วันศุกร์, พฤศจิกายน 30, 2550

ประชาชนรุมด่าระพี ตัวป่วนเมือง หลังพล่ามออกสื่อเลือกตั้งจะนองเลือด

30 พฤศจิกายน 2550

ระพี สาคริก คนแก่ไร้ปัญญา โดนประชาชนรุมยำเละคาเว็บบอร์ดการเมืองชื่อดัง หลังพล่ามไม่เข้าท่าว่า "การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่ทางออกที่ดี และเชื่อว่าจะนำไปสู่การแตกหักของกลุ่มคน 2 ฝ่ายทางการเมือง" (อ่านเพิ่ม: มติชน)

ท่านสามารถอ่านคำวิพากษ์วิจารณ์กลับจากประชาชนส่วนหนึ่งในเว็บบอร์ดดังกล่าวได้ที่ ราชดำเนิน พันทิป ในที่นี้เราจะยกตัวอย่างความคิดเห็นของประชาชนที่ตอกกลับ คนที่ไม่เคารพในหลักประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงในบ้านเมือง) มาดังนี้

คนแก่บางคน แก่ประสบการณ์ คนแก่บางคนแก่แล้วคิดถอยหลัง จะบอกอะไรก็เอาเลย จนถึงขนาดนี้ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนแล้ว จะโยนเรื่องก่อการอีกครั้งก็ว่าไปเลย
จากคุณ : สินธร

ไอ้แก่.. งั้นเมกา/อังกฤษ มันก็ฆ่ากันตายหมดประเทศแล้วสิ..แก่กะลาแบบนี้สมควรไปเป็นปุ๋ยได้แล้ว ประเทศที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง จะมีแค่2พรรค(แม้จะมีพรรคเล็กๆอีกแต่ก็ไม่ได้รับความนิยมจากปชช)ทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ดี..ดังเช่นรัฐบาลทักษิณที่ผ่านมา
จากคุณ : My Account
คนแก่คนนี้ก็เป็นอีกคนที่ออกมาสร้างกระแสทำลายคนคนหนึ่งในตอนแรก ๆ พอตอนนี้ก็ถึงเวลากลับมาทำงานอีกรอบ เหมือนกับประเวศ อานันท์ คงคิดว่าจะได้ผลเหมือนเคย ลืมไปว่าประชาชนเขาตาสว่างกันแล้ว (ได้ข่าวว่าปราโมช นาครทรรพ คนแก่ร่วมขบวนการอีกคน กำลังจะออกมาล่ารายชื่อ 5หมื่นชื่อเพื่อขอไม่ให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวา นี้)
จากคุณ : คำฝอย
ความหมายของท่านคือ ไม่ต้องมีเลือกตั้ง ให้ทหารปกครองประเทศดีที่สุด!!ใช่หรือไม่ โอ้ มิน่า เหล่าศักดินา ขุนนาง จึงจงเกลียดจงชังท่านนายกทักษิณกันนัก มีความคิดกันเช่นนี้นี่เอง หรือต้องรอจน มนุษย์ยุคหลงเหลือนี่ หมดสิ้นไปซะก่อน ประเทศจึงจะเจริญได้?
จากคุณ : zeenzen
ดร.ระพี ใจสกปรก เป็นคนแรกที่บิดเบือนเรื่องทำบุญวัดพระแก้ว คนแบบนี้ไม่ใช่ราชฎรอาวุโส แต่เป็นคนแก่เลอะเทอะ เป็นคนไม่มีค่า
จากคุณ : CALAVERITE
พอดูแนวโน้มว่า พปช มาแน่ ก็เตรียมขู่นองเลือดเลย ยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจหรอกค่ะ นองก็นอง
จากคุณ : เอี๋ยงเอี้ยง
เมื่อคนส่วนน้อย ไม่เคารพมติของคนส่วนใหญ่ นั่นคือไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตย เมื่อไม่ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ก็ปฏิวัติ ล้มกระดานใหม่ เป็นวงจรอุบาท เมื่อการเลือกตั้งไม่ยุติธรรม นั่นล่ะ นองเลือด
จากคุณ : พ่อตามหาโหด
อย่าไปถือสาท่านเลยอายุมากแล้วเกิดมาทั้งชีวิตไม่ต้องดิ้นรนทำมาหากินไม่เคยอดอยากไม่เคยรู้สึกกับความยากจนเพียงแต่ได้เห็นความยากจน และพวกนี้ไม่ต้องการให้คนไทยพัฒนามากกลัวจะไม่มีข้าทาสรับใช้ บุคคลพวกนี้แยกชนชั้นอยู่แล้ว ชั่วทั้งนั้น :-)..........
จากคุณ : แฟร (kchai-1)
อ้าวเห็นเดิมเล่นเรื่องวัดพระแก้วกับทักษิณ พอสำนักพระราชวังบอกไม่ผิดเห็นเงียบไปพักใหญ่ ลืมไปแล้วหรือ ออกมาเล่นเรื่องใหม่แก่ๆกันแล้วอย่าให้เด็กถอนหงอกเลย
จากคุณ : นั่นแน่
แกดู ASTV นี่เอง นึกว่าไปรับข้อมูลมาจากไหน มาแนวเดียวกับหมอประเวศน์อีกแล้ว หมอประเวศน์บอกว่า มีคนอำนาจเก่าไปกว้านซื้อที่แถวสุวรรณภูมิ ทีแรก นึกว่าข้อมูลแบบกรองมาแล้ว ที่ไหนได้ มาบอกว่า เพื่อนที่เป็นข้าราชการบอก ถึงวันนี้ ยังไม่เห็นมีอะไรผิดจริงเลย คนระดับอายุขนาดนี้ ไม่น่าเสียคนตอนแก่นะ
จากคุณ : ป้อม (Bgate)
เรื่องวันนั้นในวัดพระแก้วของคุณทักษิณ ผมว่าก็เป็นไปได้ที่คนธรรมดาไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ ก็วิตกกันไปว่าเป็นการมิบังควรหรืออาจเอื้อม การวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนั้นย่อมมีได้ เป็นไปได้ ไม่ว่าจากผู้ใด แต่เมื่อทางสำนักพระราชวังได้มีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร แจ้งให้ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าไม่ได้ทำผิดธรรมเนียมปฏิบัติแต่ประการใด งานนี้ก็ควรจะยุติและเข้าใจได้ว่าเป็นการเข้าใจผิด...ก็เท่านั้น แต่ยังมาขุดคุ้ยพูดจาไม่รู้ประสา ว่ากันอยู่ไม่รู้จบ ผมว่า ต้องเป็นที่คนว่าไม่เข้าใจภาษาไทยแน่นอนครับ และอคติแก่กล้าว่าความคิดที่ว่าผิดนั้นใหญ่เหนือคำอธิบายใด ๆ ซึ่งก็เป็นประโยชน์สำหรับคนอย่างเรา ๆ ว่า มีหลายคนนักที่ทำตัวเป็นบัวจมโคลนตม ไม่รับรู้ ไม่ยอมผุดเกิด เพราะไม่อยากทรมานตัวเอง โปรดได้สงสารและแผ่เมตตาจะดีกว่ามั้ยครับ เผื่อว่าผลบุญที่เราทำให้คนประเภทนี้จะกลับมาสร้างกุศล ให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ขจัดพวกเขลาให้รู้รักสามัคคี นะครับผม
จากคุณ : พี่อ๋อง
1. คนแก่บางคน บางทีมันก็ไม่ต่างจากเด็กไร้เดียงสาอะไรดอกครับ ฟังบางเรื่อง น่ะก็พอไหว เรียกว่า ได้รับประสบการณ์ แต่ถ้าฟังทุกเรื่องเห็นจะปัญญาอ่อนตามไปก็เท่านั้น...
2. การเลือกตั้งนำให้ไปสู่การนองเลือด???? ก็ไม่รู้ว่า นายระพี อายุเท่าไหร่แล้ว? เคยเห็นสักครั้งไหมครับว่าการเลือกตั้งทำให้นองเลือด หรือว่าทั้ง 14 ตุลา ทั้ง 6 ตุลา ทั้ง 17 พ.ค. เป็นวันเลือกตั้ง?
3. เป็นผมนะ วัยเฒ่าเท่ากับนายระพี ผมก็เข้าวัดฟังธรรม นั่งนับถอยหลัง เพื่อจะไปสู่สัมปรายภพอย่างสงบน่าจะดีกว่า ดีกว่าให้คนรุ่นหลังเขาด่า ตายไปก็เป็นวิญญาณที่ไม่มีความสุข
จากคุณ : นายเจ็ดตัวอักษร

ดาวน์โหลดไฟล์เสียง พลังประชาชนแถลงนโยบาย 29/11/50

ถ่ายภาพ ต้นกล้าประชาธิปไตย
30 พฤศจิกายน 2550

ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์เสียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 ได้ตามลิงค์ดังต่อไปนี้


Host: Mthai.com
พปช.แถลงนโยบาย 29 พ.ย.50 A 44.62 Mb.
พปช.แถลงนโยบาย 29 พ.ย.50 B 5.82 Mb.

Host: Uploadd.com
พปช.แถลงนโยบาย 29 พ.ย.50 A 44.62 Mb.
พปช.แถลงนโยบาย 29 พ.ย.50 B 5.82 Mb.

ไฟล์เสียงบันทึกโดยคุณ Tuxedo จากเว็บบอร์ดประชาไท

ชมรมคนคิดถึงทักษิณนำทักษิณกลับบ้าน

โดย ประชาทรรศน์
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
30 พฤศจิกายน 2550

กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ รายวัน ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับหนึ่ง จั่วหัวเชิญชวนให้ไปทำข่าวว่า เชิญร่วมงานแถลงข่าวเพื่อเปิดตัว “ชมรมคนคิดถึงทักษิณ”

กำหนดการเชิญสื่อมวลชนไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว มีดังนี้ โรงแรมเอเชีย ห้องปทุมวัน (ราชเทวี) กรุงเทพมหานคร วันศุกร์ 30 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2550 เวลา 13.00 - 15.00 น. (มีเสื้อยืดพร้อมของที่ระลึกแจกให้แก่สื่อมวลชน และสมาชิกผู้เข้าร่วมทุกท่าน)

สำหรับเหตุผลของการดำเนินการนั้น ได้ให้ข้อความอย่างน่ารับฟังว่า...

“ชมรมคนคิดถึงทักษิณ" เป็นชมรมของนักธุรกิจหลายระดับ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พนักงานบริษัทห้างร้าน ข้าราชการ นักศึกษา และประชาชนชาวไทยทั่วไป ไม่ใช่นักการเมือง และไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใด ทุกคนเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยของเราวันนี้ไม่มีทั้งความหวังและโอกาส เพราะการแก่งแย่งชิงอำนาจทางการเมือง เพียงเพื่อจะทำลายคนทำงานเก่งคนหนึ่งให้พ้นจากแวดวงต่างๆ ในประเทศไทย คนๆ นั้นคือ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

“ชมรมคนคิดถึงทักษิณ” เป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่เคยลืมว่าทักษิณแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติที่ล่มสลาย ใช้หนี้ IMF ได้ก่อนกำหนด ปลุกธุรกิจทุกธุรกิจให้กลับคล่องตัว ค้าขายได้อย่างไม่เคยมีใครทำมาก่อน ประชาชนได้รับสวัสดิการที่ไม่เคยได้รับ นักเรียนนักศึกษามีโอกาสเรียนอย่างที่ต้องการ สร้างศักดิ์ศรีของประเทศชาติในแวดวงโลก

"ชมรมคนคิดถึงทักษิณ" มารวมตัวกันโดยไม่ได้เข้ามาเรียกร้องทางการเมืองให้ทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เราเพียงต้องการให้คนดีกลับบ้าน และให้ประชาชนตัดสินเอง ไม่ใช่อำนาจรัฐที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นผู้ตัดสินตามใจชอบอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

"ชมรมคนคิดถึงทักษิณ" ขออาศัยโอกาสนี้ แถลงการณ์ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราจะเริ่มทำกิจกรรมเชิญชวน "คนคิดถึงทักษิณ" มารวมตัวกัน พูดคุยติดต่อกับทักษิณในทุกช่องทางที่เราสามารถจัดได้ ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง เพราะเราถือว่ากำลังทำเพื่อประเทศชาติอย่างที่ทักษิณเคยทำ

นั่นคือสิ่งที่เป็นเหตุผลของกระบวนการการมีส่วนร่วม ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ถ้ากลุ่มดังกล่าวดำเนินการด้วยจิตใจที่มุ่งมาดปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง การตั้งชมรมขึ้นมาในลักษณะนี้จะส่งผลดีต่อประเทศชาติแน่นอน เป็นความกล้าหาญของคนกลุ่มนี้จริงๆ เราพร้อมจะนำข่าวมานำเสนอตามที่โอกาสจะอำนวย

เมื่อพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ หลายพรรคนำไปกล่าวอ้างว่า เป็น เพื่อนเก่า บ้าง เป็น นายเก่า บ้าง เป็น ลูกน้องเก่า บ้าง

บางรายหน้าไม่อาย เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง พรรคนอมินีทหาร แต่เอารูปของตนเองที่เคยถ่ายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มา ขึ้นคัตเอาต์ จ่ายแจกหน้าตาเฉย

หวังเพียงเพื่อ หลอกลวงผู้คนให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง

ทำกัน...สารพัด จะทำ ตามยุทธการ ... “ลับ ลวง พราง” คนใน ภาคอีสาน เขาส่งเสียงมาบอกว่า “ตั๋วบ่ได้” (หลอกไม่ได้แล้ว) เพราะเขารู้ว่า “ไผเป็นไผ”

ใครรักทักษิณแท้

ใครรักทักษิณเทียม

ใครรักทหาร

ใครต่อสายตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์

คนอีสาน เขาฝากบอกว่า 23 ธันวาคม 2550 ถึงเวลาพิสูจน์ศักดิ์ศรีคนอีสาน ถึงเวลาตอบแทนบุคคลที่เขารัก เขารู้ว่าจะต้อง กากบาทเลือกพรรคการเมืองไหน และ ต่อต้านพรรคการเมืองไหน

อ้าว...รู้แล้วอย่ารู้คนเดียว ช่วยกันบอกต่อๆ ไปด้วย เพื่อให้คนไม่รู้ได้หูตาสว่างเสียที โดยเฉพาะพวกเผด็จการบ้าอำนาจที่ยังหลงเหลืออยู่ในวันนี้

เสียงขับไล่พรรคประชาธิปปัตย์รุนแรงที่อุดรฯ

30 พฤศจิกายน 2550

คุณ Non Media รายงานจากเว็บไซต์พันทิป แจ้งว่า ในระหว่างการเดินสายหาเสียงของผู้สมัครส.ส.ของพรรคประชาธิปปัตย์ที่จังหวัดอุดรธานี ผู้สมัครกลับได้รับการขับไล่จากประชาชน โดยรายงานดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้

ที่จังหวัดอุดรธานี เขต 1 มีส.ส.ได้ 3 คน มีการเดินหาเสียงขอคะแนนเหมือนโลเกชั่นอื่นๆ ทั่วไทย ที่อุดรฯก็มีผู้สมัครส.ส.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เป็น 3 สาวสวยงาม

เหตุการณ์ที่ไม่ปรกติเกิดขึ้นเมื่อผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้ง 3 คน ได้เดินเข้าไปหาเสียงที่บริษัทประกันฯแห่งหนึ่ง โดยก่อนจะเข้า ร.ป.ภ.ของบริษัทดังกล่าวได้พยายามเตือนก่อนแล้วว่า "คุณไม่ต้องเข้าไปหรอก ในบริษัทน่ะมีแต่คนนิยมพรรคพลังประชาชน เข้าไปเสียเวลาคุณเปล่า ๆ"

แต่ผู้สมัครสาวทั้งสามราย ก็กล่าวปฏิเสธ และบอกว่าไม่เป็นไร เธอจะเข้าไปเผื่อจะมีคนเปลี่ยนใจ และเมื่อเข้าไปถึงข้างใน พนักงานบริษัทก็ต้อนรับด้วยการขับไล่ ว่าเข้ามาทำไม ออกไป ออกไป ไม่เลือกหรอก เลือกพรรคพลังประชาชน!

ยิ่งตียิ่งโต ยิ่งสกัดยิ่งพุ่ง

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ พันทิปราชดำเนิน
30 พฤศจิกายน 2550

ผมคิดแล้วค่อนข้างขำ คมช.และผู้มีบารมีพยายามทำลายศรัทธาของประชาชนต่อทักษิณ แต่ศรัทธาของตนแทบไม่มีเหลือ

นับเป็นการลงทุนที่แสนแพงอย่างยิ่งของ ฯพณฯ ท่านผู้มีบารมี แทนที่ศรัทธาของทักษิณจะลดลง แต่ผลกลับเกิดในทางตรงกันข้าม ศรัทธาของท่านกลับลดลงอย่างเร็ว เร็วจนแทบไม่มีเหลือ

ท่านอยู่ในประเทศไทย แต่การจะพบหน้ากับสาธารณชน ท่านต้องระวังเหมือนโดนเนรเทศ ขังอยู่ในบ้านของตัวเอง ท่านนายกฯทักษิณจำต้องอยู่ต่างประเทศ แต่ประชาชนกลับโหยหาอยากให้มาพบหน้า

อนิจจังแห่งอำนาจมันไม่เที่ยงเช่นนี้เอง คิดเหยียบเขาให้จมธรณี แต่กลับลืมไปว่า ยิ่งเหยียบ เขายิ่งลอยขึ้น แต่ตัวเองกลับจมลงไปเกือบมิดแล้ว

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำลายล้างทักษิณทุกคน เป็นหัวโจ๊กคนสำคัญ กลับมีวิบากกรรมที่ทำท่าว่าจะจบไม่ได้สวย ทั้งฯพณฯท่านผู้มากบารมี แต่ศรัทธาหดเหลือนิดเดียว

พล.อ.สนธิ ที่ทุรนทุราย แม้ไม่มีใครแก้แค้น แต่กรณีสมรสซ้อน แจ้งทรัพย์สินก็เป็นหอกคอยทิ่มตำได้ตลอดเวลา
นายสนธิลิ้ม จำต้องหนีไปบวช ไม่ทราบจะพบกับสัจจธรรมหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
พล.อ.สะพรั่ง หัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ กลับต้องต้อยต่ำไม่สมหวัง

พวกทักษิณ กลับโดดเด่นขึ้นมา แม้ว่าจะโดนกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่คิดว่าอนาคตทางการเมืองกับสดใส ทั้งจาตุรนต์ หรือใครอืนๆ หรือ พวกที่อยู่ พปช. ที่ถึงอย่างไรก็มีที่ยืนทางการเมืองอย่างมั่นคง

ตรงกันข้าม ผู้ที่ทอดทิ้ง ทรยศต่อทักษิณกลับมีอนาคตทางการเมืองที่มืดมัว ทั้งสมคิด สมเกียรติ สมศักดิ์ หรือพวกที่แตกตัวออกไปทั้งหลาย มีแนวโน้มที่จะโดนประชาชนเช็กบิล อนาคตทางการเมืองไปได้ลำบาก พรรคใหม่ ๆ เช่น เพื่อแผ่นดิน มัชฌิมาฯ ทำท่าจะอยู่ได้ไม่นาน อย่างมากมีการเลือกครั้งอีกครั้งสองครั้งก็หายไป

แล้วทักษิณยิ่งตียิ่งโต ยิ่งสกัดยิ่งพุ่ง สมกับคำกล่าว "มารไม่มี บารมีไม่เกิด"

มารยิ่งอายุมาก (เฒ่า) บารมียิ่งเกิดอย่างล้นเหลือ

ฯพณฯ ท่าน พล.อ.เปรม น่าจะใช้เวลาศึกษาธรรม ปฎิบัติธรรมบ้างนะครับ และควรศึกษาเรื่องโลกธรรมให้ดี ๆ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ แม้ยศท่านไม่เสื่อมทรามลง แต่บารมี เกียรติยศของท่านกลับมัวหมองลง

หาก ผมอายุ 89 ปี เหมือนท่าน ผมจะใช้เวลาช่วงที่เหลือในจักรวาลแห่งนี้ ค้นหานิพพาน แสวงหาความสงบ เพราะอายุขนาดนี้แม้อำนาจจะได้มา เงินตราจะได้มา มันก็อยู่ให้เราชื่นชมได้ไม่นาน ผลไม้ที่สุดหง่อมแล้ว สุดท้ายก็ต้องร่วงหล่น ตามธรรมชาติ จะไปกังวลอะไรกับชีวิตของประชาชน ชีวิตของคนอื่น แม้จะวางระเบียบกฎเกณฑ์อะไรให้พวกเขาสุดท้าย หากมันฝืนธรรมชาติมันก็โดนทำลาย

วันพุธ, พฤศจิกายน 28, 2550

‘ทักษิณ' ออกแถลงการณ์ข้ามทวีปสับเละ ‘คตส.'

โดย hi-thaksin
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
28 พฤศจิกายน 2550

เมื่อเวลา 11.00 น.(28 พ.ย.ที่โรงแรมเรดิสัน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ชี้แจงกรณีที่นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงต่อสื่อมวลชนว่าคตส.จะแจ้งความกล่าวโทษพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวในคดีซุกหุ้นและการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตสืบเนื่องมาจากกรณีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตและกรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าใ ห้พม่ากู้เงิน 4,000 ล้านบาท โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 4 หัวข้อ มีข้อความบางส่วนว่า

1. คตส.เป็นองค์กรที่สิ้นสภาพไปแล้วหลังจากรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ประกาศใช้ ดังนั้นการที่ คตส.นำเอาประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 มายึดถือและใช้เป็นหลักในการดำเนินคดีตลอดจนใช้อำนาจออกคำสั่งต่าง ๆ อยู่จนทุกวันนี้ จึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม ตลอดระยะเวลา 15 เดือนที่ผ่านมา คตส. ก็ไม่เคยแสดงหลักฐานใด ๆ เลยที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้าพเจ้ากระทำการทุจริต หากข้าพเจ้ากระทำผิดจริง คตส. ย่อมจะต้องแสดงพยานหลักฐานให้เป็นที่ประจักษ์ และยุติการไต่สวนโดยส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลฎีกาได้แล้ว แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คตส. ยังคงดำเนินการไต่สวนหาพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเอาผิดกับข้าพเจ้าอยู่ จึงเห็นได้ชัดว่า คตส. ไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่าข้าพเจ้าได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริง

2.ขอเรียนยืนยันต่อพี่น้องชาวไทยว่า อย่าได้หวั่นไหวไปกับการให้ข่าวของบุคคลใดที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของข้าพเจ้าและครอบครัว เพื่อหวังผลทางการเมือง ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ก็จะมีการแถลงข่าวและการดำเนินการในทำนองเดียวกันนี้เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดและเสื่อมศรัทธาในตัวข้าพเจ้าและครอบครัว และเป็นการมุ่งทำลายชื่อเสียงและความศรัทธาที่ประชาชนมีในตัวข้าพเจ้า จึงขอให้พี่น้องประชาชนโปรดพิจารณาตามความเป็นจริงด้วยหัวใจที่เป็นธรรม คงจะตระหนักถึงความลักลั่นสองมาตรฐานในการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ต่อรัฐสภา เช่น กรณีการออกสลากเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว คตส. กล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและดำเนินคดีกับข้าพเจ้าและบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้มีการออกสลากพิเศษ 2 ตัว และ 3 ตัว จำนวนถึง 4 งวดแต่กลับไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด หรือนโยบายการออก สปก. 4-01 ในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ภายหลังว่าศาลได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนและคืนที่ดิน สปก. แก่รัฐ เพราะการออก สปก. ไม่ได้ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้จริง แต่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นการดำเนินการตามนโยบาย ไม่ถือเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบ และเป็นการแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง

3.ข้าพเจ้าขอกราบเรียนยืนยันต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยว่าไม่เคยมีพฤติกรรมที่ทุจริต หรือประพฤติมิชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน ในขณะที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้ามุ่งจะแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน และมุ่งสร้างสรรค์ความสุข ความมั่นคั่งและโอกาสในความเจริญก้าวหน้าแก่พี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และโครงการอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งพี่น้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทย่อมทราบดีถึงผลงานที่ผ่านมาของรัฐบาลภายใต้การนำของข้าพเจ้าว่าเป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์และพิสูจน์แล้วว่า นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของข้าพเจ้าทำได้จริงและทำไปเพื่อความสุขและประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

4. แม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกกล่าวหาและดำเนินคดีต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ยังคงมีจิตใจแน่วแน่ที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์และยุติธรรมของข้าพเจ้าและครอบครัว ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองกลุ่มบุคคลที่กลั่นแกล้งให้ร้ายทางการเมืองต่อแต่อย่างใด และแม้ว่าข้าพเจ้าและครอบครัวจะถูกอายัดทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงโดยสุจริต แต่ข้าพเจ้าก็อดทนและรอเวลาที่จะพิสูจน์ความจริงให้แก่สาธารณชนรับทราบว่าข้าพเจ้าและครอบครัวไม่ได้กระทำความผิดต่าง ๆ ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด และข้าพเจ้ายังมีความรักและห่วงใยต่อประเทศชาติและพี่น้องชาวไทยทุกคน และเหนือสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้ามีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยข้าพเจ้าและครอบครัวพร้อมที่จะต่อสู้คดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในศาลสถิตยุติธรรม โดยข้าพเจ้าจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

นายนพดล กล่าวแถลงตอบโต้กรณีที่กรมสรรพกรอ้างว่านายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรทั้งสองไม่สามารถนำเงินที่ คตส.สั่งอายัดมาใช้ค้ำประกันทุเลาการบังคับคดี กรณีที่ถูกประเมินภาษีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ว่า เรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีการวินิจฉัยว่าตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาสั่งอายัดทรัพย์สิน ก็สามารถนำทรัพย์ดังกล่าวมาค้ำประกันได้ บุตรทั้งสองของพ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิบัติตามระเบียบสรรพกรโดยชอบทุกประการ หากกรมสรรพกรเข้าทรัพย์ เช่นรถยนต์หรือที่ดินของนายพานทองแท้จะเราจะขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด และจะฟ้องร้องต่อกรมสรรพกรฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนกรณีที่นายแก้วสรรออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อาจถูกจำคุกถึง 26 ปีทั้งที่แม้แต่สำนวนก็ยังไม่ได้สรุปนั้น ถือเป็นเพียงการทำลายความน่าเชื่อถือพ.ต.ท.ทักษิณและข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม แต่กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม ประชาชนให้คะแนนสงสารเราเพิ่มขึ้น

"พ.ต.ท.ทักษิณ ทำทุกอย่างถูกต้อง มีภรรยากี่คนก็แจ้งบัญชีต่อ ปปช.หมด แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีภรรยาแค่คนเดียว หลังประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศ คตส.คงต้องไปศาลบ่อยหน่อย มีคดีเยอะที่ คตส.ทำกับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมุนษย์ต้องเป็นไปตามกรรม เมื่อฟ้าสว่างจะช่วยให้การตรวจสอบ คตส.ชัดเจนยิ่งขึ้น" นายนพดล กล่าว

ประชาชน จะลงโทษพวกคุณ

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ พันทิปราชดำเนิน
28 พฤศจิกายน 2550

ผมจะไม่เรียกร้องจริยธรรม คุณธรรมอะไรจากพล.อ.สนธิ แล้วละครับ เพราะเรียกร้องไปก็เปล่าประโยชน์ สำหรับโมฆะบุรุษที่ไร้เกียรติยศเช่นนี้ การไปเรียกร้องเอาในสิ่งที่ไม่มีในตน เรียกร้อง คุณสมบัติที่ไม่เคยมีอยู่ในตัว พล.อ.สนธิ มันก็ไร้ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น เสียเวลาเปล่า

