วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 20, 2569

งาน Peace Festival Week ภายใต้ธีม “จิตวิญญาณมหิดล เพื่อสังคมสันติประชาธรรม” อ.พวงทอง พาเราไปดูการต่อสู้เพื่อรักษาความทรงจำใน 3 ประเทศ คือ เกาหลีใต้ (กรณีควังจู) อาร์เจนตินา (กรณี Dirty War) และไทย (กรณี 6 ตุลา)

https://www.facebook.com/adjd.pipe/posts/10166174999672269

Kanat Naktanomsub 
16 hours ago
·

เมื่อวานนี้ (18 สิงหาคม) ได้ไปร่วมงานรำลึก 6 ตุลา ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Peace Festival Week ภายใต้ธีม “จิตวิญญาณมหิดล เพื่อสังคมสันติประชาธรรม” งานเริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึง 2 ทุ่มครึ่ง

ช่วงแรกของงาน อ.พวงทอง เปิดประเด็นด้วยแนวคิดที่เป็นหัวใจของทั้งวัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “สภาวะความจำเสื่อมทางประวัติศาสตร์” (Historical Amnesia) อาจารย์อธิบายว่านี่คือการที่รัฐใช้อำนาจสารพัดกระทำต่อความรู้ ความคิด ความจำ ปกปิด/บิดเบือน “เรื่องเล่า” ของฝ่ายประชาชน แต่ในทางตรงกันข้าม กลับตอกย้ำเรื่องเล่าของฝ่ายตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ประชาชนยอมรับไปเองว่า “นี่คือสภาวะที่ดีที่สุดที่สังคมจะเป็นได้” อาจารย์ชี้ให้เห็นว่านี่คือเสาหลักของอำนาจเผด็จการ เช่นเดียวกับของระบอบ Oceania ในนวนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ ที่รัฐไม่ได้แค่ควบคุมปัจจุบันหรืออนาคต แต่ควบคุมอดีตด้วย

จากจุดตั้งต้นนี้ อ.พวงทอง พาเราไปดูการต่อสู้เพื่อรักษาความทรงจำใน 3 ประเทศ คือ เกาหลีใต้ (กรณีควังจู) อาร์เจนตินา (กรณี Dirty War) และไทย (กรณี 6 ตุลา)

สำหรับเกาหลีใต้ ขบวนการ Minjung Art ในทศวรรษ 1970-80 ที่ใช้ภาพวาดเป็นเครื่องมือต่อต้าน ชี้ให้เห็นว่าศิลปะไม่ใช่แค่เครื่องประดับของการเคลื่อนไหว แต่คือส่วนหนึ่งของอาวุธในการต่อสู้

สำหรับอาร์เจนตินา “Dirty War” ปี 1976-1983 ที่รัฐบาลทำให้ผู้คนราว 30,000 คน “สูญหาย“ การต่อสู้โดยนิทรรศการ “The Disappeared: Remnants of a Dirty War” ที่วางภาพถ่ายผู้สูญหายเรียงรายเป็นแนวยาวบนพื้นถนน เป็นพรมแห่งความทรงจำที่ชวนให้ระลึกถึงเหตการณ์

“NIÑOS DESAPARECIDOS” (เด็กที่สาบสูญ) ซึ่งกลุ่ม Abuelas de Plaza de Mayo หรือ “คุณแม่แห่งจัตุรัสพลาซา เดอ มาโย” ถือไว้พร้อมภาพถ่ายเด็กๆ ที่หายไปในยุคเผด็จการ ผู้หญิงเหล่านี้สวมผ้าคลุมศีรษะสีขาว (ผ้าอ้อม) ที่เขียนชื่อลูกที่หายไป เดินขบวนเรียกร้องความจริงต่อเนื่องหลายปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความทรงจำที่ทรงพลัง และยังมีภาพที่ศิลปินนำภาพเงาร่างมนุษย์ขนาดเท่าคนจริงไปติดไว้ตามเสาอาคารราชการและบนท้องถนน เหมือนเป็นการนำคนที่ “หายไป” กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในพื้นที่สาธารณะ ให้คนเดินผ่านไปมาต้องเผชิญหน้ากับการมีอยู่ของพวกเขา

ในกรณีไทยคือ โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” (Documentation of Oct 6) ซึ่งเป็นความพยายามรวบรวมและบันทึกภาพถ่าย เอกสาร และประวัติของผู้เสียชีวิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไว้เป็นระบบ ทีละคนทีละภาพ ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา อ.พวงทอง นำภาพถ่ายขาวดำของเหตุการณ์การแขวนคอที่สนามหลวงชุดที่คนไทยคุ้นตากันดี ถูกนำมาเรียงต่อกันหลายภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนถูกแขวนคอและทุบตีที่สนามหลวงวันนั้นไม่ได้มีคนเดียวแต่ที่ะิสูจน์ได้จากการนั่งดูภาพมีอย่างน้อย 5 คน…

จากนั้น อ.บัณฑิต พูดถึงการต่อสู้ที่ควังจูโดยละเอียด ประเด็นที่อาจารย์ย้ำหลายครั้งคือ “เราเลียนแบบไม่ได้ แต่เรียนรู้บางอย่างมาปรับใช้ได้”ไม่ใช่การลอกแบบวิธีการต่อสู้ของที่อื่นมาใช้ตรงๆ แต่คือการทำความเข้าใจตรรกะเบื้องหลัง แล้วนำมาปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยเอง
 
อาจารย์อธิบายภูมิหลังเกาหลีก่อนเหตุการณ์พฤษภาคม 1980 แสดงให้เห็นเส้นทางอันยาวนาน ตั้งแต่การตกอยู่ภายใต้อาณานิคมญี่ปุ่นกว่า 4 ทศวรรษ ที่มีการเกณฑ์แรงงานชาวเกาหลีกว่า 140,000 คน ต่อเนื่องมาถึงการปกครองของกองทัพสหรัฐฯ หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม และขบวนการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่งตั้งแต่ปี 1948 จนถึงยุคประธานาธิบดีพัค จองฮี ที่พัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วแต่ปกครองแบบเผด็จการผ่าน “ระบอบยูชิน” นี่คือรากฐานที่นำไปสู่การลุกฮือที่ควังจูในปี 1980

ช่วงบ่ายคือบทบาทของสื่อ ทั้งในแง่ที่สื่อสามารถเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพ หรือในทางกลับกัน กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความรุนแรงขึ้นจริงในโลกจริง วิทยากรยกตัวอย่างเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในไทย และกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เป็นกรณีศึกษา ที่สื่อ (ในยุคนั้นคือวิทยุและหนังสือพิมพ์) มีส่วนปลุกปั่นความเกลียดชังจนนำไปสู่การสังหารหมู่

พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ อธิบาย “วงจรความขัดแย้ง” ได้อย่างดี เริ่มจากความแตกต่างความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมในสังคม ถูกขยายผลจนสร้างภาพ “พวกเรา VS พวกเขา” นำไปสู่กระบวนการ Dehumanization หรือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย ตามมาด้วย Hate Speech และข่าวลวง ซึ่งสื่อและแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยขยายผลต่อ จนเกิดความกลัวผสมความโกรธ นำไปสู่การยอมรับความรุนแรงได้ในที่สุด และจบลงที่ความรุนแรงในโลกจริง…

ตัวอย่างที่ถูกยกมาคือกรณีโรฮีนจาในเมียนมาเมื่อปี 2017 ที่ความขัดแย้งเดิมถูกขยายผลผ่านเฟซบุ๊ก จนกลายเป็นความรุนแรงในระดับที่นานาชาติเรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ภาพเด็กชายยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่ถูกเผา เป็นภาพที่ตอกย้ำว่าเมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ขยายความเกลียดชัง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือชีวิตคนจริงๆ ที่สูญเสีย

สำหรับบริบทไทย คือการวิเคราะห์การใช้สื่อของกองทัพ ในการสร้างสถานการณ์ที่นำไปสู่ความขัดแย้งกับกัมพูชา สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อธิบายว่ากองทัพทำหน้าที่กำหนดกรอบ (framing) และกำหนด narrative เกี่ยวกับชายแดน ความมั่นคง และ “ภัยจากเพื่อนบ้าน” โดยทำหน้าที่เป็นทั้ง “actor ทางการเมือง” และ “ผู้ควบคุมสาร” ผ่านกลไกอย่าง Joint Information Center ที่ให้ข่าวกับสื่อหลัก เพื่อสร้าง perception ว่าไทยถูกคุกคาม

ที่น่าสนใจคือการอธิบายโครงสร้างสื่อสามชั้นที่กองทัพใช้ ชั้นแรกคือสื่อกระแสหลัก เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ซึ่งมักรับข่าวจากฝ่ายทหารเป็นหลักเพราะเข้าไม่ถึงข้อมูลทางเลือกจากฝั่งกัมพูชาหรือแหล่งอิสระ ชั้นที่สองคือ “Affiliate Media” หรือสื่อกึ่งทางการ เช่น เพจชาตินิยม เพจทหารเกษียณ กลุ่มสื่อภูมิภาคที่มักได้รับข้อมูลพิเศษจากหน่วยงาน ทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียงแบบไม่เป็นทางการ” ที่สามารถใช้ถ้อยคำรุนแรงกว่าสื่อหลักได้ เช่น การเยาะเย้ยกัมพูชา การบิดกรอบแผนที่ หรือการเผยแพร่ข้อมูลไม่ครบถ้วนเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม จุดสำคัญคือ Affiliate Media ทำให้กองทัพสามารถควบคุม tone ของกระแสสังคมได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรงในฐานะหน่วยงานรัฐ และชั้นที่สามคือโซเชียลมีเดียโดยตรง ที่บัญชีต่างๆ ทำหน้าที่ขยายข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อ narrative ของกองทัพ เช่น แชร์ภาพชายแดน คอมเมนต์เสริม ดันแฮชแท็กของฝ่ายทหารให้ติดเทรนด์ พร้อมกันนั้นก็โจมตีเรื่องเล่าของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็น NGO นักวิชาการ หรือเสียงจากฝั่งกัมพูชาที่นำเสนอภาพความขัดแย้งต่างออกไป

วงจรนี้เป็นวงกลม มีกองทัพอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบ Traditional Media, Social Media, Affiliate Media, Social Media (อีกครั้ง) และ Hatred Towards Cambodia ซึ่งวนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เป็นวงจรปิดที่ผลิตซ้ำความเกลียดชัง ตัวอย่างแฮชแท็กที่แต่ละเหล่าทัพ ทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ เชิญชวนให้คนไทยติดแฮชแท็ก เช่น #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedfire ภายใต้สโลแกน #TeamThailand ล้วนสะท้อนให้เห็นภาพที่กิงทัพทำได้ชัดเจน รวมถึงจดหมายด่วนที่สุดจากแม่ทัพภาคที่ 1 ของไทยตอบกลับผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ที่มีข้อความปลุกใจแบบ “ไม่มีชัยชนะใดได้มาโดยปราศจากการยืนหยัด… ทหารไทยยึดคืนทุกตารางนิ้วแห่งอธิปไตย”

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน จากวิทยุยานเกราะในปี 2519 มาเป็นเฟซบุ๊กและแฮชแท็กในวันนี้ ตรรกะพื้นฐานของการปลุกความเกลียดชังผ่านสื่อยังคงเดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรู้ทันสื่อ (media literacy) และการรักษาความทรงจำที่ถูกต้องจึงสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่อรำลึกอดีต แต่เพื่อป้องกันไม่ให้วงจรเดิมเกิดซ้ำในปัจจุบัน

ช่วงท้ายของวันเป็นการแสดงดนตรีออร์เคสตราโดยวงมหิดลออร์เคสตรา ที่ MACM Hall หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีเพลงที่แต่งขึ้นใหม่และเพลงที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น Blowing in the Wind, แสงดาวแห่งศรัทธา, Imagine และ Heal the World ดนตรีทำหน้าที่ที่งานวิชาการทำไม่ได้ นั่นคือการทำให้ความทรงจำกลายเป็นความรู้สึกที่ “รู้สึกได้“ ระหว่างการแสดงมีการอ่านบทกวีรำลึกถึงนักศึกษามหิดลที่สละชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา เช่น สัมพันธ์ เจริญสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเทคนิคการแพทย์ วัย 20 ปี และวีระพล โอภาสวิไล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเดียวกัน วัยเพียง 19 ปี

บทกวี เสียงดนตรี รูปของคนที่เคยมีชีวิต มีเสียงหัวเราะ มีเพื่อนฝูง มีคนรัก คือสิ่งที่ทำให้เราจดจำ “ความหมาย” ของชีวิตที่สูญเสียไป
…….

ย้อนไปที่ประโยคของ อ.พวงทองในช่วงเช้าที่ว่า
“เราจะต่อสู้ในชีวิตประจำวันด้วยเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นจากความจริง เพื่อต่อสู้กับความพยายามของรัฐที่จะทำให้เราลืม”

ตั้งแต่ภาพวาด Minjung Art ของเกาหลีใต้ ภาพผู้สูญหายในอาร์เจนตินา ป้าย NIÑOS DESAPARECIDOS ของเหล่าคุณแม่แห่งพลาซา เดอ มาโย ไปจนถึงบทกวีและเสียงดนตรีที่บรรเลงที่มหิดล นั่นคือการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือต่อต้านการถูกทำให้ลืม ในโลกที่รัฐและอำนาจพยายามบิดเบือนหรือลบเลือนความทรงจำอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนมีอยู่คือพลังของเรื่องเล่า และพลังของศิลปะที่จะบอกเล่าเรื่องเล่านั้นให้คงอยู่ต่อไป