วันอังคาร, สิงหาคม 25, 2569

“ยืนหยุดขัง” สกายวอร์คปทุมวัน ครบรอบ 3 ปี เก็ท-โสภณ ถูกขังในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112 .

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1374217131526505

ไข่แมวชีส added photos to the album: 24 ส.ค. 69 ยืนหยุดขัง 3 ปี เก็ท โสภณ 
5 hours ago
·
“ยืนหยุดขัง” สกายวอร์คปทุมวัน ครบรอบ 3 ปี เก็ท-โสภณ ถูกขังในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112
.
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่สกายวอร์คปทุมวัน เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” 1 ชั่วโมง 12 นาที เนื่องจากเป็นวันครบรอบสามปีที่ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกพิพากษาลงโทษจำคุกและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2566
.
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง เป็นนักศึกษาจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชและเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 ในหลากหลายบทบาทรวมถึงร่วมก่อตั้งกลุ่มโมกหลวงริมน้ำด้วยเช่นกัน
.
ปัจจุบัน เก็ทถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกพิพากษาจากคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ด้วยโทษจำคุกทั้ง 4 คดีรวมกันเป็นเวลา 10 ปี และในโอกาสครบสามปีที่เขาถูกคุมขัง เก็ทส่งข้อความมาถึง Thumb Rights ว่ามีความต้องการออกมาทำกิจกรรมยืนหยุดขังในพื้นที่สกายวอร์ค เพื่อให้เรื่องการมีอยู่ของผู้ต้องขังทางการเมือง สามารถเข้าถึงผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมาได้
.
บรรยากาศกิจกรรมในวันนี้ มีผู้มาร่วมกิจกรรมหลายสิบคน โดยมีแม่ของเก็ทมาร่วมยืนหยุดขังด้วย พร้อมกับถือรูปผู้ต้องขังทางการเมือง และป้ายข้อความ ‘ครบรอบ 3 ปี ในเรือนจำ เก็ท โสภณ ขอคืนความยุติธรรม’
.
ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวว่า เมื่อวาน (23 สิงหาคม) เป็นวันที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ถูกประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้เกิดการนิรโทษกรรมทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้รวมคนทุกกลุ่มเอาไว้ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกทิ้งออกไป คือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี “มาตรา 112” และในวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ครบรอบการเข้าเรือนจำสามปีของ “เก็ท” โสภณ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีการเมืองคดีมาตรา 112
.
ณัฐชนนกล่าวต่อว่า ตอนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 52 คน จำนวน 35 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และคดีมาตรา 110 ในวันนี้พวกเราจึงมาเชิญชวนให้ทุกคนมายืนหยุดขังร่วมกันเพื่อแสดงออกเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า พวกเราอยากเรียกร้องนิรโทษกรรมรวมคนทุกกลุ่ม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
จากนั้น มีการอ่านจดหมายที่ส่งมาจาก “เก็ท” โสภณ เนื่องในโอกาสครบรอบคุมขัง 3 ปี มีเนื้อหาว่า “3 ปีที่ยังฝันอยู่
.
เมื่อคืนฉันฝัน ฝันว่าคนทุกคนเท่ากัน โอ้ในฝันมันช่างสวยงาม” เพลงความฝันยามรุ่งสาง เพลงนี้ผมเปิดฟังระหว่างนั่งรถไปฟังคำพิพากษาคดี 112 คดีแรก ในวันที่ 24 สิงหาคม 2566
.
ตอนอายุ 23 ผมถูกขังคุกครั้งแรก ระหว่างถูกขังมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่า “‘เขา’ไม่คิดจะเล่นคุณถึงตายหรอก ‘เขา’ เห็นคุณเป็นเด็ก ก็แค่จะตีให้หลาบจำ” อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่ในการไต่สวนประกันตัวครั้งสุดท้าย ผู้พิพากษาถามผมว่า “สัญญาได้ไหมว่าเป็น ‘เด็กดี’”
.
หลังได้รับการประกันตัวในปี 2565 ศาลก็สั่งขังผมไว้ในบ้าน (house arrest) เป็นเวลาหกเดือน จากนั้นผมก็ถูกถอนประกันถูกศาลสั่งขังเป็นเวลา 45 วัน ช่วงต้นปี 2566 หลังประกันได้ ผมก็ยังเคลื่อนไหวต่อไป ไปทำงาน เป็นนักรังสีฟรีแลนซ์ คลินิกโรงพยาบาลไหนต้องการคน ผมก็จะไป ในวงการเค้าเรียกคนแบบผมด้วยชื่อเล่น พวกมือปืน นอกจากนั้นก็เตรียมเรียนต่อ มีอิสรภาพได้หกเดือนก็ถูกศาลพิพากษา รอบนี้ติดนานทีเดียว กำลังจะทะลุสามปีแล้ว
.
