วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 25, 2550

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 24, 2550

หนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับวันที่ 20-26 กุมภาพันธ์ 2550

หนังสือพิมพ์เสรีชนเวอร์ชั่นไฟล์ pdf ดาวน์โหลดได้ที่
http://001.uploadblaster.com/file_hosting/Seri_18.rar








วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 16, 2550

หนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับวันที่ 14-20 กุมภาพันธ์ 2550

ดาวโหลดหนังสือพิมพ์เสรีชน pdf file ได้ที่

http://001.uploadblaster.com/file_hosting/Seri_17.rar






ไทยอีนิวส์ลดจำนวนความถี่ของการอัพเดตเว็บ

เรียนท่านผู้สนใจติดตามข่าวสาร

เนื่องจากภารกิจต่างๆ จึงทำให้ไทยอีนิวส์ไม่สามารถทำการอัพเดตข่าวสารต่างๆ ได้รวดเร็ว และสม่ำเสมอดังเดิม จึงขอเรียนแนะนำให้ท่านผู้สนใจติดตามข่าวสาร เลือกที่จะติดตามข่าวผ่านทางลิงค์ต่างๆ ที่ได้นำเสนอไว้ด้านข้างนี้ ซึ่งเชื่อว่าท่านจะได้ข่าวสารต่างๆ ที่มีการนำเสนอแตกต่างไปจากสื่อหลักอื่นๆ

สำหรับไทยอีนิวส์ เราจะยังคงพยายามที่จะนำเสนอข่าวสารต่างๆ ให้ได้มากที่สุดตามเท่าที่เวลาจะอำนวยให้

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ
Thai E-News

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 11, 2550

บทความ: ร้าวลึกสีกากี กับ คมช.

โดย คฑาวุธ
11 กุมภาพันธ์ 2550

การตั้ง เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวช ขึ้นมาเป็นรักษาการ ผบ.ตร.ด้วยมีเป้าหมายจัดการกับกลุ่มอำนาจเก่า โดยเฉพาะคดีทักษิณหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่ง พล.ต.อ.โกวิท ไม่ยอมดำเนินการตามที่ คมช. ต้องการ

บทบาทที่ผ่านมาของเสรีพิศุทธิ์ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเต็มไปด้วยศัตรูยิ่งท่าทีของ เสรีพิสุทธิ์ หนนี้ ในท่วงทำนองจะล้างบางตำรวจขั้วตรงข้ามที่เคยเล่นงาน เขาไล่ตั้งแต่โกวิทลงไป เป็นหมากตาหนึ่งที่ คมช. ต้องการให้ตำรวจจัดการกับตำรวจด้วยกันเอง จนไร้กำลังที่จะขวางอำนาจทหารของ คมช.

การไม่ได้รับการยอมรับจากตำรวจด้วยกันเอง จะทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือบรรดาคดีที่อยู่ในระหว่างการสืบสวน ที่พยานหลักฐานพุ่งเป้ามาที่ทหารทั้งหมดก็จะไม่มีการสาวต่ออย่างมีประสิทธิภาพ ในที่สุด ก็หาคนผิดไม่ได้

โกวิท ได้รับการยอมรับจากตำรวจมากกว่า จึงไม่แปลกที่ พล.อ สนธิ ยังคงให้โกวิท เป็น 1 ใน 8 คมช. ต่อไป โดยไม่สนใจว่า สุรยุทธ์ สั่งปลดไปแล้ว แต่กลับยังคงเป็นคนในกลุ่ม คมช. อยู่อีก ทั้งยังมีคำสั่งขอตัวโกวิท ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานเลขาธิการ คมช. ตั้งแต่วันที่ 6 กพ. เป็นต้นไป โดยที่ทำงานใหม่ของโกวิท คือที่กองบัญชาการกองทัพบก ที่เดียวกับ คมช. ทั้งที่ตำแหน่งนี้ควรจะเป็นของเสรีพิศุทธิ์ ในฐานะผู้นำกองกำลังติดอาวุธที่ดูแลความสงบในเมือง แต่เสรีพิศุทธิ์ กลับไม่มีสิทธิและโอกาสที่จะนั่งประชุมร่วมกับ คมช.แต่อย่างใด

สถานภาพในตำแหน่งรักษาการผบ.ตร.ของเสรีพิศุทธิ์ ง่อนแง่นยิ่งนัก อาจจะถูกปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา หากไม่ทำงานให้เข้าตา คมช. แต่ถ้าทำงานจน คมช. พอใจ สำนักงานตำรวจปั่นป่วนแน่ เพราะมุ่งแต่จะจัดการกันเอง กัดกันเอง

แผนการสร้างความปั่นป่วน เพื่อลดกำลังตำรวจหนนี้ จะได้ผลอย่างที่คิดไว้หรือไม่หรือจะกลับกลายเป็นทำให้ แรงแค้นของสีกากีเพิ่มสูงขึ้น ต้องจับตาดูห้ามกระพริบตา

หนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับวันที่ 8 -14 กุมภาพันธ์ 2550










ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่ลิงค์ด้านล้างนี้
http://www.savefile.com/files/478999

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 10, 2550

เสียงประชาชนบ่น ปัญหาเศรษฐกิจเริ่มรุมเร้า

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
9 กุมภาพันธ์ 2550

นักข่าวของศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซได้ลงพื้นที่ทำการสอบถามและสัมภาษณ์กับบุคคลอาชีพต่างๆ กัน ในเรื่องเกี่ยวกับปากท้องและเศรษฐกิจ และได้ส่งรายงานเข้ามาโดยมีรายละเอียดดังนี้: -

1. ร้านรับเขียนป้ายโฆษณา บอกว่าตั้งแต่มีปฏิวัติมา เดือดร้อนมาก รายได้ลดลงประมาณ 30% ด่าไอ้พวกรัฐบาลและพวก คมช. และบอกว่าเมื่อไรนายกทักษิณจะกลับมา

2. ผู้รับเหมาก่อสร้างบอกว่างานก่อสร้างที่รับงานเอาไว้ ถูกยกเลิกเกือบหมด เหลือแต่เก็บงาานเก่าๆ ที่ค้างอยู่บางส่วน งานใหม่ไม่มีเข้ามาเลย ด่าไอ้พวกรัฐบาลและ คมช. อีกตามเคย และก็เรียกหานายกฯทักษิณอีกตามเคย แล้วก็บอกว่า ส.ส.ที่ลาออกจากพรรค ทรท. ก็จะไม่เลือก แต่ถ้า ทรท.เอาใครมาลงก็จะเลือก (แสดงว่าไม่ได้เลือกที่ตัวบุคคล แต่เลือกที่ผลงานที่พรรคไทยรักไทยได้ทำมา)

3. ผู้รับเหมาถมดินและช่างก่อสร้าง บอกว่ารายได้หายไปเยอะมาก เดี๋ยวนี้อยู่ได้มีแต่งานเล็กๆ เลี้ยงตัวไปวันๆ บอกเหมือนผู้รับเหมาก่อสร้างว่า ไม่ว่าทรท.จะเอาใครมาลงสมัคร ส.ส.ก็จะเลือก เพราะไม่เคยมีใครที่ใส่ใจชาวบ้านเท่าอดีตนายกฯทักษิณ และยังบอกอีกว่าได้ประโยชน์จากเงินกองทุนหมู่บ้านมาก โดยเงินกองทุนหมู่บ้านที่เขาอยู่ ไม่มีหนี้เสียเลย แถมเงินกองทุนเพิ่มขึ้นอีกด้วย และที่ไม่มีเงินกองทุนเป็นหนี้เสีย เนื่องจากคนในหมู่บ้านจะคอยตามกันให้ เพราะคิดว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินของทุกคน ต้องช่วยกันดูแล หากใครชำรำหนี้ช้า ก็จะติดชื่อไว้ที่สำนักงาน คนเป็นหนี้ก็จะเกิดความละอาย ต้องรีบหาเงินมาใช้คืน

4. เจ้าของร้านขายโรตี บอกรายได้ลดลงไปประมาณ 40% ด่ารัฐบาลและคมช.อีกตามเคย บอกว่าวันๆ มีจะคอยหาเรื่องอดีตนายกฯทักษิณ และก็บอกว่าเดี๋ยวนี้แถวบ้าน ขโมยเริ่มเยอะขึ้นอีกแล้ว

5. เจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยว บอกว่ารายได้ลดลงไปเยอะมาก บอกว่าเมื่อก่อนอาทิตย์หนึ่ง 7 วันจะมีวันที่ขายไม่ดี 1-2 วัน แต่เดี๋ยวนี้ อาทิตย์หนึ่ง 7 วันจะมีวันที่ขายดี 1-2 วัน กลับกันเลย ด่าทั้งรัฐบาล ทั้งคมช.และไอ้ขันที แล้วก็บอกว่าลูกค้าที่มานั่งกินที่ร้านใน 10 คนไม่ชอบรัฐบาลนี้สัก 8 คน แล้วอีกว่ามีลูกค้าที่เป็น พล.ท. พึ่งเกษียณราชการเมื่อปีที่แล้วมานั่งกิน แล้วก็มานั่งด่านายกฯจอมสร้างภาพตลอด โดยเฉพาะที่ไปขอกราบตีนโจร แล้วก็เรื่องขันที นายพลบอกว่าใครไม่ได้เป็นลูกขันที อย่าหวังได้ก้าวหน้าในหน้าที่

6. เจ้าของร้านนวดแผนโบราณ (เจ้านี้เมื่อก่อนด่าทักษิณตลอด) ตอนมีปฏิวัติปรบมือดีใจใหญ่ เมื่อก่อนตอนอดีตนายกฯทักษิณยังอยู่บอกว่าวันหนึ่งมีลูกค้ามาใช้บริการ 80-100 คน เดี๋ยวนี้เหลืออยู่ 10-20 คน แถมบอกว่าบางวันมีลูกค้าคนเดียวก็เคยมีมาแล้ว แล้วก็เมื่อก่อนมีพนักงานนวด 70-80 คนต่อวัน เดี๋ยวนี้มีพนักงานนวดอยู่ไม่ถึง 10 คน แต่ก่อนเคยไล่ทักษิณ แถมเคยเอาเงินไปช่วยไอ้กระทิอีก ผมก็ถามกลับไปว่า ไหนตอนมีปฏิวัติดีอกดีใจใหญ่ แล้วเป็นยังไงล่ะ เขาบอกว่าก็ไม่รู้นี่ว่ามันจะฉิบหายได้ขนาดนี้

7. ผู้จัดการร้านนวดแผนโบราณ (เมื่อก่อนก็ด่าไล่นายกทักษิณ เหมือนเจ้าของร้านมัน) บอกว่าตอนอดีตนายกฯทักษิณอยู่ รายได้ดี มีลูกค้าเยอะ สามารถออกรถใหม่ได้ แต่หลังจากมีปฏิวัติรายได้ลดลงเยอะ เพราะไม่มีลูกค้ามาใช้บริการรถที่ผ่อนดาวน์ไป 100,000 บาท และผ่อนเดือนละ 10,000 บาทอีก 17 เดือน ตอนนี้ถูกยึดไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้บอกว่าทั้งด่า ทั้งเกลียดไอ้รัฐบาลและคมช.สุดๆ บอกว่าพวกมันทำไมมาสร้างแต่ความฉิบหาย

ประชาชนเพิ่มเติมข้อมูล

หลังจากที่ประชาชนได้เห็นข้อมูลดังกล่าว จึงได้เปิดเผยปัญหาเศรษฐกิจที่ตนเองได้ประสบมาบ้าง ดังนี้

"ที่ผมประสบก็คือ เจ้าของบริษัทเคยให้เงินสนธิไล่ทักษิณ เพราะวิ่งเต้นเรื่อง NPL จากทักษิณไม่ได้ แต่ตัวเองก็ยังดำเนินการโครงการขยายกำลังการผลิต ช่วงแรกมีกองทุนจากสิงค์โปร์เข้ามาร่วมทุน แต่พอไอ้แป๊ะลิ้ม เล่นเรื่องเทมาเซ็ก กองทุนสิงค์โปร์เขาหยุดการลงทุน โครงการหยุดชะงัก ผมละก็ทั้งสะใจและกลัวตกงานไปพร้อมๆ กัน เพราะเป็นบริษัทที่ผมทำงาน ไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรดี ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้จะมีเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่าพันล้าน เสียดายมากๆ จะมีการจ้างงานประจำไม่ต่ำกว่าพันคน"
- คุณ s

"เรื่องราวของดิฉัน สดๆ ร้อนๆ มีบริษัทมาติดต่อเพื่อทำธุรกิจประเภทหนึ่งซึ่งจะจดทะเบียนในเมืองไทย และมีการศึกษารวมถึงการเตรียมการมาหลายปี นำเสนอไป นำเสนอมา ยอมรับแบบเบาๆ และสุภาพว่า จริงๆ เป็นการศึกษาและจะร่วมทุนกับบริษัทของอเมริกา แต่ พอดีปลายปี 48 ประเทศเรามีปัญหาภายใน บริษัทที่อเมริกาเค้าก็ขอยกเลิกก่อน เพราะสถานการณ์ไม่แน่นอน เค้าจึงต้องมาพัฒนาจดทะเบียนในไทยเอง โดยอยากเปิดให้ได้ในปีนี้ค่ะ แบบสุภาพๆ นะคะ เพราะต่างคนในที่ประชุมก็ไม่รู้ว่าใครจะคิดอย่างไรเรื่องการเมือง พวกนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการน่ะเจอพวกแรกแน่นอน แล้วก็จะตามด้วยแรงงานติดๆ สุดท้ายก็เศรษฐกิจตกต่ำ อีกครั้ง"
- คุณ k

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 09, 2550

อาคม ซิดนี่ย์: ตอนที่ ๗ เปรม ข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง

9 กุมภาพันธ์ 2550

มาแล้ว! บทความของคุณ อาคม ซิดนีย์ ที่หลายๆ คนรอคอย ครั้งนี้คุณอาคมให้ชื่อตอนว่า "เปรม ข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง" อันเป็นตอนที่ 7 แล้ว ท่านสามารถอ่านบทความดังกล่าวได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้

ตอนที่ ๗ เปรม ข้อต่อธุรกิจ-การเมือง-เบื้องสูง
http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_30fhvh9z&revision=_published


บทความย้อนหลัง

ตอนที่ 1 แค้นของคนชื่อเปรม
ตอนที่ 2 เปรมาธิปไตย
ตอนที่ 3 พระมหาอุปราชเปรม
ตอนที่ 4 จิ๋วตายน้ำตื้น
ตอนที่ 5 ยุทธการเราพร้อมแล้ว
ตอนที่ 6 เปรมาธิปไตย ตอน ลัทธิมอมเมาสังคม

กอปร์ศักดิ์ทำชุ่ย เสียชื่อเรียนนอก แปลอังกฤษมั่วๆ

9 กุมภาพันธ์ 2550

เป็นกันทั้งพรรค มั่วกันตลอด ถนัดกับการกล่าวร้ายป้ายสีมาตั้งแต่ยุคท่านปรีดี พนมยงศ์ มาวันนี้ทำเสื่อมอีก นอกจากแปลภาษาอังกฤษผิดๆ ชุ่ยๆ แล้ว ยังปราศจากศีลที่กัลยาณชนพึงมี กล่าวร้ายคนอื่นด้วยข้อหาที่เป็นเท็จ จนประชาชนด่าสาปส่งกันทั้งเมือง

สืบเนื่องจากการนำข้อความมาจากใบ Lobby Registration ที่ปรากฏอยู่ใน เว็ปไซต์ ข้อมูลสาธารณะของวุฒิสภาสหรัฐฯ มาตีความเอาเอง จนกระทั่งนำไปสู่การกล่าวหามั่วๆ ว่าคนอื่นเป็นกบฐ โดยอ้างว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ไปกรอกตำแหน่งของตนว่า

"Dr.Thaksin Shinawatra, the freely elected Prime Minister of Thailand, was depos"

ซึ่งความจริงแล้วประโยคดังกล่าวนี้ ให้ความหมายค่อนข้างสมบูรณ์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ว่า "เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ออกจากตำแหน่งโดยปรกติ แต่ออกด้วยการกระทำรัฐประหาร"(-โดย คุณศิลาแรง) อย่างไรก็ตามเนื่องจากข้อจำกัดที่ระเบียนข้อมูลดังกล่าวในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์รับข้อความได้เพียง 80 อักขระ จึงทำให้ข้อความบางส่วนถูกตัดทอนออก โดยข้อความเต็มๆ ดังกล่าวมีไว้ว่า (ลิงค์)
"Dr.Thaksin Shinawatra, the freely elected Prime Minister of Thailand, was deposed in a military coup on 9/19/2006."


ซึ่งหมายความว่า "ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างอิสระ แต่ได้ถูกทำให้ออกจากตำแหน่งในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2006"

(ข้อมูลโดยคุณ mcu51)


การกล่าวหามั่วๆ ด้วยข้อหาที่รุนแรงของคุณกอปร์ศักดิ์ และพรรคพวกประชาธิปปัตย์ รวมถึงสื่อสารมวลชนบางท่าน อาทิเช่นคุณกนก เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือศีลธรรมของกัลยาณชนผู้ตั้งอยู่ในความดี ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนในกรณีนี้กันสนั่นหวั่นไหวในหลายๆ เว็บบอร์ดการเมืองไทย ดังนี้

"ข่าวสารหลอกเด็กแบบนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ถนัดนัก ประเภทข่าวสารขาดหายไม่ครบถ้วน แต่วิจารณ์เป็นคุ้งแควว่าจะเป็นกบฎหรือไม่ ผมจึงไม่สงสัยว่าพรรคแบบนี้ถึงไม่เจริญ ไม่มีใครเลือก ยิ่งทำแบบนี้ยิ่งดิสเครดิตตัวเอง"
- คุณ หอมรำเพย

"ไอ้คนที่เปิดประเด็นนี้ดูแล้วปัญญาอ่อนพอสมควร แต่ไอ้พวกสื่อที่มันเอาประเด็นนี้มาขยายผลมันดับเบิ้ลปัญญาอ่อนเลย"
- คุณ วิหคเหิรฟ้า

"เราเห็นพวกสื่อฯ ทั้งหลาย ประเภทกาง นสพ.อ่านอย่างเดียว ไม่เคยใช้สมองทำงาน ตีปีกกันพั่บๆ รีบสัมภาษณ์นายกอร์ปศักดิ์ และใส่สีตีข่าว ขานรับกันให้วุ่นไปหมด ยกเว้น Hot News ของคุณกิตติ นึกละอายใจกันบ้างไหม..."
- คุณ นางสาวหมอนทอง

"เราจะเห็นกอร์ปศักดิ์ และ ปชป. ออกมารับผิดชอบต่อข้อมูลมั่วๆ มั้ยครับ จะได้เห็นมั้ยครับ ผมเห็นนักการเมืองญี่ปุ่น นี้ ถ้าข้อมูลมั่วๆแบบนี้ เขาออกมาก้มคำนับ ขอโทษกันกลางสภาเลยนะครับ ถ้าทนอายไม่ไหวนี้ ถึงขั้นลาออกจากตำแหน่ง หรือเลิกเล่นการเมืองเลยนะครับ ผมอยากรู้ว่า ปชป. ทั้งพรรคจะออกมารับผิดชอบมั้ย กับการมั่วข้อมูลครั้งนี้ เห็นกอรปศักดิ์โยงไปถึง นโยบาย สหรัฐฯที่มีต่อไทยเลย ผมว่า กอปบศักดิ์ และ ปชป. ควรรับผิดชอบต่อข้อมูลนะครับ หรือว่ายังด้านจะแถ ต่อไปอีก"
- คุณ alien Flu


"นี่ มันไม่รู้จริง ๆ หรือ แกล้งโง่ว่ะ ช่องที่มีไห้อธิบายหัวข้อน่ะ เขาให้แค่ 80 ตัวอักษร นอกจากนั้นตัดหมด มันโง่จริง หรือ บ้าว่ะนี่ คำเกินตัวอักษรที่กำหนด ยังไงก็ตัดแน่นอน ไอ้หมาแดงข้างบ้านเลี้ยงเป็ด มันยังรู้เลย แค่นี้มันเอาเป็นกบฎ ขายขี้หน้าชาวโลก ฉิบ เวรเอ้ย ว่าแล้ว ตูไปเลี้ยงเป็ด ต่อดีกว่า อายชาวโลก"
- ลุง เปี้ยก

"ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นคืองานถนัดของพวกมันจริงๆ "
- คุณ sound of water

"ถ้าเป็นเจตนาเพื่อหวังผลในการใส่ร้าย นับเป็นความเลวร้ายอย่างหาที่ติมิได้ พฤติกรรมนี้ควรประจาน และประกาศไปทั่วประเทศ ทั่วโลกด้วยก็ดี เพราะมันเป็นเหมือนโรคร้าย ระบาดแรง
- คุณ jintanakarn1

"ตัวอย่างรุ่นพี่ในพรรคปชป.ไม่ดี เช่น นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ เคยเอากระดาษที่เก็บได้(เขาพูดเองวันที่แถลงข่าว)มาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายบรรหาร ว่าพ่อเป็นคนต่างด้าว ไม่มีสิทธิ์เป็นส.ส.ในตอนนั้น ทันทีที่นายชำนิ อภิปรายจบนายเทพเทือกลุกขึ้นมาตะโกนไล่นายบรรหารทันทีว่าไป ออกไป ปชช.ไม่ต้องการ รุ่งขึ้นผู้ว่าสุพรรณเอาหลักฐานมาแสดงที่สภา ปชป.เงียบเหมือนเป่าสาก นี่ก็เหมือนกันกอร์ปศักดิ์เอย อลงกรณ์เอย หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ "
- คุณ โดมทอง

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 08, 2550

เว็บผู้จัดการออนไลน์ มีข้อความไม่เหมาะสม

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
8 กุมภาพันธ์ 2550

ได้มีผู้แจ้งเข้ามายังศูนย์ข่าว โดยกล่าวว่า ภายในเว็บผู้จัดการในขณะนี้ ได้มีข้อความที่หมิ่นเหม่ ไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

บทความดังกล่าว เขียนโดย นายปราโมทย์ นาครทรรพ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกวันนี้ เมื่อเวลา 20:27 น. ประชาชนที่ได้อ่านข้อความดังกล่าวต่างก็รู้สึกสลดใจ โดยได้แสดงความคิดเห็นดังนี้

"อยากร้องไห้"
- คุณ m

"สำหรับบุคคลพิเศษท่านนี้ คงไม่มีอะไรที่เป็นความผิดครับ เศร้าใจจัง ประเทศไทย"
- คุณ p

"ตำรวจทำงานได้แล้วครับ"
- คุณ หนุ่มเทคนิค

ทั้งนี้ได้มีผู้ทำการบันทึกหลักฐานดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าจะมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในเร็วๆ นี้สำหรับกรณีดังกล่าว

บทความ: ฟางเส้นสุดท้าย อวสาน คมช.

โดย นักเลงโบราณ
8 กุมภาพันธ์ 2550

หลังทหารทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยา 2549 ผลการกระทำ ผิดกฎหมาย ผิดกฎบัตรประชาชาติ ทำให้รัฐบาลที่เป็นผลพวงของเรื่องผิดกฎหมายได้รับผลกระทบตามมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

มิหนำซ้ำ ความอ่อนด้อยทางด้านการบริหารประเทศของบรรดารัฐมนตรีรวมทั้งตัวนายกฯเถื่อน ล้วนตอกย้ำความผิดพลาดที่คณะทหารตัดสินใจทำผิดกฎหมายครั้งนี้ ส่งผลทำให้สังคม ประชาชน ล้วนพากันเพิกเฉยต่อท่าทีต่อกิจกรรมทุกอย่างของรัฐบาลและคมช.
ดังนั้น สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ จากการกระทำที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้คือการเล่นเอง กินเองและชมกันเองของคนในขบวนการนี้อย่างแท้จริง ไม่มีภาคส่วนของประชาชนมาร่วมในกิจกรรมเลยแม้แต่น้อย

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ประชาชนต่างพากันเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ ไม่เรียกว่าใส่เกียร์ว่างหรอกครับ แต่เป็นการดับเครื่องจอดเฉยๆ เพื่อไม่ต้องเปลืองพลังงาน บรรดาข้าราชการทุกกรมกอง ก็ทำไม่ต่างกันกับประชาชน เพียงแต่ข้าราชการดับเครื่องไม่ได้ จึงพากันใส่เกียร์ว่าง รอรัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรมมาขับเคลื่อนเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ "รังเกียจการกระทำสิ่งผิดกฎหมาย"

บรรดารัฐบาล คมช.และขบวนการทำลายชาติ ล้วนรับรู้ปฏิกริยาต่างๆ เหล่านี้มาตลอด อยากจะหาวิธีการแก้ไข แต่ก็จนใจ หาทางแก้ไม่ได้ เดินหน้าต่อไป ก็ไปไม่ได้ จะถอยหลัง ก็หาทางลงไม่เจอ ทางเดียวที่ทำได้คือ "ซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ " ในใจของคนในขบวนการทำลายชาติ กระซิบกันเบาๆ ว่า "สู้ตาย"

เมื่อผลงานไม่มี แต่ต้องการอยู่เพื่อซื้อเวลาหาโอกาสลง นี่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องดึงท่านทักษิณมาเป็นเป้าอ้างอิง จากข้อหาสารพัดข้อหา ก็ยังไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ข้ออ้างสารพัดข้ออ้าง เพื่อต้องการหาจุดร่วมเป็นหนึ่งกับประชาชน แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้ ประชาชนยังคงพากันนิ่ง จอดดับเครื่องไม่สนองเจตนารมณ์

แต่สิ่งที่คนในขบวนการนี้ทำไป มันไม่ได้ส่งผลประทบไปถึงเป้าหมายอย่างตั้งใจ แต่กลับไปเหยียบตาปลากลุ่มคนมีอาวุธและพวกพ้องเข้า เมื่อเขาโดนรังแก มาตราการเอาคืนก็เริ่มขึ้น มีหลายเรื่อง หลายสถานที่ บางที่ก็เคลียร์ได้ แต่บางที่ บางเรื่อง เคลียร์ไม่ได้

อย่างกรณีสนามบิน "สุวรรณภูมิ" ขบวนการทำลายชาติของ รัฐบาล คมช.และขบวนการ พยายามดึงเอาประเด็นสุวรรณภูมิ มาเป็นสงครามสัญญาลักษณ์ มีเป้าหมายหลักเพื่อทำลายคุณทักษิณ เป้าหมายรองเพื่อเรียกตบทรัพย์ ตั้งงบประมาณเพื่อกินกันเองและเพื่อได้เข้าไปมีส่วนในการจัดสรรผลประโยชน์ในองค์กร ทำไปแล้วทุกอย่าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนสุดท้าย ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า ย้ายไปดอนเมืองให้ได้ ทั้งขอร้อง ทั้งบังคับ ก็ได้อย่างไม่คุ้มค่า จนต้องออกมาตราการใหม่ "ปิดสุวรรณภูมิเพื่อซ่อม"

นี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่เกินจะทนของบรรดา "ลา" ทั้งหลาย ที่มีส่วนสร้างและบริหารในสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัทฯที่รับเหมาที่นั่น ก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ ไม่ใช่คนระดับกิ๊กก๊อก มีเงิน มีคนและมีอาวุธเหมือนกัน เมื่อพวกเขาเห็นว่าถูกรังแกอย่างไม่เป็นธรรม
ก็มีการเดินเกมต่อต้านขึ้นมาแล้วอย่างลึกๆ

การปะทะกันครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 มกราคม เป็นการลองกำลังกันระหว่างคนถือปืน คนละพวก แต่ก็มีการเจรจากันได้ในระดับหนึ่ง ฝ่ายกำลังน้อย ต้องยอมถอยปล่อยฐานเพื่อเซ่นไปแล้ว แต่มันก็ยังไม่สงบ อาจจะเป็นเพราะยังมีการวางยาทำลายซึ่งกันและกันอยู่ จุดหักที่กำลังจะมาเร็วๆ นี้ ก็คือการปลด ผบ.ตร.โกวิทเป็นจุดเริ่มต้น การปิดสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อซ่อม จุดหักเห ซึ่งขณะนี้ ทัพภาค ต่างแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี ตามแนวทาง "แบ่งแยกแล้วปกครอง" ของทั้งขันทีเฒ่าและบังสนธิ

ได้ยินจิ้งจกตัวที่ไต่ตรงโคมไฟในห้องหนึ่งของ กองทัพบกทักมาว่า "กูจะยอมสู้ตาย" ผู้ใหญ่สายทหารก็กระซิบเบาๆ พอได้ยินมาให้ฟังว่า นับจากวันนี้ ไม่ถึงวันเสียตัว ไม่ใครก็ใคร อาจจะต้องเสียชีวิตกันบ้าง เพราะว่าฟางเส้นนี้ที่ทับถมลงมา มันหนักเกินลาจะรับไหวซะแล้ว

การ์ตูน โดย GAG Las Vegas


กลอนโดย โชติ วงษ์ชน : "อึดอัด"

อึดอัด

๑ อัดอั้น ร้าวรันทด โจรขบถ ยึดประเทศ

ซ้ายสยบ คบผีเปรต น่าทุเรศ เศษมนุษย์

๒ เจ็บช้ำ คลำหาเป้า ล่อ "สะเพร่า" กับ "เฒ่ายุทธ์"

พลั่วที่กำ แม้ชำรุด ตีไม่หยุด ไม่พักยก

๓ เสาหลัก ศักดินา พร้อมลูกป๋า ชาติจิ้งจก

ตุ๊กแก และคางคก ตำ ยก ครก ทั้งผัวเมีย

๔ ขี้ข้า ... เผด็จการ ชื่อประจาน บนหลัง เตี่ย

สื่อชั่ว มัวแต่เลีย มีได้เสีย ล่ะคราวนี้

๕ อัดอั้น ดันทุรัง เครื่องในพัง เพื่อศักดิ์ศรี

ความแค้น ทับทวี ทำศึกนี้ ด้วยชีวิต

๖ ไม่สู้ !! ก็ถอยไป แล้วปล่อยให้ โจรลิขิต

ปากหุบ ปิดสนิท ฤา ลืมสิทธิ ของตนเอง

๗ เป็นคน มิใช่ควาย ใช่ดูดาย ให้ข่มเหง

เป็นตัว ของตัวเอง มันจะเบ่ง ไปถึงไหน

๘ คอมอชอ ลุอำนาจ ไม่สามารถ ชาติบรรลัย

จำชื่อ พวกมันไว้ พลิกเมื่อไหร่ ..ไม่มีเหลือ! !

โชติ วงษ์ชน
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

บทความ: จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของคณะปฏิวัติ

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา พันทิป- คุณทันคนทันข่าว
8 กุมภาพันธ์ 2550

ระดับผู้นำคณะปฏิวัติ ปกครองคนมามาก ก็ต้องรู้แน่นอนว่าภายใต้กฎหมาย คนเรา บริสุทธิ์และไม่ผิด จนกว่ากระบวนการศาลสิ้นสุด ฉะนั้นลึกๆ แล้วคณะปฏิวัติคงไม่ได้ปฏิวัติด้วยเรื่องนี้ เพราะมาตรฐานระดับฝรั่ง ไม่เชื่อกันแน่ “ว่าจริงด้วยหรือประเทศที่ปฏิวัติกันเพราะโกงกิน” เห็นมีก็แค่ใช้เป็นข้ออ้าง แล้วถ้าบอกว่ากลัวพันธมิตรกับคนสนับสนุนทักษิณปะทะกันหลังทักษิณกลับไทย ก็เห็นทั้งสองฝ่ายแยกกันสนับสนุนดีนี่ ไม่ได้เคลื่อนตัวเข้าหากัน ฝรั่งคงงงกันแน่ถ้าบอกว่าปฏิวัติด้วยความ “กลัว” เรื่องนี้ สุดท้ายก็มา ที่ความชั่วร้ายของ “ระบอบทักษิณ” แต่คณะปฏิวัติก็ยังเอาแนวทางเศรษฐกิจของทักษิณหมด ก็เหลือแต่เรื่องอภิปรายนายกไม่ได้ และเข้าไปยุ่งกับวุฒิสภา ฟังแล้วเรื่องแค่นี้ก็ไม่น่าจะลงมือปฏิวัติกันเลย ศาลปกครองและตรวจเงินแผ่นดินและฝ่ายค้านก็อัดทักษิณกันยับทั้งตรงและอ้อม ฉบับประชาชนก็ตกลงกันแล้วว่าจะแก้ไขปรับปรุง จะด่าว่าปิดกั้นสื่อก็แปลก ฝรั่งคงงงเพราะเห็นจะๆ ว่าอัดทักษิณกันทุกวัน เวลาแยกออกมาแบบนี้ ฟังเหตุผลปฏิวัติไม่ขึ้นเลย แต่เอาล่ะ ถ้ารวมทุกอย่างกันเข้า มันคงจะดูน่ากลัวมาก ว่ามองไม่ออกเลยว่าประชาธิปไตย จะเอามาใช้ได้ไง จะ “แก้ปัญหาได้ไง” แล้วยิ่งพันธมิตรเดินขบวนไปทั่ว ส่งคนออกกวนเมืองตามจิกทักษิณ ไปทั่ว มันวุ่นวายจริงๆ เลยต้องปฏิวัติสะสางให้จบ “เพื่อความสามัคคีและสมานฉันท์ของชาติ” นั่นคือข้ออ้างใหญ่ คือ “จะนำความสงบกลับมา”

ถึงเอาเรื่องมารวมกันฟังดูน่ากลัว แต่สำหรับคนอีกกลุ่มใหญ่ แบบพนักงานอายุยี่สิบสามสิบ ความรู้ระดับตรี ในองค์กรผม สรุปกันไปแล้วว่าประชาธิปไตยใช้ได้เฉพาะตอนบ้านเมืองไม่มีปัญหา แต่พอมีปัญหา มันต้อง “ฮีโร่” ทหารเท่านั้นถึงจะดีสำหรับชาติ ก็ไม่ต้องบอกนะครับว่าการปฏิวัติหนนี้ สร้างความเสียหายให้ระบอบประชาธิปไตยขนาดไหน

แต่ผมมองแล้วก็ไม่เชื่ออยู่ดี ว่าเรื่องโกง ระบอบทักษิณ กลัวสนธิ ลิ้มทองกุลจะยกคนไปปะทะฝ่ายสนับสนุนทักษิณ จะทำให้ทหารที่ “ฝึกกันมาอย่างดีเรื่องความอดทนและใจเย็น” จะเป็นสาเหตุจริงๆ ที่ออกมาปฏิวัติกัน คือพวกนั้นมันเป็น “ข้ออ้าง” เป็นการ “ฉวยจังหวะที่พันธมิตรเปิดให้” สมัยนี้ผมธรรมะธรรมโม ก็ยอมรับว่าอาจจะมีเรื่อง “อำนาจทางเติบโตและงบลับมาเกี่ยวข้อง” คือ “กิเลส” นั่นเอง แต่มันก็ไม่น่าใช่ประเด็นนะครับ

ในการหาความจริงว่าเขาทำเพื่ออะไร “จริงๆ” ก็ต้องมาดูกันตอนนี้เท่านั้น ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ “พอมองทะลุควันไปได้ ไปดูสิว่าไฟมันไหม้อยู่ตรงไหน มันก็มองออกนะครับว่าคณะปฏิวัติทำอะไรอยู่

ก็เห็นชัดๆ นะครับว่าแกนนำทรท.ถูกกล่าวหาว่าโกงกันหมด ก้เห็นชัดๆ นะครับว่าเชิญแกนนำทรท.ไปพบแล้วก็สนับสนุนให้ทิ้งทรท. แบบคลองด่านที่สุดจะตรวจสอบกัน มาตอนนี้ก็เงียบไปแล้วนะครับ แล้วยังปลุกกระแสรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่รู้จบ แล้วโยงไปว่าทักษิณกำลังทำลายสิ่งเหล่านั้น แบบใครก็ตามที่ลงทุนซื้ออีโคโนมิสต์หรือไทมส์มา เพื่อจะอ่านทักษิณต่อว่า “พอเพียง” คงงงกันหละครับเพราะมันไม่มีที่ทักษิณพูดแบบนั้น แล้วเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง นิยมกันเหลือเกิน เอาระดับไทมส์ มาโชว์กันในสภา เพื่อกล่าวหาคนอื่น มาวันนี้ กลายเป็นกล่าวหาว่าซื้อไทมส์กันได้ แล้วสิงค์โปร์อีก

คือสรุปตรงนี้ คือมันค่อนข้าง “ชัดเจน” เลยว่า “กำลังทำลายพรรคทรท.แกนนำและทักษิณ กันอยู่ก็เท่านั้นเอง”

นี่คือสาเหตุจริงของการปฏิวัติ ไม่ใช่สมานฉันท์ ไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น “นอกจากทำลายพรรคทรท.แกนนำและทักษิณ” คือถ้าเป็นเรื่องปราบโกง ป่านนี้กฎหมายเข้มๆ หลายฉบับแบบ Sabanes Oxley ออกมาแล้ว ที่ทั่วโลกเขากำลังออกกันอยู่แนวนี้ เพื่อสร้างจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ “ยั่งยืน” ถ้าสมานฉันท์ และความสงบ ป่านนี้นั่งกินหูฉลามกับทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าระบอบทักษิณจริง ป่านนี้ แบบสามสิบบาทไม่เหลือซากให้เห็นแล้ว สรุป

คือการปฏิวัติหนนี้ “เพื่อล้มล้างขั้วอำนาจหนึ่ง ที่ทรงพลังมาก ก็เท่านั้นเอง”

ผมจะไม่ลงไปมากนักนะครับว่าเพราะอะไรถึงออกมาทำการปฏิวิติ เพื่อล้มอำนาจอันทรงพลัง ที่มาจากการเลือกตั้ง เอาเป็นว่า “ปรัชญาการพัฒนาชาติ” ของ “ผู้มีบารมี” ไม่ตรงกับ “ปรัชญาของทรท.และทักษิณ” ก็แล้วกัน

คือผู้มีบารมี เขาต้องการให้ไทยเดินไปทางที่เขาต้องการ เท่านั้น ไม่สน อย่างอื่น คอยดูนะครับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหนหน้า จะตองคอยมองข้ามไหล่ตัวเอง ไปที่ผู้มีบารมีและทหาร ตลอดเวลา

เรื่องอื่นทั้งหมด มันก็แค่ควันไฟ และ หมากที่เดินกันอยู่บนกระดาน ผมแนะนำไปแล้ว ว่าถ้าจะให้ดี น่าจะตั้ง National Reconciliation Council ขึ้นมา เพื่อผสมผสานปรัชญาต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นการวางฟื้นฐานไว้ให้คนไทยรุ่นต่อๆ ไป ที่ท่านลองมองออกไปสิครับ แก่ๆ กันหมดแล้ว ระวังนะครับ บริหารบ้านเมืองแบบนี้ สักวันคนไทยจะกลายเป็น “ลูกแกะหลงทาง” กันไปหมดนะครับ

เจบิคไม่ยอมให้กู้ทำรถไฟฟ้า

โดย คุณ s
ที่มา ประชาไท
8 กุมภาพันธ์ 2550

ข่าวจาก NHK สมาคมธนาคารสากลแห่งญี่ปุ่นหรือเจบิก ตัดสินใจจะไม่ให้รัฐบาลไทยกู้เงินมาสร้างรถไฟฟ้าตามที่ กระทรวงคมนาคมเสนอ เหตุเพราะขัดกับด้านนโยบายการกู้ยืมในระดับรัฐ แต่ก็พร้อมจะหาทางออกโดยการหาแหล่งเงินทุนจากธนาคารอื่นให้ (ถ้าต้องการ)

ด้าน รมต.คมนาคม กร้าวหากต่างชาติไม่ให้กู้ก็พร้อมใช้แผนสำรองโดยการออกพันธบัตรรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญเผย ถ้าไม่ได้เงินกู้จากเจบิกก็อาจต้องล้มโครงการไปก่อนแล้วรอรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เรื่องออกพันธบัตรนั้นคงเป็นไปได้ยากที่จะสามารถระดมทุนจำนวนมหาศาลภายในเวลาไม่กี่เดือน อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า ขณะนี้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาไปทั่วประเทศและคนไทยส่วนใหญ่หันมาถือเงินสดแทนการถือหุ้นหรือพันธบัตร ดังนั้น กระแสข่าวที่ กระทรวงคมนาคมจะเปิดประมูลในกลางปีนี้และเริ่มสร้างตอนปลายปีก็น่าจะเป็นแค่การปล่อยข่าวกระตุ้นตลาดหุ้น และตลาดทุนที่กำลังทรุดอย่างหนักในเวลานี้

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ตลาดหุ้นไทยถือว่า น่าเป็นห่วงที่สุด ด้วยดัชนี้ที่กว่างตัวแคบๆ และยอดซื้อขายในปริมาณน้อยในแต่ละวัน ได้ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมภายในประเทศโดยตรง

แม้ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลและ คมช.จะประสานเสียงออกมาอย่างสม่ำเสมอว่า เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง แต่ตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างดูหยุดนิ่งและไม่มีแรงกระตุ้นใดๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ในเร็ววันนี้

หมายเหตุ: ในกระทู้ที่มาของข่าวดังกล่าวไม่พบลิงค์ต้นฉบับของข่าว จึงยังไม่สามารถยืนยันข่าวดังกล่าวได้

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 07, 2550

รัฐบาลปกปิด แบงก์ชาติหมกเม็ด พ่ายเกมค่าเงิน 2 แสนล้าน หายนะกวักมือเรียกรอบ 2

โดย ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์
ที่มา โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 หน้าA18

เสียหาย 200,000 ล้านบาท แบงก์ชาติต้องบอกความจริง...

ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง บอกว่าบรรดานักเก็งกำไรต่างชาติเคยกำไรมหาศาลจากการโจมตีค่าเงินของไทยในตอนที่เกิดวิกฤตฟองสบู่แตกเมื่อปีพ.ศ.2540 และรู้ว่าแบงก์ชาติของไทยมีประวัติอุปนิสัยชอบเอาชนะ จึงไปเข้าทางของพวกนี้เข้า เพราะเมื่อปีที่แล้วค่าเงินของไทยก็แข็งเหมือนกับตลาดอื่นๆในย่านเอเชีย แต่ธนาคารกลางของชาติเหล่านั้นก็ปล่อยไปตามกลไก แต่แบงก์ชาติของไทยเองได้พยายามเข้ามาแทรกแซงอันเป็นผลให้เวลานี้น่าจะเกิดความเสียหายทางตรงไปกว่า 200,000 ล้านบาท แล้ว

โดยพบว่าแบงก์ชาติขาดทุนจากการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน(ซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ)ในช่วง10 เดือนแรก(มกราคม-ตุลาคม)2549 ไปแล้วกว่า 75,000 ล้านบาท

และยังมีผลขาดทุนที่เกิดจากการซื้อขายเงินต่างประเทศที่มีสัญญาจะขายคืนเป็นยอดค้าง ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2549 อีก 8,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตรงนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเท่าไหร่

แต่หากคิดง่ายๆว่าค่าเงินบาทได้แข็งค่าจากเขต41บาทต่อ1ดอลลาร์ มาแถว 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ก็น่าจะขาดทุนดอลลาร์ละ 5 บาท จึงทำให้ขาดทุนส่วนนี้ไปราวๆ 43,500 ล้านบาท

เมื่อรวมกับการขาดทุนที่แบงก์ชาติแทรกแซงค่าเงินด้วยการซื้อดอลลาร์ในตลาดspotที่มีการส่งมอบทันทีในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 อีก 20,000 ล้านบาท ก็จะมีผลทำให้ช่วงปี2549 ที่ผ่านมาแบงก์ชาติมีผลขาดทุนไปกว่า 140,000 ล้านบาท(ยังไม่นับยอดมาถึงล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์2550)

นอกจากนั้นเนื่องจากแบงก์ชาติต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องเงินบาท เป็นจำนวนเกือบ 1 ล้านล้านบาท ถ้าคิดเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยที่เพียงแค่ 5% ต่อปี ก็จะเกิดต้นทุนเป็นภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 50,000 ล้านบาท

ทำให้ยอดต้นทุนที่เกิดกับแบงก์ชาติใน2ส่วนนี้เกือบ 200,000 ล้านบาท(คือ 140,000+50,000 ล้านบาท)ดร. โชติชัยจี้ลงไปถึงแบงก์ชาติว่าต้องบอกความจริงเรื่องนี้ต่อประชาชนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยควรต้องแสดงในงบกำไรขาดทุน และงบดุล ณวันสิ้นปี2549 เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงผลขาดทุนอันเกิดจากการแทรกแซงค่าเงินบาท และต้นทุนจากการออกพันธบัตร อย่าเพียงสะท้อนไว้คร่าวๆในงบย่อย หรือในธุรกรรมนอกงบดุลพูดง่ายที่ สศค.ส่งสารถึงแบงก์ชาติก็คือ "อย่าได้หมกเม็ด"!...

ความเสียหายที่แผ่ลามทุ่ง…เรามาถูกทางแล้วจริงๆหรือ?

ยังไม่ต้องกล่าวถึงผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยที่มาตรการ 19 ธันวาคม มีผลกระแทกให้SETรูดลงในวันแรก145จุด มูลค่าการตลาดหุดหายไปกว่า 800,000 ล้านบาท แม้ว่าในวันรุ่งขึ้นจะเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิคกว่า 90 จุด ทำให้หม่อมอุ๋ย-ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีคลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลขิงแก่รีบร้อนออกมาป่าวประกาศว่าที่เสียหายไปได้กลับมาเกือบครบแล้วเพราะเอาเข้าจริงก็เด้งขึ้นแค่วันเดียวจากนั้นก็โรยตัวลง และซบเซาสุดขีด นับจนถึงเดือนธันวาคมก็ยังนับได้ว่ามูลค่าการตลาดหดหายไปกว่า 400,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมความเสียหายจริงที่เกิดต่อนักลงทุนที่ตระหนกตกตื่นเทขาย หรือถูกบังคับขาย รวมไปถึงความซบเซาในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรอันเกิดจากการถอนการลงทุนของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และขาดเม็ดเงินใหม่เข้ามา

ผลเสียหายที่ยังต้องติดตามกันต่อไปก็คือ ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากในปีหน้าทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนต้องกู้เงินด้วยการออกพันธบัตร โดยรัฐบาลออกไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท แต่ผลจากการควบคุมเงินทุนไหลเข้านั้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มกว่า1% ถ้าคิดกันว่าพันธบัตรอายุ10ปี ก็จะทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยพุ่งทันที 30,000 ล้านบาท

หม่อมอุ๋ยกับธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการแบงก์ชาติพูดปกป้องมาตรการ30%อย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าจะยกเลิกไปไม่ได้ เพราะมีความจำเป็นต้องดูแลผู้ส่งออก และสูตรคาถาในการปลอบใจประชาชนเดิมๆก็คือบอกว่า "เราเดินมาถูกทางแล้ว"

แต่อาการผิดปกติต่างๆ นานา และความเสียหายที่เกิดขึ้น และมีการปกปิดไม่ยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงนั้น ก็สะท้อนว่า วิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ๆ แบบที่จะซ้ำรอยฟองสบู่แตกในปีพ.ศ.2540 นั้น ไม่ได้เป็นความกังวลเกินกว่าเหตุเลย

ตราบเท่าที่รัฐบาลขิงแก่ขมิ้นอ่อน ยังมะงุมมะงาหรา เอาอนาคตเศรษฐกิจประเทศชาติสุ่มเสี่ยงต่อหายนะกรรมเช่นที่กำลังเป็นอยู่นี้

หมายเหตุ: อ่านบทความเต็มๆ ของ ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ แห่งสศค. กระทรวงการคลัง ได้ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 หน้าA18

บทความ: “พุทธเศรษฐศาสตร์” กับบริบทของการทำรัฐประหาร

โดย เอื้องอัยราวัณ
ที่มา พันทิป
7 กุมภาพันธ์ 2550

ในตอนนี้ทั้งคมช. และสื่อในเครือเผด็จการทั้งหลายกำลังนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาชนกับทักษิโนมิกส์เพื่อยัดเยียดข้อหาไม่จงรักภักดีและหมิ่นพระบรมฯให้กับคุณทักษิณ ผู้เขียนเข้าใจว่าบทความ "พุทธเศรษฐศาสตร์" ชิ้นนี้คงเป็นบทความหนึ่งที่พวกสื่อนำมาใช้อ้างถึงข้อกล่าวหาที่พวกเขาลงข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางไปออกสื่อต่างประเทศพูดว่า ทักษิโณมิกส์ได้รับความมั่นใจมากกว่าเศรษฐกิจพอเพียง แต่หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านและนั่งแปลบทความความชิ้นนี้แล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีส่วนใดของบทความที่บ่งบอกว่าทักษิณนำปรัชญาพอเพียงไปเปรียบเทียบกับทักษิโนมิกส์เลย นี่เป็นบทความที่นักคอลัมนิสต์ต่างชาติแสดงความคิดเห็นของเขาต่อภาวะเศรษฐกิจและการเมืองไทยในขณะนี้เอง ไม่เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณแม้แต่นิดแต่สื่อสารมวลชนไทยในเครือเผด็จการคงอ่านแล้วเสียดแทงใจเมื่อเห็นนักคอลัมนิสต์ต่างประเทศกล่าวถึงการบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณในแง่บวกและมองภาพของรัฐบาลทักษิณว่ามีความโปร่งใสกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งต่างกับนักคอลัมนิสต์ของไทยที่เขียนบทความต้องการให้ประเทศไทยล่มจมภายใต้การนำของรัฐบาลทักษิณไม่เว้นแต่ละวันช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา

อีกทั้งผู้เขียนคิดว่าการที่สื่อต่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมานั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เราต้องรับฟังด้วยซ้ำเพราะเป็นกระจกบานใหญ่สะท้อนมุมมองต่างประเทศที่มีต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไทยของรัฐบาลทหารได้เป็นอย่างดีค่ะ เพราะถึงอย่างไรประเทศไทยก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้ในเวทีโลกโดยไม่พึ่งพิงเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศแน่นอน เพราะการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและสังคม การค้าเสรีมิได้เป็นเพียงการเปิดโอกาสใหม่ทางการตลาดระหว่างประเทศคู่ค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์และความเข้าใจทางวัฒนธรรมอันใกล้ชิดระหว่างประเทศคู่ค้า การค้าเสรีคือแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนทั้งในไทยและในเอเชีย ดังนั้นการค้าเสรีจึงเป็นสิ่งที่ต้อง "ผูกมัดสัมพันธ์มากขึ้น" เพราะความสำเร็จของไทยทั้งในอดีตและอนาคตมิได้มาจากที่อื่นแต่มีรากเหง้ามาจากการเปิดประเทศสู่ต่างชาติและการเข้าร่วมโลกยุคโลกาภิวัตน์นั่นเอง

พุทธเศรษฐศาสตร์
โดย จอร์จ เวอห์ฟริซส์
นิตยสารนิวส์วีคระหว่างประเทศ
ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2550
แปลโดย คุณเอื้องอัยราวัณ

ในตอนนี้ประเทศไทยกำลังเดินตาม “ทางสายกลาง” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวไทย แต่มาตรการใหม่จะช่วยให้คณะรัฐประหารที่อยู่ในสภาพง่อนแง่นในตอนนี้มีเสถียรภาพมากขึ้นหรือเป็นแต่เพียงทำลายเศรษฐกิจให้ย่อยยับไปกับตา?

ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยกล่าวว่ามาตรการใหม่ที่ออกมาก็เพื่อเป็นการ "อุดช่องโหว่" ของกฏหมาย แต่สิ่งที่บรรดาผู้นำนักธุรกิจต่างชาติมองเห็นมาตรการที่ออกมาครั้งล่าสุดมันไม่ใช่อย่างนั้นหลังจากที่เขากล่าวสรุปสั้นๆ กับนักลงทุนต่างประเทศที่กรุงเทพถึงแนวทางในการผ่อนผันระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดต่อการลงทุนในประเทศ ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งให้ความเห็นว่า เหล่านักลงทุนมองการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นวิธีการของ “พวกกีดกันทางการค้า” ที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ในการประชุมกันอย่างเคร่งเครียดไม่นานต่อมา ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนในครั้งนี้ได้ระดมยิงคำถามใส่รัฐมนตรีว่าการอย่างไม่อ้อมค้อมพร้อมทั้งเตือนว่ามาตราการดังกล่าวที่ออกมาอาจจะขัดต่อระเบียบข้อบังคับขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้ “มีความแตกต่างในปรัชญาขั้นพื้นฐาน” แหล่งข่าวกล่าว “มันเห็นชัดเจนเลยว่าพวกเขากำลังเดินย่ำอยู่กับที่”

เมื่อคณะทหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกของทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาทำไปโดยอ้างว่าที่พวกเขาทำเช่นนั้นก็เพื่อเข้ามายุติความไม่สงบทางการเมืองที่ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงันเมื่อปีที่แล้ว แต่ถึงแม้ว่าการเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนจะยุติลงแล้วแต่ในตอนนี้จากบรรยากาศแห่งความสุขสมที่เคยเห็นการพังลงของรัฐบาลทักษิณกลับถูกแทนที่ด้วยอารมณ์แห่งความสับสนอย่างรุนแรง สถานการณ์ในประเทศจะต้องกลับเข้าสู่สภาวะปกติตามที่คณะรัฐประหารได้ให้คำมั่นไว้กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า และด้วยนโยบายผิดพลาดหลายอย่างที่ออกมา ทั้งข่าวลือเรื่องการทำรัฐประหารซ้อนที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและเหตุระเบิดหลายระลอกที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายล้วนแล้วแต่สร้างความระส่ำระสายให้กับรัฐบาลชุดนี้เพิ่มมากขึ้น

ปัญหาน่าจะเป็นเพราะว่านายทหารระดับสูงเหล่านี้ขาดความรู้ความสามารถและ “ขุนนางนักวิชาการ” ที่เคยได้รับการฝึกฝนจากต่างประเทศต่างได้กลายเป็นคนตกยุคไปแล้วแต่เมื่อติดตามนโยบายเศรษฐกิจของสุรยุทธ์ จุลานนท์นายกรัฐมนตรีชั่วคราวของไทยอย่างใกล้ชิดมันบอกถึงว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดากำลังดำเนินอยู่ นับตั้งแต่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อดีตนายพลผู้นี้ได้เริ่มนำเอามาตรการที่จะหยุดกระแสการพัฒนาสังคมไทยตามแบบอย่างตะวันตกมาใช้ ด้วยการลดบทบาทของนักลงทุนต่างชาติที่เล่นบทเด่นในระบบเศรษฐกิจและเน้น “ความสุขของประชาชน” ให้มากที่สุด มิใช่มุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างที่เขาได้พยายามผลักดันมันอยู่ นโยบายนี้ของสุรยุทธ์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคคลที่ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช วัย 79 ปี พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก พระองค์ได้ส่งเสริมแนวทางการดำเนินชีวิตอยู่แบบ “พอเพียง” แก่พสกนิกรชาวไทยมาเป็นระยะเวลานาน หมายถึงการกินอยู่อย่างพอประมาณ เรียบง่ายและดำเนินชีวิตในแบบพึ่งพาตนเอง บางคนก็เรียกแนวทางการเป็นอยู่แบบพอเพียงนี้ว่า “พุทธเศรษฐศาสตร์”

ทฤษฎีของกษัตริย์ปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและขาดความระมัดระวังที่เคยทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วแต่ก็ต้องมาพังครืนลงเพราะวิกฤติการณ์การเงินในเอเชียระหว่างช่วงปี 2540 – 2541 แนวความคิดริเริ่มในการพัฒนาอย่างอาจหาญของทักษิณจึงทำให้ถูกมองว่าเป็นนโยบายที่อันตราย “ทักษิโนมิกส์ ” ให้โอกาสกับคนในชนบทได้มีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วยโครงการกองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าราคาถูกและนโยบายที่ส่งเสริมการจัดการผลิตผลทางการเกษตรด้วยระบบทุนนิยม มาตรการเหล่านี้ผู้นำคณะรัฐประหารกลับให้เหตุผลว่าเป็นการก่อวิกฤติหนี้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม “ความพอเพียง” ที่ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาทได้ให้ความสำคัญกับ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเพื่อรองรับแรงกระแทกจากกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกาภิวัฒณ์ รายงานการศึกษาโดยสรุปเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒณามนุษย์” ได้รับการตีพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของไทย “นี่เป็นความพยายามของรัฐบาลในการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์โดยเน้นที่วิธีการปฏิบัติ” สุรยุทธ์กล่าวนำ

