วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 09, 2012

เปิดคลิปจัญไรไฟไหม้บิ๊กเหล่-ยามซวยของเอกยุทธ


ฤกษ์หามยามซวย-ขุนทหารใหญ่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย นครปฐม ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่าอาจสุมหัวสมคบคิดเอาฤกษ์เอาชัยก่อการรัฐประหาร แต่ดูเหมือนฟ้าดินไม่เป็นใจ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้เตาหลอมพระในพิธีขึ้น เคราะห์ดีไม่มีใครตายซักคน (คลิกชมคลิปนาทีระเบิด ไฟท่วม เกิดโกลาหล ที่สื่อต่างๆทำเป็นเฉย ไม่เคยนำไปออกอากาศ ด้านบนนี้)

อย่ารังแก..-เอกยุทธ อัญชัญบุตร โพสต์รูปโดนทำร้ายลงเฟซบุ๊๋ค โดยอ้า่งว่า เหตุเกิดหลังไปดักพบนายกฯยิ่งลักษณ์ พร้อมกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลว่า เขาเจอการกระทำแบบเถื่ือนๆ

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและเป็นโจทย์เก่ากับเอกยุทธกรณีที่เขาเคยดูถูกสตรีภาคเหนือ และเปรียบเปรยว่ายิ่งลักษณ์คู่ควรแค่อาชีพโสเภณี ไม่เหมาะมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย พากันโพสต์ตามเฟซบุ๊คว่า ก็สมควรโดนเอาคืนมั่ง!...

นี่คือประเทศไทยในเ้ดือนแห่งความรัก พ.ศ.2555 เพราะว่าเราฝืนรักกันไม่ไหว

อย่างไรก็ดี ไทยอีนิวส์เห็นว่า การฝืนรักกันไม่ไหว แต่ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกันแบบนี้ ก็สมควรประณาม ไม่ว่าฝ่ายไหนจะลงมือ และฝ่ายไหนจะถูกกระทำก็ตามที

อย่างไรก็ตามเพื่อความกระจ่าง เรื่องพรรค์นี้ต้องแสดงพยานหลักฐาน ทางโรงแรมโฟร์ซีซันส์ก็น่าจะหาคลิปหลักฐานจากกล้องวงจรปิดได้ไม่ยาก นำมาเปิดเผยเลยว่า ใครเป็นคนทำร้ายเอกยุทธ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด(หากมีเหตุการณ์นี้ตามที่เอกยุทธกล่าวหา)

เพราะลำพังการกล่าวหาว่าเป็นคนใกล้ชิดทักษิณทำ แล้วถ่ายรูปโชว์ทางเฟซบุ๊คนั้นง่ายไปหน่อย และอาจเป็นการตีหัวเข้าบ้านได้เช่นกัน เพราะพฤติการณ์ที่ผ่านมาของเอกยุทธ อดไม่ได้ที่จะต้องทำให้ถามหาหลักฐาน

เว็บไซต์ go6 ได้รายงานข่าวนี้ โดยตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า

หลังจากการพูดในเฟซบุ๊ค แหล่งข่าววงในได้ให้ข้อสังเกตว่า การเขียนของเอกยุทธนั้น มีลักษณะ "กำกวม" และเมื่อสอบถามข้อเท็จจริงปรากฏว่า

1. ในวันเกิดเหตุ นายเอกยุทธอ้างว่า "หลังจากเจอนายกฯ" ให้คนเข้าใจผิดว่า นายเอกยุทธ พบ นายกฯ แต่ความจริง นายเอกยุทธไปทานกาแฟโรงแรมเดียวกับที่นายกฯไปธุระ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และไม่ได้เห็นหน้าซึ่งกันเลย

2. นายเอกยุทธอ้าง "หลังเดินออกไปไม่นาน" เหมือนจงใจบอกว่า เกิดเหตุการณ์โดยคำสั่งหรือจงใจ แต่ความจริงก็คือ เหตุเกิด "หลังจากนายกฯ ออกไปแล้วจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนายกฯ และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทีมงานนายกฯ

3. นายเอกยุทธอ้าง "โดนบุกประชิดตัวขณะทานกาแฟอยู่กับผู้ใหญ แล้วชกต่อย" ข้อเท็จจริงคือ ขณะเกิดเหตุนั้น อยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว ใครคิดจะชกใครโดยไม่มีมูลเหตุเลย ก็ผิดปกติ และบอกว่า "การ์ดมาชาร์จ" ทำนองการ์ดโรงแรมมาคุมตัว แต่คุณเอกยุทธทำไมไม่บอกว่า "คุณเอกยุทธ มีบอร์ดี้การ์ดอยู่ข้างตัวด้วย" และ ทำไมคุณเอกยุทธ ไม่บอกว่า "อะไรเป็นมูลเหตุให้เกิดการชกต่อยกลางโรงแรม" อยู่ดีๆ คนเราจะเดินมาชกกันเลยไม่ใช่ แต่คุณเอกยุทธ ไปทำอะไรไว้ พูดอะไรไว้ก่อนหรือเปล่า จนกลายเป็นวิวาทะลุกลาม

4. นักธุรกิจคนที่นั่งทานกาแฟกับคุณเอกยุทธ เป็นพยานปากเอก "ทำไมไม่ระบุชื่อนักธุรกิจท่านนั้นมาเป็นพยานช่วย" คนจะได้เชื่อคุณเอกยุทธมากขึ้น

5. คุณเอกยุทธบอกว่า "วิ่งหนีเข้าไปในซอยหลังโรงแรมเล็กๆ" มันตลกเหมือนหนังมากไปใหมครับ ระดับคุณเอกยุทธนะครับ ไม่ใช่นักเลงเยาวราช ที่วิ่งหนีตำรวจ?

ดังนั้น หากคุณเอกยุทธจะพูด "ควรพูดให้จบว่าก่อนเกิดเหตุ ไปทำอะไร พูดอะไรกับใคร หรือไม่จนเป็นมุลเหตุวิวาท" และไม่ใช่ พาดพิงนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยแค่ "บังเอิญไปทานกาแฟโรงแรมเดียวกัน โดยไม่ได้เจอหน้ากันเลย"

กูบิณฑ์กร่างรายวันเปิดศึกอาจารย์วีระด่าเห็นแก่ตัว


หลังจากสั่งสอนให้"สลิ่ม"ไปอ่านให้ดีๆว่าคณะนิติราษฎร์เสนออะไรกันแน่? ค่อยคิดจะไปตัดคอคณะนิติราษฎร์ ล่าสุดอาจารย์วีระ ธีรภัทร นักจัดรายการยอดฮิืต"คุยได้คุยดี"ได้จัดรายการตำหนิหน่วยกู้ภัยต่างๆว่า พากันขับรถฉวัดเฉวียน เปิดไซเรนเสี่ยงดัง บางทีไม่มีมารยาทปาดหน้าจี้ตูด และเร็วหวาดเสียว กระโชกโฮกฮากน่ากลัวมาก ผมเจอเป็นต้องหลบ ไม่รู้เขารีบไปทำอะไร

ผมว่ามันไม่ต้องเปิดไฟไซเรนก็ได้ ผมรู้ว่าจะไปกู้ภัย แต่พวกนี้ก็ขับรถรวดเร็วหวาดเสียวมาก จะพาคนตายระหว่างทาง หรือไปชนใครตาย ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนร่วมทางด้วย ขับไปธรรมดาไม่ได้เหรอ ต้องขับรถบึ้มๆๆๆตู้มๆๆๆบีบแตรไล่เปิดไฟไล่ ไล่จี้ตูด เลิกได้มั้ย เข้าใจอยู่ว่ามีจิตอาสา แต่เกินไปหน่อย เกินเหตุเกินเลยมากไป

ปรากฎว่าสร้างความไม่พอใจให้แก่คนทำงานกู้ภัีย พากันไปโพสต์ระบายในเฟซบุ๊คของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เจ้าของรหัสดารา 1 ของมูลนิธิร่วมกตัญญู

โดยมีรายหนึ่งโพสต์รูปโลงไว้อาลัยให้กับอาจารย์วีระด้วยถ้อยคำหยาบคาย

ส่วนบิณฑ์ ที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาในงานกู้ภัยได้โพสต์ว่า

ถึงพี่น้องอาสาทุกคนครับ..ผมรู้ทุกคนเจ็บปวดกับการที่มีนักจัดรายการท่านนึงมาพูดในทำนองคะนองปาก..ขอให้พวกเราอย่าหวั่นไหวกับการพูดของเขา..

ทุกคนมีความคิดต่างกัน และไม่สามารถที่จะยอมรับการกระทำของผู้อื่นได้ นักจัดรายท่านนี้ก็เช่นกันเขาคงมีอะไรที่รู้สึกถึงการกระทำของพวกเราโดยไม่ยอมรับในการทำสิ่งที่ถูกต้อง..

การเปิดไซร์เรนเป็นการทำงานแข่งกับเวลาแข่งกับความเป็นความตายของผู้ประสพภัย..แต่นักจัดท่านนี้มองแค่เป็นความลำคาญส่วนตัวโดยไม่เห็นความเป็นความตายของผู้อื่นเป็นสำคัญ..เขาเรียกว่าความเห็นแก่ตัว

ผมขอให้พี่น้องที่ทำมูลนิธิทุกท่านอย่าได้ท้อแท้และหมดกำลังใจเราต้องทำต่อไปเพื่อส่วนรวม..ขอให้เพื่อนๆอาสาทุกคนอย่าตอบโต้โดยใช้วิธีรุนแรงขอให้มีสติและอย่าได้ใส่ใจกับคำพูดของนักจัดรายการท่านนี้..ยังมีประชาชนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่ครับ..

ขอให้เพื่อนอาสาทุกคนมีความมุ่งมั่นและตั้งใจเพื่อประชาชนส่วนรวม

วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 5

9 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ดวงจำปา
ที่มาเฟสบุค
Doungchampa Spencer

อ้างอิงจากบทความ: Wikileaks: more on HRW and the coup V

โพสต์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การโพสต์ครั้งนี้เป็นครั้งที่หก และสำหรับเวลานี้ จะเป็นโพสต์สุดท้ายของเราในเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และเหตุการณ์ที่ เปิดโปงให้เห็นหลังจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 วิกิลีกค์มีเคเบิ้ลอยู่ 58 ฉบับซึ่งอ้างถึงองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ในประเทศไทย เนื้อหาส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในภาคใต้ เราทราบว่าเรื่องนี้ เป็นตอนที่ 5 แต่เพราะว่าเรื่องแรกนั้น ใช้ชื่อตอนต่างกัน ในการโพสต์ครั้งนี้ ซึ่งเหมือนกับตอนก่อนๆ เราจะพิจารณาถึงเคเบิ้ลซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟันผ่าต่อสู้ทางการเมืองในปี พ.ศ. 2553

ในเคเบิ้ลลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 สถาน เอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย ได้รายงานว่า“เหตุการณ์วางระเบิดสองครั้งเมื่อตอนสุดสัปดาห์นั้น ก่อให้ความกังวลในสถานการณ์ได้พุ่งเพิ่งขึ้นในใจกลางเมืองหลวงของ ประเทศไทย” เคเบิ้ลฉบับนี้ได้รายงานถึง “การคาดคะเน” เกี่ยวกับแหล่งที่มา ของระเบิดเหล่านี้

นี่คือคำแถลงการณ์ซึ่งกล่าวย้ำโดยคุณสุนัย ผาสุก จากองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ เกี่ยวกับแหล่งที่มาของระเบิดนั้นว่า:

คุณ สุนัย... กล่าวให้เราทราบว่า เขามีความมั่นใจมากว่า บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนายกฯ ทักษิณ (ชินวัตร) เป็นผู้รับผิดชอบต่อการวางระเบิดเหล่านั้น และเสริมว่า มีความแน่ใจที่รัฐบาลจะใช้เรื่องความพยายามในการโจมตีนี้เพื่อพยายามทำลาย ความน่าเชื่อถือกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช)

เราเคยคิดว่าผู้แทนจากองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์นั้น ควรจะเป็นบุคคลที่มีความละเอียดรอบคอบต่อการแสดงความเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับการระบุหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความตึงเครียดทางการเมืองเป็นอย่างสูง และการวางระเบิดได้ถูกนำมาใช้โดยหลายๆ ฝ่ายในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อที่จะดิสเครดิทฝ่ายตรงข้าม มัน เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดที่ ทางฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคประชาธิปัตย์จะต้องตำหนินา ยกฯ ทักษิณและกลุ่มเสื้อแดงเช่นเดียวกันอีกโดยปราศจากหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น คงจำกันได้ว่า ก่อนหน้านั้น เขา (คุณสุนัย) ได้เคยตำหนิ พล เอกชวลิต ยงใจยุทธ - ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนกับนายกฯ ทักษิณ – ในการวางระเบิดที่เกิดขึ้นคราวก่อนๆ อีกครั้งหนึ่งโดยปราศจากหลัก ฐาน

ใครก็ตามที่เป็นผู้รับผิดชอบ ได้ปักหมุดการตำหนิมให้กับฝ่ายเสื้อแดง ให้รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการอนุมัติอย่างสมเหตุสมผล ต่อการจำกัดสิทธิของผู้กระทำการประท้วงอย่างสงบ

Given Sunai’s record of complaining of the lack of government action to discredit Thaksin, we are left to ponder the reasoning that underpins this claim.

เมื่อมาวิเคราะห์ดู ประวัติของการกล่าวหาของคุณสุนัย ในเรื่องของความบกพร่องที่รัฐบาลควรปฎิบัติต่อการ ดิสเครดิทนายกฯ ทักษิณแล้ว ทำให้เราต้องนิ่งไตร่ตรองดูว่า มีเหตุผลใดที่ควรจะสนับสนุนกับคำอ้างเหล่านี้

----------------------

ความคิดเห็นของผู้แปล:


บทความ ครั้งนี้ เวป PPT ได้กล่าวแล้วว่า จะจบเรื่องในซีรี่ย์ชุดนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว มีเคเบิ้ลอยู่ถึง 58 ฉบับที่วิกิลีกค์ได้นำมาเผยแพร่

ในปัจจุบัน เราได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการทำรัฐประหารหนาหูขึ้น ซึ่งเราควรจะมองดูด้วยว่า ผู้แทนขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์อย่างคุณสุนัย จะให้ความเห็นประการใดต่อการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

ดิฉันจะไม่แปลกใจแต่อย่างใด ที่คุณสุนัยจะเขียนรายงานต่อการสนับสนุนการกระทำรัฐประหาร เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2549 และหลังจากการรัฐประหารมาจนถึงปี พ.ศ. 2552 วิสัยทัศน์ของคุณสุนัยก็ยังไม่ได้เปลี่ยน เพราะยังต้องการที่จะดิสเครดิทกับนายกฯ ทักษิณ รวมไปถึงต้องการทำลายล้างสิทธิมนุษยชนของผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

พออ่านเคเบิ้ลเหล่านี้ เลยเข้าใจทันทีว่า เรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการของรัฐบาล อภิสิทธิ์นั้น ทำไมองค์กรสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยและองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ถึงไม่ได้ออกมา แสดงการต่อต้านในเรื่องเหล่านี้เลย ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะบุคคลอย่างคุณสุนัยเห็นด้วย กับการกวาดล้างประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยกัน

ถ้าคุณสุนัยยังไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้ และกระทำการอย่างเอียงกะเท่เร่ในเรื่องสิทธิมนุษยชน คุณสุนัยควรจะลาออกแล้วมาทำงานให้กับฝ่าย ASTV หรือกลุ่มหมอตุลย์จะดีกว่า มาก เพราะมันเป็นไปตามความรู้สึกของคุณเอง แม้กระทั่งเข้าไปร่วมขบวนการกับพรรคประชาธิปัตย์เลยยิ่งเป็นการดีอย่างยิ่ง

จากเคเบิ้ลที่อ่าน และบทความที่แปลจาก PPT ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า จุดยืนของคุณสุนัยอยู่ตรงไหนในเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้ ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษนะคะ มันดูไม่ดีเลยสำหรับความน่าเชื่อถือต่อรายงานของคุณสุนัยในอนาคต

ขอให้คุณสุนัยจำไว้ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสากล ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวค่ะ ตามที่ทาง องค์การสหประชาชาติได้กล่าวเป็นมาตราที่ 1 เลยว่า All human beings are born free and equal in dignity and rights. ซึ่งแปลตรงๆ ว่า มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ นะคะ (ภาคภาษาไทย สามารถหาอ่านได้ที่นี่ค่ะ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

-----------------------

บทความเกี่ยวเนื่อง:

บทความแปล: วิกิลีกค์, กองทัพทำรัฐประหาร และ องค์กร “สิทธิมนุษยชน”

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 1

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 2

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 3

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 4

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 08, 2012

มาดู! แบล็คลิสต์ประชาชนโดยพวกกองทัพผีกระสือแห่งประเทศไทย




8 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


ทีมข่าว ไทยอีนิวส์ อ่านข่าวนี้แล้วก็ปวดหัวอกหัวใจยิ่งนัก ว่าในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ประเทศอารยะทั้งหลายพยายามลบคราบน้ำตาและความเจ็บปวดจากความผิดพลาดของ วิถีการบริหารบ้านเมืองตามจิตวิทยาสงครามเย็นต้านคอมมิวนิสต์ภายใต้การกำกับ ของสหรัฐอเมริกา และยอมรับว่าการทำแบล๊กลิสต์ประชาชน เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่ใช่กติกาประชาธิปไตย จนต้องขอขมาประชาชนกันเป็นแถว

แต่ทหารไทยที่ได้รับการอบรมวิทยายุทธ สงครามเย็นจากสหรัฐฯ ยังคงคร่ำครึ หลงอยู่กับยุค 2500 โดยไม่ยอมศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมว่าโลกมันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ยังจับประชาชนทั้งประเทศเป็นตัวประกันเพื่อความมั่นคงของ "ขุมทรัพย์นายทหาร" ในนาม "ชาติ ศาส์น กษัตริย์ ไม่มีประชาชน" ได้อยู่ร่ำไป

ขอสถบแรงส์ๆ หน่อยเถอะ "ถุยส์! ภาษีประชาชนปีละร่วมสองแสนล้าน นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ถูกพวก "ท่านครับ ถ้าไม่ครับ กูจะปฏิวัติ" ล้างพลาญกินกันจนพุงกาง ตลอดจนนำไปซื้ออาวุธมื้อสองหักค่าหัวคิวกันบานเบอร์เร่อ เพื่อมากดหัวประชาชนอยู่เช่นนี้ พร้อมกับตัวเลขหนี้สินประเทศพุ่งกว่าล้านล้านบาท ณ ปัจจุบัน . .

ฝากบอกพวก "ท่านครับ ถ้าไม่ครับ กูจะปฏิวัติ" ว่าอย่าคิดนะว่าประชาชนเขาไม่รู้ทัน เขาเบื่อพวกท่านเต็มทนแล้วครับ "ท่านครับ" รีบๆๆๆๆ ปฏิวัติเถอะครับ จะได้รู้ว่าประชาชนเขาจะตอบโต้พวกท่านอย่างไรครั้งนี้?


ที่มา มติชนออนไลน์ "เปิดข้อมูลลับ"หน่วยข่าว" ชี้เป้า"ส่อง"ขบวนการรื้อม.112"




"...ไม่ ว่าฝ่ายใดควรหยุดการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ รัฐบาลและหลายส่วนที่เกี่ยวข้องได้บอกชัดเจนแล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ทราบว่าคณะนิติราษฎร์ หรือคณะนิติเรด จะทำไปทำไม..."

