วันเสาร์, ธันวาคม 30, 2549

แจ้งข่าว หยุดปีใหม่

เรียนท่านผู้สนใจติดตามข่าวสาร

เนื่องด้วยวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ไทยอีนิวส์ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข ปรารถนาสิ่งใดขอให้สมความปรารถนา ปราศจากโรคภัย มีกำลังกาย กำลังใจในการดำเนินชีวิต และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

และขอถือโอกาสเรียนให้ทราบว่า เราจะหยุดกิจกรรมด้านข่าวในช่วงปีใหม่นี้ และทางทีมงานจะกลับมาทำหน้าที่รับใช้ท่านอีกครั้งหนึ่งหลังปีใหม่

ขอแสดงความนับถือ

Thai E-News

หนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่










ดาวโหลดหนังสือพิมพ์เสรีชน เวอร์ชั่น PDF ได้ที่

http://dl1u.savefile.com/62b9cddc75804f80d17fc64a02330e43/serichon.zip
http://savefile.com/files/373365

วันพุธ, ธันวาคม 27, 2549

ปฎิกิริยาต่างๆ ของประชาชนต่อข่าวการจะกลับมาของทักษิณ

กระแสของประชาชนตอบรับกันกระแสข่าวการกลับมาของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นไปอย่างรุนแรง โดยจับได้จากกระแสที่เกิดขึ้นจากเวปไซต์การเมืองหลักๆ ของเมืองไทย ในที่นี้เราจะคัดตัวอย่างเสียงของประชาชนที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ ดังนี้: -

"(บอก)ให้ไวเลยครับ จะถอดเสื้อปูรอรับที่พื้นแทนพรหมเลยท่าน"

"ที่ไหน เมื่อไหร่บอกมาได้เคยค่ะ จะลางานไปรับถึงบันไดเครื่องเลย"

"วันนี้ผมนั่งแท็กซี่มา ส่วนใหญ่จะถามเรื่องการเมือง โชว์เฟอร์ ก็บอกว่านายกทักษิณจะกลับมาช่วงต้นปี ซึ่งโชว์เฟอร์ก็ฟังเขามาและยังได้เล่าต่ออีกว่า แท็กซี่ส่วนใหญ่จะรวมตัวกันไปรับ และจะให้ผู้โดยสารที่จะไปรับนายกทักษิณให้โดยสารฟรี!!"

"ไปแน่ๆ 3 คน(บ้านผม)"

"คุยกะที่บ้านแล้วครับ พ่อผมก็จะไปด้วย รอกำหนดวันและเวลาอยู่ครับ"

"ผมก็ได้รับทราบมาทำนองนี้ เช่นเดียวกันครับ ท่านจะมาเมื่อไหร่ พร้อมไปรับครับ และเมื่อวันที่ 25 ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญ ไปงานวันคริสมาสต์ ที่โบสถ์ แห่งหนึ่งในจังหวัด ได้เจอเพื่อนนายทหารคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้มีทหารหลายหน่วย พร้อมที่จะขัดคำสั่งของคณะผู้นำทหารที่ได้ยึดอำนาจจากนายกทักษิณทันทีที่ท่านกลับมา"

"การตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยของนายกทักษิณฯ ถือเป็นการขยับครั้งสำคัญที่สุด ในเชิงความหมายว่า "ขยับเมื่อไหร่ ต้องเห็นเส้นชัย" หรือในความหมายของเพื่อนบางท่านที่ว่า 'มีดบินที่ออกจากฝัก ไม่เคยพลาดเป้า' "

"จะสุวรรณภูมิหรือที่เชียงใหม่ก็ไปแน่นอนค่ะ ขอแค่บอกให้ทราบว่าเมื่อไหร่ก็พอ"

"รถผม กระบะ Vigo 4 ประตู ว่าง 3 ที่นั่ง พร้อมรับเพื่อนๆติดไปด้วย บอกล่วงหน้า 60 นาที ไปโลด............."

"หลับตาเห็นม๊อบขับไล่แบบครั้งถนอม แต่ที่ผิดไปกว่าคือม็อบสนับสนุน หนาวกันทั้งประเทศแหละค่ะ นายกทักษิณบอกแล้วว่าให้เวลารัฐบาลชุดนี้แล้วสามเดือนเพื่อสมานฉันท์ แต่ผลมันออกมาตรงกันข้าม ท่าทีคุกคามบุตรนายกโดยคนที่ปลื้มเปรมกับอำนาจในมือ อิ่มเอมกับหัวโขนตำแหน่ง คิดไปว่าตัวคือผู้ทำเพื่อเอาผิดเขาให้ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อะไรมันจะเกิดก็คงต้องเกิดเสียแล้ว"

"พวกก่อการหนาวๆร้อนๆมานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำ..... รอเพียงจุดเดือดของฝ่ายที่โดนเหยียบว่าจะหมดความอดทนวันไหน จนระเบิด....ก้อแค่นั้น"

"สงสัยงานนี้มีคนเอาตีนก่ายหน้าผากแน่เลย"

ปิดข่าวเงียบ สนธิจ๋อยคนเชียงใหม่ไม่ก้มหัวให้เผด็จการ

มีรายงานข่าวที่ได้รับการยืนยันมาสองแหล่ง ถึงการปิดข่าวเรื่องที่พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ถูกประชาชนและทหารจำนวนหนึ่ง ไม่ลดตัวทำความเคารพเผด็จการคนนี้ขณะที่ทำหน้าที่เป็นประธานในการเดินสวนสนามในงาน"รวมพลังมวลชน"ที่สนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ 23 ที่ผ่านมา

โดยในการจัดงานครั้งนี้ได้มีการระดมทั้งทหารและพลเรือนเป็นจำนวนมาก และแม่งานนี้เป็นของกองทัพภาคที่ 3 // กอ.รมน. ภาค 3 และมีพล.อ.สนธิเป็นประธาน งานนี้มีการเดินสวนสนามอย่างกับพิธีเดินสวนสนามที่ลานพระบรมรูปฯ ทีเดียว และการไปและมาในครั้งนี้ได้มีผู้คุ้มกันหรือที่เขาเรียกบอดี้การ์ดแต่งชุดดำ ไม่ต่ำกว่า 30 คน ล้อมรอบตัว และไม่นับรวมกับที่กันจากภายนอกอีกไม่รู้กี่นาย

เรื่องเกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. เมื่อเริ่มงานซึ่งจะต้องมีการเดินสวนสนามผ่านหน้าประธานคือ พล.อ.สนธิ ประชาชนและทหารส่วนหนึ่งที่รู้จักที่ต่ำที่สูง รักเกียรติยศของตนเอง รักประชาธิปไตยไม่ก้มหัวให้กับเผด็จการ ได้ตัดสินใจไม่ยอมเดินผ่านหน้าประธานพิธี เป็นการหักหน้าทำให้ พล.อ.สนธิ เสียหน้าเป็นอย่างมาก และเป็นชนวนเหตุทำให้ขบวนชะงักและดำเนินการเดินสวนสนามต่อไม่ได้

เรื่องดังกล่าวถูกปิดเงียบ และถูกถ่ายทอดออกมาทางสื่อเพียงช่วงที่ไม่มีความวุ่นวายเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาชนไทย รักศักดิ์และศรี รักสิทธิของตน และรักประชาธิปไตย ไม่ก้มหัวให้กับเผด็จการที่ต้องการมาวางอำนาจทำตัวยิ่งใหญ่ไม่ให้ใครเสมอ

"สิ่งที่พวกเขาให้ภาพออกมาก็คือ การแสดงออกว่าประชาชนภาคเหนือ ทั้ง 17 จังหวัด ไม่มีใครต่อต้าน ทั้งที่ความเป็นจริงในงานคนก่นด่าและสาปแช่งเท่าไหร่ ?? การต้องมีผู้อารักขามากมายเช่นนั้นในขณะที่ตัวเป็นแค่เพียง ผู้บัญชาการทหารนายหนึ่งเท่านั้น เหมาะสมกับตำแหน่งการงานและหน้าที่แล้วหรือ ??? การจัดหาคนและกะเกณฑ์เพื่อสวนสนามต่อหน้าตัว ทั้ง 17 จังหวัดทางภาคเหนือ มันต้องการอะไร และเพื่ออะไรกัน ??" แหล่งข่าวกล่าวในท้ายที่สุด

เวปพิราบขาวโดนบอมบ์ หลังจากแกนนำประกาศยื่นหนังสือเปรม

เวปพิราบขาวไปซะแล้ว หลังจากที่แกนนำกลุ่มนายนพรุจน์ ประกาศจะยื่นหนังสือให้กับพล.อ.เปรม เพื่อให้พิจารณาตนเอง ลาออกจากการเป็นองคมนตรี (แกนนำกลุ่มพิราบขาวประกาศยื่นหนังสือป๋าให้ลาออกเย็นนี้)

จากการเปิดเผยของเวปมาสเตอร์ที่เวป 19 กันยาฯ กล่าวว่ายังมีเวปต้านเผด็จการอีกหลายเวปที่กำลังโดนโจมตีจากบรรดาแฮคเกอร์ฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้เวปมาสเตอร์ไม่ได้เปิดเผยว่า ผลลัพธ์ของการยื่นหนังสือเมื่อเย็นวานเป็นอย่างไร

10 สัญญาณเท็จ “ไม่สืบทอดอำนาจ”

โดย OMEGA
27 ธันวาคม 2549

วันนี้ผมจะมาชวนพวกเราคุยกันเรื่องสัญญาณ 10 ข้อ ที่บอกถึงอาการปลิ้นปล้อนของคนในคณะปฎิวัติ ที่พล่ามหวังจะล้างสมองคนไทยอยู่ทุกวัน ๆ และดันมีคนเชื่อซะด้วยสิครับ ผมเลยพาลนึกถึงคำเก่า ๆ "คนโกหกย่อมทำชั่วได้ทุกอย่าง"

วันนี้เรามาคุยกันแค่ 10 สัญญาณก่อน

สัญญาณที่ 1 – จับพรรคพวกยัดเข้าไปในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
ซึ่งนอกจากจะเล็งเอาร่ำเอารวยแล้ว ยังมีการปรับย้ายแก้ไขโครงสร้าง ตัดแขนขากำลังขององค์กร ครอบงำจนบริหารกันเองแทบจะไม่ได้ จะทำอะไรคิดอะไร ต้องนึกถึงคำนี้ก่อน “แล้วแต่ผู้ใหญ่”

สัญญาณที่ 2 – ตั้งสภากะโหลกกะลา สนช. ขึ้นมากันเองให้เป็นเหมือนสภาอับดุลห์
หญิงรู้จัก ชายรู้จัก สั่งอะไรมันก็ต้องทำ เพราะเซ่นน้ำเขียวน้ำแดงขนมต้มขาวมากับมือ นึกจะออกกฎหมายอะไรก็สั่งมันได้ดังใจนึก ขนาดอยากจะออกกฎหมายให้ใส่บาตรกรวดน้ำให้มันทุกวันธรรมสวนะ ผมก็เชื่อว่าสภา ฯ นี้จัดให้ได้ .. ด้วยความเกรงใจ

สัญญาณที่ 3 – อุปโลกสมัชชาเสียกบาลขึ้นมาเพิ่อดัดจริตจะร่างรัฐธรรมนูญ
ลองนึกภาพสิครับ ไปหากันมาเองร่วม 2,000 ห้ว แล้วสั่งให้ตัวตลกเกือบสองพันตัวนี้ ให้มันเลือกกันเองจนเหลือแค่ 200 แล้วเอามาให้พวกรัฐประหารมันเฟ้นจนเหลือ 100

555555 .. พวกเราจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ มันเรียกวิธีนี้ว่า “ประชาธิปไตย”

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือไอ้ร้อยสองร้อยหัวที่เลือกเข้ามานี่สิครับ ขนาดวันกาบัตรลงคะแนน มันยังไม่ประสากันเล๊ย ไอ้ที่บล๊อคกันเข้ามาก็มี ไอ้พวกที่โง่ขนาดนั่งกาบัตรบนโต๊ะกาแฟแล้วแบ่งกันดูก็มาก นี่มันจะเอาคนประเภทนี้มาร่างรัฐธรรมนูญไว้ปกครองบ้านเมืองกันจริง ๆ หรือนี่ คำตอบก็คือ “ใช่แล้วครับพี่น้อง” เพราะมันสั่งได้ จะให้นายก ฯ มาจากไหนก็สั่งได้ คลำดูว่ามีหางก็ใช้ได้แล้ว

สัญญาณที่ 4 – ความพยายามในการยุบพรรคการเมือง สลายขุมการเมืองเดิม
เรื่องนี้เราคงไม่ต้องคุยกันมากครับ เห็นมันกันอยู่ตำตาแล้ว เพียงแต่มีอ๊อปชั่นเป็น 2 ทาง

ทางแรก .. ยุบมันทั้ง ทรท.และ ปชป.ไม่เอามันแล้วพรรคเก่าเหง้าแก่ สู้ไปแอบให้พวกสาวกตั้งพรรคใหม่ดีกว่า

ทางเลือกที่สอง .. เก็บ ปชป.ไว้เพราะยังมีฐานเสียงให้เรียกใช้ได้ เอาปืนขู่ เสร็จแล้วก็เอาเงินปลอบ ขี้คร้านจะยิ้มกันแก้มปริเต็มใจรับใช้ตั้งแต่หัวจรดหาง(ตั้งแต่จำความการเมืองได้ ผมยังไม่เคยเห็นปชป.ออกมาสู้กับเผด็จการซักครั้ง นอกจากจะคอยฉวยโอกาส นึก ๆ ไปก็คล้าย ๆ พวกหมาไนในซาวันนาซึ่งถนัดในเรื่องฉวยซากเน่านักหนา)

สัญญาณที่ 5 – พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้คุณทักษิณได้กลับมา
อุตส่าห์ระดมเอาคนที่เกลียดคุณทักษิณมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ สลอนหน้าชี้มูลความผิด เร่งรัดยัดเยียดข้อหา เอามันตั้งแต่หวย ซื้อขายหุ้น ซื้อที่ดิน เอาผิดมันยันลูกยันหลาน ซึ่งจะด้วยความมือไม่ถึง หรือความขัดข้องทางสมอง หรือแม้จะด้วยความตะกรามก็ตาม ผมสังหรณ์ว่า หลาย ๆ เรื่องอาจจะจบลงแบบเรื่องหวยบนดิน กล่าวคือ “เหวี่ยงคอไม่พ้นงู”

สัญญาณที่ 6 – เผาโรงเรียนสร้างสถานการณ์ พยายามจะกกและกอดกฎอัยการศึกไว้
ผมนั่งคิดเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง แล้วถามตัวเองว่า ถ้าผมเป็นคนที่ต่อต้านพวกเผด็จการ ผมจะไปเที่ยวเผาโรงเรียนเล่นมั๊ย เผาแล้วได้นรกอะไรขึ้นมา จะเสี่ยงให้ถูกจับกันทำไม แล้วผมก็ตอบตัวเองว่า “ถ้าจะเผาโรงเรียน ข้าไปเผาบ้านเขายายเที่ยงซะยังได้อารมณ์กว่า”
.. แล้วใครเผา ?? .. ก็ใครได้ประโยชน์ ใครที่ยกเรื่องนี้เป็นข้ออ้างได้ ก็ไอ้นั่นแหละครับ

สัญญาณที่ 7 – ลงโทษข้าราชการประจำที่ทำงานในสมัยคุณทักษิณ
ให้ได้เห็นว่าใครบังอาจแข็งข้อจะโดนเยี่ยงนี้ เริ่มจากกรมสรรพากร และจะตามมาด้วยกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร ฯ แม้แต่ในสำนักนายก ฯ ก็ใช่ว่าจะรอดจากอาการเป็นไก่ตายให้ลิงดู

สัญญาณที่ 8 – ขยายอายุกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจาก 5 ปี เป็น 10 ปี
555555555 .. มุขนี้เป็นมุขไม่ฮา ที่ฮาที่สุดของปีเก่านี้ หาหัวคะแนนเตรียมไว้แบบเชยโคตร ๆ เลยครับ ถ้าไม่เชื่อก็ไปลองถามคุณบรรหารดู

สัญญาณที่ 9 – เพิ่มกำลัง กอรมน.70,000 อัตรา
บอกจะเอามาทำงานข่าว ขยายให้ครอบคลุมไปทั้ง 76 จังหวัด .. หลับตาทีไรผมนึกถึงแต่เกสตาโป ถ้ารวมกับอัตรากำลังเดิม ไทยเกสตาโปจะมีจำนวนมากมายจนจุใจ เดินไปที่ไหนก็เจอ หันไปทางไหนก็พบ เกลื่อนกลาดดาษดาไปหมด เหมือนกองขี้หมาแถวฟุตบาทข้างวัดราชนัดดา ฯ และเมื่อถึงเวลานั้น สิ่งที่ยากที่สุดในประเทศนี้ก็คือการเป็น"เสรีชน"

สัญญาณที่ 10 – งบลับเพื่อการปฎิวัติ 1,000 ล้าน
เป็นธรรมดานะครับ การจะเข้ามาแทรกแซงระบบการเมืองได้ จำเป็นต้องใช้เงิน โดยเฉพาะกับการจัดตั้งหรือแม้แต่การเรียกใช้พรรคนอมินี่ ซึ่งในเวลา 1 ปีที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งตามที่โม้เอาไว้นั้น จะหาเงินมาก ๆ เร็ว ๆ ได้อย่างวันนี้ ฮี่ฮี่ฮี่ .. ใครว่าเงินหายาก

10 สัญญาณอุบาทว์ล้วนชี้ถึงการเตรียมแผ้วทางรักษาอำนาจอย่างปฎิเสธได้ยาก สำหรับพวกเรา ผมไม่ห่วงเลยเพราะพวกเราเข้าใจที่จะแยกแยะ แต่กับคนบางพวกบางเหล่า ที่เพ้อฝันว่า “มันเป็นแค่การล้างไพ่” หรือแม้แต่อาการเคลิ้มว่า “โธ่ แค่ปีเดียวทำไมรอไม่ได้” และโดยเฉพาะกับคนกลุ่มพิเศษ ที่บูชาว่าคณะปฎิวัติคือพระผู้มาโปรด และเป็นคำตอบสุดท้ายของประเทศนี้ ผมสงสารว่าคนพวกนี้จะหาข้อแก้ตัวไปอธิบายให้ลูกหลานฟังได้ยังไง

เก็บตกเรื่องขำๆ: ลอกหมดทุกอย่าง ไม่เว้นของขวัญปีใหม่

ช่วงใกล้วันขึ้นปีใหม่ สื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรี ต่างพากันทั้งรับทั้งแจกของขวัญกันกระหึ่ม นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯก็ไม่ยอมน้อยหน้า หาของขวัญมาแจกจ่ายสื่อมวลชนด้วยเช่นกัน

ของขวัญที่นายธีรภัทร์ เอามาแจกให้สื่อมวลชน เป็นไดอารี่สุดหรู รูปเล่มสวยงาม เจ้าตัวแจกให้อย่างภาคภูมิใจ ในขณะที่ผู้สื่อข่าวตอบรับเป็นอย่างดี เข้าแถวคอยรับพร้อมกับลายเซ็นบนปกไดอารี่ ซึ่งระบุว่าเป็นไดอารี่ของคณะรัฐมนตรี

เป็นปลื้มได้ไม่นาน เมื่อผู้สื่อข่าวเปิดดูด้านใน บัญชีรายชื่อ ครม.เป็นชุดของรัฐบาลทักษิณทั้งชุด ได้รับคำตอบแบบตกใจ หน้าเจื่อนๆจาก ธีรภัทร์ว่า "อ๋อ ผมรู้แล้ว ไม่เป็นไร ประหยัด ๆๆๆ"

ก็ไม่รู้ว่าเป็นการวางยาของเจ้าหน้าที่ หรือความตั้งใจดีที่ต้องการให้ประหยัดงบกันแน่ รู้แต่ว่างานนี้ รมต. หน้าแตกยับรับปีใหม่

สันดานชอบก็อมผลงานรัฐบาลเก่ามาเป็นของตัว แม้แต่ไดอารี่ ก็ยังไม่มีปัญญาคิดทำด้วยตัวเอง

วันอังคาร, ธันวาคม 26, 2549

เจาะลึก..วิบากกรรมบ้านพักเขายายเที่ยง เงินที่ถูกโกงของทหารชั้นผู้น้อย

โดย ซูม
วันที่ 26 ธันวาคม 2549
ที่มา เวป 19 กันยาฯ ต้านรัฐประหาร
“ซื้อที่ดินแล้วแถมเงิน”
เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ขณะที่พล.ท.สุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นแม่ทัพภาค 2

เล่าขานมาจนถึงวันนี้ไม่รู้จบ เมื่อทหารชั้นผู้น้อยต้องเสียเงินฟรีๆ แล้วไม่ได้ที่ดินมากกว่า100ราย 10กว่าปีมาแล้วที่ต้องทนส่งเงินให้กับสวัสดิการฯ เป็นการใช้หนี้ที่กู้เงินมาเพื่อซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ แต่สุดท้ายที่ดินเหล่านั้นก็ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่จะครอบครองได้

ประมาณปี 2539 มลฑลทหารบกที่ 21 ได้จัดสรรแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ ให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยซื้อผ่อนด้วยราคาถูก ตั้งแต่ราคาแปดหมื่นบาทจนถึงสองแสนห้าหมื่นบาท ซึ่งแล้วแต่ผู้กู้จะสามารถกู้เงินได้มากน้อยแค่ไหน เป็นสิทธิของเจ้าตัว และเป็นไปตามกติกาอย่างถูกต้อง แต่เบื้องหลังมันมีอยู่ว่า ใครซื้อที่ดินจะได้เงินแถม เช่น ถ้าซื้อที่ดิน 50 ตร.ว.จะได้เงินเข้ากระเป๋าสองหมื่นบาทแต่ต้องทำเรื่องกู้แปดหมื่นบาท ถ้าซื้อที่ดิน 200ตร.ว.จะได้เงินเข้ากระเป๋าแปดหมื่นบาทแต่ต้องทำเรื่องกู้สองแสนบาท อย่างนี้เป็นต้น

ที่ดินแปลงนี้ขายหมดไปในพริบตา ประมาณว่า 500 กว่าราย เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่ถ้าทุกอย่างถูกต้อง และเมื่อถึงเวลาทหารชั้นผู้น้อยเหล่านั้นส่งเงินหมดแล้วได้โฉนดมาครอบครองเหมือนทั่วไป แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น หลายคนอยากจะสร้างบ้านเมื่อผ่อนไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็ได้หาเงินไปไถ่ถอนออกจากสวัสดิการทหาร แล้วทำเรื่องกู้เงินธนาคารเพื่อสร้างบ้านโดยเอาโฉนดที่ดินแปลงนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ปรากฏว่าโฉนดเหล่านั้นเป็นโฉนดทับซ้อนและไม่สามารถจดจำนองได้

