The Supreme Court has rejected President Trump’s attempt to end birthright citizenship in the U.S. by executive order, reaffirming more than a century of legal precedent and national tradition that babies born on American soil are American citizens. https://t.co/ZfABysH6EK pic.twitter.com/dEhhEiYyqL
— ABC News (@ABC) June 30, 2026
https://x.com/ABC/status/2071975692586172513
.....
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ปฏิเสธความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะยกเลิกสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดในสหรัฐฯ ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยเป็นการยืนยันหลักกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมานานกว่าศตวรรษว่า ทารกที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯ ย่อมมีสถานะเป็นพลเมืองสหรัฐฯ
คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ในคดี Trump v. Barbara ได้สั่งระงับคำสั่งฝ่ายบริหารที่ออกเมื่อเดือนมกราคม 2025 และเป็นการปกป้องบทบัญญัติว่าด้วยสัญชาติ (Citizenship Clause) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ตามหลักรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
คำตัดสินนี้ปฏิเสธความพยายามของรัฐบาลในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อตัดสิทธิการได้รับสัญชาติโดยอัตโนมัติของเด็กที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯ ซึ่งมีพ่อแม่เป็นผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะหรือถือวีซ่าชั่วคราว
ประเด็นสำคัญจากคำตัดสิน
1. ความเห็นของเสียงข้างมาก: รากฐานทางรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลสูงสุด John Roberts เป็นผู้เขียนความเห็นของเสียงข้างมาก โดยมีผู้พิพากษา Amy Coney Barrett และผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมอีก 3 ท่านร่วมลงนามสนับสนุน Roberts ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับตัวบทกฎหมาย บริบททางประวัติศาสตร์ และคำตัดสินที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญในปี 1898 ในคดี United States v. Wong Kim Ark
การนิยามขอบเขตอำนาจศาล (Jurisdiction): ศาลปฏิเสธข้อโต้แย้งของรัฐบาลที่พยายามตีความใหม่ว่าวลี "อยู่ภายใต้อำนาจศาลของสหรัฐฯ" (subject to the jurisdiction thereof) จำเป็นต้องอาศัยความจงรักภักดีทางการเมืองอย่างเป็นทางการหรือสถานะทางกฎหมายแบบถาวร แต่ศาลยืนยันว่าวลีดังกล่าวหมายถึงเพียงแค่การอยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ เท่านั้น
การแก้ไขความอยุติธรรมในอดีต: Roberts เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างหลักการให้สัญชาติโดยยึดถือ "ดินแดนที่เกิด" (soil-based) ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 กับคำตัดสินในคดี Dred Scott ปี 1857 ที่น่ารังเกียจ (odious) ซึ่งใช้หลักการยึดถือ "สายเลือด" (blood-based) มาปฏิเสธสัญชาติของชาวอเมริกันผิวดำ
“สัญชาติ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือสิทธิที่จะมีสิทธิ—คือสิทธิในการมีส่วนร่วมในสังคมการเมืองของเราอย่างเสรี ผู้ร่างบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ได้ขยายคำมั่นสัญญานั้นไปสู่ 'ทุกคนที่เกิดมาอย่างเสรีบนแผ่นดินนี้' และในวันนี้ เรายังคงรักษาคำมั่นสัญญานั้นไว้”
— ประธานศาลสูงสุด John Roberts
2. ผลการลงมติ 6 ต่อ 3 และความเห็นพ้องของ Kavanaugh
แม้ผลการลงมติโดยรวมเพื่อระงับคำสั่งฝ่ายบริหารจะเป็น 6 ต่อ 3 แต่เหตุผลทางกฎหมายกลับมีความเห็นแตกออกเป็น 5 ต่อ 4 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวรัฐธรรมนูญเอง:
กลุ่มเสียงข้างมากในเชิงโครงสร้าง (ผู้พิพากษา 5 ท่าน): Roberts, Barrett, Sotomayor, Kagan และ Jackson วินิจฉัยว่าคำสั่งฝ่ายบริหารดังกล่าวละเมิดบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 อย่างชัดเจน ความเห็นพ้องในประเด็นข้อกฎหมาย: ผู้พิพากษา Brett Kavanaugh เห็นพ้องให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว แต่ใช้เหตุผลทางกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง (federal statutory law) เป็นฐานในการตัดสินแทนที่จะอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มุมมองของเขาเปิดช่องทางในทางทฤษฎีให้สภาคองเกรสในอนาคต—ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร—สามารถแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองได้ แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องอาศัยฉันทามติทางการเมืองในระดับที่สูงมากก็ตาม
ความเห็นแย้ง: ผู้พิพากษา Clarence Thomas, Samuel Alito และ Neil Gorsuch ได้แสดงความเห็นแย้ง โดยผู้พิพากษา Thomas ได้เขียนความเห็นแย้งที่มีเนื้อหายาวถึง 91 หน้า ซึ่งโต้แย้งว่าเจตนารมณ์ดั้งเดิมของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงบุตรของชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักชั่วคราวหรือผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย
ผลกระทบในวงกว้าง
เนื่องจากศาลชั้นต้นหลายแห่งได้ระงับคำสั่งฝ่ายบริหารนี้ทันทีหลังจากมีการลงนาม นโยบายดังกล่าวจึงไม่เคยมีผลบังคับใช้จริงในพื้นที่ใดของสหรัฐอเมริกา
หากคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเข้าเมืองประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อการเกิดของเด็กประมาณ 250,000 คนต่อปี นอกเหนือจากผลกระทบต่อครอบครัวที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายแล้ว ข้อจำกัดดังกล่าวยังจะสร้างความยุ่งยากอย่างมากต่อผู้ถือวีซ่าชั่วคราวที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายนับแสนคน ซึ่งรวมถึงบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่มีทักษะสูง นักศึกษาต่างชาติ และแรงงานต่างด้าว เนื่องจากมาตรการนี้กำหนดให้บิดามารดาต้องแสดงหลักฐานยืนยันสถานะการมีถิ่นที่อยู่ถาวรหรือความเป็นพลเมืองโดยตรงภายในห้องคลอดเพื่อขอรับสูติบัตร