วันศุกร์, พฤษภาคม 16, 2008

บทความ: ความเสื่อมถอยของ'สนธิ ลิ้มทองกุล' โบราณว่า"ทองลอก"

โดย ขนมต้ม
ที่มา พันทิป
17 พฤษภาคม 2551

ความเสื่อมถอยของสนธิ ลิ้มทองกุล...โบราณว่า ทองลอก (Sondhi's Recession)

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า เว็บผู้จัดการ มีการโจมตีคุณจักรภพ กรณีทัศนคติต่อสถาบัน ฯ ซึ่งหากผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างตลอด ก็คงพอจะทราบว่า คุณจักรภพนั้น ได้พูดประเด็นนี้ ในช่วงที่ประเทศไทย ยังตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการทหาร และได้พูดในเชิงวิชาการ ที่มีการเรียบเรียงเนื้อความมาเป็นอย่างดีแล้ว

ประเด็นของกระทู้นี้ จึงพุ่งไปยังการ "ขุดขึ้นมาพูด" ของฝ่ายค้าน และ กลุ่มพันธมิตร ฯ ว่าเจตนาของพวกเขานั้น เป็นอะไรกันแน่

เมื่อได้วิเคราะห์แล้ว พบว่า

1). การเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งเชื่อว่า จะมีการวางแผนกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ เมื่อไม่นานมานี้ของแกนนำพันธมิตร และแนวร่วม ซึ่งการพบกันครั้งนี้ คล้ายกับเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร 19 กันยา 49 ที่มีการประชุมกันของกลุ่มคนเดียวกันนี้

โดยแผนการ ก็เป็นแผนเดิมๆ ที่พยายาม "ยั่ว" ให้ทหารไม่พอใจกลุ่มการเมือง เพราะเป็นที่รู้ดีกันว่า ทหารนั้น มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเป็นหลัก ถ้าเปรียบเป็นภาษาชาวบ้าน เหมือนกับเด็กสมัยก่อน ที่เวลาจะยุให้เด็กต่อยกัน เขาจะวาดวงกลมไว้สองวง แล้วบอกว่า วงกลมนั้น เป็นศีรษะของพ่ออีกฝ่าย หากเด็กคนใด สามารถเอาเท้าลบวงกลมได้ ก็จะเกิดการชกต่อยกันตามที่ผู้ยุยงปรารถนา

2). การอ้างความจงรักภักดีของคนบางกลุ่ม วันนี้ ได้ฟังนายกฯสมัครพูดว่า "เขาวัดกันอย่างไรว่าจงรักภักดี เอาปรอทไปวัดหรือเปล่า" นั่นเป็นสิ่งที่ Right Time มาก ที่นายกฯสมัครกล่าวออกมา เพราะคนใช้กันพร่ำเพรื่อ ข้าราชการบางคน พอโดนย้าย ก็จะบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นข้าฯในพระบาทฯ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว เขาเป็นคนที่ต้องรับใช้ประชาชนต่างหาก

3). กรณีของสนธิ หากจำกันได้ เขาคนนี้ มิใช่หรือ ที่นำเรื่องวัดพระแก้วมาโจมตีนายกทักษิณ จนสำนักพระราชวังต้องออกมาชี้แจงว่า ไม่ผิด หรือ แม้แต่วันที่ 4 ธ.ค. ปีก่อนๆ โน้น ท่านเองก็บอกเอง ได้ยินกันทุกคนว่า "ไม่ได้มาแก้ตัวให้ แต่นายก ฯ ไม่ผิด"

4). จำกันได้หรือไม่ สนธิ ลิ้มทองกุล คนนี้มิใช่หรือ ที่ถูกศาลฯ ตัดสินให้แพ้คดีหมิ่นประมาท ทั้งจากพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร และจากตระกูลดามาพงษ์

5). จำกันได้หรือไม่ สนธิ ลิ้มทองกุล คนนี้มิใช่หรือ ที่บังอาจกล่าวในช่วงโจมตีรัฐบาลทักษิณ ที่พิษณุโลก ว่า เขาเป็นคนพรรคจักรี และได้ใช้ถ้อยคำอันหยาบคายต่างๆ ในการด่าทอ

6). จำกันได้หรือไม่ การขอนายกพระราชทาน มาตรา 7 ของประชาธิปัตย์ จนพระองค์ต้องตรัสว่า "ทรงเดือดร้อน" จากการกระทำดังกล่าว

7). จำกันได้หรือไม่ ขบวนพันธมิตร เคยยกโขยงไปบ้านสี่เสา ฯ และกองทัพบกในเวลากลางคืน เพื่อ "จูง" ให้คนเหล่านั้น ออกมาสู้กับรัฐบาลทักษิณ

เมื่อประมวลผลวิเคราะห์ออกมาแล้ว จะเห็นว่า การโจมตี จักรภพ เพ็ญแข เนื่องจากจักรภพ เป็นอดีตแกนนำ นปก. และกลายมาเป็นรัฐมนตรี ที่ควบคุมสื่อของรัฐ ทำให้บรรดา สื่อ "ข้า" ของเผด็จการทั้งหลาย, รวมถึง "คุณแอบ" ทางการเมือง เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน จนต้องนำประเด็นทางวิชาการที่จักรภพ พูดเมื่อนานมาแล้ว มาเป็นประเด็นโจมตี

จึงเป็นที่น่าเชื่อได้ว่า การประชุมลับของกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อไม่นานมา จะเป็นการรวมหัวกัน เพื่อสุมไฟ ให้เกิดการปฏิวัติอีกรอบ

และเมื่อสรุปผลการวิเคราะห์นี้ ทำให้เห็นได้ว่า คนที่กำลังทำ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ดิ้นแบบ สุนัขจนตรอกจริง ๆ

เมื่อประมวลเหตุการณ์เข้ามาอีก พบว่า จริง ๆ แล้ว เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาพูด ๆ กัน

1). ประเด็นเรื่องธงชาติไทย ที่สนามแมนซิตี้ ฯ ก็ถูกนำมาเป็นประเด็น แล้วก็เงียบหายไป เพราะมันไร้สาระ ชาวบ้านไม่เอาด้วย
2). ประเด็นเรื่อง 6 ตุลา ของนายกสมัคร ก็ถูกนำเอามาเป็นประเด็น แล้วก็เงียบหายไป เพราะมันไร้สาระ ชาวบ้านไม่เอาด้วย
3). ประเด็นเรื่องการเข้าเฝ้า ฯ ของนายกสมัคร ก็ลือกันไปว่าจะขอลาออก เรื่องก็ไร้สาระ เพราะชาวบ้านเริ่มรู้ทัน
4). ประเด็นเรื่องคุณทักษิณ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ฯ ให้เป็นเจ้าภาพในงานสวดพระศพ ฯ ไม่เห็นเอามาพูด

เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งพิสูจน์ได้ว่า จนตรอกแล้วจริงๆ สิ่งที่ประชาชนทั่วไปควรจะทำก็คือ เอารถบดถนน ไปเหยียบให้แบนกว่าเดิม

คุณใจ อึ้งภากรณ์ ได้เขียนบทความหนึ่ง ลงในเว็บ Asia Sentinel มีเนื้อหาน่าสนใจว่า

"Right-wing forces use theLèse majesté laws to stifle dissent, not preserve loyalty to the king

Once again we are seeing the extreme right in Thailand using lèse majesté, or the crime of injury to the royalty, as an excuse to encourage acts of violence against those who stand up for freedom and justice."
หากแต่ครั้งนี้ ค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณใจว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ และอยากจะเสริมว่า มันไม่ใช่พวกขวาจัดอย่างเดียว แต่เป็นพวก "เท้าราน้ำ" และพวก "จิตตก" ที่กำลังกระพือข่าว คนพวกนี้ เขาทำเพื่อหวังผลทางการเมือง ปีศาจตนนั้น ยังหัวเราะ "หิ ๆ" อยู่เหมือนเดิม เขาสนุกกับการสร้างเรื่อง สร้างกระแส ให้สื่อทาส เป็นผู้รับเรื่องราวเป็นทอด ๆ

พวกนี้ "มิได้นำพา" หรือ "สำเหนียก" ในความเป็นคน แม้แต่น้อย

การ์ตูนโดย GAG: "โซ่...ข้อกลาง"


คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยายและดูอัลบั้ม

ฤๅประชาธิปัตย์จะลืมอดีต?

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
16 พฤษภาคม 2551

สังเกตวิธีเล่นการเมืองของคนประชาธิปัตย์ยุคนี้ อดคิดไม่ได้ว่า คนเก่าแก่ของพรรค เขาไม่ได้สั่งสอนกันบ้างหรือว่า ประวัติศาสตร์ของตนเป็นอย่างไร เคยต่อสู้กับอะไรมาก่อน

รู้ล่ะครับว่า การนำของพรรคตกอยู่ในมือของ คุณหนูผู้ไร้เดียงสา หนึ่งคน กับกำนันบ้านนอก ที่พราวไปด้วยเหลี่ยมคูและความอื้อฉาวอีกหนึ่งคน โดยคนอื่นเป็นลูกหาบ หรือไม่ก็ลูกคู่ จะหาคนที่สืบเชื้อสายโดยตรงนั้นออกจะยาก

แต่ของแบบนี้น่าจะทำพิธีเคาะหัวถ่ายทอดกันได้บ้าง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคโดดเดี่ยวผู้น่ารัก ที่โดนทิ่มแทงทั้งนอกและในรัฐบาลผสม ที่ตนเองเป็นพรรคแกนนำ และหัวหน้าของตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเกิดการเร้ากระแสขวาจัด อนุรักษ์นิยม อ้างว่ากระทำเพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์

ขณะนั้น สังคมเกลื่อนไปด้วยกลุ่มปฏิกิริยาฝ่ายขวา ไม่ว่าจะเป็นกระทิงแดง นวพล และอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับฝ่ายความมั่นคงอย่าง กอ.รมน.ตัวบุคคลที่กำลังดังก็มี พลตรีสุตสาย หัสดินทร์ ดร.วัฒนา เขียววิมล พลเอกประพันธ์ กุลพิจิตร พลเอกสำราญ แพทยกุล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ไปจนถึงผู้ที่อยู่ในระดับปฏิบัติ อย่างทมยันตี พันเอกอุทาร สนิทวงศ์ฯ (ยศในขณะนั้น) ไปจนถึงเพศบรรพชิตอย่าง กิตติวุทโฒ เจ้าสำนักจิตตภาวัน

การชุมนุมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลายเป็นสีแดงขึ้นเรื่อยๆ ตามการสาดใส่เข้ามาของคน ที่มีรายนามคล้ายๆ ข้างต้น ถึงขั้นที่บอกกันไปทั่วว่า ในนั้นมีแต่คอมมิวนิสต์ แถมยังมีคนญวนรวมอยู่ด้วย และคอยบงการอยู่ในนั้น เพราะคนไทยเขาไม่คิดอะไรกันแบบนั้น พอถึงขั้นตกแต่งฟิล์ม และเอาลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่เป็นทายาทอสูรหลายฉบับ ปรากฏภาพเหมือน กับการนำบุคคลผู้เป็นที่เคารพบูชาของบ้านเมือง มาทำท่าว่าถูกแขวนคอ ทั้งที่เขาแสดงการถูกแขวนคอของนักศึกษาสองคน ที่ออกไปแจกใบปลิวต่อต้านการกลับเมืองไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร ก่อนหน้านั้นต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบุคคลที่หนังสือพิมพ์กล่าวถึงเลย


