วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 29, 2563

วันที่ 2 ธันวาคมนี้ ไม่ต้องลุ้น ประยุทธจะหลุด....ก็ ตลก.รธน. ชุดนี้ ประยุทธตั้งเองกับมือ


Francisco Castro
1h ·

วันที่ 2 ธันวา 2020 นี้ประชาชนส่วนใหญ่นั่งรุ้นกันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินเกี่ยวกับคดีของประยุทธว่าผิดหรือถูกอยู่หรือไปกรณีที่อยู่บ้านหลวงฟรี แบบชาวบ้านพูดกันว่าบ้านไม่ต้องเช่าข้าวไม่ต้องซื้อแถมกินดีอยู่ดี เชื่อเถอะครับผมวิเคราะว่าไม่ต้องมานั่งรุ้นนอนรุ้นไห้เสียเวลารับรองว่าหลุดแน่
ประยุทธนั้นเป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กเป็นสุนัขผสมพันธ์ชัยภูมิผสมโคราชมันเป็นสุนัชที่เชื่องกว่าสุนัขบางแก้วพิษณุโลกปากเปราะรักเจ้าของแต่กัดไม่เก่ง ทุกครั้งที่มันไม่กัดไครมาไม่ว่าจะถูกหรือผิดพอมันวิ่งมาหาเจ้าของ เจ้าของก็จะเข้าข้างมันเสมอจนมันได้ใจ สุนัขประยุทธนั้นมาก่อนไอ้ทองแดงและ พณ อ อ ฟูฟู ทองแดงมีอายุแค่ 12 ปีเทียบเท่ากับ จอมพล ฟูฟุ ทั้งสองมันก็อายุไม่ยืนแต่ไอยุทธเขาเลี้ยงมาตั้งแต่อายุ 22 ปีปัจจุบันก็ 65 ปีแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะไปไหนเขาก็เอามันไปด้วยเพราะเขารู้ว่าสักวันเขาต้องพึ่งมัน เท่าที่ผมรู้ประยุทธเคยเดินทางมากับเสี่ยโอที่อเมริกา 3 หน หนแรกเมื่อต้นเดือน พฤษภาคมเพื่อมาวางแผนไห้สิริกิตมาอเมริกา ครั้งที่สองเขามาด้วยกันชุดใหญ่เลยมีสิริกิต เสี่ยโอ องค์ภาประยุทธและคณะรวมทั้งหมดเกือบ 500 คนมาถึงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2545 แล้วกลับมาอีกกลางปี พ ศ 2546 ทุกครั้งที่มานั้น ดร จิรายุ อิศรางกูล ณ อยุธยามาด้วย พร้อมทั้งทูตไทยชื่อ ศักทิพ ไกรฤก เจ้าไทยมาทำอะไรที่อเมริกาประยุทธรุ้หมด เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะปล่อยไห้ศาลรัฐธรรมนูณตัดสินไห้ประยุทธแพ้ เชื่อแน่ว่าเขาต้องหาทางแถไห้หลุดจนได้ ประยุทธคือมือขวาของเขาประยุทธเคยทำเหี้ยระยำมากกว่านี้ยังหลุดได้ ตราบไดศาลไทยศาลไทยยังมีคำว่าทรงพระปรมาภิไธย อย่างหวังเลยว่าเขาจะทำลายคนของเขา ปล ผมอาจจะผิดก็ได้แต่อย่างไรผมก็ยังเชื่อในคำวิเคราะของผม

(https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=837992143695172&id=306441270183598)

เปิดรายงานสภาฯ เยอรมนี ระบุกษัตริย์ไทยได้รับเอกสิทธิ์ทางการทูตในประเทศ รัฐบาลไม่มีสิทธิ์สอดแนมขณะประทับในประเทศ แต่มีสิทธิ์เชิญออกนอกประเทศ หากพบหลักฐานทำผิดกฎหมายเยอรมนี

EPA
โรงแรมที่สื่อเยอรมันรายงานว่าเป็นที่ประทับของกษัตริย์ไทย

ร.10 : รายงานสภาฯ เยอรมนีระบุกษัตริย์ไทยได้รับเอกสิทธิ์ทางการทูตในประเทศ รัฐบาลไม่มีสิทธิ์สอดแนม

27 พฤศจิกายน 2020
บีบีซีไทย

เปิดรายงานของสภาผู้แทนราษฎร เยอรมนี ระบุกษัตริย์ไทยได้รับเอกสิทธิ์ทางการทูตตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลไม่มีสิทธิ์สอดแนมขณะประทับในประเทศ แต่มีสิทธิ์เชิญออกนอกประเทศหากพบหลักฐานทำผิดกฎหมายเยอรมนี

น.ส. เซวีม ดาเดเลน ส.ส. จาก พรรคฝ่ายซ้าย (DIE LINKE) และ สมาชิกกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ของเยอรมนี เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เธอและ ส.ส.หญิงร่วมพรรคอีก 1 คน ได้ส่งคำร้องไปที่สำนักบริการวิชาการ (WD) ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ เมื่อ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ขอให้จัดทำรายงานการเสด็จประทับในเยอรมนีของกษัตริย์ไทย ในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ WD ได้นำเสนอรายงานสาธารณะ 15 หน้า ในหัวข้อ "ความเคลื่อนไหวของประมุขต่างชาติบนดินแดนเยอรมนี"

รัฐบาลเยอรมนี ระบุ ไม่พบหลักฐานกษัตริย์ไทยทรงทำผิดกฎหมายในเยอรมนี
“เสด็จเป็นการส่วนพระองค์เยือนเยอรมนีสม่ำเสมอ”
ลำดับท่าทีเยอรมนีกรณีเสด็จประทับของ ร.10


หน้าบ้านพักหลังใหญ่ในเขตทุตซิงที่กลุ่มผู้ประท้วงชาวไทยในต่างแดนเชื่อว่าเป็นพระตำหนักริมทะเลสาบในแคว้นบาวาเรีย

ส.ส.หญิงวัย 45 ปีที่มีเชื้อสายเคิร์ด ระบุว่า เธอติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประท้วงด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เห็นประชาชนนับหมื่นออกมาตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องให้ยกเลิกระบบเพื่อชนชั้นสูง และยุติการคุกคามประชาชน ดังนั้นพรรคฝ่ายซ้ายขอร่วมใน "ภราดรภาพกับกลุ่มพลังก้าวหน้าทั่วโลกที่ยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความยุติธรรม"

ด้วยเหตุนี้ เธอตัดสินใจร้องต่อสำนักบริการวิชาการ ให้จัดทำรายงานชิ้นนี้ออกมา เพราะสงสัยในข้อกฎหมาย ว่าประมุขต่างแดนสามารถบริหารราชการแผ่นดินขณะพำนักในเยอรมนีเป็นเวลานานได้หรือไม่

"กษัตริย์วชิราลงกรณ์ของไทยประทับอยู่ที่โรงแรมหรูในแคว้นบาวาเรียเป็นเวลาหลายเดือน คงเป็นเรื่องไร้เดียงสาที่จะเชื่อว่ากษัตริย์ของไทยไม่ทรงงานขณะพำนักอยู่ที่นี่ ทั้งที่มีข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่าพระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้แทนพระองค์ให้ปฏิบัติงานแทนขณะไม่ได้พำนักในประเทศไทย แม้แต่รัฐบาลเยอรมนีก็มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา" 1 ใน 69 ส.ส. ของพรรคฝ่ายซ้าย กล่าวกับบีบีซีไทย

สภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนีมีสมาชิกทั้งหมด 709 คน


น.ส. เซวีม ดาเดเลน ส.ส. จาก พรรคฝ่ายซ้าย

รัฐบาลไทยไม่เคยชี้แจง

นับตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. รัฐบาลและรัฐสภาของเยอรมนีหยิบยกเรื่องการประทับในเยอรมนีของพระมหากษัตริย์ไทยมาพูดในที่สาธารณะบ่อยครั้ง หลังสื่อมวลชนเยอรมันรายงานพระจริยวัตรของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในรัฐบาวาเรียมาตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. สำนักข่าวดีพีเอของเยอรมนีรายงานว่า รัฐบาลเยอรมนี ระบุว่า ไม่มีหลักฐานว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระทำการใดที่ผิดกฎหมาย ในเยอรมนี ประเทศที่พระองค์ทรงประทับอยู่เกือบตลอดปีนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศในกรุงเบอร์ลินเปิดเผยกับบีบีซีไทย เมื่อ 13 พ.ย. ว่า"กระทรวงการต่างประเทศรับรู้มาตลอดว่าพระมหากษัตริย์ของไทยเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เยือนเยอรมนีสม่ำเสมอ ในขณะนี้พระองค์มิได้ประทับอยู่ในเยอรมนี"

ทว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไม่เคยออกมาชี้แจงต่อประชาชนในเรื่องนี้ จนกระทั่งวันที่ 12 พ.ย. ปีนี้ ม.ร.ว. จิราคม กิติยากร สมาชิกราชสกุลกิติยากร โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก Chirakom Kitiyakara ออกมาอธิบายสาเหตุการเสด็จเยอรมนี

"ที่พวกฝรั่งออสเตรเลียร่วมมือกับพวกคอยล้มล้างสถาบันฯ พูดว่า ร.10 เอาแต่ไปอยู่เยอรมันนี ..


.......และใส่ร้ายพระองค์หลายเรื่องโดยไม่รู้เบื้องหลังความจริง มีพี่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า การที่ท่านไปอยู่เยอรมันบ่อยในช่วงก่อน เพราะพระองค์ท่านเข้ามาสังฆยานาพวกกร่าง และโกงกินในวัง และพวกที่ถูกลงโทษมีความเจ็บแค้น อาจคิดลอบปลงพระชนม์ จึงต้องป้องกันไว้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องอาหาร"


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรทัศนียภาพบริเวณสระบ่อดินขาว โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เฝ้าฯรับเสด็จ ณ สระบ่อดินขาว ตำบลพรหมนิมิต อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ 24 พ.ย. 2563

ประเด็นศึกษาในรายงาน

รายงานฉบับนี้ แบ่งประเด็นการศึกษาออกเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ
  • กษัตริย์ไทยในรัฐบาวาเรีย
  • ขอบเขตกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับพฤติการณ์ของผู้นำต่างชาติในเยอรมนี
  • ข้อพิจารณาทางกฎหมายเกี่ยวกับการพำนักในบาเยิร์
สาระสำคัญของรายงานคือ การเริ่มพิจารณาจาก มาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า "ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"

เมื่อไม่พบว่าทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คณะผู้ศึกษารายงานนี้จึงไปพิจารณาว่า พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชกรณียกิจใดบ้าง ขณะประทับในเยอรมนี และทรงกระทำการใดที่ผิดกฎหมายเยอรมนีหรือไม่

ผลการศึกษาในกรอบที่ตั้งไว้พบว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับความคุ้มครองทางการทูต ขณะทรงพำนักที่วิลลาหรูในรัฐบาวาเรีย รัฐบาลเยอรมนีแทบไม่มีอำนาจใดเลยที่จะดำเนินคดีกับพระองค์ หรือเฝ้าติดตามพระจริยวัตรของพระองค์ หากสงสัยว่าทรงกระทำความผิดในเยอรมนี


หน้าปกรายงาน 15 หน้า โดย สำนักบริการวิชาการ (WD) ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ

ไมเคิล ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวดีพีเอรายงานจากกรุงเบอร์ลินว่า เมื่อ 11 พ.ย. ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเจ้าของวิลลาแถบเทือกเขาบาวาเรียนแอลป์ส ขณะที่ในช่วงก่อนหน้าของปีนี้ ระหว่างล็อกดาวน์ซึ่งสืบเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 พระองค์ทรงประทับอยู่ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งใน การ์มิช-พาร์เทินเคียร์เชิน (เมืองชนบททางใต้ของรัฐบาวาเรีย ติดกับพรมแดนประเทศออสเตรีย ถือเป็นแหล่งเล่นสกีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง) แม้ว่าจะมีกฎห้ามพักค้างคืน

รายงานของสภาผู้แทนฯ ฉบับนี้ระบุด้วยว่า อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลมี "หลักฐานที่เชื่อถือได้" ว่า พระองค์ทรงกระทำผิดกฎหมายเยอรมนี รัฐบาลก็มีสิทธิ์ที่จะกราบทูลเชิญให้ออกนอกประเทศ หรือไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศอีก

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว เว็บไซต์วอลสตรีตเจอร์นัล รายงานคำชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศไทยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระประมุขของประเทศ "ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง" และทรงประกอบพระราชกรณียกิจในพิธีต่าง ๆ ของพระองค์ หากแต่ "ทรงไม่ยุ่งเกี่ยวในการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล


ชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ 25 พ.ย. 2563

พรรคฝ่ายซ้ายจะทำอะไรต่อ

น.ส. ดาเดเลน บอกว่า เธอจะผลักดันร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ในสภาผู้แทนฯ เพื่อกดดันรัฐบาลเยอรมนีไม่ให้การต้อนรับกษัตริย์วชิราลงกรณ์ อีกต่อไป และต้องผลักดันให้พักการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรป และประเทศไทย

"ขณะนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากษัตริย์ไทยจะเสด็จฯ กลับเยอรมนีเมื่อไร ถ้ามีหมายกำหนดการเสด็จฯ จริง พรรคฝ่ายซ้ายของเราจะเคลื่อนไหวกดดันไปที่รัฐบาลเยอรมนีเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประมุขของไทยได้รับความยินยอมให้ประทับในสำนักงานสาขาที่หรูหราของพระองค์ในเยอรมนี ในที่สุดแล้ว...พระองค์ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แน่นอนว่าเราจะทำงานร่วมกับพรรคกรีนส์และพรรคประชาธิปไตยอื่น ๆ ในการสร้างสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยร่วมกัน"

ก่อนหน้านี้ ฟริตยอฟ ชมิดต์ ส.ส. พรรคกรีนส์ กล่าวกับบีบีซีไทย เมื่อ ต.ค. ว่า จะเดินหน้ากดดันรัฐบาลเยอรมนี และสหภาพยุโรป (อียู) ให้ระงับการเปิดการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างอียูกับไทย เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลไทยปัจจุบันที่แปรสภาพมาจากคณะรัฐประหารยังดำเนินการที่ขัดขวางกระบวนการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย

ชุมนุม 19 กันยา : “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำนักศึกษาผู้ยืนกรานปฏิรูปสถาบันฯ
ร. 10 : ส.ส.พรรคกรีนส์เผยทำไมต้องถามเรื่องกษัตริย์ไทยในสภาเยอรมนี
ทูตบอก "คนไทยในออสเตรเลียจำนวนมากไม่พอใจ" ข่าวทีวีเกี่ยวกับในหลวง

ประมุขของรัฐทำอะไรได้บ้างขณะอยู่ในต่างประเทศ

ศ.มาร์ค เวลเลอร์ ประธานสถาบันการศึกษาด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า โดยปกติแล้วหากประมุขของรัฐอยู่ระหว่างเดินทางเยือนต่างประเทศ ก็จะยังสามารถปฏิบัติภารกิจที่เป็นทางการขณะอยู่ในต่างประเทศได้ อาทิ การเดินทางเยือนต่างประเทศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยังสามารถบัญชาการภารกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ทั้งของคณะรัฐมนตรี และอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน เพราะไม่มีข้อห้ามใด ๆ ไม่ให้ปฏิบัติดังกล่าวในระหว่างการเยือนต่างประเทศซึ่งมักจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

ศ.เวลเลอร์ กล่าวว่าในกรณีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยอาจมีความแตกต่างออกไป เนื่องจากพระองค์ประทับในเยอรมนีเป็นเวลาต่อเนื่องซึ่งไม่น่าจะเป็นการเยือนโดยปกติทั่วไปของประมุข แต่น่าจะเป็นการเยือนส่วนพระองค์

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากเคมบริดจ์ กล่าวอีกว่าในระหว่างเยือนต่างประเทศ ประมุขของรัฐได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากประเทศผู้ต้อนรับโดยไม่มีเงื่อนไข โดยประเทศผู้ต้อนรับไม่สามารถจับกุม ดำเนินคดี หรือบังคับใช้กฎหมายใด ๆ ของประเทศผู้ต้อนรับกับประมุขของรัฐที่ไปเยือนได้

เขากล่าวด้วยว่าประมุขของรัฐเป็นบุคลที่ไม่อาจแตะต้องได้ เว้นเสียแต่ว่าประมุขของรัฐเองจะไม่ใช้เอกสิทธิ์ดังกล่าว…ซึ่งในกรณีของพระมหากษัตริย์ไทยเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น

"สิ่งเดียวที่จะปฏิบัติต่อประมุขแห่งรัฐได้คือการประกาศให้เป็นบุคคลไม่พึงประสงค์…ชี้ว่าได้มีการใช้สิทธิคุ้มครองไปในทางไม่ถูกต้องและเชิญให้ออกนอกประเทศ หรือบังคับให้ออกนอกประเทศ แต่นั่นก็จะก่อให้เกิดความร้าวฉานทางการทูตระหว่างสองประเทศ"


พระอักษรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ประชาชนที่เฝ้าฯรับเสด็จ ณ สระบ่อดินขาว ตำบลพรหมนิมิต อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ 24 พ.ย. 2563

ลำดับท่าทีรัฐบาลเยอรมนีต่อการเสด็จประทับของกษัตริย์ไทย

7 ต.ค. -- นายไฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอบกระทู้ของ ส.ส. พรรคกรีนส์ในสภาผู้แทนฯ ว่า "เราอธิบายไว้ชัดเจนว่าการดำเนินการทางการเมืองที่เกี่ยวกับประเทศไทยไม่ควรมาจากดินแดนของเยอรมนี...หากมีแขกของประเทศเราเข้ามาดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับประเทศของพวกเขา เราจะดำเนินการคัดค้านอย่างแน่นอน"

"เราอธิบายไว้ชัดเจนว่าการดำเนินการทางการเมืองที่เกี่ยวกับประเทศไทยไม่ควรมาจากดินแดนของเยอรมนี เราได้รับรายงานว่าเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นหลายครั้งที่นี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกลางเยอรมนีไม่เห็นด้วย และนี่แตกต่างจากกรณีที่เรามีเกี่ยวกับนายนาวาลนี (นายอเล็กเซ นาวาลนี แกนนำฝ่ายค้านรัสเซีย) หากมีแขกของประเทศเราเข้ามาดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับประเทศของพวกเขา เราจะดำเนินการคัดค้านอย่างแน่นนอน"

"ผมคิดว่านี่เป็นตัวเลือกหนึ่งที่เราจะหารือกับสหภาพยุโรป แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยเรื่องนี้กับฝ่ายไทยอีกครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ เพราะไทยมีผลประโยชน์จากข้อตกลงการค้าที่เหมาะสม และผมเชื่อว่าเราอาจใช้ข้อเรียกร้องของเราเป็นเครื่องต่อรองได้ แต่ผมไม่ตัด (ตัวเลือกการหารือกับอียู) หากรัฐบาลทหารยังคงพฤติกรรมแบบเดิม เราต้องรอดูเรื่องนี้ต่อไป และเราอาจต้องใช้มาตรการนั้น"

9 ต.ค. ไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) อ้างคำแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ว่าได้แจ้งเอกอัครราชทูตไทยในข้อกังวลเรื่องการทรงงานในต่างแดนของในหลวง ร. 10 หลายครั้งแล้ว

