วันจันทร์, ตุลาคม 04, 2564

ตู่สอนเด็กมีวินัย เรียนจบไปหางานทำ (จะได้) จ่ายภาษีเข้ารัฐไว้ใช้หนี้ที่รัฐบาลนี้ก่ออีก ๓ ล้านล้าน

นึกแล้วเชียวประยุทธ์ต้องเอาจำนวน คนตาย ในสถานการณ์โควิดมาอ้าง (ผ่านปาก ธนกรโฆษกรัฐบาล) “ผู้เสียชีวิตต่ำกว่า ๑๐๐ ราย ต่อเนื่อง ๓ วันติดต่อกัน” และ “ยอดผู้ติดเชื้อเริ่มค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง เห็นผลสัมฤทธิ์” เบนความสนใจไปจาก น้ำ

ก็ใช่ว่าจะพ้นภาวะน่าห่วงใยไปได้ จำนวนคนตายในระยะสามวันที่ผ่านมา จากเกือบ ๘๐ มาเป็นเกือบร้อยวันนี้ (๙๗) ยังเรียกไม่ได้ว่า “ลดลงต่อเนื่อง” ทั้งที่วันนี้ผู้ติดเชื้อต่ำกว่าหมื่น (๙,๙๓๐) เป็นวันแรก ก็ยังเชื่อไม่ได้สภาพการณ์ดีขึ้นแล้วจริงๆ

ขณะที่สถานการณ์อุทกภัยยังอ่วมอรทัยกันอยู่ แม้นจะมั่นใจว่าปริมาณน้ำหลากไม่รอระบาย จะเข้าไม่ถึงวงในราชธานีอย่างชนิดเวรตะไลเหมือนเมื่อปี ๕๔ ที่แน่ๆ ยังมีพายุฝนอีก ๓ ลูกในเดือนตุลา ซึ่งลูกแรกเริ่มแล้ว จะไปหนักในวันที่ ๘-๙ ตุลา

กระนั้นด้วยแรงกดดันปริมาณน้ำ ทำให้ต้องเริ่มปล่อยน้ำออกมากขึ้นตั้งแต่เมื่อวาน เช่นเขื่อนพระรามหก อยุธยา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ลพบุรี พอวันนี้ (๔ กันยา) ที่อ่างทองเอาไว้ไม่อยู่ ไหลล้นคันกั้น ท่วมบ้านเรือนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ หลังคา ที่อำเภอไชโย

เราคงไปเลื่อนฝนหรืออะไรไม่ได้อยู่แล้ว” ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปพูดให้เด็กฟังที่ลาดพร้าวเช้านี้ยอมรับว่า “ถ้าปริมาณมันมากกว่าปกติ...มันก็รับมือได้ระดับหนึ่ง มันต้องมีความเสียหาย” ข้อสำคัญอยู่ที่การเยียวยา “คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ

มีหลายท่านในพวกนี้ไม่ค่อยเข้าใจ พร้อมชี้มาที่สื่อมวลชน” ยังไม่วายปากเสีย แขวะสื่อมวลชนเข้าอีก แล้วก็เรื่อยเปื่อยตามความเคยชิน “คนเรามันต้องมีวินัย...ถ้าไม่มีกฎหมาย ไม่มีวินัย ไม่มีอะไร มันอยู่ไม่ได้หรอก ประเทศนั้นก็เป็นโจรเท่านั้นเอง”

แต่วินัยทางการเงินการคลังกลับไม่ค่อยจะมี ตลอด ๕-๖ ปีที่ผ่านมาใช้เงินมือเติบยังกับประมุข ถึงสิ้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้ ยอดหนี้สาธารณะทั้งสิ้น ๙ ล้าน ๑ แสนกว่าล้านบาท เพิ่มจากเดือนก่อนกว่า ๒ แสนล้าน และจะเพิ่มต่อไปถึงสิ้นปีงบประมาณ

คณะรัฐมนตรีของประยุทธ์เพิ่งอนุมัติกู้เงินเพิ่มสำหรับบริหารหนี้ในปี ๖๕ อีก ๓ ล้านล้านบาท ทำให้เมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ประยุทธ์จะได้สร้างหนี้ไว้ให้ลูกหลานชดใช้ เป็นจำนวน ๖๒.๖๙% ของจีดีพี หลังจากที่ปริ่มๆ ๕๘.๘๘% ในสิ้นปีนี้

มิน่าถึงได้ทำการแก้ไขระเบียบการคลัง ซึ่งเดิมจำกัดปริมาณเงินกู้ไว้ไม่เกิน ๖๐% ของจีดีพี มาเป็นไม่เกิน ๗๐% ของจีดีพี อ้างว่า “เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล...โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี”

มิน่าอีกแหละ ประยุทธ์ไปพูดที่ห้วยขวาง ในโอกาสเปิดฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ ๑๒-๑๘ ปี ว่า “ย้ำขอให้ทุกคนสนใจการเรียนให้มากที่สุด...ฝากถึงนักเรียนช่วยกันศึกษา เรียนหนังสือ...ว่าวันหน้าจะมีงานทำหรือไม่ จะสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ ครอบครัวได้บ้างหรือไม่”

ความหมายลึกไปกว่านั้น ในกมลสันดานของคนที่เอาเปรียบประชาชนมาตลอด ยึดอำนาจ เขียนกฎหมายให้ตนได้เปรียบ ดูด ส.ส. และนี่เตรียมการครองเมืองกันต่อ บอกเด็กๆ ให้อยู่ในวินัยไม่หัวแข็ง เพื่อได้ทำงานทำการช่วยกันจ่ายภาษีเข้ารัฐ เอาไปใช้หนี้ที่ตนก่อ

(https://www.thairath.co.th/news/politic/2210384, https://www.khaosod.co.th/politics/news_6656336 และ https://www.matichon.co.th/politics/news_2972683)


ต่างกับไทยไหม !!? ชาวบราซิลลงถนนทั่วประเทศ จี้ถอดถอนผู้นำ จัดการโควิดผิดพลาด เศรษฐกิจทรุด



ชาวบราซิลลงถนนทั่วประเทศ – ซีเอ็นเอ็น รายงานสถานการณ์การเมืองในบราซิลว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น กลุ่มผู้ประท้วงคนกลับมาลงถนนตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ถูกถอดถอน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ลง ทำให้การเลิกจ้างงานและความอดอยากพุ่งสูงขึ้น ในประเทศที่เผชิญการระบาดของโควิด-19