เป็นที่น่าฉงนสนเท่ห์อยู่ไม่น้อยว่านักลงทุนต่างชาติในเมืองไทยจะรู้สึกถึง “ความแตกต่างทางปรัชญา” นี้หรือไม่ ดูเหมือนพวกเขากำลังตกเป็นเหยื่อในการโจมตี “นโยบายของทักษิณ” รุนแรงขึ้นทุกทีและหากพูดขยายความให้ชัดก็คือนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่เติบโตด้วยการพึ่งพาการส่งออกที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติเอเชียส่วนใหญ่มาตั้งแต่ช่วงระหว่างปี 2503 – ถึงปี 2512 กลุ่มคนที่เสนอ “แนวความคิดพอเพียง” รวมไปถึงนายทหารหัวอนุรักษ์นิยมที่ไม่เป็นมิตรกับประชาธิปไตยแบบหนึ่งคน หนึ่งเสียง พวกหัวชาตินิยมจัดมีความกระตือรือร้นอย่างสูงที่จะลดบทบาทธุรกิจของชาวต่างชาติที่มีหุ้นส่วนในตลาดไทยและชนชั้นนำในกรุงเทพฯซึ่งไม่พอใจกับแนวทางของทักษิณที่ทำให้เกษตรกรผู้ยากไร้กลายเป็นฐานเสียงสำคัญของตน โดยการเชื่อมโยงนโยบายใหม่กับสถาบันกษัตริย์ที่ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ภายใต้กฏหมายไทยกลุ่มผู้ทรงอำนาจในสังคมเหล่านี้ไม่เปิดโอกาสให้มีเวทีการโต้แย้งใดๆเกิดขึ้นเลย “ความพอเพียงเป็นกรอบแนวคิดหลายชั้น มันเป็นปรัชญา แนวทางการดำเนินชีวิต แนวนโยบายปฏิบัติที่มีศักยภาพและเป็นบริบทสำคัญสำหรับการรัฐประหาร 19 กันยาฯ” นักรัฐศาสตร์ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการแห่งสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ กล่าว “แต่ความพยายามของรัฐบาลที่จะเปลี่ยนแนวความคิดไปเป็นนโยบายนั้นเป็นปัญหาอยู่มาก”

กษัตริย์ภูมิพลทรงให้การสนับสนุนการปฏิรูประบบเกษตรกรรมมาเป็นเวลานาน ทฤษฏีใหม่ของพระองค์ดำริขึ้นในช่วงต้นปี 2533-2542 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวความคิด “ชีวิตเรียบง่ายแบบชนบท” ปีเตอร์ แฮนเล่ย์เขียนในหนังสือชีวประวัติของกษัตริย์เล่มใหม่ของเขาที่มีชื่อว่า “กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นที่ทราบกันดีว่ากษัตริย์ได้ว่ากล่าว “ผู้ที่คิดว่าประเทศไทยเป็นเสือตัวเล็กแล้วจะกลายเป็นเสือตัวใหญ่ขึ้นในภายหลัง” ทรงรับสั่งว่า “การเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ” และ “พวกเราต้องก้าวถอยกลับด้วยความระมัดระวัง”

นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2533 – ถึงปี 2543 ข้าราชการและนักเศรษฐศาสตร์ที่เกษียณอายุกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งได้ทำงานร่วมกันเพื่อจัดระบบแนวความคิดต่างๆของกษัตริย์ให้ผนวกเข้าเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ผลงานอันหนึ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้วได้ปรากฏอยู่ในรายงานของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) และในแผนพัฒนาฯในระยะ 5 ปีฉบับล่าสุดของประเทศไทย พวกเขากล่าวว่ามันอธิบายถึง “ทางสายกลาง” ระหว่างโลกาภิวัฒน์ตกขอบและการเก็บเนื้อเก็บตัว ระหว่างรัฐทุนนิยมเสรีที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและรัฐสวัสดิการแบบสังคมนิยม และระหว่าง “ความล้าหลังและฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง” ดังที่ระบุไว้ในเนื้อหาของรายงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ วัตถุประสงค์หลักอันหนึ่งก็คือเพื่อบรรเทา “วัฏจักรแห่งความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ซึ่งคอยเฝ้าหลอกหลอนระบบเศรษฐกิจของชาติกำลังพัฒนา วิศาล บุปผเวส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าว “ผมยอมรับว่ามันขัดกับลัทธิทุนนิยมเสรีสมัยใหม่แบบบริโภคนิยม” นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทกล่าว “แต่พวกเราต้องเลือกวิถีชีวิตแบบใหม่”

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) เรียกทฤษฎีพอเพียงของประเทศไทยว่าเป็นการตอบสนองที่มีลักษณะเฉพาะตัวต่อผลกระทบที่ประเทศอิงระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ทุกประเทศเผชิญอยู่ในขณะนี้ เช่น การสูญเสียอำนาจอธิปไตย การพึ่งพาตลาดสากล คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่แย่ลงและช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนเพิ่มมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับคนหนึ่งของไทยซึ่งถูกถามเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่าทฤษฎีนี้มีความหมายว่าอย่างไร ได้หัวเราะอย่างประหม่าและพูดขึ้นโดยพลันว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน!” เขาขอร้องว่าอย่าเปิดเผยชื่อของเขาด้วยกลัวจะถูกมองว่าโจมตีกษัตริย์ แต่ก็ได้อธิบายว่า “มันตรงข้ามกับแนวทางหลายๆอย่างของทักษิณ นับว่าเขา(ทักษิณ)เป็นเสือตัวหนึ่ง” เขากล่าวว่าในทางตรงกันข้ามคณะทหารกลับน้อมรับเอาทฤษฎีพอเพียงมาเป็น “แนวทางอย่างเคร่งครัด”

นั่นพอจะอธิบายถึงการทำหน้าที่ครั้งแรกของสุรยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้กับความพยายามอย่างไม่เข้าท่าที่จะเพิ่มอายุผู้ดื่มสุราและสั่งห้ามโฆษณาสุราทุกประเภท หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยกเลิกห้ามขายสลากกินแบ่งรัฐบาลหวยบนดินที่ริเริ่มโดยทักษิณ ต่อมาในวันที่ 18 ธันวาคมธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการควบคุมเงินทุนเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาททำให้ ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ร่วงกราวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 15 และบังคับให้บรรดานายทหารระดับสูงต้องเข้ามามีส่วนในการยกเลิกมาตรการควบคุม ผลกระทบจากการออกนโยบายที่ผิดพลาดทำให้ความไม่มั่นใจที่มีต่อรัฐบาลขยายวงกว้างออกไป “ฉันได้รับโทรศัพท์จากสมาชิกคนหนึ่งว่าธนาคารของเขาในฮ่องกงปฏิเสธที่จะโอนเงินเข้าบัญชีที่เมืองไทย” จูดี้ เบนน์ผู้อำนวยการอาวุโสจากหอการค้าอเมริกันในกรุงเทพกล่าว “นั่นคือเมื่อสองวันก่อน”

การทบทวนแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ("พ.ร.บ.") ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความลำบากใจให้กับนักลงทุนต่อไปอีก พ.ร.บ.ฉบับนี้วางกฏระเบียบที่เคร่งครัดขึ้นใหม่กับผู้ร่วมลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในเศรษฐกิจไทยและตามที่หอการค้าในกรุงเทพฯกล่าว กฏใหม่นี้อาจบีบบังคับให้นักลงทุนต่างชาติกว่า 10,000 คนกระจายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทสัญชาติไทยหรือโอนการควบคุมไปไห้แก่นักลงทุนไทยแทน ระเบียบใหม่ที่ถูกเสนอออกมานี้ทำให้เกิดความคลุมเครือขึ้น - อุตสาหกรรมบางประเภทเช่น อุตสาหกรรมการผลิตอาจได้รับการยกเว้น เหมือนอย่างที่เหล่านักลงทุนอเมริกันได้รับความคุ้มครองจากสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย อนาคตของกลุ่มชิน คอร์ปยังคงไม่แน่นอน ครอบครัวของทักษิณที่ได้ขายหุ้นให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว (ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่สุดท้ายนำไปสู่การทำรัฐประหาร) และก็ยังมีโอกาสเสมอที่รัฐบาลอาจยอมถอยอีกครั้งหนึ่ง

นักสังเกตการณ์หลายคนยังคงสรุปว่าหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่เป็นที่ดึงดูดมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ซึ่งมีการการเติบโตทางเศรษฐกิจโตขึ้นร้อยละ 5 หรือมากกว่ามาตั้งแต่ปี 2543 – ในตอนนี้ได้เดินถอยหลังกลับไปอย่างเลวร้าย นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ตกอยู่ภาวะซบเซามากที่สุดในโลก แม้กระทั่งสื่อมวลชนไทยในตอนนี้กำลังพยามยามอย่างเต็มที่ที่จะวิจารณ์นโยบายของสุรยุทธ์ ในภาวะที่กฏหมายตรวจตราการเสนอข่าวฉบับใหม่จำกัดการให้ข่าวของสื่อ: บทบรรณาธิการนำของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันพุทธที่ผ่านมาได้กล่าวหาเหล่านายทหารระดับสูงว่ากำลังอยู่ไม่สุขกับกฏข้อบังคับที่ออกมาที่เป็น “ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ว่าทำไมประเทศไทยถึงเป็นอยู่อย่างที่เป็นทุกวันนี้” ผู้ประกอบการหลายรายต่างก็รู้สึกแย่เช่นกัน “ชัดเจนเลยว่าพวกเขาได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง” ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ใช่คนไทยคนหนึ่งซึ่งขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อของเขาเพราะกลัวจะถูกทำร้าย กล่าว “บรรยากาศมันไม่ส่งเสริมการลงทุนเลยและการแข่งขันก็ลดลง พวกเขานำเอาธุรกิจไปปนกับการเมือง”

ผลงานการบริหารประเทศที่ย่ำแย่ของคณะรัฐประหารทำให้ฝ่ายต่อต้านมีมวลชนเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดคิด: ความอาลัยอาวรณ์ทักษิณ นักธุรกิจต่างชาติในตอนนี้อดที่จะมองย้อนกลับไปในยุคทักษิณไม่ได้ เป็นยุคที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นรัฐบาลที่โปร่งใสเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน กลุ่มผู้สนับสนุนชาวรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงของอดีตผู้นำก็ยังคงอยู่กับเขา และบอกด้วยว่าถ้าหากจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในวันพรุ่งนี้เขาจะชนะการเลือกตั้งอีก และขณะที่เหล่านายทหารระดับสูงได้ยืดระยะเวลาการมอบคืนการปกครองโดยพลเรือนที่พวกเขาได้สัญญาไว้หลังจากรัฐประหารออกไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งครั้งหนึ่งเคยต่อต้านทักษิณตอนนี้ก็หันมาต่อต้านสุรยุทธ์และเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็ว

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า: อะไรคือแผนการที่แท้จริงของคณะรัฐประหารในการยึดอำนาจครั้งนี้? การยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540, ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในเอเชีย, เป็นไปได้ว่าอาจเป็นเป้าหมายอันหนึ่ง ในตอนนี้กลุ่มอนุรักษ์นิยมไทยได้เตรียมนำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้ามาแทนที่ซึ่งอาจเอื้อให้ทหารเถลิงอำนาจอยู่นานขึ้นไปอีก เป้าหมายอีกอันหนึ่งก็คือเพื่อลบภาพทักษิโนมิกส์ซึ่งเป็นนโยบายที่หยิบยื่นความหวังให้กับชาวชนบทซึงเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทางเลือกหนึ่งก็คือปรัชญาทางเศรษฐกิจที่วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อทางพุทธศาสนาที่หลีกเลี่ยงการบริโภคแบบทุนนิยม “หากตีความอย่างอนุรักษ์นิยม ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงทำให้รักษาสถานะเดิมเอาไว้ได้มั่นคงขึ้น” นักวิชาการท้องถิ่นผู้หนึ่งได้ออกความเห็นไว้ บางทีการที่ประเทศไทยแบ่งออกเป็นกลุ่มชนชั้นนำผู้มีอันจะกินในเมืองและชนชั้นล่างในชนบทที่จมอยู่กับวิถีชีวิตแบบเดิมๆจะเป็น “ทางสายกลาง” ที่อยู่ในใจเหล่าทหารระดับสูงตลอดมาตั้งแต่แรกแล้ว

Buddhist Economics
By George Wehrfritz
Newsweek International
Jan. 22, 2007 issue

Thailand is now charting a 'middle path' set out by its beloved king. But will new measures bolster the shaky junta, or simply kill the economy?

Thailand's finance minister, Prodiyathorn Devakula, said the new rules were meant merely to "close loopholes." But that's not how foreign business leaders saw it last week, when he briefed them in Bangkok on plans to revise the country's investment restrictions. They viewed the move as starkly protectionist, according to one participant. In the tense discussion that followed, the visitors peppered the minister with pointed questions, warning that the measures could be challenged at the World Trade Organization. "There's a fundamental philosophical gap," said the source. "It became obvious we were getting nowhere."

When Thai generals toppled the elected government of Thaksin Shinawatra last Sept. 19, they did so in the name of halting the turmoil that had gripped the country for the last year. But though the daily street demonstrations may have ended, the euphoria that followed Thaksin's fall has now been replaced with a sense of profound confusion. The return to normalcy promised by the junta leaders has failed to materialize, and policy blunders, persistent coup rumors and a recent spate of unsolved bombings have heightened uncertainty.

The problem may be that the generals are simply inept and their Western-trained technocrats past their prime. But a close look at the economic agenda of Surayud Chulanont, Thailand's interim prime minister, suggests something else is at work. Since his appointment last October, the former general has introduced measures to halt the Westernization of Thai society, downsize the role foreigners play in the economy and maximize "happiness," not growth, as he put it. Surayud's blueprint draws inspiration from the country's highest authority: 79-year-old King Bhumibol Adulyadej, the world's longest-reigning monarch. His Highness has long advocated "sufficiency" in Thai life, meaning humility, simplicity and living within one's means. Others have a different name for it: "Buddhist economics."

The king's theory rejects the overheated, speculative growth that made Bangkok a boomtown 10 years ago but came to a crashing halt during the 1997-98 Asian financial crisis. And it casts Thaksin's bold development initiatives as dangerous adventurism. "Thaksinomics" offered the rural poor a shot at upward mobility through low-interest loans, low-cost medical care and policies that encouraged farmyard capitalism—measures, coup leaders argue, that set up Thailand for another debt crisis. Sufficiency, by contrast, advocates three related tenets—moderation, rationalism and "self-immunity"—to buffer Thailand from the shocks of globalization. Outlined in "Sufficiency Economy and Human Development," a study published last week by the United Nations Development Program in collaboration with senior Thai economists, "it is the modus operandi for [the] government's efforts to promote human development," as Surayud wrote in the foreword.

Little wonder foreign investors in Thailand are sensing a "philosophical gap." Increasingly, they seem to be falling victim to a major assault on Thaksin's policies and, by extension, the export-led growth model that has driven most East Asian economies since the 1960s. Sufficiency proponents include conservative generals uncomfortable with one-person, one-vote democracy; nationalists eager to reduce the role of foreign businesses in Thai markets; and the Bangkok elite, which is unhappy with the way Thaksin mobilized poor farmers into a sturdy electoral base. By linking new policies to the monarch, who under Thai law is inviolate, these powerful groups have managed to ward off virtually all debate. "Sufficiency is multilayered: it's a philosophy, a way of life, a potential policy platform and context for the [Sept. 19] coup" says political scientist Thitinan Pongsudhirak, director of the Institute of Security and International Studies at Bangkok's Chulalongkorn University. "But the government's effort to convert it from concept to policy has been very problematic."

King Bhumibol has long advocated agrarian reform. In his New Theory, articulated in the early 1990s, he espoused "the bucolic peasant life," writes Peter Handley in his new biography of the monarch, "The King Never Smiles." During the 1997 financial crisis, the king famously chided those who "thought Thailand would become a little tiger, then a bigger tiger," declaring, "being a tiger is not important," and "we have to take a careful step backwards."

Since the late 1990s, a small group of retired officers, bureaucrats and economists have worked to codify the king's ideas into a unified economic theory—the very one now embodied in the UNDP report and in Thailand's latest five-year development plan. They say it represents a "middle path" between excessive globalization and inwardness, between unbridled capitalism and the welfare state, and between "backwardness and impossible dreams," as the UNDP report puts it. One main aim is to mitigate "the inevitable boom-bust cycles" that haunt many developing economies, says Wisarn Pupphavesta, a senior economist at the Thailand Development Research Institute. "I accept that it goes against neoliberal consumer capitalism," says an economist with close ties to the monarchy. "But we must choose a new way of life."

The UNDP calls sufficiency Thailand's unique response to the threats all globalized countries now face, such as the loss of political sovereignty, overdependence on international markets, environmental degradation and the growing gap between rich and poor. Yet one well-respected Thai economist, asked last week what the theory signified, chuckled nervously and blurted out: "It beats me!" He asked not to be identified for fear of being seen as attacking the king, but explained: "It's a counterpoint to Thaksin's style of things. He was a bit of a tiger type." The generals, he said, had, in contrast, embraced sufficiency with "a puritanical streak."

That would explain Surayud's first act as prime minister: a bungled attempt to raise the drinking age and ban all liquor ads. Soon after, he also halted a national lottery introduced by Thaksin. Then on Dec. 18, Thailand's central bank imposed stringent capital controls to stem the baht's appreciation, triggering a 15 percent drop on the local stock exchange and forcing the generals to partially rescind the controls. The net effect of these missteps has been infectious uncertainty. "I got a call from a member who said his bank in Hong Kong is refusing to make transfers into Thailand," says Judy Benn, executive director of the American Chamber of Commerce in Bangkok. "That was two days ago."

Last week's revision of the 1999 Alien Business Act further frazzled investors. It places new limits on outside participation in the Thai economy and could, according to trade groups in Bangkok, force more than 10,000 foreign investors to divest their Thai holdings or cede control to local partners. The proposed rules are murky—certain industries, such as manufacturing, would be exempt, as would U.S. investors, who are protected by a U.S.-Thai treaty. The fate of Shin Corp., the family conglomerate Thaksin sold to Singapore's Temasek a year ago (setting off the political crisis that ultimately led to the coup), remains uncertain. And there's always a chance that the government could back down yet again.