FT อ้างถ้อยแถลงของ น.ส.มาเรีย อเดบาห์ร โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ที่ระบุเมื่อวันที่ 9 ต.ค. รัฐบาลเยอรมนีได้เน้นย้ำหลายครั้งกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเบอร์ลินว่า "การบริหารราชการแผ่นดินของชาติอื่นไม่ควรเกิดขึ้นบนแผ่นดินเยอรมนี" และ "เราได้แสดงจุดยืนเรื่องนี้ชัดเจนมาก"

ในหลวง ร. 10 ตรัสทักทาย “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ” ต่อชายที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ไว้เหนือหัว
ร.10 : "กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ" ปฏิกิริยา 2 ฝ่ายหลังพระราชดำรัสในหลวง
สื่อสหรัฐฯ และอังกฤษว่าอย่างไรเมื่อ “ราษฎร” ไทยไปสถานทูตเยอรมนี


นายไฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงในสภาฯ

26 ต.ค. วันที่ผู้ชุมนุมในไทยเดินขบวนไปยื่นจดหมายที่สถานทูตเยอรมนีในกรุงเทพฯ นายไฮโก มาส แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า "รัฐบาลเยอรมนีกำลังเฝ้าดูพระจริยาวัตรของกษัตริย์ไทยในแคว้นบาวาเรีย เยอรมนีอย่างต่อเนื่อง และ "จะเกิดผลสืบเนื่องทันที หากเราประเมินแล้วว่ามีการกระทำใด ๆ ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย" และบอกอีกว่า รัฐบาลเยอรมนีแถลงไปหลายครั้งแล้วว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่จะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติภารกิจทางการเมืองขณะพำนักอยู่บนดินแดนเยอรมนี

29 ต.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนีว่า ผู้แทนรัฐบาลเยอรมนีได้กล่าวบรรยายสรุปในประเด็นที่เกี่ยวกับกษัตริย์ไทยให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรฟังว่า รัฐบาลเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับอนุญาตให้ตัดสินพระทัยเป็นครั้งคราว ตราบใดที่พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างต่อเนื่องในแผ่นดินเยอรมนี

เมื่อถามถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ไทย ผู้แทนรัฐบาลเยอรมนีชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่า พระองค์ทรงถือวีซ่าที่อนุญาตให้ทรงประทับอยู่ในเยอรมนีได้นานหลายปีในฐานะบุคคลทั่วไป และทรงได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตในฐานะประมุขของรัฐ

"เป็นที่ชัดเจนว่าหลายคนมองว่าสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นเป็นปัญหา แต่ทางรัฐบาลระบุว่านี่ยังไม่ถือว่าเป็นการทรงปฏิบัติภารกิจด้านการเมืองอย่างต่อเนื่อง" แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติม

11 พ.ย. สำนักข่าวดีพีเอของเยอรมนี รายงานว่า นายมิเกล แบร์เกอร์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศตอบกระทู้ของ ส.ส. พรรคกรีนส์เป็นลายลักษณ์อักษรว่า "จากข้อมูลที่ได้มาจากรัฐบาลไทย การประทับของพระมหากษัตริย์ไทยในเยอรมนีเป็นเรื่องส่วนพระองค์" ทางกระทรวงคาดว่า พระมหากษัตริย์ของไทยไม่ได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยที่ "เป็นการแทรกแซงระบบกฎหมายของเยอรมนี กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ หลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองระหว่างประเทศ" ขณะทรงประทับอยู่บนแผ่นดินเยอรมนี

13 พ.ย. แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า "กระทรวงการต่างประเทศรับรู้มาตลอดว่าพระมหากษัตริย์ของไทยเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เยือนเยอรมนีสม่ำเสมอ ในขณะนี้พระองค์มิได้ประทับอยู่ในเยอรมนี"

"โดยทั่วไป รัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีคาดหวัง และสันนิษฐานว่าพระมหากษัตริย์ของไทย ในขณะที่ทรงประทับในเยอรมนี จะไม่ทรงตัดสินพระราชหฤทัยใดใดที่จะฝ่าฝืนกรอบของกฎหมายในเยอรมนี กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ หลักสิทธิมนุษยชนที่เห็นพ้องในระดับสากล"

18 พ.ย. สำนักบริการวิชาการ (WD) ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ได้นำเสนอรายงานสาธารณะ 15 หน้า ในหัวข้อ "ความเคลื่อนไหวของประมุขต่างชาติบนดินแดนเยอรมนี" ระบุว่ากษัตริย์ไทยได้รับเอกสิทธิ์ทางการทูตตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลไม่มีสิทธิ์สอดแนมขณะประทับในประเทศ แต่มีสิทธิ์เชิญออกนอกประเทศหากพบหลักฐานทำผิดกฎหมายเยอรมนี

ร.10 : เยอรมนีระบุจับตาการประทับของกษัตริย์ไทยอย่างต่อเนื่อง
ทำความรู้จัก รมว. ต่างประเทศ เยอรมนี ผู้ตอบสภาเรื่องกษัตริย์ไทย
ร.10 : นักศึกษาไทยในฝรั่งเศสเปิดใจทำไมจึงตั้งกระทู้ถึงผู้นำเยอรมนีเรื่องกษัตริย์ไทย

เรื่องน่าปวดหัวของรบ.เยอรมัน เป็นข่าวใน #เยอรมนี แทบทุกวัน ไม่รู้ว่าพระองค์จะกลับไปอยู่ได้ยังไง เพราะรบ.เยอรมันจับตามอง #ThailandProtests อย่างใกล้ชิด


Pipob Udomittipong
November 26 at 8:10 PM ·

เป็นข่าวคราวใน #เยอรมนี แทบทุกวัน ไม่รู้ว่าพระองค์จะกลับไปอยู่ได้ยังไงนะ Felix Heiduk ผู้เชี่ยวชาญความมั่นคงของ #เยอรมนี บอกว่า ถ้าพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับไปบาวาเรีย ช่วงต้นปีหน้าตามหมายกำหนดการ และยังมีการประท้วงต่อไปในไทย และทางการไทยใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง เขาเชื่อว่า รัฐบาลเยอรมันต้องพิจารณาประเด็นนี้อย่างเร่งด่วนเป็นแน่แท้ นักวิชาการจาก German Institute for International and Security Affairs บอกในรายงานของ DW Deutsche Welle สถานีโทรทัศน์แห่งชาติที่ออกข่าวเรื่องนี้ถี่มาก

ประเด็นที่ว่าคืออะไร คือข้อเสนอจากผลการศึกษากม.ของรัฐสภา #Bundestag ที่บอกว่า แม้รมต.ต่างประเทศขู่ว่า ถ้าพบว่าพระองค์กระทำการผิดกม.ในประเทศ จะมีมาตรการตอบโต้ แต่ในฐานะเป็นประมุขของรัฐ พระองค์ย่อมได้รับความคุ้มครองทางการทูต diplomatic immunity รัฐสภาระบุว่า สิ่งที่รบ.อาจทำได้ เมื่อพบว่าพระองค์ละเมิดกม.ในปท. คือ การประกาศให้เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ persona non grata ตามข่าวนี้ https://voicetv.co.th/read/MeA9JNzVG

การประทับระยะยาวใน #เยอรมนี ของในหลวง จึงกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวของรบ.เยอรมันด้วยประการฉะนี้ และการเคลื่อนไหวของ #คณะราษฎร ยังจำเป็นอย่างมาก เพราะลำพังการตั้งกระทู้ถามของสส.พรรคฝ่ายค้าน ไม่สามารถสร้างกระแสได้เพียงพอ การเคลื่อนไหวในไทยยังจำเป็นอย่างมาก และชัดเจนว่ารบ.เยอรมันจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
https://www.dw.com/.../thai-king-is-a.../av-55727040
https://youtu.be/cO2mQ-HqO4I



#ThailandProtests #ThailandKing #Germany
Thai king's long stays in Germany a headache for Berlin | DW News

Nov 25, 2020...


Andrew MacGregor Marshall
November 25 at 5:36 PM ·

Story in German newspaper @BILD on how Queen Suthida has to mop King Vajiralongkorn's brow and carry a portable electric fan to keep him cool

เฒ่าดอน เจอของจริง ถูกศอกกลับเข้าแสกหน้า ‘ทูตรัศม์’ ตอก ‘ดอน’ ไม่เข้าใจสิทธิพื้นฐานปชช. ถาม?อยู่ 6 ปี มีผลงานอะไรเชิดหน้าชูตา


รวมบทความและงานเขียนของ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
November 26 at 10:38 AM ·

‘ทูตรัศม์’ ตอก ‘ดอน’ ไม่เข้าใจสิทธิพื้นฐานปชช. ถาม?อยู่ 6 ปี มีผลงานอะไรเชิดหน้าชูตา

