกันพวกเขากำลังจะกลายไปเป็น ‘กลุ่มอำนาจเก่า’ แทน

ผู้เขียนมีข้อสงสัยว่า พวกเขายังมีสติพอที่จะสำเหนียกได้หรือไม่ว่า ประชาชนที่มาใช้สิทธิถึงร้อยละ74.45 เป็นการส่งสัญญาณบอกพวกเขาว่า ความปรารถนาดีที่พวกเขายัดเยียดให้ประชาชนมาปีกว่า ถือเป็นการกระทำที่พอเพียงแล้ว

เมื่อมองจากสายตาของคนที่อยู่ภายนอก ถึงความพยายามที่ประสบกับความล้มเหลวในบั้นปลายของ คมช.และ ครป. อาจทำให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ขัน เหมือนกับได้ดูอดีตรายการโทรทัศน์ยอดนิยม ‘ขำกลิ้งลิงกับหมา’
แต่ความซื่อสัตย์แสนรู้น่ารักจากผู้แสดงหลักของรายการขำกลิ้งลิงกับหมา เมื่อเปรียบเทียบกับความล้มเหลวของภารกิจและมูลค่าความเสียหายเพียงเล็กน้อย ย่อมได้รับการอภัยและทำให้เกิดความรู้สึกรักเอ็นดูและให้อภัยจากเจ้าของและผู้ชม

ผู้เขียนไม่มีความมั่นใจว่า ความเสียหายจาก ‘ปรากฏการณ์ขำกลิ้งฯ’ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมานั้น ผู้ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นเจ้าของประเทศจะมีความรู้สึกอย่างไร ...? และปรากฏการณ์ดังกล่าว จะสามารถเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริงได้เหมือนกับรายการขำกลิ้งลิงกับหมาหรือไม่ ...?

แต่สิ่งที่ผู้เขียนมั่นใจว่า คำพูดที่ผู้นำของทั้งสององค์กรข้างต้นอยากจะได้ยินเป็นที่สุดจากผู้เป็นนายของเขาคงจะได้แก่คำว่า

ไม่เป็นไรนะ...! พยายามเข้านะ...! เอาใหม่นะ...! คมช.คุง......!
ไม่เป็นไรนะ...! พยายามเข้านะ...! เอาใหม่นะ...! ครป.คุง......!

สุดท้ายนี้ผู้เขียนต้องกล่าวขออภัยล่วงหน้า หากวิธีการเขียนในบทความนี้มีลักษณะเปรียบเทียบ ล้อเลียน เสียดสี ซึ่งอาจสร้างความเสียหายหรือเสื่อมเสียภาพลักษณ์ ผู้เขียนจึงใคร่ขอกราบขออภัย บริษัทผู้ผลิตและนำเข้ารายการขำกลิ้งลิงกับหมา มา ณ โอกาสนี้


เชิงอรรถ
(1) “สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่น่ายินดีที่ฐานมวลชนของอดีตพันธมิตรประชาธิปไตยในหลายจังหวัดไม่ว่าจะเป็น กทม. ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกและภาคใต้ ได้โหวตแสดงจุดยืนต่อต้านระบอบทักษิณอย่างเหนียวแน่น ซึ่งหากนับรวมคะแนนทั้งประเทศจากฐานกลุ่มการเมือง 3 กลุ่มที่มีปัญหากับระบอบทักษิณ คือ กลุ่มพรรคฝ่ายค้านเดิมพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย กลุ่มพรรคที่แตกตัวมาจากพรรคไทยรักไทยเดิมคือพรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และกลุ่มพรรคที่ขึ้นเวทีกับพันธมิตร คือพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช เมื่อรวมกันแล้วจะเห็นชัดเจนว่าเป็นจำนวนเสียงข้างมาก “ สุริยะใส ตักศิลา เลขา ครป. 24 ธันวาคม 2550

(2) “ความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าประชาธิปัตย์ถือว่าเป็นผู้ชนะในการเลือกโดยเฉพาะใน กทม. ซึ่งมีประเพณีที่ว่าผลการเลือกตั้งใน กทม.เป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ เมื่อผลออกมาอย่างนี้ พรรคพลังประชาชนมีสิทธิตั้งรัฐบาลไปก่อน ถ้าตั้งไม่ได้ประชาธิปัตย์ก็มีสิทธิตั้งรัฐบาล ต้องรอการจับขั้วการเมือง จะชัดขึ้นเรื่อยๆ มีความเชื่อลึกๆ ว่าประชาธิปัตย์จะจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะคนกรุงเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี” พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2550 มติชน

วันอาทิตย์, ธันวาคม 30, 2550

คนราชดำเนินวิเคราะห์หมากกลอำมาตย์ หลังใบแดงว่อน

31 ธันวาคม 2550

มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของแผนการบางอย่างที่ "อาจจะ" ถูกกำหนดไว้อย่างแยบยล หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งและสามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ใกล้สำเร็จ

ศัตรูของพปช. ได้แก่ ระบอบอมาตยาธิปไตย เครือข่ายศักดินา และเผด็จการทหาร ได้เลือกที่จะจัดการกับพรรคพลังประชาชน โดยหมากที่เคยวางแผนไว้นานแล้ว คือ การใช้ กกต. ในการให้คุณให้โทษกับผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชาชน ด้วยใบเหลืองใบแดง รวมไปถึงการยุบพรรค

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า มีความเหมาะเจาะลงตัว ที่เผด็จการได้เลือกชัยภูมิในการดำเนินการ ได้แก่ พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ของนายเนวิน ชิดชอบ โดย กกต.จังหวัดได้ลงโทษให้ใบแดงผู้ชนะการเลือกตั้งในจังหวัดดังกล่าวซึ่งมาจากพรรคพปช.ทั้งหมด จนนำมาซึ่งการประท้วงในทันทีของประชาชนกว่าพันกว่าคนหน้ากกต.จังหวัด และมีทีท่าว่าจะลงมาประท้วงต่อหน้ากกต.ในกรุงเทพฯ หมากประการหนึ่งที่สถานการณ์นั้นเอื้อให้กับเผด็จการสามารถเลือกที่จะเดินทันที คือ หากเกิดความรุนแรงใดๆ ในระยะเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การก่อการร้าย ฯลฯ ทุกสายตาจะกลับมาจับที่คุณเนวิน หรือพรรคพลังประชาชนทันที ซึ่งจะเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของทั้งประเทศ พรรคพลังประชาชน ทำลายชีวิตผู้คน และ สามารถเปลี่ยนโมเมนตัมของการจัดตั้งรัฐบาลได้อีกด้วย

คุณนักเลงโบราณ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "การแจกใบแดงให้ว่าที่ สส. พรรคพลังประชาชน 3 คนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ..ทำไมต้องที่บุรีรัมย์?? เพราะจังหวัดนี้มี นายเนวิน ชิดชอบ เป็นหลัก ใช่หรือไม่ใช่ การจะทำอะไรให้เป็นเหตุเหมือนกับปีที่แล้วในช่วงวันที่ 30 ธันวาคม ถึง 1 มกราคม 2551 ก่อนการประกาศรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ก็อาจจะเกิดได้ นายเนวิน ชิดชอบ จะต้องเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ปีนี้เพราะมีการแจกใบแดงที่บุรีรัมย์ เมื่อเกมเดินได้อย่างที่ว่า ใบแดงอีก 50-60 ใบ ก็จะไปไหนเสีย ลงทุนง่ายไปหรือปล่าว 'อมาตยาธิปไตย'"

ดังนั้นจึงขอเรียนให้เพื่อนประชาชนเฉลิมฉลองงานปีใหม่ด้วยความสุขสันต์ แต่มีความไม่ประมาทเป็นปรกติ และหากพบสิ่งใดผิดสังเกตไม่ว่าจะเป็นบุคคล กระเป๋า หรือ รถยนต์ ให้รีบแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ในทันที

คำสั่งด่วน !! ให้รีบจัดการยุบพรรคพลังประชาชนโดยเร็วที่สุด !!

โดย ชีพชูชัย
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
30 ธันวาคม 2550

ตัวหลักในกกต.ที่ทำหน้าประสานกับคมช. คือ นางสดศรี ในการนี้ได้แต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผบช.สันติบาล พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล ซึ่งคนในวงการรู้ดีเป็นสายตรงของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ขนาดว่าขอเป็นลูกบุญธรรมและไปที่บ้านท่าพระอาทิตย์เป็นประจำ (คนที่หมอเลี้ยบ บอกว่า"การสืบสวนข้อมูลนั้นมี 2 มาตรฐาน และการพิจารณาข้อมูลและสืบสวนยังใช้ช่องทางพิเศษ ให้คณะกรรมการชุดใหม่ส่งข้อมูลการสืบสวนให้ กกต.พิจารณา โดยไม่ผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการสืบสวน ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อระเบียบปฏิบัติของกกต.)โดยให้หาเรื่องตั้งสำนวนแจกใบแดงให้พรรคพลังประชาชนมากที่สุด และไม่สนใจติดตามเรื่องการทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์

ในการนี้ ได้มีคำสั่งให้รีบทำสำนวนเพื่อยุบพรรคพลังประชาชนโดยเร็ว โดยใช้วิธีคล้ายกับการยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อคราวที่เข้าหาพลเอกธรรมรักษ์ คราวนี้ ไปหลอกขอถ่ายรูปคู่กับนายยงยุทธ ติยะไพรัช และเดินเข้าไปโดยพยายามขอพบนายยงยุทธที่พรรคพลังประชาชน แล้วเอาเงินใส่ซองแจกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านใน จ.เชียงราย จำนวน 10 คน คนละ 20,000 บาท โดยได้พยายามทำหลักฐานต่างๆเอาไว้

ตามข่าวไทยรัฐ "นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นำแผนภูมิเส้นทางการจ่ายเงินให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านใน จ.เชียงราย จำนวน 10 คน คนละ 20,000 บาท เพื่อให้ช่วยเหลือพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 ที่ผ่านมา ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มาแสดงต่อสื่อมวลชน ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า หลักฐานที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอยู่ สามารถเอาผิดกับพรรคพลังประชาชนได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้นายยงยุทธมาชี้แจงด้วยตัวเอง ..."

สมเด็จหัวขาว ป.ประตูหลัง ได้มีบัญชาให้รีบยุบพรรคพลังประชาชนโดยเร็วที่สุด ใครไม่ปฏิบัติ ใครไม่ร่วมมือ ก็จะมีชะตากรรมเช่นเดียวกับกกต.ชุดที่แล้ว ในการนี้ มีข่าวว่าอาจมีการสั่งปลดนายทหารบางคนที่ไม่ยอมลงมือยึดอำนาจ

โปรดฟัง อีกครั้งหนึ่ง !!!

ด่วน!!!! อำนาจมืดคุกคาม กกต.

โดย คุณประดาบ
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
30 ธันวาคม 2550

แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว และ ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วว่า ต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลและเป็นผู้บริหารประเทศ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนมากเป็นอันดับ 1 ถึง 233 เสียง แต่กระบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ไม่ให้ได้เป็นรัฐบาล ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และรุนแรงที่สุดในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ยังไม่หยุดปฏิบัติการ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายของผู้บงการ และขับเคลื่อนขบวนการนี้ ที่อาศัยอยู่ในบ้านสี่เสาเทเวศร์

เป้าหมายของจอมบงการก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นรัฐบาล และให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศต่อไปภายใต้การชี้นำของขบวนการสี่เสาเทเวศร์

ล่าสุด จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้ส่งหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่มีอาการอกหัก เครียดจัด แค้นจัด จนแทบบ้าคลั่งเต็มที เมื่อได้เห็นผลการเลือกตั้งที่ออกมาจากการตัดสินใจของประชาชน ไปเจรจากับ กกต.ท่านหนึ่ง เพื่อให้เจ้าร่วมขบวนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล หลังจากที่ กกต.อีก 4 คน ตกลงรับแผนแล้ว แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องทำให้ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่ชื่อ สมชัย จึงประเสริฐ ยอมรับและเข้าร่วมแผนงานนี้ด้วย เนื่องจาก สมชัย จึงประเสริฐ เป็นผู้ที่รับผิดชอบสำนวนคดีร้องเรียนทั้งหมด

หากสมชัย ไม่เสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา ตามจำนวนที่จอมบงการต้องการ หรือ ไม่เสนอตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ก็ไม่มีทางที่จะสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้

ข่าวชิ้นนี้ ยังเป็นที่รับรู้กันอยู่ในวงแคบเฉพาะกกต.5 คน และคนใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกไปพบ และออกมาพร้อมกับใบสั่ง และนายทหารระดับสูงของคมช. ที่เพิ่งประชุมกันไปเมื่อวันที่ 26 – 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งประชุมกันเองในหมู่สมาชิกคมช. ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าทีม ทั้งการประชุมร่วมกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัวแทนของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ การประชุมร่วมกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เอง รวมไปถึงการยกทีมไปพบพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน มากที่สุด และจะได้เป็นรัฐบาล เพราะเป็นสถานการณ์ที่ คมช. ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าประชาชนจะเทคะแนนให้พรรคพลังประชาขนมากขนาดนี้

ประดาบ ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายสืบสวนสอบสวน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านหนึ่ง ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้แจ้งไปยังนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพล.อ.สนธิ ที่ถูกวางตัวให้มาเป็นประธานกกต. เพื่อปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนเป็นการเฉพาะ ว่า พล.อ.เปรม ต้องการให้กกต.ออกใบแดง ให้พรรคพลังประชาชนอย่างน้อย 20 ใบ ซึ่งตรงกับที่หนังสือพิมพ์มติชน เคยเสนอข่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่เคยมีครั้งใดที่พรรคการเมืองพรรคเดียว จะถูกใบแดงถึง 20 ใบ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

หลังจากได้รับแจ้งความประสงค์ของพล.อ.เปรม นายอภิชาติ ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ของพล.อ.สนธิ และในฐานะประธานกต. ก็แจ้งให้กกต.อีก 4 คนทราบ ปรากฎว่ามีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ รับใบสั่งด้วยความยินดีและพร้อมใจปฏิบัติตาม โดยไม่มีคำถามและข้อสงสัย ในขณะที่กกต.อีก 3 คน คือ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสุเมธ อุปนิสากร และ นายสมชัย จึงประเสริฐ ไม่เห็นด้วย และต้องการทราบเรื่องจากปากของพล.อ.สนธิ โดยตรง ก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ข่าวชิ้นนี้ สอดคล้องกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีความมั่นใจว่า กกต.จะออกใบเหลือง ใบแดง มากจนเป็นเงื่อนไขให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชา ชน เป็นไปไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ได้รับการเลือกตั้งมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ถึง 68 เสียง มากกว่าพรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันเสียอีก

อาการมั่นใจว่าจะมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนจะตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพราะติดปัญหาใบเหลืองใบแดง ในขณะที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มั่นใจว่า ถึงที่สุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับที่นายวารินทร์ โหร คมช. ทำนายว่านายสมัคร จะไม่ได้เป็นนายกรัฐฒนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นรัฐบาล เป็นอาการผิดปกติอย่างมาก สำหรับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 จะต้องเป็นฝ่ายค้าน และพรรคที่แพ้การเลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาล

แต่ทว่า ความมั่นอกมั่นใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และ ท่าทีของนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ที่ออกมาเด้ง รับความต้องการของคมช. ด้วยการโวยวายว่านายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ทำงานช้า และจงใจทำสำนวนอ่อน เพื่อไม่ให้มีการออกใบเหลือง ใบแดง

นางสดศรี สัตยธรรม ยังกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กกต.ปล่อยเอกสารการสอบสวนรั่วไปถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนหน้าที่ของกกต. โดยเสนอตัวมาเป็นกกต.ฝ่ายสืบสวนสอบ สวน แทนนายสมชัย เอง อีกทั้งยังออกมาให้ข่าวล่วงหน้าว่าจะมีการแจกใบแดง จนทำให้เกิดการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย คมช. และ กกต.บางคน โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม สอดรับกันเป็นเนื้อเดียว อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ได้มีการวางแผนร่วมกันไว้ล่วงหน้า

หลังการเลือกตั้งผ่านไป 3 วัน กกต.เพิ่งออกใบเหลืองให้แก่พรรคพลังประชาชนได้แค่ 3 ใบ ทำให้จอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ และ ลูกสมุนในคมช. เริ่มอึดอัด หายใจติดขัด เพราะกกต.ให้คำตอบไม่ชัดเจนว่าจะทำตามใบสั่งที่ส่งมาหรือไม่ ในขณะที่ใบแดงที่รออยู่ กลับจะตกแก่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกจับซื้อเสียงพร้อมเงิน 1.3 ล้านบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่งผลให้จอมบงการและคมช. ยิ่งไม่สบายใจ ว่ากกต.จะทำงานด้วยความเที่ยงตรงต่อหลักการของกฎหมาย หรือ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ต่อคมช.กันแน่

เมื่อไม่มั่นใจในกกต. ก็ทำให้ไม่มั่นใจในอนาคตของตนเอง พล.อ.สนธิ จึงต้องลงมือด้วยตนเอง ด้วยการเรียกกกต.ทั้ง 5 คน มาพบอีกรอบหนึ่ง ซึ่งข่าวนี้ก็รั่วไปถึงหนังสือพิมพ์อีก และมีการรายงานข่าวกันอย่างเปิดเผย แต่มีนางสดศรี สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ในขณะที่กกต.อีก 4 คนปิดปากเงียบ ไม่รับและไม่ปฏิเสธ

การพบปะของกกต.กับ พล.อ.สนธิ ไม่ได้เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรี กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หากแต่เป็นการเรียกพบทีละคน ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร กับ กกต.แต่ละคน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร เพื่อทวงถามบุญคุณ และสั่งให้ปฏิบัติตามใบสั่ง ของจอมบงการแห่งบ้านเสี่เสาเทเวศร์ ที่เป็นนายใหญ่ของคมช.

พล.อ.สนธิ สามารถเจรจาหว่านล้อมให้กกต.2 คน คล้อยตามได้ด้วยการข่มขู่ จนเกิดความหวาดกลัวในชีวิตตนเองและครอบครัว ได้แก่ นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร ในขณะที่ กกต.อีก 2 คน คือ นายอภิชาติ สุขัคนานนท์ และ นางสดศรี สัตยธรรม พร้อมใจกันรับปฏิบัติเต็มที่ แต่ท่าทีของนายอภิชาติ ไม่โฉ่งฉ่างแจ่มชัดเท่ากับนางสดศรี เพราะเก็บอาการได้ดีกว่า

แต่ การข่มขู่ของพล.อ.สนธิ ที่ใช้ได้ผลกับคนอื่น กับไม่ได้ผลเมื่อนำมาใช้กับนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นคนสำคัญในการนำเสนอสำนวนการร้องเรียน ให้กกต.ทั้งคณะพิจารณา เนื่องจากนายสมชัย ยึดหลักของกฎหมาย และความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ยอมยึดหลักกู และความต้องการของคมช. เป็นหลัก

ผลที่เกิดขึ้นกับนายสมชัย จึงประเสริฐ เมื่อไม่ยอมรับใบสั่งของคมช. ก็คือ ข้อเสนอเชิงบังคับให้หยุดงานด้วยการลาพักร้อน 10 วัน ซึ่งนายสมชัย ก็ไม่ยินยอมอีก จึงได้รับข้อเสนอใหม่ ให้ออกไปจากฝ่ายสืบสวนสอบสวน เพื่อเปิดทางให้นางสดศรี สัตยธรรม มาทำหน้าที่กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนแทน

1 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จนถึงทุกวันนี้ นางสดศรี พูดกับนักข่าวหลายครั้งว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนมีปัญหาล่าช้า และอยากจะทำงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนแทนนายสมชัย และได้ยื่นข้อเสนอไปที่ ประธานกกต. แล้ว ซึ่งนายอภิชาติ ในฐานะประธานกกต. ก็มีท่าทีตอบรับกับข้อเสนอนี้ อย่างน่าประหลาดใจ เพราะเท่ากับไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของนายสมชัย

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งพล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นตำรวจรับใช้ในบ้านของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มีหน้าที่หลักคือเปิดปิดประตูบ้านสุโขทัยของนายสนธิ และดูแลความปลอดภัยของสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มาเป็นประธานอนุกรรมการสอบสวนสอบสวนของ กกต. อีกด้วย ซึ่งไม่ต้องบอกว่าสำนวนการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อพรรคพลังประชาชน

แรงกดดันที่นายสมชัย ในขณะนี้หนักหน่วงและรุนแรงมาก และกำลังจะลุกลามไปถึงบุคคลในครอบครัวของนายสมชัย อีกทั้งยังมีการขัดขวางไม่ให้นายสมชัย เข้าร่วมการประชุม กกต.ทั้งคณะ เพื่อไม่ให้นายสมชัย มีส่วนร่วมในการลงมติ เพื่อให้การออกใบเหลืองใบแดง เป็นไปตามที่คมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงใน กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ได้รู้ระแคะระคาย และกลเกมของฝ่ายคมช. แล้ว ว่ากำลังบีบบังคับนายสมชัยอย่างไร จึงทำให้การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เป็นไปด้วยความตึงเครียด และระมัดระวังตัวสูง เพราะไม่มั่นใจความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

มีการยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของ กกต.จังหวัดที่ผิดปกติอย่างชัดเจน ก็คือ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประธาน กกต. เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด คือ นายเกษม วัฒนธรรม ยื่นสำนวนสอบสวนให้ออกใบแดงแก่ผู้ได้รับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนทั้ง 9 คน เนื่องจาก นายเนวิน ชิดชอบ ไปยืนฟังการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชน

ฝ่ายสืบสวนสอบสวน เห็นว่าเป็นการยื่นคำร้องให้ใบแดงที่ไม่มีเหตุผล และไม่น่าเชื่อว่าคนระดับประธาน กกต. จะให้เหตุผลเช่นนี้ เพราะในการปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนที่สนามหลวง มีอดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย หลายคนไปร่วมสังเกตการณ์และฟังการปราศรัย เป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิในฐานะพลเมือง แต่ ประธาน กกต.บุรีรัมย์ กลับใช้เหตุผลนี้เสนอให้ใบแดงแก่พรรคพลังประชาชน แบบยกจังหวัด หาก กกต.เห็นด้วยกับนายเกษม ก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กกต.คณะนี้อยู่ใต้การบัญชาการของ คมช. และทำงานใบสั่ง ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ

ในขณะที่ คมช.กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณ แทรกแซง กกต.องค์กรอิสระ และเป็นเหตุแห่งการรัฐประหารยึดอำนาจ แต่ คมช.เองกลับทำเลวร้ายกว่าหลายพันเท่า และทำกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่เกรงกลัวสายตาประชาชนที่ตัดสินเลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล แม้แต่น้อย

สถานการณ์ในขณะนี้ จึงทำให้นายสมชัย จึงประเสริฐ และครอบครัว ตกอยู่ในอันตราย อย่างน่าเป็นห่วง ทั้งแรงกดดันใน กกต.ด้วยกันเอง และคำข่มขู่คุกคามจาก คมช. และจอมบงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์

กำลังใจจากประชาชน คือ สิ่งที่น่าจะช่วยให้นายสมชัย ยืนหยัดอยู่เพื่อความถูกต้อง และความดำรงอยู่ของพรรคพลังประชาชน ที่กำลังถูกหาเหตุ หาเรื่องออกใบเหลือง ใบแดง และยุบพรรค ไม่เว้นแต่ละวันในขณะนี้

มีแต่กำลังใจจากประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านอำนาจมืด อำนาจเผด็จการที่กำลังเข้าครอบงำ กกต.ได้

เช่นเดียวกับ มีแต่พลังประชาชนเท่านั้น ที่จะต่อต้านเผด็จการครอบงำประเทศไทย และชีวิตคนไทยได้

จึงขอเชิญชวนพวกเราทุกคนร่วมกันให้กำลังใจนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ผู้ยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง ด้วยครับ

ใบแดงใบเหลือง แก้เกมไม่อยาก แต่จิตสำนึกของ กกต.นี่สิที่ต้องจับตา

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ Thaifreenews
30 ธันวาคม 2550

หาก พปช.โดนแจกใบแดงมากๆ ก็อาจส่ง "พรรคประชากรไทย" เข้าแข่งแทน คาดว่าคะแนนไม่พลิกไปฝ่ายตรงข้ามแน่นอน

คือ ผมเองก็หวั่นไหวอยู่ลึก ๆ เหมือนกันว่า หาก กกต.ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจของมหาอำมาตย์อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือยังเล่นไม่เลิก เพราะกลัวบ้านเมืองวุ่นวายไม่พอ บ้าจี้ตามอิทธิพล ของ พล.อ.เปรม โดยแจกใบแดงให้ พรรคพลังประชาชนเยอะ ๆ สัก 20-30 ใบ แล้วจะทำอย่างไร

ผมก็ได้แต่คิดว่า คณะกรรมการเลือกตั้ง คงไม่อยากทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่รู้จบขนาดนั้น คงไม่กล้าแจกใบแดงมากมายขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงที่ผมไปสัมผัสในพื้นที่คือ พรรคพลังประชาชน โดนทหารคุมจนกระดิกตัวไม่ได้ แต่พรรคการเมืองเก่าแก่ แจกเงินสบั่นหั่นแหลก แต่ก็ยังแพ้พรรคพลังประชาชน เพราะชาวบ้านเขาทุ่มคะแนนให้ด้วยศรัทธาจริงๆ

แต่ในสงครามนั้น เราจะฝากชัยชนะไว้บนความหวังไม่ได้ จะฝากไว้กับความเมตตาของคนอื่นนั้นคงไม่ได้ เราต้องมีแผนการที่สุขุมรอบคอบและรัดกุมเพียงพอที่จะรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับชัยชนะ เป็นทางเลือกเผื่อเอาไว้

ผมคิดว่าเรื่องนี้ พรรคพลังประชาชน แก้เกมนี้ได้ไม่ยาก วิธีการแก้เกมเลว ๆ แบบนี้คือ การรณรงค์บอกกล่าวให้ประชาชนเลือกพรรคที่เป็นพันธมิตรกับพรรคพลังประชาชนแทน ซึ่งขณะนี้ผมคิดว่า อาจต้องเจรจากับ “พรรคประชากรไทย” ซึ่งหัวหน้าคือน้องชายคุณสมัคร (ไม่ทราบว่าผมยังเข้าใจถูกหรือเปล่าว่าเป็นคุณสมิท สุนทรเวช) เตรียมการเอาไว้รองรับกับสถานการณ์นี้ หากโดนใบแดงก็ส่งคนของพรรคประชากรไทยลงแข่งแทน

สำหรับผมเองแล้ว ผมไม่เชื่อว่าประชาชนที่เลือกข้างไปแล้ว จะหันไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน ประชาชนไม่สวิงเปลี่ยนขั้วอย่างแน่นอน และผมเชื่อว่าประชาชนไม่ไว้ใจพรรคเพื่อแผ่นดินหรือพรรคอื่น ๆ เพราะหากพรรคเหล่านั้นไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็เท่ากับเลือกอภิสิทธิ์ให้เป็นนายกฯ อยู่ดี

การดำเนินการตามกลยุทธ์นี้ ก็จะไม่ทำให้จำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนฯ สวิงไปอยู่ข้างพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน และผมไม่คิดว่าคนไทยจะยอมรับกับอำนาจชั่ว ๆ ของอำมาตย์เหล่านี้ได้ ประชาชนส่งเสียงดังอย่างรุนแรงจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแล้ว หากพวกอำมาตย์ ยังคงหูหนวก ตาบอด ไม่ยอมรับรู้ความต้องการของประชาชน ยังฝืนแจกใบแดงจำนวนมาก ผมคิดว่า จะเจอกับการสั่งสอนของประชาชนอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง

ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “เลือกตั้งครั้งนี้พิสูจน์ชัดว่า ชนบทเข้มแข็งกว่าที่คิด" ว่าประชาชนในชนบทนั้นตอนนี้แบ่งเป็นขั้วเรียบร้อยแล้ว และค่อนข้างมี Royalty ต่อพรรคการเมืองของเขาชัดเจน โดยเฉพาะในภาคอีสาน ที่ผมเชื่อว่าถึงอย่างไรคนอีสานก็ไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์

“ยุทธศาสตร์นี้จะทำให้ พล.อ.เปรม และ นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงแห้วเหมือนเดิม”

ตอนนี้เมื่อคิดกลยุทธ์นี้ได้ ผมก็ค่อนข้างสบายใจแล้วครับ ใบแดงก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่จะกระชากหน้ากากของพวกอำมาตย์ให้ล่อนจ้อนเท่านั้นเอง และผมไม่คิดว่าประชาชนจะโง่ให้พวกอำมาตย์เหล่านี้จูงจมูกได้อีก เสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นเอกภาพและชัดเจน ใครจะเล่นตุ๊กติ๊กอะไร ก็ไม่สามารถเปลี่ยนกระแสและทิศทางการเมืองไทยขณะนี้ได้อย่างแน่นอน

สำหรับใบเหลืองผมไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ เพราะประชาชนก็เลือกกลับมาใหม่อยู่ดี อาจได้คะแนนมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

สำหรับ กกต.ชุดนี้ผมคิดว่าควรระวังให้ดี เพราะมีโอกาสติดคุกได้เหมือนกับ กกต.ชุดก่อน โดยเฉพาะเรื่อง จำนวนบัตรเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต่างกันเยอะมาก และเรื่องนี้จะต้องมีการฟ้องร้องกันต่อไปอย่างแน่นอน และหลักฐานค่อนข้างที่จะชัดเจน

สุภาษิตนิยายจีนกำลังภายในบอกเอาไว้ว่า “ผู้ที่ชมชอบการเดินทางกลางคืน สุดท้ายก็ต้องเจอผีเข้าสักวันหนึ่ง” นิยมทำเรื่องชั่ว ๆ สุดท้ายก็ต้องเจอดีเข้าสักครั้งแน่นอน

การเลือกตั้งใน กทม.ที่มีเรื่องผิดปกติมากเกินไป จำนวนบัตรที่ต่างกันมากจนผิดสังเกตุ ไม่แน่ หากเรื่องนี้ กกต.มีจิตสำนึกเพียงพอ กทม.อาจต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

วันเสาร์, ธันวาคม 29, 2550

สำหรับคุณบรรหารแล้ว ร่วมรัฐบาลก็ได้ ไม่ร่วม พปช. เขาก็คงไม่ว่าอะไร

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
29 ธันวาคม 2550

การบริหารบ้านเมืองนั้น คงเอาความชอบ ไม่ชอบ ส่วนตัวเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจไม่ได้

การตัดสินใจทางการเมือง จะต้องมองประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับเป็นสำคัญ ดังนั้นเพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ ที่ต้องการรัฐบาลที่มั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพอย่างเต็มที่ การได้พรรคชาติไทยมาร่วมรัฐบาลก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี มากกว่าไม่มี คือ ไม่มีอะไรเสียหาย นอกจากรำคาญและหมั่นไส้หลงจู้บรรหารเท่านั้น ที่ทำตัวลื่นเป็นปลาไหลจนน่าเกลียดเกินพอดี

แต่ปัญหาแค่นี้คงเอามาเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลคงไม่ได้

ดังนั้นสำหรับพรรคชาติไทยแล้ว สิ่งที่ แกนนำของพรรคพลังประชาชนต้องทำคือ ต้องตัดเกมไม่ให้บรรหารต่อรองได้มากนัก ก็แค่นั้นเอง

หากคุณบรรหารยังเล่นตัว ดิ้นไปดิ้นมา ผมคิดว่า พปช. เขาก็คงไม่แคร์ หรือวิตกกังวลมากนัก เพราะผมฟังจากข่าวหลายกระแส เห็นว่า พปช.คงมีการไปเจรจากับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินในระดับลึก มากกว่าที่จะเจรจากับ วัฒนา หรือสุรเกียรติ และนายสุวิทย์ เพราะสามคนนี้ อำนาจในพรรคคงมีไม่มากแล้ว แกนนำพรรคพลังประชาชนคงไปเจรจากับคุณพินิจ จารุสมบัติ หรือคุณปรีชา เลาหพงษ์ หรือกลุ่มบ้านริมน้ำของ คุณสุชาติ ตันเจริญมากกว่า และคนเหล่านี้ก็เคยอยู่ในพรรคไทยรักไทยมาก่อน การเจรจานั้นคงไม่ยากเท่าไหร่นัก เพราะการที่คนในพรรคเพื่อแผ่นดิน แยกตัวออกไปในตอนต้น ก็คงคิดว่า พปช.คงไปไม่รอดเพราะทหารกดดันอย่างหนัก แต่เมื่อพิสูจน์แล้วว่า พปช.นั้นกลับเข้มแข็งมากกว่าเดิม สส.พรรคเพื่อแผ่นดินที่มีฐานอยู่ในภาคอีสาน คงหาทางย้ายกลับมาอยู่ พปช. แน่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลของ พปช.ที่ตอนนี้ได้ 254 เสียง อยู่ในมือแล้ว เมื่อบวกพรรคเพื่อแผ่นดินที่คาดว่าอีกไม่นานก็คงเข้ามาร่วม จำนวนเสียงฝ่ายรัฐบาลคงอยู่ที่ประมาณ 270-280 ที่นั่ง ก็คงมีเสถียรภาพเพียงพอ
แต่หากพรรคชาติไทยจะเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย ผมคาดว่าพรรค พปช.เขาก็คงไม่ขัดข้อง อะไร ก็คงยินดีด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น


แต่การที่คุณบรรหารจะจองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หรือขอเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ 3 กระทรวงใหญ่นั้น

ผมคาดว่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีนั้นลืมไปได้เลย เขาไม่ให้คุณบรรหารแน่ ส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการนั้น เขาคงให้ไม่หมด คือคงมีกระทรวงใหญ่สลับกับกระทรวงเล็ก ซึ่งอาจเหมือนกับช่วงที่คุณบรรหารเคยร่วมรัฐบาลทักษิณ 1
ผมคิดว่าการที่คุณบรรหารจับมือกับพรรคเพื่อแผ่นดินแน่นนั้น ไม่ได้ทำให้อำนาจการต่อรองของกลุ่มคุณบรรหารเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะคุณบรรหารไม่ได้ดูโครงสร้างของพรรคเพื่อแผ่นดินว่าเป็นอย่างไร การไปจับมือกับแกนนำที่ไม่มีอำนาจในพรรค และพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นพรรคเฉพาะกิจ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตัดเก้าอี้ของพรรค พปช.เท่านั้น เมื่อทำงานไมได้ผลพรรคนี้ก็แตกดังโพล๊ะ

แม้ว่าผมจะไม่ชอบคุณบรรหารอยู่บ้าง ที่ทำตัวลื่นเป็นปลาไหล พริ้วไปพริ้วมา แต่ผมก็คงต้องทำใจวางอุเบกขาเอาไว้ก่อน เพราะประเทศชาติย่อมสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัวที่ผมหมั่นใส้คุณบรรหารเหลือเกิน

ผมมีความรู้สึกว่าขณะนี้ พรรค "พปช" ทันเกมการเมืองมากกว่า สมัยเป็น "พรรคไทยรักไทย" เยอะ และตอบโต้ได้อย่างทันการ เช่นที่คุณสมัคร แถลงการณ์กรณีข้อเสนอ 5 ข้อ ซึ่งทำได้อย่างดี ทันเกม และสะใจคนดูเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่าไม่เกรงใจคุณบรรหาร เลยทีเดียว

จุดอ่อนของพรรคไทยรักไทยในอดีตคือ การมุ่งเน้นด้านการบริหารมากเกินไป จนละเลยจุดอ่อนทางด้านการเมือง ไป ทำให้ต้องสะดุดเกมการเมืองบ่อยครั้ง แม้จะได้ชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แต่ความที่ไม่ค่อยทันเกมการเมือง หรือไม่สนใจเกมการเมือง ทำให้ต้องตกเป็นฝ่ายรับ ซึ่งท้ายที่สุดก็ต้องโดนยุบพรรคไปอย่างน่าเสียดาย
แต่เมื่อมีการมารวมตัวกันใหม่ ในนามพรรคพลังประชาชน และดึงตัวคุณสมัคร คุณเฉลิม และคนอื่น ๆ เข้ามาร่วม รวมทั้งให้ความสำคัญกับเกมการเมืองมากยิ่งขึ้น ทำให้ผมรู้สึกว่า ตอนนี้พรรค พปช. ค่อนข้างจะทันเกม ทั้งรุกและรับได้อย่างกลมกลืนทีเดียว

ผมคาดว่า การแก้ไขจุดอ่อนด้านนี้ โดยที่มีจุดแข็งในเรื่องการบริหารองค์กรในพรรคที่เข็มแข็งอยู่แล้ว จะทำให้สามารถยันการรุกจากเกมในสภา และเกมนอกสภาได้อย่างทันเกม

ส่วนเรื่องการบริหารประเทศชาตินั้นผมคิดว่า พปช. เขามีจุดเด่นของการทำงานที่สืบเนื่องมาจาก ทรท. อยู่แล้ว

ปล. ปลาไหลที่ลื่นอย่างคุณบรรหาร ต้องเจอบังตอของพ่อครัวหัวป่าก์ อย่างคุณสมัคร จึงจะเหมาะสม ฮา ๆๆๆ โดนคุณสมัครจับผัดเผ็ดซะ คงเข็ดไปนาน

ลือ หลักฐานทุจริตกทม.มีทั้งภาพและเสียง

29 ธันวาคม 2550
น้ำหนักข่าว 5

ประชาชนได้แจ้งเบาะแสผ่านเว็บไซต์พันทิปว่า มีหลักฐานการทุจริตในกทม.เพิ่มเติม ทั้งจากภาพจากกล้อง CCTV และเทปบันทึกเสียง "คะแนนบริสุทธิ์ที่พูดถึง กำลังทำให้ผู้ว่ากทม.ติดคุก เพราะมีหลักฐานกล้อง cctv กับเทปเสียงมัดแน่น" ประชาชนให้ข้อมูล

อนึ่ง เบาะแสดังกล่าวเราให้น้ำหนักข่าวเป็น'ข่าวลือ' เนื่องจากเป็นการบอกเล่าที่ยังไม่มีการยืนยันจากแหล่งข่าวอื่นๆ ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติมได้ดังนี้

โกงเลือกตั้งโผล่ 'สดศรี'ปัดไม่รู้ข่าวดีเอสไอยึดหลักฐานบัตรเลือกตั้งได้ (INN: 28/12/50)
ข่าวเพิ่มเติมกรณีการทุจริตการเลือกตั้งในกทม. (TEN: 27/12/50)
รายงาน มีผู้พบเห็นการขนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทิ้ง (TEN: 26/1250)
ภาพแสดง ปริศนาตัวเลข การนับคะแนนการเลือกตั้ง 23 ธค.50 (TEN: 25/12/50)
ซุบซิบทั่วเมือง 'คะแนนเสียงกทม.โกงกันหรือเปล่า?' (TEN: 25/12/50)

"ความขี้ขลาด" ของคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม "ทักษิณ ชินวัตร"

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์ และ ลิงก์ จาก c-box สถานีวิทยุเสรีชน
29 ธันวาคม 2550

“เงื่อนไข” 5 ข้อ ที่ “บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย กับ “สุวิทย์ คุณกิตติ” หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แจกให้นักข่าว เมื่อค่ำ 27 ธ.ค. ระหว่างการแถลงข่าวที่บ้านต้นสนของ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” ในซอย 14 ถนนสุขุมวิท

1. จะต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะล่วงละเมิดมิได้ และจะต้องทำความกระจ่างให้ชัดว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สูงสุด

2. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีถือเป็นรัฐบุรุษที่สูงสุดในบรรดาผู้คนทั้งหลาย และเป็นที่เคารพของพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ ซึ่งตรงนี้เราต้องรักษาไว้ และเราจะต้องไม่ก้าวล่วง

3. จะต้องไม่มีการล้างแค้นซึ่งกันและกัน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรจะลืม เพราะหากมีการล้างแค้นเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเกิดการล้างแค้นไม่สิ้นสุด และไม่สามารถหาข้อยุติได้

4. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยต้องไม่มีการแทรกแซงและก้าวก่าย

5. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)จะต้องไม่ยุบ ไม่ยกเลิก และต้องไม่ไปแตะต้อง

สามัญสำนึกธรรมดาของนักข่าวการเมืองเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่คว่ำหวอดกับเกมการเมืองมองออกทันทีว่า นี่คือการ “ยอมจำนน” และนี่คือ การแสดงออกซึ่ง “ความขี้ขลาด” ของฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม “ทักษิณ ชินวัตร”

เพราะผลการเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม 2550 คนไทยข้างมากให้คำตอบแก่ คมช.และแก่คนในกระบวนการ “เปรม ติณสูลานนท์” แล้วว่า ต้องการให้ “ระบอบทักษิณ” กลับมาบริหารประเทศอีก

ทำไมเราจึงถือว่าเงื่อนไข 5 ข้อนี้ คือ การยอมจำนน ก็เพราะว่าคณะปฏิวัติ 19 กันยายน2549 กระทำการทุกอย่างแล้ว แต่ทำลายทักษิณให้ราบคาบไม่ได้ ปฏิวัติก็แล้ว ยุบพรรคก็แล้ว ตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ก็แล้ว อายัดทรัพย์ก็แล้ว ประเคนคดีโกงเข้าใส่ก็แล้ว ตั้งพรรคการเมืองนอมินีลงสู้เลือกตั้งก็แล้ว ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจคนไทยได้

พรรคนอมินีของ คมช.ใช้เงินซื้อเสียงสูงสุด แต่ได้ ส.ส.เข้ามาไม่กี่คน และถ้าจะใช้ กกต.ออกใบแดงให้พรรค พลังประชาชนจำนวนมาก เป็น 30-40 ใบ เพื่อให้เสียงน้อยลงถึงระดับเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ กกต.ก็ไม่ทำให้แน่นอน เพราะองค์กรนี้อิสระแท้จริงและเป็นกลางจริง

จึงต้องยอมจำนน และเปิดเผย “ความกลัว” ด้วยการขอให้กำหนดเงื่อนไข “ห้ามล้างแค้น”เอาไว้ ดังที่คอการเมืองรู้กันดีมาตลอดว่า มีบางคนใน คมช.กลัวการล้างแค้นที่สุด หาก “ระบอบทักษิณ” กลับเข้าสู่อำนาจการเมืองได้อีก

ในหนังสือที่ คมช.ทำถึง กกต.เพื่อชี้แจงเอกสารลับ คมช.ก็พูดถึงการล้างแค้นเอาไว้ จึงไม่อาจปฏิเสธว่า ไม่กลัวการล้างแค้นเอาคืนได้

ส่วนที่เรามองว่าเป็น “ความขี้ขลาด” อยู่ในข้อที่ 2 ตรงที่เขียนเอาไว้ว่า พล.อ.เปรม “ถือเป็นรัฐบุรุษที่สูงสุดในบรรดาผู้คนทั้งหลาย”

