วันอังคาร, สิงหาคม 02, 2559

บรรรยากาศ 19 แกนนำ นปช. เข้ารับทราบข้อกล่าวหากรณีเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ + จรัล ดิษฐาอภิชัย เฟสบุคไลฟ์ประณามการจับกุม สส.ทัศนีย์และคณะ




.....





ประธาน นปช. บอกลาประชาชนผ่านรายการมองไกล ระบุการข่าวส่งสัญญาณจะถูกทหารล็อกตัวที่กองปราบไปคุมขัง มทบ.11 ลั่นถ้าเป็นจริง ฝากใช้อิสรภาพทั้ง 19 คน ให้คุ้มค่า ชวนกันออกมาใช้สิทธิ์ประชามติให้ถล่มทลาย หวังออกจากคุกได้ยิ้มด้วยความสุข

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านยูทูป เมื่อ 2 ส.ค.ว่า แกนนำทั้ง 19 คน ที่ถูกข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ซึ่งไปรายงานตัวที่กองบังคับการปราบปรามในวันนี้ (2 ส.ค.) อาจถูกทหารมาชิงตัวไปควบคุมไว้ที่มณฑลทหารบก (มทบ.11) นาน 7 วัน

ถ้าการข่าวที่ได้รับเกิดขึ้นจริงแล้ว พวกตนทั้ง 19 คน ย่อมสิ้นอิสรภาพ ไม่อาจได้ใช้สิทธิ์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จึงขอฝากประชาชนช่วยใช้อิสรภาพของพวกตนให้คุ้ม ชวนกันออกมาใช้สิทธิ์ให้ถล่มทลาย

นายจตุพร กล่าวว่า การข่าวที่ได้รับนั้นระบุว่า เมื่อพวกตนไปรายงานตัวตามหมายเรียกข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน จากสาเหตุเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติที่กองปราบในวันนี้ ตามขั้นตอนปกติ เมื่อตำรวจสอบสวนเสร็จ คงถูกนำตัวไปศาลทหารเพื่อฝากขัง พวกตนมีสิทธิ์ยื่นขอประกันตัวต่อศาล แต่จะประกันตัวหรือไม่ การหารือกันยังไม่มีข้อยุติ อย่างไรก็ตาม การติดคุกไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตของพวกตน แม้พวกตนจะรอฟังผลประชามติในคุก แต่ไม่เป็นปัญหาเช่นกัน

“แต่การข่าวว่า จะเกิดสิ่งไม่ปกติเกิดขึ้น โดยทหารจะมาควบคุมตัวพวกตนทั้ง 19 คนไปกักขังที่ มทบ.11 นาน 7 วัน เพื่อไม่ให้แสดงความเห็นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนทำประชามติวันที่ 7 ส.ค. ถ้าการข่าวเกิดขึ้นเป็นจริง พวกตนไม่มีปัญหาใดๆ เพราะสิ่งที่ต้องการแสดงความเห็นกับร่างรัฐธรรมนูญ ได้พูดไปหมดแล้ว เหลือเพียงไปใช้สิทธิ์ เมื่อหมดอิสรภาพแล้ว ขอให้ประชาชนช่วยใช้อิสรภาพของพวกตนด้วยการเชิญชวนกันออกมาใช้สิทธิ์ให้ถล่มทลาย พวกผมหวังว่า เมื่อได้รับอิสรภาพคืนมาแล้ว ในวันที่ออกจากคุกจะได้ยิ้มอย่างมีความสุข”

นายจตุพร กล่าวว่า พวกตนจะไม่เรียกร้องหาความยุติธรรมจากผู้มีอำนาจ เพราะชื่อโดยการเห็นพฤติกรรมทางอำนาจแล้ว คงไม่มีความยุติธรรม ทั้งๆ ที่เป็นคนตัวใหญ่ แต่มีจิตใจเล็ก ถ้ายึดอำนาจแล้ว กลับมาใช้อำนาจด้วยวิธีสกปรก จะเอาตัวไปขัง เพื่อไม่ให้พูดประชามติในช่วงใกล้ใช้สิทธิ์ ดังนั้น พวกตนจึงไม่ต้องการไปหาความยุติธรรมจากคนแบบนี้

ตนเห็นว่า ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ได้พูดกันครบถ้วนไปแล้ว พวกตนจึงไม่ห่วงกับการใช้สิทธิ์ประชามติ แต่หวั่นถึงการโกง จึงขอให้ประชาชนช่วยกันจับตา และพวกตนแสดงจุดยืนมาตลอดกับการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่เห็นชอบคำถามพ่วงให้วุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการได้ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งของคนๆเดียว ถ้าคนแต่งตั้งใช้ช่องทาง ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว โอกาสคนนอกได้เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเกิดขึ้นอย่างง่ายดายสิ่งนี้เป็นการแสดงความเห็นมาตลอดของตนว่า ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

.....




"ในวันนี้พวกผมทั้ง19คน เดินทางมามอบตัวหมายเรียก ตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ เบื้องต้น ได้เดินทางมาถึงกรองปราบแล้วขึ้นบันไดนั้น

ผมก็มีความสบายใจอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ก็ได้ข่าวว่าจะใช้วิธีการเดียว กับ ส.ส.ทัศนีย์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นผมเองและบรรดาพรรคพวก็ตั้งใจว่า

เรื่องอิสรภาพเป็นเรื่องเล็ก และถ้าใช้วิธีการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฏหมาย และใช้วิธีการควบคุมตัว โดยใช้มาตรา44

ผมจะประกาศอดอาหาร

เพื่อจะเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิลงประชามติ ในวันที่7สิงหาคม

ผลลัพธ์ในวันนี้จะเป็นอย่างไรก็ได้ ผมน้อมรับทุกประการ

หลังจากนี้ถ้ามีจะมีอะไรกันนั้น ผมจะประกาศอดอาหาร เมื่อทราบว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เป็นต้นไป"

จตุพร พรหมพันธุ์
แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ

กองปราบปราม
2 สิงหาคม 2559

.....




.....



ที่มา FB

Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์

ooo

หยุดลุแก่อำนาจได้แล้ว! จรัล ดิษฐาอภิชัย เฟสบุคไลฟ์ประณามการจับกุม สส.ทัศนีย์และคณะ 1สค2559





https://www.youtube.com/watch?v=H9kuFV2CfUw

bamboo network

Published on Aug 1, 2016

Jaran Ditapichai


30 องค์กรภาคประชาชนในภาคใต้ ยืนยัน“5 เหตุผลที่ไม่รับร่าง และ 3 ข้อเสนอต่อ คสช.” + คลิปงานสัมมนา"คนใต้คิดอย่างไร? กับรัฐธรรมนูญ ฉบับ ชิวชิว




https://www.youtube.com/watch?v=-wV0MxWl6Ac

30 องค์กรภาคประชาชนในภาคใต้ ยืนยัน“5 เหตุผลที่ไม่รับร่าง และ 3 ข้อเสนอต่อ คสช.”

Published on Aug 2, 2016

Wanchai Phutthong


ooo


สัมมนา"คนใต้คิดอย่างไร? กับรัฐธรรมนูญ ฉบับ ชิวชิว







แถลงการณ์ร่วม 30 องค์กรภาคประชาชนในภาคใต้

“5 เหตุผลที่ไม่รับร่าง และ 3 ข้อเสนอต่อ คสช.”


การลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับอนาคตของประเทศไทย การรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นสิทธิส่วนบุคคลอีกเช่นกันที่สามารถแสดงออกแจ้งบอกจุดยืนพร้อมเหตุผลต่อสาธารณะได้ จึงนำมาซึ่งการจัดเวที คนใต้รับหรือไม่รับ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับชิว ๆ” ขึ้นที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ในวันนี้ (2 สิงหาคม 2559)

และจากความเห็นร่วมของ 30 องค์กรประชาชนภาคใต้ รวมทั้งนักวิชาการ อาจารย์ ปัญญาชน นักพัฒนาเอกชน แกนนำภาคประชาชน ในภาคใต้ ต่างมีความเห็นที่ไปในทิศทางเดียว ที่จะ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” ด้วยหลากหลายเหตุผล อาทิ

1. มีการปิดกั้นการแลกเปลี่ยน การแสดงความคิดเห็นอย่างน่าเกลียด จนเกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวาง เมื่อไม่ให้ถกไม่ให้วิพากษ์ ก็สมควรไม่รับร่าง

2. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนคนไทยรู้สาระเนื้อหาที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญน้อยมาก รับรู้แต่ย่อสาระสำคัญที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง เมื่อไม่รู้จะให้รับร่างได้อย่างไร

3. ร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีสาระสำคัญที่ด้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อย่างชัดเจนในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านสิทธิชุมชน การสาธารณสุข การศึกษา การปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสาระการปฏิรูปล้วนไม่ปฏิรูปจริง เพราะยังเลื่อนลอย “ให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด”

4. ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีแก่นแกนของจุดยืนในการเพิ่มอำนาจรัฐราชการและลดอำนาจภาคประชาชน เจตนาสมยอมให้กลุ่มทุนและรัฐราชการร่วมกันยึดกุมการบริหารประเทศอย่างรวมศูนย์ ไม่กระจายอำนาจ ไม่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ไม่ปกป้องสิทธิชุมชน และเหตุอันนี้จะนำมาสู่การล่มสลายของสังคมภายใต้การยึดกุมของกลุ่มทุน

