วันจันทร์, สิงหาคม 17, 2569

นักวิจัยคะฉิ่นแฉความเห็นแก่ตัวของจีน ในยุทธศาสตร์ "แรร์เอร์ธ"


สำนักข่าวชายขอบ
Yesterday
·

นักวิจัยคะฉิ่นแฉจีนปราบเหมืองผิดกฎหมายในประเทศแต่ให้นักลงทุนยกทัพขุดแรร์เอิร์ธในเพื่อนบ้าน-“ธารา บัวคำศรี”เผยภาวะคำสาปทรัพยากร-เวทีวิชาการ“พม่าศึกษา”ผู้สนใจประเด็นแร่หายากล้นหลามพร้อมตั้งคำถามถึง TOR ไทย/พม่า

------------

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยพม่า-เมียนมาศึกษา ครั้งที่ 5 เป็นวันที่สองของงาน โดย 1 ในเวทีเสวนาหัวข้อ 'Rare Earth: Extractive Industry, Global Supply Chain and Transboundary Water Pollution' เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมีผู้เข้าฟังเป็นจำนวนมาก ดำเนินรายการโดย แกรี่ ลี ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการ มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights มีผู้ร่วมเสวนา 3 คน ได้แก่ Seng Li นักวิจัยชาวคะฉิ่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector และ เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ

Seng Li กล่าวว่าหลังการรัฐประหารในพม่าเมื่อปี 2021 เหมืองแร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธ ในรัฐคะฉิ่นได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลจาก Myanmar Witness พบจุดทำเหมืองมากถึง 400 แห่ง หรือคิดเป็นเกือบ 90% ของเหมืองแร่หายากทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของตลาดโลกและนโยบายปราบปรามเหมืองผิดกฎหมายภายในจีน ทำให้นักลงทุนจีนย้ายฐานเข้ามาขุดแร่ในรัฐคะฉิ่นเพื่อส่งกลับจีนไปแปรรูป

“การทำเหมืองแร่หายากกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการสร้างชาติขององค์กรเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independent Organization-KIO) โดยเฉพาะหลังรัฐประหารในพม่าในปี 2021 ที่กองทัพ KIA ต้องใช้เงินทุนสนับสนุนการสู้รบกับเผด็จการทหารและจัดหาอาวุธ แม้ในปี 2025 KIO จะเริ่มจัดระเบียบด้วยการออกกฎข้อบังคับ 8 หมวด ทั้งการจัดเก็บภาษี การควบคุมด่านส่งออก ควบคุมแรงงานต่างชาติ และปราบปรามยาเสพติดจนเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีที่ปนเปื้อนลงสู่แหล่งต้นน้ำลำธาร ปัญหาดินถล่ม ภูเขาถล่ม รวมถึงการขาดการคุ้มครองความปลอดภัยของแรงงาน และปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานหญิงในพื้นที่เหมือง

นักวิชาการชาวคะฉิ่นผู้นี้กล่าวว่า สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือ KIO ต้องบังคับใช้กฎระเบียบในพื้นที่จริงอย่างเข้มงวด ตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด ขณะเดียวกัน ประชาคมระหว่างประเทศควรเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ (EAOs) ในการสนับสนุนเชิงเทคนิคเพื่อสร้างธรรมาภิบาลในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่โปร่งใสและยั่งยืนร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการให้ความสนใจต่อองค์กรชาติพันธุ์ติดอาวุธ non-state actor

ธารา บัวคำศรี กล่าวว่าข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมตรวจพบจุดทำเหมืองแร่หายาก กระจายตัวอยู่ในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารพิษลงสู่แม่น้ำสายหลัก ทั้งแม่น้ำอิรวดี สาละวิน และแม่น้ำโขง ขณะที่รายงานของ Global Witness ระบุว่า ในปี 2023 จีนนำเข้าแร่หายากชนิดหนัก heavy rareearths สองชนิดที่สำคัญคือ ดิสโพรเซียม และ เทอร์เบียม จากพม่าในปี 2023 สูงถึง 41,700 ตัน หรือคิดเป็น 98% ของการนำเข้าแร่หายากชนิดหนักทั้งหมดของจีน เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในแม่เหล็กทนความร้อนสูงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กังหันลมผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

“เหมืองแร่หายากในพม่าไม่ใช่แค่ปัญหากฎระเบียบที่อ่อนแอของประเทศหนึ่ง แต่มันคือ 'จุดเปราะบาง' สำคัญและเป็นจุดล้มเหลวเดี่ยว (Single Point of Failure) ของจีน เพราะแม้จีนจะครองกำลังการแยกและแปรรูปแร่หายากชนิดหนักถึง 99% ของโลก แต่จีนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้และต้องพึ่งพาวัตถุดิบที่ขุดเจาะอยู่นอกระบบกฎหมายท่ามกลางสงครามกลางเมืองในพม่า” นักสิ่งแวดล้อมกล่าวและว่า “ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อกองทัพคะฉิ่น (Kachin Independent Army-KIA) เข้ายึดพื้นที่เหมืองในปี 2024 ยอดนำเข้าแร่ของจีนจากเมียนมาดิ่งลงเกือบ 90% ในเวลาเพียงเดือนเดียว ขณะเดียวกัน เมื่อกลุ่มติดอาวุธอย่างกองกำลังตะอาง (TNLA) สูญเสียรายได้จากการค้าทับทิมในเมืองโม่โกะ ทำให้เหมืองแร่หายากแห่งใหม่หลายสิบแห่งก็ผุดขึ้นทันที สะท้อนถึงภาวะ 'คำสาปทรัพยากร' ที่คำมั่นสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมจะถูกละทิ้งเมื่อขาดแคลนรายได้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมผู้นี้กล่าวอีกว่าอุตสาหกรรมแปรรูปแร่แรร์เอิร์ทของจีนทำหน้าที่เสมือน 'เครื่องบดกาแฟ' ที่ผสมแร่จากทุกแหล่งรวมกันจนตรวจสอบย้อนกลับต้นตอไม่ได้ ขณะที่โมเดลเหมืองที่ไร้การควบคุมนี้กำลังขยายตัวไปยังสาธารณรัฐ สปป.ลาว เพิ่มขึ้น ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภาคธุรกิจ แต่เป็นมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลุ่มทุนรัฐวิสาหกิจจีนใช้เมียนมาเป็น 'เขตสังเวย' ถึงเวลาแล้วที่แบรนด์ปลายน้ำระดับโลกและเวทีเจรจาสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ จะต้องนำประเด็นการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานแร่หายากและสิทธิของชุมชนพื้นเมืองขึ้นมาสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง

เพียรพร ดีเทศน์ กล่าวว่าวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่ในรัฐฉานและพื้นที่รอยต่อชายแดนพม่ากำลังทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำในภาคเหนือของไทย ข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) กรมควบคุมมลพิษ พบการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำสายสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องตลอดระนะเวลากว่า 2 ปี ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญสำหรับระบบชลประทานและน้ำประปาของชุมชน ขณะที่การตรวจวัดตะกอนดินบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน พบปริมาณสารหนูปนเปื้อนสูงกว่าระดับอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำถึง 10 เท่า ท่ามกลางรายงานปลาป่วยและสัตว์น้ำผิดรูปทรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ไร้การควบคุมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่รัฐคะฉิ่น รัฐฉาน ลามลงมาถึงลุ่มน้ำสาละวิน ตะนาวศรี จากภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลในพื้นที่พบเครื่องจักรและรถบรรทุกทำงานตลอด 24 ชั่วโมง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือตะกอนดินแม่น้ำที่เคยเป็นปุ๋ยธรรมชาติ วันนี้กลับกลายเป็นตะกอนดินพิษปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน”เพียรพร กล่าว

เพียรพรกล่าวว่า ขณะที่แม่น้ำสาละวินซึ่งพวกเราทำงานปกป้องให้ไหลอย่างอิสระมานานกว่า 25 ปี วันนี้ก็กำลังเผชิญกับการปนเปื้อนของโลหะหนักสารหนูและปรอท จนเกิดคำถามจากชุมชนปลายน้ำในรัฐมอญว่าน้ำยังปลอดภัยสำหรับการเกษตรหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น พม่าและลาวได้ลงนามแผนการศึกษาก่อสร้างโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ 2,790 เมกะวัตต์ บนแม่น้ำโขง เหนือสามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย อาจทำให้แม่น้ำโขงที่กำลังเผชิญวอกฤติสารพิษ จะกลายอ่างเก็บน้ำกลายเป็น 'อ่างเก็บสารพิษ' ที่พร้อมจะไหลบ่าลงสู่ท้ายน้ำ

เพียรพรกล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคงมีข้อมูลและภาพถ่ายดาวเทียมทุกจุด แต่กลับไม่มีมาตรการปกป้องแม่น้ำและประชาชนอย่างจริงจัง ขณะที่การลงนามขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ระหว่างไทยและพม่าที่ผ่านมาก็ไม่ได้แตะต้องต้นตออย่างปัญหาเหมืองแร่เลย ข้อเรียกร้องสำคัญของภาคประชาชนคือ แม่น้ำทุกสายทั้งแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กระบุรี และทุกแม้น้ำจะต้องถูกกำหนดให้เป็น 'พื้นที่ห้ามทำเหมืองแร่' อย่างเด็ดขาด เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของแหล่งน้ำดื่ม ดิน และความมั่นคงทางอาหารของคนรุ่นต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการเสวนาดังกล่าวมีนักวิชการ นักวิจัย ให้ความสนใจเข้าฟังจนต้องเพิ่มเก้าอี้จำนวนมาก คำถามจากผู้เข้าร่วมที่น่าสนใจเช่น การลงนาม TOR ระหว่างไทยพม่าจะทำให้การเปิดเผยข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน และอาหาร ต่อสาธารณะและชุมชนจะยังสามารถทำได้หรือไม่ และคำถามว่าจะมีแนวทางที่จะทำให้เกิดกลไกความรับผิดชอบข้ามพรมแดน ในระดับภูมิภาคและระดับสากลได้อย่างไร เพราะประเด็นแร่แรร์เอิร์ทเกี่ยวข้องกับแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมการบินและยุทโธปกรณ์ รวมไปถึงพลังงานหมุนเวียน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1726562039474597&set=a.504230305041116