จากการถูกขังทั้งในคุกและในบ้านตัวเอง ตั้งแต่อายุ 23 ยันอายุ 27 ก็ต้องพูดตามตรงว่า การคุมขังไม่เพียงแต่นำพาเรื่องแย่ ๆ เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องขัดเกลาผมด้วย นับวันก็ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้นและยิ่งชัดขึ้น สังคมประชาธิปไตยไม่ได้พิจารณาคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ประกอบไว้ในชื่อประเทศ หรือในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่งั้นเราก็คงสรุปกันว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเกาหลีเหนือก็เป็นประชาธิปไตย
.
หากแต่สังคมประชาธิปไตยนั้น ต้องประกอบด้วยโครงสร้างสังคมที่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และเสรีภาพของราษฎรเป็นหลัก วัฒนธรรมต้องเสริมสุขภาพประชาชนมีความเข้มแข็งและตระหนักถึงศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งหากใช้เกณฑ์ดังกล่าวมาก็จะพบว่าประเทศไทยยังไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
.
บทบาทขององค์กรรัฐถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของเครือข่ายชนชั้นนำ ส่วนประชาชนที่ควรเป็นศูนย์กลางของวงโคจรอำนาจทางการเมือง ก็ถูกผลักไสให้หลุดไปเป็นผู้มีสถานะรอง ประเด็นนี้เราพูดซ้ำกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
.
ตลอดช่วงสามปีมานี้ หลายคนก็คงเห็นแล้วว่าถึงผมอยู่ในคุกก็ไม่ใช่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย ผมก็ว่าผมเป็นคนเซนส์แรงอยู่ นอกจากเหตุการณ์การบ้านการเมืองแล้ว ผมก็ยังสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย เพื่อนคนไหนคบกับใคร เลิกกับใคร ใครทะเลาะกัน ผมก็รู้ และรู้ด้วยว่าคนที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย พวกคุณเหนื่อยล้าบาดเจ็บกันแค่ไหน นี่แหละความลำบากของการต่อสู้ระยะยาว
.
สภาพสังคมไทย เป็นเรื่องมือใครสาวได้ก็สาวเอา ชนชั้นนำสร้างเครือข่าย กลายเป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งประกอบด้วยระบบข้าราชการและกลุ่มนายทุนใหญ่ พวกเขาร่างกฎกติกากันมาเอง ดำเนินนโยบายเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์แก่พวกตนเอง เสวยสุขจากการฉกฉวยทรัพยากรสาธารณะ
.
ในขณะที่สามัญชนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเจ้าของอำนาจสูงสูงสุดในทางทฤษฎี กลับต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอด ใครมีต้นทุนชีวิตก็พอเอาตัวรอดได้ ใครพอมีโอกาสก็ย้ายประเทศไปหาความเจริญ แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่ได้มีต้นทุนพอที่จะเอาชีวิตรอดได้ขนาดนั้น ไม่มีกำลังพอที่จะหนีปัญหาไป หากปล่อยไว้ต่อไปประเทศนี้จะเหลืออะไรนอกจากประชาชนตาดำ ๆ ที่ถูกย่ำยีและลืมตาอ้าปากไม่ได้
.
ผมเข้าใจได้ หากทุกคนจะอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง มิตรสหายที่สู้มาด้วยกันจะรู้สึก Burn out ผมเข้าใจพวกคุณดีและไม่ว่าอะไรเลย แต่สำหรับผม ผมยังไปต่อได้ด้วยเหตุผลว่า ผมรับไม่ได้กับสภาพการณ์เช่นนี้ รับไม่ได้ที่ในอนาคตสังคมเราจะเน่าเปื่อยเสื่อมทรามกันไปยิ่งกว่านี้ สำหรับผมแล้วการเคลื่อนไหวจึงจำเป็นต้องมีต่อ
.
ขอบคุณมาก ๆ สำหรับทุกคนที่เคยร่วมเดินทางมาด้วยกัน และขอบคุณมาก ๆ สำหรับผู้คนที่ยังอยู่ด้วยกัน และจะเดินหน้าต่อไปด้วยกันนับจากนี้
.
ในโอกาสที่ครบรอบการถูกคุมขัง และผมยังออกไปไม่ได้สักที ผมขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอไอเดียคือ “มหการเมือง” (Meta Politic) การเมืองดังกล่าวนี้ คือการทำให้อำนาจการตัดสินใจในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ผูกติดกับพรรคการเมือง รัฐสภา รัฐบาล แกนนำในขบวนการเคลื่อนไหว แต่องค์ประธานของการเคลื่อนไหวคือ “ประชาชน”
.
ประชาชนทุกคนจะสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยไม่ต้อง Follow การนำทางการเมืองจากใครเป็นหลัก แนวทางทางการเมืองเช่นนี้คงต้องใช้กำลังมากเข้าไปสื่อสารกับมวลชน ไป Empower ว่าเขามีศักดิ์และศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เรื่องของประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สอดแทรกอยู่ในพฤติการณ์ของชีวิตแทบทุกพฤติการณ์ ในวันนี้ผมยังออกไปขับเคลื่อนเช่นนั้นไม่ได้ ก็เลยขอฝากไอเดียไว้กับมิตรสหายก่อน ใครพร้อมก็ไปต่อเลย
.
ถึงจุดนี้ การคุมขังขัดเกลาผมมากจริง ๆ คงเป็นไปตามคำที่ว่า “อะไรที่ฆ่าเราไม่ตาย มันจะทำให้เราแข็งแรงขึ้น” จุดยืนของผมยังคงเป็นเช่นเดิม อุดมการณ์ก่อนเข้ามาในนี้เป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น จริง ๆ มีหลายเรื่องที่ตกผลึกได้ หนึ่งในนั้นก็คือ คงมีแต่ช่างตัดผมเท่านั้นแหละที่สั่งให้ผมก้มหัวได้
.
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ส่วนผมนั้น วิ่งในกำแพงแรงยังเหลือ
.
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง”