วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 02, 2557

"ลุกขึ้นเถิด! คนทั้งหลายที่ไม่ยอมตกเป็นทาส! (ฉี่หลาย ! ปู้เยวี่ยนจั้วหนูลี่เตอเหรินเหมิน !)


หน้าหนึ่ง"เผ่งกว๋อหยัดโปว"(ผิงกั่วรื่อเป้า蘋果日報)=Apple Daily สื่อหลักฮ่องกง เช้านี้

"ลุกขึ้นเถิด!
คนทั้งหลายที่ไม่ยอมตกเป็นทาส!
起來 ! 不願做奴隷的人們!
(ฉี่หลาย ! ปู้เยวี่ยนจั้วหนูลี่เตอเหรินเหมิน !)

起來(ฉี่หลาย)=ลุกขึ้นมา
不(ปู้)=ไม่
願(เยวี่ยน)=ยอม ปรารถนา
做(จั้ว)=เป็น ทำ
奴隷(หนูลี่)=ทาส ขี้ข้า
的(เตอ)=ของ
人(เหริน)=คน
們(เมิน)=ทั้งหลาย

(สำนักข่าวหงวน จัดให้)

Credit Sa-nguan Khumrungroj

ดูเขาแล้ว สะท้อน(ใจ) ดูตัว...




เมืองไทยไม่ต้องการเสรีภาพ
ต้องสงบราบคาบสิเรื่องใหญ่
แค่ชื่อก็พอแล้วว่าเป็นไท
ที่เหลือให้คนดีเค้าดูแล
อย่าถามถึงพลังนักศึกษา
ชูสามนิ้วเขาก็ว่าตามกระแส
กินแซนด์วิชมันก็ลากไปรังแก
ก็ได้แค่ท่องสิบสองค่านิยม

Somchai Jiu

ไม่ใช่ประชานิยมจ้า แจกเงินก็ไม่ใช่ประชานิยมจ่ะ...

หม่อมอุ๋ย เล็คเชอร์ กระตุ้นศก.ไม่ใช่ประชานิยม สอนสื่ออย่าติดตัวเลขGDP
https://www.youtube.com/watch?v=49mQ5OvM8OA

สัสสสส!

คน บางคนที่เข้ามอบตัวกับ คสช.ไม่ได้หมายความว่าเขาจะละทิ้งอุดมการณ์


ตัวอย่างเช่น คุณคฑาวุธ บูรณ์พิทักษ์ หรือที่เราจักกันดีในนาม คฑาวุธ เจ้าของรายการ นายแน่มาก ซึ่งในตอนแรกนั้นคุณคฑาวุธ ต้องการจะเดินทางไปต่างประเทศ เพราะอยู่เมืองไทยไม่ปลอดภัย จากการที่ทหารเข้าค้นบ้านคุณคฑาวุธที่ลพบุรี เมื่อวันที่ 29 / 05 / 2557 แต่ไม่เจอตัว คุณคฑาวุธพยายามหลบหนีแต่ด้วยเหตุที่พ่อคุณคฑาวุธป่วยหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แกจึงไม่สามารถหลบหนีได้ วันทำศพพ่อคุณคฑาวุธ แกได้แค่จุกธูปหน้าศพได้แค่ดอกเดียวเท่านั้น ไม่ได้อยู่รอจนธูปหมด เพราะ ทหาร ได้เข้าเคลียร์พื้นที่ในงานศพคุณคฑาวุธ และปราการที่สองทหารได้คุกคาม ขมขู่ ลูกเมียคุณคฑาวุธอย่างหนัก เพื่อให้คุณคฑาวุธออกมามอบตัว ช่วงเวลานั้นคุณคฑาวุธบอกผมว่า อยากจะเผาพ่อก่อนมอบตัว แต่แกก็ไม่ได้เผาเพราะทหารส่งหน่วย เก็บกวาด เข้าประกบคุณคฑาวุธตลอดเวลา

ปราการต่อมาผมได้มีการพูดคุยกับคุณคฑาวุธอีกครั้ง หลังจากโทรหากันหลายๆ ครั้ง เหตุผลเพราะคุณคฑาวุธ ไม่สามารถเปิดเครื่องโทรศัทพ์ได้เลย ทหารหน่วยเก็บกวาด ประชิดตัวแกมากขึ้น แกเล่าให้ฟังว่ามีความจำเป็นจะต้องออกเดินเท้า และอาศัย นอนกลางป่าเพื่อความปลอดภัยโดยจุดมุ่งหมายเพื่อออกนอกประเทศ เพื่อมารวมกับพี่น้องร่วมรบที่เดินทางมาก่อนหน้านี้แล้ว ตลอดระยะเวลาที่พูดคุยเสียงของคุณคฑาวุธ สิ้นหวัง แกพูดแต่เป็นห่วงครอบครัว และพี่น้องเราที่ต้องหลบหนี ต่อมาผมได้ติดต่อกับคุณคฑาวุธ อีกครั้ง ....

พอสรุปได้ว่า...แกเหนื่อยและลำบาก กับการหลบหนีประกอบกับร่างกายที่ไม่ค่อย แข็งแรง ต้องกินยาประจำพร้อมกับกาแฟที่ขาดไม่ได้ แกปรึกษาผมว่าจะเข้ามอบตัว เพราะแกเป็นห่วงครอบครัวที่ถูกทหารกดดันอย่างหนัก แกบอกผมว่าไม่สามารถหนีเอาตัวรอดคนเดียวได้ ชีวิตนักต่อสู้ ถึงอย่างไงแกก็ต้องห่วงครอบครัวนี่ แหละมั้งที่ทำให้หลายๆ คน ต้องยอมจำนนกับอำนาจมืด วันต่อมาช่วงเวลาค่ำ เกือบๆ ห้าทุ่ม เสียงโทรศัทพ์ของผมดังขึ้นอีกครั้ง โดยคุณคฑาวุธเป็นคนโทรหาผมเอง ทำให้ผมแปลกใจ เพราะปกติ ผมจะเป็นฝ่ายโทรหาแกเองมันเหมือนเป็นลางว่าสายที่ผมกำลังจะรับนี้ ต้องไม่ดีแน่ๆ ผมได้ตอบรับสายว่าครับพี่คฑาวุธ ซึ่งทำให้ผมต้องอึ้งเพราะเสียงแกฟังไม่ดีเลยแกบอกผมว่าตัดสินใจเข้ามอบตัว และบอกอีกว่าแกไม่ได้ผิดอะไรกับการที่แกต้องการประชาธิปไตย เราพูดคุยกันนานเหมือนกับการสั่งลาผมรับปากกับแกไว้เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมก็ดำเนินการทำให้แกแล้วคงเหลือแต่จะต้องคอยติดตาม ข่าวความคืบหน้าเท่านั้น

" พี่คฑาวุธ ถ้าพี่ได้อ่านหรือรับรู้ข้อความนี้ ขอให้พี่สบายใจได้ ผมจะติดตามงานที่พี่สั่งไว้ ให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ "

ด้วยรักและศรัทธา
จาก อ.อิสระ


รายการ คมชัดลึก ตอน " เสรี(พัง)พาบ " ประท้วงที่ฮ่องกง และมุมมองเปรียบเทียบกับบ้านเรา

http://www.youtube.com/watch?v=EPaS59OCv_0&list=UUnniqWGq9lOqYd5sGWxVi7w

รายการ คมชัดลึก ตอน " เสรี(พัง)พาบ "

เชิญ นักศึกษา สามคนจากทั้งนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ มาพูดถึงการเชื่อมโยงการประท้วงที่ฮ่องกง และแสดงมุมมองเปรียบเทียบกับบ้านเรา

http://www.youtube.com/watch?v=EPaS59OCv_0&list=UUnniqWGq9lOqYd5sGWxVi7w

...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

"เราและนายหัวอกเดียวกัน"



ที่มา ศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย

( กรุงเทพ ประเทศไทย) 