ประชาชนหลายพันคนรวมตัวในนครเซาเปาลูและนครรีโอเดจาเนโร ที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ ตะโกนว่า “โบลโซนารู ออกไป” และถือป้ายข้อความว่า “โบลโซนารูต้องออกไป ถอดถอนเดี๋ยวนี้” เพื่อประท้วงการจัดระบาดโรคระบาดที่ผิดพลาด และความวิบัติทางเศรษฐกิจของชาวบราซิลทั่วไป จากอัตราเงินเฟ้อและราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น

ส่วนที่กรุงบราซีเลีย เมืองหลวง กลุ่มผู้ประท้วงเดินขบวนไปหน้ารัฐสภาแห่งชาติถือป้ายข้อความประท้วงราคาแก๊สและอาหาร ตามข้อมูลของสถาบันภูมิศาสตร์และสถิติบราซิล ซึ่งระบุด้วยว่า ประชาชนตกงานมากกว่า 14 ล้านคน ขณะเดียวกัน บราซิลยังเผชิญโรคระบาดใหญ่รุนแรงด้วยยอดผู้เสียชีวิตเกือบ 600,000 ราย ไปแล้ว สูงสุดเป็นรองสหรัฐอเมริกา

รอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า ทางการไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้ชุมนุม แต่ผู้จัดการประท้วงบอกว่า ประชาชนลงถนนมากกว่า 200 เมืองทั่วประเทศ ทั้งนี้ การประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีโบลโซนารูถือเป็นความพยายามของฝ่ายค้านในการแสดงความเป็นหนึ่งเดียวที่โดยนำพรรคซ้ายกลาง สหภาพการค้า และขบวนการทางสังคม เป็นการตอบโต้กลุ่มผู้สนับสนุนผู้นำบราซิลที่ออกมาเดินขบวนเมื่อเดือนที่แล้ว



ที่มา ข่าวสดออนไลน์
https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_6655377

จับตา ค่าของคน​อยู่ที่คนของใคร - เส้นทางสู่ ผบ.ตร. ของ จิรภพ ภูริเดช

พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. (คนกลาง) นำะข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในบริเวณ ที่ทำการ บช.น. เนื่องในโอกาสมารับตำแหน่งใหม่ เมื่อ 09.09 น. ของ 1 ต.ด. 2564

"ตั๋วช้าง" : เส้นทางสู่ ผบ.ตร. ของ จิรภพ ภูริเดช และ สำราญ นวลมา ในอีก 10 ปี

3 ตุลาคม 2021
บีบีซีไทย

การขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการของ 2 นายตำรวจใหญ่ในวัยไม่ถึง 50 ปี เป็นเรื่องที่สังคมตำรวจจับตา

ด้วยอายุราชการที่เหลืออีกกว่า 10 ปี ของทั้งสอง จึงก่อให้เกิดการคาดการณ์ในวงการตำรวจว่าไม่ใช่เรื่องยากที่เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนตำรวจสามพราน (นรต.) 2 คนนี้จะผลัดกันนั่งในตำแหน่งสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นักวิเคราะห์มองว่า หากไม่มี "อุบัติเหตุ" ใด พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช. น.) ที่มีกำหนดเกษียณราชการปี 2576 จะได้ขึ้นครองตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ. ตร.) ก่อน พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช. ก.) ผู้เหลืออายุราชการถึงปี 2579 แม้ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.50

โรมจี้ “2 ป.” รับผิดชอบปล่อยให้มี “ตั๋วช้าง” แทรกแซงตั้ง ตร.
พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ สุขวิมล น้องชายเลขาธิการพระราชวัง ผู้คว้าตำแหน่ง ผบช.ก.
ผบ.ทบ. คนใหม่ กับภารกิจรับไม้ต่อ "ฉก.คอแดง"



สองดาวรุ่ง พุ่งทะยาน

ผู้สื่อข่าวสายตำรวจหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าทั้ง จิรภพและ สำราญใช้เวลาเพียง 24 ปีในชีวิตราชการก็ไต่เต้ามาถึง พล.ต.ท. ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่เคยก้าวนำรุ่น ขึ้นเป็นผู้กำกับการ ติดยศ พ.ต.อ. คนแรกของรุ่นเมื่อสิบกว่าปีก่อน วันนี้ ก็ยังก้าวมาได้เพียงรองผู้บังคับการ ครองยศ พ.ต.อ. อยู่เหมือนเดิม

ระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีเมื่อ ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งคู่มีอาวุโสอยู่ใน 2 ลำดับสุดท้ายบัญชีรองผู้บัญชาการทั่วประเทศ โดย สำราญ อยู่ลำดับที่ 124 ส่วน จิรภพ ลำดับที่ 125 แต่ทั้งสองได้กลายเป็นผู้บัญชาการที่อาวุโสน้อย อนาคตไกล นั่งกุมบังเหียนหน่วยงานสำคัญ ที่ลูกน้องระดับรองผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ หรือแม้แต่รองผู้บังคับการ และผู้กำกับการส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นรุ่นพี่ พล.ต.ท.สำราญ มีผู้ใต้บังคับบัญชา ระดับรองผู้บัญชาการ ที่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ห่างกันถึง 12 ปี ขณะที่ พล.ต.ท.จิรภพก็มีผู้ใต้บังคับบัญชาระดับรองผู้บัญชาการทีเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ห่างกัน 10 ปี ถึง 2 นาย

ในวัยไม่ถึง 46 ปีบริบูรณ์ พล.ต.ท.จิรภพ (เกิด 2 ธ.ค. 2518) ขึ้นเป็น ผบช.ก. ที่อายุน้อยที่สุด นับแต่ก่อตั้งหน่วยมาเมื่อปี 2494 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เรืองอำนาจ เขาทำลายสถิติที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ทำไว้เมื่อปี 2540 ด้วยอายุ 49 ปี

ในตำแหน่ง ผบช.ก. พล.ต.ท.จิรภพ คือนายตำรวจที่กุมอำนาจสอบสวนคดีอาญาชากรรมทั่วประเทศไว้ในมือ

ส่วน พล.ต.ท.สำราญ ด้วยวัย 48 ปีเศษ (เกิด 14 มิ.ย. 2516) ก็ทำสถิติเป็น ผบช.น. ที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ทำไว้เมื่อปี 2516 ด้วยอายุ 46 ปี คนที่ทำสถิติอายุได้ใกล้เคียง พล.ต.อ.ณรงค์ คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ. ตร. ด้วยอายุ 49 ปีเศษ เมื่อปี 2552 และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่เติบโตเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในวัย 40 ปีเศษ หรือไม่ถึง 40 ปี ล้วนแต่ก้าวถึงอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกคน

ตัวอย่างเช่น พล.ต.อ.เผ่า ที่ได้รับแรงส่งจาก พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ผู้เป็นพ่อตา และหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2490 ให้โอนจากกองทัพบกมากรมตำรวจ ก่อนก้าวเป็น ผบช.น. ในวัยเพียง 39 ปี ส่วน พล.ต.อ.หลวงชาติตระการโกศล เป็น ผบช.น. ในวัย 42 ปี และ พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ในวัย 49 ปี

ทำความรู้จัก "กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ"
โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการในพระองค์
สองปีที่ผกผัน ก่อนนายกฯ ตั้ง "บิ๊กโจ๊ก" กลับเข้ารับราชการตำรวจ

ส่วนหนึ่งของพิธีส่งมอบตำแหน่งระหว่าง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. (ซ้าย) ผู้ครบวาระและพ้นจากราชการเพราะเกษียณอายุ และ พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผบช. น. คนใหม่ (ขวา) เมื่อ 30 ก.ย.

สำราญ : "เด็กวัด" เพชรบุรี สู่ นายใหญ่นครบาล

สื่อมวลชนหลายแขนงรายงานว่า พล.ต.ท สำราญ มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดา เคยเป็นเด็กวัด คอยเดินตามพระวัดโตนดหลวง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อาศัยข้าวก้นบาตรเลี้ยงชีพ จึงปลูกฝังนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยความมุ่งมั่น สอบเข้าเรียนต่อเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 34 นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 50

เมื่อปี 2547 หลังจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจมาได้ 7 ปี ขณะมียศเป็น ร.ต.อ.รองสารวัตร ได้รับตำแหน่งสำคัญ ขึ้นเป็นสารวัตรสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ ที่เพิ่งเพิ่มตำแหน่งเป็น 3 คน แบ่งกันคุมพื้นที่สืบสวนปราบปรามอาชญากรรม "เหนือ-ใต้-ธนฯ" ใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นมีสารวัตรเพียงคนเดียว ที่เรียกกันติดปากชาวนครบาลว่า "สืบพิเศษ"

สำราญ เติบโตในหน่วย 191 หลายปี จนเป็นรองผู้กำกับการสายตรวจในปี 2551 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ไม่พรวดพราด ครองตำแหน่งครบกำหนดระยะเวลา ก็เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ช่วงนี้เองที่เขาได้รับการจับตามองว่าจะเติบโตนำรุ่น เพราะอยู่ในหน่วยสำคัญของนครบาล

สำราญ นั่งเก้าอี้รองผู้กำกับการ 4 ปีเต็ม ทั้งที่ 191 และศูนย์สืบสวนนครบาล ก็ขยับขึ้น ผกก.สน.ดอนเมือง เมื่อปี 2555 ก่อนโยกกลับมาเป็นผู้กำกับการสายตรวจ อยู่จนครบเป็นรองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษเมื่อปี 2559 จากนั้นเริ่ม "ได้แรงหนุนดี" ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ขึ้นเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษในปี 2561 หลังนั่งเก้าอี้รองผู้บังคับการได้เพียง 2 ปี ซึ่งไม่ครบหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กำหนดไว้ 5 ปี

"ฐานเศรษฐกิจ" รายงานว่า ระหว่างดำรงตำแหน่งผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 เขาได้ปฏิบัติงาน การถวายอารักขาและถวายความปลอดภัยแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ และสั่งการให้ตำรวจสายตรวจรถยนต์ออกตรวจตรา ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดจับ เน้นการควบคุมอาชญากรรมให้ได้มากที่สุด และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชน

จนปี 2562 เขาได้ครองตำแหน่ง รอง ผบช.น. แล้วขึ้นเป็น ผบช.น. เมื่อ 1 ต.ค. ปีนี้



จิรภพ : ลูกผู้บัญชาการการกองเรือ

จิรภพ ก็คือ "ลูกไม้ใต้ต้น" ของบ้าน "ภูริเดช" ที่สมาชิกครอบครัวล้วนมีการศึกษาสูงและมีหน้าที่การงานดี

บิดา คือ พล.ร.อ.สมภพ ภูริเดช ดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์พิเศษ หลังเกษียณราชการจากกองทัพเรือ ในตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือภาค 3 นอกจากนี้เขาคือ ต้นแบบและแรงบันดาลใจให้ลูก ๆ

มารดา คือ นางรสสุคนธ์ ภูริเดช อดีตข้าราชการกรมสรรพากร และอดีตวุฒิสมาชิกผู้ล่วงลับ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพเมื่อ 7 ส.ค. 2560

จิรภพ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 34 นรต. 50 จบปริญญาโทด้านการบริหารข้อมูลสารสนเทศ จากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลมิชิแกน สหรัฐฯ จบปริญญาเอกวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ จบหลักสูตรเอฟบีไอรุ่นที่ 271 จากสหรัฐฯ

เขาเข้ารับราชการตำรวจติดตรากองปราบปรามที่แขนเสื้อมาตั้งแต่ต้น มีพี่เขย คือ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปัจจุบันคือ พล.ต.อ.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รองผู้บัญชาการหน่วยถวายความปลอดภัยรักษาในพระองค์

พี่ชายคนที่ 2 คือ พล.อ.จักรภพ ภูริเดช นายทหารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทด้วยความซื่อสัตย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

เขาเริ่มรับราชการตำแหน่งแรกเป็นรองสารวัตรฝ่ายปฏิบัติการ 3 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) เป็นรองสารวัตร แผนก 2 กก. 1 บก.ป. ก่อนติดยศ พ.ต.ต. เป็นสารวัตรตำรวจท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต จากนั้นก็ขึ้นเป็นรอง ผกก.ท่องเที่ยวภูเก็ต และได้ขึ้นเป็น ผกก.ท่องเที่ยวภูเก็ต ต่อมาได้ย้ายกลับถิ่นเก่ามาเป็น ผกก.1 บก.ป. เมื่อปี 2557 ขึ้นเป็นรอง ผบก.ป.เมื่อ มิ.ย. 2560

ไม่ถึง 2 เดือน ก่อนอายุครบ 43 ปีบริบูรณ์ เขาทำพิธีรับมอบตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบจาก พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด เมื่อ 18 ต.ค. 2561