Still, many observers have concluded that one of Southeast Asia's most attractive economies—which has boasted growth of 5 percent or better since 2000—is now backsliding badly. Since the coup, the Thai Stock Exchange has become one of the world's most sluggish. Even the Thai press is now pushing the limits of new censorship rules to denounce Surayud's policies: the Bangkok Post's lead editorial last Wednesday accused the generals of fiddling with regulations that were "part of the reason why Thailand is what it is today." Entrepreneurs are also unhappy. "They're obviously in the middle of a fundamental change in [their] political structure," says one non-Thai small-business owner, who asks not to be named for fear of reprisal. "It will discourage investment and lower competitiveness. They're mixing business with politics."

The junta's underperformance has also given rise to an unanticipated counterforce: Thaksin nostalgia. Foreign businesses now look fondly on the Thaksin era as one of stability, growth and relatively clean government. The deposed leader's rural supporters remain with him, suggesting he would win an election if it were held tomorrow. And as the generals delay the speedy return to civilian rule they promised after the coup, the pro-democracy forces who once opposed Thaksin are now turning on Surayud and demanding immediate elections.

All of which provokes the question: what was the junta's true agenda when it took power? Repealing the country's 1997 Constitution, which was one of Asia's most democratic, was one likely goal. Thai conservatives are now preparing a replacement, which may keep generals at the helm. Another objective was to derail Thaksinomics and its encouragement of Thailand's rural masses. The alternative is an economic philosophy based on Buddhist tenets that eschews consumer capitalism. "Interpreted conservatively, sufficiency theory serves to reinforce the status quo," observes one local scholar. Perhaps a Thailand divided into a well-heeled urban elite and a permanent rural underclass is the "middle way" the generals have had in mind all along.

บทความ: เศรษฐกิจพอเพียง เดิมพันราคาแพงของรัฐบาลเถื่อน

โดย คุณเสรีชน
ที่มา ประชาไท
7 กุมภาพันธ์ 2550

คณะรัฐบาลทหารกำลังถดถอย อ่อนล้า และพ่ายแพ้จากการโกหกรายวัน ทั้งการวางระเบิดกรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ โจรใต้ ศก. ที่พังทลายอย่างรวดเร็วเพราะการบริหารงานแบบมือสมัครเล่น ความไม่เชื่อถือของนานาชาติต่อระบอบเผด็จการทหารไทย ฯลฯ

คนพวกนี้กำลังแก้เกมส์ แต่แผนใหม่ของพวกเขามีเดิมพันสูงมาก คณะทหารและบ่าวไพร่ของพวกเขากำลังใช้ ศก.พอเพียง พระราชดำริของล้นเกล้าให้เป็นแนวปรัชญาสำหรับประชาชนไทยเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อเอามาดิสเครดิตและทำลายคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งประสบความสำเร็จในการบริหาร ศก.ประเทศไทยมากว่าห้าปี

รัฐบาลทหารรู้แล้วว่า ตนไม่อาจเทียบกับการทำงานของรัฐบาลก่อนได้เลย ไม่มีผลงานแก่สาธารณะเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากหาเรื่องรัฐบาลก่อนไปวันๆ การที่รัฐบาลไปเอา ศก.พอเพียงมาเป็นนโยบายในการทำ ศก.ฟังดูเผินๆ ก็ดีหรอกครับ เหมือนว่า พวกเขาจงรักภักดี แต่ท่านผู้อ่านควรรู้ว่า เรื่อง ศก.นี่ มันก็ผิดได้ ถูกได้ ใช้วิธีนี้อาจจะดี ใช้วิธีนี้ การเงินเราอาจจะทรุด และที่จริง ศก.พอเพียง ไม่ว่าคุณจะเรียกว่าเป็นทฤษฎีหรือปรัชญา ก็ยังไม่ผ่านการพิสูจน์เลยว่าดีหรือไม่ แล้วมีกี่คนที่กล้าบอกว่า ศก.พอเพียงคืออะไร มีความชัดเจนอย่างไร เห็นแต่ตะแบงพูดอ้อมๆ ไปวันๆ

ถึงจะมีรับสั่งมา แต่คุณต้องเข้าใจว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงปกเกล้าไม่ใช่ปกครองนะครับ ถ้าท่านปกครองเอง เหมือนสมัยสมบูรณญาสิทธิราชย์ จะห้ามไม่ให้คนวิจารณ์การบริหารราชการของท่านไม่ได้หรอกครับ ฉันใด ฉันนั้น ศก.พอเพียงถ้าเป็นปรัชญา เป็นทฤษฎีก็ดีหรอกนะครับ แต่เวลาเอามาใช้ รัฐบาลทหารขลาดเกินไปเอาท่านมาบังหน้า และคนบริหารคือใครเล่า นายกฯที่อ้างคุณธรรม อ้าง ศก.พอเพียง แต่พฤติกรรมของท่านหลายเรื่องก็น่าสงสัย ทั้งสมบัติ 91 ล้านและที่ดินป่าเขายายเที่ยง เราจะไว้ใจนายกฯที่ร่ำรวยโดยไม่มีที่มาที่ไปให้มาทำ ศก.พอเพียงได้หรือ

แล้ว ศก.พอเพียงที่คุณสุรยุทธ์นำมาใช้ มันก็ได้เพียงพอจริงๆ คือ แค่ห้าเดือน ศก.ไทยทรุดฮวบ กำลังซื้อข้าวของของผู้คนหดหายไปอย่างรวดเร็ว ธปท. ธนาคารโลกลดตัวเลขความเติบโตของจีดีพีไทยทันทีครึ่งเปอร์เซ็นต์ในปี 2550 ถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองเรา ในเมื่อที่อื่นเขากำลังเติบโต แต่ประเทศเรากำลังถดถอย ภายใต้นโยบาย ศก.พอเพียง

หม่อมอุ๊ย ที่เคยคาดหวังว่าจะเป็นมือดีของดรีมทีม ศก.ของรัฐบาลทหาร พูดจามีท่า แต่เอาเข้าจริง ท่าดีทีเหลวไปอีกคน เขาบริหารงานคลัง ศก.ผิดพลาด ไม่เข้าเป้า มีแต่พังและพังรายวัน ถ้าประเทศล้ม เราก็จะหันมาโทษทักษิณหรือ? หรือจะมีเสียงก่นด่าทหาร แต่ไม่วายที่จะลือนินทาหาความผิดกับข้างบนด้วย?

วารสารเดอะอีโคนอมิสต์ ที่คนเขาเก่งมากๆ ครับ ระดับคุณเทพชัย หย่อง สุทธิชัย หยุ่น พวกนี้ไม่ต้องไปสมัครงานกับเขาหรอกครับ เข้าไม่ได้แน่ เขาก็วิเคราะห์จากข้อมูลที่ออกมาแล้วว่า มันล้มเหลว พวกบ้าคลั่่งไม่ยอมแพ้ เอาสถาบันฯมาเล่นอีกว่า ทักษิณกำลังท้าทาย ศก.พอเพียง หรือท้าทายพระมหากษัตริย์

ถามว่า พวกคุณคิดยังไงไปเอาสถาบันฯมารบกับทักษิณ เรารักพระองค์ท่านเราต้องเทิดทูนท่าน ไม่ใช่เอะอะอ้างท่าน ท่านคือ มนุษย์อย่างพวกเรา มีผิดถูกได้ แต่เพราะกฎหมายว่า the King can do no wrong เราจึงไม่สมควรเอาท่านมาวางเป็นนโยบาย ศก. พอตอนนี้ ผิดท่า ห้าเดือนของรัฐบาลทหารดิ่งลงมาเร็ว เขาก็ต้องโทษท่านแน่นอน

ไปดูวิกีพิเดียสิ เขาวิเคราะห์ให้ฟังเลย ศก.พอเพียงของเรามีข้อสงสัยหรือข้อที่จะผิดพลาดได้ไง เขาถึงกับบอกว่า ในกรณีของ economic of scale and economic of scope การไม่กู้หวังทุนตัวเอง ทำไม่ได้หรอกครับ เขาเทียบกับทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์ดังๆ น่าสนใจมากครับ

อย่าไปยึดว่า ศก.พอเพียงคือ ทุกอย่าง ใช้เสริมได้ครับ แต่เอามาเป็นตัวหลัก ผมสงสัยมาก และที่สงสัยแต่ต้น คือ เราต้องชัดเจนว่า ศก.พอเพียงคืออะไรกันแน่ ไม่งั้นก็ตีความกันวุ่นวาย อย่าง ศาสตราจารย์ E.F schumacher เจ้าตำรา ศก.พอเพียงคนแรกเขาเขียนชัดทุกอย่างเลยในหนังสือ small is beautiful ปี 1973 ว่า เขาคิดยังไงกับ sufficient economy

- เขาเห็นว่าทุนนิยมผิด เพราะให้ค่าสินค้ามากกว่าค่าของความเป็นคน
- เขาเห็นว่า การปรับปรุงองค์กรใดโดยคำนึงถึงสินค้ามากว่าคนทำให้คนอยู่ใต้อำนาจของวัตถุ และทำให้คุณค่ามนุษย์ตกต่ำลง คนกลายเป็นทาสของเครื่องจักรและวัตถุ
- เขาสนับสนุนการให้คนมีงานทำเพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาสติปัญญา บรรลุความเป็นมนุษย์ที่ต้องทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นแทนการเอาตัวเองเป็นใหญ่ และที่สุดเพื่อผลิตสินค้าและบริการอย่างพอเพียงเพื่อคงความเป็นมนุษย์และอยู่รอด
- เขาเสนอใช้เทคโนโลยี่ที่เหมาะสมหรือ intermediate technology เพื่อให้คนมีงานทำ และเทคโนโลยี่ก้พัฒนาได้ไปพร้อมกัน ไม่ใช่ใช้เทคโนขั้นสูงจนคนตกงาน ซึ่งจะเป็นเรื่องเลวร้ายและผิดพลาด

ทั้งหมดที่เขาเสนอได้รับการยอมรับในผลงานเพราะ clear cut idea โดยได้รับอิทธิพลทางศาสนาทั้งพุทธ และคริสต์นิกายคาทอลิก

คุณทักษิณ ละทิ้ง ศก.พอเพียงหรือ? ในความเห็นของผม เปล่าเลย ผมเห็นว่ารัฐบาลคุณทักษิณกำลังทำสองทางหรือ dual track ไปพร้อมๆ กันในระหว่างห้าปีเศษที่ท่านปกครองและทำได้ดี เศรษฐกิจภาคเมือง เน้นการส่งออก การลงทุน การค้าเสรี ผ่อนคลายกฎระเบียบทางการค้า และเมกกะโปรเจคส์ ศก.ภาคชนบท การสร้างรายได้แก่เกษตรกร ราคาพืชผลที่สูงขึ้น หาช่องทางส่งออกใหม่ๆ การเพิ่มมูลค่ากับผลผลิตท้องถิ่น
โครงการจำนวนมากของคุณทักษิณ สอดคล้องกับนโยบาย ศก.พอเพียง ทั้งโอท็อป สามสิบบาทฯ กองทุนหมู่บ้าน บ้านเอื้ออาทร โฮมสเตย์ หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน

สิ่งเหล่านี้ คือ ศก.พอเพียงที่จับต้องได้ แต่รัฐบาลเถื่อน กำลังทำลายสิ่งเหล่านี้ลงทีละโครงการ หรือถ้าไม่ทำลายก็ไม่ส่งเสริม หรือเปลี่ยนชื่อไป น่าเสียดายครับ พวกเขากำลังทำลาย ศก.พอเพียง ภาคปฎิบัติที่ประชาชนได้รับอานิสงส์โดยตรงโดยไม่รู้ตัว

นี่หรือครับ คนที่อ้างว่ารักชาติ เทิดทูนสถาบัน?

'ฉลาด' ปฏิเสธข่าว ย้ำต้องการบรรลุเป้าหมายระยะยาวมากกว่า

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
7 กุมภาพันธ์ 2550

แหล่งข่าวอย่างน้อยสองแหล่งได้ยืนยันผ่านมาทางศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซแล้วว่า คุณฉลาดไม่ได้มีโครงการที่จะเดินทางไปปักหลักประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่สนามหลวง ตามข่าวที่เราได้เสนอก่อนหน้านี้ ("ฉลาด" ประกาศปักหลักสู้เผด็จการที่สนามหลวงแล้ว) โดยคุณฉลาด วรฉัตร ได้ย้ำกับแหล่งข่าวว่า "ยังไม่ทำอะไร" ทั้งนี้เพราะ "บรรดานักการเมืองไม่มีการเคลืื่อนไหวใดๆ ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของนักการเมืองโดยเฉพาะ"

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวได้กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณฉลาดอาจจะทำกิจกรรมรณรงค์ประชาธิปไตยในช่วงเดือนเมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่คุณฉลาดเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญที่เรียกร้องประชาธิปไตยได้จนประสบความสำเร็จในครานั้น

ในขณะที่แหล่งข่าวอีกแห่งหนึ่งได้เล่าว่า คุณฉลาด ได้บอกเล่าถึงแผนการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างยั่งยืนไว้ว่า "ถ้าต้องการบรรลุเป้าหมายในระยะยาว จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง พรรคการเมืองนี้ต้องเป็นของสมาชิกพรรคจริงๆ เน้นจำนวนสมาชิก ไม่เน้นจำนวน ส.ส.และไม่จำเป็นต้องส่งคนลงสมัคร ส.ส.ก็ได้ มีการเคลื่อนไหวมวลชนตลอดเวลา คล้ายกรีนพีซ มีแนวทางและอุดมการณ์ที่ชัดเจน ถ้ามีสมาชิกถึง 30 ล้านคนเมื่อไร ก็ถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์"

ประชาชนที่เบื้องต้นทราบข่าวว่า คุณฉลาดอาจจะออกมาจุดประกายกระแสประชาชน เพื่อต่อสู้กับเผด็จการ ต่างก็มีท่าทีที่ดีใจ และเปี่ยมด้วยความหวังว่าข่าวดังกล่าวจะได้รับการยืนยันขึ้นมาจริงๆ เราจะขออนุญาตนำความคิดเห็นของเพื่อนประชาชนมาเสนอดังนี้: -

"คุณฉลาด เป็นของจริงที่พิสูจน์แล้ว เพียงแต่ไม่มีมวลชนจัดตั้งเหมือนจำลอง และเป็นท่วงทำนองรากหญ้า จึงเป็นขวัญใจของชนชาวรากหญ้า การเคลื่อนไหวของคุณฉลาดครั้งนี้เป็นสัญญาณให้เห็นว่า "ภาวะวิสัยเริ่มกำลังสุกงอม" จะเริ่มมี "คนของสังคม" เปิดตัวเข้าร่วมขบวนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์จะพัฒนาให้เกิดองค์กรแนวร่วมในไม่ช้า"
- คุณ alinet

"โอ้ข่าวดีมากครับ อยากได้ยินมานานแล้ว"
- คุณ Pongpri

"นักสู้เพื่อประชาธิปไตย ตัวจริงเสียงจริง ผู้จุดประกายแสง ธรรมนำทาง สู้ๆๆๆๆ"
- คุณ แป้นพิมพ์

"ถ้าฉลาดมาจริงจะไปร่วมต่อสู้กับฉลาดด้วยคน"
- คุณ เกลอแก้ว

"เพียงแต่รอคนเริ่มเท่านั้นแหละครับ คนรอจะออกมาสนับสนุน"
- คุณ ten thousand

"ฉลาด" ประกาศปักหลักสู้เผด็จการที่สนามหลวงแล้ว

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
7 กุมภาพันธ์ 2550

ประชาชนได้แจ้งว่า จากการรับฟังข่าวจากวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ทำให้ทราบว่า คุณฉลาด วรฉัตร นักสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศจะออกมาปักหลักต่อสู้ที่สนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ข่าวดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอื่นๆ หากมีความคืบหน้าประการใด เราจะพยายามนำมาแจ้งให้กับท่านโดยเร็วที่สุด

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 06, 2550

บทความทวีวุฒิ: เมื่อสื่อไทยรุมจิกไทมส์

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา พันทิป
6 กุมภาพันธ์ 2550

เอาล่ะ ในฐานะที่เคยถูกบางกอกโพสต์ส่งไปเรียนกับสถาบันรอยเตอร์เรื่อง “วิธีการรายงานข่าว” มา และก็ไปนั่งกินเบียร์กับนักข่าวต่างชาติที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศมาก็บ่อยมาก เพื่อ “ระบายความเครียด” ก็จะขอเล่าให้ท่านฟัง ถึงเรื่องสื่อต่างชาติและสื่อไทย ว่าจริงๆ แล้ว อยู่คนละโลกกันเลย ตอนนี้สมาคมนักข่าวไทยก็ออกมาอัดไทมส์ยับ บอกไทมส์ไปว่าทักษิณโกงกินปิดกั้นสื่อ และการรายงานของสื่อไทยช่วงทักษิณ เที่ยงธรรมที่สุด ทำไปตามหน้าที่นักข่าว “ที่ดี” เท่านั้น

ไทมส์นั้นมีนิตยสารทั่วโลกอยู่ราว ร้อยห้าสิบฉบับ ถึงไทมส์จะถอนการมีสำนักในไทยออกไปนานแล้ว แต่เครือข่ายไทมส์ในไทยนั้นยังแน่นปึ๊ก ไม่ต้องมองอื่นไกล สำนักข่าวไทยหลายแห่งยังแย่งกันเป็นผู้ขายนิตยสารในเครือข่ายไทมส์ในไทยอยู่เลย คนทั่วโลกอ่านไทมส์และนิตยสารในเครือ “เป็นร้อยล้านฉบับ” สำหรับคนที่เลือกเสพสื่ออย่าพิถีพิถัน ไทมส์ก็คือมุมมองระดับโลก ต่อโลกที่รอบข้างเขา อาจจะมะกันไป หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่นอนคือไทมส์ เป็นหนึ่งบนโลก ถ้าว่ากันด้วยเรื่องข่าว นักข่าวไทมส์ รับเงินไม่ได้ เล่นหุ้นไม่ได้ มีบริษัทพีอาร์ไม่ได้ ไทมส์มีกฎระเบียบธรรมาภิบาล จริยธรรม และจรรยาบรรณ ระดับองค์กรและนักข่าว ชนิดซื้อตัวซื้อสำนักข่าวไม่ได้ ก็แล้วกัน

แล้วสมาคมนักข่าวไทยก็ออกมา “อัดไทมส์” เพียงอาทิตย์เดียวหลังคณะปฏิวัติบอกให้สำนักข่าวไทย “ช่วยคุยกับสำนักข่าวเทศ อย่างไทมส์”