การป้ายสี เพื่อกระตุ้นความรู้สึกของประชาชนจึงถึงที่สุด เมื่อเขาสั่งระดมยิง และไล่ล่าผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์กัน เหมือนส่องสัตว์ ผลที่เกิดขึ้นจึงรุนแรง เหลือที่จะกล่าว การข่มขืนนักศึกษาหญิง ด้วยการทะลวงท่อเข้าไปในของสงวน การฆ่านักศึกษาตัวเล็กๆ จนตายแล้วลากไปตามพื้น แล้วก็นำมาแขวนไว้บนต้นไม้ ให้คนเข้ามาฟาดฟันกัน จนร่างเละ และการทำลายชีวิตที่ไปชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์อีกนับสิบนับร้อย จึงเปิดตำนานใหม่ในเมืองไทยขึ้นมา เป็นที่รู้ไปทั่วโลก นับตั้งแต่วันนั้นว่า เมืองพุทธอย่างไทย ก็สามารถสำแดงความโหดร้ายอย่างที่เราเห็นในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และภาคพื้นเหี้ยมๆ ของโลกได้ ไม่แพ้เขาเหมือนกัน หากถูกกระตุ้นอย่างเพียงพอ

และเหี้ยมทั่วถึงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นนายหรือพล ระหว่างเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลอยู่ทั้งสิ้น ถึงอำนาจในทางปฏิบัติ จะร่อยหรอไปแล้ว และหมดไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเขาเข้ายึดอำนาจ (หลังจากที่ช่วงชิงกันอยู่เป็นพัลวัน) ในเวลา ๑๘.๐๐ น.ของวันนั้น แต่ก็นับเป็นสักขีพยานอยู่ คนของพรรคประชาธิปัตย์ที่อยู่ในรัฐบาล รู้เหมือนกันว่า อาจจะชะตาขาด คนที่ต้องรีบหลบซ่อนตัวอย่างชุลมุน จึงเป็นรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้น ตั้งแต่คุณชวน หลีกภัย คุณดำรง ลัทธพิพัฒน์ ไปจนถึงคุณสุรินทร์ มาศดิตถ์ หลบซ่อนอยู่อย่างนั้นหลายเดือน จนเมื่อเขายึดอำนาจได้เด็ดขาดแล้ว จึงออกมาที่ซ่อนได้


ข้อหาที่ได้รับในขณะนั้น คือเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็รู้อยู่เต็มอกว่า เป็นการป้ายสี ข้อหาที่ได้รับคือรัฐบาลล้มเหลวในการบริหารงาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็รู้ดีว่า ถูกกวนน้ำให้ขุ่นจากภายในรัฐบาลผสม โดยพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ที่เขาร่วมเตียงอยู่กับฝ่ายทหารอย่างเงียบๆ ไม่ได้มาจากตัวเองเลย ข้อหาที่ได้รับ คือประชาธิปไตยไร้ประสิทธิภาพ เอาบ้านเมืองเอาไว้ไม่อยู่

ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์รู้อยู่เต็มอกว่า ไม่ใช่ เหตุผลที่แท้คือ ได้เกิดการทวงบ้านทวงเมืองคืน แล้วรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เกิดไปอยู่ในวิถีกระสุนก็เท่านั้น

พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นเหยื่อเขามาแล้วอย่างนี้ มองไม่เห็นหรือครับว่า เขากำลังใช้ให้ตนไปหาเหยื่อรายใหม่ เพื่อให้คนประชาธิปไตยเข่นฆ่ากันเองอยู่ในปัจจุบัน

ด้วยความเคารพในบรรพบุรุษ ซึ่งเชื่อว่าคนในพรรคนั้นยังมีอยู่บ้าง ต้องถามกันตรงๆ เลยว่า งานอัปยศอย่างนี้ ท่านจะไปช่วยเขาหรือ?

พิรงรอง : ครูบาอาจารย์ที่เคารพกราบไหว้ไม่ได้

โดย คุณอัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
16 พฤษภาคม 2551

นางพิรงรอง รามสูตร รณะนันท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเป็นคนอายุรุ่นราวคราวไหน ผู้เขียนไม่เคยรู้จัก

แต่ทาง รมต.จักรภพ เพ็ญแข แถลงเรื่องจะกำกับดูแลไม่ให้สื่อภาครัฐ ทำตัวเป็นสมุนเผด็จการ คอยทอดสะพานให้ทหารยึดอำนาจ โดยอ้างจะลงโทษทางวินัย

นางพิรงรองที่ว่านี่แหละ ก็ออกมาแถลงตอบโต้เป็นรายแรกๆ แทนนักวิชาการทั้งหลาย

นางพิรงรองบอกว่า สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่เป็นสุนัขเฝ้าบ้าน ตรวจสอบรัฐบาลที่แม้จะมาตามระบอบประชาธิปไตย แต่ทำตัวประหนึ่งทรราชเหมือนกัน ซึ่งหากนายจักรภพกำกับไม่ให้สื่อของรัฐดำเนินการ ตามสิทธิเสรีภาพ ก็ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 ที่ผู้สื่อข่าวของรัฐ ควรได้รับความคุ้มครองในการทำหน้าที่เท่ากับผู้สื่อข่าวในสำนักข่าวเอกชนเช่นกัน ดังนั้น สื่อก็ต้องมีสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออก และนายจักรภพเองก็เคยเป็นสื่อ น่าจะรับทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี “ที่นายจักรภพกังวลว่า สื่อของรัฐจะเขียนเชียร์ให้มีการปฏิวัตินั้น ไม่ว่าสื่อมวลชนจะยอมรับหรือนิ่งเงียบ ไม่ได้เกิดเงื่อนไขที่จะปฏิวัติได้ แต่นายจักรภพ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกคน ควรที่จะได้ทบทวนว่า ได้สร้างเงื่อนไขอะไร ที่นำไปสู่การรัฐประหารหรือไม่ อย่าทำตัวเป็นผู้สร้างเงื่อนไขเอง เพราะไม่มีใครอยากเห็นการปฏิวัติ เพราะประเทศบอบช้ำมามากแล้ว และขอแนะนำให้รัฐบาลควรควบคุมดูแลตัวเองให้ดี”

ฟังคำให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการนิเทศศาสตร์ อย่างนางพิรงรองแล้ว ก็เหมือนนั่งอยู่ในห้องเรียนฟังเลกเชอร์ เพราะเชื่อว่า จะพูดนอกห้องสอน หรือพูดในห้องสอน นางพิรงรองก็คงต้องพูดอย่างนี้เหมือนกัน คือ พยายามพูดให้มันเข้าหลักวิชา อันเป็นสากลเข้าไว้ พูดเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น ไม่ใช่พูดอีกก็ถูกอิฐ


แต่ถึงอย่างนั้น ผู้เขียนก็ยังต้องขอวิจารณ์ความเห็นของนางพิรงรองอยู่ดี เพราะเห็นว่าการพูดอิงสัจธรรมแบบนี้ ในโอกาสนี้ ดูจะเป็นการเอาเปรียบกันไปสักหน่อย ผิดลักษณะนักวิชาการ ผู้ควรทำตัวเป็นกลาง เท่าที่พูดมานี้ ขอบอกว่า เป็นการหลอกด่ากันชัดๆ คือหมายความว่า นางพิรงรองรู้อะไรดีๆ ทั้งหมด ไม่ใช่ไม่รู้ แต่อิงวิชาการมาแกล้งพูดด่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนฟรีๆ

ใครที่ไหนเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่า สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เป็นสิทธิและเป็นเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่คนอย่างนางพิรงรองจะไม่รู้เชียวหรือว่า สื่อของรัฐกับสื่อเอกชนนั้น มีฐานะต่างกัน อย่างน้อยคนที่เป็นสื่อรัฐ ต้องมีระเบียบวินัยกำกับอยู่ และวินัยที่ว่านั้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า ต้องมีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การที่ รมต.จักรภพเขาประกาศนโยบายเช่นนั้น เขาบอกอยู่ไม่ใช่หรือว่า จะคุมเข้มเรื่องระเบียบวินัยนั้นเอง มิใช่ห้ามมิให้สิทธิเสรีภาพอย่างอื่น แล้วจะมาตั้งข้อหาให้เลยเถิดไปถึงการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 ทำไม

อนึ่ง การออกมาอบรมสั่งสอนว่า สื่อของรัฐจะเขียนเชียร์หรือไม่เชียร์การปฏิวัติ ก็ไม่อาจก่อให้เกิดรัฐประหารขึ้นได้ เพราะเหตุแท้จริงอยู่ที่การประพฤติ ปฏิบัติของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี หากรัฐมนตรีไม่สร้างเงื่อนไข ก็ไม่มีรัฐประหารนั้น


ผู้เขียนเห็นว่า หากอาจารย์สอนวิชานิเทศศาสตร์ ไม่เชื่อในอำนาจอิทธิพลสื่อ ก็ควรเลิกสอน เลิกเรียนวิชานี้กันได้ อย่าเรียน อย่าสอนกันให้เสียเวลาและเปลืองเงินเปลืองทองเลย

ส่วนรัฐบาลนั้น ตามธรรมดาก็มีทั้งดีและชั่วปะปนกัน เพราะประกอบขึ้นด้วยคนหลายคน เป็นลูกร้อยพ่อพันแม่ ถ้าแม้นได้รัฐบาลดี ก็ปล่อยให้บริหารประเทศไป แต่ถ้าหากได้รัฐบาลชั่ว สร้างเงื่อนไข ก็ควรหาทางเปลี่ยนรัฐบาลนั้นด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่กวักมือเรียกทหารให้มาทำรัฐประหาร การเรียกหารัฐประหารนั้น เท่ากับการไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นการยอมรับอำนาจอื่นว่า สูงส่งเหนืออำนาจประชาชน ไม่ใช่นักประชาธิปไตย

คนคิดอย่างนี้ ถ้าเป็นสื่อก็เป็นสื่อเลว ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ก็เป็นครูบาอาจารย์ที่เคารพกราบไหว้ไม่ได้ และถ้าจำไม่ผิด คนพวกนี้แหละ ที่ชอบสับโขกรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานความผิด และไม่ต้องให้เวลาทำงานพิสูจน์ฝีมือ

ในทางตรงข้าม ถ้ามีการยึดอำนาจตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้นมา ก็จะเงียบเสียง ไม่คิดต่อสู้ ไม่รู้จักดื้อแพ่ง แข็งข้อก่อกบฏกับพวกผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ เฮ้อ!

แก้วสรร อย่าลืมว่ามาเป็น คตส.ใหญ่โตคับแผ่นดิน ด้วย 'ที่มา' ที่น่ารังเกียจ

โดย คุณกุหลาบพิษ
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
16 พฤษภาคม 2551

“แก้วสรร อติโพธิ” เป็นหนึ่งของคนที่มีรสนิยมวิไล ในการมองคนอื่นทำผิด!! และตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้องอยู่เสมอ...

แก้วสรร วันนี้ เป็นหนุ่มใหญ่วัย 57 ขวบ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดวันที่ 24 สิงหาคม 2494 มีคู่แฝดผู้น้องชื่อ ขวัญสรวง อติโพธิ ที่กำลังเพลิดเพลินกับอำนาจล้นฟ้าในทีวี “ไทยพีบีเอส”

เขียนถึงแก้วสรรวันนี้ เพราะเกิดอาการงงกับคำพูดของหนึ่งใน คตส.ที่มีพรสวรรค์ทางปากคนนี้ เพราะ คนจบกฎหมายมาจากธรรมศาสตร์ และสหรัฐอเมริกา ไม่น่าจะมาทำเป็นงงที่ ศาลฎีกา ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต่ออายุ คตส.

แก้วสรร งงประเด็นไหน?? มาฟังดู “รัฐธรรมนูญที่ผมเข้าใจตามที่เรียนมาและสอนลูกศิษย์มา คดีนี้ยังไม่เข้าศาล ศาลยังไม่ได้รับอะไรเลย พวกนั้นยังไม่เป็นจำเลย แล้วมันจะมีช่องทางไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร??”

“เพราะกฎหมายที่ผมเข้าใจไม่มีแบบนี้ ตามหลักแล้วต้องเป็นคดีที่ศาลฎีการับฟ้องแล้ว เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญถึงจะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญได้”

จริงอยู่... ศาลฎีกามีอำนาจในการวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยอะไรก็เป็นไปตามนั้น เคารพการวินิจฉัยของศาลฎีกา เพียงแต่ คตส.ไม่คาดคิดว่า จะออกมาอย่างนี้ เพราะนึกว่าจะยื่นเรื่องว่าขัดรัฐธรรมนูญได้ เมื่อทั้งหมดตกเป็นจำเลยแล้ว

แต่จะพูดอีท่าไหน หรือแสดงความเก่งกาจอยู่ยังไง “แก้วสรร” ก็ยอมรับเสียงอ่อยๆ ว่า คตส.ก็คงไม่ต่อสู้อะไร เพราะยังไม่มีใครบอกว่า คตส.ใช้อำนาจไม่ถูก แต่บอกว่า กฎหมายไม่ถูก แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่รับ ก็จะยุ่งกันไปใหญ่

ขอถาม... ขืนคิดต่อสู้ จะเอาอะไรมาสู้?? แก้วสรรคงยังไม่ลืมว่า มาเป็น คตส. ใหญ่โตคับแผ่นดิน เพราะคณะปฏิวัติ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญญรัตกลิน เป็นคนแต่งตั้ง

แต่งตั้งให้แก้วสรรเป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินอดีตคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา และทำหน้าที่นี้จนถึงปัจจุบัน

“ที่มา” มันก็น่ารังเกียจเสียแล้ว เพราะมันไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” แต่เป็นเผด็จการที่ใช้ปืนกับรถถังไป แย่งอำนาจรัฐบาลทักษิณมา

ถ้าแก้วสรรยังจำ “ที่มา” ในการมาเป็น คตส.ของตัวเองได้ แก้วสรรควรจะแสดงความปีติยินดีร่วมกับชาวไทยทั้งหลาย ที่ “ผลการเลือกตั้ง 2550” ได้เข้ามา “ปลดแอก” ให้กับประชาชน

ถึงวันนี้ สิ่งที่แก้วสรรน่าจะต้องทำ และรีบทำอย่างยิ่ง คือ การขอโทษตัวเอง ที่ก้าวผิด ไปรับใช้ฝ่ายปฏิวัติรัฐประหาร กับ ขอโทษประชาชน ที่คนเป็นครูบาอาจารย์มาแล้วดันมาปลื้มปีติกับ “อำนาจ” ที่ คมช.มอบให้

ถ้า “แก้วสรร” ทำใจกว้าง ทบทวนทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!! วันนี้มีสิ่งที่เขาควรรีบทำทันที คือ การ “ลาออกจากการเป็น คตส.” เพื่อแสดงว่า ดวงตาเขาเห็นธรรมแล้ว

ความเห็นต่างระหว่าง คตส.กับ อัยการ จะเป็นความต่างระหว่าง เผด็จการ กับ ประชาธิปไตยหรือไม่?

โดย ศักดิ์สิทธิ์ แก่นสยาม
ที่มา เว็บบอร์ดชมรมฟ้าใหม่
16 พฤษภาคม 2551

ความคิดเห็นและมุมมองเกี่ยวกับการ “ฟ้อง / ไม่ฟ้อง หรือเกี่ยงกันฟ้อง”ระหว่าง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. กับ สำนักงานอัยการสูงสุด หรือ อสส. หลายเรื่อง หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นคดี CTX 9000 คดีเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกรู้ให้กับรัฐบาลพม่า คดีต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น คดีหวยบนดิน และ ฯลฯ กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันทั่วไปในสังคมไทยขณะนี้

อสส.คิดอย่างไร ระหว่างความเกรงกลัวต่อผู้ถูกกล่าวในคดีความข้างต้นที่วันนี้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งยึอำนาจรัฐคืนได้ กับ เป็นเพราะ อสส. กลัวว่าหากเล่นตามเกมที่ฝ่ายต้องการล้มล้างอดีตนายกฯ ทักษิณที่พยามยามกำหนดไว้โดยปราศจาก ความเป็นกลาง ความเป็นธรรม และ ความเป็นจริง แล้วก็อาจจะถูกฟ้องร้องไล่ล่าเอาคืนได้

ขณะที่ คตส.ได้รับการคุ้มครองจาก รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จากมาตรา 309 ที่กำหนดว่า“บรรดาการใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 เป็นการชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” ในทางตรงกันข้าม อสส.เป็นองค์กรถาวรที่ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกลาง ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเล่นงานเอาผิดเฉพาะอดีตนายกฯ ทักษิณ และคณะรัฐมนตรีเท่านั้น

อสส. อาจจะเกรงว่าหากข้อมูลหลักฐานที่ คตส. จัดทำขึ้นเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายที่กำเนิดขึ้นโดยที่ ข้อกล่าวหาไม่สอดคล้องตรงกับข้อเท็จจริงแล้ว ก็อาจถูกฟ้องร้องกลับติดคุกติดตะรางกันเป็นทิวแถว ส่วน คตส. ก็จะลอยตัวได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กันถ้วนหน้าพร้อมเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงเบี้ยประชุมกันเปรมปรี สุขีกันทุกคน ซึ่งกรณีมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้ประจักษ์กันแล้วจากกรณีเอกสารลับของ คมช.เรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้ง

จากเหตุผลข้างต้นจึงทำให้ อสส. จะต้องเอาจริงเอาจังละเอียดยิบกับข้อมูลเอกสารหลักฐานที่ คตส. จัดทำขึ้นจะให้เกิดความผิดพลาดพลั้งเผลอไม่ได้เป็นอันขาด เพราะจะโดนทั้งอาญา วินัย และ แพ่ง อย่างแน่นอน เป็นเหตุให้ คตส. ต้องยื่นฟ้องในคดี จัดซื้อกล้ายาง และหวยบนดิน เอง และอาศัยสภาทนายความที่นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความให้ส่งทนายความมาช่วยร่างฟ้อง และยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อไป

มิหนำซ้ำความขัดแย้งของทั้งสองหน่วยงานถูกขยายผลด้วยการที่นายสัก กอแสงเรือง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัยวุฒิ หล่อตระกรูล รองอัยการสูงสุด เป็นจำเลยในความผิด ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมาและศาลได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1770/2551 และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 21 ก.ค. เวลา 13.30 น.

ความสัมพันธ์ ระหว่าง อสส. กับ คตส. ได้ขาดสะบั้นแล้วหรือไม่ ใครหรือฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง มีความเป็นธรรมและ เป็นกลาง หรือนี่เป็นความขัดแย้งที่มีรากฐานมาจาก ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์!!!

ถึงพรรคแมลงสาป และเด็กชายมาร์ค ม.7

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท และ พันทิปราชดำเนิน
16 พฤษภาคม 2551

ประชาชนชาวเวบบอร์ด มีการวิพากษ์ถึงพฤติกรรมพรรคแมลงสาป และ ดช.มาร์ค ม.7 กันมากมาย จึงรวบรวมบางส่วนมาให้อ่านกัน

*************************

คุณ ladyant

สัญญาณ การสิ้นอายุขัยของพรรคแมลงสาป ส่อเค้าชัด เมื่อเลือกหัวหน้าพรรคเป็นเด็กที่ทะเยอทะยาน อยากเป็นนายกฯ แต่อ่อนหัดทางโลก

การที่มาร์คดับเครื่องชนจักรภพ ด้วยแรงส่งของคนผิดเพศและเผด็จการ คนที่เชียร์มาร์ค รายล้อมด้วยกิเลศตัณหา

การส่งมาร์คไปตายครั้งนี้ เป็นการเผยธาตุแท้พรรคแมลงสาป ที่ยืนตรงข้ามประชาชนและประชาธิปไตยมาตลอด

คนในพรรคที่ยืนดู บางส่วนอาจดีใจที่พรรคจะได้มีพื้นที่ข่าว บางคนอาจจะฉลาดหน่อย ก็ดีใจที่มาร์คกำลังเดินไปสู่หนทางหายนะ

สำหรับเรา..... เราดีใจที่สุดที่จะได้เห็นการปิดตำนาน พรรคการเมืองที่ทรยศประชาชน

เดินต่อไปเถิด เด็กชายมาร์ค

*****************

คุณ khomdumdin

เขาจะเริ่มถอดน็อตทีละตัวๆ จนกว่าเสาไฟฟ้าแรงสูงจะล้มไป

"จักรภพ" คือ น็อตตัวแรก ที่จะต้องถอดออกจากรัฐบาล เพราะเป็นน็อตตัวที่แข็งแรง และทิ่มแทงเขามากที่สุด!

ในยามนี้ประชาธิปัตย์ ควรจับเรื่องปากท้องมาเล่นดีกว่า สิ่งที่ผ่านมาประชาชน พอลืมและให้อภัยได้!

แต่สันดานของคนในพรรคนี้ มุ่งล้มรัฐบาลอย่างเดียว เพื่อตนเองจะได้อำนาจ เพราะมองเห็นว่า เงื่อนไขปฏิวัตินั้น ไม่สามารถปลุกได้อีกแล้ว

คงมีทางเดียว ที่มองเห็นคือ พยายามให้รัฐบาลของนายกสมัคร ปรับเปลี่ยน รมต.ให้บ่อยครั้งมากที่สุด

ลงทุนมาก ขนาดหยิบของสูงมาเล่น เพื่อกำจัดคนๆ เดียว.... มีอะไรที่แมลงสาปจะทำไม่ได้บ้าง?

ผลงานจักรภพ ถือ ว่าโดดเด่น คนหนึ่งในบรรดา รมต.โดยเฉพาะ ผลงานด้านสื่อประชาสัมพันธ์ NBT และเดือน กรกฎาคม "ทีวีช่องกีฬา" ก็จะเกิดขึ้นมาอีกช่อง เพื่อรองรับ โอลิมปิกที่จีน

ซึ่งพรรคแมลงสาป ทำใจไม่ได้หากคนจาก นปก.คุมสื่ออีกต่อไป พาลทะมิดและแมลงสาป ลำบากแน่ จึงต้องหาทางเลื่อยขาเก้าอี้ รมต.จักรภพ

***********************

คุณ lanna

ถามพรรค แมลงสาปว่า ทั้งชีวิตของพรรคนี้จะทำเพื่อประชาชนสักครั้งได้ไหม

เด็กชายมาร์ค มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นนายกฯจริงจัง

แม้แต่ทรยศประชาชน ก็กล้าทำ

************************

คุณฝนเหนือ

นี่หรือคือหัวหน้าพรรคแมลงสาป ในสมองมีแต่ความคิดชั่วช้า สารเลว แพ้แล้วไม่ยอมแพ้ คิดแต่จะล้มล้างรัฐบาลท่าเดียว ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกลไม่ได้ด้วยกลก็เอาด้วยมนต์คาถา วิชามารทุกรูปแบบที่พลพรรคแมลงสาปถนัด งัดออกมาใช้ทุกรูปแบบ เพียงเพื่อต้องการจะล้มล้างรัฐบาลของประชาชน ปลุกกระแสให้เกิดวงจรอุบาทว์ เพียงเพื่อให้พรรคตนเองได้เป็นรัฐบาล ซึ่งพรรคนี้อดอยากปากแห้งมาแล้วถึง 12 ปี...

