วันอาทิตย์, มีนาคม 22, 2563

#คณะก้าวหน้า เสนอโร้ดแม้พ 'ประยุทธ์ออก' สภาฯ ตั้งนายกฯ ใหม่ ๑ ปียุบสภาเลือกตั้งและ ส.ส.ร.


สงสัย เจ้าของประเทศ ต้องเขกหัว ตลก.ศาลรัฐธรรมนูญแล้วละ ที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ เล่น การเมืองของ เอก-ป็อก-ช่อแล้วไม่ได้ตัดสิทธิการเป็นพลเมืองเสียด้วย เพราะตอนนี้พวกเขากลับมาหนักกว่าเดิม

รายการไล้ฟ์แถลงเปิดตัว #คณะก้าวหน้า “เดินหน้าทำงานขับเคลื่อนการเมือง-สังคมต่อเนื่องเพื่อ #สานต่อภารกิจอนาคตใหม่” โดย พรรณิการ์ วานิช ปิยบุตร แสงกนกกุล และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เกือบสองชั่วโมงครึ่ง ยิ่งกว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา

“สำหรับผมนี่ไม่ใช่วิกฤตของรัฐบาลชุดนี้ (อย่างเดียว) แต่เป็นวิกฤตของรัฐไทย” ธนาธรพูดถึงการล้มละลายทางการเมืองของรัฐบาลสืบทอดอำนาจ คสช. “สามเดือนในวิกฤตการณ์ครั้งนี้...เราไม่เห็นเลยว่ารัฐบาลมีประสิทธิภาพเพียงพอในการจัดการปัญหา สื่อสาร...”

ประการหลังมีตัวอย่างยืนยันซึ่งๆ หน้าวันนั้นเลย เมื่อในตอนเช้าทาง กทม.ประกาศปิดสถานที่เสี่ยงต่อการระบาดของเชื้อโรค โควิด-๑๙ เป็นการชั่วคราว ๒๒ วัน จำนวน ๒๖ รายการ ได้แก่ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ สวนสนุก ลานเสก็ต สนามกอล์ฟ ฯลฯ

ทำให้โฆษกรัฐบาลรีบแถลงแย้งว่าไม่จริ๊งไม่จริง เป็นเฟคนิวส์ แต่ทาง กทม.ไม่ยั่นเอาเอกสารตราครุฑออกมายัน จนฝ่ายโฆษกและศูนย์ควบคุมไวรัสในทำเนียบรัฐบาลต้องกลับไปเช็คข่าวกันจ้าละหวั่น พร้อมบ่นดังๆ ว่า “ไม่เห็นได้รับรายงานอะไร”
 
ท้ายที่สุดกลายเป็นกองโฆษกกับศูนย์โควิดนั่นแหละคือเฟคนิวส์ กทม.เขาของแท้ ธนาธรจึงพูดได้เต็มปากว่า “คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ล้มละลายทางการเมือง ขาดความศรัทธา ขาดความเชื่อมั่นจากประชาชนไปแล้ว

จนถึงวันนี้จะสื่อสารอะไรก็ลำบาก จนถึงวันนี้จะเรียกร้องความร่วมมือจากประชาชนก็ไม่ได้ เพราะประชาชนไม่มีความไว้ใจ” เสริมด้วยหมัดฮุค “เราไม่เห็นเลยว่ารัฐบาลชุดนี้มีความเข้าใจทางเศรษฐกิจ ไม่เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน”

ดังนั้น “แล้วอย่างนี้จะแก้ปัญหา (โคโรน่าไวรัส) ที่จะยืนยาวไปอีก ๑ ปีได้อย่างไร ยิ่งนานเท่าไรยิ่งสูญเสียมาก ยิ่งคุณประยุทธ์อยู่นานเท่าไร ความสูญเสียในสังคมก็ยิ่งมากเท่านั้น...ถ้าประยุทธ์ยังอยู่ต่อ สังคมทั้งสังคมมันจะพังหมด”
 
ข้อเสนอของพวกเขาก็คือ ขอให้ประยุทธ์ลาออกเสียเถอะ ในเมื่อ “รัฐบาลของประยุทธ์พิสูจน์มาแล้วว่าไม่มีทั้งความชอบธรรมและประสิทธิภาพ” ปิยบุตรพูดถึงคำถามที่ว่าจะเอาอะไรมาบังคับประยุทธ์ได้ และถ้าประยุทธ์ไม่ยอมจะทำอย่างไร

ธนาธรตอบในข้อนี้ว่า “เราแค่มีอำนาจในการตั้งคำถามว่าถ้าจะปล่อยประยุทธ์ไปอย่างนี้ ตระหนักหรือยังว่าประยุทธ์เป็น liability (ตัวถ่วง) และถ้าประยุทธ์ยังอยู่ต่อ สังคมทั้งสังคมมันจะพังหมด นี่คือทิศทางที่พวกคุณจะไปจริงๆ หรือ” เขาส่งสารตรงถึงผู้ทรงอำนาจทั้งคณะ

ต่อความแคลงใจที่ว่าทำไมไม่เรียกร้อง ยุบสภา แทนที่ขอให้ประยุทธ์ลาออก ซึ่งข้อนี้ อานนท์ นำภา ยกปัญหาขึ้นมาท้วงว่า “ระวังจะเปิดช่องให้มีการต่อท่ออำนาจสายตรงจากชนชั้นนำ” โดย “อาจจะเห็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านยกมือโหวด นายกคนนอกจากองคมนตรี” ก็ได้

ธนาธรพูดถึงประเด็นดังกล่าว ต่างกรรม ต่างวาระ “เราเข้าใจดีว่ายุบสภาต่อให้มอบโอกาสแก่ประชาชนในการตัดสินใจอีกครั้ง แต่มันจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งในภาวะโควิด-๑๙แบบนี้ มันเกิดสุญญากาศทางการเมืองไม่ได้”

และการกลับมาในรูปธรรม คณะก้าวหน้านี้ การลาออกของประยุทธ์เป็นเพียงส่วนหนึ่ง (แม้จะเป็นกระดุมเม็ดแรก) ของ โร้ดแม็พใหญ่ที่พ่วงท้ายเป็นกระบวน คือขอให้สภาผู้แทนราษฎร “แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีภารกิจเฉพาะหน้า ๒ อย่าง ทำให้เสร็จในกรอบเวลา ๑ ปี

ภารกิจแรกคือการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-๑๙ รวมถึงการฟื้นฟูประเทศหลังจากนั้น และอันดับที่สองก็คือ เป็นเจ้าภาพในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอ ๓ ยุบ ๑ เลิก ๑ แก้” สามยุบคือ ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ยุบคณะกรรมการการเลือกตั้ง และยุบวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง

สำหรับ ๑ เลิก เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๙ ซึ่งเป็นตัวบทนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช. ส่วน ๑ แก้ คือมาตรา ๒๕๖ ให้สามารถดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น และกำหนดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน

เป้าหมายน่าจะตั้งใจเสนอต่อ เจ้าของประเทศว่า “เมื่อสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว เอาภารกิจเฉพาะหน้า ๒ เรื่องไปจัดการภายใน ๑ ปีแล้ว ยุบสภา เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่
 
“ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้มีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพร้อมไปในคราวเดียวกัน” เท่ากับเปิดศักราชใหม่ทางการเมืองอย่างประชาธิปไตย ที่อิงแอบกับเสียงเรียกร้องและความต้องการของประชาชนเสียที

อย่างไรก็ดี กรณี เจ้าของประเทศ นั้นมาจากคำเปรยอย่างประชดของปิยบุตรเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญที่ว่า “ทราบดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบกลไกในการแก้รัฐธรรมนูญไว้ให้ทำไม่ได้เลย...มีวิถีทางเดียวที่จะให้ สว.ร่วมมือได้ คือ

๑.เจ้าของ สว.ส่งสัญญานให้ยอมแก้ กับ ๒.เจ้าของประเทศส่งสัญญานว่าให้ต้องแก้” และวิธีการเช่นนั้นเคยทำกันมาแล้ว อันจะ “ป้องกันไม่ให้วิธีการชุมนุมบานปลาย...และสองป้องกันทหารออกมายึดอำนาจได้ด้วย คือการเปลี่ยนผ่านโดยใช้รัฐธรรมนูญ ๖๐ เป็นเครื่องมือ”

ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นการ “การทำงานทางความคิด อันสำคัญมากกว่าจำนวน ส.ส.ในสภา” (ปิยบุตร) และ “ตั้งใจรณรงค์ทางความคิดในสังคม แม้จะถูกยุบพรรคและเสียสิทธิไปก็ยังดำเนินการทางการเมืองต่อไป เพราะเป้าหมายไม่ได้เพื่อเป็น ส.ส. เพื่อเป็นรัฐมนตรี”