แต่ผมต้องขอบคุณ พล.อ.สนธิ และ ปปช. ด้วยซ้ำที่ทำให้ภาพของคุณทักษิณดูสูงส่ง และโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งภาพของคุณทักษิณบริสุทธิ์ สูงส่งขึ้นเพียงใด คะแนนก็ไหลไปทาง พปช.มากขึ้นเรือยๆ ที่จริงก็ไม่ได้มากกว่าสมัยที่ท่านทักษิณเป็นนายกฯ แต่ขอคะแนนเดิมกลับมาก็ชนะขาดแบบม้วนเดียวจบแล้ว จาก 19 ล้าน ขอแค่ 16 ล้านตอนชนะในรอบสองของปี 2548 ก็เพียงพอแล้ว

สำหรับ คุณกล้านรงค์ ผมก็คงไม่เรียกร้องอะไรจากคุณเช่นกันครับ เพราะการกระทำของคน ย่อมบอกถึงจริยธรรม มาตรฐานของคนๆ นั้น ยิ่งคุณแสดงอาการของคนสองมาตรฐานมากขึ้นเท่าใด คุณก็ยิ่งไปส่งเสริมให้ ท่านนายกฯ ทักษิณดูสูงส่งมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น

พวกคุณช่วย พปช. หาเสียงโดยตลอด ผมต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งครับ ยิ่งคุณปกปิด ช่วยเหลือ ทั้ง พล.อ.สนธิ และ คมช.มากขึ้นเท่าใด ประชาชนก็ยิ่งยอมรับไม่ได้ และไปทุ่มคะแนนให้ พปช.มากขึ้นเท่านั้น

ผมไม่หวังที่กฎหมายจะลงโทษพวกคุณได้หรอกครับ เพราะพวกคุณคือกฎหมาย พวกคุณคือ ความถูกต้องในเวลานี้แต่พวกคุณยิ่งใช้อำนาจเป็นธรรม ไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรมที่เป็นสากลมากเพียงไร คุณก็ยิ่งทำให้ศัตรูทางการเมืองของพวกคุณ เข้มแข็งและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้นเพียงนั้น

เปล่าประโยชน์ที่จะไปให้มีการลงโทษ พล.อ.สนธิ แต่ประชาชนจะลงโทษพวกคุณ โดยไปโหวตให้คะแนนศัตรูทางการเมืองของพวกคุณมากขึ้นเท่านั้น

ต่อให้คุณยุบพรรค พปช. ยึดทรัพย์นายกฯทักษิณ มันก็ไม่ทำให้พวกคุณสามารถปกครองประไทยได้มากกว่า 2-3 ปีนี้แน่นอน ไม่ต้องกล่าวว่าปกครองได้ตลอดไปหรอกครับ เอาแค่ให้รอดในเวลา 2-3 ปีนี้ให้ได้ก่อนเถอะ

ยิ่งพยายามทำร้าย เอาชนะ เอากฎหมายกำจัดเขา แต่ "ละเลยใช้กฎหมายกับพวกตนอย่างโจ่งครึ้ม ไม่เกรงใจประชาชน และชาวโลก" พวกคุณก็ยิ่งรักษาอำนาจไว้ไม่ได้มากยิ่งขึ้น

ต้นทุนในการรักษาอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย แพงขึ้นอย่างทวีคูณ ยิ่งนาน พวกคุณยิ่งใช้เกียรติยศ ของพวกคุณที่มีน้อยอยู่แล้วหมดไปเรื่อยๆ

พรรค พปช.เปิดนโยบายด้านเศรษฐกิจครั้งแรก 29 พ.ย.50

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ และ c-box สถานีวิทยุ นปก.
28 พฤศจิกายน 2550

วันที่ 29 พ.ย.50 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคพลังประชาชน จะแถลง 'แนวทางการกู้วิกฤติชาติ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน'

โดย นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค จะเปิดนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคเป็นครั้งแรก และจะมีแกนนำมาบรรยายในหัวข้อต่างๆ เช่น

-นายปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน บรรยายเรื่อง การเกษตรเพิ่มรายได้
-นายสำราญ ภูอนันตานนท์ บรรยายเรื่อง SME เพิ่มรายได้
-นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรค บรรยายเรื่อง การศึกษาเพิ่มรายได้
-นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน บรรยายเรื่องการสร้างงาน
-นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค บรรยายเรื่องการบริหารทรัพยากรเพิ่มรายได้
-นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน บรรยายเรื่อง ภาพรวมการหารายได้ของเศรษฐกิจไทย
-นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค บรรยายเรื่อง วิกฤติเศรษฐกิจและการหารายได้ในอนาคต

สถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม จะถ่ายทอดสดการปราศรัยครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ 13.30 น.เป็นต้นไป

ลิงก์สถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม และแนวร่วม
http://www.norporkor.com/
http://users1.nofeehost.com/norporkor/
http://www.norporkor.net.tf/
http://npk.no-ip.org/
http://norporkor.no-ip.org/ http://users1.nofeehost.com/lovetaksin/index.asp
http://www.arkomsydney.com/
http://satnetradio.awardspace.com/
http://npk2.awardspace.com/
http://satnet2.awardspace.com/
http://www.geocities.com/maharanee_ranee//radio.html
http://www.geocities.com/mai_mind_anticoup//radio.html


หรือ ผ่าน winamp ที่
http://denow1.no-ip.org:9000/listen.pls
http://denow2.no-ip.org:9000/listen.pls
http://denow3.no-ip.org:5000/listen.pls

.

ชัดเจน การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์และยุติธรรม

28 พฤศจิกายน 2550

เป็นที่ชัดเจนแล้ว ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยการหมกเม็ด ไม่บริสุทธิ์ ปราศจากความยุติธรรม เนื่องจากศักดินาภายใต้ระบอบอมาตยาธิปไตยต้องการริบอำนาจคืนจากราษฎร ทำให้ราษฎรไม่สามารถเลือกผู้แทนที่ตนเองต้องการได้ สิ่งดังกล่าวสะท้อนจากรายงานของเว็บไซต์ Hi-Thaksin ที่ได้เก็บข้อมูลการบรรยายของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ประธานคณะทำงานของ รมว.มหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อคณะข้าราชการผู้เข้ารับฟังการบรรยายพิเศษ ที่ หอสมุดดำรงราชานุภาพ โดยระบุวันที่ไว้ท้ายเอกสารว่า 5-11-50

ท่านสามารถติดตามรายงานฉบับดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ Hi-Thaksin
http://www.hi-thaksin.net/contentdetail.php?ParamID=75449

ประชาชนจี้ พล.อ.สนธิต้องชี้แจงแหล่งที่มาของทรัพย์สินทั้งหมด

28 พฤศจิกายน 2550

หลังจากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ทำให้ประชาชนทั้งประเทศต้องกังขา รวมไปถึงสื่อต่างประเทศ (AKI-Coup leader a multimillionaire, media reports)ได้ตีข่าวใหญ่ถามถึงที่มาของเงินจำนวนมากของพล.อ.สนธิ

คุณ Meed นักวิเคราะห์ทางการเงินแบบชาวบ้าน ได้ลองพยายามมองในแง่ดีแล้วทำการวิเคราะห์ที่มาของเงินจำนวนดังกล่าวโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์ แต่ต้องหมดหวังและสรุปว่า "รายได้จากการรับราชการอย่างสุจริต ไม่เคยมีทรัพย์มรดก และไม่เคยลงทุนโครงการใดๆ ทำแต่งานราชการอย่างที่พลเอกสนธิประกาศอย่างภูมิใจทุกครั้ง ไม่มีทางทำให้เขา มีทรัพย์สินถึง 94 ล้านในวันนี้แน่นนอนครับ" ทั้งนี้ท่านสามารถดูแผนภูมิการวิเคราะห์ดังกล่าวได้ดังปรากฏตามภาพด้านล่างนี้


อนึ่ง คุณ Meed ยังได้สร้างแผนภูมิอีกฉบับหนึ่ง แจกแจงถึงที่มาทรัพย์สินของพล.อ.สนธิ และภรรยาที่มีอยู่สองถึงสามคน ดังปรากฏตามภาพดังนี้

(ที่มา: พันทิป ราชดำเนิน)

ประชาชนที่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง แต่เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับบรรดาผู้สนับสนุนการทำรัฐประหาร เราจะขออนุญาตยกมาบางความเห็น โดยมีรายละเอียดดังนี้
แล้วบัง ยื่นบัญชีทรัพย์สินของตัวเอง และของเมียหลวงเมียน้อย ให้ ปปช.รึยัง ผมก็สงสัยมันรับราชการมาตลอดชีวิต แล้วมันมีทรัพย์สินมากมายขนาดนี้ได้ยังไง

บังต้องออกมาชี้แจงถึงแหล่งที่มาของทรัพย์สินทั้งหมดให้ประชาชนได้รับรู้ ถ้าบังแน่ใจว่าทรัพย์สินทั้งหมดได้มาโดยสุจริต ไม่ได้โกงกินประเทศชาติ..!
จากคุณ : ฝนเหนือ
คนไทยบางส่วนก็แปลก ทำงานกินเงินเดือน รวยผิดปรกติ ก็กลับไม่ถูกกล่าวหาว่า"โกง" เลย แต่คนที่ทำมาหากิน วิ่งแลกเช็คแทบตายกว่าจะธุรกิจรุ่งเรืองก็ถูกหาว่า "โกง" มันจะ "บ้า" ไปกันใหญ่แล้ว
จากคุณ : หนูจันทร์
แทนที่ปปช.จะสงสัยที่มารายได้ของการร่ำรวยแบบผิดปกตินี้ แต่ปปช.กลับบอกว่านายสนธิบังเปิดเผยบัญชีของ2ภรรยา ถือเป็นสิ่งที่แสดงถึงความบริสุทธ์โปร่งใส มันเลวทั้งโคตรจริงๆ
จากคุณ : RoppongiHills

วันอังคาร, พฤศจิกายน 27, 2550

ติดตามการเมืองใกล้ชิดกับข่าวภาคประชาชนทางอินเตอร์เน็ต

27 พฤศจิกายน 2550

ท่านที่สนใจติดตามข่าวคราวการเมืองชนิดชั่วโมงต่อชั่วโมง ต้องไม่พลาดที่จะติดตามข่าวจากการรายงานสดออนไลน์ของการเมืองภาคประชาชน จากสถานีวิทยุโทรทัศน์และข้อมูลจากแช็ทบ๊อกซ์ต่างๆ อาทิเช่น

สถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม
92.75 Mhz. วิทยุชุมชนคนรักแท๊กซี่
และสถานีข่าวอีกหลายแห่งที่ปรากฏที่ด้านข้างของเว็บไซต์นี้

ตัวอย่างข่าวที่รายงานผ่าน สถานีวิทยุ นปก.ดอตคอมเมื่อสามสิบนาทีที่ผ่านมา





รายงานการปราศรัยของปชป.ที่เชียงใหม่วันนี้
รายงานสดจากเชียงใหม่ วันนี้ ปชป.จัดปราศรัย บัญญัติ บรรทัดฐาน เทอดพงษ์ ไชยนันท์ มีคนไปฟัง ประมาณ 1 พัน เริ่มปราศรัย ทุ่มครึ่ง เวลานี้ 2 ทุ่ม เหลือผู้ฟังประมาณ 1 ร้อยคน
เบื้องลึกการใช้ยุทธวิธีโกหกตอแหลของบรรหารและสุวิทย์
รายงานว่าสาเหตุที่ทำให้ "นายบรรหาร" จำต้องใช้ยุทธวิธี "แสร้งเปลี่ยนท่าที" ส่วนหนึ่งเพราะ ก่อนหน้านี้ "นายบรรหาร"ได้เข้าไปหาเสียงในพื้นที่ข่อนแก่น และถูกโห่ไล่ เพราะมีการกล่าวโจมตี "พ.ต.ท.ทักษิณ" และไทยรักไทย รวมไปถึงท่าที กับ พปช.เช่นเดียวกับ "นายสุวิทย์ คุณกิตติ" หน.พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ถูกต่อต้านก่อนหน้านี้จากการที่ไปอ้างว่า "นโยบายของทักษิณ" เป็นการนำมาจากของ "พรรคกิจสังคม" ที่เป็นแนวของ "มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"เดิม ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการ "พลิกกลับท่าที" การ "จับขั้ว" โดยเมื่อหาเสียงในพื้นที่ "ชนชั้นกลาง" กรุงเทพฯ

ความพยายามในการยุบพรรคพปช.ยังต่อเนื่อง
มีความพยายามในการสร้างเหตุให้เกิดการยุบพรรคพลังประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่ "กกต.ออกตัว ไม่กล้าพิจารณาเรื่องนี้"

ส่วนท่านที่ต้องการข่าวสารที่ผ่านการกรองและถ่วงดุลกับสื่อมวลชนที่ขาดจรรยาบรรณ ท่านสามารถติดตามได้จากเว็บบอร์ดการเมืองต่างๆ อาทิเช่น เว็บบอร์ดพันทิปดอตคอม ห้องราชดำเนิน, เว็บบอร์ดประชาไท และเว็บไซต์การเมืองภาคประชาชนอีกหลายแห่ง

เว็บไซต์ภาคประชาชนดังกล่าวจะช่วยกันวิเคราะห์ข่าวสารที่ออกมาจากสื่ออีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสับข้อมูลที่เสนอคลาดเคลื่อน จับไต๋เบื้องหลังแรงจูงใจการเสนอข่าว การวิเคราะห์การสร้าง agenda รายวันของสื่อ ตีแผ่ และวิเคราะห์ข่าวชนิดที่ไม่สามารถหาได้จากแหล่งใด เสมือนเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ที่มีทีมงานจำนวนมาก ทั้งช่างภาพภาคประชาชน นักข่าวสนามที่ประจำอยู่ทั่วโลก แหล่งข่าวทางทหาร นักการเมือง ทีมไอที ดีเจหรือผู้ประกาศข่าว ทีมกราฟิคดีไซนเนอร์ นักวิเคราะห์และประมวลผลข่าว เป็นต้น

อนึ่ง สื่อภาคประชาชนยังเต็มไปด้วยจุดอ่อนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพ ภาระการงานประจำวัน ทุน ฯลฯ แต่ก็ได้มีการพัฒนาในแง่ต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องของวิทยุ การรายงานสด คลังคลิปภาพ การทำงานร่วมกับกระดานข่าวเว็บบอร์ด เป็นต้น

รายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวลืออาการป่วย พล.อ.เปรม

27 พฤศจิกายน 2550

มีรายงานจากเว็บไซต์วิทยุนปก.เมื่อเวลา 15.30 น. วันนี้ (27 พ.ย.) แจ้งว่า พล.อ.เปรมได้เดินทางไปตราวจสุขภาพที่ รพ.กรุงเทพอีกครั้งเมื่อเวลา 15.00 น. โดยรายงานดังกล่าวแจ้งว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากสภาวะเกี่ยวกับเส้นเลือดที่ตีบ

อนึ่ง ยังไม่มีการยืนยันจากแหล่งข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมต่อรายงานดังกล่าว เว้นแต่รายงานข่าวเมื่อสี่วันก่อน (อ่านเพิ่ม: รายงานยืนยัน ผู้นำระบอบอมาตยาธิปไตยของไทยล้มป่วย)

วันจันทร์, พฤศจิกายน 26, 2550

เก็บตกภาพ งานเฉลิมพระชนม์พรรษา 80 พรรษาที่อังกฤษ

26 พฤศจิกายน 2550

คุณ TASoccer และคุณ PinManchester รายงานจากเว็บไซต์พันทิปดอตคอม ห้องศุภชลาสัย แจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2550 หลังการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คู่ระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้และเรดดิ้ง จบลง ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษและชาวอังกฤษส่วนหนึ่ง ได้พร้อมใจเข้าร่วมงานกิจกรรมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดโดยสภาวัฒนธรรมไทยแห่งสหราชอาณาจักร ร่วมกับ สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ โดยมีประชาชนมาร่วมงานกันทั้งสิ้นประมาณ 500 คน

ในงานดังกล่าว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะประธานในพิธี ได้กล่าวนำถวายพระพรชัยมงคลแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 80 พรรษา หลังจากนั้นได้ร่วมกันขับร้องเพลงสดุดีมหาราชาอย่างพร้อมเพรียงกัน

ท่านสามารถรับชมภาพงานดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์พันทิปดอตคอมตามลิงค์ที่ปรากฏด้านล่างนี้
S6062592 โดยคุณ TASoccer
S6059659 โดยคุณ PinManchester






ภาพเพิ่มเติมจากคุณวัฒนา เอ็บเบจช์




เก็บตกเรื่องขำขัน: ครม.มีมติด่วนห้ามใช้คำว่า ฮัลโหล และ 12 นาฬิกา

ครม.มีมติด่วนห้ามใช้...
(เรื่องแต่ง)

คณะรัฐมนตรีประเทศที่กำลังจะมีการเลือกตั้งได้มีมติห้ามประชาชนใช้คำพูดว่า "ฮัลโหล" ในการพูดโทรศัพท์ในที่สาธารณะ หากพบว่าประชาชผู้ใดพูดจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินคดีในทันทีข้อหาผิด พรบ.การเลือกตั้ง

นอกจากนี้แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้แจ้งให้ทราบว่าทาง ครม.จะกำหนดการเรียกเวลาใหม่ห้ามใช้คำว่า "๑๒ นาฬิกา" โดยให้ใช้คำว่า "เที่ยงวัน" ได้อย่างเดียว ทั้งนี้ยังอาจมีการยกเลิกการใช้เลข ๑๒ เป็นการชั่วคราวโดยให้ใช้เลข ๑๑ + ๑ แทนจนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จสิ้นลง

อนึ่ง ยังมีกฏหมายเพิ่มเติมที่ทางคณะรัฐมนตรีจะเข้าสู่วาระการประชุมครั้งหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ห้ามซื้อหรือขายสินค้าในจำนวนที่มีหน่วยนับได้เลข 12
2. ห้ามตั้งราคาสินค้าเสียงบอกราคาที่มีมูลค่าเท่ากับ 12 หากจะซื้อ-ขาย ให้ประชาชนทำการซื้อ-ขายมากว่าหรือน้อยกว่าเลขจำนวน 12
3. ห้ามให้ระยะ 1 ฟุต เท่ากับ 12 นิ้ว เป็นการชั่วคราว
4. ห้ามประชาชนเล่นคอมพิวเตอร์ในเวลาดึก เนื่องจากอาจจะทำให้ตาโหลได้
5. สินค้าทุกชนิดที่บรรจุแพ๊คละ 12 ชิ้น ให้บรรจุแพ๊คละ 11 ชิ้นแทน
6. รถเมล์สาย 12 หรือรถยนต์ของผู้ใดมีทะเบียนหมายเลข 12 ให้เอากระดาษปิดไว้ก่อนระหว่างนี้
7. ในจังหวัดที่ประกาศกฎอัยการศึก ห้ามเปิดเพลงลอยกระทง เนื่องจากเพลงดังกล่าวมีเนื้อหาว่า "วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง"

จบการแถลงข่าวโคมลอยแต่เพียงเท่านี้

เรื่องขำขันโดยคุณ บารูบารู2222 และเพื่อนสมาชิกในเว็บบอร์ดพันทิป ราชดำเนิน

ปรอทการเมืองแตก คลื่นชนแห่รับสมัครที่อิมพิเรียล ปชป.จ๋อยร้องเลื่อนเลือกตั้ง

โดย เสรีชน
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
ภาพประกอบโดย มังกรดำ, ชารา๚ะ๛, RedEarth, MR.Wake, แมวอ้วนอ้วน
26 พฤศจิกายน 2550

สองร้อยแปดสิบเห็นทีจะไม่พอมือแล้ว สามร้อยเสียงน่าจะไปได้

แค่ลำพังคนกรุงจะเหยียบกันตายฟังหัวหน้าสมัคร ร.ต.อ.เฉลิมโม้การเมือง มันสะใจ จนไม่อยากกลับบ้าน มาร์คอภิสิทธิ์จ๋อย หล่อแพ้แซมขาด แถมคุยไม่สนุก วางท่าคนรวย ส่วนเทพเทือกขอตัวบายกรุงเทพแล้ว กลัวคนจำได้ว่า ไอ้แว่นหน้าดำโกงที่ดิน สปก ไปแจกคนรวย

ประชาธิปัตย์ คงถึงคราวตกต่ำสุดๆ เมื่อข่าวทุกข่าวที่เสนอทั้งทางทีวี เว็บไซด์ และสื่อสิ่งพิมพ์ มีแต่ชัยชนะของลุงหมักเหนือเด็กอ่อนอภิสิทธิ์ ลูกคนรวยทั้งปริมาณและคุณภาพ เทียบกันไม่ติดเลย

เริ่มต้นที่วัดสวนแก้ว ต่อหน้าพระเจ้า สมัครพูดจาชัดเจนรู้เรื่องวัด คล่องแคล่ว รู้จักพระเจ้าภาษาสนทนากับพระเป็นอย่างดี สมกับแก่พรรษาการเมือง การวัด แถมสนับสนุนศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คนทั้งวัดปรบมือลั่น จนเจ้าคุณพยอมบอกเบาๆ หน่อยโยม เอาพอประมาณ
ขณะที่มาร์ค พูดพอฟังได้ แต่ไม่จับใจคนข้างวัด เทียบคนฟังมาร์คภาคเช้าประมาณสามร้อยคน ไม่เกินนี้ แต่แฟนคลับแห่มาฟังสมัคร จมูกบานเฉียดห้าพันคน น้อยๆ ตีต่ำๆ ก็เกินสามพันเข้าให้แล้ว
เอ็กซิทท์โพลล์วัดสวนแก้วที่ฟังวาทะ คู่แข่งนายกเมืองไทยคนต่อไปชี้สมัครชนะ 72 ต่อ 16 ขณะที่อีกร้อยละ 12 บอกสูสีบ้าง เทียบไม่ได้บ้างหรือ ตอบไม่ตรงคำถามบ้าง

จากนั้นนายสมัครที่ดวงพุ่งสุดๆ ลบคำทำนายของหมอดูหมอเดาเมืองไทยที่คำนวณสับสนเพราะเรียนหนังสือมาน้อยมั่ววิชาโหรด้วยวิชาเปรต ก็เดินสายหาเสียงตบหน้าโหรการเมืองและโหรหมอดูไทยต่อไป (ไม่นับหมอดูฮ่องกงที่ชี้ว่า ราศรีสมัครหน้าตือป๋วยไก่ ช่วงนี้จมูกบาน แสดงว่า ดวงขึ้นสุดๆ ส่วนมาร์ก แค่คนธรรมดา หน้าเล็ก คิ้วเป็นสัน มีเล่ห์เหลี่ยมร้ายลึก จิตใจเร่าร้อนมุ่งทางริษยา เป็นใหญ่ไม่ได้) โดยเมื่อเวลา 19.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยแกนนำพรรค เช่น นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค นายจตุพร พรหมพันธ์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน ได้เปิดเวทีปราศรัยที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ช่วยลูกพรรค เขต 3 ดินแดง ห้วยขวาง วังทองหลาง ลาดพร้าว หาเสียง โดยมีผู้สนับสนุนพรรคการเมืองกว่า 2,000 คนร่วมฟังการปราศรัย นอกจากนี้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ร่วมรับฟังด้วย
นี่ขนาดชาวบ้านลาดพร้าวบางกะปิ ไม่รู้นะท่านผู้อ่านสองพันคน เรียกว่าลุงหมักไปไหน แฟนคลับแห่ไปแน่น ชนิดพระเอกนางเอกละครช่องเจ็ดสีอย่ามาแข่งทีเดียว แพ้ลุงหมักกระจุย 73 ยังแจ๋ว ปี๊บกี่ใบ ลุงหมักเตะพังหมด (แต่เท้าลุงอาจหักไปด้วยนะ ฮา ฮา)
ดังกันขนาดนี้ ปชป.และพรรคการเมืองฝ่ายมาร เห็นท่าจะสู้ไม่ไหวแต่ในมุ้ง เพราะคราวนี้ ลุงหมักลุยกว่าคนหนุ่มๆ คนเฮไม่แพ้นายกทักษิณหาเสียง ทำเอาพี่มาร์คหน้าจ๋อย พ่อหัวชวนเงียบเลยเที่ยวนี้ ส่วนสุเทพเตลิดไปก่อน กลัวผี สปก.4-01 ที่เหลิมเคยอัดยับจนต้องยุบสภาหนีสารวัตรเหลิม ตานี้ใช้ชิงชัย มงคลธรรม คนที่พรรคความหวังใหม่เดิมเขาเลิกคบแล้ว เตรียมยื่นร้อง กกต.ขอเลื่อนเลือกตั้ง โดยอ้างทุเรศๆ ว่าเนื่องจากรัฐบาล กกต.และ คมช. รวมถึง ครป. ไม่มีความชัดเจนที่จะเอาผิดกับนักเลือกตั้งที่กำลังซื้อเสียงอยู่ขณะนี้ และ 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ส่วนใหญ่ไปเป็นที่ปรึกษา โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในการเคลื่อนไหว จนทำให้ประชาชนสับสน เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบไปแล้วทางการเมือง

แต่ กกต.กลับไม่คิดที่จะดำเนินการอะไร ทั้งนี้พรรคความหวังใหม่พุ่งเป้าไปที่การยื่นเรื่องไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการพิจารณาเอาผิดกับ 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ต้องการให้พิจารณาถึงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เพราะขณะนี้รัฐบาลหรือแม้แต่ผู้ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งที่กำลังจะปล่อยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็นเกมการเมืองต่อกลุ่มนายทุน เพราะทั่วทุกภาคของประเทศกำลังมีการซื้อเสียงกันอย่างหนัก ไม่เฉพาะอีสาน

และที่สำคัญหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมๆ คนทำผิด หรือพวกซื้อเสียงก็จะชนะการเลือกตั้ง และมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองได้ และจะกลับเข้าสู่เหตุการณ์เดิมๆ

เพราะฉะนั้น นายมงคล ก็เลยเสนอให้รัฐบาลและ คมช. เก็บกวาดกลุ่มนายทุน และอำนาจเก่าอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยเฉพาะการดำเนินการกับ 111 กรรมการบริหารพรรคและนักการเมืองที่กำลังถูกตรวจสอบด้านคอรัปชั่น จากนั้นจึงมาจัดระเบียบกันใหม่ แล้วเปิดการเลือกตั้งให้ประชาชนได้เลือก
พี่น้องเอ๊ย อัปรีย์จะไป อัปมงคลจะมา มันก็เท่านี้ รัฐประหารก็แล้ว ยึดทรัพย์ก็แล้ว ยุบพรรคก็แล้ว ออกโพลล์เก๊เพื่อหลอกชาวบ้านก็ทำ ส่งทหารไปปลุกยุยงชาวบ้านก็เอาแล้ว ทำอะไร พณฯ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ เพราะคนดีผีคุ้ม วันนี้ มีเสียงเปรต เสียงสัมภเวสีโหยหานรก ขอโกงกันซึ่งหน้าเลื่อนเลือกตั้ง มันจะบ้ากันไปแล้วหรือนักการเมืองคอกทหาร

ชัดเจนหรือยังพี่น้อง ทหารกบฎ 19 กันยา 49 มันเลวกันขนาดไหน แพ้ทุกรูปแบบ โกงทุกวิถีทาง กรรมการก็พวกมัน กติกามันตั้งเอง คนคุมคนนับคะแนนก็พวกมัน ยังบอกคนนั้นคนนี้ซื้อเสียง ก็เอาซี จับให้ได้จำคุกเลย ทำไมไม่จับ อย่าทำเป็นวอแวอยู่ต่อไป ตอนนี้ สังคมเขารู้ทันทหารกบฎแล้ว บอกคำเดียวขอยืมคำมงคลท่านอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ มาใช้หน่อย "งานนี้ กูไม่กลัวมึง !!!!"