ถ้าพรรคนี้ ยังคงเดินเกมส์การเมืองแบบสกปรกโสโครกเช่นนี้ เลือกตั้งครั้งหน้า แมลงสาปเพียวๆ ไม่มีตัวช่วยต่ำ 100 แน่นอน

************************

คุณ ตุ๊กตาล้มลุก

ส่วนพฤติกรรมของพรรคเก่าแก่ในเวลานี้ เรียกว่า เป็นความถนัดในการดึงฟ้าต่ำ เพื่อทำลายคู่แข่ง

60 กว่าปีก่อน เคยกระทำกับท่านปรีดียังไง

60 กว่าปีต่อมา คนของพรรคนี้ก็ยังเอามาใช้กับรัฐบาลที่เป็นพรรคคู่แข่งของตน

เรียกว่าสู้กันด้วยผลงานไม่ได้ หรือหาช่องทำลายเขาด้วยการบริหารที่ผิดพลาดไม่ได้ เลยเกรงว่า พปช.จะเป็นรัฐบาลนานเหมือน ทรท. ก็เลยต้องรีบเร่งกำจัดเสียแต่เนิ่นๆ

แถมเล่นด้วยเรื่องที่ถึงขั้นสามารถจุดให้คนไทยฆ่ากันเองได้เลย

สู้เขาจนหมดทางแล้ว สู้ไม่ไหว เลยต้องใช้เครื่องทุ่นแรงด้วยเรื่องฟ้าฝนที่ตนชำนาญ

*************************

คุณ TOIA

ดีแต่ต่อว่าคนอื่นไม่มีค่า ไม่มีราคา คุณมาร์ค แห่ง พรรคแมลงสาป คุณ คือคนที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย แค่คุณต้องการให้ได้มาซึ่งอำนาจ ยังไงก็ได้ แม้วิธีการจะผิดตามระบอบประชาธิปไตย การที่คุณไม่เคยต่อต้านการก่อรัฐประหาร (ดูแล้วจะสนับสนุนรัฐประหารด้วยซ้ำ) คุณไม่มีค่าไม่มีราคาสำหรับระบอบประชาธิปไตย คุณก็แค่ คนที่ชื่นชอบการใช้กำลังก่อรัฐประหาร และสนับสนุนเผด็จการ คุณไม่มีค่า ไม่มีราคา สำหรับคนรักระบอบประชาธิปไตย ตัวจริงจัดเจน

*************************

คุณ betterg2521

เมื่อก่อนเห็นจะก้าวนำทักษิณ....แต่ก็เทียบไม่ติด

ตอนเลือกตั้ง เห็นอยากจะขย่มคุณสมัคร.... แต่ก็เข็นไม่ขึ้น

หลังเลือกตั้งเริ่มมีแววแป๊ก เพราะโจมตีคุณสมัครเท่าไหร่ โดนซัดกลับมาจนจืดไปหลายรอบ

ชวนทนไม่ไหวเลยออกมาลุยแทน.... สุดท้ายก็ไปไม่รอดเหมือนกัน เงียบไปแล้วตอนนี้

ยิ่งตอนไปนั่งข้างนายกสมัครนี่ดูไม่จืดเลย อึ้ง ทึ่งหรือกลัวไม่ทราบได้

สุดท้ายแล้วแผนแย่งซีนจากนักข่าวของมาร์ค เลยได้แค่เล่นลูกถีบของการุณ กับนั่งแปลบทความของจักรภพ ที่เค้าพูดตั้งแต่ปีที่แล้วโน่น...

อย่าด่ารัฐบาลเลยว่า 3 เดือนไม่ทำอะไร ถามตัวเองดีกว่าว่า ทำอะไรอยู่

อย่าลืมว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่เทวดา เพราะทหารมันตัดตอนคนที่เก่งๆ ไม่ให้มาเป็น สส.รัฐมนตรีหมดแล้ว เลยได้แค่เนี่ย....

ถามฝ่ายค้านกับพันธมิตรเถอะว่า คู่แข่งโดนซัดจนน่วมขนาดนี้ ทั้งเล่นเกมใต้ดินบนดิน ยังชนะเค้าไม่ได้เลย..

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 15, 2008

มธ.ตัดเงินเดือนอ.วรพล ฐานต่อต้านรัฐประหารเชิดชูประชาธิปไตย

น้ำหนักข่าว 2
15 พฤษภาคม 2551

คุณ tidadheva บอกเล่าข่าวที่ตนเองได้ฟังจากวิทยุคลื่น 92.75 ช่วงคุณชินวัฒน์เมื่อเช้าวันพุธว่า คุณชินวัฒน์ได้พูดคุยกับ ดร.วรพล พรหมิกบุตร โดยอาจารย์ได้เล่าว่า

"ถูกมหาวิทยาลัยสอบวินัย ขั้นแรกตั้งระดับว่า "ประพฤติชั่วร้ายแรง"

ในที่สุด ก็จบลงที่ "ประพฤติชั่ว" ถูกลงโทษตัดเงินเดือน เดือนละ 2 พันกว่าบาท! (เป็นเวลากี่เดือนไม่รู้)

เหตุผล ที่มาที่ไปก็คือ บทบาทในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร เชิดชูประชาธิปไตย และเป็นผู้แทนคณะอาจารย์ในการยื่นหนังสือให้สภาผู้แทนทบทวนกฏหมายที่ออกในช่วงคมช.มีอำนาจ

"หากกฏหมายฉบับใดที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ก็ควรให้สภาที่มาจากการเลือกตั้งรับรองกฏหมายฉบับนั้น หากกฏหมายฉบับใดที่ไม่ชอบมาพากล ก็สมควรให้สภาที่มาจากการเลือกตั้ง ทบทวน"
ด้านคุณ "ม้าเร็ว" ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาจารย์ ที่ตนเองได้ยินมาว่า "รู้สึกว่า อ.วรพล จะโดนทาง มธ.ฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่หลายคดีมาก เหมือนจะบอกว่า ใครที่คิดจะเอาอย่าง ก็ต้องโดนแบบนี้ หรือใครอยากลองของ"

หมายเหตุ: ข่าวดังกล่าวนี้ ได้รับการยืนยันจากปากคำพูดของอ.วรพล เอง ที่มาจากบทความเรื่อง "เรื่องจริงในมหาวิทยาลัยที่ทำให้เข้าใจอาจารย์ ม. ธรรมศาสตร์" ของคุณจำปีเขียว

ผมไม่แคร์ทักษิณแล้ว เพราะไม่ใช่นักการเมือง แต่ผมก็ไม่เลือก ปชป. และพวกอำมาตย์อยู่ดี

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
15 พฤษภาคม 2551

คือ กรณีทักษิณถือ ว่าจบไปแล้วสำหรับการเมือง เพราะไม่สามารถเล่นการเมืองแล้ว หรือเลิกเล่นการเมืองไปแล้ว

ผมก็แค่ชื่นชมในผลงาน และนับถือเขา ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของไทยในสายตาของผมเท่านั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ทักษิณจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของผมสักเท่าใด แต่ผมก็ไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือนายอภิสิทธิ์อยู่ดี ผมชอบพรรคการเมืองที่ แนวนโยบายที่ปฎิบัติได้ และมีนโยบายช่วยเหลือชาวรากหญ้า ผมชอบนโยบายทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ และชอบนโยบายประชานิยมทั้งหลาย รวมทั้งชอบการทำงานของพรรคไทยรักไทยเดิมด้วย

ผมไม่ชอบแนวทางการเมืองที่ "ใช้โวหาร" เป็นหลัก โดยการกล่าวหา ด่าว่าฝ่ายตรงข้ามว่าเลวอย่างโน้น เลวอย่างนี้ โดยไม่มีข้อพิสูจน์แต่อย่างใด รวมทั้ง "ไม่มีนโยบายหรือฝีมือการทำงาน" ที่ดีกว่าฝ่ายที่พวกเขาด่าอยู่ด้วย

คือ ต่อให้ด่ามากกว่านี้ ผมก็คงไม่เลือกพรรคที่มีแนวนโยบายเช่นนี้ คือ การด่า แม้ว่าผมอาจจะเห็นว่า ฝ่ายตรงข้ามเลว แต่ผมก็เห็นฝ่ายที่ด่า "เลวกว่า" หากต้องเลือกระหว่างคนที่ "โดนด่าแล้วทำงาน" กับ "คนที่หาเรื่องมาด่าเขาอย่างเดียว" แต่ไม่มีทั้งนโยบายและผลงาน ผมย่อมไม่ทางเลือก ต้องเลือกคนทำงาน มากกว่าคนพูด

ยิ่งกรณี นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ด้วยแล้ว สำหรับผม ผมไม่เห็นว่า เขามีความรู้ความสามารถอะไรที่มากกว่าผม คือ ผมก็เรียนเศรษฐศาสตร์ในอังกฤษ แม้ไม่ได้เรียนตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นแค่ลูกชาวนา แต่ก็ได้ไปเรียนตอนโต สำหรับเรื่องความรู้ ผมไม่ได้นับถืออะไรกับนายอภิสิทธิ์ การแสดงความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ของนายอภิสิทธิ๋ สำหรับผมแล้ว ผมรู้ว่า เขาอ่านมาจาก ตำราเล่มไหน เหมือนนักเรียนมาตอบหน้าชั้น ความรู้แบบนี้ ใครมีความจำดีกว่า คนนั้นก็ชนะ

ยิ่งในเรื่อง ประสบการณ์ทำงาน ความสามารถในการทำงาน ที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่า "ความรู้ทางวิชาการ" ผมคิดว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีเลย คือ ไม่เคยทำงานมานั้นเอง คนแบบนี้จะให้ผมเลือก ผมคงรับไม่ได้ ยิ่งการให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ ในแต่ละเรื่อง ผมแทบเดาได้เลยว่านายอภิสิทธิ์ จะพูดจะแสดงความเห็นในแต่ละเรื่องอย่างไร คือมันไม่พ้น "การเสียดสี" นั่นเอง ไม่มีอะไรใหม่ ใครก็เสียดสีได้ ไม่ต้องให้ นายอภิสิทธิ์ เสียดสีให้ฟัง ผม "นายลูกชาวนาไทย" ก็เสียดสีเป็นครับ คือ ตัวเลือกมันไม่ทำให้ผมแม้ไม่สนใจ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรแล้ว เพราะไม่ได้เป็นนีกการเมือง ผมก็ไม่เลือก นายอภิสิทธิ์ อยู่ดี

เมื่อเมืองไทยมีพรรคการเมืองหลักๆ แค่ 3 พรรคที่มีขนาดใหญ่ คือ พลังประชาชน ประชาธิปัตย และชาติไทย ผมย่อมไม่มีทางเลือกอื่น ย่อมเลือก พลังประชาชนอยู่ดี

แม้มีหลายพรรค แต่ "ข้าง" นั้นมีแค่ สองข้าง คือ พวกอำมาตย์ที่มี ประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน ดำเนินนโยบายแบบอนุรักษ์นิยม ภาคนิยม กับ พลังประชาชน ที่ดำเนินนโยบายแบบก้าวหน้า ทุนนิยมโลกาภิ