การถากถางบุกรุกที่ดินมีอยู่ทุกหนแห่งในประเทศนี้ ปลูกพืชผลทางการเกษตรบ้าง ปลูกที่พักอาศัยบ้าง บางทีก็เป็นที่น่าสงสารสำหรับคนจนๆ ที่ไม่มีที่ทำกินเหล่านี้ ที่อุดส่าต์หลบหนีสังคมไปหากินตามป่าตามเขา ถึงแม้จะผิดกฎหมายก็ตามที เพราะความจนพวกเขาเหล่านั้นจึงได้กระทำ วันนี้..เส้นทางบนยอดเขายายเที่ยง ซ้ายและขวาเต็มไปด้วยสวนผลไม้ บ้านพักตากอากาศหลังโตๆ ที่ดินเหล่านั้นกลายเป็นของนายทุน พ่อค้า ข้าราชการที่เลวๆ ไปหมดแล้ว หักคอมาจากชาวบ้านตาดำๆ ด้วยค่าตอบแทนอันน้อยนิด ไร่ละห้าร้อยถึงหนึ่งพันบาท กรรมสิทธิ์ที่ดินไม่มีไปเสียภาษีดอกหญ้ากันเอาเอง

วันหนึ่งมีเรื่องร้องเรียนมาที่แม่ทัพภาคที่ 2 ว่าทหารชั้นผู้น้อยหลายรายถูกโกง จากการซื้อที่ดินของสวัสดิการกองทัพบก เมื่อผ่อนหมดแล้วไม่มีโฉนด เป็นที่ฮือฮากันมากเพราะเป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งมีผู้เกี่ยวข้องอีกมากมาย ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่สวัสดิการฯ ผู้บัญชาการมลฑลทหารบกที่ 21 เจ้าหน้าที่การเงินของมลฑลทหารบก 21 พ่อค้าที่ดิน เจ้าของบริษัทที่นำที่ดินแปลงนี้เข้าสวัสดิการฯ ทั้งหมดถูกตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อหาคนผิดมางลงโทษและคืนความเสียหายให้กับข้าราชการเหล่านั้นที่ถูกโกง

แต่..เวลาไม่เป็นใจ ช่วงจังหวะการเปลี่ยนย้ายท่านแม่ทัพภาคที่ 2 พอดี ท่านต้องถูกย้ายเข้ากรุ เรื่องนี้จึงต้องเป็นเรื่องเงียบกันต่อไปจวบจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ก็มีอยู่บ้างที่มีการฟ้องร้องกันหลายราย และยังขึ้นศาลกันไม่เลิก

หนึ่งปีผ่านไป จนกระทั่งพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ขยับขึ้นเป็นผบ.ทบ. กองพลทหารพัฒนาทัพภาคที่ 2 นำเครื่องจักรขนาดใหญ่ขึ้นไปบนภูเขายายเที่ยง ทำการถากถางพื้นที่ขุดสระน้ำปูผ้าพลาสติก เป็นที่เอิกเกริก กองพันสวัสดิการ มทบ.21เอาทหารขึ้นไปสร้างรั้ว ปลูกต้นไป ศาลาที่พัก ห้องน้ำ รักษาการผอ.ช่อง5นำนายทหารแผนที่ เจ้าหน้าที่ที่ดินขึ้นไปรางวัด ใช้เวลาก่อสร้างเบ็ดเสร็จจนกระทั่งพล.อ.สุรยุทธ์ปลดเกษียณ เป็นเวลามากกว่าสามปีในตำแหน่งผบ.ทบ.จนถึง ผบ.สูงสุด

คำถามที่คาใจทหารชั้นผู้น้อยที่ไปก่อสร้างบนยอดเขายายเที่ยง
- ที่ตรงนี้เดิมที่เป็นของใคร เห็นได้ชัดว่าถูกตัดแบ่งมาจากที่แปลงใหญ่ ที่มีเนื้อที่กว่า100ไร่ โดยเจ้าของที่ติดกันเป็นคนๆ เดียวกันกับผู้ที่นำที่ดินสวัสดิการฯ มาขายให้กับพวกเขา
- ทำไมท่านไม่สะสางปัญหาให้กับลูกน้องที่ถูกโกงเรื่องที่ดินให้จบ ทั้งๆ ที่ท่านก็มีหน้าที่ใหญ่โตขึ้น
- เงินหลวงหรือเงินส่วนตัวกันแน่ที่นำมาปลูกสร้างบ้านพักแห่งนี้

หวังได้ไหมกับประชาชนที่เรามีนายกฯ ที่ดีที่สุดในประเทศ
ใครก็ได้โดยเฉพาะผู้จัดทำเวปนี้ช่วยทำเรื่องสอบถามไปถึงท่านนายกฯให้หน่อยครับ ถึงความสงสัยของเหล่าทหารชั้นผู้น้อยพวกนี้

เดี๋ยวจะมีคนกล่าวหาว่าแต่งนิยายมาใส่ร้าย ตรวจสอบเลยครับว่าที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทุกคนที่ถูกกล่าวถึงยังมีชีวิตอยู่ครบทั้งสิ้น ผบ.มทบ.21คนนั้น เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 1 รุ่นเดียวกับท่านายกฯ มีชื่อเล่นว่า "ใหญ่" หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาขณะนั้น ท่านผอ.เป็นเตรียมทหารรุ่น 5 มีชื่ออักษรนำหน้าว่า "ร.ร." และมีรองฯ นามสกุลชินวัตรรุ่น 5 เหมือนกัน รักษาการผอ.ช่อง5ในขณะนั้นมีชื่อเล่นว่า “ตุ๋ย” เป็นเพื่อนสนิทกับคนที่นามสกุล ชินวัตร และเจ้าของบริษัทที่จัดสรรที่ดินแปลงนั้นมีชื่อนำหน้าว่า "น" ทุกวันนี้ยังมีนายทหารยศพันเอกพิเศษลูกรักของป๋าชื่อเล่นว่า "แจ้" คอยติดตามรับใช้อยู่

แกนนำกลุ่มพิราบขาวประกาศยื่นหนังสือป๋าให้ลาออกเย็นนี้

แกนนำกลุ่มพิราบขาวบุกหนัก ประกาศนัดรวมพลเย็นนี้เวลา 16.00 น. ยื่นหนังสือที่หน้าบ้านสี่เสา กดดันให้พลเอกเปรมลาออกจากตำแหน่งองค์มนตรี

นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล ได้ร่างจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไว้ที่เวปไซต์ของตนเอง โดยกล่าวให้พล.อ.เปรม พิจารณาตนเองลาออกจากตำแหน่งองค์มนตรี เพื่อรับผิดชอบต่อผลกระทบและความเสียหายที่มีต่อสถาบัน โดยได้เขียนเหตุผลประกอบไว้ถึงสามข้อ

ทั้งนี้เชื่อว่าจะมีผู้สื่อข่าวไปทำข่าวเรื่องนี้จำนวนหนึ่ง พร้อมทั้งอาจจะมีประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าไปให้กำลังใจกับการยื่นหนังสือกดดันดังกล่าวด้วย โดยสังเกตได้จากประชาชนที่ทราบข่าวทางอินเตอร์เน็ตที่ต่างก็ให้กำลังใจนายนพรุจกันอย่างมากมาย

ฟังเสียงตอบรับของประชาชนต่อกรณีการชี้แจงบ้านบนเขายายเที่ยงของสุรยุทธ์

หลังจากการชี้แจงต่อสื่อโดยยอมรับว่าบ้านบนเขายายเที่ยงเป็นของตนเอง และกล่าวปฏิเสธเรื่องโบกี้รถไฟที่ พล.อ.ชวลิตแฉ เสียงตอบรับอื้ออึงจากประชาชนต่อการเปิดเผยของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ต่อกรณีดังกล่าว ก็ออกมาทันที แต่เป็นไปทางลบดังที่เราจะคัดตัวอย่างมาดังนี้

"มันติดเบ็ดจิ๋ว แบบดิ้นไม่หลุด ยิ่งดิ้นยิ่งเหมือนรับสารภาพ จิ๋วแกล้งให้ไปตรวจสอบโบกี้รถไฟ ที่อยู่ในที่ดิน ความจริงจะเล่นเรื่องบ้านและที่ดินนั่นแหละ ไอ้นี่โง่ รีบมาเถียงเรื่องโบกี้รถไฟ แต่เผลอรับสารภาพทั้งหมดว่าที่ดินเป็นของมันเอง ที่ดินของมัน มีคนอื่นมาขอปลูกบ้านใหญ่กว่าของมัน มันกลับต้องกางเต๊นท์นอนกลางดิน ใครเชื่อก็สมองน้อยกว่าควายล่ะวะ.."

"อยากให้นักข่าวตามเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดเหมือนกันค่ะ หมดสมัยแล้วกับนายกสร้างภาพ ไม่ว่าใครจะมาเป็นต้องเจอมาตรฐานเดียวกันหมด ทักษิณเจอยังไง คนอื่นก็ต้องเจออย่างงั้น จะถูกเชิญมาหรือจะถูกเลือกมา ก็มาเป็นนายกเหมือนกัน ประชาชนต้องมีสิทธิ์ที่จะรู้จักบุคคลสาธารณะคนนี้นะคะ ถ้าสื่อไม่ทำ...พวกเราก็คงจะต้องพยายามทำกันเอง"

"มันอยู่บนยอดเขา แล้วคนขึ้นไปอยู่ได้ไงวะเนี่ย หรือไม่ใช่ที่กรมป่าไม้ดูแล หรือว่ามันเป็นที่ ราชพัสดุ วิวสวยๆ อย่างนี้ คนจนอย่างพอเพียง มีสิทธิ์ไหมครับ ปกติ ที่บนเขา ชาวบ้านทำได้ก็อย่าง มากเอาวัว เอาควายไปเลี้ยง ไปหาของป่า จะไปสร้างที่พักอาศัย ไม่มีทาง แต่คนรวยอย่างพอเพียง ทำได้มากกว่าชาวบ้าน"

"ที่ดินของนายกบนเขายายเที่ยง อยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำตอนบนของโครงการสูบน้ำกลับ เป็นพื้นที่สูงกว่า 760 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 บี อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ นายกรัฐมนตรีประเทศไทยครองครองที่ดินในเขตป่า ซึ่งน่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติด้วย เป็นเขตต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ที่มีการจำแนกเขตลุ่มน้ำชั้น 1 แต่เป็น 1 บี เพราะมีการบุกรุกถางป่าไป ถ้ามีป่าไม้อยู่ก็เป็นลุ่มน้ำชั้น 1 เอ และเป็นพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติมด้วย"

"ท่านบอกว่าได้ซื้อจากชาวบ้านมาตั้งแต่ตอนเป็นแม่ทัพภาค 2 และเสียภาษีบำรุงท้องที่มาตลอด ก็นับว่าทำผิดกฎหมายในการครอบครองที่ดินป่าไม้ ตั้งแต่เป็นข้าราชการยิ่งผิดมากกว่าปกติอีก (ภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเจ้าของที่ดิน ผู้ครอบครองที่ดิน หรือบุคคล หรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน)กรณีที่ว่าอยู่ในเขตป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม นั่นก็สรุปได้ว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยเขตป่าเพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม ก็หมายถึงป่า C ในแผนที่แสดงเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั่นเอง"

"ตายๆๆๆ นายกฯนักอนุรักษ์ เป็นผู้บุกรุกผืนที่ป่าเสียเองหรือ??? NGO สายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปไหนกันหมด ช่วยตรวจสอบหน่อยเร้ววววว"

"โห งี้แจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือเปล่าครับ บ้าน 3 หลัง ราคาแค่ 10 ล้าน แค่บ้านในสนามกอล์ฟก็เกินแล้ว ยิ่งบ้านบนภูเขายิ่งน่าจะแพง แถมที่ดินแบบนั้นเอามาทำบ้านพักตากอากาศได้เฉย ไหนว่าพอเพียง มีคุณธรรม แต่แจ้งบช ทรัพย์สินเป็นเท็จ"

"บ้านสุรยุทธที่ป่าสงวน คือ ศักดินาแห่งขุนนางไทยแท้ นึกว่าการถือครองที่ดินตามศักดินาของขุนนางเลิกไปแล้ว ที่แท้ยังมีอยู่ใต้พรม ! มิน่าเล่า คนจนจนจึงปราศจากที่ทำกิน เพราะที่ดินทุกตารางนิ้ว มีเจ้าของแล้ว ปูนบำเหน็จกันเข้าไป ไพร่ฟ้าอดตายช่างมัน"

"ลูกหลานเอ๊ย ตู้รถไฟน่ะ มันแค่เหยื่อล่อ หรือเป้าลวง เป้าที่ต้องการเข้าตีจริงๆมันอยู่ที่บ้านพร้อมที่ดินรุกป่าบนยอดเขายายเที่ยงต่างหาก แค่กลตื้นๆ ปลาใหญ่กลับงับเหยื่อเสียเต็มคำ ยอมรับหมดแล้วว่าเป็นเจ้าของบ้านรุกป่า มีแค่ ภบท.5 เป็นหลักฐาน แถมยอมรับว่าให้คนอื่น "ถือแทน" ซะอีกต่างหาก ถามว่าที่ลาดชันเกิน 30% กม.ให้บุคคลถือครองได้มั้ย ตอนนี้สถานะของที่ตามกม. เป็นป่าสงวน หรือที่ดินทหาร หรือสปก. คิดเล่นๆว่าถ้าเกิดมีเด็กๆไปแจ้งความข้อหาครอบครองโดยมิชอบ-รุกป่า นายกฯพอเพียงจะทำยังไง"

"ดูจากข่าว เห็นรูปทางอากาศ แหมรู้สึกถนนที่ทำเข้าบ้านมันดูดีจัง เอางบประมาณไหนไปสร้าง สงสัยจัง"

"ให้ข้อมูลนิดนึงว่า ภบท.5 เป็นแค่หลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ กฎหมายไม่ถือเป็นสิทธิครอบครอง ดังนั้นการครอบครองที่ดินด้วย ภบท.5 จึงไม่เข้าข่ายการ "ได้มาตามกฎหมายที่ดิน" ทีนี้มาดู พรบ.ป่าไม้ 2484 กัน แล้วค่อยตอบว่านายกฯ รุกป่าหรือไม่ ทำผิด พรบ.ฉบับนี้หรือไม่

พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔

มาตรา ๔ (๑) "ป่า" หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน
มาตรา ๕๔ ห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรม และรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือโดยได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๕๕ ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น
บทกำหนดโทษ

มาตรา ๗๒ ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท"

วันจันทร์, ธันวาคม 25, 2549

รวมเล่มบทความของอาคม ซิดนีย์ ตอนที่ 1-5

พลาดไม่ได้สำหรับการรวมเล่มบทความของคุณอาคม ซิดนีย์ ที่บรรยายเหตุการณ์เชิงลึกของตัวละครต่างๆ บนเวทีอำนาจในการเมืองไทย ที่มีแต่การแก่งแย่งชิงอำนาจกันไปกันมาจนทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน ภายในบทความเราจะเห็นตัวตนของบุคลลต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ภาพและหน้ากากที่สร้างขึ้นมาอย่างแนบเนียน อ่านการหักหลังของอำนาจขั้วต่างๆ รวมถึงย้อนยุคมองประวัติศาสตร์ไทยที่ต้องผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง

ความคิดเห็นต่างๆ ของประชาชนที่ได้อ่านบทความ
"บทความเยี่ยมครับ"

"เพิ่งได้มีเวลาอ่านอย่างละเอียด เป็นข้อมูลที่ดีมาก"

"เรื่องมันยาวนานอย่างกะหนังซีรีย์เกาหลีแน่ะ ขอบคุณมาก"

ตอนที่ 1 แค้นของคนชื่อเปรม
http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_2q9cm8c

ตอนที่ 2 เปรมาธิปไตย
http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_3fnvpvq

ตอนที่ 3 พระมหาอุปราชเปรม
http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_467bd4j

ตอนที่ 4 จิ๋วตายน้ำตื้น
http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_5dmggsw

ตอนที่ 5 ยุทธการเราพร้อมแล้ว
http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_6f78dhx

บทความ: สังเวชใจ

พบบทความระบายความรู้สึกได้อย่างโดนใจ หลังจากข่าวกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของหม่อมอุ๋ย ที่เตรียมจะยุบกองทุนเงินกู้ยืมเรียน กรอ. ให้ไปเข้ากับ กยศ. ซึ่งจะทำให้เด็กนักเรียนนักศึกษาที่ได้ขอกู้เงินเรียนอยู่แล้วในภาคการศึกษาแรกที่มี 325,000 ราย จากสถานศึกษารวม 880 แห่ง อาจเคว้งได้

สังเวชใจ
โดย โซไรดา
วันที่ 19 ธันวาคม 2549

ดิฉันสังเวชใจในอนาคตตัวเองและครอบครัวมากกว่าค่ะ รับราชการมานาน ทั้งจนและเหนื่อย คิดว่าถึงจุดพอตัวแล้วจะลาออกมาพักผ่อน ท่องเที่ยวในชีวิตวัยจะ 45 ทำธุรกิจเสริมไปก็น่าจะมีสุขตามอัตภาพ หากลาออกแล้วธุรกิจไปด้วยดีก็ดีไป หากไม่ดีก็ใช้อย่างอดออม ให้ลูกกู้เงิน กรอ. เรียน อยากเที่ยวและพักผ่อน ก็น่าจะหมดห่วงและเป็นสุขในบั้นปลาย

จะยื่นใบลาออกเป็นของขวัญให้ตนเองปีใหม่ปีนี้ ญาติๆ โทรมาห้ามเช้า สาย บ่าย เย็น เพราะเห็นรัฐบาลเผด็จการบริหารแบบนี้กลัวธุรกิจจะไปไม่ได้ในภาวะแบบนี้

ดิฉันก็มึนๆ หวั่นๆ แต่ก็ตัดสินใจแล้ว..สงสารตัวเอง ประเทศชาติ ตัวเองก็เหนื่อยมาเสียนาน ช่วงปี 2544 - จนปัจจุบัน ดิฉันลุยงานยาเสพติด และทุ่มเทหนักๆ เกือบ 3 ปีช่วงที่วิกฤติมากๆ จนการเรียนลูกตัวเองตกต่ำไปเสียมาก แต่ก็ดีใจที่ปัญหายาเสพติดช่วงปี 2546-2548 ดีขึ้นมากๆ .... เดียวนี้เห็นหวยใต้ดิน เห็นเงินนอกระบบอู้ฟู่ เห็นยาบ้ากลับมาระบาด เห็นความฉิบหายเข้ามาทำลายบ้านเมืองแล้วสังเวชใจ

เศรษฐกิจที่เตรียมจะออกไปดำเนินการท่าทางจะร่วงโรย เงินทุน กรอ. ไว้ให้ลูกกู้เรียนที่คาดหวังจะไว้เป็นที่พึ่ง เวลาธุรกิจไม่เป็นตามคาดก็มีอันยกเลิก ...สรุปไร้ที่หวังทั้งธุรกิจและเงินกองทุน กรอ....

นายกทักษิณนั้นอย่าไปสงสารสมเพชท่านเลย (กล้าเรียก'ท่าน'ได้เต็มปากคำ กว่าขุนนางเหรียญเต็มอกแต่ไร้เกียรติ) เพราะท่านรวยไม่รู้กี่หมื่นล้าน ชีวิตเขาอุดมสมบูรณ์มีสุข มีโอกาสชีวิตที่ดีๆ เยอะแยะ

แต่เราซิ แต่ชาวไร่ชาวนาตาดำๆ และคนด้อยโอกาสมากมายหลายคนนี่ซิ ...น่าสงสาร

เด็ก ม.6 ที่จะจบในอีก 2-3 เดือนนี่ร้องไห้เลย พวกคุณรู้ไหม..เขาสงสารตัวเองที่ตั้งใจจะเข้ามหาวิทยาลัย...แต่ท้ายสุดต้องหยุดอยู่ที่ ม.6 และมีชีวิตที่เมืองกรุงไปรับจ้างหาเงินส่งตนเองเรียนรามคำแหง ในขณะที่หลายๆ คน เตรียมใจไว้รองรับแล้วว่าอนาคตเขาหนีไม่พ้นลูกชาวนา ลูกคนจนที่ต้องไปค้าหยาดเหงื่อแรงงานตามบรรพบุรุษต่อไป......ยังกับว่าความจนคือกรรมพันธุ์ไปเสียแล้ว

ดิฉันไม่ได้ดูถูกรามคำแหงนะ แต่รามคำแหงก็มีขีดจำกัดด้านคณะสาขาวิชา คนที่อยากเรียนด้านพยาบาล ด้านเภสัชฯ (ที่สถาบันของรัฐมีขีดจำกัดในการรับเข้าเรียน) ชีวิตคนๆ หนึ่งเขาก็มีความหวัง มีฝัน หลายๆ คนหวังพึ่งกองทุนกรอ. จบเลย

ข้าราชการผู้น้อยเงินเดือน 7,000-15,000 ที่มีลูกเรียน 2 คน รู้ข่าวยกเลิกกองทุน กรอ. เขาเสียใจมากพวกคุณรู้ไหม พร้อมกับกลุ้มใจมากๆ ด้วย อนาคตเด็กไทย อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย (ที่ปิดกั้นให้ประชาชนตนเองไม่ให้มีความรู้) เพียงเพราะบ้าอำนาจ หลงคิดว่าตัวเองเลิศปฐพี คนอื่นโกงและโง่ ทั้งที่ตัวเองนั่นแหละทั้งโง่ ทั้งหลงอำนาจ

เศรษฐีอย่างคุณทักษิณที่มีพร้อมทุกอย่างคุณอย่าสมเพชสังเวชใจเลย ประชาชนคนไทยกว่า 40 ล้านคนที่จนและด้อยโอกาส น่าสงสารกว่าเยอะ

ก่อนจบขอด่าพวกปฎิวัติ พวกขุนนางไม่กี่กลุ่ม คุณรวยไปเถอะ คุณชนะไปเถอะ บนซากปรักหักพังของหลายครอบครัว หลายชีวิต บนหยดเหงื่อหยาดน้ำตาของประชาชนมากมาย คุณได้ทำลายโอกาสดีๆ ของชีวิตประชาชนนับล้านคน นักเรียนนักศึกษาหลายหมื่นคน น้ำตาและวิญญาณของคนที่ถูกยึดบ้าน ถูกยึดรถ ล้มละลาย หรือทะเลาะกันจนบ้านแตก....แต่พวกคุณได้มีอำนาจ ได้รับใช้ คมช.

