วันอังคาร, กรกฎาคม 31, 2550

Premier League answers Thaksin critics

By Guardian Unlimited
Tuesday July 31, 2007

Statement released in bid to reassure Amnesty International and Human Rights Watch over controversial Manchester City owner

The Premier League has defended its decision to permit Thaksin Shinawatra to take control at Manchester City. The controversial former Thailand prime minister currently has almost £1bn in assets frozen by the military government which ousted him from power last October and is also facing a succession of corruption charges relating to his five years in power. Currently living in exile in London, Shinawatra has vowed to clear his name, but is adamant he will not return to Thailand until free and democratic elections are held at the end of the year.

While the 58-year-old continues to enjoy plenty of support in Thailand, his record as prime minister has been questioned by human rights campaigners Amnesty International, and a Radio Five Live investigation, due to be broadcast this evening, has claimed another organisation, Human Rights Watch, have written to the Premier League questioning whether Thaksin is a "fit and proper person" to own a top-flight club.
The Premier League has confirmed receipt of the letter, which details a number of alleged human rights violations. But privately they question the motivation behind the actual charges being laid against Thaksin in Thailand and, in a reply to Human Rights Watch, pointed out that while he remained free under UK law to own a company, it was difficult to see how the organisation could justify barring his buy-out of the Eastlands club.

"It is important to realise that the Premier League takes its responsibilities surrounding the governance of its clubs very seriously," read a Premier League statement. "We have very clear rules on the ownership of our clubs, which include the Fit and Proper Persons Test (FAPPT), which go beyond any requirement by UK company law and are, to our knowledge, some of the sternest in place in any UK industry. The FAPPT means anyone convicted of a range of offences would not be permitted to become a director, or a shadow director, at a club.

"But what needs to be made clear is that in the first place, we accept the primacy of UK and European law. This determines who may, and who may not, legally reside in the UK, own and acquire assets and engage in commercial and other activities.

"We have responded to Human Rights Watch to assure them of the above facts, and to underline that we will always operate within the law and will take into account any evidence as verified by the appropriate legal process."

The City hierarchy are even firmer in their conviction that Thaksin is being victimised by a government whose only interest is to pursue a personal vendetta against the only man to win two terms in office through democratic elections.

"What seems to have slipped through the minds of some observers of this situation is that Thaksin was the first, and only, prime minister of Thailand to be democratically elected twice," said a senior City official. "He was then the victim of a coup-d'etat from a military junta, who are now actively pursuing anything they possibly can against the man. We have total confidence that any investigation into him with flounder."

City fans certainly do not seem to worried by Thaksin's background. Having seen their new owner install Sven-Goran Eriksson as manager, supporters have noted a multi-million pound investment in a squad which performed poorly last season. Four new signings have already been made, with City expecting at least two more ahead of Saturday's high-profile friendly with Valencia.

หมายเหตุ: ข่าวดังกล่าวรายงานผลสรุปของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่ยอมรับและการันตีความบริสุทธิ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยผ่านเกณฑ์ของพรีเมียร์ลีกครบถ้วนทุกประการ การแถลงการณ์อย่างเป็นทางการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อ ข้อกล่าวหาจากนายแบรด์ อดัม ก่อนหน้านี้ที่กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ละเมิดสิทธิมนุษย์ชน

แถลงการณ์ดังกล่าวกล่าวยืนยันว่า ทางพรีเมียร์ลีกมองเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ชนะการเลือกตั้งอย่างขาวสะอาดถึงสองสมัย เขาเป็นเพียงเหยื่อที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารโดยคณะเผด็จการทหารที่กำลังพยายามที่จะหาเรื่องเขาตลอดเวลา และข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อเขาเกิดขึ้นอย่างไม่ยุติธรรมหรือมีอคติ

'ทักษิณ' วิพากษ์ยับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ

ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
โดย hi-thaksin
31 กรกฎาคม 2550

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เดอะไฟแนนเชียล ไทมส์* ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ด้านการเงิน และธุรกิจยักษ์ใหญ่ของอังกฤษฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 กรกฏาคมว่า เขาไม่มีแผนการที่จะหวนคืนสู่เวทีการเมืองในประเทศไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตนักธุรกิจที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลด้านสื่อสารโทรคมนาคมกล่าวว่า ขณะนี้เขากำลังทุ่มเทความสนใจมากขึ้นต่อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ ลีคของอังกฤษที่เพิ่งเทคโอเวอร์มาได้เมื่อไม่นานมานี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า เขารู้สึกผ่อนคลายในเรื่องที่ว่าเขาไม่ต้องวิตกกังวลว่าควรจะทำอะไรเพื่อประชาชน และเพื่อประเทศของเขา

ทั้งนี้ บรรดาผู้นำกองทัพได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยกล่าวหาเขาว่า ทุจริตคอร์รัปชั่น ใช้อำนาจในทางที่ผิด และเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องพำนักในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ด้านคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือคตส.ได้สั่งแช่แข็งทรัพยสินมูลค่า 1.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของเขา และครอบครัว

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของพ.ต.ท.ทักษิณมีรายได้ 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายหลังจากที่ขายกิจการชิน คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสื่อสารโทรคมนาคมให้แก่บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้ง ของสิงคโปร์ และอดีตนายกฯของไทยยังปฏิเสธเกี่ยวกับความไม่เหมาะสม หรือความไม่ถูกต้องของข้อตกลงทางธุรกิจดังกล่าว

"ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการขายชิน คอร์ป ล้วนแต่มีมูลเหตุ และถูกกระตุ้นมาจากการเมือง การขายทรัพย์สินครอบครัวเป็นไปอย่างชัดเจนตามวิถีทางธุรกิจ ขณะที่ในโลกของระบบทุนนิยมยุคใหม่ การผนวก และควบกิจการถือว่าเป็นเรื่องปกติ" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เขากำลังพิจารณาว่าจะเดินทางกลับไปยังประเทศไทยหรือไม่เพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขณะนี้เขายังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยส่วนตัว และกลัวว่า การเดินทางกลับไทยของเขาอาจจะก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนตัวเขา และกลุ่มผู้สนับสนุนระบอบเผด็จการทหาร

พ.ต.ท.ทักษิณยังอธิบายถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเผด็จการทหารที่แล้วเสร็จในช่วงต้นเดือนนี้เป็นเหมือนกับ "การถอยหลังลงคลอง" สำหรับระบอบประชาธิปไตยของไทย พร้อมทั้งระบุด้วยว่า ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่เสนอมาเป็น "ผลิตผลจากต้นไม้พิษ" และยังเป็นพฤติกรรม "การแก้แค้น และความพยาบาททางการเมือง" ต่อตัวเขา

พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวด้วยว่า บรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวไทยต้องปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ และต้องร่วมกันฟื้นฟูรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้รับการสรรเสริญว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดของประเทศไทยเท่าที่ผ่านมา


อ่านบทความต้นฉบับจาก Financial Times คลิก ลิงก์

วันจันทร์, กรกฎาคม 30, 2550

ทายาท“โตจิราการ”พร้อมสู้แทนพ่อถ้าถูกจับกุม ชำแหละ'อำมาตยาธิปไตย' รักษาอำนาจขุนนาง

ที่มา เวบไซต์ประชาทรรศน์
โดย ประชาทรรศน์
30 กรกฎาคม 2550

สลักธรรม โตจิราการ (หวาย) นิสิตแพทยศาสตร์ ปี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศพร้อมขึ้นเวทีสู้แทนพ่อหากถูกจับกุมตัว ชำแหละ “ข้าราชการ-อำมาตยาธิปไตย” กลัว “ทักษิณ” เปลี่ยนโครงสร้างจึงวางแผนยึดอำนาจ พบช่องโหว่รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 266 ห้าม ส.ส. และ ส.ว. ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ ซึ่งกระทบกับประชาชน และการใช้ประชาชนแค่ 2 หมื่น ร่วมมือสภาขุนนาง ถอดถอน นายกฯ-รมต. ซึ่งมีที่มาจากประชาชนหลายล้านคน

**การเข้าร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ วัตถุประสงค์หลักๆ คืออะไร

ตอนแรกเลยผมไม่เคยคิดเลยว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ในยุคปัจจุบัน เพราะตอนแรกผมเด็กมากๆ ที่ผมจำความไม่ค่อยได้ ผมจำได้แต่ว่าผมต้องไปอยู่บ้านคุณน้าพักใหญ่ ในตอนเหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 แต่ว่าพอมาถึงยุคนี้ มันคือใครจะทำอะไรกับบ้านเมืองก็ได้ โดยลากปืนออกมาทำก็ได้แล้ว ผมไม่ชอบ เพราะว่ามันกลายเป็นว่าคนแค่นิดเดียว คือคนส่วนน้อยเท่านั้นเองที่เป็นคนกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง มันไม่ใช่คนส่วนใหญ่ นั่นคือคนอย่างพวกเราที่จะเป็นผู้กำหนดว่าบ้านเมืองควรจะไปอย่างไร แล้วเราควรจะจัดการกับบ้านเมืองอย่างไรให้ดีกับปากท้องของเรามากที่สุด

**การชุมนุมของ นปก. ที่ท้องสนามหลวงเป็นการดำเนินการตามหลักระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

มันต้องถูกต้องอย่างชัดเจน เพราะสิทธิการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานมากๆ ของระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าการชุมนุมเป็นวิธีที่ลงตัวที่สุดในการที่ประชาชนได้แสดงออกถึงความต้องการของตนเองออกมา ประชาชนจึงต้องมีสิทธิที่จะต่อสู้และออกมาชุมนุมเรียกร้องเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยคืนมา และที่ นปก.เรียกร้องคือ ต้องการความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นความต้องการ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เขาจะเรียกร้องในฐานะที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะได้ เพราะอย่างที่ผมบอกว่าประชาธิปไตย คนมักจะนึกว่าเป็นอุดมการณ์ที่สูงส่ง แต่การเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยเป็นการเรียกร้องเพราะปากท้องของตนเอง เช่น รัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศ ซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เขาต้องการบริหารไปตามความต้องการความนึกคิดของเขา ซึ่งไม่ใช่ความต้องการหรือความนึกคิดของประชาชน ถ้ารัฐบาลถ้ายิ่งเป็นของกลุ่มผลประโยชน์ใดกลุ่มผลประโยชน์หนึ่ง อย่างเช่นของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่บริหารอยู่ในปัจจุบัน เขาก็ต้องบริหารเพื่อผลประโยชน์ของเขาเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ประชาชนได้ผลประโยชน์ ก็มีทางเดียวคือ ให้ประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ

**ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ออกมาแล้ว มองอย่างไร

คือผมไม่พอใจเรื่องที่มา คงมีคนพูดหลายครั้งแล้ว ผมจะไม่ขอพูดในที่นี้และคงจะข้ามไปที่ตัวเนื้อหานะครับ ตัวเนื้อหาเห็นชัดว่า มาตรา 266 เขาบอกว่า ไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ว. ไปตรวจสอบข้าราชการ เพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือผู้อื่น ซึ่งหากตีความกันจริงๆ แล้ว คำว่าผู้อื่นของเขา ประชาชนก็เป็นผู้อื่นของ ส.ส. และ ส.ว. คนนั้นสิครับ เพราะฉะนั้นแปลว่าข้าราชการจะทำอะไรก็ได้ และสภาพรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจข้าราชการมากมายขนาดนี้ ให้อำนาจผู้พิพากษามาตั้งองค์กรอิสระ ตั้ง ส.ว. มา check & Balance มากมายขนาดนี้ ใครที่จะไปกับพวกข้าราชการมากมายขนาดนี้เลยหรือครับ เพราะฉะนั้นเราเห็นกันชัดเจนแล้วว่ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ซึ่งสำหรับพวกนี้เขารู้กันอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่น่าพิกลพิการ โดยเฉพาะจุดนี้เป็นจุดที่ไม่น่าให้อภัยที่สุดสำหรับผม เขาก็เลยบอกว่าให้รับๆ ไปก่อนเดี๋ยวค่อยไปแก้

นอกจากนี้ยังบอกว่าให้คน 2 หมื่นคนยื่นให้สมาชิกวุฒิสภา 3 ใน 5 เพื่อให้เข้ามาถอดถอนนายกฯ ประเด็นนี้เห็นชัดเจนเลยว่าในเมื่อวุฒิสมาชิกมีที่มาเกือบจะครึ่งหนึ่งคือ 74 ที่มาจากการสรรหา ถามว่าเกิน 3 ใน 5 เห็นๆ กลายเป็นว่าคน 2 หมื่นคนกับอำนาจข้าราชการมันมีอำนาจที่จะไปปลดนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ฝ่ายข้าราชการไม่เห็นมีใครจะมาตรวจสอบได้เลย

**ประชามติ ที่จะมีการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากๆ แสดงถึงการยอมรับการรัฐประหารครั้งนี้ไปด้วยหรือไม่
ใช่ครับ เขาคิดแผนเอาไว้ เป็นเกมมานานแล้ว และต้องยอมรับว่าเขาคิดเกมของเขาได้เก่งนะครับ คือเขาบอกว่า ถ้าประชามติผ่าน ที่เขาทำมาก็ชอบธรรม เห็นไหมประชาชนเห็นด้วยในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มันชั่ว มันเลว และคนที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 40 มันชั่ว มันเลว แต่ถ้าหากดูแล้วว่ามันไม่ผ่าน เขาจะออกมารัฐประหารซ้ำ เพื่อจะบอกว่าเพื่อความสงบในบ้านเมือง เขาอาจจะใช้วิธีรัฐประหารเงียบ หรือรัฐประหารแบบกลางแจ้ง ก็ขึ้นกับสถานการณ์อีกทีหนึ่งว่า ฝ่ายทหารข้างในเขาจะเล่น Power Play กันอย่างไร

**มีการกล่าวหาจากรัฐบาลว่า ใครที่ขวางการลงประชามติแสดงว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะบ้านเมืองจะมีการเลือกตั้งในเร็ววันนี้แล้ว

คือในอันนี้เป็นการที่จะป้ายสีพวกเราอย่างชัดเจน และมันทำให้พวกเราไม่มีทางเลือก เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ เราควรจะได้เลือกว่าถ้าเราไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 เราควรจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดมาเป็นรัฐธรรมนูญสูงสุดในการปกครองประเทศ เราควรจะเอารัฐธรรมนูญ 2540 หรือเปล่า คือเขามองเห็นแล้วว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่เขาที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก แต่ว่านานาประเทศไม่มีใครเขาเอาด้วยหรอกครับ เพราะว่าอย่างที่เห็น ยุโรปก็เงียบสนิท ไม่เห็นมีใครมาพูด มาคบหากับพวกเราเลย

**ร่างรัฐธรรมนูญที่พิมพ์ผิดมาหลายมาตรา แล้วนำมาแจกให้กับประชาชน

ผมจะไม่เน้นที่ตัวอักษรนะครับ แต่ว่าปัญหาการพิมพ์ก็คงจะเห็นแล้วว่า ขนาดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขนาดนี้มันยังโกง ถามว่าถ้าเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มารวมกันในระบบราชการ การโกงนี่มันจะมากกว่าการโกงที่นักการเมืองในอดีตเอามารวมกัน ข้าราชการทั้งหมดโกงนี่อาจจะมากกว่าข้าราชการโกงอีก เพราะข้าราชการเขาโกงทุกระดับตั้งแต่ข้างล่างขึ้นไปข้างบน

**แต่มันมีการนำเอาฉบับพิมพ์ผิดไปเผยแพร่กับประชาชนแล้ว

ผมพูดตรงๆ นะครับว่า คณะรัฐประหารในตอนนี้เขาทำเหมือนบ้านเมืองมันไม่มีขื่อมีแปแล้ว เขาอยากจะทำอะไรเขาก็ทำ เพราะฉะนั้นเขาอยากจะตั้งใครหรือเล่นงานใครหรืออยากจะจับใครเขาก็เล่นงาน เขาก็ขัง หรือเขาอยากจะเสกอะไรขึ้นมาเขาก็เสกขึ้นมาโดยไม่ต้องคิดหรือคำนึงถึงใครแล้ว เพราะว่าอันนี้เขาได้เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาออกมาแล้ว ว่าทำไมเขาต้องคิดและทำอย่างนั้น เพราะว่าอันนี้มันได้เผยโฉมหน้าแท้จริงของเขาแล้ว

สำหรับผมตอนนี้เขารู้ว่า ตอนนี้เขาอยู่ใกล้ขอบเหวแห่งความหายนะแล้ว เพราะตอนนี้มันเริ่มมีกลุ่มคนออกมาท้าทายที่จะมาแย่งชิงอำนาจรัฐได้แล้ว เพราะฉะนั้นเขาต้องตอบโต้ด้วยความรุนแรงที่สุด และเขาพร้อมจะใช้ความรุนแรงทุกวิธี เพื่อที่จะจัดการพวกที่จะต่อต้านระบบขุนนางและการที่จะรักษาอำนาจของขุนนางเหล่านี้เอาไว้

**การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แล้วมีประชาชนมาใช้เสียงไม่เกิน 50% จะชอบธรรมไห

ทุกคนต้องเหมือนกับเป็นเอกฉันท์ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐานของกฎหมาย ซึ่งทุกคนก็ต้องรู้เพราะเรียนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ แล้วว่ากฎหมายอื่นจะออกมาได้ต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ อย่างปี 2540 เราพูดได้ว่าทุกคนยอมรับ เพราะประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. และผ่านกลไกการร่างฯ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างชันเจน เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นกฎหมายที่ประชาชนยอมรับได้ เพราะประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างฯ กับมือ ถ้าเกิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีคนมาลงประชามติไม่ถึงครึ่งหนึ่ง กฎหมายอื่นๆ จะคลายความศักดิ์สิทธิ์ลงไปด้วย อย่าลืมนะครับ เพราะว่ากฎหมายที่เหลือมันมีอำนาจได้ต่อเมื่อมีรัฐธรรมนูญ

**มีการบอกว่า หากไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อาจจะมีการเลือกตั้งช้าออกไป

เท่ากับขู่ประชาชนดื้อๆ เลย เท่ากับบอกว่า คุณไม่เอาของที่ฉันให้ คุณจะต้องโดนมัดเอาไว้เรื่อยๆ เท่ากับเป็นการขู่กรรโชก แล้วถามว่าคนที่ไหนอยากจะเอากับเขาด้วยล่ะครับ

**การรณรงค์โฆษณาให้คนรับรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้

ก็เป็นการโฆษณาแหละครับ บอกให้รับๆ ไปเหอะ หากไม่รับจะไม่มีการเลือกตั้ง ซึ่งจุดนี้เท่ากับว่าประชาชนยังไม่ได้ใช้อำนาจไปเรื่อยๆ พวกนี้เขาดูถูกคนไทย เพราะคิดว่าคนไทยหัวอ่อน พูดอะไรนิดๆ หน่อยๆ หยวนๆ น่า แต่ผมคิดว่าคนไทยตอนนี้ไม่ใช่เมื่อหลายร้อยปีก่อน ที่อะไรก็ได้หยวนๆ กันไป เพราะคนผ่านการต่อสู้มาตั้งหลายครั้ง

**เป็นไปได้ไหมว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะมีการปฏิวัติซ้ำหรือซ้อนขึ้นมาอีก

อย่างที่บอกไปแล้ว เขาเตรียมเกมสำหรับสองอย่างเลย ตอนนี้มันขึ้นกับกลุ่ม Power Play ของกลุ่ม คมช.และกลุ่มพวกอำนาจที่มาบริหารประเทศทั้งหลายในปัจจุบันนี้ว่าเขาจะตกลงกันได้หรือเปล่า

**การที่มีการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ 36 จังหวัด มันจะสอดคล้องกับการให้ประชาชนมาลงประชามติหรือไม่

คือถ้าไปดูตัวกฎอัยการศึก ไม่ทราบเคยดูกันหรือไม่ เพราะทหารเขามีอำนาจเต็มที่มากนะครับ ขนาดที่จะบังคับใช้เอาสัตว์พาหนะ หรือบังคับยึดบ้านยังทำได้เลย แล้วถามว่าสมมติผมไปบอกว่าไม่รับ และทหารรู้ว่าผมไม่รับ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเดินขึ้นไปบ้านผม ไปขี้ไปเยี่ยวทำอะไรก็ได้ในบ้านผม เพราะมันจะบอกว่ามันอยู่ในกฎอัยการศึก ทหารก็ทำงานตามกฎหมาย หรือทหารจะเรียกเรามาซ้อมเล่นสัก 7 วันก็น่าจะทำได้ (...หัวเราะ)

**หากมีการทำประชามติแล้วเสียงประชาชนไม่รับร่างเกินกึ่งหนึ่ง เห็นว่ามันสะท้อนอะไรหรือไม่

ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญมันต้องเป็นสิ่งที่เป็นเอกฉันท์ เพราะรัฐธรรมนูญคือพื้นฐานของกฎหมายนะครับ ทุกคนควรจะรู้ตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ ว่ากฎหมายที่จะออกมาได้... ต้องขอไปดูรัฐธรรมนูญ 2550 และปี 2540 กฎหมายอื่นจะออกมาได้ คือต้องเข้ากับรัฐธรรมนูญด้วย ในช่วงปี 2540

**จะขนานนามรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างไร

มันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับรักษาอำนาจของขุนนางนี่แหละครับ

**การที่รัฐบาลออก พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร มีความเห็นอย่างไร

ผมคิดว่ากฎหมายความมั่นคงคือเป้าหมายที่แท้จริงของการรัฐประหารคราวนี้ หลักการสำคัญๆ คือ ทำให้ข้าราชการประจำกลับมามีอำนาจ คือ การให้อำนาจกับ ผอ.กอ.รมน. ก็คือ ผบ.ทบ. มีอำนาจในการที่จะทำอะไรก็ได้ ในการจัดการคุมขัง หรือจะจัดการอะไรกับใครก็ได้ โดยที่ล่วงเกินอำนาจของนายกฯ ข้ามอำนาจนายกฯ ข้ามอำนาจของสภา ข้ามอำนาจตุลาการไปหมด ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ราชการใฝ่ฝันมา แต่เดิมความจริงมันก็มีอยู่แล้ว ไอ้การได้อำนาจทำอะไรได้ตามอำเภอใจ โดยที่ไม่ต้องฟังหรือแคร์ใครเลย แต่พอคราวนี้เขียนเป็นตัวลายลักษณ์อักษร ดังนั้นนักวิชาการทั้งหลายมาบอกว่า การรัฐประหารคราวนี้จะช่วยทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ผมก็อยากจะบอกให้ทราบว่า ที่เขามารัฐประหารคราวนี้จุดมุ่งหมายของเขาคือกฎหมายอันนี้นี่แหละ กฎหมายฉบับนี้จะทำให้หากคุณไปขัดคอกับระบบราชการที่ไหนอย่างไร ไปขัดกับกองทัพบกแค่ไหนอย่างไรนี่ เราจะโดนเฉือน โดนริบ โดนยึด โดนควบคุมตัว โดยที่ไม่สามารถจะไปอุทธรณ์ ฎีกากับใครได้เลย

**การระบุว่าขณะนี้เรามี “รัฐทหาร” เกิดขึ้นแทน “รัฐตำรวจ” ที่ถูกกล่าวหาในรัฐบาลที่ผ่านมา

ถ้าเราไปดูในประวัติศาสตร์ รัฐประหารทุกครั้งมันก็สืบทอดอำนาจทุกครั้ง อย่างในอดีต จอมพลสฤษดิ์ เขาอยู่ตั้งนานยังสืบทอดมาให้ ถนอม ประภาส ณรงค์ ได้อีก อย่าง สุจินดา ในเรื่องรสช. ตอนนั้นก็บอกเสียสัตย์เพื่อชาติ ซึ่งเป็นวาทะเด็ดของเขาที่เขาสืบทอดอำนาจ คนไทยนี่ไม่รู้จักเรียนรู้บทเรียนในอดีต เขาเข้ามากี่ทีก็สืบทอดอำนาจทุกทีเลย คราวนี้หากผมเป็นนักพนันก็ต้องแทงข้างว่าเขาสืบทอดอำนาจ แล้วพฤติกรรมอื่นๆ อีกเยอะแยะที่เขาไปเรียกร้องทบวงป้องกันประเทศ ก็เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการอำนาจของเขาให้อยู่ต่อ เพียงแต่อยู่ต่อให้แนบเนียนขึ้น และรออยู่ว่ากฎหมายความมั่นคง หากให้ ผอ.กอ.รมน. มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายแบบนี้ หากจะเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีทบวงป้องกันประเทศหรือเปล่า ผมก็อยากจะรู้เหมือนกัน

**มองว่า พ.ร.บ.รักษาความมั่นคง เป็นการเล่นเกมของ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.สุรยุทธ์ หรือไม่

สำหรับผมเห็นว่า คุณสุรยุทธ์ เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดเท่านั้นเอง ของพวก คมช. และกลุ่มอำนาจต่างๆ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะพยายามทำท่าทีให้มันซอฟต์ลง หรือไปแสดงว่าขัดกับคณะรัฐประหาร แต่โดยจุดยืนพื้นฐานของเขาแล้ว มีจุดยืนร่วมกันเพื่อธำรง สถาปนาอำนาจเก่าให้ยังอยู่

**มีการอ้างเรื่องของความเชื่อมั่นเรื่องของอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาช่วย เป็นเรื่องที่ฟังขึ้นหรือไม่

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นเลยครับ เพราะว่า
1.สังคมอะไรก็ตามถ้ามันจะเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ผลงานของคนๆ เดียว และมันไม่มีทางที่คนๆ เดียวจะเข้ามากู้เป็นอัศวินม้าขาวขึ้นมา มันเป็นไปไม่ได้
2.การที่บอกว่าคนๆ เดียวจะบริหารไปตามที่เขาคิดว่าดีที่สุด แต่เขาไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกัน เขาคิดแต่คาดเดาหรือการสำรวจ แต่จริงๆ แล้วในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ใจความของมันเกิดจากที่ว่าประชาชนทุกคนมีความต้องการ ถามว่าเราจะมีวิธีการบำบัดความต้องการอย่างไร คำตอบคือว่า ทำให้ประชาชนเข้ามาเป็นผู้บริหารเสียเอง และต้องเป็นประชาชนทั้งหมดทั้งประเทศ จึงจะตอบสนองความต้องการของประชาชนทั้งประเทศทั้งหมด ไม่ใช่ว่าคนๆ เดียวเข้ามาแล้วจะทำได้

**มีการโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุม นปก. ต่างๆ นานา โดยใช้ถ้อยคำว่าตัวป่วนเมือง

ความจริงการที่เขามาชุมนุมกันเมื่อเช้าวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พอดีอยู่ตรงหน้าคณะผม เราก็เห็นว่าพวกเขาก็มีกันไม่ได้เยอะหรอกครับ และการที่เขาใส่เสื้อเหลือง แล้วออกมาบอกในลักษณะคล้ายๆ ว่า จะมาเชียร์ป๋าเปรม ก็เท่ากับเป็นการเอาป๋าเปรมไปเท่ากับสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่มันหมายความว่าอย่างไร

**คณะรัฐประหารมักจะหยิบยกข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นมากล่าวหาแทบทุกครั้ง

คนที่พยายามยัดเยียดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เอาสถาบันมาปกป้องตัวเองชนิดที่ไม่น่าให้อภัยเลย ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนที่มีความกล้าหาญ คุณสามารถต่อสู้ได้คุณก็เอามาสู้กันอย่างตรงไปตรงมาสิ คุณก็มาสู้กันให้ชัดเจนเลยว่า นี่นะ...ผมมีวิธีการคิดแบบนี้นะ แล้วคุณก็มีวิธีคิดแบบนี้ แล้วในที่สุดทำให้นำไปสู่ข้อสรุปได้ แต่ว่านี่แปลว่าเขาคิดแบบที่ว่าอาจจะทำร้ายทำลายกัน ซึ่งมันทำให้เป็นการลากเอาสถาบันมาแปดเปื้อน

**กรณีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มักจะหยิบยกเรื่องของสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้างบ่อยครั้ง มองอย่างไร

คุณสนธิ เขาฉลาดมากในการที่จะพูด พูดเอาความจริงเปิดขึ้นมาเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง แล้วก็ปิดเอาไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อที่จะเอามารับใช้ผลประโยชน์ของเขาเอง ผมคิดว่าจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะอย่างที่เห็นว่าในอดีต คุณสนธิ ไม่ได้มีพฤติกรรมอะไรที่จะมากล่าวอ้างว่าเราจะต่อสู้เพื่อในหลวง และการกระทำที่เขาแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับนักการเมือง อาจจะเป็นการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์แปดเปื้อนได้

**การเคลื่อนไหวโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ หลายกรณี

การที่จะมาอ้างเป็นคุณทักษิณ หรือไม่ใช่คุณทักษิณ เป็นแค่ฉากบังหน้า เป็นแค่ควันบังหน้าเท่านั้นเอง เพราะความจริงแล้วคณะรัฐประหารเขาออกมารัฐประหารสิ่งที่เขากลัวที่สุดคือโครงสร้าง และระบบสถาบันที่มีมายาวนานมันถูกท้าทาย ซึ่งคนท้าทายคราวนี้ชื่อคุณทักษิณ เขาก็เลยมาเล่นงานคุณทักษิณ ถ้าเราไม่ย้อนไปถึงขณะนั้น เอาแค่ 2475 ปี การปฏิวัติของคณะราษฎร์ จนมาถึงก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ 2540 การบริหารในขณะนั้นอยู่ที่อำมาตยาธิปไตย คือข้าราชการเป็นแกนนำ ข้าราชการมีการให้และรับผลประโยชน์ร่วมกันกับนายทุนที่ทำธุรกิจสืบกันมาตั้งแต่โบราณ และกลุ่มนี้กำหนดนโยบายบริหารประเทศมาตั้งนาน และบริหารเพื่อผลประโยชน์ของระบบราชการเอง ทำให้ระบบข้าราชการมีขนาดมหึมา ถ้าเราไปดูระบบราชการ ถ้าเราไปดูข้าราชการใหญ่ๆ เผลอๆ จะร่ำรวยมากกว่านักการเมืองเสียอีก เพียงแค่ว่าไม่ได้เป็นที่รู้กัน

**กลุ่มราชนิกุลออกมาเคลื่อนไหวในตอนนั้น

กลุ่มราชนิกุลเขาอาจจะรู้สึกว่าคุณทักษิณ มาดัดแปลงโครงสร้างของสังคม มันทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคง และทำให้เขาคิดว่าโครงสร้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขาจะถูกเปลี่ยนแปลงอะไรบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งที่เขาพูดออกมาคือความกลัว ซึ่งมันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเขาไม่รู้หรอกครับว่าอาจจะแย่กว่า แต่ดูแนวโน้มมันน่าจะดีกว่าในอดีต

**ข้อกล่าวหาในการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เปรียบว่าถูกแทะจนเหลือแต่กระดูก ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาล่ะ

ถ้าพูดกันจริงๆ ระบบราชการได้สร้างความเสียหายมาอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่าไม่อาจจะเปรียบเทียบได้เลย สมัย ร.5 เราบอกว่าเราจะแข่งกับญี่ปุ่น พอมา ร.6 บอกว่าเราแพ้ญี่ปุ่น แล้วทำยังไงกันดี ก็มาโวยวายๆ กัน ตอนนี้กลับมาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีใต้เขาเป็นประเทศที่ล้าหลัง ห่วยแตก แต่มาตอนนี้เกาหลีใต้เขานำหน้าเราไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าประเทศไทยเสียโอกาสเยอะแยะไปหมด นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง มาเลเซีย สิงคโปร์ อีกเยอะแยะ ต่อไปเราคงจะแพ้เวียดนาม ซึ่งถามว่าใครที่เป็นคนรับผิดชอบ ก็คือคนที่บริหารประเทศอย่างแท้จริง นั่นคือระบบราชการที่บริหารประเทศมาอย่างแท้จริงตั้งแต่ 2475 หากจะให้ย้อนไปกว่านั้นคือ บริหารมาตั้งแต่ยุค ร.5

**มีการกล่าวหาโครงการ "ประชานิยม" ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่าทำร้ายประเทศ โดยโยงกับทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง

คำว่าประชานิยมไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดอะไรกับประเทศ เพราะในระบอบประชาธิปไตย ถ้าประชาไม่นิยม มิสเตอร์ เอ็กซ์ หรือ มิสเตอร์ วาย ถามว่าเขาจะเลือกเข้ามาเป็น ส.ส. หรือรัฐบาลได้ไหม จริงๆ แล้วในระบอบประชาธิปไตย เขาจะมาแข่งกันด้วยนโยบายว่าใครมีนโยบายที่ดีกว่ากัน แล้วประชาชนเหมือนกับไปเดินจ่ายตลาด แล้วเลือกเอานโยบายพวกนั้น หากนโยบายใครดีก็เลือกมาบริหารประเทศ ไม่ใช่หรือครับ

ตามรากศัพท์จริงๆ สมัยกรีก ได้มีข้อกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจเงินมาล่อซื้อประชาชน แต่ผมเห็นว่านโยบายต่างๆ ประชานิยมถ้าเป็นประชาธิปไตย ถ้าประชาไม่นิยมเขาจะเลือกคุณขึ้นมาทำไม และข้าราชการมักจะไม่เข้าใจ ว่าเงินภาษีที่มาคือเงินที่ประชาชนเขาให้เพื่อเอามาตอบสนอง เขาให้เพื่อเอาเงินไปใช้ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เพราะฉะนั้นการมาคิดว่าเงินภาษี จะมาคิดว่าตัวเองจะเอาไปทำอะไรก็ได้ อยากจะทำอะไรก็ทำ พอมีคนอื่นเขาอยากจะทำ เอาไปทำนโยบายที่เขาสัญญาเอาไว้ เขาก็มองว่าเป็นการคุกคาม เป็นการไปแย่งเค้กของเขา ทั้งๆ ที่คนที่อุตส่าห์เอาเค้กไปอบก็คือประชาชนนะ

**การที่คณะรัฐบาลหยิบยกเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาล มาอ้างบ่อย ๆ

เรื่องของคุณธรรมจริยธรรมที่รัฐบาลพูดเป็นแบบไหน ถ้าเป็นแบบที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พูด คือคุณธรรมจริยธรรมแบบที่ต้องว่านอนสอนง่าย ผู้ใหญ่ว่าอะไรก็ต้องว่าตามนั้น หรือบอกว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด หรือเราต้องอนุรักษ์ให้เห็นว่าในอดีตของเราอะไรควรต้องปรับปรุง แน่นอน วัฒนธรรมไทยของเรามันมีส่วนดีอยู่เยอะ สิ่งในโลกไม่ได้แปลว่าจะสมบูรณ์ เพียงแต่เราต้องขัดเกลาให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมแบบว่าว่านอนสอนง่าย ว่ายังไงก็ว่ากันตามนั้น ถ้าหากนี่คือจริยธรรมคุณธรรม ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จริง คิดว่าคงจะต้องเอามาปรัปปรุงกันให้ดีกว่านี้ได้ไหม มันจะทำให้สภาพสังคมหยุดนิ่งอยู่กับที่ ก็แปลว่าของเดิมดีอยู่แล้วไม่ต้องไปปรับแก้ไข ทั้งที่ของเดิมอย่างระบอบการปกครองของเรามีแค่ระบอบขุนนาง อำมาตยาธิปไตย ไม่กี่คนมาแสวงหาอำนาจ และมีนายทุนไปสมคบอำมาตยาธิปไตยที่ได้รับอำนาจและรับทรัพย์สิน

**10 เดือนของการทำงานของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ชัดเจน มีอะไรบ้าง

ที่ชัดเจนก็คือ เขาไปพูดเรื่องแนวเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับพูดเรื่อง 30% พอพูดแบบนั้นต่างชาติเลยเข้าใจว่าแนวเศรษฐกิจพอเพียงเท่ากับนโยบายที่ประเทศไทยจะปิดประเทศแล้ว แปลว่าการลงทุนที่แท้จริงหดหายไป เงินที่เข้ามาที่เราอาจจะดูว่าตอนนี้เงินเข้ามาเยอะก็จริง แต่เงินที่เข้ามาเป็นเงินร้อน เข้ามาเก็งกำไรลูกเดียวเลย และเราไม่เห็นคุณสุรยุทธ์จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเรื่องนโยบายของเศรษฐกิจเลย เห็นมีแต่พยายามจับผิดโน้นจับผิดนี่เท่านั้น และนโยบายบอกว่าจะส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง แต่ไปดูโรงงานที่ปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อน (บริษัท ไทยศิลป์ อาคเนย์อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด) เป็นตัวสะท้อนที่ดีว่าในระยะเวลา 9-10 เดือน คุณสุรยุทธ์ไม่ได้คิดอ่านอะไรเลยที่จะส่งเสริมทำให้อุตสาหกรรมในประเทศมีความเข้มแข็ง สามารถที่จะรับมือกับความผันผวนเรื่องค่าเงินในตลาดโลก หรือเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้

**เปรียบเทียบรัฐบาลชุดก่อนและรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ถ้าพูดถึงความเสียหาย ผมคิดว่ารัฐบาลสุรยุทธ์ยังไงก็ทำความเสียหายให้มากกว่าอยู่แล้ว เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของการรัฐประหารแบบนี้ ทำให้ต่างชาติเขาเห็นอยู่แล้ว เมืองไทยไปยอมรับการรัฐประหารง่ายๆ ถ้าเขามองเห็นบ้านนี้เมืองนี้ใครไม่ชอบอะไรก็ทำกันง่ายๆ แล้วใครเขาจะมาลงทุน เรื่องนี้นักลงทุนต่างประเทศเขาเห็นเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการส่งเสริมเศรษฐกิจใดๆ อย่างญี่ปุ่นเขาประกาศมาแล้วว่าเขาจะลดการลงทุน เขาจะไปลงทุนที่อื่น

**ให้คะแนนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์

ผมว่าเอาไป 0 เต็ม 10 เพราะว่า ครม. ของเขา คนทั้งหลายทั้งปวงเขาขนานนามเอาไว้ว่า "ขิงแก่" ยังไงครับ ก็เขาไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ข้าราชการกระทรวงเขามีตลกร้ายเล่ากัน เขาบอกว่า เออ...นี่ มีนักธุรกิจไปถามปลัดกระทรวงคนหนึ่ง เขาบอกว่าจะทำต่อเมื่อมีรัฐมนตรีสั่งลงมา แล้วพอนักธุรกิจคนเดียวกันไปถามรัฐมนตรี รู้ไหมรัฐมนตรีบอกว่าเดี๋ยวรอปลัดชงขึ้นมา...(หัวเราะ)

มันกลายเป็นวัฒนธรรมราชการ คือ ถ้าอยู่เฉยๆ ก็ขั้นหนึ่ง เรื่องอะไรจะไปทำให้เจ็บตัว ไปถามนายทำไม แล้วก็จะรอเฉพาะตามที่นายสั่ง แล้วนายคิดได้ว่า เด็กมันไม่ทำอะไรน่าจะดีกว่า ปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และข้าราชการวิธีคิดแบบเก่าๆ คือคิดว่าอยู่กับขุนนางสมัยโบราณ นั่งอยู่เฉยๆ เดี๋ยวมีพ่อค้ามาจ่ายส่วย แล้วพ่อค้ามาจ่ายส่วยก็ให้พ่อค้าไปทำมาหากินได้ เพียงแต่ยุคนั้นเอาเข้าขุนนาง แต่ยุคนี้เอาเข้ามาเป็นเงินเดือนของตัว จะเห็นได้ว่า เดี๋ยวนี้เงินเดือนข้าราชการมีจำนวนมากกว่างบประมาณส่วนอื่นๆ ที่จะเอาไปทำประโยชน์ให้ประเทศชาติเสียอีก

**ทักษิโณมิกส์ ที่มีการบัญญัติศัพท์เอาไว้จากนักวิชาการ

ที่นักวิชาการบอกว่าทักษิโณมิกส์เป็นอันตรายอย่างโน้นอย่างนี้ แท้จริงสิ่งที่เขาหวาดกลัวคือ จะมีอำนาจมาทำลายระบบโครงสร้างเก่า โครงสร้างอำมาตยาธิปไตยที่สืบทอดมาตั้งแต่ 2475 จนถึงปี 2540 พอเขารู้สึกไม่มั่นคง มีคนอื่นที่มาสั่งข้าราชการได้ ไม่ใช่ข้าราชการบริหารประเทศตั้งแต่น้อยไปถึงมากเหมือนในอดีต เขาก็หวาดกลัวแล้ว เพราะว่าโครงสร้างแบบนี้ที่ดำรงในอดีตมันจะถูกเปลี่ยนแปลง เขากลัวจุดนี้มากที่สุด เพราะฉะนั้นในเมื่อคุณทักษิณ เป็นคนแรกที่จะทำอย่างนี้ สำหรับผมเองไม่ได้คิดว่าเขาทำจนประสบความสำเร็จแบบสุดๆ เขาเองอาจจะทำได้เพียงแค่ระดับหนึ่ง

อย่างที่เห็นว่าโครงสร้างวัฒนธรรมระบบราชการยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปเลย จะทำอะไรก็โดนด่า โดนว่า คือมีแรงเสียดทานอย่างรุนแรงมาตลอด ทีนี้ข้าราชการเห็นว่าคุณทักษิณเป็นแนวหน้า เป็นคนแรกที่ออกมาทำแบบนี้ เขาไม่ปล่อยไว้หรอกครับ เพราะว่าการท้าทายคราวนี้ผมมองว่ามันรุนแรงยิ่งกว่าการท้าทาย 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เพราะจะเห็นว่า ก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พวกข้าราชการเขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพียงแต่ว่าอาจจะมีอำนาจของประชาชนมีข้อเรียกร้องมากขึ้น แต่ขณะนั้นเขามองว่าการที่ประชาชนจะมีสิทธิ์มีเสียง เขาเห็นว่าจะเป็นภัยที่มาคุกคามต่อระบบเดิม ทำให้ในที่สุดเกิด 6 ตุลาคม 2519 เพื่อที่จะทำลายพลังของนักศึกษาและพลังของประชาชน เพื่อไม่ให้ไปต่อกรกับพลังของอำมาตยาธิปไตย และอำนาจเก่าในสังคมไทย

**คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีความชอบธรรมหรือไม่เพียงใด

อันนี้ผมคิดว่าพวกเรารู้กันดีอยู่แล้วว่า คตส. ไม่มีความชอบธรรมอะไรเลย เพราะว่าเราอย่าลืมว่าอำนาจอธิปไตยสูงสุดมาจากประชาชน แต่อำนาจ คตส. นี่มันมาจากการที่ใช้ปืนของคุณสนธิ และ คมช. ถ้าถามว่า คตส. มีอำนาจชอบธรรมไหม ก็อย่างที่เห็นว่ามาจากคุณสนธิ แล้วคุณสนธิมีอะไรที่เกาะเกี่ยวกับประชาชนไหม ที่เขามาทำ เขาจะอ้างลอยๆ ที่เราก็ทราบกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอำนาจของ คตส. เมื่อคนที่ให้อำนาจมา คล้ายๆ ให้กระดาษที่เป็นแบงก์เก๊มา คตส. ที่เอาไปใช้ต่อ เหมือนกับคนเอาแบงก์เก๊มาใช้ต่อ ถามว่าแบงก์ที่ คตส. จ่ายมาให้มันมีคุณค่าไหม มันก็ไม่มีคุณค่า มันแบบนี้แหละครับ

**มีการระบุว่า การใช้เงินเพื่อโค่น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นสิ่งที่คุ้มค่า

ที่เขาให้เงินมาเพื่อรักษาธำรงระบบเก่าเอาไว้ เหมือนกับว่ามีแค่คนบางส่วนเท่านั้นที่ได้ใช้อำนาจที่แท้จริง แล้วถามว่าการที่เขาเอาเงินมาเพื่อดำรงให้ระบบเหล่านี้เอาไว้ ถามว่าในมุมมองของประชาชน 2 พันล้าน เท่ากับเป็นการซื้ออาวุธมาทำร้ายเขา อย่างชัดเจนเลย

ผลลัพธ์ที่ออกมามันเลยเป็นแบบที่เห็นในปัจจุบัน คือกลายเป็นว่ากลุ่มทหารและอำมาตยาธิปไตยมาครองเมือง และถ้าเกิดจะพูดนะครับ เอ็นจีโอทั้งหลายดูตัวอย่างเรื่องเขื่อนปากมูลซิครับ เป็นอย่างไร โดนปิดแบบสนิท ชัตดาวน์ ไม่มีวันได้เปิดขึ้นมาอีกแล้ว เพราะฉะนั้นภายใต้ท็อปบู๊ตของทหาร และอำนาจของข้าราชการ ประชาชนไม่มีสิทธิ์ไปต่อรองอะไรหรอกครับ ถ้าคุณจะต่อรองเพื่อให้ได้อะไรขึ้นมา มีทางเดียวคือคุณต้องต่อสู้เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้บริหารประเทศนั่นแหละครับ เพราะถ้าเกิดประชาชนบริหารประเทศ ประชาชนเท่านั้นที่จะใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ถ้าเกิดว่าข้าราชการเป็นผู้บริหารประเทศ ข้าราชการจะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ของระบบราชการและระบบเดิม รวมถึงพวกนายทุนที่มาเกาะเกี่ยวกับพวกเขาด้วย

**แกนนำ คมช. มีท่าทีชัดเจนว่าจะเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจ

ผมคิดว่าเป็นธรรมดาของผู้นำ คมช. ทหารเขาจะต้องมีการสืบทอดอำนาจกันอยู่แล้วในอดีต เช่น ในพฤษภาคม 2535 ก็มีพรรคสามัคคีธรรมใช่ไหมครับ ตอนนี้ถ้าจะมีมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทหารจะมาอีกที เพราะว่า มองได้หลายแง่ 1.คุณสนธิเขาอยากจะได้อำนาจเอง เพราะเขาทำขึ้นมาอาจจะเพื่อผลประโยชน์ของเขาอยู่แล้ว และ อาจจะอยากแสวงหาประโยชน์ เพราะตอนนี้มันเป็นทีของเขา เขามีอำนาจในมือ ตอนนี้เขาอาจจะกวาดต้อน ส.ส. เข้ามาแล้วเขาก็มาลงเล่นการเมือง แล้วมีอำนาจเพิ่มขึ้นไปอีก หรือถ้าเกิดมองว่าแง่หนึ่งอาจจะมีการผลักดันให้คุณสนธิพยายามเล่นการเมือง โดยรวบรวมอำนาจขึ้นมาเพื่อกดไม่ให้กลุ่มอื่นที่คิดจะแย่งชิงอำนาจรัฐ รวมถึงประชาชนด้วย กดเอาไว้ไม่ให้กลุ่มนี้หือขึ้นมา

**การตัดสินคดียุบพรรคการเมือง มองว่าเป็นจุดมุ่งหมายของ คมช. หรือไม่

คือจริงๆ แล้วพรรคการเมืองหากมองในเชิงหลักการมันเป็นสิ่งที่ยุบไม่ได้ ไม่มีอำนาจไหนจะมายุบได้เพราะพรรคการเมืองเป็นการรวมตัวของประชาชนที่จะออกมาเรียกร้อง หรือดำเนินการทางการเมือง ให้กลุ่มประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นตามหลักการแล้วพรรคการเมืองยุบไม่ได้

**ตุลาการรัฐธรรมนูญ ถูกแทรกแซงไหม

คือกลุ่มตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ต้องแทรกแซงพวกเขาก็จะตัดสินอย่างที่เห็น เหตุผลเพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ ที่เขาต้องการจะรักษาระบอบอำมาตยาธิปไตยเอาไว้ด้วย และถามว่าอำนาจจริงๆ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่มีที่มาจากประชาชน โดยพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจนั้น แต่ตุลาการรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยคดียุบพรรคในเอกสารของเขาชัดเจนว่าไม่ได้ทำในพระปรมาภิไธย เพราะฉะนั้นความชอบธรรมมันเกือบจะเท่ากับศูนย์

**จุดยืนของ นพ.เหวง โตจิราการ ก่อนหน้านี้เคยเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิโณมิกส์ ตอนนี้จุดยืนเปลี่ยนหรือไม่

จุดยืนของคุณพ่อผมคือประชาธิปไตยมันต้องมาก่อน สำหรับประเด็นตอนนี้หากไม่มีประชาธิปไตย มันไม่มีทุกสิ่ง ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะพูดอะไรได้เลย ดังนั้นตอนนี้การต่อสู้กับ คมช. มันสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

**การรณรงค์ ของ นปก. พลังเงียบจะเข้ามาร่วมไหม

ถ้าผมมอง ตอนนี้พลังเงียบเขาเริ่มเคลื่อนไหวตัวแล้ว หากเราจะดูหน้าหนังสือพิมพ์ ตอนรัฐประหารใหม่ๆ เกือบทุกฉบับเลย แทบจะเรียกได้ว่าคณะรัฐประหารเหมือนเทวดาลงมาจากสวรรค์ ไม่มีฉบับไหนเลยจะเขียนค่อนแคะคณะรัฐประหารในการบริหารประเทศล้มเหลว แต่หนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน เราไม่นับฉบับที่เขาเดิมพันสูง จะเห็นว่าฉบับอื่นเริ่มมีคนเขียนติติง อาจจะไม่ใช่ 100% เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นว่าคนเริ่มมีทรรศนะที่ไม่ดีกับคณะรัฐประหารแล้ว เป็นมาตราวัดที่ดีที่สุด นอกจากนี้ การชุมนุมที่ท้องสนามหลวงมีคนเข้าร่วมการชุมนุมเพิ่มขึ้นทุกวันๆ อันนี้ก็เป็นมาตราวัดที่ดีตัวหนึ่ง

