วันจันทร์, สิงหาคม 24, 2569

บทความของ Sina Wittayawiroj สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความท้าทายในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (โดยเฉพาะประเด็นการคุกคามทางเพศ) เพื่อเตือนสติให้เห็นถึงความสุ่มเสี่ยงของ Moral Superiority ซึ่งมักมุ่งเน้นการลงโทษเฉพาะหน้า มากกว่าการสร้างกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู


Sina Wittayawiroj
13 hours ago
·
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยการการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการทำตัวเป็นศาลเตี้ยของหลายคนในตอนนี้เช่นกัน โดยเฉพาะการไล่ล่าคนที่ไม่มีอำนาจกันเองให้ตกตายกันไปข้างนึง
 
จริงอยู่ ในโลกปิตาธิปไตยที่อำนาจส่วนมากยังอยู่ในมือผู้ชาย หลายครั้งปัญหาการคุกคามทางเพศยังถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แม้แต่ตัวระบบยุติธรรมเองก็เต็มไปด้วยกระบวนการที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของเหยื่อ ไหนจะปัญหาทางวัฒนธรรมอีกมากมาย เช่น การโทษเหยื่อ หรือการปกป้องพวกพ้อง กระทั่งทำให้บ่อยครั้ง เหยื่อจากการคุกคามเลือกที่จะหันหนีออกจากความช่วยเหลือ และถูกผลักให้ต่อสู้อยู่กับเรื่องนี้โดยลำพัง

ทว่าการขีดเส้นแบ่งเรื่องนี้ให้มีแค่ขาวหรือดำ เหลือเพึยง Cancel Culture แบบหยาบ ๆ ซึ่งจงใจที่จะเลยความซับซ้อนระหว่างนั้นทั้งหมด เร่งรีบให้ผู้คนเลือกข้างมากกว่าการเอื้อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจในวงกว้าง ในวงจรนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีคนใช้โอกาสในการยืนอยู่ข้างเหยื่อเพื่อพิพากษาคนทั้งโลกในนามของความดีจนล้นเกินจริง ๆ และลงเอยด้วยสงครามแห่งความดีรูปแบบใหม่ ที่สุดท้ายแล้วเหยื่อทางเพศกลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือของศาลเตี้ยโดยใครก็ได้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถ้าการต่อต้านการคุกคามทางเพศ เป็นหนึ่งในงานรณรงค์ทางการเมืองที่สำคัญอย่างที่ใครหลายคนมักอ้าง(สำหรับทั้งในขบวน และนอกขบวน) ท่ามกลางกระแสของความโกรธ เกลียด และไม่พอใจนี้ คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะผลักดันให้มันนำไปสู่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ดีกว่านี้ในระยะยาว ที่ไม่ใช่แค่การผลักให้ทุกคนเป็นศัตรูของกันและกัน และทำให้การรู้เท่าทันเรื่องเพศเป็นหนึ่งเดียวกับการเรียกร้องเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตยในภาพใหญ่

แน่นอนที่เหยื่อของการคุกคามต้องถูกปกป้องและรับฟัง ทว่าอย่าทำให้การต่อต้านการคุกคามทางเพศ(และหมายรวมการต่อสู้ทางการเมืองทั้งหมด)กลายเป็นเพียงแค่ละครคุณธรรมฉากหนึ่ง ด้วยการเที่ยวแปะป้ายและขีดเส้นแบ่งระหว่างซ้ายและขวาแบบสุดโต่ง เพราะการรณรงค์เรื่องเพศไม่ใช่การสร้างโลกที่ ”ไม่มีใครดีเท่ามึงกับแม่(หรือพ่อ)มึง” เท่านั้น ทว่าคือการสร้างพื้นที่ให้คนทุกเพศได้ก้าวเข้ามาเรียนรู้ที่จะเข้าใจและสร้างบรรทัดฐานใหม่ ๆ ไปด้วยกัน แม้แต่คนที่เราอาจจะไม่ชอบขี้หน้าที่สุด และนี่คือยาขมของประชาธิปไตยที่หลาย ๆ คนมักหลงลืม แม้แต่คนที่ปากก็ตะโกนเรียกร้องมันทุกวินาที


https://www.facebook.com/sina.wittayawiroj/posts/10163168751766481