บางคนอ่านความท่อนนี้แล้ว อาจจะอาเจียนออกมาได้ มันเป็นไปได้อย่างไร ถึงบังคับให้คนอื่นยอมให้ พล.อ.เปรม เป็นคนที่สูงสุดเหนือบุคคลทั้งหลาย มันเป็นไปไม่ได้ เพราะ พล.อ.เปรม เป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นเชื้อเจ้าเชื้อพระวงศ์มาจากไหน ไม่มีหนทางใด ที่จะยกยอให้ พล.อ.เปรมเหนือเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน

“ขี้ขลาด” ที่เราเอามาเป็นคำพาดหัวใหญ่ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่า พล.อ.เปรม ขี้ขลาด แต่หมายถึงบรรดาลิ่วล้อบริวาร ที่ร่วมกำหนดความในข้อ 2 ขึ้นมา เพื่อที่จะปกป้อง พล.อ.เปรม เอาไว้ ไม่ให้โดนกระทำใด ๆ หลังจาก ที่โดนอยู่ตลอด ตั้งแต่จากสนามหลวง จนถึงหน้าบ้านสี่เสาฯ

ลิ่วล้อบริวาร พล.อ.เปรม ที่เขียนเงื่อนไข 5 ข้อออกมาสู่การรับรู้ของประชาชนไทยนี้ โปรดรู้ไว้ด้วยว่า พวกท่านพลาดอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว มันเป็น “บูมเมอแรง” ที่วนกลับเข้าตีแสกหน้าป้อมค่ายบ้านสี่เสาฯ อย่างรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

ยิ่งเงื่อนไขข้อที่ 1 ยิ่งเป็นความผิดพลาดของ 2 พรรคการเมือง เพราะคนไทยทุกคน “เทิดทูน” สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเท่าเทียมกันอยู่แล้ว คนไทยทุกคนรักในหลวง และไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะดึงพระองค์ท่าน มาเป็นเกมการเมืองอย่างนี้

“ทักษิณ ชินวัตร” ขณะนี้ยังอยู่ฮ่องกง ได้ออกแถลงการณ์มาชี้แจงทันที 6 ข้อ (คลิกอ่านได้ที่ ลิงก์1)

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) พร้อมด้วย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค พปช.ได้ออกแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวทันทีในบ่ายวันที่ 28 ธันวาคม 2550 (คลิกดาวโหลดฟังเสียงการแถลงข่าวได้ที่ ลิงก์ 2 หรือ เป็นภาพและเสียง ที่ ลิงก์ 3 )

โดยนายสมัคร สุนทรเวช กล่าวด้วยความไม่พอใจถึงกรณีที่ นายบรรหารศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ยื่นเงื่อนไข 5 ข้อ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค พปช.ว่า "ผมชื่อ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พปช. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่แล้ว พปช.ได้รับเลือกตั้ง 233 ที่นั่ง เมื่อคืนนี้คุณบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย วันที่ 23 ธ.ค.ได้รับเลือกตั้งมา 37 ที่นั่ง ผมจะขอพูดถึงเงื่อนไขข้อที่ 1 เท่านั้น คือ อยากบอกให้คุณบรรหารรู้ว่า ที่คุณบรรหารแสดงความคิดเห็นมาอย่างนั้น ผมแปลความหมายได้ว่า คุณบรรหารดูหมิ่นผม ว่าเป็นคนไม่จงรัก ภักดีต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เพราะว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างนั้น ชัดเจนเลย หัวหน้า พปช.ไม่จงรักภักดีต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ฉะนั้น ถ้าจะรวมกับคุณบรรหารต้องแสดงความจงรักภักดีต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน คุณบรรหารดูหมิ่นผม ผมจะบอกให้คุณบรรหารรู้ว่า แม้จะรู้จักกันมานาน แต่คุณบรรหารไม่ศึกษาว่าผมเป็นใครมาจากไหน อย่างไร ตระกูลผมรับราชการสนองพระเดชพระคุณตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ตระกูลผมรับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตลอด มีผมนี่แหละไม่ได้รับราชการแต่เป็นนักการเมือง ก็มีโอกาสได้สนองพระเดชพระคุณ ผมเป็น รมต.5 หน รองนายกฯ 3 หน เป็นรัฐบาลมาแล้ว 8 ครั้ง เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2545 ผมได้รับพระราชทานตราจุติยพระจุลจอมเกล้าวิเศษ ที่พูดวันนี้อยากจะบอก คุณบรรหาร ศิลปอาชา ว่า คุณบรรหารควรจะแหงนขึ้นมาดูที่หน้าอกผมด้วยว่า ผมได้ตราจุลจอมเกล้าสูงกว่าคุณบรรหาร ฉะนั้น คุณบรรหารไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผม ถึงเรื่องความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์.... "

ในส่วนของ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน เสนอเงื่อนไข 5 ข้อในการเข้าร่วมรัฐบาลว่า เงื่อนไข 5ข้อที่ยื่นมาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล เป็นคนละประเด็น ไม่ควรนำมาเป็นเงื่อนไขต่อรองทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะทำอยู่แล้ว ที่สำคัญ การจัดตั้งรัฐบาลขึ้นอยู่กับนโยบาย และวิธีการทำงานว่าจะสอดคล้องกันหรือไม่ ......"

เพื่อให้เห็นว่าใครเป็นใคร : อึดอัด รอคอย......แต่คุ้มค่า

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
29 ธันวาคม 2550

คนที่น่าเห็นใจที่สุดในระยะเวลานี้ เห็นจะไม่มีใครเกินกว่านักประชาธิปไตยทั่วประเทศ ที่ออกมาร่วมต้านเผด็จการ คมช.และผู้บงการเบื้องหลังในห้วงเวลาที่ผ่านมา จนเสียเลือดเนื้อและติดคุกติดตะราง

เพราะการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้ทำกับนักประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคบค้ากับฝ่ายการเมืองที่น่ารังเกียจ เพราะมีพฤติกรรมแอบจิต ชนิดต่อต้านประชาธิปไตย และร่วมใจเลียทหารมาตลอด

ก็เข้าเกมเขา เพราะพรรคที่มีจุดยืนแน่ชัดในเชิงประชาธิปไตยอย่างพลังประชาชน และเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีเสียงไม่ถึงขนาดที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงต้องหันมาคุยกับพรรคการเมืองร่วมสภาผู้แทนราษฎร ที่ใจจริง ก็คงไม่อยากคุยด้วยนัก

“เกม” ที่ว่าเข้าทาง “เขา” ก็คือ เกมกดหัวพรรคการเมืองให้ลงไปคลุกเคล้ากันเอง จนไม่อาจจะโงหัวขึ้นมามองภาพกว้าง และเห็น “ศัตรูตัวจริง” ในภาพรวมได้ ใครก็ตามที่สั่งให้ลูกน้องลงไปบริหารจัดการผลการเลือกตั้ง จนออกมาอย่างนี้ เขารู้ดีว่าต้องทำให้เกิดสมดุลในทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของเขา

ทำให้พรรคพลังประชาชนแพ้ไปเลยก็ไม่ดี เพราะคนอาจจะลุกฮือทั่วประเทศ หรือทำให้พรรคพลังประชาชนน้อยกว่าครึ่งมากก็ไม่ได้ เพราะจะสวนทางกับผลการหยั่งเสียงทั้งหลายที่ทำกันมากมายหลายสำนัก ทั้งในและนอกประเทศไทย

หรือทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงมากกว่าก็ไม่เหมาะ เพราะจะได้รับสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน ถ้าเป็นรัฐบาลขึ้นมาจริง ๆ แล้ว จะมีคนเชื่อหรือว่า จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่รุมเร้าเข้ามาในขณะนี้ได้ เห็นกันแล้วมิใช่หรือว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์แก้วิกฤตเศรษฐกิจแห่งปี 2540-41 อย่างไร

หรือทำให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะขาด ก็ไม่สมควร เพราะนอกจากจะเกิดความไม่เชื่อถือในผลแล้ว อาจจะทำให้พรรคนั้นเกิดความกำเริบ คิดว่าเป็นความนิยมของตนเองโดยแท้ และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอีกต่อไปก็ได้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าคิดจะฝืนธรรมชาติกันแล้ว ก็ต้องอย่าให้เกินควร เพราะจะเกิดผลกระทบทางใจขนาดที่คนทั้งหลายเขาทนไม่ไหว

คนที่วางแผนอันแยบยลนี้ มีประสบการณ์สูง เพราะควบคุมคนมามากและมานาน เมื่อจัดการเสร็จ ก็กลับขึ้นบนภูดูเสือกัดกัน ใจคงไม่ได้ยกย่องว่าเป็นเสือหรอกครับ คิดว่าตัวอะไรอื่นมันกัดกันมากกว่า แต่จะเป็นตัวอะไรก็ช่าง ให้มันกัดกันเองเสียได้ก็จะปลอดภัย เพราะจะไม่แว้งมากัดตัวเอง ผลการเลือกตั้งก็เลยออกมาเป็นอย่างที่บวกเลขกันอยู่ทุกวันนี้

ถามว่านักประชาธิปไตยทั้งหลายยังต้องอดกลั้นและรอคอยหรือ คำตอบก็คงใช่ แต่ระยะเวลาและเดิมพันแห่งการรอคอยคราวนี้จะไม่เหมือนในอดีตกาล เพราะมวลชนนักประชาธิปไตยได้เอาชนะพลังของ “อำนาจเดิม” มาถึงสองครั้งสองคราในปีนี้ นั่นคือผลประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ และผลการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 เราไม่เหมือนตัวอะไรที่นอนรอให้เขาจับไปเชือดอีกต่อไปแล้ว

“การเจรจา” ในขณะนี้ จึงอาจจะสร้างความอึดอัดขัดใจให้กับนักประชาธิปไตยในบ้านเมืองนี้บ้าง แต่เชื่อว่า ถ้าวิเคราะห์เป็นแล้ว จะเห็นผลที่คุ้มค่า เพียงอ่านให้ออกว่า ใครคือใคร ก็มีประโยชน์มาก


พรรคไหนเป็นเพียง “นายหน้าของอำนาจเดิม” ทำท่าว่าเป็นพรรคการเมืองที่สมบูรณ์ แต่เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นเพียงสมุนตนหนึ่ง

พรรคไหนเป็น “ตัวแทนของอำนาจเดิม” ที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ โดยคนที่ทรยศต่ออุดมการณ์เดิม เพียงเพราะความกระหายที่จะเติบโตทางการเมืองแบบ fast track

พรรคไหนกะล่อนเอาตัวรอด เพื่อให้เป็นรัฐบาลให้จงได้ เดิมทำทีว่า เห็นแก่บุญคุณและความสัมพันธ์เดิม แต่เอาเข้าจริงแล้วก็เดินตามกลิ่นเงินต้อย ๆ

พรรคไหนที่ทำท่าจะมาแรง แต่แล้วกรรมก็สนองเข้าให้อย่างติดจรวด หัวหน้าพรรคถึงกับสติแตกพูดภาษามนุษย์ไม่ถูกจนกระทั่งบัดนี้

พรรคไหนที่รู้ดีว่า เป็นคราวเงียบก็นั่งนิ่ง ๆ ไม่กระโตกกระตาก เพื่อเขาจะได้เอ็นดูชวนเข้าบ้านด้วย ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ย่อมไม่ใช่ความอดทนที่ไร้ความหมาย แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลที่ดีว่าใครเป็นใครในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย นักประชาธิปไตยจะพึ่งพาใครได้ และต้องกวาดใครให้พ้นทางไปในระยะยาวบ้าง จะรู้กันในขณะนี้ ก็เลยต้องขอร้องว่าอึดอีกนิด...พิชิตยอดเขาครับ.

ประชาชนไม่โง่ และไม่ยอมเป็นเบี้ยให้นักการเมืองเลวอีกต่อไป

โดย ดร.ทอง
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
29 ธันวาคม 2550

ถึงจะยังไม่ชัดเจนว่า จะมีใครร่วมจับมือกับใคร จัดตั้งรัฐบาลที่เพิ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปกันมาหมาด ๆ แต่ผมก็ดีใจที่ผลการเลือกตั้งในภาพรวม และหลายเขตเลือกตั้ง เป็นการสะท้อนถึง “การเรียนรู้ทางการเมือง ของประชาชน”

แต่ก่อนแต่ไรมา มีแต่คนเมืองหลวงหรือคนมีการศึกษา พูดจาดูถูกดูแคลนประชาชนรากหญ้า หรือ “รากแก้ว” เหมือนมนุษย์จำพวกที่ใครก็จูงจมูกได้ง่าย ๆ เพียงมีเงินตรามาล่อใจ

ไม่ต้องอื่นใด ที่จังหวัดฉะเชิงเทราบ้านเกิดผมเอง ประชาชนแม้จะมีกระแสของพรรคการเมืองบางพรรคมาแรงอย่างที่สุด แต่ประชาชนก็ยังไม่ไว้ใจที่จะให้ยกทีม สาเหตุหนึ่งที่พอจะคะเนได้ก็เพราะขึ้นชื่อว่า “นักการเมือง” ทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ชาวบ้านยุคนี้ มีทั้งความฉลาดและเฉลียว ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปตาม “กระแส” เหมือนแต่เดิมที่พอใครเฮไหนก็เฮตามกันไปทั้งขบวน

เลยไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใดบางพรรคแม้แต่หัวหน้าพรรคยังต้องหาอะไรมาแทนมือ เพื่อก่ายหน้าผาก เมื่อประชาชนตัดสินใจในวันที่ 23 ที่ผ่านมา จะมีความหวังอยู่เพียงบรรดาพวกที่มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ที่ต้องรอลุ้นว่า จะมีการเลือกตั้งใหม่ในเขตที่ตนเองเคยลงสมัครหรือไม่ เพราะในระบบสัดส่วนนั้น จบไปเรียบร้อยแล้ว


ที่ “สะใจและทำให้หลายคนโล่งอก” คือ การถูกประชาชน “เขี่ยทิ้ง” ของบรรดาผู้สมัครในพรรคการเมืองหลายพรรค ที่มีคนพูดกันแรงถึงคนเหล่านี้ว่า ถ้าเป็นเพื่อนก็ต้อง “เลิกคบ” หรือถ้าเป็นญาติสนิทก็คงต้อง “ตัดออกจากวงศาคณาญาติกัน” เนื่องด้วยพฤติกรรมและ “ความฉ้อฉลทางการเมือง” ยังคงติดตาตรึงใจคนที่ติดตามการเมืองมาโดยตลอด กระทั่งรู้ไส้รู้พุงคนจำพวกนี้เป็นอย่างดี หลายคนในจำนวนนั้นต้องพูดกันตามเนื้อผ้าว่า จะด้วยเหตุผลเชิงนโยบาย หรือกลยุทธ์ทางการเมืองของรัฐบาลที่แล้วประการใดก็ตาม หากวัดความรู้ความสามารถกันเรียงตัวแล้ว คนเหล่านี้แค่ได้เป็น “ส.ส.” ในสมัยที่ผ่านมาก็ถือเป็นบุญอักโขแล้ว แต่ปรากฏว่าบางคนได้รับการแต่งตั้งปูนบำเหน็จให้ได้รับตำแหน่งใหญ่โต เป็นรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วย กระทั่งถึงเลขานุการรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญก็มี

ถ้าเอาเพียงเรื่อง “ความกตัญญูกตเวทิตาคุณ” มาจับเพียงเรื่องเดียว บุคคลเหล่านี้ก็ถือได้ว่า “หนักไปทางเนรคุณ” อย่างเห็นได้ชัดอยู่หลายคน ทำให้สะท้อนอย่างเด่นชัดว่า “คนไทยเราทุกวันนี้ไม่โง่ และจะไม่ยอมเป็นเบี้ยให้พวกนักการเมืองชื่อดีแต่ประวัติเลวเหล่านี้หว่านซื้อได้อย่างที่แล้วๆมา”


ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ขอเตือนไว้ล่วงหน้าเลยว่า พ.ศ.2551 ที่หลายคนบอกว่า มีโจทย์ที่ต้องพิสูจน์ความสามารถในการแก้ปัญหาของคนเข้ามาเป็นรัฐบาลเป็นจำนวนมาก นอกจากต้องวัดกันที่ “กึ๋น” ของผู้นำคือตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว ประชาชนจะเป็น “คำตอบสุดท้าย” ในทุกเรื่องที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้

วันศุกร์, ธันวาคม 28, 2550

บทความ: เมื่ออำมาตยาธิปไตยใกล้อัสดง

โดย เจมส์ TSCB
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
28 ธันวาคม 2550

การออกมาแถลงเพื่อแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินภายหลังการนัดประชุมครั้งสำคัญ ณ บ้านของนายสุรเกียรติ ทำให้ประชาชนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเครือข่ายลูกป๋าในระบอบอำมาตยาธิปไตยแทบหมดเปลือกล่อนจ้อน

การหงายไพ่ด้วยการเรียกร้องให้พรรค พปช.ปฏิบัติตามเงื่อนไข 5 ข้อ เป็นแต้มทางการเมืองที่สะท้อนถึงอำนาจที่เสื่อมทรามลงจนแทบจะไม่เหลืออะไรของอำมาตย์ใหญ่และลูกสมุน

โมเมนตั้มของเกมมันเปลี่ยนไป เพราะความมั่นใจเกินเหตุของเครือข่ายลูกป๋าที่ประเมินสถานการณ์หลังการเลือกตั้งผิดพลาดอย่างร้ายแรง

ขุนทหาร ก็คือ ขุนทหาร ไม่ใช่นักการเมืองและไม่ใช่ว่าทหารจะเป็นเทวดาเก่งไปหมดทุกเรื่อง ทหารอาจจะปะเมินสถานการณ์การรบ หรือคำนวนกำลังพลศัตรูได้แม่นยำ แต่นั่นมันกรณีที่ศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ใช่ประชาชนในประเทศ

เครือข่ายลูกป๋าหมดท่า ผู้ใหญ่มากบารมีกว่า30 ปี ไม่เหลือบารมีให้เห็น การผ่าทางตันด้วยการทำรัฐประหารซ้อนหมดโอกาสแล้วที่จะเกิดขึ้น เพราะขุมกำลังอยู่บนมือ ผบ.ทบ.คนใหม่ที่ไม่ต้องการเอาตัวเองไปเสี่ยงและเจ็บตัวกับพิษการเมือง ซึ่งทำให้เหล่าขุนทหารกบฏโกรธและขัดเคืองใจมาก ที่ไม่สามารถสั่งการใดใดกับ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันได้

การออกมารับรองว่าจะไม่มีการทำรัฐประหาร การด่าฝากนายเก่าว่าทำปฏิวัติเพราะถูกโยกย้ายเป็นเรื่องที่งี่เง่าที่สุด ดูภายนอกเหมือนความมั่นคงในจุดยืน แต่ถ้าดูให้ลึกคำพูดเหล่านี้ของ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันทำให้เหล่าเผด็จการกระอักและนึกไม่ถึงว่าลูกน้องเก่าจะกล้าท้าทายอำนาจเครือข่ายลูกป๋าได้ถึงขนาดนี้

แท้ที่จริงแล้วตำแหน่ง ผบ.ทบ.ของพลเอกอนุพงษ์ มีที่มาและที่ไปซับซ้อนพอสมควร ประกอบกับบทบาทล้ำเส้นด้วยการเดินแต้มโง่ด้วยการอิงแอบพันธมิตรของคู่แคนดิเดทอย่าง สพรั่ง ทำให้ประชาชนเกิดกระแสต่อต้านมือปืนกลยิงหมาจนหมดโอกาสได้เกิด ตำแหน่ง ผบ.ทบ.จึงเป็นไฟท์บังคับที่เผด็จการจำใจต้องเสนอชื่อพลเอกอนุพงษ์ ที่มีแบ็คกราวด์ที่น่าเกรงขาม และเหล่าขุนทหาร ตท.10 ต่างสามัคคีร่วมกันจับมือดันชื่อนี้ขึ้นมา ทำให้ พลเอก อนุพงษ์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกรงใจอำมาตย์และเครือข่ายลูกป๋ามากมายนัก เพราะผบ.ทบ.คนปัจจุบันรู้แล้วว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร ในประเทศนี้ ใครคือคนหลอกลวงและแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการทำปฏิวัติและทำให้คนเข้าใจผิดมาดดยตลอด

เมื่ออำมาตย์แก่และเครือข่ายลูกป๋าที่ประกอบไปด้วยข้าราชการวัยใกล้เกษียณ ไร้ซึ่งอำนาจในกองทัพเป็นฐานหนุน ลูกป๋าที่มองเห็นพิษภัยจากการเสื่อมถอยทางอำนาจของป๋าจึงเริ่มมองหาหาทางเอาตัวรอด

มนต์คาถาของป๋าสี่เสาร์กับบารมีที่ใกล้หมดไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ตุลาการหลายคนถอยห่างจากผู้บารมี คำตัดสินคดีหลายๆคดีจึงทำให้แป๊ะลิ้มและประชัยต้องกระอักเลือด นี่คือโทษทัณฑ์แค่เริ่มต้นเบาะๆ สำหรับคนที่กล้าเอาเบื้องสูงมาบังหน้าหากิน

การรีบออกมาตีความรับรองคุณลักษณะของคุณสมัครว่าไม่ขัดต่อการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ทำให้มองเห็นถึงการถอยกรูดของปลัดฯคางแหลมอย่าง จรัล พันบาท จากที่เคยรับใช้อำมาตย์ใหญ่ด้วยการตีความกฏหมายแบบขาวกลับเป็นดำ มาวันนี้กลับเริ่มเอาใจออกห่างลูกป๋าที่อาจจะไร้บารมีค้ำหัวกบาลตนเองในวันหน้า

แก๊งค์พันธมิตรข้างถนนที่วันนี้เหลือแกนนำอยู่แทบไม่ครบ 5 ตัว ก็ดีแต่พล่ามหน้าไมค์ไปวันๆ แต่ที่แท้ก็ไม่กล้าไปแม้กระทั่งไปเดินข้างถนนเพราะกลัวพลังประชาชนจะหมั่นไส้เล่นงาน

หลายคนในเครือขายลูกป๋าเริ่มตีตัวออกห่างมาเฟียกลุ่มนี้เพราะรู้ความจริงว่าอำมาตย์ใหญ่ไม่มีบารมีอะไรเลย นอกจากใช้คำพูดหลอกลวงคนอื่นให้เข้าใจผิดและดีแต่อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสอย่างฟุ่มเฟือยไปวันๆ

จากอำมาตย์ใหญ่ผู้ทรงเกียรติ มาวันนี้กลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะในวัยชราที่ยังผูกติดกับสิ่งสมมุติ และพยายามทำตัวเองให้เหนือมนุษย์ธรรมดา

พรรคการเมืองในคอนโทรล อย่าง แมงสาป ปลาไหล และพรรคไฮโซอย่าง พผด. ก็ล้มเหลวในสนามเลือกตั้ง พ่ายพลังประชาชนกราวรูด ที่ว่าจะได้กัน 50 –60 เสียง บวกกับ ปชป. 170 กว่าเสียงจัดตั้งรัฐบาลกลายเป็นความละเมอเพ้อพกตลกคาเฟ่ เมื่อพรรคปลาไหลรวมกับพรรคไฮโซมีแค่ 60 กว่าเสียงเท่านั้น

พลังประชาชนชนะเลือกตั้งจนเกือบสะเด็ดน้ำ วาระประชาชนที่ดับไปพร้อมกับ 99 วันที่ไม่เคยเป็นจริงแม้แต่เพียงแค่วันเดียว บารมีของป๋าสี่เสาร์ที่ไร้เวทมนต์คาถา เมื่อสุดท้ายความจริงปรากฏว่าไม่มีใครเอาด้วยกับอำมาตย์สี่เสาร์อย่างที่พยายามแอบอ้างเสมอมา

อำมาตย์ใหญ่เมื่อไร้กองทัพเป็นฐานหนุน เบื้องสูงไม่โปรดปรานกับพฤติกรรมชั่วที่ชอบแอบอ้าง ลับหลังก็พยายามทำตัวเป็นบ่าวที่ตีตนเสมอนาย สุดท้ายอำนาจลวงโลกนี้ก็ไปไม่รอด

ถ้าอำมาตย์คนนี้มันยิ่งใหญ่จริง มีบารมีมากล้นจริง มันคงเล่นงานทักษิณได้ไปตั้งนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องวางแผนกัน 7- 8 เดือน รอเล่นงานนายกทักษิณทีเผลอด้วยการหลอกขุนทหารส่วนน้อยของกองทัพมาปฏิวัติแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนัก

มาวันนี้ อำมาตย์ใหญ่ไม่เหลืออะไรให้ต่อรอง พรรคปลาไหลและพรรคไฮโซอยากเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนจนตัวสั่น แต่ยังเกรงใจอำมาตย์ใหญ่ผู้มากบารมีอยู่บ้างเลยใส่เหตุผล 5 ข้อมา และที่น่าขบขัน คือ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นบุคคลสูงส่งห้ามแตะต้องและต้องเทิดทูน

ไม่รู้ว่า เสี่ยเติ้ง ตั้งใจจะช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีของผู้มากบารมีกว่า 30 ปี หรือ ตั้งใจจะประจานให้ประชาชนรู้กันแน่ว่าตัวเองเป็นวัวหลังเหวะ โดนมาเฟียอำมาตย์ใหญ่ล็อคคอเอามีดจี้ด้วยคำว่าบุญคุณอยู่

น่าขบขันกับบทบาทของพรรคขนาดกลาง 2 พรรคนี้ที่สะท้อนให้เห็นถึงคราวล่มสลายของระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างแท้จริง หมดพิษสง หมดแต้ม หมดราคา ตัวเปลือยล่อนจ้อนจนประชาชนที่ได้ติดตามรับรู้ ต้องอเน็จอนาจกับบทบาทผ่านจอทีวีของพรรคการเมืองขั้วเผด็จการ

ความไร้ศักดิ์ศรีของมาร์คโมเดส เทพเทือก และพรรคแมงสาปที่อยากเป็นรัฐบาลดูร่านจนเกินงามและสักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอเพียงได้จัดตั้งรัฐบาลอะไรก็ยอมได้ กระทรวงดีๆอะไรก็แทบจะไม่เอาแล้ว พรรคไหนอยากได้อะไรก็มาเอาไปเถิด

สุดท้าย ตัวตนของคนทรยศ คุณทักษิณ ก็เผยให้เห็นเมื่อครานี้ เมื่อ 1 ในรายชื่อที่ถูกตัดสิทธ์ 111 คน อย่างป้าแมรี่ กลับอนุญาตให้ใช้สถานที่สำหรับจัดการประชุมพรรค 2 พรรค ร่วมกัน คือ พรรคปลาไหล กับ พรรคไฮโซ พผด.ชนิดไม่สนใจบทลงโทษที่ถูตัดสิทธิ์ทางการเมือง

และมติของ 2 พรรค ที่รีบออกมาก่อนจะถูกพลังประชาชนถีบหัวส่งไปด้วยกันทั้งคู่ คือ ที่มาของ เหตุผล 5 ข้อ ที่จะพยายามให้เห็นถึงเยื่อใยบางๆจนแทบจะขาดระหว่าง 2 พรรคการเมืองน้ำเน่าแห่งปี กับอำมาตยาธิปไตย การอ้างถึงพระราชดำรัสเพื่อความปรองดอง สามัคคี มาเป็นเหตุผลในการตั้งเงื่อนไขของการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนกลายเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความขี้ขลาด อย่างแท้จริงของเติ้งปลาไหล

อำมาตยาธิปไตยใกล้อัสดง ขุนทหารตีตัวออกห่าง เบื้องสูงรังเกียจ ศักดิ์ศรีที่มีก็แทบจะไม่เหลือหลอ ลูกป๋าที่รักต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอด วาระสุดท้ายที่ใกล้ปิดฉากของอำมาตย์แก่ที่ไร้อำนาจ เสียงก่นด่าจากประชาชนทั้งประเทศ คือ กรรมเวรติดตัวที่อำมาตย์กบฏจะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นรัฐบุรุษที่ได้รับเสียงก่นด่าสาปแช่งจากประชาชนมากที่สุดในประเทศนี้

ไม้ใกล้ฝั่งยังมีคุณค่า แต่อำมาตย์ชั่วที่ร่วมมือก่อการกบฏ แอบอ้าง หลอกลวง และทำตัวเหนือมนุษย์ สุดท้ายดินที่กลบหน้าก็มิอาจสกัดเสียงก่นด่าจากประชาชนที่สะท้อนไปถึงนรกทุกขุม

มะม่วงบ่มแก๊สที่ไร้ค่า เทพเทือกที่คลั่งจนหน้าตาแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน ความล้มเหลวผิดหวังของลูกป๋าและอำมาตย์ชั่ว มันช่างเป็นสิ่งที่สวนทางกับอารมณ์ของคนแดนไกลที่เหล่าประชาชนร้องเรียกหาและคิดถึงอย่างไม่มีวันเสื่อมหลาย

อำมาตยาธิปไตยใกล้อัสดง แต่ใครบางคนจะคัมแบ็ค

ทักษิณจะกลับมา....

สื่อต่างชาติตีข่าว บทสัมภาษณ์คุณทักษิณ ถูกรัฐบาลทหารไทยกีดกันไม่ให้ออกอากาศทางโทรทัศน์

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา เวบไซต์ iht
28 ธันวาคม 2550

Thaksin interview blocked from Thai TV station controlled by military-backed government

The Associated Press
Published: December 28, 2007


BANGKOK, Thailand : A Thai TV news show was blocked from broadcasting an interview with deposed Prime Minister Thaksin Shinawatra, which contained reactions to his allies' victory in last weekend's election, senior editors said Friday.

Channel TITV, which is controlled by the military-installed government, planned to air an interview with the deposed leader on Wednesday evening but the program was replaced at the last minute, said Jom Petchphradub, the program's host who conducted the interview in Hong Kong.

Thaksin, who has been living abroad since the coup, was in Hong Kong during and after Sunday's general election.

Thaksin's allies in the People's Power Party won 233 of 480 seats in the lower house of parliament and say they have gathered enough support from smaller parties to form a coalition government, a prospect that concerns the military generals and those who backed their September 2006 coup.

In a 40-minute interview conducted Monday, Thaksin voiced his reaction to the election, his plans to eventually return to Thailand and spoke about his year in self-imposed exile, among other topics, Jom told The Associated Press.

Jom said officials in the government's Public Relations Department, which falls under the Prime Minister's Office, called one of his editors to inquire about the interview, which was subsequently yanked from the air Wednesday evening.

The channel's news editor, Sonthayan Chuenraethainaitam, confirmed that the interview was pulled from the air but said he did not have details "from the officials concerned." It was unclear if government officials barred the broadcast or if the network's executives censored the program after getting a call from the Public Relations Department. The head of the Public Relations Department, the only official authorized to comment on the matter, was not immediately available, his office said.

Thaksin held a news conference Tuesday in Hong Kong, saying he is exploring options to return to Thailand between mid-February and April. He vowed to stay out of direct politics but said he was prepared to serve as adviser to the PPP. Excerpts of that interview were shown on Thai news shows.

Thaksin was accused of widespread corruption and abuse of power. Since his ouster, the military-installed government hasbeen criticized for restricting television and radio coverage of Thaksin and blocked Internet sites critical of the government. TITV — which stands for Thailand Independent Television — is currently controlled by the Prime Minister's Office. The military-backed government revoked TITV's broadcasting license in March, after the station said it was unable to pay nearly 100 billion baht (US$3 billion; euro2.3 billion) in fines, unpaid broadcasting license fees and interest due to the government.

Until the takeover, the network, which was previously called iTV, had been the country's only privately owned station. From 2001 to 2006 it was controlled by the family of Thaksin, a former telecommunications tycoon. During that time it was accused of biased coverage on political news in favor of Thaksin.

The station was part of Thaksin's former telecommunications empire, Shin Corp., which was sold to the Singapore government's investment arm, Temasek Holdings, in January 2006.


โดยสรุป บทความนี้ ได้รายงานถึงการสั่งระงับ คลิปสัมภาษณ์ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จากประเทศฮ่องกง โดยคุณจอม เพชรประดับ ซึ่งกำหนดจะออกอากาศ ทางสถานี TITV ในคืนวันพุธที่ผ่านมา โดยคลิปนี้มีความยาวประมาณ 40 นาที มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสอบถามความเห็นของท่านอดีตนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง แผนการเดินทางกลับประเทศ และถามถึงช่วงเวลาที่ท่านต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศในระยะปีกว่าที่ผ่านมา โดยคุณจอมได้เล่าให้ฟังว่า ทางกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เรียกทีมงานไปสอบถาม และสั่งระงับการออกอากาศในวินาทีสุดท้าย

หลังจากคุณทักษิณ ถูกรัฐประหาร ฝ่ายรัฐบาลที่หนุนโดยทหารได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเข้าควบคุมสื่อ ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ ห้ามออกข่าวเกี่ยวกับคุณทักษิณ รวมทั้งบล็อกอินเตอร์เน็ตที่วิจารณ์รัฐบาลด้วย

ข่าวคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ใกล้สำเร็จแต่ไม่น่าจะมีชาติไทย

28 ธันวาคม 2550

คุณนางฟ้ามหาโหด สายข่าวการเมือง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลว่าใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว "การตั้งรัฐบาล คืบหน้าไปมากกว่าเดิม คืบหน้าจนเรียกได้ว่า ใกล้สำเร็จแล้วค่ะ" คุณนางฟ้ามหาโหดกล่าวในเว็บไซต์พันทิป

"ขณะที่ฝ่ายขอต่อรอง ขาดพลังในการต่อรองไปมากกว่า วันแรกๆ เพราะอย่างที่เรียนให้ทราบไปเมื่อวันก่อนว่า คุณบรรหาร ได้ล๊อคหัวไว้ได้เท่านั้น แต่ส่วนตัวไม่ได้ (นับแต่หลังเลือกตั้งเป็นต้นมา พรรคเพื่อแผ่นดิน มีสภาพเหมือนกระสือ ที่หัวไปทาง ตัวไปทาง)"

"การประชุมพรรคเพื่อแผ่นดินในเช้าวันนี้ (27 ธ.ค.)ผู้บริหารคุมเสียงว่าที่ส.ส.แทบไม่ได้เลย ว่าที่ส.ส.แทบทุกคน แสดงเจตนารมย์ชัดเจนในการเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชาชน แต่ยังไว้หน้าโดยการมีมติให้หัวหน้าพรรคและผู้บริหารอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน ในการเจรจาต่อรอง โดยที่ทางว่าที่ส.ส.ต้องการให้หัวหน้าพรรคแสดงความจริงใจกับพรรคพลังประชาชนในการร่วมรัฐบาล"

"เพราะทางว่าที่ส.ส.มองว่า ตั้งแต่การเลือกตั้งเป็นต้นมา พรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีบทบาทที่เป็นตัวของตัวเอง และไม่ได้แสดงความจริงใจในการร่วมรัฐบาลกับทางพรรคพลังประชาชน อันอาจนำมาซึ่งการตกขบวนรถไฟได้ ดังนั้นจึงนำมาซึ่งการออกแถลงการณ์ของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และ ชาติไทย ยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ"

"ซึ่งในความเป็นจริง ก็เป็นเพียงการ 'แก้เกี้ยว' หาทางออกที่ดูดีเท่านั้น (เพราะลูกพรรคเทใจไปให้พลังประชาชนหมดแล้ว ขืน ผู้บริหารยังดื้อดึงไป พรรคก็แตกแน่นอน)"

"ปล. คาดว่าปลาไหลจะตกขบวนแล้วค่ะ" คุณนางฟ้ามหาโหดกล่าวคาดการณ์สถานการณ์ปิดท้าย

พรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดินตั้งเงื่อนไข 5 ข้อเพื่อร่วมรัฐบาล..ในฐานะประชาชน ขอตั้งเงื่อนไขบ้างจะได้มั้ย

โดย คุณขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
28 ธันวาคม 2550

ย้อนกลับมาการเมืองไทย วันนี้ว่าจะไม่ตั้งกระทู้แล้ว แต่บังเอิญเห็นแถลงการณ์ การสร้างเงื่อนไขของแกนนำจากพรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดิน โดยมี คุณสุรเกียรติ์เป็นหัวหอกหลัก กระทู้อาจจะโดนลบ จึงขอให้ท่านเก็บข้อมูลนี้ไว้ก่อน แล้วนำไปที่เว็บบอร์ดอื่น ๆ

ผมจะไม่พูดเรื่องว่า คุณสุรเกียรติ์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้อย่างไร เพราะติดโทษแบนเหมือนกันกับกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยคนอื่น ๆ แต่จะพูดถึงเงื่อนไข 5 ข้อที่พวกท่านได้เสนอมา ว่า ถ้าพลังประชาชนทำได้ 5 ข้อนี้ จะเข้าร่วมรัฐบาล

1). ท่านบอกว่า จะต้องเทิดทูลสถาบัน ฯ และจะล่วงละเมิดมิได้

ผมเรียนถามท่านว่า ทุกวันนี้ มีใครในประเทศไทยกี่คน ที่ไม่เทิดทูลสถาบัน ฯ ครับคำว่า “เทิดทูล” คืออะไร ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน และล่วงละเมิดคืออะไรครับ

สถาบัน ฯ อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน เอาแค่สมัยรัตนโกสินทร์ นี่ก็สองร้อยปีกว่าแล้ว คนไทยไม่เคารพตรงไหน ผมถามคำเดียวเท่านั้นแหละ ฝากถามคุณสุรเกียรติ์ด้วย...ตอนสึนามิ คุณสุรเกียรติ์ทำอะไรบ้าง สมเด็จ ฯ ท่านทรงขับเครื่องบินลงไปภูเก็ต ไปค้นหาพระศพคุณพุ่ม คุณทักษิณอดหลับอดนอน ไปด่าทหารว่า ไม่หาให้ครอบคลุม เดินลุยโคลนไปกับทูลกระหม่อม ฯ คุณสุรเกียรติ์อยู่ไหนครับนี่หรือครับคนไม่เทิดทูล

2) ท่านบอกว่า คุณเปรม เป็นรัฐบุรุษสูงสุดของคนทั้งมวล จะละเมิดมิได้

ผมถามท่านคำเดียว คุณเปรมมีเชื้อเจ้าหรือเปล่าครับ เคยได้ยินมั้ยครับ แม้นองค์ปฏิมา ยังถูกนินทาได้

ถ้าท่านทำดี หรือ ไม่ดีอย่างไร คนจะพูดอะไร ก็เป็นเรื่องของปากหอยปากปู ถ้าท่านทำดี ท่านจะกลัวทำไม

ตำแหน่งรัฐบุรุษนั้น ใครแต่งตั้งครับ คุณชาติชาย ใช่มั้ย ผมเข้าใจ และรับรู้ถึงความดีงามของคุณเปรมต่อสถาบัน ฯ แต่ผมเห็นด้วยกับ พล.อ.สัณฑ์ ที่ว่า อย่าเอา...มาเป็นเกราะคุ้มครองตัวเอง

3).ท่านบอกว่า อย่ามีการล้างแค้นกัน

ผมจำได้ว่า สมัยไล่ทักษิณ มีคนบอกว่า “ให้ถอยกันคนละก้าว” คุณทักษิณถอยจนไม่รู้จะถอยอย่างไร พวกนี้ก็ยังรุกไล่ไม่หยุด แล้วจะให้เขาถอยไปไหน

การล้างแค้น คุณทักษิณไม่ทำแน่ แต่ผมกล้าพูดได้เลย พวกคุณนั่นแหละที่จะ “ฆ่า” คุณทักษิณก่อน เพราะ “อคติ” ที่เรียกว่า “ภยาคติ” คืออคติเพราะกลัวภัยจะมาถึงตัว ถ้าคุณไม่ได้ทำผิด คุณจะกลัวอะไรล่ะครับ

4). ท่านบอกว่า คุณทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและไม่ต้องถูกแทรกแซง

ผมถามคำเดียว ไม่ทราบว่าใครหน้าไหนครับ ที่ไปล็อบบี้ศาลตอนจำคุกอดีต กกต. แล้วจะให้ประชาชนอย่างพวกผมนี้ มั่นใจได้อย่างไรครับว่า กระบวนการยุติธรรม ยุติธรรมจริง ๆ

5). ท่านบอกว่า คตส. จะต้องไม่ถูกยุบ

ผมเรียนถามท่านคำเดียวว่า คตส.เป็นหน่วยงานจากการรัฐประหาร ไม่มีความชอบธรรมแน่นอน เพราะมีคนที่มีอคติอย่างคุณแก้วสรร และคุณหญิงจารุวรรณ เอาแค่สองคนนี้ ก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับ “จำเลย” อยู่แล้ว จะเรียนถามท่านว่า เป็นหน่วยงานที่มีความ “ชอบธรรม” หรือไม่

ผมมีเงื่อนไขอยู่ 5 ข้อนี้เท่านั้น เป็นแค่คำถาม ท่านจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ครับ แต่ฝากไว้ก็แล้วกัน

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 27, 2550

เงื่อนไข 5 ข้อ รับไม่ได้ข้อเดียว คือ "พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพสูงสุด"

ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท 1 2
27 ธันวาคม 2550

ข่าว : นายบรรหาร พร้อมด้วยสุวิทย์และนายวัฒนา แถลงถึงหารือของทั้งสองพรรค ว่า หลังจากที่ผ่านพ้นการเลือกตั้งมาในระยะเวลาหนึ่งแล้ว ประชาชนเกือบทั่วประเทศ อยากเห็นประเทศชาติมีความสามัคคีกลมเกลียว ไม่แตกแยก และหลังจากมีรัฐบาลใหม่ ขณะนี้บ้านเมืองไม่น่าไว้วางใจ ทุกคนตระหนักได้เป็นอย่างดีว่า หากขาดความสามัคคีแล้ววิกฤติภายในชาติก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงอยากให้ทุกคนมีความรักความสามัคคี ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ประการ คือ

1. ต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะล่วงละเมิดมิได้

2. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถือเป็นรัฐบุรุษที่สูงสุดในบรรดาผู้คนทั้งหลายและเป็นที่เคารพของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ต้องรักษาไว้ และต้องไม่ก้าวล่วง

3. ต้องไม่มีการล้างแค้นซึ่งกันและกัน เพราะหากมีการล้างแค้นเกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดการล้างแค้นไม่สิ้นสุดและไม่สามารถหาข้อยุติได้

4. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยต้องไม่มีการแทรกแซงและก้าวก่าย และ

5. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) จะต้องไม่ยุบไม่ยกเลิกและต้องไม่ไปแตะต้อง

ปฎิกิริยา :

คุณนนท์.......

ดูจากเงื่อนไข 5 ข้อแล้ว ทุกอย่างเปิดเผยล่อนจ้อนหมดแล้วว่า ใครคือต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย รวมไปถึงการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พลังประชาชนเดินเกมส์ดี ๆ การไม่ร่วมกับพรรค ป.ประตูหลังไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจงรักภักดีหรือไม่จงรักภักดี เพราะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ที่ต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว พูดแบบนี้เป็นการแบ่งแยกประชาชนเป็น 2 ฝ่าย เพื่อหาเหตุให้เกิดความปั่นป่วนในประเทศ

ต้องบอกว่าคนคิดเงื่อนไข 5 ข้อนี้เลวจริง ๆ ที่สำคัญ ไม่เห็นมีข้อไหนเกี่ยวกับนโยบาย หรือเกี่ยวกับความผาสุกของประชาชนแม้แต่ข้อเดียว พวกคุณที่ยื่นเงื่อนไขคิดออกมาได้ยังไงจากสมองเน่า ๆ ของพวกคุณ ประชาชนรู้เท่าทัน ขอสาบแช่งคนที่เป็นศัตรูประชาชนคือพวกคุณนั่นเอง


คุณคนไทยเดิ้ง.......