**ห่วง นพ.เหวง หรือไม่ ในการมาเป็นแกนนำ นปก.

ถามว่าเป็นห่วงไหม ผมก็ต้องเป็นห่วงในฐานะที่เป็นลูกคนหนึ่งนั่นแหละ แต่ผมก็ต้องห่วงแกนนำคนอื่นๆ และ การต่อสู้ด้วย ข้อสำคัญการต่อสู้ที่ผมอยากจะฝากถึงทุกคนว่า ประวัติศาสตร์สร้างมนุษย์ก็จริง แต่มนุษย์ก็กลับไปสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดสมมติว่าเลวร้ายที่สุด แกนนำทั้งหมดถูกจับตัวไป แล้วไม่ให้ประกันตัว ผมขอร้องประชาชนว่ายังจะต้องสู้ต่อไป ซึ่งผมคิดว่าประชาชนจะสู้ต่อไป เพียงแค่พูดย้ำเตือนให้ประชาชนรู้อีกครั้งเท่านั้น

**พร้อมที่จะขึ้นเวทีทำหน้าที่แทนคุณพ่อไหม

พร้อมครับ การต่อสู้ คุณพ่อมักจะพูดกับผมเสมอว่าการต่อสู้สำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา สำคัญอยู่ที่ประชาชน ประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ประชาชนจะต้องลุกขึ้นมา ทำสิ่งที่ตัวถนัดก็ได้ อย่างผมเองก็เคยเขียนบทความตอบโต้กันไป เช่น เคยเขียนบทความตอบโต้นักวิชาการที่อ้างระบอบประชาธิปไตย ต้องแบ่งอำนาจให้คนที่ดีกว่าไปครองอำนาจด้วย หรือแบ่งปันอำนาจให้กับคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ประชาชนมาร่วมเสวยอำนาจด้วย ซึ่งผมเคยเขียนโต้แย้งลง นสพ.มติชน ไปแล้ว

**เป้าหมายของ นปก. ตอนนี้มุ่งไปที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ

อย่างที่เห็นกันชัดๆ อยู่ว่า พล.อ.เปรม นำ พล.อ.สนธิ ไปเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ทำรัฐประหารไปแล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเขาจะบอกว่าไม่ใช่คนต้นคิดโดยตรง แต่เขาให้การยอมรับและให้การปกป้องคณะรัฐประหารคนนี้ อย่างชัดแจ้งเลย สำหรับเขาที่อยู่ในฐานะแบบนี้ ถือว่าเขาเป็นผู้ต้องรับผิดชอบมาก เพราะเท่ากับเป็นผู้รับรองการรัฐประหารครั้งนี้ และเป็นผู้ที่ว่ารับรองเกือบจะสูงที่สุด และกับคนที่สูงขนาดนี้การมาสนับสนุนรัฐประหารทำลายระบบประชาธิปไตย เท่ากับเป็นการทำลายตัวเองอย่างถึงที่สุด และพยายามลากสถาบันเข้ามาแปดเปื้อนด้วย โดยพยายามสร้างเครดิตตัวเองว่าได้รับฉันทานุมัติมาจากสถาบัน เท่ากับพยายามลากเอาเครดิตของสถาบันมารับรองการรัฐประหาร ซึ่งอาจจะเข้าข่ายเป็นการหมิ่นเบื้องสูงอย่างรุนแรง อีกทั้ง พล.อ.เปรม เป็นกลจักรสำคัญของระบอบอำมาตยาธิปไตยในช่วงปี 2520 รัฐบาลที่เขาเข้ามาโดยการรัฐประหารเงียบ ตอนนั้นทุกคนจำได้หลังจากยุคเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และเมื่อเข้ามาก็บริหารแบบระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างแท้จริง คือแทบจะไม่ทำอะไรเลย คือทำตามข้าราชการเสนอมา

การบริหารของรัฐบาล พล.อ.เปรม ในการจัดซื้อ เอฟ 16 เอ/บี ของกองทัพไทย เป็นฝูงสุดท้ายของรุ่น แล้วแทบเป็นล็อตสุดท้าย คือเกือบจะตกรุ่น เขาผลิตรุ่นใหม่แล้ว แล้วยังซื้อราคาแพงกว่าชาวบ้านเขาอีก นี่คือผลลัพธ์ในการบริหารสมัยนั้น

**ทหารบอกว่า ศูนย์รวมจิตใจทหารอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ

ถ้าพูดแบบรุนแรงที่สุด กองทัพเป็นสถาบันที่จะต้องปกป้องประชาชน ศูนย์รวมจิตใจกองทัพคือประชาชนไม่ใช่ที่อื่น แล้วหากจะพูดตามเทคนิคกฎหมายไทย คนที่จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของกองทัพคือพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่หรือครับ เพราะพระมหากษัตริย์ทรงดำรงไว้ซึ่งฐานะจอมทัพไทยด้วย การที่มาบอกว่าเปรมเป็นศูนย์กลางกองทัพ เป็นการดูหมิ่นประชาชน และเป็นการมองข้ามในหลวงด้วย

**แต่มีการบอกว่า พล.อ.เปรม เป็นคนมือสะอาดในการบริหารชาติบ้านเมือง

ผมเกิดไม่ทันยุค พล.อ.เปรม แต่ผมไปเปิดเอกสารดู ปลายๆ สมัยเปรมโดนด่าลงหนังสือพิมพ์ทุกวัน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ด่าแบบชนิดที่ว่าแสบสันคันหัวใจทีเดียวเลยนะครับ และมีอีกหลายกรณี เช่น กรณีเอฟ 16 ฝูงล้าสมัยเข้ามาในราคาที่แพงกว่าชาวบ้านเขา

**พล.อ.สนธิ และ พล.อ.สุรยุทธ์ เข้าไปขอขมา พล.อ.เปรม หลังเหตุการณ์ 22 กรกฎาคม 2550

จริงๆ แล้วถ้าเกิดดูเหตุการณ์ พล.อ.สนธิ ออกมาขอโทษ เป็นจุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างชัดเจน มีการชูพล.อ.เปรม เพราะรู้ว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งจุดนี้ทั้งคณะ นปก. และ รัฐประหารก็รู้ดี เพราะฉะนั้น เขาจะต้องพยายามสร้างเครดิตให้กับ พล.อ.เปรม โดยการบอกว่าทหารในกองทัพให้การเคารพนับถือมาก หากม็อบมาประท้วงก็ต้องมาขอโทษ เพราะปิดกั้นไม่ให้ม็อบมารบกวน พล.อ.เปรม ไม่ได้

สำหรับผม เสาหลักของประเทศคือประชาชน การที่ พล.อ.เปรม มาพูดจะเป็นเสาหลักของประเทศ มันเป็นเรื่องที่ฟังแล้วค่อนข้างจะขำ แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ เขาอาจจะคิดอย่างนั้น เพราะเขาขึ้นมา ไต่เต้าโดยสัมพันธ์กับพล.อ.เปรม ดังนั้นการปกป้องกลุ่มอำนาจของตัวเองเขาก็คิดว่าคงจะต้องทำ

**นายกรัฐมนตรีมีการอ้างถึงเหตุการณ์กรุงศรีอยุธยาแตกเพราะคนไทยขาดความสามัคคี

ผมจะเล่าให้ฟัง ตอนที่กรุงแตก จริงๆ ที่แตกความสามัคคีเกิดจากขุนนางแย่งผลประโยชน์กันเอง เราก็ทราบกันดี นอกจากนี้ยังมีการฆ่าแกงกันในราชสำนัก ไปดูในราชพงศาวดารที่รัชกาลที่ 5 บันทึกเอาไว้ได้ครับ เพราะความแตกแยกในหมู่ขุนนาง และการแสวงหาประโยชน์ของขุนนางอย่างไร้ขอบเขต ตอนนั้นทำให้กรุงแตก ตอนนั้นมีละครหาไปเล่นให้พระเจ้าเอกทัศน์ ละครเลยเล่นเสียดสี แม้แต่ผักบุ้งยังเสียภาษี นี่เป็นจุดทำให้กรุงแตก ไม่ใช่คนไทยแตกความสามัคคี แต่เพราะขุนนางกดขี่ประชาชน และขุนนางแตกกันเอง นี่คือสาเหตุทำให้กรุงแตก และถ้ากรุงจะแตกอีกรอบหนึ่งก็เพราะสาเหตุนี้แหละครับ

**พอใจพลังนิสิตนักศึกษาในยุคนี้ไหม

คือผมรู้อยู่แล้วว่าพลังนิสิตนักศึกษามันยังไม่ได้ขึ้นมาเท่าไร ยังไม่ได้เคลื่อนไหวมากเท่าที่ควรจะเป็น แต่ว่าสำหรับผมผมไม่แปลกใจ เพราะถ้าไปดู 30 ปีก่อนหน้านี้ นิสิตนักศึกษาคือคนที่เรียกว่าไม่ได้มีความร่ำรวย ผิดจากสมัยนี้ที่เป็นลูกของคนร่ำรวย แม้จะบอกว่ามหาวิทยาลัยมันมีมากขึ้นก็จริง แต่การขยายตัวของคนชั้นกลางและคนชั้นสูงที่มีความเป็นอยู่ดีกว่าในสังคมขยายตัวมากขึ้น โดยไม่ต้องดิ้นรนในการต่อสู้มีมากขึ้น และคนเหล่านี้เข้ามายึดครองที่นั่งในสถาบันนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยมากขึ้น

**ผิดหวังคนเดือนตุลาที่ไม่ออกมาต่อต้านระบอบเผด็จการเลย

สำหรับผมเองผมมองว่าหลายๆ คนฐานะเขาเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้มีอำนาจ เช่น เป็นข้าราชการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย เขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการอันยิ่งใหญ่ไปแล้ว เขาเป็นคนหนึ่งที่ไปเสวยสุขจากเงินที่ประชาชนเอาไปให้เขาแล้ว เมื่อเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของข้าราชการ เขาต้องปกป้องผลประโยชน์ของเขาในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง หรือว่าเป็นพ่อค้าที่เกาะเกี่ยวกับระบบราชการ ส่วนตัวผมไม่ใช่คนรุ่นตุลาคม แต่ผมมองว่าฐานะเข้าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่แปลกใจที่เขาต้องมีจุดยืนที่เปลี่ยนไป

**พลังประชาชนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้จริงหรือ

ผมเชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะรูปธรรมเห็นชัดว่าคณะกลุ่มอำมาตยาธิปไตยเขาพยายามทุกวิถีทางเอาไว้ ทั้งขู่ทั้งปลอบ การที่เขาออกมาเคลื่อนไหวอย่างนี้เขารู้แล้วว่าเริ่มไม่มั่นคงแล้ว เขาพร้อมจะถูกโค่นลงไปทุกเมื่อ แต่เขาจะไม่ล้มไปเองง่ายๆ ถ้าประชาชนไม่มาช่วยเขย่าฐานของเขาออกไปให้มันหลุด และสังคมประเทศไทย จะเปลี่ยนไปสู่การที่ประชาชนสามารถกำหนดโชคชะตาของตนเองได้

**ข้ออ้าง 4 ข้อ ที่มีการอ้างทำรัฐประหาร

ผมไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าสักข้อหนึ่ง ที่คนไทยสนใจกันมากคือ 1 ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถ้าจะพูดกันให้รุนแรงจริงๆ ครับ ระเบิดข้างวังสวนจิตรลดา คมช. ไม่เห็นทำอะไรได้เลย การปล่อยให้เกิดการระเบิดแบบนี้เท่ากับว่าตนเองไม่สามารถจะปกป้องสถาบันได้ เรื่องคอร์รัปชั่นโกงกินมีหลายตัวอย่าง เช่น เรื่องของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร 800 ล้านบาท ที่ทีโอที ซึ่งเขาบอกว่าบริจาคไม่ได้เพราะขาดทุน 2,000 ล้าน

**ข้ออ้างเรื่องการคอร์รัปชั่นสมัยคุณทักษิณ

เราได้พูดในที่นี้ว่านี่มันมากกว่านักการเมือง ถ้าจะสะสางการคอร์รัปชั่นนักการเมืองไทย ไปสะสางระบบราชการก่อนเถอะ คือเราทราบกันว่านักการเมืองจะโกงได้ ข้าราชการจะชงขึ้นมาก่อน เราก็รู้กันอยู่

**นปก.จะต่อสู้กันถึงแค่ไหน

จนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยครับ เพราะตอนนี้เห็นกันอยู่ว่ารากฐานของพวกนี้มันโยกคลอนแล้ว เพียงแต่มันต้องพยายามต่อสู้ทุกวิถีทาง เหมือนร่างกายมีเชื้อโรค หากเชื้อโรคอ่อนแรง เราต้องโหมให้ยาฆ่าเชื้อเข้าไปอีก เพื่อฆ่าให้มันแน่ใจว่าเราได้ฆ่าเชื้อไปหมดแล้ว หากเราให้ยาฆ่าเชื้อแบบกะปริบกระปรอย จะทำให้เชื้อกลับมาอีก แล้วทำให้เราใช้ยาตัวเดิมไม่ได้ผล

**มีการอ้างถึงท่อน้ำเลี้ยงกันมาก

ผมคิดว่าเป็นเรื่องพูดไปเอง เพราะตอนนี้คุณมีเงินมากเท่าไร คุณไม่สามารถเอาประชาชน เอาใจประชาชนมาได้ คุณอาจจะเกณฑ์มาได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่คุณทำอย่างไรให้ได้ใจประชาชนอย่างถาวร และตอนนี้ประชาชนเขาลุกขึ้นมาแล้ว เขาไม่ยอมง่ายๆ หรอกครับ เพราะเงิน 300-500 บาท ประชาชนเขาไม่โง่นะครับ เขาก็รู้ว่ามันได้แค่ตอนนั้นเอง ถ้าเปรียบเทียบม็อบคุณสนธิ ตอนนี้ก็เหลือคนอยู่ไม่กี่คนเอง ขณะที่ทางของเรามันเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ และ การต่อสู้ฝนก็ตกทุกวี่ทุกวันและคนมาเรื่อยๆ ถามว่าประชาชนไม่มีจิตใจตั้งมั่นเขาจะยอมมาต่อสู้กับเราด้วยหรือครับ

**มีการกล่าวหาว่าเหมาแท็กซี่เอามาทิ้งสนามหลวง

เท่าที่ผมสัมผัสมา บางคนเขาไม่ได้มีเงินมา เขามาด้วยใจของเขาจริงๆ

Ex-Thai leader seeks to do it his way

ที่มา Financial Times
โดย Amy Kazmin and Sarah Ross
30 กรกฎาคม 2550

For six years, Thaksin Shinawatra, the charismatic billionaire telecoms tycoon, ruled Thailand and revelled in the adulation of its rural poor and working classes. In the meantime, his family-controlled telecommunications firm, Shin Corp, soared in market value.

Today, Mr Thaksin is a political exile in London and owner of an English Premier League football team, Manchester City, whose fans find it difficult to pronounce his family name, Shinawatra, and have thus taken to calling him “Frank”, as in Sinatra.

Mr Thaksin describes his fall as like a descent to “hell [from] heaven in one day”.

It was perhaps Mr Thaksin’s break with Thai political traditions – particularly those that suggest politicians’ popularity should in no way overshadow other institutions, such as the monarchy – that led to his government’s ousting.

In a country where those close to the royal palace usually wield considerable political clout, Mr Thaksin paid little respect to the traditional powerbrokers, his close allies say.

When Bangkok’s middle classes were in uproar last year over his family’s $1.9bn tax-free sale of Shin Corp, royalist military leaders seized the chance to move against him. The coup, last September, many Thais believe had the tacit endorsement of General Prem Tinsulanonda, a former army commander and prime minister, who is now the top adviser to King Bhumibol Adulayadej.

Yet Mr Thaksin is unrepentant. “I may have been negligent,” he told the FT. “I forgot to manage power. I managed the country to gain popularity, so [my] power comes from popularity. That is 100 per cent . . . according to the theory of democracy.” He said the furore over his family’s sale of Shin Corp was just an excuse for the military to act. “Even if we hadn’t sold Shin Corp they would have ousted me anyway because of my popularity. They knew if we had another election there would have been another landslide [for his Thai Rak Thai party].”

Ten months after the coup, Mr Thaksin remains a potent force. While the military-installed government plods towards its goal of enshrining a new charter and transferring power to an elected government, the spectre that Mr Thaksin will re-establish a political foothold looms large.

The former leader’s every move – including his launch of a Chinese-language book about the coup and a new website countering government allegations against him – is watched closely. Sensitivities have heightened further since anti-coup protesters clashed with police outside Gen Prem’s house earlier this month. Nine protest leaders, including several former Thai Rak Thai leaders, are now in jail.

With his family’s $1.9bn from the sale of Shin Corp frozen as part of what Mr Thaksin calls as “politically motivated” process, the shape of a post-election government is clearly of strong interest and relevance to him.

Although a post-coup tribunal has dissolved Thai Rak Thai and banned many former leaders from politics for five years, Mr Thaksin says he will provide “ideological support” to a successor party.

Despite his absence, he believes he retains support among Thai voters. “They love me,” he said. “They want to do something for me, because I have done a lot for them.”

Many Thais suspect Mr Thaksin of retaining ample assets overseas. But he is pleading poverty. “I can’t even support myself,” he claims. “I turned poor very quickly. I have to rely on many rich friends worldwide.”

For now, Mr Thaksin says, his focus is on Manchester City, an investment that appealed to him “because it doesn’t need much more money from the family.”

In moves sure to keep him in the Thai public spotlight, he has already invited two Thai football players – a striker and a goalkeeper – to try out for the team.

Meanwhile, Mr Thaksin is sueing Thai anti-graft investigators for defamation and wrongful seizure of the money from the Shin Corp sale, a deal for which prosecutors have yet to file actual charges of wrongdoing.

“That is the wealth that the whole family had gone through hardship [for], working for it for over 20 years,” Mr Thaksin says. “I own[ed] it before I enter[ed] politics. How can you freeze that asset? If you [accused] me of [being] corrupt, it means I have to take the money from government coffers. But there is nothing there at all.”

Thaksin says no plans to return to politics

ที่มา เวบไซต์ straitstimes
30 กรกฎาคม 2550

LONDON - THAILAND'S former prime minister Thaksin Shinawatra said in an interview published in Monday's edition of the Financial Times that he had no plans to return to politics in his native country.
The former telecoms tycoon said he was more interested in his newly acquired Premiership football team, Manchester City.

He insisted he was 'relieved' that he did not have to worry about 'what should I do for my people, for my country?'.

Military leaders ousted Mr Thaksin last September, accusing him of corruption and abuse of power, and he has been living in London since.

Anti-graft investigators have already frozen at least US$1.52 billion (S$2.30 billion) of assets belonging to him and his family.

Mr Thaksin's family earned US$1.9 billion when they sold his Shin Corp telecom giant to Singapore's Temasek Holdings, and the ex-prime minister denied any impropriety in the deal.

'All the allegations related to the Shin Corp sale are politically motivated... The sale of my family asset clearly happened in a professional way. In new modern capitalism, merger and acquisition is normal.'

Mr Thaksin said he was still debating whether or not to return to Thailand to face charges of corruption.

He said he had concerns about his personal safety, and feared that his return might spark confrontations between his followers and supporters of the military regime.

He described the draft for a new constitution unveiled by the military earlier this month as a 'step back' for democracy in the country.

The proposed constitution was 'fruit from a poisoned tree' and an act of 'political revenge' against him.

Thai voters should reject it and work to restore Thailand's 1997 constitution, he said.

The generals tossed out Thailand's 1997 constitution, widely hailed as the most democratic the kingdom had ever known, shortly after they seized power. -- AFP

จับ 9 แกนนำ นปก. ประจานทั่วโลก "ไทยคือประเทศเผด็จการสมบูรณ์แบบ"

ที่มา เวบไซต์พลเมืองภิวัฒน์
โดย จอร์จ บางกะปิ
30 กรกฎาคม 2550

ผมต้องขอชื่นชมแกนนำ นปก.ทั้ง 9 คนที่ไปศาลตามนัดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ นี่คือประเด็นหลักแสดงให้เห็นว่า นปก.ไม่ใช่กลุ่มนอกกฎหมาย ไม่ใช่แก๊งค์ป่วนเมืองหรืออันธพาลการเมืองแต่ประการใด พวกเขายังยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย ยังศรัทธาในศาลและระบบยุติธรรม

แม้จะถูกใส่ร้ายป้ายสีจากตำรวจ พวกเขาก็ยังเชื่อว่าศาลยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

แต่...ทุกอย่างมันกลับตาลปัตร การไปรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวตามคำสั่งศาล กลับกลายเป็นการเดินเข้ากับดักที่ตำรวจวางไว้

จากการไกล่เกลี่ยระหว่างตำรวจกับแกนนำกลับกลายเป็นการออก "หมายขัง" ซึ่งก็คือ มีการออกหมายจับล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อทั้ง 9 คนไปปรากฎตัวที่ศาล (ตามคำสั่งศาลที่บอกว่าให้มารายงานตัวแล้วจะยกคำร้องขอหมายจับให้) ตำรวจก็แสดงหมายจับคำขอคำสั่งศาลให้คุมขังทั้ง 9คน เป้นเวลา 12 วัน

การกระทำของตำรวจบน "ที่ทำงานของศาล" ครั้งนี้ อาจจะสะใจของใครหลายคน แต่ผลของมันได้ทำเกิดความเสียหายอย่างมหาศาลทั้งต่อความรู้สึกของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับ คมช.และรัฐบาลชุดนี้ รวมไปถึงเกียรติภูมิของประเทศที่อ้างมานานนักหนาว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย

ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งที่รักประชาธิปไตยเต็มร้อย ผมเห็นว่า การกระทำของตำรวจในครั้งนี้ เป็นการลุแก่อำนาจภายใต้การบงการของ คมช. เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง เป็นการใช้เล่ห์เพทุบายที่น่าขยะแขยงหลอกลวงแกนนำให้ไปติดกับโดยใช้ศาลบังหน้า

ไหนคุยนักคุยหนา นปก.ไม่มีความหมาย ไม่มีราคาค่างวดอะไร แต่ทำไมคุณจึงได้วางแผนอุบาทว์จับกุมคุมขังพวกเขา

การกระทำเยี่ยงนี้มันได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า พวกเขามีราคามหาศาลจนต้องเอากระบวนการยุติธรรมของประเทศเข้ามาแลกด้วย

แกนนำ นปก.ทั้ง 9 คน ที่รู้จักกันเฉพาะในกลุ่มต่อต้านเผด็จการที่สนามหลวง...บัดนี้ดังไปทั่วประเทศและทั่วโลก

พวกเขาได้กระชากหน้ากาก คมช.ออกมาให้ทุกคนเห็น หน้ากากประชาธิปไตยอันสวยสดงดงามเมื่อดึงมันออกก็จะเห็นเป็นหน้ามารเผด็จการเขี้ยวงอกตาเหลือกโปน...

ขอบคุณพวกท่านทั้ง 9 คน พวกท่านคือผู้เสียสละที่ทำให้คนอีกจำนวนหนึ่ง "ตาสว่าง"

อย่างน้อยที่สุด ผู้คนก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า "ภายใต้การปกครองของเผด็จการ คมช. สิ่งเลวร้ายอะไรก็ตามสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที"

ต่อไปคุณจะพึ่งพาใครได้อีก แม้แต่การไปศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา คุณก็อาจถูกขังโดยไม่มีการไต่สวน!

ภายใต้การปกครองของเผด็จการ คมช. คุณไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากก้มหัวให้พวกมันแล้วทำตามที่มันบอกทุกอย่าง

คุณไม่มีสิทธิ เสรีภาพ ที่คิดเอง ทำเองหรือเลือกเอง

พวกมันให้ "สิ่งสำเร็จรูป" พร้อมกับคำขู่ ถ้าไม่รับก็อดตาย

มันจะอดไปได้อย่างไรในเมื่อเราเป็นมนุษย์ที่ทำทุกอย่างเองได้ ตัดสินชะตาชีวิตเองได้ พวกแกเป็นใคร จู่ๆก็มีถือสิทธิ์บงการชีวิตคนอื่น

ใครก็ตามที่กระด้างกระเดื่องมันก็จะหาเหตุทำลายเขาทุกครั้งไป

การเอาตัวรอดในยุคเผด็จการคือ "เงียบ" แต่อยากจะรุ่งเรืองก็ต้อง "เลีย"

แม้คนที่คุยฟุ้งว่าแตกฉานประชาธิปไตยอย่างธีรยุทธ บุญมี

เขาก็ยังทำแบบนั้นเลยครับ

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 29, 2550

บทกวี โชติ วงษ์ชน "22 กค.2550 บันทึกด้วยเลือด"

ที่มา เวบไซต์พลเมืองภิวัฒน์
โดย โชติ วงษ์ชน
29 กรกฎาคม 2550


กระแทก กระทืบซ้ำ
แล้วขย้ำ ราวสัตว์ป่า
อมนุษย์ ผุดขึ้นมา
กระบองบ้า หมายฆ่าคน

พื้นถนน ปนสีเลือด
แผ่นดินเดือด ทุกแห่งหน
สองมือเปล่า เข้าตาจน
เพราะสุดทน ขอเอาคืน

ปาก้อนหิน และเศษไม้
เหมือนเอาไข่ ปาใส่หิน
ร่างเพื่อน จึงล้มครืน
ระเบิดปืน แก๊สน้ำตา

แสบผิว ระคายปาก
หายใจยาก ลำบากหนา
น้ำนอง ทั้งสองตา
คือผู้กล้า นิรนาม

สันติ อหิงสา
คนร้องหา ตั้งคำถาม
ความรุนแรง แห่งสงคราม
จะลุกลาม เต็มแผ่นดิน

ทอราราด ประกาศศึก
ไม่สำนึก คงจบสิ้น
อวสาน มารทมิฬ
ดั่งจะดิ้น เฮือกสุดท้าย

โชติ วงษ์ชน

บันทึกหน้าบ้านสี่เสา
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๐

เมื่อดอกไม้บานหน้าคลองเปรมฯ

ถ่ายภาพโดย คุณแก้วน้ำสีแดง
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
29 กรกฎาคม 2550

ต่อกรณีการนัดชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมของแกนนำ นปก.รุ่นที่ 2 ในวันนี้ เพื่อให้กำลังใจต่อแกนนำ 8 คนที่โดยกักขังตัวอยู่ในเรือนจำ คุณแก้วน้ำสีแดงได้ถ่ายภาพมาฝากดังนี้











หมายเหตุ: ท่านสามารถชมภาพเพิ่มเติมได้ที่

วันที่ดอกไม้บาน หน้าคลองเปรม
ถ่ายภาพโดย คุณแก้วน้ำสีแดง

ภาพ 100 Shots @ 29 ก.ค. 14:20 -16:30 Die Hard มอบดอกไม้ ให้ วีรบุรุษ นปก
ถ่ายภาพโดยคุณ Tuxedo

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) เรียกร้องรัฐบาลไทยเร่งไต่สวนกรณีจับกุมคุมขังแกนนำ นปก.9 คน

ที่มา เวบไซต์ FIDH และ ประชาไท
โดย ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
29 กรกฎาคม 2550

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) เขียนจดหมายเปิดผนึก ลงวันที่ 27 ก.ค.2550 ถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ อ้างถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาแกนนำกลุ่มประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ทั้ง 9 คน ด้วยข้อหา มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป, ก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และขัดคำสั่งของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการจับกุมคุมขังแกนนำดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.เป็นต้นมา

ทางสหพันธ์ฯ ระบุว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในครั้งนี้เป็นการกระทำที่เป็น ‘เผด็จการ’ เนื่องจากยังไม่ทันได้มีการไต่สวนหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 22 ก.ค.2550 อันนำมาซึ่งการตั้งข้อหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่กลับจับกุมแกนนำทั้ง 9 คนในระหว่างการเข้ารับฟังข้อกล่าวหาในชั้นศาล

การจับกุมและคุมขังแกนนำต่อต้านรัฐบาลทหารทั้ง 9 ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยลงนามเป็นภาคี เพราะการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลขั้นพื้นฐานที่กระทำได้ หรือในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ก็มีสิทธิที่จะจับกุมหรือคุมขังผู้ต้องหาได้ แต่เจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดแจ้งเสียก่อนว่าการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มคนดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติจริง

เมื่อเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในวันที่ 22 ก.ค.ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และไม่ปรากฏบทสรุปที่แน่ชัดว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงมาจากฝ่ายรัฐหรือกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน การจับกุมและคุมขังแกนนำทั้ง 9 จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สหพันธ์ฯ ได้ระบุไว้ในจดหมายด้วยว่า การตั้งข้อหาและเรียกร้องความรับผิดชอบจากแกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทั้ง 9 คน ถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองอย่างหนึ่ง เพราะเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบไปถึงการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

ด้วยเหตุนี้ สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล จึงยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทำการไต่สวนกรณีดังกล่าวด้วยความเร่งด่วน และต้องแสดงให้เห็นว่าการจับกุมตัวแกนนำฯ ครั้งนี้ไม่มีเหตุผลทางการเมือง โดยขั้นตอนการไต่สวนจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในกฏหมายสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดด้วย

27/07/2007
Thailand/Open Letter

Detention of anti-coup protesters is arbitrary

General Surayud Chulamont Interim Prime Minister c/o Government House Pitsanulok Road, Dusit District Bangkok, Thailand

Excellency,

The International Federation for Human Rights (FIDH) expresses its deep concern following the detention, since July 26th, of nine opposition leaders listed below :

Chatuporn Promphan, Jakraphob Penkair, and Nattawut Saiku, three Thai broadcaster PTV executives;
Veera Musikapong, PTV’s President;
Viphuthalaeng Pattanaphunthar, spokesman for the Saturday Voice against Dictatorship;
Weng Tojirakar, adviser to the Confederation for Democracy;
Jaran Ditthapichai, Human Rights Commissioner;
Manit Jitjanklab, former Chief Justice of the Criminal Court;
Apinant Vinyachai, former Thai Rak Thai Member of Parliament.

The nine individuals are currently held at Samsen police station following a request of the Criminal Court in Bangkok to detain the nine individuals for two days of questioning on charges of "holding an illegal assembly of at least 10 people that caused unrest, instigating violence, using loud speakers without permission, and resisting orders from authorities".

Police refused to grant bail to the key leaders, citing national security concerns.

Today, 27th July, they will be again presented to the Court. Police will request that they be detained for another 12 days for further questioning, and are again likely to oppose bail. Such a request can be renewed to a total of 84 days of detention. They will be moved from cells in the police station to Klong Prem prison.

The arrests come after UDD organised a public protest on Sunday, 22 July 2007, outside the home of Privy Council President, Prem Tinsulanonda. The protest was initially peaceful, and would have descended into violence after an unclear chain of event and responsibility. According to information received, the disturbance left more than 100 protesters and members of police injured.

FIDH believes these detentions are arbitrary and in violation of Thailand’s international obligations to guarantee the right to peaceful assembly and to freedom of expression and opinion.

If international law enables the restriction of freedom of movement and freedom of assembly in cases of a threat to the life or security of the Nation, the UN Human rights committee specifies that : “ [States] must be able to justify not only that such a situation constitutes a threat to the life of the nation, but also that all their measures derogating from the Covenant are strictly required by the exigencies of the situation.”1 The Principle of proportionality is used by the Committee to measure the validity of the restriction.

In this situation, FIDH believes that the conditions are not met to justify a prolonged detention. Indeed, the nine opposition figures have always remained in peaceful opposition, including during previous rallies organised in Bangkok.

The circumstances of the outburst of violence at the 22nd July demonstration remain unclear and only an independent investigation will be able to determine the clear chain of event and consequently the responsibilities for the outburst. Under this situation, one could not invoke the nine leaders’ responsibility in the violence in order to justify their detention.

Thus, their prolonged detention appears to be an unaccepted restriction of their freedom of movement. Moreover, in the run-up to the referendum on the Constitution, their prolonged detention would appear as an undue sanction for the exercise of their right to freedom of expression and opinion.

We would thus urge you to ensure their prompt release and set up an independent inquiry into the events of July 22nd.

Thanking you for your attention to the present and prompt reaction.

Yours sincerely,

Souhayr Belhassen

FIDH President

เสรีพิศุทธ์ กำลังจะได้รับบรรจุเป็น “ลูกป๋า”

ที่มา พันทิปราชดำเนิน
โดย ปลายอ้อกอแขม
29 กรกฎาคม 2550

ช่วงนี้ เป็นช่วงของการปรับตัวเข้าหา “นายใหม่” กันอย่างคึกคัก หลังจากคาดการณ์แล้วว่าอย่างไรเสีย ทักษิณก็ยังคงไม่ได้กลับมาเร็ว ๆ นี้แน่ จึงทำให้ข้าราชการทั้งหลายที่มีความสามารถปรับตัวได้ จึงเร่งผลิตสารเคมีเพื่อเปลี่ยนสีกันจ้าละหวั่น...ไม่พ้นแม้แต่ “วีรบุรุษนาแก” เสรี หรือ เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส คนนี้

อำนาจมันหอมหวานนัก เกินที่ใจของผู้กระสันต์ และหนาไปด้วยกิเลสจะต้านทานได้ เมื่อประตูเปิด จึงต้องดิ่งลงสู่ห้วงอำนาจอย่างตาลีตาลานเพื่อให้ได้หยิบมันขึ้นมาใส่ไว้บนศีรษะ ทูนไว้ให้คนอื่นได้เห็นและเกรงกลัว..



ผมมองคนผิดไป ที่คิดว่าคุณเสรี หรือเสรีพิศุทธ์จะกล้าหาญชนกับความไม่ถูกต้องเหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา จนได้เป็นวีรบุรุษ แต่เมื่อผ่านกาลเวลา จึงพิสูจน์ให้เห็นว่าที่แท้ คุณเสรีก็ไม่ต่างจากมนุษย์กิเลสหนาทั่วๆไป ไม่ได้มีความดีไปมากกว่าใครๆ และที่ได้รับฉายาวีรบุรุษ อาจเป็นเพราะสถานการณ์สร้างให้เท่านั้นเอง

การยืนเอามือกุมเป้า รายงานกับท่านองคมนตรีว่า บัดนี้ เราได้จับกุมตัวแกนนำไว้หมดแล้ว เป็นท่าทีที่ผมหรือหลายๆคนที่ศรัทธาคุณเสรีไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอากัปกิริยาเช่นนี้ ทำให้แฟนพันธุ์แท้ของคุณเสรีพิศุทธ์ยืนอึ้ง..

มันเป็นการปรับตัว เปลี่ยนสีเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างดี เพื่อประโยชน์มหาศาลที่จะได้รับการตอบแทน ตามที่คาดไว้ คือ หนึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผบ.ตร โดยรวดเร็วยิ่งขึ้น สอง จะได้รับการคัดเลือกบรรจุให้เป็นลูกป๋า เผื่ออนาคตข้างหน้าหลังจากเกษียณอายุราชการ

จึงไม่แปลกใจเลย ที่คุณเสรีพิศุทธ์จะแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อใครๆแม้แต่ศาล ที่เห็นว่ากำลังจะขัดขวางความเจริญของตนเอง เพื่อที่จะเอาใจเจ้านายใหม่ให้เห็นศักยภาพ...อันเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาลูกป๋ารุ่นพี่ๆยิ่งนัก

เกมส์นี้ ของเสรีพิศุทธ์เดิมพันด้วยตำแหน่ง และอนาคตที่ฝากไว้กับป๋าหลังเกษียณ จึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยไม่สนใจความผิดถูก เหมาะควรใดๆทั้งสิ้น ไม่สนใจประชาชนที่เคยให้กำลังใจและฝากความหวังไว้กับการเป็นตำรวจที่ดีของตน...หมดสิ้นเยื่อใย

ตำรวจที่ดีมีอยู่คนเดียว...คือคนที่ยืนอุ้มเด็กอยู่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริงๆ ...เสรีพิศุทธ์ “จอมสร้างภาพ”!!!

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ : เผด็จการ “จอมโกหก”

ที่มา เวบไซต์ทวีวุฒิ
โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
29 กรกฎาคม 2550

มันเริ่มมาจากการ “โกหก” และ มันก็ “โกหก” ต่อเนื่องมาตลอด และจะยัง “โกหก” อีกต่อไป

โกหกแรกคือ เข้ามาจัดการกับทักษิณ จอมฮิตเลอร์ ที่ไม่รักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ และหยุดการโกงกิน แต่อย่างบังว่า มันมีแผนมาแต่แรกที่จะทำลายอำนาจเก่า คือ ทรท. อย่างเป็นระบบ ขั้นตอน และใช้เครื่องมือทุกอย่างในมือ เอาจากหยุดทักษิณ มาสลายขั้วการเมืองใหญ่ไปเสียแล้วสิ จนในที่สุดก็มารู้กันว่า จะหยุดทักษิณให้ได้ ถึงขนาดบอกอย่ากลับไทยเพราะไม่ปลอดภัย พูดง่ายๆ อาจจะถูกสังหาร ในขณะที่ก็ “โกหก” คำโต ทุกวันว่าต้องการให้ชาติ สมานฉันท์ ยึดหลักนิติธรรม ต้องใช้กระบวนการศาล

ในขณะที่ปากพูดว่า ต้องการให้ชาติสมานฉันท์ นิติธรรม นิติรัฐที่ดี “ทุกวี่ทุกวัน” และให้ไทยสงบ กลับตามล้างตามทำลาย พลพรรคทรท. ตลอดเวลา จนในที่สุด ไปปิด พีทีวี เข้า ก็เห็นตำตาเอเอสทีวียังมีได้ แล้วพีทีวีทำไมมีไม่ได้ จนเกิด ม็อบพีทีวีที่กลายพันธุ์มาเป็น นปก. ศูนย์รวมการต่อต้านเผด็จการ

แล้วก็ใช้ตุลาการในมือ ยุบพรรค ทรท. แบบเอาผิดย้อนหลัง แล้วก็โกหก ต่อไปว่าต้องการให้บ้านเมืองสงบ สมานฉันท์ แต่พลพรรค ทรท.แค้นกันทั้งประเทศ

แล้วก็ โกหกคำโตๆ ต่อไป ว่า “แปลกไหมรัฐบาลเผด็จการเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลทักษิณ” แล้วก็ออกไปห้ามคนต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพ ชนิดถ้าจะเข้ากรุงเทพ ต้องไปขอบัตรผ่านจากกำนันก่อน ก็เพราะกลัวเข้ามาประท้วงกัน แล้วก็จับแกนนำที่ไปประท้วงที่เชียงใหม่ แล้วมาสุดท้าย ก็เข้าสลาย ม็อบ นปก. จนคนบาดเจ็บ ก็สุดจะประชาธิปไตยเลยแบบนี้

ไม่พอ ยัง “โกหกคำโตๆ” ต่อไป บอก ม็อบ นปก. ใช้กำลังก่อน เอาภาพข้างเดียวออกทีวี หลอกคนไม่รู้เรื่องไปทั่วเมือง สลายเสร็จ จับแกนนำ ขึ้นศาล โกหกหลอกลวงเขาอีก จากตกลงกันว่าไม่จับ ก็จับมันขังลืม สักเดือนไปเลย แล้วก็ปั้นตัวเลขบาดเจ็บให้สูงขึ้นเรื่อยๆ โกหก แบบนี้อีกคำโตๆ จากหยิบมือ ทุกวันที่ผ่านไป มากขึ้นทุกที สงสัยจะนับเอาคนจับกระบองฟาดหัวปชชจนข้อมือเจ็บ ว่าบาดเจ็บด้วยมั้ง

กลายเป็นบาดเจ็บเป็นร้อย ภายในสองวัน ไม่พูดถึง คนแก่และเด็กที่เลือดท่วมตัว ของอีกฝ่ายเลย “กลบข่าวมันออกหมด”

เลือดยังไม่ทันหยุดจากบาดแผลของเอกชน บังและคณะพูดกันเป็นชุด “ต้องออก พรบ. ความมั่นคง” ไม่เชื่อดูม็อบ นปก. สิ ว่าควรมีหรือไม่ ในขณะเดียวกัน แทบทุกองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการมาศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้ทราบว่าใครเริ่มกันแน่ ใครทำผิดกฎหมายกันแน่ และสิทธิพื้นฐานของการประท้วงคืออะไร

หลังเรียกรัฐบาลตัวเองว่ารัฐบาลคนดี รัฐบาลโปร่งใส รัฐบาลแห่งธรรมาภิบาลที่ดี ที่มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ มาคราวนี้ ไม่ต้องการคณะกรรมการอะไรมาตรวจสอบหาความจริง แต่เปล่า ไปอีกทาง มาคราวนี้ “โกหกคำโต ๆ ต่อ” บอก นปก. ต้องการทำลายสถาบัน แล้วก็ประโคมข่าวกันถึงขนาดว่า “ป๋า” เป็นใครมาจากไหน จะมาลบหลู่กันได้อย่างไร แบบนี้มันไม่เคารพสถาบัน พูดง่ายๆ นักการเมืองเก่าคนนี้ ที่ออกมาด่าทักษิณมากมาย จนผิดระเบียบการเป็นกลางขององคมนตรี กลายเป็นคนที่ไปประท้วงไม่ได้

แล้วเลือดยังไม่ทันหยุด มาแล้ว ประกาศไปทั่วว่าการลงประชามติต้องยุติธรรม รัฐบาลจะวางตัวเป็นกลาง “มันก็โกหก” อีก เพราะพลพรรคไม่รับไปแจกเอกสารที่ไหน จะออกปราศรัย ที่ไหน ทหารตามไปยึด ตามไปห้าม แทบทุกที่ ในขณะเดียวกัน มหาดไทยเตรียมจัดรถขนคนไปลงมติ แล้วสั่งทีวี ห้ามถ่ายทอด การโต้วาที ระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต้าน ที่ พีเน็ตตกลงจะจัดได้แล้ว คือมันโกหก “คำโตๆ” ว่าจะเป็นกลาง ไม่ชี้นำ แล้วก็คงจะสบายใจมากขึ้น เพราะแกนนำ นปก. อีกหนึ่งตัวตั้งตัวตีของการไม่รับ กะจะจัดกิจกรรมใหญ่ๆกัน เข้าคุกกันไปหมดแล้ว

ส่วนตัวเอง มีสื่อสนับสนุนไม่รู้จะกี่สิบกี่ร้อยสื่อ ออกข่าวเช้าสายบ่ายเย็น ให้ไปใช้สิทธิ แล้วก็พ่วงเข้าไปด้วยการวิเคราะห์ ว่า รธน. ตัวเองดีขนาดไหน มันโกหกขนาดที่ คนออกความเห็นทาง SMS ไปลงทีวี มันมีอยู่ข้างเดียว แล้ว ปชช. ที่ทีวีไปคุยมาด้วย มันมีแต่มุมมองเดียว ทุกช่องทุกเวลา คน “ไม่รับ” ไม่เคยได้ออกทีวีเลย คือสุดจะโกหกแล้ว ว่าไม่ได้ใช้กลไกรัฐ

แต่มีอีก โกหก “แบบไม่รู้จบ” เลือดยังไม่ทันหยุด มาแล้ว “เราเพียงต้องการให้มีการเลือกตั้ง เร็วๆ ถ้า ปชช.รับ รธน. เลือกตั้งได้เร็วขึ้น” แล้วก็โกหกคำโต ๆ ออกมาอีกว่า จะเลือกวันนั้นวันนี้ที่เร็วขึ้นอีก ถึงขนาดคนมีแผนงานที่ต้องทำอีกในมือ ว่ามีขบวนการอะไรอีกที่ต้องทำหลังประชามติ ที่เป็นพลพรรคตัวเอง ยังต้องออกมา “ขอให้หยุดโกหก” เพราะดูในมือแล้ว มันเร็วขึ้นไม่ได้ ก่อนใครจะจับผิดได้ เลยต้อง “เกทับ” ด้วยอีกโกหกใหญ่ “บอกว่า รธน. ฉบับนี้ ประชาธิปไตยมากกว่าฉบับที่เผด็จการฉีกทิ้งไป”

ก็แปลกดี หลังจากออกมาเอากระบองตีหัวคนแก่ แล้วโยงมาว่าต้องออก พรบ. ความมั่นคง มาคราวนี้ นักประชาธิปไตย เอ็นจีโอ นักวิชาการ อาจารย์ นักข่าวบางคน และไม่รู้จะกี่กลุ่มต่อกี่กลุ่ม “งงเป็นไก่ตาแตกกันไปหมด” เพราะมันเห็นชัดๆกัน ว่า ทั้ง รธน. ใหม่ และ พรบ. ความมั่นคง มันสุดจะไม่ประชาธิปไตย เรียกกันถึงกับว่าทั้งสองอย่าง “ต่อต้าน” ประชาธิปไตย แต่ก็ไม่วายโกหก ต่อตรงนี้ทุกวี่ทุกวัน

ถึงขนาดนักข่าว ที่ไม่ค่อยชอบเรื่องโกหก แต่ชอบความจริง “ชักแตกแถว” งบลับซื้อนักข่าวสิบสองล้านชักไร้ค่า นักข่าวเริ่มนั่งตรึกตรองกันว่าถูกโกหกคำโต ๆ โดย คมช. และ กลไก คมช. อีกหรือเปล่าหว่า แล้วก็เจอโกหกคำโต ๆ อีกจนได้ คราวนี้มาจาก “คตส.” ใช่เลย คณะทำงานนี้โกหก ไปทั่วว่า หุ้นชินจริงๆแล้ว ยังเป็นของทักษิณ เลยยึดเสียเลย แต่ก็เพราะตามันใหญ่ “จะจับผิดให้ได้ มาก ๆ” ก็โกหกออกมาอีกคำโต ๆ หุ้นเป็นของลูกเลยจะเอาภาษีเพิ่มได้ สรุปคือ คำโกหกคำโต ๆ ของ คตส. คือ “หุ้นยังเป็นของทั้งทักษิณและของลูก แล้วแต่กรณี เลยทั้งยึดได้และทั้งเก็บภาษีขายได้”

ถ้าการโกหกคำโต ๆ มันหมดอยู่ตรงนี้ก็ดีสิ แต่โอยมันมีอีกมาก จุดแข็งทักษิณคือเก่งด้านเศรษฐกิจ ส่วนตัวเองมันสุดเสี่ยว ทำไงดีหละ “ก็โกหก” ไปเลยเหมือนเดิม ภายในอาทิตย์เดียวกัน อาทิตย์ที่รัฐบาลถูกด่ายับเรื่องบริหารเศรษฐกิจ มันไม่น่าเชื่อว่า กลายเป็นว่ามีข้อมูลใหม่ออกมามากมาย จาก เกาเหลา ระหว่างโฆสิต ฉลองภพ และธนาคารชาติ กลายเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม ตัวเลขการส่งออกสูงปรี๊ด ลดดอกเบี้ยตั้งสลึง การใช้เงินหนัก ๆ ในการเลือกตั้ง งบรัฐที่ยังค้างในมือ กลายเป็นกระจายไปแล้วเร็วมาก เมก้าโปรเจ๊กที่ยังมีปัญหาเงิน เกิดแน่นอน บาทจะไม่แข็งไปอีกแล้ว แล้วอีกไม่รู้จะกี่ปัจจัยเก่า และยังไม่รู้เลยว่าจะออกมายังไงพรุ่งนี้ กลายเป็นใหม่แบบข้ามคืน จนปรับขึ้นอัตราการเจริญเติบโตของ GDP ขึ้นมาเลย คือแปลกไหมท่าน ถูกด่ายับ ปัจจัยใหม่ ปรับตัวเลข ภายในไม่ถึงอาทิตย์ แบบนี้ใครโกหกใครกันอยู่หรือเปล่า

แต่มันยังไม่หมด การโกหกที่คงจะใหญ่ที่สุดคือ โพล ที่บอกว่ารัฐบาลสอบตก มีรัฐมนตรีโลกลืมเป็นสิบ แล้วทำไงดีหละคราวนี้ มันคงจะโกหกโพลไม่ได้นะ แต่เอาหละ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็โกหกมันไปเลยก็แล้วกัน ท่านก็ตรึกตรองดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าได้ยินพลพรรคเผด็จการ ทุกระดับ พูดประทับใจมากี่ร้อยครั้งแล้ว “ว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล เห็นด้วยกับรัฐบาล” คำก็ประชาชนสนับสนุน อีกคำก็ประชาชนสนับสนุน ก็โพล เขาบอกว่าสอบตก แล้วคะแนนมันน้อยลงทุกครั้งที่ทำโพล

สรุปก็คือ เผด็จการกับการโกหกมันมาด้วยกัน ถ้ายังไม่เชื่อว่าโกหก จำระเบิดปีใหม่ได้ไหม ควันยังไม่ทันจาง พลพรรคเผด็จการบอกว่าอำนาจเก่า ทันที แล้วไง ล่าสุดบอกอาจโจรใต้ ทักษิณสร้างเว็บ โกหกทันทีว่าใช้เงิน 50 ล้าน ทักษิณซื้อแมนซีตี้ โกหกทันทีว่า สร้างภาพอยากดัง ไม่ได้ซื้อจริง จับคนใช้ชื่อปลอมจะเปิดบัญชี 50 ล้านดอล โกหกทันทีว่าอาจจะเป็นเงินทักษิณ “แอบส่งมาทำลายชาติ” ยึดเงินทักษิณและครอบครัว แทบจะหมดทุกบาท โกหกต่อว่าทักษิณ ยังมีในต่างประเทศเป็นหมื่นๆล้าน เปิดอยู่ในสวิส เอามาจ้างคนไปประท้วงกับ พีทีวี วันละพัน แล้วยอดเยี่ยมยิ่งนัก มีถ่ายรูปอะไรไม่รู้ได้มาสนับสนุนอีก โถ่พี่ ผมไม่ได้กินหญ้านะ ให้เครดิตหน่อยสิ

ประท้วงเป็นพันเป็นหมื่นทุกวัน มาเป็นเดือน คงจะใช้ไปเป็นแสนล้านแล้วมั่งป่านนี้ มีใครลองมาคำนวณดูความโง่ของวอร์รูมบ้างไหม แต่โกหกมีอีก กลุ่ม ทรท. ไม่รับ รธน. โกหกทันที วันเดียวกันเลยออกข่าวทันที เลย ลิ้นยังไม่ทันหดเข้าปากจาก การแถลงข่าวของ กลุ่ม ทรท. โกหกมาแล้ว ทักษิณส่งเงินมา 4,000 ล้านให้ล้ม รธน.