คือวาทะ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา" ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่คล้ายเป็น "คำเตือนครั้งสุดท้าย" ให้กลุ่มที่ออกมาเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยุติความเคลื่อนไหว

หลังก่อนหน้านี้เคยออกมาไล่ "แนวร่วม" รื้อมาตรา 112 ให้ไปอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยบ้าง ไล่ไปอยู่เมืองนอกบ้าง

แต่ เมื่อไม่ไป-ไม่หยุด-ไม่เลิก ล่าสุด "บิ๊กตู่" จึงออกมาแย้มว่าได้สั่งการให้ "หน่วยข่าว" ตรวจสอบเบื้่องหน้าเบื้องหลังของการดำเนินการดังกล่าวแล้ว

ว่ากันว่ามีการกำหนดเป้า "ส่อง" ตั้งแต่พฤติการณ์ของ "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)" ที่เคลื่อนไหว "บนดิน" ยันเช็กพฤติกรรมขององค์กร-เครือข่าย-กลุ่มต่างๆ ที่เดินเกม "ใต้ดิน"

พบร่องรอยของ "ขบวนการโละมาตรา 112" ดังนี้

- กลุ่มนักวิชาการ นักคิด นักเขียน

มีศักยภาพในการเปิดประเด็น-ปั่นกระแสในสังคม โดยมี "คณะนิติราษฎร์" ประกอบด้วย 7 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นำโดย "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" เป็นหัวหอกหลักในการสะบัดธงแก้มาตรา 112

ด้วยการนำเสนอความคิดในทางวิชาการ-อุดมการณ์การเมือง ผ่านการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 3 หน้ากระดาษเอ 4 แล้วเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าไปแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ของคณะนิติ ราษฎร์

ต่อมาได้ขยายแนวร่วมไปยังปัญญาชนส่วนอื่นๆ จนเกิดการก่อตั้ง "ครก.112" ขึ้น และตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชนให้ครบ 1 หมื่นชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 163

ทว่าล่าสุดได้เกิดความขัดแย้งเล็กๆ ในหมู่ "คณะนิติราษฎร์" เมื่อ "บางคน" ชง "บางข้อเสนอ" ที่ถูกมองว่าไปไกลเกินกว่าไอเดียทางวิชาการ จนกลายเป็นการ "เรียกแขก" ให้เข้ามารุมประชาทัณฑ์ "7 อาจารย์" โดยเฉพาะ "วรเจตน์" แทนที่จะมาตำหนิติติงกันที่ "สาระ" ทำให้คณะนิติราษฎร์ต้องวางแผนปรับขบวนยกใหญ่

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านการข่าวไม่จำเป็นต้องตามประกบปัญญาชนเหล่านี้ เพราะสามารถ "อ่านความคิด" คนเหล่านี้ได้จากข้อมูล-ข้อคิดเห็น-ความเคลื่อนไหวที่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้า สื่อเป็นระยะๆ

- กลุ่มการเมือง

เป็น "กลุ่มเป้าหมายหลัก" ที่ฝ่ายความมั่นคงต้อง "เกาะติด" ทุกความเคลื่อนไหว โดยแตกไลน์ออกเป็นหลายสาย ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่แอบ-อิงอยู่ในซีกรัฐบาล อาทิ อดีตคนเดือนตุลา, นักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.), แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), อดีตนักเคลื่อนไหวที่หนีคดีหมิ่นสถาบันไปกบดานอยู่ในต่างประเทศ อาทิ "จักรภพ เพ็ญแข, ใจ อึ๊งภากรณ์" ฯลฯ

"แม้คนเหล่านี้่จะอยู่ในซีก รัฐบาล หรือเป็นผู้มีอำนาจ แต่หน่วยงานด้านการข่าวจำเป็นต้องตรวจสอบทุกกลุ่ม ก่อนนำมาประมวลและวิเคราะห์เจตนารมณ์ ซึ่งในระยะหลังมานี้พบความเคลื่อนไหวในต่างประเทศลดลง แต่หันมาขับเคลื่อนผ่านกลไกรากหญ้ามากขึ้น โดยเฉพาะแกนนำในจังหวัดต่างๆ ที่ลงไปป้อนข้อมูลให้ประชาชนได้ลึกระดับชุมชนและหมู่บ้าน"

- กลุ่มอื่นๆ

เป็นกลุ่มที่เคยถูกเชื่อมโยง หรือมีแนวโน้มสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งอาจเป็นในนามบุคคล หรือองค์กร แต่เมื่อตรวจสอบซ้ำพบเป็นเพียง "ความเชื่อมโยง" บางๆ เช่น "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)" ที่เคยปรากฏข่าวแพร่สะพัดทางโลกออนไลน์ว่าเป็น "กองหนุน" คณะนิติราษฎร์ ก่อนสื่อกระแสหลักจะหยิบไปเล่น

ร้อนถึง "องค์กรที่ถูกพาดพิง" ต้องออกแถลงการณ์ปฏิเสธเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ว่กันว่าที่มาของ "ข่าวลือ" ดังกล่าว เกิดจากกรณีที่ 1 ใน 7 กรรมการ กสม. แต่งตั้ง "จอน อึ๊งภากรณ์" เป็นอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขมาตรา 112 และยังเคยเชิญอาจารย์ในกลุ่มนิติราษฎร์ไปอบรมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม.

