วันเสาร์, มิถุนายน 30, 2550

คลิปภาพการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนไทยในอังกฤษ

มัลติมีเดียโดย Thaitiger1
29 มิถุนายน 2550

ท่านสามารถรับชมภาพการประท้วงของ "กลุ่มคนไทยปฎิเสธรัฐประหารในสหราชอาณาจักร" เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 ณ กรุงลอนดอน เมืองหลวงของประเทศสหราชอาณาจักร ได้ตามคลิปภาพด้านล่างนี้

อนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวนับเป็นการชุมนุมอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 เพื่อเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการ เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในทันที และให้มีการตรวจสอบ คมช.และสมุน ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านแถลงการณ์จุดยืนการชุมนุมดังกล่าวได้ที่ "จม.จากคนไทยในอังกฤษ เรียกชุมนุมใหญ่กลางกรุงลอนดอน"

Thailand's political stand-off : Penalty Shoot-Out

ที่มา เวบไซต์ http://www.economist.com/ (June 28th, 2007)
โดย The Economist
30 มิถุนายน 2550


The game is not over yet, despite the goals the junta has scored

THAKSIN SHINAWATRA, Thailand's deposed prime minister, has been basking in the limelight this week over his takeover bid for Manchester City, an English football club. But back home the military junta that removed Mr Thaksin nine months ago has begun scoring goals against him. Prosecutors have filed the first corruption charges against Mr Thaksin. The military-installed government is threatening to extradite him from Britain over other allegations of crookery. Most of his fortune has been seized by investigators. His Thai Rak Thai party has been disbanded and he and over 100 cronies have been barred from politics for five years.

Mr Thaksin's supporters and other opponents of the military junta continue to stage rallies in front of Bangkok's Grand Palace. But attendance is falling short of the tens of thousands they expected. The blows to Mr Thaksin's comeback plans have encouraged General Sonthi Boonyaratglin, the junta leader, to resile from earlier promises not to cling to power. In a television interview on June 25th he hinted at plans to enter politics after he retires as army chief in September, not denying a suggestion that a new party might be created for him. No doubt entirely coincidentally, the very next day a group of former allies and foes of Mr Thaksin launched Ruam Jai Thai (Thai Unity), a new party that “would not be unfriendly to the military”, as one put it.

Mr Thaksin's chances of a swift return to power have been badly dented by the legal moves against him. But, to continue the footballing metaphor, the final whistle is still some way off and the match may well go into extra time. Assuming Mr Thaksin's takeover of Manchester City is approved by the British authorities, his plan is to hire Sven Goran Eriksson, a former manager of England's national side, giving him a big budget to buy new players and transform the team's lacklustre record of recent years. In football-crazy Thailand, this would keep Mr Thaksin in the news.

In the meantime, he promises to fight the allegations against him. Bringing charges is one thing; making them stick in the Thai courts is quite another. Mr Thaksin should also be able to delay for years any moves to extradite him, and perhaps thwart them altogether. Under British law, extradition is forbidden if the defendant can show (as Mr Thaksin claims) that the charges are politically motivated or his basic rights are otherwise at risk. General Sonthi's recent comment that he could not guarantee Mr Thaksin's safety if he returned did sound like a veiled threat.
A constitution-writing body set up by the junta has, under public pressure, cut the most undemocratic bits of a draft charter that it will soon put to a referendum. But the generals are still doing plenty to make themselves unpopular. Besides contemplating extending their rule by electoral means, they are also planning a law that would give Internal Security Operations Command, an army-run body, drastic powers to seize control of the state in the event of a “security threat”.

Besides awarding themselves a huge increase in the official defence budget, military chiefs have installed themselves on the boards of state firms, from which, it is alleged, they are seeking big, secret contributions to army funds. The graft-busting bodies set up by the junta have enthusiastically pursued Mr Thaksin's dubious land deals while finding technicalities to prevent them investigating a questionable land purchase by General Surayud Chulanont, the prime minister.

The danger is that, as happened after Thailand's last coup, in 1991, rising public anger at the generals' attempts to cling to power may eventually lead to violence. Even if the elections promised for late this year take place and return a civilian government, it may be a weak, unstable coalition. Meanwhile, if all goes well, Mr Thaksin will be sitting comfortably in the directors' box at the City of Manchester Stadium, hoping one day to be welcomed home as a hero, his misdeeds forgotten.

นักวิชาการน้ำดี ชี้ "ภัยร้าย" ที่แฝงอยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และ ร่าง พรบ.รักษาความมั่นคงฯ

ที่มา ใบปลิวเก็บตก โดยศูนย์ข่าวบ้านบางไซ
โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร
30 มิถุนายน 2550


รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจเผด็จการ กับ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
(เป็นภัยต่อประชาชนและการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยอย่างไร)

1. สาระสำคัญภายในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (รัฐธรรมนูญฉบับรับใช้ คมช.) กำหนดให้มีการสรรหาแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวนเกือบครึ่ง ซึ่งเมื่อรวมกับสมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้งอีกเพียงเล็กน้อยก็จะมีสัดส่วนเป็น “เสียงส่วนใหญ่” ในวุฒิสภา สามารถกำหนดทิศทางการเมืองไทยในรัฐสภาต่อไปได้โดยรวมกับ ส.ส.จากพรรคการเมืองที่สนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สามารถ “ฮั้วผลประโยชน์” กันจัดตั้งรัฐบาลสืบทอดอำนาจกำกับดูแลแบ่งปันผลประโยชน์จากงบประมาณและทรัพยากรรวมทั้งโครงการลงทุนระดับชาติต่อไป ได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ดังกล่าว (รัฐสภา ที่จัดตั้งขึ้นจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2550 จึงมีลักษณะเป็น “รัฐสภาทาส”)

2. พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พุทธศักราช.............. ตามที่รัฐบาล คมช. กำลังรีบเร่งดำเนินการผลักดันผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ออกมาบังคับใช้เป็นการทั่วไปทั่วประเทศ มีสาระสำคัญเป็นการให้อำนาจผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สามารถแต่งตั้งและสั่งการเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ลงไปถึงจังหวัดและชุมชน ในการตรวจสอบบุคคล, ตรวจค้นบ้าน, ควบคุมอายัดตัวบุคคลและทรัพย์สินที่ต้องสงสัยได้ โดยผู้สั่งการและผู้ทำตามคำสั่งการนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา และไม่ต้องอาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นครั้งคราวหรือเป็นการเฉพาะพื้นที่เหมือนในอดีต ดังนั้นหลังจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกอนุมัติผ่านการลงมติจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่แต่งตั้งโดย คมช. ชุดนี้แล้ว หากบุคคล, องค์กรประชาชน, สมาชิกพรรคการเมือง, หัวคะแนนพรรคการเมือง, ผู้นำชุมชน, กรรมการชุมชนและหมู่บ้าน, สมาชิกอบต., สมาชิก อบจ., สมาชิกสภาเทศบาล, กลุ่มนายทุนท้องถิ่น, กลุ่มทุนระดับชาติ ฯลฯ คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดำเนินการเคลื่อนไหว, ชุมนุม, ประชุมปรึกษาหารือ, หรือมีการกระทำที่ฝ่ายข่าวกรองของ กอ.รมน. และรัฐบาลภายใต้การกำกับของผู้นำทางทหารในอนาคตเห็นว่ามีการกระทำอันขัดต่อความมั่นคงในอำนาจและผลประโยชน์ของ “รัฐทหาร” (รัฐบาลและรัฐสภาทาสภายใต้การกำกับของผู้นำทหาร) ผู้นำทางทหารตั้งแต่ระดับ ผบ.ทบ. ลงไปจนถึง ผอ.กอ.รมน.ระดับจังหวัด ก็สามารถใช้อำนาจตามพระราชบัญญัตินี้สั่งการในการตรวจสอบควบคุม จับกุม คุกคาม อายัดตัว อายัดทรัพย์ได้ โดยไม่ต้องใช้กระบวนการสอบสวนสืบสวนปกติแต่ประการใด

3. ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (รัฐธรรมนูญฉบับรับใช้ คมช.) และร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (พระราชบัญญัติฉบับรับใช้ ผบ.ทบ.) ล้วนเป็น “ภัยเฉพาะหน้า” ต่อประชาชนทุกคนที่อาจเสี่ยงต่อการถูกคุมคามย้อนยุค คล้ายคลึงกับสภาพการณ์ในสมัยที่ยังมีการบังคับใช้ อำนาจตาม “มาตรา 17” แห่ง “ระบอบสี่เสาเทเวศร์” ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
25 มิถุนายน 2550


หมายเหตุ : ความเห็นจากการวิเคราะห์ข้างต้นสามารถเผยแพร่ต่อโดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้เขียน

หมอเหวงลั่นดาวกระจาย 52 จุดเสาร์นี้ -เน้นพารากอน

ที่มา http://www.hi-thaksin.org
โดย hi-thaksin
30 มิถุนายน 2550


นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) แถลงผลการประชุมสมัชชาใหญ่ 44 องค์กรนปก.ว่า ที่ประชุมพูดคุยถึงการชุมนุมของ นปก.หลังก่อตั้งวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้สรุปว่า การเคลื่อนขบวนการชุมนุมไปยังสถานที่ต่างๆ จำนวน 3 ครั้ง นปก.ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ถึงแม้ว่าครั้งที่สองปักหลังอยู่ท้องสนามหลวง ไม่ได้เคลื่อนออกไปตามที่ให้ข่าว แต่ก็ถือว่าการปักหลักยึดพื้นที่อยู่ท้องสนามหลวง ก็เป็นการเคลื่อนขบวนเช่นกัน และถือเป็นการชุมนุมอีกรูปแบบหนึ่งถึงแม้จะไม่ได้เคลื่อนขบวนก็ตาม และสาเหตุที่ไม่เคลื่อนขบวนในวันนั้นก็เพราะได้ข่าวมาว่า ทหารได้เตรียมการสร้างสถานการณ์ เพื่อเข้าสลายการชุมนุม แกนนำจึงตัดสินใจไม่เคลื่อนขบวน

นพ.เหวงกล่าวว่า การเคลื่อนขบวนทั้ง 3 ครั้ง เราได้แสดงจุดยืนว่า ต้องการล้มล้างระบอบเผด็จการ และเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยให้กลับคืนสู่ประชาชน ดังนั้นเราจึงเห็นว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวประสบความสำเร็จ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

นพ.เหวงกล่าวอีกว่า สำหรับภารกิจของ นปก.หลังจากนี้ ที่ประชุมมีมติร่วมกันว่า จะชูธงสองผืนให้สูงเด่น โดยธงผืนแรกคือ การคว่ำร่างรธน.ปี 2550 เพราะร่างรธน.ดังกล่าวได้มีการแสดงตัวอย่างชัดเจนว่า เป็นรธน.ฉบับเผด็จการ อีกทั้งเป็นรธน.ที่กมธ.ยกร่าง รธน. และ คมช. ได้ดึงและลอกเลียนแบบมาจากระบอบประชาธิบดีเข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มา สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง ดังนั้นเราจึงเห็นว่าร่างรธน.ฉบับนี้เป็นร่างรธน.ที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ที่ประชุมยังมีความเห็นร่วมกันว่า ในวันที่มีการพิจารณารับร่างรธน. วันที่ 6 ก.ค. ที่จะถึงนี้ นปก.ได้ตัดสินใจจะเคลื่อนขบวนใหญ่ไปยังบริเวณหน้ารัฐสภา เพื่อแสดงพลังและประกาศเจตนารมย์ไม่รับร่างรธน.ฉบับเผด็จการ การชุมนุมวันดังกล่าวจะยึดหลักอหิงสา และไม่ใช่ความรุนแรงใดๆ อีกทั้งจะเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกันแสดงพลังในวันดังกล่าวให้มากที่สุด "ผมเชื่อมั่นว่า หากรวบรวมประชาชนที่เห็นด้วยกับแนวคิดของ นปก. ว่ารธน.ฉบับนี้ทำลายระบอบประชาธิปไตย ได้มากถึง 2-3 หมื่นคน จะทำให้ที่ประชุม สสร. ฟังเสียงคำคัดค้านของพวกเรา และโหวตไม่ร่างรธน.ฉบับเผด็จการนี้ นอกจากนี้ นปก.จะเคลื่อนไหวออกให้ความรู้กับประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยจัดหน่วยเฉพาะกิจย่อย ลงให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรธน.ฉบับเผด็จการนี้แก่ประชาชน ให้ทราบถึงข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น และชักชวนประชาชนโหวตไม่รับร่าง ชูประเด็น 3 เรื่องคือ ร่างรธน.นี้เป็นร่างของอมาตยาธิปไตย เป็นร่างที่สืบทอดอำนาจของ คมช. โดยเฉพาะพล.อ.สนธิ เป็นร่างรธน.ที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย " นพ.เหวงกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การชุมนุมวันพรุ่งนี้มีรูปแบบอย่างไร จะเคลื่อนขบวนหรือไม่ นพ.เหวงกล่าวว่า ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า จะไม่เดินขบวน แต่จะเปิดเวทีดาวกระจายไปยังสถานที่ต่างๆทั่วกทม. ไฮไลท์อยู่ที่สยามพารากอน จะมีแกนนำของ นปก. เดินทางไปเปิดปราศรัยให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย และชักชวนร่วมคว่ำร่างรธน. จะเริ่มเวทีตั้งแต่เวลา 13.00 น. ส่วนตอนเย็นจะชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเช่นเดิม

นพ.เหวงกล่าวว่า ตนขอชี้แจงเรื่องการตัดสินใจการเคลื่อนขบวนว่า จะอยู่ที่การตัดสินใจของแกนนำ นปก.ทั้ง 8 คน ว่า จะเดินหรือไม่เดิน จะเดินไปไหน ส่วนความคิดเห็นที่ปราศรับบนเวทีของนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปก.มีความเห็นว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น เป็นวาทะศิลป์ในการพูดบนเวที เรื่องดังกล่าวเราไม่อยากไปปิดกั้น

ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำ นปก. กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ คมช. และรัฐบาล ประกาศยกเลิกกฏอัยการศึกในจังหวัดที่มียังคงกฏอัยการศึกเอาไว้ เพราะหากยังคงคงกฏอัยการศึกเอาไว้ จะทำให้การให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรธน.ฉบับนี้ของ นปก.ไม่สามารถดำเนินการได้ หากคมช.และรัฐบาลมั่นใจว่า ร่างรธน.ฉบับนี้ดีจริง ก็ขอให้ยกเลิกประกาศกฏอัยการศึกเสีย เพื่อให้นปก.ลงพื้นที่ให้ความรู้กับประชาชน ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบเผด็จการ ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า คมช.ไม่กล้ายกเลิกกฏอัยการศึก และขอท้านายมีชัย ประธาน สนช. ขึ้นเวทีเผชิญหน้าโต้เรื่อง รธน.ฉบับปี 50 นี้ กับนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ แกนนำ นปก. ตามเวทีต่างๆได้ทุกเวที

'ฉลาด'บุกศาล ฟ้องคมช.ก่อกบฎ


โดย Hi-Thaksin
30 มิถุนายน 2550
"ฉลาด วรฉัตร" ลุยศาลอาญา ยื่นฟ้อง สนธิ - รัฐบาล- คมช. รวม 308 คน ฐานความผิดก่อกบฏ ทำรัฐประหาร ตั้งพวกพ้องยึดอำนาจครอบครองประเทศ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 24 ก.ย. นี้

ร.ต.ฉลาด วรฉัตร นักต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปยังอาญา ถนนรัชดา เพื่อเป็นโจทย์ยื่นฟ้องพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กับพวกรวม 308 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นกบฎ ,สนับสนุนการกระทำความผิด , ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

ตามสำนวนฟ้อง ระบุว่า ระหว่างวันที่ 19 ก.ย.49 จนถึงวันฟ้อง จำเลยที่ 1-8 ร่วมกันเป็นตัวการ โดยมีจำเลยที่ 9-308 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดที่ร้ายแรง ด้วยการทำรัฐประหาร หรือยึดอำนาจมา ได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา โดยใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้าง อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ ในสำนวนฟ้อง ยังระบุด้วยว่า จำเลยที่ 1-8 ได้ร่วมกันแทรกแซงองค์กร ภาครัฐ เอกชน และสื่อ ทั้งที่จำเลยที่ 1-8 เป็นข้าราชการประจำระดับสูง ใช้อำนาจแต่งตั้งตนเองและพวกพ้อง โดยมีจำเลยที่ 9-45 เป็นคณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 46-57 เป็น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำเลยที่ 58-66 เป็นคณะกรรมการป้องปันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และจำเลยที่ 67-308 เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

สำหรับ การกระทำของจำเลยทั้ง 308 คน ทำให้โจทก์และประชาชนชาวไทย ได้รับความเสียหาย ทำให้ปราศจากการใช้อำนาจอธิปไตย ประเทศชาติขาดความน่าเชื่อถือจาก นานาอารยะประเทศ เหตุเกิดที่ แขวงและเขตดุสิต กรุงเทพฯ และทั่วราชอาณาจักร

ทั้งนี้ ก่อนที่ร.ต.ฉลาด จะเดินทางมายื่นฟ้องศาล ก็เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษไว้แล้วที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้ง 308 คน ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ,113 , 83 และ 86

ทางด้านศาล ได้รับคำฟ้องของร.ต.ฉลาดไว้พิจารณา พร้อมนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 24 ก.ย.50 เวลา 09.00 น.

การสนทนา ระหว่าง คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ นักเขียนอิสระ กับ คุณบิล ซึ่งเป็น constitutional lawyer จากสหรัฐอเมริกา

ที่มา http://www.thai-journalist-democratic-front.com/aboutusdonations.htm
โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
28 มิถุนายน 2550

บิล เป็นนักกฎหมายอยู่กับสำนักงานกฎหมายใหญ่ และกำลังศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ Constitutional Law ให้กับสถาบันที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา เขาเคยว่าความต่อหน้า Supreme Court ของสหรัฐมาแล้ว คุณบิล ได้เดินทางมาไทย และทางชมรมเพื่อนนักข่าวเพื่อประชาธิปไตย ( Thai Journalist Democratic Front) ได้ติดต่อขอพูดคุย โดยคุณทวีวุฒิ จุลวัจนะเป็นผู้ร่วมสนทนา

บทสนทนา ที่นำมาเผยแพร่ มีสามตอน โดยตอนแรก ชื่อตอนว่า “คุยกับบิล” บิลได้อธิบายให้ฟังว่า คตส. และ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่มีครุฑ หรือ ไม่ได้ ผ่านการรับทราบและเห็นชอบของสถาบันสูงสุด ตอนที่สอง ชื่อว่า “เรื่องทักษิณล้วน ๆ” บิลอธิบายให้ฟังว่า ถ้าเขาเป็นคุณทักษิณ เขาจะไม่มาไทยเพื่อต่อสู้คดีตอนนี้ แต่จะกลับมาหลังสติกลับคืนสู่ไทย และ ว่าความ“ที่ขบวนการทั้งหมด” ไม่มาสู้ทีละคดี พูดง่ายๆ คือไม่ยอมรับ ว่า คดีนั้น มาด้วยความชอบธรรมแม้แต่คดีเดียว และตอนที่สาม ชื่อ “บิล ว่าความให้ทักษิณ” ในตอนนี้คุณบิล จะต่อสู้คดี ให้เราดู

เพื่อให้การติดตามเนื้อหาง่ายขึ้น จึงได้นำบทความทั้งสามตอนมาเรียบเรียงใหม่ เป็นคำพูดสนทนาของทั้งสองท่านต่อเนื่องกัน สำหรับบทความต้นฉบับ สามารถติดตามอ่านได้ที่ http://www.thai-journalist-democratic-front.com/tavivootswritings.htm

บิล : ท่านเคยสังเกตหรือไม่ว่า แม้แต่ใบสั่งของตำรวจจราจร ยังมีครุฑกำกับ เรื่องเล็กอย่างนั้นนะ แต่เห็นหรือไม่ คำสั่งของ ตุลาการ เรื่อง ยุบพรรค ทรท. ไม่มีครุฑกำกับ แล้วคำตัดสินคดีของตุลาการ ที่ก็ยอมรับกันมากว่า สั่งมาให้ยุบพรรค ทรท. และผิดมากตรงมีผลย้อนหลังเข้าไปอีก จริงๆแล้ว มีความศักดิ์สิทธิ์ทางกฎหมายขนาดไหนกันแน่

ทวีวุฒิ : บิล ยูเห็นในผู้จัดการไหม เขาเรียก ตุลาการรัฐธรรมนูญว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกครั้งที่กล่าวถึง ทำไมผู้จัดการถึงไปไกลจนเปลี่ยนชื่อให้เขาขนาดนั้น

บิล :ถ้าจริงคงเป็นว่าเขากลัว กลัวคนจับได้ ว่า ตุลาการคืออะไรกันแน่ เป็นการให้น้ำหนักของสื่อ กลบความจริง อะไรแบบนั้น

(คือเอาหละ ถึงคนไทยส่วนมาก และชาวต่างชาติ จะรายงานกันออกมาว่าที่ตัดสินเรื่อง ทรท. นั้น เป็นเรื่องการเมือง “ล้วนๆ”ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความยุติธรรมเลย แล้วยิ่งพี่บังพูดถึง แผน สี่ห้าขั้น ที่ทำมา แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสังเกตของคนหมู่มากเท่านั้น แต่ถ้าจะว่ากันตามกระบวนการกฎหมายจริงๆแล้ว การออกมาตัดสินเรื่อง “ใหญ่โตและผลกระทบกว้าง” แบบยุบ ทรท. ขนาดนั้น โดยไม่มีครุฑ หรืออีกนัยก็คือ ไม่มี “ในพระปรมาภิไธย” จริงๆแล้ว ถ้าเอานักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาถกเถียงกัน คำตัดสินนั้นของตุลาการนั้น มันคืออะไรกันแน่ คือมันไม่มีครุฑกำกับ มันไม่มีคำว่าศาลกำกับ มันไม่มีคำว่า “ในพระปรมาภิไธย” กำกับ แต่มันมีผลบังคับ)

บิล : ผลบังคับ มันสร้างขึ้นมาด้วยกลไกของปลายปืนคือการยึดอำนาจ แต่โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยยุบพรรคนั้น “คืออะไรกันแน่” นี่เป็นคำถามที่ผมมาศึกษาอยู่

ทวีวุฒิ : ถ้าผมเป็นประชาชนคนกลางๆ จะมองการตัดสินอันนี้ว่าอะไรดี

บิล : ประเด็นที่น่าจะสำคัญที่สุด คือไม่ได้อยู่ใน พระปรมาภิไธย เอาอย่างนี้ มันเป็นธรรมเนียมและประเพณี ที่ทางทฤษฏีแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐไทย และ คนไทย ต้องผ่าน พระปรมาภิไธย หรือก็คือ การรับทราบและอนุมัติให้ทำโดยพ่อหลวง อะไรก็ตามที่นอกเหนือไปจากนั้นเขาเรียกว่า........ “คำแถลงการณ์” ฉะนั้น จริงๆแล้ว คำตัดสินของ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือ “คำแถลงการณ์” เท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีอะไรมาผูกมัดว่า คือคำตัดสินคดีความที่ชอบด้วยกฎหมาย และประเพณีปฏิบัติ ว่าทำในนามและในการรับรู้รับทราบ โดยสถาบัน.............คือพูดง่ายๆ มาร่างคำแถลงการณ์กันออกมาเอง

ทวีวุฒิ : แต่มันมีผลนะ ไปจนถึง กกต. ออกมา ยุบพรรค ทรท. และ ห้าม สส. แกนนำ พรรค ทรท. ลงเล่นการเมืองถึงห้าปี คือ ถ้ามันเป็นเพียงคำแถลงการณ์ ทำไม มันมีผล มีผลเข้ามาถึงองค์กรที่จะต้องประทับตรา ครุฑ กำกับคำสั่งด้วย

บิล : มันเป็นอำนาจจากปลายปืนที่ใช้บังคับคนทั้งประเทศ ให้ยอมรับกฎหมายและองค์กรที่เขาตั้งขึ้น มันไม่ใช่อำนาจที่มาจากปวงชนชาวไทยโดยการเลือกตั้ง ภายใต้การรับรู้ และรับทราบและลงชื่อกำกับ เช่นที่ทำกันมานาน แต่มันเป็นอำนาจที่ปวงชนชาวไทยบางส่วนให้เขา โดยให้จริงๆนะ มีคนไทยมากมายสนับสนุนเผด็จการครั้งนี้ แต่สำหรับคนไทยคนอื่น มันถูกปล้นไป แต่ทางกฎหมายแล้ว ไม่สนใจว่าใครสนับสนุนหรือต่อต้าน “........” ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ มันก็อยู่ที่คนยอมรับและฟังเขาหรือกลัวปืนในมือเขา เท่านั้นเอง
สำหรับ “กกต.” ที่รับเป็นตัว “แปลง” เอาคำ “แถลงการณ์ยุบ ทรท.” ของ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มี ครุฑ และ ในพระปรมาภิไธย มาทำให้ถูกกฎหมายนั้น “ถ้าจะว่ากันจริงๆแล้ว” ......สักวันคงจะฟ้องร้องได้แน่นอน แต่ตรงนี้ยังมีปัญหามาก ยังต้องตีความ แต่ก็เหมือน คตส. เหมือนกัน คือทั้งหมด ที่ คตส. ทำลงไป ก็คือ “ออกความคิดเห็นเท่านั้นว่าทักษิณโกง จริงๆแล้ว ไม่มีสิทธิที่จะเอาไปให้ศาลรับฟ้อง เพราะศาลนั้นมีตรา ครุฑ ปกป้องอยู่ ..” คุณทวีวุฒิ ทราบไหม ว่าจริงๆแล้ว เพราะคุณเป็นคนไทย คุณมีครุฑกำกับมาด้วยมากมายจากหลายองค์กร ว่าคุณเป็นคนไทย แต่ คมช. ไม่มีกำกับแม้แต่อันเดียว คุณทวีวุฒิ ถูกปกป้องโดยพ่อหลวงทุกวัน แต่อำนาจจากปืนมีมาก มากจน ครุฑต้องเกรงใจ....... เหมือน คตส. ที่เรียกคนทั่วสารทิศเข้าไปให้ข้อมูล จริงๆแล้วไม่มีอำนาจเหนือองค์กรอื่นที่มี ครุฑ ปกป้องอยู่......และที่น่าสนใจคือ ศาลที่มีตราครุฑ รับคำแถลงการณ์ ของ เช่น คตส. มาเข้าระบบ จริงๆแล้ว กำลังทำผิดกฎหมายอยู่หรือไม่..... .แต่เขารายงานตัวเข้าไปกัน เอาคำแถลงการณ์ เอาสิ่งที่ คตส. สั่งมา เอามาเข้าระบบ ทำกันเพราะกลัวปืน กลัวอำนาจ.........

ทวีวุฒิ : สรุปแล้วไง แบบเรื่องยุบ ทรท.

บิล : จริงๆแล้วเมื่อเขาไม่มีสิทธิ์ยุบ แต่มาบอกให้เรายุบ ถ้าเราเชื่อเขาแล้วยุบ มันก็กลายเป็นปัญหาของเราไปเอง ปัญหาอยู่ที่ กกต. ว่าเขาจะกลัวถูกฟ้องในวันข้างหน้าขนาดไหน เพราะฐานของคำสั่งของเขา คือคำแถลงการณ์ มันไม่มีผลบังคับทางกฎหมายจริงๆ เพียงเขาเป็นตัวเชื่อมให้ เท่านั้นเอง คือเอาสิ่งที่ไม่น้ำหนักอะไร มากไปกว่าคำแถลง มาทำให้มีน้ำหนัก

ทวีวุฒิ : แล้ว ทรท. ไปนั่งให้การตุลาการทำไม ถ้าไม่มีน้ำหนัก

บิล : เขาอาจจะศึกษากฎหมายมาน้อยไป กลัว หรือว่า หวังว่าจะได้ความยุติธรรม แล้ว คตส. ส่งเรื่องให้อัยการ ทำไมอัยการ ดีเอสไอ และ อื่นๆ จึงยอมรับเข้ากระบวนการ คือ ทำไมไม่กล้าอะไรเลย มันเอียงกันทั้งประเทศแล้ว Rule of Law มันอ่อนมาก Constitutional Law ในไทย ยังไม่มีคนเข้าใจมากนัก เข้าใจกันแต่อำนาจ ไม่มีใครกล้ายืนขึ้นแล้วบอกว่า มันทำไม่ได้ มันผิดกฎหมาย

ทวีวุฒิ : แล้วคุณคิดว่าทักษิณควรทำอย่างไร

บิล : ผมไม่ได้มาศึกษาเรื่องนี้ แล้วบอกตรงๆ ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าทักษิณโกงกินหรือไม่ แต่ในฐานะนักกฎหมาย ผมมองว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความยุติธรรมจากศาล มีนักวิชาการหลายท่านในไทย รวมถึงผู้พิพากษาบางท่าน ยกตัวอย่างให้ผมเห็นว่า บางครั้งศาลก็ต้องตัดสินใจ “ฆ่า” ใครสักคนเพราะเป็นอันตรายต่อความสงบมาก แล้วนักวิชาการพวกนี้ก็จะเสริมด้วยว่า แต่ก็เข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรม ต้องมีในการเอาคน คน นั้นมา ฆ่า ในส่วนตัวผมแล้ว “ผิดหวัง” กับแนวความคิดระดับสูงนี้ ในไทยมาก เพราะจริงๆแล้ว การตัดสินคดีความให้ยุติธรรมนั้น กระบวนการยุติธรรมสำคัญที่สุด ไม่ใช่ความสงบของสังคม ต้องมองหลักฐานในคดีเท่านั้น จะให้ขนาดของความเสียหาย มาเป็นปัจจัย ไม่ได้เลย

ทวีวุฒิ : คงไม่มีใครในสังคมผู้นำไทย ในผู้มีสติและปัญญา ในระดับตัดสินคดีความ ตอนนี้ ที่มองเช่นนั้น เพราะมันได้กลายเป็น Activist Courts หรือ ตุลาการภิวัฒน์ ไปหมดแล้ว ถ้าเป็นทักษิณ ทำอย่างไรดี เพราะกระบวนการยุติธรรม ระดับทำให้ผู้พิพากษาตาบอดไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือความยุติธรรม มันคงจะมาไม่ถึงแน่นอน

บิล : ตอนนี้อำนาจทหารยังครอบงำไทย เห็นได้จากกลไกที่เป็นของรัฐอย่างถูกกฎหมาย เช่นศาล ได้ยอมทำตาม สิ่งที่มาจากกลไกรัฐที่ไม่ถูกกฎหมาย คำนิยามของผมว่า อะไรถูกและไม่ถูก ก็ง่ายๆ นั่นก็คืออย่างที่กล่าวไปแล้ว คือ ดูที่ครุฑ และ การรับทราบ และให้ทำ ของสถาบัน คือกลไกรัฐที่มีสิทธิที่ถูกทางกฎหมาย กำลังเอาสิ่งที่ผิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือไม่มีการรับทราบและเห็นชอบ มาเข้าระบบ สิ่งนี้ก็พอจะบ่งบอกได้ว่า กลไกพวกนี้ ที่ถูกกฎหมาย เอนเอียงหรือไม่

ทวีวุฒิ : ผมไม่เข้าใจและหลงประเด็นแล้ว

บิล : ความจริงแล้ว แทนที่จะรับคดีความที่มาจาก เช่น คตส. และ ยุบพรรค ที่มาจากตุลาการรัฐธรรมนูญ สิ่งที่จริงๆแล้วต้องทำ คือปฏิเสธที่จะรับ มาเข้าใน กระบวนการยุติธรรม ในเรื่องการโกงของทักษิณ และ เอามาเข้ากระบวนการของ กกต. ในเรื่องการยุบพรรค

ทวีวุฒิ : อธิบายให้กระจ่างกว่านี้ได้หรือไม่

บิล : เอาอย่างนี้ ผมได้ข่าวมาว่า ทหารตั้งด่านไม่ให้คนต่างจังหวัดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาประท้วง ถ้าที่ด่าน คนต่างจังหวัด เดินออกจากรถ แล้วไปผลักตำรวจแล้วดึงด่านออก บอกว่าถอยไป ไม่มีสิทธิ์อะไรมาขวางผม แล้วตำรวจจับ แรกเลย คือมีสิทธิ์จับหรือไม่ เพราะคุณไม่ได้ทำอะไรผิด เขาเพียงใช้คำประกาศของคมช. ที่ห้าม ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย แล้วสิ่งที่สองคือถ้าเขาจับ เวลาขึ้นศาล ศาลจะว่าอย่างไรหละ ที่ผมกลัวสำหรับทักษิณคือ ศาล “แค่ยอมรับคดีมาตีความ” ก็ผิดแล้ว จริงๆต้องบอกว่า “ไม่มีคดี”เพราะไม่มีความผิด

ทวีวุฒิ : แล้วมันจะผิดกฎหมายได้อย่างไร เพราะมันไม่มีกฎหมาย ที่ห้ามคนต่างจังหวัด เดินทางเข้า กทม. มาประท้วง

