วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 01, 2565

๘ ปีภายใต้อำนาจเหนือกฎหมายของผลพวงรัฐประหาร คือ “ความไร้สาระและขาดวุฒิภาวะของ สว.ตู่ตั้ง”

ดูจากความไร้สาระและขาดวุฒิภาวะของ สว.ตู่ตั้ง อย่าง กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ที่อภิปรายคัดค้านร่างแก้รัฐธรรมนูญ ปลดล็อคท้องถิ่น ของคณะก้าวหน้าที่ได้มาจากประชาชนเข้าชื่อกันสนับสนุนกว่า ๕ หมื่นคน แล้ว ตอบโจทย์ได้เลยว่า

ความตกต่ำในจริยธรรมของการเมืองไทยตลอด ๘ ปีที่ผ่านมา อันสะท้อนไปถึงปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่ข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจ-ทหาร เกี่ยวพันถึงประสิทธิภาพทางการบริหารรัฐกิจ ไปจนปัญหาข้าวยากหมากแพง มาจากอำนาจเหนือกฎหมาย

ไม่ว่าจะเป็นอำนาจที่เหมาเอาตามต้องการ เช่น มาตรา ๔๔ กำหนดให้ข้าราชการที่ทำร้ายหรือให้โทษต่อฝ่ายตรงข้ามของคณะรัฐประหาร พ้นผิด จากอาญาสิทธิ์กฎหมาย หรืออำนาจตามความเชื่อล้าหลังเกี่ยวกับชนชั้น ที่พวกตุลาการได้ประโยชน์

ตั้งแต่กรณีคดีโครงการจำนำข้าวซึ่ง ศาลปกครองกลางพิพากษาเมื่อต้นเดือนเมษายนปีที่แล้ว กลับคำตัดสินเดิมของศาลอาญาแผนกคดีการเมือง ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ต้องชดใช้ความเสียหายจากการจำนำข้าว ๓.๕๗ หมื่นล้าน

เนื่องเพราะคำสั่งทางปกครองที่ให้กระทรวงการคลังจัดการยึดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกขายทอดตลาดนำเงินเข้าคลังนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถกลับไปไล่เบี้ยกับพวกผู้ปฏิบัติการได้ เมื่อมี ม.๔๔ คุ้มครอง

มาถึงคดีอาญาที่กล่าวหา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถือหุ้นสื่อ (บริษัท วี-ลัค มีเดีย) ต้องห้าม “มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.” ตอนนั้นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาจะสั่งฟ้องโดยอัยการสูงสุด หลังจากตำรวจส่งความเห็นแย้งให้

แต่ศาลรัฐธรรมนูญชิงวินิจฉัย (ด้วยธงการเมือง) เสียก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหามี พิรุธสั่งให้ตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว มาเมื่อ ๓๐ พ.ย. ๖๕ อัยการสูงสุดแถลง “สั่งไม่ฟ้อง” เมื่อพบว่า “พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องในคดีนี้”

เท่ากับว่า ธนาธรถูกตัดสินและลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง ทั้งที่ไม่มีความผิดทางอาญาแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นการกระทำผิดของฝ่ายบ้านเมือง ซึ่งสามารถเอาผิดฐานประพฤติมิชอบในการปฏิบัติราชการ ตามมาตรา ๑๕๗ ได้ในมาตรฐานนิติธรรมสากล

ทว่าฝ่ายตรงข้ามของคณะรัฐประหารต้องรับโทษทัณฑ์ ถูกผู้ครองอำนาจปล้นทั้งสิทธิและทรัพย์สิน ควรที่จะฟ้องกลับไล่เบี้ยเอาผิดกับผู้ใช้อำนาจเกินกรอบกฎหมายเหล่านั้น ให้หลาบจำบ้าง ดังที่ปรากฏในเกาหลีใต้และอีกหลายประเทศ

ท้ายที่สุดก็ต้องให้ประเทศมีรัฐบาลซึ่งมาจากพรรคการเมืองที่อิงกับประชาชน มากกว่าฝ่ายสนับสนุนอำนาจนิยม ในสภาพที่พอคาดเดาได้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลที่มาจากพรรคร่วมฝ่ายค้านปัจจุบัน จะตอบโจทย์ลบล้างผลพวงรัฐประหารได้

(https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/posts/pfbid067t, https://www.facebook.com/oothanawut/posts/5846188485395125/ และ https://www.voicetv.co.th/read/I91kTy593)

ตอแหลแลนด์


เมื่อเยาวชนตาสว่าง ทำไมการสอนประวัติศาสตร์แบบเก่า ไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่แล้ว?



ในช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น แล้ววิชาประวัติศาสตร์ควรถูกสอนอย่างไร?

คำถามที่ชวนให้ทุกคนขบคิด เมื่อเยาวชนในยุคปัจจุบัน เริ่มเบือนหน้าหนีประวัติศาสตร์ตามตำราเรียน และแสวงหาความรู้ใหม่ๆ แทน แต่การเรียนการสอนในห้องเรียนก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่

เพื่อช่วยกันหาคำตอบนี้ ชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง (ทุนคิงส์) จึงจัดงานเสวนา ‘สอนประวัติศาสตร์อย่างไร เมื่อคนรุ่นใหม่ตื่นตัว’ โดยมีตัวแทนจาก 4 ด้านมาเป็นวิทยากร ได้แก่ ตัวแทนนักเรียนที่เคยศึกษามาทั้งห้องเรียนไทยและต่างประเทศ นักการศึกษาทางเลือก นักประวัติศาสตร์การเมือง และผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ

เราควรเรียนประวัติศาสตร์กันแบบไหน แล้วต้องทำอย่างไร ถึงจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้ ขอชวนทุกคนมาร่วมหาคำตอบไปด้วยกัน

วิชาประวัติศาสตร์วนเวียนอยู่ที่เดิม

วิชาประวัติศาสตร์ในห้องเรียนสอนอะไรเราบ้าง? พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ตัวอักษรไทย สงครามยุทธหัตถีโดยพระนเรศวร หรือการเลิกทาสของรัชกาลที่ 5

แล้วถ้าคุณเรียนจบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี คิดว่าการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน?

“การศึกษาไทยล้าหลังไปประมาณ ​20-30 ปี” คำกล่าวจาก รศ.ประภาภัทร นิยม นักการศึกษาทางเลือก ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่อธิบายถึงสถานการณ์การเรียนการสอนในปัจจุบัน โดยเธอมองว่า การเรียนการสอนของไทย ไม่ว่าจะเป็นวิชาไหนๆ ก็ยังวนเวียนอยู่ในชุดความรู้เดิมๆ เธอจึงมองว่า สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือการตอบคำถามถึงจุดประสงค์การเรียนรู้

“เราจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า ชุดความรู้ต่างๆ สร้างคนได้จริงหรือเปล่า และมันเป็นความรับผิดชอบของอะไร สาระการเรียนรู้หรือเปล่า นี่คือประเด็นสำคัญที่เราต้องตอบให้ได้ ไม่อย่างนั้นทุกวิชาจะเป็นจำเลยเหมือนกัน”

นอกจากนี้ ประภาภัทรยังเล่าถึงการสอนในประเทศอื่นๆ ที่มองว่า สิ่งที่เรียนต้องเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้เรียนด้วย โดยต่างประเทศพยายามให้ชุดความรู้ใหม่ๆ กับวิชานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาไหน ก็ต้องตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม ซึ่งถ้าไม่มีการถามคำถามนี้ เด็กก็จะต้องเรียนไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นการวัดแค่ว่า นักเรียนรู้เท่าครูหรือยัง

สำหรับประเด็นนี้ ปิยาพัชร สินทรัพย์ นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงรุ่นเล็ก ที่เคยผ่านระบบการเรียนมาทั้งห้องเรียนไทยและต่างประเทศ เปรียบเทียบการเรียนประวัติศาสตร์ของชาติว่า ตอนที่เธอเรียนอยู่ที่สหรัฐฯ นั้น เธอได้เรียนเรื่องของประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ได้เรื่องราวที่ยึดโยงกับประชาชนด้วย

พอได้เห็นการเรียนการสอนของประเทศอื่นแล้ว ก็ทำให้เธอมองเห็นว่า เราไม่ค่อยได้เรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกันเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ทุกพื้นที่ของประเทศไทยก็มีประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าของตัวเอง

แต่ว่าในฐานะนักเรียน ปิยาพัชรก็มองว่า หลายครั้งเราไม่กล้าที่จะตั้งคำถาม การเรียนประวัติศาสตร์ในห้องเรียนไทย ยังไม่ได้สนับสนุนการตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์อีกด้วย ด้วยความรู้สึกว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรไปตั้งคำถาม โดยเฉพาะตัวละครที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อย่างสำคัญ

“ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่อยู่ที่การตีความว่าสิ่งๆ นั้นเกิดอะไรขึ้น แล้วการตีความมันสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด ขึ้นอยู่กับการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ”

ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง นักประวัติศาสตร์การเมือง ผู้เขียนหนังสือเรื่อง ‘ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี’ กล่าวถึงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ของห้องเรียนไทย ว่ามีเนื้อหาที่อยู่บนทุ่งลาเวนเดอร์ เพราะเวลาพูดถึงประวัติศาสตร์ไทยเราจะเห็นภูมิทัศน์ที่สวยงามและรุ่งเรืองจากเหล่าชนชั้นนำ โดยที่ไม่มีประชาชน คนชั้นล่างอยู่ในนั้นด้วย

การเรียนแบบนี้ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน โดย อ.ณัฐพลเล่าถึงข้อความที่ถูกเขียนในการชุมนุมของเยาวชนว่า ‘ประวัติศาสตร์ไทยสอนแค่เรื่องแต่ง เหยียบย่ำความจริง เขียนให้ประชาชนต่ำต้อย วีรชนสามัญชน พวกเขามีประโยชน์กว่าพวกคุณอีก’ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลใส่ไว้อย่างยาวนาน แต่เด็กรุ่นใหม่ตั้งคำถามได้ ทั้งที่เขาเรียนแบบที่เราเรียน

“เวลาไปรบ กษัตริย์ไปรบคนเดียวเหรอ? ไพร่พลไปไหน? ประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เป็นเรื่องมหาบุรุษ ปกหนังสือเรียนก็ไม่มีประชาชน ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ถึงถามว่าชาติคืออะไร”

สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว นิยามคำว่า ‘ชาติ’ มีความหมายถึงประชาชน ดังนั้น เยาวชนในยุคนี้จึงขวนขวายศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่มีประชาชนเป็นตัวละครหลัก

นอกจากนี้ อ.ณัฐพล ยังชวนตั้งคำถามถึงสภาวะกึ่งอาณานิคมของรัฐไทย กับคำว่าเอกราชที่เราได้ยินกันมายาวนาน โดยถามว่า เราเป็นเอกราชจริงเหรอ โดยยกตัวอย่างกรณีที่อังกฤษรุกรานเข้ามา ญี่ปุ่นมาทำสงคราม หรือช่วงสงครามเย็นที่มีกองทัพสหรัฐฯ การชุมนุมทุกวันนี้ ร้องเพลงชาติ เพราะชาติของเขาคือประชาชน

“เด็กรุ่นใหม่ร้องเพลงชาติเพื่อต่อต้านรัฐบาล แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะพวกเขามองว่า ชาติคือประชาชน”

ขณะที่ ดร.รัตนา แสงบัวเผื่อน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา กล่าวว่า เด็กๆ เองก็ได้เรียนเรื่องราวอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของกษัตริย์อยู่เช่นกัน พร้อมยืนยันว่า การจัดการเรียนการสอนมีความหลากหลายขึ้นแล้ว

แต่ปัญหาที่พบเจอจากการเรียนประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ โดยประเด็นแรกเป็นเรื่องของการที่ครูระดับประถมส่วนมากจบไม่ตรงกับเอก เช่น เอาครูที่จบด้านอื่นมาสอนวิชาประวัติศาสตร์ ทำให้ครูไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในวิชานั้นอย่างถ่องแท้

ประเด็นที่สองคือ การพัฒนาครูยังไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะติดข้อจำกัดทางงบประมาณ ส่วนประเด็นสุดท้าย หนังสือเรียนที่เขียนออกมา เป็นลักษณะของตำรา พอครูไม่ได้จบตรงสาขาก็เลยสอนไปตามหนังสือ เพราะกลัวเด็กเรียนไม่ครบ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไม่น่าสนใจ

แต่ในงานเสวนาก็มีคนยื่นคำถามไปถึงกระทรวงศึกษาว่า ทางกระทรวงจะสามารถเพิ่มเนื้อหาการเรียนประวัติศาสตร์ให้รอบด้านมากขึ้นได้หรือไม่ รวมถึงเป็นไปได้ไหมที่จะสอนเรื่องที่เคยเป็นประเด็นต้องห้ามในสังคมไทยมาตลอด เช่น การสังหารหมู่ธรรมศาสตร์ หรือการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ซึ่ง อ.รัตนาก็ตอบว่า มีโอกาสที่จะสอนเรื่องต่างๆ เหล่านั้น เพราะตอนนี้ทางกระทรวงก็กำลังปรับหลักสูตรและหาแนวทางอยู่เช่นกัน



เราจะสอนประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่อย่างไรดี

ประวัติศาสตร์แบบไหนที่เราควรได้เรียนกันในห้องเรียน?

คำถามที่ผุดขึ้นมา หลังจากที่แต่ละคนได้ถกเถียงและบอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียน โดย อ.ประภาภัทรเล่าว่า การสอนไม่ควรถูกแยกออกเป็นวิชา แต่ควรเป็นการสอนในความรู้แบบองค์รวมว่าตัวคนของผู้เรียนมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างไร ก่อนจะค่อยๆ ขยับออกไปในภาพใหญ่ขึ้น ในช่วงชั้นที่โตขึ้น

ประภาภัทรอธิบายว่า การสอนแบบนี้จะทำให้เด็กรู้ถึงคุณค่าของอะไรก็ตามที่อยู่เบื้องหลัง และทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาได้เรียนนั้นมีประโยชน์อะไร ไม่ได้มุ่งเรียนเพื่อเอาวิชา แต่เป็นไปเพื่อจะยกระดับชีวิตของผู้เรียนให้ดีขึ้น

“การเรียนอะไรก็ตาม ต้องเรียนให้รู้ถึงคุณค่าของอะไรก็ตามที่อยู่เบื้องหลัง จะทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เรียนมีประโยชน์อะไร เราไม่ได้มุ่งเรียนเพื่อเอาวิชา แต่เราเรียนเพื่อยกระดับชีวิตของเราให้ดีขึ้น ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันมีที่มาที่ไป”

ขณะที่ ปิยาพัชรเล่าว่า เราเรียนประวัติศาสตร์ เพื่อจะสอนคนว่าตัวของพวกเราเองเป็นใคร เพื่อจะได้เข้าใจความเป็นมาของโลกและสังคมรอบตัว ทั้งยังชวนทุกคนขบคิดว่า ในตอนนี้ความหมายของคำว่าชาติมันแบ่งออกเป็นสองส่วน บางคนมองว่าชาติคือพระมหากษัตริย์ ขณะที่ อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า ชาติคือประชาชน ดังนั้น ครูต้องหาพื้นที่ให้ได้พูดคุยถึงประเด็นนี้ด้วย

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของศาสนา โดยปิยาพัชรมองว่า การเรียนการสอนของไทย นำเรื่องศาสนามาเกี่ยวโยงกับความเป็นชาติอย่างมาก ดังนั้น ถ้าเราจะภูมิใจในความเป็นไทย จำเป็นต้องเป็นคนพุทธหรือไม่ แล้วถ้าไม่มีศาสนา จะยังถือว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ กษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของไทยมาตลอด แต่ก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดังนั้น ถ้าเขามีมุมมองต่างออกไป จะยังถือว่าเป็นคนไทยอยู่หรือเปล่า? โดยปิยาพัชรทิ้งท้ายคำถามไว้ว่า

“เราจะสอนประวัติศาสตร์อย่างไร ให้คนรักและหวงแหนประเทศ แต่ไม่กลายเป็นคนคลั่งชาติ”

ขณะเดียวกัน อ.ณัฐพล ก็เล่าถึงชื่อของคู่มือในยุคต่างๆ อย่างยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีคู่มือชื่อพลเมืองดี ยุคประชาธิปไตยสมัยคณะราษฎร มีคู่มือพลเมือง สมัยเผด็จการสงครามเย็น มีคู่มือราษฎร ยุคเผด็จการทหารอนุรักษ์นิยม มีคู่มือชื่อสมบัติผู้ดี และในยุคหลังการรัฐประหารเมื่อครั้งที่ผ่านมา ก็มีหนังสือชื่อประวัติศาสตร์ชาติไทย

คู่มือเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปลูกฝังวัฒนธรรมในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่ง อ.ณัฐพลมองว่า วัฒนธรรมคือเครื่องมือที่ใช้ในการกล่อมเกลาคนในจำยอมต่ออำนาจได้ดีที่สุดแล้ว โดยวัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา และการศึกษา คือสิ่งที่ชนชั้นปกครองต้องควบคุมให้ได้ เพราะเป็นอาวุธที่ใช้ในการกำหนดทิศทางสังคมได้ดีที่สุด



อ.ณัฐพลยังชวนทุกคนไปย้อนดูหลักสูตรการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ซึ่งเขาได้สรุปไว้ว่า นับตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 มาจนถึงปี 2475 ซึ่งมีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การเรียนประวัติศาสตร์เน้นไปที่ความสำคัญของพระมหากษัตริย์ ขณะที่ในปี พ.ศ. 2475-2500 นั้น เป็นช่วงที่เราผ่านการปฏิวัติมาแล้ว และอยู่ภายใต้ยุคของคณะราษฎร เนื้อหาการเรียนประวัติศาสตร์แตกต่างไปจากเดิม โดยจะเน้นว่า ชาติคือประชาชน รัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม สิทธิทางการเมืองและการปกครองตนเองเป็นสิ่งสำคัญ

แต่แล้ว ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2544 ซึ่งเป็นยุคของเผด็จการทหาร สาระของการเรียนประวัติศาสตร์ก็ไปเน้นเรื่องหน้าที่พลเมือง ความสามัคคีแทน ขณะที่ยุค พ.ศ. 2544 ที่แม้จะได้ประชาธิปไตยมา แต่ก็มาพร้อมกับความอนุรักษ์นิยม การเรียนการสอนจึงเน้นเรื่องอุดมการณ์หลักของชาติ และก็เริ่มมีการใส่เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยอย่าง 14 ตุลาฯ เข้าไปด้วย รวมถึง ยังมาพร้อมกับการสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย แล้วในช่วงปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมาก็ยังคงการสอนเหมือนยุคก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือค่านิยม 12 ประการ

แต่ด้วยยุคสมัยของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากตำราเรียนของกระทรวงศึกษาฯ จนสามารถมองเห็นความแตกต่างหลากหลาย และตั้งคำถามกับเนื้อหาประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ได้

“จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนรุ่นใหม่มีความขัดแย้งทางความคิดกับคนรุ่นเก่า เพราะว่าในโครงสร้างหลักสูตรแบบเก่ามันดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างน้อย 60 ปี คนที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป ก็เติมโตอยู่ในโครงสร้างความรู้แบบเดิม หรือถ้าดูในรอบ 100 ปี ก็พูดง่ายๆ ว่า เราอยู่ในความรู้แบบประชาธิปไตยแค่ 25 ปี เท่านั้น” อ.ณัฐพลกล่าว

ขณะที่ อ.รัตนา ผู้เป็นตัวแทนจากกระทรวงศึกษา เล่าว่า ตอนนี้กระทรวงกำลังพยายามปรับเปลี่ยนเนื้อหาการเรียนการสอนให้ไม่มีปัญหาแบบเดิมๆ โดยจะมีการเปลี่ยนรูปแบบเนื้อหาในหนังสือเรียนใหม่ ด้วยการฟังความเห็นจากหลายๆ ฝ่าย

แต่จากคำอธิบายของ อ.ณัฐพล ก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า การเมืองมีส่วนสำคัญอย่างมากกับการกำหนดทิศทางการศึกษา ซึ่งเขาก็ตั้งคำถามว่า แล้วเราจะไว้ใจได้อย่างไร กับการปฏิรูปการศึกษาหรือการปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรในยุคสมัยนี้

อ.ณัฐพลยังเล่าต่อว่า จากการชุมนุมที่ผ่านมา มีนักเรียนมาถือป้ายที่เขียนข้อความว่า ‘หนังสือประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการมีไว้ให้อ่านสอบ แต่ไม่เชื่อ’ ซึ่งสะท้อนว่า เด็กๆ ไม่เชื่อแล้วว่าการศึกษาในกระแสหลักจะตอบในสิ่งที่เขาควรรู้อย่างแท้จริง

“เด็กรุ่นนี้เติบโตมากับค่านิยม 12 ประการ แต่พวกเขายังสามารถตั้งคำถามที่แหกกรอบการศึกษาประวัติศาสตร์เดิมๆ ได้ ฉะนั้น มันไม่มีทางปฏิรูปการศึกษาได้ถ้าระบบสังคมมันยังเหมือนเดิม”

จึงนำมาสู่คำถามว่า ถ้าอย่างนั้น เราจะเรียนประวัติศาสตร์กันแบบไหนดีในอนาคต อ.ณัฐพลก็เสนอความเห็นไว้ว่า หากเรายังอยู่ในระบอบสังคมแบบเดิม ก็ต้องส่งเสริมให้เด็กรับรู้สื่อทางเลือกอื่นๆ แต่หากวันไหนประเทศเราเปลี่ยนแปลงไปสู้ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว เราก็สามารถปฏิรูปการศึกษากระแสหลักได้

เขากล่าวปิดท้ายถึงคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้ใดคุมอดีตได้ ผู้นั้นคุมอนาคตได้ ผู้ใดที่คุมปัจจุบันได้ ผู้นั้นคุมอดีตได้’ ซึ่งข้อความนี้ก็ตรงกับการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาในยุคปัจจุบัน ทั้งยังบอกด้วยว่า


“เด็กรุ่นใหม่ ยิ่งพยายามกดเท่าไหร่ พวกเขาก็จะยิ่งเบ่งบานขึ้น”

ที่มา The Matter
3 December 2020
โดย Jiratchaya Chaichumkhun


จะแยกวิชาประวัติศาสตร์โกหกพกลมมาสอนใหม่ = สร้างประวัติศาสตร์ตอแหล

...
Sita Karnkriangkrai
2d

ประวัติศาสตร์ไทยที่เราเรียนว่า คนไทยอพยพมาจากเทือกเขาเทือกอัลไต แล้วมาเริ่มสร้างอาณาจักรสุโขทัย ขึ้นเป็นอาณาจักรแรก และพระเจ้าอู่ทอง เป็นเจ้าอยู่ที่เมืองอู่ทอง เกิดโรคห่าระบาด ประกอบกับแม่น้ำเปลี่ยนสาย เลยย้ายเมืองมากรุงศรีอยุธยา สร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ของชนชาติไทย แล้ววัฒนธรรมบ้านเชียง สิ่งก่อสร้าง โบราณมีที่มีทั่วประเทศเราจะตอบว่าอย่างไร
อู่ทองที่ว่า เจ้าผู้ครองนครอู่ทองย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่อยุธยานั้น อาณาจักรอู่ทองล่มสลายก่อนเกิดอยุธยานานกว่า 300 ปี จะมีคำตอบว่าอย่างไร
โครงกระดูกที่บ้านเชียง เครื่องดินเผาที่บ้านเชียง ที่มีอายุนับพันปี หลายพันปี จะนับเป็นประวัติศาสตร์ยุคไหนของสังคมไทย
สังคายนาประวัติศาสตร์ชาติไทยกันสักครั้งอย่างจริงจังกันดีไหม ก่อนจะเขียนนิยายประวัติศาสตร์ชาติไร้สาระให้เด็ก ๆ รุ่นนี้ได้เรียนรู้ ได้จดจำ เหมือนที่คนรุ่นผม ถูกสอนให้เรียนรู้นิทานตอแหลเรื่องชาติไทย(ที่ผมไม่อยากเรียกว่า ประวัติศาสตร์ชาติไทย) ที่จนวันนี้ จำได้แต่ประวัติศาสตร์นั่งเทียนเขียนแห่งยุคล่าอาณานิคม เพื่อจะให้เราได้ภูมิใจว่า เรามีประวัติศาสตร์(ตอแหล)ที่ยาวนาน ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ
ให้ท่อง ให้จำประวัติศาสตร์ไร้สาระ ที่โกหกพกลม ไร้ความจริง เรียนไปก็ตั้งคำถามไปว่า ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง นั้นเป็นอย่างไร
เอาง่าย ๆ ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ฆาตกรรมกลางเมือง หน้าเวียงวัง ที่ลืมไม่ได้ จำไม่ลง ที่วันนี้ ล่วงเลยมา 46 ปี จะ 50 ปีแล้ว เราจะกล้าบันทึกลงในประวัติศาสตร์ชาติไทยไหม และจะบันทึกว่า ใครวางแผน ใครสั่งการ ใครลงมือกระทำการ ในวันนั้น
เราจะกล้าเขียนประวัติศาสตร์เรื่องจริง เรื่องภาษาไทย ที่ว่า พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทยไหม ในเมือวันนี้ เรารู้ว่า คนจ้วงในกวางสี คนไทยดำ ในเวียตนาม ก็พูดภาษาไทย ด้วยสำเนียงเหน่อ ๆ แบบสำเนียงสุพรรณ
เราจะสอนนิทานโกหก เรื่องนางนพมาศ เป็นคนสร้างประเพณีลอยกระทง ที่ทุกวันนี้จังหวัดสุโขทัยจัดเป็นงานใหญ่โตของจังหวัด แต่นักประวัติศาสตร์นอกตำราหลายคนบอกเราว่า ไม่เคยมีงานลอยกระทงที่สุโขทัย ในครั้งกระโน้น
สังคายนาประวัติศาสตร์ชาติไทยกันสักครั้งนะครับ ก่อนที่จะให้ลูกหลานเราเรียนประวัติศาสตร์นิทานชาติไทย ที่หลายเรื่อง ไม่จริง เป็นเท็จ เป็นประวัติศาสตร์โกหกพกลม เรื่องเล่าที่ไม่ได้ทำให้เราฉลาด หรือเก่งขึ้น ถ้าจำตามที่หนังสือบันทึก สอบได้ A ในวิชานี้
สังคายนาประวัติศาสตร์ชาติไทย ก่อนจะเอามาสอนเด็ก ๆ ลูกหลานเรานะครับ ผมไม่อยากให้คนรุ่นนี้ เรียน และจำประวัติศาสตร์ผิด ๆ ประวัติศาสตร์ตอแหล แบบคนรุ่นผม ที่ถูกสอน และเสียเวลาร่ำเรียนประวัติศาสตร์ตอแหลมาแบบนั้น
.....
Sita Karnkriangkrai
9h
จะแยกวิชาประวัติศาสตร์มาสอนใหม่จริงหรือ
กบฎผีบุญ ที่อุบล กบฎเงี้ยวที่แพร่ กบฎดุซงญอ ที่นราธิวาส กบฎบวรเดช เหตุการณ์ 14 ตุลา กรณีนองเลือดหน้าวังเวียง ธรรมศาสตร์ กรณีพฤษภา 35 และ 53 จะสอนด้วยไหม
หรือจะเอา จะสอนแบบเดิม ว่า เราอพยพลงมาจากเทือกเขาอัลไต ที่ยุคสมัยนั้น ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่
และบลา ๆ ๆ แบบที่พวกผมถูกคาลาเบลให้รากชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อเอาคะแนนในการสอบ และประกาศนียบัตรว่าผ่านหลักสูตร นั้นแล้ส

วิชานี้น่าจะมีคนเรียนกันตรึม


Kasian Tejapira
20h
...
Action and Reaction ของมันมาเป็นคู่

Atukkit Sawangsuk
1d

ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม Vs เอ็นร้อยหวาย "ตาสว่าง"
มันคือปฏิกิริยาที่เกิดจากการผลักกันและกันนั่นเอง
:
คุณว่าเอ็นร้อยหวายเสริมแต่ง
อีกด้านก็เขียนประวัติศาสตร์อวยจนเลี่ยน
กลบเกลื่อนการบังคับเกณฑ์แรงงาน โดยไม่เต็มใจ มันก็มีเรื่องเล่าการทรมานมาจากอีกด้าน
ข้อโต้แย้งที่ว่า เจาะเอ็นร้อยหวายไม่น่าจริง เพราะต้องการใช้แรงงาน ไม่ต้องการคนพิการ
มีเหตุผล แต่ควรโต้แย้งทางวิชาการ ไม่ใช่เรียกฝ่ายความมั่นคงมาจัดการ
ทำลายตัวเองให้กลายเป็นนักวิชาการฝ่ายความมั่นคง
(เพิ่งเขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์สำนักพิมพ์มติชนอยู่หลัดๆ)
:
คนที่โพสต์เรื่อง "ตาสว่าง" ที่จริงก็มีเหตุผล
อยากให้วิจารณ์ราชาชาตินิยมอย่างมีคุณภาพ
แต่ลืมเรื่องปฏิกิริยาโดยธรรมชาติ
เวลาคุณโก่งไม้ไปด้านหนึ่ง พอปล่อย หรือพอหลุด มันจะดีดกลับ
ไม่ได้ดีดกลับมาตรงนะครับ แต่ดีดไปอีกข้าง แล้วค่อยกลับมาตรง
:
พูดง่ายๆ คือ การยัดเยียด กรอกหู ประวัติศาสตร์อวย พิธีกรรมอวย ข่าวอวย ฯลฯ โดยหวังครอบสมองคน
พอคนเริ่มรับรู้ความจริงอีกด้าน นอกจากเห็นความจริงแล้ว
ยังจะเกิดปฏิกิริยาดีดกลับ ปฏิเสธ มองภาพลบไปหมด
ที่คุณยัดเป็นเทพ เขาก็จะเห็นเป็นมาร ทั้งที่ความจริงเป็นมนุษย์ธรรมดา มีถูกมีผิด แต่คุณไม่ได้สอนตั้งแต่แรกนี่หว่า ว่านี่คือมนุษย์มีถูกมีผิด
การยัดเยียดให้อวย มันทำให้เกิดปฏิกิริยาโต้กลับคือ อ้วกออกมาหมด
:
อันนี้ไม่ควรโทษว่า ตาสว่างแล้วเห็นผิด
มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมองเห็นทีละด้าน
คนที่โดนยัดเยียดครอบงำตลอดชีวิต พอตาสว่าง ก็อ้วกออกมา จากนั้นต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ศึกษาทบทวนใหม่ เพื่อกลับไปมองเห็นตามความเป็นจริงว่า มีทั้งถูกและผิด
แต่ปัญหาคือ การใช้อำนาจบังคับ จับกุมคุมขัง
นั่นแหละปิดกั้นจนไม่สามารถศึกษาความจริงทั้งสองด้าน และยิ่งทำให้คนมองภาพลบติดตรึง
:
ถ้ามองในมุมนี้นะ การที่คนรุ่นใหม่ลุกฮือ
นอกเหนือจากปัญหาเชิงระบอบ การกระชับอำนาจ จนถอยกลับไปเป็นกึ่งสมบูรณา
ความพยายามยัดเยียดในระบบการศึกษา ก็มีส่วนสำคัญ
16 ปีที่ผ่านมา 8 ปีที่ผ่านมา มันมีความพยายามยัดเยียดหนักขึ้น
ผมดูแบบเรียน แม่-คลั่งยิ่งกว่าสมัยผมเป็นเด็กประถม พ.ศ.2510 ด้วยซ้ำ ทั้งที่โลกเปิดกว้างแล้ว
มันจึงทำให้เด็กต่อต้าน ปฏิเสธ เกิดปฏิกิริยาโต้กลับ ไปด้านตรงข้าม
แล้วยังไม่รู้สึกอีก กระทรวงศึกษายังจะยัดเยียดหนักขึ้นอีก
ช่วยไม่ได้หรอก ปฏิกิริยาแอนตี้ก็จะแรงขึ้นอีก

ถามโง่ๆมา ก็ถูกตอกกลับ ส.ว.คนดัง ถาม คนโดน112 เข้าสภามาหน้าตาเฉยได้ไง

https://www.facebook.com/matichonweekly/videos/684568643062876

ปิยบุตร ตอบ 10 ประเด็น ข้อซักถามและความเข้าใจผิดของสมาชิกรัฐสภา ที่มีต่อร่าง “ปลดล็อกท้องถิ่น”


Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล
8h

[ ปิยบุตร ตอบ 10 ประเด็น ข้อซักถามและความเข้าใจผิดของสมาชิกรัฐสภา ที่มีต่อร่าง “ปลดล็อกท้องถิ่น” ]
.
***1.ไม่ได้เสนอยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน ***
.
ขอให้อ่านทุกตัวอักษรในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่น ไม่มีจุดไหนเลยที่ระบุว่าจะให้เลิกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
.
และต้องขอสอนหนังสือสังฆราชสักเล็กน้อย เพราะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เป็นกลไกที่อยู่ในการปกครองส่วนท้องที่ และใน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ราชการส่วนภูมิภาคประกอบด้วยจังหวัดและอำเภอเท่านั้น การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับการยกเลิกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเลย
.
ในทางกลับกันหากมีการกระจายอำนาจได้อย่างแท้จริง แล้ว กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อาจจะมีสถานะที่ดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ค่าตอบแทนอาจจะดีกว่าเดิม และอาจจะมีความสุขมากกว่าก็ได้ หากต่อไปได้ทำงานกับนายกท้องถิ่น เพราะได้ทำงานตามวิสัยทัศน์การพัฒนาที่มาจากคนท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือทำงานให้ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของคนท้องถิ่น
.
***2.การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ***
.
ร่างฯ นี้ไม่ได้ส่งผลให้มีการเลิกราชการส่วนภูมิภาคโดยทันที เพียงแต่เสนอว่าในอนาคต ให้คณะรัฐมนตรีต้องมีแผนสำหรับกรณีที่มีความจำเป็นต้องยุบโอนขึ้นมาจริงๆ เมื่อมีการกระจายอำนาจเกิดขึ้นแล้ว
.
นอกจากนี้ ผลสุดท้ายจะเกิดการยกเลิกหรือไม่ เป็นการตัดสินใจของประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนบอกได้ทั้งนั้น แต่ประชาชนจะเป็นคนบอกเอง ว่าจะให้มีราชการส่วนภูมิภาคต่อไปหรือไม่
.
***3.ไม่กระทบความเป็นรัฐเดี่ยว จะมีหรือไม่มีส่วนภูมิภาคก็เป็นรัฐเดี่ยวอยู่ดี ***
.
ความเป็นรัฐเดียวหรือสหพันธรัฐ ไม่ได้ยึดโยงกับการมีหรือไม่มี ราชการส่วนภูมิภาค มีประเทศมากมายบนโลกนี้เต็มไปหมด ที่เป็นรัฐเดี่ยว โดยมีการปกครองส่วนภูมิภาค และโดยไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งในร่างฯ นี้ยังล็อกเอาไว้แล้วด้วย ว่าการกระจายอำนาจจะต้องไม่กระทบกับรูปแบบของรัฐ
.
***4.จัดการอำนาจที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กับส่วนท้องถิ่น ***
.
จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกระจายอำนาจอย่างเป็นระบบตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ทำให้เกิด พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ปี 2542 ขึ้นมา โดยตั้งใจให้เป็นกฎหมายกลาง ที่เมื่อมีข้อกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกัน เป็นอำนาจซ้ำซ้อนของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ยึดถือว่าเป็นอำนาจของท้องถิ่น
.
แต่ในทางปฏิบัติ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ กลับไม่ใช่กฎหมายกลาง แนวทางการตีความของกฤษฎีกากลับตีความให้อำนาจแก่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังคงมีอยู่
.
จึงต้องมีการใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ว่ารัฐสภาต้องจัดการร่างกฎหมายเพื่อให้อำนาจแก่ท้องถิ่น ยกเลิกอำนาจที่ซ้ำซ้อนกันของส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคให้แล้วเสร็จ หรือหากไม่แล้วเสร็จ ก็ต้องถือให้เป็นอำนาจของท้องถิ่นเสีย
.
***5.ไม่ใช่การทำเอากระแส ทำมานานแล้วตั้งแต่ 1 เม.ย. 65 แต่สภาเพิ่งมาบรรจุวาระ ***
.
เราเริ่มรณรงค์ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ปิดโครงการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 แต่สภาเพิ่งทำการบรรจุเข้าวาระการประชุม จนเกิดการอภิปรายและนำเสนอในวันนี้ขึ้นมา คนที่มีอำนาจในการบรรจุวาระคือสภา ไม่ใช่ตน
.
***6.การเกิดขึ้นองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นอำนาจของสภา ไม่ใช่ใครนึกอยากตั้งก็ทำได้เลย ***
.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษใหม่ๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพราะฉะนั้นก็จะถูกตัดสินโดยสภาเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่นึกอยากตั้งแล้วตั้งได้เลย
.
***7.สภาพลเมืองท้องถิ่นไม่อาจถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองท้องถิ่นได้ ***
.
รูปแบบของสภาพลเมือง จะเปิดให้พลเมืองในท้องถิ่นทุกคนสามารถมาขึ้นทะเบียน เพื่อหมุนเวียนกันเป็นสมาชิกคนละปี ดังนั้น ฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะ ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงเพื่อการยึดสภาพลเมืองท้องถิ่นได้เลย
.
***8.การออกเสียงประชามติคือการจัดการความแตกต่างทางความคิดที่ดีที่สุด ***
.
ประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันในสังคมยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปทำประชามติ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลหรือสภาตัดสินใจโดยลำพังได้ เป็นเรื่องที่ต้องถามประชาชนทั้งประเทศ และสังคมไทยเติบโตมาจนมีวุฒิภาวะแล้ว พูดคุยตัดสินกันด้วยกลไกที่เรามีอยู่ได้ เป็นกลไกประชาธิปไตย
.
***9.เราคิดว่าเราร่างมาดีแล้ว แต่ถ้าท่านคิดว่ายังไม่ดีพอ ก็ขอให้ไปแก้ในวาระที่ 2 และ 3 ***
.
มีคนติติงมาว่าเราไม่ร่างมาให้ดีก่อน แล้วจะมาบีบให้ผ่านวาระหนึ่งไปก่อนแล้วไปแก้ทีหลังได้อย่างไร
.
ก่อนร่างขึ้นมา เราได้มีการศึกษา สอบถามความคิดเห็นจากทั้งผู้รู้และผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงศึกษาจากงานวิจัยต่างๆ มาแล้ว เราคิดว่าร่างมาดีอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าเมื่อสภาเห็นว่ายังไม่ดีพอ ก็ควรไปถกเถียงปรับแก้กันในชั้นต่อไป เป็นกลไกตามปกติในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว
.
***10.การไม่มีผู้ว่าและราชการส่วนภูมิภาค จะไม่กระทบกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่าง อปท. ***
.
เงินอุดหนุนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขจัดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทที่แตกต่างกันในแต่ละระดับ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับเดียวกันที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ หมายความว่าท้องถิ่นไหนเก็บภาษีได้น้อยก็จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมมาทดแทนกัน
.
#ปลดล็อกท้องถิ่น #ปิยบุตร

มลพิษทางอากาศอันตรายกว่าที่คิด ท่านทราบหรือไม่ มลพิษทางอากาศนำไปสู่โรคมะเร็งปอดได้ แม้ไม่เคยสูบบุหรี่เลย


บีบีซีไทย - BBC Thai
18h

ฝุ่นละอองขนาดเล็กกำลังจะกลับมาหรือไม่
.
บรรยากาศท้องฟ้าในพื้นที่เขตจอมทอง กทม. ปกคลุมด้วยหมอกหนากว่าปกติ ขณะที่ สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. รายงานคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครพบว่า เวลา 07.00 น. วันนี้ ผลการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายเขต
.
สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. รายงานว่าพบฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐาน จำนวน 3 เขต ได้แก่ เขตสาทร เขตหนองแขม และเขตบางกอกน้อย โดยตรวจวัดได้ระหว่าง 20-54 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ส่วน PM2.5 ค่ามาตรฐาน เฉลี่ย 24 ชม. ไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. เมื่อ 30 พ.ย. 2565
.
ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 30 พ.ย.–4 ธ.ค. 65 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง และวันนี้กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ลมอ่อน อัตราการระบายฝุ่นละอองไม่ดี ความเข้มของฝุ่นละออง PM2.5 ต่ำ
.
แล้วทราบไหมว่า มลพิษทางอากาศ เป็นต้นตอของมะเร็งปอดได้
อ่านเพิ่มเติมทางนี้ https://bbc.in/3OOoGd1
.....
มะเร็งปอด : มลพิษทางอากาศนำไปสู่โรคมะเร็งปอดได้ แม้ไม่เคยสูบบุหรี่เลย

11 พฤศจิกายน 2022
เจมส์ กัลลาเฮอร์
ผู้สื่อข่าวสายสุขภาพและวิทยาศาสตร์ บีบีซี


นักวิจัยชี้ชัดว่า มลพิษทางอากาศนำไปสู่มะเร็งปอดได้ แม้ในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่

นักวิจัยค้นพบว่ามลพิษทางอากาศนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งปอดได้อย่างไร ซึ่งถือเป็นการค้นพบที่เปลี่ยนความเข้าใจถึงการเกิดขึ้นของเนื้องอก โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะสูบบุหรี่เลย

เมื่อเดือน ก.ย. ทีมวิจัยสถาบันฟรานซิส คริก ในกรุงลอนดอน ระบุว่า มลพิษทางอากาศก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้จริง แม้ในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ด้วยการกระตุ้นหรือปลุกเซลล์เก่า ๆ ที่เสียหายขึ้นมา มากกว่าการสร้างความเสียหายให้เซลล์ ตามความเชื่อเดิม

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลก คือ ศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ สแวนตัน ระบุว่า การค้นพบดังกล่าวทำให้วงการแพทย์ “เข้าสู่ยุคใหม่” และอาจนำไปสู่การพัฒนาตัวยา เพื่อยับยั้งมะเร็งไม่ให้ก่อตัวขึ้น

โดยปกติแล้ว การก่อตัวของมะเร็งจะเกิดเป็นลำดับขั้นตอน คือ เริ่มจากเซลล์ที่แข็งแรง แล้วค่อย ๆ เกิดการกลายพันธุ์ในระดับสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ จนถึงจุดที่กลายเป็นเซลล์ผิดปกติ สู่เซลล์มะเร็ง และเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้

แต่แนวคิดการเกิดมะเร็งเช่นนี้ มีปัญหา เพราะการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อที่แข็งแรง แต่กลับกลายเป็นว่าต้นตอของมะเร็ง รวมถึงมลพิษทางอากาศ ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อดีเอ็นเอ แต่เป็นการกระตุ้นเซลล์ที่เสียหายให้กลับมาทำงานอีกครั้งมากกว่า

ศาสตราจารย์ สแวนตัน ระบุว่า “ความเสี่ยงเกิดมะเร็งปอดจากมลพิษทางอากาศ มีน้อยกว่าการสูบบุหรี่ แต่เพราะมนุษย์ควบคุมการหายใจของตนเองไม่ได้ และทั่วโลก ผู้คนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศมากขึ้นกว่า การสูดสารเคมีที่เป็นพิษจากควันบุหรี่”

แล้วเกิดอะไรขึ้น

นักวิจัยซึ่งทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน หรือยูซีแอล ได้ค้นพบหลักฐานถึงแนวคิดใหม่ถึงการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะในบุคคลที่ไม่สูบบุหรี่ โดยระบุว่า อันที่จริงแล้ว ความเสียหายได้ฝังตัวอยู่ในดีเอ็นเอของเซลล์ ในระหว่างที่เราเติบโตและมีอายุมากขึ้น

แต่ต้องมีสิ่งที่มากระตุ้นความเสียหายในดีเอ็นเอของเซลล์ก่อน มันถึงจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้

การค้นพบนี้ มาจากการตรวจสอบว่าทำไมบุคคลที่ไม่สูบบุหรี่ถึงเป็นโรคมะเร็งปอด แน่นอนว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งปอดมาจากการสูบบุหรี่ แต่ก็พบว่า 1 ใน 10 ของผู้ป่วยมะเร็งปอดในสหราชอาณาจักร มีสาเหตุมาจากมลพิษทางอากาศ

ทีมวิจัยของสถาบันฟรานซิส คริก ให้ความสำคัญกับอนุภาคฝุ่นพีเอ็ม 2.5 (PM 2.5) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์


มลพิษทางอากาศอันตรายกว่าที่คิด

และเมื่อดำเนินการทดลองในสัตว์และมนุษย์โดยละเอียด พวกเขาพบว่า สถานที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง จะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดที่ไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่ ในสัดส่วนที่มากขึ้น

โดยเมื่อสูดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้หลั่ง “อินเทอร์ลิวคิน 1 เบตา” ออกมา เป็นการตอบสนองทางเคมี จนนำไปสู่อาการอักเสบ จนร่างกายต้องกระตุ้นเซลล์ในปอดให้เข้ามาซ่อมแซม

แต่เซลล์ปอดนั้น ทุก ๆ 600,000 เซลล์ ในบุคคลอายุราว 50 ปี จะมีอย่างน้อยหนึ่งเซลล์ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งปกติแล้ว ร่างกายจะเกิดเซลล์ที่สุ่มเสี่ยงนี้ เมื่อมนุษย์อายุมากขึ้น แต่เซลล์จะยังดูแข็งแรงอยู่ จนกว่าจะถูกกระตุ้นให้กลายพันธุ์

การค้นพบที่สำคัญยิ่งกว่า คือ นักวิจัยสามารถยับยั้งการก่อมะเร็งในหนูที่ปล่อยให้เผชิญอยู่ในสภาวะมลพิษทางอากาศ ด้วยการใช้ตัวยาเพื่อยับยั้งการตอบสนองทางเคมีดังกล่าว ผลลัพธ์จึงถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ 2 ครั้งซ้อน คือ เพิ่มความเข้าใจถึงผลกระทบของมลพิษทางอากาศ และหลักการเกิดมะเร็งในร่างกาย

ดร. เอมิเลีย ลิม หนึ่งในผู้วิจัย ซึ่งประจำอยู่ที่คริกและยูซีแอล ระบุว่า โดยปกติแล้ว บุคคลที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย แต่กลับเป็นโรคมะเร็งปอด มักจะไม่ทราบถึงสาเหตุ

“ดังนั้น การให้เบาะแสพวกเขาถึงสาเหตุการเกิดมะเร็ง จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก” และ “ยิ่งสำคัญมากขึ้น เมื่อประชากร 99% ในโลก ล้วนอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ระดับมลพิษทางอากาศ สูงเกิดกว่าข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก”

คิดเรื่องมะเร็งเสียใหม่

ผลลัพธ์ของการทดลองนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า การกลายพันธุ์ในเซลล์เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ปัจจัยนำไปสู่การเกิดมะเร็งเสมอไป แต่อาจมีปัจจัยอื่นเสริมด้วย

ศาสตราจารย์ สแวนตัน ระบุว่า การค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดในห้องทดลอง คือ “แนวคิดการเกิดเนื้องอกที่ต้องหันกลับมาทบทวนเสียใหม่” และนี่อาจนำไปสู่ “ยุคใหม่” ของการป้องกันมะเร็งในระดับโมเลกุล อาทิ แนวคิดที่ว่าถ้าคุณอยู่ในสถานที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง คุณอาจทานยาต้านมะเร็งได้ เพื่อลดความเสี่ยง

ศาสตราจารย์ สแวนตัน บอกกับบีบีซีว่า เราอาจต้องพิจารณาถึงหลักการที่ว่า การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็ง ด้วยซ้ำ และอันที่จริง แนวคิดที่ว่า ดีเอ็นเอกลายพันธุ์นั้นไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เพราะต้องมีปัจจัยอื่นกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโต มีการนำเสนอมาตั้งแต่ปี 1947 แล้ว โดย ไอแซค เบเรนบลูม


วิทยาศาสตร์ อาศัยการทำงานอย่างหนักหลายปี และกำลังเปลี่ยนแนวคิดว่ามะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร"

อย่างไรก็ดี มิเชลล์ มิตเชลล์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ย้ำว่า ปัจจุบัน “บุหรี่ยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปอด” แต่ “วิทยาศาสตร์ อาศัยการทำงานอย่างหนักหลายปี และกำลังเปลี่ยนแนวคิดว่ามะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร และตอนนี้ เรามีความเข้าใจถึงสิ่งกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้นแล้ว”

แล้วมะเร็งปอดพบเห็นได้มากแค่ไหน สมาคมอเมริกันแคนเซอร์ ระบุว่า มะเร็งปอดทั้งแบบชนิดเซลล์เล็ก และชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดอันดับ 2 ในสหรัฐฯ ขณะที่ในผู้ชายนั้น มะเร็งที่พบมากที่สุด คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนผู้หญิงนั้น จะเป็นมะเร็งเต้านม

ทางสมาคมประเมินว่า ปี 2022 พบผู้ป่วยมะเร็งปอดมากขึ้น 236,740 คน และเสียชีวิต 130,180 คน โดยผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ เป็นผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่ก็มีโอกาส แม้จะน้อยมาก ๆ ที่ประชาชนอายุ ชต่ำกว่า 45 ปี จะเป็นโรคมะเร็งปอด โดยอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยมะเร็งปอดอยู่ที่ 70 ปี

มะเร็งปอดยังคิดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เกือบ 25% ของผู้เสียชีวิตจากมะเร็งทั้งหมด

สำหรับประเทศไทยนั้น นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดถือเป็น 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อย ซึ่งพบมากเป็นอันดับ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง แต่ละปีจะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 17,222 ราย เป็นเพศชาย 10,766 ราย และเพศหญิง 6,456 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 14,586 ราย หรือคิดเป็น 40 รายต่อวัน

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอดคือการสูบบุหรี่หรือการได้รับควันบุหรี่มือสองและการสัมผัสสารก่อมะเร็ง อาทิ ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสี ควันธูป ควันจากท่อไอเสีย และมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นพีเอ็ม 2.5

วืดีโอคลิป Banksy in Ukraine! แสดงจุดยืน ของ Banksy สนับสนุนการต่อสู้ของชาวยูเครน







#ตอบโจทย์ : จับตาไฟเขียว "สูตรหาร 100" ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พลิกเกมการเมือง ?

https://www.facebook.com/ThaiPBS/videos/541278604185742
Thai PBS was live.
9h

[Live] 20.30 น. #ตอบโจทย์ : จับตาไฟเขียว "สูตรหาร 100" ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พลิกเกมการเมือง ? (30 พ.ย. 65)

[Live] 20.30 น. #ตอบโจทย์ : จับตาไฟเขียว "สูตรหาร 100" ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พลิกเกมการเมือง ? (30 พ.ย. 65)
ผู้ร่วมรายการ
• รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า
ร่วมสนทนาประเด็น
• กติกาการเลือกตั้งใหม่ สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหารด้วย 100 จุดเปลี่ยนของพรรคเกิดใหม่ และประเมินทิศทางการเมืองไทย

คนไทยในนครซิดนีย์จะร่วมชุมนุนหน้า Town Hall ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียปฏิเสธการเข้าเมืองของเหรียญทอง


The Australian Alliance for Thai Democracy ออสซี่ ขยี้เผด็จการ
19h

เฮลโหลววว เวลคัม แฮฟรูม แฮฟเดม๊อคเครซี่ แฮฟฟรีดอม แฮฟฮิวแมนไร้ทส์ ม๊วฟฟฟ
// ม็อบต้อนรับสลิ่มตัวพ่อ รักพ่อต้องย้ายมาออสเตรเลียนะฮัฟ
5 ธ.ค.นี้ หกโมงถึงหนึ่งทุ่ม หน้าทาวน์ฮอลล์

For English, please read from the poster. Thanks and see ya!

#whatshappeninginthailand #australia #no112 #freedomofspeech #antidictatorship.....

Pavin Chachavalpongpun
· 18h
ดิชั้นได้เริ่มกระบวนการ #กำจัดไอ้สัสนรกตัวนี้ แล้วดังที่ทราบกัน step แรกคือ 1) ร่วมลงชื่อใน change.org <https://chng.it/8xg96YbYMz> ที่นี่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียปฏิเสธการเข้าเมืองของ #เหรียญทอง ตอนนี่้มีผู้ผลงชื่อเกือบ 15,000 คนแล้ว ยังคงลงชื่อได้อีกค่ะ เรื่อยๆ จากนั้น 2) ดิชั้น พร้อมองค์กรประชาธิปไตยของไทยทั่วโลก ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลออสเตรเลียและสถานเอกอัคคราชทูตออสเตรเลียที่กรุงเทพ เพื่อเรียกร้องให้ปฏิเสธการเข้าเมืองของมัน และนี่คือ step ต่อไป 3) คนไทยในนครซิดนีย์จะร่วมชุมนุนหน้า Town Hall ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียปฏิเสธการเข้าเมืองของเหรียญทอง ดิชั้นยังมี steps ต่อๆ ไปคะ โดยเฉพาะการร่วมมือกับสื่อออสเตรเลียในการกดดันรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อไม่ให้มันเดินทางเข้าประเทศ รอดูกันต่อค่ะ ดิชั้นกัดไม่ปล่อย
...สำหรับรายละเอียดของงานนี้ ดูได้ที่นี่ค่ะ https://www.facebook.com/.../a.100990588.../657075476155520/

จะมีการเลือกตั้งแล่ว... ง่าย งาม และ ชัดเจน พรรคไหนมีนโยบายไม่แตะ 112 ก็อย่าไปเลือกพรรคนั้น !!!


The101.world
November 27

แม้ว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 จะระบุความคุ้มครองเฉพาะบุคคลสี่ตำแหน่ง แต่หลายกรณีที่พาดพิงกษัตริย์ในอดีตก็มีการสั่งฟ้องโดยพนักงานสอบสวนและอัยการ
.
เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง ชวนมองปัญหาของคำพิพากษาฎีกาที่สั่งลงโทษจำเลยที่หมิ่นรัชกาลที่ 4 ซึ่งกลายเป็นฎีกาที่นักกฎหมายยึดเป็นหลักในการสั่งฟ้อง 112 ในกรณีที่พาดพิงอดีตกษัตริย์ แม้ว่าคำพิพากษานั้นจะตีความขยายไปจนขัดกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญาก็ตาม
.
อ่านบทความได้ที่ : https://www.the101.world/the-problems-of-lese-majeste-law/
.
"คดีนี้ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่า แม้จำเลยจะรับสารภาพก็จริง แต่การกระทำขาดองค์ประกอบความผิด อย่างไรก็ดี ทางอัยการอุทธรณ์และศาลฎีกากลับ โดยให้เหตุผลว่า “การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังคงครองราชย์อยู่” จึงพิพากษาลงโทษจำคุกโดยรอลงอาญา"
.
"ถ้าถามว่า ผู้ใช้กฎหมายทราบไหมว่าคำพิพากษานี้ผิดปกติ คำตอบคือทราบกันดี แต่หลายคนยินดีที่จะเดินตามฎีกานี้ไปก่อนจนกว่าบรรทัดฐานนี้จะเปลี่ยนแปลง แต่หนทางการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ช่างยากเย็น" .....

Suchart Sawadsri
2d

ง่าย งาม และ ชัดเจน
พรรคไหนมีนโยบาย "ยกเลิก ม.112" ก็เลือกพรรคนั้น !!!

กฎหมายเลือกตั้ง ผ่านทุกด่านเรียบร้อย เหลือแต่ทูลเกล้าฯ​และประกาศใช้ มองเห็นอนาคตการเลือกตั้ง กรอบเวลาช้าสุด ไม่เกิน 7 พ.ค. 66


iLaw
15h

ศาลรัฐธรรมนูญเคาะ ร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เตรียมทูลเกล้าฯ ประกาศใช้
.
30 พฤศจิกายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัย กรณีประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวม 105 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (ร่างกฎหมายเลือกตั้งฯ) มาตรา 25 และมาตรา 26 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94 หรือไม่ และตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
.
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายเลือกตั้งฯ ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 และร่างกฎหมายเลือกตั้งฯ มาตรา 25 ไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94
.
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายเลือกตั้งฯ มาตรา 26 ไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 และมาตรา 94
.
สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างกฎหมายเลือกตั้งฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ใช้บังคับเป็นกฎหมาย ทำให้รายละเอียดสำหรับกติกาการเลือกตั้งครั้งหน้า มีความชัดเจนอย่างเป็นทางการ และเดินหน้าตามกรอบเวลาไปสู่การเลือกตั้งในปี 2566 ได้
.
.
สำหรับที่มาของคดีนี้ ย้อนกลับไปปี 2564 รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งสำเร็จ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ สิ่งที่ตามมาคือต้องแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งให้สอดคล้องกับหลักใหญ่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
.
ร่างกฎหมายเลือกตั้ง ถูกเสนอเข้ารัฐสภาจากผู้เสนอหลายฝ่าย เดิมในร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภารับหลักการในวาระหนึ่ง กำหนดสูตรคำนวณที่นั่งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ “หาร 100” ต่อมาในการพิจารณารายมาตรา วาระสอง
.
ลงมติกลับ "พลิกล็อก" ในวาระที่สองได้ออกมาเป็น “สูตรหาร 500” ตามข้อเสนอของระวี มาศฉมาดล ส.ส.พรรคพลังธรรมใหม่ โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากทั้ง ส.ว. และส.ส. พรรคใหญ่ฝ่ายรัฐบาล
.
แต่ท้ายที่สุดก็ยังเจอเทคนิคที่ ส.ส. จากทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ ไม่แสดงตนเข้าร่วมการประชุมทำให้องค์ประชุมไม่ครบ และ "สภาล่ม" ครั้งแล้วครั้งเล่า จนมาถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่จะครบ 180 วันของกำหนดเวลาการพิจารณากฎหมายเลือกตั้ง เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วพิจารณาให้แล้วเสร็จไม่ได้ กฎหมายเลือกตั้งจึง "พลิกล็อก" อีกครั้งกลับไปใช้ “สูตรหาร 100” อีกครั้ง ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 (1) เป็นไปตามร่างกฎหมายเลือกตั้ง ฉบับที่ครม.เสนอในวาระหนึ่ง
.
แม้ว่าร่างกฎหมายเลือกตั้ง จะผ่านรัฐสภามาได้แล้ว เมื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ความเห็นแล้ว และกกต. ก็ไม่ได้มีข้อทักท้วงต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่ร่างกฎหมายก็ยังไม่ได้ประกาศใช้ เมื่อส.ส. และส.ว. รวม 105 คน นำโดยระวี มาศฉมาดล ผู้เสนอสูตร "หาร 500” เข้าชื่อกันเสนอประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายเลือกตั้งฉบับนี้ ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จนเป็นคดีนี้
.
.
ย้อนอ่านที่มาของคดีนี้ได้ที่ https://ilaw.or.th/node/6292