โอย อย่าให้บอกเลยว่าโกหกอะไรอีก มันแทบจะทุกอย่างนะ

คือโกหกมานานแล้ว แล้วก็จะโกหกต่อไปอีกหลายเรื่องมากมายนัก

วันเสาร์, กรกฎาคม 28, 2550

"ขนมต้ม"ชี้ กระแสข่าวต่างประเทศไม่เป็นผลดีกับเผด็จการ

ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
โดย คุณขนมต้ม
28 กรกฎาคม 2550

นั่งดูข่าวสารจากสำนักข่าวต่างประเทศ ก็ได้พบว่า มีสำนักข่าวจากอิตาลี IPS ได้พาดหัวข่าวว่า “นับถอยหลังประชามติ เริ่มต้นจากการจับกุมและคำเตือน” โดยได้ลงคำสัมภาษณ์คุณหมอเหวงเมื่อเช้า ตอนที่ออกมาจาก สน.สามเสน ว่า “This happened because of the tyranny in our country” ซึ่งเขาได้รายงานด้วยว่า ผู้ถูกคุมขัง มีทั้งอดีตหัวหน้าคณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เขายังได้รายงานว่า ขณะนี้ รัฐบาลทหารของไทยและเหล่านายพล คมช. กำลังเร่งที่จะสร้างกระแสให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติและประชาชนมีเวลาเพียงสามอาทิตย์ที่จะอ่าน รธน.ให้ครบทุกมาตรา
“The week ahead will see the government raising the tempo of the referendum campaign through the media and the mail. Postal carriers across the country are expected to deliver a copy of the new constitution to each of the country's registered voters. Households will have only three weeks to digest the 186 pages that contain the 309 articles of the new charter.”


พวกเขา (ทหาร คมช.) ได้สัญญาว่าจะให้เกิดการลงประชามติที่เที่ยงธรรม แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สนช.กลับผ่านกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงต่อการลงประชามติ
The military rulers offered themselves as a better alternative -- even promising a free and fair political culture -- in helping to guide the country back to democracy.

But on Wednesday, the military-appointed parliament passed a law that raises questions about such assurances as the referendum looms. Any attempt to obstruct the referendum has been made a crime, including a 10-year jail sentence. Violations range from misleading the public about the plebiscite to damaging ballot papers.


นักวิชาการสหรัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ IPS ว่า
David Streckfuss, a U.S. academic specialising in Thai political culture, told IPS. "What we have are two illegitimate regimes fighting against each other."

และยังได้ลงคำให้สัมภาษณ์ของคุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์ด้วย

http://www.ipsnews.net/news.asp?idnews=38690

บก.ลายจุด ชวนร่วมกิจกรรม "ดอกไม้ประชาธิปไตย" หน้าเรือนจำคลองเปรม

ที่มา เว็บบอร์ดกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
28 กรกฎาคม 2550

บก.ลายจุด แกนนำ นปก.รุ่นที่ 2 เชิญชวนประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม "ดอกไม้ประชาธิปไตย" เพื่อเยี่ยมแกนนำทั้ง 8 คนที่โดนจับกุมตัว โดยมีรายละเอียดดังนี้: -

หลังจากที่แกนนำทั้ง 8 เข้าเรือนจำคลองเปรม ก็ติดวันหยุดราชการ 4 วัน แกนนำทั้ง 8 คนจะไม่ได้รับการเยี่ยมจากญาติ และ บุคคลภายนอก

ในฐานะที่เป็นเพื่อนสมาชิก นปก ที่ร่วมเดินบนเส้นทางสายวิบากนี้ เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยกลับสู่สังคมไทย

กรรมการ นปก รุ่น 2 ได้ตัดสินใจเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตย และต้องการให้กำลังใจกับแกนนำทั้ง 8 ที่ถูกจับกุมตัวโดยไม่ขอประกันตัว โดยเราจะไปรวมตัวกันตั้งแต่บ่ายสามโมงของวันอาทิตย์ที่ 29 กค ที่หน้าเรือนจำคลองเปรม โดยเราจะไม่เข้าไปด้านใน แต่จะรวมตัวกันวางดอกไม้สีสด และ ข้อความให้กำลังใจนักสู้เพื่อประชาธิปไตยของเรา บริเวณริมทางเท้าหน้าเรือนจำคลองเปรม

หมายเหตุ: เรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งอยู่เลขที่ 33/2 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร


จดหมายเปิดผนึกจาก ธงชัย วินิจจะกุล : "สิ่งที่จะสูญเสียไปนั้นมีค่ามหาศาล หากคุณไม่กระทำตามที่ควรจะทำ"

ที่มา เวบไซต์ประชาไท
โดย ประชาไท
28 กรกฎาคม 2550

‘ประชาไท’ ได้รับจดหมายฉบับนี้จาก ธงชัย วินิจจะกุล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา ที่เขียนถึงเพื่อนนักสิทธิมนุษยชน ในเวลาก่อนที่องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและในระดับสากลจะขยับตัวเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ) หรือ นปก. ที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อคืนวันที่ 22 ก.ค.ต่อเนื่องมาถึงการเชิญตัวและจับกุมแกนนำทั้ง 9 เมื่อวันที่ 26 ก.ค.โดยกระบวนการยุติธรรมไทย


ถึง ทุกคน

เมื่อปีที่แล้ว ตอนที่รายการของสมัคร สุนทรเวช ถูกถอดถูกเซ็นเซอร์ออกไป เพราะพูดจาไม่สุภาพต่อเปรม ติณสูลานนท์ ไม่มีกลุ่มสิทธิมนุษยชนหรือปฏิรูปสื่อกลุ่มไหนเลยที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วง ผมก็เกลียดสมัคร แต่ผมก็คิดว่าการนิ่งเฉยดังกล่าวเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ การนิ่งเฉยบ่งบอกว่านักสิทธิมนุษยชนและนักปฏิรูปสื่อเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้รับใช้การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อุดมการณ์สูงส่งของพวกเขาอาจเป็นสิ่งจอมปลอม คนของพวกเขาก็อาจจะจอมปลอมไม่แพ้กัน

คุณอยากจะได้คำสรุปอย่างนี้ไหม? ถ้าไม่อยาก ก็กรุณาเถอะ.....ผมขอร้อง.....คราวนี้ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต่างเคยได้ยินคำกล่าวอันโด่งดังที่มักอ้างกันในหมู่นักสิทธิพลเมืองอยู่เสมอที่ว่า พวกเขาจะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นต่างจากคนเหล่านั้นมากเพียงใดก็ตาม และผมยังเชื่ออีกด้วยว่าพวกคุณหลายคนคงทราบว่า ทนายที่ว่าความให้กับคลูคลักซ์แคลนนั้น ส่วนใหญ่เป็นทนายจากสมาคมเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (American Civil Liberty Union (ACLU)) แม้ว่าสมาคมนี้คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของคลูคลักซ์แคลนก็ตาม มีทนายอยู่ไม่มากนักที่เต็มใจจะว่าความให้กับพวกนั้น

ACLU เชื่อในสิทธิของผู้ใดก็ตามที่จะมีทนายและได้รับการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่เว้นแม้แต่พวกคลูคลักซ์แคลน

ACLU เป็นองค์กรที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงจากทุกฝ่าย นั่นเป็นเพราะการยึดมั่นในหลักการและความกล้าหาญของพวกเขา

คุณคิดไหมว่าประเทศไทยก็ต้องการคนอย่างนี้และองค์กรอย่างนี้ แทนที่จะเป็นพวกที่เลือกข้างและสายตาสั้น?

การประท้วงที่จบลงด้วยการปะทะและความรุนแรงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาอาจจะมีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองของพวกเขาอยู่ (เช่นเดียวกับพันธมิตรฯ เมื่อปีที่แล้ว) การตอบโต้อย่างทันควันของพวกเขาต่อการกดดันของตำรวจอาจดูไม่น่ารัก เรียบร้อย ถูกต้อง หรือสมบูรณ์แบบตามรสนิยมและประสบการณ์อภิชนของเราสำหรับการชุมนุมประท้วง แต่สิทธิในการประท้วงของพวกเขาควรต้องได้รับการปกป้อง อย่างน้อยก็ให้ได้เท่าเทียมกับพันธมิตรในปีที่แล้ว มาตรการที่ไม่จำเป็นของตำรวจและทหารควรได้รับการประท้วง การยกเปรมให้อยู่ในสถานะที่สูงกว่าพลเมืองทั่วไปนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์

ถ้าหากองค์กรสิทธิมนุษยชนจะไม่ทำอะไรในคราวนี้เพื่อปกป้องสิทธิที่เท่าเทียมของคนทุกคน ก็รังแต่จะเป็นการตอกย้ำว่า นักสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวในไทยนั้น เป็นเพียงแค่พวกจอมปลอมและเครื่องมือทางการเมือง พวกเขาไม่ได้ยืนหยัดเพื่อหลักการและอุดมการณ์อันสูงส่ง นั่นจะเป็นจุดจบของขบวนการสิทธิและเสรีภาพในเมืองไทย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

เพราะประชาชนไม่สามารถอุ่นใจได้อีกแล้วว่า คราวถัดไปที่เขา/เธอประท้วงอะไรสักอย่าง เขา/เธอจะได้รับการปกป้องหรือไม่ เขา/เธอจะต้องเลือกข้างที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นข้างที่นักสิทธิมนุษยชนเลือก

สิ่งที่จะสูญเสียไปนั้นมีค่ามหาศาล หากคุณไม่กระทำตามที่ควรจะทำ


นับถือ (อย่างเศร้าๆ)

ธงชัย วินิจจะกุล

(ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ แปลโดย พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์)

จดหมายนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษชน

ที่มา เวบไซต์ประชาไท
โดย ศูนย์ข่าวบ้านบางไซ
28 กรกฎาคม 2550

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหนึ่งในผู้นำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.)ทำจดหมายถึงโฮมายุน อลิซาเดห์ ผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ (UNESCAP) กรุงเทพฯ ประเทศไทย ก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้ต้องหาและถูกขัง

Bangkok

25 July, 2007

Mr. Homayoun Alizadeh,
Regional Representative,
Office of the UN High Commissioner for Human Rights
UNESCAP
Bangkok
Thailand

Dear Sir,

I, Mr. Jaran Ditapichai, an interim National Human Rights Commissioner and one of the leaders of the United Front of Democracy Against Dictatorship (UDD), would like to draw your attention to the recent act of human rights violation against a peaceful rally organized by the UDD on last Sunday July 22, 2007.

A Peaceful gathering and demonstrations of democratic and anti-dictatorship protesters have been organized by the UDD every night at Sanam Luang over these past two months during which several protest marches of tens of thousands of people protesting against the military junta were carried out peacefully and successfully without any violent clash. The UDD and its political assembly adheres to non-violence, and moreover with our past lessons of the Thai democratic movement which led to several bloody suppressions, we take great pre-cautions to avoid violent clash and we do our very best to protect human lives.

On July 22, the UDD led a demonstration of about 30,000 protesters from Sanam Luang to protest against the Privy Council President General Prem Tinsulanonda who we believe was the key person behind the 19 September 2006 coup d'etat. The prtotesters left Sanam Luang at around 2 PM where we were later obstructed twice on the way to the Privy Council President's residence , however, we could manage to peacefully negotiate with the police and moved through the barriers without any clash. We reached General Prem Tinsulanonda's residence at around 5 PM and set up our stage to demand for his resignation from the post of the President of the Privy Council. At around 9:30 PM, the several hundreds of policemen, with anti-riots shields and batons, moved in to disperse the crowd in order to arrest the speakers and the leaders who were on the stage. I witnessed the incidence myself as I was one of the speakers on the stage. Four such attempts by the police took place at approximately 20 minutes interval. The police used their batons, pepper and tear gas to disperse the crowd causing 42 minor to severe injuries with 6 arrest who are still being detained. The people tried to protect us, speakers on the stage, pushing back the police force with their bare hands; throughout the time, we made announcements from the stage asking the police not to hurt the people and observe our rights to assembly and to demand for democracy. It was apparent that military personnel was mixed with the anti-riot police force in use for the operation while military troop was on standby ready to move in for the final suppression. We decided to retreat back to Sanam Luang in order to avoid further possible violent suppression in order to save the lives of the protestors.

As a human rights advocate, this brutal action to disperse the crowd is against the rights to lives and physical integrity of the people; it is against the rights to assembly and expression of our democratic movement. The police is now preparing for a court order to arrest 18 leaders including me in an attempt to put an end to our struggle for democracy.

I request your attention and demand that the UN High Commissioner for Human Rights report to the Human Rights Council and Treaty body of the International Covenant on Civil and Political Rights.

Yours sincerely,

Mr. Jaran Ditapichai


กรุงเทพฯ

25 กรกฎาคม 2550

คุณ โฮมายุน อลิซาเดห์
ผู้แทนประจำภูมิภาค
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ
UNESCAP
กรุงเทพฯ
ประเทศไทย

เรียนท่านผู้แทน

ผม นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหนึ่งในผู้นำของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ใคร่ขอร้องให้ท่านพิจารณาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการชุมนุมโดยสันติของ นปก. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฏาคม 2550 ที่ผ่านมา

นปก.ได้จัดการชุมนุมและเดินขบวนเพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการโดยสันติมาโดยตลอดทุกคืนที่ท้องสนามหลวงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการเดินขบวนประท้วงรัฐประหารโดยผู้คนนับหมื่นหลายครั้งดำเนินไปอย่างสันติ โดยไม่มีความรุนแรงใดๆ นปก.และผู้ชุมนุมต่างยึดมั่นในสันติวิธี และด้วยบทเรียนจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ผ่านมาที่เกิดการนองเลือดหลายต่อหลายครั้ง เราได้ระมัดระวังอย่างถึงที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง และเราได้พยายามอย่างดีที่สุดในการรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นปก.ได้ร่วมกับประชาชนประมาณ 30,000 คนเดินขบวนจากสนามหลวงเพื่อประท้วงประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้ที่เราเชื่อว่าเป็นบุคคลสำคัญเบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผู้ชุมนุมเดินจากสนามหลวงเมื่อเวลาประมาณบ่ายสองโมง ระหว่างทางเราประสบการกีดขวางสองครั้ง อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถเจรจาโดยสันติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ และผ่านเครื่องกีดขวางไปได้โดยไม่เกิดการปะทะ

เรามาถึงบ้านพักของ พล.อ.เปรมเมื่อเวลาประมาณห้าโมงเย็น และตั้งเวทีเรียกร้องให้ พล.อ.เปรมลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี เมื่อถึงเวลาประมาณ 21.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายพร้อมด้วยโล่และกระบองปราบจลาจล ได้เคลื่อนเข้ามาสลายการชุมนุม เพื่อจะจับกุมแกนนำและผู้ที่กำลังปราศรัยอยู่บนเวที ผมได้ประสบเหตุการณ์ด้วยตนเองเนื่องจากเป็นผู้ปราศรัยคนหนึ่งบนเวที เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามา 4 ครั้งในช่วงระยะเวลาที่ห่างกันราว 20 นาที พวกเขาใช้กระบอง แก็สน้ำตา สเปรย์พริกไทยในการสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงสาหัสถึง 42 ราย พร้อมกับมีผู้ถูกจับกุม 6 รายที่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว ผู้ชุมนุมได้พยายามปกป้องพวกเราที่เป็นแกนนำบนเวที ผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ถอยกลับไปด้วยมือเปล่า ตลอดเวลานั้น เราได้ประกาศจากบนเวที ขอร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ทำร้ายผู้ชุมนุม และเคารพสิทธิในการชุมนุม และเรียกร้องประชาธิปไตยของพวกเรา เห็นได้ชัดว่ามีทหารปะปนอยู่ในกองกำลังตำรวจปราบจลาจลขณะปฏิบัติการ ขณะกองกำลังทหารอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมในบริเวณใกล้เคียง เราตัดสินใจถอยกลับไปยังสนามหลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปราม เพื่อไม่ไห้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อ

ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน การสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมครั้งนี้เป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชน ละเมิดสิทธิในการชุมนุมและการแสดงออกตามวิถีทางประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้กำลังเตรียมการขอให้ศาลออกหมายจับแกนนำ 18 คนรวมถึงตัวผมเองด้วย เพื่อกำจัดการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้สิ้นไป

ผมใคร่วิงวอนให้ท่านพิจารณาและให้ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รายงานเรื่องนี้ไปยังสภาสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองให้ทราบโดยทั่วกัน

ขอขอบพระคุณ

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

วันศุกร์, กรกฎาคม 27, 2550

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ประณาม ตำรวจใช้อำนาจเถื่อน จับกุมคุมขัง 9 แกนนำ นปก.