จากกรณี ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ออกระบุถึงอดีตเอกอัครราชทูต ที่ได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยชี้ว่าปัจจุบันไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้อยู่ในกระทรวงแล้ว ตามมารยาทและวินัย แม้จะไม่ใช่ข้าราชการปกติ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ เพราะสิ่งที่พูดไม่มีใครรับรองได้ว่าถูกหรือไม่ เชื่อว่าหากทูตคนดังกล่าวอยู่ในไทยนานกว่านี้ก็คงเห็นภาพใหญ่ของประเทศไทยได้ชัดขึ้น อาจจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป
(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง “ดอน” ชี้ฝ่ายมั่นคงจับตาอดีตทูต เป็นหน้าที่ เชื่ออยู่ไทยอีกระยะทัศนคติจะตรงกับความเป็นจริง)
ต่อมา นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ เจ้าของเพจ เพจ ทูตนอกแถว The Alternative Ambassador ได้โพสต์ข้อความ ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยระบุว่า
พอดีมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งพยายามจะมาสอนบอกให้ผมต้องทำตัวอย่างไร ก็ขอบคุณนะครับ แต่ผมมีข้อสงสัยดังนี้
ท่านอยู่มาหกปีมีผลงานอะไรที่พอเชิดหน้าชูตาในเวทีโลกกับเขาได้บ้างครับ?
เลือกตั้งที่นั่งให้ไทยในสหประชาชาติ ก็พ่ายเขาแบบหูรูดหมดท่า ทำเสียเกียรติประวัติ เกียรติภูมิประเทศ ผลาญงบประมาณประเทศไม่รู้เท่าไหร่ แต่ก็แน่ล่ะ ถามหาความรับผิดชอบอะไรกลับไม่มีสักอย่าง แบบนี้หรือครับที่จะมาสอนคนอื่น?
หนักที่สุดก็เรื่องให้ข่าวว่าอเมริกาเขามาบอกล่วงหน้าว่าเขาจะโจมตีใคร ทำให้ประเทศเรากลายเป็นตัวตลกไปทั่วโลก ถ้าเป็นญี่ปุ่น เรื่องแบบนี้เขาคงไม่มาแค่ขอโทษหรือลาออกหรอก น่าอับอายระดับนี้ ผมว่าเขาคงต้องคว้านท้องฆ่าตัวตายไปนานแล้วล่ะ ทุกวันนี้ผมก็สงสัยและอยากรู้ว่าท่านมองหน้ารัฐมนตรีอาเซียน และของประเทศอื่นๆในโลกได้อย่างไร? ถามจริงๆ ไม่ได้รู้สึกอายอะไรบ้างสักนิดเลยหรือครับ ?
ที่ไหนๆในโลกพอเกษียณหรือพ้นจากตำแหน่งแล้ว เขาก็เอาประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังเพื่อประโยชน์ของสังคม อันเป็นเรื่องปกติ ทำกันตั้งแต่ระดับอดีตประธานาธิบดี ไปจนถึงนักการทูต ทหาร สาขาอาชีพต่างๆ ไม่ทราบว่าเหตุใดเรื่องปกติแบบนี้ท่านถึงไม่ทราบครับ ?
สิ่งที่ผมเขียนในเพจก็เป็นแค่ความเห็นและประสบการณ์ทั่วไปในการทำงานของผม ตรงไหนหรือครับที่เป็นความลับของราชการ? ไม่ทราบท่านอ่านอย่างไรครับ?
ท่านคงไม่เข้าใจเรื่องสิทธิพื้นฐานของประชาชน ว่าเขามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะแสดงความคิดเห็นได้ในกรอบกฎหมาย และการบอกว่าให้หน่วยงานความมั่นคงไปเที่ยวติดตามคนที่เขาแสดงเห็นตามสิทธิได้ นี่ไม่ทราบว่าได้ทราบหรือไม่ว่ามันเข้าข่ายการละเมิดสิทธิพื้นฐานและเป็นการคุกคามประชาชนอย่างหนึ่ง ซึ่งมันผิดนะครับ ท่านทราบหรือไม่ว่าถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว คนระดับนี้พูดแบบนี้ อาจต้องพ้นจากตำแหน่งเลยนะครับ? ขณะที่โลกเขาจับตามองอยู่ ท่านทราบไหมว่ากำลังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายเข้าไปอีก?
ผมก็ขอให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง อยู่ไทยไปนาน ๆ จะได้เห็นภาพใหญ่ที่มีความชัดเจนขึ้นและจะมีทัศนคติที่ตรงกับความเป็นจริงว่าประชาส่วนใหญ่ ของประเทศเขาคิดกันอย่างไร
และสุดท้ายนี้ขอเรียนด้วยความจริงใจว่า ก่อนที่จะไปแนะให้ใครทำอะไรอาจเริ่มต้นจากตัวเองเสียก่อน เช่น ไม่ควรเอาข้อมูลอะไรที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดมาพูด จะดีกว่าไหมครับ?
ด้วยรักและห่วงใยนะครับ 

https://www.facebook.com/photo/?fbid=195313965509661&set=a.186745403033184
...

รู้ทันพวก IO


Somsak Jeamteerasakul
Yesterday at 9:50 AM ·

การดูว่า รัฐไทย ไม่ปกติ เป็นรัฐที่ต้องทำการสังคายนาคือ รัฐนี้ลงมาต่อสู้กับประชาชน
อย่างหนึ่งที่ต้องเลิกโดยเด็ดขาดคือ หน่วยงานด้านนี้
...


ท่านที่นิยมคลั่งไคล้เจ้า เคยรู้หรือไม่.. การที่ท่านยอมรับ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ท่านต้องยอมรับอะไรบ้าง



http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/088/T_0001.PDF
...
Thanapol Eawsakul
18h ·

6 เหตุผล เพื่อให้คนยอมรับ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ฝ่ายนิยมลัทธิคลั่งไคล้เจ้า (Hyper-royalism) ต้องยอมรับ อะไรบ้าง
....................
1. ยอมรับว่าต้องการกลับไปหาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และไปไกลกว่านั้นด้วย ทรัพย์สินทุกอย่างที่เคยเป็นของกษัตริย์กลับไปหากษัตริย์ แถมพ่วงมาด้วยว่าตกอยู่ในการครอบครองของในหลวงรัชกาลที่ 10 คนเดียวด้วย
2. ยอมรับว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของส่วนตัว ในหลวง ร. 10 ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นบอกว่าเป็นของประเทศชาติ
3. ยอมรับว่าการบริหารทรัพย์สินในรัชกาลที่ 9 ที่ทำในนามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เละเทะ มีคอรัปชั่นมากมาย จึงจำเป็นที่ในหลวง ร. 10 มาดูด้วยตัวเอง ด้วยการโอนทั้งหมดมาอยู่ในอำนาจ ร.10 ที่เชื่อต่อไปว่ามีความโปร่งใสในการบริหารมากกวา่ (ดุจากการปลด/ลงโทษคนของในหลวง ร.9)
4. ยอมรับว่าการกระทำของ ร.10 ไปทุบหม้อข้าวคนเสียประโยชน์ทำให้ก่อนหน้านั้น ร. 10 ต้องไปอยู่ที่เยอรมันเป็นหลัก เพราะจะเกิดการลอบสังหาร จากผู้เสียระโยชน์ได้
5. ยอมรับว่าการในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่เสียภาษี การแก้กฎหมายเพื่อให้ในหลวง ร. 10 ได้เสียภาษี
6. ยอมรับว่าเมื่อหุ้นเปลี่ยนมือจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาเป็นชื่อ ในหลวง ร. 10 แล้วเกิดการทับซ้อนของตำแหน่งแห่งที่กษัตริย์ กับผู้เล่่นทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีธนาคารไทยพาณิชย์อาจะเกิดการฟ้องร้องระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ๋ (ในหลวง ร.10) กับผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ หรือระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง แต่นั่นเป็นเรื่องอนาคต

