วันพุธ, ตุลาคม 31, 2550

รำลึก 1 ปีลุงนวมทอง ขอประเทศไทยจงมีเสรี

31 ตุลาคม 2550

เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี การจากไปของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ Thai E-News ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของบุคคลผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ มีจิตใจรักชาติ รักเสรี มีความปราถนาที่จะเห็นความชอบธรรมบังเกิดขึ้นในประเทศ รังเกียจอธรรม รังเกียจความชั่วร้าย ยอมแลกชีวิตของตนเองเพื่อเรียกร้องสิทธิและประชาธิปไตยให้บังเกิดมีขึ้นในไทย ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านจดหมายฉบับสุดท้ายของลุงนวมทองได้อีกครั้งที่ "ไว้อาลัยลุงนวมทอง ไพรวัลย์"

และในโอกาสนี้เราขออนุญาตนำคลิ๊ปภาพและเสียงของคุณ Dcodethai ที่เกี่ยวข้องกับลุงนวมทองมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับ Thai E-News เดือนนี้ก็เป็นวาระครบรอบหนึ่งปีที่เราได้ปฏิบัติหน้าที่ในการนำเสนอข่าวสารอีกด้านหนึ่ง เราขอยึดหลักปัญญา ศีล ความจริง และจรรยาบรรณที่ดีในการทำงานสื่อประชาชนเช่นนี้ต่อไป โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากความปรารถนาดีที่มีต่อท่านผู้อ่าน มรณานุสติของลุงนวมทอง รวมถึงชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เป็นกำลังใจในการทำงาน









ไม่มีลูกผู้ชายใน คมช.?

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากเวบไซต์ โลกวันนี้
31 ตุลาคม 2550

ตลกขึ้นเรื่อยๆทุกวันในปฏิกิริยาที่ฝ่ายต่าง ๆ มีต่อข่าวการเปิดโปงเอกสารลับของ คมช.ซึ่งพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ได้ลงนามเพียงสี่วัน ก่อนเกษียณอายุราชการ ขณะนี้เรียงหน้าออกมาเล่นบทที่อาจเรียกได้ว่า ครึ่งบกครึ่งน้ำ

ประโยคแรกทำท่าจะบอกว่าเป็นเอกสารปลอม ในขณะที่ประโยคต่อมากลับว่า เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ และได้ทำมานานแล้วด้วย ซึ่งก็แปลว่า ยอมรับว่าเป็นเอกสารจริง ตอบเป็นหัวมังกุท้ายมังกรอย่างนี้

ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนล้อมวงเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที ๆ เพราะทำให้เกิดความสนเท่ห์ว่า เอกสารอะไรที่ทำให้คนขนาดพลเอกหลายคน ต้องหลบหลีกเป็นพัลวันราวกับมีคนซัดดาวกระจายใส่ กลายเป็นสื่อโฆษณาประเภทบุคคล ที่ทำให้แสวงหาเอกสารลับทั้งสองฉบับมาอ่านกันอย่างตั้งอกตั้งใจ แถมเว็บไซต์ไฮทักษิณยังเอาใบปะหน้าที่ปรากฏลายเซ็นอนุมัติของ 4 เสือ ทบ. มาแสดงให้ดูกันทั่วบ้านทั่วเมืองเสียอีก

กลายสภาพจาก “เอกสารที่น่าอ่าน” มาเป็น “เอกสารที่ต้องอ่าน” ไปแล้ว

เริ่มตั้งแต่ต้นตอคือ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เองไพล่ไปพูดไปว่า ส่งทหารลงพื้นที่ตามแผน ก็เพื่อจัดการกับปัญหาความยากจนของพี่น้องประชาชน และปัญหายาเสพติด หลังจากที่ยอมรับว่าเป็นเอกสารที่ตนได้ลงนามไปจริง เหตุผลแบบนี้จะพอใช้ได้ หากประชาชนทั่วประเทศและฝ่ายทหารที่รับคำสั่งนี้ไปปฏิบัติ จะเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ออก

เพราะระบุไว้ชัดเสียยิ่งกว่าชัดว่า มาตรการทั้งหลายในเอกสารทั้งสอง เป็นไปเพื่อสกัดกั้นมิให้พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง


ก็เขียนคำว่า “พปช.” หรือ “พรรคพลังประชาชน” ไว้ตั้งไม่รู้กี่ครั้งอย่างนั้น อุตส่าห์ “บ่น” ลงไปในเอกสารนั้นเสียด้วยว่า อย่าให้แพ้เขาเหมือนเมื่อคราวลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอีกล่ะ

เวลาปลาดุกขาดน้ำ มันจะดันตัวไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะพบแหล่งน้ำในที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะผิดหวังและไปนอนตายที่ปลายทาง อาการชนิดนี้คำโบราณเขาเรียกว่า “แถก” แล้วพลเอกสนธิจะทำตัวเป็นปลาดุกไปทำไม?

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกในปัจจุบัน ซึ่งนอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น ยังอุตส่าห์ให้สัมภาษณ์ตามแห่ไปกับเขาด้วยว่า “ไม่สามารถตอบได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงหรือไม่ เพราะไม่มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ” ไม่ได้ขาดน้ำกับเขายังดันตัวไปข้างหน้าเพื่อหาน้ำกับเขาด้วย

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ยิ่งหนักเข้าไปอีก วันแรกๆออกมายืนยันว่าเป็นเอกสารจริงแท้แน่นอน พอข่าวชักจะหนักข้อขึ้นว่า เอกสารอย่างนี้อาจทำลายการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ได้ คุณสุรยุทธ์ก็เริ่มกังวลใจ เมื่อวานเปลี่ยนเสียงเอาดื้อๆว่า ได้รับเอกสารมาเป็นสำเนา จึงบอกไม่ได้เสียแล้วว่าจริงหรือปลอม

อ้าว? คนที่ตกตะลึงกับเอกสารทั้งสองฉบับบวกกับใบปะหน้าชุดนี้ และอยากจะเห็นการลากตัวผู้กระทำความผิดฐานบ่อนทำลายการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ควรจะยินดีปรีดาที่ข่าวเรื่องนี้ทำท่าจะไม่จบลงง่ายๆอย่างที่กลัว แต่ได้กลายสภาพเป็นไฟไหม้ฟางไปเสียแล้ว

ไม่มีอะไรจะลากเรื่องได้ยาวเท่ากับ การไม่ยอมรับความจริงทั้งๆมีหลักฐานอยู่ทนโท่ เพราะมันสบประมาทกันไปหน่อย

โชคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนใหญ่มีความเห็นว่า นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่อาจจะทำลายความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งได้ และจะดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

งานนี้อาจจะเว้นคุณสดศรี สัตยธรรม ที่ชอบแสดงความเห็นอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนชาวบ้านเขาไว้สักคน

การแสดงออกของ กกต. จึงให้ความหวังไว้บ้างว่าการเลือกตั้งจะดำเนินต่อไปได้ตามกำหนด โดยไม่ต้องแสดงพลังกดดันกันมากจนเกินไปนัก

อย่าลืมนะครับว่า มวลชนจำนวนมากไม่ได้มีศรัทธาต่อการเลือกตั้งภายใต้ระบอบอมาตยาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น เขากำลังมองท่านด้วยสายตาหวาดระแวงกันทั้งนั้น ความหวังอย่างเดียวของมหาประชาชนคือ ท่านผู้เป็นอำมาตย์ จะสำนึกบาป และหวนรำลึกได้ว่าบ้านเมืองนี้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน.

นร.ไทยในรัสเซียแฉความชั่วติวเตอร์หมู

ที่มา พันทิป ราชดำเนิน
31 ตุลาคม 2550

ผมพบนิติภูมิครั้งแรกเมื่อปี 1993 เพื่อแสดงความจำนงที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศรัสเซีย ได้จ่ายเงินค่านายหน้า ค่าเดินทาง ค่าที่พักระหว่างฝึกภาษาอะไรต่างๆ เมื่อขณะนั้นถือว่ามากพอดู เมื่อเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ ได้เดินทางไปกันเป็นกลุ่มพร้อมกับนิติภูมิ เมื่อไปถึงพบว่านิติภูมิเป็นคนประหยัดให้เราเกินกว่าเหตุ เนื่องจากเมืองที่ไปเป็นเมืองหลวงอันดับสอง การเดินทางโดยเครื่องบินแสนสะดวก แต่เราไปทางรถไฟโดยให้เหตุผลว่าไม่มีที่นั่ง หลังจากนั้นเราไม่ได้กินอะไรอีกเลยนอกจากข้าวกับน้ำพริกที่เราได้กินในห้องชั่วคราวที่เช่าไว้ของแกกับชาอีกหนึ่งแก้ว ดีที่ซื้อเบียร์ไว้เกือบลัง

เมื่อมาถึงชานชาลา มีรถมารับเราจากมหาลัยต่างๆ งงไปหมด กว่าจะรู้ก็แยกกันหมดแล้ว ไม่มีที่พักรวมเพื่อฝึกภาษาเบื้องต้น ภาษารัสเซียไม่กระดิกซักตัว หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเริ่มแกร่ง หาที่โทรศัพท์กลับบ้านได้

สองเดือนต่อมาเจอเพื่อนที่มาด้วยกัน ดีใจมาก สี่เดือนต่อมาเจอกับนิติภูมิอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่พี่หมูอย่างที่เราเคยรู้จัก เพื่อนคนหนึ่งต้องการย้ายมหาลัย เนื่องจากนิติภูมิเลือกไม่ตรงกับที่เขาต้องการ นิติภูมิด่าอย่างหยาบคายว่า เขานั้นรวยกว่าพ่อแม่ของพวกเราหลายเท่า ว่าเราจะเกิดปัญหา ฯลฯ พูดข่มขู่เพื่อนไม่ให้ย้ายมหาลัย

อะไรมันเกิดขึ้นไม่มีใครเข้าใจ เพื่อนคนนั้นได้กลับมาประเทศไทยด้วยความเสียใจและได้ฟ้องศาล ต่อมาได้ถูกคุกคามถึงชีวิต จนถอนเรื่องไป

แต่เราทราบว่าที่ไม่ให้พวกเราย้ายมหาลัยนั้นก็เพราะว่า นิติภูมิได้ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เราเรียนอยู่ ให้เก็บค่าเล่าเรียนแพงกว่าคนอื่นๆ หรือพูดง่ายๆว่า นิติภูมิ กินค่าเทอมเรา ถ้าเราย้ายแกก็ไม่ได้เงินนายหน้า

เราย้าย...หมดเลย นักเรียนที่มาเรียนที่ประเทศรัสเซียช่วงฟองสบู่มีมาเรื่อยๆ แต่นิติภูมิจะไม่บอกว่า มีนักเรียนเก่าอยู่กลุ่มหนึ่งที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ถ้าเลี่ยงไม่ได้จะบอกว่า พวกนั้นคนไม่ดี พวกกบฏ

ทำไม พวกผมรู้มากไป นิติภูมิ นวรัตน์ มีภรรยาอยู่คนหนึ่ง ภรรยาคนนี้ห้ามแกซื้อกล้องวีดีโอโดยเด็ดขาด เพราะนิติภูมิชอบที่จะถ่ายหนังโป๊ ซึ่งนิติภูมิเป็นพระเอกอยู่คนเดียว นางเอกเยอะมีหลายม้วนมาก รอบปฐมฤกษ์คือวันที่นิติภูมิเมากับพวกเรา นับว่านิติภูมิเป็นคนกล้า แต่ขี้อายเพราะใส่กางเกงในขณะทำการ หมดศรัทธา

ระหว่างปี 1993-1995 นิติภูมิ นวรัตน์ ถือพาสปอร์ต(หนังสือเดินทางต่างประเทศ) สองเล่ม จริงหนึ่ง ปลอมหนึ่ง เล่มปลอมเขียนด้วยลายมือของแกเองว่าเป็นตำรวจสากล (Inter Police) ต่อมาทางสถานทูตไทย ณ กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย ได้เรียกกลับคืนไป

นิติภูมิ นวรัตน์ ได้มีการลงเรียนไว้จริงที่มหาลัยมอสโคว์ในปี 1993 แต่ไม่ผ่านการเรียนภาษารัสเซียซึ่งเป็นพื้นฐานภาคบังคับที่ทุกคนจะต้องเรียน เพราะเหตุดังนั้น การที่อ้างว่าจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย มอสโคว์ คณะความสัมพันธ์สาขาต่างประเทศนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข้อสังเกตที่พึงมี มีการเปลี่ยนคณะที่เรียนในการพิมพ์หนังสือหลายๆ เล่ม และอ้างว่าคณะที่เรียนใช้ภาษาอังกฤษในการสอน ที่จริงมหาวิทยาลัย มอสโคว์ ใช้ภาษารัสเซียเป็นหลัก

หากคลางแคลงสงสัยในปริญญาเอก ให้ถามโดยตรงที่มหาวิทยาลัย มอสโคว์ ว่ามีคนชื่อนิติภูมิ นวรัตน์ จากประเทศไทย ได้รับปริญญาเอกไหม เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย มอสโคว์ www.msu.ru เปลี่ยนภาษาอังกฤษอยู่ด้านขวาบน คำถาม ถามได้ที่ http://www.msu.ru/feedback.html

ทำไมต้องเขียนมาตีแผ่ความจริงกัน
ผมและเพื่อนๆ อีกทั้งเพื่อนชาวรัสเซีย ได้ติดตามดูนิติภูมิเป็นช่วงๆ ทั้งทีวี และสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวกับประเทศรัสเซีย แรกๆ ก็ตลกกับสิ่งที่ได้อ่านเพราะเห็นข้อมูลทั้งหมดมีการเสริมแต่ง ใส่รสชาติ มีความจริงบ้างเพียงน้อย เวลานานไป คนเริ่มเปลี่ยนจากเชื่อเป็นเลื่อมใส ศรัทธา หากแต่ข้อมูลที่ออกไปสู่คนนับล้านๆ คน กลับเป็นการเสริมแต่งมากไปอีก มีการบิดเบือนความจริงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซีย โดยขาดความรู้อันเป็นจริงในด้านภาษา ไม่มีความเข้าใจในความเป็นคนรัสเซียเลยแม้แต่น้อย และมีการชักจูงหลอกลวงผู้คนไปเรียนธุรกิจที่เมืองนาโคดก้า (Nakhodka - Wikipedia) ซึ่งอ้างว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจ ทั้งๆ ที่เมืองนาโคดก้าเป็นเมืองท่าเรือจับปลาทางทะเล ใกล้ท่าเรือวลาดิวอสต็อก เมืองธุรกิจแท้จริง คืออยู่ที่เมืองหลวงมอสโคว์และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่ที่ไปที่นั่นได้ไกลหูไกลตาจากความจริง

ทั้งหมดนี้เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน เพื่อนชาวรัสเซียได้ให้ฝากเตือนกันมาก่อนที่อะไรๆ มันจะไปกันใหญ่ หากท่านสงสัยเกี่ยวกับความจริงที่เขียนมา ให้ถามดูได้ทั้งหนังสือเดินทาง ถามได้ที่สถานทูตหรือกระทรวงการต่างประเทศ ข้าราชการที่ประจำอยู่ช่วงปีนั้นๆทราบดี

สมาคมนักเรียนเก่าประเทศรัสเซีย ณ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
โดย vatana, sengkreng

ไม่เฟิรม์: หลังเที่ยงคืนนี้ รฟท.หยุดวิ่งทั่วประเทศ

31 ตุลาคม 2550

ได้มีผู้ปล่อยข่าวที่ไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันทั้งสิ้นว่า "หลังเที่ยงคืนนี้ พนักงาน รฟท.เริ่มหยุดวิ่งขบวนต้นทางทั่วประเทศ" (อ่านได้จาก เว็บไซต์พันทิป) และระบุว่า "สาเหตุอะไร ต้องติดตามการชี้แจ้งของประธาน สร.รฟท. ครับ"

ผู้ปล่อยข่าวดังกล่าวใช้นามแฝงว่า "SELATAN" กล่าวยืนยันว่าเป็นข่าวที่ได้มาจากวงในของการรถไฟ

ประชาชนที่ได้รับข่าวลือดังกล่าว ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์กรดังกล่าวว่า ไม่มีประสิทธิภาพ โดยคุณ อัตตาสัมพัทธ์ แสดงความคิดเห็นว่า "ครั้งรัฐบาล นายกฯทักษิณ กระจายทุนบางส่วน เป็นหุ้น จะพาเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ว่าขายชาติ แต่คราวนี้ ท่านจะตัดออกเป็นส่วน ๆ ให้สัมปทานแก่เอกชน พวกอนาธิปไตยที่ฝังตัวอยู่ในสหภาพ คอยรับขี้ฟันไอ้ลิ้ิมกับพวกมาพูดต่อ มนุษย์พวกนี้ก็หอนต่อ ทั้งที่ความล่มจมที่ก่อเกิดในรฟท.คือ รูปแบบการบริหารแบบอมาตยาธิปไตย เล่นพรรค เล่นพวก จำนนต่ออำนาจแม้ว่าจะไม่ถูกต้อง เช่น มีการฝากพวก มีการสอบเข้า สอบเลื่อนตำแหน่ง แต่ก็มีใบสั่ง ให้รับคนใดคนหนึ่งแล้ว"

ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าประการใด เราจะทำการติตามเรื่องดังกล่าวมาเสนอท่านอีกครั้ง

ทหารของพระราชา..หรือทหารของความอัปยศ..?

โดย คุณ บัณรสี01
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
31 ตุลาคม 2550

เป็นที่รับรู้กันดีว่า ขณะนี้กองทัพถูกใช้เป็นมือเป็นตีนและเครื่องมือเพื่อคุกคามฝ่ายการเมือง คุกคามสิทธิเสรีภาพแห่งประชาชน ทำลายระบอบประชาธิปไตย ปิดกั้นเสรีภาพแห่งมวลชนเพื่อรับใช้เจ้านายของตน มิใช่รับใช้ชาติและแผ่นดินเหมือนที่พวกเขาพร่ำปฏิญาณ ฉุดประเทศชาติให้ล้าหลังเป็นที่เหยียดหยามดูแคลนของอารยะประเทศ ส่งผลให้ประเทศชาติล้าหลัง เศรษฐกิจย่อยยับ ทำตัวประหนึ่งประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนายของตนเป็นศัตรู ย่ำยีระบอบประชาธิปไตยอย่างอหังการ ให้ร้ายป้ายสีทำลายเกียรติภูมิของชาติ ฯลฯ

ประชาชนบนผืนแผ่นดินนี้ส่วนใหญ่ หาได้ต้องการรัฐประหาร แต่ถูกทหารที่อ้างว่าเป็นทหารพระราชาเอาอาวุธร้ายจ่อหัว เอากฎทรามกดขี่ เอาความโกหกมดเท็จบิดเบือนความจริง เอาความโสมมยัดเยียดให้ประชาชนผ่านสื่อ อ้างเพียงความมั่นคง แท้จริงหาใช่ความมั่นคง แต่เป็นการจุดความแตกแยกให้ฝังลึก รอวันประทุแห่งสงครามกลางเมือง

ทหารควรรู้หน้าที่และตระหนักถึงบทบาทของตัวเองให้ดีพอ ก่อนมาสู่รู้เกี่ยวกับการเมือง อย่ามาอ้างว่าการเมืองสกปรก ควรไปปัดกวาดในกองทัพให้สะอาด

หากทหารอ้างว่าเป็นอำนาจที่จะคานอำนาจการเมือง ตรวจสอบการเมือง แต่มีองค์กรใดสามารถตรวจสอบทหารได้บ้าง นอกจากว่าเป็นดินแดนมืดมิด สนธยา

หลายครั้งที่ทหารเข้ามาตัดตอนระบอบการเมืองให้วกกลับสู่วงจรอุบาทว์ โดยไม่ได้คำนึงว่าการเมืองควรแก้ด้วยการเมือง หาไม่แล้วระบอบประชาธิปไตยก็ล้มลุกคลุกคลาน เพราะทหารสู่รู้เสนอหน้าขยิบตากับพวกนอกระบบ เข้ามายึดอำนาจทุกครั้ง

ยึดแล้วก็ใช่จะดี..นอกจากจะเปลี่ยนถ่ายสัมภเวสีมาเสพผลประโยชน์อย่างมูมมาม

อย่ามัวชี้ว่าผู้อื่นเลว หันดูตัวเองว่ามีพวกแตกแถววางก้าม คุมบ่อนคุมซ่องรับจ้างทวงหนี้ รีดไถ เป็นมือเป็นตีนเจ้ามือหวยเถื่อน กระทั่งทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลบ้างไหม

อย่าอ้างว่าผู้อื่นไร้จริยธรรม พวกเดียวกันเองมีจริยธรรมขนาดไหน จดทะเบียนซ้อน รวยเกินฐานะ หาประโยชน์จากคอมมิชชั่น โกงป่าสงวน บ้างไหม

หน้าที่ตัวเองคือเป็นรั้วของชาติ ปกป้องทำสงครามกับอริราชศัตรู...ทำกันได้ดีแล้วหรือยัง

เคยรบกับใครให้ชนะอย่างน่าภาคภูมิใจบ้างไหม..นอกจากสร้างภาพหลอกตัวเองอย่าให้เขาว่าได้ ... รบกับใครก็แพ้ เก่งแต่กับประชาชน(ไร้อาวุธ)

การเมืองไม่เคยปิดกั้นทหาร..อยากเล่นลงมาเล่นตามกฏิกา ไม่ใช่คอยแต่ฉกฉวยโอกาสสร้างเหตุล้มกระดาน และตบเท้าเข้ามาเสพผลประโยชน์อย่างมูมมาม ปล้นทรัพยากรของแผ่นดินไปสร้างความมั่งคั่งให้พวกพ้อง แล้ววางยาให้การเมืองอ่อนแอ เพื่อเป็นเหตุให้หวนกลับมาอีก

การแอบอ้างการเมืองสกปรก แต่ลองหวนดูในกองทัพว่ามีบ้างไหมเล่า ที่แย่งชิงตำแหน่งแทงกันลับหลังยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า มีเนรคุณหักหลังกันยิ่งกว่านิยายจีนสวะ ๆ ไหม ตีสองหน้าสามหน้ากันยิ่งกว่าโขนสดไหม

กระทั่งการรัฐประหารครั้งล่าสุด ท่านภูมิใจกันนักหรือ กับการลอบกัดตอนเขาไม่อยู่ ลอบฆ่าด้วยสันดานโฉด มุ่งตั้งกระบวนการทรามมารังแกแม้กระทั่งเด็กและผู้หญิง สร้างสถานการณ์ร้ายเพื่อยกความสำคัญของตน ขณะที่ประเทศชาติยิ่งบอบช้ำ

นี่หรือความภูมิใจของพวกท่าน..นี่หรือการทำเพื่อชาติ..นี่หรือ คือเกียรติของทหาร..?

ขณะที่ข้าราชการหรือองค์กรของรัฐอื่น ๆ ปฏิรูปกันไปสองสามตลบแล้ว แต่กองทัพไทยไม่เคยปฏิรูป ยังดักดานยึดแบบเก่าเพื่อคงอำนาจ ทำให้กองทัพอุ้ยอ้าย การบังคับบัญชาเชื่องช้า มีการใช้เส้นสายและระบอบอุปถัมภ์มากกว่าความรู้ความสามารถ

และที่แปลกคือกองทัพไทย ใช้ระบอบสืบสกุล คือพ่อเป็นทหารลูกก็จะใช้เส้นสายหรือคะแนนพิเศษเป็นทหาร เช่นโรงเรียนนายสิบนายร้อย เคยมีใครสำรวจกันไหมว่า บรรดาทหารประจำการ(ที่ไม่ใช่ทหารเกณฑ์)เป็นลูกหลานของใครหรือลูกหลานอาชีพใดมากที่สุด รู้แล้วจะขนหัวลุก เพราะเขาสืบสันดานกันเฉพาะพวกเขา ราวกับกองทัพนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวหรือวงศ์ตระกูลของพวกเขา

กองทัพในประเทศอารยะ แม้กระทั่งในเพื่อนบ้านหลายประเทศ ยกเลิก ผบ.เหล่าทัพกันนานแล้ว ใช้ระบบเสนาธิการทหารร่วม นอกจากกองทัพไดโนเสาร์ตกยุคในประเทศล้าหลัง ที่ยังคงระบบผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพียงเพื่อการคงอำนาจของพวกตน ก่อให้เกิดปัญหาแก่งแย่งอำนาจสอพลอปอปั้น มากกว่าใช้ความสามารถ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการไต่เต้าสู่อำนาจ

เมื่อใดทหารเป็นใหญ่...เมื่อนั้นประเทศถอยหลัง..ใช่ไหม..?

ถอยกลับที่ตั้งเถิด การเมืองย่อมแก้ด้วยการเมือง ประชาชนควรมีสิทธิเลือกวิถีทางแห่งตน

อย่ามาก้าวก่ายการเลือกตั้ง เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ทหาร อย่าสร้างรัฐทหารที่สังคมโลกไม่เคยยอมรับ อย่ายอมตัวเป็นลิ่วล้อให้กับอำนาจนอกระบบ รู้หน้าที่รู้วินัยทหาร ยืนข้างประชาชน มิใช่ประกาศเป็นศัตรูกับประชาชน

อย่าปล้นอำนาจจากประชาชนมาประเคนให้กับผู้นำของพวกตน ปล่อยการเมืองให้เป็นระบบของการเมือง รักษาศักดิ์ศรีของทหารด้วยการสร้างความยำเกรงให้กับอริราชศัตรู แทนที่จะทำลายศักดิ์ศรีให้ถูกชิงชังเหยียดหยามด้วยการวางก้าม คุกคามสิทธิเสรีภาพแห่งประชาชน สู่รู้การเมือง..เรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่

ถอยกลับกรมกอง ไปทบทวนหน้าที่แล้วทำให้ดีที่สุดด้วยสุจริตและเข้มแข็ง ถึงวันนั้นท่านจะเป็นทหารของพระราชาที่คนภาคภูมิใจ..ใช่ทหารแห่งความอัปยศ

กกต. กับ ประชาธิปไตยแบบจำกัดเสรีภาพในการรับรู้

โดย คุณ minimalist
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 ตุลาคม 2550

ประโยชน์สูงสุดของประชาชนที่ได้รับคือ ข้อมูลข่าวสาร ที่หลากหลายด้าน และหลายแหล่งข้อมูล ทั้งจากปากนักการเมืองเอง จากการวิเคราะห์ของสื่อก็ดี จากการจัดการเสวนาของสถาบันวิชาการ กลุ่มสังคมต่างๆก็ดี เพื่อได้มาซึ่งข้อมูลของนักการเมือง ของพรรคการเมือง จากหลายแหล่ง มาประมวล ทำให้ทราบถึงข้อดี และข้อเสีย การถกเถียงในวงกว้าง..ต่อนี้ไป สื่อ สถาบันที่จัดเสวนาทางการเมือง วิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมือง เชิญนักการเมืองที่ตนสนใจ หรือเห็นว่าเป็นแกนนำสำคัญ มาออกรายการ หรือขึ้นเวทีไม่ได้...

ระเบียบของ กกต. ที่ออกมานี้ มันเป็นเรื่องที่จำกัดความรู้ ข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยตรง บนกติกา ระเบียบของ กกต.ชุดตุลาการ ที่อิงแต่หลักกฎหมาย แต่ขาดการคำนึงถึงหลักประโยชน์สูงสุดของประชาชนที่ได้รับ ความทั่วถึงของข้อมูลข่าวสาร ที่จะใช้ในการเลือกตั้ง

เพราะประชาชนใช่ว่าทุกคน ทุกพื้นที่ จะมีพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ว่างงาน หรือมีเวลาว่างตรงกัน มาฟังพร้อมกันได้ในวันเวลา ที่ กกต.กำหนดได้...ทางทีวี ทางสื่อ หรือตามเวทีกลางที่จัดให้ตามอำเภอเท่านั้น แต่ไม่สามารถลงไปตามหมู่บ้านได้...

ทีนี้ชาวบ้านก็คงได้แต่ข้อมูลของ หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาข่าวลือ ของ คมช. ตามแผนการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนตามเอกสารลับที่สั่งการไปนั้น..ส่งทหารไปกรอกหู เป่าหูชาวบ้านถึงหมู่บ้าน ในขณะที่ข้อมูลข่าวสารของพรรคการเมืองที่ผ่าน กกต.เวที สื่อ ของ กกต จัดให้ไปถึงแค่ในระดับอำเภอเท่านั้น.....

แบบนี้ก็เท่ากับวางแผนรับกันได้ดิบดี กับ คมช.ตามเอกสารลับนั้น ทำให้เกิดช่องว่างของการรับข้อมูลข่าวสาร ในระดับตำบล หมู่บ้าน ส่งให้ผลความนิยมต่อรัฐบาลทักษิณที่จะส่งผ่านพรรคพลังประชาชนลดลงได้...หลังจากที่ผลประชามติเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญยืนยันชัดเจนว่า หากมีการเลือกตั้งประชาชนจะเลือกอำนาจเก่ากลับมาอย่างถล่มทลายแน่นอน....โดยไม่แบ่งคะแนนกับพรรคการเมืองใด

การอ้างความไม่เสมอภาคของพรรคการเมือง ในการหาเสียง กลายเป็นว่า คือการลด สิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารไปด้วยทันที....และกลายเป็นการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวพรรคการเมือง นักการเมือง ในช่วงเลือกตั้งนี้...ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้อย่างอิสระ...

มันเป็นประธิปไตยแบบจำกัดขอบเขต สิทธิเสรีภาพในการรับฟัง ความคิดเห็น ข้อมูลข่าวสารรอบด้าน นอกจากจะรับข้อมูลที่ กกต. ป้อน หรือจัดให้เท่านั้น...

ใครขยันหาเสียง ขยันปราศรัยกับชาวบ้าน กลายเป็นผิด....