นี่พวกมัน ฉลาดน้อย หรือแกล้งโง่
พถิโถ!!บัญญัติมา ช่างน่าขัน
มีหรือใคร ไม่ภักดี สถาบัน
นี่พวกมัน ปัญญาอ่อน หรืออย่างไร

ดูไอ้ยาม เจี๊ยะแผ่นดิน เป็นตัวอย่าง
ใยต้องอ้าง สถาบัน เหตุไฉน
ทำเหมือนเอ็ง เทิดทูล กว่าคนไทย
แล้วทำไม ต้องดึงฟ้า มาอ้างกัน

ส่วนข้อสอง ห้ามแตะต้อง ป๋าสี่เสา
ถ้าหากเขา ดีจริง สมควรท่าน
แต่ก็อด สงสัย เหตุใดกัน
ไอ้คนด่า พ่อท่าน ไม่เป็นไร

ไม่แตะต้อง ป๋าสี่เสา จะเข้าร่วม
เมื่อเข้ารวม ด่าเตี่ยท่าน ได้ใช่ไหม
ช่วยเอื้อนเอ่ย เฉลย ข้อข้องใจ
เพราะสงสัย ใยช่าง อกตัญญู

ส่วนข้อสาม ทำตาม ได้ไม่ยาก
พร้อมอยากฝาก ให้พวกท่าน นั้นได้รู้
สี่ข้ออ้าง ปฏิวัติ นำออกชู
ต้นตออยู่ เกิดจากแค้น ของผู้ใด

ไปทบทวน เหตุการณ์ ให้ดี ๆ
มีคนที่เ สียประโยชน์ จึงแค้นใหญ่
ปลุกระดม มวลชน ขนกันไป
แล้วเป็นไง ในวันนี้ มีอาญา

ส่วนข้อสี่ นี่ไม่ต้อง สงกะสัย
ประกาศไว้ กลับมาแน่ แก้ข้อหา
เพียงประชา ธิปไตย กลับคืนมา
ศาลฯเดินหน้า ยุติธรรม มิลำเอียง

เพราะกลัวมี แทรกแซง เหมือนยุบพรรค
ด้วยประจักษ์ ทหารสั่ง มีคลิปเสียง
ที่ดักฟัง ต้องการสื่อ ว่าลำเอียง
ต้องการเพียง แค่ประชา ธิปไตย

ส่วนข้อห้า ไม่ว่ากัน เพราะบอกแล้ว
ไม่กี่เดือน ก็ต้องแจว มิสงสัย
แต่เรื่องนี้ ต้องมี คนบรรลัย
เพราะชาวบ้าน เขาข้องใจ ให้ถามมา

ว่าทำไม ประธาน คตส.
ใช้ทนาย หน้าหอ ให้กังขา
หรือประชา ธิปัตถ์ เค้าส่งมา
ยหน้าตา เหมือนกัน ...ฉันหล่ะเง็ง


คุณคนรักสันติ......

หากผมเป็นพรรคพลังประชาชน ผมจะตอบดังนี้

1. ต้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะล่วงละเมิดมิได้***

การนำสถาบันที่ประชาชนให้ความเคารพอย่างสูง มาเป็นเงื่อนไข ถือเป็นการไม่บังควร ที่ผ่านมาพรรคพลังประชาชนไม่ได้แสดงออกใด ๆ ที่แสดงถึงการไม่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

2. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถือเป็นรัฐบุรุษที่สูงสุดในบรรดาผู้คนทั้งหลาย และเป็นที่เคารพของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ต้องรักษาไว้ และต้องไม่ก้าวล่วง***

พณฯ ท่านประธานองคมนตรี ย่อมวางตัวเป็นกลางทางการเมือง การกระทำใด ๆ ที่ส่อไปในทางไม่เป็นกลาง ย่อมสามารถก่อให้เกิดการวิพากษ์จากหลายภาคส่วน อันเป็นสิทธิอันชอบธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ แต่หากการวิพากษ์นั้น เป็นไปในทางให้ร้ายแก่ พณฯ ท่าน ก็สามารถดำเนินการทางกฏหมายได้อยู่แล้ว จึงไม่เห็นว่าเงื่อนไขนี้นำมาซึ่งประโยชน์ใดแก่ประชาชน

3. ต้องไม่มีการล้างแค้นซึ่งกันและกัน เพราะหากมีการล้างแค้นเกิดขึ้นแล้วก็จะเกิดการล้างแค้นไม่สิ้นสุดและไม่สามารถหาข้อยุติได้***

การสมานฉันท์เป็นนโยบายสำคัญของพรรคพลังประชาชน การล้างแค้นไม่มีอยู่ในแนวคิด การตรวจสอบใดที่ทางพรรคพลังประชาชนนำเสนอในอนาคต จะดำเนินการภายใต้นิติธรรมและนิติรัฐอย่างเคร่งครัด

4. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องเดินทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยต้องไม่มีการแทรกแซงและก้าวก่าย***

เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทางพรรคพลังประชาชนไม่สามารถไปกำหนดได้ พรรคพลังประชาชนไม่สามารถไปแทรกแซงใด ๆ ต้องให้เป็นอำนาจของศาลและตุลาการ

5. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) จะต้องไม่ยุบไม่ยกเลิก และต้องไม่ไปแตะต้อง***

เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศการสมานฉันท์ พรรคพลังประชาชนเห็นว่าควรจะให้ คตส. ส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ ปปช. ดำเนินการต่อแทน ซึ่งจะดูสง่างามกว่า เมื่อประเทศได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาแล้ว ก็ไม่ควรจะมีหน่วยงานที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารเหลืออยู่ และ ปปช. ก็เป็นผู้ที่มีความยุติธรรมและเที่ยงตรงอยู่แล้ว รวมทั้งมีหน้าที่ตรงอยู่แล้ว ในการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตฯ


คุณลูกชาวนาไทย......

เงื่อนไข 5 ข้อ ผมรับไม่ได้ข้อเดียวคือ "พล.อ.เปรม คือ ที่สักการะสูงสุด"

ข้ออื่นๆ ผมเห็นเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครไปแทรกแซงองค์กรอะไรอยู่แล้ว

ผมยอมรับไม่ได้ข้อเดียวคือ ข้อที่ พล.อ.เปรม คือ สิ่งสักการะสูงสุด

สำหรับผมแล้ว นี่คือ "ทรราชย์ตัวจริง" ของประเทศไทย เป็นผู้ที่ทำลายระบบคุณธรรม จริยธรรมของประเทศนี้

เมื่อไม่เคารพ คือไม่เคารพ ยิ่งบอกให้เคารพ ผมยิ่งขยะแขยงคน ๆ นี้

พล.อ.เปรม ไม่ได้มี คุณธรรม จริยธรรมสูงกว่าผม แต่กิเลสตัณหานั้นมากกว่าผมด้วยซ้ำไป คน ๆ นี้ไม่มีความดีอะไรสักอย่างเดียวสำหรับประเทศนี้

คุณดู....

ท่านสมัคร ปล่อยให้ทั้งสองพรรคไปเป็นฝ่ายค้านเถอะครับ พวกมันไม่สมควรมาร่วมงานกับพวกท่าน พวกมันจะเป็นหนอนที่กัดกินรัฐบาล ทำให้รัฐบาลพังไปในที่สุด

คุณ Tuxedo....

ไม่ทราบว่าเปรมนี่เป็น King ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

คุณ *.....

ถามนายบรรหาร..
เหตุไฉน เจ้าจึงดึงฟ้าต่ำ
เหตุไฉน เจ้ายกคนจัญไรขึ้นเทียมฟ้า..
เราเลือกพวกเจ้ามาเพื่อบริหารประเทศ ..
เหตุผลที่เจ้ายกอ้างข้างต้น นั่นหรือ คืออุดมการณ์ .
เจ้าใช้สมองส่วนไหนคิดหนอ...
องค์เหนือหัวทุกคนเทิดทูน
เมื่อไรพวกเจ้าจะเลิกคึงฟ้าต่ำเสียที หือ

***ขอไว้อาลัยคุณบุตโต..แห่งปากีสถาน ***

โดย คุณขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
26 ธันวาคม 2550


***ขอไว้อาลัยคุณบุตโต..แห่งปากีสถาน ***
May Bhutto rest in peace
a word from Thai people


ไม่ได้พูดเรื่องการเมืองต่างประเทศมานาน วันนี้ ต้องเศร้าใจมาก ๆ เมื่อเห็นข่าวจากต่างประเทศว่า คุณบุตโต (จริง ๆ ต้องเป็น พุทโธ) ถูกลอบสังหาร

เมื่อก่อนสมัยเธอเป็นนายก ฯ ผมเคยถามเพื่อนที่เป็นคนปากีสถาน เขาชอบเธอมาก เพราะพัฒนาอะไรประเทศหลายอย่าง ขนาดชารีฟยังยอมแพ้

ก็ได้เห็นการกดดันจากมูซาร์ราฟ จนเธอต้องระเหเร่ร่อนไป

หลายคนคงจะพอรู้ พอทราบจากข่าวแล้ว ผมคงไม่ต้องเล่าอะไรมากความ

ตอนเธอหาเสียงเมื่อสองสามวันก่อน ผมยังดูทีวีอยู่เลย ก็ถือว่า เป็นการจากไปอย่างกระทันหันแม้จะว่า ความตาย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การสูญเสียบุคลากรสำคัญของประเทศอย่างคุณบุตโต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อประชาชนชาวปากีสถาน

ผมก็ขอแสดงความเสียใจแก่พี่น้องชาวปากีสถานทุกท่านด้วยก็ขอไว้อาลัยมาเพียงเท่านี้ครับ


***************************


ข่าวจากสำนักข่าวไทย

หัวหน้าตำรวจเมืองราวัลปินดีเปิดเผยว่า คนร้ายซึ่งเป็นมือระเบิดฆ่าตัวตายใช้อาวุธปืนยิงนางบุตโต ขณะที่รถของเธอเคลื่อนออกจากประตูทางออกสวนสาธารณะเลียกัต บัคห์ ในเมืองราวัลปินดี ที่เธอเพิ่งกล่าวปราศรัยเสร็จสิ้น แม้นางบุตโตจะเอี้ยวตัวหลบ แต่กระสุนก็ถูกเธอเข้าที่ศีรษะ คอ และหน้าอก ก่อนที่มือระเบิดจะจุดชนวนระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีอย่างน้อย 20 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ส่วนนางบุตโตได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกนำตัวส่งเข้าผ่าตัดที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลราวัลปินดี เจเนอรัล ในสภาพหมดสติ ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อเวลา 18.16 น. ตามเวลาท้องถิ่น ด้านผู้สนับสนุนนางบุตโต แสดงความโกรธแค้น ตะโกนประณามประธานาธิบดีเปรเวซ มูชาร์ราฟ ผู้นำปากีสถาน หลายคนถึงกับพังประตูกระจกบริเวณทางเข้าหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล หลายคนร่ำไห้ด้วยความเสียใจ

ข่าวเพิ่มเติมกรณีการทุจริตการเลือกตั้งในกทม.

27 ธันวาคม 2550

มีรายงานเพิ่มเติมจากคุณ Alienet หลังจากที่เราได้ตีพิมพ์ "รายงาน มีผู้พบเห็นการขนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าทิ้ง" เมื่อวานนี้ โดยรายงานกล่าวว่า "มีข่าวด้านลับจากหน่วยข่าวกรองรัฐแจ้งว่า ตำรวจดีเอสไอ ได้พบถุงใส่คะแนนเลือกตั้งตกหล่นกลางทาง ขณะนี้กำลังตรวจเช็คว่า บัตรในถุงนี้มันมาจากไหน ใครทำตกไว้ และจะเกี่ยวกับการโกงคะแนนในกรุงเทพมหานครหรือไม่"

คุณ Alienet จากเว็บบอร์ดคนวันเสาร์ยังได้แจ้งว่า "การสั่งการให้ทหารเข้าแทรกแซงการเลือกตั้ง และเกณฑ์ทหารเวียนเทียนลงคะแนน เป็นการปฏิบัติการแทรกแซงจากนายทหารรุ่น 6 รุ่นเดียวกับพวกสนธิ บุญยรัตกลิน รุ่นพวกคมช.นั่นแหละ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณแอบสั่งการให้ แม่ทัพภาคที่ 1 และผบ.พล 1 รอ.ดำเนินการ โดยผบ.ทบ.ได้แต่แบะ แบะ ด้วยความเกรงใจ"

หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวประการใด เราจะนำมาเสนอในทันที

คนราชดำเนินประมวลเรื่อง "ที่สุด และสุด ๆ ของปี 2550"

27 ธันวาคม 2550

คุณขนมต้ม ได้ตั้งกระทู้รวบรวมข้อมูลคำพูด และเรื่องราวที่เพื่อนสมาชิกห้องราชดำเนิน เว็บไซต์พันทิป คิดว่าเป็นที่สุด และสุดๆ ของปี 2550 เราจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ และจะคอยอัพเดตโหวตชิ้นนี้ไปเรื่อยๆ ท่านสามารถร่วมสนุกด้วยการแสดงความคิดเห็นของท่านในกระทู้ดังกล่าวได้ที่ P6176642

1. รวมคำพูดที่ฟังแล้ว...(เติมต่อกันเอาเอง)
หมายเหตุ: คำพูดอาจจะไม่ตรงนัก แต่โดยเนื้อความเป็นดังนั้น