พล.อ. จักรภพ - พล.ต.ต. จิรภพ สองพี่น้องแห่งสกุล "ภูริเดช"
พล.ต.ท. ต่อศักดิ์ สุขวิมล: "ไม่เป็นไร... ให้ ตร. เป็นคนชี้แจง"
พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ข้าราชบริพารผู้ถวายงานด้วยความซื่อสัตย์



พล.ต.ต.จิรภพ มีผลงานจับกุมคดีใหญ่ ๆ ระดับประเทศมากมาย เช่น คดียักยอกเงินของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง, คดีปล้นรถขนเงิน บริษัทโพรเกรส กันภัย จำกัด คดียิงนายสมยศ สุธางค์กูร เจ้าพ่อพระราม 9 คาเฟ่, คดีจับ "หญิงไก่" แอบอ้างเบื้องสูง, คดีฆ่าโบกปูนชาวอิสราเอลซุกไว้บ้านพักบางบัวทอง เป็นต้น

อีกผลงานเด่น คือ การตั้งทีม "หนุมานกองปราบ" เมื่อ พ.ย. 2562 หลังจากที่ จิรภพ รับตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปราม มีประสงค์ให้กองปราบปรามมีชุดปฏิบัติการของหน่วยตัวเอง เพื่อจะได้เรียกใช้สำหรับภารกิจต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ หน่วยคอมมานโด ซึ่งเคยสังกัดกองปราบปราม ได้แยกตัวไปอยู่ในสังกัดกองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904

การเติบโตของ จิรภพ ในช่วงต้น เริ่มมาตามปกติ แม้จะเร็วกว่าเพื่อนหลายคน แต่ก็ไม่ได้เร็วกว่าคนอื่นๆ เพราะเขาใช้เวลา 8 ปี ก่อนจะได้เป็นสารวัตร ขณะที่ สำราญ และเพื่อนบางคน ใช้เวลา 7 ปี และจะเห็นได้ว่าจังหวะและก้าวย่างช่วงเริ่มต้น จิรภพ ช้ากว่า สำราญ 1 ขั้น เป็นรองสารวัตรปี 2540 ปี 2548 ก้าวเป็นสารวัตร ปี 2553 เป็นรองผู้กำกับการ หลังสำราญ 2 ปี

จิรภพ มาไล่ทัน สำราญ เมื่อเป็นผู้กำกับการ พร้อมกัน ในปี 2555 ซึ่ง จิรภพ เริ่มเร่งตัวขึ้นมา แม้ครองตำแหน่งรองผู้กำกับการไม่ครบหลักเกณฑ์ แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ จนเติบโตในกองปราบปราม มาตั้งแต่เป็นรองสารวัตร จนก้าวมาถึงผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง



ใครบ้าง จะเป็น ผบ. ตร. ในช่วง 10 ปี จากนี้

30 ก.ย. 2565 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ. ตร. คนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการ ผู้สืบทอดจากเขาจะเป็นการชิงตำแหน่งของ 3 ผู้แข่งขัน คือ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ (นรต.38) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ (ผู้ไม่ได้จบจาก ร.ร. นายร้อยตำรวจสามพราน) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ (นรต.40) ที่ได้รับการผลักดันขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในครั้งนี้ แต่เก้าอี้ ผบ.ตร. ปีหน้า ยังมีเงื่อนไขของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผช.ผบ.ตร. ที่ว่ากันว่าถูกวางไว้เป็น ผบ.ตร. ในอนาคตด้วย

แต่ด้วยความที่ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ จะเกษียณในปี 2567 พร้อม พล.ต.อ.รอย ทำให้คาดการณ์ว่าปี 2565 พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ จะถูกดันข้ามอาวุโส ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อไปชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.ในปี 2566 เพื่อครองตำแหน่ง 1 ปีก่อนเกษียณอายุราชการ สูตรนี้มีความเป็นได้สูงยิ่ง แม้เจ้าตัวจะเคยออกตัวไว้หลายครั้งว่าไม่ต้องการเดินไปสู่จุดนั้น

แต่เส้นทางและการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงสุดท้ายของชีวิตราชการ ทำให้เขาถูกจับตามองเป็นพิเศษ


พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. รับมอบที่ดินราชพัสดุ (บางปิ้ง สมุทรปราการ) จากนายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์

หากหมากเกมถูกวางไว้เช่นนี้ เก้าอี้ ผบ.ตร. ต่อจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ อาจจะเหลือแค่ 2 คน คือ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ และ พล.ต.อ.วิสนุ เพราะต่างเกษียณในปี 2566 พร้อมกัน เพื่อเปิดทางโล่งให้ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ไว้ล่วงหน้า ซึ่งเท่ากับปิดโอกาสของ พล.ต.อ.รอย ไปในทันที เพราะเขาจะไปเกษียณพร้อม พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ในปี 2567แม้จะครองอาวุโสกว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ก็ตาม แต่ พล.ต.อ.รอย ก็มีแรงสนับสนุนส่วนตัวไม่น้อยเหมือนกัน ทำให้การต่อสู้ชิงเก้าอี้ ผบ.ตร. ปีหน้าน่าจับตาอย่างยิ่ง

ผ่านศึกปี 2565-2567 ไปแล้ว คู่ชิง ผบ.ตร.ก็น่าเข้าสู่เส้นทางของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ. ตร. ที่เชื่อว่าเวลานั้น น่าจะเป็นคู่ชิงตำแหน่ง ผบ.ตร.ไปแล้ว แม้ 2567 อาจจะต้องหลีกทางให้รุ่นพี่หลายคนที่มีจังหวะชิงเก้าอี้กันหลายคน เช่น พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง (นรต.39) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ( นรต.39) และ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ (นรต.41) ที่จะเกษียณปี 2568 พล.ต.ท.ธนา ชูวงษ์ (นรต.42) พล.ต.ท.กิตติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ( นรต.41) ที่จะไปเกษียณปี 2569

ช่วง 2 ปี นี้ไม่ใช่สงครามของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หากแต่ปีที่ทรงความหมายยิ่งคือปี 2569 หากไม่มีอะไรสะดุดหรือที่เรียกกันติดปากในวงการสีกากีว่า "รถทัวร์คว่ำ" พล.ต.ท.สุรเชษฐ์จะกลายเป็นอาวุโสอันดับ 1 ที่อาจได้ครองเก้าอี้ ผบ.ตร.ยาวนาน 5 ปี เพราะคู่ต่อสู้อื่น ที่เป็นรุ่นพี่หลายคนที่มีโอกาสถึง พล.ต.อ.ขณะนี้ยังเป็นผู้บัญชาการเท่านั้น ทั้ง พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง (นรต.41) ก็เกษียณเร็วกว่านั้นอีกคือ 2569 พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (นรต.41) ที่เพิ่งขึ้นโผนี้ ก็เกษียณปี 2569 เช่นเดียวกัน

ส่วนกลุ่มที่ขึ้นหลังหรืออาวุโสระดับ รอง ผบ.ตร. ในอนาคตจะน้อยกว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ แต่เป็นนักเรียนรุ่น กลุ่มนี้มีโอกาสเบียดแซงได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้โอกาสเป็น ผบ.ตร. ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์หายไป เพราะทั้ง พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้บัญชาการศึกษา นรต.43 และ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร จเรตำรวจ (นรต.42) จะไปเกษียณพร้อมกันในปี 2571 ขณะที่ดาวรุ่งอีก 2 คน คือ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา (นรต.45) ที่เที่ยวนี้ถูกขยับจากผู้บัญชาการสันติบาลไปเป็นจเรตำรวจ และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ (นรต.43) นักสืบมือดีที่ยังไม่ได้รับโอกาสแสดงฝีไม้ลายมือในระดับกองบัญชาการ เพราะยังเป็นจเรตำรวจติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จะไปเกษียณพร้อมกันปี 2572

ถึงตอนนั้น เส้นทางของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ก็โล่งโปร่งระหว่างปี 2572-2574



จิรภพ มีเวลาอยู่ในราชการมากกว่าสำราญ 3 ปี โดย สำราญจะเกษียณปี 2576 ส่วน จิรภพ แม้เกิดหลังสำราญ 2 ปี คือ 2 ธ.ค. 2518 แต่ได้อานิสงส์เกิดหลัง 1 ต.ค. ตามปีงบประมาณแผ่นดิน กฎหมายให้ไปเกษียณในปีถัดไป ทำให้จิรภพ ไปเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2579

หากไม่เกิด "อุบัติเหตุใด ๆ" ผู้สื่อข่าวสายตำรวจส่วนใหญ่มองว่า ทั้งสองคนมีโอกาสไปถึงฝั่งฝันในตำแหน่งสูงสุดของตำรวจได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ด้วยสูตร สำราญ 2574-2576 และ จิรภพ 2576-2579

ทว่าเวลา 10 ปี ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นก็ได้


พิธีเข้ารับตำแหน่งวันแรกที่ บชน. ของ พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผบช. น. เมื่อ 1 ต.ค. 2564

ดูนิทรรศการแบบ interactive 5 ตุลาฯ ความยุติธรรม ยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย

https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/4668403276543728

Bitter truth❗ราคาที่ต้องจ่ายเมื่อพูดความจริง


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
October 1 at 7:24 AM ·

54 วัน ในคุกคือราคาของการต่อสู้ที่ถูกจ่ายด้วยอิสรภาพของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในขณะที่ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก หลังจากที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในคดีการชุมนุมที่ด้านหน้า บก.ตชด. ภาค 1 เขากลับต้องหวนคืนสู่กรงขังอีกครั้งในอีกคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ เหตุจากการโพสต์จดหมายถึงกษัตริย์ในกิจกรรม “ราษฎรสาส์น” นับจากวันที่ถูกคุมขังคือวันที่ 23 ก.ย. 64 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 9 วัน แล้วที่เขาต้องสูญเสียอิสรภาพไป เหตุเพราะออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสังคมที่ดีกว่า
.
>>> “ผู้ต้องขังทางการเมือง” อย่างน้อย 9 คน เป็นเยาวชน 1 ราย ถูกขังระหว่างการดำเนินคดี (https://tlhr2014.com/archives/35679)
.
ทว่าในเวลานี้ที่ทุกอย่างดูมืดมนคล้ายกับว่าไร้ทางออก ในวันที่แกนนำราษฎรต้องถูกคุมขังเพียงเพราะใช้สิทธิและเสรีภาพของตัวเอง ยังมีแสงเทียนวูบไหวระริกที่คอยย้ำเตือนว่าสังคมยังมีหวัง ถ้อยคำมากมายจากมวลชนถูกเรียงใส่ซองจดหมาย จากคนข้างนอกถูกส่งต่อสู่คนข้างใน ปลอบประโลมเหล่าผู้ที่ถูกคุมขังว่า มวลชนไม่เคยลืมพวกเขา และยังเฝ้ารอวันที่คนข้างในจะได้รับอิสรภาพ
.
และจากตัวอักษร สิ่งที่ถูกกลั่นออกมาคือความหวัง เหล่านี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ประกายไฟของการต่อสู้ไม่เคยมอดลง แม้ในโมงยามมืดมนที่สุดก็ตาม
.
.
https://tlhr2014.com/archives/35936

ลงทุนน้ำ ละลายหายแว็ปไปกับสายน้ำ - 3 ปี 3 แสนล.! เข็นอีก 526 โปรเจกต์ 8 แสนล้าน ก่อน'บิ๊กตู่'ชวนสวดมนต์ไล่พายุ


3 ปี ลงทุนน้ำ 3 แสนล.! เข็นอีก 526 โปรเจกต์ 8 แสนล้าน ก่อน'บิ๊กตู่'ชวนสวดมนต์ไล่พายุ

3 ตุลาคม 2564
สำนักข่าวอิศรา

“…ปรากฎว่า ในช่วง 3 ปีแรก ของแผนแม่บท (ปี 2561-2563) รัฐบาลจัดสรรงบพัฒนาแหล่งน้ำ 305,180 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงปี 2564-2566 รัฐบาลมีแผนผลักดันโครงการภายใต้แผนพัฒนาทรัพยากรน้ำใน 5 ภูมิภาค จำนวน 526 โครงการ วงเงินลงทุน 879,000 ล้านบาท…”
............................

สถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลพายุ ‘เตี้ยนหมู่’ และฝนตกหนักจากร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทย ยังคงไม่คลี่คลาย

ล่าสุดหลายจังหวัดในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งรวมถึงกรุงเทพและปริมณฑล กำลังเตรียมรับมือน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมาจาก จ.ตาก จ.สุโขทัย จ.เพชรบูรณ์ จ.พิษณุโลก และจ.นครสวรรค์ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น (อ่านประกอบ : ปภ.สรุปสถานการณ์น้ำท่วม 30 จังหวัด เสียชีวิต 6 สูญหาย 2 ราย)

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก สมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ว่า ในช่วง 7 ปี ของการบริหารประเทศภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารจัดการน้ำปีละ 6 หมื่นล้านบาท หรือ 7 ปี เป็นงบรวมกว่า 4 แสนล้านบาท

แต่ประชาชนยังต้องประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมทุกปี

ขณะที่ รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม' เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า

“…เอาแค่ในปี 2560-2564 ที่มี “แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” (ช่วงปีหลังๆ สุดมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวเรือใหญ่) ก็ใช้ไปแล้วกว่า 296,780 ล้านบาท และที่สำคัญ คือ ผ่านประสบการณ์น้ำท่วมมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง เห็นภาพบ้านเรือนจมบาดาล เห็นผู้คนต้องขนของหนีน้ำมาแล้วมากมาย…”

กระทั่ง วิทยา แก้วมี ผู้อำนวยการกองแผนงาน กรมชลประทาน ออกมาชี้แจงว่า กรมฯบูรณาการทำงานกับหลายหน่วยงาน โดยผลการดำเนินงานระหว่างปีงบ 2557-2564 สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 2 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 2,000 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นกว่า 10 ล้านไร่ และมีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์กว่า 6 ล้านครัวเรือน

วิทยา ยังระบุว่า มีโครงการชลประทานสำคัญๆที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม เช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จ.สงขลา ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2565 ,โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ปัจจุบันอยู่ระหว่างทำรายงานชี้แจง คชก. (EIA) ,โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ซึ่งคืบหน้าไปแล้ว 62% และการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเสร็จไปแล้ว 6 โครงการ เป็นต้น


(พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2564 ที่มาภาพ : ทำเนียบรัฐบาล)

อย่างไรก็ดี สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) พบว่า ภายใต้แผนแม่บท ‘การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2561-2580)’ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และจัดหาเพื่อสนับสนุนการพัฒนา ซึ่งเป็นข้อมูล ณ เดือน พ.ค.2564

ปรากฎว่า ในช่วง 3 ปีแรกของแผนแม่บท (ปี 2561-2563) รัฐบาลจัดสรรงบพัฒนาแหล่งน้ำ 305,180 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงปี 2564-2566 รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการภายใต้แผนพัฒนาทรัพยากรน้ำใน 5 ภูมิภาค จำนวน 526 โครงการ วงเงินลงทุน 879,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.การจัดการน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ โดยระหว่างปี 2561-2563 มีการจัดสรรงบพัฒนาแหล่งน้ำ 24,265 แห่ง วงเงิน 85,137 ล้านบาท เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 13 กิโลเมตร ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 8.6 หมื่นไร่ และมีปริมาณน้ำใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น 171.74 ล้านบาท เป็นต้น

ขณะที่ในปี 2564-2566 กำหนดแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคเหนือ 165 โครงการ วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท อาทิ การผันน้ำเติมเขื่อนภูมิพล ,คลองผันน้ำยม-น่าน และสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างน้อย 6 แห่ง เช่น อ่างฯแม่เมาะ จ.พะเยา ,อ่างฯตะเคียน จ.ลำปาง ,อ่างฯแม่คำมี จ.แพร่ ,อ่างฯน้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ,อ่างฯน้ำกิ จ.น่าน และอ่างฯน้ำกอน จ.น่าน (อ่านข้อมูลประกอบ)



2.การจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง โดยระหว่างปี 2561-2563 มีการจัดสรรงบพัฒนาแหล่งน้ำ 9,166 แห่ง วงเงิน 50,623 ล้านบาท เช่น การขยายเขตพัฒนาประปาเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ 108 แห่ง, สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 11 กิโลเมตร สร้างระบบบำบัดใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพระบบเดิม 7 แห่ง และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 5,620 ไร่ เป็นต้น

ขณะที่ในปี 2564-2566 กำหนดแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคกลาง 145 โครงการ วงเงิน 4.1 แสนล้านบาท อาทิ โครงการผันน้ำเขื่อนศรีนครรินทร์ (ระยะที่ 1-2) ,อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ตอนล่าง จ.เพชรบุรี ,ประตูระบายน้ำลพบุรี จ.อยุธยา ,การฟื้นฟูและพัฒนาบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ และโครงการผันน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย เป็นต้น (อ่านข้อมูลประกอบ)




3.การจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยระหว่างปี 2561-2563 มีการจัดสรรงบพัฒนาแหล่งน้ำ 5,951 แห่ง วงเงิน 38,624 ล้านบาท เช่น การขยายเขตพัฒนาประปาเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ 60 แห่ง, สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 2 กิโลเมตร สร้างระบบบำบัดใหม่ 1 แห่ง และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 4,270 ไร่ เป็นต้น

ขณะที่ในปี 2564-2566 กำหนดแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก 51 โครงการ วงเงิน 8.6 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการเครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองอ้อ-บางพระ ,อ่างเก็บน้ำคลองโพล้ จ.ระยอง ,อ่างเก็บน้ำห้วยกรอกเคียน จ.ฉะเชิงเทรา ,ประตูระบายน้ำ บ้านวิงชัน จ.ปราจีนบุรี และพื้นที่แก้มลิงลุ่มต่ำบางพลวง จ.ปราจีนบุรี เป็นต้น (อ่านข้อมูลประกอบ)




4.การจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระหว่างปี 2561-2563 มีการจัดสรรงบพัฒนาแหล่งน้ำ 77,916 แห่ง วงเงิน 80,196 ล้านบาท เช่น การขยายเขตพัฒนาประปาเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ 199 แห่ง, สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 9 กิโลเมตร และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 34,060 ไร่ เป็นต้น

ขณะที่ในปี 2564-2566 กำหนดแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 102 โครงการ วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท อาทิ ผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล (ระยะที่ 1) ,ผันน้ำเขื่อนป่าสัก-ลำตะคอง ,อ่างเก็บน้ำห้วยบอน จ.อุบลราชธานี ,การฟื้นฟูและพัฒนาบึงหนองหาร จ.สกลนคร และพัฒนาแหล่งบาดานขนาดใหญ่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เป็นต้น (อ่านข้อมูลประกอบ)



5.การจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยระหว่างปี 2561-2563 มีการจัดสรรงบพัฒนาแหล่งน้ำ 7,864 แห่ง วงเงิน 50,600 ล้านบาท เช่น การขยายเขตพัฒนาประปาเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ 94 แห่ง, สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 24 กิโลเมตร, สร้างระบบบำบัดน้ำใหม่ 4 แห่ง และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 5,170 ไร่ เป็นต้น


ขณะที่ในปี 2564-2566 กำหนดแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคใต้ 63 โครงการ วงเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท อาทิ อ่างเก็บน้ำลำรูใหญ่ จ.พังงา ,อ่างเก็บน้ำคลองช้าง จ.สตูล ,อ่างเก็บน้ำธารประเวศ จ.สุราษฎร์ธานี ,อ่างเก็บน้ำเขาพลู จ.ตรัง ,สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมือง สงขลา ภูเก็ต ตรัง พัทลุง ยะลา หลังสวน และสร้างแก้มลิง 2 แห่ง เป็นต้น (อ่านข้อมูลประกอบ)




อย่างไรก็ตาม สำหรับงบประมาณที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อนุมัติจัดสรรเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในปี 2561-2563 วงเงิน 305,180 ล้านบาท นั้น ยังไม่รวมงบกลางอีกอย่างน้อย 30,168.8 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ อนุมัติจัดสรรเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นการเร่งด่วน ในช่วงปี 2563-2564 ได้แก่

7 ม.ค.2563 อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 ไปพลางก่อน สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 วงเงิน 3,079.47 ล้านบาท

13 ส.ค.2563 อนุมัติเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ วงเงิน 11,892.87 ล้านบาท

15 ก.ย.2563 อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการเพื่อเตรียมการรับมือ บรรเทาปัญหาน้ำท่วม และเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในฤดูฝน ปี 2563 วงเงิน 6,742.77 ล้านบาท

6 ก.ค.2564 อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2563/2564 จำนวน 2,914 รายการ วงเงิน 3,359.35 ล้านบาท

17 ส.ค.2564 ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2564 เพื่อดำเนินโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วงเงิน 1,243.12 ล้านบาท

14 ก.ย.2564 อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัย ปี 2564 และบรรเทาปัญหาภัยแล้งปี 2564/2565 จำนวน 3378 รายการ วงเงิน 3,851.22 ล้านบาท

เหล่านี้เป็นภาพรวมการอนุมัติจัดสรร ‘งบบริหารจัดการน้ำ’ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มี ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เป็น ‘หัวเรือใหญ่’ ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะขอให้ประชาชนร่วมกันสวดมนต์ไล่พายุ

“ขอให้ช่วยกันสวดมนต์​ อย่าให้พายุเข้ามาอีกเลย พายุลูกเดียวนี่ก็พอแล้ว ต้องช่วยกันคิดใหม่ว่าวันข้างหน้าจะอยู่กันอย่างไร จะต้องปลูกบ้านอย่างไร จะต้องปลูกบ้าน 2 ชั้นหรือขยับขยายไปอยู่ในที่สูงขึ้น ซึ่งรู้ว่ายากแต่ถ้าตั้งใจฝั่งรัฐบาลพูดบ้าง ก็น่าจะไปในทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย เมื่อ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา

อ่านประกอบ :
เกาะติดแผนน้ำ 20 ปี! โหมบิ๊กโปรเจกต์ 2 แสนล้าน รัฐรวมศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จ



ความระยำของผู้นำ หลายปีก่อนมี Panama Papers ปีนี้มี Pandora Papers - Pandora Papers: Biggest offshore data leak exposes leaders' hidden wealth

#PandoraPapers #OffshoreDataLeak #BreakingNews
Pandora Papers: Biggest offshore data leak exposes leaders' hidden wealth

Oct 3, 2021

The secrets of the rich and powerful are exposed in the biggest trove of leaked offshore data in history.
 
It has been revealed the king of Jordan has amassed a property empire worth more than $100m.

He is among 30 world leaders and 100 billionaires detailed in the Pandora Papers - a collection of millions of files published by the International Consortium of Investigative Journalists.

To discuss the international reaction from the United States and Europe, we speak to our correspondents Mike Hanna in Washington, DC and Rory Challands in London.


Pandora Papers: Your guide to nine years of finance leaks

Oct 3, 2021

LIVE UPDATE

The financial secrets of hundreds of world leaders, politicians and celebrities has been exposed in another huge leak of financial documents.Dubbed the Pandora Papers it features almost 12 million files from companies providing offshore services in tax havens around the world.The data was obtained by the International Consortium of Investigative Journalists (ICIJ) in Washington DC, which has organised the biggest ever globalinvestigation,spanning 117 countries and involving more than 600 journa credit: https://www.bbc.com/news/business-418...
....
Related story
Pandora Papers: Secret wealth and dealings of world leaders exposed
BBC

6 ตุลา : ภารกิจที่ยังไม่จบในวัยเกษียณของ เกษียร-ธงชัย หลังผ่านความตาย - BBC News ไทย


6 ตุลา : ภารกิจที่ยังไม่จบในวัยเกษียณของ เกษียร-ธงชัย หลังผ่านความตาย - BBC News ไทย

Oct 4, 2019

BBC News ไทย

บีบีซีไทยสนทนากับ 2 ผู้มีประสบการณ์ตรงใน 6 ตุลา 2519 และเหตุการณ์ต่อเนื่อง คนหนึ่งคือ ศ. กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ ม. วิสคอนซิน-แมดิสัน อดีตผู้นำนักศึกษาและผู้ปราศรัยคนสุดท้ายบนเวทีชุมนุม อีกคนคือ ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ อดีต "สหาย" ที่เข้าป่าจับอาวุธ เพื่อให้ "ความทรงจำ" ของพวกเขาได้ส่งเสียง และเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้เกิด "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" อีก

BBC Thai

อ.ชาญวิทย์ เปิดประมูล ปฏิทินปี 2519 อายุ 45 ปีเข้าปีนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 2519 บาท ผู้ให้ราคาสูงสุดจะได้รับปฏิทินนี้ไป วันที่ 14 ตุลา จะเป็นวันประกาศผล เงินจะนำไปสมทบทุน การต่อสู้คดีของวีรชนคนรุ่นใหม่


Charnvit Kasetsiri
7h ·

1976 Calendar on auction...
เปิดประมูล ปฏิทินปี 2519 อายุ 45 ปีเข้าปีนี้
จากวันนี้ผ่านวันที่ 6 ไปจนถึงวันที่ 14 ตุลา 2564
ราคาเริ่มต้นที่ 2519 บาท
ผู้ให้ราคาสูงสุดจะได้รับปฏิทินนี้ไป ครับ
รายได้สมทบทุนเพื่อช่วยคดีความของเยาวชนประชาธิปไตยรุ่นใหม่
หมายเหตุ
ปฏิทินนี้ ทำด้วยผ้าหยาบ ๆ ด้านบนเป็นรูปโดมธรรมศาสตร์
แล้วมีวัน เดือน ปี 2519 ตามแบบปฏิทิน ทั่ว ๆ ไป
ผมไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ทำ แต่น่าจะเป็นนักศึกษารุ่นปีนั้น
รุ่น Baby Boomer นั่นแหละ
ผมได้เป็นของขวัญมา ก็ปีนั้น
วางทิ้งไว้ที่ห้องทำงานสมัยเป็นรองอธิการฯ ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์​
ห้องทำงานผมอยู่ตรงริมน้ำเจ้าพระยา
(ที่ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร) ใกล้ ๆ ศาลเจ้าแม่สิงโต
เมื่อเกิดอาชญากรรมรัฐไทย วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519
ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ถูกทหารตำรวจเข้ายึดครอง
ครั้นเมื่อมหาวิทยาลัย เปิดให้เข้าไปได้
ผมก็ไปเก็บข้าวของส่วนตัว ที่หลงเหลืออยู่จากการโจรกรรม
ปฏิทินนี้ จึงถูกเก็บมา และสุมทิ้งไว้ที่บ้าน
ปีนี้ ผมติดกับ ไปไหนไม่ได้ เลยรื้อข้าวของออกมาจัด
ก็พบเจ้าปฏิทินนี้ นอนนิ่งเงียบอยู่ตั้ง 45 ปี
ผมจึงนำมันไปใส่กรอบให้สมศักดิ์ศรี
และคิดว่าเจ้าปฏิทิน น่าจะทำประโยชน์
ให้กับประเทศชาติ และประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ
ที่กำลังเผชิญกับ "นิติสงคราม"
ดังนั้น ผู้ที่ยินดีจะประมูลเพื่อกิจกรรมครั้งนี้
โปรดได้เสนอราคามาที่ผม ครับ
เราจะประกาศผลในวันที่ 14 ตุลา
และนำเงินไปสมทบทุน เพื่อต่อสู้คดีของวีรชนคนรุ่นใหม่ ครับ
ด้วยจิตคารวะ
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาพื้นฐาน
3 ตุลา 2564/2021
ในบรรยากาศของการเมืองทราม โรคห่าโควิด และน้ำท่วม

https://www.facebook.com/charnvit.ks/posts/5001785326502521

#ม็อบ3ตุลา ไล่ประยุทธ์


 

 

ชวนติดตามเรื่องของ ครูจิ๋ว ครูข้างถนน ฮีโร่เด็กเร่ร่อน กว่า 30 ปี ทุ่มเท เสียสละ เพื่อให้โอกาสเด็กเร่ร่อน พยายามพลักดันเข้าสู่ระบบการศึกษา สร้างชีวิตใหม่ ให้พวกเขาอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม


อีจัน
10h ·

#30ปีเป็นครูข้างถนนเหนื่อยเเต่มีความสุข
โควิดพร้อมกลืนกินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เด็ก "ครูจิ๋ว"
นอกจากทุ่มเททั้งชีวิต สอนเด็กข้างถนน ในวิกฤตินี้
ยังต้องปกป้องชีวิตเด็ก ให้รอดพ้นจากเชื้อเพชฌฆาต
จันขอกราบใจครูจิ๋วเเละชื่นชมความดี
ผู้เสียสละจันขอยกย่อง
#ฮีโร่ของคนไทย #เดทตอล #เดทตอลXอีจัน

ชื่อและแซ่จีนของกษัตริย์ไทยในราชวงค์จักรี


ชาญวิทย์ เกษตรศิริ Charnvit Kasetsiri
October 1 at 10:08 PM ·

Chinese clan and names of Sien-lo kings
พระนามและแซ่จีน (แต้ หรือ เจิ้ง) ของกษัตริย์ไทยสยาม
ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
ผมทราบเปนครั้งแรกว่า ในประวัติศาสตร์นั้น
กษัตริย์ไทย
ตั้งแต่พระเจ้าตากสิน จนถึงรัชกาลที่ ๔
ต่างมีพระนาม และแซ่ ที่ใช้ในการติดต่อทางความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการจิ้มก้อง ทั้งนี้จากหนังสือ Chinese Society in Thailand (แปลเปนไทยแล้วในชื่อ สังคมจีนในประเทศไทย มติชนพิมพ์ซ้ำ)
และคิดว่าน่าจะยกเลิกไป เมื่อรัชกาลที่ ๔ ยกเลิกไม่ส่งก้องไปจิ้มจักรพรรดิจีน
ทรงหันไปทำสัญญาไม่เสมอภาคกับ Great Britain - Bowring 1855/2398
แต่ใน web นี้ ที่อ่านพบโดยบังเอิญ
ให้ข้อมูลว่า ทั้งแซ่และพระนามจีน ยังคงมีต่อมาถึงปัจจุบัน
คงต้องถามผู้รู้ทั้งการเมือง และอ่านหนังสือจีนออก
ช่วยชี้แจงให้ข้อมูลกัน ด้วยครับ
ปล.
ผมไม่คิดว่า กษัตริย์สมัยอยุธยา ใช้แซ่ หรือ พระนามจีน ครับ
อย่างน้อย ผมก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐาน ครับ

https://www.facebook.com/charnvitkasetsiri/posts/4506044306118370

วันอาทิตย์, ตุลาคม 03, 2564

ภาพประวัติศาสตร์: กรอบภาพที่ไม่มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์

 


3 ตุลาคม 2564

ภาพประวัติศาสตร์ของไทย ที่ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถออกจากกรอบที่ตั้ง 

อนึ่ง เราไม่มีข้อมูลสถานที่ดังกล่าว แต่เนื่องจากในช่วงเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่ได้ทยอยเก็บภาพของทั้งสองพระองค์ลง เนื่องจากเกรงว่าจะถูกกลุ่มผู้ต้องการปฏิรูปหรือต่อต้านสถาบันทำลายด้วยการเผาหรือพ่นสี