5. ในบทเฉพาะกาล และคำถามพ่วง มีความชัดเจนให้มีการสานต่ออำนาจ คสช.จากการให้อำนาจรัฐสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งย่อมหมายถึง 2 รัฐบาลหรือแปลว่า คสช.สามารถสานต่ออำนาจได้ยาวนานถึง 8 ปี

ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนลงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ทางเครือข่าย 30 องค์กรภาคประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขอเรียกร้องต่อ คสช. เพียง 3 ประการ คือ

1. ขอให้ คสช.ประกาศอย่างชัดเจน เปิดกว้างให้ประชาชนสามารถวิพากษ์ วิจารณ์ ให้ความเห็น รณรงค์ สร้างกระแสทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างได้อย่างเต็มที่ในโค้งสุดท้าย ล้างบาปความผิดพลาดในการปิดกั้นคุกคามที่ผ่านมา อันเป็นการเคารพเสียงประชาชน ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ก็ตาม

2. ขอให้ คสช.ประกาศต่อสาธารณะว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ทาง คสช.จะดำเนินการต่ออย่างไร ทั้งนี้ทางเครือข่าย 30 องค์กรภาคประชาชนในภาคใต้เห็นว่า เมื่อประชาชนไม่รับ คสช.ก็หมดความชอบธรรมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป ขอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งฉบับกลับมาใช้ใหม่ ใส่บทเฉพาะการเรื่องการตั้งกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเข้าไป และจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว แล้วจึงค่อยพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปโดยกลไกของประชาชน

3. ขอให้ คสช.ประกาศต่อสาธารณะว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่าน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ คสช.จะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จะไม่ลงเลือกตั้ง จะไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และจะไม่เสียสัตย์เพื่อชาติอย่างเช่น พลเอกสุจินดา คราประยูร ในครั้งการรัฐประหาร รสช.

นี่คือ 5 เหตุผลที่ไม่รับร่าง และ 3 ข้อเสนอให้ คสช.ดำเนินการก่อนวันลงประชามติ

30 องค์กรภาคประชาชนในภาคใต้
2 สิงหาคม 2559

รายชื่อ 30 องค์กรภาคประชาชนในภาคใต้ที่ร่วมจัดงานและร่วมออกแถลงการณ์

1. เครือข่ายพลเมืองสงขลา
2. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
3. มูลนิธิอันดามัน
4. สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย
5. สมาคมรักษ์ทะเลจะนะ
6. สงขลาฟอรั่ม
7. กลุ่ม Save Krabi
8. กลุ่มคนรุ่นใหม่ ใจอาสา
9. กลุ่มทนายไร้ตั๋ว
10. กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำท่าสะท้อนและสิ่งแวดล้อม สุราษฎร์ธานี
11. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้
12. เครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สงขลา สตูล
13. เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน
14. เครือข่ายรักษ์ชุมพร
15. เครือข่ายพลเมืองพัทลุง
16. เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน
17. เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา รัตภูมิ
18. เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ( permatamas )
19. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล
20. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคใต้
21. เครือข่ายนักวิชาการรับใช้สังคมลุ่มทะเลสาบสงขลา
22. ชมรมแพทย์ชนบทภาคใต้
23. ศูนย์พลเมืองเด็ก
24. ศูนย์ข้อมูลชุมชน
25. ศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา (สจน.)
26. ศูนย์เรียนรู้วิถีธรรมชาติเพื่อชุมชน จะนะ
27. สถาบันศานติธรรม
28. สภาทรัพยากรพันธุกรรมพื้นบ้านภาคใต้
29. สภาประชาชนอำเภอรัตภูมิ
30. หน่วยวิจัยประชาธิปไตยชุมชนเพื่อการพัฒนา

.....

สัมมนา"คนใต้คิดอย่างไร? กับรัฐธรรมนูญ ฉบับ ชิวชิว

.....


สมัชชาคนจน สับเละ"ร่างรธน.มีชัย"ไม่เห็นหัวประชาชน"Vote No"คือทางออกประเทศ




https://www.youtube.com/watch?v=kylrH4s9xb8

สมัชชาคนจน สับเละ"ร่างรธน.มีชัย"ไม่เห็นหัวประชาชน"Vote No"คือทางออกประเทศ

jom voice

Published on Aug 1, 2016

นายกฤษกร ศิลารักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีการทำประชามติ วันที่ 7 สิงหาคมนี้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญดูถูกและไม่เข้าใจการเติบโตทางการเมืองของประชาชน ใช้มาตรฐานตัวเองมายัดเยียดให้คนอื่น จะเห็นได้ว่าสองปี กว่าที่ คสช.บริหารประเทศ นอกจากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับคนจนแล้ว ยังซ้ำเติมและดูถูกประชาชน ดังนั้นมีทางเดียวที่จะให้ประเทศมีทางออก และคนจนได้รับการคุ้่มครองด้านสิทธิประโยชน์อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมคือ การ Vote No ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่

ซูเปอร์โจ๊ก!!! กกต.สมชัย การันตีความทนทานหีบบัตรแบบใหม่ ใช้ได้10ปี แต่ทุ่มลงพื้นแล้วแตกกระจุย + ปลัดคลังผุดโมเดลเศรษฐกิจ’เห็บสยามโมเดล’เกาะไปกับประเทศที่เติบโต





ฮา! กกต.สมชัย โยนหีบบัตรแบบใหม่ โชว์ทนทาน การันตีใช้ได้10ปี สุดท้ายแตกกระจุย


ที่มา มติชนออนไลน์
2 ส.ค. 59


เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 2 สิงหาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต.แถลงเชิญชวนประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการร่วมสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 16.00 น. ซึ่งหากประชาชนพบเห็นสิ่งผิดปกติ เช่น กรรมการประจำหน่วยตั้งบอร์ดนับคะแนนไกลเกินไป อ่านคะแนนเสียงเบา นับคะแนนเร็วไป หรือการวินิจฉัยว่าเป็นบัตรดี บัตรเสีย ก็สามารถทักท้วงได้ และเมื่อผลการนับคะแนนสิ้นสุด เชิญชวนประชาชนถ่ายรูปผลคะแนน แล้วโพสต์เฟซบุ๊กพร้อมติดแฮชแทค #ผลประชามติ เพื่อให้ทุกคนเข้าไปดูได้ว่าการออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างสุจริต และเที่ยงธรรม และเมื่อกกต.ประกาศผลอย่างเป็นทางการก็สามารถนำภาพมายืนยันได้

นายสมชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังขอเชิญชวนประชาชน และกรรมการประจำหน่วยออกเสียงกว่า 1 ล้านคน ร่วมติดตามรายการทางช่องสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ในวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม เวลา 20.30-21.30 น. เนื่องจากรายการวันดังกล่าว กกต.จะสาธิตวิธีการใช้สิทธิลงคะแนน การนับคะแนน การวินิจฉัยรูปแบบบัตรดี บัตรดีบางส่วน และบัตรเสียเป็นอย่างไร โดยการสาธิตครั้งนี้จะใช้บัตรคล้ายของจริง แต่จะใช้คำถามสมมุติที่ไม่เกี่ยวร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าการสาธิตดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และกรรมการประจำหน่วย

นายสมชัย กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กกต.ได้ผลิตหีบบัตรออกเสียงประชามติรูปแบบใหม่ เตรียมนำมาใช้กับการออกเสียงครั้งนี้จำนวน 5 หมื่นหน่วย จาก 95,000 หน่วย มีอายุการใช้งาน 10 ปี รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม ทนความร้อนได้ 56 องศาเซลเซียส ราคาต้นทุนใบละ 244 บาท ต่ำกว่าราคากลาง 6 บาท คือ 250 บาท โดยสาเหตุที่เปลี่ยนใหม่ เพราะหีบบัตรเดิมเป็นกล่องกระดาษเคลือบด้วยพีวีซี แม้ต้นทุนจะใบละ 180 บาท แต่กลับใช้ได้ประมาณ 1-2 ครั้งก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ดังนั้นของใหม่จึงมีความคุ้มค่ามากกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากแถลงข่าวเสร็จนายสมชัยได้สาธิตความทนทานของหีบบัตรออกเสียงให้สื่อมวลชนได้เห็นถึงความแข็งแรง ปรากฎว่า หลังจากนายสมชัยโยนไปประมาณ 4 ครั้ง หีบบัตรออกเสียงดังกล่าวก็แตก ส่งผลให้นายสมชัยมีสีหน้าตกใจและสะดุ้งเล็กน้อย พร้อมกับได้บอกว่า “ผมทุ่มแรงไปหน่อย และเอาปากหีบลงก็เลยแตกได้ แต่ถ้าใช้งานจริง คงไม่มีการเอาหีบบัตรไปโยนรุนแรงในลักษณะนี้” จากนั้น นายสมชัยจึงสาธิตใหม่โดยการโยนอีก 10 ครั้ง ก่อนเชิญให้สื่อได้ทดสอบความแข็งแรง โดยให้ขึ้นไปยืนบนหีบบัตรออกเสียงด้วย ทั้งนี้ ก่อนการสาธิต นายสมชัยได้ยืนยันกับสื่อมวลชนว่าหีบบัตรออกเสียงมีความทนทานทนกับทุกภาวะจะกระแทกแรงอย่างไรก็สามารถที่จะทนทานได้