จากนี้ไปอีกกว่า 10 ปี ไม่รู้จะเรียกศรัทธาจากต่างประเทศมาเหมือนปี 2547-2548 หรือเปล่า มันคงบอกกันต่อไปแล้วว่า........อย่ามาเลยเมืองไทย ผลัดกันกินผลัดกันผลาญผลัดกันทำผลงานได้ไม่เท่าไหร่ 10-15 ปีก็ปฏิวัติแล้ว 4 ปีผลาญ 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง แล้ว...10-15 ปีปฏิวัติ..ดิฉันจำคำนี้ได้ดี

นำไปเผยแพร่เถอะค่ะหากจะกรุณาต่อคนด้อยโอกาสที่เขาไม่มีโอกาสด่าถึงหูพวกชนชั้นศักดินาข้าราชการสอพลอ เผื่อกระตุ้นต่อมอายได้สำนึกบ้างสักนิดก็ยังดี

ทหารน้ำดีแฉ สพรั่งปฏิวัติเพื่อปากท้องพร้อมงาบอีกพันล้าน

พบบทความในอินเตอร์เน็ต ปราศจากหลักฐานอ้างอิง เขียนโดยผู้ขียนที่ใช้ชื่อว่า ส.อ.วิจัก พยายามตีแผ่เบื้องหลังแผนการรัฐประหารที่มี พล.อ.สพรั่ง เป็นผู้ดำเนินการหลัก โดยมีการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ แยกกันตีตามลักษณะและความถนัดของฝ่ายต่างๆ โดยใครตีได้ก่อนก็จะได้รับการบำเหน็จมากที่สุด ฟางเส้นสุดท้ายมาขาดผึงลง เมื่อล่าสุดการเสนอของบประมาณของสพรั่งเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.เต็มไปด้วยการหมกเม็ด การโกหก จนนายทหารน้ำดีท่านนี้ทนดูดายไม่ได้ ต้องลงมาเขียนบทความแฉลงในเน็ตให้ประชาชนรับทราบ

ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านข่าวสารบทความชิ้นนี้เอาเอง เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการทำลายผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ

ข้อมูลลึกแต่ไม่ลับของสพรั่ง
โดย ส.อ.วิจัก

ปฎิวัติเพื่อปากท้องของสพรั่งทหารของนายทุน NPL : กลุ่มบริษัท TPI ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่มีน้องชายสพรั่ง ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตรทำงานอยู่ด้วย กลุ่มการเมือง มี ปชป เหนาะวังน้ำเย็น กลุ่มธุรกิจของนายสนธิ ลิ้มทองกุล กลุ่มธนาคาร อาทิ กสิกรฯ กรุงเทพฯ ที่มีโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัตน์ และมีคนสำคัญคือ เปรมเป็นประธานกิติมศักดิ์ และกลุ่มอมาตยาธิไตยมี เปรม สุรยุทธ์ ประสงค์ และอีกหลายๆกลุ่ม ที่ต่างก็เสียหายจากการกระทำของทักษิณในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น การเมือง ธุรกิจ ศักดิ์ศรี จึงลงความเห็นร่วมกันว่าต้องล้มทักษิณให้ได้ แผนปฎิบัติการล้มทักษิณไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย ภายใต้การวางแผนโดยสุรยุทธ์ อนุมัติแผนโดยเปรม งบประมาณที่ใช้ทั้งสิ้นก็มาจากทุกกลุ่มข้างต้น จึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณเดือน ม.ค.49 ตรงกับคำกล่าวของสพรั่งที่ว่าได้เตรียมการมา 7-8 เดือนก่อนรัฐประหาร หลายวิธีการตามแผนได้ถูกนำไปปฎิบัติ แต่ไม่สำเร็จ อาทิ: -

- แผนพลังปชช.ทักษิณออกไป กลุ่มพันธมิตรดำเนินการ
- แผนมาร์คม.7 กลุ่มอมาตยาธิปไตย ปชป.ดำเนินการ
- แผน CAR BOMB The old Soldier never died ดำเนินการ เมื่อไม่สำเร็จอันตรายเริ่มใกล้ตัวระดับผู้ก่อการ
- แผนสุดท้ายก็ต้องใช้ทหาร คือปฎิวัติรัฐประหารจึงถูกนำไปใช้โดยเร่งด่วน จึงสำเร็จ

ทุกแผนที่ปฎิบัติไป งบประมาณแต่ละแผนก็ใช้ไปแล้ว แต่เมื่อ 19 ธ.ค. 49 ได้ข่าวมาว่า คมช.ของบที่ใช้ในการรัฐประหารไปอีก 1,000 ล้านบาท สพรั่งกล่าวอีกว่า “งบลับในที่นี้คืองบเพื่อความมั่นคงเท่านั้น ไม่มีงบซุกหุ้น ไม่มีงบซอกแซก ซ่อนเร้น เป็นงบที่เบิกจ่ายอย่างถูกต้อง” อ้าวแล้ว ที่ สนธิ ประธาน คมช.ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ตปท.ไปแล้วว่ารัฐประหารครั้งนี้เราใช้งบฯของเราเอง และที่รู้รู้กันทั่วในหมู่ทหารใหญ่ ว่านายเชียรช่วง น้องสพรั่งเป็นผู้ประสานการสนับสนุนงบฯทั้งหมดผ่านสพรั่ง อย่างนี้ไม่เรียกว่าซุกหุ้น ซ่อนเร้นหรือครับท่านสพรั่ง มาดูข้อเท็จจริง การเสนอของบประมาณของสพรั่ง

1. งบนี้เป็นงบพิเศษไม่พึงเปิดเผย การโอนโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ไม่ใช่บัญชีราชการ หรือรับเป็นเงินสด
2. ห้วงเวลาคิดงบประมาณ 15 วัน ตั้งแต่ 19 ก.ย.- 3 ต.ค.49
3. งบประมาณมี 5 ประเภท

3.1 งบปฎิบัติการ งบกำลังพล กำลังที่ใช้ในส่วนปฎิบัติในพื้นที่ กทม.ทั้งสิ้น 34 กองพัน (ทภ.118, ทภ.2 3, ทภ.3 5,นปอ. 5,ศร. 1, พล.ม.2 2 ) กองพันละ500นาย รวม17,000นาย ส่วนบังคับบัญชาอีก3000นาย รวมกำลังที่ใช้ก็ประมาณ 20,000นาย มาจริงๆ ไม่ถึง หลอกผีเพียบ โดยมีข่าววันที่ 19 ก.ย.แค่ 8 กองพันเอง
- เบี้ยเลี้ยง พ.อ.(พ)ขึ้นไป วันละ 240 บาท,จ.ส.อ.(พ) – พ.อ. วันละ 180 บาท,ส.ต. – จ.ส.อ. วันละ 120 บาท วันละ13บาท:จ่ายเต็มห้ามหักใดๆ
- ค่าอาหารพิเศษ : จ่ายเฉพาะ พลฯและ อส.ทพ. วันละ 100บาท/คน/วัน
- ค่าประกอบเลี้ยง : จ่ายคนละ 120 บาท เว้นทหารพราน
ส่วนปฎิบัติการในพื้นที่แต่ละ ทภ. นอกเหนือ กทม. ให้ออกคำสั่งให้กำลังพลปฎิบัติภารกิจและขอรับงบประมาณเสมือนส่วนปฎิบัติใน กทม.

3.2 งบอำนวยการ
- งบแก้ปัญหา ได้แก่ งบตรวจเยี่ยม,งบค่าเครื่องเขียนแบบพิมพ์.งบซ่อมรายย่อยและอื่นๆ ที่จำเป็น
- งบในส่วนปฎิบัติ ระดับมว. 5,000 บาท/มว. ระดับกองร้อย 10,000บาท/กองร้อย ระดับกองพัน30,000บาท/วัน ระดับ กรมและกองพล 50,000บาท/วัน ระดับกองทัพ 70,000บาท/วัน

3.3 งบส่งกำลังบำรุง คิดเฉพาะค่าน้ำมันเท่านั้น โดยคิด เคลื่อนย้ายไป-กลับ,ปฎิบัติงานยุทธการและส่งกำลังบำรุง

3.4 งบการข่าว คิดได้ตามที่ปฎิบัติงานจริง

3.5 งบด้านกิจการพลเรือน งานต่อต้านกานปฎิบัติของปชช.ทุกรูปแบบและการปฎิบัติการจิตตวิทยาและประชาสัมพันธ์

จะเห็นได้ชัดว่างบประมาณมหาศาลได้ใช้ไปเรียบร้อยแล้วใครจ่ายครับ? แล้วยังมาเอาเงินปชช อีกตั้ง 1,000 ล้านจะเอาไปคืนนายเชียรช่วงลูกน้องประชัยรวมทั้งผู้ที่นั่งหัวโด่เป็นประธานกิติมศักดิ์แบ้งค์กรุงเทพหรือว่าเป็นโบนัสของพวกมึงแดกกันอีก

ชัดเจนนะครับ สพรั่งมันเข้ามารัฐประหารไม่ใช่ตามคำกล่าวอ้างคือไล่คนโกงอย่างทักษิณออกไป แท้จริงก็ต้องการให้กลุ่มของตนเองมาโกงบ้างก็เท่านั้นเอง

เรื่องขำขันในยุค IMF ที่หัวเราะไม่ออก

โดย หนุ่มดอยเต่า
ที่มา เวป 19 กันยา

ปัญญาชน/ชนชั้นกลาง ผู้ยังหลงไหลในจริยธรรมควรรับรู้เรื่องขำ ่หัวเราะไม่ออกของกลุ่มชนชั้นกลางในยุค IMF.

เรื่องที่ 1 อดีตพนักงานแบงค์จบป.โททั้งใน/ต่างประเทศ 4-5 คนนั่งกินเบียร์ร้านส้มตำข้างถนนใหญ่ในกทม.ปรับทุกข์กันเรื่องตกงาน หลังกิน/ปรับทุกข์เสร็จได้โบกเรียกแท๊กซี่กลับบ้าน พอแท๊กซี่จอด เห็นหน้าคนขับ ตายห่า!อดีตผู้จัดการฝ่ายของพวกเราเอง

เรื่องที่ 2 หนุ่ม ป.โท. ต้องออกจากงานเพราะบริษัทเงินทุนปิด ด้วยความมีมนุษยสัมพันธ์ดีในช่วงที่ยังทำงานอยู่วันไหนลาพักร้อน/ลากิจ เพื่อนบ้านก็จะทักทายด้วยประโยค "ไม่ไปทำงานเหรอ" ป.โทก็จะตอบว่า " ลาพักร้อนครับ"

เมื่อออกจากงานมาเพื่อนบ้านก็ถามแบบเดิม หนุ่ม ป.โท.ตอบว่า "ไอ้ห่า..ก็ไม่ได้ไปทำงานซิถ้าไปก็ไม่เห็นอยู่บ้าน"

เรื่องที่ 3 นักกอล์ฟ มือใหม่ถามแคดดี้ว่า ฝีมือพอใช้ได้ไหม?
แคดดี้ ตอบว่า ปรกติแล้วสนามไม่อนุญาตให้ฝีมือแบบนี้เข้ามาเล่น พอดีช่วงนี้นักกอล์ฟหายหมด นายตีได้เต็มที่เลย

*** ยังมีเรื่องราวมากมายที่ชนชั้นขุนนาง/ข้าราชการ/ทหาร/หมอ/ไฮโซ/นักวิชาการ/อาจารย์ ที่สนับสนุนการรัฐประหารไม่เดือดร้อนในยุคนั้นและไม่เคยรับรู้รสชาติความเจ็บปวดของผู้มีการศึกษาสูงที่ต้องมาทำงานที่ไม่ตรงกับความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาแต่จำเป็นต้องทำงานหาเงินมาใช้เลี้ยงครอบครัว***

ถ้าเกิดเหตุการณ์เหมือนยุค IMF ปัญญาชน/ชนชั้นกลางที่ทำงานเอกชน/ธนาคาร ฯลฯ จะรับกรรมก่อน ถ้าทุกคนไม่อยากเจอสถานะการณ์เหมือนยุคนั้นขอให้ช่วยกันรณรงค์ให้ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 และให้มีเลือกตั้งโดยเร็ว

จดหมายเปิดผนึกถึงคณะปฏิวัติ โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา คุณทันคนทันข่าว, พันทิป

ผมอ่านพันทิปมาสักพักแล้วหลังท่านยึดอำนาจ น่าจะพอสรุปได้ว่าอย่างน้อยในพันทิป มีคนสงสัยอยู่หลายเรื่อง เช่นท่านบอกว่าท่านยึดอำนาจเพราะการโกงกินของทักษิณ และตรวจสอบกันไม่ได้ เพราะทักษิณยึดอำนาจรัฐไปบิดเบือนหมด ในพันทิป จะเห็นได้ว่าคนก็สงสัยกันไปทั่ว ว่าแล้วที่ท่านส่งคนไม่ชอบทักษิณ ไปนั่งตรวจสอบทักษิณกันหมดแทบทุกระดับ ผลสอบที่ออกมา ก็น่าจะเป็นเพื่อ “ตอกย้ำ” ความจำเป็นในการยึดอำนาจเท่านั้นไม่ใช่หรือ คือเป็น “ศาลเตี้ย” ก็เหมือนที่ท่านด่าทักษิณเอาไว้ คือก็ท่านยึดอำนาจรัฐไปหมด แล้วความจริง ว่าทักษิณ “โกงจริงหรือไม่ จะปรากฏได้อย่างไร”

แต่นอกจากนั้นแล้วท่านยังพูดเสมอถึงเรื่อง “สมานฉันท์ ต้องการให้คนไทยรักกัน ไม่แตกแยก” แต่ในขณะที่พวกท่านไป “กราบขอโทษโจรใต้” ท่านกลับ “ประณามทักษิณทุกวัน” คือท่านต้องการให้คนใต้หันมารักคนไทยกันเอง แต่ท่านกลับ “กระตุ้น ความเกลียดชัง” ต่อตัวท่าน และในตัวของคนที่ต้องแบกรับอารมณ์เกลียดชังพวกท่านนั้น จากคนที่สนับสนุนทักษิณ คือท่านสามารถกราบโจรใต้ แต่ท่านไม่สามารถ “ให้อภัยทักษิณได้” กลับตอกจิก สร้างความ “ไม่สมานฉันไปทั่ว”

ในพันทิปยังมีอีก เช่นคนที่ถามตรงๆเลย ว่าพ่อจะขายหุ้นผ่านใครก็ตามในราคาอะไรก็ตาม ให้ลูกตัวเอง มันผิดอะไรมาตั้งแต่ตอนไหน ทั่วไทยพ่อขายรถ ขายบ้าน ขายที่ดิน ขายธุรกิจ ขายหุ้นในธุรกิจ ให้ลูก กันแบบ “บาทเดียว” ยังไม่เอาเลยทั่วไปหมด แล้วคนก็สงสัยกันต่อ ว่าแบบ Ample Rich บริษัทในประเทศฟอกเงินนะ ที่ทักษิณเขาใช้โอนหุ้นให้ลูกนะ พูดไปแล้วใจหาย เพราะมีบริษัทไทยอีกเป็นร้อยที่ไปใช้บริการของประเทศนั้น ทำธุรกรรมให้ภาษีมันน้อย คือก็ทำกันแบบทักษิณทั้งนั้น แล้ว Nomanee อีก ที่บอกว่าทักษิณใช้คนไทยถือหุ้น ให้ฝรั่ง เพื่อให้เกินสัดส่วนกฎหมายกำหนด ที่ไม่ให้ฝรั่งมีได้ คือเพื่อนๆในตลาดหุ้นเขางงกันหมด เพราะมันทำกันแทบทุกบริษัทจะทะเบียน

ประเด็นของย่อหน้าที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าทักษิณผิดหรือไม่หรอก ประเด็นใหญ่คือ ในการเลือกจับแต่ทักษิณ ที่หมิ่นเหม่ ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ จริงๆ แล้ว ท่านกำลัง “ออกกฎหมายใหม่หรือไม่” เพราะพวกท่านจะต้อง “ตีความมากมาย” ตีความ “ที่ไม่เคยเอาจริงตีความกันมาก่อน” แล้วสิ่งที่ศาลเตี้ยของพวกท่านกำลังทำ “คือสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา” คือท่านหลับหูหลับตากะจะจับผิดทักษิณให้ได้ แต่ผมเตือนด้วยความหวังดี เพราะสิ่งที่ท่านทำ “มันจะกระทบวงกว้างมาก” แล้วถ้าใช้มาตรฐาน เอาผิดทักษิณ ให้ได้มาใช้ “คนเป็นหมื่นๆ คนนะที่ได้ทำผิดเหมือนๆ ทักษิณไปแล้ว” เช่นใช้ประเทศนั้นหลบภาษี หรือ เรื่องถือให้ฝรั่งแบบนอมินี “คือคนเป็นพันเป็นหมื่นคน” ก็กลายเป็นว่า ได้ทำผิดกฎหมายไปแล้ว

แล้วตัวท่านเองล่ะ “มีความผิดอะไร” ผมก็ขอบอกสักหน่อยนะว่า ฉบับประชาชนนั้น มาจากประชาชนจริงๆ มันอาจจะผิดตรงที่เกิดมาเพื่อแก้ปัญหา “การเปลี่ยนรัฐบาลอย่างกับผ้าอ้อม” คือการเมืองไม่มั่นคง จนมันเกิดทักษิณที่มั่นคงเกินไปขึ้นมา แต่จะอะไรก็ตาม รัฐบาลมั่นคงเป็นสิ่งที่คนไทยต้องการ อย่างน้อยก็สักห้าปีมาแล้ว แต่พอกระแสตีกลับ ต้องการความมั่นคงในรัฐบาลน้อยลง และกระแสปรับปรุงฉบับประชาชนกำลังแรง ท่านกลับออกมายึดอำนาจ แล้วตั้งคนมาร่างฉบับประชาชนใหม่ คือสรุปสักหน่อยว่าฉบับหน้านั้นเป็นของทหาร ไม่ใช่ของประชาชน ฉะนั้นท่านผิดตรงที่ว่า “ขนาดของดีของประชาชนเอง” คนไทยยังเบื่อได้ภายในห้าปี” ไม่เอาแล้วรัฐบาลมั่นคง จะเอาแบบล้มลุกคลุกคลานอีกที” แต่พอมามองฉบับของท่าน คือ พื้นฐานของฉบับของท่าน มัน “ไม่มั่นคงมาแต่แรกแล้ว” เพราะไม่ได้มาจากประชาชน คือท่านรู้ได้อย่างไร “ว่าคนไทยส่วนมากต้องการอะไร ถ้าท่านไม่ถามเขา” ฉะนั้นสิ่งที่ท่านกำลังใช้คนของท่านร่างออกมา คงจะก่อให้เกิดปัญหา ตามมาอย่างมากมาย เช่นการที่นักการเมืองห้าคนสิบคนจับมือกันต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีได้ แล้วก็เข้าไปถอนทุนคืนกันด้วยการโกงกินแบบโบราณ

ความไม่มั่นคงหลังจากท่านคืนอำนาจให้ปชช และการกลับมาของระบบการเมืองเดิมๆ คือความเสียหายที่ท่านกำลังทำ ผมจะขอจบด้วยเรื่องเศรษฐกิจไว้ทีหลังนะครับ

แต่ตอนนี้ ในพันทิป ผมเห็นมีคนเขียนเรื่อง อะไรทำให้ไทยเสียหายมากกว่า “ระหว่างโกงกินแบบเก่า กับการโกงกินแบบใหม่” พี่คนหนึ่งในพันทิปสรุปไว้น่าฟังมากว่า โกงแบบเก่า คือข้าราชการและนักการเมือง จับมือกันกินเปอร์ซ็นต์ มันกระทบทุกคน เช่นถนนสร้างมาปีเดียวพังแล้ว แต่โกงแบบทักษิณคือนักการเมืองแอบแผงไปจับมือรัฐ ในโครงการต่างๆ มันกระทบแค่คู่แข่งของพวกนักการเมืองนั้นในธุรกิจนั้นๆ นะ เช่นผมได้ยินมากับหูมาก ว่าสมัยก่อน ก่อนการประมูล สิ่งที่ทำกันคือวิ่งจับมือ “ฮั้วกัน” แต่สมัยทักษิณ วิ่งถามกันว่านักการเมืองมี “เอี่ยว” หรือเปล่า ถ้ามี “วิ่งหนีกันไม่เข้าไปยุ่งด้วย” ไม่ใชว่าแบบใหม่หรือแบบเก่าจะไม่มีทุกสมัยนะครับ มันมีอยู่ แต่ว่าเราพูดกันเรื่อง “น้ำหนัก” ว่าสมัยไหนอะไรมันมาแรงแล้วทำกันมากกว่า ในส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่ได้ทำธุรกิจอะไร เลยไม่ค่อยสนใจมากนักนะครับ ว่านักการเมืองจะไปจับมือรัฐบาล สร้างบ้านเอื้ออาทรอะไรออกมาขาย หรือว่าชินคอร์ป จะจับมือ กฟผ. ออกอินเตอร์เนตทางสายไฟฟ้าหรืออะไร สำหรับผม ถนนห่วยแตก สร้างความเบื่อหน่ายให้ผมมากกว่า

สุดท้ายก็เรื่องเศรษฐกิจ ผมคงไม่พูดมากเรื่องหุ้นตก เพราะท่านคงบอกว่า “ดูสิ” บาทอ่อนแล้ว คือมันอ่อนเพราะฝรั่งเขาไม่เชื่อมือพวกท่านแล้วเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เพราะมาตรการอะไร ก็เป็นสิ่งที่ตลกดีนะครับ ทำลายเครดิตตัวเองเพื่อให้บาทตก แต่ในพันทิปนั้น มีอีกกระแสที่แรงกว่าครับ คือคนไทยนะออกจากการเกษตรกันมามากแล้วนะครับ แทบทั้งนั้นที่เป็นลูกจ้างให้กับบริษัท เป็นล้านๆ คนเลยนะครับแบบนี้ มันก็มีอยู่สองอย่างที่คนพวกนี้เขาพึ่งกันนะครับ แรกเลยคือค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐบาลตั้ง ส่วนที่สองคือโบนัสและการขึ้นเงินเดือน สองส่วนนี้บังเอิญมันไปขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของประเทศนะครับ คือโตเร็วก็ได้โบนัสเงินเดือนขึ้นกัน รวมไปถึงค่าแรงขั้นต่ำด้วย ในพันทิปพูดกันมากเลยนะครับเรื่อง การไม่สนใจ “ให้ไทยโตเร็ว” ของพวกท่าน คือพวกท่านพูดแต่เศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่ปีที่แล้ว พม่าและเวียดนามโตเร็วถึง แปดเปอร์เซ็นต์ มาทักษิณช่วงท้ายๆ ไทยก็ชะลอตัวลงมาก แต่พวกท่านหละ กลับยิ่งไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้มากเข้าไปอีก คือ “คำก็พอเพียง สองคำก็พอเพียง”

ผมก็รักในหลวงเหมือนกัน แต่เท่าที่ฟังมาในหลวงบอกว่าความพอเพียงคือการกำจัดความเสี่ยงให้น้อยลงไป “ไม่ได้บอกว่าให้ค่อยๆคลานไปข้างหน้านะครับ” สรุป “คือถ้ามั่นคงดูแลความเสี่ยง” จะโตสักสิบเปอร์เซ็นก็ได้ครับ นั่นก็คือพอเพียงแล้ว แต่พวกท่านไม่เข้าใจตรงนี้ คือการคลานไปข้างหน้าอย่างช้าๆ “มันก็สร้างความเสี่ยงขึ้นมานะครับ” เช่นหนี้ดีกลายเป็นหนี้เสีย เพราะโตช้าไป จนไม่มีเงินมาเลี้ยงหนี้ ท่านคงบอกว่าก็อย่ามีหนี้สิ แต่ในความจริงแล้ว หนี้เก่ามาจากสมัยล่มจมไป มันยังมีอีกมากนะครับ แล้วไม่ให้กู้เงินมาทำอะไร มันก็เป็นไปไม่ได้ไปแล้วนะครับ ในโลกสมัยนี้ มีแต่แบบในหลวงตรัสนะครับ “คือระวังความเสี่ยงไว้ให้ดี” คือตรงนี้ คณะปฏิวัติก็มองผิดอีกนะครับ

วันอาทิตย์, ธันวาคม 24, 2549

FM 87.75 MHz ของอาจารย์ชูพงศ์รับฟังทางเน็ตได้แล้ว

รายงานข่าวแจ้งว่า วิทยุชุมชน FM 87.75 MHz ของ อ.ชูพงศ์ ซึ่งจัดรายการคู่กับคุณ ไกรวัลย์ ทุกวันเวลา 18.00-20.00 ทุกวันบัดนี้ท่านสามารถรับฟังได้โดยผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้แล้ว ที่ www.chupong.com โดยคลิ้กที่รูปวิทยุตรงมุมบนของ โฮมเพจ

ทั้งนี้ทางสถานีได้แจ้งมาว่าในส่วนอินเทอร์เน็ต จะพยายามให้มีตลอด 24 ชม. โดยหลังเที่ยงคืนอาจเป็นเทปของรายการตอนกลางวันสลับกับเพลง และจะพยายามจัดให้เหมือนเคเบิลทีวี ที่จะฉายหนังวน สำหรับการออกอากาศทางเครื่องส่งวิทยุจะใช้เวลาประมาณ 16-18ชม.ต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ในการดำเนินการ

การ์ตูน จากหนังสือพิมพ์สิงค์โปร์


(อธิบายภาพการ์ตูน: เป็นภาพโถที่แตกร้าวที่เขียนคำว่า ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทย โดยมีหม่อมอุ๋ยพยายามเอาสก็อตเทปมาแปะกลับคืน มีภาพ พล.อ.สุรยุทธ์ ยืนงงๆ ทำหน้าทำตาเลิกลั่ก ทำอะไรไม่เป็น โดยมีทหารหน้าตาเซ่อๆ เอากาวมาแปะ โถที่ร้าวไปแล้ว ด้านหลังยังมีภาพของโถที่แตกไปแล้ว เขียนว่า ประชาธิปไตย)

รายงานการชุมนุมประท้วงเผด็จการ 23/12/49

23 ธ.ค. 49

ท่านสามารถรับฟังเสียงการถ่ายทอดสดการชุมนุมปราศรัยของกลุ่ม คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้ที่เดิมที่
http://tmctoday.com/radio/index.php
หรือหากท่านใช้ Window Media Player, Winamp หรือ Real Player สามารถใช้ลิงค์ดังนี้
mms://streaming.internetthai.com/stm10

17.30 น. ภาพส่งมาจากท้องสนามหลวง พิธีกรของกลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ

ภาพบรรยากาศจากท้องสนามหลวง โดยการปราศรัยเรื่องแรกช่วงเปิดตัว เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล เกี่ยวกับการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง แต่กลับทำให้มูลค่าตลาดวูบหายไป 850,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลชี้แจงว่าได้ทำถูกต้องแล้ว

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่รัฐบาลแก้ไขปัญหาภัยหนาว โดยการซื้อเทอร์โมมิเตอร์ให้กับประชาชน เพื่อแก้ปัญหาภัยหนาว


18.30 น. รายงานจากสนามหลวง มีคนประมาณ 500-600 ผู้ฟังให้ความสนใจมาก โดยมีวิทยากรสลับกันขึ้นกล่าวปราศรัย ทั้งคุณมดชมพู ตัวแทนประชาชนจากจังหวัดอุดรธานี ตัวแทนประชาชนจากย่านลาดพร้าว ทั้งนี้ได้มีมีเจ้าหน้าที่จาก สน.ชนะสงครามมาช่วยดูแลความเรียบร้อยด้วย
19.30 น. พิธีกรกล่าวนำประชาชน สาบานตนที่จะต่อต้านเหล่าคณะรัฐประหาร และปฏิญาณตนว่า การดำเนินการทั้งหมดทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมนั้นมีประมาณ 1000 คนแล้ว20.10 น. รายงานแจ้งว่า ยังมีประชาชนทยอยเดินทางมาสมทบเรื่อยๆ แม้ว่าอากาศจะเย็น และดูเหมือนว่ายิ่งดึก คนยิ่งมีอารมณ์ร่วมกับการชุมนุมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คุณวิทูรณ์ เพิ่งจบการปราศรัยลง และนายสุดชาย บุญไชย ผู้ได้ทำการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของนายกฯ จะเป็นผู้ขึ้นปราศรัยต่อ
20.30 น. ตัวแทนประชาชนจากเมืองลอสแองเจิลลิส สหรัฐฯ คุณ ศิริวรรณ ขึ้นกล่าวปราศรัย

20.50 น. พิธีกรขึ้นกล่าวประกาศรับสมัครตัวแทนเขต และตัวแทนจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับการขึ้นกล่าวปราศรัยในการชุมนุมครั้งต่อไป โดยในขณะนี้คุณนพรุทธ์ แกนนำกลุ่มพิราบขาวขึ้นกล่าวปราศรัย โดยบอกว่าในวันศุกร์หน้า จะมีการประชันกับสนธิ ลิ้มทองกุล ที่สวนลุมฯ ด้วยทั้งนี้ทางแกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้แจ้งให้ทราบว่า ในวันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม จะงดกิจกรรมการชุมนุมเพื่อหยุดช่วงปีใหม่ และทางกลุ่มจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งหนึ่งในวันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2550

คลิป VDO การชุมนุมประท้วงเผด็จการ ประจำวันเสาร์ที่ 23 ธ.ค. Part 1
http://www.upload.th.md/download.php?id=63CDA14A

คลิป VDO การชุมนุมประท้วงเผด็จการ ประจำวันเสาร์ที่ 23 ธ.ค. Part 2
http://www.upload.th.md/download.php?id=8C206D12

วันเสาร์, ธันวาคม 23, 2549

จับได้แล้ว 2 นายมือเผาโรงเรียน แต่ปิดข่าวเงียบ!

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
23 ธ.ค. 49

สายของเราได้รายงานข่าวที่ได้รับการยืนยันมาสองทาง โดยแจ้งให้ทราบว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ตำรวจสามารถจับกุมนายทหาร 2 นายอย่างละม่อม ขณะที่กำลังจะพยายามก่อเหตุเผาโรงเรียนที่จังหวัดตาก แต่ทำไม่สำเร็จโดยโดนจับซะก่อน โดยนายทหาร 2 นายนี้ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าเป็นทหารของ พล.อ.ส-พ นายทหารระดับสูงของ คมช. อย่างแน่นอน เนื่องจากเมื่อเช้าที่ผ่านมา มีทหารภายใต้สังกัดของนายทหารคนนี้ มาขอรับตัวผู้ต้องหาไปแล้ว

ประชาชนที่ทราบข่าวต่างก็สรรเสริญฝีมือตำรวจที่สามารถรวบตัวคนคดคิดทำลายชาติ ทำลายการศึกษาของเยาวชน และก่อกระแสปั่นป่วนทั้งประเทศ โดยกล่าวว่า "โธ่ ที่แท้มันก็ปาหี่ ได้เป็น รบ.ไม่พอ ปฏิวัติไม่หนำใจ สันดานไพร่พวกมึงยังคิดเผาโรงเรียนแล้วโยนบาปให้คนอื่นอีกใช่ไหม ไอ้จัญไรแผ่นดิน"

ล่าสุดเมื่อเวลาช่วงเย็นวันนี้ ประชาชนได้แจ้งเข้ามาว่า เรื่องนี้ได้กลายเป็นข่าวท้องถิ่นออกช่อง 11 ของพิษณุโลกแล้ว โดยรายงานในข่าวดังกล่าวยอมรับว่า เป็นฝีมือของทหาร แต่บิดเบือนประเด็นว่า ทำไปเพราะเรื่องส่วนตัว

ทหารแฝงตัวที่ภาคเหนือและอีสาน เพื่อปฏิบัติการจิตวิทยา

แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแหล่งแจ้งตรงกันว่า ได้มีคำสั่งให้ทหารเข้าแฝงตัวทั้งทางภาคเหนือและอีสาน เพื่อทำการปฏิบัติการจิตวิทยากับชาวบ้าน โดยเฉพาะการกล่าวโจมตีอดีตนายกฯ ทักษิณ โดยลักษณะการปฏิบัติการ จะทำโดยการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยให้ผู้มีอำนาจในแต่ละพื้นที่จัดประชุม สัมนา เกี่ยวกับวิชาชีพให้กับชาวบ้าน แต่ในการชุมนุมเหล่านั้น จะสอดแทรกไปด้วยการทำปฏิบัติการล้างสมองดังกล่าว

แหล่งข่าวยังให้รายละเอียดด้วยว่า ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ผู้นำกิจกรรมจะได้รับเงินตอบแทนจำนวนมากทีเดียวต่อกิจกรรมครั้งๆ หนึ่ง

อย่างไรก็ตามได้มีผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์กิจกรรมดังกล่าวว่า เป็นการหาเงินแบบทหาร สร้างกระแสแบบทหารธรรมดา เป็นลักษณะวิธีการสื่อสารแบบทหารที่ใช้ติดต่อกันมาหลายสิบปี โดยมักจะไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ วิธีคิดแบบทหารก็คือการเข้าไปด่าคนอื่น และข่มขู่ในที เช่นการออกป้ายของ พล.อ.เปรมที่กล่าวว่า การค้ายาเสพติดเป็นผู้ทำลายชาติ

ในขณะที่อีกท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ยังไง ยังไง ชาวบ้านก็ไม่ไปสนใจฟังอยู่ดีล่ะครับ จัดสัมนาไปเถอะ ขนาดออกทั้งทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์ เป็นปี ยังไม่มีใครสนใจเลย เป็นการหาเรื่องเบิกงบกันไปเท่านั้น แล้วรังแต่จะสร้างความเกลียดชังให้กับประชาชนด้วย

ตัวอย่าง

ตีแผ่ความสกปรกของการฮั้วเลือกตั้ง สสร.

พบบทความที่มีคนนำมาเผยแพร่ที่เวปประชาไท ตีแผ่ความสกปรกของการฮั้วการเลือกตั้ง สสร.ที่ผ่านมา โดยมีข้อความดังนี้: -

ผมขอเล่าความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านคำบอกเล่าของหนึ่งในสมาชิกสมัชชาแห่งชาติที่ถ่ายทอดความสกปรกของการเลือกตั้ง สสร. แก่มวลหมู่มิตรที่ใฝ่หาประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมทั้งนี้เพื่อให้ความจริงปรากฏและรับทราบถึงผลในอนาคตเพื่อเตรียมการต่อสู้สำหรับการเรียกร้องประชาธิปไตยของแผ่นดินนี้ต่อไป

และจากนี้ คือข้อความบางส่วนที่ถอดออกมาเป็นตัวหนังสือให้ชาวไทยได้รับรู้สันดานและความเลวทรามที่เกิดขึ้น ซึ่งการเริ่มก้าวแรกแบบเผด็จการอย่างนี้คงไม่ยากที่พวกเราจะคาดการณ์ถึงจุดจบของมัน ลองอ่านกันดูครับ

คำบอกเล่าบางส่วนของหนึ่งในสมาชิก สมช.

ประการแรก เจ้าหน้าที่รัฐสภา ผมไม่แน่ใจว่า "ทำงานการนอกสั่ง" หรือไม่อย่างไร แต่พยายามรวบรัดตัดตอนต้องการให้กระบวนการจบเสร็จสิ้นโดยเร็ว อันนี้นับแต่เริ่มต้นการประชุมในคืนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งผม ได้ทักท้วงในขั้นตอนการแต่งตั้งกรรมการตรวจนับคะแนนว่า อาจไม่เป็นธรรมกับผู้ไม่ได้รับเลือกขึ้นไปปรากฎตัวบนเวที เพราะใครได้โชว์หน้าตาให้สมาชิกเห็นยิ่งคนดังด้วยแล้ว ยิ่งติดหูติดตา ผมเลยขอให้เจ้าหน้าที่รัฐสภานำ "โน้ต" ที่ผมบรรจงเขียน ให้เอาไปให้ท่านประธานมีชัยฯ ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ก็รู้ดีว่าอะไรตอบเองได้ ขอตอบเอง อ้าว... ก็ประธานมีชัยฯ ท่านบอกเองใครมีปัญหา ให้เขียนถามขึ้นไป อย่างนี้ไม่เรียกว่าเจ้าหน้าที่รู้ดีกว่าประธาน ก็ไม่ทราบจะว่าอย่างไร ผมเลยขอ "โน้ต" คืน แล้วเอาไปยื่นเอง ท่านประธานฯ ถึงได้กลับลำ เปลี่ยนให้มีการเลือกตัวกรรมการนับคะแนน ภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น

ประการที่สอง ท่านประธานมีชัยฯ ได้กล่าวไว้ชัดเจน และปรากฎอยู่ในระเบียบวิธีการเลือกตั้งที่ท่านประกาศออกมาในว ันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ที่จะให้การ เลือกตั้ง กระทำกันในคูหาที่จัดไว้ให้ แต่ถึงวันเลือกตั้งจริง คือ ในวันถัดมาจากข้อหนึ่งที่ผมเพิ่งเล่าจบ ผมเองก็สังหรณ์ใจอยู่แล้วว่ามันมีกลิ่นไม่ดี เพราะในวันเปิดประชุมเสร็จมีการเลี้ยงอาหารบรรดาสมาชิกที่ชั้นล่างของหอประชุม ผมจับทางได้เลยว่า มีการกะเกณฑ์และฮั้วกันไว้ล่วงหน้า เพราะการนั่งร่วมโต๊ะอาหารนั้น อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนของใครของมัน และมีสายตาที่มองคนนอกกลุ่มเหมือนกับศัตรูเลยทีเดียว ทุกอย่างมาพิสูจน์ ได้ในวันเลือกตั้งจริง ตั้งแต่เช้าเลย ผมไปถึงประมาณแปดนาฬิกาเศษ ทุกอย่างเป็นไปดังคาด เจ้าหน้าที่รัฐสภา จะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ ผมไม่อาจทราบได้ แต่การแจกดินสอ สองบี เพื่อฝนรหัสประจำตัวสมาชิกสมัชชาเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สสร. มีการแจกดินสอพร้อมกับยางลบก่อนเวลา เลือกตั้งถึงสามชั่วโมง ให้สมาชิกถือว่อนห้องประชุม บางคนก็ช่วยกันกา บางคนก็มีหัวคะแนนถือไว้กับตัวเป็นปึกๆ เพื่อคุมคะแนนไว้ นอกจาก นั้นยังได้ข่าวจากสมาชิกบางท่านด้วยว่ามีการเร่ขาย ด้วยการทำทีเป็นกาเบอร์ของใครคนหนึ่งแล้วไปกระซิบทวงบุญคุณ พอได้รางวี่รางวัลแล้วก็ลบทิ้ง ฝนรหัสคนอื่นแล้วไปเร่ขายต่อกระทั่งถึงเวลาเลือกตั้ง

ประการที่สาม ผมได้ทักท้วงท่านประธานมีชัยฯ ก่อนจะมีการเลือกตั้ง เรื่องนี้นักข่าวทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์เป็นพยานได้ เพราะภาพข่าวชัดเจนมาก ผมได้ยื่น หนังสือทักท้วงเสนอให้มีการยับยั้งทบทวน พร้อมกับเสนอมาตรการแก้ไข ด้วยการให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาเรียกคืนบัตรเลือกตั้งทั้งหมด หากพบว่ามีการฝนรหัส ไว้ล่วงหน้า ให้จัดการลบทิ้ง หรือถ้าจะให้ดีที่สุดคือถือเป็นโมฆะไป หรือ จะเลื่อนเลือกตั้งออกไปก็ได้ เนื่องจากอายุของ สมัชชาแห่งชาติอย่างน้อยก็หนึ่งสัปดาห์ ยังคงทำได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ท่านประธานมีชัยฯ ภายหลังหารือร่วมกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็สรุปให้เดินหน้าต่อไป

ประการที่สี่ เรื่องนี้ภายหลังเสร็จสิ ้นกระบวนการ ซึ่งจริงๆ การล่ารายชื่อคัดค้านได้กระทำก่อนเสร็จสิ้นกระบวนการนะครับ โดยผู้ร่วมลงชื่อนอกจากผม แล้วยังมี (สงวนนาม) มี (สงวนนาม) ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกร่วมเซ็นต์ชื่อด้วย อันนี้เป็นการยืนยันได้ว่า เกิดความไม่บริสุทธิ์โปร่งใสอย่างแน่นอน ผมจึงเดินหน้าต่อด้วยการนำหนังสือคัดค้านไปยื่นให้ ท่านประธาน คมช. ที่กองทัพบกในอีกวันถัดมา และเท่าที่ทราบทางกลุ่มผู้คัดค้านได้ดำเนินการในระดับที่เหนือกว่านี้อยู่ด้วย ซึ่งพี่อาจติดตามข่าวต่อได้ทางสื่อต่างๆ ที่น่าจะมีการพูดถึงต่อไปครับ

หวังว่าข้อมูลที่ได้นี้จะเป็นประโยชน์ในการช่วยกันจรรโลงสร้างสรรสังคมให้ดีขึ้นนะครับ

วันศุกร์, ธันวาคม 22, 2549

บทความ: ผู้จัดการ..จากสื่อกลายพันธุ์..กลายเป็น "วัฒนธรรมแห่งการเกลียดชัง" ที่รุนแรง

โดย OscaMee
22 ธ.ค. 49

วันนี้จะขอระบายความในใจ และเขียนในสิ่งที่สังเกตได้เกี่ยวกับ สื่อที่เรียกตัวเองว่า "ผู้จัดการ" เมื่อก่อนตอนที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีเยื่อใยอันดีกับทักษิณ ชินวัตรอยู่นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะราบรื่นไปซะหมด สโลแกน "ผู้จัดการเปลี่ยนไป" ที่โฆษณาทางทีวีนั้นติดปากคนไทย และกระตุ้นยอดขายให้กับ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้ครั้งใหญ่ เวปไซต์ผู้จัดการเป็นเวปไซต์ที่มีคนเข้าชมสูงเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ (UIP วันละเป็น แสนๆ) โดยมีจุดเด่นคือการนำเสนอข่าวที่รวดเร็วมากๆ ขนาดเวปข่าวฟุตบอลยังอัพเดตข่าวฟุตบอลได้เร็วสู้เวปผู้จัดการไม่ได้เลย จนมาวันนึงเมื่อสนธิ ลิ้มทองกุลเปิดสงครามขั้นแตกหักกับทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อดีตคนเคยเป็นเพื่อน

ผู้จัดการก็เลยเปลี่ยนไปจริงๆ

สื่อเครือผู้จัดการแสวงหาผลประโยชน์จากการเปิดสงครามกับนายกรัฐมนตรีคราวนี้ โดยมีกลยุทธ์ที่ "ชั่วร้าย" ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นมาในประวัติศาสตร์สื่อไทย ชั่วร้ายถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีคนบนโลกนี้กล้าทำแบบนี้หรือไม่

1. เวปผู้จัดการใช้ประโยชน์จากการที่มีคนเข้าเยอะ "ปั่น"กระแสความเกลียดชังผ่านเวปไซต์ Manager โดยเขียนข่าวในทางลบทุกครั้งเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยไม่สนใจว่าข่าวที่เขียนนั้น จริงหรือเท็จ

ความเห็นที่แสดงในเวปไซต์ที่เหมือนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้จัดการจะถูกลบทิ้งหมด ความเห็นของผู้ชมที่แสดงเข้ามาในเวปจะมีแต่ความเห็นที่ "เห็นด้วย" กับผู้จัดการเท่านั้นวิธีการแบบนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีเวปไซต์สื่อชนิดไหนบนโลกเค้าทำกัน หรือแม้กระทั่งเวปไซต์ธรรมดาเค้าก็ยังไม่ทำเลย! วิธีการแบบนี้เป็นการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเกลียดชังขึ้นอย่างแนบเนียน

2. ผู้จัดการเปลี่ยนจรรยาบรรณสื่อของโลกใหม่ (นั่นคือต้องเป็นกลาง) โดยใส่สโลแกนสวยหรูเข้าไปใหม่ว่า "เราเป็นกลางกับคนชั่วไม่ได้"

แต่เท่าที่ผมเคยลืมตามองโลกนี้มาผมไม่เคยเห็นสื่อไหนบนโลกไปตัดสินว่าใครเป็นคนชั่วเลยนะครับ นอกจากผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมหรือข่มขืน แต่สื่อเครือผู้จัดการทำได้ ผู้จัดการสามารถเขียนข่าว "ด่า" , "ใส่ร้าย" , "หยาบคาย" แค่ไหนก็ได้ เกี่ยวกับรัฐบาลได้โดยอ้างถึงสโลแกนสวยหรูของเขาว่า คนที่ผู้จัดการคิดว่าเลว...ผู้จัดการจะไม่เขียนข่าวที่เป็นกลางเกี่ยวกับคนนั้นเด็ดขาด อย่าว่าแต่ข่าวที่ไม่เป็นกลางเลย ข่าวที่ไม่เป็นความจริงเลย หรือข่าวที่ไม่มีมูลเลยก็ยังเอามาเขียนได้ ไม่ว่าจะกรณีวัดพระแก้ว กรณีทักษิณสั่งคนไปทุบพระพรหมณ์ โดยอาศัยหลักกลยุทธ์ "ลบความเห็น" ที่เขียนไว้ในข้อหนึ่ง สร้างกระแสนี้ขึ้นมา จนทำให้ดูเหมือน "คนส่วนใหญ่" ก็คิดเหมือนผู้จัดการ

ความเห็นที่ปรากฎอยู่ในผู้จัดการนั้นเรียกได้ว่าเป็นความเห็นที่ "ป่าเถื่อน" และ "หยาบคายที่สุด" แต่ก็ยังสามารถโชว์อยู่ในเวปสื่ออันดับ1ของเมืองไทยได้ การสร้างกระแสแบบนี้ทำให้ไม่ว่าผู้จัดการจะทำอะไร มันก็ถูกไปหมด เพราะไม่มีคนไม่เห็นด้วยกับผู้จัดการ

จรรยาบรรณสื่อเรื่องความเป็นกลางนั้นจึงมลายหายไปสิ้น ผู้จัดการจึงกลายเป็น "สื่อเผด็จการ 100% " ที่แรกของไทย

3. คนทุกคนที่เป็นคนรอบข้างทักษิณถือเป็น "คนเลว" , "ชาติชั่ว" , "ตุ๊ด " , "คนผิดปกติ" , "คนโกง" คนที่อยู่ตรงข้ามกับทักษิณ เป็น "วีรสตรี" และ "วีรบุรุษ" ทุกคน!

สืบเนื่องจากกลยุทธ์สุดชั่วในข้อหนึ่งและสองผู้จัดการก็สร้างวัฒนธรรม และสังคมชั่วๆ ขึ้นในเว็บตัวเองสำเร็จจนได้ ตอนนี้ในผู้จัดการ ถ้าไม่ใช่หัวข้อที่เกี่ยวกับ เกมส์ หรือ เทคโนโลยีแล้วละก็ ทุกหัวข้อผู้จัดการจะสามารถนำบุคคลทุกประเภทมาเชื่อมโยงกับนายกทักษิณได้หมด

ไม่ว่าคนๆนั้นจะเก่งแค่ไหน มีความสามารถเพียงไร ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากแค่ไหน ถ้าเค้าคนนั้นเคยเป็นเพื่อนกับทักษิณ หรือเคยรู้จักกับทักษิณ คนๆนั้นก็จะกลายเป็น "คนเลว" , "ชาติชั่ว" , "ตุ๊ด " , "คนผิดปกติ" , "คนโกง" ไปในทันที แล้วตั้งชื่อคนพวกนั้นว่าเป็น "คนระบอบทักษิณ" จนหมด

ตัวอย่างที่มีให้เห็นอยู่เป็นประจำคือบทความของนาย "ต่อพงษ์" ที่เขียนถึงเบิร์ด ธงไชย แม๊คอินไตย หรือที่เขียนถึง "แกรมมี่" ซึ่งมีผู้บริหารค่ายเป็นเพื่อนกับทักษิณ นายต่อพงษ์จะกล่าวร้าย เสียดสี ดูถูก เหยียดหยามทุกๆ คนที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลทักษิณ แม้กระทั่งซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของไทยและค่ายเพลง อันดับ 1ในสามของไทย เขาก็ด่าได้!...และจะด่าต่อไป เพราะมันเป็นเพื่อนกับทักษิณ ชินวัตร แม้กระทั่งตอนที่ เพชร AF 3 โดนโหวตออกจากบ้าน ผู้จัดการก็ลงข่าวว่า "เพชร AF3 โดนไล่ออกเพราะไม่ชอบทักษิณ" เพราะผู้บริหาร UBC ก็เป็นเพื่อนกับทักษิณ เพชรก็เลยโดนโหวตออก ว่าเข้าไปนั่น..

แต่คนที่มาแสดงควาเห็นใน manager ก็เชื่อเป็นตุเป็นตะอีกแหนะ! ..(จริงๆอาจจะมีคนไม่เชื่อ แต่โดนลบความเห็นไปหมดแล้ว)

4. "ตอนนี้ใครๆ ก็เห็นด้วยกับผู้จัดการทุกเรื่อง"

จากกลยุทธ์ข้อหนึ่งและสอง เราจะเห็นว่าไม่ว่าผู้จัดการจะเขียนข่าวเอียงไปทางไหน คนในเว็บผู้จัดการก็จะเอียงไปทางนั้นหมด ไม่มีคำว่าไม่เห็นด้วย จะมีแต่ เห็นด้วย เห็นด้วย เห็นด้วย

ผู้จัดการเกลียดใคร ฉันก็เกลียดด้วย
ผู้จัดการว่าใคร คนนั้คือคนเลว ชาติชั่ว
ผู้จัดการชมใคร คนนั้นเป็นคนดีเลิศ ประเสริฐศรี
และสนธิ ลิ้มทองกุล ก็คือ ยอดวีรบุรุษกู้ชาติแห่งประเทศไทย

ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็น ผลสำเร็จจากการสร้างสังคมแห่งความเกลียดชังหรือไม่ หรือจริงๆ มันอาจจะแค่เป็นเพราะว่าคนไม่เห็นด้วยกับผู้จัดการ โดนลบความเห็นไปหมดเฉยๆ ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด มันก็แสดงให้เห็นว่าเราคงเรียกผู้จัดการว่า "สื่อ" ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้เวปผู้จัดการกลายเป็น "Community สุดเผด็จการของคนเกลียดทักษิณ" ไปแล้วเรียบร้อย ส่วนข่าวอื่นๆ มาลงไว้เพื่อให้ดูเหมือนเป็นสื่อเฉยๆ

สุดท้ายอยากจะขอกล่าวขอบคุณเวปไซต์ผู้จัดการไว้หน่อย เพราะ: -

1. เวปนี้ทำให้ผมรู้ว่า จริงๆแล้ว คนไทยชอบข่าวลือ
2. เวปนี้ทำให้ผมรู้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมอารมณ์อย่างแท้จริง
3. เวปนี้ทำให้ผมรู้ว่า คน 14 ตุลาฯ ไม่ใช่คนประชาธิปไตยเสมอไป
4. เวปนี้ทำให้ผมรู้ว่า สื่อที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นกลางก็ได้ ....ต้องสุดขั้วเท่านั้นถึงจะขายดี
5. เวปนี้ทำให้ผมรู้ว่า ใครมั่งที่เป็นเพื่อนทักษิณ เพราะคนที่เป็นคนเลวในเว็บนี้เป็นเพื่อนทักษิณหมด
6. เวปนี้ทำให้ผมรู้ว่า ประเทศไทย ยังมีคนป่าเถื่อนไร้เหตุผลอยู่อีกเยอะแยะมากมายจนทราบแล้วว่าทำไมประเทศไทยเจริญทัดเทียมนานาชาติไม่ได้

สุดท้ายผมขอทิ้งท้ายโดยการยกพาดหัวข่าวสุดฮา มาให้อ่าน (เก็บตกเรื่องขำๆ: อะไรๆ ก็ "แม้ว" ) คาดว่าพาดหัวข่าวเหล่านี้อาจจะมีโอกาสได้ลงในผู้จัดการซักวันหนึ่ง ..

คนเชียงใหม่ชิงชัง สุรยุทธ์ไปเที่ยวทำให้เดือดร้อน

เมื่อวานนี้ (21 ธ.ค.) คุณสุรยุทธ์ (นายกฯ) ไปร่วมเปิดงานของโครงการหลวงที่หอประชุม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้การจราจรติดขัดอย่างมาก เพราะ ส่วนล่วงหน้าและgestapo ของแม่ทัพภาค ที่สั่งการให้ตำรวจปิดการจราจรตั้งแต่สนามบินถึงบริเวณงานเพราะทำให้ประชาชนที่ไปตลาดต้นพะยอมไม่มีที่จอดรถ ประชาชนบ่นและวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะกลุ่ม นศ. มช. ที่มาออกกำลังกายที่สวนสมเด็จย่าติดกับหอประชุม ฯ มีการตรวจระเบิด ค้นตัว ผู้ที่ต้องการไปซื้อผักและสินค้าอื่น ทำกับประชาชนดั่งเป็นผู้ก่อการร้าย นักศึกษาถึงกับกล่าวคำหยาบ ด่าทอ เพราะไปละเมิดสิทธิของเขา อย่างไรก็ดีเมื่อ คุณสุรยุทธ์ ไปถึง คนเชียงใหม่ส่วนใหญ่ไม่ยกมือไหว้ ได้แต่มองด้วยความเกลียดชัง เพราะได้ตำแหน่งมาโดยการปล้นแย่งชิงจากคนอื่น ยกเว้นคนจัดงาน รถติดมากจนถึงเย็น และผ่อนคลายเป็นปกติเมื่อเวลา 20.00 น. รถจากต่างจังหวัดที่มาเที่ยวงานพืชสวนโลกและต้องผ่านเส้นทางนั้นไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งเพราะทำให้เสียเวลา

อย่างไรก็ดีคุณสุรยุทธ์มีแผนจะแปรสภาพโครงการหลวงเป็นบริษัทมหาชน ยิ่งทำให้ประชาชนแคลงใจว่าเป็นการขายชาติหรือไม่ ดั่งเช่นคุณทักษิณแปรสภาพ กฟผ. และ กสท.

ที่มา – คณะนิติศาสตร์ มช.

เก็บตกเรื่องขำๆ: อะไรๆ ก็ "แม้ว"

โดย : จ๊ะจ๋าจ๋าจ๊ะ

"แม้ว ยัดเงิน Toshiba สร้างพัดลมขนาดยักษ์พัดถล่มแหลม ตะลุมพุก"

"คมช. เผยแล้วพบท่อใต้ดิน หลังสงสัย แม้ว ส่งท่อน้ำเลี้ยง ทรท."

"ไฟไหม้หนักไผ่สิงโต พบหลักฐานในที่เกิดเหตุ เป็น sim card AIS คาดแม้ว อยู่เบื้องหลัง"

"อุ๋ยเผย หุ้นตก แท้จริง แม้วทุบ!!"

"อากาศหนาววิปริต คมช. คาดแม้ว จับมือ มิตซูบิชิ ผนึกกำลังสร้าง Super Air ถล่มทั่วไทย"

"เชียงใหม่ ระส่ำแผ่นดินทรุด!! เหตุแม้ว ล็อบบี้ จีน ยิงนุคใต้ดิน ทำแผ่นดินไหว"

"ยาบ้าระบาดหนัก คมช. คาดแม้ว ส่งซิกว้าแดง หวังดิสเครดิต รัฐบาล"

"รมต. ต่างประเทศ ออกแถลงการเสียใจ ต่อมาเลย์ หลังแม้ว ส่งคลื่นใต้น้ำ ท่วมรับปีใหม่"

"เติ้งย้ำ ปลาฉลาม ใกล้สูญพันธ์ เพราะแม้ว ชอบกินหูฉลาม วอน NGO สอบ"

"DSI ฉุน เสี่ยปิคนิค พ้นคุก แฉแหลก แม้วบีบศาล"

"กระทรวงสาธารณสุธ เผย คนไทย ดื่มเหล้า ติดอันดับ5โลก เจ้ากระทรวงแย้ม คนหันมาดื่มกันมากเพราะเครียดเรื่องแม้ว"

"บิ๊กหอย เครียด บอลไทยไม่เข้าเป้า เหตุแม้ว ไม่ซื้อลิเวอร์พูล"

"มาร์ค มึน มีคนจ้องเลื่อยขาเก้าอี้ คาด คนในจับมือแม้ว"

"เหนาะ ว๊าก รู้ทันแม้ว หากกลับไทย มีนองเลือด"

"ใต้ยังเดือด คาดแม้ว ส่งคนป่วน"

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 21, 2549

ธปท. ใช้ปากฆ่า ผู้ลงทุน

โดย uolarn
21 ธ.ค. 49

การให้สัมภาษณ์ไล่เรียงลงมาตั้งแต่ นายก ,รมต. ,ผู้ว่าการธนาคาร ล้วนแล้วแต่ดูถูกเหยียดหยามนักลงทุน เป็นผู้ทำให้ประเทศเสียหาย แต่ในยามที่ประเทศต้องการเม็ดเงินในการเคลื่อนตัวของเศษฐกิจ กลับแหกปากเรียกร้องให้มีคนมาลงทุนในตลาดหุ้นเยอะๆ

นี่มันเรียกว่าปรากฏการณ์อะไร?

คำพูดที่บอกกับผู้คนทั่วไป ย้ำแล้วย้ำอีก "ผู้เสียหายเป็นคนต่างชาติ" ถามจริง! ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นสุนัขรึไง ที่เขาจะไม่มีความรู้สึกโกรธ สมน้ำหน้าเขาเหรอ ???

การพัฒนาในภาคส่วนเงินทุน การระดมทุนผ่านตลาด ถือเป็นการแสวงหาแหล่งทุนที่มีต้นทุนถูกที่สุดแล้ว หรือว่าอยากให้ผู้ประกอบการไปกู้ธนาคารเยอะๆ จะได้มีพรรคพวกคอยสนับสนุน

..ฟังทีไร อยากจะร้องให้ นี่หรือผู้บริหารประเทศผู้มีวิสัยทัศน์ พอใจแล้วเหรอกับมาตราการห่วยแตก ที่ทำให้ตลาดตราสารหนี้หยุดชะงัก

บอกได้เลยว่า ก่อนสิ้นปีนี้ตลาดพันธบัตรจะมีความเสียหายอย่างหนัก เพราะหากเกิดการเทขายออกมา ถึงแม้ทางแบงค์จะรับซื้อไว้เอง แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเงินทุนไหลออก แล้วอย่างนี้การออกเชิญชวน ให้นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อพันธบัตรในอนาคต คิดหรือว่าจะไม่มีปัญหา ตราสารที่ออกโดยระบุคำว่า THAILAND ต่างชาติจะเมินไหม?

แตะเบรคการลงทุนเกร็งกำไรแบบ ตบกระบาลต่างชาติ มิหนำซ้ำ U-TURN กลับเสร็จ ดันทะลึ่งไปเยาะเย้ยอีกต่างหาก เปรียบเสมือนการไม่ยินดีต้อนรับต่างชาติอีกต่อไป

มันเป็นไปไม่ได้กับการกระทำต่อนักลงทุนที่ไม่ให้ความเป็นธรรม ทั้งสองฝั่ง การดูแลต้องเท่าเทียมกัน ต้องมีมาตราการผ่อนรับผ่อนสู้ตลอดเพื่อการควบคุมที่ทันเหตุ แต่ที่ผ่านมา การทำสวอป(ซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า)ที่มีการเตือนมาตลอดว่าจะทำให้เกิดวิกฤติ แต่ไม่เชื่อดันทุรังทำต่อ จนแบกภาระดอลล่าห์จนหน้ามืด แล้วเป็นไง หมดหนทางหมดปัญญาหมดกระสุน ผลจึงต้องเอาด้ามปืนตบกระบาลนักลงทุนอย่างที่เป็นเมื่อ 2 วันก่อน

พฤติกรรมแบบนี้ไม่ต่างจากเจ้าของโรงบ่อนที่ไร้มาตรฐาน มีคนมาเล่นได้เสียเยอะ โดยที่ตัวเองไม่มีมาตรการควบคุมตั้งแต่แรก สุดท้ายไม่ให้เขาเอาเงินออกจากบ่อน แถมกักตัวไว้เป็นประกันอีกต่างหาก น้ำหน้าอย่างนี้เหรอที่จะทำให้ต่างชาติเขาไว้ใจในการลงทุน

ผลกระทบกับตลาดหุ้นมันเป็นเพียงแค่ด่านแรกที่กระทบ ผลต่อมาวาดภาพเอาแล้วกัน เพราะมันจะยังไม่เกิดในวันสองวันนี้ แต่อีกไม่นาน

ยำข่าว เรื่องที่แวดวงคนชั้นสูงซุบซิบกัน

แหล่งข่าวไม่เปิดเผยตัว หลังจากไปพบปะกับแวดวงสังคมชั้นสูงและการเมือง ได้กลับมาเล่าให้กับเราฟังถึงเรื่องต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของคนเหล่านั้นดังนี้: -

- อดีตนายกฯ ทักษิณตอนนี้ไปทำธุระส่วนตัวที่ฮ่องกง ส่วนคุณสุดารัตน์เองก็ไปเที่ยวฮ่องกงมาด้วย
- นักหนังสือพิมพ์ต้องไปรายงานตัวกับ คมช. เป็นประจำ
- ทหารเรือกับทหารอากาศ ไม่มีใครเอาพวกคุณสนธิ บุญฯ
- ทหารบกแตกแยกเป็นหลายฝ่าย
- พล.อ.สพรั่งตอนได้เป็นแม่ทัพภาค 3 ยังเดินทางมาขอตำแหน่งที่ตึกชิน 3 ด้วยตัวเอง
- คุณทักษิณอาจจะไม่กลับมาเพราะกำลังสนุกกับการทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ แต่ถ้ากลับมา ทั้งคุณเปรมและ คมช. อาจลำบากได้
- บทสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ นองเลือดแน่ๆ เพราะทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่า พวกนี้ห่วยแตก บริหารงานไม่เป็น หาเรื่องด่าอย่างเดียว

ต่างชาติเทขาย แต่หุ้นขึ้น

สถานการณ์ด้านตลาดทุนผ่อนคลายลงมาก หลังจากที่วันนี้หุ้นสามารถกลับคืนมายังแดนบวก ชดเชยความเสียหายของตลาดทุนที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนเมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวลดลงไปในวันเดียวมากกว่าร้อยจุด โดยวันนี้หุ้นปรับตัวบวกเกือบเจ็ดสิบจุด ถือเป็นการปรับตัวครั้งรุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์หุ้นไทยเช่นกัน โดยมีภาพการซื้อขายดังนี้


อย่างไรก็ตามเมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่ายังมีความคลุมเครือ ภาพที่ได้มีสีเทา โดยนักวิเคราะห์ท่านหนึ่งให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "กองทุนจะมีปัญญาอุ้มได้นานแค่ไหน ต่างชาติขายสองพันกว่าล้าน ถ้าภาวะปกติหุ้นควรจะตกประมาณ 20 จุดแต่นี่กลับบวกหกสิบเก้า"

ทั้งนี้กองทุนต่างๆ เข้าร่วมกันช้อนซื้อหุ้นของวันนี้ทั้งวันมูลค่าสุทธิรวมคือ 9,750 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเมื่อวานมาก โดยข่าวลือจับได้ทางอินเตอร์เน็ตกล่าวว่า "ข่าวที่ว่ารัฐให้วายุฯ สปส. และกบข.ช่วยพยุงก็จริงน่ะสิ"

ผู้สังเกตการณ์อีกท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า "กองทุนที่เป็นเงินออมของคนไทยทั้งประเทศไปเข้ากระเป๋าต่างชาติและรายย่อย งานนี้คนไทยมีแต่เสียกับเสีย เพราะโดนโกงครับ คนที่ไม่เล่นหุ้นทำงานงกๆ เอาเงินไปซื้อกองทุน คนที่เอาเงินเข้ากองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือคนที่เก็บเงินไว้เผื่อเกษียณอย่าง rmf"

ในขณะที่มุมมองจากคนนอกวงการกล่าวสำทับในเรื่องนี้ว่า "ใครรู้ข่าววงในรวยตายห่าเลย เหมือนกับโกงเงินกองทุนใส่กระเป๋าตัวเองเลยนะนั้น"

ประเด็นเรื่องใบสั่งใช้ให้กองทุนต่างๆ ไปช้อนซื้อหุ้นเพื่อทำกำไรหลังจากที่ได้ออกมาตรการทุบตลาดหุ้น ยังมีคนกล่าวสรุปภาพให้ชัดเจนอีกดังนี้
1. อินไซด์เดอร์(คนรู้ข่าววงใน)ล้างพอร์ตของตัวเองให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนการประกาศมาตรการสกัดค่าเงินของ ธปท.
2. กำไรชุดแรกจากการทำ short sell เมื่อหุ้นตกสูงสุดถึง 140 เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.
3. เมื่อหม่อมอุ๋ยยืนยันไม่ทบทวนมาตรการสกัดค่าเงิน เป็นการตอกย้ำให้หุ้นตกลงอย่างรุนแรงต่อไป
4. อินไซด์เดอร์เข้าช้อนซื้อหุ้นราคาถูกที่จุดต่ำสุด เพราะทราบว่า จะมีการประกาศมาตรการเพื่อผ่อนคลายในตอนค่ำ
5. ทำกำไรในวันนี้ทั้งจากการทราบว่าจะมีใบสั่งให้ช้อนหุ้น และทั้งจากผลการผ่อนคลายมาตรการสกัดค่าเงิน

ความร้ายแรงของการทำลายเศรษฐกิจไทยครั้งนี้เพียงเพื่อการทำกำไรให้กับกลุ่มของตนเองและพวกพ้องน่าจะเกิดขึ้นเป็นขบวนการ ทั้งนี้มีประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้มีสืบสาวตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ที่เข้าข่าย ว่าเกิดขึ้นว่ามาจากกลุ่มใด ทั้งก่อนการประกาศมาตรการ(ล้างพอร์ตก่อนวันจันทร์) ระหว่างที่หุ้นตกจนเข้ามาช้อนซื้อ(ซื้อหุ้นบ่ายวันอังคาร) และการขายทำกำไรเหนาะๆ ในวันนี้

ประชาชนท่านหนึ่งให้ความเห็นสั้นๆ กับกรณีอินไซด์เดอร์ว่า "19 ธค. มีคนเงินหายนับแสนคน หมื่น-ล้านบาทต่อราย 20 ธค. มีคนรวยขึ้นหลายพันล้าน"

ล่าสุดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณี "อินไซด์เดอร์" ประชาชนต้องการแจ้งให้ กลต.ตรวจสอบกรณีดังนี้

"รายชื่อ ผู้ที่เปิดสถานะ Long ช่วงใกล้ปิดตลาดวันที่ 19 เอาเฉพาะ ที่เป็นสถาบัน กองทุน หรือรายใหญ่ เพราะดัชนี SET 50 อยู่ต่ำกว่าประมาณ 30 จุด นั่นหมายถึงคนที่เปิดสถานะ Long ต้องโดน Call Margin หลังจากปิดตลาด และถ้ารุ่งขึ้น SET 50 ลงต่อแค่ 5 จุด เขาเหล่านั้นต้องถูกบังคับปิดสถานะ รับรู้การขาดทุนทันที ซึ่งถ้าไม่มีการใช้ Inside Trading ใครจะกล้าทำอย่างนั้น แล้วคนที่ให้ข่าว Inside เป็นใคร (บอกใบ้ว่าแต่งตัวดีๆ ใส่สูท ผูกหูกระต่าย สวมแว่นตา เคยทำงานแถวบางขุนพรหม)"

ขอบคุณข้อมูลจากห้องสินธรและเวปอินเตอร์เน็ต

อุ๋ยกับธาริสารับเต็มๆ หลังต่างชาติด่าไม่ยั้ง

ที่มา: "Stocks rebound, but Thai credibility in tatters",
ลิงค์: คลิ๊กที่นี่
แปลและเรียบเรียงโดย X-CU




หุ้นเด้งกลับ แต่ความน่าเชื่อถือของไทยรุ่งริ่ง

ถึงตอนนั้น ชื่อเสียงของประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติก็รุ่งริ่งแล้ว

ไอเดียโกลบอล พาดหัวรายงานวิเคราะห์ว่า “สวรรค์ของนักท่องเที่ยว นรกของนักลงทุน” ในขณะที่นักวิเคราะห์ผรุสวาสใส่ปรีดิยาธร และธาริสาผู้เป็นทั้งสาวกและทายาท “พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพ มาตรการที่ออกมาขาดความรับผิดชอบอย่างมาก พวกเขาหมดความน่าเชื่อถือแล้ว” แคทธรีน ตัน หัวหน้ากลุ่ม Asia Emerging Market แห่งบริษัท Forecast ในสิงค์โปร์กล่าว

ฉันมองไม่เห็นต่างชาติ(นักลงทุน)จะกลับมาที่ไทยในอนาคตอันใกล้ ตลาดไม่มีความเชื่อถือต่อรัฐบาล(ไทย)แล้ว

ธาริสาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาแล้วนี่เอง เธอเห็นด้วยกับนายเก่าของเธอที่ว่า การลงทุนในตลาดหุ้นควรได้รับการยกเว้นจากมาตรการที่ประกาศออกมา เธอยอมรับว่าการเทขายหุ้นเป็นเรื่องที่ผู้วางนโยบายคาดไม่ถึง

เธอบอกนักข่าวว่า “เราใส่เกียร์ถอย(กลับ)มาตรการ เมื่อตลาดตอบสนองมากกว่าที่เราคาดไว้”

ABN AMRO ได้ตัดเรทติ้งการลงทุนของประเทศไทยลงเป็นต่ำกว่าเฉลี่ย(underweight) และตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการบริหารเศรษฐกิจของประเทศหลังการรัฐประหาร ซึ่งเป็นครั้งที่ 18 ใน 74 ปีที่ผ่านมา “การตัดสินใจเชิงนโยบาย เห็นได้ว่าขัดแย้งกับกลไกของตลาดทุน” นักการธนาคารเพื่อการลงทุนกล่าว

การแทรกแซงที่เป็นปัญหา

การเทขายทำให้เกิดความตระหนกอยู่ช่วงหนึ่งว่าจะเป็นการย้อนรอยวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 1997/1998 ที่สืบเนื่องมาจากการลดค่าเงินบาท และส่งผลให้ตลากหลักทรัพย์ทั่วภูมิภาคตกกันระนาว แม้ว่าตลาดเหล่านั้นจะฟื้นตัวเมื่อวันพุธด้วยเช่นกัน

นักค้าบอกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโดยทั่วไปคงตัว ในตลาดซื้อขายของไทยเมื่อวันพุธ มีเพียงมูลค่าของพันธบัตรระยะยาวเท่านั้นที่ลดลงเล็กน้อย หลังธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาแทรกแซง ผลตอบแทนขยับไปที่ 20-30 จุดทั้งตลาดเมื่อวันพุธ

พวกเขาเข้ามาแทรกแซงในตลาดพันธบัตรทำไม? พวกเขาน่าจะรู้ว่าตลาดพันธบัตรจะตกหลังจากมาตรการด้านการเงิน” คุณตันจาก Forecast กล่าว

ในหมู่สกุลเงินของเอเชีย เงินบาทมีค่าแข็งที่สุดต่อดอลล่าร์ในปีนี้ มีราคาอยู่ที่ 35.6 ต่อ 1 ดอล สูงที่สุดในรอบ 9 ปีได้ตกลงมาร้อยละ 2.5 เมื่อแบ๊งค์ชาติประกาศการควบคุมเงินทุน

การตัดทอนนี้ ออกแบบมาเพื่อจะควบคุมการแข็งค่าของเงินบาทโดยการบังคับให้พวกนักเก็งกำไรต้องเก็บเงินไว้ในประเทศไทยอย่างน้อย 1 ปี หรือมิฉะนั้นก็ต้องเสียค่าปรับ 10 เปอร์เซ็นต์ รายได้ที่เกี่ยวกับการค้าขาย และการส่งเงินสำหรับคนไทยได้รับการยกเว้น ซึ่งปรีดียาธรได้เพิ่มกลุ่มเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นเข้าไปด้วย หลังตอนบ่ายวันอังคาร

พ่อค้าส่งออกต้อนรับมาตรการนี้ด้วยความปรีดา เพราะการแข็งค่าของเงินบาททำให้สินค้าของพวกเขาแข่งขันไม่ไหวในตลาดโลก และอาจทำให้รายได้จากต่างประเทศลดลง

(รายงานเพิ่มเติมโดย อารดา เทิดธรรมกุล อรทัย ศรีหริ่ง และ พลอย จิตสมบูรณ์ กรุงเทพฯ และ อุเมธ ดิสัย ในฮ่องกง)

Word of the day
"The one thing worse than an incompetent central bank is an incompetent central bank that flip-flops,"

Bratin Sanyal
Head of Asian equity investments at ING in Hong Kong.


คำคมประจำวันนี้
"สิ่งที่เลวร้ายกว่าการที่มีธนาคารกลางที่ห่วย คือการที่มีธนาคารกลางที่ห่วยด้วยแล้วยังพลิกกลับไปกลับมาเอาแน่เอานอนไม่ได้"

แบรท์ทิน สัญยอล
หัวหน้าหน่วยลงทุนประจำทวีปเอเชียของไอเอ็นจีในฮ่องกง

วันพุธ, ธันวาคม 20, 2549

ฝุ่นยังตลบ สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ

สำหรับความเคลื่อนไหวในวันนี้ ยังไม่มีผู้ใดที่จะสามารถคาดการณ์ได้ว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทย และตลาดการเงินอื่นๆ จะไหลไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม ไทยอีนิวส์ขออนุญาต นำความเห็นของคุณโอฬาร ในฐานะประชาชนท่านหนึ่งมาเป็นบทวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยังจับทิศทางไม่ได้

"เล่นเอางงไปชั่วขณะ บทวิเคราะห์ที่เตรียมไว้แทบจะใช้ไม่ได้ หลังจากมีมาตราการแก้ไขคำประกาศของแบงค์ชาติ แต่ก็ยังมีจุดที่ทำให้เห็นว่า ความโกลาหลของการลงทุนยังมีอยู่ โดยเฉพาะตราสารหนี้ ที่ผมเน้นเหลือเกิน เน้นมากกว่าเงินทุนในตลาดซะอีก เหตุเพราะตราสารหนี้ที่เป็นพันธบัตร ยังไม่ได้ขายออกมามากในวันนี้ และการประกาศยกเลิกก็เป็นการประกาศได้เฉพาะการซื้อตราสารก่อนวันมีผลบังคับ ดังนั้น DUE การซื้อที่มีก่อนหน้านี้ ยังมีความเสี่ยงต่อระบบค่าเงินบาทอยู่เหมือนเดิม เพราะหากกองทุนมีการขายคืนพันธบัตรเมื่อไหร่ แบงชาติจะต้องสู่วิกฤติอีกครั้ง การออกข่าวเมื่อวานนี้ อย่าหลงกล เป็นแค่การหลอกในเชิงคำพูดและวิธีการ ลดการตื่นตระหนกเท่านั้น เพราะกระทรวงการคลังจะยกเว้นให้เม็ดเงินต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และลงทุนเฉพาะโดยตรง (FDI) ไม่ต้องกันสำรอง 30% แต่เงินต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ จะต้องกันสำรอง 30% ตามที่ ธปท.กำหนดเหมือนเดิม การที่ต่างชาตินำเงินมาลงทุนโดยตรงหมายถึง การที่ต่างชาติจะนำเงินตราต่างประเทศ เข้ามาลงทุนโดยอาจจะเป็นการขยายโรงงาน หรือลงทุนเพิ่มในกิจการก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นความชัดเจนที่เกิดเมื่อช่วงกลางวันของเมื่อวานจึงสะท้อนให้เห็นว่า ต่างชาติไม่มีความเชื่อมั่นต่อเงินลงทุนที่จะเคลื่อนย้ายหากมีการคาดการณ์ผิดจากการลงทุน หมายถึงว่า ถ้าสมมุติต่างชาติต้องการนำเงินมาลงทุนในกิจการหนึ่งๆ แต่หากภายหลัง เกิดว่าเขาต้องการเปลี่ยนหรือย้ายเงินทุนออก ก่อนเวลาหนึ่งปี เขาต้องโดนหัก 30% ดังนั้นความกังวลของต่างชาติจึงเกิดขึ้น บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาแห่งการยกเลิกเฉพาะกฏการลงทุนโดยตรง

ความเชื่อมั่นยิ่งหมดไปกับการออกกฏกลับไปกลับมาภายในไม่ถึง 24 ชม.หลังมีผลบังคับใช้จริง เป็นการคาดการณ์ผลกระทบที่ไม่น่าให้อภัย และต้องมีคนแสดงความรับผิดชอบกับความผิด ให้สาสมกับการทำให้มูลค่าการตลาดในประเทศต้องสูญหายนับแสนล้านบาท

ฟันธง!!!ต่างชาติจะยิ่งทิ้งการลงทุนในไทยเพราะมาตราการกลับกลอก ของผู้บริหารไร้สติโดยการขายทิ้งตราสารและพันธบัตรทั้งระยะสั้นและยาว"

ทั้งนี้ยังมีอีกสองสามข่าวหลักๆ ที่อาจจะเป็นปัจจัยของทิศทางตลาดหุ้นวันนี้

หวั่นS&Pลดเครดิตไทย MSCIขู่ลดน้ำหนักลงทุน
มาตรการแบงก์ชาติสร้างความเสียหาย ทำไฟลามทุ่ง พัฒนสิน เชื่ออนาคตสถาบันจัดอันดับ เอสแอนด์พี มูดี้ส์ ลดเครดิตประเทศที่ปิดกั้นเงินทุนเคลื่อนย้าย ด้าน MSCI และฟุตซี่ ยอมรับจะถอนตลาดหุ้นไทยออกจากการคำนวณของตลาดหุ้นเอเชีย ระบุกำลังหารือและจะแถลงเร็ว ๆ นี้ ส่วนมาเลเซียแจง ไทยมีแนวโน้มสูงถูกถอดการลงทุน เพราะเคยมีบทเรียนมาแล้ว

เจพีมอร์แกนชี้ไทยติดลบ ซ้ำรอยมาเลฯรอ 10 ปีฟื้น
เจพี มอร์แกน ลั่นปรับมุมมองตลาดหุ้นไทยเป็นลบ ต่างชาติหยุดการลงทุน ชี้มาตรการแบงก์ชาติรุนแรงเกิน แนะให้ใช้แผนใหม่นุ่มนวลกว่านี้ เตือนตลาดหุ้นไทยจะซ้ำรอยมาเลเซียที่เคยนำมาตรการนี้ออกมาใช้ ทำนักลงทุนต่างชาติไม่ขนเงินเข้าประเทศร่วม 10 ปีกว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

กองทุนหุ้นระส่ำ ลูกค้าถอนหน่วย
กองทุนหุ้นวุ่น ลูกค้าจ่อไถ่ถอนหน่วยลงทุน ผวาเอ็นเอวีหายวูบ ไม่กล้าถือต่อกลัวดัชนีร่วงต่ออีก ผู้บริหารกองทุนกลุ้มใจบริหารอย่างดีมาทั้งปี ได้ผลตอบแทน14-15% เจอยาขมแค่วันเดียวหายเกลี้ยง

ผู้ชมทางบ้านขำกลิ้ง หลังพล.อ.สนธิปล่อยไก่"กล้ายาง 90 ล้านตัน"

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นการวางยาหรือว่าเป็นความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม พล.อ.สนธิซึ่งได้ไปออกรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ที่มีคุณ สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เป็นพิธีกรก็ได้ปล่อยไก่ออกมาตัวเบ้อเริ่ม

เรื่องเกิดขึ้นในรายการ เมื่อคุณพิธีกรเกริ่นนำว่า จะมีการพูดคุยเรื่องทุจริตต่างๆ ของรัฐบาลเก่าโดย พล.อ.สนธิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ซีทีเอ๊กซ์ 9000,ทุจริตกล้ายาง 90 ล้านต้น เป็นต้น(หลังจากนั้นคุณสรยุทธ์ก็หัวเราะนิดๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าพล.อ.สนธิกำลังจะปล่อยไก่)

หลังจากนั้นจึงเป็นการสัมภาษณ์พล.อ.สนธิ ซึ่ง พล.อ.สนธิก็พูดไปตามเรื่องตามราว จนกล่าวว่า "ในปลายเดือนธันวาคมจะมีความคืบหน้าทุจริตซีทีเอ๊กซ์9000,ทุจริตกล้ายาง 90 ล้านตัน"

ผู้ชมทางบ้านที่กำลังนั่งชมอยู่ก็ขำ ด้วยทราบว่า พล.อ.สนธิ อ่านเพียงแต่สคริปต์ ไม่มีความเข้าใจในเรื่องที่ตนเองกล่าวเลยแม้แต่น้อย เมื่อเค้าเขียนอะไรมา แม้ว่าจะผิดพลาด ก็อ่านไปตามนั้น

ผู้ชมทางบ้านคุยๆ กันว่า "สรยุทธ์ นายนี่ร้ายกาจมากมีลูกจากด้วยนะ (ก่อนจาก อสมท) 555"

ที่มาของเรื่อง: "คุณบอกว่าอย่าน่ารัก"

วันอังคาร, ธันวาคม 19, 2549

ตลาดหุ้นไทยเดือด

หุ้นเปิดตัวติดลบไป -65 จุดแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 10 นาฬิกา เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากการประกาศมาตรการระยะสั้นของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องการสกัดการเก็งกำไรค่าเงิน

รายละเอียดเพิ่มเติม คาดว่าสื่อต่างๆ จะทยอยนำเสนอในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการ panic sale ครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย


ตารางดัชนีหุ้นไทยเวลา 10.10 น. วันนี้

ความเป็นไปได้บางอย่าง เบื้องหลังโรงเรียนถูกเผา

แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวเปิดเผยกับศูนย์ข่าวบางไซว่า มีความเป็นไปได้บางประการสำหรับโรงเรียนแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ที่เพิ่งถูกคนร้ายลอบวางเพลิง ว่าอาจจะมีเงื่อนงำที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์บางด้าน โดยแหล่งข่าวกล่าวว่า

"เรื่องจริงมีอยู่ว่า โรงเรียนดังกล่าวเป็นอาคารไม้ ไม่มีการเรียนการสอนแล้วเพราะนักเรียนน้อย และได้ยุบไปรวมกับหมู่บ้านข้างเคียง ซึ่งอยู่ในระหว่างการประมูลขาย

ช่วงระหว่างรอประมูลเพื่อรื้อ ซี่งพ่อค้าที่มาประมูลจะมาจากภาคใต้ เป็นสายทหาร ก่อนวันที่จะถูกเผา ชาวบ้านเห็นมีการรื้อเอาไม้ที่ดีออกไปแล้วและรื้อหลังคาออกแล้ว ชาวบ้านคิดว่ามีการประมูลขายไปแล้ว โดยทรัพย์สินนั้นเป็นของ สปจ. สปอ. ซึ่งมีการประมูลขายโรงเรียนที่ยุบกันเป็นประจำอยู่แล้ว

วันถัดมาจึงมีการเผาโรงเรียน ซึ่งหากดูตามสถานการณ์แล้ว หากเดาตามรูปการณ์ก็ต้องกล่าวว่า พ่อค้าที่มีทหารหนุนหลังนั่นแหละเผา เพื่อไม่ต้องเสียเงินประมูล และจากการสืบสวนเบื้องลึกก็ตรงตามนั้น

เขาเผาเพื่อเอาไม้มาฟรีๆ โดยตำรวจรู้ก็ไม่กล้าจับ เด็กๆก็ไม่เดือดร้อน แต่การออกข่าว ไปทำนอง สงสัยคนของนักการเมืองท้องถิ่นเผา ซึ่งเขาจะทำไปทำไม เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง

หากเป็นโรงเรียนที่มีเด็กเรียน ข้อสงสัยที่ว่านักการเมืองเผาเพื่อเอางานประมูลก็จะมีน้ำหนักที่พอฟังได้

แต่ช่วงทหารเป็นใหญ่ นักการเมืองจะประมูลสู้สายทหารได้หรือ

ผมจึงขอให้พวกเราตั้งข้อสังเกตุการเผาโรงเรียนแต่ละแห่งว่ามีการเรียนการสอนอยู่หรือไม่ และการเผานั้นได้มีการประมูลขายไว้ก่อนหรือไม่"

บทความ: จะทุบทำลายความเชื่อมันของประเทศไทยไปถึงไหน ถึงจะพอใจ?

โดย Trat
19 ธ.ค. 49

รัฐบาลนี้ไล่ทุบความเชื่อมั่นของประเทศไทยต่อสายตานักลงทุน แทบจะทุกส่วน เล่นเอาต่างชาติเริ่มงงแล้วครับว่า สิ่งที่รัฐบาล คมช. เดินสายไปต่างประเทศเพื่อแสดงความเชื่อมั่นกับนักลงทุน เรียกทูตมาอธิบาย แต่ในทางกลับกันภายในประเทศกลับมีพฤติกรรมไล่ทุบ ทำลายความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนหลายด้าน

เริ่มจากเรื่องกรณี คำอธิบายเรื่อง นอมินี ที่ตอนนี้ก็เงียบหายไป เหมือนทำท่าว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การหลอกด่าเพื่อล้มรัฐบาลทักษิณ จากเรื่องกุหลาบแก้ว จนท้ายที่สุดแล้ว นักลงทุนยังไม่ได้คำตอบว่า ตกลงกฎหมายไทย เรื่องการลงทุนของต่างชาติในประเทศไทย ตามนโยบาย แล้วมาไล่ทุบเขาด้วยข้อหานอมินี จะเอาอย่างไรกันแน่

อีกเรื่องก็คือกระแสยึดคืน ถอนคืนกิจการของรัฐที่แปรรูปเป็นบริษัทมหาชน แล้วเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่สื่อแนวร่วม คมช. ประโคมข่าวเพื่อเอาคืน ยื่นเรื่องให้ศาลปกครองถอดถอนอีรุงตุงนังออกจากตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น ปตท. หรือ อสมท. ที่กำลังเป็นคดีอยู่ในศาลเวลานี้ ที่จะเอาออกจากตลาดให้ได้ ต่างชาติงงครับ แล้วเงินทุนที่ลงในหุ้นของ ปตท. มันจะทำอย่างไร การออกข่าวมากลายเป็นทุบราคาหุ้นให้ต่ำ ผลก็คือรัฐนั่นแหละที่เสียหายเพราะมูลค่าหุ้นส่วนใหญ่รัฐถือทั้งนั้นมันด้อยค่าลงทันที แล้วไม่แน่นอนว่าจะเอาอย่างไร อ้างว่าให้เป็นไปตามกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของบริษัทนั้นๆเอง แล้วยังส่งผลให้ตลาดทุนของประเทศไทยขาดความเชื่อมั่น

เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันกับตลาดทุน คือเรื่องภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่คนระดับ คมช. คุมประเทศใครก็รู้อำนาจอยู่กับคนกลุ่มนี้ ออกมาย้ำว่าขายหุ้นไม่เสียภาษี ผิดกฎหมาย ยิ่งไปกันใหญ่ นั่นมันกำลังทุบลงไปตรงๆบนตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนงงตกใจกับเรื่องนี้ ตกลงเอ็งจะเอาอย่างไร นี่มันเร่งเร้าให้เขาถอนตัวเร็วขึ้น กระตุ้นให้ค่าเงินบาทตกกระแทกอย่างแรงในเวลารวดเร็วหากยังพูดซ้ำซากโดยไม่ให้คำตอบว่าเอ็งจะเอาอย่างไร ในเมื่อกฎหมายมันยกเว้นไว้กับการขนเงินของนักลงทุนมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ดัชนีมันถึงไม่ไปไหนในเวลานี้ รอจังหวะร่วง

ยังไม่ทันสิ้นความดีมาตอกย้ำทุบความเชื่อมั่นกับชาวต่างชาติให้มั่นใจขึ้นว่ารัฐบาลไทยทำตามกฎหมาย ด้วยการตัดสินของศาลปกครองกรณีไอทีวี ทั้งที่มันเป็นเรื่องของคู่สัญญาต้องไปตกลงหาทางแก้สัญญาให้ปฏิบัติจริงได้ เพราะสัญญามันขูดรีดเอากับสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ แล้วผลออกมาตะแบง บิดเบือนคำพิพากษาของศาล ไปเสนอในทำนองว่าศาลเห็นด้วยและตัดสินให้ สปน. ต้องจ่ายค่าปรับตามสัญญาอัปยศ จ่ายไม่ได้ให้ฟ้องล้มละลาย ยึดทรัพย์สินทั้งหมด ดูมันขย่มกันเข้ากับนักลงทุน ทั้งที่ไอทีวีเป็นธุรกิจเอกชนล้วนๆที่ขอสัญญาสัมปทานมา ไม่ใช่รัฐสร้างขึ้นมาให้เขาเช่า ที่มันเกินกว่าจะปฏิบัติได้กับค่าสัมปทานปีละ ๑ พันล้าน ในขณะที่ค่าปรับวันละ ๑๐๐ ล้าน "มันบ้าสิ้นดี" สัญญาแบบนี้มันเปรียบไม่ได้เลยกับคู่แข่งอย่างช่องอื่นๆ มันแข่งขันด้วยไม่ได้บนสัญญาแบบนี้ เช่นเดียวกับสัญญาโทรคมนาคมที่อ้างว่าไม่เป็นธรรม คู่แข่งได้เปรียบ กรณีไอทีวียิ่งแล้วใหญ่ เมื่อเทียบค่าสัมปทานกับช่องอื่นๆซึ่งนำตลาด ที่เขาจ่ายสัมปทานให้รัฐไม่ได้มากมายขนาดนี้

ผลกระทบของไอทีวี แล้วมามีการบิดคำพิพากษาศาลไปตามกระแสยึดทรัพย์ ส่งผลให้นักลงทุนงงกับระบบกฎหมายไทย ระบบอนุญาโตตุลาการซึ่งคู่สัญญาตกลงกันเองเมื่อมีข้อขัดแย้ง แต่รัฐไปดึงสาลปกครองมาเป็นเครื่องมือเพื่อหักดิบเอกชนด้วยวิธีการนี้ การกระทำแบบนี้ ระบบกฎหมาย ระบบศาลไทยเสียหาย เพราะต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย การลงทุนใดๆก็อาจจะมีเงื่อนไขให้ไปใช้ศาลโลก ทีนี้ก็ยุ่งกันใหญ่ เอวังประเทศไทย

เพื่อทักษิณพ้นไป ทำกันได้ขนาดนี้เลยหรือ สุรยูดดดดดด! จะทุบทำลายความเชื่อมันของประเทศไทยไปถึงไหน ถึงจะพอใจ ฐานที่มั่นด้านการลงทุน ฐานที่มั่นด้านการค้า การขนส่ง ที่หวังจะให้สุวรรณภูมิเป็นแม่เหล็กล้มเหลวในครานี้เป็นแน่

พี่น้องครับ หากความเชื่อมั่นเสื่อมถอยลงไปเช่นนี้เรื่อยๆ มาเรื่อยๆ กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องของรัฐบาลนี้เพียงเพื่อตอบคำถามการปฏิวัติให้ได้ เอาตัวให้รอดเพื่อตอบเหตุผลการปฏิวัติรักษาหน้าตนเองและพวก ประเทศจะพังไม่เป็นไร วันๆ เอาแต่อ้างข้าเป็นทหาร เป็นรัฐบาลของพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนต้องฟัง ใครไม่ฟังไม่รักชาติ เป็นงั้นไป พวกเอ็งต้องท่องเอาไว้ พอเพียง พอเพียง แค่นั้นพอ หากไม่ยึดหลักพอเพียง ก็จะบอกว่าทรยศชาติ สถาบัน ไม่รักในหลวง ไม่ทำเพื่อพ่อ เฮ้อ!

ถ้าประชาชนเดินขบวนยื่นฎีกาขึ้นมาเพื่อฟ้อง ให้ปลดพวกท่านให้พ้นไปจากครอบงำประเทศ แล้วจะเป็นเรื่องที่ประกาศศัตรูกันแน่นอนกับประชาชน ถึงตอนนั้นสมานฉันท์ก็อย่าหวังว่าจะมี ไม่มีทาง!

วันจันทร์, ธันวาคม 18, 2549

ขั้นตอนการได้มาซึ่ง "รัฐธรรมนูญฉบับเถื่อน" ฉบับอธิบายด้วยภาพ

โดย ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
18 ธ.ค. 2549




ภาคใต้สถานการณ์ย่ำแย่ ใบปลิวข่มขู่ไทยพุทธว่อน

รัฐบาลไม่ทราบว่าทำอะไรอยู่ ขวัญคนสามจังหวัดชายแดนใต้กระเจิง หลังใบปลิวข่มขู่คนไทยพุทธกระจายรายวัน ล่าสุดใบปลิวของวันนี้ 17/12/49 ลงชื่อว่า "นักรบกู้ชาติ RKK แห่งรัฐปัตตานี" มีรายละเอียดข่มขู่ไม่ให้ทำมาหากิน โดยมีความประสงค์ที่จะแบ่งแยกดินแดนอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ใบปลิวดังกล่าวมีพลเมืองดีได้ตีพิมพ์ส่งมายังศูนย์ข่าวบางไซดังนี้

ผู้ใหญ่บ้าน......

ขอให้ท่านแจ้งคนไทยพุทธ ดังนี้

1.ห้ามคนไทยพุทธล่าสัตว์ หรือ หาทรัพย์สินในถิ่นของชาวไทยมุสลิม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะดินแดนนี้เป็นของชาวไทยมุสลิมฟาดอนี คนไทยพุทธเข้ามารุกราน บัดนี้เราขอยึดแผ่นดินของเราคืน

2.คนไทยพุทธที่ทำงานให้ราชการและมีเงินเดือน เจ้าของสวนยางที่มีลูกจ้างตัดยาง คนที่เปิดร้านค้า ต้องเสียภาษีให้ชาวมุสลิมเดือนละ 500 บาท ให้จ่ายที่มัสยิด สุเหร่า ที่ใกล้บ้านทุกวันที่ 15 ของเดือน โดยแจ้งแก่โต๊ะอิหม่ามว่า ขอบริจาคเพื่อบำรุงศาสนาอิสลาม คนที่จ่ายเงินแล้วให้เอาผ้าสีเขียวผูกไว้หน้าบ้านเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ให้นักรบ RKK รู้ จะได้ไม่ทำร้าย

3.ห้ามทำงานวันศุกรทุกอย่าง ไม่ว่า ค้าขาย กรีดยาง ถางป่าและห้ามดื่มเหล้าวันศุกร เพราะ นบีมูฮัมหมัด กำหนดให้วันศุกรเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ต้องรำลึกถึงอัลเลาะห์

ทุกข้อให้ทำตามอย่าบิดพริ้ว

นักรบกู้ชาติ RKK แห่งรัฐปัตตานี

วันอาทิตย์, ธันวาคม 17, 2549

บก.ลายจุดยังสบายดี หลังมีข่าวลือโดนอุ้ม

ปั่นป่วนกันทีเดียวกับข่าวลือของผู้ไม่หวังดี โดยเมื่อช่วงค่ำของวันนี้ ได้มีมือดีไปปล่อยข่าว โดยกล่าวว่าตนเองคือทีมงานของ บก.ลายจุด และแจ้งว่า บก.ลายจุดโดนจับตัวไป "แจ้งข่าวด่วนขณะนี้ บก.ลายจุดถูกตำรวจควบคุมตัวไปแล้ว พร้อมกับยึดเครื่องเสียงกับรื้อเวทีชุมนุมไปแล้ว ขอให้ทุกท่านโปรดติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป"

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทีมข่าวศูนย์ข่าวบางไซ ได้ทำการโทรเช็คกลับไปยัง บก. ก็ปรากฏว่ายังสบายดี และงุนงงกับข่าวที่ปล่อยออกมาครั้งนี้

ทั้งนี้ บก.ลายจุด หรือนายสมบัติ บุญงามอนงค์ คือหัวหอกหลักในการจัดชุมนุมต่อต้านเผด็จการทหาร โดยสามารถเข้าชมเวปไซต์ของกลุ่มได้ที่ http://www.19sep.org/

รายงานการชุมนุมที่สนามหลวง 16/12/49

ท่านสามารถรับฟังการถ่ายทอดสดเสียงจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านเผด็จการได้ที่
http://tmctoday.com/radio/index.php
หรือหากท่านใช้ Window Media Player, Winamp หรือ Real Player สามารถใช้ลิงค์ดังนี้
mms://streaming.internetthai.com/stm10

การชุมนุมที่สนามหลวงในวันนี้กลายเป็นกิจกรรมที่ประชาชนต่างก็คุ้นเคย โดยคนที่มีความคิดเห็นและอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน โดยเฉพาะมีความต้องการให้เผด็จการยุติบทบาท ก็มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้การชุมนุมเป็นการชุมนุมที่เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เป็นการชุมนุมของเหล่าปัญญาชนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นไปในทิศทางที่ดี

17.00 น. ตอนนี้คนที่สนามหลวงมีประมาณกว่า 200 คน โดยทีมงานต่างก้มหน้าก้มตาเตรียมกิจกรรมต่างๆ ให้พร้อมเพื่อต้อนรับเพื่อนผู้มาร่วมชุมนุม หลายๆ คนคราวนี้ได้เตรียมแผ่นป้ายระบายความรู้สึกมาเองด้วย และมีการจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนิทสนม เหมือนทุกๆ อาทิตย์ โดยส่วนมากมักจะวิจารณ์ รัฐบาลเผด็จการชุดนี้ว่า "วันๆ ไม่ทำอะไร ไม่ก้าวหน้า อ้างแค่พอเพียง"


17.30 น. วิทยากรท่านแรกได้แก่คุณดาฯ ได้กล่าวขึ้นปราศรัย

17.45 น. คุณสุชาติ นาคบางไทร สลับขึ้นปราศรัย โดยอ่านเอกสารแถลงการณ์ ที่มาจากประชาชนไทยในสหรัฐอเมริกา

17.50 น. มีรายงานว่า ได้มีทีมงานของพันธมิตรฯ มาแจมเก็บข้อมูลที่หลังเวที อย่างไรก็ตามประชาชนที่เห็นก็จับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
18.00 น. ตัวแทนประชาชนจากจังหวัดขอนแก่น ขึ้นกล่าวแสดงความคิดเห็นต่อหน้าที่ชุมนุม

18.15 น. คุณมดชมพูปราศรัย กล่าวตำหนิบทบาทของประธานองคมนตรีอย่างดุเดือด เรียกเสียงฮือฮา ทั้งนี้จากการประมาณการด้วยสายตา มีผู้ร่วมชุมนุมแล้วประมาณ 800-900 คน

20.00 น. รายงานล่าสุดขณะนี้ ประชาชนยังคงร่วมชุมนุมกันอย่างสันติและเรียบร้อย การร่วมรับฟังการปราศรัยเป็นไปด้วยดี โดยมีเสียงตอบรับว่าการดำเนินงานเรื่องการกระจายเสียงผ่านอินเตอร์เน็ตทำได้ดีเช่นกัน


รายงานข้างเคียง: พบเบื้องหลังที่น่าสงสัยของ กลุ่มชุมนุมด้านตรงข้าม"รบกวนด้วยลำโพงขนาดยักษ์"
ผู้สังเกตการณ์ได้รายงานว่า ในการชุมนุมวันนี้ มีสิ่งผิดสังเกตหนึ่งอย่างคือ มีเวทีที่อยู่ทิศตรงกันข้ามกับเวทีของกลุ่มคนวันเสาร์อยู่หนึ่งแห่ง ซึ่งตามภาพที่ได้มา มีผ้าเขียนไว้ว่าเป็นกลุ่มของสหพันธ์นักศึกษาแห่งชาติ ซึ่งพบว่ามีผู้ร่วมชุมนุมเพียง 6-7 คน โดยอ้างว่ามาชุมนุมเพื่อ "คัดค้านมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ"

ทั้งนี้กลุ่มดังกล่าวได้ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ และเสียงดังมาก โดยสามารถได้ยินถึงครึ่งสนามหลวง และค่อนข้างรบกวนต่อการกระจายเสียงของการชุมนุมต้านเผด็จการในวันนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมข้อมูลข่าวได้พยายามค้นหาที่มาของกลุ่ม จึงพบว่ากลุ่มนี้มีลักษณะของการจัดตั้ง การมีเครื่องเสียงพร้อม ป้ายผ้า และเวที ที่ถือได้ว่าเป็นมืออาชีพ แสดงถึงการมีเงินทุนสนับสนุน รวมถึงประวัติการร่วมงานประท้วงในวาระต่างๆ กัน จึงทำให้เกิดความน่าสงสัยถึงที่มา โดยผู้สังเกตการณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า "ลองไปเนียนๆ ฟัง เห็นป้ายขึงว่า ค้านมหาลัยนอกระบบ ฟังไปได้นิดนึง ไม่เห็นเกี่ยวกับมหาลัย แถมพูดว่าไม่เห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ และไม่ชอบการเลือกตั้งด้วยแฮะ... ไม่มีมวลชนครับ แต่มีเครื่องเสียงหรูหรา น่าดู เป็นตัวหมากของใครไว้จับตาดูกันต่อไป"

เหตุการณ์นี้ทำให้ทางแกนนำผู้ชุมนุมได้เพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินงาน และเตรียมแผนการต่างๆ เพื่อรองรับกับมือที่สาม การป้ายสี หรือกลุ่มป่วนไว้เรียบร้อยแล้ว

บทความ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : ฉันทามติ ‘จารีตนิยม’ ของปัญญาชนเดือนตุลา

บทความอาจารย์พิชิตมาอีกครั้ง ล่าสุดตีแผ่ปัญญาชนกลุ่มต่างๆ ในไทย สามารถตามอ่านได้ที่ประชาไท ดังลิงค์ด้านล่าง

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6252&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

ขออนุญาตยกตัวอย่างมาให้อ่านดังนี้

"พวกที่เป็นนักวิชาการก็ผูกขาดความเป็นผู้รู้ใน ‘วัฒนธรรมไทย’ ‘ประวัติศาสตร์ไทย’ ‘ภูมิปัญญาไทย’ ยิ่งบางคนที่เป็นนักประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา กระทั่งเศรษฐศาสตร์ ยิ่งโอ้อวดตนมาก ดูถูกดูแคลนคนอื่นว่า ไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นไทยเท่ากับพวกตน มิเพียงเกลียดชังนักวิชาการต่างชาติที่บังอาจมาวิเคราะห์สังคมการเมืองไทยเท่านั้น แม้แต่นักวิชาการไทยด้วยกันที่เห็นแตกต่างก็ยังถูกด่าทอว่า ‘ตามก้นฝรั่ง’ ‘หมกมุ่นในทฤษฎีตะวันตก’ ‘ไม่เข้าใจคนไทยและวัฒนธรรม’ ‘ประชาธิปไตยฝรั่ง’ ‘ประชาธิปไตยเฟ้อ’ คนพวกนี้ ทั้งที่เป็นนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนจึงเอาแต่โอ้อวดว่า พวกตนเท่านั้นที่เข้าถึง ‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’ เข้าใจ ‘ชาวบ้าน’ รู้จัก ‘ชุมชนไทย’ ลึกซึ้งยิ่งกว่าใครทั้งหมด บางคนที่เป็นนักเคลื่อนไหวถึงกับอ้างตัวเป็น ‘ตัวแทนภาคประชาชน’ เป็น ‘ปากเสียงต่อสู้เพื่อชาวบ้านและชุมชน’

แต่ถ้าเราพิจารณาดูทัศนะของคนพวกนี้เมื่อพูดถึง ‘ชาวบ้าน’ แล้วจะพบว่า เขาเหล่านี้ก็เป็นเพียงพวกหอคอยงาช้างที่ไม่ได้เข้าใจ ‘ชาวบ้าน’ อะไรเลย แท้จริง มีทัศนะที่เหยียดหยามชาวบ้าน โดยเห็นได้จากท่าทีของพวกเขาที่คัดค้านมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่เข้าไปถึงชาวบ้าน เช่น คัดค้านการแปลงเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้เป็นโฉนดเต็มรูปเพราะ ‘ชาวบ้านจะขายที่ดินให้นายทุน แล้วใช้จ่ายเงินที่ได้จนหมดตัว’ คัดค้านระบบที่เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรภายใต้สัญญากับบริษัทเอกชนว่า ‘เป็นสัญญาทาสที่ทุนผูกมัดขูดรีดเกษตรกร’ และยิ่งเห็นชัดในกรณีนโยบาย ‘ประชานิยม’ ของรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งคนพวกนี้ตั้งหน้าด่าทอมาเป็นแรมปีว่า ‘ประชานิยมเทียม’ ‘กระตุ้นทุนนิยม-บริโภคนิยมในหมู่ชาวบ้าน’ ภาพที่คนพวกนี้วาดไว้คือ ชาวบ้านได้รับเงินจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล แล้วก็ใช้เงินนั้นไปบริโภคฟุ่มเฟือยกันอย่างหน้ามืดตะกรุมตะกราม จนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ‘ติดกับดักเสพย์ติดประชานิยม’ ที่หวังพึ่งรัฐบาลตลอดไป

นี่เป็นทัศนะที่ดูถูกชาวบ้านอย่างยิ่งว่า ‘คิดสั้น คิดไม่เป็น’ ไม่มองอนาคต ไม่รู้จักใช้ที่ดินและเงินที่ได้มาไปวางแผน ลงทุนการผลิต ประกอบอาชีพ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของตนและครอบครัวให้ดีขึ้น เหล่านี้เป็นทัศนะเหยียดหยามชาวบ้านที่มีอยู่ทั่วไปในหมู่นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่อ้างตัวเสมอมาว่า ‘เข้าใจชาวบ้านและเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น’ แต่แท้จริงแล้วเป็นทัศนะที่ไม่แตกต่างไปจากพวกชนชั้นปกครองที่ดูถูกดูแคลนชาวบ้านว่า ‘คิดไม่เป็น โง่เง่า ไร้การศึกษา ไม่รู้จักผลประโยชน์ตนเอง ต้องให้คนอื่นที่มีการศึกษาและสถานะสังคมสูงกว่ามาตัดสินใจแทน’ เอาเข้าจริง นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนพวกนี้ก็มอง ‘ชุมชนและชาวบ้าน’ ด้วยการ ‘สวมแว่นตาสีน้ำเงิน’ เช่นเดียวกับพวกจารีตนิยม และนี่ก็คือพื้นฐานตรรกะที่พวกเขาใช้ปฏิเสธการเลือกตั้ง โดยอ้างว่า เสียงข้างมากนั้น ‘ขาดความชอบธรรม’ เพราะส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่โง่และถูกซื้อเสียงด้วยประชานิยม

คนพวกนี้ยังชูคำขวัญ ‘เป็นอิสระจากรัฐและทุน’ ซึ่งก็คือ ให้ชุมชนชาวบ้านพึ่งตัวเองในระบบเศรษฐกิจชุมชน-พอเพียงที่เกี่ยวพันกับระบบตลาด ระบบทุน และระบบรัฐราชการน้อยที่สุด แต่ความจริงแล้ว คำขวัญนี้มีลักษณะหลอกลวงอย่างที่สุด ด้วยชุมชนที่ว่านั้นไม่อาจอยู่ได้ในสุญญากาศ เพราะการเมืองที่ไม่เอาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งกับเศรษฐกิจที่ไม่เอาทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์นั้นจะอยู่ได้ก็ต้องพึ่งพาระบอบจารีตนิยม-ราชการที่เป็นอำนาจนิยมและถอยหลังเข้าคลองเป็นเกราะคุ้มกันเท่านั้น

เนื้อแท้ทางการเมืองของคนพวกนี้ที่เป็นนักวิชาการยังแสดงออกผ่านงานเขียนของพวกเขาซึ่งเต็มไปด้วยการด่าทอนักการเมือง ปฏิเสธและดูถูกการตัดสินใจของคนส่วนข้างมากในการเลือกตั้ง แต่กลับสุภาพอ่อนน้อม หมอบคลานและพินอบพิเทาต่อพวกจารีตนิยม-ราชการ คอลัมน์หนังสือพิมพ์และบทความทางวิชาการบางชิ้นของคนพวกนี้อ้าง ‘พระราชดำรัส’ ไปจนถึงข้อคิด ปาฐกถา สุนทรพจน์ของปัญญาชนอนุรักษ์นิยมเพื่อมาสนับสนุนแนวคิดและข้อถกเถียงของตน ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากหนังสือและบทความที่ผลิตเผยแพร่โดยหน่วยราชการ"

วันเสาร์, ธันวาคม 16, 2549

เก็บตกเรื่องขำๆ: "มาเล่นเกม 20 คำถามกันครับ" (ข้อที่ 38-45)

คำถามชุดเก่าข้อที่ 1 - 20 ดูได้ที่นี่
คำถามชุดเก่าข้อที่ 21 - 37 ดูได้ที่นี่
ที่มา: แค่ขำขำ

ข้อที่ 38. ทหารไทยภายใต้สังกัดป๋าถนัดการสู้รบแบบใดมากที่สุด
1. สู้คนไทยที่ไร้ซึ่งอาวุธ
2. สู้รัฐบาลยามที่นายกไม่อยู่
3. สู้เพื่อป๋า

ข้อที่ 39. ทหารไทยภายใต้สังกัดป๋าไม่ถนัดการสู้รบแบบใดมากที่สุด
1. สู้ความจริง
2. สู้โจรใต้
3. สู้หน้าต่างประเทศ

ข้อที่ 40. พลเอกสนธิชอบทานอะไรมากที่สุด
1. ขนมเค๊ก
2. กระดูก
3. โรตี

ข้อที่ 41. เหตุใดนายกสุรยุทธ์จึงไม่เปิดกระจกมาคุยกับแม้ค้าโบ๊เบ๊ที่วิ่งตามมาเคาะกระจกรถเพื่อขอความช่วยเหลือ
1. เปิดไม่เป็น
2. คิดว่าแม้ค้ามาทวงประชาธิปไตย
3. ต้องรอ คมช. อนุมัติ

ข้อที่ 42. นายกสุรยุทธ์ท่านเป็นคนธรรมมะ ธรรมโม ดังนั้นท่านจึงเคร่งครัดในศิลข้อใดมากที่สุด
1. ปาณาติปาตา เวรมณี (เว้นจากการกระทืบคนที่โรงแรมรอยัล)
2. อทินนาทานา เวรมณี (เว้นจากการลักทรัพย์สมบัติชาติ)
3. มุสาวาทา เวรมณี (เว้นจากการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง ใส่ร้ายป้ายสี)

ข้อที่ 43. ขณะนี้รัฐบาลสุรยุทธ์กำลังดำเนินการปลดหนี้อะไรอยู่
1. หนี้ค่าหวยใต้ดิน
2. หนี้ 400 ล้านของสนธิลิ้ม
3. หนี้ค่าต้มยำกุ้ง

ข้อที่ 44. พลเอกสนธิ เรียนจบจากโรงเรียนอะไร
1. เตรียมทหาร
2. เตรียมรัฐประหาร
3. เตรียมโดนประหาร

ข้อที่ 45. นายกสุรยุทธ์เป็นผู้มีเมตตาและรักเพื่อน ดังนั้นท่านจึงชอบแบ่งปันอะไรให้เพื่อนพ้องของท่าน
1. แบ่งปันขนมเค๊ก
2. แบ่งปันรัฐวิสาหกิจ
3. แบ่งปันดินแดน

สรุปข่าวรอบสัปดาห์จากศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ

สรุปข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ โดยส่วนหนึ่งก็ถูกนำมาพูดเป็นหัวข้อในการชุมนุมวันเสาร์ด้วย
=========================================================
สุรยุทธ์ สารภาพต่อโลกมุสลิมแล้วว่า ประเทศไทยที่ผ่านมารังแกชาวไทยมุสลิมด้วยกันเอง ชาวไทยเตรียมรับมือการล้างแค้น จากผู้ก่อการร้ายจากทั่วโลก
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
16 ธ.ค. 49

นายสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา ว่า "จะเร่งแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นอันดับแรก และจะประเมินแนวทางสมานฉันท์" โดยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี บันทึกเทปผ่าน รายการ 101 East ของสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา ภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ในมาเลเซีย โดยมีนายทีย์มอร์ นาบิลี เป็นผู้ดำเนินรายการ และกำหนดจะออกอากาศผ่านสัญญาณดาวเทียมเวลา 21.00 น. ตามเวลาในประเทศมาเลเซีย ในวันนี้ และจะออกอากาศเผยแพร่ไปในประเทศในโลกมุสลิมอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ตอบคำถามนายทีย์มอร์โดยระบุ สาเหตุของปัญหาว่า "ปัจจัยมาจาก ความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรก ตามมาด้วยการให้โอกาสทางการศึกษา โดยรัฐบาลของเราจะแก้ปัญหาตามนโยบายความสมานฉันท์"

ตกลงนี่ นายสุรยุทธ์จะบอกว่าที่ผ่านมา ทั้งตอนที่เป็น ผบ.ทบ. ผบ.สส. นายสุรยุทธ์เป็นนายของทหารทั้งหลายที่ไปเสี่ยงความเป็นความตายที่นั่น นายสุรยุทธ์กลับบอกว่าที่ผ่านมาพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเขา "ข่มเหงรังแกชาวบ้าน" "เจ้าหน้าที่รัฐให้ความไม่เป็นธรรมต่อคนไทยมุสลิม" รวมถึงยอมรับว่า "มีปัญหาความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ที่เคยเกิดขึ้น ในอดีต" หมายความว่าผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งหลาย ที่เสี่ยงตายทุกวินาทีนั้น กำลังให้ความไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน อย่างนั้นหรือ ?? นี่ใจคอจะเหยียบน้ำใจ เหยียบวิญญาณ เหยียบเกียรติยศของทหารหาญที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นชีพพลี เพียงเพื่อตัวเองจะได้รับการยกย่องว่าตัวข้านี้ "เป็นคนดี" "เป็นคนสมานฉันท์" เพื่อจะได้เป็นนายกฯต่อไปยาวๆ แบบป๋าเปรมของนายสุรยุทธ์อย่างนั้นหรือ ทำแบบนี้ ให้มันได้อะไรขึ้นมา นอกจาก "ชาติพัง" เพราะนี่เท่ากับเป็นการยอมรับหน้าด้านๆว่า "ประเทศไทยนี้ไม่เคยให้ความเป็นธรรมกับคนไทยเชื้อสายมุสลิมมาก่อน จนเมื่อนายสุรยุทธ์เข้ามาเป็นนายกฯเถื่อนนี่"

นี่นายสุรยุทธ์กล่าวแบบนี้ เป็นการยอมรับ อย่างหน้าด้านๆต่อประเทศมุสลิมทั่วโลก อีกกว่า 80 ประเทศ ทำแบบนี้ เขาไม่มาวางระเบิดนายสุรยุทธ์หรอก ผู้ก่อการร้าย ...ต่างประเทศทั้งหลาย แต่เขาจะวางระเบิดคนไทย ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ฯลฯ ที่ไหนมีคนไทยอยู่เยอะๆ ก็จะถูกวางระเบิดล้างแค้น เพราะ "ผู้ก่อการร้ายมองคนไทยเป็นศัตรูไปแล้ว!!" เพราะอัลจาซีเราะ ไม่เคยให้ข่าวเป็นบวกกับประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม!! ตกลงงานนี้ นายสุรยุทธ์เปิดประตูต้อนรับผู้ก่อการร้ายเข้าประเทศเต็มๆ !! ให้ "เงื่อนไขสงคราม" ต่อผู้ก่อการร้ายในการหาเงินทุนเข้าเต็มๆ แบบนี้ บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่ๆ เพียงเพื่อตัวเองจะมีชื่อเสียง และอยากให้คนบอกว่าตัวกูนี้เป็นคนดี เอ็งทำร้ายบ้านเมืองได้เพียงนี้ ไม่รู้ว่าที่ทำไปแบบนี้เพราะ โง่ หรือ เมาอำนาจ ทักษิณ เองยังไม่เคยบอกว่าเจ้าหน้าที่เราข่มเหงประชาชนสักครั้ง เพราะว่า เป็นการลดความชอบธรรมและความศรัทธาของเจ้าหน้าที่ และเป็นการสร้าง "เงื่อนไขสงครามเข้าไปอีก" ที่ผ่านมาทักษิณ ยอมถูกด่ายับเยิน รับไว้คนเดียว เพราะไม่ยอมด่าเจ้าหน้าที่และไม่เคยบอกแม้แต่คำเดียว ว่าเจ้าหน้าที่ คือผู้ที่รังเกชาวบ้าน

เพราะการพูดเยี่ยงนี้ จริงเท็จ ไม่มีใครรู้ แต่พูดไปแล้ว มีแต่เสียกับเสีย งานนี้ อนาคตเราเองคงโดนระเบิดรายวัน ไม่ต่างอะไรกับ อิสราเอล... คนชั่วครองเมือง บ้านเมืองวินาศเช่นนี้เอง คิดถึงวันข้างหน้า ว่าเมืองไทย อาจจะไม่ใช่เมืองไทยที่เราเคยรู้จักอีกก็ได้..


=========================================================
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เรียกร้องให้ประเทศไทย ให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม เพื่อทำลายมาตรา 8 แห่ง รัฐธรรมนูญ
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
16 ธ.ค. 49

นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีต ส.ว.นครราชสีมา ต้องการให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม เกี่ยวกับการตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยต้องการให้เพิ่ม ระบุในข้อ 27 ให้ดำเนินคดีกับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยนายไกรศักดิ์ให้เหตุผลว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม เกี่ยวกับการตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะเกรงว่าตัวเองจะถูกฟ้องจากคดีฆ่าตัดตอนยาเสพติด” โดยแท้ที่จริงแล้วหากมีการลงสัตยาบันนี้แล้ว จะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 8 ที่ระบุว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้"

แต่อนุสัญญาดังกล่าวได้ ระบุในข้อ 27 ว่า "ให้ดำเนินคดีกับทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น" หมายความว่า หากรัฐบาลของนายสุรยุทธ์ จุลานนท์ และคมช. วางแผนการร่วมกับนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณในการลงสัตยาบันอนุสัญญากรุงโรมแล้ว ต่อไปนี้ "พระมหากษัตริย์จะถูกละเมิดได้ และสมารถให้ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ก็ย่อมได้" ไม่ทราบว่าการออกมากล่าวหาเรื่องการฆ่าตัดตอนไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอาศัยจังหวะชุลมุนและความเกลียดชังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลเดิม เพื่อการต่อท่ออำนาจของ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ คมช. โดยอาศัยนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ออกมาพูดเช่นนี้ เพื่ออาศัยกระแสเกลียดทักษิณ แล้วฉ้อฉล ใช้กลลวงเพื่อเปิดช่องในการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆที่ประเทศไทยต้องลงสัตยาบันนี้ เพราะในปัจจุบันก็มีประเทศต่างๆทั้งโลก ที่ให้สัตยาบันเพียงแค่ 104 ประเทศเท่านั้นจาก 200 กว่าประเทศ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ให้สัตยาบันนี้เช่นกัน

ฝากให้ท่านไปลองคิดดูว่า "บุคคลที่ชอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อทำลายคนอื่น และปกป้องตนเองนั้น แท้จริงแล้วมีความภักดีและจริงใจต่อสถาบันมาเพียงใด"

=========================================================
รายการสยามมานุสติ อ่านคำพูดเปรมเปิดรายการแทนพระบรมราโชวาท อ้าง ประชาชนต้องรับโอวาทเปรม
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
16 ธ.ค. 49

สืบเนื่องจากรายการสยามมานุสติ ซึ่งเป็นรายการวิทยุของกองทัพบก ผลิตโดยส่วนผลิตรายการและข่าว ฝายกิจการพลเรือน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุ จส. 2 ความถี่ 103 MHz ระหว่างเวลา 6.40 - 7.00 น. และถ่ายทอดไปทั่วประเทศทางสถานีวิทยุในเครือกองทัพบก และทางเว็บไซท์ thaiarmyradio.com โดยนับตั้งแต่มีการปฏิวัติโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ผ่านมา

โดยตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ทางรายการได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเปิดรายการใหม่ จากเดิมที่มีการอ่านพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวออกอากาศ เป็น โอวาทของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ โดยทำให้ประชาชนที่ได้รับฟังจำนวนไม่น้อยเกิดความสับสน และเกิดคำถามขึ้นว่าเหตุใดรายการสยามมานุสติ จึงยกเลิกการถ่ายทอดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นคำพูดของพล.อ.เปรมแทน โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ฟังจำนวนมาก ซึ่งมีการพยายามโทรศัพท์เข้าไปสอบถามกับทางผู้จัดรายการสยามมานุสติ ได้รับการชี้แจงเพียงสั้นๆว่า "เป็นคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ว่าให้อ่านโอวาทของท่านพล.อ.เปรม แทน" เป็นเหตุให้สร้างความผิดหวังจากผู้รับฟังรายการสยามมานุสติจำนวนมาก โดยผู้ฟังที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า "รู้สึกผิดหวังที่รายการอย่างสยามมานุสติ ที่ได้ยินมาตั้งแต่เล็กๆ ได้เปลี่ยนนโยบายมาใช้คำพูดของพล.อ.เปรม เปิดรายการ ทั้งๆ ที่มีพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านอีกนับร้อยนับพันมาเป็นศิริมงคลก่อนเปิดรายการ แต่ทำไม..รายการสยามมานุสติไม่เลือก..."

=========================================================
รัฐบาลเถื่อน อ้างใช้ 2,500 ล้านบาท เพียงเพื่อตั้งรณรงค์ให้คนจนเลิกเล่นหวย สองพันห้าร้อยล้านแค่นี้ ไม่แพง
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
16 ธ.ค. 49

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดตั้งองค์การมหาชน โดยอ้างว่าเพื่อ "ส่งเสริมชีวิตมั่นคง ปลอดอบายมุข เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลด ละ เลิกหวยและการพนัน" โดยของบประมาณ เพื่อโครงการดังกล่าวในการประชุม ครม. วันที่ 12 ธ.ค. โดยระบุในแผนงานจะกำหนดการดำเนินการ 5 ปี โดยตั้งงบดำเนินการปีละ 500 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 2,500 ล้านบาท โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามนายไพบูลย์ว่า "ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกเลิกหวยบนดินตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง" นายไพบูลย์ กลับตอบว่า "ถ้าเราลดจำนวนเด็กและคนจนที่เล่นหวยลงได้ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว การแก้ไขปัญหาในสังคมเราต้องยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ต้องยอมรับธรรมชาติของคนไทยว่าไม่มีใครบริสุทธิ์ ปราศจากอบายมุขได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าไปเรียกร้องหรือทำอะไรที่สุดโต่งเกินไป เรื่องการยกเลิกหวยบนดินนั้น คงเป็นไปไม่ได้"

หมายความว่า "เงินสองพันห้าร้อยล้านบาทนี้" ไม่ได้ช่วยให้หวยเลิกอย่างที่พยายามสร้างข่าวมาตลอดว่า "หวยบนดินคือสิ่งอัปรีย์ แต่จะทำต่อไป" แล้วเงินโครงการนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ผลาญเงินชาติเล่นๆใช่หรือไม่ 2,500 ล้านบาทนี้ เอามาเพื่อให้คนจนเลิกเล่นหวย ถามว่าจะทำอย่างไร ตอบไม่ได้ เลิกไม่ได้ อย่าสุดโต่ง เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นว่ารัฐบาลเถื่อนๆ ที่ตั้งขึ้นมาแบบเถื่อน อ้างว่าจะอยู่เพียงหนึ่งปีแต่กลับอนุมัติงบประมาณ สองพันห้าร้อยล้านบาท เพียงเพื่อ "รณรงค์" ให้คนจนเลิกเล่นหวยและให้คนรวยเล่นได้ แล้วแบบนี้ใครจะเลิก แล้วไหนว่ามาทำงานปีเดียวแต่กลับขอเงินลากงบยาว "ห้าปี" แบบนี้เรียกว่า "มากอบโกย" "มาโกงบ้าน โกงเมือง" ใช่หรือไม่ พฤติกรรมหิวกระหายแบบนี้ หากหมดอำนาจวันใด บ้านที่ไปซื้อไว้ที่ต่างประเทศ คงไม่ได้ไปอยู่ แต่ที่อยู่จริงๆ คือคุก และประเทศไทยคงเหลือแต่โครงกระดูก

=========================================================
นายปรีดิยาธร เทวกุล สั่งเลิกแล้ว "อีลิทการ์ด" อ้าง "หากให้รัฐบาลนี้ดำเนินธุรกิจต่อไปเพื่อทำให้ไม่ขาดทุนนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์"
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
16 ธ.ค. 49

ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงว่า "ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอข้อมูลของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด (ทีพีซี) ผู้บริหารบัตรไทยแลนด์อีลิท ใบละ 1 ล้านบาท ที่ก่อตั้งโดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พิจารณาให้ปิดกิจการของบริษัทโดยขณะนี้ทาง นาย สุวิทย์ ยอดมณี รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา โดยนโยบายของรัฐบาลไม่ต้องการให้การดำเนินงานของทีพีซี ดำเนินต่อไปอีก แต่จะหาแนวทางแก้ปัญหาที่ไม่กระทบต่อสมาชิกชาวต่างชาติที่มีอยู่กว่า 1,700 คน และต้องไม่ทำให้เสียชื่อเสียงของประเทศ เพราะรัฐบาลไปชักจูงให้ชาวต่างชาติเข้ามา" เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า "เพราะเหตุใดรัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์และทางคมช. จึงมีคำสั่งให้เลิกกิจการของบริษัทดังกล่าว " ม.ร.ว. ปรีดิยาธร ตอบว่า "หากให้รัฐบาลเราดำเนินธุรกิจต่อไปเพื่อทำให้ไม่ขาดทุนนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ "

โดยแท้ที่จริงแล้ว บริษัทอีลิทการ์ดนี้ ไม่ได้มีการขาดทุนแต่อย่างใด เพราะจากผลการตรวจสอบผลการดำเนินงานของบริษัททีพีซี ขณะนี้บริษัทมีเงินสดหมุนเวียนถึง 560 ล้านบาท มีสมาชิก 1,734 ราย จาก 49 ประเทศ ส่วนที่ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร ระบุว่า "ขาดทุนนั้น" ความจริงแล้วบริษัทมีเงินสดหมุนเวียน ที่เห็นว่าขาดทุนนั้น เป็น "การขาดทุนทางบัญชี" เท่านั้น เนื่องจากตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 1/2528 ทำให้บริษัทสามารถลงบัญชีรายรับค่าสมาชิกได้เพียงปีละ "100,000 บาทต่อบัตรสมาชิก 1 ใบ" เท่านั้น แต่ความจริงมีรายรับจากสมาชิกรายละ "1 ล้านบาทต่อบัตรสมาชิก 1 ใบ"

ซึ่งทางขาดทุนทางบัญชีนี้ ทำให้คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลของนาย สุวิทย์ ยอดมณี รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เข้าใจว่านี่คือการขาดทุนจริงๆ เช่น ในการปิดงบประจำปี 48 บริษัทมีผลขาดทุนทางบัญชี 734.59 ล้านบาท ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมีเงินสดหมุนเวียนจริงๆกว่า 500 ล้านบาท โดยนาย สุวิทย์ ยอดมณี รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ยังยืนยันจะปิดกิจการนี้

แม้การทัดทานของ นางพรศิริ มโนหาญ รองผู้ว่าการ ททท. ว่า "การทำงานของทีพีซีที่ผ่านมาได้นักท่องเที่ยวระดับสูงเข้ามาในประเทศไทยจริงๆ โดยมาพำนักเฉลี่ยในประเทศไทย 15.3 วัน/ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 19,300 บาท/วัน แตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่พำนักเฉลี่ย 8.1 วัน/ครั้ง มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 4,000 บาท/วัน และสมาชิกบัตรไทยแลนด์ อีลิทแต่ละรายก็เข้ามาใช้บริการสนามกอล์ฟ สปา โรงพยาบาลของไทยและนำกลับไปพูดในวงการธุรกิจทำให้คนสนใจ ประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งยังมีสมาชิกบางรายนำเงินเข้ามาลงทุนในไทยรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท" ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด

โดยแหล่งข่าวภายในบริษัทกล่าวว่า "จริงแล้ว ไม่มีการล้มกิจการอีลิทการ์ดแต่อย่างใด เพราะโดยปัจจุบันทีพีซีมียอดเงินสดคงเหลือในมือ 580 ล้านบาท ปัญหาเรื่องวงเงินไม่ใช่ สิ่งน่าหนักใจ แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังพยายามกระทำอยู่คือพยายาม แต่งตั้งผู้จัดการใหญ่ คนใหม่ที่เป็นคนจาก คมช. สั่งมาเท่านั้น"

=========================================================
รายชื่อ คณะกรรมาธิการสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทหาร ศักดินา และลูกสมุนยกแผง สั่งเพิ่มงบเผด็จการครองเมืองแล้ว
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
16 ธ.ค. 49

พล.อ.อ.ระเด่น พึ่งพักตร์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม นายสัง ศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน นายประพันธ์ คูณมี เป็นประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค พล.อ.สมชาย อุบลเดชประชารักษ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม พล.ร.อ.ประเสริฐ บุญทรง เป็นประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว พล.อ.โชคชัย หงส์ทอง เป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคง พล.อ.ปรีชา โรจนเสน เป็นประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และแน่นอนว่าข่าวที่ตามมาติดๆ กับคณะกรรมาธิการโจรนี้ก็คือข่าว

"กมธ.เพิ่มงบฯเสริมศักยภาพกองทัพ"
โดย นายปรีชา วัชราภัย โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2550 แถลงว่า "ที่ประชุมได้พิจารณาปรับลดงบของกระทรวงคมนาคมลงอีก ส่วนส่วนงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ตั้งไว้ "115,000 ล้านบาท" นั้น กรรมาธิการฯได้พิจารณาแล้วไม่มีรายการปรับลด เพราะเห็นว่า "กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณน้อยมาหลายปีแล้ว โดยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้ว พบว่ากระทรวงกลาโหมเราได้น้อยกว่าหากเทียบตามเปอร์เซนต์ของรายได้ของประชาชน" ตัวแทนคณะกรรมาธิการงบ เสริมอีกว่า " โดยทางกระทรวงกลาโหมได้ขอเพิ่มงบประมาณ ในส่วนของการพัฒนา อุปกรณ์ต่างๆอีก แต่ยังไม่ทราบวงเงินที่ทางกระทรวงกลาโหมขอเพิ่มเข้ามา เข้าใจว่า เพราะงบฯวิจัยพัฒนาอาวุธยังน้อยเกินไป" โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า "กระทรวงกลาโหมได้งบเพิ่มครั้งใหญ่คราวนี้ เราจะได้เห็นการพัฒนาอาวุธครั้งใหญ่ของกองทัพหรือไม่" ตัวแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2550 กล่าวว่า " ยอมรับว่า แม้ในปีนี้กระทรวงกลาโหมจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์ดีกว่าหรือเทียบเท่าประเทศเพื่อบ้านแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯได้ขอความกรุณาให้กระทรวงกลาโหมเร่งประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนรับทราบ ถึงความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มงบประมาณ และขอบอกว่า งบที่ให้ครั้งใหญ่นี้ถือว่ายังน้อยไป โดยงบประมาณด้านที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยและพัฒนายังมีน้อยแค่ 500 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่ความจริงควรจะได้ประมาณ 1 พันล้านบาทเป็นอย่างน้อย ที่สิ้นเปลืองมากขนาดนี้ ก็เพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาประสิทธิภาพของกองทัพไทย"

ตกลงยอมรับกันอย่างหน้าด้านๆ ว่า "หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท" ที่เสียไปไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม และอ้างเพียงแต่ว่า "ได้งบน้อยกว่าเพื่อบ้านอย่างพม่า ลาว หากเทียบตามรายได้ประชากร " มันก็จริงอย่างที่อ้าง แต่ประชาชนไทย มีรายได้สูงกว่า ประชาชน พม่า ลาว ไม่รู้กี่เท่า เทียบแบบนี้ ประเทศพัฒนาแล้วอย่างฝรั่งเศส หรือเยอรมัน ก็ใช้งบกลาโหม ต่ำว่าพม่า ลาว เช่นกัน เทียบแบบนี้ หวังหลอกชาวบ้านให้ "เออ..ออ" ไปตามเพราะฟังคำศัพท์วิชาการของคนพวกนี้ไม่ทัน แถมยังมาอ้างว่าได้แนะนำให้ทหาร "สร้างภาพโฆษณาของกองทัพให้มากขึ้นกว่าเก่า" ทำไมถึงหน้าด้านกันขนาดนี้ เข้าไปทำงานรับใช้เผด็จการไม่พอ สมคบคิดกันกัดกินชาติ แล้วแบบนี้ประเทศไทยจะเหลืออะไรให้กัดแทะอีก

=========================================================
โละทิ้ง "ศูนย์ประชุมเชียงใหม่"
ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
16 ธ.ค. 49

วันที่ 13 ธ.ค. มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ 2550 โดยนายประพันธ์ คูณมี โฆษกคณะกรรมาธิการฯ แถลงว่า การพิจารณาในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอปรับลดลง 244 ล้านบาท ที่สำคัญคือ "โครงการก่อสร้างศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัด เชียงใหม่" ตั้งงบผูกพันตั้งแต่ปี 2548-2551 ในสมัยรมว.การท่องเที่ยวฯของรัฐบาลที่แล้ว ถือเป็นการริเริ่มโดยนักการเมือง โดยในปี 2548 เบิกจ่ายไปแล้ว 400 ล้านบาท และในปี 2550 ยังขอเบิกจ่ายงบอีก 200 ล้านบาทเพื่อสร้างให้แล้วเสร็จ แต่กรรมาธิการฯ หลายคนเสนอ "ขอแขวนงบ และตัดทิ้งทั้งโครงการ" โดยจะตรวจสอบงบประมาณที่ได้เบิกจ่ายไปแล้ว ทั้งๆที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่ ที่กำหนดก่อสร้างเสร็จในปี 2550 นี้ มีเงื่อนไขการบริหารในรูปแบบ รัฐบาลขายสิทธิในการบริหารแก่เอกชนโดยรัฐบาลเป็นเจ้าของ เหมือนกรณีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่รัฐบาลจ้างเอกชนบริหาร โดยแต่เดิมที เป็นศูนย์ประชุมที่ก่อสร้างเสร็จใหม่ และธรรมชาติที่สวยงาม จะทำให้เชียงใหม่เป็นตัวเลือกในการจัดการประชุมและแสดงสินค้านานาชาติมากขึ้น โดยที่ผ่านมามีลูกค้าต่างประเทศสอบถามถึงความพร้อมของเชียงใหม่ที่จะจัดการ ประชุมระดับนานาชาติ หลายรายระบุว่าต้องการให้มีการประชุมในศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ แทนการประชุมในโรงแรม ทั้งๆที่ศูนย์ประชุมนี้ยังไม่ได้เปิดให้บริการ แต่ได้รับความสนใจจากตลาดการประชุมและนิทรรศการนานาชาติมาก โดยมีบริษัท เอ็กซิส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแทนส์ จำกัด เป็นผู้ออกแบบ เบื้องต้นกำหนดให้มีศูนย์ประชุมจุ 3,000 ที่นั่ง พื้นที่แสดงสินค้า 4,500 ตารางเมตร ในเขต ต.หนองฮ่อ อ.เมือง ห่างศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 1 ก.ม.

โดยเดิมทีวางแผนการจัดประชุมขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ โดยจะเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างภาครัฐ อาทิ กระทรวงต่างประเทศ ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กรมศุลกากร กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงสาธารณสุข ส่วนภาคเอกชน อาทิ สมาคมส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและ สมาคมการแสดงสินค้าไทย เป็นต้น โดยการยกเลิกโครงการนี้ ทั้งๆที่กำลังจะแล้วเสร็จกลางคัน ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส ซึ่งจะนำพารายได้เข้าสู่ประเทศอย่างประเมินมิได้ โดยรัฐบาลเถื่อนนี้อ้างง่ายๆ ไม่เบิกจ่ายงบอีกเพียง"สองร้อยล้านบาท" เทียบไม่ได้กับงบกลาโหม "แสนหนึ่งหมื่นห้าพันล้าน" เพียงเพื่อเอาชนะและอาศัยกระแสคนเกลียดทักษิณว่า "โครงการนี้ริเริ่มโดยนักการเมือง" โดยยอมทิ้งการก่อสร้างที่ลงทุนสร้างไปแล้วกว่า 400 ล้านบาทไป เพียงเพื่อให้เกิดซากการก่อสร้างที่ไม่สำเร็จ และประนามรัฐบาลที่แล้วเท่านั้น