เอาหละ ท่านผู้อ่านที่อ่านผมมานานคงจะรู้แล้วหละว่าผมจะเขียนอย่างไรต่อ เช่น นึกหรือว่าไทมส์ไม่รู้ว่าสำนักข่าวไทยคือธุรกิจการเมือง และถือหางคณะปฏิวัติกันไปหมดแล้ว หรือว่ามาตรฐานฝรั่งแล้ว แค่ความเชื่อว่าทักษิณโกง มันก็มีน้ำหนักแค่นั้น คือความเชื่อ หรือว่าถ้าสำนักข่าวถูกฟ้องร้องเรื่องละเมิดสิทธิ ฝรั่งเขามองว่า “ไม่ใช่คุกคามสื่อ” แต่แค่ปกป้องสิทธิกัน แล้วก็อย่างที่รู้ๆ กัน คุณภาพสื่อไทยนะมันก็แค่นี้จริงๆ มาตรฐานนะ ยังต่ำต้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับฝรั่ง แต่เอาล่ะผมจะไม่ขอ ลงไปในระดับนั้นมากนัก เอาเป็นว่าสมาคมนักข่าวถ้าจะประสาท “ถ้าคิดว่าไทมส์ไม่เห็นความจริงว่าสื่อไทยเป็นอย่างไร”

แต่ผมจะขอวกไปเรื่องอื่นดีกว่า คือในการบอกไทมส์ไปว่า “ทักษิณชั่ว” สมาคมนักข่าวกำลังบอกไทมส์ว่าอะไรจริงๆ ก็คือบอกว่า คณะปฏิวัติ “ไม่ชั่วใช่ไหม” ผมก็ไม่รู้นะว่าคณะปฏิวัติดีเลวอย่างไร ท่าทางคงจะ “ดีมากนะ” เพราะทุกสำนักออกมาปกป้องกันเหลือเกิน ขอให้ปิดปากตัวเองยังไงยอมหมด ด่าอะไรทักษิณ เอาไปต่อยอดกันเมามันทุกที คือคณะปฏิวัติท่าทางคงจะดีจริง

แต่ปัญหามันก็ตรงนี้หละน้า แทนที่จะออกไปอัดทักษิณว่าชาติชั่ว ทำไมไม่ออกมาตรงๆ เลย แล้วขอให้ฝรั่งเขาหันมาสนับสนุนคณะปฏิวัติแบบที่ตัวเองทำล่ะ จะ “อีแอบ” มาแบบ “อ้อมๆ” ทำไม กลัวอะไรอยู่ ก็ถ้าคิดว่าทำถูกอยู่ คิดถูกอยู่ รออะไรอยู่หละ ก็เปิดผนึกไปถึงไทมส์เลยว่าสมาคมนักข่าว “ชื่นชมคณะปฏิวัติ” และ “ปกป้องคณะปฏิวัติอยู่”

สรุปคือสมาคมนักข่าวไม่กล้าพูดความจริง ก็เพราะอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่ “ลึกๆ แล้ว ก็รู้อยู่แก่ใจตัวเอง ว่าคณะปฏิวัตินั้น แย่กว่าทักษิณเสียอีก เพียงแต่ว่าลงเงินลงทุน ลงทุนเชื่อกันมาทางนี้แล้ว “อยู่ๆ จะให้กลับลำ มันไม่ได้” ก็เลยต้องออกมา “อัดระดับไทมส์ยับ” ลงเอยกำลังจมลงสู่บึ้งลึก ในสายตาระดับไทมส์ แต่ก็อย่างว่า “ช่างหัวฝรั่ง” งานนี้สำหรับคนไทย “บริโภค” ล้วนๆ

ข่าววงในเรื่องการปลดผบ.ตร.จากเน็ต

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
5 กุมภาพันธ์ 2550

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ถูกปลดฟ้าผ่าจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจ และมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เป็นผู้รักษาการราชการแทนชั่วคราว

ประชาชนให้ข้อมูลเชิงลึก

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยโพสต์บนเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งตั้งแต่เช้ามืดวันนี้ มีใจความว่า

วงสนทนาบ้านสี่เสาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการหารือด้วยว่า หากมีการปลด พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.แล้วจะให้ใครมาแทน ซึ่งมีการพูดถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร. (น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6) ขณะที่นายกฯต้องการให้เรื่องนี้ถึงที่สุดก่อน ส่วน พล.อ.เปรม มิได้แสดงความเห็นหรือแนะนำอะไร

เชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ ทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะติดขัดข้อกฎหมายระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นเดียวกับสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปลด พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร.ให้ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่ง ผบ.ตร.ก็ไม่ได้ขาดตาม ทำให้ พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 (สมัยนั้น) ต้องเข้าไปรักษาการไปจน พล.ต.อ.สันต์ เกษียณ ถึงจะสามารถแต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท ขึ้นแทนได้ เช่นเดียวกับครั้งนี้ ถ้าปลด พล.ต.อ.โกวิท ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี รอง ผบ.ตร.หรือเทียบเท่าอาวุโสอันดับ 1 ต้องขึ้นมานั่งรักษาการตำแหน่ง ผบ.ตร. นั่นคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่ปรึกษา (สบ 10) เลยไม่แปลกใจเหตุใดถึงเห็นอาการ "กั๊กๆ" เกิดขึ้น ทั้งจากนายกรัฐมนตรีและประธาน คมช. (คืออยากเล่นแต่ไม่สำเร็จหรอกครับ ท่านรัฐบาลเถื่อน ถ้าท่านเจอพี่เสรีพิศุทธ์ หล่ะก็บอกได้คำเดียวครับว่าหนาว)
- คุณ ส


เสียงวิจารณ์ของประชาชนระงม

สาเหตุของการปลดครั้งนี้ ประชาชนเชื่อว่า เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความคืบหน้าในการสืบสวนเหตุการณ์การระเบิดคืนส่งท้ายปีเก่า (อ่านเพิ่มได้ที่ "ตามกระแส ข่าวจับมือบึ้ม") เป็นประเด็นหลัก และหลังจากข่าวดังกล่าวได้ออกผ่านสื่อและมีการยอมรับอย่างเป็นทางการ ประชาชนต่างก็แสดงความคิดเห็นต่างๆ นาๆ

"พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร ถูกปลดเพราะกลัวความจริงเรื่องระเบิด8จุดในวันที่31ธันวาคม พศ.2549"
- คุณ P

"กลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นทหาร มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นคนของ คมช. มันถึงพยายามทุกอย่างที่จะไม่ให้ตำรวจชุดโกวิท ภาณุพงศ์ สืบสวนต่อ และออกมาแก้แทนทหารพวกนี้ว่า เป็นผู้บริสุทธ์ที่ตำรวจนำมาเป็นแพะ

แต่ที่น่าตกใจก็คือ มีกลุ่มวางระเบิดจากภาคใต้ ร่วมทำงานกับกลุ่มนี้ด้วย ทำให้ข้อสงสัยที่ว่า ทหารมีส่วนเป็นผู้ร่วมป่วนภาคใต้มีเค้ามูลมากยิ่งขึ้น และถ้าพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า ถวัลย์ศักดิ์ แปะแน ผู้วางระเบิดภาคใต้หลายครั้ง เป็นคนกลุ่มเดียวกับสพรั่ง และสนธิลิ้ม ร่วมกับทหารผู้ต้องสงสัยทั้งหมด จะเป็นการตอบคำถามที่กลุ่มสนธิลิ้ม และคมช. อ้างเหตุความไม่สงบภาคใต้ แล้วยกเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำการยึดอำนาจ 19 กันยาฯ

และเป็นการแก้ข้อสงสัยว่า ทำไมสนธิลิ้มและบรรดา คมช. หลายๆ คน ต้องการขับไล่ไส่ส่งโกวิท ให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวน และในที่สุด ก็โยนคดีนี้ให้ DSI เป็นผู้รับผิดชอบแทน.."
- คุณ K

"แล้วไอ้พวกพันธมารแก๊งสะพรั่งบรรณวิทย์และไอ้แปะลิ้มก็สมใจ"
- คุณ A

"ประการที่ ๓ @@@ กำจัด"โกวิท" @@@

ในกระบวน แนวร่วม คมช....ไม่พอใจอยู่คน คือ "โกวิท"
เป็นหอกข้างแคร่เป็นคนอันตราย ให้ร้ายมากกว่าให้คุณ

คิดกำจัด มิใช่เรื่องง่าย เพราะคนให้ท้าย ยังเหลืออยู่
เก็บไว้ไม่ได้ มีที่ไหนจับทหาร ถึงแม้เป็นตัวการก็มิควร

ตำรวจส่วนใหญ่รักนาย ไม่เห็นด้วย กับการปล้นทรัพย์
ตร.ทั่วไทย ใกล้ชิดรากหญ้า รู้ชาตา คมช.ว่าขาดแน่
พากันใส่เกียร์ว่าง รอการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่

คอมมานโด ถึงคนน้อย แต่มีคุณภาพ ไม่ยอมรับ คมช.
รอวันพบนาย รอวันรากหญ้าทั่วไทย ทวงอำนาจ

กลืนไม่เข้า คายไม่ออก อยากปลดออก ปลดไม่ได้
ไม่รู้ทำประการใด กองเชียร์ มารร้าย ไม่สะใจเริ่มไล่โห่..."
- คุณพิเภภ

"ขอเสียงปรบมือ ให้ท่านโกวิทย์ !"
- คุณโคบายาชิ

"(การแต่งตังเสรีพิสุทธิ์เป็นการ)รักษาการณ์แทนเท่านั้นครับ เดี๋ยวก็ปรับโครงสร้างพร้อมเลย คอยดู เอาชื่อมาอำนาจไม่ให้ก็เท่านั้น"
- คุณ BTM830

"แด่ตำรวจของพ่อ และสมเด็จย่า จงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีอย่าทนอยู่อย่างทาสเผด็จการเลยครับ"
- คุณ suphakit-g

จับตาความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ

ในขณะที่กระแสข่าวปลด ผบ.ทบ. กำลังร้อนแรง ก็มีสายข่าวแจ้งข่าวลือเข้ามายังศูนย์ข่าวโดยกล่าวว่า

"ภายในสองสามวันนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งนายกฯ โดยจะปลดตาโปนเขายายเที่ยง แล้วเบี่ยงเป็น Sweet BJ เนื่องจากกงกงเห็นว่าตาโปนเขายายเที่ยงสมานฉันท์ไม่ได้ นังอุ๋ย 100 จุด ก็จะกระเด็นด้วย"

อย่างไรตามกระแสข่าวลือดังกล่าวค่อนข้างขัดแย้งกับข่าวจากคุณ ส. ด้านบน จึงทำให้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก

บทความ: สื่อดังของโลกรุมถล่มรัฐบาลเถื่อนและคมช.

โดย เสรีชน
ที่มา ประชาไท
6 กุมภาพันธ์ 2550

ได้มีผู้สรุปมุมมองจากสื่อสำนักต่างๆ ทั่วโลก ที่มีต่อรัฐบาลเถื่อนและเผด็จการทหาร คมช. ไว้ได้อย่างน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาลงไว้ดังนี้

สื่อดังของโลกรุมถล่ม รัฐบาลเถื่อนและคมช.เลยพลิกลิ้น สื่อต่างชาติถูกทักษิณซื้อ

น่ายินดีครับที่โลกเราเปิดกว้าง เรื่องที่กระทบต่อประเทศหนึ่งไปมีผลถึงประเทศอื่นทันที ตอนนี้ รัฐบาลเถื่อนเป๋และเมาหมัดแล้ว สื่อต่างชาติที่มีชื่อเสียงรุมด่ารัฐบาลเถื่อนรายวัน ไล่เรียงกันมาเลยครับ

ซีเอ็นเอ็น ลงข่าวทักษิณทั่วโลก แต่กับหัวหน้าทหารกบฎไม่สนใจลงให้

อัลจาซีร่า วันนี้ ทหารหวังจะให้แขกมาเชียร์ตน ดันลงข่าวว่า ประชาชนนิยมรัฐบาลเก่า ทหารหมดท่าเลย เอาหัวแม่เท้าเกากระบาลแล้ว

บีบีซี เอพี เอเอฟพี ลงข่าวสงสัยว่า ทหารอาจจะวางระเบิดวันส่งท้ายปีเก่าเอง

วิกกีพีเดีย เวปที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก ออกมาโต้ ศก.พอเพียง แถมมันลามปามในหลวงเรา ก็เพราะรัฐบาลทรราชมันเอาในหลวงมาเป็นหัวข้อเอง จะทำงานก็ทำ ต้องอ้างท่านทุกเรื่อง

นิวสวีค เดอะอีโคโนมิสต์ นิตยสารการเมืองเศรษฐศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลมาก ลงเรื่องราวเกี่ยวกับศก. พอเพียงสองครั้ง ชุดใหญ่ กระเทือนสถาบันฯอีก แถมแขวะยูเอ็นดีพีด้วย ผมคิดว่านายกเถื่อนควรเลิกเอาสถาบันมาชู เพราะการพัฒนาศก. มันอาจถูกหรือผิดทางได้ ถ้าผิดเขาจะลามมาถึงเบื้องบนนะ ศก.พอเพียงใช้เสริมได้ ไม่ใช่ใช้เ็้น้นเป็นตัวจักร อย่างที่จะทำนี้แค่ไม่กี่เดือนก็รู้แล้วทำไม่ได้กับประเทศใหญ่แบบไทยที่คน 66 ล้าน จีนเขาทำมาก่อนยังเปลี่ยนทางเลย

ไทมส์ ปกทักษิณขายเกลี้ยงตลาด

สำนักข่าวเอ็นเอชเค รายงานการเดินทางของทักษิณในญี่ปุ่น

คริสเตียนไซแอ่นท์ มอนิเตอร์ เป็นปรปักษ์กับเผด็จการโลกที่สามมาตลอด แฉพฤติกรรมเลวของทหารกบฎหลายครั้ง

ซีซีทีวี์ ฯลฯ

สื่อเหล่านี้โดยเฉพาะซีเอ็นเอ็น ใหญ่มากๆ มีอิทธิิพลมากกกว่าไทยรัฐบวกผู้จัดการร้อยเท่า แต่ถูก ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล คนที่ไม่มีสถานีออกเพราะถูกไล่จากทุกช่อง และแป๊ะลิ้ม กล่าวหาว่าทักษิณซื้อสื่อเมืองนอก โอยตายห่า สื่อดังๆ ของโลกนี่อยู่ใต้เท้าทักษิณหรือ ถ้าจริง รีบเชิญทักษิณกลับมาเป็นนายกฯเหอะเพราะ dominate ข่าวได้ทั่วโลกแล้ว

ใครเขาจะซื้อได้ เขาเห็นเผด็จการ และหม่อมอุ๋ย พา ศก. ไปผิดทาง ตัวเลขถดถอย เขาออกมาตีตรงๆ ยิ่งปิดหูเซ็นเซอร์ข่าว ยิ่งเปิดช่องให้เขาตีทหารไทยหนัก แล้วแสบกว่านี้ ทูตเยอรมันในนามสหภาพยุโรปออกมาด่ากลับกระทรวงต่างประเทศไทยที่ไปประท้วงเขา แบบไม่กลัวเลย ไม่สนกระทรวงต่างประเทศไทยเลย

งานนี้ ล่องจุ๊นครับ ไปกันหมด ทั้งทหาร เผด็จการ รัฐบาลเถื่อน หม่อมอุ๊ย แค่ตรีเศรษฐศาตร์ อาศัยเป็นเชื้อเจ้านึกว่าเก่ง มาทำเองพัง ทำราชการกับบริหารงานประเทศ มันยากต่างกันครับ

อย่าพาประเทศลงเหวต่อเลย

งานนี้ ทหารแพ้แน่นอน ถ้ายังใช้วิธีเผด็จอำนาจ ปลดคนนั้น ใส่ความคนนี้ ไม่ทำงาน ไม่คอยบริหารประเทศ วันๆ มาจับผิดคน แต่ไม่มีผลงานอวดประชาชน จะซื้อใจใครได้วะ?

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 05, 2550

บทความ: เรียน คมช.ที่รัก

โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา พันทิป
5 กุมภาพันธ์ 2550

เรียน คมช.ที่รัก ศัตรูของคุณคือ "ความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎร" ไม่ใช่ทักษิณ

ราษฎรที่ถูกน้ำท่วม ยังไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างดีพอ การหากินของราษฎรเริ่มฝึดเคือง คนเริ่มตกงาน เศรษฐกิจเริ่มถดถอย นักลงทุนต่างชาติหอบเงินหนี นักลงทุนไทยกอดเงินไว้กับบ้าน โรงงานเริ่มไม่ได้รับ ออร์เดอร์ ยาบ้าเริ่มระบาด นักเรียนไม่มีเงินกู้เรียน (อาจต้องไปขายตัวเหมือนในอดีต)

นี่เป็นศัตรูของคุณ ไม่ใช่ทักษิณ

"ทักษิณ" นั้น หมดอำนาจทางการเมืองไปแล้ว แผ่นดินไทยก็เหยียบไม่ได้ ลูกน้องทักษิณทั้งในวงราชการ โดนปลดหมดแล้ว พวกคุณเข้าสวมแทนหมดแล้ว

ทำไมพวกคุณถึงมุ่งรบแต่กับ "เงาของทักษิณ" มาตลอดสี่เดือนมานี้ ทำไมคุณไม่เร่งทำงานให้ดีกว่าทักษิณ ผลงานของทักษิณ คนเขาก็ว่าดี พวกคุณต้องไปเถียงเขาทำไม เขาทำดีก็ต้องบอกว่าดี ประชาชนส่วนใหญ่เขาคิดอย่างนั้น ม้นเป็นความรู้สึกของประชาชน พวกคุณไปเถียงกับประชาชน มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

พวกคุณก็ไปสร้างผลงานใหม่ที่ดีกว่าทักษิณ หรือเท่าเดิม ต่อยอดทื่เขาทำไว้ให้ดีซิครับ

หากทำไม่ได้ ก็คืนอำนาจให้ประชาชนเสีย จัดเลือกตั้งโดยเร็ว

คุณยิ่งสู้กับ "เงาของทักษิณ" พวกคุณยิ่งบ้า ยิ่งคลั่ง คุณยิ่ง ปลดคน ปลดข้าราช ศัตรูคุณก็ยิ่งมาก ทุกคนเขาก็มีพรรคพวก มีเพื่อนมีมิตร มีบริวาร ไปรังแกเขา เขาก็มีมือมีเท้า เขาก็ต้องต่อสู้ ป้องกันตัว เขาสู้ไม่ได้วันนี้ พรุ่งนี้ก็ยังมี เขาก็รอคอยโอกาสพวกคุณล้ม การแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย

พวกคุณขึ้นมา ท่องแต่คำว่า "สมานฉันท์" แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่การกระทำของพวกคุณกลับ "บ่อนทำลาย สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชัง" ไปทั่วทั้งแผ่นดิน

พวกคุณ ท่องบ่นคำว่า "จริยธรรม" แต่พวกคุณกับทำในสิ่งที่ไร้จริยธรรม เล่นพรรคเล่นพวก ไม่โปร่งใส่ ฯลฯ

ทักษิณ โดนเนรเทศไม่มีแผ่นดินอยู่แล้ว ต้องระเหเร่ร่อน พวกคุณยังจะไปรังแกอะไรเขาอีก ไปทำเขา เขาตอบโต้เอาก็ดิ้นเป็นโดนน้ำร้อนลวก

ทำงานของพวกคุณไป หากทำไม่ได้พวกคุณ ไม่มีแผ่นดินอยู่แน่

ไม่มีใครมีอำนาจตลอดกาล คนที่ว่าจะอยู่อย่างยาวนาน 20 ปี แบบทักษิณ ยังต้องระหกระเหิน "เหมือนพระรามเดินดง" ทั้งที่มี คนรักแทบค่อนประเทศ

แต่พวกคุณมีแต่ "คนชัง คนเกลียด ค่อนประเทศ" พวกคุณจะอยู่ในอำนาจได้ยาวนานสักเท่าใด

หาศัตรูให้เจอ อย่ามัวไปสู้กับเงา

ปล. ผมสงสารที่เห็นบั้นปลายชีวิตหลังเกษียณของพวกคุณ ไม่สงบสุขแน่

มุมมองสื่อยักษ์โลกอาหรับ "ทักษิณเป็นทศกัณฑ์หรือหนุมาน?"

4 กุมภาพันธ์ 2550

บทความล่าสุดของสำนักข่าวอัลจาซีร่าร์ (3 ก.พ.) สื่อยักษ์ใหญ่แห่งโลกอาหรับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคุณทักษิณ โดยอัลจาซีร่าร์ได้ยกวรรณกรรมรามเกียรติ์ที่มีตัวละครสำคัญได้แก่ ทศกัณฑ์ และหนุมาน มาตั้งคำถามว่า คุณทักษิณเป็นฝ่ายไหนกันแน่ เนื่องจากตามท้องเรื่องเดิม หนุมานซึ่งเป็นทหารของกษัตริย์ ตัวแทนความดี เป็นฝ่ายที่ยกทัพไปปราบทศกัณฑ์ที่เป็นตัวแทนความชั่วร้าย ในขณะที่เรื่องราวในยุคปัจจุบัน กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะกลับกลายเป็นคุณทักษิณที่ถูกยัดเยียดบทร้ายจากบรรดานายทหารต่างๆ ผู้เข้ายึดอำนาจ

อัลจาซีร่าร์ได้บรรยายเชิงประชดว่า เหล่านายทหารต่างๆ ที่ขับไล่คุณทักษิณออกจากตำแหน่งตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ทำการกล่าวโทษคุณทักษิณในเกือบจะทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ เหตุการณ์การระเบิดในคืนส่งท้ายปีเก่า รวมถึงการเป็นต้นเหตุของรันเวย์ร้าวในสนามบิน ฯลฯ

นักข่าวของอัลจาซีร่าร์ คุณเดวิด ฮอร์กินส์ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ เพื่อที่จะเข้าไปดูข้อเท็จจริงว่าประชาชนไทยคิดอย่างไรกันแน่กับคุณทักษิณ และก็ได้พบกับความประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อได้รับคำตอบจากประชาชน ซึ่งกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน โดยกล่าวว่าคุณทักษิณเป็นคนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ช่วยเหลือประชาชน ไม่เคยมีผู้นำคนใดที่สามารถทำได้อย่างที่คุณทักษิณเคยทำ ประชาชนกล่าวว่าต้องการให้คุณทักษิณกลับมาบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่ง คุณทักษิณยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญ เพราะมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับคนอื่น ฯลฯ

บทความได้พยายามถ่วงน้ำหนักกับขั้วความคิดตรงกันข้าม ด้วยการลงบทสัมภาษณ์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านความเอนเอียง และตกอยู่ภายใต้เมฆหมอกของโทสาคติจนบดบังปัญญาไปหมด โดยคุณปณิธานได้กล่าวนำคุณทักษิณไปเปรียบเทียบกับ เผด็จการที่ชั่วร้ายสามสี่คน ได้แก่ ฮิตเลอร์ มุโสลินี มากอส และฟิเดล คาสโตร ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว คนปรกติธรรมดาที่ทิฏฐิไม่วิบัติ จะทราบว่าคนเหล่านี้กับคุณทักษิณไม่ได้มีความเหมือนกันแต่อย่างใด

บทความดังกล่าวได้ผูกเรื่องสรุปตอนท้ายว่า ในท้ายที่สุดของเรื่องรามเกียรติ์ หนุมานนั้นชนะทศกัณฑ์ แต่เรื่องราวของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คุณทักษิณ ชิณวัตร ยังไม่จบลง ยังดำเนินต่อไป และเราน่าจะเห็นคุณทักษิณดึงความเป็นลิงๆ ออกมาจากบรรดานายพลทั้งหลายที่ยึดอำนาจจากเขาไปอีกด้วย

ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านบทความดังกล่าว เป็นต้นฉบับภาษาอังกฤษ ได้ที่เว็บอัลจาซีร่าร์ที่ลิงค์ด้านล่างนี้

http://english.aljazeera.net/NR/exeres/6632B5ED-7156-41FE-9B28-54DA7775EF02.htm

บทความแปล ฉบับภาษาไทย โดยคุณโอฬาร
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P5108818/P5108818.html

เสียงประชาชน: ทหารหน่วยรบพิเศษยังบ่น "ไม่น่าปฏิวัติเลย"

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
5 กุมภาพันธ์ 2550

ประชาชนได้รายงานสิ่งที่ตนเองประสบพบเห็น ได้ยิน เข้ามายังศูนย์ข่าวอยู่เรื่อยๆ โดยส่วนมากประชาชนค่อนข้างจะมีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะกับการเริ่มประสบปัญหาเศรษฐกิจ การค้าขายฝืดเคือง ล่าสุด แม้แต่ทหารที่ออกปฏิบัติการในการทำรัฐประหาร ยังไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ดังกล่าว ดังที่เราจะนำมาเสนอดังนี้

"เมื่อทหารชั้นผู้น้อยหน่วนรบพิเศษ ที่ได้รับคำสั่งจากพวกกบฏ ให้มาปฏิบัติหน้าที่ยืนเฝ้าถนน ควบคุมประชาชน ในกรุงเทพฯ พอถึงกำหนดสับเปลี่ยนกำลังก็กลับไปพักในที่ตั้งเดิม ทหารชั้นผู้น้อยได้ไปจับจ่ายของที่ตลาดเจ้าประจำ แม่ค้าถามว่าเป็นยังไง ไปอยู่กรุงเทพฯมา ทหารหน่วยรบพิเศษส่ายหน้าตอบว่า 'ไม่น่าปฏิวัติเลย เปรมโดนด่าเละกลางถนน ไม่มีชิ้นดี'

ทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาปฏิวัติทั้งทีได้เบี้ยเลี้ยงไม่เท่าไร ไอ้ตัวใหญ่มันเอาหมด ปกติตัวใหญ่ มันก็อมเบี้ยเลี้ยงฝึก เบี้ยเลี้ยงอื่นๆ อยู่แล้ว 10-30% อ้างผู้การขออยู่เรื่อยๆ เงินเดือนทหารรับใช้ คุณนายผู้พันยังยึด อ้างว่ากินอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว ถ้าไปคุยกับทหารชั้นผู้น้อยคนไหนก็จะได้ข้อมูลเหล่านี้

ล่าสุดแม่ค้าบอก เริ่มถามหาทักษิณกันแล้วเพราะค้าขายไม่ดี วันๆ นั่งตบยุง ไม่ค่อยมีลูกค้ามาอุดหนุน แม้แต่พวกที่ดู ASTV ก็เงียบจ๋อยไปเลย"


"ไปตลาดสดทุกวันเหมือนกัน วันนี้ได้คุยกับแม่ค้าหมู เธอบอกว่า หมูถูกลงเยอะเลย เพราะส่งออกไม่ได้ เลยล้นตลาดเมืองไทย"


"เมื่อวานนี้ ได้ข่าวสหภาพยุโรป(EU)ได้ยกเลิกซื้อไก่ต้มสุกของไทย โดยอ้างว่าไก่ไทยใช้วัดซีนป้องกันไข้หวัดนก และ EU ได้เลือกที่จะซื้อไก่ต้มสุกจากประเทศบลาซิลแทน แต่สื่อไทยเงียบสนิท แปลกมั้ย ?"

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 03, 2550

รายงานสดจากสวนลุมพินี เสาร์ที่ 3 ก.พ. 50

ติดตามได้ที่

วิทยุ http://www.saturdayradio.com
ทีวี http://www.saturdayradio.com/tv.php

ท่านที่ใช้ Windows Media Player, Winamp, RealPlayer ใช้
วิทยุ mms://streaming.internetthai.com/stm10
ทีวี mms://202.44.53.12/stream2

โพลล์ชี้ ประชาชน 45% ยังนิยมคุณทักษิณ

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
3 กุมภาพันธ์ 2550

ประชาชนท่านหนึ่งได้รายงานผลการสำรวจฉบับหนึ่งเข้ามายังศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ โดยผลการสำรวจเกิดขึ้นจากการที่นักธุรกิจกลุ่มหนึ่งได้ว่าจ้างให้นักวิชาการอิสระจัดทำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยผลสำรวจมีสาระสำคัญดังนี้: -

75 % ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร
45 % ยังนิยมคุณทักษิณ
6.9% นิยมในตัวอภิสิทธิ์ ปชป.
56% จะโนโหวต ถ้าพรรคไทยรักไทย โดนคำสั่งศาลให้ยุบพรรค


ทั้งนี้รายงานผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้แจ้งรายละเอียดอื่นๆ มาด้วย อาทิเช่น จำนวนกลุ่มตัวอย่าง พื้นที่การเก็บข้อมูล ฯลฯ มีเพียงสาระสำคัญดังกล่าวเท่านั้น

คนวันเสาร์ฯเตรียมแฉทีเด็ด เย็นนี้ที่สวนลุมฯ

3 มกราคม 2550

พลาดไม่ได้กับรายการปราศรัยทุกสัปดาห์โดยกลุ่ม"คนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ" โดยล่าสุดเสาร์นี้ ย้ายวิกมาจัดกลางใจเมืองย่านสีลม พร้อมเตรียมตีแผ่เรื่องเด็ดๆ ของคณะเผด็จการทหาร รับฟังข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ทีมงานได้ตระเตรียมข้อมูลและเสาะหามาอย่างยากลำบาก รวมถึงไม่สามารถหาฟังได้จากสื่อใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากถูกปิดกั้นน้ำท่วมปากไปหมดแล้ว

ทั้งนี้การจัดการชุมนุมปราศรัยดังกล่าว จะจัดขึ้นที่บริเวณหน้าสวนลุมพินี ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป การชุมนุมปราศรัยดังกล่าวได้จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว โดยเป็นการชุมนุมปราศรัยอย่างสันติ สงบ และปราศจากความรุนแรง เป็นการเน้นการให้ข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง รวมถึงเป็นการแสดงพลังเพื่อให้เห็นว่าประชาชนนั้นไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ และทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

ร่วมใจกันต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 รวมพลังสร้างชาติกลับคืนมา และหยุดการทำลายชาติของเผด็จการ

บทความไทม์: เงาทมึนที่ทอดยาวของทักษิณ

โดย Hannah Beech
ที่มา Thailand: Thaksin's Giant Shadow : นิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550
แปลโดย mrsdue
3 กุมภาพันธ์ 2550

ประเทศไทย: เงาทมึนที่ทอดยาวของทักษิณ

ข่าวด่วน: ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกยึดอำนาจโดยการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว กำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งพรรคใหม่ ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา คุณทักษิณ ซึ่งมีอายุ 57 ปี และเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน ได้สัญญาว่าจะไม่กลับเข้าสู่การเมืองอีก เนื่องจากเกรงว่าหากกลับเข้ามาเล่นการเมือง จะสร้างความแตกแยกให้กับเส้นใยประชาธิปไตยอันเปราะบางของไทยยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ ที่กรุงโตเกียวเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คุณทักษิณกลับประกาศตั้งพรรคใหม่อย่างองอาจ “พรรคใหม่ของผมจะใช้ชื่อว่าพรรคสุขกับชีวิต (Enjoy Life Party)” คุณทักษิณกล่าว เมื่อปี 2548 คุณทักษิณนำพรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้ง กวาดที่นั่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนพรรคใหม่คือพรรคสุขกับชีวิตมีนโยบายอย่างไรน่ะหรือ คุณทักษิณตอบอย่างสนุกสนานว่า “ก็ เล่นกอล์ฟ ท่องเที่ยว พักผ่อน พบปะเพื่อนฝูง ไงล่ะ”

คุณทักษิณ อาจจะมีการใช้ชีวิตที่ดูผ่อนคลาย ภายหลังการรัฐประหาร แต่เงาร่างของเขาก็ยังทำให้กลุ่มทหารที่ยึดอำนาจหวาดผวา แม้เขาจะประกาศเลิกเล่นการเมืองก็ตาม ในช่วงรัฐบาลของคุณทักษิณ ประเทศไทยต้องตกอยู่ในภาวะแตกแยก แม้จะถูกชนชั้นกลางในเมืองหลวงเดินขบวนประท้วงขับไล่เป็นเดือนๆ แต่มหาชนชาวชนบทกลับยังคงเรียกร้องให้เขากลับมาบริหารประเทศ เนื่องจากเห็นว่าคุณทักษิณเป็นผู้นำที่ทำเพื่อคนยากจน โดยพิสูจน์ได้จากนโยบายประชานิยมของเขา หากมีการเลือกตั้งในวันนี้ ค่อนข้างแน่นอนว่าคุณทักษิณก็จะยังคงเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง โดยประชาชนพลังเงียบจะลุกขึ้นมาจากไร่นา และป่าเขา เพื่อเลือกคุณทักษิณให้กลับมาทำหน้าที่บริหารประเทศอีกครั้งหนึ่ง เราได้สัมภาษณ์ คุณมุกดา ปราศไทยสงค์ ชาวนาจากจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคอิสาน ซึ่งเป็นภาคที่ยากจนของประเทศไทย คุณมุกดากล่าวว่า “หากคุณทักษิณลงเลือกตั้งอีกครั้ง ดิฉันก็อยากจะให้ท่านกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพราะคุณทักษิณให้ความสำคัญกับเราชาวรากหญ้า มากกว่าชนชั้นกลาง และข้าราชการ ตอนนี้คนยากคนจนไม่มีความสำคัญเลยในสายตาของรัฐบาลปัจจุบัน” เมื่อได้ยินอย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคณะรัฐประหารที่ไม่เคยได้รับเลือกตั้งของประเทศไทยจะต้องหวาดกลัวกับเงาร่างของผู้นำพลัดถิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นิตย์ พิบูลย์สงคราม กล่าวว่า “มีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าคุณทักษิณมิได้หยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำให้เราเป็นกังวล” แต่คุณนิตย์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยหลักฐานดังกล่าว

คณะนายพลกำลังพยายามสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองจากคุณทักษิณ แม้การรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว จะไม่ได้รับการต่อต้านมากนักจากประชาชนในตอนแรก แม้แต่ในกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยก็ตาม แต่คณะรัฐประหารก็ยังต้องเตือนสื่อท้องถิ่นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ให้เสนอข่าวคุณทักษิณ เพื่อไม่ให้สาธารณะชนระคายเคือง สัญญาณโทรทัศน์ดาวเทียมของการให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณกับสถานีโทรทัศน์ CNN ได้ถูกตัด แม้แต่รัฐบาลต่างชาติก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย เมื่อคุณทักษิณได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรีของสิงค์โปร์เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลไทยกริ้วโกรธมาก ถึงขนาดสั่งระงับการประชุมทางการฑูตหัวข้อหนึ่ง ระหว่างสองประเทศ สองสามวันต่อมา ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ พลเอก สนธิ บุณยรัตนกลิน ออกมาเผยข่าวลับว่า สิงค์โปร์อาจดักฟังการสนทนากันระหว่างผู้นำประเทศไทย โดยใช้ความเป็นเจ้าของ ชินคอร์ป เป็นเครื่องมือ (บริษัทชินคอร์ป เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นครอบครัวของคุณทักษิณเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และได้ขายให้กับเทมาเสคโฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลสิงค์โปร์ ในราคา 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปีที่แล้ว) นายอุกฤษ ปัทมนันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันศึกษาเอเชีย แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งเป็นผู้แต่งร่วมของหนังสือเกี่ยวกับคุณทักษิณ กล่าวว่า “คุณทักษิณสร้างความหวาดหวั่นให้กับ คมช. เป็นอย่างยิ่ง ผมไม่เชื่อว่าคุณทักษิณจะเลิกเล่นการเมือง ผมเห็นว่าเขาจะกลับมาเมื่อประชาชนเริ่มเห็นว่าผู้นำที่เข้ารับอำนาจต่อจากเขาทำงานล้มเหลว ประชาชนจะเห็นว่าคุณทักษิณเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาแทน คมช.”

