วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2569

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พอเจอ อุตสาหกรรมเทา เละกลายเป็นกระดาษชำระเลย


มนุษย์กรุงเทพฯ
August 27
·
“หลังจากประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วเกิด ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โครงการขนาดใหญ่มาเป็นแพ็คเกจ ต่างจากก่อนหน้านั้นที่เกิดขึ้นรายโครงการ เช่น ยุทธศาตร์ชาติเขียนโร้ดแมปบริหารจัดการขยะ เกิดแผนพัฒนาต่างๆ ที่มุ่งเน้นว่าโรงไฟฟ้าขยะทำได้ทั่วประเทศ โดยมี อบต. เป็นเจ้าภาพ ยุทธศาสตร์ชาติเขียนทิศทางการพัฒนาในมิติเศรษฐกิจพิเศษ เกิดนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคต่างๆ เช่น ภาคตะวันออก พอผ่าน พ.ร.บ. EEC (พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561) มันเปลี่ยนผังเมือง 3 จังหวัดเพื่อรองรับการทำอุตสาหกรรม

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมองการพัฒนาในมิติเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มองมิติของคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม คนเขียนมาจาก กองทัพ ข้าราชการ และจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และแทบไม่มีผู้หญิงเลย คนเขียนไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ บางคนใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ โดยอาจไม่เคยไปพื้นที่เลยด้วยซ้ำ หลายครั้งเลยที่โครงการขนาดใหญ่ทับพื้นที่เกษตร คำถามคือ คนเหล่านั้นเมื่อสูญเสียพื้นที่แล้วจะไปทำงานอะไร และความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ สุดท้ายอาจฟื้นกลับคืนไม่ได้ด้วย ภาคประชาชนเห็นสิ่งนี้มาตั้งแต่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว พวกเราไม่เห็นด้วย แต่พอมีคนออกมารณรงค์ให้ไม่รับร่าง หลายคนก็โดนจับ

“เราเป็นผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) งานที่ทำคือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม หากจะมีโครงการขนาดใหญ่มาตั้งในชุมชน สิ่งที่ชาวบ้านทำได้มีอะไรบ้าง มูลนิธิฯ จะให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย เช่น สิทธิในการขอข้อมูล โครงการของใคร ขนาดเท่าไร ตั้งตรงไหน โครงการแบบนี้อยู่ในอำนาจของหน่วยงานไหน กว่าจะได้รับใบอนุญาต ขั้นตอนเป็นยังไงบ้าง และหาผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เพิ่มเติม แต่ชาวบ้านต้องไปปฏิบัติการใช้สิทธิเหล่านั้นเอง เป็นคนพูดว่าทำไมถึงไม่เอา เพื่อถ้าเกิดกรณีแบบเดียวกันในอนาคต เขาจะนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ได้

“จริงๆ โครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่มีมาโดยตลอด แต่ความแตกต่างหลังรัฐธรรมนูญ 2560 คือ การเกิดขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับ และมีโครงการขนาดใหญ่พร้อมกันเป็นจำนวนมาก อย่างที่บอกว่าโรงไฟฟ้าขยะมี อบต. เป็นเจ้าภาพ ทั้งที่เขาควรมีภารกิจร่วมกับชุมชนมาตรวจสอบและประเมินโครงการ แต่กลายมาเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง การคัดค้านเลยยิ่งยาก ยังไม่ต้องพูดถึงคอร์รัปชั่นที่อาจจะมี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก คนที่มาดูแผนการพัฒนาทั้งหมด คือคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีกำนัน ไม่มี อบต.

“นอกจากเนื้อหาว่าพัฒนาอย่างไร รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเขียนด้วยว่า รัฐบาลทุกชุดต้องมีทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ คุณคิดดูละกันว่า ช่วงเวลา 20 ปีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนรัฐธรรมนูญเริ่มใช้ยังไม่มีการพูดเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์พ่อแม่และลูก ถ้าพ่อแม่เขียนว่า 20 ปีข้างหน้าต้องทำอะไรบ้าง แน่นอนว่าพ่อแม่ต้องหวังดีกับลูก อยากให้ประสบความสำเร็จ พวกเขาคงมองว่าตัวเองคิดถูก แต่พ่อแม่ไม่มีทางรู้ว่าลูกในอนาคตจะเป็นยังไง เพราะสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบข้างไม่เคยหยุดนิ่ง มันเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นมันอาจไม่ตรงกับที่พ่อแม่คาดหวังก็ได้

“ถามว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรเป็นยังไง ความฝันของเราคือ การให้ชุมชนออกแบบทิศทางการพัฒนาได้เอง การพัฒนามาทับอยู่บนหัวพวกเขา บ้านที่เคยอยู่จะกลายเป็นเหมือง เป็นโรงไฟฟ้า มันกระทบกับชีวิต พวกเขาจึงต้องมีส่วนร่วม จริงอยู่ว่าชาวบ้านอาจไม่ได้เรียนจบสูง แต่พวกเขารู้จักพื้นที่ของตัวเอง รู้ว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ยังไง ทำให้รายได้เพิ่มได้ยังไง และทำให้บ้านของตัวเองไม่มีมลพิษได้ยังไง เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ถ้าจะมีโครงการขนาดใหญ่ ก็ต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ รับฟังชาวบ้านที่มีส่วนได้เสีย และตั้งในพื้นที่เหมาะสม

“คนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ก็ควรเป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่หลากหลายด้วย เพื่อให้เนื้อหารัฐธรรมนูญเข้าใจปัญหาของคนทุกกลุ่ม ซึ่งวิธีการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์จะทำให้เกิดสิ่งนั้น เพราะมันเปิดโอกาสให้คนนำเสนอความคิด ประชาชนเลือกตัวแทนมาร่าง พอเลือกใครมา เราจะติดตามว่าเขาทำตามนั้นไหม มันคือกระบวนการที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด แต่ถ้า สส. เป็นคนเลือก สสร. ตัวคนนั้นจะยึดโยงกับ สส. ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน สุดท้ายคนเรียบเรียงอาจต้องเป็นนักกฎหมายแหละ เพื่อให้เป็นคำทางกฎหมาย โดยยังต้องคงหลักการและเจตนารมย์ของประชาชนและผ่านกระบวนการรับรองจากประชาชน เช่น จากการทำประชามติ แต่ไม่ใช่การให้นักกฎหมายมาคิดและเขียนแทนประชาชน”

.

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม - EnLAW

-

#มนุษย์กรุงเทพฯxCALL

หลังจากประชาชนกว่า 21 ล้านคนกากบาท ‘เห็นชอบ’ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้นตอนต่อไปคือการหาคนมาทำหน้าที่นี้ ถ้าว่ากันตามหลักประชาธิปไตยแล้ว ผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ดังนั้น สสร. หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ควรมาจากเสียงของประชาชน ซึ่งวิธีการที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ การเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์

ทำไมการเลือกตั้งถึงสำคัญ ? เพราะมันเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่หลากหลาย ทุกเพศ ทุกอัตลักษณ์ และทุกอุดมการณ์ ได้แสดงจุดยืน วิสัยทัศน์ และข้อเสนอต่อเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อคนทั้งประเทศได้รับฟัง เขาจะเป็นผู้เลือกตัวแทนมาทำหน้าที่ร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ขณะเดียวกัน ระหว่างทางของกระบวนการที่เปิดเผย จะทำให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยน เพื่อให้เนื้อหาครอบคลุมคนทุกกลุ่ม และมองเห็นปัญหาในรายละเอียดมากยิ่งขึ้น

หลักการสำคัญของการเลือกตั้ง คือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เอื้อต่อคนบางกลุ่ม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

.
CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1612666653562447&set=a.649473419881780