หมายเหตุ: ท่านสามารถชมภาพชุดดังกล่าวเพิ่มเติมได้ดังนี้
ภาพการปราศรัยของ..ขุนศึกฝั่งธน...ขุนพลพระนคร
โดยคุณ ชารา๚ะ๛
ภาพวัดสวนแก้ว เอาไปดุกันก่อนเป็นน้ำจิ้ม สองภาพครับ
โดยคุณ มังกรดำ
เล็กๆ น้อยๆ ปราศรัยย่อยจากสวนสยาม
โดยคุณ i-n
อดิศร + จาตุรณต์ .... ฟ้องประชาชนท่าน้ำนนท์
โดย Mr.Wake
ภาพชุดวัดสวนแก้ว /ตอนจบครับ
โดยคุณ มังกรดำ
เซ็งจริงๆ..ทำไมภาพคนไปท่าน้ำนนท์ถึงได้น้อยกว่าวงเวียนใหญ่
โดย RedEarth
รูปพปช.ที่ บิ๊กซี ลาดพร้าวครับ
โดยคุณ McLamp
ภาพ อภิสิทธิ เวชชาชีวะ เสวนาที่วัดสวนแก้ว
โดยคุณ แมวอ้วนอ้วน
ภาพ สมัคร สุนทรเวช เสวนาที่วัดสวนแก้ว
โดยคุณ แมวอ้วนอ้วน

อนึ่ง คุณ Tuxedo ได้กรุณาบันทึกเสียงการปราศรัยทางการเมืองรายการสำคัญๆ วันนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมัคร สุนทรเวช พูดที่วัดสวนแก้ว
22.51 Mb 1.38 ชั่วโมง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดที่วัดสวนแก้ว
22.77 Mb 1.39 ชั่วโมง

พปช.ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว
19.9 Mb 2.50ชั่วโมง

อดิศร เพียงเกษ พูดท่าน้ำนนท์
10 Mb 44.52 นาที

จาตุรนต์ ฉายแสง พูดที่ท่าน้ำนนท์
18.08 Mb 1.19 ชั่วโมง

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 25, 2550

คนดีตามมาตรฐานของ พล.อ.เปรม

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
25 พฤศจิกายน 2550

หลังทหารยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยการันตี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นคนดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

หลังเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 1 ปี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้ว่า คนดี คนเก่ง คนมีความสามารถ และคนที่มีความเหมาะสมเป็นผู้บริหารประเทศชาติ มีความแตกต่างกัน

ในกรณีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีสาระจากการอภิปรายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วว่า ท่านเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ และไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารประเทศ

คำวิพากษ์วิจารณ์และข้อสังเกตของสื่อมวลชนที่มีต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตลอดจนการตั้งฉายา “ฤาษีขี่เต่า” เป็นภาพสะท้อนที่เห็นความเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ ได้อย่างชัดเจน แม่นยำ ถูกต้อง จนกระทั่ง พล.อ.สุรยุทธ์ และคณะรัฐบาล ไม่อาจจะลบล้างภาพลักษณ์นี้ออกไปจากตัวได้

พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่คนเก่ง ได้รับการพิสูจน์แล้วด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส จาก การบริหารแบบไม่บริหารของท่าน ทำให้ประเทศไทยเสียหาย และประชาชนเสียโอกาสอย่างมากในห้วงเวลา 1 ปีที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่าประชาชนต้องเดินตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง แต่วันนี้ประชาชนอยู่ในสภาพไม่พอกิน

พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่คนมีความสามารถ ได้รับการยืนยันแล้ว จากการบริหารประเทศที่ทำให้ดัชนีชี้วัดความสุขของประชาชนลดลง ทั้งๆ ที่ในวันแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่าการบริหารประเทศของท่านวัดความสำเร็จที่ความสุขของประชาชน ไม่ใช่ความร่ำรวยของประเทศ ในขณะที่ความสุขของประชาชนลดลง ความแตกแยกในหมู่ประชาชนกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนที่ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนแบ่งเป็นฝักฝ่าย ประจันหน้ากันอย่างไม่ลดราวาศอก ยิ่งกว่าก่อนการรัฐประหาร

พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับการรับรองจากตัวท่านเองว่า ท่านไม่เอาอีกแล้วกับการทำงานในหน้าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถกำกับดูแลรัฐมนตรีให้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาล อยู่ในกรอบที่รัฐบาลกำหนดไว้ได้ ก็ไม่ควรจะเป็น แต่ก็น่าเสียดายเวลาของประเทศ ที่กว่าท่านจะรู้ตัวว่าท่านไม่เหมาะ ประเทศชาติและประชาชนก็เสียหายไปมากแล้ว

พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนดี หรือไม่ (ไม่ต้องดีที่สุด ตามที่ พล.อ.เปรม การันตีไว้) ต่างหาก เป็นคำถามที่น่าสนใจ และควรจะพิจารณา เพื่อที่จะได้รู้ว่ามาตรฐานคนดีของ พล.อ.เปรม เป็นเช่นไร

เหตุที่ต้องถามหา มาตรฐาน “คนดี” ของ พล.อ.เปรม มาดูกัน ก็เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.เปรม ได้ไปบรรยายให้ทหารฟังในงานวันกองทัพเรือ 111 ปี โดยเรียกร้องให้ทุกเหล่าทัพและตำรวจ ส่งเสริมคนดี และปัดป้องคนไม่ดีไม่ให้เข้ามายุ่งกับการบริหารบ้านเมือง

หากจะว่ากันตรงๆ ก็คือ พล.อ.เปรม บอกให้กองทัพช่วยกันส่งเสริมคนดีเข้ามาบริหารบ้านเมือง และป้องกันคนไม่ดีเข้ามาบริหารประเทศ และเหตุที่ต้องพูดเรื่องนี้ในเวลานี้ ก็เพราะเป็นช่วงเวลาการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ

เป็นการไม่ชี้นำแบบชี้นำ ที่น่าศึกษายิ่งนัก

เมื่อ พล.อ.เปรม เคยการันตีว่า พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนดีที่สุด เหมาะกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ศึกษามาตรฐานคนดีของ พล.อ.เปรม จากพฤติกรรมของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่บุกรุกและครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติ กลับสร้างภาพว่าเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าใครจะชี้ว่ามีความผิดอย่างไรก็ไม่ฟัง และไม่ยอมออกจากที่ดินบนเขายายเที่ยง

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่ตอบคำถามนักข่าวไม่ได้ ว่ามีทรัพย์สินมากมายกว่า 90 ล้านบาทได้อย่างไร โดยที่รับราชการตลอดชีวิต ไม่เคยประกอบธุรกิจการค้าใดๆ มาก่อน

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่สร้างภาพว่าใช้ชีวิตสมถะ แต่มีบ้านพักอยู่ในสนามกอล์ฟ และขับรถสปอร์ต

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่ร่วมวางแผนก่อการรัฐประหาร ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉีกรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่เคยปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะรักษารัฐธรรมนูญไว้ด้วยชีวิต

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่ให้กำลังใจ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อม็อบขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเมื่อขับไล่รัฐบาลของประชาชนสำเร็จ ก็มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่เข้าด้วยช่วยเหลือทหารบางคนบางพวก แทรกแซงการเลือกตั้ง ด้วยการปกปิดความจริงที่ปรากฏในเอกสารลับ ยอมรับเพียงครึ่งเดียวว่าเคยเห็นเอกสาร แต่ไม่เห็นข้อความสกัดกั้นพรรคการเมืองหนึ่ง

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่ใช้โทรทัศน์ของรัฐบาล ช่อง 11 ตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จัดรายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่เห็นด้วยกับการทำร้ายประชาชนผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย หน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีที่สร้างภาพเป็นผู้ศึกษาธรรมะ อ้างว่าเป็นโจรกลับใจ แต่ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่คืนที่ดินเขายายเที่ยง แต่กลับโอนให้ลูกชาย ทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์

คนดีแบบ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ คนดีตามมาตรฐานของ พล.อ.เปรม

แต่ไม่น่าจะใช่คนดีตามมาตรฐานของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่กำลังเดือดร้อนแสนสาหัส จากการบริหารประเทศ 1 ปีเศษของ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นแน่

บอกตรงๆ ผมล่ะกลัวจริงๆ กับคำพูดของ พล.อ.เปรม ที่บอกให้กองทัพช่วยส่งเสริมคนดีมาบริหารบ้านเมือง

ก็ขนาด “คนดีที่สุด” ของท่าน ยังเป็นได้ขนาดนี้ แล้ว คนดีธรรมดา คนดีปกติ จะเป็นไปได้ขนาดไหน

โชคดีที่มาตรฐานการพิจารณายกย่องคนดีของผมกับของ พล.อ.เปรม มีความแตกต่างกัน

ไม่เช่นนั้นแล้ว ผมก็คงจะเป็นคนหนึ่งที่ร่วมกับท่านทำร้ายประเทศไทยอันเป็นที่รักของผมไปด้วย

ที่นี่ประเทศไทยและ...ไม่เอาเผด็จการ

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
25 พฤศจิกายน 2550


กลายเป็นโจ๊กทางการเมืองไปซะแล้ว

สำหรับข่าวการจับขั้ว 3 พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ออกมาปฏิเสธข่าวนัดพบกินข้าวกับ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เพื่อเป็นตัวประสานในการจับขั้วก่อนการเลือกตั้ง ตามมาด้วย บรรหาร ศิลปอาชา ที่ปฎิเสธไม่รู้เรื่องรู้ราวการเจรจาตกลงกันดังกล่าว แถมด้วยการออกลีลาพลิ้วอีกว่า...หลังเลือกตั้งถึงจะมีความชัดเจน เรื่องราวทั้งหมดถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เรื่องราวทั้งหมดออกมาจากปากสุรเกียรติ์เอง

มีเหตุผลรองรับสนับสนุนชัดว่า เป็นความพยายามที่สืบเนื่องมาจากผลสำรวจคะแนนนิยม ที่พบว่าคะแนนของพรรคพลังประชาชนดีวันดีคืน

สอดคล้องกับความกังวลของกลุ่ม ไอ้โม่ง คมช. ที่เคยเรียก “หัวแถว” ในพรรคการเมืองพบปะหารือกันมาแล้วครั้งหนึ่ง...เพื่อผนึกกำลังกัน เทคะแนนให้กัน เพียงเพื่อหวังล้มผู้สมัครพรรคพลังประชาชนให้ได้

การที่เรื่องดังกล่าวถูกพับไปดื้อๆ จึงเกิดคำถามตามมามากมายว่า เป็นเพราะอะไรกันแน่ มีเหตุประการหนึ่งประการใด ที่ทำให้การตกลงปลงใจร่วมกันในเรื่องดังกล่าวเกิดความไม่ลงตัว หรือมีการประเมินกันแล้วว่า การประกาศออกมาเช่นนั้นจะ “ได้” ไม่คุ้ม “เสีย”

และที่สำคัญกว่า...ก็คือ เมื่อวิธีการดังว่าไม่ได้ผล กลุ่มคนที่ต้องการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน จะเลือกใช้ยุทธวิธีแบบใดอีก หรือจะมีความพยายามหันกลับไปใช้อำนาจทางทหาร แทรกแซงเรื่องราวทางการเมือง ดังที่ปรากฏเป็นแผน เป็นถ้อยคำ และมีเอกสารทั้ง “ลับ” และ “ลับมาก” ออกมาไม่ขาดสาย เหมือนอย่างความพยายามในการ “ปลุกผี”คอมมิวนิสต์ ตามสาระสำคัญของเอกสารลับของทหาร ที่หลุดออกมาเป็นชิ้นที่ 3 ที่สาระต่างๆ แสดงให้เห็นว่า คนที่ออกเอกสาร หรือจะพูดให้ชัดก็คือ พล.อ.สนธิ นั้นไม่มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่มีความเข้าใจในกองทัพ เห็นกองทัพเป็นเครื่องมือสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตย เสมือนเป็นการสถาปนากองทัพให้เป็นไปตามเจตจำนงของ พล.อ.สนธิ เพียงคนเดียว

ถึงวันนี้ ระบอบประชาธิปไตยของไทยก้าวมาไกลมากแล้ว แต่ พล.อ.สนธิ ก็ยังดึงถอยหลังไปพัวพันกับระบอบคอมมิวนิสต์ หรือหากจะยืมคำ นพ.เหวง โตจิราการ แห่งสมาพันธ์ประชาธิปไตย มาใช้...ก็พูดได้ว่า การกระทำของ พล.อ.สนธิ เช่นนี้ สะท้อนชัดถึงความเป็น “เผด็จการทรราช”

หลากหลายเรื่องราวที่เป็นผลเกี่ยวเนื่องกับการเมือง เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ แม้จะแตกต่างในรูปแบบ แนวทาง ตลอดจนที่มาที่ไป แต่เมื่อค่อยเรียบเรียง ค่อยประมวลทีละเรื่องราวเข้าด้วยกันแล้ว กลับพบว่า เป้าประสงค์สุดท้าย หรือจุดหมายปลายทาง แทบไม่มีความแตกต่างกัน ทุกเรื่องราวสามารถจับเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้อย่างน่าแปลกใจ

จะเป็นความบังเอิญหรือไม่ ที่มีข่าว ไอ้โม่ง คมช. เรียกพบบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองยกเว้นพรรคพลังประชาชน

บังเอิญหรือไม่ ที่มีข่าวจับขั้วพรรคการเมือง 3 พรรค โดยมีข่าวบิ๊กทหารนัดกินข้าวกับคนการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อแผ่นดิน ไปก่อนหน้านั้น

บังเอิญหรือไม่ ที่มีเอกสารลับออกมาสั่งให้ปฏิบัติการ “ชี้นำ” ประชาชน และสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน และกลุ่มอำนาจเก่า

บังเอิญหรือไม่ ที่ล่าสุดยังมีเอกสาร “ลับมาก” อีกชิ้น ที่มีเนื้อหาในการทำสงครามประชาชน และลากเอาเรื่องราวคอมมิวนิสต์เข้ามาเกี่ยวข้อง

เช่นเดียวกับความพยายามในการผลักดัน พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่ชวนให้สงสัยเช่นกันว่า เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว บรรดานักการเมือง อดีต ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ อดีตรัฐมนตรีทั้งหลาย พอจะได้คิดบ้างหรือไม่ และยังจะเต็มอกเต็มใจเป็นเครื่องมือของใครบางคนอีกหรือเปล่า

แล้ว “ทหารดี” ทั้งหลาย ทำไมปล่อยให้มีการกระทำย่ำยีกองทัพ ปล่อยให้มีการนำกองทัพไปเป็นตัวประกัน เป็นข้ออ้างในการแสวงหาประโยชน์ของคนบางคนและพวกพ้อง หรือแม้แต่การใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ อำมาตยาธิปไตย ทำให้ภาพของกองทัพวันนี้ต้องติดลบในสายตาคนไทยทั้งประเทศ

ผู้คนจำนวนไม่น้อยเหมารวมไปแล้วว่า ทหารทั้งหมดคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่รักประชาชน และเชื่อไปแล้วว่า การปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา ก็เพียงเป็นการชำระแค้นส่วนตัว ไม่ได้เป็นการทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง

ประชาชนคนไทยก็เช่นกัน ถึงวันนี้มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้งเช่นนี้แล้ว ยังจะยอมให้เขาหลอกลวง “ชี้นำ” สร้างความเข้าใจผิดๆ ทางการเมืองอยู่เช่นนี้หรือ

ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองเป็นของพวกเรา เป็นของคนไทยทุกคน ทำไมประชาชนคนไทยไม่ร่วมกันแสดงพลัง ประกาศให้คนที่จะมาทำลายบ้านเมือง ทำลายระบอบประชาธิปไตย ได้เข้าใจในบทบาทของตัวเอง และบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดให้เขารู้ว่า...

บ้านนี้เมืองนี้เป็นประชาธิปไตย...และไม่เอาเผด็จการ

ถึงเวลาสู้หน้าประชาคมโลก

โดย คุณ เห่าไฟ
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
25 พฤศจิกายน 2550

• เมื่อสิทธิเสรีภาพประชาชนถูก ละเมิด ครั้งแล้วครั้งเล่า หลักนิติธรรมกลายเป็นหลัก นิติอธรรม มีการใช้อำนาจ สองมาตรฐาน อย่างน่าละอาย หลักกฎหมายพังพินาศ เพราะการลงโทษย้อนหลังบิดเบือน ครรลองประชาธิปไตยด้วยการสนับสนุนเผด็จการ เสียงข้างน้อยให้เป็นใหญ่ แผ่นดินวุ่นวายโกลาหลเพราะกรรมการห้ามมวย ไม่เป็นกลาง ขืนปล่อยให้คนบางกลุ่มใช้อำนาจตามอำเภอใจต่อไป บ้านเมืองคงหนี กลียุค ไม่พ้นแน่นอน!!!............

• “เห่าไฟ” ว่า คงถึงเวลาต้องหารือกับประชาคมโลกแล้ว ทำอย่างไรประเทศไทยจึงจะอยู่ในร่องในรอย ไม่ทำอะไร ตามใจฉัน เหมือนที่ผ่านมา เพราะงานบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนทั้ง 63 ล้านคน จะมาทำเป็นเลอะๆเทอะๆไม่ได้ เมื่อหลักสมดุลในประเทศ สูญสิ้น ก็ต้องใช้ ประชาคมโลก เข้ามาถ่วงดุลแทน!!!............

• พอพูดอย่างนี้ หลายคนคงทำ ดัดจริตดีดดิ้น โวยวายให้เห็นว่า ตัวเองรักชาติเหลือเกิน จะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงเด็ดขาด ปัดโธ่... ทีตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 รัฐบาล ไทยมิใช่หรือที่เอามือกุมเป้า โค้งคำนับ ครับผม ครับผม กับไอเอ็มเอฟ เพราะประเทศ ถังแตกต้องไปกู้เงินเขามา อย่างนี้ไม่เรียกว่า ถูกแทรกแซงหรอกหรือ ทำไมไม่โวยวาย กันบ้าง!!!............

• ก้าวล่วงมาถึงยุคนี้ หลักการประชาธิปไตยได้ ล้มละลาย ไปแล้วโดยสิ้นเชิง เหตุก็เพราะ ประชาชนเสียงข้างมากถูก ปล้น สิทธิ ไปต่อหน้าต่อตา กลุ่มคนที่มีกำลังอำนาจได้เอาปืนจ่อ หัวประชาชนแล้วพูดคำหวานให้ เคลิบเคลิ้ม ว่าจะคืนอำนาจให้เป็นอย่างดี แต่ที่ไหนได้ กลับใช้อำนาจรัฐบงการการเลือกตั้งไปตามใจต้องการ หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจฉัน อย่างนี้ ก็น่าจะเลิกเล่น ลิเกประชาธิปไตย เสียที แล้วใช้อำนาจปืนตั้ง รัฐบาลถาวรพันปี ไปเลยก็หมดเรื่อง!!!............

• พูดไปแล้ว “เห่าไฟ” นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาถนัดใจ ถ้าหาก “อาจารย์หม่อม” ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เสาหลัก ประชาธิปไตยยังมีชีวิตอยู่ ผู้มีอำนาจในปัจจุบันคงถูกด่าเปิงไปแล้ว เหตุก็เพราะจะดีจะชั่วอย่างไร การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างที่ผู้ดีทั่วโลกเขาทำกัน ต้องไม่ใช้ ้วิธี ปฏิวัติยึดอำนาจ เด็ดขาด แต่ควรใช้ครรลอง ประชาธิปไตย อธิบายเหตุผล สู้กันทาง แนวคิด ค่อยๆปรับกระบวนทัศน์ของประชาชนให้เปลี่ยนไป แม้ต้องใช้เวลา ก็ต้องอดทน ไม่ใช่เกรี้ยวกราดบ้าอำนาจทำตัวให้เป็นที่อับอายขายหน้าไปทั่วโลกเช่นนั้น!!!............

• ข้อสำคัญ ปมปัญหาทั้งหมด หากทบทวนให้ดี ก็จะพบว่า รัฐบาลทักษิณ ทำผิดอยู่ข้อหา เดียวจริงๆ นั่นก็คือ ทำตัวน่าหมั่นไส้ ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆล้วนถูก อุปโลกน์ ขึ้นมาเสริมข้อหา แรกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอรัปชัน โกงภาษี ก็พูดกันปากเปล่า ศาลยังไม่ตัดสินสักคดี ส่วนเรื่อง นโยบายประชานิยม ก็เป็นข้อหาไร้สาระ เพราะทุกพรรคก็โฆษณานโยบาย ประชานิยม เหมือนกันหมด!!!............

• ยิ่งตอนนี้ ผู้มีอำนาจออกมาพูดถึงเรื่อง การเลือกคนดี ยิ่งไปกันใหญ่ เนื่องจากคนดีตาม ความหมายของ ผู้มีอำนาจ กับคนดีตามความหมายของ ระบอบประชาธิปไตย มันคนละ เรื่องกันเลย เพราะคนดีตามระบอบประชาธิปไตย ก็คือ คนที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความไว้ ้วางใจออกไปลงคะแนนให้มากที่สุด แต่ปรากฏว่า ผู้มีอำนาจบอกว่า ไม่ใช่ อย่างนี้ไม่ใช่คนดี ต้องเลือกคนที่มีคะแนนโหวตน้อยกว่า ถึงจะเรียกว่า คนดี!!!............

• ด้วยเหตุนี้ “เห่าไฟ” ก็เลยทำใจให้ยอมรับ ประชาธิปไตย แบบ คลุมถุงชน ที่ผู้มีอำนาจ หยิบยื่นมาให้ไม่ได้ จริงๆแล้ว ไม่เคยมีใจโกรธเกลียด ผู้มีอำนาจ หรือคิดเข้าข้างทักษิณฝ่ายเดียว แต่หลักการประชาธิปไตยของบ้านเมือง หลักนิติธรรม และการใช้อำนาจมาตรฐานเดียวจะต้อง ไม่ถูก บิดเบือน เพราะความขัดแย้งกันระหว่าง ผู้มีอำนาจ กับ อดีตนายกฯทักษิณ ที่เกิด จากข้อหาหมั่นไส้กันเท่านั้น!!!............

• ส่วนเรื่องนี้ “เห่าไฟ” บอกตามตรงว่า ไม่ชอบที่ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พลังประชาชนออกมา ด่ากราด สื่อมวลชนแบบเหมารวมเช่นนั้น แต่ก็ได้ฟังเรื่องราวของ สมัคร มาพอสมควร คนคนนี้ เป็นคนปากกับใจตรงกัน ส่วนใหญ่คดีความที่ฟ้องสื่อ มักจะถอนให้เกือบหมด ฉะนั้น คนปากร้ายแต่ใจดี น่าคบกว่า คนปากหวานแต่ใจร้าย แน่นอน!!! ............

• จริงๆแล้ว การทำหน้าที่ของสื่อนั้น อาจารย์ คึกฤทธิ์ ปราโมช รู้ดีที่สุด เพราะเคยเขียน ในคอลัมน์ซอยสวนพลูว่า หนังสือพิมพ์ไทยนั้น ถึงจะจ้วงจาบใครต่อใครให้เกิดโทสะ เคียดแค้น ได้อยู่เสมอ แต่ก็รู้ที่ต่ำที่สูง บูชาคนที่ควรบูชาและมีความจงรักภักดีอันมั่นคง แข็งแรงอยู่ อาจารย์คึกฤทธิ์ ถึงจะเคยโกรธสื่อมวลชนอยู่บ้าง แต่ก็ด่าพอหอมปากหอมคอ ด่าจบก็กิน เหล้าคุยกันต่อ ไม่เคยอาฆาตแค้นเอาเป็นเอาตาย เพราะรู้ดีว่า สื่อกับประชาธิปไตยนั้น ยังไงก็เป็นของ คู่กันตลอดกาล!!!............


ถ่ายทอดสด สองรายการที่สถานีวิทยุ นปก.

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ทีมา c-box สถานีวิทยุ นปก.
25 พฤศจิกายน 2550

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2550 สถานีวิทยุ นปก.จะมีการถ่ายทอดสดรายการน่าสนใจ สองรายการ ดังนี้

13.00 – 15.00 น. ถ่ายทอดสด จากวัดสวนแก้ว นนทบุรี ในรายการเสวนาวาระพิเศษ “ การเมืองเรื่องศีลธรรม ? ” ช่วงคุณสมัคร สุนทรเวช ดำเนินรายการโดย พระพยอม กัลยาโณ

17.00 – 21.00 น. ถ่ายทอดสดเวที 'บ้านเลขที่ 111 พบประชาชน' จากบริเวณท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี ผู้ปราศรัย อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสุธรรม แสงประทุม นายอดิศร เพียงเกษ

ลิงก์สถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม และแนวร่วม
http://www.norporkor.com/
http://users1.nofeehost.com/norporkor/
http://www.norporkor.net.tf/
http://npk.no-ip.org/
http://norporkor.no-ip.org/
http://users1.nofeehost.com/lovetaksin/index.asp
http://www.arkomsydney.com/
http://satnetradio.awardspace.com/
http://npk2.awardspace.com/
http://satnet2.awardspace.com/

หรือ ผ่าน winamp ที่
http://denow1.no-ip.org:9000/listen.pls
http://denow2.no-ip.org:9000/listen.pls

คุณเปรมป่วย

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 พฤศจิกายน 2550

ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ ที่ข่าวพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ป่วยจนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลนั้น จะถูกปิดเป็นความลับอย่างดี

ยิ่งคนในวงการรู้กันดีว่า คุณเปรมมีอาการป่วย และเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่นี่เอง แต่เมื่อถามไปก็ตอบว่าไม่เป็นอะไร และเดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเชื่อกันว่าคุณเปรมได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่ที่นั่น ในฐานะอดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่สอง

แต่ป่วยก็คือป่วย ถ้าหากปิดบังความจริงกันเช่นนี้ ก็ต้องนั่งวิสัชนากันหน่อยว่า เพราะอะไรคนอายุ 87 ก็ต้องมีป่วยไข้กันได้บ้าง

ถ้าปิดบังกันอย่างนี้ก็ต้องสงเคราะห์ว่า คนที่เกี่ยวข้องกลัวสาธารณชนจะรู้ว่าคุณเปรมป่วย คนที่มีทีท่าเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอยู่ในตอนนี้ ก็คงจะใจหายใจคว่ำว่า ตนเองจะถูกคลื่นลมประชาธิปไตยโถมทับเข้าใส่ จนไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่ เพราะเดิมทีได้บารมีของมหาอำมาตย์ คอยปกป้องรักษาชีวิตและความก้าวหน้าในราชการงานเมืองของตนเองอยู่ เพราะเผด็จการถือเป็นระบอบที่ให้รางวัลกับข้าทาสบริวารดีที่สุด เนื่องจากรู้ว่าปราศจากข้าทาสบริวารเหล่านี้ก็ไม่สามารถจะผูกขาดอำนาจต่อไปได้

เหมือนสัตว์เลี้ยงที่คุ้นเคยกับมนุษย์ เมื่อเจ้าของมีอันเป็นไป หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะดูแลได้ ก็ทำตัวน่าสงสารไปซุกตนเองอยู่กับมนุษย์คนอื่น โดยหวังความเมตตาปรานีอย่างที่ตัวเคยได้รับ ไม่ได้คิดเลยว่า จะลุกขึ้นมาเป็นไทกับตนเอง และมีความทระนงองอาจ อย่างที่สิ่งมีชีวิตควรมี เขาถอดปลอกคอให้ยังอุตส่าห์ไปคาบปลอกคอมาให้เขาใส่กลับคืนใหม่


หรือเหมือนนกติดยาเสพติด เขาปล่อยจากกรงไปแล้วยังอุตส่าห์บินไปคอยบนยอดไม้ เมื่อเขาเผลอตัวก็บินกลับมาอยู่ในกรงอย่างเก่า

ระบอบอมาตยาธิปไตยนั้นแท้ที่จริงก็คือระบอบการปกครองของระบบอุปถัมภ์ ซึ่งแปลว่าอาศัยพรรคพวก และการพึ่งพาอาศัยกันเอง เป็นทางแห่งความก้าวหน้าในชีวิต หรือในบางกรณีเพื่อความอยู่รอดในชีวิต

ระบอบและระบบแบบนี้ขึ้นอยู่กับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพและมีอำนาจจริง หัวหน้าห้ามป่วย ห้ามตาย และห้ามมีความคิดจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากคนที่อยู่ใต้ลงไปเป็นลำดับนับไม่ถ้วนนั้นต้องการความสม่ำเสมอของจุดยืนและการแสดงออก ระบอบเผด็จการจึงมักจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือหวังให้ผู้นำของตนเองนั้นอยู่ไปถึงหนึ่งพันปี และไม่มีความเปลี่ยนแปลงตามประสาปุถุชนเลย ระบอบเผด็จการจึงขาดความเป็นธรรมชาติและไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งที่ความป่วยไข้ได้เจ็บเป็นของธรรมดาแห่งชีวิต แต่คุณเปรมกลายเป็นคนไม่ธรรมดาไปเสียแล้ว เนื่องจากเป็นประมุขของระบอบการปกครอง ที่เน้นความไม่ธรรมดาและความเป็นซูเปอร์แมนของผู้นำ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงความคิดใหญ่ ๆ ว่า ในโลกนี้ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น จึงจะถือเป็นธรรมชาติที่สอดคล้องต่อการพัฒนาทั้งความคิด และจิตใจของมนุษย์มากที่สุด

ส่วนระบอบเผด็จการนั้นเป็นสุดโต่งในทางตรงกันข้าม คือทำให้มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ และในบางครั้งทำให้มนุษย์กลายเป็นเทวดาไปอย่างไม่น่าจะเป็น

ความตายของระบอบอมาตยาธิปไตยเท่ากับจุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตยเสมอ

ครับ เหตุการณ์ในเมืองไทยมาจนถึงขนาดนี้แล้ว ทุกอย่างยึดติดกับตัวบุคคล เพราะเป็นประเทศที่เน้นหนักในการบูชาบุคคล และหวังให้บุคคลที่ตนเองเคยเชื่อถือ หรือเชื่อถืออยู่นั้นอยู่ได้ตลอดไป โดยไม่มีอันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ เป็นที่น่ากลัวเหลือเกินว่า เมื่อถูกหักหาญด้วยความผิดหวังแล้วจะครองสติอยู่หรือไม่


วันเสาร์, พฤศจิกายน 24, 2550

“อำมาตยาฯ” ชั่วช้าสามานย์

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
24 พฤศจิกายน 2550

อำมาตยาธิปไตย Bureaucratic Polity ในเชิงวิชาการได้บอกไว้ว่า รากศัพท์มาจากคำ “อำมาตย์” (ขุนนางหรือข้าราชการผู้ใหญ่) + “อธิปไตย” (ความเป็นใหญ่มีอำนาจ) แปลว่า การปกครองที่มีขุนนางผู้ใหญ่ เป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ชนชั้นขุนนาง เจ้าหลวง จะมีอำนาจใหญ่เหนือกว่าประชาชน

พูดง่ายๆ คือ “ของประชาชน โดยขุนนาง เพื่อขุนนาง

อำมาตยาธิปไตย เริ่มถูกลิดรอนบทบาทลงไปหลังเหตุการณ์ “ตุลาคม 2516” และ หมดบทบาท ถูกฝังลงโลงอย่างชัดเจน คือ หลังการปฏิรูปการเมืองครั้งแรก ที่มี รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ประชาธิปไตยเต็มใบ ที่พูดง่ายๆ คือ “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง

หลังเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง มีการสร้างเงื่อนไข ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น การไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง การขอ นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 การรวมกันจัดตั้งกลุ่มผู้ชุมนุม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เราจะเห็นกระบวนคิดในการแบ่งแยกชนชั้นกลับมา โดยมีกลุ่มที่อ้างตนเองว่าเป็น สตรีผู้สูงศักดิ์ หรือ ราชนิกุล มามีส่วนชี้นำทางการเมือง

เหตุการณ์เลวร้ายนำไปสู่ การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อำมาตยาธิปไตย แผ่ขยายครอบงำไปทุกภาคส่วนของสังคม

กลไกของประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบราชการ ระบบทหาร กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ พรรคการเมือง บริษัทเอกชน ที่ควรจะรับใช้ประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนเสียภาษีอากร เสียค่าใช้บริการ ทำกำไรให้มหาศาล แต่กลับมีแนวโน้มเบี่ยงเบนไปสู่การรับใช้ “อำมาตยาธิปไตย”

ทั้งนี้เพราะ กลุ่มที่เข้าไปรับใช้เหล่านี้ ได้ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน กลับไปกันทั่วถ้วน เหมือนอดีตที่ผ่านมา

ทุนเก่า กิจการธนาคาร โรงปูน โรงหิน สัมปทานเหมือง คนไม่กี่ตระกูล มักจะได้ข้อมูล อินไซเดอร์ ทำกำไรบนคราบน้ำตาของคนไทย

ข้าราชการ ที่สนิทชิดเชื้อ รับใช้ใกล้ชิด ได้มีโอกาสไต่เต้าขึ้นเป็นใหญ่ ทั้งที่มีคนเก่งๆ ในมวลหมู่ข้าราชการอีกเยอะแยะที่สมควรจะได้รับโอกาสเหล่านั้น แต่เพราะประจบสอพลอไปไม่ถึง

พรรคการเมือง ต้องเข้าไปแอบอิง เพื่อต่อยอดความได้เปรียบทั้งในสนามเลือกตั้งและเวทีต่อรองจัดตั้งรัฐบาล ในตำแหน่งโก้หรูทางการเมือง

ที่กล่าวมายืดยาวนี้ เพราะ เอกสารกองทัพบก “ลับมาก” ฉบับที่ 3 มีคำสารภาพชัดเจนในการที่จะฟื้น อำมาตยาธิปไตย แต่จะทำให้แนบเนียน ดังเช่นข้อความในเอกสารลับมาก ที่ 0403/512 ลงวันที่ 26 กันยายน 2550 หน้าที่ 3

“2.2.2.การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวของกองทัพ ต้องดำเนินการด้วยความราบรื่น ด้วยการใช้กุศโลบาย เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย ดังนั้นปัญหาเฉพาะหน้าของกองทัพที่สำคัญกว่าปัญหาในพื้นที่ จชต. ได้แก่ การทำสงครามประชาชน และตระหนักว่ากองทัพกำลังเผชิญและต่อสู้กับกลุ่มขบวนการหนึ่ง ที่มีความพยายามในการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ในทุกลักษณะ...”

วันนี้ อำมาตยาธิปไตย จะฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับบริบทแวดล้อมที่ว่า ปลุกผีคอมมิวนิสต์ และ การทำลายสถาบันเบื้องสูง

รู้ทั้งรู้ ว่าเป็นไปไม่ได้ กลับนำมาโยงใยเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่ สังคมปริร้าวพร้อมจะแตก ได้ทุกเมื่อ กลับ ช่วยกันตีช่วยกันซ้ำ ไม่ ปรองดองสมานฉันท์

แบบนี้ไม่ให้เรียกว่า “ชั่วช้าสามานย์” แล้วจะให้เรียกว่าอะไรดีล่ะ...

.

วันศุกร์, พฤศจิกายน 23, 2550

รายงานยืนยัน ผู้นำระบอบอมาตยาธิปไตยของไทยล้มป่วย

23 พฤศจิกายน 2550

รายงานยืนยันจากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง โดยคุณกาหลิบ (23 พ.ย.) กล่าวว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ล้มป่วยลง โดยได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ข่าวดังกล่าวเป็นการยืนยันกระแสข่าวจากอินเตอร์เน็ต ที่รายงานผ่านสถานีวิทยุ 87.75 Mhz. ของคุณชูพงษ์ ก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่าพล.อ.เปรม ล้มป่วย ทั้งนี้รายละเอียดที่ปรากฏในคอลัมน์ดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้
คุณเปรมป่วย
ไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่ข่าวพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ป่วยจนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลนั้นจะถูกปิดเป็นความลับอย่างดียิ่ง คนในวงการรู้กันดีว่าคุณเปรมมีอาการป่วยและเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่นี่เอง

แต่เมื่อถามไปก็ตอบว่าไม่เป็นอะไร และเดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเชื่อกันว่าคุณเปรมได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่ที่นั่นในฐานะอดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่สอง แต่ป่วยก็คือป่วย ถ้าหากปิดบังความจริงกันเช่นนี้ก็ต้องนั่งวิสัชนากันหน่อยว่าเพราะอะไร

คนอายุ 87 ก็ต้องมีป่วยไข้กันได้บ้าง ถ้าปิดบังกันอย่างนี้ก็ต้องสงเคราะห์ว่าคนที่เกี่ยวข้องกลัวสาธารณชนจะรู้ว่าคุณเปรมป่วย

คนที่มีทีท่าเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอยู่ในตอนนี้ก็คงจะใจหายใจคว่ำว่า ตนเองจะถูกคลื่นลมประชาธิปไตยโถมทับเข้าใส่จนไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่ เพราะเดิมทีได้บารมีของมหาอำมาตย์คอยปกป้องรักษาชีวิตและความก้าวหน้าในราชการงานเมืองของตนเองอยู่ เพราะเผด็จการถือเป็นระบอบที่ให้รางวัลกับข้าทาสบริวารดีที่สุด เนื่องจากรู้ว่าปราศจากข้าทาสบริวารเหล่านี้ก็ไม่สามารถจะผูกขาดอำนาจต่อไปได้

คุณกาหลิบยังได้กล่าววิจารณ์เพิ่มเติมถึงระบอบอมาตยาธิปไตย ที่เป็นระบอบการปกครองที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมชาติ เนื่องจากขึ้นอยู่กับผู้นำสูงสุดในระบอบ (หมายถึงเปรม) ที่จะมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ตรงกันข้ามกันนั้น ระบอบประชาธิปไตย กลับสามารถดำเนินไปได้อย่างธรรมชาติ ตรงตามหลักกระแสของโลก ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้นำที่ต้องอยู่คงทนถาวรพันปี

รายงานยังแจ้งด้วยว่าข่าวดังกล่าว ได้รับการปิดบัง และขณะนี้คุณเปรมได้ออกเดินทางไปโคราชแล้ว

อนึ่ง ท่านสามารถสนทนาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้จากเว็บไซต์พันทิป ห้องราชดำเนิน หรือ เว็บบอร์ดประชาไท

ล่าสุด จากการบอกเล่าเพิ่มเติมของคุณ ณ.ณ. แจ้งว่าพล.อ.เปรม ยังสามารถออกปฏิบัติภาระกิจในวันนี้ (23 พ.ย.) เข้าเฝ้าในหลวงในโอกาสพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เจ้าหน้าที่ศาลปกครองสูงสุดระหว่างประเทศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท (อ่านเพิ่ม: ข่าวในพระราชสำนัก ช่อง 7)

สถานีวิทยุ นปก.เชิญชวนร่วมงาน "10ธันวาฯ อภิวัฒน์วิทยุ นปก.สู่ เสรีชน"

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา c-box สถานีวิทยุ นปก.
23 พฤศจิกายน 2550

ขอเชิญร่วมงานสัมนาการเมืองกับสถานีวิทยุ นปก.
"10ธันวา อภิวัฒน์วิทยุ นปก.สู่ เสรีชน"

บัตรราคา 200 บาท ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับหนังสือ ‘รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ฟรี พร้อม coffee break

เป็นงานพูดคุยการเมืองสไตล์คนวิทยุ นปก.และร่วมพบปะสังสรรค์ หนึ่งปีกว่าของนักรบไซเบอร์ที่ต่อสู้เผด็จการมาด้วยกัน

งานจัดในวันรัฐธรรมนูญ วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2550 ณ.ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ เริ่มลงทะเบียน 12.00 น.