- "....เห็นประเทศชาติเหลือแต่กระดูก จนอยากจะร้องไห้..." สนธิ บุญรัตกลิน ประธาน คมช.
- "...ไปอังกฤษ ดูงานสนามบิน ใช้เงิน ไม่จำเป็นต้องชี้แจง..." สะพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ดการบินไทย
- "...เขาโกงเราใช่มั้ย..." สุรยุทธ์ จุลานนท์ ถามนักข่าวกรณีทีมชาติไทยแพ้สิงคโปร์
- "...น้ำท่วมบ้านที่อ่างทอง วิธีแก้ไขคือ เราต้องกลับไปสร้างบ้านแบบเก่าคือยกใต้ถุนให้สูงขึ้น..." สุรยุทธ์ จุลานนท์
- "...ภัยหนาวที่ภาคเหนือ..วิธีแก้คือ ต้องเอาเทอโมมิเตอร์ไปแจกชาวบ้าน ..ชาวบ้านจะได้รู้ว่ามันหนาวแค่ไหน.."… "...ปัญหาควันพิษภาคเหนือ..รอไว้อีกสองสามวัน เอาไว้ฝนตกก่อน.."
- "...ซื้อมาทำไมแมนซิตี้..แค่พูดแบบการตลาดเท่านั้นแหละ.."
- "...จะเอาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสุสานฝังคนโกง...อยากจะต่อยปากให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย.." พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน
- "...สนามบินสุวรรณภูมิแย่มาก..ต้องย้ายสนามบินกลับดอนเมืองสถานเดียวเท่านั้น.." คนเดิมนั่นแหละพูด
- "...จะให้กราบเท้าก็ยอม..ผมขอโทษ.."
- "...จริยธรรม..คนดี..คุณธรรม..พอเพียง" คาถาของรัฐบาลขิงแก่ และคนบ้านสี่เสาน์
- "...ความมั่นคงของชาติ..." คาถาของ คมช.
- "...ฝนห่า..ใหญ่.." คาถาของพรรคปลาไหล
- "...เราสู้อำนาจเงินไม่ได้.." คาถาของพรรคเก่าแก่
- "...เสียงที่เราได้รับ..เป็นเสียงบริสุทธิ์.." เป็นคำพูดของพรรคเก่าแก่ เวลาเขาได้คะแนนเสียงเยอะ แต่ถ้าได้คะแนนเสียงน้อย..เขาจะพูดเหมือนประโยคข้างบน (ย้อนหลังกลับไปดูได้เมื่อสิบปีที่แล้ว)
- "..มาตรา 309 ไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรม คมช. แต่เอาไว้กันพวกหัวหมอฟ้องทีหลัง.." จรัญ ภักดีธนากุล
- "....คนโง่ย่อมพูดเรื่องโง่ ๆ ออกมา.." ใครพูด..รมต.ประจำสำนักนายก ฯ ร่างโย่งคนหนึ่ง
- "...ประชาชนต้องมาก่อน.." สโลแกนพรรคการเมืองเก่าแก่
- "ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล" ประธาน กกต อภิชาต
- "กลับมาตอนนี้ไม่ได้ ให้กลับหลังเลือกตั้ง" ฤาษีบอก
- "ผมมาอย่างวีรบุรุษไม่ใช่จำเลย" สพรั่ง กัลยาณมิตร
- "คนอย่างผมไม่เคยหลบข้าศึกศัตรู" สพรั่ง กัลยาณมิตร
- "...น้ำท่วมบ้านที่อ่างทอง วิธีแก้ไขคือ เราต้องกลับไปสร้างบ้านแบบเก่าคือยกใต้ถุนให้สูงขึ้น..." สุรยุทธ์ จุลานนท์
- "เอาปืนกลไปยิงหมา" สพรั่ง กัลยาณมิตร
- "เว้นโทษตายให้แล้ว" สพรั่ง กัลยาณมิตร
- "ผมจะเอาดาวเทียมกลับมา" สนธิ บุญรัตกลิน
- "บันได 4 ขั้น" สนธิ บุญรัตกลิน
- "ร.ท.สุณิสา เป็นเพียงเบี้ยอีก 1 ตัว ราคาถูกมากสำหรับทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกใช้มา" สนธิ ลิ้มฯ
- "ถ้าอียูจะเข้ามาจริงๆก็คงจะไม่ห้ามแต่คงไม่สามารถรับรองความปลอดภัยให้ได้" เจ๊สดศรี
- "เรายังต้องคงกฎอัยการศึกเอาไว้เพื่อแก้ปัญหายาเสพติด ของเถื่อน แรงงานเถื่อน" กอ.รมน.
- "จะไปใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษกับท่าน(รมต.ถือหุ้นเกิน)ไม่ได้เพราะท่านเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมืองและแบบไม่ได้ตั้งตัว" วิชา มหาคุณ (แต่ของ 111 คน ใช้ได้ เพราะไม่ใช่กฎหมายอาญา)
-

2. การกระทำที่ผิดมารยาททางการทูตสุด ๆ

- การถอนพาสปอร์ตทูตของนายกทักษิณ โดยปราศจากเหตุผลอันควร แต่ปรากฎว่า นายกทักษิณได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนานาประเทศ
- รัฐบาลทหารไทย ด่าสิงคโปร์ว่า ทำไมต้อนรับทักษิณ โดนรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ตอบว่า สิงคโปร์เคารพอธิปไตยของไทย ฉะนั้นไทยต้องเคารพอธิปไตยของสิงคโปร์ด้วย
- ปรากฎว่า ภายหลัง จูบปากกับสิงคโปร์ โดยให้เช่าพื้นที่ทหารต่อไป
- อธิบดีกรมหนึ่งแห่งกระทรวงต่างประเทศของไทย ถูกทูตจากประเทศยุโรป ในฐานะกรรมาธิการอียู(ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นสเปน หรือโปรตุเกส สอนมวยเรื่องประชาธิปไตย..)
- การไม่ยอมรับให้ผู้สังเกตการณ์จากอียู เข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้งในไทย
- การเรียกทูตญี่ปุ่นเข้าพบ เพื่อไม่ให้ต้อนรับทักษิณ

3. หน้าแตกสุด ๆ

- การขอตัวนายกทักษิณ ว่าเป็นผู้ร้ายข้ามแดน จากอังกฤษ..แต่อังกฤษบอกว่า ให้หาหลักฐานมา แล้วเราจะพิจารณาให้ดู
- นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุนเซน...ซึ่งเมื่อก่อนคุณบรรหาร สมัยเป็นนายก ฯ ไปให้เขาจับมือกับเจ้ารณฤทธิ์ ให้ปรองดองกัน เพราะตอนนั้นเขมรยังไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์...ส่งสารมาแสดงความยินดีกับไทย..บอกว่า ดีใจที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์แล้ว..ยินดีด้วย
- คมช. ตอนปฏิวัติ 19 กันยา นักข่าวถามว่าท่านมีเหตุผลอะไรในการทำการปฏิวัติ พล.อ.สนธิ ประธานคมช.บอกว่า ประชาชนเรียกร้อง 1 ปี กับการทำทุกอย่างเพื่อทำลายทรท.และทักษิณ แต่ทว่า 23 ธันวา 50 ประชาชนได้ตอบท่านคมช.ดังๆ แล้ว เลยไม่รู้ว่า ประชาชนที่พล.อ.สนธิ อ้างถึงเมื่อครั้งปฏิวัตินั้น เป็นประชาชนประเทศไหนกัน

4. หน้าหนาสุด ๆ

- พรรคที่ได้ 165 เสียง บอกว่า คนอยากให้เป็นรัฐบาล...

5. เจริญเร็วสุด ๆ ..

- ทีมแมนซิตี้..ทักษิณซื้อเดือนมิถุนายน สามารถไล่มาอยู่ที่สี่ของตาราง (หลังจากรั้งที่ 3 มาเป็นเดือน)
- เวียดนาม..

6. ตลบแตลงมากสุด ๆ

- เมื่อก่อน..พรรคที่เป็นอันดับสองไม่ควรจัดตั้งรัฐบาล..แต่สมัยนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไป...คำพูดของประธานที่ปรึกษาพรรคเก่าแก่
- วันนั้น..."ทักษิณยังไม่ต้องกลับ..ถ้ากลับ จะไม่รับรองความปลอดภัย.."
วันนี้.."..ทักษิณไม่กล้ากลับ เพราะกลัวโดนจับ..แน่จริงกลับมาสิ."
- เราจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค....
- เราพร้อมจะร่วมกับทุกพรรค เพื่อความสามานฉันท์
- "เรื่องใหญ่ที่จะต้องออกมาใน 1-2 วันนี้คือ ซีทีเอ็กซ์ เราสรุปผลเสร็จแล้วเหลือแค่กลั่นกรองคำพูดเล็กน้อย เรื่องซีทีเอ็กซ์อยากจะให้ทันในสัปดาห์นี้ แต่บอกตรง ๆ ว่าทุกเรื่องสำคัญหมด เงินมันเยอะเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท แต่เรื่องซีทีเอ็กซ์ตอนนี้พร้อมสุด มั่นใจว่าเอาผิดได้แน่นอน" ผู้ว่าการ สตง.กล่าวเมื่อ 21 ก.ย. 49
- กรณีตั้งลูกเป็นเลขาฯ ของคุณหญิงเป็ด บอก "ดิฉันไว้ใจเขาค่ะ"

7. บิดเบือนสุด ๆ

- ข่าวผู้ชุมนุม นปก. มีผู้เข้าชุมนุมแค่พันกว่าคน...
- ทักษิณเป็นกิ๊กกับลิเดีย
- ทักษิณจ้างอียูให้มาป่วนเลือกตั้ง

8. รวยเร็วสุด ๆ

- น่าจะเป็นอดีต ผบ.ทบ.คนหนึ่ง มีทรัพย์สินรวมภรรยาแล้ว เกือบ ๆ ร้อยล้านบาท รองลงมา น่าจะเป็นบอร์ดการท่าอากาศยานและบอร์ดทีโอที...

9. เมนูอาหารที่น่าจะขายดีที่สุด

- ขนมจีนแกงไก่
- บัวลอยไข่หวาน (จากกรณีขายบัวลอยไข่หวานจนรวย 42 ล้าน)

10. สตอเบอรี่สุด ๆ (ศัพท์วัยรุ่น)

- การประชุมเอเปกที่ออสเตรเลีย..ไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
- "...ผู้นำประเทศอียู สอบถามว่า ทักษิณรวยมาจากไหนถึงมีเงินซื้อสโมสรฟุตบอลได้..." สุรยุทธ์ จุลานนท์ (เราฟังแล้ว อยากจะถามเหมือนกันว่า ท่านรวยมาจากไหนถึงมีเงินตั้ง 90 ล้านบาท)
- พลเอกสนธิรับ ตกใจขนลุก! ไม่เคยเห็นเงิน 40-100 ล้านบาท

11. แถสุด ๆ

- สนามบินสุวรรณภูมิสร้างมา ทำให้ปลาสลิดสูญพันธุ์
- คนกรุงเทพเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด ก็เหมาะสมที่จะเป็นรัฐบาล
- ถ้าทักษิณกลับมา เราจะประท้วงอีก
- เอกสารลับ..ยังไม่เห็น..แต่คิดว่าคงเป็นของปลอม
- ถึงจะเป็นเอกสารจริง..แต่เรายังไม่ได้ทำ เราให้ทหารถอนกำลังหมดแล้ว
- องค์การฟอกหนังเจ๊ง..เพราะรัฐบาลที่แล้วทำชุ่ยไว้

12. วุ่นวายโฉ่มาก ๆ

- กรมดีเอสไอ..คนในกรมทะเลาะกันเอง ทั้งวางระเบิดขู่ ถีบหลังกัน
- ไอทีวี..
- ช่อง 9 อสมท. ตอนแรกแต่งชุดดำประท้วง..
- ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ รมต.ธีรภัทร์ถามว่า "ใครจะปลดผม" เจอนักข่าวช่อง 11 สวนกลับว่า "ผมนี่แหละ"

13. แปลกสุด ๆ

- ยุบพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ไม่ยุบพรรคการเมืองหนึ่ง
- ลงโทษย้อนหลัง
- ผู้ถูกแบน ถ้าไปเข้ากับพลังประชาชน จะถูกด่า แต่ไปอยู่พรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ถูกว่า..
- ไม่ยอมเก็บเงินจากคิงส์เพาเวอร์..จน ทอท.ขาดทุน
- แก้วสรรตั้งข้อหาคุณทักษิณว่า "ทรยศประชาชน" นักกฎหมายมึนตึ๊บ ต้องกลับไปเปิดตำรากฎหมายว่ามีข้อหานี้ด้วยเหรอวะ

14. ตื่นเต้นสุด ๆ

- ท่อนเหล็กตกใส่ขณะไหว้ศาลพระภูมิ บอกว่าคนปองร้าย แต่ในที่สุด แค่คนงานก่อสร้างทำเหล็กร่วง
- "...มีคนขู่ทำร้าย จึงต้องไปฝึกยิงปืน.."

15. ช้าสุด ๆ

- นับคะแนนเลือกตั้งที่ กทม.

16. น่ายกย่องที่สุด..บุคคลแห่งปี

- สมาชิก นปก. และประชาชนที่ไม่เอาเผด็จการทุกคน

17. แห้วที่สุดของปี

- พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

18. การ์ตูนต่างประเทศที่สุดแห่งปี
(จากนิตยสาร The Economist)

19. น้ำเน่าที่สุดแห่งปี

- น้องแบมหาเสียงตกคลองพร้อมป๋าเติ้ง

20. วาทะเลวที่สุดแห่งปี 2550

"เราต้องให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงของคนมีการศึกษา มากกว่า คะแนนเสียงของคนที่ด้อยการศึกษา เพราะพวกเขาถูกซื้อ ถูกชักจูงได้ง่าย" เสรี วงษ์มณฑา

21. น่ากลัวสุด ๆ สำหรับพวกชอบเผด็จการ

- เงาท่านนายกฯ ทักษิณ

22. ไม่สอดคล้องที่สุดแห่งปี

- Exit Poll ใน กทม. กับผลการนับคะแนน
- จำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง น้อยกว่าจำนวนผู้มาลงคะแนนเสียงใน กทม.

23. ลื่นไหลที่สุดแห่งปี

- นายบรรหาร (ไปภาคเหนือ อิสาน เป็นพวก ทักษิณ ไปภาคใต้ เป็น พวก ปชป.)

24. เจ๊งที่สุดแห่งปี

- ประชัย เลี่ยวไพรัตน์

25. ไม่มีศักดิ์ศรีที่สุด

- 3 ผู้สมัคร ที่ก้มลงกราบเท้าประชัยให้เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป

26. ใช้เวลาสอบสวนนานที่สุด

- บอกว่าจะเอาผิดทุจริตซีทีเอ็กซ์ได้ภายใน 2-3 วัน...ป่านนี้ได้หรือยัง
- บอกว่า จะจับตัวคนร้ายวางระเบิดปีใหม่ให้ได้....ป่านนี้ได้หรือยัง

27. สุดยอดแห่งราชาคำผวน
- รัฐธรรมนวย (หัวคูณ)