วันพุธ, กันยายน 02, 2569

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของเนปาลรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนติดกับทิเบตได้พุ่งสูงเกินกว่า 1,000 แล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 3,900 ราย โดยในจำนวนนี้รวมถึงคนงานกว่า 600 คนที่คาดว่าติดอยู่ภายในเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยโคลน บริเวณโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตลอดแนวแม่น้ำทริชูลี (Trishuli River)


Nepal death toll crosses 1,000 as rescuers find workers trapped in mud-filled tunnels | BBC News

BBC News

Sep 1, 2026 

The death toll in Nepal from devastating floods on the border with Tibet has crossed 1,000, according to the country's disaster agency. 

More than 3,900 people remain missing - of whom more than 600 are workers believed to be trapped in a vast network of mud-filled tunnels at hydropower sites along Trishuli River. 

Engineers have been pumping air into the tunnels - and while a team did manage to gain entry to one of them, it withdrew after finding no-one there. 

The rescue operation is being spearheaded by an international team made up of Chinese and Nepalese military personnel, while experts from India, Korea and Australia are also involved.

https://www.youtube.com/watch?v=Ied4ovhug1c


https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1702567935236697
.....

แนวคิดการพัฒนาโครงการพลังน้ำในเนปาลไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเทรนด์พลังงานสะอาดในปัจจุบัน แต่มีรากฐานมายาวนานกว่าศตวรรษ โดยขับเคลื่อนผ่านปัจจัยทางภูมิศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ

1. จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ เนปาลเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked) แต่ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ระดับโลกเนื่องจากตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย มีแม่น้ำสายใหญ่หลายสาย เช่น Karnali, Gandaki และ Koshi ที่ไหลลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำด้วยความเร็วและความดันสูงศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเชิงเทคนิคของเนปาลจึงถูกประเมินไว้สูงถึงประมาณ 83,000 เมกะวัตต์ (MW)

ยุคเริ่มต้น: โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของเนปาล (Pharping Hydroelectric Plant) สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1911 ในสมัยมหาราชา Chandra Shumsher เพื่อจ่ายไฟให้ราชวงศ์และชนชั้นสูง

2. การยกระดับสู่แผนพัฒนาและแรงหนุนภายนอก (ช่วงทศวรรษ 1960–1990) ในยุคสงครามเย็นและยุคพัฒนาการวางรากฐานพลังน้ำเริ่มเปลี่ยนจากการใช้เองภายในประเทศไปสู่การมองในเชิงพาณิชย์

การสนับสนุนจากต่างประเทศ: องค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก (World Bank) และ ADB รวมถึงประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น) เริ่มเข้ามาให้ทุนสนับสนุนศึกษาความเป็นไปได้และสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

การเปิดเสรีภาคพลังงาน (ปี 1992): เนปาลตรากฎหมาย Electricity Act 1992 เพื่อดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชน (IPPs) ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้โครงการพลังน้ำขยายตัวอย่างรวดเร็ว

3. การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์: จาก "ใช้เอง" สู่ "สินค้าส่งออกหลัก" เนื่องจากเนปาลขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ พลังน้ำจึงกลายเป็น "ทองคำสีน้ำเงิน" (Blue Gold) ที่รัฐบาลเนปาลหวังใช้แก้ปัญหาความยากจนและดุลการค้า

ตลาดรองรับขนาดใหญ่จากอินเดีย: อินเดียเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและขาดแคลนพลังงาน รัฐบาลเนปาลจึงวางเป้าหมายผลิตไฟฟ้าส่วนเกินเพื่อส่งออกขายให้อินเดีย และต่อยอดไปยังบังกลาเทศ

วิกฤตความมั่นคงพลังงานในอดีต: เนปาลเคยประสบปัญหากระแสไฟฟ้าดับ (Load Shedding) วันละหลายชั่วโมง รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ตนเองก่อนจะขยายสู่การส่งออกเต็มรูปแบบ
.....

การสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเนปาลแม้นำมาซึ่งความหวังทางเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงทางธรรมชาติที่สูงมาก เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของเปลือกโลกและมีภูมิประเทศที่เปราะบาง

ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญของโครงการพลังน้ำในเนปาล

ภัยพิบัติจากทะเลสาบธารน้ำแข็งทะลัก (GLOFs): อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่พร้อมจะแตกและพัดทำลายเขื่อนรวมถึงโรงไฟฟ้าที่อยู่ท้ายน้ำได้ตลอดเวลา

การกัดเซาะและดินโคลนถล่ม: ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันร่วมกับอิทธิพลของมรสุมทำให้เกิดดินถล่มบ่อยครั้ง ส่งผลให้ปริมาณตะกอนสะสมในเขื่อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้าง

ความเสี่ยงทางธรณีวิทยา: เนปาลตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินไหวที่มีพลังสูง การเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงสามารถสร้างความเสียหายแก่ตัวเขื่อน อุโมงค์ส่งน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมหาศาล

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

การมุ่งเน้นส่งออกไฟฟ้าไปยังอินเดียเพียงตลาดเดียวควบคู่ไปกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อาจทำให้เนปาลเผชิญภาวะงบประมาณบานปลายจากการซ่อมแซม และความเสี่ยงในการผิดสัญญาจัดส่งพลังงาน หากโครงการหลักได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างกะทันหัน