ooo


ปลัดคลังผุดโมเดลเศรษฐกิจ’เห็บสยามโมเดล’เกาะไปกับประเทศที่เติบโต





ที่มา มติชนออนไลน์
2 ส.ค. 59


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในระหว่างเปิดงานและปาฐกถาเรื่อง “เศรษฐกิจโลกขยับก้าว…เศรษฐกิจไทยขยับไกล:กบข.เดินหน้าอย่างไร” ซึ่งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดขึ้นว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่าที่ผ่านมาอัตราการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนลดลง แต่หากเข้าไปดูในข้อมูลพบว่าบัญชีที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีมูลค่าเงินออมเพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทจดทะเบียนไทยในตลาดหลักทรัพย์มีการลงทุนลดลง โดยมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเหลือ 4.3 หมื่นล้านบาท ในไตรมาสที่ 1/2559 จากช่วงไตรมาส 4/2558 มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 5.3 หมื่นล้านบาท แต่กลับพบว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 1/2559 เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและเพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าคนไทยมีเงินแต่ยังไม่ลงทุน หากอ้างอิงเหตุผลที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง มูดี้ส์และฟิทช์ เรทติ้งส์ พบว่านักลงทุนและคนไทยยังรอให้สถานการณ์การเมืองนิ่งก่อนจึงจะเริ่มลงทุน ดังนั้น หากการเมืองในช่วงที่เหลือเป็นไปอย่างเรียบร้อย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือนท่อน้ำที่ปัจจุบันน้ำยังไหลเอื่อย หากการเมืองนิ่งจะมีน้ำไหลแรงได้อย่างแน่นอน

นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับโมเดลเศรษฐกิจไทยส่วนตัวมองว่าควรเป็น “เห็บสยามโมเดล” คือเติบโตไปกับประเทศต่างๆ แต่ไม่ทรุดตัวไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ คือเราจะไปเกาะประเทศที่โตดี เช่น จีน อินเดีย หรือแอฟริกาใต้ หากประเทศเหล่านี้โตเราจะโตตามไปด้วย กินจนเราอ้วนแต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจขาลง เราจะย้ายไปโตกับประเทศอื่นแทน คือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศ ไม่ใช่เป็นคู่แข่ง
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

กล่าวในระหว่างบรรยายเรื่อง “ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก” ว่าประเทศไทยมีเงินมากเห็นได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าในปี 2559 จะเกินดุลติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แสดงให้เห็นว่าประเทศมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ ซึ่งปี 2558-2559 คาดว่าไทยมีเงินเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ต่อจีดีพี แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อประชาชนยังเหลือมาก ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลดลง แต่ทั้งหมดยังขาดเพียงแต่ความเชื่อมั่นที่หนุนให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชนและเอกชน

“ส่วนตัวไม่สามารถระบุได้ว่าหลังจากนี้กระแสเงินต่างชาติจะไหลเข้าประเทศไทยอย่างไร เพราะยังต้องติดตามเรื่องผลประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไรผลคงไม่แตกต่างกันมากนัก เนื่องจาก ต่างประเทศอาจยังไม่เข้าใจในรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญและต้องใช้เวลานานกว่าจะย่อยข้อมูล และยังต้องดูกฎหมายลูกด้วย” นายศุภวุฒิ กล่าว

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. กล่าวว่า ปัจจุบันผลตอบแทนจากการบริหารพอร์ตของสมาชิก กบข.อยู่ในระดับมากกว่า 3% แล้ว และคาดว่าทั้งปีจะมากกว่าปีก่อนหน้าที่ทำได้ 3.6% เนื่องจากหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีแต่จะถึง 4% หรือไม่นั้นต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยในประเทศหากประชามติไม่ผ่านจะมีผลน้อยหรือแทบไม่มีผลต่อภาวะการซื้อขายหุ้น แต่อาจกระทบเชิงจิตวิทยาบ้าง

ooo

OMG!!!




แม่ (Mother) ภาพยนตร์สั้น โดย บัณฑิต เทียนรัตน์ ไซไฟดราม่าในห้วงเวลาเปลี่ยนผ่าน (Thai with English sub)




https://www.youtube.com/watch?v=DVZUmnawg1o

แม่ (Mother)

Published on Jul 21, 2016

แม่
ภาพยนตร์สั้น โดย บัณฑิต เทียนรัตน์
ไซไฟดราม่าในห้วงเวลาเปลี่ยนผ่าน
สิงหาคม 2559

Mother
A short film by Bundit Thianrat
A sci-fi drama in transition time
August 2016

วันจันทร์, สิงหาคม 01, 2559

ร่วมจับตาประชามติ : โค้งสุดท้ายประชามติ 10 ปีนี้ อะไรหายไปบ้าง + บรรยากาศการเปิดตัว “เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ”




.....

ลูกแก้ว โชติรส: โค้งสุดท้ายประชามติ - ทศวรรษที่สูญหาย



https://www.youtube.com/watch?v=DQkXwsAt48s

New Democracy Movement

Published on Jul 31, 2016

ลูกแก้ว โชติรส นักเขียนรุ่นใหม่ พูดถึงสิทธิเสรีภาพในทศวรรษที่สูญหาย และโค้งสุดท้ายประชามติ
VoteNo ไม่รับ กับอนาคตที่ไม่ได้เลือก
และมาร่วมจับตาประชามติด้วยกันในวันที่ 7 สิงหาคม หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 16:00น. เป็นต้นไป

ooo

 บรรยากาศการเปิดตัว “เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ” 



"เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ"มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันจับตาการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม นี้ โดยมีการเปิดรับข้อมูลจากประชาชนและเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมรายงานข้อมูลสู่สาธารณะ



....

แถลงข่าว “เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ” ในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 เวลา 14.00 น.


“เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ” เป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจขององค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้ง องค์กรสิทธิมนุษยชน และสื่อทางเลือก คือ เครือข่าย We Watch อาสาสมัครเยาวชนสังเกตการณ์ประชามติ, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), สำนักข่าวไทยพับลิก้า, ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ), และสำนักข่าวประชาไท เพื่อร่วมกันจับตาการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม นี้ โดยเปิดรับข้อมูลจากประชาชนและเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมรายงานข้อมูลสู่สาธารณะ ‪#‎ส่องประชามติ‬

ooo

‪#‎NEWSROOM‬ ‪#‎TV24‬ “เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ” เป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจขององค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้ง องค์กรสิทธิมนุษยชน และสื่อทางเลือก คือ เครือข่าย We Watch อาสาสมัครเยาวชนสังเกตการณ์ประชามติ, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ), และสำนักข่าวประชาไท เพื่อร่วมกันจับตาการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม นี้ โดยเปิดรับข้อมูลจากประชาชนและเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมรายงานข้อมูลสู่สาธารณะ

จิรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า “เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ” นี้/ นับเป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจขององค์กรสังเกตการณ์การเลือกตั้ง องค์กรสิทธิมนุษยชน และสื่อทางเลือก เนื่องจากประชามติครั้งนี้ แตกต่างไปจากประชามติและการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมา ทั้งในแง่การตรวจสอบ การสังเกตการณ์ และการรายงานข่าว ต้องต้องจับมือกันเพื่อส่องประชามติ 7 สิงหาคม

อาจารย์เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การที่มีองค์กรต่างๆร่วมสังเกตการณ์ด้วย จะทำให้เกิดการเปรียบเทียบความถูกต้องแม่นยำของของมูลได้

ชมพูนุช เฉลียวบุญ ผู้ประสานงาน we watch ซึ่งเป็นองค์กรภาคเยาวชน กล่าวว่า ทางอาสาสมัครจะเก็บข้อมูลจากพื้นที่มาออกเป็นรายงาน ซึ่งจะสังเกตการณ์ทั้ง กระบวนการจัดการภายในหน่วยออกเสียง การนับคะแนน การส่งผลคะแนนการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เสรีภาพในการออกเสียงของประชาชน การเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง บทบาทของเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง การบันทึกผู้มาใช้สิทธิ จำนวนบัตรดี บัตรเสีย และผลคะแนนอย่างละเอียด

บัณฑิต หอมเกษ ผู้ประสานงานฝ่ายวิชาการและรณรงค์ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ระบุว่า 7 สิงหาคม มีความสำคัญต่อสิทธิทางการเมืองและอนาคตทางการเมือง แต่บรรยากาศที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างจำกัด นักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชน จึงจำเป็นต้องมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอร์ กล่าวว่า ทางเครือข่ายที่จัดตั้งขึ้นมา จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องอาศัยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่งเข้ามา แล้วทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและเผยแพร่รายงาน ทั้งนี้ ไอลอร์จะดู 2 เรื่องหลัก คือ การจับตาข้อมูลข่าวสารที่ไปสู่ประชาชน หรือ ที่เรียกกันว่า เอกสารความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีความถูกต้องเพียงใด และสองคือจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายประชามติ

ส่วนคุณรวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด ผู้สื่อข่าว TCIJ ได้ฝากให้สื่อมวลชน ติดตามวันลงประชามติอย่างใกล้ชิด และรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยอย่าเกรงกลัวต่ออำนาจเผด็จการ

เครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ ยังแสดงความกังวลต่อการนับคะแนนประชามติ ที่ครั้งนี้ไม่มีการทำ เอ็กซิทโพล ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในอนาคต สะท้อนว่าประชามติ ไม่ได้เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนการนับคะแนนและประกาศผลของ กกต.ก็น่าเป็นห่วง เพราะถ้าไม่โปร่งใสก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ทางเครือข่ายสังเกตการณ์ประชามติ เปิดเผยว่า ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตสามารถมีส่วนร่วมรายงานข้อมูลมาได้ทางเฟซบุ๊คของเครือข่ายทั้ง 6 หน่วยงาน หรือสามารถเขียนลงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ส่วนตัว แล้วติดแฮชแท็คว่า #ส่องประชามติ แล้วทางส่วนกลางจะรวบรวมข้อมูลต่อไป






รัฐบาลนี้ประชาชนจำผลงานอะไรได้บ้าง





จากข่าวนี้

เด็กพท.จี้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลตอบ15คำถาม แนะเลิกหลอกตัวเอง หวั่นปชช.เดือนร้อนหนัก


ในอดีตประชาชนจะจำ กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค โอทอป SME SML ฯลฯ จากรัฐบาลในอดีตได้

แต่รัฐบาลนี้ประชาชนจำได้แต่ อุทยานราชภักดิ์ GT 200 เรียกคนปรับทัศนคติ ไม่มีการทำหน้าที่ปั๊มจีดีพี ส่งออกทรุด บริษัทแห่กันปิดกิจการ คนตกงานมาก 

แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าผลงานดีได้อย่างไร 

ดังนั้น จึงอยากให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่พูดแบบการตลาดจนตัวเองก็พลอยหลงเชื่อไปด้วย เพราะถ้าไม่ยอมรับปัญหาที่แท้จริง ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนก็จะยิ่งลำบากมากขึ้น

....


ชาวเน็ตมีความเห็น...


ดีแต่ตอแหล แถไปวันๆ
.
หาเงินไม่เก่ง เสือกใช้เก่ง(แดกล้างแดกผลาญ กันอย่างหน้าด้าน ยังเสือกตอแหลเก่งคนบางกลุ่มยังหลับหูหลับตาเชื่อ มันมาปราบโกง แต่พวกมันโกงโจร๋งครึม ไม่มีหมามาเป๋าปรี๊ดๆไล่ มันเก่งจริงๆ)
.
ตามจับพวกที่เห็นต่าง
.
นั่ง.เมฆ.มโนเอา.เพื่อความ สบายใจ.ไม่มีไรมาก
.
คลังตังค์เยอะ อุตส่าห์ละลายให้ รถไฟ รถถัง เรือดำน้ำ ล้าน ๆ ๆ ๆ ๆ 5 5 5 สนุกดี เด๋วตังค์หมด ก้อเลือกตั้งได้
.
พอไปไม่เป็นก้อกลับมาโทษนู้นโทษนี้กูว่ามึงหยุดความคิดที่จะเป็นคนของประชาชนเถอะกูเองก้อเบื่อไม่รู้เฟชพวกมึงมันมาขึ้นยุ่หน้าเฟชกูได้ไง
.




ที่มา FB

การเมืองไทย ในกะลา

ooo





ooo

วิตกจริตมากขนาดนี้..รับกาแฟ สักแก้วมั้ยครับ?





ออกอาการ!? 

On August 1, 2016

คอลัมน์ : เรื่องจากปก
ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

โลกวันนี้

ยิ่งใกล้วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคมมากเท่าไรก็ยิ่งเห็นปฏิกิริยาที่เกิดจากอาการกลัวและหวั่นไหวของรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองที่เกี่ยวข้องทุกระดับทุกพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลและ คสช. สั่งให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มป่วนประชามติ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือแม้กระทั่งลิง จนเป็นข่าวไปทั่วโลกและเป็นตลกร้ายการเดินหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของไทย อย่างที่เว็บไซต์ “ประชาไท” พาดหัวข่าวว่า “โปรดเก็บบัญชีผู้มีสิทธิลงประชามติไว้ไกลมือเด็ก ลิง แดด ฝน”

สอบถึงใครโดนหมด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติว่า ต้องดูที่ความมุ่งหมายว่าฉีกเพื่ออะไร ใครฉีก ลิงหรือเด็ก แล้วจะจับลิงกับเด็กหรือไม่ ซึ่งไม่มีทาง ต้องพูดเรื่องที่มีหลักฐาน หรือจะหาว่ารัฐบาล คสช. ทำ ที่เจอจดหมายเป็นปึกๆ ตอนนี้กำลังสอบอยู่ เห็นอยู่ว่ามีการต่อต้าน ถ้าสอบถึงใครคนนั้นโดนหมด ขณะนี้กำลังสอบอยู่ ทำตอนไหนก็โดนตอนนั้น ทำตอนนี้โดนตอนนี้ ทำหลังจากนี้ก็โดนหลังจากนี้ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกินความคาดหมายของรัฐบาลและ คสช. อยู่แล้ว ตราบใดที่ยังมีคนแบบนี้อยู่ สื่อก็ยังขยายอยู่ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น อย่าคิดอะไรมาก

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจับกุม 5 นักการเมืองภาคเหนือที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังป่วนประชามตินั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่รู้ว่านักการเมือง 5 คนนี้คือใคร ไม่รู้จักสักคน ต้องรอให้มีการสอบสวนก่อน สอบถึงใครก็จับหมด ถ้าเกี่ยวข้องมีหลักฐานก็ต้องถูกดำเนินคดี จากนั้นก็ไปสู้คดีกัน หากไม่ทำผิดก็ไม่สามารถทำอะไรได้

จับเด็ก-เยาวชนดำเนินคดี

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง อยู่ในอาการผวาและเต้นเป็นเจ้าเข้า เพราะหากพื้นที่ใดเกิดการป่วนการลงประชามติจริง หรือแค่ฉีกทำลายประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติแล้วจับไม่ได้ หรือไม่ทราบสาเหตุก็อาจถูกเด้งได้ง่ายๆ อย่างกรณี พ.ต.อ.อิทธิ ชำนาญหมอ ผกก.สภ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ถูกย้ายให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 6 โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิมตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2559

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง จับกุมเด็กนักเรียนหญิงอายุ 8 ขวบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวชิรสารศึกษา จ.กำแพงเพชร จำนวน 2 คน ฉีกประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่ปิดไว้ภายในบริเวณโรงเรียน เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งเด็กทั้งสองรับสารภาพว่า เห็นว่าสีสวยเลยดึงมาฉีกเล่น จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาทำให้เสียทรัพย์และดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ พ.ต.อ.อิทธิ เจ้าของพื้นที่ ไม่ได้รายงานให้ พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (ผบช.ภ.6) ทราบ จนกระทั่งสื่อมวลชนรายงานข่าว จึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อบกพร่องดังกล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ 2 คนว่า แม้ก่อเหตุขึ้นโดยไม่มีเจตนา แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ก็ตั้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ไว้ก่อน แม้เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ไม่ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ไฟเขียวให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดการทำผิดกฎหมายของประชาชนอีก

กรณีการฉีกทำลายประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติยังมีอีกหลายแห่งที่เกิดจากเด็กและเยาวชน ซึ่งทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองคือ เด็กนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.2 จำนวน 4 คน ที่ ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง ชวนกันมาเล่นในช่วงวันหยุดวันที่ 23 กรกฎาคม บริเวณศาลาอเนกประสงค์ซึ่งใช้เป็นหน่วยออกเสียงประชามติ และฉีกกระดาษบนกระดานที่หน่วยเลือกตั้ง 3 ใบ โดยคิดว่าเป็นกระดาษเก่า แล้วฉีกทิ้งริมคลอง และมีการจุดไฟเผากระดาษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านกร่ำได้นำตัวเด็กนักเรียน 2 คนที่ให้การรับสารภาพ ไปส่งฟ้องศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง

วันที่ 25 กรกฎาคม เด็กชายวัย 9 ขวบ ฉีกประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ หน่วยเลือกตั้งที่ 7 ศาลาอเนกประสงค์ ต.โพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด

วันที่ 25 กรกฎาคม นักศึกษาระดับชั้น ปวช. อายุ 16 ปี ที่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ซึ่งขี่รถจักรยานยนต์ตั้งใจจะมารับแฟนในหมู่บ้าน แต่ฝนตกหนักจึงเข้าไปหลบภายในศาลาซึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งที่ 36 ที่จะใช้ลงประชามติ เนื่องจากโดนยุงกัดเยอะจึงฉีกแผ่นเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมาเผาจุดไล่ยุง โดยไม่ทราบว่าเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เด็กไร้ค่าเกินกว่าจะเหลียวมอง

การกระทำผิดของเด็กและเยาวชนดังกล่าวเห็นชัดเจนว่าล้วนเป็นการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่กลับถูกดำเนินคดี ทำให้ประชาชนและสังคมออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ทั้งที่ควรตำหนิเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำที่ติดประกาศรายชื่ออย่างไม่รอบคอบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกไม่ดีกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นความกลัวและหวาดผวาของเจ้าหน้าที่มากกว่า โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อความรู้สึกและอนาคตของเด็ก ยิ่งเปรียบเทียบกับกรณีม็อบนกหวีดที่ไปปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งเพื่อขัดขวางการเลือกตั้งแต่กลับไม่มีความผิด หรือการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญยังนิรโทษกรรมให้ตัวเอง ผู้มีอำนาจน่าจะถามตัวเองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ และใครที่ควรถูกดำเนินคดีมากกว่ากัน

นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ได้ถามถึงองค์กรเด็กและผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่ออกมาปกป้องหรือเคลื่อนไหวในการจับเด็กและเยาวชนอายุ 8-16 ปีครั้งนี้เลยว่า “ครูหยุย” ผู้ทำงานด้านสิทธิเด็กจนได้ดิบได้ดีใน สนช. ทำไมไม่ปกป้องเด็กหญิง 8 ขวบจากกำแพงเพชร เด็ก 9 ขวบจากร้อยเอ็ด และเด็กอีก 3 คนจากระยองและสตูลแม้แต่นิดเดียว เช่นเดียวกับ “องค์กรเด็ก” ที่ปิดปากเงียบเรื่องรัฐดำเนินคดีเด็กเซ่นข่าวป่วนประชามติไปเฉยๆ หรือเด็กกลุ่มนี้ไร้ค่าเกินกว่าผู้ได้ดีจากเด็กจะเหลียวมอง

ลิงแสมยังป่วนประชามติ

ปรากฏการณ์ป่วนประชามติที่เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกคือ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ฝูงลิงป่าเกือบร้อยตัวที่หมู่ 1 ต.ย่านยาว อ.เมือง จ.พิจิตร ยกฝูงฉีกประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติซึ่งติดบนศาลาวัดหาดมูลกระบือขาดกระจัดกระจายไปทั่ว ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์พยายามขับไล่และล้อมจับแต่ไม่สำเร็จ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ใหญ่บ้านพบว่า มีบัญชีรายชื่อเสียหายทั้งหมด 12 แผ่น จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานและรายงานให้ กกต.จังหวัดและฝ่ายปกครองรับทราบว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครมาป่วนแต่อย่างใด

นายประยูร จักรพัชรกุล ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ จ.พิจิตร และนายสุรชัย มณีประกร นายอำเภอเมืองพิจิตร พร้อมด้วยชาวบ้านต้องแก้ไขโดยร่วมกันนำผลไม้ กล้วย แตงโม ถั่วฝักยาว แตงกวาไปเลี้ยงฝูงลิงเพื่อผูกมิตร และนำประกาศบัญชีรายชื่อชุดใหม่ไปติดใหม่โดยมีกระจกใสป้องกันอีกชั้นหนึ่ง

นอกจากนี้นายประยูรยังเปิดเผยว่า พล.ต.ต.จรวย ผลประเสริฐ ผบก.ภ.จว.พิจิตร ได้ทำหนังสือถึง กกต.พิจิตรเพื่อสอบถามว่าจะแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ เพราะ กกต.พิจิตรเป็นผู้เสียหาย แต่การแจ้งความดำเนินคดีเป็นอำนาจของ กกต.กลาง ทาง กกต.พิจิตรจะทำหนังสือสอบถาม กกต.กลางเพื่อพิจารณา ซึ่งนายประยูรเห็นว่าลิงแสมเป็นสัตว์ป่า จะเอาผิดลิงได้อย่างไร ตามข้อกฎหมายคำว่า “ผู้ใด” ควรใช้กับคน หากเป็นสัตว์ไม่น่าจะเข้าข้อกฎหมาย จึงไม่รู้ว่าจะไปแจ้งความเอาผิดกรณีอะไรและความเสียหายก็ไม่มาก แค่เอาบัญชีรายชื่อชุดใหม่มาติดใหม่ก็จบ เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่มีใครมากลั่นแกล้งและไม่มีใครใช้ให้ลิงมาทำแบบนี้

โปรโมตกาแฟ “กาโน” ยังผวา

กรณีฝูงลิงฉีกทำลายประกาศบัญชีรายชื่อและกรณีเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีกลายเป็นข่าวไปทั่วโลกและเป็นตลกร้ายที่สะท้อนถึงการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐบาล คสช. ซึ่งลุกลามถึงการตรวจค้นกลุ่มบุคคลที่ต้องสงสัยว่าอาจจะป่วนประชามตินั้น ก็ยังไม่พิลึกกึกกือเท่ากับกรณี “ธง” โปรโมตขายกาแฟยี่ห้อ “กาโน” หรือ “GANO”

โดยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม เว็บไซต์ข่าวศรีสะเกษรายงานว่า นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับรายงานด่วนจากนายสุรชาติ แก้วศิลา นายอำเภออุทุมพรพิสัยว่า ศูนย์รักษาความสงบ อ.อุทุมพรพิสัยเพื่อสนับสนุนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบข้อความในกระดาษผูกติดกับไม้ไผ่ลักษณะคล้ายธงจำนวนมากว่า “กาโน” ปักเรียงรายเป็นแถวยาวเต็ม 2 ข้างทางระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษถึงสี่แยกบ้านสองห้อง หมู่ 8 ต.กำแพง ระยะทางรวม 200 เมตร จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบและพบธงกระดาษดังกล่าวจึงเก็บยึดและนำมาตรวจสอบจำนวน 47 อัน เกรงว่าอาจเป็นการก่อกวนสร้างความวุ่นวายการออกเสียงประชามติ เพราะมีคำว่า “กาโน” ที่อาจเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์คล้ายกับ “โหวตโน” ที่ต้องการสื่อความหมายให้ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

จากการตรวจสอบปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กลับหน้าแตกและถูกนำไปล้อเลียนอย่างรวดเร็วในสังคมออนไลน์ เพราะไม่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติแต่อย่างใด แต่เป็นการประชุมของผู้แทนจำหน่ายกาแฟปรุงสำเร็จผสมเห็ดหลินจือยี่ห้อ “กาโน” ของบริษัท กาโนเอ็กเซล เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นลักษณะขายตรง ที่ได้นำมาปักไว้เพื่อนำทางผู้เข้าร่วมประชุม ไม่มีเจตนาสร้างความปั่นป่วนใดๆ และไม่ได้มีแค่กาแฟสำเร็จรูป แต่ยังมียาสีฟัน แคปซูลเห็ดหลินจือ และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเห็ดหลินจือ

ยูเอ็นประณามการปิดกั้นเสรีภาพ

นายเดวิด คายย์ ผู้ตรวจสอบพิเศษด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกประจำองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกแถลงการณ์ประณามการจับกุมบุคคลในประเทศไทยจากการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการลงประชามติ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยระบุว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีถึง 86 รายเป็นอย่างน้อยที่ถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอย่างร้ายแรง

นายเดวิดระบุว่า การลงประชามติโดยทั่วไปต้องมีบรรยากาศที่เปิดกว้างให้มีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หลากหลาย สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี รวมถึงการถกเถียงกันระหว่างความคิดต่างๆ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดการบังคับใช้กฎหมายที่ปิดกั้นดังกล่าวในทันที และยกเลิกข้อกล่าวหาตามคำสั่ง คสช. เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยกำลังจะเป็นสมาชิก

“สดศรี” ชี้เอกสาร กกต. ไม่เป็นกลาง

ขณะที่รัฐบาล คสช. กรธ. และ กกต. กล่าวหาฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในทางลบต่างๆ รวมถึงปลอมแปลงและบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญนั้น เอกสารของ กกต. ที่จัดพิมพ์สรุปสาระสำคัญและเชิญชวนประชาชนให้ไปใช้สิทธิลงประชามติก็ถูกวิจารณ์อย่างมากมายว่าไม่เป็นกลางและบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญเสียเองด้วย โดยนางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ชี้ว่า เอกสารของ กกต. อาจเข้าข่ายผิดมาตรา 9 และมาตรา 10 พ.ร.บ.ประชามติ ที่กำหนดให้ กรธ. เป็นผู้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์เนื้อหาสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ แต่ กกต. ซึ่งต้องดำรงความเป็นกลางทางการเมืองกลับเป็นผู้จัดพิมพ์จุลสารและเผยแพร่เพียงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญฝ่ายเดียว ทั้งที่ กกต. มีหน้าที่ชี้แจงประชาสัมพันธ์วิธีการลงประชามติเท่านั้น ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า เอกสารของ กกต. เป็นคำโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง เลือกพูดแต่ข้อดีมีประโยชน์สารพัดที่หลายส่วนเกิดจากการคิดแต่งเติมเอาเอง ไม่ใช่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ

ในคำอธิบายยังปิดบังข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ เช่น ไม่พูดถึงนายกฯคนนอก บทเฉพาะกาลที่มีปัญหามากมาย ส.ว. ที่มาจาก คสช. สามารถร่วมพิจารณากฎหมายสำคัญๆได้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่จะทำโดย คสช. และแม่น้ำ 5 สาย ไม่ใช่องค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง และที่บอกว่าองค์กรอิสระถูกตรวจสอบได้ก็ไม่ได้บอกว่าผู้ตรวจสอบไม่ใช่ประชาชนหรือองค์กรที่เชื่อมโยงกับประชาชนเลย เป็นต้น

นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่า กกต. มีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะเนื้อหาการชี้แจงกระบวนการออกเสียงประชามติเท่านั้น แต่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมาจาก กรธ. ส่วนคำถามพ่วงมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กกต. เพียงรับต้นฉบับมาจัดพิมพ์เท่านั้น

ยิ่งใกล้ยิ่งออกอาการ

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงประชามติ 7 สิงหาคม การต่อสู้ระหว่างฝ่ายรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ยิ่งดุเดือดเข้มข้น โดยต่างออกมาประกาศจุดยืน ไม่มีฝ่ายใดแทงกั๊ก และไม่เกรงกลัวทั้ง พ.ร.บ.ประชามติและคำสั่งของ คสช.

โดยเฉพาะกระแสฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง “เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองจากทุกขั้วทุกสี รวมถึงพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ร่วมกันเรียกร้อง 5 ข้อคือ 1.เปิดให้ประชาชนทุกฝ่ายได้ถกแถลงแสดงความคิดเห็น 2.ทางเลือกต้องชัด หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะยังไงต่อ 3.ถ้าไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 4.หากข้อ 1-3 เกิดขึ้น ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลประชามติ และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้มาต้องเป็นประชาธิปไตย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุดกลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) และเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษาและประชาชน 43 องค์กร ออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง โดยให้เหตุผลสำคัญ 4 ข้อคือ 1.กระบวนการขาดความชอบธรรม 2.เนื้อหาทำประเทศถอยหลัง 3.ไม่ต้องการฝากอนาคตไว้กับ คสช. 4.หากรัฐธรรมนูญรับแล้วแก้แทบไม่ได้ และยังเรียกร้องให้ คสช. หยุดกดดัน คุกคาม ดำเนินคดีผู้ที่คิดต่าง เพื่อให้การลงประชามติเป็นไปอย่างเปิดเผยและยุติธรรม

สิ่งที่เผด็จการกลัวที่สุด

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติราษฎร์ และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งในปาฐกถาที่จัดโดย 43 องค์กรว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ ผิดหวัง รู้สึกว่ากระบวนการที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยดูยาวนาน แต่ทุกอย่างไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ถ้าใครเหนื่อยก็พัก ไม่มีใครว่าอะไร หายเหนื่อยก็กลับมาสู้ ขออย่างเดียวขอให้อุดมการณ์ประชาธิปไตย การปกครองโดยกฎหมายที่เป็นธรรม โชติช่วงอยู่ในใจของผู้รักประชาธิปไตยทุกคน

“สิ่งที่เผด็จการกลัวที่สุดก็คือไฟที่ลุกโชติช่วงอยู่ในใจของทุกคนที่ดับไม่ได้ เผด็จการทั้งหลายในโลกนี้ไม่ว่ามีลักษณะอย่างไร จะฉาบเคลือบด้วยเสื้อคลุมแบบไหนก็ตาม สิ่งเดียวที่เขาชอบคือ ความหวังของผู้คนที่ใฝ่หาเสรีและประชาธิปไตยมอดดับลง ตราบเท่าที่ความหวังในหัวใจของคนรักประชาธิปไตยทั้งหลายยังโชติช่วงอยู่ แสดงออกได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่จิตใจยังมั่นคงอยู่เสมอ วันหนึ่งเผด็จการจะรู้ว่าเขาดับไฟในใจของทุกคนไม่ได้ และเมื่อถึงเวลาที่ไฟในใจของแต่ละคนรวมกัน วันนั้นคือวันที่ผมเชื่อว่าเราจะมีประชาธิปไตย มีกฎหมายที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง”

นายวรเจตน์กล่าวและย้ำทิ้งท้ายว่า “ขอเป็นกำลังใจให้ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง เพื่อคนรอบข้าง เพื่อลูกหลานเรา ที่จะได้มีสังคมที่ดีงาม เป็นสังคมที่มีอนาคตต่อไป”

ออกอาการวิตกจริต?

ท่ามกลางการใช้อำนาจตรวจสอบแบบปูพรมแทบทุกพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ กลับทำให้ฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญยิ่งคึกคักและเป็นพลังที่น่ากลัว เพราะองค์กร กลุ่มการเมือง นักศึกษา นักวิชาการ และภาคประชาสังคมนั้นมีทุกขั้วทุกสี ซึ่งไม่ได้แค่สะท้อนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น แต่สะท้อนถึงกระแสไม่เอา คสช. อีกด้วย

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. วันนี้ก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ โดยกล่าวผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ตอนหนึ่งถึงการลงประชามติว่า “หากผ่านบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าอย่างมีความสุข ส่วนที่มีคนพูดว่าอยากให้ลุงตู่อยู่ไปอีกก็ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการปล่อยข่าวที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ลุงตู่จะยิ่งไปเร็ว เพราะคนเหล่านั้นจะเดินขับไล่ หากไม่ผ่านกระบวนการต่างๆจะรวนไปทั้งหมด”

แม้แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีนายวรเจตน์ที่พูดถึงการลงประชามติว่าถ้าไม่รับก็กาในช่องขวามือคือ ช่องไม่เห็นชอบ บังเอิญตนเป็นคนถนัดขวาก็จะกาทางด้านขวามือว่า อาจจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 นั้น ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการชี้นำ กกต. ให้เอาผิดนายวรเจตน์หรือไม่ และเหมาะสมหรือไม่ที่นายวิษณุพูดเช่นนั้น ซึ่งไม่มีหน้าที่ตัดสินว่าใครกระทำผิดหรือถูก

ยิ่งใกล้วันลงประชามติมากเท่าไรก็ยิ่งเห็นการต่อสู้ที่รุนแรง และการใช้อำนาจต่างๆของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสงบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ถูกมองว่ามีลักษณะขู่กรรโชก กดดัน และหลอกล่อสารพัด

โดยเฉพาะกระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งเห็นอาการกลัว หวาดวิตก และปรากฏการณ์ที่ไม่คาดว่าจะเกิดก็เกิด

กลัวกระทั่งเด็ก ลิงแสม และธงโปรโมตขายกาแฟ!!

วิตกจริตมากขนาดนี้..รับกาแฟ (กาโน) สักแก้วมั้ยครับ?

ช่วงนี้ทักษิณขยันโพสต์ FB จัง ล่าสุดเรื่อง "วิกฤตราคานำ้มันกับพลังงานทางเลือก" ราคาน้ำมันตกทั้งโลก ประเทศที่ค้าขายน้ำมันจะอยู่ยังไง?



The Guardian สื่ออังกฤษเปิดโปงการใช้แรงงานทาสในฟาร์มไก่ไทย ใช้แรงงานพม่าทำงาน 22 ชม.ติดต่อกัน ถูกยึดพาสปอร์ต ต้องนอนกับไก่




ooo


Thailand: poultry workers cry fowl amid claim they 'slept on floor next to 28,000 birds'

Workers at farms supplying one of Thailand’s largest chicken export firms say they suffered labour abuses including 22-hour shifts and the seizure of passports




A chicken farm in Thailand. Myanmarese workers at Thammakaset Farm 2 say that a once-weekly supervised visit to a local market was their only contact with the outside world. Photograph: Paula Bronstein/Getty Images

Employment
Modern-day slavery in focus

The Guardian


Myint, 50, claims that for four and a half years he worked 22-hour shifts at a poultry farm that supplies one of Thailand’s largest chicken export companies.

By day, says Myint, he would kill up to 500 birds for use in items such as ready meals and pet food. By night – or what little of it they were allegedly afforded – he and his fellow Myanmarese workers claim they slept on the floor in a room with up to 28,000 chickens, swatting away insects. If a bird got sick, they were to blame.

The workers claim that if they were too tired to work, their meagre salaries were docked. If they wanted to leave, too bad – their passports had been confiscated. A once-weekly, two-hour-long supervised visit to a local market for personal groceries was their only opportunity to see the outside world.

“We were treated like slaves,” says Myint’s younger colleague, Nayto, speaking from an NGO safehouse where the 14 workers are now awaiting compensation. “All day and all night we had to work. I don’t want anyone else to have to face the same ordeal.”

Thailand, one of the world’s biggest chicken exporters, is better known for its troubled seafood industry, rife with practices akin to modern-day slavery. But the Thai poultry industry – which exports roughly 41% of its entire broiler poultry meat production to Europe – is similarly riddled with allegations of abuse, debt bondage, document confiscation, high recruitment fees, long working hours and abysmal pay, research has found.

Rural, isolated farms mean abuses often go unnoticed or unpunished, while complicated supply chains mean global buyers are frequently ignorant of workplace problems, activists say. Thammakaset Farm 2, where Myint was employed, directly supplied Betagro. The company is one of Thailand’s top five chicken exporters along with Charoen Pokphand Foods (CP Foods), Cargill, GFPT and Leamthong, which together account for 70-75% of all Thai chicken exports.

Research published late last year by Finnwatch, a civic organisation working for global corporate responsibility, found that labour abuses including high recruitment fees and withholding of documents had taken place at other big chicken farms, including some owned by CP Foods, a major Thai food conglomerate. In 2014, the Guardian found evidence of slavery in the conglomerate’s seafood supply chain; CP Foods subsequently issued a response.

Just how much Thai chicken ends up in the UK is difficult to determine: nearly 40% of all imported processed poultry meat in the UK comes directly from Thailand, according to official figures (pdf). But numbers are likely to be far higher, according to Finnwatch, as Thai chicken used in ready meals and pet food, if processed in the EU, is likely to be sold as a product from an EU “country of origin” instead of from Thailand.

The 13 men and women who worked alongside Myint at the farm in Lopburi, central Thailand, allege they were forced to work from 7am until 5pm, then again from 7pm until 5am, nearly every day, without holiday, sick days or overtime. Ranging in age from 20 to 50, they claim they were paid far below the Thai minimum wage and faced regular deductions for utility and accommodation fees, despite sleeping on the floor, and next to the chickens at peak times.

“[The work] was totally different to what we were originally told it would be,” says Mayday, a female worker. “Our boss lied to us, then lied to the authorities when we spoke out.”

In June, one of the workers happened upon a Facebook post by the Migrant Workers’ Rights Network (MWRN), which eventually led to their freedom. Now, one month later, the workers are being fed and housed at MWRN’s offices in Mahachai, where they are in legal limbo. To receive the £6,300 they are each asking from the farm owner in compensation, they have to remain in Thailand – but their work visas expired on Friday, and now they risk deportation.

Unofficial numbers estimate that as many as 4 million Myanmarese are employed as migrant workers in Thailand, from agriculture and construction to the fishing and food industries.

In a statement issued earlier this month, Betagro confirmed that Thammakaset Farm 2 was one of its suppliers, but said it had since “stopped business operations with the farm until there is a solution to the labour conflict”.


Andy Hall, a British labour activist who works with MWRN, claims that the Thai poultry industry has failed entirely to respond to these allegations of abuse, and said more pressure needed to be put on the industry to clean it up.

In the Thai chicken industry as a whole, conditions are often incredibly dire for migrant workers, says Hall. “Really we’re talking about issues of modern-day slavery. Thai poultry is a significant ingredient in pet food processed by the Thai tuna industry, and in pet food factories in Thailand that is exported across the world in significant amounts. The pet food angle also brings in US, Australian and Canadian retail markets that are not key purchasers of Thai chicken for processed food, like the European market is.”

Thailand’s National Human Rights Commission has pledged an investigation into the Betagro case, as well as a larger investigation into Thailand’s poultry farms as a whole. But according to Hall, officials have not yet questioned the owner of Thammakaset Farm 2, or visited the other farms that are alleged to have labour abuses.

For Myint, patience for justice and compensation is running thin. “I worked for four and a half years, often cramming two days into one,” he says. “I’m tired now, and want to go home.”


เดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล ชวนออกไปลงประชามติ 7 สค.ให้มาก "ถ้าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีปัญหา ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้"



.....


นายกฯ ทักษิณ มองร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร?





ที่มา FB

Oak Panthongtae Shinawatra


หลายคนถามผมว่า นายกฯ ทักษิณ มองร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างไรครับ...??

ถ้าเอาสั้นๆ ก็เช่นเดียวกับอดีตนายกฯ ท่านอื่นๆ ที่ได้แสดงความคิดเห็นไปแล้วคือ "ไม่รับร่าง รธน." ครับ

เหตุผลคือ มีอยู่หลายข้อในร่างฯ รวมถึงคำถามพ่วง ที่จะทำให้ประชาธิปไตยถดถอยกว่าเดิม รัฐบาลต่อไปทำงานลำบาก การยึดโยงกับประชาชนลดลง และสามารถสืบทอดอำนาจเผด็จการได้ง่าย ส่วนที่คุยนักคุยหนาว่าเป็นรธน.ปราบโกงนั้น พลิกดูทุกมาตราก็จะเห็นว่าไม่ได้มีความเด็ดขาดดังเช่นที่ฟอร์เวิร์ดกันไปมาในโซเชียลมีเดีย ที่คุยโม้ว่าจะลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต จะเห็นมีก็แต่ "การนิรโทษกรรม ให้กับนักการเมืองในรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น"

ส่วนหลักการในการร่างฯ ทั้งหมดที่คุณพ่อผมพูดไว้ ก็จะมีที่ผมจับใจความและสรุปไว้ได้ ประมาณนี้ครับ

1. หน้าที่หลักของรัฐธรรมนูญแบบอารยะ คือการส่งเสริมชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น และจะต้องมีข้อกำหนดเป็นหลักประกันว่า ผู้แทนของปวงชนจะต้องเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง (แล้ว สว. ลากตั้งทั้ง 250 คน ตั้งมาเพื่อ...??)

2. รัฐธรรมนูญ คือหลักประกันว่าการตัดสินใจต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการตัดสินใจนั้นๆ จะต้องเกิดขึ้นจากฉันทามติของประชาชน

3. รัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นอย่างชาญฉลาด ควรสร้างหลักประกันว่า การเมืองจะกำกับดูแลเฉพาะทางด้านนโยบาย โดยส่งเสริมให้สถาบันราชการมีเสถียรภาพ และสามารถทําหน้าที่เป็นกลไกหลักของการปกครองบ้านเมือง ภายใต้ธรรมาภิบาลได้

4. รัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นไปตามหลัก “นิติธรรม” โดยต้องถูกเขียนขึ้น จากการตระหนักถึงคุณค่าของหลักนิติธรรม เพื่อเป็นหลักประกันถึงกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้ และเป็นรากฐานของการส่งเสริมชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

5. รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นไปตามหลักการของ “เสรีภาพทางความคิด” เพื่อเป็นหลักประกันของการสร้างทางเลือกในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ที่ดี และเพื่อการสร้างสรรค์มูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

6. ที่สําคัญที่สุดคือ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ควรที่จะยกร่างโดยตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่แต่งตั้งคนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาร่างกฎหมายแม่บท แล้วจึงค่อยไปเลือกตัวแทนประชาชนมาออกกฎหมายลูก ซึ่งจะต้องทำตามกรอบที่คนเพียงกลุ่มเดียวกำหนด ถือเป็นการไม่เชื่อถือและยึดมั่นในการตัดสินใจของประชาชน

ทีนี้เราลองมาดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าตรงหรือขัดแย้งกับหลักการดังกล่าวอย่างไรบ้าง

>> ดูเหมือนผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชาชนชาวไทย เลือกที่จะใช้ระบบราชการเดิมๆ กำหนดทิศทางแต่เพียงผู้เดียว ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมมีส่วนในกระบวนการตัดสินใจใดๆ เท่าที่ควร

>> ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจงใจให้อํานาจในการตรวจสอบ แก่วุฒิสมาชิกและองค์กรต่างๆ เพื่อควบคุมงานทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ไปจนถึงงานธุรการรายวันของรัฐบาล ซึ่งจะทําให้การบริหารประเทศแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะในบริบทของโลกปัจจุบันที่มีความซับซ้อน และพลวัตความเปลี่ยนแปลงสูง

>> รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ “สิทธิส่วนบุคคล” ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางด้าน “ความมั่นคงของรัฐ” และ “ความสงบเรียบหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” (มาตรา 34 และมาตรา 36) ซึ่งสามารถตีความครอบคลุมได้อย่างหละหลวมและกว้างขวาง เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยอ้างเหตุผลทางด้านความมั่นคงเข้าไปตรวจสอบ หรือสอดแนมช่องทางการสื่อสารฯ อันเป็นสิทธิส่วนบุคคลได้

(ตรงนี้คุณพ่อผมอธิบายว่า สังคมสมัยใหม่ “การรักษาความเป็นส่วนตัว” ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นรากฐานหนึ่งของการสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่เป็นจริงให้แก่สังคมเศรษฐกิจนั้นๆ ความชัดเจนของกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล ถือเป็นสิ่งสําคัญและขาดไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจในอนาคต ที่จะมีการทําธุรกรรมผ่านระบบดิจิตัลที่ซับซ้อน ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเพื่อสร้างความเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจในโลกสมัยใหม่)

สรุปปิดท้าย คุณพ่อผมได้กล่าวไว้ว่า

"ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะเห็นแสงแห่งอนาคตที่ชัดเจนได้หากขาดซึ่งรัฐธรรมนูญที่เกื้อหนุนให้ ประชาชนมีความหวังในชีวิต

และขาดซึ่งรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมศักยภาพในการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ในสังคมและระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับนานาอารยประเทศ ทั่วโลก"

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราจะใช้ไปอีกหลายสิบปีข้างหน้าครับ

‘พ่อมดพลังงาน’





คสช. จัดให้แล้ว ‘พอใจไหม’ พรุ่งนี้นำมันลดราคาลงลิตรละ ๔๐ สตางค์เกือบทุกชนิด ยกเว้น อี-๘๕

อันนี้ถามพวกปฏิรูปพลังงานเป็นหลักใหญ่นะ เห็นเรียกร้องกันมายาวเรื่องราคาน้ำมันบ้าง เรื่องสัมปทานปิโตรเลี่ยมบ้าง ล้วนบอกว่าสองปี คสช. ไม่ยอมทำอะไรเหล่านี้เท่าไหร่ (แบบว่า) ไปเข้าทางทักษิณ

ถึงขนาดมีคนไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม

พันโท พ.ญ.กมลพรรณ ชีวะพันธุ์ศรี “ขอให้ดำเนินคดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สนช. (ผู้ที่ยกมือผ่านร่างฯ) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”...เนื่องจากคนเหล่านี้เสนอ พรบ.ปิโตรเลี่ยมและ พรบ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลี่ยม (ผ่านอนุมัติของ สนช. เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๙) “ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์มากขึ้น”

จึงได้เกิดกระบวนการล่าชื่อให้ครบหมื่นคนเพื่อเสนอร่างกฎหมายกิจการปิโตรเลี่ยมใหม่ (ที่บอกว่า) โดยภาคประชาชน คือมีเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย หรือ คปพ. เป็นผู้ร่าง





ถ้าย้อนไปอีกปีกว่าๆ จะพบว่ากลุ่มเดียวกันนี้ (ที่ร่วมมือกับ กปปส. เป่านกหวีดปิดกรุงเทพและเรียกร้องทหารเข้ามายึดอำนาจ เพื่อจัดให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเมื่อสองปีก่อนโน้น) เริ่มแสดงอาการไม่พอใจ คสช. ต่อคำสั่งต่ออายุสัมปทานแปลงน้ำมัน ตามที่ กมธ. ปฏิรูปพลังงานเสนอ