บิล : ถ้านี่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว คนต่างจังหวัดคนนั้น ที่ถูกด่านห้ามไม่ให้เข้ากรุงเทพ มีสิทธิ์ ฟ้อง ตำรวจคนนั้น และขึ้นไปถึง คมช. ว่าทำผิดกฎหมาย ผมก็ถึงบางอ้อ ว่าจริงๆแล้ว มากมายหลายสิ่งที่ คมช. และ กลไกของ คมช. กำลังทำลงไป ผิดกฎหมายมากมายนักเกินกว่าที่จะกล่าวได้ และก็เข้าใจถึงการที่รัฐธรรมนูญออกมาบอกเอาผิด คมช. และ พวกพ้องไม่ได้

ทวีวุฒิ : แล้วทักษิณทำอย่างไรดีหละ

บิล : ถ้าเป็นผม ผมไม่มาแก้ตัวแม้แต่คดีเดียว ปล่อยไปเลย จะยึดหรือตัดสินอะไรเชิญไปเลย หลังจากเลือกตั้ง ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แล้วสติกลับมายังเมืองไทย และระบบยุติธรรม ได้ผ่านพ้นวิกฤติตุลาการใหม่นี้ไปแล้ว ผมถึงจะกลับมา แล้วสู้คดี ไม่ใช่ในรายละเอียดเรื่องโกงหรืออะไร แต่ในแง่ของ Constitutional Law

(พูดง่ายๆบิลบอกว่า ทักษิณไม่น่ามาเสียเวลากับคดีต่างๆ แต่เอา“ขบวนการทั้งหมด” ขึ้นศาลไปเลย ประเด็นของ บิล นั้นก็ มีน้ำหนักมากพอดู เพียงแต่ว่า ไทยนั้นไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังพัฒนา ไทยไม่มี Supreme Court ที่ทุกฝ่ายยอมรับ และรับกันทั่วไปว่ายุติธรรมและชอบ แต่ไทยนั้นมีศาลที่ส่วนมากจะไม่ใช่ระดับหัวกระทิของไทย ไม่ใช่คนก้าวหน้าที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และไทยนั้นไม่มีวัฒนธรรม ที่ชอบความยุติธรรม เป็นหัวใจ ศาลในไทย เหมือนอรหันต์ ที่อยู่เหนือกฎหมาย มีคดีที่จ่ายมาและสังคมไม่ยอมรับมากมายนัก และมีมาโดยตลอด ที่กล่าวหากัน ว่าซื้อกันได้ ผมก็ถามบิลตรงนี้ ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ทักษิณ จากทุกอย่างที่ผ่านมา จะได้รับความยุติธรรม)

บิล : ทวีวุฒิ เท่าที่ผมทราบมา ไทยมีข้อตกลงทางกฎหมาย และ ระบบยุติธรรม กับหลายประเทศ โดยเฉพาะองค์กรของยูเอ็น นอกจากนี้ ในยุค Globalization แบบนี้ มันพูดยากว่า อดีตนายกของไทย จะหาความยุติธรรมไม่ได้เลย และเขารวยมาก สามารถจ้างทนายที่ดีที่สุดทั่วโลกมาทำงานให้เขา ถ้าทักษิณ เขาฉลาดพอ และผมคิดว่าเขาฉลาดพอ แค่สร้างคดีออกมาให้ถูกหลักการ เขาก็ชนะแล้ว เพราะอย่าลืมเลย ที่ คมช. สร้างออกมาถึงทุกวันนี้ มันฟ้องอยู่ในตัวเอง ว่าผิด

ประเด็นแรกที่ต้อง ทำให้ศาลเห็น คือ คำตัดสินของ กลไก คมช. คือ คตส. และ ตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นเพียง “คำประกาศ” ของ คมช. และในการพิสูจน์สิ่งนี้ บิล จะเน้นไปที่ ธรรมเนียมและประเพนีของไทย ที่สารทางราชการที่ถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นข้อบังคับใช้ จะต้องมี ครุฑกำกับ หรืออีกนัย ก็คือ การรับทราบในการกระทำ และยอมรับ และเห็นชอบในการกระทำ ของสถาบันหลักของชาติ คือพ่อหลวง แต่ สำหรับ คตส. และตุลาการแล้ว การกระทำนั้น ไม่ได้ถูกรับทราบและเห็นชอบ ฉะนั้นจึงเปรียบเสมือน คำประกาศของ คมช. เท่านั้น

ประเด็นที่สอง ที่ต้องทำให้ศาลเห็น คือ เมื่อสิ่งที่ คตส. และ ตุลาการ เปรียบเสมือนคำประกาศ ฉะนั้น การที่ กลไกรัฐไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือรับรองโดยครุฑ และ ผ่านการรับทราบ และเห็นชอบ จะสามารถเอา “คำประกาศ”ของ คมช. คือ คตส. ในเรื่องโกง และ ตุลาการในเรื่องยุบพรรค มา “เข้าระบบ” โดยส่งให้ศาลนำมาสาระบบคดีที่ต้องชำระ สิ่งนั้นทำไม่ได้ ตรงนี้ บิลบอกว่า “ต้องทำเสมือนไม่เคยมี คมช.” คนฟ้องทักษิณ ต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้ ให้ฟ้องได้ และ หลักฐานทุกชิ้น “ต้องผ่านกระบวนการหาใหม่หมด” สาเหตุก็เพราะ คตส. และ ตุลาการ ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกใครมาให้ความ โดยเฉพาะในภาวะข่มขู่ ดังเช่นปรากฏ ว่ามีการขู่พยานว่าถ้าไม่ให้การหรือฟ้อง จะเอาเข้าคุก

ประเด็นที่สาม ที่ต้องทำให้ศาลเห็น คือ กลไกอำนาจของ คมช. ได้สร้างความเสียหาย ต่อ ชื่อเสียงของทักษิณ และ พรรค ทรท. อย่างหาค่ามิได้ ถึงแม้ว่า คมช.จะได้รับการปกป้องจากรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เพราะความเสียหายนั้น ได้เกิดขึ้นด้วย กลไกรัฐไทย อันถูกกฏหมาย และมีอำนาจอันชอบธรรม เช่น ดีเอสไอ และ อัยการสูงสุด ได้ดำเนินการตาม คำประกาศ คมช. เรื่อง คตส. กกต. และ ตุลาการ ฉะนั้น รัฐไทย ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการ สร้างความเสียหายนั้น ฉะนั้น รัฐไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง “ชดเชย” ความเสียหาย ให้แก่ ทักษิณ และ พรรค ทรท. และเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ดีเอสไอ อัยการ และ กกต. ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การอภัยโทษใต้รัฐธรรมนูญ ต้องถูกนำมาดำเนินคดี

ประเด็นสุดท้าย คือ ถ้าจะมีการนำทักษิณมาดำเนินคดีเรื่องการทุจริต ต้องดำเนินการใหม่หมดทั้งสิ้น โดยกระบวนการที่ถูกกฎหมาย และ พยานหลักฐาน ที่หามาโดยความชอบธรรม

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 28, 2550

‘จักรภพ’แจ้งกองปราบจับ3เสียงเทปลับ ‘เหวง’ทิ่มซ้ำ‘สนธิ’

ที่มา พีทีวี http://www.ptvthai.com
โดย พีทีวีนิวส์
28 มิถุนายน 2550

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำผู้ชุมนุมที่สนามหลวง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ, นายวิรัช ชินวินิจกุล ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา และนายไพโรจน์ นวานุช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ช่วยงานประจำสำนักประธานศาลฎีกา ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กรณีมีการสนทนาทางโทรศัพท์โดยอัญเชิญพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการเมือง มาประยุกต์ใช้ในทางที่ได้วางแผนไว้อย่างไม่เหมาะสม พร้อมมอบซีดีบันทึกการสนทนาและเอกสารข้อความจากการถอดเทปมอบให้เป็นหลักฐานดำเนินคดี

นายจักรภพ กล่าวว่า การกระทำของบุคคลทั้ง 3 เป็นการละเมิดพระราชอำนาจ และไม่ขอเปิดเผยชื่อผู้นำเทปสนทนามาให้ เพราะจะกันไว้เป็นพยาน และกำลังตรวจสอบว่าอยู่ในวงสนทนาด้วยหรือไม่ แต่ยืนยันได้ว่า บทสนทนาดังกล่าวเป็นการจงใจบันทึกเสียง ไม่ใช่การดักฟังโทรศัพท์ และการเข้าแจ้งความวันนี้ ไม่กลัวถูกแจ้งความกลับด้วย

(ดูภาพข่าว การเดินทางไปแจ้งความฯ ได้ที่ http://ptv1.bravehost.com/news/politics.php?news=629)

ขณะที่นายแพทย์เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ พร้อมพวก 12 คน นำหลักฐานเป็นหนังสือพิมพ์มติชน เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ให้ดำเนินคดีกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และ ประธาน คมช.ข้อหาหมิ่นประมาท โดยนายแพทย์เหวง กล่าวว่า วันนี้มาแจ้งความเนื่องจาก พล.อ.สนธิ ได้ให้สัมภาษณ์กล่าวหาว่ากลุ่มตน ซึ่งเป็นผู้นำขบวนส่วนหน้าในการเดินขบวนชุมนุมและได้รับค่าจ้างคนละจำนวน 3,500 บาท ซึ่งพวกตนขอยืนยันว่าไม่เงินค่าจ้างแต่อย่างใด จึงอยากให้ พล.อ.สนธิ เลิกพูดโกหก และหาก พล.อ.สนธิ ยังไม่เลิกพูดโกหก พวกตนก็จะดำเนินการแจ้งความกับ พล.อ.สนธิ ทั่วประเทศ นอกจากนี้กรณีที่ พล.อ.สนธิ กล่าวหาว่าพวกตน ต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ขอยืนยันว่า พวกตนต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘กลุ่มโดมแสบ’ แสดงล้อประจาน มธ.ในวันรำลึก 73 ปี ผู้บริหารขู่ฟ้องหมิ่นประมาท


ที่มา เวบไซต์ประชาไท http://www.prachatai.com/
โดย ประชาไท
28 มิถุนายน 2550
นักศึกษาธรรมศาสตร์ในนามกลุ่มโดมแสบ และอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตยจากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ จัดกิจกรรมรำลึกวันสถาปนามหาวิทยาลัย ด้วยการวางพวงหรีดรำลึกที่หน้าประตูรั้วมหาวิทยาลัย มีข้อความว่า “แด่มหาวิทยาลัยประชาชนและผลิตผลที่รับใช้เผด็จการ” พร้อมประกาศว่าเพื่อไว้อาลัยแด่จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ที่มักถูกนักศึกษาและศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้นำไปแอบอ้างอยู่เสมอ

หลังจากนั้น น.ส. อรุณวนา สนิกะวาที นักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน อ่านแถลงการณ์ของกลุ่มโดมแสบ ต่อด้วยการแสดงบทบาทสมมติมอบรางวัลปลอกคอทองคำให้แก่องครักษ์พิทักษ์เผด็จการดีเด่น ขณะที่ภายในหอประชุมก็ได้จัดงานเนื่องในวันสถาปนา 73 ปีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมอบรางวัลบุคลากรดีเด่นในสาขาต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
ระหว่างนั้น รศ.ดร. อุดม รัฐอมฤต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ดร. ชัยวัฒน์ บุนนาค อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งได้ยืนดูและแสดงความเห็นต่อกิจกรรมของนักศึกษาว่าจะฟ้องร้องนักศึกษากลุ่มนี้ในข้อหาหมิ่นประมาท และให้เจ้าหน้าที่ถ่ายรูปไว้ กลุ่มนักศึกษาได้โต้กลับว่านี่เป็นการแสดงตัวคัดค้านอำนาจเผด็จการที่ครองอำนาจอยู่ในประเทศเวลานี้และในฐานะที่เป็นประชาคมธรรมศาสตร์จึงมีสิทธิ์จะประจานผู้บริหารที่เข้าไปรับใช้เผด็จการ คมช. ผู้บริหารไม่มีสิทธิ์มาข่มขู่ และไม่กลัวหากจะมีการฟ้องร้อง

หลังจากนั้นนักศึกษากลุ่มโดมแสบยังเตรียมตัวเผยแพร่เข็มกลัด”ที่ระลึก 73 ปีธรรมศาสตร์ ไม่เอาคมช.” และโปสเตอร์ “73ปี ธรรมศาสตร์ประกาศนาม ขอรับใช้เผด็จการทุกชาติไป” แต่รศ.ดร. อุดม ห้ามไม่ให้เข้าไปภายในหอประชุม นักศึกษาจึงได้ยืนไฮปาร์คต่อไปสักระยะหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไปติดโปสเตอร์ในบริเวณมหาวิทยาลัยแทน


แถลงการณ์เนื่องในวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


วันนี้เมื่อ 73 ปี ที่แล้ว ได้กำเนิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง อันเป็นผลพวงของการปฏิวัติ 2475 ที่ต้องการให้การศึกษาแก่ราษฎรอย่างเต็มที่ ดังคำกล่าวของผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ตอนหนึ่งว่า “…มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร… ยิ่งในสมัยที่ประเทศของเราดำเนินการปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญเช่นนี้แล้ว เป็นการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมหาวิทยาลัยสำหรับประศาสน์ความรู้ในวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองให้แก่พลเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้…” ธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมาต่างมีความผูกพันกับประวัติศาสตร์การต่อสู้กับเผด็จการ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมทางสังคม เกียรติภูมิอันสูงส่งนี้ถูกเรียกขานในนาม จิตวิญญาณธรรมศาสตร์

ธรรมศาสตร์วันนี้
เหล่าคณาจารย์ทั้งหลายตั้งแต่อธิการบดีลงมาต่างดาหน้าเข้าเป็นสมุนรับใช้เผด็จการ บทบาทคณาจารย์ในฐานะปัญญาชน โดยเฉพาะด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่ควรถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้คอยชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกที่ควร คนเหล่านี้กำลังใช้ฐานะทางวิชาการสร้างสิ่งเลวร้าย พวกเขาสนับสนุนให้เผด็จการได้เถลิงอำนาจเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง โค่นล้มระบอบประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ ฯลฯ และคนเหล่านี้ต่างได้รับบำเหน็จรางวัลเป็นตำแหน่งสำคัญๆ กันทั่วหน้าอย่างเอิกเกริก โดยไม่นำพาต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

นักศึกษาก็ไม่น้อยหน้า ก่อนหน้านี้นักศึกษาธรรมศาสตร์มีส่วนอย่างสำคัญในการเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จนนำไปสู่การลากรถถังและปืนกลเข้ายึดอำนาจ

ธรรมศาสตร์วันนี้กำลังทำตัวเป็นท่อน้ำเชื้อ ส่งผ่านเชื้อชั่วของเผด็จการ กำลังผลิตซ้ำอุดมการณ์ กำลังผลิตซ้ำคนรุ่นต่อไปสืบทอดเชื้อชั่วไม่สิ้นสุด

ธรรมศาสตร์วันนี้มีแต่ความหงอยเหงา เหลืออาจารย์และนักศึกษาเพียงไม่กี่คนที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย จะมีกี่คนที่สนใจว่า การต่อต้านเผด็จการ 19 กันยา เริ่มต้นขึ้นที่นี่ตั้งแต่สัปดาห์แรกของการรัฐประหาร

พวกเราชาวโดมแสบ ขอประณามทุกคนที่รับใช้เผด็จการ

พวกเราไม่ต้องการเรียกร้องจิตวิญญาณอันสูงส่งเช่นในอดีต เพราะพวกเราเข้าใจว่าจิตวิญญาณย่อมแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย พวกเราโบกมือลาจิตวิญญาณแบบนั้นไปนานแล้ว แต่พวกเราขอเรียกร้องชาวธรรมศาสตร์ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งให้ทุกคนออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองด้วยการโค่นล้มเผด็จการ พวกเราแค่เรียกร้องจิตวิญญาณของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

ชาวธรรมศาสตร์ในวันนี้ถ้าไม่กระหายในประชาธิปไตย แล้วชาวธรรมศาสตร์กระหายสิ่งใด?

โดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์วันนี้ คือ สัญลักษณ์พิทักษ์สิ่งใด เผด็จการหรือประชาธิปไตย? หรือเป็นอย่างอื่น?

ธรรมศาสตร์วันนี้ยังสอนให้รักประชาชนอยู่หรือ? แล้วประชาชนที่ว่านั้นหมายรวมถึงประชาชนที่ขับไล่เผด็จการอยู่ที่สนามหลวงด้วยหรือไม่?

คนสนามหลวงประกาศก้องว่า “จะต้านเผด็จการทุกชาติไป” ชาวธรรมศาสตร์วันนี้มีจุดยืนในเรื่องนี้อย่างไร?

