
คุยทุกเรื่องกับสนธิ
Yesterday
·
ขุดไส้เครือข่ายกลุ่มทุนซิโน-ไทยและ STECON “รวยไม่ไหว”จากโครงการสร้าง Data Center แสนล้านที่บอร์ดไฟเขียวขโมยน้ำไฟชาวบ้าน
.
เป็นเรื่องที่ผมพูดด้วยความเจ็บปวดหัวใจ เมื่อมองเห็นอนาคตของประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่จุดล่มสลายอย่างแท้จริงด้วยน้ำมือของนายทุน นักอุตสาหกรรม และนักพลังงาน ล่มสลายเพียงเพราะว่ารัฐบาลชุดนี้มันไม่ได้ทำงานเพื่อส่วนรวมเลย แต่มันทำงานเพื่อกลุ่มทุนทั้งหมด
.
ลืมเรื่องจิ๊บจ๊อยอย่างกรณีของ นายชัยชนะ เดชเดโช ไปได้เลย เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ “ขบวนการใหญ่” เป็นเรื่องที่เจาะลึกลงไปเลยว่าใครกำลังทำร้ายประเทศไทย มีนายทุนคนไหนบ้าง แล้วก็แม้กระทั่งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล งวดนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะว่ามีรอยเท้าของอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ในทุกๆ เรื่องที่ผมจะพูดจากนี้ต่อไป
.
ขณะที่สังคมไทย ข้าราชการ BOI และเจ้าของนิคมอุตสาหกรรม รวมไปถึงประชาชนบางส่วน กำลังหลงมัวเมาไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อว่า ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลาง AI เทคโนโลยีล้ำยุค ผ่านการดึงดูดการลงทุนศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ที่อ้างตัวเลขมหาศาล รวม 2 ปีที่ผ่านมา 2568-2569 อาจจะทะลุล้านล้านบาทเสียด้วยซ้ำ
.
ผมจะเอาสถิติให้ดู ปี 2568 (ม.ค. - ธ.ค.) มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกับ BOI รวม 36 โครงการ มูลค่า 728,000 ล้านบาท กระจุกตัวแน่นหนาในเขตพื้นที่ EEC และปริมณฑล ทั้งระยอง, ชลบุรี,สมุทรปราการ, ปทุมธานี, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ
.
-ปี 2569 (ม.ค. - ส.ค.) มีการอนุมัติโครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ Hyperscale Data Center เพิ่มขึ้นอีกหลายระลอก เช่น มกราคม 2569: บอร์ด BOI อนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่า 96,000 ล้านบาท , พฤษภาคม 2569: อนุมัติยักษ์ใหญ่ Hyperscale Data Center ของ TikTok (ByteDance) มูลค่าสูงถึง 825,000 ล้านบาท ,เฉพาะครึ่งแรกของปี 2569: รวมยอดอนุมัติสูงถึง 938,000 ล้านบาท
.
สรุปยอดตั้งแต่มกราคม 2568 จนถึงสิงหาคม 2569 BOI ได้อนุมัติโครงการไปแล้ว 43 โครงการ มูลค่า 1.66 ล้านล้านบาท
.
ย้อนกลับไปรายการสนธิเล่าเรื่อง วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 และวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผมทักท้วงให้ BOI และรัฐบาลระมัดระวังการพาเหรดเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ ที่เข้ามาอาศัยไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ รวมถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอื่นๆ ในประเทศไทย ผมบอกว่ามันเป็นหายนะที่ซ่อนกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย
.
ไทยเราเป็นประเทศร้อน แต่มีทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำอุดมสมบูรณ์ ท่านผู้ชมสังเกตได้เลยนะครับว่า Data Center เกือบทั้งหมดมาขอตั้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก พื้นที่ที่เป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นสมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา หรือชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นที่ราบลุ่ม มีความเจริญ มีชุมชน มีนิคมอุตสาหกรรมรองรับ
.
แต่เมื่อมองประเทศอื่น Data Center ระดับ Hyperscale ถูกมองเป็นภัยคุกคามทรัพยากรจนต้องถูกผลักออกไปอยู่พื้นที่ห่างไกล เพื่อจะได้ไม่ต้องมาแย่งทรัพยากรที่ดิน น้ำ ไฟ กับชาวบ้านหรือเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่น
.
จีน กรณีที่บริษัท Startup ด้าน AI ของจีนคือ DeepSeek ที่กำลังวางแผนสร้างศูนย์ข้อมูล Data Center ที่อาจจะมีความจุพลังงานประมวลผลสูงถึง 1 กิกะวัตต์ จัดให้อยู่ในกลุ่มโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 35,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.17 ล้านล้านบาท) ทางการจีนผลักให้ไปตั้งที่ เมืองอูลานชาบู ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน พื้นที่ทุ่งหญ้าห่างไกลประชากรเบาบางเพียงล้านกว่าคน เพื่อไม่ให้แย่งทรัพยากรชุมชน
.
ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาสร้าง Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านเยน ความร่วมมือระหว่างบริษัทญี่ปุ่นที่ชื่อ S2 กับบริษัทสตาร์ทอัพของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อ Bitgrit ถูกผลักดันให้ไปตั้งที่ เมืองอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นซึ่งมีอากาศหนาวเย็น เหมาะแก่การระบายความร้อน โดยเลือกพื้นที่ประชากรไม่หนาแน่นเช่นเดียวกับเกาะฮอกไกโด
.
กลับกัน ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน กลับปล่อยให้ Data Center พลุกพล่านลงในพื้นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์และชุมชนหนาแน่น เพียงเพราะประเทศไทย “อ่อนแอเรื่องกฎหมายควบคุมData Center” จนกลายสภาพเป็นถังขยะรับ “ของเหลือเดน” (Spillover Effect) จากสิงคโปร์และมาเลเซียเพราะถูกปฏิเสธเนื่องจากติดข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม
.
เรามาดูกันว่าทำไม Data Center ต่างชาติถึงแห่เข้ามาเมืองไทยในช่วง1- 2 ปีที่ผ่านมา เพราะกฎหมายไทยอุดมไปด้วยช่องโหว่ เช่น การเลี่ยง EIA ยกตัวอย่างเช่นที่ชลบุรี มีการตีแผ่ว่าตอนขออนุญาตสร้างนั้นขอเป็นโกดังสินค้า (Warehouse) แต่จริงๆ กลับสร้างเป็นศูนย์ข้อมูล Data Center เพราะกฎหมายไทยในประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ หรือ พ.ร.บ.โรงงาน ไม่ได้ระบุให้อุตสาหกรรมชนิดนี้ต้องทำ EIA หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รัฐมองว่าเป็นเพียง “อาคารสำนักงานหรือโทรคมนาคม” จึงไม่ต้องผ่านเกณฑ์ตรวจสอบความปลอดภัยภาคอุตสาหกรรม
.
ใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังความเลวทรามต่ำช้านี้ ผมจะเล่าเรื่องจุดเปลี่ยนนโยบายกับบอร์ด Data Center การที่ ครม. มีมติเห็นชอบร่างระเบียบเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center” บอร์ด Data Center 18 คน คาดว่าจะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน แม้ฉากหน้าประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าจะเข้ามาคุมเรื่องไฟ อัคคีภัย และทรัพยากรน้ำ แต่ฉากหลังแท้จริงคือการสร้างกลไกเฉพาะกิจขึ้นมา “เคลียร์ทางและซุกปัญหาไว้ใต้พรม” อำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนแบบรวดเดียวจบ เพราะบทบาทและหน้าที่แล้วก็พบว่ามีหน้าที่ครอบจักรวาลมาก มีหน้าที่กำหนดทิศทาง Standard และกรอบอนุมัติอนุญาต รวมถึงโซนนิ่งและสิ่งแวดล้อม กำหนดโครงสร้างราคาค่าน้ำค่าไฟให้หน่วยงานต่างๆ เช่น BOI และ กสทช. นำไปบังคับใช้อ้างเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อทรัพยากรของประชาชน
.
ผมยังไม่เห็นว่าภาคส่วนประชาชนจะได้ความเป็นธรรม ถ้าคุณจัดสรรทรัพยากรพวกนี้ให้กับผู้ประกอบการคืออุตสาหกรรมใหญ่ ทุนใหญ่ แล้วคุณไปทำลายความเป็นอยู่ของประชาชน อันนี้ถือว่าเป็นธรรมหรือเปล่า?
.
ผลกระทบด้านการบริหารจัดการน้ำ Data Center ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale อย่างเช่นโครงการ Microsoft, ByteDance, Amazon หรือ Google บริษัทอื่นๆ ที่เข้ามาลงทุนในไทย จำเป็นต้องใช้ระบบหล่อเย็น ต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อควบคุมอุณหภูมิของ Server ที่มีเป็นหมื่นๆ เครื่องหรือแสนๆ เครื่อง เริ่มส่งสัญญาณวิกฤตชัดเจนในพื้นที่ภาคตะวันออกเช่น
.
-วิกฤตน้ำสายหลัก ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ชี้ว่าแม่น้ำสายหลักอย่าง บางปะกง และจันทบุรี อยู่ในระดับน้ำน้อยขั้นวิกฤต ขณะที่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด ที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำเหลือเพียง 18% หากการโถม Data Center ที่ใช้น้ำหล่อเย็นตลอด 24 ชั่วโมง จะเข้าซ้ำเติมชาวสวนทุเรียนและเกษตรกรในพื้นที่ทันที
.
-อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด (จันทบุรี) ครม. อนุมัติงบ 7,200 ล้านบาท (ผูกพัน7 ปีระหว่างปีงบประมาณ 2570–2576) โดยเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ อ้างว่าทำเพื่อเกษตรกรรม แต่แท้จริงคือแผนผันน้ำป้อน EEC แลกกับการ จมผืนป่าสมบูรณ์ 11,982 ไร่ซึ่งเป็นป่าอุทยานฯ เขาสิบห้าชั้นถึง 6,191 ไร่ ทำลายแหล่งอาหารช้างป่าจนช้างป่าต้องทะลักเข้าทำร้ายชาวบ้าน แล้วอุดหนุนอุตสาหกรรม โดยทิ้งภาคเกษตรกรรมและทิ้งภาคประชาชนเอาไว้ข้างหลัง นั่นคือที่มาของ"รวยจะตายอยู่แล้วโว้ย" คือพวกมึงรวยกันเอง
.
ผมผิดหวังในตัวของท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ท่านพัฒนาอะไร? พัฒนาอุตสาหกรรมใช่มั้ย? แต่คุณไม่ได้พัฒนาเกษตรกรรมหรือประชาชนเลย ปัญหาภัยแล้งสะสม รายงานสถานการณ์ระบุว่าอ่างเก็บน้ำในภูมิภาคตะวันออกหลายแห่งมีปริมาณน้ำต่ำกว่า 30% ของความจุ การเพิ่มความต้องการใช้จากกลุ่ม Data Center ยิ่งทำให้ความมั่นคงทางน้ำของภูมิภาคนี้เปราะบางมากขึ้น หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งกำลังมาอยู่แล้ว
.
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ออกรายการเปิดโปงเกี่ยวกับหายนะ Data Center ไปเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมปี 2569 ผมจัดทีมนักข่าวเจาะของผมลงสำรวจพื้นที่ EEC 3 จังหวัด ทั้งฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อย่างละเอียด ผมตั้งโจทย์ให้ไปสืบเสาะข้อมูล ล้วงไส้โครงการ Data Center สารพัดพิษเหล่านี้ ว่ามีกลุ่มธุรกิจไหน บุคคลใด ที่มีเรื่องราวจะเข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์ของการอนุมัติโครงการผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI บ้างหรือไม่ เมื่อสืบเสาะลึกลงไปในพื้นที่ EEC จะพบชื่อกลุ่มทุนเดิมๆ
.
DC Power BN1 (Stella DC) เป็นโครงการแถวบางนา กม. 4.5 เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท STECON POWER (ถือหุ้น 60%), SITEM Corporation (20%) และ MyTelehaus จากมาเลเซีย (20%)งบลงทุน 8,000 ล้านบาท 4 อาคาร IT Load รวม 24-50 เมกะวัตต์ สภาพปัจจุบันเป็นไซต์งานคล้ายไซต์งานร้าง เอามาปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ภายใต้บริษัท Stella Connex (บริษัทย่อยของ ซิโน-ไทย )ก่อตั้งปี2566 ระบุวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจว่าลงทุนศูนย์ข้อมูล Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่น่าสงสัยก็คือ ในช่วงมกราคม 2569 บอร์ด BOI ได้อนุมัติโครงการ Stella DC ที่อ้างยึดหลักความยั่งยืนและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่พื้นที่รอบข้างกลับเต็มไปด้วยคูระบายน้ำขนาดเล็กปะปนชุมชนเมืองหนาแน่น ไม่เอื้อต่อการใช้น้ำและไฟฟ้า
.
สื่อระดับโลกอย่าง Al Jazeera กระชากโฉมหน้าไอ้โม่งเบื้องหลังเรื่องราวของ Data Center ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งริมถนนบางนา-ตราด ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ว่า”โปรเจคดังกล่าวดำเนินการโดยธุรกิจของบริษัทที่เชื่อมโยงกับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แต่ใช้วิธีหลีกเลี่ยงการทำแบบสำรวจความคิดเห็นชาวบ้านในด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ระบุในเอกสารราชการอ้างว่าไซต์งานก่อสร้างดังกล่าวเป็นพื้นที่เพื่อสร้างโกดังสินค้า” มันเลวมาก โกหกพกลม ยื่นเรื่องแต่บอกว่าสร้างโกดังสินค้า แต่ที่แท้จริงเขากำลังสร้าง Data Center ที่จะแย่งใช้ไฟแล้วแย่งใช้น้ำของชุมชน
.
โครงการงามหน้าโครงการนี้ ผมสั่งการทีมงานไปตรวจสอบแล้วพบว่าชื่อ Bridge Data Centers (BDC) เป็นโครงการทุนสิงคโปร์กว่า 1,200ล้านดอลลาร์(39,050 ล้านบาท) บนพื้นที่ 100ไร่ ที่คลองตำหรุ ชลบุรี ผูกสัญญาน้ำยาว 10 ปีกับบริษัท East Water และ STECON Utility โครงการนี้ก่อความเดือดร้อนกับชาวบ้านทิ้งปัญหามลภาวะฝุ่นควัน มลพิษเสียง ขยะพิษกากอุตสาหกรรม และไฟตก ให้ชาวบ้านรับกรรม นี่หรือโกดังคลังสินค้า?
.
Google Cloud Region งบ 32,000 ล้านบาท ในนิคม WHA 3.1 ชลบุรี ก็มีชื่อ ซิโน-ไทย คว้าสัญญาจัดซื้อและก่อสร้างสถาปัตยกรรมระบบ มูลค่าสูงถึง 15,951 ล้านบาท กำลังเร่งสร้างอยู่ตลอดเวลา
.
เห็นหรือยังครับท่านผู้ชม ใครเป็นคนพูดว่า "รวยจนทนไม่ไหวแล้วโว้ย"? อนุทิน ชาญวีรกูล ใช่มั้ย? แต่อนุทินลืมพูดต่อไปว่า "กู อนุทิน จะรวยจนทนไม่ไหวแล้ว และพวกกูอุตสาหกรรม"
.
ผมจำได้ อนุทินเคยพูดกับผมสมัยที่คุยกับผมได้อยู่ บอก “พี่รู้มั้ยทำไมผมถึงมาเล่นการเมือง เพราะว่าถ้าผมมาเป็นนักการเมืองแล้วผมจะได้โครงการเยอะๆ เลย แล้วไม่ต้องเสียค่าต๋ง” นี่คือคำพูดที่อนุทินเคยพูดกับผม
.
ผมเอาเรื่องนี้มาพูดด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ ผมกล้าพูดเลยว่า Data Center ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว วาทกรรมที่บอกว่าเป็นการผ่องถ่าย Transfer Technology หรือ "สร้างงานให้คนไทย" จึงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เพราะคนที่ได้งานคือบริษัทซิโน-ไทย และ STECONของตระกูลชาญวีรกูล คนไทยทั่วๆ ไปไม่มีงานทำหรอก แต่กลับต้องรับกรรมเรื่องค่าไฟพุ่ง ภัยแล้ง และสิ่งแวดล้อมที่พังทลาย รังแกแม้กระทั่งทางช้างป่า จิตใจโคตรอำมหิตเลย
.
ผมอยากฝากถึงคุณเนวิน ชิดชอบ ลึกๆ แล้วคุณก็เคยพูดไม่ใช่เหรอว่า ทำอะไรก็อย่าให้เดือดร้อนถึงประชาชน แล้วไอ้นายกฯ ที่คุณจัดตั้งขึ้นมา รวยจนไม่รู้จะรวยยังไงอีกแล้ว ไอ้นักลิเกนอกโรง ไอ้ทองเก๊ มันร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีเงินมีทองมหาศาล เพื่อจัดทำโครงการ Data Center บนพื้นฐานของการโกหกหลอกลวง เหมือนกับข้อเสนอ BOI ที่ผมเคยพูดไปแล้วครั้งแรก คุณกับผมอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน แต่คุณอยากจะตายไปในฐานะที่คุณทำความพินาศเรือหายให้กับประเทศไทยด้วยฝีมือของอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย คุณมีความสุขเหรอ?
.
ผมจะประกาศเป็นสัจวาจาวันนี้เลย ถ้าไอ้บอร์ด Data Center นี้ ทำอะไรที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง แล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน ผมอยากให้พี่น้องภาคตะวันออกเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ ต้องเข้ามาแสดงพลังให้กับประชาชนเห็น และหากวันนั้นมาถึง ผมจะลงถนนไปร่วมเป็นร่วมตายกับพวกท่าน พี่น้องประชาชนชาวภาคตะวันออกทั้งหมด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี พี่น้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ ปีสองปีนี้ได้เสียกันแน่นอน งานนี้ให้มันฉิบหายตายโหงไปเลย ไม่มึงตาย..กูก็ตาย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1393524989605419&set=a.582571104034149