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/3772796162787195

ประมวล #ม็อบ28พฤศจิกา การชุมนุมที่อิมพีเรียลฯ - แยกบางนา


iLaw
7h ·

ประมวล #ม็อบ28พฤศจิกา การชุมนุมที่อิมพีเรียลฯ - แยกบางนา
28 พฤศจิกายน 2563 เวลา 16.00 น. ที่อิมพีเรียล เวิร์ด สำโรง แนวร่วมสมุทรปราการและการชุมนุมนัดกิจกรรมชุมนุมใหญ่เคลื่อนขบวนยึดแยกบางนา โดยเป็นการรวมตัวจากประชาชนหลายภาคส่วนผู้ใช้แรงงาน, คนเสื้อแดงและนักเรียน นักศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันข้อเรียกร้อง 3 ข้อ
ตั้งแต่เวลา 15.40 น. มีประชาชนทยอยมารวมตัวกันด้านหน้าอิมพีเรียลฯ จุดนัดหมายการชุมนุมวันนี้ ที่เกาะกลางถนนมีตำรวจจราจรคอยอำนวยความสะดวก 2 นาย ประชาชนที่อยู่ละแวกใกล้เคียงให้ความสนใจ
ริมฟุตบาทมีการตั้งหน่วยปฐมพยาบาล FAV.53 และมีรถเครื่องขยายเสียงเปิดเพลง สลับปราศรัย นอกจากนี้ยังมีการแจกสายรัดข้อมือให้แก่เยาวชนในม็อบ ภายใต้แคมเปญ Child in mob
กิจกรรมภายในงานก่อนการเคลื่อนขบวนเช่น การร้องเพลงและการเขียนข้อความลงบนป้ายผ้าที่วางอยู่บริเวณทางเข้าห้าง มีประชาชนให้ความสนใจเขียนข้อความจำนวนมาก ตัวอย่างข้อความจากใจประชาชน
* แพ้ชนะกูไม่รู้ กูจะสู้ของกูต่อ
* ยกเลิก 112
* ยุติธรรมไม่มีสามัคคีไม่เกิด
* ถ้าประเทศพัฒนาจริง อำนาจเจริญคงมีรถไฟฟ้า
* คืนความเป็นธรรมให้เกษตรกร
ต่อมาเวลา 18.10 น. ผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าแยกบางนาและถึงจุดหมายในเวลา 19.00 น. จากนั้นจึงเริ่มทำกิจกรรมต่อ เช่น การปราศรัย การจัดแสดงเรือดำน้ำจากคณะราษฎรพระประแดง และการเขียนข้อความด้วยชอล์คและพ่นข้อความด้วยสเปรย์สีลงบนพื้นถนน
เนื้อหาการปราศรัยแบ่งเป็นประเด็นดังนี้
การศึกษา
ตัวแทนนักเรียนเทคนิคแห่งหนึ่งปราศรัยเรื่องการศึกษาว่า เราเจอปัญหาการลิดรอนสิทธินักเรียนนักศึกษา สองประเด็น หนึ่ง เรื่องการเข้าแถวที่นักเรียนทนตากแดดเพื่อไปฟังอาจารย์พูดอะไรไม่รู้ 15 นาที ทั้งที่เวลานั้นนักเรียนสามารถเอาไปเตรียมพร้อมเรื่องการเรียนได้ และสอง การกล้อนผมนักเรียนมองว่า ควรจะหยุดกระทำตั้งนานแล้วเพราะเป็นการละเมิดสิทธิ ครูบอกว่า การกล้อนผมเพื่อไม่ให้นักเรียนไม่ทำอีก แต่ความจริงไม่ใช่ คุณกำลังทำให้นักเรียนไม่ทำอีกหรือทำให้นักเรียนอาย
นักเรียนต้องเจอกับการศึกษาที่เน่าเฟะ ออกมาจากโรงเรียนต้องมาเจอกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี...สิ่งที่เราต้องเจอคือ ตื่นมาเรียนเจอกับปัญหารถติด ถ้าจะขึ้นบีทีเอสราคาก็แพง เราไม่สามารถต่อรองได้ เมื่อราคาแพงก็ต้องอาศัยรถเมล์ที่คาดการณ์ไม่ได้ว่า จะมาตอนไหน พอขึ้นไปเจอกับปัญหาคนามแออัดฝุ่นควันบนรถเมล์ เราขอรถเมล์คันดีๆคุณให้เราไม่ได้แต่สิ่งที่เราได้กลับเป็นรถถัง เรือดำน้ำและเฮลิคอปเตอร์
——————-
เพชร ธนกร เยาวชนที่ได้รับหมายเรียกคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมขึ้นปราศรัยว่า รู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งที่คุณตำรวจกลัวคนอายุ 17 ปี เขาได้รับหมายเรียกคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมในช่วงเดือนตุลาคม 2563 รวมแล้ว 3 คดี คดีที่หนักที่สุดคือ คดียุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ธนกรปราศรัยเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยบรรจุเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญอย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาไว้ เรียกร้องให้มีการปรับปรุงแบบเรียนให้มีเนื้อหารอบด้านมากขึ้น
////////////////////////////////////////////////////
สิทธิแรงงานและพนักงานบริการ
ตัวแทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์กล่าวว่า พวกเรากลุ่มพนักงานบริการที่ทำงานในบาร์เบียร์ อาบอบนวดถูกควบคุมโดยกฎหมายตั้งแต่ปี 2503 ถึงปัจจุบัน เปลี่ยนไปก็ไม่เคยได้ดี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีทำให้พวกเราตกอยู่ในฐานะอาชญากร วันนี้อยากชวนพี่น้องทุกคนถือบัตรประชาชนคนละหนึ่งใบ ช่วยกันยกเลิกพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พวกเราต้องการศักดิ์ศรีความเป็นคน ถ้าไม่มีกฎหมายนี้เราจะเป็นแรงงานในระบบ
“สิ่งที่พวกเราต้องการไม่ใช่อะไรเลย ต้องการความเป็นคนกลับคืนมา คืนศักดิ์ศรีความเป็นคนให้กับพวกเรา”
——————-
แชมป์ ฉัตรชัย ปราศรัยว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยเอะใจเรื่องในที่ทำงานเลย ตอนที่เพื่อนบอกว่า บริษัทเผด็จการ จึงเพิ่งเข้าใจว่า บริษัทเหมือนการปกครองประเทศ เมื่อบริษัทออกกฎเกณฑ์โดยคนไม่กี่คน มันเหมือนกับระบอบคสช.และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่คนไม่กี่คนออกแบบให้คนจำนวนมาก
เรื่องเงินเดือนและค่าแรงยิ่งเผด็จการเพราะถูกกำหนดโดยคนไม่กี่คน ทำให้เจ้าของและผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ เขาทำงานที่แรกได้เงินเดือน 20,000 บาทแต่บริษัทเอาไปขายได้ 100,000 บาท มันเกิดคำถามว่า คนๆหนึ่งมีสิทธิอะไรมาขโมยมูลค่าส่วนเกิน 90 เปอร์เซ็นต์เป็นของตนเอง ทั้งที่ถ้าไม่มีแรงงานเขาจะทำเช่นนั้นไม่ได้ เซเว่นขับเคลื่อนไปได้เพราะพนักงานเซเว่นเป็นหมื่นคน ไม่ใช่เจ้าสัว เครื่องจักรคอมพิวเตอร์ไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีพวกเรา พวกเราคือแรงงานที่หลากหลาย เราเป็นเพื่อนกัน เพื่อนที่ถูกขูดรีดร่วมกันและถูกกระทำซ้ำจากศักดินาปรสิต
ประชาธิปไตยต้องมีในทุกส่วนของสังคม ครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัยและบริษัท ตัวอย่างที่ดีคือ รัฐธรรมนูญเยอรมนีกำหนดให้บริษัทที่มีแรงงานมากกว่า 2,000 คน บอร์ดบริหาร 40 เปอร์เซ็นต์ต้องมาจากการเลือกตั้งของพนักงาน ทำให้การออกข้อบังคับต่างๆจะคำนึงถึงแรงงาน...ถ้าอยากสร้างประชาธิปไตย...ร่วมกันจัดตั้งสหกรณ์ที่ทุกคนเป็นแรงงานเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่มีใครเอากำไรทั้งหมดไป แบบที่เจ้าสัวทำ ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ตั้งสหภาพแรงงานให้ได้ยิ่งดี สร้างอำนาจในการต่อรอง รวมตัวกันให้เขารู้ว่า ใครสำคัญ
////////////////////////////////////////////////////
ความเท่าเทียมกันทางเพศ
ต้นอ้อ ดวงพร นักเรียนวัย 16 ปี ปราศรัยเรื่องความเท่าเทียมทางเพศว่า เธอขอเรียกร้องสมรสเท่าเทียมไม่ต้องการพ.ร.บ.คู่ชีวิต เราไม่มีความเป็นคนเท่าเทียมกันหรือ หากอนาคตเธอมีคู่เป็นผู้หญิงก็อยากร่วมชีวิตและได้สิทธิเหมือนชายหญิงทั่วไป ขอเรียกร้องไม่ให้เรียก LGBT ว่า เพศที่ 3 ไม่มีใครเป็นเพศที่ 1 ที่ 2 ไม่มีเพศใดมาก่อนกัน ทุกคนเป็นคนเท่าเทียมกัน
เธอกล่าวต่อว่า ทราบดีว่าสื่อเป็นซอฟท์ พาวเวอร์ มีบทบาทในการนำเสนอละครของผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านสื่อ ขอเรียกร้องให้ซีรี่ย์วายกระจายสื่อสารความเข้าใจที่ถูกต้องไม่ส่งต่อความคิดเหมารวม (stereotype) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงว่า LGBT ต้องพิสูจน์ตัวเองเสมอ เหตุใดต้องพิสูจน์ว่า ตัวเองเป็นคนดีเพียงเพราะเป็น LGBT
ต้นอ้อยังเรียกร้องให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ และเรียกร้องให้ผ้าอนามัยเป็นสวัสดิการของผู้หญิงในประเทศนี้ ประเทศอื่นผ้าอนามัยกลายเป็นสวัสดิการแล้วประเทศไทยเก็บภาษีผ้าอนามัยในราคาที่สูงเพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ผู้หญิงอย่างเราเลือกไม่ได้
อีกประเด็นคือ เรื่องการที่ผู้หญิงต้องใส่เสื้อซับใน ผลักภาระให้ผู้หญิงป้องกันตัวเอง ในสังคมที่เลวทรามเรื่องพวกนี้มันเกิดจากการไม่เท่าเทียมกันในสังคม ผลผลิตของระบอบชายเป็นใหญ่ เราจะอยู่ในสังคมแบบนี้จริงๆหรือ?
———
Thikamporn Tamtiang

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/10164705374360551


วิเคราะห์แผนทำลายม็อบมวลชน โดย จักรภพ เพ็ญแข


จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair
9h ·

วิเคราะห์แผนทำลายม็อบมวลชน
โดย จักรภพ เพ็ญแข

การโหมโจมตีขบวนการประชาชนหนักขึ้นในช่วงนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเงินงบประมาณหลั่งไหลเข้าสู่หน่วยข้อมูลปฏิบัติการ (IO: Information Operations) มากขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเงื่อนไขที่สำคัญอีกอย่างน้อย 5 อย่างคือ:
1. การประท้วงของฝ่ายประชาชนเริ่มได้ผลจริง ความเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างอำนาจกำลังเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนคนข้างในรู้สึกได้ และเริ่มน่ากลัวสำหรับผู้ร่วมผลประโยชน์ ทั้งในระดับหัวหน้าและขี้ข้าบริวาร
2. เวลา 3-6 เดือน คือข้อมูลเดิมของฝ่ายข่าวกรองที่เชื่อกันมาหลายยุคว่า เป็นระยะเวลาที่ทำให้มวลชนสายกลาง (moderate) เริ่มเบื่อกิจกรรมการเมืองและหันไปสนใจอย่างอื่น เขาจึงต้องเร่งกระหน่ำหนักขึ้นในตอนนี้โดยหวังปิดจ๊อบ แนวโฆษณาชวนเชื่อจะออกมาในแนวที่ชวนให้เบื่อม็อบและออกอุบายเพื่อยั่วความสนใจของมวลชนไปทางอื่น อีกวิธีหนึ่งคือ ทำให้คนที่ไม่มั่นคงทางใจพอ เริ่มรู้สึกหมั่นไส้ไปจนถึงขั้นชิงชังแกนนำในการชุมนุม ประกอบกับเป็นเวลานานพอที่แกนนำบางคนจะเผลอแสดงตัวแบบคนดังหรือผู้มีอำนาจ ก็จะยิ่งเข้าทาง
3. ระบอบอำนาจเก่าไม่ได้มีความยืดหยุ่นในระบบของเขาเท่ากับผู้ประท้วงในการเดินเกมต่าง ๆ ในกิจกรรมประจำวัน ในยุทธศาสตร์การสื่อสาร และในด้านอื่น ๆ เพราะถูกตรึงด้วยโครงสร้างการใช้อำนาจและสมดุลอำนาจระหว่างก๊กต่าง ๆ ทำให้เขาเสียเปรียบในแง่การขับเคลื่อนมวลชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคิดลำหักลำโค่นในจังหวะนี้ ก่อนที่ฝ่ายประชาชนจะได้เปรียบมากเกินไป
4. ประชาชนในส่วนที่ไม่มีอุดมการณ์ลึกซึ้งนัก จะเข้าร่วมกับผู้ที่เขาคิดว่าจะชนะ การประท้วงที่เนิ่นนานอาจทำให้เกิดความรวนเรทางใจแบบนี้ได้ เขาจึงเร่งเกมช่วงชิงประชาชนกลุ่มนี้กลับ
5. การเมืองมือเก่าที่ส่งนายหน้าเจ้าเล่ห์มาคอยแทรกขบวนการประชาชน เพื่อเตรียมบิดและหักเหให้เข้าทางของตัวเองในอนาคตอันใกล้ เริ่มจะควบคุมอะไร ๆ ได้มากขึ้น (grip tightening) ฝ่ายผู้มีอำนาจปัจจุบันกลัวฝ่ายนี้มากกว่า และอยากให้หมดที่ซ่อนตัวเสียโดยเร็ว
ทางแก้:
1. ขบวนต้องดำรงหลักการใหญ่เสมอ อย่า "เล่น" มากเกิน การเล่นสนุกจะถูกใจกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 แต่อาจทำให้คนที่สูงวัยกว่านั้นรู้สึกอึดอัดใจและคิดหมางเมิน เพราะเห็นว่าเป็นการอวดอำนาจแบบหนึ่ง
2. จงสื่อสารกับนาย อย่าสนใจโต้เถียงกับลูกน้องมากนัก
3. การชุมนุมควรจะลดความถี่ และเพิ่มความลึก
4. มืออาชีพอาวุโสควรเข้าช่วยเหลือแกนนำมือใหม่ในจังหวะนี้ เพราะเป็นช่วงที่จิตใจแกนนำกำลังระส่ำระสาย เข้ามาแล้วก็โปรดอย่าใจน้อย รอให้น้อง ๆ มาเอาใจหรือให้ความสำคัญกับตัว ระลึกไว้เสมอว่าคนรุ่นใหม่มีจิตใจบริการน้อยลงเรื่อย ๆ ตามยุค การแสดงออกของยุคเขาอาจจะไม่เหมือนกับยุคเราเสมอไป
5. ให้ระวังเป็นพิเศษสำหรับแกนนำที่มีความกดดันทางเพศ (sexually suppressed) เพราะจะมีคนมาแสดงความสนใจในตัวเองมากกว่าในอดีต ของจริงก็มี ผู้ร้ายซ่อนตัวมาก็เยอะ หลวมตัวไปแล้วจะกลับทางยาก อาจเสียชื่อถาวร ขอให้คิดไว้เสมอว่ามีคนคิดจะมาทำลายตัวเราด้วยวิธีนี้ ซึ่งยังได้ผลมากในสังคมดัดจริตและกดขี่ทางเพศของไทย
6. ระวังเตะหมูเข้าปากหมา เล่นงานตรงไปที่คน ๆ เดียว อาจจะช่วยคู่แข่งของเขาให้ได้โอกาสมากขึ้น ขอให้คิดถึงการปฏิรูป "ระบบ" ให้มากกว่าตัวบุคคลเสมอ
7. ถ้ายังไม่มีตัวเลือกใหม่มาแทนคนเก่า มวลชนส่วนใหญ่จะยึดมั่นถือมั่นอยู่กับผู้มีอำนาจกลุ่มเดิม ไม่กล้าเปลี่ยน เพราะกลัวขาดที่พึ่ง เรื่องนี้ยังเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่พึงระมัดระวัง
สามสีบนธงชาติไทยถูกรวมมาเป็นสีเดียวมาหลายสิบปี ถ้าช่วยกันขยายกลับมาเป็น 3 สีได้ เราจะมีสายโซ่อุปทานทางการเมืองที่ยืดยาวและเป็นประโยชน์ในวงกว้างขึ้น ขบวนการประชาชนน่าจะถือเรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญของตน.
จักรภพ เพ็ญแข
28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อาจารย์ที่มาดีเบตคู่กับน้องรุ้ง แจ้งว่าการที่ร.10 เปลี่ยนชื่อทรัพย์สินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นชื่อของพระองค์ เพราะ ร.10 ต้องการเสียภาษี อยากเท่าเทียมประชาชน 55555555555555



Somsak Jeamteerasakul
13h ·

ไม่เกี่ยวกับวชิราลงกรณ์อยากเสียภาษีเลยครับ
เงินภาษีจากเงินปันผลนิดเดียวเมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดที่ได้
..
Saiseema Phutikarn

ถ้า "ต้องการจ่ายภาษี" ก็น่าจะพระราชทานคำแนะนำในทางลับให้รัฐบาลว่าให้ยกเลิกกฎกระทรวงเหล่านี้น่ะครับ (ซึ่งเป็นพระราชอำนาจที่สามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ)


เผด็จการกำลังพยายามบ่อนทำลายขบวนการต่อสู้ของประชาชน เรียนรู้ 5 มุขเก่าที่มันเคยใช้ได้ผลในสมัย 6 ต.ค. 19


สุขุม สมหวัง ยังวัน
6h ·

เผด็จการพยายามบ่อนทำลายขบวนการต่อสู้ของประชาชน โดยงัดมุขเก่าที่มันเคยใช้ได้ผลสมัย 6 ต.ค. 19 เท่าที่เห็นตอนนี้ 5 มุข คือ
1. สร้างกลุ่มมวลชนจัดตั้งเพื่อเข้าปะทะกับม็อบ เหมือนกลุ่มนวพล อภิรักษ์จักรี ลูกเสือชาวบ้านฯลฯ มางวดนี้สร้างไทยภักดี เครือข่ายปกป้องสถาบัน มีเสื้อเหลืองกับรูปเจ้า เป็นยูนิฟอร์ม (ตอนนี้เห็นว่าจะเปลี่ยนเป็นเสื้อน้ำเงินอีกแล้ว)
2. พยายามจุดและขยายประเด็นเรื่องเงินบริจาค เหมือนกับที่เคยป้ายสีศูนย์นิสิตฯในอดีต เช่นการขึ้นแฮทช์แท็ค #ตรวจสอบเงินบริจาค
3. สร้างความแตกแยกระหว่างนิสิตนักศึกษา กับอาชีวะ สมัยนั้นมันทำสำเร็จระดับหนึ่ง เกิดกลุ่มกระทิงแดง มาวันนี้ มันยังทำไม่สำเร็จ ยังไม่ปรากฏกลุ่มอย่างชัดเจน แต่มันไม่ละความพยายามแน่
4. ใช้สื่อมวลชนในมือ ปั้นข่าวเรื่องนิสิตนักศึกษา มีประเทศคอมมิวนิสต์หนุนหลัง มาวันนี้ ก็พยายามปั้นข่าวทำนองเดียวกัน เช่นอ้างว่าเยาวชนได้รับการหนุนหลังจากอเมริกา จากยิว
5. ลอบสังหารผู้นำนักศึกษา กรรมกร ชาวนา เช่น อมเรศ,พ่อหลวงอินถาฯลฯ แต่ในช่วงนี้ มันยังทำกับแกนนำเยาวชนไม่สำเร็จ แต่มันไม่ละความพยายามแน่
จะเห็นได้ว่า ทั้ง 5 มุขโบราณย้อนยุค จะเรียงลำดับจากเบาไปถึงแรงสุด คือลอบสังหาร แบ่งกระทำแบบเป็นขั้นเป็นตอน
โดยยุคนี้ มีมุขจับๆปล่อยๆ ใช้กฎหมาย ตำรวจ อัยการ และศาล เป็นเครื่องมือ เดิมมีพรบ.คอมมิวนิสต์ เป็นเครื่องมือสำคัญ มาตอนนี้เล่นเลอะไปหมด ทั้ง ม.116 พรบ.คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงกฎหมายยิบย่อยประเภท กฎหมายจราจร, ความสะอาด,เครื่องขยายเสียงฯลฯ และที่เป็นไฮไล้ท์คือ ม.112 ที่มีอัตราโทษสูง
มุขเรื่องกฎหมายนี้ มันทำควบคู่ไปกับมุขอื่นๆ สร้างความหงุดหงิดรำคาญให้ขบวนการต่อสู้ เป็นสงครามประสาท มากกว่าจะหวังผลจริงจัง
ในขณะที่ประชาชนยกระดับการต่อสู้ขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูมันก็ยกระดับการปราบปรามขึ้นเรื่อยเหมือนกัน
ผมห่วงที่สุดคือมุขที่ 5 การลอบสังหารแกนนำ คิดว่าอีกไม่นานมันคงต้องงัดมุขนี้ออกมาใช้อีกแน่ ช้าหรือเร็วเท่านั้น
จึงอยากฝากเตือนถึงน้องๆแกนนำเยาวชนทุกคนว่า อย่าประมาทเด็ดขาด หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ จะไปไหน จะทำอะไร ให้รอบคอบรัดกุมขึ้นอีกหลายๆเท่าครับ. 

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10217639753454365&set=a.1904046089588

เรื่องความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อรัฐสวัสดิการ เมื่อเสียงของประชาชนดังพอ คลิปเสวนา

#VoiceTV
เสวนา เรื่องความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อรัฐสวัสดิการ

Streamed live 16 hours ago

VOICE TV

เสวนา “มหกรรมรัฐธรรมนูญใหม่สู่รัฐสวัสดิการ : ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ รัฐสวัสดิการ” ในหัวข้อ ความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อรัฐสวัสดิการ 
...



Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
9h ·

[ ‘พิธา’ สะท้อน โควิด19 ปรากฏการณ์ที่ยืนยันว่ารัฐสวัสดิการคือ เรื่องสำคัญของสังคมไทย ]
.
ผมได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในช่วงที่สวัสดิการสังคมโดนท้าทายมากที่สุด นั่นคือ วิกฤติไวรัสโควิด19 งานเเรกที่ปฏิบัติในฐานะหัวหน้าพรรคคือ การไปงานศพของคนอายุ 19 ปี ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองจากการไม่มีเงินซื้อนมลูกกิน
.
ผมเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงที่ประชาชนตัดพ้ออยากตาย ที่เป็นผลพวงจากความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน เยียวยาอย่างล่าช้าและไม่ทั่วถึง ส่งผลต่อการสร้างความเหลื่อมล้ำ ผมได้เห็นพวกเขาในทุกวันเวลาที่ลงพื้นที่ ผมจึงยิ่งรู้สึกถึงความสำคัญของรัฐสวัสดิการซึ่งก็คือ มโนทัศน์ในการปกครอง คือการบริหารทรัพยากรให้กับประชาชนอย่างเต็มที่เเละทั่วถึง
.
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผมได้รับเกียรติร่วมเสวนาในงานมหกรรม ‘รัฐธรรมนูญใหม่สู่รัฐสวัสดิการ’ ในหัวข้อ ความเป็นไปได้ของการจัดสรรงบประมาณในประเทศเพื่อจัดทำรัฐสวัสดิการ โดยได้กล่าวถึงประเด็นการสร้างบำนาญแห่งชาติว่า มีความเป็นไปได้ในการจัดสรรให้เกิดขึ้นและจะไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยการคลังของชาติ
.
ในฐานะที่เป็นผู้เเทนราษฎร ความรับผิดชอบต่อปัญหาปากท้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งพวกเราได้รับปากกับพี่น้องประชาชนไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง สิ่งที่เสนอเข้ามาเป็นร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ คือ การเพิ่มเบี้ยบำนาญ 3,000 บาท ให้ผู้สูงอายุ นี่ไม่ใช่ประชานิยม ไม่ใช่เอื้ออาทร แต่เป็นสวัสดิการที่รัฐควรจัดให้ประชาชาชน ดังนั้น ประเทศไทยต้องมีงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 500,000 ล้านบาท โดยคิดจากการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งภายใน 20 ปี 1 ใน 4 ของประชากรไทยจะเป็นผู้สูงอายุ สำหรับความเป็นไปได้ทางการคลังที่กล่าวถึงนั้น จากงานศึกษาของ นิมิตร เทียนอุดม เครือข่ายรัฐสวัสดิการ ซึ่งอยู่ในผลการศึกษาของอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ ได้ระบุที่มาของเบี้ยบำนาญแห่งชาติว่าสามารถมีที่มาจาก 8 แห่ง อาทิ ภาษี E- service การขายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เป็นต้น
.
การจัดสรรงบประมาณเพื่อรัฐสวัสดิการสำหรับวัยเกษียณมีความเป็นไปได้ทางการคลัง เพราะแม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มเฉลี่ยละ 5 แสนล้านบาท ไปอีก 20 ปี แต่ถ้ารัฐบาลสามารถหาแหล่งเงินที่ชัดเจนได้ก็ทำได้ หรือหากจะต้องกู้ยืมบ้างก็ไม่อยู่ในระดับที่ทำให้วินัยการคลังเสีย
.
นอกจากการศึกษาของอนุกรรมาธิการแล้ว แหล่งรายได้ในอีกเเนวทางหนึ่งคือ นโยบายของอดีตพรรคอนาคตใหม่ นั่นคือ การจำกัดงบกระทรวงกลาโหมจาก 1.4 % ต่อ GDP ให้เหลือ 1 % ต่อ GDP เเละเพิ่มอัตราภาษีที่ดิน ตรงนี้จะทำให้นำงบประมาณดังกล่าวมาให้ผู้สูงอายุ เพื่อให้มีการดูเเลเเละยกระดับคุณภาพชีวิตช่วงสุดท้ายที่ดีที่สุดได้ เป็นการปฏิรูปขยายสัดส่วนฐานภาษีเงินได้ต่อรายได้รัฐ เพื่อที่ทำให้บำนาญเเห่งชาติเป็นจริง ซึ่งถ้าประชาชนกับพรรคการเมืองร่วมมือกัน เราจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ เเละความเข้าใจเศรษฐกิจใหม่ เรื่องนี้เราสามารถทำได้จริงๆ แม้ว่าภายใน 20 ปี หนี้สาธารณะต่อ GDP ประมาณการว่าจะอยู่ที่ 57% แต่ประเทศชาติจะเกิดเงินหมุนเวียน ไม่ได้ทำให้วินัยทางการคลังของชาติเสีย รัฐสวัสดิการที่ดีจะทำให้หนี้ครัวเรือนลดลง โครงสร้างภายในครอบครัวแข็งแรงขึ้น เเละเกิดการพัฒนาในอนาคต
.
สำหรับตอนนี้ สถานการณ์ล่าสุดคือ ร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติของภาคประชาชน ถูกกฤษฎีกาตีความว่าซ้ำซ้อน จึงหวังว่าร่างดังกล่าวจะไม่ได้ถูกปัดตกไปเหมือนร่าง พ.ร.บ.เพื่อยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เเละ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเเรงงานของพรรคก้าวไกล ซึ่งหากถ้าเชื่อว่า การเมืองเป็นเรื่องของความเป็นได้ก็ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เสียงของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ไม่ว่าการเเก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการยื่นเเก้ไขร่างพระราชบัญญัติต่างๆ เชื่อว่าความเป็นไปได้จะเกิดขึ้นเมื่อเสียงของประชาชนดังพอ จึงอย่าเพิ่งยอมเเพ้

อ.พวงทอง อธิบายให้เข้าใจว่าทำไมทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง



Puangthong Pawakapan
13h ·

ขอพูดประเด็นเดียว - ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง
ฝ่ายรอยัลลิสต์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าทรัพย์สินข้างต้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของกษัตริย์ จะใช้อย่างไรก็ได้ คณะราษฎรไปปล้นเอามาจากกษัตริย์ (ทั้ง ๆ ที่ก่อนปี 2560 เมื่อมีการเรียกร้องให้เปิดเผยรายรับรายจ่าย พวกนี้เถียงว่าในเมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ดูแลการบริหาร ต้องถือว่าสนง.ทรัพย์สินเป็นของรัฐ)
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ
1. ก่อน 2475 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีชื่อเรียกว่าพระคลังข้างที่ รายได้ของพระคลังข้างที่มาจากอะไรบ้าง มาจากการเก็บภาษีในรูปแบบต่าง ๆ การเกณฑ์แรงงานไพร่มาทำงานให้กษัตริย์ (3-6 เดือน/ปี แล้วแต่รัชสมัย) การผูกขาดการค้าต่างประเทศ การเป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ในกรุงเทพ การลงทุนสารพัดที่มาจากเงินภาษีของประชาชน ฯลฯ
2. รายได้จากข้อ 1 เกิดขึ้นได้เพราะก่อน 2475 กษัตริย์มีสถานะเป็น “รัฐ” หรือ “องค์อธิปัตย์” จึงมีอำนาจในการกระทำการต่างๆ ตามกฎหมายที่กษัตริย์บัญญัติขึ้น ทรัพย์สินที่เพิ่มพูนขึ้นจึงไม่ได้มาจากความสามารถส่วนบุคคลล้วน ๆ ขณะที่ราษฎรปกติไม่มีอำนาจพิเศษนี้ ทรัพย์สินที่ราษฎรได้มาจึงต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่างแท้จริง จะเอาหลักการนี้มาใช้กับทรัพย์สินของกษัตริย์ไม่ได้
3. แม้ว่ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงปฏิรูประบบการคลังใหม่ โดยแยกพระคลังข้างที่ ออกจากรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน มีการจัดตั้งกระทรวงการคลังขึ้นในปี 2433 แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าทรัพย์สินของพระคลังข้างที่ก่อนหน้านี้ ได้มาจากสถานะการเป็นองค์อธิปัตย์ของกษัตริย์ และสถานะของกษัตริย์ก็ยังส่งผลให้รายได้ของพระคลังข้างที่หลังปี 2433 งอกงามขึ้นอีกด้วย ดังที่เว็บไซต์ของ สนง.ทรัพย์สินกล่าวว่า “เมื่อรายได้ของแผ่นดินมากขึ้นอันเนื่องมาจากการปฏิรูปทางการเงินในปี พ.ศ. 2433 ซึ่งมีการจัดตั้งกระทรวงการคลังขึ้นมาเป็นครั้งแรก ส่งผลให้จำนวนเงินที่ได้รับการจัดสรรของกรมพระคลังข้างที่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน”
4. เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กษัตริย์ไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐหรือองค์อธิปัตย์อีกต่อไป ทรัพย์สินทั้งหลายที่ได้มาด้วยกลไกอำนาจ “รัฐ” จึงต้องถูกโอนย้ายมาอยู่ใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน
5. กระนั้น หลังการรัฐประหาร 2490 กลุ่มรอยัลลิสต์ได้ผลักดันให้มีการออกกฎหมายใหม่ ให้ สนง.ทรัพย์สินฯ กลายเป็นนิติบุคคล เป็นอิสระจากรัฐบาล แม้จะมีรัฐมนตรีคลังเป็นประธาน แต่กรรมการอีก 4 คนได้รับการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ การตรวจสอบรายรับรายจ่ายไม่เคยเกิดขึ้นจริง การที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่าประชาชนสามารถดูรายงานรายรับรายจ่ายจากเว็บไซต์ของ สนง.ทรัพย์สินฯได้ เป็นการโกหกหน้าตาย
ที่ผ่านมา เวลาสื่อต่างชาติประเมินความร่ำรวยของกษัตริย์ไทย ก็ประเมินจากหุ้นในบริษัทต่าง ๆ บวกกับราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ แต่ยังไม่เคยมีสื่อไหนสามารถล้วงเอารายรับรายจ่ายของ สนง.ทรัพย์สินฯ มาเปิดเผยได้เลย
การเปิดเผยรายรับรายจ่ายเป็นสิ่งสำคัญทั้งในแง่การตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย และยังสำคัญต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ด้วย ประชาชนจะได้เลิกตั้งข้อกังขาเสียทีว่าเงินที่ใช้จ่ายในกรณีต่าง ๆ เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ ค่าเช่าโรงแรมของสมาชิกราชวงศ์และข้าราชบริพาร ค่าเครื่องบิน ค่าน้ำมัน ค่าที่จอด ฯลฯ เบิกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ หรือจากสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือจากรัฐบาลกันแน่ มีแต่การเปิดเผยโปร่งใสเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องพระเกียรติยศของกษัตริย์ได้ หากไม่มีความโปร่งใสเรื่องรายรับรายจ่าย เรื่องอื่นแทบไม่มีความหมาย เพราะตรวจสอบไม่ได้จริง
6. นอกจากนี้ นับแต่รัฐประหาร 2490 จนถึงปัจจุบัน ทรัพย์สินของ สนง. ทรัพย์สินฯ เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะสถาบันกษัตริย์มีสถานะ “พิเศษ” ในสังคมไทย ที่ชัดเจนคือ ไม่ต้องเสียภาษี ได้รับเงินบริจาคจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ตัวอย่างที่ดีของสถานพิเศษของกษัตริย์ก็คือ กรณีวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ศ.พอพันธ์ อุยยานนท์ ได้ชี้ให้เห็นว่าธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มี สนง.ทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ประสบวิกฤติอย่างหนักเช่นกัน ส่งผลให้ต้องเพิ่มทุนเพื่อกอบกู้วิกฤติของธนาคาร แต่มีทุนไม่พอ แต่ก็ไม่ต้องการสูญเสียสถานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดด้วย ทำให้กระทรวงการคลังต้องเข้ามาช่วยเหลือ ด้วยการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่พอถึงปี 2547 สนง.ทรัพย์สินฯ ได้นำที่ดินในย่านทุ่งพญาไท ซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยงานราชการจำนวน 484.5 ไร่ ไปแลกกับหุ้นของไทยพาณิชย์ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ จนทำให้ สนง. ทรัพย์สินกลับมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้อีก อ.พอพันธ์ระบุว่ากฎหมายไม่อนุญาตให้กระทรวงการคลังกระทำดังกล่าวได้เลย การแลกเปลี่ยนที่ดินต้องแลกกับที่ดินเท่านั้น และในราคาที่เท่าเทียมกันด้วย หากไม่ใช่เพราะสถานะพิเศษของสถาบันกษัตริย์แล้ว กรณีดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย
จริงๆ ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสำนักงานทรัพย์สินฯ ต้องเรียกร้องให้กลับไปสู่สถานะก่อนรัฐประหาร 2490 ไม่ใช่ก่อนจะมีการออก พรบ. 2561 ด้วยซ้ำ

https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/3775797299137668

วันเสาร์, พฤศจิกายน 28, 2563

คนละเรื่องเดียวกัน "พระราชวงศ์จักรีที่ร่ำรวยมาอยู่แล้ว" กับ "งบประมาณมหาศาลมอบแก่ราชวังทุกปีประชากรคุ้มไหม"


วันก่อนเห็นโพสต์ โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน เรื่อง #ความจริง เกี่ยวกับ #ภาษีวานนี้รายการฮิต #ถามตรงๆกับจอมขวัญ เอาด็อกเต้อนิด้าคนหนึ่งมาจับคู่โต้วาทีกับ รุ้งปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล มีหลายเม้นต์ว่าเด็กอ่อนหัด ด็อกเต้อกินขาด

“น่าจะเอาผู้ที่มีความรู้กฏหมายที่ซับซ้อนที่ดีกว่ารุ้งมาโต้” Suharit@Suharit คนหนึ่งละที่บอกว่า “คราวนี้ห่างกันมาก...อาจารย์อานนท์สามารถ convince ได้มากกว่าหลายขุม” ไม่บังเอิญที่อาจารย์คนนี้ คือ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ที่จิตอาสาพระราชทานใช้อ้าง

เก็บจากเพจ วาสนา นาน่วมสรุปจั่วหัวเรื่องว่า “ในหลวง-พระราชินี ทรงไม่รับเงินปีที่รัฐบาลถวายพระองค์ละ ๖๐ ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์และสถาปนา และทรงจ่ายเงินเดือนข้าราชบริพารสำนักพระราชวังเองด้วย เงินท้ายที่นั่ง”

รองศาสตราจารย์ด็อกเต้อเค้าสาธยายเยอะยาวเหยียดด้วยว่า “ จากการขยันค้าขายและซื้อที่ดิน ทำนา ทำโรงสีข้าว ทอผ้าไหม ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” รวมทั้งความ ซับซ้อนซึ่ง สุหฤท สยามวาลา พาดพิง

“ห้ามเบิกค่าล่วงเวลา, องคมนตรีไม่มีรถประจำตำแหน่งแต่ใช้รถรวม, ระเบียบยิบเรื่องการเบิกจ่ายของ สนว., ความแตกต่างของพระคลังข้างที่และพระคลังมหาสมบัติ เงินถุงแดง” อะไรต่อมิอะไรจิปาถะ ๑๒ ข้อที่ว่าเป็น “ความจริงของภาษี...ที่ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง”

นี่ก็ไม่ใช่ผู้รอบรู้เรื่องราชกฤษฎีกาและพระคลังทั้งหลายเหล่านั้น แต่อ่านงานของด็อกเต้อนิด้าแล้วก็ยังไม่เก็ตว่าแกได้ตอบข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอก ราษฎร ๖๓ และคำถามจากผู้ใช้สามัญสำนึกธรรมดาๆ ว่างบประมาณมหาศาลมอบแก่ราชวังทุกปีประชากรคุ้มไหม

ในสภาวะที่ราชกิจจานุเบกษาเพิ่งแถลง “ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ มีจำนวน ๗,๘๔๘,๑๕๕.๘๘ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๙.๓๔ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” แม้นว่าตัวบทกฎหมายยอมให้มีหนี้ได้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์

โดยเฉพาะส่วนที่รัฐบาลนี้ถลุงอยู่ที่ ๖,๗๓๔,๘๘๑.๗๖ ล้านบาท เกือบ ๗ ล้านๆ บาทนี่ คนมีรายได้ไม่ถึงเดือนละ ๔๗,๖๑๙ บาทเท่าข้าราชบริพารในพระองค์ ๑๔,๐๐๐ คน (ทราบจากรายการจอมขวัญ) ถึงจะไม่กล้าโหวกเหวกอะไร ก็คงน้ำตาตกใน


ส่วนที่มีเม้นต์ “บอกว่าพ่อแม่พี่น้องทำมาเป็นสิบปียังได้ไม่ถึง เอิมมมมมม ตำแหน่งพ่องแม่งมึงรับผิดชอบเท่าเขาใน ๑๔,๐๐๐ คนหรือป่าวคับ” ก็ได้รับเม้นต์ตอบ “งั้นบอกมาค่ะ ว่า ๑๔,๐๐๐ คนรับผิดชอบอะไรบ้าง มีหน้าที่อะไร” ถึงได้วิเศษขนาดนั้น

“อันนี้ผมยอมรับคับว่าผมชี้แจงไม่ได้...” ก็ยังดียอมรับว่า “ถ้าผมโชว์โง่อะไรไปก็ขออภัยคับ” แต่ด็อกเต้อคนเก่งพูดในรายการ “เรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ คุณเข้าไปดาวน์โหลดรายงานการเงินของเขาได้เลย เขาพิมพ์เผยแพร่ทุกปี”

Pipob@pipob69 อุตส่าห์บากบั่นเข้าไปดูที่ “http://crownproperty.or.th เรื่องเด่น/รายงานประจำปี” ยังต้องถามต่อว่า “ไหนอยู่ที่ไหน...บอกว่าเสียภาษีทุกปี ปีละมาก ๆ ด้วย ขอหลักฐานด้วยครับ” เอ้า งั้นกลับไปอ่านข้อเขียนยาวๆ ของอานนท์นิด้าอีกที

พบว่าที่อ้าง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่แยกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ในสมัย ร.๕ เดี๋ยวนี้รวบยอดเป็นของพระมหากษัตริย์อย่างเดียวแล้วนะ และย่าของ ร.๙ จะเก่งกาจขนาดไหนทางการค้า ก็เป็นการส่วนพระองค์นอกเหนือจากงบประมาณสนับสนุนราชวงศ์

“พระราชทรัพย์ของพระเจ้าแผ่นดินได้ถูกปล้นไปโดยคณะราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม” นี่ก็เฟคนิวส์ ส่วนที่ยึดไปเป็นของแผ่นดินไม่ใช่ส่วนพระองค์ แต่ส่วนที่เป็นของแผ่นดินมาแต่ไหนแต่ไรกลายเป็นส่วนพระองค์เวลานี้สิ เวลาหมดไม่ทันได้ตอบ

“พระเจ้าอยู่หัวทั้งยังทรงใช้จ่ายเงินท้ายที่นั่ง เพื่อกิจการอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอยู่เนืองๆ เป็นจำนวนมาก แม้เงินงบประมาณของสำนักพระราชวังขาดไปก็ทรงจ่ายเอง” นี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นหาที่ติมิได้ แต่

แต่ วอเร็น บัฟเฟต์ บิล เกต หรือม้าร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก และครอบครัวของพวกเขา ก็ทำมาหากินกันมาโดยสุจริตจนร่ำรวยมหาศาลแล้วบริจาคแจกจ่ายให้กับเครือข่ายที่สร้างประโยชน์แก่มหาชนและผู้ด้อยโอกาศ คนเหล่านี้คนชมก็เยอะ คนด่าก็แยะ

ไม่เห็นพวกนี้ต้องไปไล่ล่า ฆ่า ฟ้องร้องคดี จองล้างบรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขาเล่า

(https://www.facebook.com/106130694462981/posts/217219406687442/, https://www.pptvhd36.com/news/CokAZBVRF9qI และ https://www.thairath.co.th/clip/469863)