กงล้อธรรมจักรอันเป็นสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์ กำลังบดขยี้หัวใจประชาชนผู้รักประชาธิปไตย? และจะบดขยี้ไปถึงเมื่อใด?

73 ปี ธรรมศาสตร์ 75 ปี ปฏิวัติ 2475 อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว


กลุ่มโดมแสบ
27 มิถุนายน 2550
หน้าหอประชุมศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


"โดมแดง" ประณามผู้บริหาร มธ. ปลดโปสเตอร์คว่ำรธน. เกลี้ยง !

ที่มา ประชาไท http://www.prachatai.com
โดย ประชาไท
28 มิถุนายน 2550

กลุ่มโดมแดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ประณามผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยที่อยู่เบื้องหลังการปลดโปสเตอร์รณรงค์ล้มร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งจะมีการลงประชามติในวันที่ 19 ส.ค.นี้ โดยกลุ่มโดมแดงระบุว่า โปสเตอร์ส่วนใหญ่ถูกปลดทิ้งหลังจากติดประกาศได้เพียงวันเดียว ซึ่งโดยปกติแล้วการติดประกาศต่างๆ สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

“กลุ่มโดมแดงในฐานะเป็นส่วนหนึ่งชุมชนธรรมศาสตร์ เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าว เป็นการจงใจลิดรอนสิทธิทางการเมือง ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนักศึกษา ซึ่งเป็นพฤติกรรมของพวกเผด็จการโดยแท้ และโดยเจ้าหน้าที่ในระดับล่างย่อมไม่มีเจตจำนงที่จะทำเช่นนี้” แถลงการณ์ระบุ

ด้านนายสุรพล เล่ากุล หัวหน้างานบริหารอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กล่าวว่า โดยปกติทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีพื้นที่สำหรับการติดป้ายประกาศ-โปสเตอร์ต่างๆ อยู่แล้ว จะเป็นบอร์ดตามสถานที่ต่างๆ ในมหาลัยวิทยาลัย เช่น บอร์ดข้างโรงอาหาร บอร์ดตามทางเดินต่างๆ บอร์ดบริเวณใต้คณะต่างๆ ทุกคณะ ฯลฯ ถ้ามีการติดป้ายประกาศนอกเหนือจากพื้นที่บนบอร์ดจะมีเจ้าหน้าที่คอยดึงป้ายนอกบอร์ดเหล่านั้นเป็นปกติ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงโปสเตอร์รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญซึ่งถูกดึงออกนั้น นายสุรพล ชี้แจงว่า ไม่เคยพบเห็นโปสเตอร์ดังกล่าวเลย และไม่เคยมีคำสั่งใดๆ จากผู้บังคับบัญชาให้ฝ่ายอาคารสถานที่จัดการดึงออกแต่อย่างใด

ทางด้าน นายประภัสสร เรืองโรจน์ พนักงานรักษาความปลอดภัย ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า เคยเห็นโปสเตอร์ดังกล่าวหลายๆ จุดบริเวณใต้คณะเศรษฐศาสตร์ ล่าสุดคือเมื่อเช้าวันนี้ (27 มิ.ย. 50) แต่เมื่อตอนสายก็ไม่เห็นแล้ว แต่ก็ไม่ทราบว่ามีใครมาดึงออกไปหรือไม่

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายสุวรรณาสา ชงคโชติ พนักงานรักษาความปลอดภัย ประจำคณะวารสารศาสตร์ฯ กล่าวว่า เคยเห็นโปสเตอร์ดังกล่าว แต่ไม่ได้เป็นคนดึงออกไป แต่นายสุวรรณาสา ให้ความเห็นว่าโปสเตอร์ดังกล่าวติดอยู่บนพื้นที่ที่ทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ติดจึงอาจถูกเจ้าหน้าที่ประจำอาคารดึงออกไป

000

แถลงการณ์กลุ่มโดมแดง ประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลัง การปลดโปสเตอร์ รณรงค์ล้มรัฐธรรมนูญ คมช.
“หยุดเป็นลิ่วล้อ คมช. ทำตัวเป็นเผด็จการในมหาวิทยาลัย”


ตามที่กลุ่มโดมแดงได้ทำการกระจายติดโปสเตอร์ “โหวตล้มรัฐธรรมนูญ คือ ล้มรัฐประหาร” ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวนกว่า 100 แผ่น ในวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2550 ตามจุด ป้ายประกาศต่างๆ ซึ่งโปสเตอร์นี้จัดทำโดยกลุ่มโดมแดง และกลุ่มต่างๆ ในนามของ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมของ คมช. เนื่องจากมีที่มา กระบวนการที่ไม่ชอบธรรม คือ การรัฐประหาร และจะนำพาสังคมไทยไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย และเห็นว่า การประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นี้ จะเป็นโอกาสที่ประชาชนทั้งประเทศจะแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการปฏิเสธ ไม่ยอมรับการรัฐประหาร 19 กันยา และเรียกร้องให้มีการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาประกาศใช้

โดยโปสเตอร์ดังกล่าวนี้ เป็นชุดแรกในการรณรงค์ (จากทั้งหมดจำนวน 5 ชุด) มีเนื้อหาที่สำคัญคือ

โหวตล้มร่างรัฐธรรมนูญจะได้อะไร ?
1) ทำให้การปฏิรูปการเมืองบนฐานของการมีส่วนร่วมของประชาชนดำเนินต่อไปได้ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังที่จะกดดันให้ คมช. ต้องเลือกรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ โดยเปิดให้มีการแก้ไขจากสภาที่ได้รับจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง
2) ยับยั้งการนำประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ
3) ให้บทเรียนแก่สังคมโดยรวมว่า การรัฐประหารไม่มีทางแก้ปัญหาของประชาธิปไตยได้เป็นอันขาด แก้ไม่ได้ในเมืองไทย และแก้ไม่ได้ทั้งโลก


ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ปรากฏว่า ในวันต่อมา โปสเตอร์ที่ติดตามจุดที่สำคัญนับตั้งแต่ประตูท่าพระจันทร์ คณะศิลปะศาสตร์ หอสมุดปรีดีพนมยงค์ คณะเศรษฐศาสตร์ จนถึงโรงอาหาร, รอบสนามฟุตบอล และโรงอาหารคณะสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีผู้คนสัญจรไปมามากที่สุด ถูกออกปลดออกทั้งหมด ยกเว้นบริเวณคณะรัฐศาสตร์ซึ่งสมาชิกของกลุ่มใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำ, บางจุดที่คณะนิติศาสตร์ และภายในอาคารบางส่วน

กลุ่มโดมแดงตระหนักดีว่า การติดโปสเตอร์โฆษณาต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ตามระเบียบต้องขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่ก่อน แต่การติดโปสเตอร์โฆษณาโดยทั่วไป แม้กระทั่งของบุคคลภายนอก ในทางปฏิบัติแล้ว ส่วนใหญ่จะสามารถติดได้เลย และไม่เคยประสบปัญหาโดยปลดออกทั้งหมดอย่างนี้มาก่อน กลุ่มโดมแดงเห็นว่า สาเหตุที่เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้น อาจเป็นเพราะ โปสเตอร์รณรงค์ทางการเมืองของกลุ่มโดมแดง และเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ขัดกับจุดยืนผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยบางคนที่ได้ผลประโยชน์และเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของ คมช. โดยก่อนหน้านี้ แม้กระทั่ง โปสเตอร์ที่พวกเราเจียดเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัว มาถ่ายเอกสาร ก็เคยประสบปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน

กลุ่มโดมแดงในฐานะเป็นส่วนหนึ่งชุมชนธรรมศาสตร์ เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าว เป็นการจงใจลิดรอนสิทธิทางการเมือง ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนักศึกษา ซึ่งเป็นพฤติกรรมของพวกเผด็จการโดยแท้ และโดยเจ้าหน้าที่ในระดับล่างย่อมไม่มีเจตจำนงที่จะทำเช่นนี้ จึงขอประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปลดโปสเตอร์ของกลุ่ม นอกจากนั้น ภายใต้สังคมการเมืองไทยที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารมายาวนานกว่า 9 เดือน เราขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รู้จักแยกแยะความเป็นส่วนตัวของท่านที่สนับสนุนหรือรับใช้ คมช. กับความเป็นมหาวิทยาลัยซึ่งไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยให้คงเหลือพื้นที่แห่งเสรีภาพไว้ในมหาวิทยาลัย เพื่อจะได้ไม่ละลายใจมากนัก เมื่อต้องกราบไว้ผู้ประศาสน์การ นายปรีดี พนมยงค์


กลุ่มโดมแดง
27 มิถุนายน 2550
ครบรอบ 73 ปี สถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

วันพุธ, มิถุนายน 27, 2550

อย่าหลงกล...จนเสียเมือง

ที่มา ประชาไท http://www.prachatai.com
โดย วิถีไทย
27 มิถุนายน 2550

วันนี้คนไทยกำลังเสียเมือง...
เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ คนไทยหลงกลจนเสียเมือง โดยยก ๓ จังหวัดภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ให้เขาโดยข้อเสนอของ คมช. ซึ่งประธานเป็นมุสลิม ต่อคณะรัฐมนตรี และ ในที่สุดก็มีมติให้ ๓ จังหวัดนั้น ใช้ภาษายาวี เป็นภาษาราชการได้อีกภาษาหนึ่ง ให้มีศาลศาสนา มีกฎหมายศาสนา และมีทหารศาสนา โดยอ้างความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความสมานฉันท์เป็นหลัก

เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ รัฐบาลประกาศให้ ๕ จังหวัดคือ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เป็น “เขตพัฒนาพิเศษ” ออกมาอย่างเงียบกริบ ฟังดูก็สวยหรู แต่แท้ที่จริง ก็คือการยึดครองทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบของเขานั่นเอง

คนไทยโปรดทราบ ว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้เขามีมาแล้วตั้งแต่อดีตนับร้อยปี แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผู้บริหารเห็นว่า นั่นเป็นการสร้างความแตกแยก เป็นการแยกแผ่นดินอย่างชัดเจน อิสลามเดินแทรกตัวเข้าไป ๒ ประการคือ ๑. สิทธิทางการเมือง ๒. การมีสิทธิเสรีภาพร่วมกัน จากอาสาสมัครธรรมดา ก็ยกฐานะขึ้นเป็นตัวแทนขององค์กรนั้นๆ พวกนี้ เขาจะมีวิธีการที่แยบยลมากเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย นั่นคือ คัดเลือกคนหนุ่มคนสาวที่หน่วยก้านดีขึ้นมา แล้วมอบหมายให้ทำงานมวลชน โดยไม่ต้องห่วงใยเรื่องปากท้อง เพราะองค์กรของเขาจะมีเงินกองทุนอุดหนุนดูแลทุกอย่างไม่ให้ลำบาก เพียงคุณทำงานเพื่อสังคมเพื่อองค์กร เช่น พรรคการเมือง องค์กรการกุศล หรือองค์กรต่อต้านอบายมุขเป็นต้น เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเมือง และเมื่อมีฐานะทางการเมืองแล้ว เขาจึงค่อยทดแทนศาสนาในภายหลัง เขาก็จะได้รับการสนับสนุนทุกอย่างในเบื้องต้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเหมือนการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีในด้านใดด้านหนึ่งแล้วให้ใช้ทุนภายหลังนั่นเอง

ท่านพี่น้องชาวไทยที่รัก ไม่มีการสูญเสียใดที่น่าเสียใจเท่ากับ การที่รัฐบาลนี้ได้กระทำต่อประเทศชาติบ้านเมืองของตนในครั้งนี้อีกแล้ว ท่านประธานองคมนตรี ท่านนายกผู้ทรงศีลธรรม และมีภาพลักษณ์งดงามโปรดทราบ ความซื่อสัตย์สุจริตของท่านยังไม่พอดอกสำหรับการรักษาบ้านเมือง วันนี้ ท่านกำลังหลงกลของคณะปฏิรูปจนเสียรูปไปแล้ว ท่านอาจหลงคำป้อยอ คำยกย่อง คำสรรเสริญที่เขามอบให้ หรือท่านอาจถูกบังคับหว่านล้อมให้ทำแม้ในสิ่งที่ท่านไม่อยากทำก็ตาม แต่วันนี้ ได้เกิดความผิดพลาดใหญ่หลวงต่อการแบ่งแยกแผ่นดินไทยไปแล้ว

เมื่อก่อน ท่านประธานองคมนตรีเคยคัดค้านการใช้ภาษายาวีสำหรับ ๓ จังหวัดภาคใต้อย่างรุนแรงว่า “รับไม่ได้” แต่ทำไมวันนี้ท่านยอมเขาและท่านรับได้ ทำไมท่านเปลี่ยนไป ท่านอาจคิดว่าเขาให้เกียรติท่าน คิดว่าเขาไว้วางใจท่าน แต่แท้ที่จริงนั่นคือกลลวง ท่านอย่าหลงกลเป็นอันขาด ท่านยอมถูกจี้ให้ทำในสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง พวกเขาจึงได้โอกาสกอบโกยเอาผลประโยชน์ ในการแบ่งแยกแผ่นดินอย่างชัดเจนที่สุด หลังจากพากเพียรพยายามมานานกว่า ๑๐๐ ปี พวกเขาจะต้องทำตามอุดมการณ์ของเขาให้ได้ เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของพวกเขาที่สามารถก้าวขึ้นมาถึงจุดแห่งอำนาจเบ็ดเสร็จได้แล้ว

โจรแบ่งแยกดินแดนที่เรากลัวหนักหนา และหาตัวไม่เจอจนวันนี้ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับพวกที่อยู่ใกล้ตัวท่านที่เห็นหน้ากันทุกวัน เวลานี้พวกแบ่งแยกดินแดนตัวจริง ไม่ได้อยู่ไกลไปจากตัวท่านเลย หากแต่เดินเคียงข้างท่าน และกำหนดนโยบายให้ท่านทำอย่างแยบยลที่สุด โจรแบ่งแยกดินแดนที่ถืออาวุธรบราขว้างระเบิดกันอยู่ตามชายแดน ยังไม่น่าหวาดผวาเท่ากับ พวกที่ถือปากกาเขียนกฎหมายที่รายล้อมอยู่รอบตัวท่าน ถ้าจะสมานฉันท์จริง ต้องจับโจรให้ได้แล้วจึงตกลงกันกับพวกโจร มิใช่ทำทีปล่อยให้โจรก่อเหตุ แล้วอีกพวกก็คอยสมานฉันท์ต่อรองกระทั่งได้ทุกอย่างสมปรารถนา แม้แต่อำนาจรัฐอย่างที่ทำกันทุกวันนี้

เพี่อยืนยันความจริงในข้อนี้ ขอให้พี่น้องคนไทยทั้งหลายอ่านดูข้อความการเรียกร้องที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคแต่ละสมัยว่าสอดคล้องกันอย่างไร และทำไมอุดมการณ์ของคนพวกนี้จึงไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยและวันนี้เขาได้อะไรไปบ้างแล้ว ต่อไปเขาจะได้อะไร ขอให้เปรียบเทียบข้อเรียกร้องในยุคต่างๆ นี้
๑. ข้อเรียกร้อง ๗ ประการซึ่งเกิดขึ้นนับแต่เกิดขบถ ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๔๙๑ โดย ตนกูมะหะหมัดมไฮยิดดิน บุตร อับดุลการ์เดร์ อดีตพระยาเมืองปัตตานีซึ่งอยู่ที่รัฐบาลรัฐกลันตัน คบคิดร่วมกันกับ หะยีสุหลง บุตรหะยีอับดุลการ์เดร์ซึ่งอยู่ปัตตานี ได้ร่วมพรรคพวกตั้งเป็นกลุ่มกองโจร มีแผนการแยกเป็นรัฐอิสระ ต่อมาถูก พระยารัตนภักดี ผวจ.ปัตตานี สั่งจับกุม สอบสวนได้หลักฐานฟ้องศาลถึงที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกหะยีสุหลง บิน อัลดุลการ์เดร์ ๔ ปี ๘ เดือน ส่วนพรรคพวกจำคุกคนละ ๓ ปี พวกเขามีข้อเรียกร้องดังนี้
(๑) ขอให้รัฐบาลรับรองว่า ๔ จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล เป็นแคว้นมลายู และขอให้แต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ขึ้นผู้หนึ่งซึ่งคนในแคว้นนี้เป็นผู้เลือกขึ้น
จากผู้ที่เกิดในแคว้นนี้ และให้มีอำนาจในการปกครองทุกๆ ประการใน ๔ จังหวัดนี้ ซึ่งถือเสมือนแคว้นๆ หนึ่ง
(๒) บรรดาข้าราชการใน ๔ จังหวัด ต้องเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม ๘๐ เปอร์เซ็นต์
(๓) ภาษาที่ใช้ในแคว้นนี้ ให้ใช้ภาษาไทยและภาษามลายู
(๔) ในโรงเรียนประถม ให้ใช้ภาษามลายู
(๕) ให้รัฐบาลรับรองกฎหมายศาสนา และขอให้แยกศาลศาสนาเสียจากศาลบ้านเมือง ตุลาการของศาสนานั้น ให้ใช้คนอิสลามที่รอบรู้
(๖) บรรดาภาษีอากรต่างๆ ที่เก็บไว้ใน ๔ จังหวัดนั้น ให้ใช้เพื่อประโยชน์ของจังหวัดนั้น
(๗) ให้ตั้งองค์กรศาสนาอิสลาม ให้มีอำนาจเต็มในเรื่องอันเกี่ยวแก่ศาสนาอิสลามใน ๔ จังหวัดนี้ อยู่ในความควบคุมแลกุศโลบายของข้าราชการผู้ใหญ่ผู้นั้น
(ที่มา: ประวัติเมืองปัตตานี หน้า ๔๔)

