วันพุธ, สิงหาคม 26, 2569

มหากาพย์วอเตอร์ฟรอนท์ "กระดุมเม็ดแรก" และเป็นจุดเริ่มต้นของบทเรียนราคาแพงที่สุด ในประเด็นปัญหาทุนอิสราเอลและต่างชาติใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ลองมาดูผลกระทบที่ทุนต่างชาติ ทิ้งไว้ให้เราคนพัทยาตามล้างตามเช็ด


Bhanuwat Jittivuthikarn

16 hours ago
·
มหากาพย์วอเตอร์ฟรอนท์ ถือว่าเป็น "กระดุมเม็ดแรก" และเป็นจุดเริ่มต้นของบทเรียนราคาแพงที่สุด ในประเด็นปัญหาทุนอิสราเอลและต่างชาติใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

วันนี้ เรา มาดูย้อนผลกระทบที่ทุนต่างชาติ ทิ้งไว้ให้เราคนพัทยาตามล้างตามเช็ด

หากมองย้อนกลับไป เมื่อ 12 ปี ที่แล้ว

เมืองพัทยา โดยรองนายกเมืองพัทยา รณกิจ เอกะสิงห์ ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนพรบ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยระบุว่าบริษัทบาลีฮาย จำกัด โดย

1. นายยาคอฟ เอลบาซ
2. นายผดุงศักดิ์ เลาหสุนทรโยธิน
3. นายลีออ ไวเด็นเฟลด์
4. นายอีราน ออสต์เฟลด์
5. นายเดวิด อาร์เบล
6. นายเดเนี่ยล จาโคบี้ย์
7. นายเอวิฟ เมนาเคม บาล ทาา
8. นายโดรอน โมซี แซนเดอร์

กรรมการบริษัท กรณีได้ทำการ
1. ก่อสร้างอาคาร ผิดจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต
2. ขุดดินบริเวณเชิงเขาทัพพระยาซึ่งเป็นที่สาธารณะ
โดยมอบหมายให้นายวสันต์ อันทวาปี นิติกรระดับ 6(ว) เป็นผู้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวน ตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2557

อ่านชื่อ ดู ก็รู้นะครับ กลุ่มทุนนี้ ชาติไหน คนเหล่านี้รับเงินจากผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอื่นๆ แล้ว พอโครงการมีปัญหา ก็ หอบเงินหนีไป ต่างประเทศ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ในวันนี้ พิมพ์เขียว วอเตอร์ฟรอนท์ของทุนอิสราเอล ได้ แพร่ระบาดสู่ เกาะสมุย และ เกาะพะงัน เมื่อกระดุมเม็ดแรกถูกกลัดอย่างผิดฝาผิดตัว และการบังคับใช้กฎหมายในอดีตยังตามไม่ทัน ความสำเร็จในเชิงธุรกิจ หลอกเอาเงินแล้วหนี ของโมเดลนี้ จึงกลายเป็น “พิมพ์เขียว” ให้กลุ่มทุนอิสราเอลรายอื่น ๆ นำไปลอกเลียนแบบในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทางภาคใต้

ปัจจุบัน ดีเอสไอ (DSI) และกระทรวงมหาดไทย ตรวจพบเครือข่ายนอมินีของทุนอิสราเอลลักษณะเดียวกันนี้แพร่ระบาดอย่างหนักบน เกาะสมุย และ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการใช้นอมินีไทยตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อถือครองที่ดินทำเลทองรวมกันมากกว่า 120 แปลง เพื่อสร้างวิลล่าหรู โรงแรม และรีสอร์ตลักลอบเปิดบริการ รวมถึงขยายไลน์ธุรกิจไปถึงขั้นตั้งโรงเรียนนานาชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตบทเรียนราคาแพง และมาตรการล้างบางในปัจจุบันความล่าช้าในการสะสางปัญหาตึกวอเตอร์ฟรอนท์ ที่ติดขัดทั้งข้อกฎหมาย การล้มละลายของบริษัท และการหลบหนีออกนอกประเทศสำเร็จ ของกลุ่มกรรมการชาวอิสราเอล ได้กลายเป็น กรณีศึกษา ให้ ทุนอิสราเอลอื่นๆ รู้ว่า ความช้าของกฏหมายไทย ทำอะไรพวกไม่ได้

แต่ ถึง ภาครัฐจะอ่อนแอ ถึง กฎหมายจะล่าช้า แต่อย่า มองข้าม ความรักแผ่นดินของคนไทย

วันนี้เขียนบทความนี้ ผม กลับ มามอง อาคาร นี้ ด้วยมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม ก่อนหน้านี้ เราเคยมองตึกร้างนี้ว่า มันคือความอับอายของคนพัทยา แต่วันนี้ ผมมองว่า อย่างน้อยการรวมตัวต่อสู้ ของคนพื้นที่ มาตลอดสิบกว่าปีก็สามารถ หยุด การแสวงหาผลประโยชน์ ของต่างชาติจากแผ่นดินไทยได้ แม้จะจับคนผิดมาลงโทษไม่ได้

นึกย้อนไปแล้วยัง รู้สึกขนลุก เพราะในเวลานั้น ฝั่งนายทุน ถือไพ่เหนือกว่าครบทุกทาง ฝ่ายประชาชนที่ต่อต้านแทบจะไม่มีทางหยุดโครงการนี้ได้เลย พวกนายทุนมันมองทะลุว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง แต่มาพลาด เรื่องเดียว เพราะมันไม่รู้ว่าคนพัทยา รักเคารพเสด็จเตี๋ย ขนาดไหน แล้วเพราะความโลภมากไปสร้างตึกสูงจนไปคำ้หัว เสด็จเตี๋ย จะสามารถสร้างความเดือดดาลให้คนไทยได้ถึงขนาดนี้

วันนี้เขียนเพื่อ อยากบอก พี่น้องประชาชน เกาะสมุย เกาะพงัน ว่า ถ้าคนไทย รวมพลังกัน เรา หยุดพวกมันได้นะครับ

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164804765463864&set=a.10152620023983864