ที่มา เวบไซด์มดคันไฟ
โดย เสาร์ 5
27 กรกฎาคม 2550

คณะกรรมการรณรรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ประณาม ตำรวจใช้อำนาจเถื่อน จับกุมคุมขัง 9 แกนนำนปก. ระบุเข้าข่ายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานประชาชนทางการเมือง เตือนรัฐมีพันธะสัญญาระหว่างประเทศอย่าฉีกสัตยาบัน

คณะกรรมการรณรรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ได้ออกแถลงการณ์
"ยุตินักโทษการเมืองในประเทศไทย ผู้ถูกจับกุมต้องได้รับการประกันตัวโดยทันที"

สำหรับเนื้อหาของแถลงการณ์มีใจความว่า สืบเนื่องจากการจับกุมแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) ทั้ง 9 คน ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฏาคม 2550 โดยไม่ได้รับการประกันตัวนั้น คณะกรรมการรณรรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองที่เห็นต่างจากอำนาจรัฐ การจับกุมคุมขังเพื่อให้ปราศจากเสรีภาพในข้อหาทางการเมืองดังกล่าวแก่แกนนำเป็นสิ่งไม่ชอบ

การอ้างข้ออ้างในการกักขังเพื่อสอบสวนถือเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCCPR) และรัฐบาลเฉพาะกาล ได้กล่าวว่าจะปฎิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศโดยเคร่งครัด จึงไม่ควรละเมิดข้อตกลงที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ โดยการเพิ่มนักโทษการเมืองในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้สัตยาบันไว้แล้ว

คณะกรรมการรณรรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลแยกแยะประเด็นการทำผิดกฏหมายของผู้นำการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดอย่างมีเหตุผล โดยยืนอยู่บนพื้นฐานที่ใช้หลักฐานและข้อเท็จจริงในการพิจารณาเป็นหลัก ไม่ควรนำการนำประเด็นทางการเมืองต่างๆ มาปะปนกัน โดยเฉพาะการทำผิดกฏหมาย การทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ควรมีการดำเนินการทางกฏหมายแก่ผู้ที่กระทำการเฉพาะบุคคลไป โดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่ไม่ใช่การจับกุมแกนนำในการชุมนุมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายอำนาจรัฐเท่านั้น ถือเป็นการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ การอ้างระยะเวลาในการฝากขังเพื่อสอบสวนโดยใช้ระยะเวลาที่ยาวนานนั้น ถือเป็นการกลั่นแกล้งกันต่อนักโทษทางการเมือง และไม่เป็นสิ่งที่สมควรกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ดังนั้น คณะกรรมการรณรรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ขอเรียกร้องให้มีการประกันตัวแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) ทั้ง 9 คน โดยทันที

ทั้งนี้ขอเรียกร้องทุกฝ่ายควรตระหนักว่าสังคมไทยในขณะนี้ไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ การได้มาซึ่งอำนาจก็ไม่ได้มาด้วยความชอบธรรมตามครรลองครองธรรม ดังนั้นสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีสาเหตุ และความเป็นมาที่ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยอมให้มีการประกันตัว และปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมอย่างสันติ และมีมาตรการที่ดีกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง โดยเน้นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เลือกปฏิบัติ และโดยไม่ละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

เก้าแกนนำ นปก. ฝากฝัง “สู้กันต่อไป” ก่อนเข้า สน.สามเสน

ที่มา เวบไซต์ประชาไท
โดย ประชาไท
27 กรกฎาคม 2550

หลังจากที่ศาลมีคำสั่งควบคุมตัวแกนนำ นปก. ทั้ง 9 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวแกนนำมาควบคุมตัวยัง สน.สามเสนนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำวานนี้ (26 ก.ค.) ได้มีผู้ชุมนุมกว่าหลายร้อยคนเดินทางมาให้กำลังใจแกนนำ นปก. โดยผู้ชุมนุมยืนเต็มทางเท้าฝั่ง สน.สามเสน และฝั่ง รพ.วชิรพยาบาล หลายคนเตรียมดอกกุหลาบขาวมามอบให้กับแกนนำ

ต่อมาเมื่อเวลา 20.10 น. ตำรวจได้ควบคุมตัวแกนนำ นปก.ทั้ง 9 คน เดินทางจากศาลอาญา โดยรถตู้สีขาวติดฟิลม์ทึบ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเข้ามาทางหน้าโรงพัก ซึ่งมีกำลังตำรวจ 1 กองร้อย 150 นาย ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งจำนวน 2 แถว กันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใกล้ ทั้งนี้ เมื่อรถตู้คันดังกล่าวเดินทางมาถึงแกนนำ นปก.ได้ทยอยลงจากรถ โดย นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวกับผู้ที่มาให้กำลังใจว่าขอให้สู้กันต่อไป อย่าร้องไห้ ขณะที่นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวว่า “สู้ต่อไป ดูแลน้องๆ ด้วย”

โดยแกนนำทั้ง 9 คน มีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่เคร่งเครียด บ้างชูมือ บ้างชู 2 นิ้ว ทักทายผู้สนับสนุน จากนั้น พากันเดินเรียงแถวเข้าไปยังห้องปฏิบัติการสายตรวจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบปากคำ และพิมพ์ลายนิ้วมือตามขั้นตอนต่อไป





ในส่วนของผู้ชุมนุม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปก. ได้ประกาศรับสมัครอาสาสมัครสุภาพสตรี 4 คน เพื่อเป็นตัวแทนมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจแกนนำ พร้อมประกาศให้ฝากจดหมายให้กำลังใจแกนนำ นปก. ผ่านสุภาพสตรี 4 คน โดยมีหลายคนยกมือขออาสาสมัครเข้าไป

ต่อมามีได้เกิดโกลาหลขึ้นเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องการให้ใช้เครื่องขยายเสียง เนื่องจากใกล้เขตพระราชฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดึงไมโครโฟนไปจากมือของผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ และเริ่มประชิดเข้าใกล้แนวกั้นของตำรวจที่ยืนคล้องแขนเรียงหน้ากระดานเต็มพื้นที่หน้าสน.สามเสน

แต่แกนนำ เช่น นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บอกให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ อย่าปะทะกันด้วยอารมณ์ และขอให้ผู้ชุมนุมทุกคนช่วยกันปรบมือให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอให้คืนไมโครโฟนที่ยึดไป ต่อมาผู้ชุมนุมยังได้ร้องเพลงปณิธานเสรีชน ซึ่งแต่งโดยจิ้น กรรมาชน และเพลงสู้ไม่ถอย ด้วยความสงบ หลังความโกลาหลเกิดขึ้น ผู้ชุมนุมได้ช่วยกันจัดแถว โดยมีผู้หญิงยืนเรียงกันแถวคล้องแขน เป็นแนวกั้นเผชิญหน้ากับแถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากนั้น นายสมยศประกาศขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคืนไมโครโฟน โดยไม่ต้องบอกก็ได้ว่าใครเป็นคนกระชากไป เพียงส่งต่อไมโครโฟนของผู้ชุมนุมกลับคืนมา เนื่องจากเป็นทรัพย์สินของประชาชน และอยากให้ทำตามกติกา ทำตามกฎหมายมากกว่า ซึ่งฝ่ายผู้ชุมนุมยอมเสียค่าปรับฐานใช้เครื่องขยายเสียง ซึ่งท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คืนไมโครโฟน พร้อมเรียกค่าปรับจำนวน 200 บาท เหตุการณ์ชุลมุนจึงสงบลง

ผู้ชุมนุมที่มาให้กำลังใจแกนนำทั้ง 9 มีการตะโกนว่า “คมช. ออกไป เผด็จการ ออกไป สนธิ ออกไป ประชาธิปไตย คืนมา แกนนำ คืนมา รัฐธรรมนูญปี 40 คืนมา” และขอร้องให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา โดยผู้ชุมนุมบางคนโทรศัพท์บอกให้เพื่อนฝูงมาชุมนุมเพิ่มที่หน้า สน.สามเสน และต่อมามีการร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ที่แต่งโดยจิตร ภูมิศักดิ์




ต่อมาตำรวจยอมให้ผู้ชุมนุมส่งตัวแทน ซึ่งเป็นสุภาพสตรี 4 ท่าน เข้าพบและมอบดอกไม้ให้กับแกนนำ นปก. ทั้ง 9 คนที่ห้องลงบันทึกประจำวัน ภายใน สน.สามเสน ทำให้ผู้ชุมนุมพอใจ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขประกาศพากลุ่มผู้ชุมนุมเดินขบวนกลับสนามหลวง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ชุมนุมหน้า สน.สามเสน ส่วนใหญ่จะเดินกลับสนามหลวงไปแล้ว แต่ยังเหลือผู้ชุมนุมประมาณ 50 คนและต่อมาเพิ่มจำนวนเป็น 100 คน ยังคงชุมนุมอยู่หน้า สน.สามเสน โดยโจมตี พล.อ.เปรม และตะโกนด่า คมช. ด้วยถ้อยคำหยาบคาย

และเวลาประมาณ 23.00 น. ขณะที่เหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเรียงหน้ากระดานแถวเดียว ขณะที่ครึ่งหนึ่งกลับเข้าไปใน สน.สามเสน ผู้ชุมนุมกลุ่มนี้พากันนั่งปักหลักกินพื้นที่ถนนสองเลน มีการร้องเพลงล้อเลียน คมช. อย่างตลกขบขัน และต่อมานางดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดา ตอปิโด ได้มาสมทบพร้อมเครื่องขยายเสียงและพูดโจมตี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร. และการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับแกนนำ นปก. ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสริมกำลังเพิ่ม และมีการเจรจาให้เลิกใช้เครื่องขยายเสียง เนื่องจากผู้ชุมนุมส่งเสียงดังใกล้เขตพระราชฐาน แต่นางดารณีไม่ยอมฟัง ทำให้สถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด

พล.ต.ต.มานิตย์ วงษ์สมบูรณ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาลภาค 1 ที่มาดูแลสถานการณ์ที่ สน.สามเสน ได้ให้นางประทีป อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ ที่เดินทางมาจากสนามหลวงเจรจากับนางดารณี ซึ่งหากยังไม่หยุดทางตำรวจจะนำหน่วยปราบจลาจลหญิง เข้าควบคุมตัวนางดารณี ซึ่งทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ต่อรองว่าต้องการให้นำแกนนำทั้ง นปก.ทั้ง 9 คน ออกมาให้ผู้ชุมนุมเห็นว่าสบายดีก่อนจึงจะกลับ

ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สามเสน จึงยอมให้แกนนำ นปก. ทั้ง 9 คนที่ถูกควบคุมตัวออกมาทีละคน โบกมือทักทายผู้ชุมนุมด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ที่ประตูกระจกของ สน. โดยที่แกนนำออกมาในชุดลำลอง บางคนสวมกางเกงขาสั้น ได้โบกมือทักทายกับผู้ชุมนุม และนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ แกนนำ นปก. ได้เปิดประตูกระจกออกมาตะโกนว่า “กล้บบ้านได้แล้วนะ” ทำให้ผู้ชุมนุมกลุ่มนี้พอใจและเดินทางกลับ


ต่อมา กลุ่มผู้สื่อข่าว พยายามขอสัมภาษณ์ พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ โดยผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไททีวีถามว่า การยอมให้ผู้ชุมนุมภายนอกมองเห็นแกนนำ นปก. ไม่ถือเป็นการอ่อนข้อหรือ พล.ต.ต.มานิตตอบว่า เจ้าหน้าที่ในวังสุโขทัยออกมาเตือนว่าเสียงผู้ชุมนุมดังเข้าไปในเขตพระราชฐาน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเคลียร์พื้นที่เร็วๆ จึงยอมให้ผู้ชุมนุมเห็นหน้าแกนนำ และให้พวกเขากลับบ้านเร็วที่สุด ผู้สื่อข่าวรายนี้ยังถามต่อว่า ถ้าผู้ชุมนุมมาเรียกร้องเช่นนี้อีกจะทำอย่างไร พล.ต.ต.มานิตย์กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด

พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ กล่าวว่า แกนนำทั้ง 9 คน จะออกจาก สน.สามเสนภายในเวลา 15.00 น. ของวันที่ 27 ก.ค. ก่อนที่จะนำตัวไปคุมขังที่ศาลต่อ เพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

(ภาพบางส่วนจากเวบไซต์พันทิป)

กรรมการสิทธิฯ ขยับแล้ว ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน

ที่มา เวบไซต์ประชาไท
โดย ประชาไท
27 กรกฎาคม 2550

ภายหลังจากที่ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย มารับทราบข้อกล่าวหา ภายในห้องประชุมชั้น 12 ศาลอาญา รัชดา และพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาสั่งการหรือยั่วยุปลุกระดมให้กลุ่มบุคคลกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

จากนั้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 9 คน พร้อมสอบคำให้การ ผู้ต้องหาทั้ง 9 ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมยื่นคำร้องขออนุญาตฝากขังต่อศาลทันที ก่อนจะพาตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปที่ สน.สามเสน

ต่อกรณีดังกล่าว นางสุนีย์ ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แสดงความคิดเห็นทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนเนลว่า โดยหลักการแล้ว คนเราไม่ควรจะถูกขัง และในกรณีนี้ ผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกคนก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน เพราะฉะนั้นก็ควรจะมีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัวโดยเร็ว

“วันนี้ดิฉันได้ไปเยี่ยมทั้งหมดที่ สน.สามเสน ก็คิดว่ามี 2 ส่วน คือบางท่านก็อาจไม่เต็มใจที่จะประกันตัว และบางส่วน อย่างเช่นคุณจรัล ก็เตรียมที่จะประกันตัวพรุ่งนี้ โดยหลักการแล้ว เราก็ถือว่าควรจะต้องให้มีการประกันตัว แต่เจ้าหน้าที่อาจจะยังตั้งกระบวนการของเขาไม่ได้ครบถ้วน เพราะฉะนั้น จึงใช้มาตราอีกมาตราหนึ่ง คือการขังไว้ก่อน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสอบถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่เปลี่ยนการรับทราบข้อกล่าวหาเป็นการขอหมายศาลเพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 นั้น นางสุนีย์กล่าวว่า ในเบื้องต้น กรรมการสิทธิฯ เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เพราะการที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้หลบหนีไปไหน ก็เหมือนกับว่ามาเพื่อจะรับทราบข้อกล่าวหา หรือมีความสมใจร่วมกันอยู่แล้ว แต่พอเปลี่ยนเป็นการตั้งข้อหาหลายข้อหา ถึงขนาดขังและไม่ให้ประกันตัว ก็ต้องยอมรับว่าทำให้เรื่องของสิทธิเสรีภาพเป็นที่น่าหวั่นวิตกอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่จะใช้เหตุผลอะไรต่อการที่ต้องขังเอาไว้ ในเมื่อข้อหาทั้งหมดไม่ได้ร้ายแรงชนิดที่จะทำให้ไม่สามารถประกันตัวได้

“โดยหลักการแล้ว ดิฉันไม่เห็นด้วย เหมือนอย่างที่เราพูดถึงสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมโดยปกติ ไม่ว่าใครก็ตาม เขาควรจะได้รับโอกาสที่จะได้เข้าเยี่ยม ได้รับการดูแลตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งอันนี้ก็พูดกันมายาวนานแล้ว และคนไทยก็มีประเพณีที่จะต้องปฏิบัติ แล้วข้อหานี้ก็สืบเนื่องมาจากการชุมนุม ถ้าจะตั้งข้อหาก็ต้องตั้งให้ชัดเจน ว่าเรื่องอะไร และควรจะให้โอกาสประกันตัว”

นอกจากนี้ สุนีย์ ไชยรส ได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่านายจรัล ดิษฐาอภิชัย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสิทธิฯ และเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาในกรณีดังกล่าว ไม่น่าจะถูกปลดออกจากการเป็นกรรมการสิทธิฯ เพราะเป็นเพียงการถูกกล่าวหา และผู้ที่ถูกกล่าวหา ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งตัดสินออกมาชัดเจน

“ในกรณีของคุณจรัล ถือว่าเป็นการแสดงสิทธิเสรีภาพเป็นการส่วนตัว และคณะกรรมการสิทธิก็มีการตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่นำมาสู่เหตุการณ์ในวันที่ 22 กรกฎาคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการถูกจับ แต่เป็นการตรวจสอบความเป็นมาเบื้องต้น จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาซึ่งกันและกันว่า ตำรวจหรือฝ่ายผู้ชุมนุมกันแน่ที่ก่อความรุนแรง เราจะตั้งอนุกรรมการในส่วนนั้น”