อ้างว่า เสียงส่วนใหญ่ของสภาปฏิรูป (สปช.) ไม่เห็นด้วย แต่ประยุทธ์ไม่เอา “จะเอาต่ออายุสัมปทานแปลงน้ำมัน”

และในระยะหลังๆ เครือข่ายนี้จึงวิพากษ์หัวหน้า คสช. หนักหน่อย แต่เอาไปโยงใยกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

ถึงขนาดบอกว่า “พลเอกประยุทธคือพ่อมดคนที่สองของประเทศไทย เป็นลูกมือรับใช้ทักษิณ ย้ำทำให้กิจการพลังงานของทักษิณและเป็นของกลุ่มทุนมากขึ้น”




ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร ยังไม่มีข้อมูลแท้ๆ มาพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้อย่างจะจะ ทั้งที่มีต่อประยุทธ์และทักษิณ แต่ในทางวิชาการ อจ. กานดา นาคน้อย นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยคอนเน็คติกัต เสนอบทความเกี่ยวกับบทบาทของทหารในกิจการพลังงานไว้เป็นซีรี่ส์

ล่าสุดตอนที่ ๔ เรื่อง ธุรกิจพลังงานของกองทัพไทย ตีพิมพ์ครั้งแรกในประชาไท ซึ่งอาจารย์กรุณาให้ไทยอีนิวส์นำมาตีพิมพ์ซ้ำ เป็นองค์ประกอบการค้นคว้าหาความจริงว่าใครกันคือ ‘พ่อมดพลังงาน’

ทุนกองทัพไทย (4): ธุรกิจพลังงานของกองทัพ

กานดา นาคน้อย
30 กรกฎาคม 2559
บทความนี้เป็นตอนที่ 4 ในซีรีส์ ‘ทุนกองทัพไทย’ บทความ 3 ตอนแรกอธิบายถึงกรรมสิทธิ์ ทุนของกองทัพไทยในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ [1] ทีวี สถานีวิทยุ [2] รวมทั้งสิทธิครอบครองที่ดินประมาณ 5 ล้านไร่ [3] เพื่อชี้ให้เห็นว่ากองทัพไทยคือกลุ่มทุนขนาดใหญ่และผูกขาดบางภาคธุรกิจมานานกว่าครี่งศตวรรษ

ความเป็นกลุ่มทุนของกองทัพไทยเป็นเอกลักษณ์ของทุนนิยมแบบไทยๆ เพราะกองทัพในประเทศทุนนิยมอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นไม่ถือหุ้นบริษัทและไม่ลงทุนในกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ

บทความนี้อธิบายเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานของกองทัพไทย กล่าวคือ ธุรกิจน้ำมันและธุรกิจไฟฟ้า การสำรองพลังงานสำคัญต่อการป้องกันประเทศ เพราะกองทัพเคลื่อนทัพไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำมัน และฐานทัพดำเนินงานไม่ได้ถ้าไม่มีไฟฟ้า แต่การสำรองพลังงานเพื่อการป้องกันประเทศแตกต่างจากการขายพลังงานเพื่อหารายได้

ธุรกิจน้ำมันของกองทัพ

กองทัพเป็นผู้ผลิตน้ำมันตั้งแต่พ.ศ. 2499 เนื่องจาก ‘กรมการพลังงานทหาร’ ได้รับโอนกิจการขุดเจาะและกลั่นน้ำมันที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่จากกรมโลหะกิจ (ซึ่งต่อมาคือกรมทรัพยากรธรณีสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม) [4] การโอนกิจการดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม และภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก กรมการพลังงานทหารได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ รวมทั้งกองสำรวจและผลิตได้สำรวจพบแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมที่อ.ไชยปราการ ต่อมาก็ขยายการสำรวจแหล่งน้ำมันไปที่ จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.เชียงราย และจ.พะเยา

ในระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมากรมการพลังงานทหารมีกองสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมาจนถึงปัจจุบัน ปีนี้กรมการพลังงานทหารมีแผนการผลิตน้ำมันดิบ 329,400 บาร์เรล [5] แม้ว่าเทียบแล้วไม่ถึง 1% ของสัดส่วนการผลิตจากแหล่งน้ำมันอื่นๆ โดยรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน [6] แต่ปริมาณน้ำมันดิบดังกล่าวก็มีมูลค่ากว่า 500 ล้านบาทเมื่อคำนวณด้วยราคา 45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ถ้าประเมินด้วยมูลค่าปีละ 500 ล้านบาทในระยะเวลา 60 ปีก็จะคิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 30,000 ล้านบาท

ถ้าการเบิกจ่ายผลผลิตจากโรงกลั่นของกรมการพลังงานทหารมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันประเทศก็สอดคล้องกับหน้าที่ของกองทัพ แต่ถ้ามีการขายน้ำมันดิบหรือขายผลผลิตจากโรงกลั่นของกรมการพลังงานทหารให้ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยราชการอื่น ก็จะเกิดคำถามว่า

รายได้จากการขายเป็นรายได้กองทัพหรือส่งเข้ากระทรวงการคลังเป็นรายได้รัฐบาล?

ส่วนธุรกิจขายปลีกน้ำมันที่เรียกว่า ‘ปั๊มสามทหาร’ ไม่ได้สังกัดกรมการพลังงานทหาร แม้ว่าใช้รูปทหารเป็นสัญลักษณ์เพื่อส่งเสริมลัทธิทหารนิยม ปั๊มสามทหารสังกัด ‘องค์การเชื้อเพลิง’ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในปี พ.ศ. 2503

องค์การเชื้อเพลิงมีหน้าที่ขายปลีกน้ำมัน จัดหาและกลั่นน้ำมัน [7] ฉันไม่มีสถิติว่าองค์การเชื้อเพลิงรับซื้อน้ำมันจากกรมการพลังงานทหารมากน้อยแค่ไหน องค์การเชื้อเพลิงดำเนินงานจนกระทั่งรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรจัดตั้งองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทยมาแทนที่ในปี พ.ศ. 2520 [8] ต่อมาก็กลายเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ในพ.ศ.2521 ยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ [9] ปั๊ม ปตท.จึงเข้ามาแทนที่ปั๊มสามทหารในที่สุด

ธุรกิจไฟฟ้าของกองทัพ

หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด กองทัพบกริเริ่มโครงการใช้ที่ดินในครอบครอง 4,460 ไร่เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์หรือที่เรียกว่า ‘โซลาร์ฟาร์ม’ ร่วมกับภาคเอกชน[10] มีการทำเรื่องขอให้กระทรวงพลังงานรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มในที่ดินกองทัพบก ไม่ปรากฏชัดเจนว่าในภายหลังกระทรวงพลังงานตัดสินใจอย่างไร

การทำธุรกิจมีความเสี่ยง ถ้าธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของกองทัพบกขาดทุนเหมือนธุรกิจธนาคารทหารไทยที่เผชิญปัญหาหนี้เสียจนเข้าขั้นวิกฤตในอดีต รัฐบาลจะ“อุ้ม”ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของกองทัพหรือไม่?

ถ้ากองทัพบกมีโครงการผลิตโซลาร์ฟาร์มเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในฐานทัพก็จะสอดคล้องกับหน้าที่ของกองทัพ แต่การใช้ที่ดินในครอบครองของกองทัพบกทำธุรกิจโซลาร์ฟาร์มเพื่อขายไฟฟ้าแสดงให้เห็นว่ากองทัพไม่ได้ใช้ที่ดินส่วนนั้นซ้อมรบหรือฝึกกำลังพล

ชัดเจนว่าที่ดินส่วนนั้นไม่ได้ใช้เพื่อการป้องกันประเทศซึ่งเป็นหน้าที่ของกองทัพ ทำให้ประเมินได้ว่ากองทัพครอบครองที่ดินมากเกินความจำเป็น หน่วยราชการอื่นควรรับโอนดินส่วนนั้นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นให้สอดคล้องกับหน้าที่ของภาครัฐ

บทความตอนหน้าของซีรีส์ ‘ทุนกองทัพไทย’ จะอธิบายถึง ‘แรงงาน’ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดของกองทัพไทย

หมายเหตุ
[1] ทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 1)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1332607776
[2] ทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 2)
http://www.prachatai.com/journal/2012/04/40226
[3] ทุนกองทัพไทย (ตอนที่ 3)
http://prachatai.com/journal/2015/06/59565
[4] ประวัติความเป็นมา”กรมการพลังงานทหาร”
http://ded.mod.go.th/introduce/history.aspx
[5] แผนงานปฏิบัติงานเจาะและผลิตประจำปี 59: http://ep.npdc.mi.th/documents/work/Plan/ActionPlan59.pdf
[6] รายงานสถิติพลังงานของประเทศไทย
http://www2.eppo.go.th/info/YearBook/index.html
[7] พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเชื้อเพลิง พ.ศ. 2503
http://dl.parliament.go.th/handle/lirt/27941
[8] พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2520/A/017/51.PDF
[9] พระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2521/A/152/1.PDF
[10] “จี้พลังงานเปิดรับซื้อไฟเพิ่ม” ฐานเศรษฐกิจ
http://prdnews.egat.co.th/…/corporate-www.thanonline.com.pdf

http://www.prachatai.com/journal/2016/07/67156