การปรากฎตัวของนักการเมืองในพื้นที่ จึงทำไม่ได้ เพราะหมิ่นเหม่จะผิดระเบียบ กกต. ....

จะพบกับประชาชนได้ก็ตามตามสถานที่ ซึ่ง กกต. นัดมาให้เท่านั้น...ห้ามนัดเอง ห้ามตั้งเวที แล้วมีคนมาฟังกันแบบของพรรคใคร พรรคมัน...แต่ต่อไปนี้ ประชาชนจะไปนั่งฟังปราศรัย ถูกบังคับให้ต้องนั่งรอฟังพรรคอื่นๆไปด้วย...จนกว่าพรรคของตนจะได้ขึ้นปราศรัย...

พรรค ปชป. จากที่ไม่เคยมีคนมานั่งฟังในอีสาน หรือเหนือ...

ก็จะมีคนมานั่งรอฟังเพียบ เพราะเขามารอพรรคพลังประชาชน...5555555

วันอังคาร, ตุลาคม 30, 2550

คัดค้านการบวชของแป๊ะลิ้มที่วัดชนะสงคราม

โดย คุณ NS Admin
ที่มา เวบไซต์ NationSiam
30 ตุลาคม 2550

วันนี้ (30 ตค.50)เวลาประมาณ 12.45 น.เครือข่ายองค์กรชาวพุทธประมาณ 100 คน ได้เดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณวัดชนะสงครามฯ เพื่อคัดค้านการบวชของนายสนธิ ทั้งนี้ เครือข่ายดังกล่าวมาในนามของสภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ (สพช.)ต่อมา นายสุเวส อันตรี ประธานสภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ (สพช.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อสมเด็จพระมหาธีราจารย์ โดยในหนังสือมีข้อความดังต่อไปนี้


สภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ

วันที่ 30 ตุลาคม 2550

กราบเรียน สื่อมวลชนทุกแขนง

ด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 27 ต.ค.50 ว่าจะอุปสมบท ณ วัดชนะสงคราม โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นพระอุปปัชฌาย์ ในวันพุธที่ 7 พ.ย.เวลา 09.00 น.

สภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติ จะชุมนุมคัดค้านการอุปสมบทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เนื่องจากเป็นบุคคลที่ขัดต่อพระธรรมวินัย และเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ดังนี้

1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่มีคดีความเข้าสู่การพิจารณาในขั้นศาล หลายคดี

2.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว

3.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังฆมณฑลอันเป็นฉายาแห่งสังฆเภท จึงเป็นบุคคลต้องห้ามอุปสมทบตามพระธรรมวินัยอย่างเด็ดขาด หากให้การอุปสมบทให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็จะนำมาซึ่งความร้าวฉานในสังฆมณฑลอย่างไม่เคยมีมาก่อน

4.หากให้การอุปสมบทแก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากจะไม่ทำให้สำเร็จความเป็นพระภิกษุแล้วยังจะเป็นเหตุให้พระอุปัชฌาย์ต้องอาบัติเพราะให้การอุปสมบทต่อบุคคลต้องห้ามอีกด้วย
ทั้งนี้

สภาเครือข่ายชาวพุทธแห่งชาติจะเคลื่อนไหวให้ถึงที่สุด จนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาทำความมัวหมองให้แก่พระพุทธศาสนาอีกต่อไป
จากนั้น นายสุเวสได้ยื่นหนังสือคัดค้านการบวชของนายสนธิ โดยมี นายสมพร นิยมวานิช เจ้าหน้าที่วัดชนะสงคราม เป็นผู้รับหนังสือแทน

นายสุเวสกล่าวภายหลังยื่นหนังสือว่า นายสนธิขาดคุณสมบัติข้อที่ 3 และ 4 เพราะเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 ศาลได้มีคำสั่งจำคุกนายสนธิเป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา แต่นายสนธิได้ขอประกันตัว ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างพิจารณา แค่นี้ก็นับได้ว่าขาดคุณสมบัติที่จะบวช

นโยบายของพรรคพลังประชาชนฉบับย่อ

30 ตุลาคม 2550

พรรคพลังประชาชน เร่งฟื้นฟูประชาธิปไตย สานต่อทุกนโยบายที่ประสบความสำเร็จ

1.สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เป็นวาระแห่งชาติ พรรคพลังประชาชน จะยึดหลักความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อนำความผาสุกและศักดิ์ศรี กลับคืนสู่ประเทศไทย

2.ฟื้นฟูประชาธิปไตย แก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลก

3.ประกาศสงครามกับยาเสพติด รอบใหม่

4.กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงินทุนในโครงการขนาดใหญ่ (MEGA PROJECTS) 1.5 ล้านล้านบาท
4.1 ยกเลิกมาตรการกันเงินทุนสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
4.2 รถไฟฟ้า 9 เส้นทาง 500,000 ล้าน เริ่มใช้ได้ใน 3 ปี เสร็จสมบูรณ์ใน 6 ปี ค่าโดยสารไม่เกิน 15 บาท ตลอดสาย
4.3 โครงการน้ำ 200,000 ล้าน ส่งเสริมโครงการตามพระราชดำริ เกี่ยวกับการกักเก็บน้ำ อนุรักษ์ดินแดน และป่าต้นน้ำ
4.4 โครงการ 100,000 ล้าน เพื่อเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 800,000 ล้าน เข้าประเทศ โดยประกาศปี 2551-2552 เป็นปีท่องเที่ยว มีเป้าหมายเพิ่มนักท่องเที่ยวจาก 14 ล้านคน เป็น 20 ล้านคน
4.5 โครงการที่พักอาศัย บ้านรถไฟฟ้า, บ้านบัณฑิต, บ้านรัฐสวัสดิการ, บ้านเอื้ออาทร, บ้านมั่นคง
4.6 วางโครงข่ายคมนาคม และระบบขนส่งสินค้าครบวงจร (โลจิสติคส์) เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและการเดินทางที่รวดเร็ว ปลอดภัย รถไฟรางคู่ พัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ พัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย ถนนใยแมงมุมสู่ไร่นา

5.เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ให้แก่ประชาชน
5.1 มั่นใจ ไม่ขึ้นภาษี
5.2 พักหนี้เกษตรกร ฟื้นฟูอาชีพ และสร้างรายได้ใหม่
5.3 พัฒนากองทุนหมู่บ้านเป็นธนาคารหมู่บ้าน เพื่อขยายเงินทุน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท
5.4 SML 3แสน-5แสน-7แสน
5.5 OTOP ระยะที่ 2 สร้างมูลค่าเพิ่ม เร่งขยายตลาด และบทบาทของภูมิปัญญาชุมชน
5.6 ธนาคารประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการ และแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
5.7 เพิ่มสินเชื่อ SME โดยเพิ่มเงินทุนจดทะเบียนของ SMEs Bank จำนวน 20,000 ล้านบาท
5.8 โฉนดและเอกสารสิทธิ พิชิตความจน คุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน โดยการออกเอกสารสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย
5.9 โคล้านตัว-แสนฟาร์ม ให้เกษตรกรจัดตั้งฟาร์มโคคุณภาพ ตามที่ได้ลงทะเบียนคนจนไว้
5.10 ประกันรายได้เกษตรกรให้มากกว่าลงทุน ผลักดันราคาสินค้าการเกษตรสำคัญ ด้วยการประกันราคาสูงกว่าต้นทุน
5.11 แรงงานไปต่างประเทศ บินก่อน ผ่อนทีหลัง โอกาสไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
5.12 เดินหน้า ผู้ว่าฯซีอีโอ เพื่อแก้ปัญหาประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และครบวงจร

6.สร้างสุขภาพและความมั่นคงให้ประชาชน
6.1 ต่อยอด 30 บาทรักษาทุกโรค บัตรประชาชนรักษาทุกโรค ให้ครอบคลุมการรักษาและการบริการมากขึ้น
6.2 บัตรประกันสังคม ครอบคลุมทั้งครอบครัว มุ่งขยายสิทธิในการรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมทุกครอบครัว
6.3 1 แพทย์ 1 อำเภอ, 2 พยาบาล 1 ตำบล, 3 คนดูแลผู้สูงอายุและพิการในหมู่บ้านให้ทุนการศึกษาแก่คนในท้องถิ่นได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาเป็นแพทย์, พยาบาล และผู้ดูแลผู้ป่วย อย่างทั่วถึง
6.4 ศูนย์กีฬาคือยาวิเศษ มีรถยนต์รับส่งผู้ป่วยประจำตำบล ให้ อสม.ดูแลรับผิดชอบ

7.การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
7.1 เดินหน้าโครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เรียนก่อนผ่อนทีหลัง (ICL) กองทุน กรอ. มีเงินยืมเรียน ผ่อนคืนเมื่อมีงานทำ
7.2 เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพมีงานทำระหว่างเรียน ให้นักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนฟรี และแจกอุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน ชุดนักเรียนฟรี ส่งเสริมให้มีการทำงาน และหารายได้เพิ่มในระหว่างการศึกษา
7.3 แก้ไขปัญหาหนี้สินและบุคลากรทางการศึกษา
7.4 ศูนย์ซ่อมสร้างโดยนักศึกษาอาชีวะ (โครง การ Fix It) และพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อให้มีทักษะ พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือเป็นผู้ประกอบการ
7.5 สร้างคลังความรู้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออก แบบ อุทยานเพื่อการเรียนรู้

8.สร้างสังคมที่เท่าเทียม โปร่งใส มีความสุข และปลอดภัย
8.1 ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
8.2 เดินหน้าหวยบนดิน เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา และสังคม
8.3 1 หมื่นล้าน เพื่อเสริมการมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัย ของชุมชน สนับสนุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเทียบเท่าข้าราชการ สนับสนุน รถยนต์ อุปกรณ์และเครื่องแต่งกายให้แก่ อปพร. ตำรวจบ้าน ชรบ.

9.จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข
9.1 สร้างสันติสุข และความปรองดอง โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม
9.2 นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ส่งเสริมการผลิตอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก
9.3 เพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรมประเพณี และระบบเศรษฐกิจ

10.กรุงเทพมหานครแห่งความสุข
10.1 รถไฟฟ้า 9 เส้นทาง งบประมาณ 500,000 ล้านบาท เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ชาวกรุงเทพฯ
10.2 ทางด่วนใยแมงมุม เชื่อมโยงเครือข่ายถนนระหว่างกรุงเทพฯ กับทุกภูมิภาค
10.3 โรงเรียนดี ใกล้บ้าน ให้โรงเรียนที่มีชื่อเสียง พัฒนาโรงเรียนในเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขตภายใน 4 ปี
10.4 กระตุกต่อมคิด กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์เด็กไทย เช่น อุทยานการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ (สมิธโซเนียน กรุงเทพฯ) ศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีแห่งชาติ 3 แห่ง งบประมาณ 10,000 ล้านบาท
10.5 สร้างลานกีฬา ให้เด็กๆ ได้เล่นกีฬา ทุกถนน ตรอก ซอก ซอย ที่มีที่ว่าง อาทิ ใต้ทางด่วนสถานที่ราชการ
10.6 ศูนย์ออกกำลังกาย (Fitness Center) และศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อน (Day Care) สนับสนุนให้มีทั้งในส่วนราชการ และบริษัทเอกชน โดยมีส่วนลดภาษี
10.7 สนับสนุนชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพฯ ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านและชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์


ทุกนโยบาย สำเร็จได้ ด้วยพลังประชาชน


(จากเอกสารที่แจกจ่ายในการประชุมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2550 เพื่อนำไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง)

โปรแกรมขับไล่เผด็จการระยะนี้

โดย ประชาชนสนามหลวง
30 ตุลาคม 2550

1. สมาพันธ์ประชาธิปไตย โดย คุณครูประทีป อึ้งทรงธรรม นพ.เหวง โตจิราการ นพ.สันต์ หัตถึรัตน์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลให้ปลดนายสนธิ บุญยรัตกลิน ออกจากครม.และให้ยกเลิก ครส.
ในวันอังคารที่ 30 ตค.เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล

2. สมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กล่มสตรีประชาธิปไตย จัดงานรำลึก 1 ปี นวมทองไพรวัลย์ ที่สะพานลอย หน้าสนง.ไทยรัฐ เวลา 10.00 น. และเวลา 18.00 น.ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว

3. กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย รวมตัวกันที่พระบรมรูปทรงม้้า บริเวณ หมุด24 มิถุนา 2475 วันอังคารที่ 6 พย. 50 เวลา 12.00 น.เดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาลทำพิธีตัดหัวสนธิ-บัง เวลา 13.00 น.

วันจันทร์, ตุลาคม 29, 2550

ประชาชนทั่วเน็ตพร้อมใจ คัดค้านการบวชของสนธิลิ้ม

29 ตุลาคม 2550


ต่อกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศลาบวชระยะเวลาหนึ่ง เดือนหน้าที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้มีกระแสของประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าวกันอย่างมากถึงสาเหตุ และความเหมาะสมในการดำเนินการดังกล่าว

เริ่มต้นที่เว็บไซต์การเมือง Thai Insider ของนายเอกยุทธ์ อัญชัญบุตร อดีตแนวร่วมล้มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พาดหัวในคอลัมน์ "ซุบซิบไทยอินไซเดอร์" ว่า "ขำกลิ้งแป๊ะลิ้มพล่าน ต่อสายเคลียร์'เหลี่ยม' หมดมุขเล่าความเท็จ ชิ่งหนีลาไปบวชดีกว่า" มีเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้: -

คุณสมบัติของผู้ที่จะบวชเป็นพระได้ คือ

1.เป็นสุภาพชนที่มีความประพฤติดีประพฤติชอบ ไม่มีความประพฤติเสียหาย เช่นติดสุราหรือยาเสพติดให้โทษเป็นต้น และไม่เป็นคนจรจัด
2.มีความรู้อ่านและเขียนหนังสือไทยได้
3.ไม่เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติ
4.ไม่เป็นคนล้มละลาย หรือมีหนี้สินผูกพัน
5.เป็นผู้ปราศจากบรรพชาโทษ และมีร่างกายสมบูรณ์ อาจบำเพ็ญสมณกิจได้ ไม่เป็นคนชราไร้ความสามารถหรือทุพพลภาพ หรือพิกลพิการ
6.มีสมณบริขารครบถ้วนและถูกต้องตามพระวินัย
7.เป็นผู้สามารถกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทได้ด้วยตนเอง และถูกต้องไม่วิบัติ

โดยลักษณะ “ต้องห้าม” สำหรับผู้จะบวช คือ

1.เป็นคนทำความผิด หลบหนีอาญาแผ่นดิน
2.เป็นคนหลบหนีราชการ
3.เป็นคนต้องหาในคดีอาญา
4.เป็นคนเคยถูกตัดสินจำคุกฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ
5.เป็นคนถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาดทางพระศาสนา
6.เป็นคนมีโรคติดต่ออันน่ารังเกียจ เช่นวัณโรคในระยะอันตราย
7.เป็นคนมีอวัยวะพิการจนไม่สามารถปฏิบัติกิจพระศาสนาได้

เอาแค่เห็น “คุณสมบัติ” และกฎต้องห้าม...นี้แล้วก็ “ฮาไม่ออก”

โดยเฉพาะเรื่องการ “ไม่เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติ”...ซึ่งก็คือ...ความวิบัติทางความเห็นอันเนื่องมาจากเข้าใจผิด รับรู้มาผิด ๆ แล้วก็มีเจตนาร้าย ซึ่งก่อให้เกิดการคิดร้าย (มิจฉาสังกัปปะ) และกล่าวร้าย (มิจฉาวาจา) ดังที่ทำอยู่เป็นประจำเมื่อจับไมค์หรือเห่าหอน...เล่าความเท็จทุกวันศุกร์ก่อนหน้านี้

หรือการไม่เป็นบุคคลล้มละลาย-มีหนี้สินผูกพัน...ข้อนี้ก็เต็มๆ เลยครับพี่น้อง...คนล้มละลายอาจแก้ต่างได้ว่า “หลุดแล้ว” แต่หนี้สินผูกพันที่มีอยู่น่ะ...จะเคลียร์ยังไง

แต่ที่หนักหนาสาหัสสุดๆ ก็คือ ห้ามเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา...อ้าว “แป๊ะลิ้ม” เอ๋ย...ลืมนึกถึงคดีค้างคาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2550 ที่ห้องพิจารณาคดี 913 ศาลอาญารัชดาฯ แล้วหรือ

เพราะศาลได้อ่านคำพิพากษา กรณีไปหมิ่นประมาท “ชายร่างอ้วน” คนหนึ่ง (อ่านเพิ่ม: นายภูมิธรรม ฟ้องนายสนธิ แล้วนายสนธิเคยถูกพิพาท จำคุก 2ปี ไม่รอลงอาญา ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างอุทธรณ์)

โดยศาลเห็นว่า การต่อต้านรัฐบาลสามารถทำได้ แต่จำเลยไม่สมควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันเบื้องสูงมาเกี่ยวข้อง จึงเห็นควรลงโทษจำเลยให้สาสม พิพากษาให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

อย่างนี้ถือว่า “ต้องคดีอาญา” หรือป่าว...อย่ามาเถียงข้างๆ คูๆ อีกว่า...ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องรอการอุทธรณ์

กลุ่มประชาชนฝ่ายพันธมิตรฯ ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการลาบวชว่า มีโครงการดังกล่าวมานานแล้ว โดยย้อนหลังไปถึงกลางปีที่แล้ว ไม่ใช่เป็นการหนีแต่อย่างใด ในขณะที่ไม่ได้ชี้แจงประเด็นความเหมาะสม เนื่องจากข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีความประสงค์จะออกบวชนั้น ถูกกำหนดขึ้นมาโดยเล็งเห็นความยั่งยืนของพระศาสนา เพื่อความสงบเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ และเพื่อประโยชน์ของชนหมูมาก ฯลฯ

เรื่องดังกล่าวได้รับการวิจารณ์ในเว็บการเมืองชื่อดังอีกหลายที่ อาทิเช่น
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ... เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ! สำหรับการบวชพระในพุทธศาสนา โดยคุณ Non Media ที่เรียกร้องอย่างแข็งขันให้คัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า "เป็นการรักษาพุทธศาสนาให้ยืนยงสถาพรสืบ ต่อไป"

สนธิลิ้ม ชะตาขาด!! อดบวช!! แถมเจอไทยรัฐ ฟ้องหมิ่น !!!

ด่วน!!มาดู!เอกยุทธอัญชันบุตรบอกสนธิลิ้มต้องห้ามไม่สามารถบวชได้ โดยมีคุณ Supawong แสดงความเห็นอย่างแน่วแน่ว่า "ถ้าพระอุปัชฌาย์ ออกมาอ้างว่าบวชแค่ 7 วัน สามารถบวชได้ ถ้ายกเหตุผลนี้ ผมในฐานะที่ระบุไว้ในทะเบียนคนไทย ว่านับถือศาสนาพุทธ ผมจะไปทำคำร้องของถอนหรือลบในฐานข้อมูลว่าไม่ต้องการระบุว่านับถือศาสนาพุทธออกจากฐานข้อมูลคนไทย มันผิดชัดเจน และเป็นบุคคลต้องห้ามตามพระธรรมวินัย จะบวชกี่วันมันก็คือการบวช จะบอกเป็นอย่างอื่นไม่ได้"

คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนดีหรือคนชั่ว ตามแนวทางของธรรมะในพระพุทธศาสนา มีคุณ คนเมืองไทย ช่วยกรุณายกคำสอนเรื่อง "สัปปุริสสูตร" มาสาธยาย โดยมีใจความว่า

1. คนชั่ว จะเปิดเผยความชั่วของคนอื่นแม้ไม่มีใครถาม ยิ่งถ้าหากถูกถาม ก็จะเปิดเผยเต็มที่ ไม่ปิดบัง (บางครั้งแต่งเติมเสริมแต่งเข้าไปอีก)
2. คนชั่ว จะไม่เปิดเผยหรือพูดถึงความดีของผู้อื่นถ้าไม่มีใครถาม แม้หากมีใครถาม ก็จะตอบแค่นิดหน่อย ไม่ตอบทั้งหมด
3. คนชั่ว จะไม่เปิดเผยหรือพูดถึงความชั่วของตนถ้าไม่ถูกถาม แม้หากถูกถามก็จะตอบนิดหน่อย ไม่ตอบทั้งหมด
4. คนชั่ว จะเปิดเผยหรือพูดถึงความดีของตนแม้ไม่มีใครถาม แม้นหากมีใครถาม ก็จะพูดอย่างพิศดารหรือพูดเกินจริง
ในกรณีที่คุณสนธิถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปี เพราะไปใส่ร้ายคุณภูมิธรรม เวชยชัย แสดงว่า คุณสนธิ ไม่ได้เป็นคนชั่วธรรมดา แต่เป็น Triple ชั่ว เพราะ
1. คุณสนธิเปิดเผยความชั่ว (ความไม่ดี) ของคุณภูมิธรรม ถือว่าผิดหลักการในอสัปปุริสธรรมข้อที่ 1
2. คุณภูมิธรรมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณสนธิกล่าวหา (ศาลรับรองแล้ว) แสดงว่า คุณสนธิใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง
3. มีความจงใจพูดใส่ร้ายผู้อื่นในวัด ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับละชั่ว - ทำดีของชาวพุทธ ตัวเองชั่วไม่พอ ยังมีความคิดอุบาทว์ไปชักชวนพระเจ้าและชาวบ้านให้ทำชั่วเหมือนตน (ลงนรกคนเดียวยังไม่พอ ยังจะไปชักชวนคนอื่นลงนรกตามอีก...ไม่แมนเลยนะ)

ดังนั้น คุณสนธิจึง Triple ชั่ว หรือจะเรียกว่า "โคตรชั่ว" ก็ได้


ปิดท้ายจากสำนักข่าวพระสงฆ์ไทย ถึงกับพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง และได้ชี้ให้ทั้งพระและฆราวาศเห็นว่า "ประชาชนหลายคนถามว่า กรณีนายสนธิ จะบวชเป็นพระที่วัดชนะสงคราม วันที่ 7 พ.ย.นี้ นั้น จะบวชได้หรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้วตามหลักการข้างต้น ให้ท่านทั้งหลายพึงตรวจสอบคุณสมบัติของนายสนธิว่าสมบูรณ์หรือยังหรือขาดคุณสมบัติ"

นักกฎหมายไทย แค่ราคาคุย : แพ้ในอังกฤษกลับมา ยังอยากลองศาลอาญาระหว่างประเทศอีก

โดย คุณเสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 ตุลาคม 2550

อัยการบอบช้ำกลับจากอังกฤษสด ๆ ร้อนๆ แพ้อย่างยับเยิน หมดทางเล่นงานทักษิณ บอกต้องใช้เวลาหลายปี

ตอนนี้คณะกรรมการฆ่าตัดตอนนำโดยคณิต หัวล้าน และจรัญ พันบาทออกไอเดียใหม่อีก บอกจะเอาท่านทักษิณขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศและศาลโลก

ขอประทานโทษจริง ๆ ไม่อยากสอนมวยนักกฎหมายไทย ถ้านักกฎหมายไทยได้คนสอบเข้าคะแนนสูง ๆ ในมหาลัย ก็คงไม่คิดบ้องตื้นเท่าสองคนนี้หรอก

เสรีชน เปิดตำราสอนกฎหมายระหว่างประเทศให้เลยดีกว่า จะใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ให้ผู้อ่านปวดหัว เพราะเวบนี้เขียนวิชาการมาก คนหนี ต้องเล่นภาษาบ้าน ๆ ผสมหลักวิชา คนจะชอบอ่าน

จะเอาท่านอดีตนายกฯขึ้นศาลโลก

sorry สองตัวที่พูดนี้ คงไม่รู้เรื่องเขตอำนาจของศาลโลก เขาพิจารณาคดีเฉพาะคดีที่รัฐมีข้อพิพาทต่อกัน แต่กรณีนี้ ทักษิณคือ บุคคลธรรมดา ไม่ใช่รัฐหรือประเทศ จึงไม่เข้าเงื่อนไขในการพิจารณาคดีของศาลโลก

ดูธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา 34 จะเอาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟังดูดี แต่ครั้นมาพูดกับคนรู้จริงมันแสดงความขี้เท่อของคนพูดที่ไม่รู้เรื่องหลักเกณฑ์ในกฎหมายระหว่างประเทศเลย เพราะ

1.ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC

2.การกระทำหากมีจริงก็เกิดก่อนไทยเป็นภาคีไม่เข้าข่ายศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งจะไม่ใช้ย้อนหลังมาถึงกรณีทักษิณ และ

3. ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาแค่คดีสี่ประเภท คือ การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity) อาชญากรรมสงคราม (War Crimes) และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน (Aggression) เขาจะมีนิยามไว้หมดว่าหมายถึงอะไร แต่ในเรื่องยาเสพติด ถ้าหากมีจริง ไม่เข้าอยู่ในนิยามของคดีสี่ประเภท รายละเอียดยาว เวบนี้ไม่ใช่เวบวิชาการมากนัก จะผ่านไป แต่ผมคิดว่า เนอังกฤษแบบจรัลที่ชอบพูดไปก่อน ไม่ศึกษาก็ไม่รู้เพราะนี่คือ กฎหมายระหว่างประเทศระดับสูง ทหารในกรมพระธรรมนูญเขาเคยไปประชุม รู้ดี ทหารถึงไม่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้ นอกจากไอ้พวกกบในกะลาที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ

ข้อสำคัญ ถ้าไทยเข้าไปภาคีอนุสัญญานี้ ในหลวงในฐานะประมุขรัฐอาจถูกเรียกไปขึ้นศาลด้วย ไปดูให้ดี ๆ นะครับ อย่าทำเป็นเล่น ตรงนี้ที่เรากลัว จึงไม่ได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาศาลอาญาระหว่างประเทศ

ปัทโธ่ พูดมาก็ขายขี้หน้า มิน่าไปอังกฤษ ไอ้ล้านเป็น อสส. ก็แพ้คดีทั้งส่งผู้ร้ายข้ามแดน คดีนายนายปิ่น จักกะพาศน์ และนายราเกซ สักเสนา จากแคนาดา ก็มีนักกฎหมายโง่ๆ ทั้งนั้น

กลับมาจากอังกฤษว่าไงล่ะ หมดทางส่งแม้วเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ถุย แค่ให้พยานกองทุนมาสาบานว่าแม้วทำผิด ยังไม่มีใครกล้าสาบานเลย แพ้ตามเคยทนายฝ่ายไทย

ตกลงก็แค่คำขู่ ขู่เรื่องนี้มาปีกว่าแล้ว ถ้าทำได้ คมช ยุติธรรมไทยทำไปนานแล้ว

นี่ขนาด NGO เสนอเรื่องฆ่าตัดตอนไปอังกฤษ อังกฤษเขาตอบมาสะใจ เป็นคดีร้ายแรง แต่ขอหลักฐานที่ชัดเจน และมีความเชื่อมโยงโดยตรงจากอดีตนายกทักษิณด้วย เซ่อกลับไปเป็นแถวๆ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย นอกจากข่าวลือ ก๊าก

นักกฎหมายไทยเราเก่งแบบนี้แหล่ะมันถึงได้เสียเขาพระวิหารให้เขมร !!!

วันอาทิตย์, ตุลาคม 28, 2550

เปิดโปงเอกสารแผ่นที่9 แฉคนอนุมัติแผนชั่ว ปิดทางหนีเผด็จการ

28 ตุลาคม 2550


คุณประดาบจากเว็บไซต์ Hi-Thaksin ได้เปิดโปงเอกสารฉบับสุดท้าย หลังรอดูท่าทีเผด็จการว่าจะรับหรือไม่รับกับข้อมูลมัดตัวชิ้นนี้

ใบบันทึกข้อความลงวันที่ 14 กันยายน 2550 แสดงอย่างชัดเจนว่าให้ "อนุมัติ" "การปฏิบัติการข่าวสารตั้งแต่ปัจจุบันถึงวันปิดรับสมัครเลือกตั้ง" ที่คุณประดาบได้เคยแฉไว้ก่อนหน้านี้ (ดู "เอกสารลับมัดตัวเผด็จการ ประชาชนสลดใจบ้านเมืองตกต่ำอย่างรุนแรง") โดยมีพลเอก นายทหารของกองทัพไทย จำนวนสี่นายเซ็นอนุมัติ ได้แก่
1. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน 20 กันยายน 2550
2. พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ 17 กันยายน 2550
3. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร 19 กันยายน 2550
4. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา 18 กันยายน 2550

ท่านสามารถดูรายละเอียดการเปิดโปงขบวนการล้างสมองคนไทย โดยมีหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติ ได้ที่เว็บไซต์ Hi-Thaksin http://www.hi-thaksin.org/contentdetail.php?ParamID=74539

วันเสาร์, ตุลาคม 27, 2550

ชำแหละแมนซิตี้ 3 ชั่วโมงก่อนศึกหนักปะทะเชลซี

โดย Composite
ที่มา พันทิป ศุภชลาศัย
27 ตุลาคม 2550

สังเกตว่าวันไหนทีมเล่นดี เปตรอฟก็จะเล่นดี วันไหนทีมเล่นแย่ เขาก็เล่นแย่

ผมว่าเปตรอฟต้องอาศัยทีมที่เล่นดีทำให้เขาเด่นขึ้นมาได้ ทีมก็จะเล่นดีเป็นทวีคูณยิ่งขึ้นไป เพราะจะการเข้าทำจะวูบวาบ อันตรายมาก
แต่ถ้าทีมสะดุด การต่อบอลไม่ลื่นไหล เปรตรอฟก็จะสร้างสรรค์เกมอะไรไม่ได้เลย ยิงไกลลูกเดียว แล้วก็ไม่แม่นด้วย

ที่แน่นอนที่สุด แบบว่าคงเส้นคงวาที่สุด ผมยกให้ Corluka แบ๊คขวาจอมนิ่ง ไว้ใจได้ พลาดน้อย สม่ำเสมอ เหมือนไม่ออกแรงมาก วิ่งเนิบๆ แต่ทางบอลดีทั้งเกมจะเงียบๆ นานๆก็จะเติมเกมบุกเสียทีหากกองกลางทำไม่ได้ แต่ก่อนเขาเล่นปีกขวาแล้วก็กองหน้ามาก่อนด้วยนะ หมอนี่ อนาคตไกลแน่ๆครับ

วันนี้กองหลังจะต้องผสานกำลังกันให้ดี เป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับทีมแมนซิ

Mpenza ทำหน้าที่เสมอนกองหน้าตัวรับ คือทิ่มๆ ไว้ข้างหน้า ไล่บอล กดดัน ขยันป่วน เปรียบดังสากกระเบือทิ่มไปทิ่มมาเด๋วแผงหลังเชลซีก็โหว่เอง ถ้ามีรอยแยกสักหน่อยละก็...

Elano ก็จะจัดการกับรอยโหว่นั้น ไม่ว่าจะจ่ายทะลุให้เพื่อน หรือว่ายิงไกลเอง วันนี้โดนจับตายแน่ๆ พ่อเทพเรา แต่ผมมั่นใจว่าเสวนจะต้องมีแผน ที่จะให้ Elano หลุดจากการมาร์คตัว ซึงจะต้องพึ่งเขาคนนี้ครับ...

Petrov จากส่วนใหญ่จะป่วนทะลุทะลวงริมเส้นซ้าย เขาจะถูกโยกให้เข้าไปโรเททตำแหน่งกับ Elano ในบางโอกาส ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถสร้างความกดดันมากเท่ากับตำแหน่งปีกซ้าย แต่ก็สามารถสร้างความสับสนในแผงกองกลางและช่วยให้Elanoหลุดจากการประกบติดได้บ้าง

Ireland ปีกขวาพิษสงต่ำ บทบาทน้อยแต่ก็พัฒนาตัวเองขึ้นทุกแมทช์ มีปัญหาด้านจิตใจพอสมควร บางครั้งเหมือนไม่ทุ่มเท แต่บางครั้งก็เหมือนกับวิ่งลืมตาย ขยันไล่บอล ความสามารถเฉพาะตัวพอควร จากเกมกับNewcastle และ Boro เขาก็แสดงศักยภาพออกมาได้บ้างในหลายๆ โอกาสบทบาทของเขาในเกมนี้จะเน้นไปทางรับเสียมากกว่ารุก

Johnson กลางอเนกประสงค์ยิงไปแล้ว2ลูกแล้วก็เป็นประตูชัยที่ชนะ 1-0 มาทั้งสิ้น เด่นที่สุดคือความมุมานะที่จะเอาชนะ ความทุ่มเท ความสด เทคนิคส่วนตัวอาจไม่เด่นมาก แต่เน้นทีมเวิร์ค ในเกมที่สูสีและเบียดสู้กัน Johnsonมักจะมีส่วนร่วมในชัยชนะเสมอๆ ล่าสุดในเกมพบกับBurmingham เขาเป็นคนที่มุมานะแย่งบอลมาจนสามารถจ่ายบอลให้Corluka เพื่อที่จะจ่ายให้ Elano ยิงจนได้ประตูชัย นัดเจอเชลซีนี้ต้องพึ่งเขาเป็นอย่างมาก การต่อสู้ระหว่างJohnson และ Lampard คือหัวใจสำคัญในเกมนี้

Hamann สุดยอดแห่งความอมตะไม่ตาย วิ่งไม่เร็วเหมือนหนุ่มๆแต่เล่นบอลด้วยสมอง ทางบอลและแทกติกดีเหลือหลาย บ่อยครั้งที่เห็นเขาเรียกฟาวล์ได้จากทีมตรงข้ามได้เสมอๆ เป็นกลางตัวรับที่ดีที่สุดที่แมนซิมีตอนนี้ เกมนี้คงต้องหวังพึ่งท่านฮามันเทพแห่งความเป็นอมตะที่จะอุดช่องว่างระว่างกลางกับหลัง

Garrido-Corluka แบ็คซ้าบ-ขวาสองคนนี้ไว้ใจได้ เล่นเงียบๆ นิ่งๆ ไม่หวือหวา บุคลิกคล้ายSvenทั้งคู่ คือสุขุม ใช้สมอง นานๆจะบุ่มบ่ามเสียที หาก Shaun Wright-Phillips ได้ลง Garido คงเหนื่อยหน่อย เกมบุกคงไม่ขึ้นไปช่วย Petrovมากเท่ากับเกมทื่ผ่านๆมา

Dunne-Richard งานหนักแน่ๆสำหรับคู่Center Back ต่างประสบการณ์แต่ฝีเท้าไกล้เคียงกันคู่นี้ โดยเฉพาะRichardที่จะต้องพิสูจน์ความสามารถกับDrogba ศูนย์หน้าที่เรียกได้ว่าแทบจะครบเครื่องที่สุด ทั้งความสามารถเฉพาะตัว ความแข็งแกร่ง และความเร็ว ซึ่งถึงแม้Richardจะไม่แพ้เรื่องความเร็วและความแข็งแกร่ง แต่ประสบการณ์ยังน้อย หากยืนผิดตำแหน่งแล้วจำเป็นต้องวิ่งตามศูนย์หน้าตัวอันตรายตัวนี้ เกรงว่าจะวิ่วตามไม่ทันเหมือนกับหน้าทีมอื่น

Joe Hart อนาคตไกล ใจสู้ เหนียวไม่น้อย ลูกกลางอากาสเยี่ยม รูปร่างดีปิดมุมแน่น การตัดสินใจยังมีผิดพลาดแต่ก็ด้วยเขายังเด็ก ผมชอบโกล์คนนี้มากที่สุดในสามคนที่มีอยู่ คืนนี้คงทำงานหนักหน่อย แต่เชื่อว่าจะเวฟไว้ได้หลายลูกครับ คืนนี้สะอาดหมดจด Clean sheet เป็นนัดที่2ติดต่อกันครับ!!

สู้ๆ ครับซิตี้ นัดนี้สำคัญต่ออนาคตมากๆ ผมขอพยาการณ์ฟันธงล่วงหน้าครับ 1-0 Johson เบียดยิงได้ในต้นครึ่งหลังครับ Elanoจ่าย จากบอลที่ตัดได้โดย Hamann ฟันธง~!~!!!!!!

จดหมายจากพ่อ ถึงลูกเปรตหลงทาง

โดย พ่อเอง 27 ตุลา 50
ที่มา เวบไซต์ Thaksinization
27 ตุลาคม 2550

พ่อมักบอกให้ลูกทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และเป็นธรรม พ่อสอนให้ลูกทำงานหนักและพยายามเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่ลูกจะได้เจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ไปตามความสามารถที่ลูกมี พ่อไม่เคยสอนให้ลูกเข้าร่วมประชุมกับผู้นำทางการทหาร เพียงเพื่อต้องการเข้าไปนั่ง เพื่อคอยพยักหน้าว่าลูกจะเอาคนนั้นคนนี้ขึ้นมาคุมอำนาจ พ่อไม่เคยบอกให้ลูกต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง พ่อมักพูดเสมอว่าลูกต้องวางตัวเป็นกลาง เพื่อให้สมกับความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีผู้คนเคารพนับถือ พ่อมักบอกเสมอๆ ว่า คนเราจะมีความสุขได้ตามอัตภาพที่ควรมี โดยไม่ต้องอาศัยการสร้างภาพว่าลูกคือ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

พ่อมีลูกๆมากมายหลายคน พ่อไม่เคยสอนให้ลูกไปเที่ยวรับใครต่อใครมาเป็นลูกบุญธรรม พ่อไม่เคยสอนให้ลูกทำตัวเป็นหมาในรางหญ้า พ่อบอกเสมอว่า เมื่อลูกไม่มีหน้าที่ที่ตรงนี้แล้ว ไม่ว่าอะไรก็ไม่สมควรที่จะยึดถือเอามาเป็นสมบัติส่วนตน เพราะถ้าลูกที่เป็นผู้ใหญ่ไม่ทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี ในอนาคตบ้านของเราคงใหญ่ไม่พอ เพราะทุกคนเมื่อหมดหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็ยังคงหน้าหนากล้ายึดครองบ้านพักหรือสมบัติของส่วนกลาง เพื่อเอามาเป็นของส่วนตน เรื่องเช่นนี้พ่อเคยพูดไปหลายครั้งแล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังคงมีแต่ความว่างเปล่าไม่มีการรู้สึกรู้สาใดๆ

พ่อไม่เคยสอนให้ลูกเอาเปรียบลูกๆคนอื่นๆ โดยการเรียกใช้คนอื่นๆให้มาทำงานรับใช้ลูก เพียงเพื่อสร้างความสะดวกสบายส่วนตัว หรือเพื่อยกฐานะความเป็นอยู่ให้สูงเทียบเท่าพ่อ แม้กระทั่งการเดินทางไปไหนมาไหนของลูก แล้วยังจัดให้ลูกๆคนอื่นๆมานั่งกราบกรานเช่นนั้น มันช่างเป็นภาพที่ขัดหูขัดตามาก พ่อไม่เคยแนะนำให้ลูกเข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่กลุ่มธุรกิจใดๆ เพียงเพื่อความมั่งคั่งส่วนตัว พ่อมักบอกกับลูกเสมอว่า พวกเราต้องมองลงไปดูคนอื่นๆที่อยู่ห่างไกลให้มาก คนเหล่านั้นมีความทุกข์ยากในการดำเนินชีวิต พ่อมักบอกให้พวกเราพยายามก้าวหน้าไปพร้อมๆกัน ถ้าลูกคนโตสบายอยู่คนเดียว โดยอาศัยอยู่ในบ้านที่ลูกแอบอ้างเอามาเป็นของส่วนตน ทั้งที่ลูกก็หมดหน้าที่การงานไปนานแล้ว แล้วลูกคนอื่นๆที่ไม่มีแม้แต่เสื่อผืนหมอนใบ คนเหล่านั้นเขาจะได้ความเป็นธรรมจากผู้คนในบ้านได้อย่างไร ถ้าลูกคนโตเอาแต่ได้ในขณะที่ลูกๆอีกหลายคนต้องลำบากยากแค้น ต้องโดนเอาเปรียบต่างๆนาๆ โดยการเปลี่ยนแปลงพี่น้องให้มาเป็นทาสรับใช้ ใครวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านของลูกเช้าเย็น พวกเขาก็ได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องการไป ลูกทำแบบนี้มันเป็นการมอมเมาพี่น้องด้วยลาภยศ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ต่ำช้ามาก พ่อไม่ถือว่ามันจะเป็นการพัฒนาจิตใจของลูกแต่อย่างใด

พ่อบอกว่าพ่อเลือกลูกเข้ามาทำหน้าที่ ก็เพื่อให้เป็นตัวแทนในการทำงาน พ่อให้ลูกมาช่วยแบ่งเบางาน และพ่อขอห้ามไม่ให้ลูกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารครอบครัวใดๆทั้งสิ้น เพราะการทำหน้าที่บริหารครอบครัวนั้น ผู้คนในบ้านเขาได้จัดการเลือกสรรกันมาแล้ว พ่อจึงไม่ต้องการให้มีอำนาจซ้อนหรืออำนาจแฝงใดๆอีก เพราะมันจะทำให้มีแต่ความสับสนวุ่นวาย มันจะเป็นการแบ่งกลุ่มแบ่งพวกไม่สิ้นสุด พ่อคิดดีแล้วจึงสร้างกฎระเบียบในการทำงานของลูกขึ้นมา และลูกเองก่อนที่พ่อจะแต่งตั้งให้เข้ามาทำงานในหน้าที่นี้ ลูกก็รู้และเข้าใจในกฎระเบียบได้ดีทุกข้อ แต่สุดท้ายลูกก็ยังทำเลวๆได้เหมือนทองไม่รู้ร้อน เรื่องต่างๆเหล่านี้มันทำร้ายพ่อ มันไม่ได้ทำร้ายลูกหรอกนะ ความที่พ่อเป็นคนเลือกลูกเข้ามา แต่ลูกกลับมาทำเลวๆ ตรงนั้นพ่อคือผู้เสียหายในสายตาของพี่น้องของลูกไปจนป่นปี้หมดแล้ว

พ่อไม่คิดว่าลูกที่มีอายุมากมายจนขนาดนี้แล้ว จะยังดื้อรั้นและหยิ่งผยอง อวดดี ไม่สนใจกฎ กติกาที่พ่อตั้งไว้ และบังเอิญเหลือเกินที่ลูกได้สวมเสื้อขนแกะที่พ่อได้หยิบยื่นให้ ภายใต้เสื้อคลุมขนแกะที่พ่อยื่นให้นั้น ลูกกลับทำแต่เรื่องเลวทรามต่ำช้าไม่หยุดหย่อน และยังคิดวัดรอยเท้าพ่อ ลูกใช้พี่น้องคนอื่นๆที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ให้ออกมายกย่องบูชาลูกในทางที่ผิดจนเกินขอบเขต จากลูกแกะที่เชื่องช้าน่าคบ ที่ได้มาจากศรัทธาของพี่น้อง ลูกกลายเป็นคนใจดำ ลูกกำแหงและเกรี้ยวกราด อาฆาตกับทุกคนที่ไม่ยอมวิ่งเข้าหาและก้มหัวให้กับลูก จากคนเดิมๆที่พ่อยอมให้เข้ามาเป็นตัวแทนพ่อ จากผู้นอบน้อมกลายเป็นศาสดาที่ผู้คนต้องวิ่งเข้าหาเพื่อหวังยักยอกตำแหน่งหน้าที่ จากคนที่พึ่งพาได้กลับกลายเป็นคนที่น่ากลัว ไม่ว่าลูกจะเอาใครไว้ในตำแหน่งไหนก็ต้องได้ตามนั้น นี่หรือคือการตอบแทนคุณแผ่นดินในแบบที่ลูกพร่ำบอกกับผู้คนทั่วไป

ลูกกล่าวหาว่าคนอื่นๆไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม เพียงแค่เขาไม่ทำตามในสิ่งที่ลูกต้องการ ลูกจะตั้งตัวเป็นคู่แค้นแก่พี่น้องทุกคนที่เห็นตรงกันข้าม ลูกกลายเป็นศาสดาที่กำแหงหาญ ถึงขนาดกล้าชี้ผิดชี้ถูก ลูกกล้าบอกไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่าคนนั้นดีคนนี้เลว ลูกรุกคืบเข้าไปในสิทธิมนุษยชนของพี่น้องคนอื่นๆ ลูกเข้าไปปลุกระดมเสี้ยมสอนในสิ่งผิดๆ ทั้งในเรื่องของการเมืองการปกครอง ทั้งๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ แต่ลูกกลับอ้างถึงความจงรักภักดี แต่สิ่งต่างๆที่ลูกทำไป ล้วนสร้างความเสียหายให้เกิดกับพ่อทั้งสิ้น

จากผู้ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง กลับกลายเป็นผีห่าซาตาน ลูกก้าวเข้าไปสู่ขอบเขตของการบริหารจัดการในบ้านเมืองของเราอย่างเต็มตัว ลูกกล้ายึดครองสมบัติของครอบครัวส่วนกลาง มาเป็นของตนแต่ผู้เดียว แล้วลูกจะไปเรียกร้องหาจริยธรรม คุณธรรมจากใครๆได้เล่า ไปตายเสียเถิดลูกที่ชั่วช้าของพ่อ เจ้าคือผู้ที่ทำลายชื่อเสียงของพ่ออย่างตรงไปตรงมาและไม่อ้อมค้อมที่สุดเท่าที่เคยมีมา การตายอย่างไร้ที่กลบฝังเท่านั้นที่สาสมกับการทำเลวของเจ้า

พ่อเอง
27 ตุลา 50

วันศุกร์, ตุลาคม 26, 2550

เราจะเลือกตั้งกันไปทำไม?

โดย นายกอ
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
26 ตุลาคม 2550

ทว่า พ.อ.สรรเสริญ เป็นคนเดียวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่ได้มีชื่อปรากฏในเอกสาร และก็บอกว่ายังไม่เห็นเอกสารที่เป็นข่าวสักแผ่นเดียว แต่ออกมาปฏิเสธเป็นพัลวันจนลิ้นพันกัน

ทหารหัวใสทำเอกสารปลอมมาหลอกขาย นายสมัคร สุนทรเวช เอาเงินไปกินน้ำร้อนน้ำชา

กินมากไป กังวลมากไป จนเก็บไปนอนฝัน แล้วเอาความฝันมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือเปล่า ถ้ามีทหารหัวใสทำอย่างที่ว่าจริง ก็ ไปลากคอทหารหัวใสคนนั้นมาให้ประชาชนดูหน้าสักที จะได้ไม่มีแต่ทหารหน้าโง่โผล่จอให้เหม็นเบื่อทุกวัน

นขณะที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คนเซ็นเอกสารและคนสั่งการให้จัดทำแผนโค่นล้มพรรคพลังประชาชน ยังไม่กล้าปฏิเสธ แต่ก็ไม่กล้าพูดความจริง ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร ได้แต่อ้างว่า เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งโลก ทั่วโลกเขาก็ทำกันแบบนี้

ฟังแล้วก็ อยากให้ท่านยกตัวอย่างสักประเทศที่เขาทำกันแบบที่ท่านทำ กองทัพชาติไหนบ้างที่เขาทำกันแบบที่กองทัพไทยทำ ปฏิวัติ รัฐประหาร เพราะผู้บังคับบัญชากองทัพกลัวถูกปลด แทรกแซงการเลือกตั้ง เพราะกลัวพรรคการเมืองที่ถูกยึดอำนาจจะกลับมามีอำนาจอีก ต้องกำจัดพรรคการเมืองที่เสนอตัวให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อความมั่นคงของชาติ

ถ้าพรรคการเมืองที่เป็นเป้าหมายของท่านจะทำให้ชาติไม่มั่นคง เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แล้วทำไมไม่ดำเนินการกันเสียตั้งแต่ขณะนี้ ไม่ง่ายกว่าหรือ ทำไมต้องรอให้มีการเลือกตั้งก่อนแล้วจึงค่อยดำเนินการ

เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของท่านคนเดียว อย่าไปลากใครมาเกี่ยวด้วยเลย แล้วก็อย่าได้ไปพาดพิงกองทัพชาติอื่นๆ ในโลก ว่ามีนิสัยสันดานพฤติกรรมเหมือนกับท่านเลย

แม้แต่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ปฏิบัติหน้าที่ประธาน คมช. และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ไม่ต้องไปลากเข้ามาเกี่ยว ถ้าหากทั้งสองคนเห็นดีเห็นงามไปกับท่าน ป่านฉะนี้เขาต้องออกมาช่วยชี้แจงแถลงแก้ไขสถานการณ์ให้แล้ว แต่นี่ เงียบกริบ!

แต่ก็ยังดีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกมายอมรับแล้วว่า เอกสารลับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นำมาแฉ เป็นเรื่องจริง เป็นเอกสารที่ คมช. ทำกันขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เอกสารปลอม ไม่ได้มาย้อมแมวขาย หาคะแนนสงสาร ทำให้ได้เห็นว่า พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นโฆษกชนิดไหน เป็นทหารประเภทใด

แม้จะยอมรับก็รับเพียงครึ่งเดียว ยังไม่รับสารภาพตลอดข้อหา ยังแสดงลีลาว่าไม่ใช่จริงทั้งหมด ไม่มีการสกัดพรรคพลังประชาชน... คนพวกนี้ถ้าไม่ถูกต้อนจนกลางกระดาน ไม่ยอมรับผิดจริงๆ การกระทำของ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับว่า กางเกงตัวที่เลอะขี้ที่ พล.อ.สนธิ ใส่อยู่ เป็นของ พล.อ.สนธิ จริง แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าขี้เป็นของใคร

จะต้องไปตรวจสอบก่อนไหมครับว่าเป็นขี้ของใคร ใครไปแอบขี้ไว้ในขณะที่ พล.อ.สนธิ ใส่กางเกงตัวนั้นอยู่
คุณธรรม จริยธรรม จำได้ไหมว่าพูดไปแล้วกี่ครั้งตั้งแต่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกจับได้ไล่ทันไปกี่ครั้งแล้วว่าไม่ใช่ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม จริง

ผมเป็นคนไม่โกหก ผมเป็นโจรกลับใจ จำได้ไหมว่าพูดไปกี่ครั้งแล้ว เพื่อจะเอาตัวรอด แล้วเคยรอดไหม

การเลือกตั้งจะต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม จำได้ไหมว่าพูดไปกี่ครั้งแล้ว ยังเชื่อไหมว่าจะเกิดขึ้นได้จริง

การเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร ด้วยการเลือกตั้งจากประชาชน หรือลากตั้งจากทหาร เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีหน้าที่บริหารราชการบ้านเมืองด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่เลือกค่ายแบ่งข้าง เป็นนายกรัฐมนตรีของทหาร เพราะทหารลากตั้งมา จึงเข้าด้วยช่วยเหลือ ปกป้องทหารที่มีพฤติกรรมรังแกประชาชน และมีพยานหลักฐานปรากฏชัด แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่กล้าปฏิเสธเช่นนี้

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่รู้กันอยู่แต่ในเมืองไทย แต่ ถูกขยายไปไกลทั่วโลกแล้วว่า ทหารไทยจัดทำแผนการแทรกแซงการเลือกตั้ง และสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนทุกวิถีทาง สุดท้ายหากสกัดไม่ไหว ต้านทานพลังของประชาชนที่ไปลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนไม่ได้ ก็จะจับหัวหน้าพรรคการเมืองนั้นติดคุก ด้วยข้อหาทุจริต เพื่อไม่ให้ตั้งรัฐบาลได้ สุดท้ายหากหมดหนทางจริงๆ ก็อาจจะทำการรัฐประหารอีกครั้ง

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า เมื่อปี 1988 หลังจาก นางออง ซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้ง ทหารก็จับตัวไปคุมขังจนถึงทุกวันนี้ ส.ส. หลายคนถูกไล่ฆ่า ถูกจับเข้าคุก แล้วทหารก็ยึดอำนาจกลับมาไว้ในมือ ปกครองประเทศอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบันนี้ และทุกครั้งที่มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร จุดจบก็คือ การล้อมปราบและฆ่าประชาชนที่แข็งขืนต่อการปกครองของทหาร

ประเทศไทยกำลังจะเดินไปสู่เหตุการณ์แบบเดียวกับพม่า เมื่อปี 1988 หรือย้อนหลังไป 20 ปีเต็มๆ ในขณะที่พม่ากำลังถูกกดดันจากโลกภายนอก ให้เป็นประชาธิปไตย แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กำลังจะนำประเทศไทยกลับไปเป็นเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ด้วยการอ้างว่าทั่วโลกก็ทำกันแบบนี้

เลือกตั้งกันภายใต้แผนการแทรกแซงการเลือกตั้งของ คมช. แบบนี้ ไม่มีทางเลยที่ประเทศไทยจะฟื้นตัวกลับคืนสู่ความเชื่อมั่นในสายตาของนานาชาติได้ ประชาธิปไตยไทยก็ต้องอยู่ใต้ท็อปบู๊ตทหาร อยู่ใต้ระบอบคมช.ธิปไตย กันต่อไปอีกยาวนาน ความฝัน ความหวังการค้า การลงทุน จากต่างประเทศ ที่กำลังรอกันอยู่ว่าจะกลับเข้ามาหลังการเลือกตั้งก็นำไปฝังได้เลย

ไม่มีทางที่นานาชาติ นักลงทุนจากโลกประชาธิปไตย จะกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเผด็จการที่สวมหน้ากากหลอกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย

เพราะฉะนั้นแล้ว หากคิดว่าการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมนี้ จะเป็นการนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย จะเป็นการทำให้นักลงทุนต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย และกลับมาลงทุนอีกครั้ง เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว คลี่คลายภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำย่ำแย่ในขณะนี้

ผมฟันธงได้เลยว่า ไม่มีทาง!

แล้วเราจะเลือกตั้งกันไปทำไม เมื่อรู้บทสุดท้ายล่วงหน้าว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้น

เราจะเสียเงินหลายพันล้านบาทกันไปทำไม ให้กับการเลือกตั้งที่จะทำลายประเทศชาติให้ย่อยยับหนักขึ้นไปอีกในสายตาของชาวโลก

ยกประเทศนี้ให้ พล.อ.สนธิ ไปเลยดีไหม แล้วเราก็ไปหาประเทศอื่นอยู่กัน ไปเริ่มต้นกันใหม่ หรือว่าเอาประเทศของเรากลับคืนมา แล้วไล่ พล.อ.สนธิ ไปอยู่ประเทศอื่น

ทางใดที่จะทำให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราหลุดพ้นจากภาวะบ้านเมืองล่มจม

ผมอยากเสนอให้เราลองคิดกันดู แล้วก็ชักชวนกันลงมือเถอะครับ

อย่าปล่อยให้ประเทศไทยถูกทำร้ายมากไปกว่านี้เลย

ประชาชนชำแหละสื่อ ด่าเปิง"อัญชลี" ใจต่ำทราม

26 ตุลาคม 2550

ประชาชนทนไม่ไหว ด่าแหลก "ปอง" อัญชลี ไพรีรัก กรณีออกบทความขาดสำนึก ขาดความเป็นสื่อมวลชนที่ดี ขาดศีลธรรมจรรยา คราวนี้จ่อคุก หลังคดีความคราวที่แล้วกับคุณสมัคร ศาลสั่งรอลงอาญาฯ ท่านสามารถรายละเอียดข่าวกรณีที่คุณพ่อของน้องลิเดียยื่นฟ้องศาล ได้จากลิงค์เว็บไซต์ประชาไท

ทั้งนี้เราจะยกความรู้สึกของประชาชนต่อกรณีดังกล่าวมาดังนี้

"ดิชั้นขอถุย...! "สื่อ" สายพันธุ์แบบนี้ อาศัยเกาะใต้กระโปรงผู้หญิงและเป้าผู้ชายหากินไปวันๆ ถ้าไม่มีของสงวนของชาวบ้าน คนๆนี้ก็ไม่เหลืออาชีพอะไรให้ทำมาหารับประทาน !!!

สื่อประเภทนี้โสโครกกว่าใต้สะดือหญิงขายตัวทั้งซ่องเสียอีก

เป็นผู้หญิงแต่ดูถูกแม้กระทั่งผู้หญิงด้วยกัน เพื่อจะด่าผู้หญิงเนียนๆ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า "สื่อ" สายพันธ์นี้ โคตรหน้าตัวเมีย ขนาดไหน"
โดยคุณ คนสงขลาเกลียดเปรมค่ะ

พวกปากปีจอ ที่เอาแต่เห่าให้ร้ายคนอื่นก็จงระวังไว้ โฆษกวิทยุบางคนฟังแล้วไม่อยากเชื่อเลยว่ามีอาชีพสื่อสารมวลชน ภาษาที่ใช้มันถ่อยยิ่งกว่าแม่ค้าปากตลาดด่ากันอีก สงสัยตอนหลังคลอดมารดาคงเอาแต่หากินก็เลยไม่มีเวลาได้สั่งสอน
โดยคุณ NoCoupPlease

บางคนปากบอกถือศีลแปด กินเจ///แต่ก็กิน สามีคนอื่นด้วยซดเหล้าไปกินไปตามผับที่ราชนิกูลชอบไปแถลงข่าว ถามตัวเองให้เรียบร้อยก่อนนะว่ากินเจแล้วต้องเป็นคนดีจริงหรือ พวกกู้ชาติน่ะ///กู้หนี้สินตัวเองมากกว่า เราเชียร์พ่อน้องลิเดีย เอาให้สุดทางเพราะว่าพวกนนี้ คือพวกปากกาอธรรม////
โดยคุณ ladyant

ไอ้นักข่าวไร้จรรยาบรรณ ประสบการณ์ก็น้อยทำเป็นรู้ดี มันก็แค่ไอ้อีที่ชอบมีอคติกับคนอื่น ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายอีเวรนี่ หนักๆ
โดยคุณ เอนเอียง

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
26 ตุลาคม 2550

ผู้ที่กล่าวหาอดีตนายกฯ ทักษิณว่ากระทำความผิด มีความถูกต้องในการมองว่าทักษิณคอร์รัปชั่นทางนโยบาย ในการไม่จ่ายภาษีและการกระทำอื่นๆ ที่ให้ผลประโยชน์กับตนเอง ทั้งๆ ที่พฤติกรรมดังกล่าวไม่ถือว่าผิดกฏหมายสมัยนั้น แต่ตอนนี้เป็นที่น่าสลดใจ ที่ผมต้องรายงานให้ทราบว่า คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ คณะของผม กระทำการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอันใหญ่หลวง เพราะมีการนำเงินภาษีประชาชนคนยากคนจนในจำนวน 42.6 ล้านบาท มาทำ ‘การวิจัย’ เรื่องประชาธิปไตย

พฤติกรรมนี้เป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และเป็นการโกงประชาชน เพราะผู้บริหารคณะรัฐศาสตร์ และอาจารย์ในคณะเกือบทั้งหมดสนับสนุนการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ทำลายประชาธิปไตย ต่อจากนั้น กลุ่มอาจารย์เหล่านี้เข้าไปรับตำแหน่งและค่าตอบแทนจากการเป็นที่ปรึกษา คมช. ที่ปรึกษารัฐบาลเผด็จการ และเข้าไปดำรงตำแหน่งในสนช. สภาเถื่อนที่เผด็จการแต่งตั้ง และสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ของเผด็จการที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตย

คณาจารย์เหล่านี้สนับสนุนคมช.มาตลอดและสนับสนุนรัฐธรรมนูญของเผด็จการ พร้อมกันนั้น มีการเห็นด้วยสมยอมเพิกเฉยกับทางมหาวิทยาลัยส่วนกลาง
ในการสั่งไม่ขายหนังสือต่างๆ ที่คัดค้านการทำรัฐประหาร เช่นหนังสือ A Coup for the Rich เป็นต้น แถมยังมีการเดินหน้าในกระบวนการสอบสวนพฤติกรรมของอาจารย์ที่คัดค้านเผด็จการ ซึ่งถือว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ

“โครงการศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย” Thailand Democracy Watch ของคณะรัฐศาสตร์ ได้งบประมาณจากภาษีประชาชนถึง 42.6 ล้านบาท โดยหัวหน้าทีมวิจัยคือ จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ นักวิชาการคนนี้ได้นำทีมอาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ไปแก้ตัวแทนคมช.และการทำรัฐประหารตามมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียและอังกฤษ โดยใช้เงินภาษีประชาชนในการเดินทาง

ผู้ที่มีหน้าที่สร้างโครงการวิจัยนี้ อ้างว่าสังคมไทยไม่มีการเรียนรู้จากอดีต ทำให้มี “วงจรอุบาทว์ทางการเมือง” มีการด่าพลเมืองไทยว่า มีนิสัยและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ยอมเรียนรู้ เพิกเฉย ยอมรับคอร์รัปชั่น คำนึงถึงผลประโยชน์ใกล้ตัว ไม่ไตร่ตรอง ไม่แสวงหาข้อมูลและเหตุผล ซึ่งเป็นการด่าคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเป็นการด่าผู้จ่ายภาษีให้นักวิชาการมีอาชีพได้

โครงการนี้อ้างว่าคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ มีหน้าที่ในการชี้นำสังคมไทยด้านการเมืองประชาธิปไตย ให้ข้อมูลแก่ประชาชน สร้าง “ดัชนีประชาธิปไตย” เพื่อสามารถเป็นที่อ้างอิงของนักวิชาการต่างประเทศ

การที่คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ไม่มีความละอายใจ ไม่รู้จักความผิดของตนเองในการสนับสนุน และการร่วมมือกับเผด็จการ เป็นเรื่องน่าเศร้าและเป็นเรื่องที่ทำให้ชื่อเสียงของคณะเสียไป ขายหน้าประชาสังคมทั้งในไทย และภายนอกประเทศ แต่การรับเงินมาเป็นล้านๆ โดยการอ้างว่าคณะมีอะไรจะสั่งสอนพลเมืองไทย และนักวิชาการต่างประเทศ เป็นเรื่องเหลวไหลน่ารังเกียจอย่างถึงที่สุด ผมไม่เคยคิดว่าคณะของผมจะคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายและขาดศีลธรรมในอุดมการณ์แบบนี้ วันนี้เป็นวันที่ชื่อเสียงของคณะกลายเป็นสิ่งสกปรก

ด้วยความเศร้าใจ

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์
ภาคปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จดหมายถึงเปรต 25 ตุลา 50

โดย คุณ admin
ที่มา เวบไซต์ thaksinization
26 ตุลาคม 2550


เปรตเพื่อนรัก วันนี้จริงๆว่าจะนอนแล้ว มันเบื่อ ๆ แต่พอดีหันไปเห็นข่าวของเพื่อนที่ออกมาบอกความในใจ เรื่องคนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลว่า ต้องดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ก็เลยต้องขอส่งจดหมายนี้เพื่อเตือนสติเพื่อนบ้าง

ทำไมบ้านเมืองของเพื่อนมันถึงได้วุ่นวายไม่จบสิ้น ...ถามจริง ๆ เพื่อนเคยนำเอาข้อคิดต่าง ๆ เหล่านี้มานั่งถกดูบ้างไหม คือมันเหมือนว่า จะดีมีคุณธรรมกันทุกผู้ทุกคน แต่มันดีแบบไหนกัน .....จริง ๆ แล้วฟังและตามข่าวมานานเหมือนกัน ตั้งแต่รวมหัวกันออกมาไล่ทักษิณให้ลงจากอำนาจ แล้วพยายามชี้ข้อผิดเพลาดและข้อไม่ดีต่าง ๆ นา ๆ ของทักษิณ จนถึงขนาดว่ามีความพยายามให้มีการอายัดทรัพย์ของเขาด้วย คือจะเอาผิดให้ได้ว่างั้นเถอะ และเมื่อรู้ว่าข้อหานี้มันยังไม่ขลังพอ เอ้า ...เข้าไป ....ก็มีความพยายามหันเหไปข้อหาใหม่กันต่อไป ทั้งเรื่องหวยบนดิน ...เอ้า ...ดันกันเข้ามา กะว่าจะเอาผิดทักษิณให้ได้ แต่สุดท้ายก็อีกแหล่ะ ...บัวแล้งน้ำอีกตามเคย ยังไม่หยุดเอ้า ...ดันเรื่องการปราบปรามยาเสพติดของพวกทักษิณเข้ามาอีก กะหาช่องทำลายทักษิณกันต่อไป สุดท้ายก็ซ้ำรอยเดิม ...คือไม่มีอะไรในก่อไผ่


เปรตเพื่อนรัก เรื่องอะไรที่มันไม่ผิด แต่จะดันให้มันผิดนี่ยากนะ ...จริงๆ ....เพื่อนลองคิดดี ๆ นะ คืออะไรที่มันไม่ผิดแต่จะดันให้ผิดนี่ทำได้ยาก มันไม่เหมือนกับเรื่องอย่าง ปรส. อะไรแบบนี้ ที่ พวก ปชป .มันเคยทำเลวเอาไว้ คือ เรื่องพวกนั้นมันมีทั้งหลัก มีทั้งฐาน แต่เพื่อนกลับไม่ชายตามอง ถามจริง ๆ แบบนี้ใครมันจะไปนับถือเพื่อนได้ลงคอว่ะ ทุกคนมันก็กินข้าวเหมือน ๆ เรา เรื่องแบบนี้เพื่อนทำไปได้ไง นิสัยเพื่อนเมื่อตอนเป็นผู้นำเหล่าทัพเป็นไง เดี๋ยวนี้เพื่อนก็ยังเลวได้ใจอยู่เหมือนเดิมเลยนะ จนวันนี้ เพื่อนก็ยังพูดเอาเผือกเอามันไปได้เรื่อย ๆ เราต้องการคนดีแบบนั้นดีแบบนี้ ถามจริง ๆ ไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ

อย่างเรื่องหวยบนดินแบบเนี๊ยะ คือ รู้ทั้งรู้ และผู้คนทั่วไป เขาก็เห็นประโยชน์ที่เกิดกับพี่น้องร่วมชาติอย่างเป็นรูปธรรม และมันชัดเจนมาก ๆ การแบ่งเงินจากธุรกิจที่ผิดกฎหมาย จากพวกเจ้ามือหวยใต้ดิน ที่มีมหาศาลนี่นะ ปี ๆ มีไม่ใช่น้อย ทักษิณเขาก็คิดทำให้มันเป็นประโยชน์กับลูกหลานไทยซะ เขาก็เอาขึ้นมาให้ถูกต้องซะ ในแต่ละปีที่เขาก็นำเงินพวกนี้ไปช่วยเหลือคนจน เอาไปช่วยรากหญ้า เอาไปเป็นทุนให้เด็กที่เรียนเก่ง ๆ แต่พ่อแม่ยากจน จะได้มีโอกาสไปเรียนเมืองนอกเมืองนากับเขาบ้าง นี่คือการสร้างโอกาสไง บางส่วนทักษิณเขาก็เอาไปช่วยเหลือในเรื่องของภัยภิบัติต่าง ๆ เช่นพวก สึนามิ อะไรแบบนี้

แล้วเวลาเพื่อนสั่งให้พวกลูกน้องสมองกลวงของเพื่อน ไปตั้งข้อกล่าวหาทักษิณเขา ถามจริง ๆ เพื่อนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยหรือ คือทำเลว ๆ ได้แบบสนิทใจขนาดนั้นเลยหรือเพื่อน เรื่องแบบนี้จริง ๆ มันขัดกับความรู้สึกของผู้คนเขา เพื่อนจะไปห่วงอะไรกันกับพวกเจ้าพ่อเจ้าแม่ พวกนั้นมันสารเลวจะตายไป เพื่อนอย่าเลวให้มากกว่าที่ผ่านมาเลยนะ เพื่อนรัก ถือว่าเพื่อนขอละกัน

โอ้ยพูดเรื่องความเลวของเพื่อนที่ทำกับทักษิณไว้ พูดทั้งปีก็ไม่หมด ทั้งเรื่องที่ดิน ที่รัชดา.... ทำไปได้....จะเอาแต่ทำลายกันท่าเดียว ความเป็นผู้เป็นคนถามจริง ๆ มันหมดไปตอนไหนว่ะ

ตอนนี้ผู้คนในบ้านในเมืองแตกแยก แบ่งพวกแบ่งข้างกันชัดเจน ถามจริง ๆ เกิดจากอะไร เกิดจากพวกเลวที่ไม่รู้จักเกรงกลัวบาปกรรม ที่ใส่ร้ายคนดี ๆ.... ใช่หรือไม่... ลองคิดดูแบบละเอียดเลยนะ เรื่องความวุ่นวาย ความล้มเหลว ความแตกแยกทั้งหลายทั้งปวงนี้ ที่มาจริง ๆ มาจากไหน กล้าตอบตัวเองไหมเปรต ว่าเพื่อนไม่ได้เป็นคนจัดการ จัดการประสาอะไรว่ะ ผู้คนในชาติแทบจะอดตาย ผู้คนกำลังจะต้องหันไปขายของเก่ากันอีกรอบแล้ว.... เปรต..เอ๊ย... เพื่อนเอาอะไรคิดว่ะถามจริง

เห็นแย่งกันจริง... แย่งกันรักและเทิดทูนชาติ.... คิดเอาว่าตัวเองรักชาติมากกว่าใคร ทั้ง ๆ ที่พี่น้องร่วมชาติกำลังทนทุกข์อย่างสาหัส ที่เกิดจากการกระทำของฝ่ายผู้ดีมีจริยธรรมของเพื่อนนั่นแหล่ะ เพื่อนพร่ำบอกว่าตัวเองรักชาติมากกว่าใคร ๆ บอกได้ทุกวัน... คนอื่นเลวหมด มีดีอยู่แต่ก็แต่พวกที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน.... รู้ไหมเพื่อน... ผู้คนเขาเบื่อหน้าเพื่อนเต็มทนแล้ว ทำไมไม่ทำอะไรดี ๆ ก่อนตายบ้างว่ะ... บาปกรรมมีจริงนะเพื่อนรัก เพื่อนทำเลวกับพี่น้องร่วมชาติมากมายแบบนี้ เพื่อนจะตกนรกขุมไหนคิดเอา และเลือกเอาเองละกัน เราเองคงทำอะไรมากไปกว่านี้คงไม่เหมาะ ก็เตือนกันได้แค่นี้ละน่ะ

admin

Thaksin: City fans are in my heart

Lancashiere Evening Post
25 October 2007

City's new owner and chairman has set himself the task of "thinking like a Blue" so that he can fulfil the fans' expectations.

Thaksin Shinawatra insists that the Manchester City supporters are already in his heart following his purchase of the club in the summer.

He spent more than an hour signing autographs and chatting to young fans at the first team's open training session held at Eastlands yesterday morning.

More than 3,000 junior supporters, members of the growing Live4City scheme, and their parents turned out to see the boss Sven-Goran Eriksson and his coaches put the squad put through their paces and Dr Thaksin was on hand to personally greet as many of them as possible.

He even consented to autographing one eager young fan's forehead as he listened to the supporters' hopes and dreams for City's long-term future.

The former Thai Prime Minister, a controversial figure in his homeland where his democratically elected government was ousted in a bloodless military coup and where he faces arrest should he return, was clearly moved by the enthusiasm of his welcome.

"Everyone concerned on the management side of things, the investors and everyone who works for the club is doing as much as they can to bring it up to the expectations of our great supporters," he declared.

"I am familiar with a life of high expectations. In political life there is always an expectancy that you do more and more all the time.

"I am delighted that the team and the club have come so far, so quickly but we know that there is a long way to go and that we can still improve ourselves.

"The welcome I received from City supporters has been touching right from the very start and I feel very warm when I come here."

Dr Thaksin admitted that being in charge of a Premier League club rather than just being a football supporter were poles apart and acknowledged his responsibility to attempt to deliver a high level of success.

"It is much different being involved in football than it is watching from afar," he confessed.

"Sometimes as a fan you don't appreciate how much effort goes in behind the scenes and not just in terms of the players and management but in all the other departments too.

"I always say that the three Hs are the most important thing in being successful `Head, Heart, and Health' and the team has to have all three to be at the top of the table.

"I am not just a chairman; I am a fan as well. I have to be in the heart of the fans to know what they expect from me and the club.

"We set out a three-year plan (to get into Europe) and though people will say that we are ahead of that plan we have only played ten games so far and there are 28 more to go.

"But we have started very well and we seem to be winning the disillusioned fans back and I was delighted to see so many here at the last match against Birmingham, especially as many of them were young
supporters."

And it is not just in Manchester and the Premier League where City's stock is rising. Dr Thaksin is adamant that the Blues are now the No 1 team in his homeland.

"The start to the season has had a big impact in Asia and Thailand in particular," he claimed.

"Most people in Thailand are now following City. In the past the club has not had many fans in Asia except for maybe China because of Sun Jihai but now we will expand fast in Asia."

That expansion will take on a practical look in the next few months with the Blues set to open satellite copies of their famed Academy in Asia.

Officials hope to have an announcement about that before Christmas.

"We are working on opening an Academy in Thailand and China," confirmed the chairman.

His brief media commitment over, Dr Thaksin went back to signing more autographs before heading for the side of the pitch to witness the players work at closer quarters.

"I will have to ask Sven if I need a coaching qualification to be on the touchline!" he quipped.


หมายเหตุ: ข่าวดังกล่าวเป็นรายละเอียดที่คุณทักษิณให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในงานเปิดโอกาสให้แฟนๆ รุ่นเยาว์เข้ามาชมการฝึกซ้อมของนักเตะซิตี้ รายงานแจ้งว่าคุณทักษิณต้องยุ่งอยู่กับการแจกลายเซ็นต์แฟนๆ เป็นเวลานาน และกล่าวว่าแผนการเปิดตัวโรงเรียนฟุตบอลในไทยและจีนของแมนซิตี้ กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ คุณทักษิณยอมรับว่าต้องรับการคาดหวังเป็นอันมากจากแฟนๆ สโมสร อย่างไรก็ตามเขาได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า งานที่เขาเคยทำอยู่นั้น ก็มีระดับความคาดหวังสูงกว่านี้มาก

คุณทักษิณตั้งเป้าว่าทีมแมนซิตี้จะเข้าสู่การแข่งขันสโมสรยุโรปให้ได้ภายในสามปี คุณทักษิณถ่อมตัวว่าแม้ผลงานในสิบครั้งแรกจะออกมาดี แต่ก็ยังเหลือการแข่งขันอีกกว่า 28 นัด

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 25, 2550

เทวา หรือ ซาตาน

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 ตุลาคม 2550

ประเด็นเอกสารลับทั้งสองฉบับที่ลงนามโดย พลเอกวินัย ภัททิยะกุล เลขาธิการ คมช. และอีกฉบับหนึ่งโดยรองเจ้ากรมยุทธการทหารบก กำลังสร้างความร้อนระอุทางการเมือง อย่างที่ไม่มีใครคาดเดาตอนจบได้

แรกที่สุดพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่เป็นผู้ลงนามในเอกสารหนึ่งในสองฉบับ
ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเพียงสี่วัน ก่อนเกษียณอายุราชการ ได้ตอบผู้สื่อข่าวว่าเรื่องนี้ให้ไปถามกองทัพบก

พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช.ไปอีกรูปหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โดยอธิบายความว่า อาจจะมีทหารความประพฤติไม่ดีบางคน แอบนำเอกสารที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ไปขายให้กับฝ่ายที่ต้องการเห็นความเสื่อมเสียในส่วนของ คมช.

แต่นายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ตอบตรงเปรี้ยงกว่าใครหมด และยอมรับในฉับพลันทันทีว่า เป็นเอกสารของ คมช.จริง

ปัญหาในขณะนี้จึงเกิดขึ้นว่า ได้เกิดความร้าวฉานอย่างชนิดสมานไม่ได้ระหว่าง คมช.และรัฐบาล หรือไม่อย่างไร

คำตอบที่แหวกมา ท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง และการหาตัวผู้รับผิดชอบอย่างนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า การรอมชอมระหว่างกัน คงมีน้อยถึงน้อยที่สุด แล้วก็น่าอยู่หรอกครับ เพราะความในเอกสารดังกล่าวนั้น ถือได้ว่า เป็นแผนทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบที่สุดแผนหนึ่ง เท่าที่เคยเห็นกัน

ใครยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็เน่า โดยเฉพาะถ้าเป็น คมช. ซึ่งสร้างภาพว่าต้องการการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ไม่แพ้คนอื่น และกำลังคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ จะตอบคำถามกับประชาชนชาวไทยและชาวโลกอย่างไร ที่เห็นการทำลายขั้นตอนของประชาธิปไตย ตั้งแต่การมีพรรคการเมืองจนถึงการบริหารงานเลือกตั้ง กะว่าไม่ให้ประชาธิปไตยได้ผุดได้เกิดกันเลยอย่างนี้ ก็ต้องถามว่าคนที่ทำมีเจตนาอย่างไร และหลายคนเขาเริ่มตั้งคำถามที่สองด้วยว่า คิดการใหญ่ขนาดนี้ ลำพังพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. หรือจะมีกำลังปัญญา และกำลังอำนาจทางการเมืองที่จะทำได้


เรื่องเลยทำท่าจะไปกันใหญ่ คนที่จะดับไฟกองนี้ได้เห็นจะมีเพียงสองคนคือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งมารับหน้าที่ จะต้องปฏิบัติตามแผนดังกล่าวในปัจจุบันโดยที่ตัวไม่ได้ร่วมลงนามมาด้วยเลย

บุคคลทั้งสองนี้ สามารถจะขีดเส้นให้ความผิดตกอยู่กับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ได้อย่างชัดเจนและแน่นอนที่สุด หรือจะตัดสินใจให้พลเอกสนธิ จูงมือกระโจนลงเหวไปด้วยก็สุดแต่อัธยาศัย แต่ต้องสงเคราะห์ว่า เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ขนาดที่ตัดสินอนาคตในชีวิตราชการ หรืองานการเมืองกันเลยทีเดียว


ประชาชนกำลังจับตามองอย่างตาไม่กะพริบว่า 23 ธันวาคม 2550 เป็นปาหี่ในสายตาของ คมช.หรือเป็นการเลือกตั้งที่จะเริ่มนับหนึ่งได้อีกครั้งหนึ่ง ตามครรลองประชาธิปไตย หลังจากที่สูญเสียไปกว่าปี

ประชาคมระหว่างประเทศก็จะก้าวเข้ามาถามเป็นดาบที่สองว่า จะให้เขาเชื่อได้หรือไม่ หลังจากที่เห็นเอกสารของทั้งสองฉบับนี้แล้วว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะทำให้ได้รัฐบาลซึ่งเขาสามารถคบค้าสมาคมได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

คำถามสำคัญ ๆ อย่างนี้ ถือว่าเป็นรอยเชื่อมต่อทางด้านประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง คนตอบต้องรู้ว่าเอาชะตากรรมตนเองไปแขวนไว้บนเส้นด้าย วีรบุรุษ หรือ ผู้ช่วยผู้ร้าย งานนี้แหละครับรู้กันชัดเจน.

เอกสารลับ : ท้าทาย กกต. จะกล้าทำหน้าที่ตรงไปตรงมาหรือไม่

โดย คุณลอย ลมบน
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 ตุลาคม 2550

เล่นเอาสะเทือนกันไปทั้งบาง กับคิวที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ออกมาเปิดเผยเอกสารลับของทหาร เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการสกัดกั้นกลุ่มอำนาจเก่า

หลังนายสมัครออกมาพูดถึงเอกสารลับที่ว่านี้ ฝ่ายทหารมีปฏิกิริยาแยกเป็น 2 ส่วน ทหารที่ยังอยู่ในกองทัพมีทีท่าไม่ยอมรับเอกสารลับที่นายสมัครนำมาเปิดเผย แต่ทหารที่อยู่ในการเมืองอย่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีทีท่ายอมรับว่าเป็นเอกสารของจริง

ความจริงเรื่องเอกสารลับเกี่ยวกับแนวทาง หรือวิธีการสกัดกั้นกลุ่มอำนาจเก่าที่นายสมัครนำมาเปิดเผย ไม่ใช่ฉบับแรก หากใครเป็นแฟนประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ คงเคยผ่านตาเอกสารลักษณะนี้อย่างน้อยๆก็ 2 ครั้ง ถ้าจำได้ จะร้องอ๋อว่า เคยมีเอกสารลับเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของ คมช.จำนวน 10 กว่าล้านบาท จ้างพวกพ้องน้องพี่ของคนในกองทัพ ให้ดำเนินการดิสเครดิตกลุ่มอำนาจเก่า ครั้งนั้นกองทัพก็ยอมรับว่าเป็นเอกสารของจริง

แต่การเปิดเผยเอกสารครั้งนั้นกับครั้งนี้ มีความแตกต่างกันที่เงื่อนเวลา การดำเนินการตามยุทธศาสตร์สกัดกั้นกลุ่มอำนาจเก่า หรือแผนบันได 3 ขั้นของ พล.อ.สนธิในครั้งแรก ที่ถูกนำออกมาเปิดเผยนั้น ว่ากันตามกฎหมายกองทัพสามารถทำได้ เพราะขณะนั้น คมช.ยังมีอำนาจเต็มที่ เนื่องจากประเทศอยู่ในช่วงใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 49 ที่รองรับอำนาจ คมช.เอาไว้

แต่เอกสารลับที่นายสมัครนำมาเปิดเผยนี้ จะมีปัญหาเรื่องเงื่อนเวลา เพราะเป็นเอกสารที่บอกถึงการดำเนินการภายหลังจากที่เราประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แล้ว เป็นเอกสารลับที่บอกถึงการดำเนินงานระหว่างวันที่ 14 กันยายน 2550 จนถึงวันปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ในกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่มีผลบังคับใช้แล้วนั้น มีข้อห้ามอย่างชัดเจนเรื่องการกระทำอะไรที่ไม่เป็นกลางในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียง การปิดกั้น การใส่ร้ายป้ายสี หรือการทำให้เข้าใจผิด

ในขณะที่เอกสารลับที่ว่า มีการบรรยายวิธีการสกัดกั้นกลุ่มอำนาจเก่าทุกขั้นตอนเอาไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความพยายาม ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดกลุ่มอำนาจเก่าในหลายประเด็น ทั้งเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง การสร้างความวุ่นวาย สร้างความเสียหายให้บ้านเมือง การดำเนินงานตามเอกสารลับที่ว่าจะไม่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ หากไม่มีการเอ่ยชื่อพรรคพลังประชาชน กลุ่มอำนาจเก่าปัจจุบันไม่มีสถานะเป็นพรรคการเมือง ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ใครจะอ้างถึงอย่างไรก็ได้


แต่การอ้างถึงพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายและมีสถานะเป็นนิติบุคคล น่าจะเข้าข่ายกระทำผิดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแผนงานตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะสกัดไม่ให้พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง

เมื่อมีความชัดเจนว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ปัญหาที่ท้าทายสังคมไทยก็คือ ใครจะเป็นคนเอาผิดกับกับกลุ่มนายทหารกลุ่มนี้ แม้จะเป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต.

แต่ กกต.จะกล้าทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ นี่คือสิ่งที่สังคมต้องการคำตอบ

คนที่ทำร้ายทักษิณ ชินวัตร กำลังได้รับผลแห่งกรรมอย่างสาสม

โดย คุณศรีรามเทพนคร
ที่มา เวบไซต์ พันทิปราชดำเนิน
25 ตุลาคม 2550

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติอันยาวนาน เป็นเอกราชสืบมาด้วยการพลีชีพของเหล่าวีรชนผู้กล้า ที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย

จึงเป็นของคนไทยทุกคนหาใช่ของบุคคลหนึ่งบุคลใดไม่

นายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารบ้านเมือง ประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี มีเกียรติยศชื่อเสียงขจรไกลในต่างแดน

แต่ผู้มีอำนาจมีบารมี อิจฉาที่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศแล้ว เจริญรุ่งเรืองกว่าพวกตนบริหาร กลัวเพราะเมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ประชาชนก็จะเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย

เมื่อประชาชนเจริญรุ่งเรือง ประชาชนก็จะมีโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ทำให้ผู้มีอำนาจหมดความหมายไปในที่สุด

อิจฉาที่ประชาชนจำนวนมาก รักนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร กลัวว่าจะรัก นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มากกว่าตนเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ เลยต้องกำจัดนายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร ให้สิ้น เพื่อครอบครอง ครอบงำ ประเทศ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและวงค์วานว่านเครือ หาใช่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ปกครองครองแผ่นดินโดยไม่ดำรงค์ตนอยู่อยู่ในธรรม รังแกผู้บริสุทธิ์ อย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่บุตรหลาน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ความชอบธรรมไม่คำนึงถึงประเทศชาติ ประชาชน

ประเทศชาติเลยล่มจม แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เพียงเพราะความอิจฉาและความกลัว ของผู้มีอำนาจ เมื่อแผ่นดินไม่มีธรรม ประเทศชาติก็จะลุกเป็นไฟ

บัดนี้ผลแห่งกรรมได้ตามสนอง ผู้ที่ทำร้ายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้ารัฐบาลของประชาชน กำลังมีอันเป็นไปทุกผู้ตัวตน ได้อำนาจ แต่ไม่สามารถครอบครองได้อย่างมีความสุข หวาดระแวงกลัวผู้อื่นจะมาแย่งชิง เจ็บไข้ได้ป่วย เสื่อมลาภยศเกียรติยศชื่อเสียง หมดสิ้นวงค์ตระกูล

ประเทศไทยนี่ศักดิ์สิทธ์ ใครทำร้ายผู้สร้างคุณงามความดีกับประเทศชาติ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร ไม่ว่าจะเป็นใคร

ผู้ใดก็ตาม ต้องมีอันเป็นไปทุกผู้ตัวตน

ขำขัน กับ วิสัยทัศน์ แปลกแต่จริง แก้ปัญหาน้ำท่วมให้ชาวบ้านปลูกบ้านเสาสูง

กระทู้นำโดย คุณตอกตะปู
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
25 ตุลาคม 2550

จากคุณ : ตอกตะปู
นายกฯ (เขายายเที่ยง) บอกว่า แก้ปัญหาน้ำท่วมควรให้ชาวบ้านปลูกบ้านเสาสูง เพื่อป้องกันน้ำท่วม........นี่แหละ! วิสัยทัศน์ผู้นำ แก้ปัญหาตรงจุดเป๊ะเลยแทนที่จะแก้ปัญหาจากต้นเหตุ....เอ่อ แล้วชาวบ้านที่เขาปลูกบ้านไว้แล้วเนี่ย จะให้ปลูกใหม่เลยด้วยรึเปล่า คิดได้ไงเนี่ย......เป็นงง ๆ ๆ ๆ ๆ

จากคุณ : หญิงเบอะ
5555555555 แบบเดียวกับที่ท่านสั่งซื้อเทอร์โมมิเตอร์แจกชาวบ้านสู้ภัยหนาวที่แม่ฮอ่งสอนกระมังครับ....

จากคุณ : AI-SOP-MA
ผมว่าปลูกบ้านบนเขาน่าจะดีกว่า เพราะมันสูงนะท่านนายก น้ำมาไม่ถึง 100% กะเหมือนท่านไงเล่นมีบ้านบนเขายายเที่ยง เห็นมั้ยบ้านท่านน้ำก็ไม่ท่วม

จากคุณ : Sakurachan (Tomoeda)
น้ำน่ะไม่ท่วมแน่......แต่อาจเจอดินถล่มได้......เหอะๆๆ.......

จากคุณ : hy8339
ป้องกันไฟใหม้ให้ปลูกบ้านกลางน้ำคับ55555

จากคุณ : กระเป๋าเดินทาง
เสาสูงสู้ อยู่ที่สูงแบบเขายายเที่ยงไม่ได้ดอกเด้อ ก็มันคิดได้แค่นี้ไง ประเทศถึงเป็นแบบนี้ โง่แล้วยังอยากนอนเตียง

จากคุณ : ธนศักดิ์
โอ้โฮ..ผมคิดมา 10 ปียังคิดไม่ออกเลย ท่านเก่งจริงๆ ถึงไปปลูกบ้านบนเขา

จากคุณ : SMOS
เออ ไอ้ที่ชาวบ้านเขาเดือดร้อนหนะ มันคือสินค้าเกษตรที่เขาปลูกไว้หน่ะท่าน เรื่องบ้านหน่ะเล็กน้อย เอ๊ะหรือท่านจะแนะนำให้เขาทำนาบนเสาสูงด้วย?55555


จากคุณ : พี่ใหญ่ครับ
รูปตัวอย่าง โครงบ้านแบบพอเพียงและเปี่ยมคุณธรรมจริยธรรม รุ่นแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทำโมเดลออกมาแล้วเป็นแบบนี้ป่าว

จากคุณ : บ้านนอกตั้งแต่เกิด
อ้าว...แย่แล้ว บ้านผมที่อยุธยาเป็นบ้านชั้นเดียว ปลูกชั้นเดียวเพราะเป็นแถบที่น้ำไม่เคยท่วมพึ่งมาท่วมครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วตายเลย อย่างนี้ต้องปลูกใหม่ซะแล้ว เฮ้ออออออ