เราเป็นหนึ่งในกลุ่ม นศ. ที่มีชื่อว่า Thai student center for democracy หรือ TSCD เราทราบข่าว และติดตามการลุกขึ้นต่อสู้ของพวกคุณมาตลอด ได้เห็นถึงความกล้าหาญ และมุ่งมั่นของพวกคุณ ซึ่งผมเชื่อว่าอีกไม่นานชัยชนะจะเป็นของพวกคุณ ซึ่งต่างจากในประเทศของผม ที่พึ่งผ่านการรัฐประหารไปไม่กี่เดือน บรรยากาศที่นี้เต็มไปด้วยความเผด็จการของทหาร และได้แต่ฝันว่าเราจะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนๆ นศ.ของเรา เหมือนที่พวกคุณกำลังทำ ขอให้ปลอดภัย
**************************************************
(Bangkok, Thailand)

We are Thai Student Centre for Democracy (TSCD) ,which is a student activist organisation based in Bangkok. I acknowledge the current situation in Hong Kong and have been paying close attention since the beginning of occupy central movement. Members of TSCD are in awe of your courage, sacrifice, and determination. We strongly believe the victory shall soon belong to the people in Hong Kong. Unfortunately, unlike our own country, we have been dictated by the military junta since the coup d’etat a few months ago. We are severely suppressed; struggling to live with scarcely any freedom. In this situation, we could only wish that Thai students would realise the grim truth of dictatorships and would try to stand up for what is right. We hope your campaign goes well and safely.

************************************************

(泰國曼谷)

我們 也有學聯會 叫做 student center for democracy or TSCD 我們有得到及關心你們的行動 我們看到你們的努力 同心奮鬥的力量 相信再過不久就會成功得到勝利 
不像我們泰國 在軍政府完成政變後 整個國家民族都面臨強烈的施壓 我們希望總有一天也能像你們一樣 得到大家的支持
希望你們都平安的經過此事件

...






วันนี้ ทีมต่างประเทศของ ศนปท. มีบทความที่น่าสนใจบทความหนึ่ง ที่มีประเด็นน่าหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างยิ่ง นั้นคือบทความชื่อ

Showdown in Hong Kong: Zoher Abdoolcarim
ในนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2557

โดยบทความนี้เปิดประโยคได้อย่างน่าสนใจคือ

“ ปักกิ่งต้องตระหนักว่าพื้นที่ที่เปิดกว้างย่อมเป็นค่านิยมที่แท้จริงของจีน”

หลังจากฮ่องกงกลับมาเป็นของจีนในปี1997 ผู้นำจีนวาดฝันให้ดินแดนแห่งใหม่นี้เป็น “เมืองแห่งเศรษฐกิจ” พวกเขาไม่ได้มองเพียงว่าฮ่องกงจะเป็นดินแดนที่มีศักยภาพสูง และเป็นแหล่งผลิตเงินเท่านั้น พวกเขายังคาดหวังให้คนฮ่องกงจะให้ความสนใจแต่ความเป็นอยู่ของตนเองเท่านั้น แต่ในวันนี้ ฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และมีสังคมที่เปิดกว้างได้ท้าทายทางการเมืองและได้วิพากษ์ต่อจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงแม้ภาคธุรกิจจะไม่ค่อยรู้สึกตึงเครียดกับความแตกแยกทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ตาม

ผู้นำจีนวางแผนว่าการเลือกตั้งในปี 2017 จากเดิมนั้นให้มีการรับเลือกจากสาธารณชนจะต้องผ่านการเลือกทางอ้อมจากสมาชิกพรรคฯ 1200 คนก่อน โดยปักกิ่งพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคด้วยการสนับสนุนพวกอนุรักษ์นิยมที่คนเหล่านี้สนับสนุนจีน ให้ได้มีคะแนนนำเหนือฝ่ายอื่นๆ และ จำนวนผู้ท้าชิงผู้ว่าการฮ่องกงมีเพียง 3 คน เท่านั้น อย่างน้อยต้องได้รับเสียงเกินร้อยละ 50 จากประชาชน โดยการกระทำเช่นนี้ก็ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ฮ่องกงมีรูปแบบการปกครองไม่ได้ต่างจากจีนเลย

แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะฮ่องกงเองได้มีการเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลก ย่อมมีผลกระทบต่อทั้งโลกถึงแม้ว่าผู้บริหารฮ่องกงจะเป็นเหมือนผู้ว่าการรัฐแต่การที่จะได้มาสู่ตำแหน่งนั้นย่อมสะท้อนเสรีภาพในฮ่องกงเอง เราอาจได้เคยได้ยินคำว่า "1ประเทศ 2ระบบ” ซึ่งทางจีนเคยให้คำมั่นว่าจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระในการปกครอง ดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพ แต่ในทางปฏิบัติแล้วจีนนั้นกลับกดดันทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ แม้กระทั่งผู้พิพากษาให้ภักดีต่อจีน

การประกาศของผู้บริหารฮ่องกงนั้นเป็นเสมือนประกาศที่ได้รับบัญชาโดยตรงจากจีน เหล่าผู้สนับสนุนประชาธิปไตยทั้งหลายต่างเดือดดาลและผิดหวัง ทำให้ความขัดแย้ง และแตกแยกในฮ่องกงนั้นยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งที่จริงมีมานานแล้ว จากการศึกษาของมหาวิทยาฮ่องกงกล่าวว่ามีเพียงประชาชนน้อยกว่าร้อยละ 20 ที่ระบุตนเองว่าเป็น "คนจีน" สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กระอักกระอ่วนใจต่อปักกิ่งอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ เราคาดหวังว่าจีนจะไม่มองฮ่องกงเป็นกบฎ แต่จีนเองควรมองว่าฮ่องกงนั้นเป็นสิ่งที่จีนต้องเข้าหา

แปลโดย ทีมต่างประเทศ ศนปท.

มาทำความรู้จัก! หนุ่มน้อยวัย 17 หัวหอกสำคัญ พาคนประท้วงทั่วฮ่องกง - Hong Kong Protest 2014: The Evolution of Joshua Wong


https://www.youtube.com/watch?v=r2nSFBaN2NM

ชลลดา ทะเลมีคลื่น

มาทำความรู้จัก! หนุ่มน้อยวัย 17 หัวหอกสำคัญ พาคนประท้วงทั่วฮ่องกงกันค่ะ

เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ท่าทางผอมแห้งแรงน้อยที่เห็นอยู่นี้ ดูดูไปก็เหมือนกับ เด็กคงแก่เรียนทั่วไป แต่ใครจะรู้ว่า เขาเคยนำขบวนคนนับแสนออกมาประท้วงบนเกาะฮ่องกงมาแล้ว และการประท้วงของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาต่อต้านจีนในครั้งนี้ เขาก็เป็นหัวหอกสำคัญ
เขามีชื่อว่า โจชัว หว่อง เขายังเด็กมาก และยังทำใบขับขี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนอายุจะไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเลย โจชัว เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวที่ไฟแรงที่สุดในฮ่องกง และถูกสื่อจีนตั้งฉายาว่า เป็นพวกหัวรุนแรง โจชัวเป็นผู้ก่อตั้ง กลุ่ม สกอลาร์ลิซึ่ม

และเมื่อสองปีก่อนเขาเป็นแกนนำพาคนหนุ่มสาวฮ่องกงถึง 120,000 คน ออกมาเดินขบวนกดดันให้นายเหลียง ชุนอิง ผู้บริหารเกาะ ยกเลิกแผนบรรจุแบบเรียนส่งเสริมความรักชาติจีนลงในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับของโรงเรียนประถมและมัธยมฮ่องกง จนนายเหลียงต้องยอมล้มเลิกแผนการนี้ และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็ทำให้โจชัว รับรู้ได้ว่า ถ้าคนหนุ่มสาวมารวมตัวกัน จะกลายเป็นพลัง ที่แม้แต่ภาครัฐ ก็ต้องยอมเปิดทางให้

การเมืองในเกาะฮ่องกงกำลังร้อนระอุ เมื่อกลุ่มนักศึกษารวมตัวนัดหยุดเรียนหนึ่งสัปดาห์เพื่อประท้วงรัฐบาลจีน กรณีผิดคำมั่นที่เคยให้ไว้ว่าจะยินยอมให้พวกเขาสามารถเลือกผู้บริหารเกาะฮ่องกงได้ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในปี 2017 แต่รัฐบาลจีน กลับระบุว่า ผู้สมัครจะต้องได้รับการรับรองและอนุมัติจากรัฐบาลจีนเสียก่อน สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในฮ่องกง แม้แต่สหภาพครูอาจารย์ก็ออกมาร่วมประท้วงกับลูกศิษย์

โจชัว หว่อง บอกว่า ถ้าเป็นเมื่อห้าปีก่อน คงไม่มีนักเรียนนักศึกษาคนไหนสนใจเรื่องการเมือง แต่หลังจากเกิดประเด็นเรื่องการศึกษาของชาติ ทำให้คนหนุ่มสาวฮ่องกงหันมาใส่ใจการเมืองมากขึ้น

การที่นักเรียนนักศึกษาฮ่องกงออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน ทำให้หลายคนกลัวว่า จะซ้ำรอยเหตุประท้วงกลางจัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อ 25 ปีก่อน ซึ่งท้ายสุด กลุ่มนักศึกษาที่ออกมาประท้วงก็ถูกรถถังของรัฐบาลจีนบดขยี้จนเสียชีวิตไปหลายคน

ส่วนการที่เด็กหนุ่มวัย 17 ปี อย่างโจชัว หว่อง ออกมาเป็นแกนนำประท้วงในครั้งนี้ บางคนมองว่า ชะตากรรมของโจชัว ก็คงไม่ต่างจากแกนนำผู้ประท้วงคนอื่น คือ ถ้าไม่ถูกจับ ก็ต้องถูกจำคุก ก็ไม่รู้ว่า เด็กหนุ่มคนนี้จะรู้หรือไม่ว่า การออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน คือการทำสงครามทางการเมืองอย่างแท้จริง และหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ก็ต้องมีคนเจ็บคนตาย
เพราะรัฐบาลจีนก็ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดอยู่

Tanawan Kaewpankan

ooo


HONG KONG — The slight teenager with heavy rectangular glasses and a bowl cut stood above the ocean of protesters who had engulfed downtown Hong Kong. His deep voice was drowned out by cheers, but the crowd did not mind: They knew him and his message. It was Joshua Wong, a 17-year-old student activist who has been at the center of the democracy movement that has rattled the Chinese government’s hold on this city.

“When I heard the national anthem starting to play, I certainly did not feel moved so much as angry,” Mr. Wong said a few hours later, after a protest at a flag-raising ceremony on Wednesday morning to mark the Chinese National Day holiday. “When it tells you, ‘Arise! All those who refuse to be slaves!’ — why is our treatment today any different from the slaves?”

Mr. Wong emerged as a figure in Hong Kong’s activist circles two years ago, when he rallied students against a government plan to introduce “patriotic education” in schools, attacking it as a means of Chinese Communist Party indoctrination. He played a pivotal role in setting off the demonstrations of the past week, leading a surprise charge on a government building that resulted in his arrest and prompted thousands to take to the streets ahead of schedule. Local newspapers with close ties to Beijing have sought to smear him as a tool of the United States.

In reality, Mr. Wong is troubling confirmation for the authorities that the first generation in Hong Kong to grow up under Chinese rule is by many measures also the one most alienated from Beijing’s influence. He was born less than nine months before this former British colony’s handover to China in 1997, and raised here at a time when the party has tried mightily to win over people here and shape them into patriotic Chinese citizens.

His prominence in the protest movement also embodies a shift in politics here — youth anger amplified over the Internet, beyond the orbit of traditional political parties — that has confounded the local government and infuriated its Communist supervisors in the mainland.

That shift has made something of a political star of Mr. Wong, who comes across as a hybrid of a solemn politician and a bashful teenage sensation. These days, if he is not surrounded by admiring supporters, he is usually mobbed by television cameras and reporters. Even before the most recent round of protests, strangers would sometimes approach him to shake hands or offer a pat on his shoulders and ask about his exam scores and schoolwork.

Mr. Wong is keenly aware of the influence that he and his classmates wield. As early as July, well before Beijing proposed the election rules that are the target of the current demonstrations, Mr. Wong told The New York Times in an interview, “Electoral reform is a generational war.”

Chen Yun-chung, an associate professor of cultural studies at Lingnan University in Hong Kong, said Mr. Wong and his generation of high school activists, combining idealism and organizational skills, had outflanked both the government and the older, more cautious generations of democrats in Hong Kong.


“Their mentality is very different from the older generation, so I call them mutants, in a good sense, like the X-Men,” he said. “There is always a danger of an even harsher crackdown that will scare the hell out of Hong Kong people. But at the same time, I don’t think these mutant leaders are just daydreamers. They know that they might not get what they want, but most of them are prepared to fight on.”

Mr. Wong represents a “culture of resistance that is idealistic and very persistent among the high school students,” he added.

But few expected Mr. Wong to have such a critical impact on events this past week. The democracy movement had appeared to be flagging, and students who had been boycotting classes were planning to mark the end of their campaign quietly on Friday night with a showing of video messages of support from Taiwanese activists.

As the video ended, Mr. Wong, speaking on the stage beside the screen, took many in the audience by surprise by urging them to seize “Civic Square,” the name that activists use for a forecourt to the Hong Kong government headquarters. Moments later, about 200 protesters eluded guards and took the square to loud cheers. Mr. Wong, however, was arrested before he made it and was dragged away in handcuffs.

News and images of Mr. Wong’s arrest spread quickly on social media, and the occupation of the forecourt became the nucleus of a protest that attracted tens of thousands of supporters. The police attempted to break up the demonstration on Sunday with arrests, pepper spray and tear gas, provoking more public anger and bringing even larger crowds onto the streets, which have been occupied since.

The authorities held Mr. Wong for two nights before a judge granted a habeas corpus petition for his release.

Lee Cheuk-yan, the 57-year-old chairman of the pro-democracy Labor Party, said he was both stunned and heartened by the outpouring of youthful protest in the streets in the following days.

“You look at the faces here, and they are very young,” Mr. Lee said as he stood on a platform where he had been speaking to a vast crowd on Tuesday night. “The old men will die, but the young will live on. They will beat them.”

He then resumed speaking to the young crowd through a loud speaker, and repeated his comment to a roar of approval.


Mr. Wong, who is just shy of his 18th birthday, when he will gain the right to drink alcohol, is a veteran of theatrical protest politics. While in high school, at age 14, he and a classmate formed a youth group, Scholarism, to fight the “patriotic education” plan proposed by Beijing’s handpicked leader in Hong Kong, Leung Chun-ying.

At first, their Internet-based movement was seen by many residents as quaintly naïve, but as more students joined, it became a potent force in the campaign against the curriculum changes. After big street protests in 2012, the Hong Kong government shelved the plan. Since then, Scholarism has been a major force in promoting demands for democratic elections that would allow voters to nominate candidates for the city leader, and it promoted a student boycott of classes last week.

“If you told people five years ago that high school students would get involved in politics, they wouldn’t have believed you,” he told The Times in July. “For students, what we have is persistence in our principles and stubbornness in our ideals,” he said, adding, “If students don’t stand in the front line, who will?”

Hong Kong’s news media has treated him with some of the intensity that it usually devotes to film and pop idols. In July, interest was so high in Mr. Wong’s university entrance exam score that he held a news conference. (Mr. Wong’s score turned out to be middling by Hong Kong’s rigorous standards, and he has enrolled in a local university that specializes in distance learning.)

Mr. Wong has said that he acquired his passion for politics from his parents, Grace and Roger Wong, Protestants who kindled a concern for social injustice and have said they are proud of their son but otherwise stay out of the spotlight.

Mr. Wong and the wave of youthful protest he has helped inspire are much less open to compromise than the traditional democracy camp in Hong Kong — a rift that may widen if the Chinese government offers only mild concessions and the protests continue. He did not respond to repeated calls and messages seeking an interview.

In an interview earlier this year with a Hong Kong online publication, Mr. Wong argued that “compromising before you even begin fighting is illogical.”

“I have no problems with negotiating,” he added. “But before doing that, you better have some bargaining chips. If you don’t have that, how do you fight a war?”

Jonah M. Kessel contributed reporting.


สหราชอาณาจักร์คืออะไร สก็อตแลนด์เป็นประเทศหรือไม่


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ข่าวการลงประชามติของชาวสก็อตเพื่อแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักร์เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗ที่ผ่านมา ได้สร้างความสนใจไปทั่วโลก พร้อมกับความงุนงงสงสัยให้แก่ชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนวิชารัฐศาสตร์มาโดยตรงว่าสหราชอาณาจักร์คืออะไร สถานะของสก็อตแลนด์นั้นตกลงเป็นอะไรกันแน่ระหว่างการเป็นรัฐ ชาติหรือประเทศ

ก่อนที่จะตอบคำถามเหล่านี้เรามาเข้าใจกันก่อนว่ารัฐ ชาติ ประเทศ รัฐเดี่ยว รัฐรวม นั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

คำว่า รัฐ ชาติ และประเทศ (state, nation and country) เรามักจะใช้สลับสับเปลี่ยนปะปนกันไปมาอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่คำว่ารัฐ ชาติ และประเทศ มีความหมายทางรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกัน

รัฐ (state) ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย ๔ ประการ คือ ประชากร ดินแดน รัฐบาลและอำนาจอธิปไตย ในทางวิชาการความหมายของรัฐนั้นจะเน้นไปที่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางการเมือง หมายความว่า ประชาชนอยู่ภายใต้ระบบการเมืองและอธิปไตยเดียวกัน รวมทั้งการมีเอกราชเต็มที่ รัฐจะมีสถานะของตนเองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะการที่จะเป็นรัฐๆ หนึ่งขึ้นมาได้จะต้องได้รับการยอมรับจากรัฐอื่นๆด้วย ฉะนั้น รัฐจึงสูญสลายหรือเกิดใหม่ได้ไม่ยากนัก เช่น สิงคโปร์ หรืออิสราเอล แม้กระทั่งติมอร์ตะวันออกก็เพิ่งก่อตั้งเป็นรัฐมาเมื่อไปไม่กี่ปีมานี้เอง

การที่จะพิจารณาว่าเป็นรัฐหรือไม่ จำนวนประชากรหรือขนาดพื้นที่มิใช่สิ่งสำคัญ นครรัฐวาติกัน มีเนื้อที่เพียง ๐.๔ ตารางกิโลเมตร ประชากรพันกว่าคนก็มีสภาพเป็นรัฐ สหภาพโซเวียตเคยเป็นรัฐใหญ่ที่สุดมีดินแดน ๒๒ ล้านตารางกิโลเมตร หรือ สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ประมาณ ๙.๕ ล้านตารางกิโลเมตร ก็เป็นรัฐเช่นเดียวกันกับนครรัฐวาติกัน หรือ รัฐติมอร์ตะวันออก หรือแม้กระทั่ง สิงคโปร์ที่เป็นเกาะเล็กนิดเดียว

โดยเราสามารถแบ่งลักษณะของรูปแบบของรัฐได้เป็น ๒ อย่างคือ รัฐเดี่ยว(unitary state) กับรัฐรวม(compound state) ซึ่งเป็นการรวมกันของรัฐตั้งแต่ ๒ รัฐขึ้นไป ซึ่งรัฐรวมแบ่งได้เป็นอีก ๒ อย่าง คือ สหพันธรัฐ(federation state)ซึ่งรวมกันอย่างแน่นหนาด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น สหรัฐอเมริกา(United State) ฯลฯ และสมาพันธรัฐ(confederation state) ซึ่งรวมกันอย่างหลวมๆด้วยสนธิสัญญา เช่น สหภาพยุโรป(European Union) ฯลฯ

นอกจากนั้นเรายังสามารถแบ่งรูปแบบของรัฐตามลักษณะประมุขของรัฐได้เป็นรูปแบบการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเราเรียกว่า “ราชอาณาจักร(Kingdom)” เช่น ราชอาณาไทย ราชอาณาจักรกัมพูชา ฯลฯ กับรูปแบบ “สาธารณรัฐ(Republic)”ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฯลฯ

ชาติ (nation) นั้นจะเน้นไปที่ความผูกพันกันในทางเชื้อชาติ(race)หรือสายเลือด เผ่าพันธุ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา หรือการยึดหลักประเพณีร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ชาติจึงไม่สูญสลายไปง่ายๆ ดังเช่นความเป็นรัฐ ตัวอย่างใกล้ตัวก็คือแม้ว่าจะไม่มีรัฐมอญปรากฏบนแผนที่โลก แต่ในความเป็นจริง "ชาติมอญ" ยังคงอยู่ทั้งในพม่า หรือแม้กระทั่งในประเทศไทย คำว่าชาตินี้เองมักจะเป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะแต่ละชาติก็อยากเป็นใหญ่ แต่ละชาติก็อยากสร้างรัฐ ทำให้เกิดลัทธิชาตินิยม และในหลายๆ ครั้งนำไปสู่สงครามกลางเมือง

ประเทศ (country) ส่วนคำว่าประเทศนั้น มีความหมายเน้นหนักไปในด้านดินแดน ดังนั้นประเทศจึงเป็นแหล่งรวมของชาติ และก่อให้เกิดรัฐขึ้น ตัวอย่างความแตกต่างระหว่างรัฐกับประเทศที่เห็นชัดก็คือไต้หวัน ซึ่งเมื่อดูองค์ประกอบต่างๆ แล้วไต้หวันมีประชากร ดินแดน รัฐบาลและอำนาจอธิปไตยภายใน แต่ขาดอำนาจอธิปไตยภายนอกซึ่งก็คือ การรับรองจากรัฐอื่นและสหประชาชาติ ฉะนั้น ในทางรัฐศาสตร์แล้วไต้หวันจึงอยู่สถานะที่มิใช่เป็นรัฐแต่มีสภาพเป็นประเทศ แม้ว่าจีนจะถือว่าไต้หวันเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของจีนเท่านั้นก็ตาม

สหราชอาณาจักร(United Kingdom) คือ อะไร

ในหมู่เกาะอังกฤษนั้นจะประกอบไปด้วยดินแดนใหญ่ๆคือ เกาะไอร์แลนด์และเกาะบริเตนใหญ่ บนเกาะไอร์แลน์มีสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (The Republic of Ireland) และ ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ส่วนเกาะบริเตนใหญ่(Great Britain)นั้น มีอังกฤษ (England) สก็อตแลนด์ (Scotland) และเวลส์ (Wales) เมื่อรวมเข้ากับไอร์แลนด์เหนือด้วยแล้ว คือ สหราชอาณาจักร (The United Kingdom)

จากที่กล่าวมาทั้งจะสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือว่า สหราชอาณาจักร(United Kingdom) คือรัฐรวมในรูปแบบสหพันธรัฐ(federation state)เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา(United State) ที่ประกอบด้วยรัฐเล็กๆต่างๆมารวมกันโดยรัฐต่างๆยอมสละหรือถูกริดรอนอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่รัฐบาลกลาง และที่เรียกว่า สหราชอาณาจักร(United Kingdom)ไม่เรียกว่าสหพันธรัฐหรือสาธารณรัฐเพราะมีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุข(ในที่นี้คือสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ ๒)นั่นเอง

แล้วสก็อตแลนด์(Scotland)ล่ะเป็นอะไร

ที่แน่ๆสก็อตแลนด์ไม่ใช่รัฐ(state)อย่างแน่นอนเพราะไม่มีอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่เป็นชาติ(nation)เพราะมีเชื้อชาติและภาษาเป็นของตนเอง คือ Scotish และเมื่อพิจารณาในแง่ของขอบเขตดินแดนที่เป็นสัดส่วนชัดเจนก็สามารถเรียกได้ว่าสก็อตแลนด์เป็นประเทศ(country)เช่นกัน(FIFAก็รับรองให้เป็นประเทศที่สามารถส่งทีมฟุตบอลแข่งบอลโลกหรือบอลยูโรได้)

ส่วนรัฐต่างๆที่ได้รับเอกราชแล้วซึ่งรู้จักกันในนาม “เครือจักรภพ” (The Commonwealth Realms) ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี นิวซีแลนด์ จาไมกา หมู่เกาะโซโลมอน เบลีส บาฮามาส บาร์เบโดส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เกรเนดา แอนติกาและบาร์บูดา เซนต์คิตส์และ เนวิส และทูวาลู โดยทั้งหมดนี้ล้วนได้รับอิสรภาพในการปกครองตนเอง แต่ยังคงยอมรับให้กษัตริย์อังกฤษเป็นประมุข ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีอำนาจในรัฐนั้นๆแล้วก็ตาม ซึ่งสก็อตแลนด์ก็จะอยู่ใน “เครือจักรภพ”นี้เช่นกัน หากผลกันลงประชามติในวันที่ ๑๘ กันยายนที่ผ่านมาออกมาในทางตรงกันข้ามคือเป็นเอกราชแต่ยังเลือกที่จะให้กษัตริย์(สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่๒)เป็นประมุขอยู่เช่นเดิม

--------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๗


ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า มันถึงเวลาแล้ว


โดย เมธา

ได้ข่าวว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเสนอกฎหมายเก็บภาษีมรดกและภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า หลายคนคงตื่นตาและตื่นใจถึงที่สุด เพราะสังคมไทยรอคอยเรื่องนี้มานานแล้ว ท่ามกลางปัญหาการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำมหาศาลอันดับต้นๆ ของโลก เป็นรองก็แค่เม็กซิโก โคลอมเบีย อาร์เจนตินา และประเทศแถบลาตินอเมริกา ขณะที่ชนชั้นนำในสังคมไทยผูกขาดความร่ำรวย พวกเขากลัวกระทั่งการกระจายรายได้จากพลังงานและน้ำมันที่ประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูป เพราะเป็นแหล่งรายได้หลักของพวกเขา

ที่จริงผมได้ยินมานานแล้วว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ร่างกฎหมายค้างไว้นานแล้ว และเสนอรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย แต่รัฐบาลของนายทุนพ่อค้าไม่มีใครสนใจที่จะทำ แน่นอน เพราะพวกเขากลัวจะเสียผลประโยชน์ เรื่องจริงคือว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินหรือที่ดินในประเทศไทย ล้วนถูกผูกขาดโดยนักการเมืองและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน ด้วยการสมคบการออกกฎหมาย การใช้อำนาจมิชอบ การคอร์รัปชัน การออกนโยบายเอื้อพวกพ้อง จนหยั่งรากฝังลึกเป็นระบอบอุปถัมภ์นิยมในสังคมไทย จนโครงสร้างทางสังคมพิกลพิการ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่มีความเป็นธรรม

ปัจจุบันประเทศไทยอาจจะมีคนร่ำรวยจริงๆ แค่ 5% คนมีฐานะปานกลางประมาณ 15% ขณะที่อีก 80% เป็นคนยากจนที่ถูกเลือกปฏิบัติทางนโยบายมาโดยตลอดในการกระจายความมั่งคั่งและโภคทรัพย์ทางสังคม ก่อนหน้านี้คนยากจนดักดานในประเทศไทยมีรายไม่ถึง 1,000 บาทต่อเดือนมีอยู่กว่า 10 ล้านคน ขณะที่คนค่อนแผ่นดินมีรายได้อยู่ใต้เส้นเฉลี่ยไม่กี่พันบาท และชี้ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหาความยากจน เพราะระบบทุนนิยมไทยพิกลพิการ ผู้ใช้อำนาจรัฐปราศจากคุณธรรม ข้าราชการระดับสูงที่เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชัน ระบบการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ปราศจากประสิทธิผล เป็นเหตุให้การแก้ปัญหาความยากจนล้มเหลว ประเทศไทยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เลย ถ้าเราไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเหล่านี้ โดยเฉพาะการเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ

การเก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดกนั้น เนื่องจากเกี่ยวกับการผลิตที่อยู่บนดินด้วย มรดกจึงรวมที่ดินอยู่ด้วย นอกจากตึก แก้ว แหวน เงิน ทอง ทรัพย์สินต่างๆ ต้องทำความเข้าว่า ในความเป็นจริง ที่ดินเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของมนุษย์ซึ่งพระเจ้าหรือธรรมชาติสร้างมา ไม่มีใครสามารถสร้างได้ ดังนั้นในทางทฤษฎี จึงไม่ควรมีการครอบครองซื้อขาย หรือการผูกขาดการยึดครอง รัฐควรกระจายให้ผู้คนในสังคมได้ใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม ซึ่งเราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า เรามีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินสาธารณะหรือที่ดิน แต่ไม่มีใครมีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดิน เช่นเดียวกับที่เราไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของอากาศ อวกาศ หรือดวงจันทร์ ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะไปถึงและปักธงได้เป็นชาติแรก ก็มีสิทธิ์ใช้ดวงจันทร์ได้เท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ เรื่องเหล่านี้สมควรถามถึงคลื่นความถี่และโทรคมนาคมด้วยเช่นกัน ที่ผู้ผูกขาดสัญญาณได้กอบโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการลงทุนบนอากาศของส่วนรวม

อย่าลืมว่าทรัพย์สินที่ได้มาเป็นมรดกนั้นไม่ได้จากสุญญากาศ ถึงแม้ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ต้องเสียภาษีให้รัฐอยู่แล้วในรูปบริษัทและภาษีรายได้ แต่ก็ไม่ได้รวมถึงค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมหรือทางสังคมอื่นๆ ซึ่งธุรกิจสร้างรายได้ขึ้นมา การลงทุนเป็นนิติบุคคล กระทั่งการรับสัมปทานก็ล้วนมาจากการเป็นหุ้นส่วนและการรับรองฐานะจากรัฐ ให้ธุรกิจนั้นสามารถสร้างกำไร ดำรงอยู่และปลอดภัย ดังนั้นควรคืนกำไรให้สังคมด้วยเช่นกัน ซึ่งการเก็บภาษีมรดกก็คือการเก็บผลิตผลส่วนเกินที่ปลายทางเพื่อคืนให้แก่รัฐนั้นเอง

นอกจากนี้ ในความคิดแบบเสรีนิยมก็ยังช่วยทำให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุนด้วย เพราะลูกหลานไม่เอาแต่รอเพียงมรดกอีกต่อไป ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีทางตรงเพียงแค่ 30% และเป็นภาษีทางอ้อมที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องแบกภาระในรูปของสินค้าอุปโภคบริโภคถึง 70% ซึ่งไม่มีความเป็นธรรม ดังนั้นจึงต้องมีการเก็บภาษีทางตรงเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในโครงสร้างภาษีนี้


จริงๆ แล้ว ภาษีมรดกเป็นภาษีเก่าแก่ประเภทหนึ่ง ซึ่งจัดเก็บมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยจัดเก็บมรดกจากกองทรัพย์มรดกของตาย และถึงแม้จะนำเงินรายได้มาสู่รัฐเป็นจำนวนน้อยก็ตาม แต่ก็เป็นที่นิยมจัดเก็บโดยทั่วไปในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะเป็นภาษีที่ยุติธรรม เนื่องจากจัดเก็บเป็นไปตามหลักความสามารถในการเสียภาษี (Ability to Pay) และไม่กระทบกระเทือนประชาชนส่วนใหญ่ เพราะเก็บจากกองมรดก หรือการรับมรดกเมื่อมีการตายเกิดขึ้น และต้องเก็บแบบอัตราก้าวหน้าเหมือนนานาประเทศ จะได้มีความเป็นธรรม และคนจนจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน

ประเทศไทยเคยมีความคิดในเรื่องการเก็บภาษีมรดกอยู่ในเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ หรือที่เรียกกันว่าเค้าโครงในสมุดปกเหลือง แต่ความจริงแล้วการเก็บภาษีมรดกประเทศไทยมีการเก็บมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อคนเราตายจะแบ่งมรดกออกเป็นหลายภาคด้วยกัน ภาคหนึ่งถือว่าเป็นภาคของหลวง ให้เหตุผลว่า มรดกในส่วนตกทอดเป็นทายาทมีจำนวนเกินพอแล้ว ซึ่งภาษีมรดกจะเก็บในจุดหนึ่งที่พอแล้ว และเกินความพอ แนวความคิดนี้ถูกใช้มาจนถึงสมัยปรีดี พนมยงค์ แต่ไม่สามารถที่จะออกกฎหมายภาษีมรดกได้ โดยมาออกเป็นภาษีมรดกในสมัยรัฐบาลพหลพลพยุหเสนา โดยออกเป็นพระราชบัญญัติ เรียกชื่อเต็มว่า “อากรมรดกและการรับมรดก พ.ศ.2476” เป็นการเก็บภาษีมรดกทั้งจากกองมรดก เมื่อตายแล้วกองมรดกจะเป็นผู้รับภาระในการเสียภาษีมรดก และระบบหลังจากการแบ่งให้ทายาทแล้ว ภาระเช่นนี้จะไม่ทำให้คนจนหรือผู้มีรายได้น้อยเดือดร้อนแต่ประการใด เพราะภาษีมรดกเป็นระบบการเก็บภาษีโดยทางตรง ต่างจากเก็บภาษีโดยทางอ้อม ซึ่งทุกคนต้องเสียไม่ว่าคนจนหรือคนรวย ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงและจะหนีภาระในการเสียภาษีทางอ้อมได้เลย แต่ภาษีมรดกนั้น คนจนจะไม่รับภาระ เพราะภาษีมรดกเป็นภาษีที่มีจุดประสงค์ในการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคม ภาษีมรดกจะเก็บจากกองมรดกที่มีมากจนเหลือล้นเกินขนาด เช่น ในปี พ.ศ.2476 มรดกต้องเกิน 10,000 บาทขึ้นไป คือ 10,000-50,000 บาท เก็บ 1% เกิน 50,000 บาทขึ้นไป ถึง 100,000 บาท เก็บ 4% เป็นต้น อัตราจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราเรียกว่าระบบภาษีอัตราก้าวหน้า อย่าได้เก็บอัตราเดียว เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรม

คนไทยไม่ว่ารวยหรือจนควรมีจิตสำนึกในการเสียภาษี อย่าเห็นแก่ตัวกันต่อไปเลย สำหรับใครที่คัดค้าน ผมมีตัวอย่างให้ศึกษาเป็นแบบอย่าง เพราะขนาดองค์พระสยามินทร์ยังเคยมีคำสั่งถึงเจ้าพระยายมราช ตามสำเนาร่างหัตถเลขา ที่ 3/49 ขององค์สยามินทร์ วันที่ 15 เมษายน ร.ศ.131 ดังนี้

“ด้วยแต่ก่อนมา การเก็บภาษีที่ดินและโรงร้าง กรมพระคลังข้างที่ยังไม่ได้เสียภาษีให้กับเจ้าพระยาสรรพากรเลย บัดนี้ ฉันมาตรองดูทรัพย์สมบัติที่เป็นส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นทรัพย์สมบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นเหตุอะไรที่ฉันต้องเอาเปรียบคนทั่วไป ซึ่งมันไม่สมควรเลย ของคนอื่นไปเก็บเอาจากเขา ของตัวเองกับเก็บเอาไว้ ใครที่มีทรัพย์สมบัติ เป็นที่ดินหรือโรงร้าง เมื่อถึงเวลาที่เจ้าพนักงานจะเก็บภาษี เขาก็ต้องเสียภาษีให้กับเจ้าพนักงาน ตามส่วนมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินที่เขามีอยู่ ตัวฉันเองก็ถือเป็นคนธรรมดา ทรัพย์สมบัติก็มีอยู่มาก ถ้า Gov. ต้องเห็นแก่คนส่วนมาก ที่ได้จากสมบัติจากคนส่วนมาก ฉันมีความยินดีเต็มใจเฉลี่ยทรัพย์สมบัติให้กับชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่บัดนี้ ให้เจ้าพระยายมราชเก็บภาษีอากรที่เป็นที่ดินและโรงร้านของฉันได้ ที่ได้กระทำเก็บจากคนอื่นด้วยเช่นคนทั่วไป”.


(ที่มา: คอลัมน์โลกและเรา-เมธา มาสขาว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2557)

เชิญดูคลิป และอ่านบทความ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์: บนยุทธภูมิทางวัฒนธรรม

http://www.youtube.com/watch?v=kbJcQYVtZMo&feature=youtu.be

หมายเหตุไทยอีนิวส์...คลิปนี้ไทยอีนิวส์เคยนำลงแล้ว แต่ไทยอีนิวส์ขอนำลงอีกครั้งเพราะมีผู้อ่านส่งบทความ อ.นิธิ ซึ่งเขียนถึงคลิปนี้อย่างน่าสนใจ บทความ "บนยุทธภูมิทางวัฒนธรรม" เคยลงตีพิมพ์ใน ประชาไทย และมติชนออนไลฯน์
...

บนยุทธภูมิทางวัฒนธรรม
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

หมอเหวง โตจิราการนำเอาคลิปของการรวมตัวของฝูงชนอย่างสั้นๆ (flash mob) ในประเทศหนึ่งมาเผยแพร่ มีการแชร์กันกว้างขวาง จนผมได้พบเข้าโดยบังเอิญ จึงลองคลิกเข้าไปดูและฟัง

เป็นการรวมตัวของนักดนตรีและนักร้องในจัตุรัสเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีคนเดินไปเดินมา เดินเล่น เด็กวิ่งเล่น สุนัขไล่หยอกล้อกัน แล้วก็มีคนแบกดับเบิลเบสตัวใหญ่ออกมาสีนำ ตามด้วยคนแบกเชลโลออกมาเสริมอีกสองคน บัสซูนอีกคนเดินตามมา ไวโอลินอีกมากเดินตามมาเรื่อยๆ พร้อมกับเครื่องลมและเครื่องทองเหลืองอีกเป็นแถว

เพลงที่เขาเล่นคือท่อนหนึ่งของกระบวนที่ 4 ของซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟน ซึ่งรู้จักกันว่าซิมโฟนีเสียงประสาน เพราะในท่อนนี้จะมีเสียงประสานคำร้องซึ่งเอามาจาก "กาพย์แด่ปิติสุข" (An die Freude-Ode to Joy) ของจินตกวีฟรีดริช ชิลเลอร์อันเป็นท่อนที่รู้จักกันไปทั่วโลก เอามาเป็นทำนองหลักในหนังหลายเรื่อง แปลงเป็นเพลงร็อก ใช้เปิดกีฬาโอลิมปิก เป็นเพลงสัญลักษณ์ของ EC (ประชาคมยุโรป) และ EU สหภาพยุโรปในปัจจุบัน แสดงในวันปีใหม่เป็นร้อยๆ วงทั่วประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยสงคราม ถูกเปิดผ่านลำโพงแก่ผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

ผมฟังเพลงนี้มาในชีวิตน่าจะเกิน 100 ครั้งแล้ว เล่นโดยวงดนตรีชั้นนำระดับโลกไม่รู้จะกี่วง กำกับโดยวาทยกรเด่นดังหลายต่อหลายคน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่น้ำตาจะไหลพรากอย่างไม่ยอมหยุดเท่าครั้งนี้ อาจเป็นเพราะภาพปฏิกิริยาของผู้คนในบริเวณที่มีการรวมตัว จากความไม่ค่อยใส่ใจนักกลายเป็นการล้อมวงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ บดบังเด็กน้อยที่ผู้ใหญ่ถูกมนตร์ของดนตรีสะกดจนลืมนึกถึงไปชั่วขณะ พ่อหนูน้อยจึงต้องปีนเสาไฟข้างถนนขึ้นไปดูและฟัง พร้อมทั้งแสดงท่าเป็นวาทยกรไปพร้อมกัน เมื่อคณะนักร้องที่แทรกอยู่ในฝูงชนเริ่มร้อง ผู้คนซึ่งไม่เคยเรียนร้องเพลงเลยก็เปล่งเสียงตาม หรือบางคนทำปากขมุบขมิบตามเนื้อร้อง

สำนึกที่ท่วมท้นจิตใจขณะนั้น คือพลังของความเป็นมนุษย์ในท่ามกลางเสรีภาพ อย่างที่กุหลาบ สายประดิษฐ์เรียกว่ามนุษยภาพ

อันที่จริง ความเป็นอมตะของ "กาพย์แด่ปิติสุข" ของชิลเลอร์คงไม่เกิดขึ้น หากบีโธเฟนไม่ได้นำมาใช้ในซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเขา แม้แต่ตัวชิลเลอร์ในวัยชราเองก็บอกกับเพื่อนว่ากาพย์บทนี้ไม่มีคุณค่าต่อโลก เพราะมันไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริง ความหมายตามตัวบทจึงแคบมาก คือความเป็นผองน้องพี่ของเหล่ามวลมนุษย์ ซึ่งอาจเสพย์ความปิติสุขจากธรรมชาติที่พระเจ้าประทานมาได้อย่างดื่มด่ำที่สุด แต่เพราะซิมโฟนีหมายเลข 9 ต่างหาก ที่ทำให้นัยยะอันลึกซึ้งอีกมากมายของกาพย์บทนี้ถูกสร้างเสริมเข้าไปแก่ตัวบท จนมีนัยยะที่ลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

เพียงไม่ถึง 10 ปีหลังมรณกรรมของบีโธเฟน นักวิจารณ์เยอรมันก็เริ่มอธิบายแล้วว่า "ปิติสุข" หรือ Freude นั้นที่จริงแล้ว คือ Freiheit (อิสรภาพ-Freedom) เพราะจะทำให้มีความหมายแฝงที่ลึกซึ้งกว่ากันมาก เช่นในท่อนท้ายที่ว่าปิติสุขย่อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและเป็นพลังผลักดันของมนุษย์ (ซึ่งมีนัยยะในเชิงศาสนาเพียงอย่างเดียว) หากเข้าใจว่าคือเสรีภาพ (ตามคำที่ผมอยากใช้มากกว่าอิสรภาพ) คือชีวิตและพลังผลักดันให้ชีวิตมีความหมาย กาพย์บทนี้ก็จะจับใจคนสมัยใหม่ (สมัยนั้น) ได้ลึกซึ้งกว่า

เลโอนาร์ด เบิร์นสไตน์ ถึงกับอธิบายแก่ผู้ฟังเลยว่า ชิลเลอร์ต้องการจะให้หมายถึงเสรีภาพนั่นแหละ แต่เนื่องจากมีนัยยะทางการเมืองแรงเกินไปในสมัยที่เขาแต่ง จึงเลี่ยงมาใช้คำว่า ปิติสุข หรือ Freude แทน การตีความและการกำกับซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเขา ก็จะเป็นไปตามการตีความเช่นนี้

น้ำตาผมอาจไหลด้วยการตีความตามแนวของเบิร์นสไตน์ก็ได้กระมัง

ท่วงทำนองในกระบวนที่4ของซิมโฟนีหมายเลข9ท่อนนี้ เป็นที่คุ้นเคยแก่คนไทยจำนวนมาก ผมได้ยินคนฮำตามอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะออกมาในรูปซิมโฟนีหรือเพลงร็อก จึงอยากให้กวี (ที่มีศรัทธาต่อเสรีภาพจริงๆ ไม่ใช่ช่างประกอบคำ) ร่วมมือกับนักดนตรี แปล "กาพย์แด่ปิติสุข" (ตามที่บีโธเฟนตัดและต่อไว้) ออกเป็นภาษาไทย (กวีที่ผมนึกถึงคือคุณสุขุม เลาหพูนรังสี ส่วนครูเพลง ผมนึกถึงอาจารย์อติภพ ภัทรเดชไพศาล) เผื่อสักวันหนึ่ง จะมีการรวมตัวของฝูงชนอย่างสั้นๆ ที่นำโดยนักดนตรีในเมืองไทยอย่างนั้นบ้าง ผู้คนจะได้ร้องตามโดยพร้อมเพรียงกัน

บทเพลงที่ทรงพลังนั้น จะได้มีพลังมากขึ้นในสังคมไทย

แต่การรวมตัวของฝูงชนอย่างสั้นๆ เช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร จริงๆ แล้วผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน เพราะแม้ว่าไม่อาจเล่นได้เต็มวง แต่อย่างน้อยก็ต้องมีตัวแทนเสียงเครื่องดนตรีได้ครบพอสมควร จึงไม่ง่ายทั้งการหาคนและการขนย้าย (เช่นกลองทิมพานี กลองเบส เป็นต้น และท่อนนี้ขาดกลองที่ทรงพลังไม่ได้เสียด้วย) การรวมตัวเช่นนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้โดยคนที่มีความพร้อมเท่านั้น

บัดนี้ อาจารย์สุกรี เจริญสุขไม่จำเป็นต้องเอาปี๊บคลุมหัวอีกแล้ว เพราะสภามหาวิทยาลัยมหิดลได้ลงมติแล้วว่าอธิการบดีต้องตัดสินใจเลือกเอาตำแหน่งเดียว หากอาจารย์สุกรีซึ่งมีความพร้อมทั้งในด้านนักดนตรีและนักร้อง จะจัดคอนเสิร์ตอย่างสั้นๆ แต่กินใจที่ได้ยินท่อนนี้เล่นในรูปออเคสตราเป็นครั้งแรก จำนวนมากในคนเหล่านั้นจะประทับใจกับเสียง, ท่วงทำนอง, ฮาร์โมนิก, พัฒนาการของเพลงด้วยการแปรเปลี่ยน, ฯลฯ ของดนตรีตะวันตก จนกลายเป็นผู้ฟังหรือผู้เล่นดนตรีคลาสสิกสักวันหนึ่งข้างหน้า

นี่ไม่ใช่ความมุ่งหมายที่อาจารย์สุกรีได้ทุ่มเทความพยายามตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาหรอกหรือ

ระหว่างการแสดงดนตรีในห้องดนตรีเชิญแขกผู้มีเกียรติมาฟังพร้อมกับขายบัตรให้ผู้ที่ชอบดนตรีคลาสสิกตะวันตกกับการนำดนตรีมาเล่นกลางฝูงชนอย่างไหนจะทำให้ประชาชนเข้าถึงดนตรีคลาสสิกตะวันตกได้มากกว่ากัน

ไม่ใช่เข้าถึงเพียงเพราะได้ฟังด้วยแต่เข้าถึงเพราะดนตรีเข้าถึงชีวิตจริงที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ทั้งด้วยเสียงและภาพของฝูงชนที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันแม้เพียงช่วงสั้นๆแต่อย่างที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ผู้ชาย, ผู้หญิง, คนแก่, เด็ก, คนรวย, คนจน, คนมีอำนาจ, คนไร้อำนาจ ฯลฯ ต่างเกิดสำนึกถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน อันเป็นสิ่งที่บรรลุได้ในกลิ่นอายของเสรีภาพ แม้เป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม แต่จะเป็นช่วงสั้นๆ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปชั่วนิรันดร์

และนี่คืออำนาจของศิลปะ ในยามมืดมิด ศิลปะคือดวงดาวที่ส่องประกายเจิดจำรัส ในยามอ่อนล้า ศิลปะคือพลังที่ชุบชูความหวังและความฝันไม่ให้เสื่อมสลาย

ไม่จำเป็นต้องซิมโฟนีหมายเลข 9 เพลงไทยที่เราคุ้นหูก็มีอำนาจไม่ต่างจากกัน เราจะหอบเครื่องปี่พาทย์ไปยังที่สาธารณะซึ่งพลุกพล่านที่ไหนก็ได้ เพื่อสร้างช่วงเวลาสั้นๆ ร่วมกันกับคนอื่น ร้องเพลง "เจ้าหนุ่มสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง" อันมีทำนองที่ใครๆ ก็ร้องตามได้เพราะนำมาจากทำนองเพลงลาวเฉียงในตับพระลอ ซึ่งถูกแปลงเป็นเพลงไทยสมัยปัจจุบันไปหลายครั้งแล้ว

เพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ของคุณจิตร ภูมิศักดิ์ก็คุ้นหูคนไทย พอที่เริ่มต้นแห่งใด ก็จะมีคนร้องตามได้มากมาย เพื่อสร้างช่วงสั้นๆ แห่งเสรีภาพที่จะตราตรึงใจของคนต่อไปอีกนานเท่านาน

เพลงจากภาพยนตร์ที่ตรึงใจคนทั่วโลกอีกเพลงหนึ่งคือDoyouhearthe people sing? ก็มีทำนองที่คุ้นหูคนไทย (และคุณสุขุม เลาหพูนรังสีได้แปลไว้อย่างดีเลิศแล้ว) หากไม่อาจเปล่งเนื้อร้องได้ ก็อาจใช้การฮัมหรือร้องลัลล้าร่วมกันได้

ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเกมใหม่ที่เลียนแบบไอซ์บัคเกต คือท้าร้องเพลง "บทเพลงของสามัญชน" ลงคลิปและเผยแพร่ บัดนี้มีเพลงที่ร้องโดยผู้รับคำท้าจำนวนมากแล้ว ด้วยลีลาที่แตกต่างกันหลากหลาย

เสรีภาพซึ่งขาดหายไปในพื้นที่สาธารณะทุกประเภท ควรถูกครอบคลุมด้วยศิลปะ ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม กวีนิพนธ์ ศิลปะจัดวาง ศิลปะอุบัติการณ์ ฯลฯ เพื่อหล่อเลี้ยงความหวังและความฝันของคนไทยสืบไป

นี่คือยามมืดมิดที่ท้าทายศิลปิน หรือผู้ถือดาวอยู่ทั่วท้องฟ้า ท่านอยากสิงสถิตในวิมานของศิลปินแห่งชาติ หรือส่องแสงแก่ผู้คนในความมืด


https://www.youtube.com/watch?v=8Tt6DltGz3E

วันพุธ, ตุลาคม 01, 2557

องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ส่ง จม.เปิดผนึกสนับสนุนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง


จดหมายเปิดผนึก
องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

วันที่ 1ตุลาคม 2014

เรียนประชาชนฮ่องกงผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

องค์การเสรีไทยขอสนับสนุนให้กำลังใจและชื่นชมในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเยาวชนและประชาชนในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงอย่างสันติวิธี, การต่อสู้นี้มิใช่เพียงเพื่อชาวฮ่องกงเท่านั้นแต่เป็นไปเพื่อมนุษยชาติที่อยู่ในกระแสธารเดียวกันกับที่องค์การเสรีไทยฯ กำลังดำเนินการต่อสู้อยู่ในประเทศไทยเพราะวันนี้ประจักษ์ชัดแล้วว่าอุดมการประชาธิปไตยเป็นสมบัติทางการเมืองที่ล้ำค่าของมนุษย์

องค์การเสรีไทยฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์การประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้ส่งกำลังใจให้ชาวฮ่องกงพร้อมร่วมมือกันกดดันให้ทางการจีนหยุดการปราบปรามนักศึกษาและประชาชนผู้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในฮ่องกงและปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมโดยทันทีพร้อมคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
เลขาธิการองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย


The Organization of Free Thai for Human rights and Democracy
(OFHD)

October, 1th 2014

Dear Hong Kong people who fight for democracy

The Organization of Free Thai for Human rights and Democracy (OFHD) would like to voice our support and admiration for the courage of the Hong Kong people and their teenager who are peacefully demonstrating for democracy. This demonstration is
not only a demonstration of the Hong Kong people but also a demonstration for all humankind. It is obvious that democratic ideology is the priceless possession of all human.

OFHD would like to call for every democratic government and Human Rights organization to stand in solidarity with the Hong Kong people by demanding immediate cessation of the suppressions that are being carried against pro-democracy Hong Kong protestors by the PRC government; demanding immediate release of those who are arrested; and demanding a return of democratic practice to Hong Kong people.

Charupong Ruangsuwan
Secretary of the Organization of Free Thai for Human rights and Democracy


แบบสำรวจความคิดเห็น (เตือนกันลืม)

จาก Status ส่วนตัวที่:   แบบสอบถาม

Status นี้ ขอเป็น Reminder (เตือนกันลืม) ให้ท่านทราบว่า โพลล์จะปิดตัวในเวลาอีกประมาณ 16 ชั่วโมงข้างหน้า หรือประมาณเวลา 23:55 นาฬิกาของวันที่ 1 ตุลาคม  2557 (เวลาที่ประเทศไทย)

ลิ้งค์อยู่ที่นี่ค่ะ: -> 





ก็ขอเรียนเชิญท่านผู้อ่าน และ เพื่อนๆ ของท่านผู้อ่าน ที่ "อาจจะ" ยังไม่ได้เข้าไปโหวด ช่วยทำการโหวดให้หน่อย ส่วนท่านที่โหวด เรียบร้อยแล้ว ก็ขอขอบพรุะคุณอีกครั้งหนึ่ง

(และถ้าท่านสามารถแชร์ออกไปได้ ก็กรุณาช่วยทำให้ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งเลยทีเดียว)

หลังจากนั้น จะมีการนำเอาผลของการโหวดต่างๆ เข้ามาประกอบกับข้อมูลใน Algorithm ที่เขาจัดไว้ เพื่อสร้าง Confidence Level ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น คิดว่า คงจะได้คำตอบ หลังจากการวิเคราะห์แล้ว ประมาณวันที่ 6 ตุลาคม 2557

----------------------------

(เนื่องจาก โพลล์มี Option ให้พิมพ์ชื่อตัวบุคคลอื่นๆ ได้ ดังนั้น ผู้โหวดบางท่าน อาจจะ "จงใจ" ที่จะ พิมพ์ข้อมูล (เปรียบเสมือนกับ การลงคะแนนให้เป็น "บัตรเสีย" กัน) การโหวดด้วยวิธีแบบนี้ จะมีการคัดหรือลบ Bad Data ออกไปจากระบบ)

เมื่อได้ข้อมูลจาก SurveyMonkey แล้ว ก็จะนำมาโพสต์ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน คาดว่าคงจะเป็นราวๆ วันที่ 6 ตุลาคม