สนใจเข้าร่วมงาน สำรองที่นั่งมายัง norporkor@yahoo.com.au
หรือ โทร. 083-069-3461, 083-023-6740


Thai Free News ผุดเซ็คชั่นวีดีโอ รวมคลิปหลากหลาย

23 พฤศจิกายน 2550

ท่านสามารถรับชมคลิปรายการการเมืองต่าง ๆ ที่น่าสนใจย้อนหลังได้จากเว็บไซต์ Thai Free News สื่อประชาชน


หมายเหตุ: ส่วนหนึ่งของคลิปวีดีโอ มาจากการรวบรวมจากเว็บไซต์ Thai People Voice ซึ่งเปิดโอกาสให้ท่านสามารถดาวน์โหลดได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 22, 2550

ประมวลภาพการชุมนุมต้านพรบ.ความมั่นคง

ข้อมูลและภาพโดย มังกรดำ
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
22 พฤศจิกายน 2550


กลุ่ม 24 มิถุนาและกลุ่มคนรากหญ้าพร้อมประชาชน
ลากปืนใหญ่จำลองมาตั้งหน้าสภาเผด็จการ


กระสุนจำลองถูกยิงออกจากปืนใหญ่ ที่กระบอกปืนเขียนว่า
"พรบ.ความมั่นคงเป็นกฏหมาย ทรราชย์"


ในภาพจะเห็นเศษกระดาษที่ถูกฉีกโดยประชาชน แสดงความไม่ยอมรับพรบ.ความมั่นคงที่เหล่าสมาชิกสภาเผด็จการร่างมา


เคลื่อนพลจากหน้ากองทัพมายังรัฐสภา


ถุงยางยักษ์จำลอง เป็นสัญลักษณ์ที่ประชาชนต้องการคุมกำเนิดกฏหมายเผด็จการ


สมยศ พฤกษาเกษมสุข จากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ถ่ายภาพร่วมกับประชาชน

สถานีวิทยุ นปก.ถ่ายทอดสดเสียงกิจกรรม ‘หยุดรัฐทหาร ต้าน พรบ.ความมั่นคงฯ’

ที่มา c-box สถานีวิทยุ นปก.
22 พฤศจิกายน 2550

วันนี้ นปช. ร่วมกับกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ รวมพลังกันคัดค้านต้าน พรบ.ความมั่นคงฯ ในกิจกรรม ‘หยุดรัฐทหาร ต้านพรบ.ความมั่นคงฯ’

โดยในช่วง 13.00 น. มีการนัดพบกันที่หน้ากองทัพบก ร่วมกันทำลายร่าง พรบ.ความมั่นคงฯ,ประกาศเจตนารมณ์ให้ทหารทุกเหล่าทัพกลับคืนกรมกอง, เอาพรบ.ความมั่นคงฯ คืนไป เอาประชาธิปไตยของเราคืนมา จากนั้น มีการเดินขบวนต่อไปที่หน้ารัฐสภา ส่งใบเตือนหมดเวลา สนช.สวาปามประเทศไทย

เวลา 17.00 - 21.00 น. ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่รัฐสภา ถนนอู่ทองใน เป็นกำลังใจให้กับ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ผู้ยืนหยัดต้าน คมช.อยู่ในกรงขังหน้ารัฐสภามานานหลายเดือน ประกาศก้องพลังประชาธิปไตยให้กระหึ่มรัฐสภา ร่วมพิธีคุมกำเนิดรัฐทหาร ฟังการปราศรัยดุเดือด จากแกนนำ นปช. อาทิเช่น คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์, นพ.เหวง โตจิราการ,อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย, คุณชินวัตร หาบุญพาด, คุณสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน, คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข, คุณชูชีพ ชีวสุทธ์ ร่วมกันร้องเพลง ปณิธานเสรีชน วันของเรา โซลิดาริตี้

ถ่ายทอดสด ทางสถานีวิทยุ ปนก. 13.00 - 15.00 น. และ 17.00 - 21.00 น.
http://www.norporkor.com/
http://users1.nofeehost.com/norporkor/
http://www.norporkor.net.tf/
http://npk.no-ip.org/
http://norporkor.no-ip.org/ http://users1.nofeehost.com/lovetaksin/index.asp
http://www.arkomsydney.com/
http://satnetradio.awardspace.com/
http://npk2.awardspace.com/
http://satnet2.awardspace.com/

หรือ ผ่าน winamp ที่
http://denow1.no-ip.org:9000/listen.pls
http://denow2.no-ip.org:9000/listen.pls

.

บทความ: สื่อมวลอํามาตยาธิปไตย

22 พฤศจิกายน 2550

บทความเรื่อง "World Upside Down(1): สื่อมวลอํามาตยาธิปไตย" โดยคุณ SecretMAI จากเว็บ SIAM FREEDOM FIGHT ตีแผ่และวิจารณ์ตัวตนของสื่อมวลชนไทย โดยฟันธงว่า สื่อนั่นแหละคือหนึ่งในผู้ร่วมก่อการสำคัญต่อการทำรัฐประหาร เป็นหนึ่งในเครือข่ายอำมาตยธิปไตย (ระบบที่มีบุคคลที่อ้างเบื้องสูงในการปกครองประเทศ ระบบการปกครองที่ชั่วร้าย อาศัยศรัทธาของประชาชนต่อพระมหากษัตริย์ สร้างเครือข่ายทหาร ข้าราชการ ศักดินา ขุนนาง นักวิชาการ สื่อมวลชน แล้วทำการปกครองประเทศ ซ้อนอยู่กับรัฐบาลประชาธิปไตย - Thai E-News)

คุณ SecretMai กล่าวว่า "สิทธิเสรีภาพการนําเสนอของสื่อมวลชนนั้นสําคัญที่สุด กฎหมายใดที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพนี้ควรจะต้องยกเลิกเสียทั้งหมด แต่ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนจะต้องถูกตรวจสอบจากประชาชนผู้บริโภค อย่างเข้มข้นและรุนแรง นักการเมืองจะต้องมีสิทธิในการด่าทอ ประนามสื่อใดที่พวกเขาไม่เห็นด้วย"

ในบทความยังสนับสนุนบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบความชั่วร้ายของสื่ออีกด้วย
"ในยุคที่มีเพียงประชาชนเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งให้แก่กัน ประชาชนจะต้องติดตาม ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ประนามด่าทอสื่อมวลชนที่น่ารังเกียจเหล่านี้ให้ถึงที่สุด และอย่าเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายบ้าบออะไรมายุ่งกับสื่อ เพราะ 'ภาครัฐ'สามารถทําได้แค่การออกกฎ แล้วใช้อํานาจบังคับใช้ตามกฎนั้นๆ ..และมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากเพิ่มอํานาจให้กับรัฐ--ลดทอนอํานาจประชาชน"

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ Siam Freedom Fight

พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ เปิดเบื้องลึก วันรัฐประหาร... ถ้าทักษิณอยู่ ไม่มีทางสำเร็จ

ที่มา เวบไซต์ ประชาชาติ
22 พฤศจิกายน 2550

ค่ำคืนแห่งการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ของคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ใน ความทรงจำของ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ขณะนั้นเป็นความทรงจำที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแต่กระนั้นก็เป็นความทรงจำเพียง 11 วัน ในฐานะผู้ร่วมปฏิวัติ

เมื่อถึงกำหนดเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายน หลังจากนั้น พล.อ.เรืองโรจน์ ก็ไม่ตกเป็นข่าวอีกเลยทิ้งไว้แต่เพียงข่าวลือ ถึงความขัดแย้งกัน ในเหล่าทัพ ที่ไม่เคยได้แพร่งพรายออกจากปากของผู้ที่อยู่ใน "ที่เกิดเหตุ" สักครั้งเดียวและต้องเป็นเรื่องฮือฮาไม่น้อย ที่การเปิดตัว ต่อมาของ พล.อ.เรืองโรจน์ คือตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองภายใต้การต่อท่อน้ำเลี้ยงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกล้มอำนาจ

พล.อ.เรืองโรจน์เปิดใจว่า การปฏิวัติใน ค่ำคืนอันยาวนานนั้น มองเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความสงบเรียบร้อย บ้านเมืองจะได้นิ่ง เพราะปัจจัยแรก ของการปฏิวัติคือ ความสงบสุขของประชาชน

"เรื่องปฏิวัตินั้น เคยนั่งคุยกันเล่นๆ ผมก็บอกไปว่าต้องอ่านประวัติศาสตร์เยอะๆ เพราะการปฏิวัตินั้นไม่เป็นผลดีต่อประเทศ เศรษฐกิจถดถอย บ้านเมืองเจ๊ง ผมก็ไม่ได้ห้าม แต่นั่งคุยกันว่าถ้าจะปฏิวัติต้องอ่านประวัติศาสตร์ ว่าถ้าปฏิวัติแล้วดีไหม ผลบวกหรือผลลบที่จะ เกิดต่อประเทศ"

แม้จะไม่เห็นด้วย แต่อดีต ผบ.สส.กล่าวว่า ทุกวันนี้เมื่อเจอเพื่อนๆ ก๊วนตีกอล์ฟ อย่าง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ก็จะไม่คุยเรื่อง ความหลังกัน

"ผมไม่ได้โกรธกับใคร เจอกันก็คุยกัน อย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เจอกันก็ไหว้ทักทายกัน แต่เขาไม่ค่อยมีเวลา"

เมื่อย้อนไปถึงคืนนั้น พล.อ.เรืองโรจน์ ในฐานะ ผบ.สส. ยอมรับว่า เป็นนายทหาร ระดับสูงเพียงคนเดียวที่ พ.ต.ท.ทักษิณไว้ใจ มากที่สุด ประกอบกับตำแหน่งทำให้ได้รับการ แต่งตั้งจาก พ.ต.ท.ทักษิณที่อยู่ต่างประเทศ ให้เป็นผู้ดูแลกองทัพ หลังจากมีคำสั่งปลดฟ้าผ่า พล.อ.สนธิ เมื่อตรวจสอบแน่นอนแล้วว่า มีการรัฐประหารแน่นอน

"ผบ.ทบ.มีกำลังอยู่ในมือ การปฏิวัตินั้น ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นสิ่งล้าสมัย และ พ.ต.ท.ทักษิณเอง ก็ชัวร์ว่าไม่มีอะไร ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ การปฏิวัติจะไม่สำเร็จ คืนนั้นถ้าสู้กัน ตายเละเทะ ผมไม่อยากเห็นลูกน้องตายเป็นเบือ เลยไม่อยากทำ ผมยอม ไม่อยากให้เข้าใจว่ายอมแพ้ แต่ยอมที่จะไม่ให้มีการนองเลือดในประเทศไทย ไม่ใช่ยอมแพ้
กำลังในมือผมสู้กันได้ และมั่นใจ ว่าผมชนะ แต่ทุกคนจะไม่มีที่อยู่ จับได้ เนรเทศอย่างเดียว แต่ผมใช้เวลาคิดแป๊บเดียว ว่ายอม"

นับเป็นการแบ่งคนละขั้วอย่างชัดเจน ที่อดีต ผบ.สส.กล่าวว่า นั่งกันคนละที่ และหาก จะสู้ก็สู้เลย แต่เมื่อการแต่งตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พล.อ.เรืองโรจน์ไม่ทำตาม ทุกอย่างจึงจบ ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการเห็นทหารกับทหาร ทหารกับตำรวจ "ฟาดกันตาย"

หลังจากนั่งอยู่ใน คปค. 11 วัน เมื่อเกษียณอายุราชการ พล.อ.เรืองโรจน์ บอกว่า กลับไปอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ อยู่ช่วงหนึ่ง

"ผมกลับมามองว่าบ้านเราแตกแยก ต้องออกมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อจะช่วยปรับความถี่เข้าหากันได้ ก็เห็นว่าควรเล่นการเมืองดีที่สุดตามระบอบประชาธิปไตย ถามว่าทำไมถึงเลือกพรรคพลังประชาชน ผมไม่ได้เลือก แต่มีการนั่งคุยกันไป ผมมีเพื่อนอยู่ในพรรคพลังประชาชนเยอะ การที่เราจะทำงานด้วยกันต้องมีอุดมการณ์ตรงกัน ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ มีพวกก่อนแล้วจึงจะมีพรรค"

อุดมการณ์ของ พล.อ.เรืองโรจน์ จึงถูกถอดรหัสออกมาว่า คือการต่อต้านเผด็จการ ซึ่งแม้จะไม่ตอบโดยตรง แต่ พล.อ.เรืองโรจน์ ก็กล่าวว่า

"หรือคุณชอบเผด็จการ ไปถามใครก็ได้ ไม่มีใครชอบเผด็จการ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน การที่จะสร้างความสมานฉันท์คืออุดมการณ์ ที่ผมคิด ทุกคนที่เจอก็มีความคิดอย่างนี้ เรามีแนวคิดเดียวกัน คือ สร้างความสามัคคี พรรคพลังประชาชน เราไม่อาฆาตมาดร้าย ว่าใครทำอะไรต่ออะไร ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล เราจะไม่รื้อฟื้น เรื่องบ้าๆ บอๆ แต่จะมุ่งหน้าทำอนาคตให้ดี ฝากไปบอกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วยว่า เราคงไม่ไล่กระทืบ"

อดีต ผบ.สส.กล่าวและว่าเป็นคนไม่เชื่อเรื่องดวง คนเราอยู่ที่กรรม หากบ้านเมืองจะกลับมาได้ อยากให้เป็นไป ตามครรลอง หลังผลการเลือกตั้งใครได้เสียง ข้างมากก็จัดตั้งรัฐบาลไป มีรัฐบาลดำเนินการปกครอง ทุกอย่างก็จบ แต่ต้องไม่มีการ ตัดขากัน

"ผมเป็นทหารมาทั้งชีวิต และจะเป็น นักการเมืองแบบทหาร คือ ทหารมีความมั่นคง ซื่อตรง ตรงนี้เปลี่ยนไม่ได้ เราถูกอบรมสั่งสอน กันมาอย่างนี้ ปากกับใจตรงกัน ทำอะไรซื่อสัตย์ นักการเมืองต้องเป็นแบบนี้ เรื่องที่ว่าจะเปลืองตัวนั้น นั่งนิ่งๆ อย่าไปโกหก หากมองนักการเมือง ว่าปลิ้นปล้อนโกหก ภาพนักการเมืองก็จะไม่ดี อย่าไปมองนักการเมืองเลวหมด ต้องปรับความถี่ ถ้าผมทำไม่ดีมาด่าผมเลย แต่ถ้าผมทำดีแล้วมา ด่าผมจะฟาดกลับ"

ทั้งนี้ พล.อ.เรืองโรจน์กล่าวว่า การตัดสินใจ ลงเล่นการเมืองครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะ เป็นตำแหน่งอะไร และไม่กลัวถูกหลอก ให้เสียคน

"อายุกันขนาดนี้แล้วถ้าโง่ให้หลอกก็ช่วยไม่ได้ เราอย่าตั้งความฝันทะเยอทะยาน ถ้าไม่อย่างนั้นจะถูกหลอกอย่าไปตั้งทะเยอทะยานอยากมี อำนาจ ผมมีความมุ่งมั่นช่วยเหลือประเทศ ความตั้งใจหนึ่งของผมคือ อยู่กับพรรคการเมืองถึงจะช่วยได้"

คืออุดมการณ์ทางการเมือง ที่ พล.อ.เรืองโรจน์หวังที่จะพาพรรคพลังประชาชนกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ในตำแหน่ง "รองหัวหน้าพรรค" และอดีต ผบ.สส.