
Cross Cultural Foundation (CrCF)
16 hours ago
·
13 สิงหาคม 2497 หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ผู้นำทางศาสนาอิสลาม เชื้อสายมลายู ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบังคับสูญหาย ภายหลังทราบว่าเขาถูกฆาตกรรม แต่กลับไม่พบร่างของเขา.
19 มิถุนายน 2534 ทนง โพธิ์อ่าน แกนนำแรงงานคนสำคัญที่วิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐประหาร ถูกบังคับสูญหายก่อนเดินทางไปประชุมด้านสิทธิมนุษยชนที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์.
17 - 21 พฤษภาคม 2535 ผู้ชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภา 35 อย่างน้อย 30 คน สูญหายจากการสลายการชุมนุม.
12 มีนาคม 2547 สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ที่ว่าความให้กับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกบังคับสูญหาย ปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม ครอบครัวต้องเผชิญกับการตีตราว่าสมชายเป็นทนายความที่ช่วยเหลือโจร.
17 เมษายน 2557 พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านบางกลอย จ. เพชรบุรี ถูกบังคับสูญหาย หลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัว แม้ภายหลังจะพบหลักฐานว่าบิลลี่ถูกฆาตกรรม แต่คดีความกลับไม่คืบหน้า.
ธันวาคม 2561 สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศลาว หลังจากการรัฐประหารในปี 2557 ถูกบังคับสูญหาย ภายหลังพบร่างชัชชาญและไกรเดชในแม่น้ำโขง ในสภาพถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ส่วนสุรชัยนั้นยังไม่ทราบชะตากรรม ทั้งสามกรณี อัยการมีคำสั่งยุติการสอบสวน เนื่องจากไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง.
8 มิถุนายน 2562 สยาม ธีรวุฒิ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยที่ประเทศเวียดนาม แม้ครอบครัวจะพยายามร้องต่อศาลให้สยามเป็นบุคคลสูญหายเพื่อจัดการทรัพย์สิน แต่ก็ไม่เป็นผล โดยศาลเชื่อว่าสยามยังมีชีวิตอยู่และยังคงหลบหนีคดี ทว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดติดตามตัวเขากลับมา.
4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยในประเทศกัมพูชา หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 แม้จะมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าเขาถูกบังคับสูญหายโดยชายกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งเสียงสุดท้ายที่บอกกับพี่สาวทางโทรศัพท์ว่าหายใจไม่ออก แต่ทุกวันนี้คดีก็ไม่มีความคืบหน้า.
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกรณีการบังคับสูญหายคนไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังมีกรณีของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวต่างชาติจำนวนมากที่เผชิญกับการบังคับสูญหายในประเทศไทย ซึ่งหากมองอย่างผิวเผิน เรื่องราวของผู้สูญหายเหล่านี้อาจเป็นเพียงข่าวอาชญากรรมในหน้าสื่อ เป็นเรื่องของคน “อยู่ไม่เป็น” ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐจึงต้องถูกปราบปรามด้วยการลบตัวตนของบุคคลนั้นๆ พร้อมกลบเกลื่อนอำพรางไม่ให้สามารถหาตัวผู้กระทำได้
.
แต่แท้ที่จริงแล้ว การบังคับสูญหายส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อครอบครัวที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความสูญเสียอันคลุมเครือ ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ในวันที่ไม่รู้ว่าคนที่พวกเขารักเป็นตายร้ายดีอย่างไร หลายครอบครัวถูกคุกคามซ้ำโดยเจ้าหน้าที่ หลายครอบครัวเผชิญกับการตีตราว่าผู้เป็นสามี ผู้เป็นพ่อ เป็นผู้กระทำความผิดจึงต้องถูกอุ้มหาย และหลายคนยังคงเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมแม้จะโดดเดี่ยวและไร้ความหวัง
.
ในระดับชุมชนและสังคม การบังคับสูญหายทำหน้าที่เหมือนเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวไม่ให้คนในชุมชนและสังคมเปิดปากพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับรัฐ และปล่อยให้ปัญหาเหล่านั้นถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา พร้อมๆ กับเหตุการณ์การบังคับสูญหายของบุคคลที่เป็นปากเป็นเสียงแทนคนอื่นๆ ในสังคม
.
การบังคับสูญหายจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนของอำนาจรัฐที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน
.
แน่นอนว่าการค้นหาตัวผู้สูญหายเป็นเรื่องยาก เช่นเดียวกับการค้นหาพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การระบุตัวผู้กระทำการบังคับสูญหาย แต่สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปในสังคมสามารถทำได้ คือการจดจำบุคคลผู้สูญหาย และเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องสูญหายไป เพื่อยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้มีตัวตน และเป็นการยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวของผู้สูญหายที่กำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ขณะเดียวกัน การจดจำโดยคนในสังคมยังเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐที่พยายามปิดปากประชาชน รวมทั้งการเก็บรักษาความจริงและความทรงจำยังเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาความจริงและการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายในอนาคต
.
เมื่อการบังคับสูญหายหมายถึงการทำลายความจริง เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ขอให้ทุกคนรักษาความจริงให้คงอยู่ และยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวของผู้สูญหาย เพื่อไม่ให้ต้องมีใครสูญหายและสูญเสียอีกต่อไป
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1572644241325913&set=a.733019715288374