วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 27, 2569

รมว.ยุติธรรมคนนี้ แทนที่จะลุยคดีฮั้ว สว.หาตัวการ กลับ “สั่งล่าคนปล่อยหลักฐาน” แถมขุดคุ้ยประวัติบุพการี ‘ทนายอั๋นบุรีรัมย์’ มาประจานเสียจน กสม.ต้องแถลงตำหนิ

ลำพังการเอานายตำรวจท้องถิ่นมาเป็น รมว.ยุติธรรม ก็เคยถูกตั้งข้อสังเกตุเจาะโป๊ะมาแล้ว ว่าเป็นการจัดตั้งเครือข่ายรวบยอดประเทศแบบเดียวกับการฮั้ว สว.ใช่ไหม นี่เห็นพฤติกรรม รมว.คนนี้เล่นสกปรกชกใต้เข็มขัด ยิ่งชัดเจนระบอบบุรีรัมย์

ข่าว ‘News1ว่า “ตะลึง! รมว.ยุติธรรมลุยคดีฮั้ว สว. รอบนี้ไม่ใช่หาตัวการ แต่สั่งล่าคนปล่อยหลักฐาน” เมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เต้นเร่ากับการเผยแพร่เอกสารสำนวนคดีทุจริตโกงเลือก สว. ของ ไอลอว์อ้างว่าเป็นสำนวนของเอสดีไอ ออกมาได้ไง

ก็เลยสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบว่าสำนวนหลุดออกไปได้อย่างไร ใครเป็นคนปล่อย ให้ดีเอสไอไปจัดการหา เอามาให้กองปราบเชือดทางอาญา ซะทั้งหมด ไม่ว่าคนนำสำนวนออกจากระบบ หรือผู้ที่รับเอาไปเผยแพร่ แม้ว่าผู้มีรายชื่อในสำนวนจะยังไม่ถือว่ามีผิด

หากแต่ว่าในกระบวนการ สีน้ำเงินซึ่งรุทธพลเป็นตัวจักรสำคัญคนหนึ่ง ก็มีนักกิจกรรมหนุ่มนายหนึ่งเป็นก้างขวางคออยู่ ทนายอั๋นบุรีรัมย์ งัดกับบ้านครูใหญ่เนวินมาไม่เบา ทั้งเรื่องเขากระโดงและฮั้ว สว. เกิดปากกล้าเรียก รมว.ยุติธรรมว่า “ไอ้หอกหัก”

ทั่น รมว.ก็เลยตอบโต้ด้วยชั้นเชิงถึงลูกถึงคนเหมือนกันแต่เถื่อนกว่า ฐานที่เคยเป็นนายตำรวจใหญ่บุรีรัมย์ ก็เลยขุดประวัติคดีความทางอาญาของบุพการีทนายอั๋น เอามาใช้ดิสเครดิต เมื่อนักข่าวถามรัฐมนตรีว่ามีอะไรคัดง้างกันอยู่กับทนายอั๋นหรือไม่

“พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่าไม่มี แต่หากเป็นในอดีตเมื่อนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ตนรับราชการตำรวจ เคยจับพ่อทนายอั๋นและเพื่อนครูเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และก็ทราบว่าแม่ทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก ๒๕ ปี” ด้วยเหมือนกัน

เรื่องนั้นทนาย ภัทรพงศ์ ศุภักษร คงได้แต่รำพึง “ผมไร้วาสนา ครอบครัวไม่สมบูรณ์ ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่แม้จะเลือกเกิดอีก ๑๐ ครั้ง ก็จะขอเกิดเป็นลูกของพ่อและแม่เหมือนเดิม” แต่ก็ยังทำหน้าที่ตรวจสอบต่อไป โพสต์ใหม่เมื่อวานนี้บอกกล่าว

“ด่วนน : สว.สีน้ำเงิน เฮกันใหญ่ #เมื่อหัวหน้าแกงค์ สว.น้ำเงิน แจ้งข่าวว่า รอดทุกคน (ไม่ฟ้องใครเลย)” แต่ตัวเองจะฟ้อง รมว.ยุติธรรม ที่ให้สัมภาษณ์ลุกล้ำในเรื่องเบื้องหลังของพ่อแม่มาประจานต่อสาธารณะ ซึ่งน่าจะมีมูลในทางกฎหมาย

ในเมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ออกแถลงการณ์ “นำประวัติการถูกจับกุมและต้องโทษของบุคคลในครอบครัวมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ ย่อมกระทบต่อสิทธิ...เกียรติยศ ชื่อเสียง”

ผิดทั้งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒ และกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ ๑๗” กสม.ยืนยันหลักการ “ว่าบุคคลย่อมรับผิดชอบเฉพาะการกระทำของตนเอง ไม่มีผู้ใดสมควรถูกตีตรา

หรือถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากการกระทำของบุพการี...กสม.จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่กระทำการในลักษณะดังกล่าวอีก” น่าเสียดายที่ กสม.ทำได้แค่นี้ ไม่มีมาตรการตอบโต้หรือเอาผิดอย่างเป็นรูปธรรม

(https://prachatai.com/journal/2026/08/118523, https://www.facebook.com/MGRNEWS1/posts/HzuBvMasS, https://www.thaipbs.or.th/news/content/509924?fbclid=-HftFNrfMziqbybw และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/fKNrdiKACR)