วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2569

ชวนอ่าน ความเห็นของคุณวิจิตร ที่ดีมาก “การนิรโทษกรรมควรที่จะได้รับอย่างเสมอหน้ากัน”


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
“การนิรโทษกรรมควรที่จะได้รับอย่างเสมอหน้ากัน” : “วิจิตร”ลุ้นเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ท่ามกลางความหวังและความกังวลถึงเพื่อนผู้ต้องขังที่จะไม่ได้รับสิทธิไปด้วยกัน
.
.
วันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทนายความเข้าเยี่ยม “วิจิตร” ผู้ต้องขังในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองรวม 10 ข้อความในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ซึ่งศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
.
การเข้าเยี่ยมครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเพียง 2 วันหลังจากพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นกฎหมายที่นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 โดยยกเว้นความผิดตามมาตรา 112
.
สำหรับคดีของวิจิตรซึ่งเป็นคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังต้องจับตาดูว่าจะเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ หลังจากทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัววิจิตร เนื่องจากเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม ศาลอาญาได้มีคำสั่งล่าสุดให้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง เนื่องจากเห็นว่าคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
.
นาฬิกาชีวิตในเรือนจำของวิจิตรผ่านไปราว 1 ปี 6 เดือนแล้ว การเยี่ยมครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ทั้งเรื่องสถานะคดีของผู้ต้องขังวัย 60 ปี ที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ และความหวังว่าคดีของตัวเองจะเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับใหม่หรือไม่ รวมถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมที่เขาต้องเผชิญอยู่ทุกวัน

______________________

วิจิตรเดินมาพร้อมสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เขาสวมเสื้อสีฟ้าและกางเกงขาสั้นสีดำ ยืนก้มหัวทักทายก่อนจะนั่งลงพูดคุย สีหน้าและแววตาดูต่างออกไปจากการเยี่ยมครั้งก่อน ๆ
.
หลังสอบถามว่าทราบข่าวเรื่อง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แล้วหรือยัง วิจิตรพยักหน้าและตอบว่า “ครับ” ก่อนที่ทนายความจะนำ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวให้ดู พร้อมอธิบายเนื้อหา และกล่าวถึงสถานการณ์ที่ทราบเบื้องต้น
.
เมื่อถามถึงกิจวัตรประจำวัน วิจิตรเล่าว่าโดยปกติผู้ต้องขังต้องตื่นนอนและสวดมนต์ แต่ด้วยความที่เขาปฏิบัติอยู่แล้ว จึงตื่นนอนก่อน นั่งสมาธิ ภาวนา และสวดมนต์ และเมื่อลงจากเรือนนอนแล้ว เขารับหน้าที่เป็นผู้อาสาพาผู้ต้องขังออกกำลังกายพร้อมกัน ทั้งภายในจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยออกกำลังกายได้ เขาก็จะปั่นจักรยานและยกดัมเบลบางครั้ง
.
“สำหรับผมนั้น ผมรับสภาพที่ตนเองจะต้องอยู่ในนี้ได้ตั้งแต่แรก ๆ แล้ว และหากยังจำได้แม้ตอนที่ผมเกือบจะตายนั้น ผมที่พักรักษาตัวอยู่ที่สถาบันทรวงอก ผมย้ำเสมอว่า โซ่ตรวนนั้นคือโซ่ตรวนแห่งเกียรติยศที่แสดงถึงการต่อสู้ของผม
.
“ฉะนั้นผมจะมานั่งอยู่ในลูกกรงนี้ แต่ผมก็มองว่าลูกกรงนี้ก็เหมือนสถานที่ที่แสดงออกให้เห็นถึงการต่อสู้ของผมเช่นกัน สถานที่แห่งนี้ไม่อาจลดทอนเจตนารมณ์การต่อสู้เพื่อประชาชนไปได้ และหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”
.
วิจิตรบอกว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตในเรือนจำ คือได้ทบทวนชีวิตของตนเองค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเรื่องของการต่อสู้ “ผมอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการต่อสู้ในอนาคต ผมคงไม่ได้ออกหน้า แต่จะคอยให้การช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนต่าง ๆ ผมเชื่อว่าตนเองมีความสามารถมากพอที่จะช่วยเหลือ และเป็นท่อน้ำเลี้ยงได้”
.
เขาบอกว่าตัวเองได้มีความคิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับภาพที่มีต่อคนในเรือนจำ “แต่ก่อนภาพจำของผมเกี่ยวกับคนในเรือนจำจะไปในทางที่ไม่ดีมากกว่า แต่เมื่อผมได้มาใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้แล้ว ผมได้รับรู้สังคม อาชญากร บางคนอาจจะเป็นโดยสันดาน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเช่นนั้น
.
“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการลงโทษอย่างเดียว แต่ควรมีการแก้ไขในระดับนโยบายภาครัฐ เช่น การศึกษา ประชาชนทุกคนควรได้รับการศึกษา เพราะการศึกษาคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิต ทำให้คนกลุ่มนี้จะสามารถทำงานหาเงินได้ สิ่งสุดท้ายที่คนกลุ่มนี้จะเลือกทำคือไม่พ้นการขายยาเสพติด หรือเว็บพนัน คนนั้นก็จะอยู่ในวังวันนี้ตลอด” เขาให้ทัศนะไว้อีกตอน

.

นอกจากความคิดที่เปลี่ยนไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงเช่นกันคือเรื่องสุขภาพปอด ที่ก่อนหน้านี้มีประเด็นเรื่องฝ้าในปอดไม่ลดลงเลย วิจิตรเล่าว่าได้พบแพทย์ที่สถาบันทรวงอกล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. 2569 แพทย์ อ่านผล CT Scan ยังพบว่าฝ้าในปอดไม่ได้จางลง จึงให้ยาใหม่และนัดหมายวันที่ 6 ต.ค. 2569 เพื่อดูผล CT Scan อีกรอบ
.
นอกจากนี้ทางสถานพยาบาลยังเจาะเลือดตรวจค่าต่าง ๆ พบว่าไขมันในเส้นเลือดอยู่ที่ 157 จึงต้องกินยาวันละ 1 เม็ดก่อนนอนอีกด้วย
.
“ทุกวันนี้ผมยังคงรู้สึกหายใจไม่อิ่ม ผมพยายามออกกำลังกายเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับปอด และพยายามดูแลสุขภาพร่างกายของตนเอง ทางเรือนจำ ผบ.แดน ค่อนข้างเมตตา ให้ความใส่ใจต่อผมเป็นอย่างมาก และสภาพจิตใจโดยรวมปกติดี” วิจิตรกล่าวถึงสภาพร่างกายตัวเองในช่วงเวลาที่ผ่านมา
.
ขณะที่ความสัมพันธ์กับครอบครัว วิจิตรบอกว่ายังคงเหมือนเดิม ได้รับความรักความห่วงใยจากครอบครัวมาตลอด มีการมาเยี่ยมญาติเสมอหากสะดวก “อย่างลูกสาวที่เรียนที่เชียงใหม่ แม้จะเดินทางมาเยี่ยมผมไม่สะดวก แต่ยังคงเขียนจดหมายบอกเล่า และถามไถ่เรื่องสุขภาพตลอด”
.
เมื่อถามถึงความรู้สึกเมื่อทราบข่าว พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ วิจิตรบอกว่า ดีใจที่มีแนวโน้มจะได้กลับไปใช้ชีวิตข้างนอก กลับไปดูแลครอบครัว และลูกน้องที่ทำงานได้อย่างเต็มที่ เขาทราบว่าทุกคนพยายามประคับประคองกิจการรับเหมาก่อสร้างที่ทำด้วยกันมาหลายเดือนมาก ๆ แล้ว

“ผมมีความหวังเป็นอย่างมากต่อกฎหมายฉบับนี้ เพราะเชื่อว่าสังคมเราจะไปต่อได้ ต้องได้รู้จักอภัยให้แก่กัน แต่ถึงอย่างนั้นการที่กฎหมายฉบับนี้ไม่ครอบคลุมถึงประเด็นมาตรา 110 และ 112 นั้น ผมมองว่าเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะผมเชื่อว่าสภาพการเมืองไทยมีความคุกรุ่น และประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านั้น ผมเชื่อว่าไม่มีใครต้องการล้มล้างสถาบันฯ หรอก เพียงต้องการให้ปกเกล้าเท่านั้น ไม่ใช่ปกครอง” วิจิตรให้ความเห็น
.
ในส่วนของคดีมาตรา 110 วิจิตรยังเสริมว่า “การที่จะประทุษร้ายได้นั้นจะต้องมีการเตรียมการ วางแผน เพื่อกระทำการบางอย่าง แต่อย่างที่ทราบกันดี ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าขบวนเสด็จจะไปในเส้นทางใด ฉะนั้นกรณีนี้ผมเห็นว่าไม่ใช่การประทุษร้ายอย่างแน่นอน อีกทั้งคดีนี้ในศาลชั้นต้นก็เคยยกฟ้องแล้วด้วย สิ่งนี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ”
.
สำหรับความรู้สึกต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ไม่เข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ วิจิตรบอกว่า “เสียใจ เศร้าใจ และห่วงใยพวกเขา พวกเขาควรที่จะได้รับเฉกเช่นเดียวกับผม โดยเฉพาะอานนท์ นำภา เขาทำเพื่อทุกคน แต่เขากลับไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตของตนเอง สิ่งนี้คือสิ่งที่เขาควรได้รับอย่างนั้นหรือ การนิรโทษกรรมควรที่จะได้รับอย่างเสมอหน้ากัน ไม่ใช่เพราะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์จากกรณีนี้ สังคมไทยควรให้อภัยแก่กันได้แล้ว”
.
เมื่อถามถึงสิ่งที่คิดถึงมากที่สุดในชีวิตข้างนอก วิจิตรหัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ผมคิดถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน เครื่องเสียงชั้นดีของผม และผมคิดถึงการทำบุญในทุกวันพระเสมอ ผมต้องการที่จะกลับไปทำงาน กลับไปดูแลธุรกิจของตนเอง ส่วนเครื่องเสียงนั้น ผมชอบฟังเพลงคลาสสิก เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ผมชอบเปิดเพลงฟังและนั่งเฉย ๆ ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ส่วนการทำบุญ ผมอยู่ในนี้ผมไม่สามารถทำได้เลย ฉะนั้นเมื่อผมออกจากเรือนจำแล้ว ผมจะได้กลับไปทำบุญทุกวันพระได้แล้ว”
.
ในส่วนของความฝันหลังจากได้รับอิสรภาพ อดีตผู้รับเหมาก่อสร้างตอบว่ามีสามเรื่องหลัก อย่างแรกคือฟื้นฟูธุรกิจ อย่างที่สองทำบ้าน Smart Home Ver.2 ซึ่งเป็นบ้านโครงสร้างเหล็กกันสนิมใช้เหล็กไฮเทนไซด์ที่แตกต่างจากบ้านทั่ว ๆ ไป และวางแผนให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีก่อนส่งต่อให้ลูก ๆ ดูแล และเมื่อลูกมาสานต่อกิจการแล้ว เขามีแผนที่จะไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไปเที่ยวต่างประเทศและปฏิบัติธรรม
.
ส่วนความฝันลำดับที่สาม คือการส่งเสริมคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมือง เพื่อให้คนกลุ่มนี้พัฒนาประเทศและใช้ความรู้ความสามารถของตนในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
.
นอกจากนี้วิจิตรยังเล่าว่าระหว่างอยู่ในเรือนจำได้พูดคุยกับคนมากมาย หลายคนมีกำลังทรัพย์และศรัทธาในพุทธศาสนา และได้ขอให้เขาช่วยสร้างโบสถ์หรือบูรณะวัด “หากผมออกจากเรือนจำแล้ว คงจะได้รับการติดต่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคงจะได้ดำเนินการในอนาคต”
.
ก่อนจบการพูดคุย วิจิตรฝากข้อความถึงทุกคนว่า “ฝากกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ดูแล และคอยให้กำลังใจ สำหรับผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งหลาย ขอให้มีกำลังใจ ไม่ท้อแท้ ไม่สิ้นหวัง ต่อสู้ต่อไป ขอให้สุขภาพแข็งแรง หวังว่าคงมีโอกาสเจอกันไม่ช้าก็เร็ว ขอส่งแรงใจให้แก่ทุกคนมีความสุขความเจริญ”
.
.
อ่านเรื่องราวบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/85947
.....

แนวคิดที่ว่า “การนิรโทษกรรมควรได้รับอย่างเสมอหน้ากัน” นั้นดี เพราะมีรากฐานมาจากหลักการทางกฎหมาย จริยธรรม และการสร้างความปรองดองในสังคม โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้:

หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย (Equality before the Law): กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต้องปฏิบัติต่อบุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หากมีการลบล้างความผิดหรือโทษจากการเมือง ย่อมไม่ควรมีข้อเว้นหรือการเลือกปฏิบัติตามฝักฝ่าย กลุ่มทุน หรือฝ่ายอำนาจใดอำนาจหนึ่ง

การลบล้างตราบาปและการคืนสิทธิ: เป้าหมายของการนิรโทษกรรมคือการหยุดยั้งการลงโทษคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง การครอบคลุมทุกกลุ่มช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายกลับมามีสิทธิทางสังคมและการเมืองอย่างเท่าเทียม

ข้ามพ้นความขัดแย้งอย่างยั่งยืน: หากเลือกนิรโทษกรรมเฉพาะบางกลุ่มหรือยกเว้นบางฝ่าย จะเกิดข้อกังขาเรื่อง "สองมาตรฐาน" ซึ่งกลายเป็นชนวนสร้างความแค้นและความขัดแย้งรอบใหม่ แทนที่จะจบปัญหา

การเปิดพื้นที่เจรจาและการเยียวยาร่วมกัน: การให้ทุกฝ่ายเข้าสู่เกณฑ์เดียวกันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับความจริงและการให้อภัยซึ่งกันและกัน (Restorative Justice) มากกว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือเอาชนะทางการเมือง