วันอาทิตย์, พฤษภาคม 26, 2567

‘Rapex’ คอนดอมหญิง นวัตกรรมทำโทษนักข่มขืน มีหนามภายในถุงปักติดอวัยวะเพศชาย

นวัตกรรมทำโทษนักข่มขืน ที่มีการคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ ๒๐ ปีที่แล้ว กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เมื่อมีการกล่าวถึงและแพร่หลายบนหน้าทวิตเตอร์ ‘Rapex’ (ต่อมามีการปรับชื่อใหม่ เป็น ‘Rape-aXe’) คือคอนดอมสำหรับผู้หญิง

ดร.ซอเน็ตต์ เอห์เลอร์ ผลิตถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิงใช้โดยเฉพาะ เพื่อแก้เผ็ดชายนักข่มขืน สำหรับสอดใส่ในช่องคลอดสตรีแบบเดียวกับแทมพอน แต่ผิวในของถุงมีแถบหนามอยู่โดยรอบ เมื่ออวัยวะเพศชายสอดใส่เข้าไป หนามจะปักติดไม่หลุด ทำให้เจ็บปวดได้ยิ่งนัก

ทางเดียวที่จะเอาถุงนี้ออกได้ต้องไปให้หมอตัดออก (ข่าวบอกว่าน่าจะเกิดขึ้นพร้อมไปกับการจับกุมดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ในปี ค.ศ.๒๐๐๕ ประเทศอาฟริกาใต้ใช้ถุงนี้กัน เพื่อสั่งสอนผู้ชายหื่นไม่ยับยั้งชั่งใจ ให้ได้รับความเจ็บปวดสาสม

มีนักข่าวถาม ดร.เอห์เลอร์ว่านี่เป็นวิธีการลงโทษแบบดึกดำบรรพ์เชียวนะ เธอตอบว่า “เครื่องมือโบราณสำหรับพฤติกรรมดึกดำบรรพ์ไง”

(https://x.com/creepydotorg/status/1793883312630489373 และ https://x.com/missfacto/status/1793883875925696982) 

ทหารเรือพอใจได้เครื่องจีนใส่แทน ตกลงไทยจะได้เรือดำน้ำลำแรกจากจีน ราคา ๑ หมื่น ๒ พันล้าน ส่งมอบ ๓ ปีข้างหน้า

ลงท้ายเสียงของรัฐมนตรีว่าการกลาโหมหรือจะดังเท่า (อดีต) ผบ.ทร. เรื่องโครงการซื้อเรือดำน้ำจีนที่ไม่มีเครื่องยนต์ใส่มาหลายปีนับแต่ยุคนายกฯ ตู่ (บ) ทั้งที่วางมัดจำไปแล้ว ๗ พันล้านบาท ทหารเรือพอใจได้เครื่องจีนใส่แทน

การนี้ข่าวว่า อดีต ผบ.ทร.ยืนกรานจะเอาเรือดำน้ำตามเดิม แม้จะไม่ได้เครื่องเยอรมันก็ตาม ดังนั้นข้อเสนอของ รมว.กลาโหมพลเรือนจึงต้องตกกระป๋อง แม้นว่าเครื่องที่จีนผลิตเองจะนำมาใส่ ยังไม่เคยทดลองใช้ในเรือดำน้ำไหนมาก่อน

เครื่องรุ่น CHD620 นี้ได้รับฉายาใหม่ว่า ‘Power Generator’ จีนผลิพเพื่อใส่ในเรือดำน้ำรุ่น S26T ที่ทัพเรือไทยซื้อนัยว่า ลือชัย รุดดิษฐ์ อดีต ผบ.ทร.ชอบรุ่นนี้เพราะจีนทำเลียนแบบเรือดำน้ำรัสเซีย อีกทั้งทางจีนจะมีของแถมให้ด้วย

นอกจากจีนจะส่งคนของตนมาช่วยสอนวิธีใช้แก่กองทัพเรือไทยแล้ว ยังจะแถมอะหลั่ยจำนวนหนึ่งมูลค่าราว ๒๐๐ ล้านบาท ในการซื้อเรือดำน้ำรุ่นแรก ไม่เคยมีใช้ปฏิบัติการมาก่อน ตัวถังแบบนี้จีนเคยใส่เครื่องรุ่นอื่นใช้ไปแล้วเกิดระเบิด

อย่างไรก็ดีสำหรับลำที่ไทยซื้อในราคา ๑๒,๔๐๐ ล้านบาทนี้จีนจะใช้เวลาผลิตราว ๓ ปีจึงจะส่งมอบได้ ขณะนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันว่า เรือดำน้ำอีกสองลำที่กองทัพเรือต้องการในโครงการจัดตั้งกองเรือดำน้ำซึ่งมีมาแต่สมัย คสช.นั้น

จะไปต่อด้วยเรือดำน้ำจีน เครื่องจีน เช่นนี้อีกหรือไม่

(https://thainewsroom.com/2024/05/16/its-final-chinese-engine-to-be-installed-aboard-chinese-submarine-for-thai-navy/) 

‘สวี๊ทดีล’ ขยายสัมปทานทางด่วนพิเศษขั้นสองออกไป ๓๐ กว่าปี ทุกฝ่ายวิน แต่คลังรายได้หดจุมหู

อีกหนึ่งชิ้นผลงานการตรวจสอบโครงการรัฐประเภท ‘สวี๊ทดีล’ กระทรวงคมนาคมยุค สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ระลอกสอง “เปิดหลักฐาน ‘บันได ๘ ขั้น’ สู่ข้อเสนอขยายสัมปทานทางด่วนไปถึงปี ๒๖๐๑”

ระหว่างการทางพิเศษกับบริษัททางด่วนรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ (BEM) ที่ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.ก้าวไกลนำมาเผยว่า “สุริยะกะเซ็น ๑๔ ส.ค. ๖๗ แบบเนียนๆ ด้วยข้ออ้างลดค่าทางด่วน” แต่ก็เอาจำนวนที่ลดนั้นไปลดค่าตอบแทนที่บริษัททางด่วนจะต้องส่งรัฐด้วย

การเจรจามาตั้งแต่ ๒๕ เมษา ถึง ๒๔ พฤษภา เห็นชอบแล้วให้การทางพิเศษไปแก้ไขสัญญาร่วมทุน ยืดระยะเวลาสัญญาออกไปถึง ๓๑ มีนา ๒๖๐๑ โดยให้ BEM ไปดำเนินการปรับปรุงทางด่วนขั้นที่ ๒ โดยให้รับรายได้ค่าผ่านทางดังนี้

ส่วนเอและบี ได้ ๕๐% แต่ส่วนซีและดีนั้นได้เต็ม ๑๐๐% สำหรับโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ระหว่าง กทพ.กับบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ นั้นได้ยืดอายุสัมปทานออกไปถึง ๓๑ มีนา ๒๖๐๑ เช่นกัน แต่ส่วนแบ่งรายได้ค่าผ่านทาง เอาไปเลย ๑๐๐%

อีกอย่าง พนักงานการทางพิเศษก็ไม่น้อยหน้าบริษัท ในสัญญาใหม่กำหนดให้รายได้ไม่ขาดตกบกพร่องจากการลดราคาค่าผ่านทาง คือให้นำจำนวนรายได้ค่าผ่านทางที่ลดลง มาบวกกลับสำหรับคำนวณกำไรสุทธิเพื่อการจัดสรรโบนัส

อย่างนี้จะว่า วิน วิน ด้วยกันทุกฝ่ายไหม ผู้รับสัมปทานได้เต็มๆ เห็นๆ พนักงานได้ด้วยไม่ขาดตกบกพร่อง ผู้ใช้บริการก็ได้ลดราคา มีแต่คลังแห่งรัฐเท่านั้นรายได้หดไปจมหู และจะไปกระทบโครงการอื่นไม่มากก็น้อย ปัญหามีเพียงว่า

เป็นวิธีการที่ไม่ตรงตามระเบียบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในความเห็นที่ @BCourange เสนอไว้ว่า เมื่อ “หมดระยะสัมปทาน ก็ต้องคืนรัฐก่อน แล้วรัฐจะเปิดแข่งขันใหม่หรือทำเอง อีก ๑๑ ปีก็ให้รัฐบาลตอนนั้นเขาตัดสินใจ

ไม่ใช่ซิกแซกคิดจะต่อสัญญาผูกพันล่วงหน้าไปอีก ๓๐ กว่าปี นับจากวันสิ้นสุดสัมปทานเดิม แค่คิดก็ผิดแล้ว” เขาบอก “@PheuThaiParty อย่าหาทำ” พอเป็นเช่นนี้ ภาพจำของนายสุริยะก็ผุดขึ้นมาทันที @brian_the_lover ขุดมาแฉ

ว่ามี “กรณีถูกกล่าวหาว่า ทุจริตจัดซื้อ CTX, คดีแอร์พอร์ตลิ้งค์ฉาว, คดีซื้อแอร์บัสการบินไทย แต่ก็ยังได้ดิบได้ดีกลับามาเป็น รมว.คมนาคม เหมือนเดิม”

(https://x.com/pravinvongvuth/status/1794423375508758734)

วันเสาร์, พฤษภาคม 25, 2567

สรุปรวมผู้สมัคร สว.๖๗ สี่หมื่นแปดพัน เป็นตายร้ายดี ถึงพลาดหวังก็ยังมีลุ้น

สรุปรวมผู้สมัคร สว.๖๗ ทั้งสิ้นเมื่อครบ ๕ วันได้ ๔๘,๑๑๗ คน หลังจากตัดพวกคุณสมบัติไม่ผ่านออกไป ๑๐๙ คน แสวง บุญมี เลขาฯ กกต.บอกเดินหน้าได้เลย แม้ว่าหลายอำเภอไม่มีผู้สมัครสักคนเดียว

รายการ ‘ทูเดย์’ ชวน สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ไปวิเคราะห์ให้ฟังกันว่า ถ้ายอดรวมสองวันหลังดันจำนวนผู้สมัครขึ้นมาอีกเท่าตัวจากสามวันแรก แสดงว่าขบวนการคุมเกมทำงานแล้ว

เขาว่า “สองวันสุดท้ายผู้สมัครชักแปลกๆ ไม่เหมือน ๒-๓ วันแรก ยอดรวมกัน ๓ วันประมาณ ๓ หมื่นเศษ ถ้าสองวันหลังไล่มาถึง ๖ หมื่นแสดงว่า ฝ่ายจัดตั้งผู้สมัคร สว.เขาดูไว้แล้ว สามวันแรกปล่อยผู้สมัครอิสระไปก่อน โชว์ตัวให้เรียบร้อย”

แล้วค่อยเติมเต็มทีหลัง เพื่อให้คุมเกมนี้ได้ ถ้าครึ่งหนึ่งของผู้สมัครอยู่ในมือ ไม่ต้องทุ่มแต่แรกเป็นแสน สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ แต่ตัวเลขรวมออกมาไม่ถึง ๕ หมื่น ขาดไปสองพัน และวันสุดท้ายจำนวนพุ่งปรี๊ด ๑๓,๐๐๐ กว่าๆ

ทฤษฎีครึ่งต่อครึ่งจึงยังไม่ตรงนัก เพราะถ้าเฉลี่ยผู้สมัคร ๕ วันใกล้ ๕ หมื่น เท่ากับมีคนสมัครวันละเกือบๆ หมื่น น่าจะไม่ผิดปกติมากเท่าไร แต่เมื่อไปดูว่าจังหวัดไหนมีคนสมัครมากที่สุด โดย conventional thinking แนวคิดพื้นๆ ก็ว่าน่าจะกรุงเทพฯ ตามด้วยเชียงใหม่

แต่นี่ศรีสะเกษ มีผู้สมัครมากที่สุด ๒,๗๖๔ ราย กรุงเทพฯ ตามมาที่สองไม่ไกลนัก ๒,๔๘๙ ราย และเชียงใหม่ ๒ พันรายถ้วน คงไม่ธรรมดานิดๆ จึงต้องไปดูบุรีรัมย์มีเท่าไร ปรากฏไม่น้อยหน้า มาอันดับ ๔ ที่ ๑,๘๓๖ ราย

คำนวณความเป็นกอบเป็นกำอย่างคร่าวๆ กึ่งเดาๆ กึ่ง wishful thinking คงเหมารวมกับศรีสะเกษพอได้สักใกล้ ๕ พันคน เป็นก้อนใหญ่อยู่ ทั้งนี้จากที่เคยได้ยินมาว่า การเมืองท้องถิ่นของสองจังหวัดนี้ค่อนข้างจะกลมกลืนกันดี

ถึงอย่างนั้น การเลือก สว.แบบเฉพาะผู้สมัครด้วยกันเองครั้งนี้ ที่มีจำนวนผู้สมัครไม่ถึงครึ่งของที่ กกต.เคยคาดไว้ และกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้สภาสูงพ้นจากการครอบงำของอำนาจผูกขาดการเมือง ออกจะพลาดหวัง ก็ยังมีลุ้น

‘ไอลอว์’ ซึ่งรณรงค์ให้ประชาชนไปสมัครกันมากๆ แต่ต้น ได้ตั้งโต๊ะวิเคราะห์ไล้ฟ์อยู่ขณะนี้ ผู้ใส่ใจไปฟังกันได้เลยที่ https://www.facebook.com/iLawClub/videos/1437296250255269/

(นอกนั้นแหล่งอ้างอิง ที่ https://x.com/MatichonOnline/status/1794211324488237372, https://tna.mcot.net/politics-1369723 และ https://x.com/todayth/status/1794029126317469937) 

กต.ยิวฉอเลาะ “ไม่เคยและจะไม่” ปฏิบัติการทางทหารในราฟาห์ ชาวปาเลสไตน์ในกาซ่าโวย อย่าเอาแต่พูด

ยิวใช้สำนวนการทูตเบี่ยงเบนคำสั่งของศาลอาญาระหว่างประเทศ ให้ยุติการรุกทางทหารทันทีในราฟาห์ กระทรวงต่างประเทศอิสรเอลออกแถลงการณ์ว่า ‘ไม่เคย’ และ ‘จะไม่’ ปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ราฟาห์

“ที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาวะการดำรงชีวิตของประชากรในกาซ่า จนเป็นความล่มสลายทางกายภาพไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน” แต่ว่าทันทีที่ศาล ‘ไอซีเจ’ มีมติเป็นคำสั่งออกมา รัฐบาลอิสรเอลประกาศทันควันว่า “ไม่มีทางยุติสงคราม”

ช่วงนั้นมีข่าวว่าคณะรัฐมนตรีส่วนมากโน้มที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฯ แต่นายกฯ นาธันยาฮู ไม่ยอม ทำให้แถลงทางการที่ออกมาภายหลังฟังเหมือนตอแหล อย่างไรก็ดีต้องรอดูการปฏิบัติของกองทัพอิสรเอลว่าเป็นไปตามพูดหรือไม่ เมื่อถึงเวลาต้องรายงานผลต่อศาลภายใน ๑ เดือน

สำนักข่าว อัลจาซีรา ไปสัมภาษณ์ท่าทีของประชาชนในกาซ่าถึงคำตัดสินศาลอาญาระหว่างประเทศที่ออกมา สตรีคนหนึ่งตอบอย่างเกรี้ยวกราดว่า “พวกเขาไม่ควรพูดอย่างหนึ่งแล้วทำอีกอย่าง วันนี้เขาบอกว่าต้องการยุติสงคราม แต่การสังหารหมู่กลับยิ่งเพิ่มขึ้น”

สตรีผู้นั้นว่าต่ออีกว่า “เมื่อเขาบอกว่าพบทางแก้ปัญหาแล้ว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็เพิ่มขึ้นอีก” ชายชาวปาเลสไตน์อีกคนบอกว่า “ชาวปาเลสไตน์ต้องการให้สงครามหยุดทันที เราไม่ต้องการการคำประกาศใดๆ เราอยากได้ปฏิบัติการจริงๆ มากกว่า”

(https://x.com/AJEnglish/status/1794186736345731522) 

เศรษฐกิจไทยยังรั้งท้ายเพื่อนบ้านอาเซียน อุตสาหกรรมส่งออกล้วนล้าหลัง “โลกกำลังจะลืม”

ใช่จะเอาแต่เรื่องร้ายมาเล่าให้ขวัญหาย แต่ถ้าฟังแต่ประชาสัมพันธ์แล้วฝันเฟื่องเท่านั้นอันตราย เมื่อคำคุยไม่สามารถพาไปให้ถึงฝัน หรือเกิดการพลั้งพลาดพลิกตัวไม่ทันจนเสียหาย เพราะไม่ได้ระแวงระไวในข้อเท็จจริงเอาไว้ก่อน

ดังเช่นที่เป็นอยู่ในภาวะเศรษฐกิจไทย ประดุจดังปลาใหญ่กินได้เยอะ แต่ปลาเล็กปลาน้อยไม่ค่อยจะมีกิน พวกกลางๆ ก็ยากแค้นลงไปเรื่อยๆ

ดูจากวงกว้างเข้ามาหาวงใน ในการเปรียบเทียบเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้การเติบโตของจีดีพีเป็นตัววัด ข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติพบว่า การเติบโตของไทยด้อยสุดใน ๖ ประเทศ

ในปี ๒๕๖๔ จีดีพีไทยอยู่ที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ สามเดือนแรกของปี ๒๕๖๗ ก็ยังอยู่ที่ ๑.๕ โดยสองปีก่อนหน้า คือ ๖๕ และ๖๖ อยู่ที่ ๒.๕ กับ ๑.๙ ตามลำดับ เทียบกับเวียดนามที่เมื่อปี ๖๔ รองบ๊วยจากไทย ที่ ๒.๖ ถึงต้นปี ๖๗ ถีบขึ้นไป ๕.๗ สูงสุดคู่กับฟิลิปปินส์

ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคล้วนมีการเติบโตดีกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น แม้แต่สิงคโปร์ซึ่งเคยสูงโด่งในปี ๖๔ ที่ ๙.๗ แล้วตกลงเรื่อยๆ เมื่อปีที่แล้วเหลือแค่ ๑.๑ ต้นปีนี้ก็ยังอุตส่าห์ดันตัวเองขึ้นมามากกว่าไทยที่ ๒.๗%

ถ้าลงไปดูวงแคบระดับภายในประเทศของเรา จากข้อมูลที่เพจนักเลงหุ้น On the buy side นำมาเผย นัยว่าได้มาจากเอกสารข้อมูลของ KKP กับ BofA ที่เขาว่ารูป Chart ที่แสดงไว้ ฉายให้เห็นว่า “๑๐ ปีเมืองไทย เสียอะไรไปบ้าง”

นั่นคืออุตสาหกรรมซึ่งเป็นตัวเด่นๆ ในประเทศไทย เป็นชุดที่ “โลกกำลังจะลืม” เขาว่านี่แหละ “คือคำตอบว่าทำไมหุ้นไทยไม่ไปไหน” ได้แก่ การประกอบรถปิ๊คอัพ ผลิตอาหลั่ยรถยนต์ แผงคอมพิวเตอร์ พล้าสติก และสารเคมีออร์แกนิค

ส่วนสินค้าซึ่งกำลังเป็นทีต้องการของโลกยุคนี้ เช่นเครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนอีเล็คโทรนิค โทรศัพท์อัจฉริยะ เครื่องกลไร้สาย ยางธรรมชาติ และแม้แต่ ปลาปรุงสำเร็จรูป อุตสาหกรรมไทยก็ยังไปไม่ถึงสมรรถนะการแข่งขันในตลาดโลก

อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจการเงินในประเทศยังย่ำแย่รอวันฟื้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งเปิดเผยผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ ว่าไตรมาสแรกในปีนี้ ‘หนี้เสีย’ บานเบอะ “ขยับขึ้นทุกกลุ่ม...ทะลุ ๕ แสนล้านบาท” ส่วนใหญ่ในหมู่กลุ่มเปราะบาง

ดีก็แต่ในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมรายใหญ่ กลับมาขยายตัว ๐.๗% จากที่เคยติดลบเมื่อปีก่อน พร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของหนี้ครัวเรือน “ในไตรมาสแรกปรับตัวดีกว่าคาด ทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนโดยรวมน่าจะออกมาลดลง”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังต้องลุ้นกันต่อไปอีกหนึ่งไตรมาส ดูว่าแนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ ดังนั้นตลอดอย่างน้อยๆ หนึ่งปีข้างหน้าก็ต้องคอยเฝ้าระวัง อย่ามัวแต่ฝันลมฝันแล้งตามลมปาก เผลอไปฝนฟ้าแรงอย่างนี้ จะกลายเป็นฝันเปียกเสียเปล่า

(https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1128000MTZieXRlcw และ https://www.facebook.com/fromthebuysideinvestor/posts/f2kVR3F4dWf) 

ศาลปกครองยินยอมเพิกถอนระเบียนหยุมหยิมเลือก สว.๖๗ บางข้อ แต่...

การรับสมัครผู้ต้องการเข้าไปเป็น สว.๖๗ เพื่อเลือกกันเองให้ได้ สว.ตัวจริง ๒๐๐ คน เสร็จแล้ว กระบวนการขั้นต่อไปก็จัดประชุมเลือกในระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศต่อไป แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นมันมีระเบียบหยุมหยิมพิลึกคั่นอยู่

ข้อ ๗ จำกัดการแนะนำตัวของผู้สมัคร แต่เพียงเขียนบนกระดาษเอสี่ ๒ หน้า ข้อ ๘ ไม่ให้แนะนำตัวผ่านการสื่อสารอีเล็คโทรนิคส์ และข้อ ๑๑ ห้ามผู้ประกอบอาชีพสื่อแนะนำตัวด้วยวิชาชีพของตน กับข้อ ๑๑(๓) ห้ามติดประกาศหรือวางเอกสารแนะนำตัว

ระเบียบทั้ง ๓-๔ อย่างนั้นถูกร้องค้านไปที่ศาลปกครอง จนเมื่อวาน (๒๔ พ.ค.) ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนระเบียบเหล่านั้น “และให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ประกาศใช้” ถึงอย่างนั้นระเบียบก็ยังคงมีผลบังคับใช้ จนกว่า กกต.จะประกาศยอมรับและไม่อุทธรณ์

เนื่องเพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งและวิธีพิจารณา (โดย) ศาลปกครอง มาตรา ๗๐ ระบุให้รอการบังคับใช้ตามคำสั่งศาลจนกว่าจะพ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ ซึ่งก็คือ ๓๐ วันนับแต่มีคำสั่ง คือวันที่ ๒๓ มิถุนายน ซึ่งตอนนั้นการเลือก สว.ระดับอำเภอและจังหวัดจะผ่านไปแล้ว

การเลือก สว.๖๗ ครั้งนี้จะดำเนินไปได้อย่างลื่นไหลพอประมาณก็ต่อเมื่อไม่มีการอุทธรณ์จาก กกต. ทางกลุ่มรณรงค์ให้ประชาชนอายุเกิน ๔๐ ปีไปสมัครกันเพื่อเลือกได้ สว.ที่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง ได้จัดทำเว็บไซ้ท์ Senate67.com ไว้เป็นเวทีแนะนำตัวผู้สมัคร

ผู้สมัครที่ต้องการแนะนำตัวผ่านสื่อนี้ สามารถให้ข้อมูลของตนอย่างเต็มรูปแบบ ไม่เพียงข้อมูลพื้นฐานเช่นชื่อ รูปถ่าย การศึกษา ประวัติการงาน รวมทั้งจุดยืน วิสัยทัศน์ และสาเหตุที่ตั้งใจมาสมัคร สว.ในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้สมัครกว่า ๑,๕๐๐ คน เคยยื่นเข้าร่วมไว้แล้ว

กระบวนการนี้จะเดินต่อได้ก็ต่อเมื่อ กกต.ยินดีให้เป็นไป และประกาศไม่ทำการยับยั้งด้วยการยื่นอุทธรณ์เสียก่อนเท่านั้น

(https://www.facebook.com/iLawClub/posts/FGr83CekphCg) 

วันศุกร์, พฤษภาคม 24, 2567

ส.ส.ก้าวไกลเม้นต์กรณี 'อนุทิน' รับดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ฐานทำประโยชน์ต่อวงการแพทย์ เพราะเอาสถานีกลางบางซื่อไปทำเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนหรือเปล่า

อะโห เหลือล้ำ เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีกูล “เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จากสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ ในฐานะผู้ทำประโยชน์ต่อวงการแพทย์ และสาธารณสุข”

อัน “เป็นที่ประจักษ์” เสียด้วย คำสดุดีว่างั้น รองนายกฯ ที่ขณะนี้เป็น รมว.มหาดไทย “เป็นนักการเมืองคนแรก ได้เข้ารับปริญญาสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์” จากสถาบันพระบรมราชชนกแห่งนี้ เรื่องเล่าเช้านี้ แจ้ง

แต่ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ก้าวไกล มีคอมเม้นต์เสริมให้น่าคิดว่าได้ ป.เอกเพราะ “เอาสถานีกลางบางซื่อไปทำศูนย์ฉีดวัคซีน” หรือเปล่า ทว่าตอนนั้น “การรถไฟยังมีข้อพิพาทกับผู้รับเหมาอยู่” ส.ส.นักตรวจสอบสงสัยว่า

“กลายเป็นเหตุที่ผู้รับเหมาใช้อ้างในการฟ้องร้องจนชนะคดี ได้ค่าปรับดอกเบี้ยไปฟรีๆ หลายร้อยล้านจากการรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัทผู้รับเหมาชื่อ ชิ-no-ไท” ไง

(https://x.com/MorningNewsTV3/status/1793568946685386764) 

‘เจี๊ยบ’ อมรัตน์ ก้าวไกล ประกาศ “โยนทิ้งสิ่งชำรุด ไว้ข้างหลัง” แต่ติ่งส้มมัวแต่สนใจ ‘ลูกเกด’ ได้รับเลือกเป็น ๑ ใน ๑๐ ผู้นำคนรุ่นใหม่ของนิตยสารไทม์



ได้เวลา อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล @AmaratJeab ประกาศ “โยนทิ้งสิ่งชำรุด ไว้ข้างหลัง” ก้าวข้าม แบกๆ แขกๆ แล้วนะ มี ปากกาส้ม @talkingpen88 ขาน “รับทราบ ถ้าไม่เหลืออดนะแม่”

แต่ติ่งส้มอื่นๆ สงสัยจะกำลังมัวแต่สนใจกับเรื่อง ‘ชลธิชา’ สส.ก้าวไกล เป็นหนึ่งในผู้นำคนรุ่นใหม่ของ TIME's Next Generation Leaders 2024 In Partnership with ROLEX กันอยู่ละมัง

THE STANDARD รายงานเมื่อวาน นิตยสารไทม์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ‘ลูกเกด’ ชลธิชา แจ้งเร็ว ส.ศ.ปทุมธานี ที่ได้รับเลือกเป็น ๑ ใน ๑๐ ผู้นำแห่งยุคสมัยต่อไป ว่า ส.ส.หญิงผู้โดนแจ้งข้อหาหมิ่นกษัตริย์ ๒๘ คดี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา

บอก “ดิฉันไม่เคยอยากเป็นนักการเมืองมาก่อนในชีวิต เพราะดิฉันไม่ต้องการอยู่ในแสงไฟ แต่ดิฉันจำได้ว่าในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเยาวชนเมื่อปี ๒๕๖๓ พวกเราลงสู่ท้องถนนเป็นพันกว่าคน และพูดถึงประเด็นที่อ่อนไหวของสังคมไทยคือการปฏิรูปสถาบันฯ”

คำแปลถ้อยให้สัมภาษณ์ของเธอ ปะเหมาะกับกำหนดนัดจันทร์ที่ ๒๗ พฤษภานี้ของเธอไป “ฟังคำพิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ อ.๑๙๗๑/๒๕๖๕ จากการชุมนุมที่หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี” เมื่อ ๑๑ กันยา ๖๔ “เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมือง”

คดีนั้นมีผู้ต้องหาทั้งหมด ๑๐ คน ล้วนโดนข้อหาฝ่าฝืน พรบ.ฉุกเฉิน แต่ลูกเกดคนเดียวโดนแถมข้อหา ม.๑๑๒ เพิ่มเข้าไปด้วย เพราะเนื้อหาการปราศรัยของเธอเอ่ยถึง พรบ.ระเบียบราชการในพระองค์ ๒๕๖๐

ก่อนหน้านี้ลูกเกดมักอยู่แถวหน้าในการชุมนุมต่างๆ ของกลุ่มเยาวชน ที่มักเป็นผู้เข้าไปเจรจากับตำรวจที่ยกกำลังมาขวางกั้น จนเธอได้ชื่อว่าเป็นแกนนำคนหนึ่ง

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/uSXzapbBbtA6) 

สมัคร สว.๖๗ กันวันสุดท้าย ยอดรวมน่าจะไม่ถึง ๔ หมื่น เนื่องเพราะกรรมวิธีที่ยุ่งยาก เรื่องมาก ยอกย้อน

วันสุดท้ายของการรับสมัคร สว.๖๗ จำนวนน่าจะไม่ถึง ๔ หมื่น ผิดความคาดหมาย แม้แต่ในการทำนายของ กกต.เองเมื่อแรกเริ่ม (ที่ว่าจะแห่มาสมัครกันเป็นแสน) ทั้งนี้เนื่องจากการกำหนดกรรมวิธีที่ยุ่งยาก เรื่องมาก ยอกย้อน

ตัวอย่างล่าสุดที่ thapanee eadsrichai ชี้ให้เห็น กรณีผู้สมัครใดได้รับความช่วยเหลือจาก “กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

ไม่เท่านั้นระเบียบการระบุถึงความช่วยเหลือที่ผู้สมัครให้แก่กันและกันด้วย จึงยังเป็นที่สงสัย ไม่แจ้งชัดว่าโทษนี้จะตกแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือด้วยหรือไม่ น่าจะด้วย ทางที่ดีต้องไปศึกษา ‘ระเบียบคณะกรรมการเลือกตั้ง’ ว่าด้วยการแนะนำตัว อีกที

สำหรับข้อห้ามช่วยเหลือดังกล่าว “หากฝ่าฝืน จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด ๕ ปี” ที่ฐปณีย์บอกว่า “โทษสูงมาก” จะยิ่งทำให้ว่าที่ผู้สมัครเมินมากกว่านี้

สภาพการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหมายเช่นนี้ chamnan chanruang บอก “อย่าว่าแต่ฝ่าย ปชต.จะลำบากเลย แม้แต่ฝ่าย Conservatives กับ Neo Conservatives ก็ลำบากเช่นกัน หุ หุ”

ระวัง เขียนว่าใคร ‘โง่’ ง่ายๆ บนโซเชียล เป็นความผิดมีราคาต้องจ่าย

อันนี้น่าใส่ใจไว้ เผื่อใครยังไม่รู้ ว่าการด่าว่ากันบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะว่าเขา ‘โง่’ นั้น มันไม่เป็นเพียงคำสบถ ที่จะใช้พร่ำเพรื่อพล่อยๆ ได้ แต่เป็นความผิดมีราคาต้องจ่าย และลงข้อความขอโทษในที่สาธารณะด้วย

ดังกรณีนี้ผู้ใช้ชื่อบัญชีทวิตเตอร์ ใบเฟิร์นรักสัตว์ @b1f3rn เขียนเล่าไว้ว่าได้ทำการฟ้องร้องนายวรรณกฤต มาปลูก ที่เขียนว่าเธอ “ถ้าโง่ก็ต้องโดนแบบนี้แหละค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ ให้คิดให้มากกว่านี้ ใช้สมองให้มากกว่านี้เชื่อว่าจะไม่โดนทัวร์ลงอีกค่ะ”

ใช้เวลา ๑ ปีกว่าจะคดีสิ้นสุด มีการชดใช้ค่าเสียหายกัน เจ้าตัว “ขอละเรื่องจำนวนเงินไว้นะคะ แต่เงินที่ได้มาในวันนี้เฟิร์นโอนเงินไปบริจาคทั้งหมดแล้ว” ทั้งที่มีการต่อรองขอลดหย่อนอ้างว่า “ภาระที่ต้องดูแลมารดา” ศาลยอมให้ไกล่เกลี่ยกัน

ต้นเรื่องมาจากการเขียนคำถามเกี่ยวกับการเมือง ซึ่ง “เฟิร์นไม่รู้จริงๆ และถามเพื่ออยากได้คำตอบ แต่ผลปรากฏว่ามีคนเข้ามาด่าหยาบคายเป็นจำนวนมาก (แต่ตอนนี้ลบออกไปกันเกือบหมดแล้ว)” ผู้เสียหายที่ชนะคดีน่าจะเป็นเซเล็บโซเชียล

ตอนท้ายเธอบอกว่าศาลอนุญาตให้เขียนเรื่องนี้ พร้อมรูปประกอบได้ แม้กระทั่งฝ่ายที่แพ้คดีก็ยินยอมให้นำลงได้ “เป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย” อื่นๆ

(https://x.com/b1f3rn/status/1793624897119531498) 

‘รังสิมันต์’ ก้าวไกลกว่าหน้าไพ่ปม ‘พิชิต’ ลาออก ศาลรัฐธรรมนูญไม่แขวน ‘เศรษฐา’

กรณี พิชิต ชื่นบาน ต้องลาออก แล้ว “เศรษฐาคอพาดเขียง” แบบที่ไทยโพสต์ซัด ก็คงอย่างที่ ‘รังสิมันต์’ ว่านั่นละ “คนของเพื่อไทยมีหลายคน แต่ทำไมจึงเลือกที่จะตั้งคุณพิชิต” เลยเถิดไปถึง เชิงการเมืองนายกฯ ยังอ่อน “หลงเชื่ออะไรบางอย่าง”

ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่า ‘เศรษฐา’ รอดหวุดหวิดในครานี้ เพราะมติศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที สูสี ๕ ต่อ ๔ “จาก ๕ เสียงที่ตัดสินให้เศรษฐารอด ๓ คนไม่แปลกเพราะไม่รับคำร้อง (ของ ๔๐ สว.) ตั้งแต่ต้น” ดัง Thanapol Eawsakul ว่า

แต่เสียงข้างน้อย ๔ คนที่ให้แขวนเศรษฐา และเขาเรียก ‘ฮาร์ดคอร์’ นั้น สามคนมาจากศาลฎีกา ซึ่งตีความคำตัดสินคดีพิชิตนำเงินสดสองล้านใส่ถุงขนมจะไป bribe ผู้พิพากษา แล้วถูกตัดสินคุก ๖ เดือนด้วยความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

อุดม สิทธิวิรัชธรรม วิรุฬห์ แสงเทียน กับ จิรนิติ หะวานนท์ สามคนนี้น่าจะไม่พอใจการตัดสินนั้นที่อ้าง ป.วิอาญา แทนว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แทนที่จะเป็นไปตามกฎหมายอาญาปกติ นี่ตามความเห็น Atukkit Sawangsuk ว่า “มันเหมือนลูบหน้าปาดหน้าอำนาจศาล”

อธึกกิตมองให้เป็นคุณต่อการที่พิชิตต้องลาออก “เพราะถ้าไม่ออกเสี่ยงมากที่จะโดนแขวน แล้วจะกระเทือนเศรษฐา ไม่ว่าโดนแขวนด้วยหรือไม่ก็ตาม พอพิชิตออกแล้ว อย่างมากก็รับคดีโดยไม่แขวนเศรษฐา เพราะไม่เช่นนั้นกระแสสาธารณะจะตีกลับใส่ศาล”

ทว่า รังสิมันต์ โรม มองเกินจากตรงนั้นไปว่า การดึงดันตั้งพิชิตในรอบสองเพราะเลินเล่อ “ข้อเท็จจริงก็ชัดว่ามีการถามในลักษณะที่ไม่ครบถ้วน และทางคณะกฤษฎีกาก็ให้ข่าวเองว่าถามแค่ไหนตอบแค่นั้น” รังสิมันต์ยังบอกว่าเรื่องจริยธรรมสำคัญ

“ต่อให้ไม่มีการไปยื่นก็เชื่อว่า กรณีคุณสมบัติหรือสิ่งที่พิชิตเคยทำจะถูกตรวจสอบในสภาโดยฝ่ายค้านแน่นอน ว่าการตั้งบุคคลในลักษณะเช่นนี้มีความเหมาะสมหรือไม่” เขาก้าวไกลไปถึงเรื่องที่ว่า การตั้งคนเพื่อตอบแทนกันทางการเมือง

“ในเรื่องของบุญคุณกันมา เปลี่ยนผลัดกันไปทุก ๖-๗ เดือน ผมคิดว่าไม่ควรเกิดขึ้น”

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/Tqc84NMjzcAX, https://www.facebook.com/baitongpost/posts/C5JHnQ5Tq และ https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/ZwE8g9einQ) 

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 23, 2567

ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคำร้อง ๔๐ สว.เฉพาะกรณี ‘เศรษฐา’ ปล่อย ‘พิชิต’ เนื่องจากลาออกไปแล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญรุ่นนี้ไม่บ้าจี้อย่างเคย แม้จะรับฟ้องของ ๔๐ สว.เรื่อง ‘เศรษฐา’ กับ ‘พิชิต’ ขาดความสุจริต ต้องพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเหมือนเมื่อก่อน ซ้ำกรณีพิชิตบอกลาออกแล้วก็แล้วกันไป

วันนี้ (๒๓ พฤษภา) ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งผลการประชุมพิจารณาคำร้องของ สว.๔๐ คน ให้วินิจฉัยว่านายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมตำแหน่ง ตามมาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ นั้น

เนื่องจากนายพิชิต “มีคุณลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งให้จำคุกเป็นเวลา ๖ เดือน ไม่รอลงอาญา จากคดี ‘ถุงขนม ๒ ล้านบาท’” ซ้ำกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าถ้ายังพ้นโทษไม่เกิน ๑๐ ปี ก็ถือว่าเข้าข่ายต้องห้าม

รวมทั้งนายกรัฐมนตรีทำไม่รู้ไม่ชี้ ดึงดันตั้งทนายความคนใกล้ชิดอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่ ครม.ชุดใหม่จนได้ ศาลรับคดีของเศรษฐา ทวีสินเข้าสู่การพิจารณา แต่ไม่รับคดีของนายพิชิต อ้างว่าได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว

“ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัย” เช่นนี้จะเห็นว่าศาลนอกจากไม่ใส่ใจกับเรื่องจริยธรรมมากกว่าสถานการณ์การเมืองเฉพาะหน้า เหมือนจะรอให้ลาออกเสียก่อน จะได้ตัดสินง่าย แต่ก็ยังเกรงใจ สว.ชุดตู่ตั้ง จึงรับเรื่องไว้พิจารณาเฉพาะกรณีนายกฯ

“และให้นายกรัฐมนตรียื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลฯ ภายใน ๑๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง” อีกด้านหนึ่งอาจเป็นการคะเนผิดพลาดของรัฐบาล ไม่คิดว่า สว.ชุดที่กำลังจะหมดอำนาจไป จะออกฤทธิ์เป็นพิษภัยอะไรได้อีก

(https://x.com/themomentumco/status/1793517193248088259)