๒. ข้อเสนอของกรรมการสมานฉันท์ (กอส.) ๑๒ ข้อ เพื่อแก้ปัญหาไปใต้ซึ่งได้นำเสนอรัฐบาลทักษิณระหว่างเดือน เมษายน -กันยายน ๒๕๔๘
มีมาตรการสมานฉันท์ ๓ ข้อ ได้แก่
ก. เสนอกองทัพไทยจัดตั้งหน่วยสันติเสนา ซึ่งเป็นกองกำลังพิเศษผสมพลเรือน ทหารและตำรวจที่ไม่ติดอาวุธ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นลุกลามรุนแรง
ข. เสนอให้รัฐบาลแสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐเลือกใช้วิธีสานเสวนากลับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
ค. เสนอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ และคัดเลือกเฉพาะข้าราชการที่สุจริตเข้าใจลักษณะของคนในพื้นที่เข้าไปปฏิบัติราชการ

ส่วนมาตรการอย่างยั่งยืนมี ๑๒ ข้อคือ
(๑) ระบบการจัดการและระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และให้รัฐบาลเร่งนำ พ.ร.บ.ป่าชุมชน เสนอให้รัฐพิจารณาใหม่
(๒) แก้ปัญหาว่างงาน
(๓) สร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมด้วยความจริงและหลักนิติธรรม
(๔) ปรับปรุงระบบกฎหมายอิสลามในบริบทจังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งพิจารณาให้ใช้ระบบศาลชารีอะฮฺ บางส่วนในพื้นที่
(๕) แก้ไข พ.ร.บ. การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม
(๖) คงสภาพความหลากหลายในระบบการศึกษา
(๗) เสริมสร้างให้สันติวิธีเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
(๘) ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม
(๙) ส่งเสริมให้สันติวิธีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในการเผชิญความขัดแย้ง
(๑๐) ประกาศให้ภาษามลายู ปัตตานี เป็นภาษาทำงานเพิ่มอีกภาษาหนึ่ง เพื่อลดอุปสรรคในการติดต่อระหว่างประชาชนกับราชการ
(๑๑) จัดให้มีการสานเสวนาเพื่อความสมานฉันท์ และ
(๑๒) สร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมต่อต้านความรุนแรงด้วยการเพิ่มขันติธรรม โดยให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดอย่างจริงจัง

๓. ข้อเสนอ ๔ ประการของ คมช. คณะความมั่นคงแห่งชาติต่อรัฐมนตรี ตามที่ คมช. และคณะรัฐมนตรี ในนามรัฐบาลได้มีมติแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นใน ๓ จังหวัด ภาคใต้ของประเทศไทย ๔ ข้อ ดังเป็นที่ปรากฏต่อที่สาธารณะเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิการยน ๒๕๔๙ และประกาศให้ ๕ จังหวัดเป็น “เขตพัฒนาพิเศษ” เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ มีรายละเอียดดังนี้
๑. การขจัดความไม่เป็นธรรมในสังคม ต้องเร่งทำความจริงในคดีหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร โดยเร็วที่สุด นอกจากนั้น จะต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็วที่สุดในคดีวิสามัญฆาตกรรมต่างๆ เช่น สะบ้าย้อย และกรือเซะ
๒. ลดปัญหาความรุนแรงในพื้นที่โดย
(๑) ให้เปลี่ยนกำลังทหารมาใช้ทหารจาคนในพื้นที่ และอาจใช้แนวทางสันติเสนาตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) (๒) ส่งเสริมให้ใช้ภาษามลายูถิ่นปัตตานีเป็นภาษาทำงานอีกภาษาหนึ่ง และ
(๓) มีสัดส่วนผู้ปฏิบัติงานที่เหมาะสมในหน่วยงานของรัฐที่สามารถสื่อสารด้วยภาษานี้ได้
๓. สร้างหลักประกันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และความเป็นธรรม โดยถือหลักยุติธรรมอย่างเคร่งครัดทั้งด้านกฎหมายและความยุติธรรมทางสังคม
๔. ให้ใช้หลักการดำเนินการบริหารพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นการค้นหาความจริง งดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ สร้างความเข้าใจเพื่อไปสู่การปฏิบัติและส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม มีบทบาทในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาต่างๆ

เมื่อเปรียบเทียบดูข้อเรียกร้อง ข้อเสนอ และข้ออนุมัติทั้งหมด ที่คนเหล่านี้ก่อเหตุและต่อรองตลอดมาแล้ว จะมองเห็นเป้าหมายอันเดียวกันอย่างชัดเจนต่อเนื่องมาตลอด นั่นคือการ แบ่งแยกทางด้านศาสนา กฎหมาย วัฒนธรรม รวมทั้งการปกครอง เพื่อความเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อไทย การไม่ยอมรับความเป็นไทยจะเห็นได้จากการเกลียดชังคนพุทธ เข่นฆ่าพระสงฆ์ แม้แต่ภาษาไทยก็รังเกียจ สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลก่อนๆ ไม่ยอมอนุมัติ เพราะเห็นว่าจะเป็นเหตุแห่งความแตกแยกรุนแรง แต่สุดท้าย รัฐบาลที่มีประธาน คมช. เป็นมุสลิมอยู่เบื้องหลัง กลับอนุมัติอย่างรีบร้อนรวดเร็ว เงียบเชียบ ชนิดที่คนไทยทั่วไปไม่มีโอกาสรู้ แม้แต่สื่อมวลชนก็ไม่นำเสนอข่าวนี้แต่อย่างใด นี่หรือคือผลแห่งการสมานฉันท์ นี่หรือคือผลแห่งการปฏิรูปที่อ้างเหตุสารพัดแม้แต่สถาบัน

จึงจำเป็นที่พี่น้องคนไทยจะต้องรับรู้เรื่องเหล่านี้ไว้ เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเราเข้ามาทุกขณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขอเตือนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่า จงรักษาบ้านเมืองด้วยความไม่ประมาท คิดถึงแผ่นดินไทยอันเป็นมรดกของบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไทย อย่าได้คิดแต่ผลประโยชน์เกียรติยศ อำนาจที่ตนจะได้รับแต่เพียงอย่างเดียว ท่านต้องนึกถึงชาติบ้านเมืองและสถาบันเอาไว้ให้มากๆ

ทหารหาญผู้ทรงอำนาจทั้งหลาย ลุกขึ้นมาเถิด ! หากวันนี้ท่านยังเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากท่านยังมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หากท่านยังยึดมั่นในแผ่นดินไทย และพระพุทธศาสนาของเรา ท่านต้องรีบดำเนินการตัดไฟแต่ต้นลมให้เด็ดขาด เมื่อเขามีอุดมการณ์ชัดเจน เราก็ต้องมีอุดมการณ์ชัดเจนเช่นเดียวกัน อุดมการณ์ของเขาก็เพื่อศาสนาของเขาเท่านั้น แต่อุดมการณ์ของเรา ต้องเพื่อสถาบันกษัตริย์ พระพุทธศาสนา และความอยู่เย็นเป็นสุข ความเป็นบึกแผ่นมั่นคงของคนไทยทั้งชาติ

ความจริงข้อหนึ่งที่ท่านพึงทราบ คือ เมื่อคนพวกนี้มีจำนวนมากขึ้นเขาจะครอบครองแผ่นดินไทยทั้งประเทศ เพราะคนพวกนี้ชอบทำตัวแปลกแยกคือ อยู่กับใครที่แตกต่างจากตัวไม่ได้ ต้องให้เหมือนเขาเท่านั้น เขาจะไม่ยอมปรับตัวเข้าหาใคร คนอื่นต้องปรับตัวหาเขา เขาต้องการความเป็นอิสระ ต้องเป็นหนึ่ง เมื่อเขาโตขึ้น คนอื่นจะต้องถูกเบียดเบียนตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของศาสนา แต่พระพุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาแห่งความยุติธรรม เป็นศาสนาสากล คนไทยจึงมีใจเป็นกลางกับคนทุกศาสนา ศาสนาของเราเป็นศาสนาแห่งความเมตตาอารีจริงไม่มีความสุดโต่ง มีแต่ทางสายกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งสันติสุขอย่างแท้จริง แต่ของเขาจะปฏิบัติการเรียกร้องด้วยความสุดโต่งรุนแรงเสมอ ไม่ว่ามุมใดของโลก

พี่น้องชาวไทยผู้รักชาติทั้งหลาย ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องออกมาปกป้องคุ้มครองผืนแผ่นดินไทยของเราเอาไว้ ท่านไม่มีศาสตราวุธเหมือนทหาร แต่ท่านมีปัญญาเป็นอาวุธ ท่านต้องเรียกร้อง ท่านต้องแสดงออกเมื่อท่านหยุดนิ่งนั่งทำตาปริบๆ ดูเขาฉกฉวยอำนาจรัฐ วันหนึ่งท่านจะต้องพบกับความเสียใจอย่างไม่มีวันให้อภัยได้กับการถูกเขาข่มเหงปกครอง!!

ขอเตือนว่า เมื่อใดท่านไว้ใจแขก เขาก็จะได้เวลาแยกแผ่นดินเพราะเวลานี้ หัวหน้าแขกได้รับการยกย่องเชิดชูสูงสุดว่า เขาคือพระเจ้าที่ลงมากอบกู้เอกราชให้คนของเขา

การที่คนไทยชอบพูดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ระวังจะเกิดความแตกแยก เห็นผลหรือยังว่าคำพูดของเรากำลังฆ่าเราเอง เรื่องละเอียดอ่อนที่เราเพิกเฉยไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่อยากแตะต้อง ไม่คิดแม้แต่จะช่วยกันหาทางแก้ไข ปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจนั้น ผลออกมาเป็นอย่างไร

พอมีใครลุกขึ้นมาต่อสู้ พวกเราก็มักจะปรามกันเองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ระหว่างจะแตกแยกอยู่แล้ว เขาจึงใช้ความกล้านำหน้าความเก่ง ส่วนความดีเป็นเรื่องค้นหาภายหลัง การที่เราไม่กล้าคือสาเหตุแห่งความล่มสลายของทุกสถาบันในวันนี้

ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยบางส่วน ยังชอบพูดออกตัวแทนเขา แม้แต่นักการเมือง ก็พูดแทนเขา ทำงานแทนเขาอย่างออกหน้าออกตา มาวันนี้เราเห็นหรือยังว่า เป้าหมายของเขาปฏิวัติเพื่ออะไร ถ้าพวกเรายังไม่เข้าใจวันนี้ ก็ขอให้รอดูรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็แล้วกันว่า จะเป็นรัฐธรรมนูญอะไร ถ้ามิใช่รัฐธรรมนูญแขก

เมื่อเขาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้ว ก็อย่าหวังเลยว่าธงไตรรงค์จะไม่ถูกเปลี่ยน อย่าคิดว่า พระมหากษัตริย์จะอยู่ได้ อย่าคิดว่าพระสงฆ์จะไม่เดือดร้อน วัดวาอาราที่มีอยู่ก็จะกลายเป็นศาสนสถานไปในพริบตา

เรื่องเหล่านี้ มิใช่เรื่องใหม่ แต่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ของเมืองพุทธทั้งหลายที่ถูกมุสลิมรุกราน แล้วประวัติศาสตร์เหล่านั้นจะไม่มีผลอะไรต่อจิตใจของคนไทยบ้างหรือ พวกเราอย่าหวังพึ่งผู้มีอำนาจใหญ่โตอะไรเลย ลุกขึ้นมาเป็นหนูช่วยราชสีห์จะดีกว่า ด้วยมือและสมองของคนไทยทุกคนนี่แหละที่จะทำงานกอบกู้ชาติบ้านเมืองและสถาบันได้

ถ้าท่านพร้อม ขอให้ท่านเสียสละเสนอตัวออกมาเป็นผู้นำ มองดูสภาพเหตุการณ์ในวันนี้แล้ว ช่างไม่ต่างอะไรกับตอนกรุงศรีอยุธยาจะแตก ความโกลาหลเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ผู้แตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า หูเบา ไม่รักกันจริง ไม่สงสารบ้านเมือง เอาตัวรอด ส่วนบ้านเมืองจะรอดหรือไม่ ไม่สำคัญ แม้สถาบันสงฆ์ก็เช่นกัน เมื่อทุกคนคิดแต่จะหนีเอาตัวรอด ในที่สุดก็จะไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับกรุงศรีอยุธยามาแล้ว

ก่อนกรุงศรีแตก ผู้ไม่สนใจว่ากรุงศรีจะเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่ก็เห็นแก่ตัว กลัวตนเองจะเสียหาย วันๆ เอาแต่หาความสนุกสนาน ขันทีจึงได้โอกาสครองเมือง ใครกล้าก็ถูกปรามถูกลงโทษ สุดท้ายกรุงศรีก็แตก มิใช่แตกเพราะศึกสงครามพม่า หากแต่ล่มสลายเพราะศึกสงครามแห่งความอิจฉาริษยาอยากใหญ่โต แล้วก็แย่งชิงกันเองระหว่างคนไทยด้วยกัน ในที่สุด ก็ไม่เห็นว่ามีใครได้อะไร บ้านเมืองก็ล่มสลาย จุดเริ่มคือคนในชาติแตกสามัคคีเผาผลาญกันก่อน พม่าจึงได้ช่องเผาเมือง วันนั้น แม้จะเสียกรุงศรี แต่กรุงศรีอยุธยาก็ไม่สิ้นคนดี มีสมเด็จพระเจ้าตากสินตีวงล้อมมากอบกู้ แต่วันนี้อาจจะหาคนดีมากอบกู้ได้ยากเพราะความกลัวเป็นเหตุ

บ้านเมืองของพวกเราในเวลานี้ มีสภาพการณ์ไม่แตกต่างอะไรกับเหตุการณ์ก่อนกรุงศรีจะแตก เหตุการณ์ภาคใต้ก็รุกเร้า ผู้มีอำนาจบริหารประเทศก็เป็นคนต่างศาสนา ที่หวังผลทางศาสนาของตน ทั้งยังมีองค์กรศาสนาซ่อนตัวคอยบงการอยู่ข้างหลัง ด้วยการเรียกร้องทุกอย่างเพื่อศาสนาของตน พวกฆ่าก็ปล่อยให้ฆ่าไป พวกต่อรองสมานฉันท์ก็ว่าไป พวกเขียนกฎหมายก็ทำไป

พี่น้องคนไทยที่รัก วันนี้คือวันที่พวกเราจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ วันนี้คือวันที่พวกเราจะต้องเสียสละ เวลานี้พวกเราเจอทั้งแขกและงูพร้อมๆ กัน เรานิ่งนอนในไม่ได้อีกแล้ว แม้กรุงศรีอยุธยาจะไม่สิ้นคนดี แต่ก็ต้องรอให้กรุงศรีแตกเสียแล้ว คนดีจึงเกิด กรุงรัตนโกสินทร์ของเราจะต้องไม่เป็นเช่นกรุงศรี คนดีต้องเกิดขึ้นก่อนกรุงแตก หรือจะรอให้กรุงแตก แล้วจึงความหาคนดีมากอบกู้ อย่าหลงกล จนเสียเมืองกันอยู่เลย !!

หนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับวันที 27 มิ.ย. - 3 ก.ค. 2550


สามารถดาวน์โหลดหนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับนี้ เป็นไฟล์ PDFได้ที่


รายงานการชุมนุม นปก.ที่สนามหลวง วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2550

ที่มา เวบไซต์พีทีวี (http://www.ptvthai.com)
โดย ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
27 มิถุนายน 2550

รับฟังเสียงการถ่ายทอดสด การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ (นปก.)ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.45 น.โดยประมาณ ที่สถานีวิทยุคนวันเสาร์ฯ ที่เวบไซต์ http://saturdayvoice.no-ip.info

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. กล่าวบนเวทีปราศรัย ถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น เป็นเพราะ พล.อ.เปรม ทำตัวของท่านเอง ส่วนตนก็มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ ตามความคิด รวมทั้งคำพูดและพร้อมที่จะรับผิดชอบคำพูดและการกระทำ ทั้งนี้ พล.อ.เปรม อาจจะมีสิทธิที่จะทำอะไรก็ได้เช่นกัน แต่ไม่มีสิทธิมาทำลายประชาธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งประชาธิปไตยนั้นประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะหวงแหนและรักษาไว้ ใครก็ตามที่ทำการรัฐประหารเพื่อล้มล้างประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ถือเป็นกบฏและเป็นโจรปล้นชาติ ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะขับไล่และต่อต้าน...
(ติดตามฟังเสียงคำปราศรัยนี้ที่ http://ptv1.bravehost.com/news/politics.php?news=620)

บนเวทีปราศรัยแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก. ที่ท้องสนามหลวงนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำแนวร่วมฯ ออกมาพูดถึงกรณีที่ ตนเองเป็นคนใต้ คือคนพัทลุง เหมือนกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกภูมิใจแต่อย่างใดเพราะรู้สึกว่า พล.อ.เปรม นั้น ไม่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทำลายระบอบประชาธิปไตย และทำตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน อีกทั้งยังนำกลุ่มผู้ก่อรัฐประหารเข้าเฝ้าในยามวิกาล ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง สิ่งที่ พล.อ.เปรม กระทำนั้น ถือเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นประธานองคมนตรี ตนจึงขอให้ พล.อ.เปรม ลาออก เพราะการลาออกถือเป็นการไถ่โทษ สิ่งที่ได้ทำไป...
(ติดตามเสียงคำปราศรัยนี้ที่ http://ptv1.bravehost.com/news/politics.php?news=619)

นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า การต่อสู้อย่างสันติวิธี เป็นการต่อสู้ที่ยั่งยืน เหมือนการต่อสู้ของ มหาตมะคานธี ทั้งนี้ยังได้กล่าวถึงคมช.ว่า มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นของชาติ แต่กลับนำทหารมายืนถือปืนข่มขู่ประชาชนที่มาร่วมชุมนุม โดยใช้ทหารสกัดกั้นการชุมนุมของเรา ซึ่งงบประมาณทั้งหมดนั้นเป็นภาษีของประชาชนทั้งสิ้น ทั้งนี้นพ.สันต์ กล่าวต่ออีกว่า ไม่ว่าจะมีการสกัดกั้นหรือใช้ปืนข่มขู่อย่างไร ผู้ร่วมชุมนุมก็ไม่เคยหวาดกลัว โดยยื่นยันว่ายังไม่เลิกไปขอคำตอบจากคมช.ให้ลาออก ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก...
(ติดตามลิงเสียงคำปราศรัยนี้ที่ http://ptv1.bravehost.com/news/politics.php?news=621)

นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ได้กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า พรุ่งนี้จะเดินทางไปแจ้งความที่กองปราบปราม เกี่ยวกับกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายวิรัช ชินวินิจกุล นายไพโรจน์ นวานุช ที่บังอาจสนทนา โดยอ้างเบื้องสูง ซึ่งการกระทำนี้เป็นการกระทำที่ขัดพระราชหฤทัย โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกฤษฎีกาโปรดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549 แล้ว เพราะทรงมีพระราชประสงค์ ให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และมีการเลือกตั้งโดยสุจริตยุติธรรมแต่คนเหล่านี้กลับกระทำการอันเป็นการบังคับพระราชหฤทัย และขัดพระราชประสงค์นายจักรภพ กล่าวต่อไปอีกว่า ในขณะนี้แกนนำนปก. ยืนยันว่า พล.อ.เปรม ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างไร มีฐานะเป็นแค่หัวหน้าคณะกบฏคนหนึ่งเท่านั้น ขณะเดียวกัน นายจักรภพ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีการปฎิวัติ ในวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงพอพระทัย ต่อการกระทำการปฎิวัติรัฐประหาร แต่กลุ่มคนเหล่านี้ พยายามที่จะเสนอข่าวให้สื่อมวลชนและชาวโลก เข้าใจผิดว่า พระองค์ทรงทราบกระบวนการทุกขั้นตอน ทั้งที่เป็นการบังคับพระราชหฤทัย...

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ได้กล่าวบนเวทีปราศรัย กรณีนายวุฒิพงศ์ เพรียบจริยวัฒน์ ถูกปลดออกจากทุกตำแหน่ง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เนื่องจากไม่ทำตามอำเภอใจของ พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร กรณีซื้อเครื่องดักฟังโทรศัพท์ 800 ล้านบาท เพื่อบริจาคให้กับ ศปก.คมช. ซึ่งนายวีระ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า คมช.เป็นเพียงหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจชั่วคราว ไม่ได้เป็นนิติบุคคลหากมีการยุบหน่วยงานคมช.แล้วเครื่องดักฟังจะเก็บไว้ที่ไหน หรือ พล.อ.สพรั่ง จะเอาไว้ดักฟังเอง ขณะเดียวกันนายวีระ ยังได้กล่าวถึงกรณีนายแพทย์ ประเวศ วสี เสนอให้ ครม. คมช. และ นปก. ตั้งโต๊ะเจรจาเพื่อยุติปัญหาต่าง ๆ นั้น ตนขอถามว่านพ.ประเวศ คิดอย่างไรกันแน่ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ครม.กับ คมช. เป็นพวกเดียวกัน แล้ว นปก.จะต่อรองอะไรได้บ้าง ทำไม นพ.ประเวศ ถึงไม่ไปบอกให้คมช.ลาออก คืนอำนาจให้กับประชาชนบ้าง...

download คลิปเสียงการชุมนุมจากสนามหลวง อังคาร 25/6/50

ช่วงคุณวิภูแถลง ณัฐวุฒิ ชินวัฒน์ นพ.สันต์ นพ.เหวง จตุพร ที่ http://www.thupload.com/download/09e8bae8acef297b63cc0ff2a3d189fd.html

คุณจักรภพ วีระ (ของคุณวีระหายตอนท้าย) ที่ http://www.thupload.com/download/46235413d21ae434acab8e8f6ad38fde.html

เฉพาะช่วงคุณวีระ ที่ http://www.savefile.com/files/842881

นปก. เตรียมยุทธการ ‘ดาวกระจาย’ จัดทีมปราศรัย ‘คว่ำ ล้ม โค่น’ ทุกจุดทั่วกรุง เสาร์นี้

ที่มา ประชาไท http://www.prachatai.com
โดย ประชาไท
27 มิถุนายน 2550

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. นพ.เหวง โตจิราการ ผู้ประสานงานองค์กรนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) แถลงข่าว เรื่อง “ยุทธการดาวกระจาย” โดยกล่าวว่า ภายหลังการยึดอำนาจด้วยกำลังทหารของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ประชาชนที่รักประชาธิปไตยได้ลุกขึ้นมาทำการต่อสู้ทางการเมืองกับโจรปล้นประชาธิปไตยดังกล่าวอย่างดุเดือดรุนแรง จนก่อรูปเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)ขึ้น

นพ.เหวง กล่าวต่อว่า การเดินขบวนเมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมาไปที่หน้ากองทัพบกด้วยจำนวนประชาชนผู้เข้าร่วมกว่าแสนคน โดยสันติ สงบปราศจากความรุนแรงเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมือง เพราะทำให้ประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกประจักษ์ชัดว่า การต่อสู้ทางการเมืองของ นปก.และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหมด

โดยเป็นกระบวนการต่อสู้ที่ยึดหลัก สันติ อหิงสา ไม่ใช่อย่างที่พวกรัฐประหารใส่ร้ายว่า ป่าเถื่อนรุนแรง ทั้งยังเป็นการต่อสู้เพื่อขับไล่เผด็จการรัฐประหาร เพื่อช่วงชิงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลับคืนมาในทันที โดยมีเป้าหมายที่ประกาศชัดเจนคือ คมช.ออกไป เอารัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา ให้มีการเลือกตั้งในทันที ไม่ใช่ที่พวกรัฐประหารและสมุนบริวารใส่ร้ายว่าต่อสู้เพื่อทักษิณและไทยรักไทย หรือซ้ำซาก หรือไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีจุดยืน และทำลายนิยายโกหกของคณะรัฐประหารที่กล่าวหาว่า ประชาชนที่มาชุมนุมถูกซื้อจ้างวานมา คนจำนวนแสนพวกโจรใส่ร้ายว่าจ้างมาคนละพันบาทบ้าง สอง-สามพันบาทบ้าง รวมแล้วต้องใช้เงินถึง กว่าสองพันล้านในการเดินขบวนครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องโกหกใส่ร้ายป้ายสีชัดเจน

การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ของประชาชนไทยที่รักประชาธิปไตยทั้งประเทศกับกลุ่มโจรปล้นประชาธิปไตยเพียงหยิบมือเดียว จำนวนแปดคนหรือที่ชั่วร้ายที่สุดสองคนเท่านั้น เพียงแต่ สองคนหรือแปดคนนี้ใช้อำนาจปืนในมือสั่งการทหารตำรวจเจ้าหน้าที่ราชการทั้งหมดไปปิดกั้นสื่อ และปิดกั้นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ให้เข้าร่วมในการต่อต้านการรัฐประหาร จะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่ตั้งแนวสกัดกั้นประชาชนรอบท้องสนามหลวงอย่างถี่ยิบทุกเส้นถนนขยายวงกว้างไปถึงฝั่งธนบุรีถนนจรัญสนิทวงศ์ ทั้งที่ รัฐธรรมนูญโจร 2549 ของพวกเขาบัญญัติให้ประชาชนมีสิทธิที่จะชุนนุมทางการเมืองได้แสดงให้เห็นว่าเอาเข้าจริงพวกเขาโกหกทุกประการ

นอกจากนี้สื่อจำนวนไม่น้อยถูกปิดล้อมโดยคณะรัฐประหาร โดยไม่ทำข่าวการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงหรือการเดินขบวนหรือให้พื้นที่ข่าวน้อยมาก หรือไม่ก็ลงข่าวอย่างบิดเบือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการ กล่าวหาว่า การต่อสู้ทางการเมืองคราวนี้เป็นการต่อสู้เพื่อทักษิณ ชินวัตร หรือไทยรักไทย ซึ่งเป็นเรื่องไม่เป็นความจริง เป็นการโกหกโดยสิ้นเชิง ไม่มีองค์กรใดใน นปก.ประกาศว่า ต่อสู้เพียงเพื่อทักษิณ ชินวัตร หรือไทยรักไทยเลยแม้แต่องค์กรเดียว และทุกองค์กรต่างยืนหยัดเด็ดเดี่ยวว่า เป็นการต่อสู้โค่นล้มเผด็จการรัฐประหารเพื่อนำเอาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคืนมา “ไม่ใช่เอาทักษิณหรือไทยรักไทยคืนมา” แต่อย่างใด โดยคำขวัญที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นคือ “คว่ำ (รัฐธรรมนูญประสงค์สุ่นศิริ เอารัฐธรรมนูญ2540คืนมา) ,ล้ม(คมช.และผลิตผลของคมช.ทั้งหมด) ,โค่น (ระบอบอำมาตยาธิปไตยอันมีพลเอกเปรมเป็นตัวแทน)”

ท่ามกลางการปิดล้อมดังกล่าว ประชาชนที่เข้าร่วมชุนนุมที่ท้องสนามหลวงหาได้ลดน้อยลงไม่ แต่ นปก.จะจัดให้มีกระบวนทัพทางการเมืองรุกหน้าไปโจมตีคณะรัฐประหารโจรปล้นประชาธิปไตยอย่างเป็นฝ่ายกระทำคือ “ยุทธศาสตร์ รุกทางการเมืองแบบดาวกระจาย” ดังนี้

1.ยุทธการดาวกระจายในกทม. วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2550. นปก.จะจัดให้มีทีมงานที่มีความสามารถทางการเมืองสูงขนาดกะทัดรัดจำนวน 8 คน พร้อมอุปกรณ์ การปราศรัยแผ่นโปสเตอร์ แผ่นพับ แผ่นซีดี ที่อธิบายเรื่องการขับไล่โจรกบฏเพื่อทวงคืนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คว่ำรัฐธรรมนูญประสงค์ ล้ม คมช.โค่นระบอบอำมาตยธิปไตย จำนวนอย่างน้อย 100-200 กลุ่ม แล้วเคลื่อนที่ไปยังทุกเขตใน กทม. ปราศรัยทางการเมืองอย่างน้อยกลุ่มละสามจุด พร้อมกับเชิญประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมในท้องสนามหลวง ดังนั้นในหนึ่งครั้ง หน่วยละสามจุด จำนวน 100-200 หน่วยรวมเป็น 300- 600 จุด แต่ละจุดประชาชนเข้าร่วมเฉลี่ย 300-500 คน ดังนั้นประชาชนที่ได้รับรู้อย่างน้อยทั้งสิ้นสามแสนคนเป็นอย่างต่ำ ค่าใช้จ่ายน้อยมากมีเพียงค่าโดยสารและค่าอาหารน้ำดื่มเท่านั้น อุปกรณ์ทุกอย่าง นปก.เตรียมให้ กรุณาอย่าโกหกอีกว่าจ้างไปคนละสามพันห้าพันบาท

2.ยุทธการดาวกระจายในกรุงเทพปริมณฑล จัดให้มีการปราศรัยพบปะประชาชนในจังหวัด นนทบุรี ในวันพุธที่ 27 มิถุนายน 2550 ที่จังหวัดนครปฐม ในวันพฤหัสที่ 28 มิถุนายน 2550 ส่วนสมุทรปราการ สมุทรสาคร ธนบุรี มหาชัย สมุทรสงคราม กำลังเร่งจัดตารางเวลา ทั้งหมดนอกจากทำให้เกิดความเข้าใจในการขับไล่โจรปล้นประชาธิปไตยแล้วยังเชิญชวนให้มาร่วมต่อสู้ที่สนามหลวงหรือต่อสู้ด้วยทุกรูปแบบที่ทำได้ทั้งหมด

3.ยุทธการดาวกระจายในจังหวัดภาคอีสาน โดยจะจัดเป็นกลุ่มจังหวัดขณะนี้จัดได้สามกลุ่มคือ กลุ่มแรก ยโสธร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญและรวมปราศรัยในที่เดียวกัน วันเวลาสถานที่จะแจ้งให้ทราบ กลุ่มที่สอง สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ วันเวลาสถานที่จะแจ้งให้ทราบ กลุ่มที่สาม กลุ่มหนองคายและจังหวัดข้างเคียง วันเวลาจะแจ้งให้ทราบ

4.ยุทธการดาวกระจายที่ภาคเหนือ กำลังเตรียมการอยู่

นพ.เหวง กล่าวว่า ด้วยวิธีเช่นนี้คณะรัฐประหารโจรปล้นประชาธิปไตยย่อมไม่อาจจะปิดล้มขัดขวางกระบวนทัพทางการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างแน่นอน หากพวกรัฐประหารยังบ้าคลั่งในการปราบประชาชนที่ต่อต้านพวกเขาเพื่อความมั่นคงของพวกเขา ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของประเทศดังที่พวกเขากล่าวอ้าง พวกเขาต้องนำเอากองกำลังทหารและตำรวจทั่วประเทศมาปราบปรามประชาชนที่ต่อต้านพวกโจรกบฏแต่เพียงประการเดียว ย่อมทำให้ประชาชนไทยทั่วประเทศเดือดร้อนอันเนื่องจากพวกเขาต้องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของคณะรัฐประหารเท่านั้น พวกเราที่ต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ แก่ประเทศตรงข้ามกลับต้องการสร้างความเจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ให้แก่ประเทศ เพราะมีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้นจึงจะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองประชาชนมั่งคั่งได้ ไม่ใช่การรัฐประหารที่ทำลายประชาธิปไตยลงไปแล้วสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยที่มีทหารเป็นใหญ่ดังที่พวกคณะรัฐประหาร 19 กันยา 49 กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้

วันอังคาร, มิถุนายน 26, 2550

รายงานการชุมนุม นปก.ที่สนามหลวง วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2550



















ที่มา พีทีวีนิวส์ และ ศูนย์ข่าวบ้านบางไซ
ภาพ จากเวบพีทีวี และมังกรดำ(เวบพันทิป)
26 มิถุนายน 2550


หลังเปิดเวที คุณชินวัฒน์ หาบุญพาด ได้ปราศรัยชี้แจงให้ทราบถึงผลประโยชน์ที่แบ่งปันกันในหมู่กบฏ หลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

คุณนพรุจน์ จากกลุ่มพิราบขาว ได้พูดชี้แจงถึงบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และแจ้งว่า วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 50 นี้ ทางแกนนำฯจะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้คืนตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้กับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และ ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวศ คืนตำแหน่งรักษาการ ผบ.ตร.ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ ทำตัวไม่เหมาะสม ยกย่องและทำงานให้ฝ่ายเผด็จการมาตลอด


โฆษกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ คุณวิภูแถลง ได้เล่าเหตุการณ์ที่ทางกลุ่มฯ ได้เดินทางไปที่บ้านสี่เสา บ่ายวันนี้ เพิ่อยื่นหนังสือ พร้อมรายชื่อประชาชนครบหนึ่งแสนรายชื่อ ให้ พลเอกเปรม พิจารณาตนเองลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี รวมทั้งได้ยกย่อง ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ที่นั่งประท้วงในคุกขังตนเองอยู่หน้าทำเนียบฯ เชิญชวนให้ประชาชนไปเยี่ยมให้กำลังใจ

นักศึกษาท่านหนึ่งที่ขึ้นเวทีปราศรัยวันนี้ คือ คุณ ณพล จากคณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ต่อด้วยคุณชูชีพ ชีวะสุทธ์ ประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เรียกร้องชักชวนให้ประชาชนช่วยกันฟ้องร้องพวกกบฏ ข้อหาล้มล้างแผ่นดิน คุณณัฐวุฒิ โฆษกเวทีได้แจ้งข่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ จะฟ้องประชาชนที่มาชุมนุมด้วยข้อหาล้มล้างรัฐบาล จึงอยากถามกลับว่า ใครกันแน่ที่ล้มล้างรัฐบาล


รายการคลายเครียดที่คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ จากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ จัดมาแสดงบนเวที คือ การชกมวยคู่เอก ศึกชิงประชาธิปไตย ระหว่าง มหาชน ศิษย์ นปก.(รับบทโดย รัตนพล ส.วรพิน) กับ สพรั่งบ้า ศิษย์ คมช. (รับบทโดยเพชรดำ ศิษย์เจ้าพ่อ) สุดท้ายฝ่ายสพรั่งบ้าถูกน๊อก แต่กรรมการจับมือให้สพรั่งบ้าเป็นฝ่ายชนะ สร้างเสียงหัวเราะแก่ผู้ร่วมชุมนุมกันอย่างสนุกสนาน

เวลาประมาณ 20.50 น.อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษา และเป็นประธาน นปก. ได้ปราศรัยถึงเรื่องของ กฎหมายสีดำ กับ กฎหมายสีขาว และ อธิบายสิ่งที่เกิดกับบ้านเมืองหลังรัฐประหาร 19 กย.ว่า มีผลให้ระบอบการปกครองถูกเปลี่ยนจากประชาธิปไตย ไปเป็นระบอบเผด็จการทหารทรราชย์ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาเอง แทนที่รัฐสภา ซึ่งเป็นสภาที่ปวงชนเป็นผู้เลือกตั้งไว้ จากนั้นล้มล้างศาลรัฐธรรมนูญ แล้วตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ตั้งคณะกรรมการสารพัดชื่อ มาแทนที่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

แต่ก็ร่วมกันเข้ามาทำงานตามที่กบฏต้องการ หลังรัฐประหาร จึงเกิดกฎหมายสีดำขึ้น และอ้างมากำหนดบังคับให้ปวงชนปฏิบัติตาม ดังนั้น ทุกคน ทุกคณะที่ปฏิบัติตามพวกกบฏ โดยอ้างกฎหมายสีดำ จะต้องได้รับโทษตามประมวลกฎหมายสีขาวในภายภาคหน้า

คุณณัฐวุฒิ ได้ประกาศให้ทราบว่า ทาง นปก.ได้วางแผนว่าจะมีการเดินขบวนกันสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย ส่วนจะเป็นวันไหน ไปที่ใด จะดูที่ความพร้อมของมวลชน ต่อมาราว 21.30 น.คุณเอกพรได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบว่า พล.อ.สนธิกล่าวว่า พี่น้องที่สนามหลวง เป็นคนไม่มีจุดยืน เห็นแก่เงิน ไม่เห็นแก่ความสงบของบ้านเมือง ดังนั้น แกนนำจึงจะขอเปลี่ยนจากที่ถูกบอกว่า ไม่มีจุดยืนให้เป็นมีจุดเดินแทน และเรียกร้องให้ประชาชน ช่วยกันส่งจดหมายลูกโซ่ แจ้งให้คนรู้จักได้เข้าใจความชั่วร้ายของพวกเผด็จการ การชุมนุมวันนี้ จบท้ายด้วยคำปราศรัยของคุณวีระ มุสิกพงศ์ และปิดเวทีที่เวลาประมาณ 23.00 น.

สามารถ download ฟังเสียงปราศรัย สำหรับวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2550 ช่วงแรก ได้ที่
http://www.thupload.com/download/22c39c360cefc4f46d8e883e0ee02883.html
ช่วงที่สอง การแสดงมวยคู่พิเศษ อ.มานิตย์ คุณเอกพร คุณวีระ ได้ที่http://www.thupload.com/download/23a27b84f69bc9d95c4d9ff7fe1b59e6.html(ลิงก์จากคุณจารชนแสนคม จากเวบพันทิป ถ้ามีปัญหาดาวน์โหลดไม่ได้ ให้กด altพร้อมกับคลิกดาวน์โหลด)


บทความ : หยุด พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน!!!

ที่มา ประชาไท http://www.prachatai.com
โดย เมธา มาสขาว คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
26 มิถุนายน 2550

จากที่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.... ซึ่งขณะนี้อยู่ที่กฤษฎีกา และเตรียมเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเร็วๆ นี้ ผมไม่คิดว่า คมช.และรัฐบาลจะกล้าออกกฏหมายที่บ้าอำนาจออกมาได้ถึงเพียงนี้ หลังจากอ่านเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

อำนาจตาม ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น ให้อำนาจแก่ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) ซึ่งก็คือ ผบ.ทบ. โดยตำแหน่งอย่างมากมายเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจตาม พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเลยทีเดียว ถึงขั้นมีอำนาจล้นฟ้าที่จะสั่งการแก่น่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานได้ ทั้งยังไม่ต้องขึ้นต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและการพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งเป็นกฏหมายหลักของนิติรัฐอีกด้วย ซึ่งราชการและหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามอำนาจรัฐที่สองนี้โดยปริยาย และยังบอกอีกว่าผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.นี้ไม่ต้องมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ทำให้ผู้มีอำนาจตาม พ.ร.บ.นี้จะไม่สามารถถูกตรวจสอบและฟ้องร้องได้เลย นั่นหมายถึงฆ่าคนได้โดยไม่ผิดกฏหมายนั่นเอง ตามมาตรา 37

นอกจากนี้แล้ว มาตรา 25 ที่ลอกออกมาจากกฏอัยการศึกที่ให้อำนาจ ผบ.ทบ. ราวกับนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเงา เพราะสามารถประกาศเคอฟิวส์ได้ทุกเมื่อ สั่งห้ามเดินทางได้ทุกเส้นทาง บุกค้น จับกุมได้ 24 ชม.แม้ยามวิกาล ทั้งยังสั่งย้ายข้าราชการทุกคนออกนอกพื้นที่ได้ รวมถึงสามารถปราบปรามประชาชนประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐโดยอ้างความมั่นคงได้โดยถาวร ซึ่งจะทำให้อำนาจทหารปฏิบัติการแทนหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ได้โดยรัฐบาลไม่ต้องประกาศ พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกฏอัยการศึกแต่อย่างใด ซึ่งกฏหมายดังกล่าวจะประกาศใช้เฉพาะพื้นที่หรือช่วงเวลาที่เป็นสถานการณ์ไม่ปกติเท่านั้น แต่ พ.ร.บ.ใหม่นี้ จะเป็นอำนาจถาวรตามกฏหมายที่ ผบ.ทบ.จะสั่งการทุกหน่วยงานได้ในฐานะ ผอ.รมน. ซึ่งจะทำให้ระบบนิติรัฐที่เว้นวรรคชั่วคราวจากการรัฐประหารครั้งนี้ ไปสู่ระบบอำนาจนิยมโดยกองทัพและราชการอย่างถาวรนั่นเอง

นั่นหมายความว่า แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดีเพียงไหนก็ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ย่อมอยู่เหนือรัฐธรรมนูญที่จะละเมิดสิทธิเสรีภาพพลเมืองใดๆ ก็ได้โดยอำนาจ ผอ.รมน. ซึ่งก็คือ ผบ.ทบ. ตามกฏหมายนี้ หรือนี่คือการยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีในสมัยหน้ามาสู่กองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ ถ้าเช่นนั้น หรือนี่ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน?

นี่คือการสร้าง “ระบอบกองทัพ” ขึ้นมาใหม่แทนระบอบทักษิณ

นี่คือการหมกเม็ด ยืดอำนาจการเมืองในนามกองทัพบกเพื่อการคานอำนาจการเมืองหลังเลือกตั้งอย่างแน่นอน ซึ่งการสร้างอำนาจคู่ขนานและทับซ้อนอย่างนี้ อาจเสมือนทำให้เกิดรัฐบาลผสมระหว่างทหาร-พลเรือน ซึ่งเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลร้ายต่อกองทัพเองเพราะคณะรัฐประหารบอกเองว่าจะอยู่ไม่เกิน 1 ปี!!

การที่ทหารออกมาอ้างความมั่นคงจึงเป็นแค่การเบี่ยงเบนประเด็น เพราะความจริงประชาชนควรมีส่วนร่วมเพื่อนิยามปัญหาความมั่นคงด้วย แต่ตาม พ.ร.บ.นี้ ให้อำนาจ ผบ.ทบ. นิยามความมั่นคงแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งอาจนิยามได้ว่า ใครมีปัญหากับกองทัพก็สามารถจัดการได้เลย เช่นในมาตรา มาตรา 34 บอกว่า กรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ให้ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นหรือห้ามมิให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวน่าจะมีการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือระเบียบ ก.พ. มากกว่า

เป็นไปได้เลยทีเดียวว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการยืดอายุกำนัน ผู้ใหญ่บ้านออกไปจนกษียณ เพื่อให้อำนาจกองทัพในนาม กอ.รมน.แทรกซึมและกระจายไปทุกปริมณฑลของกลไกข้าราชการ จนกองทัพอาจเป็นเหมือนรัฐบาลเงาในอนาคต มีอำนาจทับซ้อนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เหมือนประชาธิปไตยครึ่งใบในอดีต

เราเคยประณามทักษิณที่ออก พรบ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้อำนาจตนเองมากเกินไป แต่เรื่องนี้ก็เรื่องเดียวกันที่สมควรถูกประณาม เพราะกองทัพก็แสวงหาอำนาจให้ตนเองไม่ต่างกัน

แม้มีการกล่าวว่ามาตรา 27 วรรคหนึ่งให้ขอหมายศาลในการจับกุมบุคคลไว้ ไม่ได้มีการจับกุมบุคคลได้นอกกระบวนการยุติธรรม แต่ก็เฉพาะการจับกุมควบคุมตัวเท่านั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์ระบุว่าไม่ใช่ที่สถานีตำรวจ!!! นั่นก็คือเซฟเฮ้าหรือคุกลับนั่นเอง!!

มาตรา 17 ยังบอกว่า ให้ "ผอ.รมน.ภาค" ซึ่งก็คือผู้บัญชาการภาคมีหน้าที่รับผิดชอบในงานราชการของคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในภาค และมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชาข้าราชการ ซึ่งเท่ากับว่าให้ ผบ.ภ.มีอำนาจเหนือกระทรวงมหาดไทยสั่งการข้าราชการได้!!! นี่คือ “รัฐทหารผสมพลเรือน” ที่พยายามขยายฐานไปสู่ท้องถิ่น แม้ให้นายกเป็นประธาน รมน. และผู้ว่าฯ เป็นประธานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด แต่ ผอ.ภาคคือผู้มีอำนาจที่สั่งการผู้ว่าได้

นี่คือการเปลี่ยนการปกครองไทยจากเดิม Constitution Monarchy ให้เป็น Officer Military แทนใช่หรือไม่!!

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทหารและนักวิชาการบางคนออกมาพูดว่า ทำให้ภาพพจน์ไทยดีขึ้นเพราะไม่ต้องประกาศกฎอัยการศึก เหตุผลนี้ก็คือ การออก พ.ร.บ.นี้ออกมาก็เพื่อเลี่ยงการแจ้งรัฐภาคีของสหประชาชาติ ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR.) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ซึ่งต้องแจ้งต่อภาคีให้รับทราบผ่านเลขายูเอ็นหากมีประกาศกฏอัยการศึกหรือกฏหมายฉุกเฉินที่มีการละเมิดตามกติกานี้ ซึ่งถ้ากฎหมายนี้ผ่านจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศอย่างแน่นอน

ถ้าเราไม่ร่วมกันคัดค้านตั้งแต่วันนี้ ประเทศนี้ไม่มีอนาคตอย่างแน่นอน!!!


หมายเหตุ
คลิ๊กอ่าน รายละเอียดร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ..... ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน เห็นชอบในหลักการ และเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป ได้ที่ ...... http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8621&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

คนวันเสาร์ฯเอาจริงยื่นถอด“ป๋า”หน้าบ้านขีดเส้น โกย7วัน

ที่มา พีทีวีนิวส์ http://www.ptvthai.com
โดย พีทีวี
26 มิถุนายน 2550

คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการพร้อมคณะยกขบวนยื่นหนังสือให้‘ป๋าเปรม’ลาออกภายใน 7 วันพร้อมนำรายชื่อหนึ่งแสนรายชื่อที่ร่วมกันลงนามถอดถอนถวายฎีกาในหลวง ด้านมท.วอนปชช.อย่าหลงเชื่อลงชื่อ

วันนี้เวลา 13.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าบ้านสี่เสา เทเวศร์บ้านพักของพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มีการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวด โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ พร้อมด้วยนายนพพร นามเชียงใต้ นายสุชาติ นาคบางไทร พร้อมแกนนำประมาณ 10 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถวายฎีกา เพื่อแสดงเจตจำนง ให้พล.อ.เปรม ลาออกจากตำแหน่ง โดยมี พลเรือโท ประจุน ตามประทีป เลขาประธานองคมนตรีเป็นตัวแทนผู้รับหนังสือ

นายวิภูแถลง ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ที่ผ่านมาพล.อ.เปรม มีท่าทีในการให้การสนับสนุนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549ที่ผ่านมา ซึ่งมีหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน โดยการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ว่า การยึดอำนาจที่ผ่านมาได้รับความเห็นชอบจากพล.อ.เปรม นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์ของนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กล่าวว่า พล.อ.เปรม ได้นั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสา ซึ่งพฤติกรรมและการกระทำดังกล่าว ของพล.อ.เปรม เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จะให้เวลาอีก 7 วัน หลังการยื่นหนังสือในครั้งนี้ หาก พล.อ.เปรม ยังไม่มีการพิจารณาตนเองลาออกจากตำแหน่ง ทางกลุ่มฯ จะเดินทางไปยื่นหนังสือถวายฎีกาแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งนำรายชื่อ หนึ่งแสนรายชื่อที่ร่วมกันลงนามถอดถอน พล.อ.เปรม ที่สำนักงานเลขาธิการสำนักพระราชวังต่อไป

ภายหลังจากการยื่นหนังสือ นายสุชาติ นาคบางไทร และนายนภดล นามเชียงใต้ แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กล่าวแสดงความไม่พอใจกับ พลเรือโท ประจุน ตามประทีป ถึงการแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสม ในการออกมาเป็นตัวแทนรับหนังสือ โดยพูดจาด้วยน้ำเสียงตะคอกภายหลังจากแกนนำชี้แจงเหตุผล ในการยื่นหนังสือทำให้แกนนำเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ขณะที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการเชิญชวนประชาชนให้เข้าชื่อในหนังสือเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ลาออกจากตำแหน่ง ว่า ต้องการขอร้องให้ประชาชนทุกคน อย่าเข้าร่วมในขบวนการดังกล่าว เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อจารีตประเพณีของประเทศชาติ รวมถึงส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติ การดำเนินการต่างๆ ภายใต้กรอบของการชุมนุมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายวัน ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในสังคมเปิด ที่มุ่งมั่นพัฒนาไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่หากการชุมนุมใด ๆ ที่เกิดขึ้น ปรากฏซึ่งความขัดแย้ง นำไปสู่การแบ่งแยกระหว่างคนในชาติ อีกทั้ง ไม่คำนึงถึงจารีตประเพณี และศีลธรรมอันดีของชาติบ้านเมือง ย่อมถือเป็นบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของประเทศชาติ ที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันทุกวิถีทาง ที่จะไม่ให้เกิดขึ้น

ชมภาพวิดิโอ การเดินทางไปยื่นหนังสือฯ ที่หน้าบ้านสี่เสาฯ ได้ที่ http://ptv1.bravehost.com/news/politics.php?news=606

ปิดปากเราในนามความมั่นคง

ที่มา ประชาไท http://www.prachatai.com
โดย มุกดาวรรณ ศักดิ์บุญ
26 มิถุนายน 2550

วิวาทะระหว่างพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยเลขาธิการ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” และประธานคณะกรรมการบริษัททีโอที และนายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี การสื่อสาร และสารสนเทศ ฝ่ายหนึ่ง กับนายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ อดีตกรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัททีโอที อีกฝ่ายหนึ่ง ดูเหมือนจะตอกย้ำความคิดความเชื่อ ความเข้าใจที่ผิดๆ ในสังคม หรืออย่างน้อยก็ในความคิดของพล.อ.สพรั่ง และนายสิทธิชัย นั่นคือ

1) ในนามความมั่นคงแห่งชาติแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต้องพูดถึง-จบ ไม่ต้องมีคำถาม ไม่ต้องอธิบาย จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อใดก็ได้ จากใครก็ได้ หน่วยงานใดก็ได้ ไปเพื่อทำอะไรก็ได้ เมื่อปิดป้ายความมั่นคงแห่งชาติแล้ว ก็เป็นอันถูกต้องเสมอ
2) สังคมไทยไม่เหมือนสังคมตะวันตก ผู้น้อยต้องเคารพผู้(เป็น)ใหญ่ ห้ามฉีกหน้า ห้ามพูด ห้ามเถียง ห้ามตั้งคำถามที่จะเป็นการทำให้ผู้(เป็น)ใหญ่เสียหน้า อย่าใช้คำพูดที่ทำให้ผู้(เป็น)ใหญ่เสียใจ ถ้ากล่าวคำใดเป็นการไม่เคารพ ต้องขอโทษและรับผิดชอบ
3) ผู้ใดไม่มีลักษณะอันพึงประสงค์ของสังคมไทย ในเรื่องการวางตัวต่อหน้าผู้(เป็น)ใหญ่ จะเป็นผู้บริหารหน่วยงานไม่ได้
4) เมื่อผู้มีอำนาจตั้งใครเข้ามาเพื่อทำงานในตำแหน่งใดๆในองค์กรแล้ว ก็ต้องทำงานรับใช้ผู้มีอำนาจนั้นๆ จะเป็นเรื่องถูก เรื่องผิด เรื่องมีคำถามทางจริยธรรมหรือไม่ ไม่ต้องไปสนใจ ขอให้ได้รับใช้ เออออ ห่อหมก คล้อยตาม ไม่คัดง้างผู้มีอำนาจเป็นอันใช้ได้ และดังนั้น ผู้มีอำนาจจะขอเงินสัก 800 ล้านบาท ไปทำอะไรก็ได้ ไปซื้ออะไรก็ได้ ตามใจท่าน อย่าไปถามท่าน จะเป็นการก้าวก่าย เป็นการเสียมารยาท
5) เรื่องในที่ประชุม แม้จะมีข้อน่าสงสัย น่าซักถามเพียงใด มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมเพียงใด ก็ให้เก็บเงียบไว้ ผลประโยชน์โดยส่วนรวมจะได้รับผลกระทบอย่างไรก็ไม่เป็นไร ขอให้เราปลอดภัยอยู่ได้ แค่นั้นก็พอ

หากแต่ข้าพเจ้าเห็นว่าความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจ ผิดๆ ดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นอันตราย และมีปัญหาในเชิงจริยธรรม ในระดับเดียวกันกับกับการกล่าวอ้างเพื่อกระทำการใดๆ ในนามความเจริญก้าวหน้า และการพัฒนา เผลอๆจะเลวร้ายเสียกว่า เพราะผู้ชอบอ้างความมั่นคง มักเป็นผู้มีอำนาจกุมกระบอกปืน

ประการแรก ข้ออ้างเรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” มักถูกผูกขาด และกำหนดโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจในมือบางกลุ่มเท่านั้น โดยเฉพาะพวกมีอาวุธ พวกเขาเหล่านี้ตั้งข้อกำหนดกฎเกณฑ์เอาเองว่าสิ่งใดที่จะถือเป็น “ความมั่นคงแห่งชาติ” ความมั่นคงอื่นใดที่นิยาม จำกัดความโดยกลุ่มอื่นนอกเหนือจากพวกเขา และที่พวกเขาเห็นว่าท้าทายอำนาจของพวกเขาแล้ว ล้วนแต่มีสถานะที่ด้อยกว่า ไม่ใช่ความมั่นคงที่พึงรักษาไว้ ยิ่งไม่ใช่ “ความมั่นคงแห่งชาติ”

ประการที่สอง อะไรหรือคือ “แห่งชาติ” นิยาม “แห่งชาติ” นั้น เป็นคำกล่าวที่น่ารังเกียจ พึงระมัดระวัง และตั้งข้อสงสัยให้จงหนัก - แห่งชาติ ของใคร อะไร และอย่างไร แม้แต่คำนิยามคำว่า “ชาติ” พวกท่านผู้มีอำนาจก็กำหนดมาจากเบื้องบนแล้ว แถมบังคับกะเกณฑ์เอาตามอำเภอใจว่าเป็นคำนิยามที่ถูกต้อง เหมาะสมที่สุดแล้ว ควรจะต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ผิดไปจากนี้แล้วไม่ใช่ “ชาติ”โดยที่ไม่เคยสนใจ ไต่ถามว่าคนอื่นที่ร่วมอยู๋ใน”ชาติ” นั้นเขาคิดถึงนิยามของคำว่า “ชาติ” ว่าอย่างไร

ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงด้วยนัยยะแห่งชาติ ถูกนำมาใช้ทุกครั้งประหนึ่งเป็นคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ ในการอ้างความชอบธรรมของการกระทำของผู้ที่มีอำนาจ ซึ่งถือตัวเองว่าเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจและความชอบธรรมในการกำหนดนิยามคำว่า “ความมั่นคง” และคำว่า “แห่งชาติ”

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร จะเป็นคนสมถะ รักบ้านเมืองอย่างแท้จริง หรือไม่ ตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมารับประกัน หรือว่า นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ จะเป็นคนที่มีอัตตาสูง อย่างที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าไม่คิดว่าบุคลิกลักษณะนิสัยส่วนตัวของทั้งสองคนที่ถูกนายสนธิกล่าวถึง จะเป็นเหตุเป็นผลที่อธิบายได้โดยปราศจากข้อสงสัย (อย่างที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยากจะให้คนเชื่อ) ว่า;

1) ความเป็นคนดีของพล.อ.สพรั่ง เป็นเครื่องรับประกันการกระทำและความคิดทุกอย่างของเขา เท่ากับว่า เมื่อเป็นคนดีแล้ว จะพูดจะทำอะไร ก็ต้องดี เป็นไปเพื่อเจตนาที่ดีทั้งหมด ห้ามซัก ห้ามถาม ไม่ต้องการเหตุผล ไม่ต้องการคำอธิบาย
2) เป็นการสมควรแล้วที่นายวุฒิพงษ์ ซึ่งตามข้ออ้างของนายสนธิว่าเป็นคนที่ “มีอัตตาสูง ไม่มีสัมมาคารวะ ไม่เคารพผู้บังคับบัญชา ไม่ฟังความเห็นของผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่งอยู่คนเดียว” จะถูกปลดออกจากตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัททีโอที เพราะถ้าหากอธิบายตามตรรกะของนายสนธิ และพล.อ.สพรั่ง ก็คือ ไม่รู้จักบุญคุณคน เขาอุตส่าห์แต่งตั้งให้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งหน้าที่นี้แล้ว แทนที่จะทำงานปกป้องเขา หรือให้ความเคารพ นอบน้อม กลับออกมาเปิดเผยเขา

ทั้งพล.อ.สพรั่ง และนายวุฒิพงษ์ ไม่ว่าเขาทั้งสองจะเป็นคนอย่างไรก็ตาม เป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เป็นหัวใจของวิวาทะในครั้งนี้ การออกมาพูดเพื่อทำให้เรื่องที่มีข้อสงสัยใหญ่กลายเป็นแค่เรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคลนั้น ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง และชวนให้สงสัยว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องการอะไร เขายังพยายามชี้ให้เห็นเพื่อทำให้เกิดภาพความเข้าใจว่า นายวุฒิพงษ์นั้น เป็นคนที่มีปัญหาตลอดเวลา ทำงานกับใครก็ไม่ได้

พล.อ.สพรั่ง กล่าวลึกๆลับๆ เชิงกล่าวหานายวุฒิพงษ์ว่ามีเบื้องหลัง และว่าตนไม่ชอบถูกแบล็คเมล์ ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นายวุฒิพงษ์ออกมาพูด เป็นเรื่องที่พล.อ.สพรั่งและนายวุฒิพงษ์ต้องชี้แจง เพราะไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งส่วนตัว แต่เกี่ยวพันกับงบประมาณที่เป็นเงินภาษีของราษฎร ไม่ใช่เรื่องที่ผู้บริหารองค์กรพอใจจะยกให้ใครก็ได้ สนับสนุนใครก็ได้ โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผล ดังเช่นที่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม กล่าวอ้าง

การขอรับการสนับสนุน หรือบริจาค เพื่อการทอดผ้าป่า หรือทอดกฐิน จากองค์กรที่มีศักยภาพที่จะให้ได้ อย่างที่ พล.อ.สพรั่งพูดถึง มันคนละเรื่องกับการมาขอเงินจากบริษัททีโอทีกว่า 800 ล้าน บาท นี่ออกจะเป็นผ้าป่า หรือกฐินที่แพงเกินไปหน่อย แถมไม่รู้รายละเอียดสักนิดจะไปทอดกันวัดไหน ใครจะได้ประโยชน์

ต้องอย่าลืมว่า สิ่งที่เป็นคำถามใหญ่ก็คือ กองทัพไทยโดยคำขอของ พล.อ.สพรั่ง ไปยังบริษัททีโอที เพื่อขอรับเงินสนับสนุน 800 ล้านบาท นั้น เอาไปซื้ออะไร เพื่อทำอะไร มีขั้นตอนอย่างไร ตรวจสอบได้หรือไม่ ทหารตำรวจชั้นผู้น้อยผู้ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยอยู่ในฟื้นที่ภาคใต้ จะได้ประโยชน์จากข้ออ้างดังกล่าวจริงหรือไม่ อย่างไร

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการอ้างเรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ก็คือ ข้ออ้างนี้ ไม่เปิดโอกาสให้แสงแห่งความโปร่งใส ได้ฉายส่องไปยังฉากหลังแห่งความมืด ที่ซึ่งความเคลือบแคลง และวาระที่ซ่อนเร้น แฝงกายของมันอยู่ ข้ออ้างเรื่อง”ความมั่นคงแห่งชาติ” เป็นเสมือนปราการปกป้องความมืดแห่งนี้ ให้ปลอดภัยจากการถูกตรวจสอบ ซักถาม ทั้งจากสาธารณชน และจากคนที่ถูกอ้างว่าจะได้รับประโยชน์จากการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อ ”ความมั่นคง” นั้น

เมื่อปิดป้ายความมั่นคงเสียแล้ว ก็เป็นอันว่า ไม่ต้องถาม ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องมีเหตุผลนอกเหนือจากนั้น ถ้าเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่มีโอกาสใดๆเลย ที่คนทั่วไปจะรู้ได้ว่า ที่อ้างว่าเป็น “ความลับของชาติ”นั้น เป็นเช่นนั้นจริง หรือเป็นแค่ความลับของหน่วยงาน ซึ่งต้องการที่จะกระทำการโดยลับๆ เพราะไม่มีเหตุผลความชอบธรรมเพียงพอ ไม่มีหน้าจะไปอธิบายกับผู้อื่นได้ เมื่อมีผู้ออกมาเป่านกหวีดให้คนอื่นได้ยินถึงความไม่ชอบมาพากลอันนี้ ก็แก้เกี้ยวไปเสียว่าเอา “ความลับของชาติ”มาขาย กลายเป็นความผิดไปตกอยู่กับผู้เปิดเผยความลับ ซึ่งแท้จริงแล้วอาจต้องการปกป้องผลประโยชน์โดยส่วนรวมมากกว่า

พล.อ.สพรั่ง กล่าวหานายวุฒิพงษ์ ด้วยข้อหาที่ใหญ่หลวงนัก ถึงขั้นว่าเป็นกบฏ ซึ่งหากเป็นยุคอดีต ข้อกล่าวหาเหล่านี้อาจทำให้นายวุฒิพงษ์ และครอบครัวของเขา ได้รับโทษทัณฑ์แสนสาหัส พล.อ.สพรั่ง มีหลักฐานอะไรถึงมากล่าวหาคนอื่นรุนแรงเช่นนั้น และที่กล่าวหาว่า นายวุฒิพงษ์ ไม่จงรักภักดี ไม่จงรักภักดีต่ออะไร ต่อใคร เป็นเรื่องที่ต้องมีความชัดเจน มิฉะนั้นแล้ว ผู้คนทั้งหลายจะเห็นว่า ที่จริงแล้ว ไปกล่าวหาเขา เพียงเพราะว่าเห็นเขาไม่จงรักภักดีกับตนเองเท่านั้น

พล.อ.สพรั่งอ้างว่า ไม่เห็นมีใครถาม สมัยที่รัชกาลที่หกจัดซื้อเรือดำน้ำ ว่าซื้อไปทำไม มีแต่คนที่พร้อมจะบริจาคเงิน การที่ พล.อ.สพรั่ง ยกเรื่องนี้มาเปรียบเทียบออกจะเป็นการเข้าใจปริบทของสังคมการเมืองผิดไปมาก (ถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกันของการอ้างถึงเรื่อง ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ ก็ตาม) เพราะอำนาจของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ทำให้คนทั่วไปแม้อยากจะถาม ก็ถูกปิดปากด้วยอำนาจดังกล่าว

ไม่เพียงแต่ในนามของความมั่นคงเท่านั้น พล.อ.สพรั่งยังพยายามที่จะปิดปากคนด้วยความคิดความเชื่อของเขาเองว่า ในเมื่อเขา (ได้สถาปนาตัวเอง) เป็นผู้ที่ปกป้องรักษา “ความมั่นคงแห่งชาติ” ดังนั้น การกระทำใดๆของเขาจึงเท่ากับดี เขาพูด เขาคิด เขาเชื่อ เขาทำอะไร ย่อมถูกต้อง เป็นเหตุเป็นผลหมด ห้ามถาม ไม่ต้องอธิบาย ดังนั้นเมื่อนักข่าวถามเรื่องขอเงินจากบริษัททีโอทีในโครงการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อความมั่นคง พล.อ.สพรั่งจึงพูดว่า อย่าถามว่าทำไมต้องซื้อ มั่นใจในความถูกต้องของตนเองขนาดนั้น

ถ้าอย่างนั้น จะมีใครหน้าไหน หรือมีเอกสารหลักฐานอะไร เป็นเครื่องยืนยันชี้แจงได้ว่า งบที่ขอไป 800 ล้านบาท เอาไปซื้ออะไร ซื้อจริงตามนั้นหรือไม่ หรือเอาไปทำอะไรอย่างอื่น ในเมื่อพวกเขาจัดการงบกันเอง หากมีอะไรที่ไม่ถูกต้อง จะมีหลักประกันอะไรให้เข้าไปตรวจสอบได้

พล.อ.สพรั่งว่า นายวุฒิพงษ์ ไม่มีสิทธิตัดสินว่า กองทัพควรจะใช้งบกลาโหม ไม่ใช่มาขอจากบริษัททีโอที แล้วพล.อ.สพรั่ง มีสิทธิอะไร ที่จะมาขอเงินทีโอที โดยไม่มีคำอธิบายให้กับประชาชน

แม้แต่ในนามความมั่นคง ก็ต้องทำทุกอย่างอย่างถูกต้อง โปร่งใส ชัดเจน และตรวจสอบได้ มิใช่หรือ มิฉะนั้นแล้ว พวกชอบอ้างความมั่นคงแห่งชาติจะมีหน้าหรือความชอบธรรมไปตรวจสอบใครคนอื่นได้อย่างไรกัน