ความจริงแล้ว คมช. ซึ่งอ้างว่าล้มล้างรัฐบาลทักษิณ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ และเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านคุณทักษิณ กำลังถูกกดดัน พลเอกสนธิ และนายกรัฐมนตรีที่ คมช. แต่งตั้ง คือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ให้สัญญากับประชาชนว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งในปลายปีนี้ แต่ขณะนี้เป็นเวลาเพียงแค่ 4 เดือนหลังจากการรัฐประหาร โพลจากสำนักสำรวจท้องถิ่นระบุว่าประชาชนกำลังเอือมระอากับทหาร ในขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายทางการคลังที่ผิดพลาดโดยคณะรัฐมนตรีที่ถูกแต่งตั้งโดยกองทัพ ก็ได้หลอกหลอนให้นักลงทุนต่างชาติหวาดกลัวอย่างหนัก เช่นเดียวกับระเบิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต เมื่อวันสิ้นปี ที่คณะรัฐประหารยังไม่สามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้ ส่วนทางภาคใต้ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมก็กลับเร่งก่อความรุนแรงอย่างทวีคูณ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็เพิ่งมีชาวพุทธถูกยิงเสียชีวิตไปอีก 3 ศพ คุณทักษิณกล่าวว่า หากเขาได้กลับไปที่ประเทศไทย เขาจะช่วยยุติความร้าวฉานในชาติ “การสมานฉันท์นั้นก็เหมือนกับการตบมือ หากคุณพยายามตบมืออยู่ข้างเดียว แต่กลับดึงอีกข้างหนึ่งออกห่าง คุณจะตบมือสำเร็จไหม คุณจะต้องดึงเอามืออีกข้างหนึ่งกลับมา เพื่อจะได้ตบมือสองข้างร่วมกัน ผมวางมือทางการเมืองแล้ว เลิกวิตกจริตกันได้แล้ว แต่ผมต้องการกลับมาช่วยในกระบวนการสมานฉันท์” คุณทักษิณกล่าว

นั่นเป็นคำกล่าวที่ฟังแล้วดูเป็นมิตรและอบอุ่น แต่ตัวคุณทักษิณเอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็สร้างความขัดแย้งไว้ไม่น้อย ความไม่สงบในภาคใต้ก็เริ่มรุนแรงขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ และปัญหาดังกล่าวก็ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อคุณทักษิณตัดสินใจใช้วิธีทางการทหารที่รุนแรงเข้าปราบปราม มากกว่าที่จะใช้ความพยายามที่จะเอาชนะใจชาวบ้าน มีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่นการทำสงครามกับยาเสพติดเป็นเวลา 3 เดือน เมื่อปี พ.ศ. 2546 ที่มีผู้ถูกฆาตกรรมมากกว่า 2,000 คน ทำให้ประชาชนบางส่วนสงสัยว่า คุณทักษิณได้ใช้อำนาจอย่างเผด็จการ การขายหุ้น ชินคอร์ป โดยไม่เสียภาษี ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านคุณทักษิณครั้งใหญ่ที่กรุงเทพฯ ทำให้ภาพพจน์คุณทักษิณดูห่างไกลจากภาพนายกติดดินของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาการทุจริตคอรัปชั่นมากมายในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งคมช. กำลังสืบสวนอยู่ 52 ข้อกล่าวหาทุจริตคอรัปชั่น หรือการใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้อง และกล่าวว่าอาจจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาภายในปลายเดือนกุมภาพันธ์ พรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณ ก็กำลังถูกสืบสวนกรณีทุจริตการเลือกตั้งซึ่งได้ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ เมื่อเดือนเมษายน ปีที่แล้ว แม้แต่ผลงานชิ้นโบว์แดงของคุณทักษิณ คือสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเปิดใช้หลังจากที่คุณทักษิณถูกยึดอำนาจเพียง 9 วัน ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผลงานที่เร่งรีบเกินไป และมีการทุจริตคอรัปชั่น เมื่อปลายเดือนที่แล้วผู้ตรวจสอบสากลก็ได้งดออกใบรับรองให้สนามบินว่าเป็นสนามบินที่ปลอดภัย เนื่องจากมีรอยร้าวบนแท็กซี่เวย์ คณะรัฐประหารกล่าวว่าการตรวจสอบข้อกล่าวหาต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก “เรากำลังพยายามงมหาหลักฐานอยู่ แต่จะเอาให้ถึงเบื้องลึกนั้นเป็นไปได้ยากมาก” นายนิตย์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศกล่าว

ในขณะที่รัฐบาลชั่วคราวกำลังเดินสะเปะสะปะ ดูเหมือนว่าคุณทักษิณจะกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับการเกษียณอายุจากหน้าที่การงาน เขากล่าวถึงการจะเอาส่วนประกอบของอาหารมาจาก หมอนวดแผนไทยที่ทำงานในตึกของเขาที่ปักกิ่ง แล้วเอามาใส่ในไข่เจียว และแกงเผ็ดกุ้งของเขา เพื่อชูรส แล้วก็กล่าวถึงร้านรวง และเพื่อนฝูงที่อยู่ในที่ต่างๆ ทั่วโลกที่จะต้องไปเยือนอีกมากมาย “หลังจากเกิดการรัฐประหาร ผมอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และได้พบกับเพื่อนบางคน ที่ให้ชีสกับผม (gave me some cheese) ผมบอกกับพวกเขาว่า อย่าวิตกไปเลย ผมยังยิ้มได้แม้ไม่มีชีส” คุณทักษิณเล่าเรื่องขำขันนี้ให้เราฟังในโรงแรมหรูของกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นโรงแรมเดียวกับที่เขาเคยพักเมื่อสมัยยังเป็นนายกรัฐมนตรี ติดตามมาด้วยเสียงหัวเราะขบขันของกลุ่มผู้ติดตามซึ่งยังคงเรียกเขาว่า ฯพณฯ แม้ว่าคุณทักษิณจะเพียรพยายามบอกกับทุกคนว่าเขาจะยุติบทบาททางการเมือง ครอบครัวของเขาต้องการให้เขาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวมากกว่าหัวหน้ารัฐบาล หรือความเชื่อทางศาสนาพุทธเรียกร้องให้เขาค้นหาความสุขจากภายใน แต่บรรยากาศในห้องพักรับรองที่หรูหราของเขาก็เป็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวัง ไม่ใช่บรรยากาศแบบปิดฉาก คุณทักษิณและประเทศไทยยังไม่พ้นไปจากกันและกันอย่างแน่นอน

รายงานร่วมโดย โรเบิร์ต ฮอร์น -- กรุงเทพฯ

บทความ: ต้นเหตุที่แท้จริงของระเบิดที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดย alinet
2 กุมภาพันธ์ 2550

1.ทำไมต้องเป็นเดลินิวส์?

ถ้าต้องการข่มขู่วงการหนังสือพิมพ์อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวหา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐน่าจะเป็นเป้าหมายที่ดีกว่าเพราะไทยรัฐถูกมองว่าแอบเข้าข้างรัฐบาลทักษิณจนถูกโจมตีจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือถ้าเป็นกลุ่มทักษิณทำ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ,คมชัดลึกของกลุ่มเนชั่นหรือไทยโพสต์ไม่ดีกว่าหรือ ตรงเป้าดี

ถ้าต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อปลดผบ.ตร. ทำไมต้องเป็นหนังสือพิมพ์ เป้าหมายอื่นๆ แบบเดียวกับระเบิดต้อนรับปีใหม่ก็ได้ และไม่จำเป็นต้องใช้ M.79 น่าจะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นที่แท้จริงและเป็นผลพลอยได้มากกว่า

สาเหตุที่แท้จริงน่าจะเป็นเรื่องขุดคุ้ยเปิดโปงข่าวที่ทำให้ผู้มีอิทธิพลโกรธกลัวทนไม่ได้มากกว่า

แล้วประเด็นข่าวขุดคุ้ยเปิดโปงเรื่องใดที่มีผลให้ต้องยิงระเบิด เอ็ม.79

ประเด็นเริ่มโจมตีเสียดสีรัฐบาลและคมช.มากขึ้น หนังสือพิมพ์อื่นๆ ยังโจมตีใส่ร้ายมากกว่าเดลินิวส์เสียอีก

ประเด็นมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล ก็ไม่น่าจะใช่เพราะผู้หนุนหลังเดลินิวส์ก็เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญน่าจะสามารถประสานประโยชน์ได้

ประเด็นการเปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลังทำให้สนามบินสุวรรณภูมิเสียหายจากน้ำใต้ดิน จนเป็นเหตุให้สายการบินในประเทศต้องย้ายไปใช้สนามบินดอนเมืองและขุดคุ้ยหาต้นเหตุกันครึกโครมขณะนี้ อาจทำให้ผู้มีอิทธิพลกลัวและโกรธแค้นได้

2.สายสัมพันธ์ของเดลินิวส์กับกลุ่มรัฐประหาร 19 กย.49

เป็นที่ทราบดีว่าหนังสือพิมพ์เดลินิวส์มีจุดยืนหนุนพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด และพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคพันธมิตรเป้าหมายของคมช.ที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งตามสูตร ปชป.+ชาติไทย+สมศักดิ์ เทพสุทิน(จปร.6หนุน) เพื่อประกันสถานการณ์พลิกกลับ

กองบก.หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ใกล้ชิดเคารพนับถือพลเอกเปรมผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

ตระกูลเหตระกูล เมื่อขัดแย้งกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้เข้าไปอิงสายราชนิกุลบางกลุ่ม

บทบาทในการร่วมต่อต้านรัฐบาลทักษิณของเดลินิวส์ก็ไม่น้อยหน้าใคร แต่ยังไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกลุ่มสนธิลิ้มฯ,กลุ่มสิทธิชัยหยุ่นและกลุ่มมติชนจึงต้องเริ่มแสดงบทบาทสำคัญของตนเรียกร้องบ้าง แต่ก็น่าจะประสานประโยชน์กันได้

3. ประเด็นขุดคุ้ยเปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลังทำให้สนามบินสุวรรณภูมิเสียหายจากน้ำใต้ดิน

ที่ลงในคอลัมน์หน้า 4-5 วันเสาร์,อาทิตย์และจันทร์(27,28,29 มค.50) เรื่องมีคนทำ"กาลักน้ำ" นำน้ำจากข้างนอกเข้าสนามบินสุวรรณภูมิเป็นประเด็นที่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นนอกจากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ไม่ได้เปิดโปงขุดคุ้ยข่าวนี้

เนื้อหาโดยสรุปมีว่า เรื่องแท็กซี่รันเวย์ร้าวจากน้ำใต้ดินโดยธรรมชาติไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะการก่อสร้างมีระบบเขื่อนกันน้ำซึมเข้าระดับลึกถึง 4.00 เมตรและดินแถบนั้นเป็นดินเหนียวน้ำก่อนถมทรายก็ป้องกันไม่ให้น้ำใต้ดินซึมเข้ามา แถมวางระบบระบายน้ำแบบสนามกอล์ฟชั้นเยี่ยมไม่ให้น้ำขังโดยมีคูคลองรอบสนามบินเป็นที่พักน้ำก่อนสูบออกข้างนอกเขื่อน ขณะถมทรายก็มีการบดอัดรีด(เดรน)น้ำออกหมดตามมาตรฐานที่กำหนดก่อนทำพื้นรันเวย์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีน้ำข้างเคียงไหลซึมผ่านเขื่อนและน้ำใต้ดินก็ไม่สามารถซึมเข้ามาได้ เมื่อฝนตกก็มีระบบระบายน้ำอย่างดีไม่มีทางท่วมขังจนเกินมาตรฐานได้ การแตกร้าวของรันเวย์และแท็กซี่เวย์ก็ไม่มีผลทำให้เกิดอันตรายได้ และทางเทคนิคก็สามารถเกิดขึ้นได้ และก็เกิดขึ้นกับสนามบินต่างๆ ทั่วโลก

แล้วเหตุใดจึงมีน้ำท่วมขังจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นรันเวย์ได้?

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์เรียกร้องให้สืบสวนสอบสวนและแย้มข่าวลึกของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องการตกเป็นแพะว่ามี "กาลักน้ำ" เกิดขึ้นโดยจงใจ มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบพร้อมอาวุธเฝ้าตรงสถานีสูบน้ำปล่อยให้น้ำไหลเข้าสนามบิน เจ้าหน้าที่รับผิดชอบได้แจ้งให้ผู้มีอำนาจในคมช.ที่รับผิดชอบทราบแล้วว่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ก็ยังเพิกเฉย

นี่แหละ"กาลักน้ำ"ที่มาของยิงระเบิดข่มขู่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

4. ทำไมไม่ยิงระเบิดข่มขู่หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ด้วย?

เพราะหนังสือพิมพ์เดลินิวส์มียอดขายเป็นอันดับ 2 รองจากไทยรัฐ จึงมีน้ำหนักต่อกระแสในสังคมมากกว่าโลกวันนี้ ถ้ายิงระเบิดขู่หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ เท่ากับช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ในผลด้านกลับและง่ายต่อการสืบสาวราวเรื่อง

5.ทำไมต้องทำ"กาลักน้ำ"?

ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยากสนองเรื่องป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยปล่อยให้ที่อื่นรับเคราะห็แทน เพื่อเอาหน้า หรือต้องการทำลายผลงานของรัฐบาลทักษิณ เพราะประวัติศาสตร์ของสนามบินสุวรรณภูมิค่อนข้างยาวนานมากกว่า 40 ปี รัฐบาลที่ผ่านมาเข้ามากอบโกยผลประโยชน์แล้วก็ผ่านไปไม่เคยทำให้สำเร็จได้เลย จนรัฐบาลทักษิณเข้ามาเร่งก่อสร้างเพื่อให้เสร็จทันการเฉลิมฉลองในหลวงครองราชย์ครบ 60 ปี(สร้างพระราชวังเพิ่ม,งานพื้นสวนโลกที่เชียงใหม่ เป็นต้น) ทั้งๆ ที่ถูกคัดค้านกลั่นแกล้งทุกรูปแบบทุกวิถีทางจากกลุ่มต้องการโค่นอำนาจ แต่ก็ดันจนผ่านมาได้อย่างทุลักทุเลที่สุดในประวัติศาสตร์การสร้างสนามบิน

6. ทำไมต้องทำลายผลงานของรัฐบาลทักษิณ?

เพื่อทำให้ข้ออ้างเรื่องคอร์รัปชั่น จึงทำรัฐประหารมีน้ำหนักพอฟังได้ เช่นโครงการอีกมากมายที่ตั้งธงหาข้อกฎหมายมาเช็คบิลตามนโยบายหมาป่ากับลูกแกะ

ต้องทำให้ทักษิณเป็นซาตาน เพื่อลบภาพอัศวินม้าขาวของคนรากหญ้า

เพื่อลบคะแนนปาตี้ลิสต์ 16 ล้านเสียงที่เป็นของแสลงสำหรับประเทศไทย

เพื่อนำเหลือบฝูงใหม่เข้ามาเขมือบผลประโยชน์มหาศาลในสนามบินแห่งนี้แบบหน้าด้านๆ


สรุป

ต้นเหตุที่แท้จริงของการยิงระเบิด เอ็ม 79 ข่มขู่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เพราะขุดคุ้ยเปิดโปงเรื่อง"กาลักน้ำ" ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจล้นฟ้าปัจจุบัน อาจส่งผลให้เห็นเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และไม่เป็นไปตามข้ออ้างรัฐประหาร

อาเมน!!!....ประเทศไทย.!


หมายเหตุ ท่านสามารถดาวโหลดไฟล์การสนทนาของวิศวกรชาวต่างชาติท่านหนึ่ง ที่ได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาของพื้นสนามบินสุวรรณภูมิ โดยได้ย้ำว่าเกิดขึ้นจากความจงใจในการผันน้ำเข้าสู่สนามบิน ซึ่งเป็นการสำทับข้อมูลที่ได้มาจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากการทำ "กาลักน้ำ"

http://www.chupong.com/Rec_Prog/rec/Chupong31jan2007AM.mp3

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 02, 2550

สัญญาณอันตรายว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะไม่บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะฯ

โดย คุณ"แด่บรรพชนผู้อภิวัฒน์ ๒๔๗๕"
ที่มา 19 กันยาฯ ต้านรัฐประหาร
2 กุมภาพันธ์ 2550

ท่านอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย) ได้มีจดหมายถึง พล.อ. สุรยุทธ์ เนื้อความในจดหมายท่านแสดงความเป็นห่วงว่าการที่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ จึงไม่ได้บัญญัติบทบัญญัติข้อสำคัญในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์คือ ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี ๒๕๔๙ ไม่ได้คงไว้ซึ่งบัญญัติมาตรา ๙ ที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก”

นี่เป็นสัญญาณอันตรายอย่างแรกของพระพุทธศาสนาหลังจากที่มีการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะมีการปฏิวัติชั่วร้ายยังไง มาตรา๙ ที่บัญญัติให้ “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” ก็ยังคงไว้

สัญญาณประการที่สองคือ มีการเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติบางกลุ่ม เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะมีการแก้ไขบางประเด็นที่จะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม อันจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในคณะสงฆ์

ท่านอธิการบดีจึงส่งจดหมายนี้เพื่อหวังพึ่งพิงนายกที่จากการทำรัฐประหาร และท่านยังอำนวยพรประการต่างๆ ซึ่งก็น่าเห็นใจท่านอธิการบดี ที่ไม่รู้ว่าจะฝากความหวังกับใครกัน

พวกเราทั้งหลาย การต่อสู้เรียกร้องอำนาจของประชาชนคืนมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่ออำนาจประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว แต่เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาด้วย เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อคนในวันนี้แต่ต้องสู้เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่กับแผ่นดินไทยให้ตราบนานเพือคนรุ่นหลัง

การต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนามิได้หมายถึงสงครามศาสนา แต่ผมหมายถึงการที่เราชาวพุทธจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนาโดยศึกษาหลักธรรมและช่วยกันเผยแพร่หลักธรรมที่ถูกต้องให้แพร่หลายออกไป ให้ประชาชนไทยชาวพุทธได้เข้าใจถูก ไม่งมงายในมายาคติทั้งหลายนั่นเอง

รายละเอียดของจดหมายมีดังนี้

สำเนา
ที่ ศธ ๖๑๐๐ / ๙๖๗

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
วัดมหาธาตุ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐
โทร. -----
โทรสาร. ----

๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

เรื่อง ขออนุโมทนาขอบคุณในความห่วงใยของ ฯพณฯ ที่มีต่อพระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์

เจริญพร ฯพณฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี

สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. สำเนารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๙๐
๒. สำเนาคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓

อนุสนธิจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้วนั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์อย่างน้อย ๒ ประการ คือ

๑. การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ แทนนั้น เป็นการยกเลิกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบางประการที่มีความสำคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระพุทธศาสนา กล่าวคือ ในบทบัญญัติมาตรา ๙ แห่งหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก”

ในหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราวพุทธศักร ๒๕๔๙ ที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ประกาศใช้นั้น ไม่มีบทบัญญัติที่ว่าด้วย “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” ดังกล่าว ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นฉบับถาวรหรือชั่วคราว ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน

มหาวิทยาลัยจึงขอเจริญพรยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะให้มีบทบัญญัติรับรองเรื่อง “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับถาวร ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

๒. การเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติบางกลุ่ม เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมานั้น ถือว่าไม่เป็นการอันสมควร เพราะ การเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ไม่สมบูรณ์และครบถ้วน เพราะเป็นการเสนอขอแก้ไขเพียงบางประเด็น ซึ่งอาจชวนให้คิดได้ว่า เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในคณะสงฆ์ และที่สำคัญยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม

มหาวิทยาลัยจึงขอเจริญพรมายัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเพื่อโปรดพิจารณา ถ้าหากจะมีการเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ขอให้ดำเนินการผ่านความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์

ด้วยความห่วงใยในความมั่นคงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์ดังกล่าวแล้ว อาตมภาพ ในนามมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จึงขอเจริญพรมายัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ได้โปรดพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของประชาคมหมาวิทยาลัย คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ในท้ายที่สุดนี้ ขอแสดงความชื่นชมยินดีและขออนุโมทนาในกุศลเจตนของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่มีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและธำรงรักษาพระพุทธศาสนาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและด้วยความเสียสละเป็นอย่างยิ่ง

ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยได้โปรดอภิบาลประทานพรให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จงประสบแต่ความเจริญงอกงามในบวรพระพุทธศาสนา มีสติปัญญาสามารถนำพาประเทศชาติ และคณะรัฐบาล ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการไปได้ด้วยดี เพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรื่องของประเทศชาติสืบไป


ขอเจริญพร

(พระธรรมโกศาจารย์)
อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย