วันจันทร์, เมษายน 30, 2550

ลือ! สุรยุทธ์ไม่รับสายป๋า รู้โทรมาขอให้ออก

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
30 เมษายน 2550

แหล่งข่าวท่านหนึ่งได้ให้ข่าวที่ไม่มีการยืนยันกล่าวว่า มีการขอร้องจากป๋า ให้สุรยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง โดยมีความพยายามที่จะต่อสายไปหาสุรยุทธ์ อย่างไรก็ตามสุรยุทธ์ก็มักที่จะไม่รับสาย โดยอ้างว่าไม่ว่าง อีกทั้งก็ไม่มีการโทรกลับด้วย จนป๋าต้องไหว้วานแม่เสี่ยโด่งค่ายมิตซูเป็นตัวกลางช่วยนัดพบ การอ้างที่จะไม่รับสายโทรศัพท์ของป๋า ก็เพราะทราบว่าจะมีการขอร้องให้ลาออก อย่างไรก็ตามสุรยุทธ์ทราบดีว่า หากขืนลาออกไป ก็จะเป็นการจบเกมส์ของตัวเอง และคงต้องมีคนเอาคืนในภายหลังโดยที่หาใครช่วยไม่ได้

ส่วนข่าวเก่าชิ้นหนึ่งที่เพิ่งได้รับการยืนยันกล่าวว่า ป๋าได้ส่งคนสนิท ได้แก่ วิษณุ บวรศักดิ์ บินไปพบตัวแทนอดีตนายกฯ ที่ปารีส เพื่อขอเจรจาให้ยกเลิกการล่ารายชื่อขับ พล.อ.เปรม ออกจากตำแหน่งองคมนตรี โดยแลกกับคดีของ คตส. อย่างไรก็ตามคู่เจรจาอีกฝ่ายได้บอกปัดข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากการล่ารายชื่อขับเปรมนั้นไม่มีความเกี่ยวโยงใดๆ กับอดีตนายกฯเลย แต่เป็นผลการทำงานของประชาชนคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการล้วนๆ ในขณะที่การกล่าวหาของ คตส. ตัวแทนของอดีตนายกฯได้กล่าวว่า "กรุณานำขึ้นศาลโดยด่วน" เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่าการกล่าวหาจาก คตส.ดังกล่าวนั้น ปราศจากหลักนิติธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

หนังสือพิมพ์เสรีชนฉบับ 26-30 เม.ย. 2550

ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือพิมพ์เสรีชนฉบับ PDF ได้ที่
http://001.uploadblaster.com/file_hosting/812ad144d31ee6bec88f0e7c5d5d3fa4.rar









ประชาชนประท้วงไม่เอารัฐธรรมนูญ 50 ปีนคลุมอนุสาวรีย์ฯด้วยผ้าดำ

โดย 789
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
ถ่ายภาพโดย Sailor
30 เมษายน 2550

ม็อบเครือข่าย 19 กันยาฯ รวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นำผ้าดำคลุมพานรัฐธรรมนูญ อ้างเป็นการประกาศเจตนารมณ์ ไม่รับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พร้อมเรียกร้องนำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง

วันนี้ (29 เม.ย.) กลุ่ม 19 กันยาฯ ต้านรัฐประหาร พร้อมด้วยประชาชนประมาณ 100 คน ได้ร่วมชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง และเดินขบวนมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว ได้นำบันไดมาพาดยังอนุสาวรีย์ ก่อนส่งตัวแทน 5 คน ปีนขึ้นไปบนพานรัฐธรรมนูญ และนำผืนผ้าสีดำขนาดใหญ่ กว้าง 30 เมตร ยาว 30 เมตร คลุมพานรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้น ได้ส่งเสียงไชโยโห่ร้อง พร้อมประกาศเจตนารมณ์ว่ากลุ่ม 19 กันยาต้านรัฐประหาร ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่กำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ แต่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง

ขณะที่กลุ่ม 19 กันยาฯ ปีนขึ้นไปคลุมผ้าดำบนพานรัฐธรรมนูญนั้น มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับขอร้องผู้ชุมนุม ว่า หลังการชุมนุมเสร็จสิ้นในเวลา 20.00 น.ขอให้นำผ้าผืนสีดำดังกล่าวลงจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ทางกลุ่มผู้ชุมยืนยันว่าจะไม่นำลงมา โดยจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการเก็บเอง









หมายเหตุ: แหล่งข่าวต้นทางมาจาก INN News

NHK ระบุ “รธน.ใหม่ของไทย มีเป้าหมายเดียว ทำลายล้างทักษิณเย้ยประชาชน”

โดย จอร์จ บางกะปิ
ที่มา เว็บบอร์ดกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
30 เมษายน 2550

พบกันอีกครั้งครับสำหรับรายงานจาก NHK -AsiaVision คืนพฤหัสฯที่ 26 เมษายน 2550

หัวข้อการวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศไทยของ NHK คือ ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้นำเสนอในสภาร่างฯ เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกฯ ไม่เกิน 2 สมัย และไม่เกิน 8 ปี (ถ้าเป็นสองสมัยแต่รวมกันได้แค่ 2 ปีก็ถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์นี้)
2. การลดจำนวน สส. (สส.เขต+ปาร์ตี้ลิส) ลง จาก 500 คน เหลือ 400 คน
3. การกำหนดที่มาของ สว. ให้มาจากการแต่งตั้ง

NHK สนใจในสามประเด็นนี้ เพราะพิจารณาแล้วมันเหมือนกับเป็นการสวนหลักการของประชาธิปไตย ที่ทั่วโลกเขายึดถือกัน โดยเฉพาะการลดจำนวน สส.เขตลงไปถึง ¼ จากเดิม 400 เหลือ 300 คน (มากสุดไม่เกิน 320 คน) ทำไมในเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นซึ่งหมายถึง “เสียง” ของประชาชนมีมากกว่าเดิม แต่ “ตัวแทน” ของพวกเขาจึงลดลง และการสรรหา สว. ที่ใช้ระบบแต่งตั้งซึ่งประชาชนถูกตัดสิทธิ์ในส่วนนี้อย่างสิ้นเชิง

NHK สอบถามความเห็นจากอาจารย์จุฬาฯท่านหนึ่ง ก็ได้รับคำตอบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีจุดประสงค์เดียวคือ ทำลายล้างทักษิณและพรรคไทยรักไทย โดยกันประชาชนให้เป็นแค่ “คนดู” ฉากการสังหารนี้เท่านั้น ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน และเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีความขัดแย้งในตัวอย่างรุนแรงในหลายประเด็น สำหรับประชาชนไทยแล้ว มีความคิดเห็นแบ่งเป็นสองทางคือ “ไม่รับร่าง” และ “ไม่สนใจใยดี” ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องออกเสียงประชามติ

อาจารย์จุฬาฯไม่ได้อธิบายรายละเอียดอะไรมากมาย แต่สรุปในตอนท้ายว่า ร่างรธน.ปี 50 โดยตัวเองมีปัญหาและจะเป็นตัวสร้างปัญหาแบบไม่รู้จบในอนาคต เจตนารมณ์ของผู้ร่างฯ ขอเพียงแค่ให้ผ่านวิกฤติตรงนี้โดยมี “ภาพทักษิณ” เป็นโจทย์ใหญ่ โดยไม่ได้ลงลึกไปสำรวจว่า แท้จริงแล้วประชาชนยังต้องการ “ทักษิณ” อีกหรือไม่

NHK เองก็สงสัยเหมือนกันว่า แท้จริงแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยต้องการใครกันแน่ระหว่าง NSC (คมช.)และ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นคำถามที่มีคำตอบในตัว แต่ไม่มีใครเลยจะกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

NHK สนใจสถานการณ์ในประเทศไทยเพราะนักลงทุนของเขาเข้ามาประกอบกิจการเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ทำไปแล้วและที่กำลังมีแผนในอนาคต ดังนั้นเขาจะต้องเรียนรู้อย่างถ่องแท้ก่อนจะตัดสินใจ ทางเลือกของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมีมากขึ้น นอกจากเวียดนามแล้ว ลาวก็เป็นอีกแห่งที่ญี่ปุ่นอาจจะปั้นให้เป็นดาวดวงใหม่ในแวดวงการค้าระดับภูมิภาคได้

ผมขอใช้ความคิดเห็นส่วนตัวอธิบายเสริมในประเด็นความขัดแย้งในตัวเองของร่าง รธน.ปี 50 เล็กน้อย มีจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ที่มาของ สส. 1 คน จากเดิมคิดจากประชากรที่มีสิทธิ์ลงคะแนน 150,000 คน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า สส. 1 คนต่อประชากร 200,000 คน ซึ่งโอกาสที่เราจะได้ สส.เลือดใหม่ที่มีหัวคิดก้าวหน้าจึงแทบไม่มีเลย เพราะจากระบบ 200,000 ต่อ 1 คนที่ได้เป็น สส.จะต้องมีอิทธิพล มีเงินมหาศาล หรือไม่ก็ต้องสามารถจูงใจคนจำนวนมากให้คล้อยตามตัวเองได้ เพราะคุณจะต้องหาเสียงจากคนที่มีจำนวนมากขึ้น จะต้องตั้งหัวคะแนนเป็นกองทัพเพื่อเจาะฐานคะแนนจากจำนวนคนที่มากขึ้นถึง 50,000 คน เป็นอย่างน้อย แต่เหตุผลที่คณะผู้ร่างฯ ที่ทำแบบนี้ บอกชัดเจนว่า ต้องการ “ตัวแทนประชาชน” ที่มีคุณภาพและเป็นคนที่ประชาชนต้องการโดยแท้จริง ซึ่งในโลกของความเป็นจริงมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะ สส. 1 คน ต้องรับผิดชอบคนสองแสน ถ้าไม่ใช้ “เครื่องทุนแรง” คงยากที่จะไปหาเสียงได้อย่างทั่วถึง

ผู้ร่างฯ คงไม่เคยลงไปเดินหาเสียงแน่นอน พวกเขาคิดว่า แค่ประกาศปาวๆกรอกหูชาวบ้านว่า ตัวเองเป็นคนดี มีจริยธรรม แล้วคนก็จะหลงคารมเชื่อหัวปักหัวปำจากนั้นก็จะทุ่มคะแนนให้ท่วมท้น จริงๆแล้ว การที่จะชนะใจชาวบ้านได้ จะต้อง “สัมผัส” พวกเขาด้วย “การปฏิบัติ” หรือที่เรียกกันว่า การลงพื้นที่หาเสียง แม้จะเป็นในช่วงสั้นๆ แต่ชาวบ้านเขารับรู้ได้และเกิดความเชื่อว่ามีคนหนึ่งที่สามารถเป็นตัวแทนเขาได้เขาจึงจะลงคะแนนให้คนนั้น ที่สำคัญ พวกเขามีสิทธิมีพิสูจน์ความเชื่อของเขา 4 ปี ถ้าสิ่งที่เขาเห็นวันนั้นกับวันนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เขาก็มีสิทธิ์จะไปเลือกคนอื่นแทนโดยที่ใครก็ไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรพวกเขาได้

ระบบประชาธิปไตย ไม่เคยมีทางตัน ทุกอย่างมีทางออกเสมอ แต่เผด็จการมักจะพาประชาชนเดินไปหาทางตันตลอดเวลา

ข่าวแถม พม่ากับเกาหลีเหนือฟื้นฟูความสัมพันธ์กันหลังจากเกิดกรณีพิพาท ผู้ก่อการร้ายเกาหลีเหนือระเบิดสถานที่ราชการสำคัญของพม่าในปี 1983

เป็นความเคลื่อนไหวที่จะต้องจับตา เพราะทั้งเกาหลีเหนือและพม่าต่างก็ปกครองโดยเผด็จการและถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งคู่
เกาหลีเหนือต้องการให้พม่าเป็นผู้ส่งสินค้าออกด้านอาหารและการเกษตรแก่เกาหลีเหนือ ขณะที่พม่าต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์จากเกาหลีเหนือ

NHK รายงานถึงความกังวลของทั้งสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นเองว่า การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและเกาหลีเหนืออาจจะทำให้เกิดความหวาดระแวงของชาติต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาจจะทำให้เกิดการเพาะบ่ม “แกนแห่งวิกฤติ” (Axis of Crisis)ในอาเซียน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับที่เกาหลีเหนือกำลังก่อขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีสะเทือนไปถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสหรัฐฯ

สำหรับผมเป็นห่วงอยู่อย่างเดียว แกนแห่งวิกฤติ อาจจะมีอีกชาติหนึ่งในอาเซียนที่ปกครองโดยเผด็จการทหารและไม่ใครคบแล้วในโลก เข้าร่วมก่อการด้วย เพราะประเทศนี้อยู่ใกล้พม่าแค่มือเอื้อม ระดับผู้นำเผด็จการด้วยกันก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ที่เหลือเชื่อ ประเทศดังกล่าวนี้ มีคนเกาหลีเหนือเข้าออกเป็นว่าเล่นในช่วงนี้ ทั้งผู้อพยพที่จะไปประเทศที่สามจริงๆและสายลับ!

หากประเทศที่สามเข้าร่วมแกนแห่งวิฤตที่มีพม่าและเกาหลีเหนือเป็นตัวยืนก็ “ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน”

หมายเหตุ: โพสต์ครั้งแรกที่เว็บบอร์ดพลเมืองภิวัฒน์เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 27 เมษายน 2550, 11: 46 น.

ฮือ! 'จตุคามรามเทพ' รุ่นปราบกบฏ พระหลายหมื่นรูปร่วมปลุกเสก

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
29 เมษายน 2550

จากการเปิดเผยของแกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กล่าวว่า ทางกลุ่มคนวันเสาร์จะนิมนต์อัญเชิญพระภิกษุสงฆ์จำนวนทั้งสิ้นมากกว่าหมื่นรูป เพื่อมาปลุกเสก 'จตุคามรามเทพ' รุ่น 'ปราบกบฏ' ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 200,000 องค์ การจัดพิธีดังกล่าวจะมีขึ้นที่หน้ารัฐสภา หลังจากนั้นก็จะทำการเปิดให้ประชาชนมารับเพื่อนำไปบูชาในราคาองค์ละ 1 บาท ได้ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 30 พ.ค. ตั้งแต่ 12.00 น. เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขคือสามารถนำกลับไปบูชาได้เพียงคิวหรือคนละ 1 องค์ หากไม่มาก็จะไม่สามารถรับจตุคามฯได้

ทั้งนี้แกนนำคนดังกล่าวได้เปิดเผยว่า จตุคามรามเทพรุ่นปราบกบฏนั้น ถูกคิดสร้างขึ้นเพื่อปกปักษ์รักษาผืนแผ่นดินไทยให้รอดพ้นจากภัยคุกคามต่างๆ โดยเฉพาะภัยร้ายที่เกิดขึ้นจากเหล่ากบฏ และเพื่อรักษาพุทธศาสนาอีกทั้งยังปกป้องพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เหล่าบรรดาเผด็จการทหารได้ทำให้เสื่อมเสีย

เหรียญดังกล่าวจึงเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจดีหรือคือสัมมาสังกัปปะ เมื่อรวมเข้ากับแรงอธิษฐานและความบริสุทธิ์ของพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากจึงทำให้วัตถุมงคลดังกล่าวเต็มเปี่ยมไปด้วยมงคลหลายประการ และจะก่อให้เกิดน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนจนทำให้เหล่ากบฏมองเห็น และสามารถกลับตัวกลับใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง คือการส่งคืนอำนาจการปกครองให้กับปวงชน จัดการเลือกตั้ง และนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ประชาชนคนหนึ่งได้ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวไว้ว่า "ผมว่าต่อไปรุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ดังมากๆ เพราะรุ่นปราบกบฏ คงไม่มีให้มาสร้างกันบ่อยๆ อาจจะเป็นรุ่นปราบกบฏรุ่นสุดท้ายก็ได้ และจะเป็นรุ่นแรกที่มีการทำพิธีปลุกเสกหน้ารัฐสภา รวมทั้งพระทำพิธีจำนวนเป็นหมื่นรูป คงไม่มีจตุคาม หรือพระรุ่นไหนที่จะทำได้ขนาดนี้อีกแล้ว ขอบอกไว้เลยครับ รุ่นนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยม!"



วันอาทิตย์, เมษายน 29, 2550

อุกฤษ ขุนพลคณะปฏิรูปหลายสมัย ชำแหละเอง “รู้จักไหม นิติธรรม”

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ/ประชาไท
29 เมษายน 2550

อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา นักกฎหมายที่เคยได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารหลายคณะให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในหลายสมัย ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2550 โดยกล่าวในท่อนหนึ่งว่า สถานการณ์บ้านเมืองในด้านต่างๆ ขณะนี้ หนักหนายิ่งกว่าช่วงก่อนการรัฐประหารมาก และสถานการณ์ในอนาคตอันใกล้ก็ส่อเค้าว่าจะรุนแรงจาก 3 ปัจจัยสำคัญคือ 1.ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.คดีความที่กล่าวหาว่าหมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูง ปรากฏว่าอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ทั้งๆ ที่เป็น 1 ใน 4 เหตุผลของการยึดอำนาจ และ 3.การตรวจสอบทุจริตที่ไม่ยึดหลักนิติธรรม

"เมื่อยึดอำนาจแล้ว คณะทหารและรัฐบาลบอกว่าจะปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยยึดหลักนิติธรรม ซึ่งหลักนิติธรรมก็คือ ต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาว่ากระทำผิดจริง แต่การตั้ง คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) แล้วออกข่าวเกือบจะเรียกว่า 3 เวลาหลังอาหาร ว่าคนนั้นทุจริตเรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยระบุชื่อชัดเจน แบบนี้ถือว่าขัดหลักนิติธรรม เพราะจะผิดหรือถูกยังพิสูจน์ไม่ได้ คนพิสูจน์คือ ศาล ไม่ใช่ คตส."

"ถ้าสุดท้ายเหตุการณ์กลับตาลปัตร เอาผิดไม่ได้เลย ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ"

"ที่สำคัญก็คือ ไม่มีหลักนิติธรรมที่ไหนที่เอาฝ่ายปฏิปักษ์มาสอบสวนพิจารณาความผิดของคู่กรณี ทำไมไม่ตั้งคนกลางจริงๆ เหมือนสมัย รสช. ผู้ที่เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินในขณะนั้นคือ พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือในความซื่อสัตย์สุจริต แต่การตั้ง คตส.สมัยนี้ผิดกัน ทำให้การยอมรับไม่เกิดขึ้น คนเราเวลาใครมากล่าวหา ญาติพี่น้องและผู้สนับสนุนก็ต้องเดือดร้อน ความโกรธนั้นไม่อันตราย แต่เมื่อความโกรธกลายเป็นความแค้น นั่นแหละคือ สิ่งที่คาดหมายได้ว่าจะเกิดอะไรบางอย่าง"

อดีตประธานรัฐสภาผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมือง ยังตั้งคำถามด้วยว่า ประเทศของเราต้องการปกครองกันด้วยระบอบอะไร เพราะขณะนี้เรากำลังพูดคนละเรื่องเดียวกัน ขณะที่เรากำลังบอกว่าประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่ถามจริงๆ ว่าเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยแค่ไหน

"สมมติฐานของเราก็คือ ต้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ดีกว่าช่วงก่อนวันที่ 19 กันยายน แต่ขณะเดียวกันเราต้องกลับไปหาประชาชนเพื่อใช้สิทธิในระบอบประชาธิปไตย ถามว่าช่วง 1 ปีเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความคิดทางการเมืองของประชาชน 30-40 ล้านคนได้หรือไม่ เพราะเราให้บทเรียนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแก่ประชาชน เราอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เราได้อำนาจมาโดยวิธีการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วเราจะไปเรียกร้องให้ประชาชนเป็นประชาธิปไตยได้หรือ"

"ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยเสียก่อน โดยเฉพาะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ฉะนั้นในที่สุดเราจะทำอะไรก็ตาม ต้องกลับไปหาประชาชน แต่ตอนนี้เรากำลังหลงทาง กลายเป็นว่าความคิดของคนบางกลุ่มเหนือกว่าประชาชนที่เป็นเสียงข้างมากของประเทศหรือเปล่า ถ้าเราเชื่อว่าความคิดนี้ถูก ก็ต้องเลิกเป็นประชาธิปไตย"

"อนาคตของประเทศจะล่มจม จะพัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าจะพังก็ประชาชนเขาเลือกที่จะพัง ทำไมเราไม่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้วินิจฉัย ประชาชนอาจจะคิดถูกก็ได้ คิดผิดก็ได้ เราเอาอะไรมาเป็นเครื่องวัดว่าเรารู้ดีกว่าประชาชน ถ้าเราจะยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่าดูถูกประชาชน อย่าคิดว่าฉันมีการศึกษา ฉันมีข้อมูลดีกว่า เพราะหลายๆ เรื่องชาวบ้านรู้ดีกว่าเราเสียอีก"

ศ.ดร.อุกฤษ ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ระบบการเมืองทุกวันนี้มั่วไปหมด แม้แต่หลักการพื้นฐานที่สุดที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทาง 3 สถาบันคือ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ปัจจุบันก็ดูจะถูกหลงลืมไป

"อำนาจบริหารนั้น อำนาจตุลาการจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว แต่เดี๋ยวนี้ต้องไปศึกษากันใหม่แล้ว ถนนสามเลนวิ่งกันมั่วหมด ทุกคนอยากมาวิ่งในเลนที่ไม่ใช่ของตัว โดยเฉพาะไม่ได้รับมอบฉันทะจากประชาชน วันหนึ่งมันจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย เพราะการวิ่งรถผิดเลนคือ ต้นตอของปัญหาที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน แล้วนับวันจะรุนแรงขึ้นทุกที เพราะเราไม่รู้จักว่าขอบเขตสิทธิหน้าที่ของเราอยู่ตรงไหน เขามีเส้นขีดไว้ เราข้ามเส้น ล้ำเส้นหรือเปล่า ไปคิดเอาเอง"

ภาพข่าวบางส่วนจากการชุมนุมที่สนามหลวง 28 เม.ย. 50

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
29 เมษายน 2550

เก็บตกภาพข่าวบางส่วนจากการชุมนุมของกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา








ทั้งนี้ท่านสามารถชมภาพของการชุมนุมเพื่อรับฟังการปราศรัยของกลุ่ม PTV เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2550 ที่เว็บประชาไท ซึ่งถ่ายภาพโดยคุณ Tuxedo ได้ที่
http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=129121

อดีตทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ ส่งสาน์สถึงประชนชนไทย

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
29 เมษายน 2550

เรื่องใหญ่ที่คนไทยทุกคนควรจะต้องสนใจ หลังจากที่อดีตทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติและบัดนี้เป็นประธานของ "US for Innovation" อันเป็นองค์กรแห่งหนึ่งที่คอยปกป้องสิทธิทางปัญญาของสหรัฐฯ ได้ออกมาส่งสาส์นโดยตรงถึงประชาชนไทยถึงความฉ้อฉลของรัฐบาลเผด็จการ ท่านสามารถติดตามเรื่องราวดังกล่าวผ่านลิงค์ต่างๆ ดังนี้


เว็บไซต์ USA for Innovation โดยมีหน้าแรกที่มีวิดีโอเพื่อคุยกับคนไทยโดยเฉพาะ
http://www.usaforinnovation.org/home/index.cfm

ข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวใน The Washington Times
http://washtimes.com/commentary/20070426-082753-6067r.htm

แฉโกหกหน้าด้าน 8 เรื่องของ นพ.มงคล ณ.สงขลา รมต.สาธารณสุข แห่งรัฐบาลโจรไทย
http://usaforinnovation.org/news/display_article.cfm?ID=21

โฆษณา(ประณาม) เต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal
http://www.usaforinnovation.org/images/wsj_ad.pdf

บทความ: ทักษิณตีแสกหน้าสุรยุทธ์ “บริหารประเทศไม่เป็นแล้วพาล!”

โดย จอร์จ บางกะปิ
ที่มา เว็บบอร์ดกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
28 เมษายน 2550

นี่คือ “ทักษิณของแท้”....ตีแสกหน้าสุรยุทธ “บริหารประเทศไม่เป็นแล้วพาล!”

ข่าวไทยรัฐวันนี้ นายกฯทักษิณฝากทนายนพดลมาบอกให้สุรยุทธ์รับทราบ ที่ไปเที่ยวพูดว่า ไม่สามารถบริหารประเทศให้ดีได้เพราะมีอำนาจเก่าขัดขวางนั้น เป็นการพูดเพื่อเอาตัวรอด จริงแล้วก็คือ “สุรยุทธ์บริหารประเทศไม่เป็นแล้วพาลหาเรื่องโทษคนอื่น” และที่บอกว่า นายกฯทักษิณจะไม่ได้กลับมาเพราะคดีต่างๆเริ่มทยอยขึ้นสู่ศาล ขอจงรับรู้ไว้เลย “เมื่อใดก็ตามที่มีศาลเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหา นายกฯทักษิณจะกลับมาทันที ไม่หลบหนีโดยเด็ดขาด”

คดีที่ทยอยขึ้นสู่ศาล นั่นแหละคือเงื่อนไขที่นายกฯทักษิณจะกลับประเทศไทย ใครก็ขวางไม่ได้เพราะจะถือว่าเป็นการละเมิดศาลทันทีก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า คดีนายกฯทักษิณจะขึ้นสู่ศาลเมื่อไหร่? ผมอยากจะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับเรื่องที่สุรยุทธ์ไปพูดที่ญี่ปุ่นว่า อนาคตของทักษิณจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2550 พร้อมกับข่าวในทางลับว่า คตส.จะมีมติให้ยึดทรัพย์ทักษิณเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า คตส.ต้องเงื้อดาบค้างเพราะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นจึงแก้เกี้ยวมีมติให้เก็บภาษีย้อนหลังลูกชายและลูกสาวของนายกฯทักษิณในวงเงินกว่าสองหมื่นล้านบาทแทน ซึ่งในวันต่อมากรมสรรพากรที่ถูกโยนบาปให้เป็นผู้เรียกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตั้งการ์ดสูงป้องกันตัวทันทีโดยบอกว่า จำนวนเงินภาษีที่ คตส.เสนอมานั้นสูงเกินจริงและจะต้องมีขั้นตอนทางกฎหมายอีกมายซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะทำตามที่ คตส.ต้องการได้ในระดับใด

สิ่งสุรยุทธ์พูดไว้ที่ญี่ปุ่นโดยหวังว่า นักลงทุนต่างชาติจะหลงคารมแล้วกลับมาเมืองไทยเหมือนเดิมนั้น ได้กลายเป็นหมันไม่รู้รอบที่เท่าไหร่แล้ว และจะด้วยความหลงอำนาจหรือขลาดเขลาที่จะยอมรับความจริงก็ไม่อาจทราบได้ สรุยุทธ์และ คมช.จึงไม่ตระหนักเลยว่าตัวเองถูกตั้งข้อรังเกียจจากประชาคมโลกรุนแรงแค่ไหน การยกเลิกไปดูไบกะทันหันเมื่อรับทราบว่าทางตะวันออกกลางให้การต้อนรับนายกฯทักษิณในระดับพรีเมี่ยมถึงขั้นเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลสหรัฐอาหรับ ทำให้สถานะของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศไทยในสายตาโลกอยู่ในระดับเดียวกับผู้นำของพม่าและเกาหลีเหนือเท่านั้น

ไม่เคยเลยในประวัติศาสตร์ที่เครดิตของไทยจะถูกลดชั้นลงมาถึงขั้นที่ประเทศต่างๆ ต่างพากันกีดกันไม่ให้นายกรัฐมนตรีเข้าไปมีส่วนร่วมในการกิจกรรมต่างๆ

แน่นอนว่า สุรยุทธ์และ คมช.จะต้องโกรธแค้นนายกฯทักษิณ โดยเฉพาะสุรยุทธ์ที่โดน “หักหน้า” โดยสุจริต จากท่าทีที่รอมชอมและเป็นมิตรกับนายกฯทักษิณ วันนี้เขากลับกราดเกรี้ยวและคลั่งแค้นซึ่งผลักดันให้เขากล้าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง นั่นคือ เขาเริ่มโกหกผิดศีลมุสาฯ

เขากล้าพูดออกมาว่า “คนๆนี้ (นายกฯทักษิณ) ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชนแล้ว” แต่ก็กลับไปกล่าวโทษทักษิณว่า เป็นตัวขัดขวางทำให้ตัวเองบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ

ถ้าคนๆหนึ่งไม่เป็นที่ต้องการของประชาชน เขาจะมีเครดิตอะไรในสายตาประชาชน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรประชาชนย่อมจะไม่สนองตอบหรือร่วมมือด้วย แล้วเขาจะมาเป็นตัวขัดขวางการบริหารงานของรัฐบาลได้อย่างไร ในเมื่อสูตรการบริหารประเทศที่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยหลักคือจะต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างสูงสุด

ที่สำคัญเมื่อคุณพูดว่าทักษิณไม่เป็นที่ต้องการของของประชาชน คุณกล้าพูดต่อหรือไม่ว่า “ใคร” คือคนที่ประชาชนต้องการ ถ้าคุณบอกว่าเป็นตัวคุณเอง รัฐบาล หรือคมช. ก็ต้องย้อนถามกลับไป แล้วทำไมประชาชนทั่วประเทศถึงได้อยู่แบบซังกะตายไปวันๆ ความร่วมมือร่วมใจแทบไม่มีให้เห็น ใครจะทำอะไรก็ทำไป ข้าก็จะอยู่เฉยๆ แบบนี้ ทั้งเกียร์ว่าง เกียร์วน หลงทิศหลงทางกันไปหมด
สุรยุทธ์ก็พูดอยู่แหมบๆว่า บริหารประเทศไม่ดีเพราะทักษิณ

คุณน่าจะกลับไปทบทวนคำพูดของใครบางคนที่อยู่เหนือคุณไปอีกขั้นที่ว่า “การบริหารประเทศเป็นเรื่องยาก ยิ่งถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนก็จะไม่ประสบความสำเร็จ”

คุณบอกว่าทักษิณเป็นตัวขัดขวางการบริหารประเทศ คุณหมายถึง “ประชาชนไปร่วมมือกับทักษิณ” ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ต้องหาคำตอบให้ว่า “เพราะอะไร?”

โลกแห่งความจริง รัฐบาลอาจหลอกคนกลุ่มหนึ่งได้แต่จะหลอกคนทุกกลุ่มไม่ได้ คุณบอกว่าคุณเข้ามาโดยชอบธรรม ถือคัมภีร์จริยะมาอย่างองอาจพร้อมกับบอกว่า นี่คือวิถีแห่งความดีงาม

แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง คุณคือปีศาจอุ้มคัมภีร์ เพราะสิ่งที่คุณทำคือการปล้นอำนาจประชาชน เป็นวายร้ายแห่งระบบประชาธิปไตย นอกจากคนส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยแล้ว ประชาคมโลก นักลงทุนต่างชาติ ผู้นำมหาอำนาจ เขามองคุณด้วยสายตาเย้ยหยันและจัดของคุณไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับเผด็จการหลงยุค

คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า รากหญ้าอย่างผมและอีกนับไม่ถ้วนเขาไม่เชื่อคุณและกระบอกเสียงของคุณ เขามีทางเลือกที่ดีกว่าทั้ง CNN, NHK,NBC แม้จะต้องจ่ายแพงขึ้นแต่เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อพวกเราก็ยอมจ่าย

สำหรับผู้คนมากมายที่ไม่มีทางเลือกอะไร เขาก็ตัดสินใจปฏิเสธสื่อรับใช้มาเนิ่นนาน ไม่ดู ไม่อ่าน และไม่เชื่อถือ!!!

บรรยากาศพฤษภาทมิฬมาแล้ว หลัง "ไอ้แหลม" เริ่มงาน

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
29 เมษายน 2550

บรรยากาศของช่วงพฤษภาทมิฬเริ่มหวลกลับมาหลังจาก "ไอ้แหลม" ปรากฏตัวขึ้นในช่องวิทยุของตำรวจเป็นประจำในช่วงนี้ โดยแหล่งข่าวจากแวดวงตำรวจได้ให้ข่าวกับสมาชิกของศูนย์ข่าวว โดยกล่าวว่า "พี่ ๆ ไอ้แหลมมาแล้วนะ ตอนนี้แทรกวิทยุตำรวจประจำ เดี๋ยวๆ ก็มีเสียงแหลมๆ ว.มาว่าไอ้เปรม ไอ้เหี้ย ไอ้ตุ๊ด ไอ้ชั่ว ฯลฯ แต่แปลกนะตำรวจชอบแฮะ ไม่เห็นมีใคร ว.ด่ากลับเลย"

ทั้งนี้ คุณ"ไอ้แหลม" เป็นสมญานามของกลุ่มคน หรือบุคคล ที่เป็นแนวร่วมนักสู้ที่ลุยกับวิทยุทหารและตำรวจในช่วงทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ โดยใช้เอกลักษณ์เสียงแหลมอัด ทำการสืบข่าวและก่อกวนวิทยุของทหารและตำรวจเป็นประจำ สร้างสีสันเป็นที่สนุกสนาน และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับขบวนการต่อสู้ของประชาชนอย่างเยี่ยมยอดในช่วงเวลานั้น

ประชาชนต่างก็ได้ให้ความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า หากว่าวันนี้ "คุณไอ้แหลม" ได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว ก็เป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงอุณหภูมิความร้อนแรงทางการเมืองฟากประชาชนที่สูงขึ้น และเป็นสิ่งที่เผด็จการจะต้องระมัดระวังให้มาก

คลิป 'สนธิลิ้ม' หลุดปาก ที่ผ่านมาคือการหลอกลวงประชาชน

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
29 เมษายน 2550

จากข่าว 'สนธิลิ้ม'หลุดปาก หลอกใช้ประชาชนให้ขับไล่ทักษิณ บัดนี้ได้มีผู้จัดทำคลิปเหตุการณ์การหลุดปากพูดสิ่งที่อยู่ภายในจิตใต้สำนึกของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นที่เรียบร้อย ท่านสามารถรับชมคลิปดังกล่าวได้ที่ลิงค์ดังต่อไปนี้

http://www.gofish.com/player.gfp?gfid=30-1105051

วันเสาร์, เมษายน 28, 2550

"ลูกปืนที่ไทยมันถูก" แกนนำต้านรัฐประหารที่อังกฤษถูกขู่ฆ่า

รายงานโดย พิก้า
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
26 เมษายน 2550

สืบเนื่องจากกิจกรรมต่อต้าน คมช. และการก่อรัฐประหาร ซึ่งจัดขึ้นโดยชาวไทยในประเทศอังกฤษในวันที่ 4 พ.ค. นี้ โดยหนึ่งในแกนนำต่อต้านได้เล่าให้ฟังว่า พึ่งได้รับโทรศัพท์จากนายทหารยศนายพันที่อุตส่าห์เอาเงินภาษีประชาชนมาเสียค่าโทรศัพท์ข้ามประเทศ เพื่อข่มขู่ให้ยกเลิกภารกิจในครั้งนี้ โดยนายทหารคนดังกล่าวได้กล่าวว่า "คุณรู้ไหมว่าลูกปืนที่ไทยมันถูก" ถ้าไม่เชื่อให้โทรกลับไปได้ว่าเขาโทรจาก "กรม" จริงหรือไม่ (พิก้า: เออแหน่ะ ขู่ฆ่าต้องยืนยันด้วยนะว่าเป็นทหารจริงๆ อะไรมันจะกร่างขนาดนี้)

วันพุธ, เมษายน 25, 2550

ประชาชนตื่น ทหารเอารถถังกว่า 30 คันมาขู่

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
ราชดำเนิน พันทิป
25 เมษายน 2550

ประชาชนได้รายงานผ่านเว็บบอร์ดราชดำเนินเมื่อเวลา 12.42 น. วันนี้ โดยกล่าวว่า พบรถถังจำนวนมากที่กองพลทหารม้าที่ 2 ที่สนามเป้า ข้างช่อง 5 โดยได้ถ่ายรูปมาให้ด้วย (ถ่ายภาพโดยคุณ alien Flu)



จากกรณีดังกล่าว 'สายข่าว' ท่านหนึ่งได้ทำการรายงานและวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการเคลื่อนรถถังจริง แต่ถูกอ้างว่าเพื่อป้องปรามการเคลื่อนขบวนขององค์กรไทยพุทธ เพราะรู้แล้วว่าจะมีขบวนธรรมกายเข้าสมทบ ก็เลยเอาออกมาขู่แล้วส่งคนไปเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม ส่วนความจริง เป็นไปได้ที่ว่ามีการเกรงที่จะเกิดการรัฐประหารซ้อนจากเหตุการณ์ชุมนุมขององค์กรไทยพุทธมากกว่า

สายข่าวคนดังกล่าวยังได้ให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เพิ่มเติมอีกว่า

"มันกลัวรัฐประหารซ้อนมากเลยครับ ที่มันกำลังดิ้นอยู่นี่ก็เพราะเรื่องนี้ มันรู้เต็มๆ ว่า มี hidden agenda กลุ่มไทยพุทธเรียกร้องเรื่องรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับกลุ่มแนวร่วมคนไทยพุทธที่ภาคใต้ และทั้ง 2 กลุ่มก็มีความกลัวบังธิเป็นหนอน ที่สำคัญมันก็รู้ดีว่ามีขุนเขาหนุนหลังไทยพุทธอยู่ ตอนนี้ก็ตรึงกันไปตรึงกันมาปล่อยข่าวหลอกล่อให้อีกฝ่ายเคลื่อนกำลังเข้าทำ ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารซ้ำโดยพวกบังธิ หรือรัฐประหารซ้อนโดยพวกไม่เอาบัง พอมีเหตุการณ์ที่ลอนดอนก็ต้องปรับ กลยุทธใหม่วิ่งไล่จับขั้วกันใหม่กันนัว เพื่อความอยู่รอดของพวกตน นี่คือวันวนชั่วร้ายของการเมืองการปกครองไทย"

ภาพโดย Mustang


ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันนี้ Breaking news ของบางกอกโพสต์ ได้กล่าวอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ว่าทางคมช. อาจจะจำเป็นที่จะต้องประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้น แม้ว่าตัวเขาจะเชื่อว่าการประท้วงต่อต้านรัฐบาลและทหารจากกลุ่มต่างๆ จะไม่มีความรุนแรงใดๆ อย่างไรก็ตามก็จะมีการเตรียมพร้อมทางทหารตลอด

รูปรถถังที่สนามเป้าเมื่อเวลา 14.30 น. (ถ่ายภาพโดย Mustang)


ล่าสุด ได้มีประชาชนท่านหนึ่งแจ้งเข้ามายังศูนย์ข่าวกล่าวว่า เหตุการณ์การรวมพลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ปรกติ โดยมีการรวมพลดังกล่าวเรื่อยๆ เพียงแต่ไม่ค่อยมีผู้ใดสังเกต อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เราจะพยายามแจ้งท่านโดยเร็วที่สุด

เก็บตกเรื่องขำขัน: เสียงคุยจากข้างห้อง(น้ำ)

ที่มา: P5350640

จุดพักมอเตอร์เวย์ตอนตีสองครึ่ง ผมกำลังขับรถไป จ.ตราด คนเดียว ปวดหนักสุดๆ เข้าไปในห้องน้ำนั่งทันที ปิดประตู ปัง!!

สักพักมีคนเข้ามานั่งห้องข้างๆ แล้วก็มีเสียงลอดมา

ชายนิรนามห้องข้างๆ: "สวัสดี เป็นไงมั่ง สบายดีไหม?"
ผม: นึกในใจ อืม อะไรของมันเอาวะ ใจดีสู้เสือตอบไป "เอ่อ สบายดีครับ สวัสดีครับ"
ชายนิรนามถามต่อ: "ทำอะไรอยู่ล่ะ"
ผม: เอ่อ จะให้ทำอะไรฟะ นั่งอยู่ในส้วม "เอ่อ ก็รู้ๆกันอยู่นะครับ "
ชายนิรนามถามอีก: "นอนดึกนะเนี่ย ไม่หลับไม่นอน จะไปไหนเนี่ย"
ผม: อืม แปลกดีวุ้ยมีชวนคุย "เอ่อ ไปตราดครับ ต้องไปงานแต่งตอนเช้า"

แล้วชายนิรนามก็พูดประโยคที่ทำให้ผมช๊อคมาก

"เฮ้ย แค่นี้ก่อนนะ ห้องข้างๆมันเป็นอะไรไม่รู้ พูดตอบมาตลอดเลย"

รายงานสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพิทักษ์พุทธศาสนา

25 เมษายน 2550

ท่านสามารถรับฟังการถ่ายทอดสดวิทยุ สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพิทักษ์พุทธศาสนา ได้ที่ http://www.bpct.org/

9.00 น. ข่าวของแนวหน้า http://www.naewna.com/news.asp?ID=57409 (หมายเหตุ: สำนักข่าวแนวหน้ามีความเกี่ยวข้องกับ น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ และนาย ประพันธ์ คูณมี ดังนั้นข่าวดังกล่าวจึงมีความน่าเชื่อถือต่ำ เช่น การรายงานจำนวนผู้มาเข้าร่วมชุมนุม ซึ่งเราสมควรที่จะรอการยืนยันจากแหล่งข่าวอื่นๆ อีกครั้ง)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา กลุ่มพระภิกษุสงฆ์ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ที่เรียกร้องให้บรรจุเนื้อหาไว้ในรัฐธรรมนูญ"พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" ซึ่งนัดรวมตัวกันที่พุทธมณฑล โดยการนำของพระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้เคลื่อนขบวนธรรมยาตราออกจากพุทธมณฑลสถาน จ.นครปฐม เพื่อมุ่งหน้าไปยังรัฐสภาแล้ว ซึ่งในขบวนได้อัญเชิญพระพุทธประธานจำลองของพุทธมณฑล และธงธรรมจักรใหญ่ที่สุดในโลกขนาดความยาว 5 เมตร กว้าง 3 เมตร

ทั้งนี้ ขณะที่กลุ่มผู้เรียกร้องซึ่งประกอบด้วยพระสงฆ์ 500 รูป และประชาชนประมาณ 200 คน ได้เดินทางออกมาจากพุทธมณฑล ปรากฏว่าเมื่อเคลื่อนขบวนมาได้เพียงระยะทาง 5 กิโลเมตร เจ้าหน้าตำรวจประมาณ 50 นาย มาคอยขัดขวางสกัดผู้ชุมนุมตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งนำรถบรรทุก10 ล้อ ประมาณ 20 คัน มาปิดกั้นช่วงเส้นทางการจราจรขาเข้ากทม.เพื่อไม่ให้กลุ่มพระสงฆ์และประชาชนเดินทงไปยังรัฐสภาได้ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมแจ้งว่าจะเดินเท้าออกจากพุทธมณฑล ไปตามเส้นทางสะพานพระปิ่นเกล้า จากนั้นเข้าถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนจะไปสิ้นสุดที่หน้ารัฐสภา


12.00 น. อาสาสมัครของศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซแจ้งเข้ามายังศูนย์ข่าวกล่าวว่า

บรรยากาศขณะนี้เป็นไปด้วยความตึงเครียดเมื่อเกิดการประจันหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากหัวขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมได้บรรจบที่จุดซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งเจ้าหน้าที่เทศกิจของกทม. ตั้งด่านสกัด โดยการนำแผงเหล็กมากั้น พร้อมทั้งนำรถยก และรถขนหินของ กทม.มาขวางปิดถนนขาเข้ากทม.ทุกเส้น ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก

'สนธิลิ้ม'หลุดปาก หลอกใช้ประชาชนให้ขับไล่ทักษิณ

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
25 เมษายน 2550

เก็บตกจากรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ของนาย สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ออกอากาศเมื่อคืนวาน ประชาชนที่เป็นแฟนรายการดังกล่าว กลับต้องรู้สึกสับสน เมื่อนายสนธิได้หลุดปากออกมาในทำนองที่ยอมรับว่า ตนเองได้หลอกใช้ประชาชนให้ขับไล่รัฐบาลชุดก่อน โดยกล่าวว่า

“มันเป็นเวรกรรมที่เราต้องมาเจอความหน่อมแน้มของรัฐบาลนี้
ทั้งที่ได้หลอกใช้ประชาชนให้ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกไปแล้ว ก็ดัน พล.อ.สุรยุทธ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี” นายสนธิกล่าว
ทั้งนี้เงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร ก็คือการเคลื่อนไหวปลุกระดมหลอกลวงประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ อันมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นแกนนำหลัก จนทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความรู้สึกคล้อยตาม และเกิดความหลงผิดลุกออกมาต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการลงมติของประชาชนทั้งประเทศ ที่ต้องการให้มาบริหารประเทศตลอดระยะเวลา 4 ปี รวมถึงหลงสนับสนุนการทำรัฐประหารจนบ้านเมืองต้องประสบกับความตกต่ำย่ำแย่ดังที่เราได้เห็นแล้ว

ภาพโดยคุณ'ไม่รวยสักที'

วันอังคาร, เมษายน 24, 2550

ภาพเหตุการณ์บางส่วนจากสนามหลวงวันนี้

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
ถ่ายภาพและรายงานโดย ม้าเร็ว
24 เมษายน 2550

ภาพคุณดากำลังยืนปราศรัย

ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมรับฟัง

ภาพป้ายผ้าการเรียกร้องของกลุ่มที่ต้องการให้บรรจุคำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติลงในรัฐธรรมนูญ


ภาพเวทีคอนเสิร์ตที่ได้หลีกทางให้กับการชุมนุมของกลุ่ม PTV

ประชุมสุดยอดที่โดฮาเชิญทักษิณพูด กษัตริย์กาต้าร์อยู่ร่วมเปิดงานพร้อมผู้นำโลก

ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
ถ่ายภาพ Jintanakarn1
24 เมษายน 2550

งานประชุม 7th Doha Forum On Democracy, Development And Free Trade ที่โดฮามีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2007 เป็นการประชุมเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาต่างๆ และการค้าเสรี โดยมีผู้ร่วมงานเป็นผู้นำระดับโลก รวมถึงผู้พูดที่มีชื่อเสียงต่างๆ ทั้งนี้หนึ่งในผู้กล่าวปฐากถาเมื่อวานนี้ ได้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยท่านได้ขึ้นพูดในหัวข้อ "Development of Democracy and Reform in the World" (คลิ๊ก: กำหนดการของงานและรายชื่อผู้กล่าวปฐากถา)


ทั้งนี้กษัตริย์ของประเทศกาต้าร์ H.H. THE EMIR SHEIKH HAMAD BIN KHALIFA AL THANI และสมเด็จพระราชินี ได้เสด็จฯเปิดและร่วมงานประชุมดังกล่าว โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง



ทั้งนี้การเข้าร่วมประชุมดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสย้อนกลับต่อเผด็จการชั่วช้า ไม่ว่าจะเป็นข่าวกษัตริย์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ส่งจดหมายเชิญคุณทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นการฉีกหน้าผู้ที่ทำการขับไล่ไสส่งคุณทักษิณออกจากตำแหน่งผู้บริหารประเทศ ข่าวการปฏิเสธให้เงินกู้เพื่อมาทำรถไฟฟ้าห้าสายของเจบิค ข่าวจากสำนักข่าวอัลจาซีร่าร์ที่กล่าวว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมคุณทักษิณ รวมถึงข่าวที่กล่าวว่า อียูออกระเบียบห้ามรัฐบาลของอียูทุกประเทศเดินทางมาประเทศไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการรัฐประหาร (ข้อมูลจากคุณ เทพอวตานรุ่นที่5)

ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บบอร์ดต่อกรณีดังกล่าว เช่น

"ขนาดทรงตั้งให้เป้นที่ปรึกษาของพระองค์ท่าน คนที่ถูกกล่าวหาว่าโกงจากประเทศไทยแบบนี้นะ พระองค์ท่าน (กษัตริย์สหรัฐอาหรับฯ) ทรงต้องมีที่ปรึกษาและทรงรู้แน่นอนว่านายกทักษิณไม่ได้เป็นแบบนั้น(อย่างที่ถูกกล่าวหา) ฉีกหน้าเผด็จการแบบหมอไม่รับเย็บเลยครับแบบนี้"
จากคุณ Mr.J แห่งบ้านหนองโพ

"-อียูออกระเบียบห้ามรัฐบาลเขาทุกประเทศเดินทางมาไทยเพราะเป็นประเทศที่รัฐบาลมาจากการรัฐประหาร-
ถูกต้องนะครับ น้ำมันกฤษณาขายกันไม่ได้ ปิดโรงงานกลั่นไปหมดแล้วครับ เค้าบอกอยากขาย ให้ไปขายที่ประเทศเค้าเอง หรือไม่ก็ให้เอาไปสิงคโปร์ เค้าจะรับซื้อกันที่สิงคโปร์ ไทยเจ๊งกับเจ๊งครับ"
จากคุณ นายมนุษย์หิน

"จ๋อยรับประทานกันหมดเลย เป็นไงล่ะ คนไทยไม่เห็นคุณค่า พวกบ้าที่ออกมาขับไล่เขาตอนปีที่แล้วจนเป็นต้นเหตุแห่งกลียุคมาถึงทุกวันนี้ สะใจพอรึยัง ได้ทำลายชาติ ทำลายคนเก่งคนดี ไปอย่างน่าเสียดาย"
จากคุณ CraZyBMW

"ขนาดนี้เลยหรือ แล้วคนปล้นชาติ ปล้นความเจริญของแผ่นดิน อยู่ได้อย่างไร หนากว่าตราช้างอีก อายเขาไหม ไล่เขาไป จะยึดทรัพย์เขา หาทุกอย่างที่จะทำลายเขา แต่แล้ว ดูสิ คนอื่น เขากลับมาเห็ฯคุณค่า เอาเขาไปเป็นที่ปรีกษา เพื่อสร้างความเจริญให้กับแผ่นดินเขา นั้นหมายความว่าอะไร หรือว่า แผ่นดินนี้ ไม่ต้องการคนดีมีฝีมือ เหมือนอย่างที่เคยทำกับสองวีรบุรุษ ของประเทศ อย่างท่านอาจารย์ปรีดี และท่านอาจารย์ป๋วย หรือ แผ่นดินนี้ที่คนเพียงไม่กี่คนไม่ต้องการเขา แล้วต้องไล่เขาไป เพื่อให้ตาย ในต่างบ้านต่างเมือง เท่านั้นหรือ"
จากคุณ cmart2000

หนังสือพิมพ์เสรีชนฉบับวันที่ 18-25 เม.ย. 2550