วันอาทิตย์, กันยายน 30, 2550

ประชาชนช่วยคิดแทนสุรยุทธ์ โดนผู้นำอียูหลอกด่าไม่รู้ตัว

30 กันยายน 2550

ต่อกรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเปิดบ้านพิษณุโลก วันนี้ (29 ก.ย.) ว่า ในระหว่างการเดินทางเข้าร่วมประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา จากการพูดคุยกับผู้แทนหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปหรืออียู ได้สอบถามเรื่องการซื้อทีมฟุตบอลสโมสรแมนฯซิตี้ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก โดยมีการตั้งคำถามว่า ประกอบอาชีพอะไร รวมทั้งเห็นว่า ผู้ที่สามารถซื้อทีมฟุตบอลสโมสรอังกฤษได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา (ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์)

ประชาชนจำนวนมากได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจถึงเบื้องลึกคำพูดของเหล่าผู้นำอียู โดยกล่าวว่าแท้จริงแล้ว ผู้นำเหล่านั้นต้องการตอกย้ำถึงความสามารถที่ห่างชั้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ มากกว่าต้องการสอบถามเรื่องสัพเพเหระ การเอ่ยถึงผู้นำคนเก่าแสดงให้เห็นว่า เขาคิดถึงหรือสนใจที่จะพูดคุยกับผู้นำคนเก่ามากกว่า ในขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่รู้ตัวถึงความนัยระหว่างบรรทัดเหล่านั้น ทั้งยังหยิบยกเรื่องดังกล่าวมากล่าวดิสเครดิต ทั้งๆที่นัยยะที่แท้จริงกลับตรงกันข้าม ทั้งนี้เราได้ยกตัวอย่างความคิดเห็นที่น่าสนใจของประชาชนมาแสดงไว้ดังนี้: -

All or the EU leaders know and recognize that Khun Thaksin is a billionaire with high potential and capabilities. Those leaders want Surayudth to read between their lips that - yes, Thaksin needs a lot of money to own a football club and he can manage that. But what did someone back in Thailand do to have a hundred of millions, and the other had hundreds of billions from doing nothing....

เหล่าผู้นำอียูรู้และยอมรับอยู่ก่อนแล้วว่าคุณทักษิณเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน และมากไปด้วยศักยภาพและความสามารถ เหล่าผู้นำอียูต้องการให้สุรยุทธ์ อ่านความนัยของคำพูดของเขาเหล่านั้นต่างหากว่า - ใช่ ทักษิณต้องการเงินจำนวนมากเพื่อซื้อสโมสรฟุตบอล และเขาก็สามารถทำอย่างนั้นได้จริง แต่กับใครบางคนในไทยที่หาเงินมาร้อยล้าน กับอีกคนหามาได้หลายพันล้าน ไม่รู้มันไปทำอะไรมา"

จากคุณ : หมอปรุงยา

นายกฯเอาเรื่องนี้มาเล่า เพราะหวังว่าคนฟังจะได้คิดว่า แม้แต่ EU ยังสงสัยว่าทำไมนายกฯทักษิณจึงรวย

แต่หารู้ไม่ว่าต่างชาติเขามีประวัติของผู้นำทุกประเทศอย่างละเอียดละออ กว่าประเทศที่ผู้นำคนนั้นอยู่เสียอีก เรื่องนายกฯทักษิณรวยติดอันดับโลก ก่อนดำรงตำแหน่งนายกฯ และต้องโอนไปให้ลูกเพราะมาเล่นการเมือง จึงหลุดจากตำแหน่งรวยติดอันดับโลกไป.....เรื่องแค่นี้คิดว่า EU เขาไม่รู้หรือ และเขาก็รู้ด้วยว่าเงินที่ซื้อทีมฟุตบอลมาจากไหน แต่นายกฯ และ คตส.ไม่รู้อะไรเลย
มีข่าวนายกฯทักษิณทำอะไรที คตส.ก็ป่วนที ตามหาทางของเงินจนจ้าละหวั่น...เขาคงขำมากกว่า

จากคุณ : pandabangkok

กลุ่ม 24 มิถุนาฯแถลงประนามเผด็จการ ถอดถอนจรัลไม่ชอบ

โดย กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ประชาธิปไตย
ที่มา เว็บบอร์ดพลเมืองภิวัฒน์
30 กันยายน 2550

แถลงการณ์
กรณีการถอดถอนจรัล ดิษฐาอภิชัย ลิ่วล้อประชาธิปไตย

"…ผมไม่กลัวจะถูกมองว่าเป็นลิ่วล้อทักษิณ แต่ชีวิตผมจะไม่ยอมเป็นสมุนเผด็จการแน่นอน..."

จรัล ดิษฐาอภิชัย - ลิ่วล้อประชาธิปไตย

ในโอกาสที่คุณจรัล ดิษฐาอภิชัย ถูกถอดถอนจากตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดย สนช.เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ 26กันยายน 2550 พวกเรากลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย ขอแสดงความยินดีกับคุณจรัลมา ณ ที่นี้ ท่านทั้งหลายไม่ได้หูตาฝาดหรือพวกเราอ่านเขียนผิดแต่อย่างใด เหตุที่ต้องยินดีกันอย่างออกหน้าออกตาเพราะการถูกถอดถอนโดยน้ำมือลูกสมุนเผด็จการลายพรางนี่แหละคือใบรับประกันคุณภาพชั้นดีเสียยิ่งกว่าได้รับปริญญาดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเสียอีก คุณจรัลได้ปริญญาอีกใบโดยไม่ต้องลงทะเบียนเรียน พวกเราไม่รู้สึกเสียดายมากนักที่คุณจรัลพ้นจากตำแหน่ง ถึงอย่างไรเสียพวกเราเชื่อว่าคุณจรัลคงไม่ได้หายไปไหน หากแต่ยังคงสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่อไป ในด้านกลับกันการถอดถอนคุณจรัลกลับยิ่งเป็นการบ่อนทำลายตัวเองของฝ่ายเผด็จการด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามพวกเราถือว่าคุณจรัลไม่เคยถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน เพราะผู้ถอดถอนและอำนาจที่ใช้ถอดถอนล้วนแล้วแต่ดำเนินไปบนวิถีทางแห่งโจรโดยโจรและเพื่อโจรลายพรางทั้งสิ้น คุณจรัลจึงยังคงเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนในดวงใจของพวกเราตลอดกาล ขอประณามเผด็จการและลูกสมุนทั้งหมดและโดยเฉพาะ สนช.อีกเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย

สำหรับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติส่วนที่เหลืออีก 9 คน นั้นเล่า พวกเขาอนาทรร้อนใจประการใดหรือไม่ต่อชะตากรรมของคุณจรัล เปล่าเลยพวกเขาแทบไม่ได้รู้สึกร้อนหนาวต่อกรณีนายจรัลแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่การออกมาต่อสู้เผด็จการของคุณจรัลมิใช่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และตำแหน่งกรรมการสิทธิโดยตรง ยิ่งชะตากรรมของประชาชนทั่วประเทศที่ต้องมีชีวิตอยู่ใต้ระบอบเผด็จการมากว่า 1 ปี ยังแทบไม่เคยได้รับการเหลียวแล ถ้อยคำประณามเผด็จการซักคำเดียวก็ไม่เคยหลุดออกจากปาก ยังไม่นับว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการสนับสนุนให้เผด็จการก้าวเข้าสู่อำนาจและค้ำยันความชอบธรรมให้เผด็จการอย่างมิเสื่อมคลายจนบัดเดี๋ยวนี้ พูดให้ชัดกว่านี้อีกหน่อยก็คือว่าชะตากรรมของคุณจรัลวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากการออกมาให้ร้ายปรับปรำของกรรมการสิทธิด้วยกันเอง ดังนั้นพวกเราคงไม่ประณามหรือเรียกร้องอะไรกับกรรมการสิทธิที่เหลืออีก 9 คน ให้เปลืองหน้ากระดาษไปกว่านี้ แค่อยากจะแนะนำสักเล็กน้อยว่าให้พวกเขาเหล่านั้นรีบไปเกิดใหม่เสียทีเถิด เพราะอยู่ไปก็เสียข้าวสุกเปล่า ๆ เอาเงินภาษีของประชาชนไปเลี้ยงสุนัขจรจัดดีกว่า อย่างน้อยสุนัขก็ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสี่เท้าที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของหรือผู้ให้ที่อยู่ที่กินมากที่สุดประเภทหนึ่งมิใช่หรือ

พวกองค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรประชาธิปไตย และเอ็นจีโออื่น ๆ ก็ไม่น้อยหน้า คงลืมไปแล้วว่าชายแก่ๆ ผมหยิกๆ ที่ชื่อจรัลคนนี้แหละที่พวกคุณช่วยกันผลักดันจนสุดลิ่มทิ่มประตูให้เข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือว่าลืมไปแล้วจริง ๆ ความจำสั้นจริงนะเรา ถ้ายังพอจะจำกันได้ก็ช่วยออกมาแสดงความรับผิดชอบหน่อย พวกเราขอเสนอทางเลือกให้พวกคุณดังนี้ คือ

- ถ้าพวกคุณเห็นว่าสิ่งที่คุณจรัลได้ทำการต่อสู้กับเผด็จการมาตลอดหนึ่งปีเศษจนเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิด กรุณาออกมาประณามคุณจรัลดัง ๆ และต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษประชาชนทั้งประเทศที่คิดผิดสนับสนุนคุณจรัลให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ต้น

- แต่ถ้าเห็นว่าสิ่งที่คุณจรัลทำไปนั้นถูกต้องแล้ว ก็กรุณาแสดงท่าทีคัดค้าน ประณาม ฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้นให้สมกับเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนด้วย ให้เหมือนกับที่ทำเก่งอยู่กับเผด็จการพม่าข้างบ้านเรา หาไม่แล้วพวกคุณก็สมควรที่จะลาตายไปเกิดใหม่พร้อม ๆ กับกรรมการสิทธิที่เหลืออีก 9 คนนั่นแหละ เพราะเงินที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกคุณอยู่นั้นล้วนแล้วแต่มาจากการบริจาคของพี่น้องประชาชนจากทั่วโลก

สุดท้ายก่อนจากลาพวกเราขอบอกว่า โปรดอย่าร้องไห้เสียใจให้กับคุณจรัล แต่หากกลั้นน้ำตาไม่อยู่ก็ขอให้น้ำตานั้นเป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มชื่นชมยินดีที่คุณจรัลได้ยืนหยัดสู้รบกับเผด็จการขุนศึกศักดินาผู้มีบารมีมาตลอดครึ่งค่อนชีวิต และครั้งหลังสุดก็เช่นกันที่สามารถร่วมผลักดันให้การต่อสู้กับเผด็จการลายพรางและผู้มีบารมีก้าวหน้าไปเป็นอันมาก

ใครทำอะไรไว้ผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์อย่างแน่นอนเมื่อยุคสมัยถิ่นกาขาวอันยาวนานที่สามารถดลบันดาลให้ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ ผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ได้ดั่งเนรมิต ผ่านพ้นไป

75 ปี ปฏิวัติ 2475 อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย
แถลง ณ อาคารฐานเศรษฐกิจ วิภาวดีรังสิต
28 กันยายน 2550

บทความ: ประชาธิปไตย “บอนไซ”ที่สวยหรูของประเทศไทย

โดย กุหลาบสยาม
30 กันยายน 2550

ประชาธิปไตยในประเทศไทยเรา ดำเนินมาถึง 75 ปีเต็ม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย กลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร์ การเติบโตของระบอบประชาธิปไตยไทย เป็นไปอย่างลุ่มๆดอนๆ หลายครั้งที่ประชาชนชาวไทย ไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจ หากแต่ตกอยู่ในมือคณะผู้ปกครองของกองทัพบางกลุ่มบางรุ่นและระบบอำมาตยาธิปไตย มีการสืบทอดอำนาจ ต่อกันเป็นทอดๆ อย่างต่อเนื่อง และมีทั้งการแย่งชิงดิ้นรน เพื่อ “อำนาจ” เพียงคำเดียว

เหตุใด อำนาจที่ควรเป็นของประชาชน กลับตกไปในมือของคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นเล่า ?

สาเหตุที่ประชาชนชาวไทยไม่สามารถได้ครอบครองอำนาจอันเป็นของปวงชนโดยแท้จริง มีรากฐานมาจากความยากจนและปัญหาทางการศึกษา แม้ประชาชนบางส่วนจะเข้าใจถึงความสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่คนส่วนใหญ่(ยากจน)ของประเทศไทยยังคงต้องหมกมุ่นอยู่กับการทำมหากินเป็นหลัก และคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว ปากท้องสำคัญกว่า หารู้ไม่(เพราะด้อยการศึกษา) ว่าการเมืองโดยแท้จริง มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจที่แท้จริงเป็นของปวงชนชาวไทย จำเป็นที่ประชาชนอย่างเราๆท่าน ต้องศึกษาและเลือกผู้แทนที่คิดว่าเป็นคนดี เข้าสภาเพื่อบริหารประเทศแทนเรา
ยุคไหนที่เราได้ผู้นำหรือรัฐบาลที่เก่งมีความสามารถ ก็จะนำพาประเทศของเราสู่ความเจริญรุ่งเรือง คนไทยสามารถก้าวสู่สังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ผลคือทำให้ประชาหน้าใส(รากหญ้า)ทำมาหากินคล่องอยู่ดีกินดีทั่วหน้าเช่นที่ผ่านมา

ส่วนยุคไหนที่เราได้ผู้แทนหรือรัฐบาลที่ไร้ความสามารถมิเพียงทำมหากินไม่คล่องอย่างเดียวยังนำพาประเทศชาติถอยหลังลงคลอง เศรษฐกิจล่มสลาย สุดท้ายเป็นหนี้(IMF)มหาศาลดังอดีตที่ทุกคนคงจำได้ดี

ในช่วงของการรัฐประหารยึดอำนาจ จากคณะปกครองครั้งแรกๆ ตลอดจนการล้มล้างสภาผู้แทนราษฎร เพื่อก้าวเข้าสู่การปกครองแบบ เผด็จการ ฟาสซิสต์โดยแท้จริง มีผู้คนมากมายกล่าวว่า ดีแล้วที่เป็นเช่นนี้ เพราะประชาชนชาวไทยยังไม่เข้าใจในอำนาจของตนโดยแท้จริง ถ้าไปให้อำนาจเหล่านั้นตกอยู่ในมือประชาชน จะเดินผิดลู่ผิดทาง และฉิบหายแน่นอน

ตัวอย่างการปกครองในประเทศต่างๆ ที่ก้าวเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ และ อเมริกา เหตุใด กลุ่มประเทศเหล่านี้ จึงรุ่งเรืองในระบอบ ประชาธิปไตย ? เหตุนั้น ก็เพราะ เขาทราบดีว่าประชาธิปไตยเป็นอย่างไร เขาเหล่านั้นเคยถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้มีอำนาจปกครองแต่เดิม ทำให้ตนเองทราบอย่างถ่องแท้ว่า การที่อำนาจปกครองคนทั้งมวลอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คนนั้นไม่ยุติธรรม ประชาชนคือเจ้าของชีวิต ประชาชนคือเจ้าของประเทศ ดังนั้นประชาชนจึงควรที่จัก ดูแลปกป้อง ชีวิต และบ้านเมืองของประชาชนเอง

ในประเทศไทย กลุ่มผู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 เป็นการเรียกร้องของกลุ่มเจ้านาย และข้าราชการต่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน ร.ศ. 103 แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม จวบจนเข้าสู่ รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดตั้ง เมืองดุสิตธานี เพื่อเป็นการทดสอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่การทดลองปกครองในเมืองขนาดเล็ก ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงกับราชอาณาจักรไทยได้ เพราะชนชาวไทยส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้ ว่าประชาธิปไตย คืออะไร เขาจะมีสิทธิอย่างไร ประชาชนยังยึดติดอยู่กับภาพของพระราชาที่ครองแผ่นดิน ภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

จวบจนกาลเวลา ย่างเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่นาน เหตุการณ์ยึดอำนาจ เพื่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้อุบัติขึ้น โดยคณะราษฎร์ ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เนื่องด้วยความไม่พร้อมของสังคมไทย ประชาชนยังคงคิดว่า ตนเป็นผู้อยู่ใต้การปกครองของราชา เจ้าหน้าที่ที่ใช้ชื่อว่า ข้าราชการ โดยนัยทางภาษา สื่อโดยชัดว่า เป็นผู้รับใช้กิจของราชา ทำให้ข้าราชการกลายเป็นผู้กุมอำนาจในทางข้อเท็จจริง ทั้งที่โดยหลักการแล้ว เขาเหล่านั้นเท่าเทียมกัน
การแก้ปัญหาโดยการให้การศึกษา รัฐจำต้องให้โอกาสทางการศึกษา แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยไม่มีการแบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนา หรือ อุดมการณ์ทางการเมือง ในส่วนของการเรียนรัฐมีการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 12 ปี แก่ประชาชนชาวไทย แต่ทั้งนี้ ถึงแม้การเรียนดังกล่าวรัฐจะจัดให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงรักษา ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดฐานะทางการเงินของผู้เรียน ที่จำต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน คนด้อยโอกาสที่มีอาชีพเป็นกสิกรรมที่มีค่อนประเทศ เราต้องยอมรับว่าพวกเขามีฐานะทางการเงินที่ยากจน เป็นเหตุให้ไม่สามารถเข้ารับการศึกษาได้ กรณีนี้ ยังไม่นับรวมถึง การปฏิเสธไม่ให้การศึกษาของภาครัฐ ที่มีต่อเด็กนักเรียน ที่ไม่มีสำเนาทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตร ที่สามารถพบได้ตามท้องที่สลัม ชุมชนแออัด กรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่รัฐอ้างเพียงว่า เด็กไม่มีสิทธิ ที่จะเรียน ซึ่งเป็นการปิดโอกาสในการได้รับความรู้ของเด็ก ทั้งเพื่อพัฒนาตนเอง และพัฒนาประเทศชาติ ถ้าหากคนเหล่านั้น ยังไม่มีโอกาสที่จะเรียนหนังสือด้วยเหตุนี้ ประชาธิปไตยที่ดี จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

และแล้ววัฏจักรการเมืองเดิมๆก็กลับมา ประชาชนผู้ด้อยโอกาส “ชาวรากหญ้า” ไม่เข้าใจข้อดีและข้อ เสียของอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยที่ตนมีสิทธิ เมื่อไม่ทราบสิทธิ จึงไม่เรียกร้อง เมื่อเกิดการกระทำที่ละเมิดสิทธิ ชีวิต ร่างกาย อธิปไตย ปล่อยให้ “ ระบบอำมาตยาธิปไตย ” ที่แอบแฝงอยู่ในคราบประชาธิปไตย สืบทอดอำนาจ ต่อกันเป็นทอดๆอย่างต่อ เนื่อง ทุกครั้งที่วนกลับมามีทั้งการแย่งชิงดิ้นรนกอบโกยทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยไม่ใยดีว่าประเทศชาติจะเสียหายแค่ไหน? สรุปแล้วข้าราชการและกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ยังคงเป็นกลุ่มผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยการกระทำให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาส “ชาวรากหญ้า” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นต้นบอนไซประหนึ่งไม้แคระที่เจ้าของเลี้ยงไว้ไม่ให้โตเพื่อประดับบารมีเท่านั้น แล้วคณะผู้ปกครองอำมาตยาฯก็จะคอยตัดเล็มกิ่ง(ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย)ที่พยายามจะชูช่อประชาธิปไตยให้กลับคืนสู่สภาพของบอนไซโดยการยึดอำนาจของรัฐบาลที่บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ประชาธิปไตยเติบโต โดยข้ออ้างที่นักวิชาการฝ่ายอำมาตยาฯพยายามออกมาบอกว่าประชาชนฝ่ายที่เห็นต่างเป็นคนโง่ของสังคม ดังนั้นจึงต้องสนันสนุนให้เผด็จการออกมายึดอำนาจ สุดท้ายประชาชนผู้ด้อยโอกาส “ รากหญ้า”ที่มีอยู่ค่อนประเทศของไทยก็ถูก “เผด็จการอำมาตยาฯ”บังคับให้เป็นต้นบอนไซ ครั้งแล้วครั้งเล่าต้องปล่อยชีวิตไปตามยะถากรรม และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ประชาธิปไตยของประเทศไทยที่แท้จริงคงเป็นได้แค่ต้นบอนไซ เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ยืนอยู่บนหลักการอันสวยหรูเท่านั้น

ถอดถอน‘ดร.จรัล’

โดย กาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
30 กันยายน 2550

แล้วในที่สุด ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. ก็ถูกถอดถอนจากตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยฝีมือของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในบรรยากาศเผด็จการอย่างนี้ไม่น่าจะมีใครแปลกใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

แต่ในประเทศที่ก้าวหน้าขนาดมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การถอดถอนในลักษณะนี้ย่อมสร้างความตื่นตะลึงให้กับเครือข่ายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าประเทศไทยจะเอาอย่างไรแน่

ดูเผินๆก็เป็นประชาธิปไตย แต่เข้าใกล้แล้วเป็นเผด็จการทุกที เพราะชาวต่างชาติที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมตอแหล ย่อมไม่เข้าใจคำว่าเผด็จการอำพรางไปด้วย

เผด็จการอำพรางหมายความว่าแสร้งเป็นประชาธิปไตย ห้สิทธิและเสรีภาพกับบุคคลตามตัวบทกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีพฤติกรรมที่เป็นเผด็จการตั้งแต่หัวจรดเท้า ใครที่ไม่เล่นตามเกมเผด็จการก็จะถูกทำลายโดยวิธีการต่างๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับ ดร.จรัลเป็นรายล่าสุด

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เสนอให้ถอดถอน ดร.จรัล ตั้งแต่มีข่าวว่าเจ้าตัวไปยุ่งเกี่ยวกับการเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการที่เกิดขึ้น จากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเสียงสะท้อนจากต่างประเทศนั้นเห็นว่า การเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นภารกิจปรกติของคนที่ไม่ใช่เผด็จการแต่กำเนิด เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทั้งทีถ้าไม่ต่อต้านเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตยก็ออกจะเสียชาติเกิดอยู่ แต่ความพยายามมาสำเร็จตรงที่ว่าเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับประเทศต่างๆหนาหูขึ้นในทางที่เป็นเผด็จการและต่อต้านประชาธิปไตย เช่น การลุกฮือในพม่าและการปราบปรามที่ติดตามมาในขณะนี้ หรือการสืบทอดอำนาจของผู้นำปากีสถาน ก็พลอยทำให้เหตุการณ์ในเมืองไทยถูกลดขั้นจากปัญหาระดับมหาวิทยาลัยเป็นปัญหาในระดับอนุบาลไปด้วย

เรียกว่าเล่นทีเผลอ

เมื่อประชาคมระหว่างประเทศลดระดับความสนใจกับประเทศไทยลง ก็ปลดอาจารย์จรัลออกจากตำแหน่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สรุปง่ายๆก็คือ ดร.จรัลถูกปลดจากตำแหน่ง เพราะไปเห็นด้วยกับฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย และประกาศตนเองอยู่ตรงกันข้ามกับคณะผู้เผด็จการ ซึ่งมีทั้งคนหน้าฉากและหลังฉากอย่างพร้อมมูล

การปลดหรือถอดถอนในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่เตรียมการที่จะสืบทอดภาวะเผด็จการไปอย่างยืดยาว แต่ยังมีพฤติกรรมที่แสดงความอ่อนไหวเกินสมควร แม้กระทั่งแนวความคิดที่จะเป็นประชาธิปไตย แค่ความคิดเสรียังกลัว แล้วจะไปหวังอะไรถึงการปฏิบัติที่จะนำสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคมาสู่ประชาชนชาวไทย 63 ล้านคน

ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็มิต้องพูดถึง ใครจะให้เหตุผลอย่างไรก็ตามแต่ แต่เมื่อแปลเป็นภาษาสากลแล้วพูดได้แต่เพียงว่าประเทศไทยนั้นมีความเป็นเผด็จการอย่างเข้มข้นลึกซึ้ง จนกระทั่งแนวความคิดประชาธิปไตยไม่อาจจะเริ่มต้นได้แม้ในระดับเมล็ดพันธุ์ อย่าว่าแต่การหยั่งรากไปถึงพื้นแล้วยืนต้นอย่างงามสง่าเลย เหมือนวรรณคดีขุนช้างขุนแผนที่มีคนไปตัดรากรานกิ่งและเทน้ำร้อนใส่ต้นไม้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ต้นมงคลกลายเป็นต้นอัปมงคล

ฉันใดก็ฉันนั้น ประชาธิปไตยไทยก็โดนทำลายในทุกวิถีทางเช่นเดียวกัน

การถอดถอนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพียงเพราะเรียกร้องประชาธิปไตยเท่ากับว่าประเทศไทยนั้นไม่มีทั้งประชาธิปไตยและไม่มีทั้งสิทธิมนุษยชน

ก็กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนชนิดตัวใครตัวมัน ใครมีเส้นมีสายก็คงจะรอดตัวไปได้ ใครที่ยังซื่อสัตย์เดินตามตัวบทกฎหมาย คงจะกลายเป็นคนเสียเปรียบในสังคมไปตามระเบียบ ไม่มีอะไรจะเป็นเงื่อนไขที่พร้อมมูลต่อการเผชิญหน้า และอาจจะหมายถึงการนองเลือดในอนาคตอันใกล้เท่านี้อีกแล้ว

เพราะเมื่อเหตุผลใช้ไม่ได้มวลชนก็จะใช้อารมณ์ และเมื่อเกิดมวลชนที่มีอารมณ์ดุเดือดรุนแรงขึ้น ก็จะตัดสินเพียงแค่ว่ามวลชนของใครใหญ่กว่ากัน แล้วแน่ใจแล้วหรือว่ามวลชนของอมาตยาธิปไตยจะใหญ่กว่ามวลชนของประชาธิปไตย

ที่พูดนี่ก็กัดฟันพูด เพราะการเผชิญหน้ากันถึงขั้นนองเลือดนั้น ไม่ได้อยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยที่รักความสงบ สันติ และปราศจากความรุนแรงเลย แต่ถ้าผลักดันกันจนถึงขั้นนั้น คนไทยผู้รักสงบนี่แหละ ก็สามารถจะเลือดขึ้นหน้าได้ ไม่แพ้ผู้คนในตะวันออกกลางหรือในพม่าทุกวันนี้

การใช้อำนาจเผด็จการแบบกระจัดกระจาย ข้าใช้เอ็งใช้ โดยไม่คิดถึงภาพรวมว่า เมื่อสะสมการใช้อำนาจเผด็จการมาจนขั้นผลลัพธ์สุดท้าย สังคมยังจะยอมรับผลที่ปรากฏนั้นได้หรือไม่

อย่ามาอ้างเลยครับว่า ต่างฝ่ายต่างข่มกันไม่ได้ ทั้งที่พิมพ์เขียวเผด็จการไทยมันสามารถโยงกลับไปได้ ณ จุดๆเดียว

เพียงแต่จุดๆนั้นจะมีความรับผิดชอบเพียงพอหรือไม่ ตามที่ปรัชญาขั้นพื้นฐานระบุว่าอำนาจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ หรือจะเอาแต่อำนาจถ่ายเดียวอย่างที่ทำมาตลอดชีวิต

วันเสาร์, กันยายน 29, 2550

เก็บตกเรื่องขำขัน: ทำไมพลเอกสะแห้วถึงได้เข้าชิงตำแหน่ง ผบ.ทบ.

เนื่องจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.เป็นตำแหน่งที่มีคนต้องการหลายฝ่าย จึงมีการตกลงกันระหว่างฝ่ายพันธมิตร ฝ่ายประธานแขก และฝ่ายนอกรัฐธรรมนูญ ว่าให้แต่ละฝ่ายคัดเลือกคนส่งมาฝ่ายละคน เพื่อเป็นแคนดิเดทแข่งขันกันขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

ฝ่ายพันธมิตรได้ให้ผู้พันสงค์ ฟันดำ อดีตซีไอเอผู้มีประสพการณ์ เป็นคนทดสอบคัดเลือกตัวแทนส่งไปชิงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และบททดสอบสุดท้ายก็คือทักษะการจดจำบุคคล โดยเริ่มที่ ผู้พันสงค์ ฟันดำ เอารูปภาพคนๆหนึ่งให้นายพลคนแรกซึ่งเป็นหนึ่งในสามของผู้แข่งขันดู 5 วินาที แล้วเก็บขึ้น


“สมมุติว่ารูปเมื่อกี้นี้คือข้าศึกที่ปลอมตัวมาหาข่าว ทีนี้ลองบอกผมมาหน่อยซิว่าคุณจะจำเขาได้ยังไง” อดีตซีไอเอตั้งคำถาม

“ไม่ยากเลยครับ” พลเอกพล่านลบตอบ “เขามีตาเดียว !!”

“เฮ้อ....” ซีไอเอสงค์ถอนหายใจ “ใครบอกคุณว่าเขามีตาเดียว รูปเมื่อกี้เป็นรูปด้านข้างหรอกโว้ย”

ด้วยความเซ็งกับคำตอบเฮงซวย เขายกรูปเดิมให้พลเอกบานวิดน้ำดูเป็นคนที่สอง 5 วินาที แล้วถามคำถามเดิม

“เอ้า ลองบอกผมมาหน่อยว่า จะจำคนคนนี้ยังไง”

“ฮ่า รู้แล้ว” พลเอกบานวิดน้ำตอบอย่างดีใจ “เขาไว้หนวดข้างเดียวครับ !!”

คราวนี้อดีตซีไอเอฉุนขาด

“ทำไมมันถึงมีแต่คนงี่เง่าอย่างนี้วะ นี่มันรูปคนด้านข้าง ถึงจะเห็นแค่หนวดข้างนึง หรือตาข้างนึง ก็ไม่ได้แปลว่าอ้ายหมอนี้มันจะไว้หนวดข้างเดียวหรือว่ามีตาข้างเดียวหรอกนะโว้ย ”

ด้วยความเซ็งสุดๆเขายกรูปเดิมให้พลเอกสะแห้วผู้เข้าประกวดคนสุดท้ายดูแล้วบอกว่า

“เอ้า ดูซะให้เต็มที่ แล้วบอกซิว่ามีอะไรให้สังเกตบ้าง คิดให้ดีๆก่อนล่ะ หวังว่าคงไม่พูดอะไรโง่ๆออกมาอีกนะ”

พลเอกสะแห้วดูรูปอยู่นานสองนานแล้วจึงให้คำตอบ

“ผมว่าเขาใส่คอนแทคเลนส์ครับ”

อดีตซีไอเอรู้สึกแปลกใจกับคำตอบ เพราะเขาเองก็ไม่รู้มาก่อนจึงโทรไปสอบถามลูกน้องที่เอารูปสมมุตินี้มาให้ จึงรู้ว่าใส่คอนแทคเลนส์จริงๆ

“เก่งจริงๆว่ะ คุณฉลาดกว่าอ้ายงั่งสองคนนั่นเสียอีก ผมส่งชื่อคุณไปเป็นแคนดิเดทชิงตำแหน่ง ผบ.ทบ.แล้วนะ ว่าแต่คุณพอจะบอกผมหน่อยได้ไหมว่า คุณรู้ได้ไงเนี่ย” อดีตซีไอเอชื่นชม

“ง่ายจะตาย” พลเอกสะแห้วคุย “ก็เห็นเห็นอยู่แล้วว่าเขาใส่แว่นตาไม่ได้ เพราะเขามีหูแค่ข้างเดียวเอง !!”

โดย กระบี่ไร้พ่าย

วันศุกร์, กันยายน 28, 2550

เก็บตกเรื่องขำขัน: มาดูความสามารถหนึ่งเดียวของพลเอกสะแห้ว

มีบาร์เทนเดอร์ผู้หนึ่งเขาทะนงตัวว่าแข็งแรงที่สุด เขาพนันกับทุกคนไว้ว่า หลังจากที่เขาบีบมะนาวแล้วจะไม่มีใครบีบได้น้ำมะนาวต่อจากเขาได้อีก ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะว่ามีผู้ท้าชิงมากมายมาท้าพนันและก็แพ้เขาทุกรายไป

อยู่มาวันหนึ่งก็มีชายสองคนมาขอพนันด้วย คนหนึ่งรูปร่างผอมสูง สวมแว่นตาหนาเตอะ ส่วนอีกคนแต่งชุดทหารร่างเตี้ย อายุใกล้เกษียณ

“คุณแน่ใจหรือ แม้แต่นักกล้ามก็ยังแพ้ผมนะ”

ชายทั้งสองนี้ก็ตอบว่าแน่ใจ ดังนั้นการพนันจึงเริ่มขึ้น บาร์เทนเดอร์นำมะนาวมาผ่าครึ่งและบีบน้ำมะนาวลงในแก้วเหล้า เมื่อบาร์เทนเดอร์บีบเสร็จก็ยื่นให้ชายที่สวมแว่นตาบีบ ผลปรากฏว่าเขาสามารถบีบน้ำมะนาวออกมาได้ถึง 6 หยด ทำให้ทุกคนในบาร์ตะลึง บาร์เทนเดอร์ถามชายผู้นี้ว่าเขามีอาชีพอะไรจึงแข็งแรงขนาดนี้

ชายผู้นั้นก็ตอบว่า "ผมเป็นพนักงานสรรพากร"

เหลือชายในชุดทหารอีกคน บาร์เทนเดอร์คิดว่าเขาคงจะเอาคืนได้จากชายคนนี้ แต่เมื่อเขากำลังจะบีบมะนาวอีกซีกที่เหลือเพื่อจะเอามาให้ทหารบีบต่อ ทหารคนนั้นก็ยกมือห้ามและเลือกหยิบเอามะนาวชิ้นเดิมที่ชายสรรพากรบีบแล้วเอามาบีบต่อ ปรากฎว่า ยังมีน้ำมะนาวออกมาอีกถึง 8 หยด

และท่ามกลางเสียงอื้ออึงด้วยความทึ่งของทุกคนในบาร์ ก็มีเสียงคนคุยกันดังมาจากมุมหนึ่งในบาร์ว่า

“ใครว่ะ เจ้าหมอนั่น” คนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“นั่นแหล่ะ นายพลสะแห้ว” อีกคนตอบด้วยน้ำเสียงเฉยๆ ”ขนาดบริษัท ทีโอที ที่บอกว่าไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน เขายังบีบมันออกมาได้อีกตั้ง 800 ล้าน”

โดย กระบี่ไร้พ่าย

บทความ: พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สิ้นลายเสือ

โดย ลูกชาวนาไทย
28 กันยายน 2550

ตามนิทานอิสป จิ้งจอกที่เอาหนังราชสีห์มาหุ้มห่อตัวเองไว้ เพื่อให้คนคิดว่าเป็นราชสีห์ แต่สุดท้ายก็เป็นจิ้งจอกเหมือนเดิม

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน วันนี้ผมคิดว่าเขาหมดศักดิ์ศรีหรือบารมีแล้วครับ ไพ่ใบสุดท้ายของเขาได้ทิ้งลงไปหมดแล้ว การแบะท่าว่าจะมารับตำแหน่งรองนายกฯ คือการแย้มไพ่ว่ามีแต่ตัวโง่ทั้งนั้น นั่นเอง

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน วันที่ไม่มี กำลังทหารคอยหนุน ไม่มีบารมีทางการเมือง ไม่มีพรรคการเมืองสนับสนุน ไม่ทุนมหาศาล ไม่มีฝีมือในทางการบริหาร ไม่มีความรู้ความสามารถใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งไม่มีศักดิ์ศรี และเกียรติยศ ด้วย

มีอย่างเดียว คือ ศัตรูที่เคยทำร้ายเขาไว้รอบด้าน

ในทางการเมืองนั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ถือว่ามีน้ำหนักน้อยกว่า นายเนวิน ชิดชอบ ด้วยซ้ำไป เพราะไม่มีทรัพยากรทางการเมืองอะไรเลย นายเนวิน ยังมีฐานประชาชนทั้งจังหวัดบุรีรัมย์คอยสนับสนุน แม้ตกทุกข์ได้ยาก ประชาชนก็ไม่ทิ้ง ถือว่ามีทรัพยากรทางการเมืองสูง

การมารับตำแหน่งรองนายกฯ ของ พล.อ.สนธิ ในขณะที่ฐานลอย และไม่มีบารมีด้านมวลชน หรือทุนสนับสนุนนั้น นับเป็นตำแหน่งที่ไร้ความหมายอย่างยิ่ง

ตำแหน่งประธาน คมช. นั้นถือว่าตั้งนายกฯ หรือปลดนายกฯ ได้ก็จริง แต่มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับตำแหน่งประธานรัฐสภา หากไม่มีฐานกำลังทางการเมือง หรือการทหารหนุนแล้ว ยากที่จะมีความหมาย เพราะการปลดนายกฯ หรือตั้งนายกฯ นั้น ไม่ได้อยู่ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คนเดียว แต่อยู่กับ ท่านที่เหนือขึ้นไปด้วยว่าจะยอมตามหรือไม่ หากไม่มีเหตุมีผลที่รองรับได้ ผมไม่คิดว่า พล.อ.สนธิ จะมีอำนาจที่แท้จริงในเรื่องนี้ ตอนนี้เท่ากับว่าตำแหน่ง ประธาน คมช.นั้นไร้น้ำหนัก ไม่ต่างจาก พล.ต.อ.โกวิท ที่โดนปลดไปเท่าใดนัก

รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีฐานทางการเมืองสนับสนุน ไม่มีทรัพยากรทางการเมืองนั้น ย่อมไร้ความหมายอย่างยิ่ง เหมือนกับเจว็ดอย่างใดก็อย่างนั้น

ต่อให้ควบตำแหน่ง รมต.มหาดไทย ผมก็ไม่คิดว่าจะมีฤทธิ์เดชอำนาจที่เพียงพอที่จะทำให้ชนะเลือกตั้งได้ การอยู่ในช่วงเวลาอันสั้น และข้าราชการในภูมิภาคระดับต่ำกว่าผู้ว่าฯ นั้นดูออกแล้วว่า ใครจะมา เขาย่อมวางเฉยต่ออำนาจส่วนกลางที่ไร้บารมี

หากใครเคยทำงานในระดับตำบล อำเภอจังหวัดมาแบบผม จะรู้ว่าข้าราชการในระดับจังหวัดนั้น "ผู้ว่าราชการจังหวัด" มีความหมายน้อยมาก เพราะข้าราชการส่วนใหญ่สังกัดกระทรวง กรม และจะขึ้นกับส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่ หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด จะฟังส่วนกลาง กับ "อำนาจการเมืองในท้องถิ่นเท่านั้น" ส่วนผู้ว่าฯ หากสั่งการตามสายงานในระเบียบราชการปกติ เขาก็ทำตาม แต่จะสั่งให้สะกัดอำนาจการเมืองท้องถิ่นนั้นไม่มีทาง และไม่มีใครฟังผู้ว่าฯ ด้วย เพราะผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษโดยตรง

ข้าราชการในระดับจังหวัดที่ต่ำกว่าระดับผู้ว่าฯ นั้นมักเติบโตและฝังรกรากอยู่ในจังหวัดที่รับราชการอยู่ทั้งสิ้น แม้จะย้ายก็ย้ายอยู่ในจังหวัดนั้น โครงสร้างอำนาจ แบบไม่เป็นทางการของจังหวัดจึงตายตัว

ก็เหมือนกับภาคใต้ ทักษิณเป็นนายกฯ ถึง 5 ปี ก็ยังไม่สามารถสั่งให้ข้าราชการในจังหวัดภาคใต้ ช่วยให้ ทรท. โค่น ปชป. ลงได้ เพราะสั่งได้ แต่คงไม่มีคนทำ ถึงจะทำ ก็ทำแบบขอไปที แต่ไม่ได้ผลสัมฤทธิ์อะไรทั้งสิ้น และข้าราชการต้องอยู่ในจังหวัดนั้นตลอดชีวิต หากไม่ได้ตำแหน่งสูงกว่าหัวหน้าส่วนราชการ ก็มักจะไม่ได้ย้ายออกมา ดังนั้น การจะให้เขาเป็นศัตรูกับอำนาจทางการเมืองในท้องถิ่นของเขา เพื่อ “ใครคนใดคนหนึ่งใน กทม.” พวกเขาไม่ยอมทำตามแน่ และข้าราชการก็มีจิตสำนึกทางการเมือง ไม่ต่างจากคนในพื้นที่ หากอยู่ภาคใต้ ก็ไม่แคล้วที่จะเป็นพวก ปชป. หรืออยู่อีสาน ก็ไม่แคล้วที่จะสนับสนุน ทรท. (พปช.ในปัจจุบัน)

ข้าราชการในจังหวัด ไม่ได้มีแต่ผู้ว่าคนเดียว และผู้ว่าฯ ที่ย้ายไปย้ายมานั้น ยากที่จะสร้างบารมีได้ แต่ สส.และนักการเมือง ในท้องถิ่นนั้นเกิดและเติบโตที่นั้น ข้าราชการต้องอาศัยเกื้อกูลกันจึงอยู่กันได้

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นใคร แม้จะเป็น รมต.มหาดไทย จะมีอำนาจไปควบคุมชนบทได้อย่างไร

พวกนี้ติดภาพในอดีต ยุค พล.อ.เปรม ยุคปลัดพิศาล หารู้ไม่ว่านั้นมัน 30 ปีที่แล้ว

วันพฤหัสบดี, กันยายน 27, 2550

นปช.นัดชุมนุมหน้าสถานฑูตพม่า : ประนามเผด็จการทหาร

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา เวบไซต์ วิทยุ นปก.
วันที่ 26 กันยายน 2550

วันพฤหัสบดีที่ 27 กย. 50 เวลา 10.00 น. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมชุมนุมต่อต้านรํฐบาลทหารพม่า โดยนัดพบกันที่หน้าสถานทูตพม่า (ถนนสาธร ตรงข้าม รพ.เซนต์หลุยส์) เพื่อร่วมกันประณามรัฐบาลเผด็จการทหาร เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และให้กำลังใจพระภิกษุสงฆ์+ประชาชนชาวพม่า ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร โดยมีกำหนดการ ดังนี้

เวลา 10.00 น. ---- นัดหมายพบกันหน้าสถานทูตพม่า,พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

เวลา 10.30 น. ---- อ่านบทกวี โดย สิริวารี กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์

เวลา 10.35 น. ---- ปราศรัย โดย ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์, ตัวแทนกลุ่มผู้หญิงเพื่อประชาธิปไตย, นพ.เหวง โตจิราการ, คุณสมบัติ บุญงามอนงค์, คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

เวลา 11.30 น. ---- อ่านแถลงการณ์, ล้อมลวดหนามสถานทูตพม่า, ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “ปณิธานแห่งเสรีชน”

สถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม จะมีการถ่ายทอดสดเสียงจากการชุมนุมนี้ ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป
คลิกไปฟังวิทยุออนไลน์ได้ที่ http://www.norporkor.com/
หรือ ฟังจาก winamp ที่ http://denow1.no-ip.org:9000/

บทความ: เสื้อแดงเป็นเหตุ บอก“พวกเราจะสู้จนกว่าจะได้สิทธิและเสรีภาพ”

โดย กุหลาบสยาม
27 กันยายน 2550

เป็นวันหนึ่งที่วุ่นวายพอสมควรที่ดิฉันมีความจำเป็นที่ต้องส่งงานวิทยานิพนธ์ไปให้อาจารย์ตรวจก่อนเซ็นต์อนุมัติผ่าน ซึ่งมีกำหนดเวลาเหลือไม่มากนัก เนื่องจากดิฉันไม่คุ้ยเส้นทางไปบ้านอาจารย์ บวกกับการบอกเส้นทางที่ไม่ชัดเจนของท่านอาจารย์(สาเหตุเพราะท่านขับรถขึ้นทางด่วนไปทำงานทุกวันโดยไม่แวะที่ใดเลย จึงบอกรายละเอียดเส้นทางไม่ได้) เสียเวลากับการหาลายแทงเข้าบ้านอาจารย์เสียค่อนวัน ที่สุดก็หาพบจนได้

วันนี้อาจารย์แต่งตัวสบายๆ สไตล์ญี่ปุ่นตามประสานักเรียนนอก ส่วนดิฉันและสามีแต่งแดงเดือดเพื่อประท้วงเผด็จการรัฐคนมันชั่ว และตั้งใจว่าจะแต่งแบบนี้ไปจนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากที่อาจารย์รับวิทยานิพนธ์ของดิฉันไว้แล้ว เราก็นั่งสนทนากันต่อซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการเมือง เพราะเสื้อแดงเป็นต้นเหตุ ท่านมองเราแล้วอดไม่ได้ ต้องเตือนเราด้วยความหวังดีว่า

อาจารย์: การเมืองปัจจุบันของไทยเรายังคงเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ จำเป็นที่ต้องให้ทหารซึ่งเป็นหน่วยงานในสังคมไทยที่มีระเบียบที่สุดมาจัดระเบียบให้สังคมใหม่ อย่าไปซีเรียสเลย

ดิฉัน: อาจารย์คะ ประชาธิปไตยมีรูปแบบการจัดการของมันเองอยู่แล้ว เมื่อประชาชนนักวิชาการบางส่วนไม่ชอบการบริหารของรัฐบาล เช่นเมื่อครั้งที่พันธมิตรของสนธิ(ลิ้ม)ออกมาขับไล่รัฐบาลของท่านนายกทักษิณ ซึ่งตอนนั้นท่านนายกฯทักษิณก็ได้ประกาศยุบสภาและลาออกเพื่อให้ประชาชนตัดสิน โดยการประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่

อาจารย์: ความจริงคือทักษิณเป็นคนเก่ง สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ทุกหน่วยงาน มันกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ดูซิมันรวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปไว้ไหน

ดิฉัน: แต่ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ และนึกไม่ถึงว่ายุคนี้จะมีทหารออกมาทำการปฎิวัติอีก ประเทศไทยเราเจ็บกับการปฏิวัติมาหลายครั้งหลายหน ดิฉันไม่ได้ว่าท่านนายกทักษิณไม่ผิดนะคะ แต่น่าจะมีวิธีที่ดีกว่าเอะอะอะไรทหารพร้อมรถถังก็ออกมา เช่นแจ้งความฟ้องร้องเอาผิดท่านนายกฯทักษิณ โดยช่องทางของศาลในทางกฎหมายไม่ดีกว่าหรือคะ

อาจารย์: ผมไม่ว่านะถ้าคุณจะเป็นสาวกทักษิณ แต่ก่อนจะเป็นสาวกผมอยากให้คุณศึกษาศาสตราจารย์ของคุณให้ดีก่อนนะว่า เขารวยไม่รู้เรื่องแบบนี้ได้ไง นี่ขนาดโดยอายัดทรัพย์สินในประเทศไทยเกือบหมดแล้ว ยังมีเงินไปซื้อสโมสรฟุตบอลที่อังกฤษได้อีก

ดิฉัน: อาจารย์คะท่านนายกทักษิณเป็นคนเก่ง แล้วที่สำคัญคือท่านรวยอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่ท่านจะมาเล่นการเมือง

อาจารย์: ผมว่าคุณไปศึกษาให้ดี ก่อนที่จะคิดเป็นสาวกใคร

ดิฉัน: ดิฉันชื่นชอบในนโยบายและ “สัญญาประชาคม” ที่พรรคการเมืองเช่น ไทยรักไทย ที่ได้ให้สัญญาไว้ และได้ทำสำเร็จไปแล้วเช่น
1. 30 บาทรักษาโรค
2. สินค้า OTOP
3. รถไฟฟ้าใต้ดิน
4. สนามบินสุวรรณภูมิ
5. นำเงินหวยใต้ดินขึ้นมา คืนให้ประชาชน เพื่อลูกหลานคนจนที่เรียนดีจะได้มีโอกาสเรียนฟรี
6. แก้วิกฤติโรคซาส์
7. แก้วิกฤติไข้หวัดนก
8. ฟื้นฟูจังหวัดที่โดนสึนามิ
9. ราคายางพารา
10. ราคาข้าว
11. ใช้คืนเงินกู้ IMF
12. ปราบยาเสพติด

และต่างๆ อีกมากมาย สำเร็จได้อย่างรวดเร็วทันใจและมีศักดิ์ศรี ทุกอย่างต้องใช้เงินอย่างมหาศาลซึ่งล้วนได้จากรัฐบาลท่านนายกฯทักษิณทั้งนั้น

อาจารย์: มันไม่ใช่นะ เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้นหมด ไทยเราก็ดีขึ้น ทักษิณเพียงโชคดีที่ได้มาเป็นรัฐบาลพอดี คุณต้องศึกษาให้ดีนะ ก่อนที่คุณจะเป็นสาวกเขา

ยังสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าเป็นสาวก พ.ต.ท.ทักษิณไปตั้งแต่ เมื่อไหร่ เคยคิดหลายครั้งเหมือนกันว่าเราอยู่ข้างคนที่ผิดหรือเปล่า
ทำไมนักวิชาการ สื่อหนังสือพิมพ์ ทีวี ถึงรุมด่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่นับรวมพวกนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

สุดท้ายก็มาคิดดูว่าพวกที่ออกมาด่าว่าๆ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์จริงๆ กับประเทศชาติบ้างไหม คำตอบก็คือ "ไม่มีเลย" และที่กล่าวหามาก็ไม่เป็นรูปธรรมใดๆ เลย

ย้อนอดีตไปเมื่อตอนที่ พันธมิตรฯของนายสนธิ(ลิ้ม) มาปลุกระดมจริงบ้างเท็จ บ้างจนที่สุดสังคมไทยเริ่มขาดสติ กลุ่มบุคคลที่เสียผลประโยชน์เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลไทยรักไทย ไม่ว่านักธุรกิจที่ถูกผลกระทบ นักวิชาการที่ไม่ได้รับความสนใจ สื่อมวลชน ตลอดจนถึงบุคคลในสังคมที่มักจะยกระดับชนชั้นตัวเองว่าเป็นผู้สูงศักดิ์ เริ่มมารวมตัวกันในการขับไล่โค่นล้ม บางคนอาจจะมาด้วยความรู้สึกอคติ บางคนมาเพื่อประกาศว่าตนเองทันสมัย ไม่ตกยุค บางคนมาด้วยเงิน หรือแม้แต่บางคนที่มาร่วมด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (โดนหลอก) กลายเป็นขบวนการที่ใช้การโจมตีทุกรูปแบบและออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่าพูดถึงเหตุผลและการชี้แจงจากบุคคลในรัฐบาล พวกนี้ไม่ฟังหรอก

เมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีสติ และมองดูบุคคลเหล่านี้อย่างรอบคอบเราจะเห็นว่า มันไม่ใช่เรื่องการขัดแย้งทางการเมืองในสภาวะปกติในสังคมเสียแล้ว การชี้นำจากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ กลุ่มขบวนการออกมาขับไล่รัฐบาล ที่สุดทหารก็ออกมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยข้อหาต่างๆ นาๆ จนสำเร็จ หลังจากประเทศไทยก็ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการมาครบ 1 ปี ที่สุดก็ได้เห็นโฉมหน้าผู้อยู่เบื้องหลัง ของขบวนการโค่นล้มรัฐบาลทั้งหมด ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ใครเป็นคนสั่งการ ใครเป็นคนวางแผน และบรรดาข้อกล่าวหาที่หยิบยกขึ้นมาอ้างเพื่อเป็นเหตุผลในการยึดอำนาจ ก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมแม้นข้อเดียว จะเห็นก็แต่การจัดสรรแบ่งปันการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ ของกลุ่มที่ร่วมมือกันล้มรัฐบาลต่าง ๆ หรือจะเรียกว่าค่าตอบแทนการทำงาน เงินกู้นอกระบบและหวยใต้ดินที่ฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจการค้าขายทรุดฮวบ นี่หรือคือประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี่หรือคือสิ่งที่ประชาชนชาวไทยต้องการ อำนาจอธิปไตยโดยปวงชนชาวไทย มันก็แค่คำพูดที่หลอกให้ดูดี ส่วนประชาชนคนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้ ได้กลายเป็นพวกก่อกวน เป็นพวกที่ไม่หวังดีกับบ้านกับเมืองและเป็นพวกอำนาจเก่า ทั้งๆที่อำนาจเก่าเหล่านั้นแท้ที่จริงมันก็คืออำนาจของประชาชน

วันนี้พวกเราจึงเต็มใจที่จะเลือกข้างว่าพวกเราอยู่ข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ และอยากบอกกับกองทัพและระบบอำมาตยาธิปไตยว่า “ประชาชนชาวไทย ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสใคร และพวกท่านก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนายพวกเรา” พวกเราพร้อมที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบ พวกท่านจะไม่สามารถกดหัวพวกเราให้สยบอยู่แทบเท้าพวกท่านได้ตลอดไป พวกเราจะต่อสู้จนกว่าจะได้สิทธิและเสรีภาพที่แท้ จริงของพวกเราคืนกลับมาและคงอยู่กับสังคมไทยตลอดไป

วันพุธ, กันยายน 26, 2550

ภาพคลื่นมหาชน แห่รับฟังการปราศรัย เปิดตัว 'พรรคพลังประชาชน' ครั้งแรกที่บุรีรัมย์

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา เวบไซต์ สถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม
25 กันยายน 2550

วันที่ 25 กันยายน 2550 เวลา 14.00-18.00 น. คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน นำคณะกรรมการพรรค และสมาชิก เปิดตัว 'พรรคพลังประชาชน' ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยจำนวนมากมายล้นหลาม มีการถ่ายทอดสดเสียงการปราศรัยโดยเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่าง สถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม และสถานีวิทยุชุมชนคนแท๊กซี่

คัดลอกภาพส่วนหนึ่งมาจาก http://norporkor.com/photo/25-09-50/ โดยทีมงานภาคสนามสถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม




ข่าวจาก INN การจัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคพลังประชาชนที่บริเวณลานกว้างข้างโรงโม่หินศิลาชัย ถนนบุรีรัมย์-ประโคนชัย อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช ว่าที่หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรคพลังประชาชน ได้ยุติลงด้วยดี โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนมาร่วมรับฟังนโยบายและจุดยืนของพรรคกว่า 3,000 คน ซึ่ง นายสมัคร ได้ให้ความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า จะนำพี่น้องประชาชนให้พ้นจากฝันร้ายตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาให้ได้ ซึ่งภายหลังสิ้นสุดการปราศรัยผู้นำพรรคและแกนนำพรรคพลังประชาชนได้เดินทางกลับโดยทันที ภายใต้การรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาคอยสังเกตการณ์

ข้อสังเกตุ : ข่าวจากสื่อ (ที่เรียกตัวเองว่า สื่อแท้) บอกว่า มีคนร่วมฟังการปราศรัยกว่า 3,000 คน ดูจากภาพ แล้ว ท่านคิดอย่างไร ??? กับตัวเลขนี้ กี่ครั้งแล้ว ที่เราได้เห็น 'ภาพมันฟ้อง'

วันพุธที่ 26 กันยายน 2550 ทางสถานีวิทยุ นปก.ดอทคอม
จะนำเทปการปราศรัย 'เปิดตัวพรรคพลังประชาชน' ที่บุรีรัมย์ มาเปิดให้ฟังกันอีกครั้งหนึ่ง เวลา
10.30-13.00 น. คลิกไปฟังได้ที่ http://www.norporkor.com/

หรือ ฟังผ่าน winamp ที่ http://denow1.no-ip.org:9000/



สามารถรับฟัง หรือ ดาวโหลดเสียงการปราศรัย ได้ที่ link

"ความเชื่อมั่น และความศรัทธา" คือ ทรัพย์ของทักษิณ ที่ คตส. อายัดไม่ได้

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
26 กันยายน 2550

ก็เห็น คตส. ไล่อายัดทรัพย์ครอบครัวชินวัตร ดะ ไปหมด ทั้งๆ ที่มีคดีฟ้องเขาแค่ คดีที่ดินรัชดา

แต่ทักษิณก็ยังคงมีเงินไปซื้อทีมฟุตบอล (เข้าใจว่าระดมหุ้นจาก เพื่อนพ้องในตะวันออกกลาง) และมีข่าวราชวงศ์ในตะวันออกกลางให้เป็นตัวแทนในการทำธุรกิจต่างๆ

นอกจากทีมฟุตบอลที่ทำท่าว่าจะรุ่งแล้ว เพราะบริหารดี มีเงินทุนสนับสนุนดี "ทีมการเมือง" คือพรรค พปช. ที่ใช้ชื่อเสียงทักษิณในการเรียกคะแนนนิยม ก็กำลังดีวันดีคืน และทำท่าว่าจะมีอนาคตดี

ศัตรูก็กำลังแพ้ภัยตัวเองเรื่อยๆ พล.อ.สนธิ มีทีท่าว่าจะเกษียณอายุ แบบเท้าลอยพ้นพื้น พ่อตา คือ นายอารีย์ ก็กำลังโดนวิบากกรรม ไล่ตามอยู่ คิดว่าอำนาจคงหลุดมือจากกระทรวงมหาดไทย

ตอนนี้ แม่น้ำกำลังไหลไปทางกลุ่มอำนาจเก่า คือ ทักษิณแล้ว จะโดนสะกัดอย่างไร ผมก็ไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่แล้ว การฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราเร่งขนาดนี้ ประเมินได้ว่าในอีกสองสามปีข้างหน้า ก็สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

ส่วน กลุ่มอำนาจใหม่ (ที่จริงเก่าแก่) นั้น ตกต่ำด้วยอัตราเร่งขนาดนี้ ผมคิดว่า ต่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้อำนาจรัฐ โกงเลือกตั้ง ทำทุกอย่าง ทำอย่างไร ก็คงชนะได้แบบหืดขึ้นคอ และคงลากต่อไปไม่ได้ยาวเท่าไหร่นัก

เศรษฐกิจก็กำลังพังภายใต้มือของ กลุ่มอำนาจใหม่ (เก่าแก่) ยิ่งพัง ก็ยิ่งเป็นการสร้างภาพของทักษิณ ตอกย้ำเข้าไปในจิตใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น

เงินทองของนอกกาย อายัดได้อายัดไป แต่ศรัทธาและความเชื่อมั่น ถึงอย่างไรก็อายัดไม่ได้ครับ ยิ่งพยายามทำ ศรัทธา และความเชื่อมั่นก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ตรงกันข้าม "ศรัทธาและความเชื่อมั่น" ของ คตส. ต่อประชาชน กลับโดนประชาชน ยึดคืนเรื่อยๆ

วันอังคาร, กันยายน 25, 2550

สปิริต

โดย พญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
25 กันยายน 2550

ในที่สุด..ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลสนับสนุนให้กับตนเองอย่างไร..โอกาสที่ นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไปนั้นไม่น่าจะง่าย

ถึงแม้ว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ จะหนุนหลังอย่างไร.. ก็คงไม่สามารถต้านทานสามัญสำนึกแห่งความถูกต้องได้

ในเมื่อรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลที่โดนกล่าวหาในเรื่องเดียวกัน ได้ยืนยันเรื่อง การลาออกเรื่องนี้..แสดงให้เห็นถึงความ อ่อนด้อย ของขบวนการบริหารประเทศในปัจจุบัน ที่โง่แล้วขยัน สามารถสร้างเรื่องราวที่ไร้สาระขึ้นมาได้อย่างมากมาย

เราสูญเสียโอกาสที่จะแก้ปัญหามากมายของชาติ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ในรัฐบาลเลือกตั้ง

เช่น..การแก้ปัญหา การขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า..ที่โดนขัดขวาง ไม่ว่าจะใช้วัตถุดิบชนิดใด

ชาติมหาอำนาจผู้ผลิตน้ำมัน..ใช้ งบประมาณอย่างไม่จำกัดสร้างมวลชนขึ้นมาต่อต้าน เพื่อให้ไฟฟ้าต้องใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการผลิต

เราสูญเสียโอกาสที่จะแก้ไขโครงสร้างข้าราชการมากมาย ทั้งๆ ที่เรา รู้ว่า เรามีข้าราชการจำนวนมากเกินไป ในรายได้ตามกฎหมายที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง

เราไม่ได้แก้ไขสักประการกับการศึกษาของชาติ ทั้งๆ ที่มันเป็นปัญหาหลักของแผ่นดิน

ประเทศไม่ได้พัฒนาอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา นอกจากการแปลงชื่อโครงการ ของรัฐบาลเก่า แล้วแถมให้มันมากกว่า แจกให้มันมากกว่า..

เราได้รัฐธรรมนูญใหม่..ที่จะ สร้างปัญหาให้กับประเทศอีกมากมาย ในอนาคตเบื้องหน้า....

เหมือนกับที่ ตั้งข้อหาให้กับรัฐมนตรีในรัฐบาล..

เราสูญเสียเงินไปเกือบ 1 ล้านล้านบาท จากการบริหารที่ผิดพลาดและล้มเหลวในเรื่องเศรษฐกิจการคลัง และสร้างความยากจนให้กับพลเมืองของชาติ อย่างที่ ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ถ้าจะมีใครลาออกเวลานี้..นายกรัฐมนตรีนั่นแหละสมควรที่สุด

บทความ: ทุกพรรคแข่งกันเป็นประชานิยม เริ่มแถมแหลกแจกสะบัด

โดยคุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
25 กันยายน 2550

ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกพรรค จะแข่งกันเป็นประชานิยม เริ่มแถมแหลกแจกสะบัด

ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเริ่มจากมาร์คก่อนที่จะทุ่ม 500,000 ล้าน (แต่ชีวิตส่วนตัวไม่เคยทำมาหาเลี้ยงชีพได้เลย)

ต่อมาก็เสี่ยบรรหาร จะให้หมู่บ้านละ 3 ล้าน และเสี่ยเสนาะ จะขุดคลองไทย

ผมว่าชาวบ้านตอนนี้ไม่โง่นะครับ ที่จะยอมเชื่ออะไรง่ายๆ การบอกว่าจะทำโน้นทำนี่ โดยไม่มีแผนงานโครงการละเอียด และมือบริหารที่น่าเชื่อถือได้ เขาก็คงไม่เชื่อง่ายๆ เพราะยุคทักษิณทำให้เห็นแล้วว่า ต้องมีรายละเอียดชัดเจนว่าจะทำอย่างไร

นอกจากนี้ชาวบ้านต้องเชื่อด้วยว่า "จะหาเงินและบริหารเป็น"

ตอนนี้ดูเหมือนว่าที่ด่า ประชานิยม ของทักษิณ เงี่ยบเสียงหายไปหมดแล้ว ทุกอย่าง "ทำทำเลียนแบบทักษิณ" ทั้งสิ้น ทั้งก็อบปีนโยบาย วิธีการ

แต่เสียอย่างเดียว ฝีมือบริหารห่วยกว่าเยอะ

ผมว่าที่ ด่าทักษิณตลอดมาทั้งหมด การเป็น "ถ่มน้ำลายแล้วกลืนเข้าไปทั้งสิ้น" เป็นสิ่งที่ทุเรศหนักกว่าที่ผมเคยเห็นเสียอีก

การรัฐประหารครั้งนี้ จบสิ้นให้แง่ "อุดมการณ์ในการชี้นำสังคม" แล้ว

กลายเป็นเรื่องอาฆาดมาดร้าย แย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้น อุมการณ์ไม่มีเลย

ผมได้ประโยชน์จากรัฐประหารอย่างหนึ่งคือ ได้ข้อพิสูจน์ว่า แนวคิด "ทักษิโณมิกส์" นั้นถูกต้อง ส่วน เศรษฐกิจพอเพียงตามแนว คมช. นั้นหมดสิ้นพลังมนตร์ขลังในตัวมันไปแล้ว

ตอนนี้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นหลังปี 40 หมดสิ้น

ประชาชนจะทนการเมืองแบบสามานย์ ปลิ้นปล้อนของคนชั้นสูงแบบนี้ได้หรือ เขาอยู่รุ่งเรือง สบาย ก็มาพรากอนาคตของเขาไป ยัดเยียดความเลวร้ายกว่าเดิมกลับมา

ผมว่า "สุดท้ายหากเป็นแบบนี้" ทักษิณชนะขาดแน่นอน เพราะอุดมการณ์คู่แข็งนั้นอ่อนพลังลงไปแล้ว

เวลาของศัตรู ก็สั้นเต็ม ทีแล้ว

ลมพัดหวนกลับไปทางทักษิณแล้ว แค่รอเวลาให้สุกงอมเพียงพอ เขาก็กลับมาคว้าชนะได้แล้ว

เชื่อเถอะว่าวันหาเสียง จะต้องมีแถมแหลกแจกสะบัดกว่านี้

คนชั้นกลางที่ "ด่าประชานิยม" จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ความละอายหายไปไหนหมด

หรือไม่มียางอายแต่ต้น

วันจันทร์, กันยายน 24, 2550

เก็บตกเรื่องขำขัน: มานับดูคำว่า "ไม่" ในข่าวนี้กัน

อภิรักษ์ไม่ทันบีทีเอสข้ามฝั่ง ซิกแนลลิ่งช้าเปิดไม่ทัน ส.ค.51 [21 ก.ย. 50 - 04:09]

รายงานข่าวจากศาลาว่าการ กทม.ว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครยังไม่ได้ลงนามบริษัท เอเอสเอเอ็มอาร์ บอมบาดิเอร์ จ้างให้บริษัทลงมือติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (ซิกแนลลิ่ง) โครงการรถไฟฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 2.2 กิโลเมตร วงเงิน 399 ล้านบาท ทั้งที่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจะจ้างบริษัทเอเอส เอเอ็มอาร์ บอมบาดิเอร์ ด้วยวิธีพิเศษ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และเดิม กทม.วางเป้าหมายจะลงนามจ้างให้ได้ภายในวันที่ 21 ก.ย. เพื่อต้องการให้โครงการนี้เสร็จและเดินหน้าเปิดให้บริการประชาชนได้ ในขณะที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่จนถึงขณะนี้ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เนื่องจากติดปัญหาขั้นตอนการทำงานด้านเอกสารหลายอย่าง รวมทั้งสำนักการจราจรและขนส่งซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องก็ยังไม่ได้เชิญบริษัทเอเอสเอเอ็มอาร์ บอมบาดิเอร์ มาต่อรองราคา จนเป็นเหตุไม่มีความคืบหน้าใดๆ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องวันเวลาที่จะจ้างบริษัทเอกชน เนื่องจากติดปัญหาที่ความล่าช้าของเอกสาร ประกอบกับต้องรอรับนโยบายจากผู้บริหาร กทม. ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าโครงการรถไฟฟ้าวิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจะไม่เสร็จและไม่สามารถเปิดใช้บริการได้ทันภายในเดือน ส.ค. 2551 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่นายอภิรักษ์ครบวาระการทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากผู้รับเหมาจะต้องใช้เวลาทำงานนาน 12 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ส่วนโครงการรถเมล์ ด่วนพิเศษชิดเกาะกลาง (บีอาร์ที) ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นโครงการหาเสียงแก้ปัญหาจราจรของนายอภิรักษ์ก็มีแนวโน้มจะไม่สามารถเปิดให้ บริการในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 ได้เช่นกัน เนื่องจากติดปัญหาสำคัญๆ คือเรื่องการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค การปรับแก้แบบสถานีจากเดิมมีความกว้าง 18 เมตร และต้องแก้แบบให้เหลือ 12 เมตร นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องที่ชาวบ้านในแนวก่อสร้าง ไม่เห็นด้วยกับจุดก่อสร้างบันไดทางขึ้นลง ส่งผลโดยตรงให้การก่อสร้างเป็นไปด้วยความล่าช้า ทำให้ไม่สามารถก่อสร้างให้เสร็จได้ทันภายในเดือน ธ.ค. 2550 ล่าสุด บริษัทยูนิคเอ็นจิเนียริ่งผู้รับเหมาได้ทำหนังสือขอขยายเวลาการก่อสร้างออกไปอีก 107 วัน เพราะไม่สามารถลงมือก่อสร้างได้.

โดยคุณ "ขอสักครั้งจะไม่ลืมพระคุณ"
กระทู้ "......... ให้นับคำว่า "ไม่" จากข่าวนี้ แล้วมารับรางวัลตั๋วรถเมล์บีอาร์ที ฟรี ได้ที่นี่ ........"

ประมวลภาพ ทักษิณสั่งติดป้ายเฉลิมฉลองในหลวงครบ 80 พรรษาที่สนามแมนซิตี้

ภาพโดย kokogirl
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
24 กันยายน 2550


สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ยินดีต้อนรับผู้ชมรายการสกายสปอร์ต



ร่วมเฉลิมฉลองในวาระแห่งความเป็นมงคลของ



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวาระเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ 80 พรรษา



5 ธันวาคม 2007



ขอพระมหาราชาแห่งประเทศไทย ทรงมีพระชนม์มายุยั่งยืนนาน


หมายเหตุ: ท่านสามารถรับชมภาพคุณทักษิณให้การทักทายกับแฟนฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้จากที่นี่

วันอาทิตย์, กันยายน 23, 2550

คำคมประจำวันนี้ 23/9/50

“เห่าไฟ” ขอเตือนอีกครั้งว่า ความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองของใครก็ตาม ที่ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย แม้จะมุ่งหมายให้เกิดผลดีต่อชาติบ้านเมืองเพียงใดก็ตาม สุดท้ายก็จะไร้ผล เพราะวิวัฒนาการทางการเมืองของประชาชนที่สั่งสมมายาวนาน ได้ตกผลึกฝังเข้าไปใน จิตใต้สำนึก แล้วว่า การปกครองบ้านเมืองที่มี ความชอบธรรม ต้องมาจาก การเลือกตั้ง เท่านั้น !!!............

เห่าไฟ

วันเสาร์, กันยายน 22, 2550

ในฐานะคนที่สนับสนุนทักษิณ สถานการณ์การเมืองวันนี้ อยู่ในขั้น "น่าพอใจ" ไม่ได้เลวร้ายแล้ว

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ พันทิปราชดำเนิน
22 กันยายน 2550

การรัฐประหารใน 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำลาย "ระบอบทักษิณ" ลงไปได้แต่อย่างใด แต่กลับทำให้ระบอบทักษิณแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

แม้จะเพลี่ยงพร้ำทางยุทธวิธีในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เพราะศัตรูทุ่ม "กำลังทุกอย่าง" ทั้งการทหาร อำนาจเหนือ รธน. คอนเน็กชั่น ต่างๆ เข้าทำลายล้าง แต่ "ระบอบทักษิณ" กลับยืนยง และทนต่อการทำลายได้อย่างดียิ่ง

ยิ่งตีกลับยิ่งโต ยิ่งทุบก็ยิ่งแน่น

ศัตรูที่ยึดเมืองได้ในหนึ่งปีมานี้ กลับไม่ได้เข็มแข็งขึ้นเลย แต่กลับ "อ่อนแอและเปราะบางอย่างยิ่ง"

- ศัตรูไม่ได้มี "อุดมการณ์ที่สูงส่งเพียงพอ" ที่จะเอาชนะเหนือทักษิโณมิกส์ ได้แล้ว
- ฝีมือบริหารประเทศของศัตรูระบอบทักษิณพิสูจน์ได้ว่าห่วย และประชาชนสิ้นหวัง
- ศัตรูไม่ได้มีอะไรมาขายให้ประชาชนแล้ว นอกจากอำนาจปืน
- ศัตรูอ่อนแอลงในทุกแนวรบ เพียงหวังพึ่งอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ เท่านั้นที่จะทำให้ตนเองชนะเลือกตั้ง ซึ่งหากชนะก็เป็นชัยชนะที่ไม่ยืนยง
- ศัตรูของทักษิณที่อ้างจริยธรรมสูงส่ง พิสูจน์ในหลายเรื่องว่า ด้อยจริยธรรม และไม่ได้สูงส่งอย่างที่คิด แต่ฝีมือบริหารประเทศชาติ กับห่วยกว่าอย่างยิ่ง

สำหรับ ระบอบทักษิณ ประเมินในหนึ่งปีที่ผ่านมา

- ระบอบทักษิณ ตั้งตัวได้จากการถูกรุกไล่ทำลายล้างได้แล้ว และสามารถยันการรุกไล่นั้นได้แล้ว
- ระบอบทักษิณไ ม่ได้เสียขวัญ แตกกระจัดกระจาย แต่กลับรวมตัวกันได้ และพร้อมตีโต้แล้ว
- ฐานการเมืองของระบอบทักษิณ ไม่ได้เสื่อมทรามลงแต่อย่างใด

วันนี้ระบอบทักษิณกลับตั้งตัวได้เร็วกว่าที่ผมคิด แม้จะยังไม่สามารถยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินกลับมาได้ แต่ก็พ้นภาวะที่จะถูกทำลายล้างได้แล้ว และรอวันที่จะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมแล้ว ในแง่มวลชนก็ไม่ได้ด้อยลงแต่อย่างใด

ส่วน "ศัตรูระบอบทักษิณ" นั้น ทิ้งไพ่ตายหมดทุกตัวแล้ว แต่ไม่สามารถกำจัดระบอบทักษิณได้

ส่วนระบอบทักษิณนั้น "ยังมีไพ่อีกหลายตัวที่เล่นได้" และหน้าตักมีมากมายเหลือเฟือ

สถานการณ์การรบอยู่ในขั้น "ยันกันทางยุทธศาตร์แล้ว" จากสถานการณ์ที่ถูกตีกระจัดกระจาย กลับรวมตัวกันได้ และสามารถยันการรุกได้แล้ว และเริ่มตีโต้ในหลายแนวรบแล้ว รวมพลได้แล้ว

สถานการณ์สงครามทางการเมืองแบบนี้ผมถือว่าอยู่ในขั้นที่น่าพึงพอใจ

ปล. ผมเป็นคนใจเย็น หากไม่สุกงอมทางยุทธศาสตร์ การรุกไล่ศัตรูก็ไม่มีประโยชน์ เพราะศัตรูไม่ได้ตายจริง ดังนั้นผมจึงใจเย็นรอได้ หนึ่งปีที่ผ่านมา กลับสามารถยันการรุกได้ ผมถือว่า ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง

วิธีทำลายล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซากมีอย่างเดียวคือ "ต้องทำให้ดีกว่า ท่านนายกฯทักษิณเคยทำเอาไว้" ดูเหมือนว่า ชนชั้นนำไทย จะทำไม่ได้ครับ ดังนั้นผมจึงหมดห่วง เรื่องอาวุธที่พวกนั้นจะใช้ทำลายระบอบทักษิณแล้วครับ มันไม่มีประสิทธิภาพอะไรเลยครับ

Human Rights Watch ประณาม 1 ปี รัฐประหารทำลายสิทธิเสรีภาพคนไทย

ที่มา เวบไซต์ประชาไท และ เวบไซต์ htw.org
22 กันยายน 2550

ประชาไท : เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2550 องค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรท์ วอทซ์ (Human Rights Watch) ได้ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลเผด็จการของไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีการทำรัฐประหาร โดยได้ชี้ให้เห็นกับสภาวการณ์หลังรัฐประหาร 1 ปีที่ผ่านมานั้นว่าสถานการณ์ทางด้านเสรีภาพของคนไทยแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ิจึงมีการเรียกร้องให้ประเทศไทยดำเนินการจัดการเลือกตั้งที่จะถึงนี้อย่างโปร่งใสและเสรี

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการคงกฎอัยการศึก และสิ่งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในด้านสิทธิมนุษยชนในสมัยที่ทักษิณยังเป็นนายก เช่น ปัญหายาเสพย์ติดและความรุนแรงในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ในยุคทักษิณ ประเทศไทยมีปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันมันจะมากกว่านั้นเสียอีกเพราะมีการรัฐประหาร” แบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการ ฮิวแมนไรท์วอทซ์ ประจำเอเชียกล่าว

“กฎอัยการศึกยังคงประกาศใช้ในหลายพื้นที่ของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นสื่อต่างๆ ยังคงถูกจำกัด รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภาคส่วนต่างๆ ในขอบเขตการบริหาร การปกครอง กำลังเอื้อให้กับคณะทหาร”

รวมถึงการกล่าวประณามการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาว่าเป็นการสนับสุนนโดยทหาร ที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยนั้นมีลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยที่อ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวน ส.ส., การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น และการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง

“ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ มันจะทำให้ประเทศไทยถอยหลังเข้าคลองไป” อดัมส์กล่าว

และถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะรับประกันถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อ แต่รัฐบาลกลับมองเห็นความสำคัญขั้นพื้นฐาน ของประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเล็ก ที่เห็นได้ชัดคือหลังจากเกิดรัฐประหาร ได้มีการคุกคามสื่ออย่างหนัก ทหารยังคงตรึงกำลังไว้ที่สถานีโทรทัศน์ T-iTV อดีตสถานีโทรทัศน์ของครอบครัวชินวัตร

บ่อยครั้งที่สคริปต์ข่าวและรายการของ T-iTV มักถูกบังคับให้นำเสนออะไรก็ตาม ที่มาจากคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือถูกตรวจสอบก่อนออกอากาศด้วยเช่นกัน วิทยุชุมในภาคเหนือและภาคอีสาน ถูกระงับการออกอากาศในช่วงรัฐประหารใหม่ ๆ หลังจากนั้น มีการผ่อนปรนให้ออกอากาศได้ แต่ไม่มีการวิพากษ์- วิจารณ์คณะทหาร --- การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อเกิดขึ้นทุกหัวระแหง

ตั้งแต่ 19 ก.ย. ปีที่แล้ว รัฐบาลได้พยายามจะปิดปาก การวิพากษ์-วิจารณ์จากโลกไซเบอร์ เวบไซต์การเมืองฝ่ายตรงข้ามกับการรัฐประหารถูกบล็อก หรือไม่ก็ถูกปิดลงไปอย่างมากมาย รวมถึงการพยายามเฝ้าติดตามของฝ่ายรัฐ ในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์-วิจารณ์อย่างเสรี ในเวบบอร์ดยอดนิยมของประชาไท และ พันทิป มีการแจ้งเตือน และข่มขู่ทั้งสองเวบไซต์สำหรับการวิพากษ์-วิจารณ์ เรื่องราวที่เกี่ยวพันกับการทำรัฐประหาร รวมถึงมีการออก พรบ. การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาใช้ เป็นการเซ็นเซอร์เสรีภาพบนโลกไซเบอร์อย่างเบ็ดเสร็จ


Thailand: Coup Remains Big Setback for Rights

Promises for Restoration of Democracy Look Bleak on Coup Anniversary

(New York, September 18, 2007) – One year after a military coup that ousted the elected government of Thaksin Shinawatra, Thailand’s military-installed government has taken few steps to keep its promises to protect human rights, Human Rights Watch said today. Prospects for the return to an elected government through free and fair elections remain uncertain.

On September 19, 2006, General Sonthi Boonyaratglin led a bloodless coup, accusing Thaksin of corruption, undermining democracy, and polarizing the country. The military junta – now called the Council for National Security – then established a caretaker government to oversee what they promised to be a quick return to democratic governance. The government promised to end abuses by security forces in the predominantly Muslim south and investigate killings during Thaksin’s crackdown on drugs.

“Thaksin’s contempt for human rights and democracy was evident, but Thailand is worse off because of the coup,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “Martial law remains in many areas of the country, there are greater restrictions on the media, and many key institutions such as the parliament, the Constitutional Tribunal, and the Election Commission have become tools of military rule.”

In August a referendum on a new constitution sponsored by the military-backed government was endorsed by 56.69 percent of voters. Under the new constitution, elected prime ministers will be limited to two terms in office and will be more easily subject to impeachment. The House of Representatives has been reduced from 500 to 400 seats, 320 of which will be directly elected and 80 appointed from party lists. In a blow to democratic representation, direct elections for members of the Senate, which has played a powerful role in checking the power of the executive, will be abolished, with national and provisional committees composed of bureaucrats and judicial officials instead appointing the 150 senators. This appointed Senate will select members of important agencies – such as the National Election Commission, the Counter-Corruption Commission, the Office of Parliamentary Ombudsman, and the National Human Rights Commission.

Human Rights Watch expressed concern about steps being taken by the military to ensure that it retains a greater role than it has under previous elected governments. On September 17, the Council for National Security announced that martial law, which was enforced across the country on the night of the coup, would remain in effect in 27 provinces. In addition to continuing martial law in provinces which share borders with neighboring countries or face security threats from insurgency or cross-border crimes, the Council for National Security aims to use martial law to tighten its grip on Thaksin’s strongholds in the north and northeast. This contradicts Prime Minister General Surayud Chulanont’s promise on September 14 to lift martial law before the general elections. The Council for National Security reportedly feels threatened by the results of the August referendum, in which 62 percent of the voters in the northeast region rejected the military-sponsored charter.

The Council for National Security and the caretaker government of General Surayud Chulanont claim that the restoration of democracy will take place with the promulgation of a new constitution, the holding of general elections (now scheduled for December 23), and the formation of a new government.

“The new constitution is actually a step backwards for Thailand,” said Adams. “The problem in the past has been the inability of democratic institutions to function independently and check the misuse of power by the government and other vested interests, including those of the military. The military-sponsored constitution does not fix that problem, but instead allows key powers to be controlled and manipulated by appointees from the military and bureaucracy at the expense of elected leaders.”

While the new constitution seems to guarantee freedom of expression and media freedom, the caretaker government has shown little regard for these basic rights. Since the coup, the government has actively infringed on press freedom. Soldiers are still placed inside the T-iTV station – until last year owned by the Shinawatra family. Scripts of T-iTV’s famous news and talk programs are often required to be approved by the public relations department of the Prime Minister’s Office before they can be broadcast. Many community radio stations in the north and northeast initially blocked after the coup have since returned to the airwaves, but with decidedly less critical commentary of the military. As a result, self-censorship has become a concern for every newsroom.

Since September 19, 2006, the government has been active in silencing cyber critics and dissidents. Many political websites established in opposition to the coup have been harassed or blocked. The authorities are also monitoring critical opinions and debates on popular the opinion boards of Prachathai ( link1 ) and Pantip.Com ( link2 ). They have issued warnings to both websites that they, too, would be shut down if they failed to remove opinions critical of the military authorities. Freedom of expression on the internet suffers a serious blow with the enforcement of the Computer-Related Offences Act, which has given the authorities impetus to be even more aggressive in policing online content. (For detailed comments on internet censorship since the coup, see “Military-Backed Government Censors Internet” at link 3.)

“To keep their promises to make the upcoming general elections free and fair, the military needs to end martial law and unlawful restrictions on the media and internet,” said Adams.“Otherwise, the military risks a legacy of an unrepresentative parliament and government and the political instability that may follow.”

จดหมายจากชาวบ้านฯ ถึง อ.ฐิตินันท์ : สะท้อนความคิดรากหญ้า ถึงกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า 'ปัญญาชน'

โดย คุณ reallogic
ที่มา เวบบอร์ดพันทิป ราชดำเนิน
22 กันยายน 2550

*** จดหมายถึงอาจารย์ฐิตินันท์ จากชาวบ้านคนหนึ่ง ***

เรียน อาจารย์ฐิตินันท์

ผมได้อ่านข้อเขียนในประชาไทเว็บไซต์ที่คัดมาจากงานเสวนา "ครบรอบ 100 ปี ปริทัศน์รัฐธรรมนูญและกบฏปฏิวัติรัฐประหาร - การเมืองสยามประเทศไทยสมัยใหม่ พ.ศ. 2454-2550" ณ หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 15-16 กันยายน 2550 จัดโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ได้อ่านข้อคิดเห็นของอาจารย์แล้วก็รู้สึกว่า อาจารย์ได้สำนึกถึงความบกพร่องบางส่วน จากการที่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะทางความคิดหรือการกระทำ ที่มีผลทำให้บ้านเมืองประสบปัญหาอยู่ทุกวันนี้

ที่ผมบอกว่า "อาจารย์ได้สำนึกถึงความบกพร่องบางส่วน" ก็เพราะอาจารย์ยังพูดในลักษณะเชิงแสดงความคิดที่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในการดำเนินการของรัฐบาลและคณะรัฐประหาร

อาจารย์ครับ ผมอยากให้อาจารย์นึกทบทวนให้ดีๆ อย่าเที่ยวไปโทษผู้อื่นเลย

ไม่ใช่ว่า ผมจะหมายถึงรัฐบาลและคณะรัฐประหารนี้ดีหรือไม่ได้ทำผิดพลาดอย่างที่อาจารย์ว่า เพราะเหตุการบ้านเมืองมาถึงภาวะย่ำแย่อย่างปัจจุบันนี้ี้ มันเกิดมาจากความผิดพลาดของคนหลายฝ่ายรวมถึงตัวอาจารย์เองด้วยเป็นสำคัญ

อาจารย์กำลังได้มองเห็นปัญหา และเริ่มรู้ว่ามันทำให้บ้านเมืองแย่ลง

เสียแต่ว่าอาจารย์ก็ยังมองเห็นว่า เป็นความผิดพลาดและบกพร่องของคนอื่นอยู่ดี

ยังมีอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี อีกคนหนึ่ง ที่ออกมาแสดงความเห็นในเชิงตำหนิ หรือชี้ให้เห็นความผิดของผู้อื่นอาจารย์ธีรยุทธให้คะแนนรัฐบาล, คมช., คตส. และหน่วยงานอื่นๆ ว่าทำได้ไม่ดี และไม่ค่อยดี หรือบางหน่วยดีมากในความรู้สึกของเขา

ผมกลับเห็นว่าอาจารย์ธีรยุทธเอง ไม่เคยให้คะแนนในความบกพร่องของตัวเองเลย กลับเที่ยวไปบอกว่าคนโน้นยังทำไม่ดี ทำไม่ได้

ผมไม่รู้ว่านี่เป็นวิธีที่ใช้กันเป็นปกติของพวกเหล่าอาจารย์ ที่จะออกตัวโดยโยนความผิดไปให้คนอื่นหรือไม่

ผมเสียดายจริงๆ ที่เหตุการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้ ประเทศชาติของเราสูญเสียโอกาสครั้งยิ่งใหญ่

ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่กำลังจะดำเนินต่อไป "นอกจากถอยหลังแล้ว ยังเหยียบหางตัวเองอีก"

โลกทุกวันนี้แค่ประเทศชาติย่ำเท้ากับที่ ก็เสียหายมากแล้ว นี่นอกจากถอยหลังแล้ว ยังเหยียบหางตัวเองให้เจ็บปวดหนักขึ้นไปอีก

ผมอยากชี้ประเด็น ให้อาจารย์ย้อนกลับไปคิดถึงข้อคิดของอาจารย์ที่ผมได้อ่านมา ดังนี้ครับ

อาจารย์ว่า- รัฐบาลผิดพลาด เอาคนแก่ที่ไม่สดใหม่มาทำงาน แก้ปัญหาที่ซับซ้อนไม่ได้ จึงล้มเหลวเสียเป็นส่วนใหญ่

ผมอยากบอกว่า รัฐบาลนี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีกลุ่มคนที่มีความต้องการยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนครับ อาจารย์ว่าการรณรงค์โค่นล้มทักษิณ เป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร และมันไม่คุ้ม ต้นทุนสูงมาก ผมอยากบอกอาจารย์ว่า การรณรงค์โค่นล้มทักษิณ มันไม่ใช่เหตุของการรัฐประหารหรอกครับ แต่การรณรงค์โค่นล้มทักษิณ มันเป็นกระบวนการแรก ที่วางแผนให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างกระแสให้ทำการรัฐประหารได้สะดวก โดยลดการต่อต้านให้น้อยที่สุด ตัวอาจารย์ พวกสื่อ และประชาชน ที่พวกเขาชักจูงได้ เป็นพวกที่เขาหลอกใช้เป็นเครื่องมือไปสู่ความสำเร็จของการยึดอำนาจอธิปไตย ไปจากมือของประชาชนเท่านั้นเองครับ

อาจารย์ว่า - คณะรัฐประหาร ล้มเหลว เพราะมีอำนาจล้นฟ้าจะทำอะไรก็ได้กลับลังเล ประชาชนฉลาดขึ้นคุมได้ยาก ทหารคุมไม่ได้ ทำไม่เป็น และไม่หาคนเป็นมาทำ ในขณะที่มีความคาดหวังจากสังคมสูง

ผมอยากบอกว่า หลังจากการรัฐประหาร อาจารย์และพวกที่โดนหลอกให้ตั้งความคาดหวังไว้ว่า จะได้รัฐบาลในอุดมคติ อยากเห็นการทำลายล้างฝ่ายที่โดนปั่นหัวมาว่าชั่วร้าย ให้สิ้นซากดับสูญไป อยากเห็นรัฐบาลในอุดมคติที่มีจริยธรรม มีคุณธรรม มีแต่คนดี ๆ ทำงานเก่ง ๆ ให้สังคมได้เห็นว่า กลุ่มที่ร่วมรณรงค์โค่นล้มเป็นฝ่ายถูกต้อง ประสบความสำเร็จเหมือนดังที่เขาหลอกมาว่าทำได้ไม่ยาก ถ้ารักชาติรักสถาบัน เมื่อไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และเริ่มเห็นความหายนะที่กำลังก่อตัวขึ้น ก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด ตัวเองก็เริ่มเดือดร้อนไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร วิธีที่ดีที่สุดที่จะพอเป็นหนทางรอดในสังคมได้ก็คือ ออกมาตำหนิว่า มันไม่ใช่อย่างนี้ ทำกันไม่ถูก ทำกันไม่ดี ถ้าเกิดการหายนะมันไม่เกี่ยวกับตนนะ

อาจารย์ว่า - คณะรัฐประหารไม่ยอมดึงไทยรักไทยมาเป็นพวก ไม่สานต่อนโยบายในส่วนที่คนชอบ ปฎิเสธทุกอย่างที่ทักษิณทำ เลยทำให้ถอยหลังกลับไป 15 ปี

ผมอยากบอกว่า หัวข้อนี้ก็เป็นข้ออ้างอย่างที่ผมว่าไว้ คือที่ทำอยู่น่ะมันไม่ถูก มันต้องอย่างโน้นซิ มันต้องอย่างนี้ซิ แต่จริง ๆ แล้วมันผิด ตั้งแต่ไปเปิดประตูบ้านให้โจรมันเข้าบ้านมาแล้วครับ พอโจรเข้าบ้านได้แล้ว จะไปบอกว่าให้เอาแค่นี้ซิ อย่าเอาอันโน้นนะ อย่าเอาอันนี้นะ อย่าข่มขืนลูกสาวผมนะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ แต่อย่าไปขู่ว่า วันหลังผมจะไม่เปิดประตูบ้านให้เข้ามาอีกแล้วนะ เพราะถ้าผมอยู่ข้างบ้านได้ยินแล้ว คงหัวร่อมิออกร้องไห้ไม่ได้เป็นแน่แท้เลยทีเดียว

อาจารย์ว่า - ทิศทางหลังลงประชามติและหลังเลือกตั้ง แม้จะรับร่างแต่มันเป็นความสำเร็จชั่วคราว จะมีความระส่ำระสาย เกิดคลื่นใต้น้ำอยู่นานหลายสิบปี

ผมอยากบอกว่า ความคิดเห็นอันนี้ของอาจารย์ก็มีเหตุมีผลดีครับ ความผิดและผลที่เกิดนี้ ต้องช่วย ๆ กันรับผิดชอบนะครับ

อาจารย์ว่า - หลังการลงประชามติ ได้เห็นถึง และเห็นด้วยว่า ทหารจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทหารจะฝังรากลึกในระบอบการเมือง และยังจะมีการรัฐประหารอีก ถ้ารัฐบาลกลับไปสู่ระบบน้ำเน่า มีการต่อรอง การฮั้วกันของนักการเมือง

ผมอยากบอกว่า อาจารย์กำลังขู่คนในบ้านว่า พวกโจรมันจะมาตั้งรกรากอยู่ที่บ้าน ไม่ยอมออกไปแล้วนะ หรือไม่ก็พวกโจรมันจะกลับมาอีก ถ้าขืนคนในบ้านยังทำอะไรไม่ดี ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นคนดี มีจริยธรรมกัน แต่ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ โจรมันเข้ามาได้ ก็เพราะคนในบ้านไปเปิดประตูให้พวกมันต่างหากครับ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มันน่าจะคล้ายกับกรณีที่ลัทธิ "โอมชินริเกียว" แพร่ขยายในญี่ปุ่น คนหลากหลายที่มีความรู้ความสามารถ ถูกมอมเมาและชักจูง จนหลงเชื่อในลัทธิ ถึงขนาดสามารถไปสังหารคนบริสุทธิ์ในสถานีรถไฟใต้ดินได้

อาจารย์รู้สึกเหมือนผมไหมครับว่าทุกวันนี้ รายการทีวีต่างๆในบ้านเรา มันดูแตกต่างจากเมื่อก่อนไปมาก มีการโฆษณาชวนเชื่ออย่างมาก มีเรื่องเชื้อชวนให้ลุ่มหลงในไสยศาสตร์มากขึ้น พิธีกรและผู้สื่อข่าว ต่างเห็นดีเห็นชอบไปกับการรัฐประหาร พยายามจะบอกว่า กำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ยังโจมตีและกล่าวหาทักษิณอยู่แทบทุกวัน ทุกสถานี บางคนใส่อารมณ์โกรธแค้นชิงชังทักษิณ ยิ่งกว่าฆาตกรอุกฉกรรจ์เสียอีก อาจารย์ว่ามันผิดปกติไหมครับ ผมว่าอาการเหล่านี้น่าจะเป็นเหมือนพวกโรคจิต ที่ถูกมอมเมาจนทำอะไรก็ได้เพื่อลัทธิของตัวเอง เหมือนพวก"โอมชินริเกียว" ที่ฆ่าได้แม้แต่เพื่อนร่วมชาติเดียวกัน อย่างเชื่อมั่นในเหตุผลของตนเอง ที่คิดว่าถูกต้องแล้ว ดีแล้ว

ที่ผมเขียนมาเสียยืดยาวนี้ ด้วยส่วนลึกของใจจริงแล้วอยากบอกให้อาจารย์ทราบว่า ผมชาวบ้านคนหนึ่งมีความคิดเห็นอย่างไร อาจมีหลายส่วนที่เห็นไม่ตรงกับอาจารย์ หรือไม่ถูกต้องในความคิดของอาจารย์ ก็ขออภัยด้วยครับ แต่ที่กล้าเขียนมาแสดงความคิดเห็นกับอาจารย์ ก็เพราะผมมีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ความคิดเห็นของทุกคนก็มีความสำคัญต่อสังคมได้เท่าๆกัน เหมือนกับที่ทุกคน ก็มีหนึ่งคะแนนเสียงเท่ากันเมื่อไปออกเสียงเลือกตั้ง

อาจารย์ว่าถูกต้องไหมครับที่ว่า "ในระบอบประชาธิปไตยแบบยั่งยืน ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน" จริงๆแล้วผมอยากเขียนจดหมายถึงอาจารย์อีกหลายๆท่าน อาทิเช่น อาจารย์ธีรยุทธ อาจารย์เสรี ฯลฯ พูดถึงอาจารย์หลาย ๆ ท่าน อาจารย์สังเกตุไหมครับว่า ทำไมเดี๋ยวนี้อาจารย์แม่ไม่มีภาพปรากฎในทีวีเลยครับ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมเห็นความผิดปกติในทีวีปัจจุบัน อีกอย่างที่อยากคุยกับอาจารย์ด้วยใจจริง คือ ไม่มีใครถูกต้องหรือดีพร้อมทั้งหมดหรอกครับ ที่สำคัญคือเราควรรู้จักให้อภัยกัน ให้โอกาสในการแก้ไขสิ่งบกพร่องที่เกิดขึ้นแก่อีกฝ่าย ทุก ๆ คนเกิดมาบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ถ้ายังจงเกลียดจงชังกัน คิดจะทำลายล้างกันแล้ว เราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟังครับ

สุดท้ายนี้ ขอให้อาจารย์มีความสุข และได้ใช้วุฒิภาวะ รวมถึงความรู้ความสามารถ ในการสร้างสรรค์ให้บุตรหลานในสังคมไทย ได้เจริญเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เพื่อที่จะพัฒนาชาติไทยของเราให้เจริญก้าวหน้าทันอารยประเทศ และอยู่ร่วมในสังคมโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ และมีสง่าราศรี

จาก
ชาวบ้านคนหนึ่งที่ถูกปล้นประชาธิปไตยไปโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่


ปล. ผมลืมบอกอาจารย์ไปอีกเรื่องหนึ่งครับ หลังจากที่คณะรัฐประหารยึดอำนาจแล้ว ทำให้บ้านเมืองสูญเสียทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ขาดความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและนอกประเทศ ทำให้บ้านเมืองแตกแยกแบ่งขั้วชัดเจนหนักขึ้นไปอีก รวมถึงทำให้ความเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมของบ้านเราสูญเสียไป ที่สำคัญคือ พยายามที่จะชักนำให้ประชาชน ไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนเผด็จการ หรือพยายามที่จะสลายพรรคการเมืองเก่าที่ตนไปยึดอำนาจมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมทนรับความอยุติธรรม และความไม่ถูกต้องไม่ได้ ผมจึงไปสมัครเป็นสมาชิก "พรรคพลังประชาชน" เพื่อแสดงให้เหล่าเผด็จการได้รับรู้ว่า ประชาธิปไตยต้องมาจากพลังของประชาชน เลือกโดยประชาชน

คลิ๊ปที่กำลังทำให้ Youtube ในไทยโดนบล็อค

The Crisis of Siam I : Defame the King
10:42 minutes
From:
iunknown79

The Crisis of Siam II: Eliminate the Heir
06:06 minutes
From:
iunknown79

วันศุกร์, กันยายน 21, 2550

คำคมประจำวันนี้ 21/9/50

“จารุวรรณ”ฟัน“ระบอบทักษิณ” ประเดิม"ซีทีเอ็กซ์”เป็นเรื่องแรก
โดย คม ชัด ลึก วัน พฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2549 16:00 น.

“จารุวรรณ”เดินหน้าตรวจสอบ “ระบอบทักษิณ” ประเดิม"ซีทีเอ็กซ์” คดีแรก มั่นใจมีคนผิดแน่ สอบย้อนหลัง กล้ายาง แอร์พอร์ตลิงค์ ชื่นชมคณะปฎิรูปฯ หวังดีต่อประเทศ ไม่คิดถึงผลประโยชน์ตัวเอง

"เรื่องใหญ่ที่จะต้องออกมาใน 1-2 วันนี้คือ ซีทีเอ็กซ์ เราสรุปผลเสร็จแล้วเหลือแค่กลั่นกรองคำพูดเล็กน้อย เรื่องซีทีเอ็กซ์อยากจะให้ทันในสัปดาห์นี้

แต่บอกตรง ๆ ว่าทุกเรื่องสำคัญหมด เงินมันเยอะเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท แต่เรื่องซีทีเอ็กซ์ตอนนี้พร้อมสุด มั่นใจว่าเอาผิดได้แน่นอน” ผู้ว่าการ สตง. กล่าว

วันพฤหัสบดี, กันยายน 20, 2550

"ความสามัคคีของคนในชาติ" ไม่สำคัญเท่ากับ "ความยุติธรรมในแผ่นดิน"

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ดพันทิป ราชดำเนิน
20 กันยายน 2550

ไม่มีบ้านเมืองใดสงบได้หากขาดความยุติธรรม และมีการตามล้างตามผลาญฝ่ายตรงข้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กลับเรียกร้องความสามัคคีทั้งๆ ที่มือยังถือดาบไล่สังหารฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่หยุดยั้ง

ความสามัคคี เป็นผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความยุติธรรม เมื่อขาดความยุติธรรมในสังคม แต่พยายามเรียกร้องความสามัคคี เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมา "ยอมสยบใต้แทบเท้าของตน" สิ่งนี้ไม่ใช่ความสามัคคีแต่เป็น สยบราบคาบแก้ว

สังคมสมัยใหม่ น้อยคนนักที่จะยอมสยบราบคาบให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่า "สังคมไทยจะเกิดความสามัคคีกันได้" หากไม่นำเอาความยุติธรรมกลับคืนมาสู่แผ่นดินก่อน

ความยุติธรรมนั้นไม่ใช่สักแต่ปากพูด หรือการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันต้องให้ฝ่ายตรงข้าม ยอมรับอย่างยินยอมพร้อมใจว่า "เขาได้รับความยุติธรรมแล้ว" เพราะหากเขาคิดว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม "ความยุติธรรมก็ยังไม่กลับคืนมาสู่แผ่นดิน" นี้

ผมไม่เชื่อว่า ประเทศไทยจะเกิดความสามัคคีได้ และผมไม่เชื่อว่า "ใคร" จะทำให้เกิดความสามัคคีได้ และผมไม่ได้หวังกับ "ใคร" ที่จะสร้างความสามัคคีในแผ่นดินได้

หากแผ่นดินยังไม่มีความยุติธรรม แผ่นดินนี้ก็ยังไร้ซึ่งความสามัคคี

หากยังคิดจะกำจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ตราบนั้น "ความแตกแยก" ก็ยังคงอยู่ในแผ่นดินนี้ เพราะระบอบทักษิณนั้น มีฐานมวลชนจำนวนมากสนับสนุน การกำจัดระบอบทักษิณคือ การกดหัว ความหวังของคนจำนวนมาก ทำให้คนนับสิบล้านรู้สึกว่า "พวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรม" และไม่มีเสรีภาพในการที่เขาจะเลือกคนที่เขาชอบ คนที่เขารัก

เมื่อคนนับสิบล้านรู้สึกว่า "แผ่นดินนี้ไม่ยุติธรรม" ความแตกแยกก็ยังคงยากที่จะประสาน

และผมไม่เชื่อว่าจะมี "เทพเจ้าองค์ใด" สร้างความสามัคคีให้คนไทยได้ ยกเว้น "เทพเจ้าองค์นั้น" จะบันดาลให้ความยุติธรรมกลับคืนมาสู่แผ่นดินก่อน

เมื่อความยุติธรรมกลับคืนสู่แผนดินแล้วความสามัคคีของคนในชาติจะบังเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

ผมเห็นมีคนพยามเรียกร้องให้คนไทยสามัคคีกัน และหวังอย่างลมๆ แล้งว่า "ใครบางคน" จะนำความสามัคคีมาสู่แผ่นดินได้

ผมไม่เชื่อว่า ท่ามกลางสังคมที่ขาดความยุติธรรม จะมีใครสามารถสร้างความสามัคคีได้

ใครคนนั้นต้องนำความยุติธรรมกลับมาก่อน

บทความ: จับตาให้ดีมีใครบางคนกำลังจะกลับมา

โดย เจมส์
ที่มา เว็บบอร์ดกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
ภาพประกอบโดย มังกรดำ
20 กันยายน 2550

แขวนพรั่ง บังเกษียณ เปลี่ยนแม่ทัพ จับตาให้ดีมีใครบางคนกำลังจะกลับมา

ขอแสดงความยินดีกับ พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร กับตำแหน่งใหม่ เป็นการเลื่อนยศและถือเป็นความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานและชีวิตราชการอีกครั้งหนึ่ง

ขอแสดงความยินดีกับการเกษียณอายุราชการของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่ได้เกษียณอายุราชการในตำแหน่งแม่ทัพ ทั้งที่จริงถ้าท่านไม่ฉีกรธน.40 ป่านนี้ท่านต้องไปนั่งตบยุง เกาคางแคะขี้มูกที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ เพราะท่านพลเอกสนธิ ถูกคำสั่งปลดผ่านการออกอากาศจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในคืนวันที่ 19 กันยา 49 ก่อนที่ท่านจะยึดอำนาจสำเร็จ

ถ้ายึดอำนาจไม่สำเร็จ ท่านจะเป็น ผบ.ทบ.ได้อย่างไรเพราะถูกปลดออกไปก่อนแล้ว และที่จริง 1 ปีที่ผ่านมาถ้าว่ากันตามกฏหมายเดิม ตาม รธน.เดิม ท่านเกษียณในตำแหน่ง ผบ.ทบ.นี่ถือว่าน่าจะเป็นโมฆะ และน่าจะถูกเรียกเงินค่าตอบแทนและเงินประจำตำแหน่ง เกือบเดือนละ แสนสองคืนเข้าคลังหลวงด้วยซ้ำไป

เอาล่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ในเมื่อท่านยึดอำนาจสำเร็จ ท่านชนะ ท่านก็ต้องเป็นฝ่ายถูก ไม่รู้จะเอากฏหมายอะไรมาเอาผิดท่านเพราะมันถูกฉีกไปหมดแล้ว และ รธน. 50 ที่มีฐานเสียงของประชาชนกว่า 14 ล้านเสียงก็ให้ความชอบธรรมแก่พวกท่านตามมาตรา 309

ณ บรรทัดนี้ ผมขอแสดงความยินดี กับ ท่านอนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ได้ขึ้นมากุมบังเหียนเป็นแม่ทัพของกองทัพบก กองทัพที่ทรงอำนาจที่สุดใน 4 เหล่าทัพของชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท่านอนุพงษ์ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพแห่งสยามประเทศ ผู้นำตัวจริงที่มีขุมกำลังสูงสุด แม้ว่าโดยตำแหน่ง ผบ.ทบ.ตามสายงานจริงๆจะเป็นรองกว่าและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ ผบ.สูงสุด ปลัดกระทรวงหรือแม้แต่ รมต.กลาโหม แต่ในข้อเท็จจริงของวัฒนธรรมแบบไทยๆ ใครมีปืน คนนั้นต่างหากมีอำนาจ

พลเอกสนธิ กำลังจะเป็นกลายสภาพเป็นพลเรือน การมอบตำแหน่งให้รุ่นน้องอย่างอนุพงษ์ บังธิคงเบาใจได้แล้วว่าจะไม่ถูกแว้งกัดในภายหลังแล้วจึงกล้ามอบให้

ก็หวังว่าท่านบังธิคงจะไม่โดนแทงข้างหลังเหมือนกับที่ท่านเคยทำไว้กับใครบางคนที่ท่านเคยเป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่

ผมวิเคราะห์ว่าในเมื่อท่านอนุพงษ์ขึ้นมา พรั่งหมดสภาพ แป๊ะลิ้มหมดที่พึ่งพิง บ้านเมืองเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง หลายสิ่งหลายอย่างกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์พลิกไปมาหลายตลบ โอกาสเกิดการรัฐประหารซ้อนเริ่มลดน้อยลง เพราะฝ่ายเผด็จการเองก็รู้ซึ้งแล้วว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองในทิศทางนั้นได้แน่

ถ้ากล้าทำอีกครั้งขึ้นมาจริงๆ บ้านนี้เมืองนี้จะไม่เหลืออะไรอีกเลย ที่ผ่านมามันก็ทรุดมาตั้งแต่ปลายปี 48 ตั้งแต่มีการก่อตัวของม๊อบพันธมิตรที่เอาแต่ประท้วงจนบ้านเมืองวอดวายและบายปลายจนเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งมันได้สร้างความเสียหายมหาศาลมาจนถึงบัดนี้

เผด็จการรู้ซึ้งแล้วว่า ข้อมูล สนธิ ลิ้ม คือ คำหลอกลวง เผด็จการรู้แล้วว่า รธน. 50 คือ สุดยอดแห่งความเละเทะ เผด็จการรู้แล้วว่า ถ้ายังดันทุรังเชื่อน้ำคำ คตส. ระบบกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองนี้จะถูกทำลายอย่างสิ้นซาก

จากคำพูดของจักรภพ เพ็ญแข แกนนำนปก.บนเวทีเนื่องในวาระครบ 1 ปี ของการทำรัฐประหาร 19 กันยา คนที่เพิ่งกลับมาจากลอนดอนและได้มีโอกาสพูดคุยกับอดีตผู้นำอัศวินคลื่นลูกที่ 3 ความมั่นใจอันสูงสุดของกลุ่มไทยรักไทยได้ถูกนำมาเปิดเผยบนเวทีแห่งนี้

กลุ่มไทยรักไทยและอำนาจเก่าเชื่อมั่นในชัยชนะอันใกล้ พวกเขาเชื่อมั่นการต่อสู้บนเวทีเลือกตั้งทั่วไป พวกเขาเชื่อมั่นว่า ณ วันนี้ "ธงพลังประชาชน" เป็นธงที่ใหญ่ โดดเด่นและน่าเกรงขามที่สุด จนป้อมค่ายศัตรูยังหวาดผวา

ฝ่ายตรงข้ามหลายคนเริ่มเครียด หลายป้อมค่ายยังตกลงเรื่องตัวหัวหน้าพรรคไม่ได้ ป่านนี้แล้วการจับมือแบ่งขั้วยังไม่เสร็จสรรพ บางค่ายบางพรรคเริ่มใช้กลวิธีเก่าเล่าเหตุการณ์ตามหลักฐานเท็จ

ที่แย่ไปกว่านั้น แต่ละชื่อแม่ทัพที่แต่ละค่ายเสนอออกมา ไม่ว่าชื่อของ ดร.ซุป คุณสุรเกียรติ์ พลเอก ชวลิต หรือใครคนอื่นๆ เอาเข้าจริงกินชื่อ "สมัคร สุนทรเวช" คนจริง ตัวจริง ยังไม่ลงด้วยซ้ำไป

อย่างนี้ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงชื่อไดโนเสาร์ยุคจูราสสิคอย่าง เสนาะโตซอรัส สนั่นเทอราโนดอน พวกนี้ยิ่งไม่มีโอกาสจะรอดได้ด้วยซ้ำ จะได้ ส.ส.เกิน 5 คนหรือเปล่าเถอะ

ณ เวลาและสถานการณ์เช่นนี้ ยังไม่เห็นมีใครที่ยิ่งใหญ่พอที่จะโค่นพลังประชาชนลงได้แม้แต่ป้าแมรี่

ผมวิเคราะห์และฝากไปถึงนักเลือกตั้ง นักกินเมืองทั้งหลายว่า ถ้าคุณพกแบรนด์บรรหาร แบรนด์ชวน แบรนด์สะตอ แบรนด์มาร์คโมเดส ไปลงเลือกตั้งพวกท่านก็ล้างคอรอดาบจากประชาชนได้เลย รอดยากจริงๆ

ถ้าพรรคไม่ส่งคุณลงเลือกตั้งในเขตภาคใต้หรือในจังหวัดสุพรรณบุรี รับรองว่าคุณจะเหนื่อยยิ่งกว่าลากโอ่งราชบุรีขึ้นยอดเขาเอเวอร์เรสต์

คำพูดจักรภพเมื่อคืนนี้หากได้ฟังคงรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่เทไปให้"สมัคร" แต่แท้จริงส่งนัยยะไปถึงคนแดนไกล

พรรคพลังประชาชน ลั่นกลองศึก ขึ้นคัทเอาต์ เอาตัวเองเป็นนอมินีของอำนาจเก่า นอมินีแห่งความสำเร็จ นอมินีของคนยากคนจน นอมินีของคนชื่อ"ทักษิณ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีคนที่ 23ของประเทศไทย คนที่พลิกประเทศนี้ให้ก้าวสู่เวทีโลกของจริง นอมินีที่แท้จริงของคนรากหญ้า นอมินีของประชาชนคนยากจน ที่ไม่ได้บอกให้คนไปพอเพียงแต่ปากเหมือนพวกขิงแก่

ปี่กลองรัวดังกังวาน ป้อมค่ายสุดแข็งแกร่ง เสบียงกรังน้ำเลี้ยงที่เพรียบพร้อม กองทัพที่เปี่ยมไปด้วยระบบการจัดการที่ดีที่สุดเหนือกว่าใคร ภายใต้การคุมทัพของแม่ทัพใหญ่ที่กรำศึกมาตลอดชีวิตนักการเมืองอย่าง"สมัคร สุนทรเวช"

และที่สำคัญไปกว่านั้น ภายในเงาของ"สมัคร" ภายในร่มเงาของไม้ใหญ่ที่บังแดดบังฝนให้"พลังประชาชน" ภายในเงาเหล่านั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน

นั่นคือเงาของ " พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร "

ใครบางคนกำลังจะกลับมา

จาตุรนต์ ฉายแสง : ปาฐกถาอนาคตการเมืองไทย จากนี้ไปคือ "วิกฤต" ที่รออยู่

โดย ประชาไท
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
20 กันยายน 2550

วันครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 เครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตย จัดงานปาฐกถาครบรอบ 1 ปีหลังรัฐประหาร เรื่อง “อนาคตการเมืองไทย : วิกฤตที่รออยู่” ณ โรงแรมสยามซิตี้ โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นองค์ปาฐก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวถึงบทเรียนที่พบในช่วง 1 ปีที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อ 19 กันยาว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แท้จริงแล้วก็คือปัญหาการเมืองไทยในช่วงหลายสิบปี คือ มีคณะบุคคลที่ไม่ต้องการให้เกิดพัฒนาการในระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้ประชาชนปกครองตัวเอง แต่ต้องการเป็นผู้กำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองด้วยตนเอง โดยมีกำลังหลักคือข้าราชการประจำซึ่งนำโดยทหาร

เขากล่าวว่า มีประเด็นที่น่าเสียดาย คือ การย้ายข้างของพลังประชาธิปไตย ปัญญาชนจำนวนหนึ่งย้ายข้างจากระบบประชาธิปไตยไปสู่เผด็จการ ทั้งยังดึงเอาฝ่ายตุลาการเข้าไปเสริมความเข้มแข็งของระบอบคณาธิปไตย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดพัฒนาการที่ 'สื่อมวลชน' แสดงบทบาทเป็นผู้กำหนดความเป็นไปในบ้านเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ทางการเมือง โดยมีบทบาทในการค้ำจุนสิ่งที่เป็นอยู่และสิ่งที่เป็นไป

นายจาตุรนต์กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองไทยว่า หลังการเลือกตั้ง หากไม่ใช่รัฐบาลที่อ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจครั้งใหม่ ก็อาจจะมีผลอีกแบบคือ เป็นรัฐบาลจากพรรคการเมืองใหญ่พรรคเดียว ซึ่งก็อาจจะได้รับการไม่ยอมรับในพันธมิตรและ คมช.เดิม

“มันจะเกิดภาวะการเมืองที่ไม่สมดุล ไม่ว่าแบบไหนก็จะเกิดความขัดแย้งอยู่ ยังไม่ลงตัวอยู่ ประเทศจะยังไม่เกิดศักยภาพในการพัฒนาต่อไป”

แต่นายจาตุรนต์ ได้กล่าวถึงคุณค่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ว่า มีสิ่งที่ทำลายไม่ได้ คือประสบการณ์การเรียนรู้ของประชาชน ที่เรียนรู้ว่า ระบบรัฐสภา ระบบการเลือกตั้ง เรื่องพรรคการเมือง เรื่องนโยบายพรรค มีประโยชน์กับประชาชนอย่างไร เรื่องนี้ยังทำลายไม่ได้ และสะท้อนออกจากประชามติ และเชื่อว่า จะสะท้อนออกมาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น นายจาตุรนต์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานทุกส่วนมีความเป็นกลาง และประกาศท้าว่า คมช.ควรจะออกมาประกาศว่า ตนเองจะเป็นกลางในการเลือกตั้ง และ คมช.ควรจะประกาศยกเลิกคำขอแกมบังคับที่มีต่อสื่อมวลชนทุกแขนงไม่ให้เสนอข่าวบุคคลหรือพรรคการเมืองใด

ยิ่งไปกว่านั้นคือ ผบ.ทบ. เมื่อเข้ามารับตำแหน่งใหม่แล้ว ก็ควรจะนำบรรดาผู้นำของตัวเองกลับกรมกองให้หมด และต้องประกาศเป็นกลางในการเลือกตั้ง

“ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ควรจะส่งเสริมให้ประชาชนเลือกพรรคการเมือง เลือกนโยบายพรรคการเมือง ให้ความสนใจกับพรรคการเมือง ไม่ใช่ขึ้นคำขวัญแบบเดิม เช่น เลือกตั้งทั้งที ต้องเอาคนดีเข้าสภา มันไม่พัฒนาไปไหน” นายจาตุรนต์กล่าว

ภายหลังการเลือกตั้ง ต้องมุ่งไปที่การแก้รัฐธรรมนูญขนานใหญ่โดยเร็ว ไม่ใช่บอกว่า ก็ให้บริหารไปสัก 4-5 ปีค่อยแก้ และควรสรุปบทเรียนทางตรงของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา เรียนรู้ความเสียหายที่เกิดจากการปกครองระบอบเผด็จการ หรือประชาธิปไตยครึ่งเสี้ยวครึ่งใบ

ภายหลังการปาฐกถา นายจาตุรนต์ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าว โดยกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนใหม่ว่า หวังว่าผบ.ทบ.จะประกาศนำเอาทหารกลับเข้ากรมกอง และประกาศยืนยันว่าจะไม่ยึดอำนาจรัฐประหารอีก เพราะจะทำให้บ้านเมืองเสียหายยับเยินอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว

“เราก็อยากเห็นทหารรักษาเกียรติภูมิของกองทัพ ไม่มาทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างที่ได้ทำมามากแล้ว และต่อไปนี้ก็ทำตัวให้เป็นทหารอาชีพ พัฒนากองทัพ ป้องกันประเทศอย่างจริงจัง และไม่มาทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด และไม่ทำในสิ่งที่สังคมโลกไม่ยอมรับ ก็จะช่วยฟื้นเกียรติภูมิของกองทัพขึ้นมาได้ ก็หวังว่า ผบ.ทบ.คนใหม่จะนำเกียรติภูมิของกองทัพกลับคืนมา เป็นองค์กรที่ช่วยป้องกันประเทศ ไม่ใช่องค์กรที่จะทำลายประชาธิปไตยอย่างที่ผ่านมา” นายจาตุรนต์กล่าว

( อ่านถอดเทปคำปาฐกถาทั้งหมดได้ โดย คลิกลิงก์ )

คำคมประจำวันนี้ 20/9/50

"ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอีกมุมคือ วิกฤตของปัญญาชนไทย มีปัญหาตั้งแต่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ นิด้า เป็นยุคที่อับจนทางปัญญา เพราะไม่มีคำตอบต่ออนาคตในความใหม่ทางการเมืองไทยที่กำลังเผชิญ เหลือแต่กลับบ้านไปแล้วสวดมนต์อย่างเดียว จตุคามราคาก็เริ่มตกอีกแล้ว"

สุรชาติ บำรุงสุข
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธ, กันยายน 19, 2550

บทความ: "จอดรถ เคารพธงชาติ" บทพิสูจน์ว่า... ?

โดย "มานี มีนา พาตา ไปดูปู"
ที่มา รัชดา พันทิป
19 กันยายน 2550

ผมไม่รู้ว่าเอาอะไรคิดกัน

ผมเชื่อว่าคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นผู้ปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่จมปลักกับสิ่งที่ตนคิดว่ามันคือความสำเร็จในอดีต โดยไม่หันมามองว่า ชีวิตของคนรุ่นนี้ และรุ่นต่อไป ต้องต่อสู้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มัวแต่ยึดมั่นกับการนั่งดูจอทีวีขาวดำยี่ห้อธานินทร์ นั่งเย็บจักรยี่ห้อซิงเกอร์ คอแห้งก็กินน้ำมะเน็ด หลงละเมอเพ้อพกว่า ตนเองกำลังทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คิดเอง เออเอง ก็มีลูกจ๊อกคอยเป็นลูกคู่ให้ ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน คนโง่ แต่ขยัน ก็จะขยันทำในสิ่งที่โง่ๆ เสมอ

คนในชาติ รักชาติ รักในหลวง อันนี้เป็นที่แน่นอนโดยไม่ต้องแสดงออกด้วยสัญลักษณ์ก็ได้ ลองเดินไปถามประชาชนในท้องถนนว่า ถ้าหากในหลวงทรงได้รับอันตราย คุณจะยอมถวายชีวิตตัวเองแทนท่านได้หรือไม่ ผมเชื่อว่า ทุกท่านมีคำตอบอยู่แล้ว

เช่นเดียวกันกับความรักชาตินั้น มันอยู่ในสายเลือดของคนไทย โดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ มาอธิบาย อย่าไปเลือกเอาแต่กระพี้ แล้วทิ้งแก่นไว้ การถือธงชาติ การใส่เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ในการแสดงออกให้คนอื่นเห็นเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่ยึดมั่นอยู่ข้างในอกด้านซ้าย คือสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่ามากที่สุด

พอสักทีเถอะ หยุดทำงานเถอะ อย่าขยันอีกเลย... กูกลัวมึงแล้ว

กลุ่มสิทธิฯประนามไทย "กฏอัยการศึกคือสิ่งสวนทางกับหลักนิติธรรม"

แถลงการณ์โดย กลุ่มสิทธิมนุษยชนอาเซียน
19 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2549, แปดวันหลังการทำรัฐประหารที่ได้ดึงประเทศไทยกลับเข้าสู่ยุคมืดของการแทรกแซงจากกองทัพของในทุกๆพื้นที่ของสังคมและการเมือง, ทูตไทยประจำสหประชาชาติได้กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติว่า "เราคาดว่า งานแรกๆ ของรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ คือการยกเลิกกฏอัยการศึก"

ไม่เพียงแต่ไม่มีรัฐบาลพลเรือนได้รับการแต่งตั้ง กฏอัยการศึกก็ยังคงถูกคงไว้ในพื้นที่เกือบครึ่งประเทศตลอดปีที่ผ่านมานอกเหนือจากจังหวัดชายแดนทางทางภาคใต้ กฏอัยการศึกยังไม่ถูกยกเลิกเพื่อการหยั่งเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับทหาร ซึ่งได้รับการโหวตผ่านเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ

บัดนี้ กลุ่มผู้ปกครองทหารยังได้ระบุว่าต้องการที่จะยกเลิกกฏอัยการศึกใน 11 จังหวัด จาก 35 จังหวัด ที่ยังคงกฏอัยการศึกอยู่ -- กำแพงเพชร, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, เพชรบุรี, ราชบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ -- ในขณะเดียวกันนั้นยังได้ประกาศกฏอัยการศึกต่อเนื่องในอีกสามจังหวัด ได้แก่ นครพนม, หนองคาย และ มุกดาหาร ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ประเทศจะดำเนินไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป โดยมี 27 จังหวัดภายใต้กฏอัยการศึก และอีกสามจังหวัดภายใต้ พรบ.ฉุกเฉิน จากทั้งหมด 76 จังหวัดทั่วประเทศ

อ้างอิงจากประกาศจากโฆษกของกองทัพ การประกาศกฏอัยการศึกรอบใหม่ต่อพื้นที่สามจังหวัดดังกล่าว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงทางชายแดน อย่างไรก็ตามความจริงมีอยู่ว่า ในสามจังหวัดดังกล่าวระหว่างการลงประชามติรับร่างฯ ไม่มีการประกาศใช้กฏอัยการศึก ผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถึง 73% โดยมีจังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีผู้ออกเสียงโนโหวตมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้อเท็จจริงนี้แสดง ความเท็จ ที่กล่าวว่า ไม่มีความเกี่ยวโยงใดๆ ระหว่างการเลือกตั้งที่จะมาถึง ความเข้มแข็งของการต่อต้านรัฐประหารในจังหวัดดังกล่าว และการประกาศกฏอัยการศึกต่อจังหวัดดังกล่าวอีกครั้ง ไม่เพียงแค่นั้น การแสดงความคิดเห็นของผู้นำกองทัพอาวุโส รวมไปถึงหัวหน้ารัฐประหาร พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ว่า กองทัพตั้งใจที่จะจัดแจงสิ่งต่างๆให้เรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนธันวาคม

รัฐบาลชั่วคราว โดยเฉพาะนายกฯรัฐมนตรี มักที่จะกล่าวอ้างอย่างสม่ำเสมอถึงหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย แต่กฏอัยการศึกเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม ภายใต้กฏอัยการศึก เจ้าหน้าที่ทางทหารจะถูกเว้นจากความผิดต่างๆ ภายใต้กฏหมายตามปรกติ รวมไปถึงถูกเว้นจากขั้นตอนการสืบสวนคดีอาชญากรรม เขาเหล่านั้นมีอำนาจในการ ค้น จับกุม พาหนะ เมื่อใดก็ได้ ที่ใดก็ได้ การหยุดตรวจบุคคลเมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ รวมไปถึงการเข้าตรวจค้น ทำลาย ยึด ในบ้านพักอาศัย เขาเหล่านั้นสามารถห้ามการรวมตัวของชุมชน จับกุมสิ่งตีพิมพ์ โฆษณา การใช้ยวดยานบนท้องถนน การใช้รถยนต์สาธารณะและการสื่อสาร เขาเหล่านั้นสามารถสั่งการให้จับกุมใครก็ตามในบ้านได้ รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายบุคคลใดก็ตามไปที่ใดก็ได้ แล้วเขาเหล่านั้นยังสามารถจับกุมบุคคลที่ต้องสงสัยได้ถึงเจ็ดวันเพื่อการสอบสวนโดยปราศจากทนายหรือศาล ซึ่งแตกต่างจากเพียง 48 ชั่วโมงที่ระบุไว้ในกฏหมายอาญาธรรมดา

มีรายงานจำนวนมากที่กล่าวถึงการใช้กำลังทหารภายใต้กฏอัยการศึกเพื่อที่จะจำกัดการรณรงค์ให้ประชาชนโหวตไม่รับร่าง ชาวบ้านถูกบุกค้น พาหนะถูกหยุดตรวจสอบ เอกสารต่างๆถูกยึด เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าสามสิบจังหวัดที่ยังอยู่ภายใต้กฏอัยการศึกหรือพรบ.ฉุกเฉิน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หรือมากกว่านี้จะสามารถคาดการได้ว่ายังเกิดขึ้นต่อไป เมื่อระบอบดังกล่าวมุ่งมั่นที่จะทำให้แน่ใจว่า จะไม่มีใครก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่ผ่านมาสามารถกลับเข้าไปสู่การถูกรับเลือกตั้งได้ ดังนั้นประเทศก็จะก้าวหน้าจากการหยั่งเสียงประชามติปลอมๆ ไปสู่การเลือกตั้งงั่งๆ

กลุ่มสิทธิมนุษย์ชนแห่งอาเซียน ยืนยันว่า ความเป็นไปได้ประการเดียวเพื่อกระบวนการทางประชาธิปไตยในประเทศไทย คือการยกเลิกกฏอัยการศึกซึ่งถูกประกาศใช้มาหนึ่งปีทันที สิ่งนี้รวมไปถึงการยกเลิก พรบ.ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ หากระบอบทหารดังกล่าวปฏิเสธที่จะยกเลิกกฏอัยการศึก และยังคงแสดงละครดังเช่นที่ทำในช่วงการทำประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม เมื่อมีผู้มาใช้สิทธิน้อยกว่า 60% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด แล้วผู้คน-นอกเหนือจากกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคการเมืองตรงกันข้ามกับกลุ่มอำนาจเดิม-จะไปเลือกตั้งทำไมให้เสียเวลา?

หมายเหตุ: ท่านสามารถอ่านแถลงการณ์ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้จากลิงค์ดังต่อไปนี้
http://www.ahrchk.net/statements/mainfile.php/2007statements/1201/

พ.ต.ท.ทักษิณเขียน "การกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยของไทย"

'To Return to a Democratic Thailand '

By THAKSIN SHINAWATRA
The Wall Street Journal
September 19, 2007


One year ago today I was in New York , preparing to address the United Nations General Assembly on behalf of my nation. I was filled with pride as I looked forward to delivering my remarks.

One year before, I had been overwhelmingly re-elected as prime minister of Thailand . Thanks to the people of my nation, I was the first leader in the near 100-year history of Thailand to be not just democratically elected, but democratically re-elected. Under my administration, we had cut poverty almost in half, provided universal access to affordable health care for the first time, balanced the budget and paid off our debts to the International Monetary Fund. In addressing the United Nations, I intended to emphasize to the world the success and maturity of our democracy.

I was never able to deliver my remarks, however, because I awoke on the morning of Sept. 19 to the news that my government -- and Thailand 's democratic constitution -- had been overthrown in a military coup.

The coup came as a shock to me and to most Thais. Democracy appeared to have become well entrenched in Thailand following adoption of the Constitution of 1997. Also known as the "People's Constitution," this charter was universally acclaimed as the most democratic constitution in the history of Thailand .

The people of Thailand have the same democratic aspirations and expectations as the people of other mature nations, and they will not rest until these are restored to them. Regrettably, the military rulers in Bangkok have spent most of the past year worrying not about promoting our nation's economic development or restoring basic rights to the Thai people, but rather about preventing me or anyone sharing my political philosophy from returning to political power.

In reflecting on the past year, I am appalled by the suffering that has been inflicted on the Thai people by the junta's misplaced priorities. I have made clear to all who will listen that I have no desire to again hold political office in Thailand . As a patriot whose first loyalty is to my King and country, I wish only to return to a democratic Thailand to live in peace with my family.

The junta justified the coup in part on the assertion that my administration was corrupt. Once in power, they created a government agency whose sole purpose was to validate this claim by finding me and my family guilty of some form of financial malfeasance. After investigating me for a year, none of the original charges has been sustained, so they have concocted new ones. In so doing, they have had to invent new interpretations of Thai law with respect to investment and taxation.

These new legal interpretations cannot be applied only to me, however, which has jeopardized Thailand 's hard-earned reputation for predictability and respect for the rule of law. As a result, foreign investment -- long a principal engine of Thailand 's economic growth -- has begun to dry up.

To try to stop me or anyone sharing my enthusiasm for free markets and democracy from ever regaining power in a free election, the junta has banned my former political party, forbidden over 100 of the most prominent political figures in Thailand from running for political office, and frozen my financial assets in Thailand . For most of the past year, Thailand has been under martial law, with freedom of the press restricted and activity by political parties severely limited.

The junta appointed a committee to draft a new constitution for Thailand , stacking it with hand-picked bureaucrats. The committee's top priority was to reduce the role of the Thai people and their elected representatives in national decision making. The constitution they produced needlessly reduces the size of the lower house of parliament to 480 from 500 members, the size of the Senate to 160 from 200 members, and redraws parliamentary districts in a manner designed to diminish the voting strength of the 35 provinces in northern and northeastern Thailand that have been most strongly opposed to the coup.

In addition, the new constitution strips the Thai people of the power to elect the Senate. Instead, senators will henceforth be appointed by unelected selection committees. The antidemocratic role of the Senate and the judiciary is amplified by features empowering the Senate to appoint heads of independent agencies and to remove the publicly elected prime minister.

In a referendum last month, an unexpectedly large number of Thais voted against adoption of the constitution, despite severe restrictions on organized opposition to the referendum imposed by the junta during the campaign.

There will now be a national election on Dec. 23, which the junta wants the world to accept as free and fair. As campaigning begins, however, the junta continues to apply martial law in the 35 northern and northeastern provinces. In those provinces, it remains illegal for more than 10 persons to gather for political purposes -- though this rule and others are rarely enforced against political parties favored by the junta. To ensure itself a free hand, the junta is resisting efforts by the European Union and others to deploy election monitors.

The world appears inclined to accept all these departures from democratic norms. The explanation is as simple as it is troubling. The international community is so disgusted by the junta's mismanagement that it wants it to pass from the scene as soon as possible. Rather than quarrel over the details of democracy, the world appears ready to look the other way so as to provide no reason for the junta to delay the Dec. 23 election. In a bizarre twist, the junta's greatest weaknesses -- its incompetence and unpopularity -- have been transformed into its greatest short-term strengths.

The world is miscalculating, however, if it thinks there can be stability in Thailand without true democracy. The voters of northern and northeastern Thailand who the junta wants to disenfranchise may be poor, but they will not be denied their voice -- nor will the millions of other Thais whose rights are being restricted.

We will not have stability, democracy and development in Thailand until we have genuine national reconciliation. Needless to say, national reconciliation will not be achieved at gunpoint or through rigged elections, but rather when our generals and politicians finally put the national interest above their own narrow interests.

การกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยของไทย
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แปลโดย Stakeholder
เรียบเรียงโดย Thai E-News
19 กันยายน 2550

ในวันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ผมอยู่ที่นครนิวยอร์ค กำลังเตรียมตัวกล่าวคำปราศรัยในฐานะตัวแทนคนไทยต่อหน้าที่ประชุมใหญ่ สหประชาชาติ ผมเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจตั้งตาที่จะกล่าวคำปราศรัย

หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ผมได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 อย่างล้นหลาม ต้องขอบคุณประชาชนของประเทศของผม ที่ทำให้ผมได้เป็นผู้นำคนแรกในเกือบร้อยปีของประวัติศาสตร์ไทย ที่ไม่ได้แค่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ยังมาจากการเลือกตั้งตามระบบถึงสองครั้งติดต่อกันด้วย ในสมัยรัฐบาลของผมเราได้แก้ปัญหาความยากจนและลดจำนวนความยากจนไปถึงครึ่งหนึ่ง ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงสวัสดิการทางด้านสุขภาพเป็นครั้งแรก เราจัดสรรงบประมาณแบบสมดุลย์และจ่ายหนี้ของ IMF ได้ทั้งหมด ในคำปราศรัยของผมที่สหประชาชาติ ผมตั้งใจจะเน้นย้ำความสำเร็จของประเทศและความเติบโตของความเป็นประชาธิปไตยของประเทศของเราต่อชาวโลก

อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่มีโอกาสได้กล่าวคำปราศรัยนั้น เพราะผมตื่นมาในเช้าของวันที่ 19 กันยาฯ ก็ได้เจอกับข่าวว่ารัฐบาลของผมและรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยถูกโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารจากกองทัพ

การทำรัฐประหารครั้งนี้ทำให้ผมและประชาชนไทยรู้สึกช็อค ประชาธิปไตยดูเหมือนว่าได้ถูกซึมซาบในไทย หลังการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกยอมรับว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นรัฐธรรมที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย

ประชาชนคนไทยมีความปรารถนาที่จะมีประชาธิปไตยเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว และพวกเขาจะไม่ยอมจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยนั้นกลับคืนมา แต่น่าเสียดายที่ผู้นำทหารในกรุงเทพฯ ใช้เวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่ใช่กับการส่งเสริมการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ หรือคืนสิทธิพื้นฐานให้กับคนไทย แต่เสียเวลากับการกีดกันไม่ให้ผมหรือบุคคลอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกันกับผมที่กลับมาสู่อำนาจการเมืองอีก

เมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกเสียใจที่ได้เห็นคนไทยทนทุกข์กับการกระทำของทหารที่ไม่รู้จักการให้ลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ผมได้บอกตรง ๆ กับทุกคนแล้วว่าผมไม่มีความปรารถณาที่จะดำรงตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองอีก และในฐานะคนที่รักชาติและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ผมต้องการที่จะกลับไปอยู่ในประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตย พร้อมกับครอบครัวอย่างสันติเท่านั้น

ผู้นำทหารทำการรัฐประหารด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลของผมฉ้อราษฎร์บังหลวง เมื่อเขาเข้าสู่อำนาจ เขาได้ตั้งหน่วยงานภาครัฐ เพื่อมากล่าวหาผมและครอบครัวในข้อหาเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินโดยเฉพาะ แต่หลังจากหนึ่งปีไป ข้อกล่าวหาเบื้องต้นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้าง ก็ล้วนตกไปหมด ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาข้อกล่าวหาใหม่ ในการดำเนินการดังกล่าวนั้น เขาจำเป็นที่จะต้องคิดค้นการตีความทางกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการเสียภาษี

การตีความของกฎหมายแบบใหม่เหล่านี้ ไม่สามารถนำมาใช้แค่เพียงเฉพาะแค่ตัวผมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ได้ทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย ซึ่งได้สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน ต่อความแน่นอนคาดการณ์ได้ของหลักกฏหมายและหลักนิติธรรม ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การลงทุนของต่างประเทศที่เป็นกลไกอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้เริ่มที่จะหดหาย

ในการที่จะหยุดยั้งผมหรือใครก็ตาม ที่สนับสนุนระบอบตลาดเสรีและระบอบประชาธิปไตย กลับเข้าสู่อำนาจในการเลือกตั้งอย่างเสรี ผู้นำทหารได้ตัดสิทธิอดีตสมาชิกพรรคการเมืองของผม บุคคลกว่า 100 ท่านที่ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในการขับเคี่ยวการเลือกตั้ง และได้ทำการอายัดทรัพย์ของผมในประเทศ ในหนึ่งปีที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก เสรีภาพของสื่อและกิจกรรมทางการเมืองก็ล้วนถูกจำกัดอย่างรุนแรงอีกด้วย

คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาโดยทหารเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่สำหรับประเทศไทย ล้วนเป็นการรวมคนเพียงหยิบมือของกลุ่มบูโรแคร็ตทั้งสิ้น ภารกิจที่สำคัญที่สุดของกรรมการชุดดังกล่าว คือการริดรอนอำนาจของคนไทยและผู้แทนของเขาในการทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องต่างๆในระดับประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ลดจำนวนส.ส.โดยไม่จำเป็น จาก 500 เป็น 480 ส.ว.จาก 200 เป็น 160 และขีดเส้นแบ่งแยกเขตการเลือกตั้งใหม่เพื่อลดความแข็งแกร่งของคะแนนจาก 35 จังหวัด ทางภาคเหนือและอีสานที่มีผู้คนต่อต้านการทำรัฐประหารมากที่สุด

นอกเหนือจากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ลดสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้งวุฒิสภา และกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภากลับถูกคัดสรรจากคณะกรรมการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง บทบาทที่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยของวุฒิสภาและระบอบยุติธรรมเช่นนี้ ยังถูกย้ำด้วยการที่วุฒิสภามีอำนาจในการแต่งตั้งหัวหน้าองค์กรอิสระ รวมไปถึงสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้อีกด้วย

ในการหยั่งเสียงประชามติเมื่อเดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ลงคะแนนเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีมากเกินความคาดหมาย ทั้งๆ ที่มีการจำกัดสิทธิอย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้ยึดอำนาจ ต่อการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

จากนี้ไปก็จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค. ซึ่งทางรัฐบาลทหารต้องการที่จะให้ชาวโลกยอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม แต่เมื่อเริ่มการรณรงค์นี้ ทหารก็ยังกำหนดให้ 35 จังหวัดในภาคเหนือและอีสานอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ในจังหวัดต่างๆ เหล่านี้ ประชาชนจะไม่สามารถรวมตัวกันเกินกว่า 10 คนเพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองได้ มากกว่านั้น กฏอัยการศึกและกฏอื่นๆ เหล่านี้ล้วนจะไม่ได้บังคับใช้อย่างเข้มงวดกับพรรคการเมืองที่ทางทหารสนับสนุน และเพื่อให้ทหารทำการใด ๆ อย่างเสรี พวกเขาก็ต่อต้านความพยายามของสหภาพยุโรปและองค์กรอื่น ๆ ในการที่จะเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง

ประชาคมโลกดูเหมือนจะยอมรับสิ่งเหล่านี้ ทั้งๆ ที่มันห่างไกลกับมาตรฐานปฏิบัติของระบอบประชาธิปไตย คำอธิบายง่ายๆของปรากฏการณ์นี้คือ มันดูยุ่งยาก ประชาคมโลกล้วนรู้สึกรังเกียจต่อการบริหารจัดการที่ผิดพลาด และอยากที่จะให้สิ่งเหล่านี้มันผ่านพ้นไปจากสายตาโดยเร็วที่สุด แทนที่จะมาโต้แย้งกันถึงรายละเอียดของประชาธิปไตย ชาวโลกดูเหมือนจะแกล้งมองไปทางอื่น เพื่อที่จะไม่ต้องมีข้ออ้างสำหรับเหล่าทหารผู้ทำการยึดอำนาจ ในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก และด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนเช่นนี้นี่เอง ความอ่อนแอที่สุดของเผด็จการทหาร ซึ่งก็คือ ความไร้ความสามารถและความที่ไม่มีใครนิยม ก็กลับกลายมาเป็นจุดแข็งที่สุดในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ชาวโลกนั้นกำลังคำนวณผิด ถ้าเขาเหล่านั้นคิดว่าประเทศไทยจะมีเสถียรภาพได้โดยปราศจากความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งทั้งจากภาคเหนือและอีสาน ที่ทหารต้องการจำกัดสิทธิ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ยากจน แต่พวกเขาจะไม่ยอมให้ถูกตัดสิทธิแน่ๆ ซึ่งรวมไปถึงประชาชนไทยอีกหลายล้านเสียงที่สิทธิกำลังถูกจำกัดอีกด้วย

เราไม่สามารถจะมีเสถียรภาพ ประชาธิปไตย และความเจริญในประเทศไทย จนกว่าจะเกิดการสมานฉันท์ที่แท้จริงของคนในชาติ และความสมานฉันท์ในชาติจะไม่เกิดขึ้นจากกระบอกปืน หรือการโกงการเลือกตั้ง แต่จะเกิดขึ้นจากการที่นายพลต่างๆของเรา และนักการเมือง ที่ในท้ายที่สุด ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

หมายเหตุ: ท่านสามารถอ่านบทความแปลที่เป็นทางการได้มากกว่าที่เว็บไซต์ True Thaksin