อย่างไรก็ตาม มีกรรมการ 3 จาก 7 เสียงคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ประกอบด้วย "พล.อวันชัย ศรีนวลนัด, วิสา เบ็ญจะมโน, ปริญญา ศิริสาร" ส่วนที่เหลือสนับสนุนให้มีการศึกษาในทางวิชาการ หรือไม่แสดงจุดยืนแน่ชัด แต่สุดท้าย กสม.ก็มีมติเอกฉันท์ไม่ให้แตะต้องมาตรา 112

เหล่านี้คือบางส่วนของแนวร่วมขบวนการโละมาตรา 112 ที่ฝ่ายความมั่นคงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวต่อไป!!!

0 0 0 0 0


พร้อมกันนี้เราชวนกันตามไปดูบ้านบิ๊กทหารในราบ 11 กับ มติชนออนไลน์
ตามไปดู บ้านบิ๊กบัง ในค่ายทหาร ราบ 11 วิจารณ์แซดกระทบภาพลักษณ์กองทัพ วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


จากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ใช้บ้านพักรับรองภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) เป็นที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ให้นโยบายว่า กองทัพจะไม่ยุ่งกับการเลือกตั้ง และจะให้สิทธิทุกพรรคเท่าเทียมกันในการหาเสียงในพื้นที่หน่วยทหารก่อนหน้านี้ ต้นกุมภาพันธ์ 2554 นิตยสาร WHO ? นำเสนอบทสัมภาษณ์"บิ๊กบัง"ใน บ้านพักหลังงามย่านพหลโยธิน

หนึ่งในบ้านพัก 5 เสือทบ.

ขณะที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ กล่าวชี้แจงว่า การพักอาศัยที่บ้านภายใน ร.11 รอ. ได้ทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้องจากกองทัพบก และการที่เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบกทำให้มีพี่น้อง เพื่อน มาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยใช้บ้านหลังนี้ทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานการเมืองแล้ว ตนจะใช้สถานที่ที่ทำการพรรค

ห้องรับแขกสุดหรู

สิ่งที่น่าตื่นใจคือ ในโรงรถและรอบบ้าน มีรถหรูจอดอยู่หลายคัน ...บางคันยังป้ายแดง

ห้องประชุม ?

จริง ๆ แล้ว บ้านพักหลังงามหลังนี้จะมิใช่ กรรมสิทธิ์ของ พล.อ.สนธิ แต่เขาก็พำนักมาแล้วร่วม 3 ปี ด้วยเป็นหนึ่งในบ้านพักของ 5 เสือ ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 2 นาย เสนาธิการทหารบก) ซึ่งสร้างเสร็จไปแล้ว 4 หลัง

เกษียณปี 2550

บ้านแต่ละหลังจะมีภาพสนามกอล์ฟกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็น "หลังบ้าน" ซึ่ง พล.อ.สนธิชี้ชวนชม พลางว่า หากเป็นยามเช้าด้วยแล้วมักจะต้องหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาบันทึกภาพไว้ไม่ขาด จากนั้นก็จะใช้เป็นฉากหลังสำหรับกาแฟถ้วยโปรดและหนังสือพิมพ์ในมือทุกเช้า.


บ้าไปแล้ว!กูบิณฑ์ระดมพลนับล้านบ้านระจันออนไลน์สู้ศึก หนังบิลลี่ก็เจ๊งหลังปากหมาด่ายิ่งลักษณ์'อีโง่'


บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โพสต์รูปจากหนังบ้านบางระจัน ฉากขี่ควายบุญเลิศออกรบกับพม่าข้าศึก ได้นัดรวมพลชาวบ้านบางระจันผ่านเฟซบุ๊คให้พบกันวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ลานพระรูปทรงม้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

คนเราทุกคนล้วนมีจุดยืนด้วยกันทุกคน..ความดีความชั่วทุกคนย่อมมีจิตสำนึก..แม้แต่ความกตัญญูต่อคนต่อแผ่นดินไม่ต้องให้ใครมาบอก..เราก็สามารถรับรู้ได้..

ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมูลนิธิมา24ปีก็ถือว่าได้ช่วยผู้มีพระคุณ..คือประชาชนที่ให้การสนับสนุนและตอบแทนแผ่นดินที่ได้อาศัยเกิดจนมาถึงทุกวันนี้..

แต่มีสิ่งนึงที่ผมภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตคือ..การได้ออกมาปกป้องพระองค์ท่านและบอกรักและเทิดทูนพระองค์ท่านยิ่งกว่าชีวิต..แม้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองผมยอมครับ..

ผมอยากให้พ่อแม่พี่น้องทุกคนลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องพระองค์ท่านจากคนชั่วไร้จิตสำนึก..อย่าได้กลัวครับเพราะเราไม่มีสิ่งใดแอบแฝงเราไม่มีการเมืองเราไม่มีสีเรามีแต่ในหลวงของเราครับ..

วันที่ 10ก.พ เวลา11.45นหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าครับ..ผมจะไปรวมพลังให้กับพระองค์ท่านถึงแม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่มีความรัก ชาติ-ศาสนา-และองค์พระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด เราก็เหมือนชาวบ้านบางระจันครับที่สามารถต่อสู้กับข้าศึกใหญ่ๆได้ขอให้เราสามัคคีและรักกันไว้ครับเราจะต่อสู่กับไอ้พวกคนชั่วจนถึงที่่สุดครับ..แล้วเจอกันนะครับ สวัสดีครับ

ก่อนหน้านี้บิณฑ์เคยให้สัมภาษณ์ ASTV ว่าอยากเรียกร้องให้คนออกมาหลักแสนหลักล้่านเพื่อปะทะกับพวกที่คิดล้มล้างสถาบัน
..มันเต็มกลืนแล้วผมต้องเอาคนออกมาปะทะกับมัน ผมอยากได้ซักสองครั้ง ต้องออกมาเต็มถนนเป็นแสนๆเป็นล้านๆคน อย่ารักสถาบันแต่ปาก ต้องออกมาแสดงพลัง ให้มันรู้ว่าพลังที่รักพระองค์ท่านมีอยู่จริง ให้พระองค์ท่านสบายพระทัย..( บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ASTV อยู่ช่วงท้ายๆคลิปนี้ ตั้งแต่ช่วงเวลา 00.40 เป็นต้นไป)


ไม่วายโม้หนังทำกำไรแล้ว

ก่อนหน้านี้มีผู้เขียนกระทู้ว่าหนังปัญญาเรณู2ทำเงินถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 12 ล้านบาืท แต่บิณฑ์เขียนแย้งในเฟซบุ๊คของเขาว่าทำได้เกือบ 20 ล้านบาทแล้ว เป็นกำไรแล้วเ้พราัะต้นทุนเพียง 18 ล้านบาท จากก่อนนี้เขาออกรายการโทรทัศน์อ้างว่าต้นทุน 120 ล้านบาท


ของจริงก็ยังเจ๊งอยู่ดี ห่างเป้าร้อยล้านอยู่แค่83ล้านเศษ

ต่อมาช่วงค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ entertainweekly รายงาน อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 2-5 ก.พ. 2555 ว่าหนังปัญญาเรณูหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 4 ทำเงินมาเพิ่มอีก 4.3 ล้านบาท รวมยอดนับจากเข้าฉาย 17.3 ล้านบาท โดนอันดับ 1 หนังเรื่อง ATM เออรัก เออเร่อ ทิ้งขาดลอยด้วยยอดรายได้รวม 131 ล้านบาท

ส่วนหนังเ้รื่องรักของบิลลี่ ออแกน ดูเหมือนจะโดนโลกลืมไปแล้ว ตกไปอยู่ในตำแหน่งบ๊วยท้ายตาราง เพราะทำเงินในช่วงเปิดตัวได้เพียง 4 แสนบาทเท่านั้น

บิลลี่ตกเป็นเป้าหมายบอยคอตของคนเสื้อแดง และผู้สนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เนื่องจากเขาเคยโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊คและอินเตอร์เน็ตวิจารณ์การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลอย่างหยาบคาย ดังต่อไปนี้

Billy Ogan wrote:การหนี คือ วิสัย ของ ผู้แพ้ ไอ้การที่รัฐบาลเหี้ยนี่ประกาศให้เราทิ้งบ้านทิ้งช่อง โดยประกาศเป็นวันหยุด มึงจะให้คนกรุงเทพหนีไปไหน ที่นี่บ้านกู ถ้าน้ำหน้าอย่างพวกมึง ไม่มีปัญญา ปกป้อง บ้านกูได้ ก็ไสหัวไปให้ไกลๆตีน กูจะไม่ไปไหนทั้งนั้น พวกกูไม่เคยหนี แต่พวกมึงมันเหี้ย ไร้สติปัญญา ไร้ความสามารถ มึงจะใช้ ด๊อกเตอร์หน้าสันตีนคนไหนๆ มาพูด เสกสรรปั้นแต่งถ้อยคำยังไง กูก้อเห็นว่า พวกมึงมันไร้ความสามารถทั้งนั้น

ไปร้องไห้ให้ควายดูเหอะ หรือไม่ก็ไปขอเขาเล่นละครช่องเจ็ด เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นที่จะทำพังแล้วร้องไห้ขออันใหม่ ที่นี่บ้านกู

สลิ่ม อึ่งอ่างที่พองตัวและส่งเสียงดังแข่งกับวัว

ตรรกะวิบ้ติลาม-หลังจากวลีฮิต"หากไม่รัก...ก็จงออกจากประเทศไทยไปอยู่ที่อื่นซะ" หลังๆนี้เลยมีเสียงตอบกลับมาว่า"ก็ตอนนี้คนทั่วโลกปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยเกินกว่า 80% หากใครไม่รักประชาธิปไตยก็คงต้องโดนไล่ไปอยู่นอกโลก" และล่าสุดของล่าสุด เป็นภาพล้อในโซเชียล เน็ตเวิร์ฺคเสียดสีทำนองว่า "อะไรๆก็แม้ว สงสัยแม้วเป็นเจ้าของจักรวาล ดังนั้นหากใครไม่รักแม้ว ก็จงออกไปจากจักรวาล(ของแม้ว)ซะ"


โดย คุณกูเป็นไพร่ แต่ไม่ใช่ทาส

จากปรากฏการณ์นิติราษฎร์เอ็ฟเฟ็คต์ ที่เหล่าชนชั้นสูง คนชั้นกลาง หรือสลิ่มตัวพ่อตัวแม่ทั้งหลาย ออกมาเต้นแร้งเต้นกา ขู่ฟ่อ ๆ ว่าจะเผาคนโน้น จะตัดหัวคนนี้ที่คิดต่างไปจากตัวเองและพวก ไม่นับอาการฟาดงวงฟาดงา การล่าแม่มดกันอย่างหน้ามืดตามัว ไร้ซึ่งหลักการและเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น ในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค

ต่างคนต่างออกมาเดินตาขวาง น้ำลายฟูมปาก ครางฮึ่ม ๆ ในลำคอส่ออาการพร้อมจะมีเรื่อง คงเป็นเพราะว่าคุ้นเคยละย่ามใจกันมานาน กับการเป็นผู้กระทำอยู่ฝ่ายเดียวเสมอมา โดยมีตาสีตาสาคนรากหญ้า ตกเป็นเบี้ยล่างรองตีนรองมือให้กับพวกมันมาตลอด

แต่ขอโทษ ตอนนี้มันเป็นโลกยุค 2012 ที่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์กันเป็นว่าเล่น หาได้เป็นยุคศักดินาล้าหลัง ที่คนต้องหมอบต้องคลานเข้าไปหาเจ้าใหญ่นายโต หรือหากใครไม่พอใจทาสไพร่คนไหน ก็สั่งขี้ข้าบริวารลากไปโบยหลังได้ตามอำเภอใจเหมือนในอดีตเสียเมื่อไหร่

ยุคนี้มันเป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบานไปทั่วโลก แม้แต่พม่าที่เราดูถูกว่าเขาล้าหลังและเป็นเผด็จการอย่างเปิดเผย ( ส่วนเราเป็นเผด็จการแบบอีแอบ ) ก็กำลังตั้งท่าจะแซงหน้าประเทศสารขัณฑ์ของเราไปแล้ว ทั้งในด้านเศรษกิจและการเมือง

แล้วเราเป็นใคร ประเทศไทยยิ่งใหญ่มาจากไหน ถึงจะกล้าท้าทายหมุนเวลาทวนเข็มนาฬิกา ไอ้คำว่า " แบบไทย ๆ " หรือเมืองไทยไม่เหมือนใครในโลกนั้น เก็บไว้ปลอบใจ หรือเอาไว้หลอกพวกเดียวกันเองเถอะ นานาอารยะประเทศเขาไม่เอาด้วยกับเราหรอก จะหน้าด้านปิดประเทศไม่คบกับใคร

เดี๋ยวคุณหญิงคุณนายทั้งหลายเป็นได้อกแตกตาย เพราะไม่ได้ใช้ของต่างประเทศราคาแพงอย่างหลุยส์วิตตอง หรือกระเป๋าชาเนลราคาใบละเป็นแสนเป็นล้านเอานะ

อย่าหลงหยิ่งผยอง จองหองพองขน ว่าไทยนี้ยิ่งใหญ่กว่าใครในใต้หล้า มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานน่าภาคภูมิใจที่สุดในสามโลก เพราะถ้าเทียบอารยะธรรมที่มีมายาวนานสี่ห้าพันปีแบบจีน หรืออียิปต์แล้ว รัฐไทยที่ก่อตั้งมาได้ไม่ถึงพันปี ก็เปรียบเหมือนเด็กอนุบาลที่จะห้าวหาญไปยกตนเหนือคนที่จบปริญญาเอกมาสามสี่ใบ

ยิ่งพูดถึงเรื่องขนาดและจำนวนประชากรนี่ยิ่งแล้วไปใหญ่ เราก็คุยข่มได้เฉพาะลาวกับเขมรเท่านั้น กับพม่าเราก็เล็กกว่าเขาตั้งเป็นแสนตารางกิโลเมตร มิพักถึงการที่จะไปเผยอหน้าเทียบเคียงกับมาหาอำนาจอย่างอเมริกาหรือจีน ที่ประเทศไทยกระจ้อยร่อยของเรา เทียบได้เพียงแค่รัฐเล็ก ๆ รัฐเดียว จากจำนวน 50 กว่ารัฐของเขาเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นจงรู้จักเจียมเงาหัวตัวเอง อย่าได้ไปเผยอหน้าว่าข้าดีข้าเด่นกว่าใคร แล้วบังอาจจะไปดูถูกกดหัวชาวบ้านร้านตลาดว่าเขาต่ำกว่าด้อยกว่า โดยเฉพาะคนชั้นกลางและสลิ่มผู้ตกเป็นทาสของคริสปี้ครีมและโอโฟนไอแพดทั้งหลาย จงอย่าได้ดูถูกเพื่อนร่วมชาติว่าโง่ ไม่ฉลาด และเงินซื้อได้อีกต่อไป

วันนี้คนไทยได้ตื่นและตาสว่าง ได้รู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นไปของประเทศแล้ว ว่าปัญหามันคืออะไรกันแน่ ( ยกเว้นสลิ่มอย่างพวกเอ็งนั่นแหละ ที่ยังงมโข่งหาทางออกจากกะลาไม่เจอ )

และอย่าคิดว่าต่อไปนี้ ถ้าเกิดพวกเอ็งไม่ชอบใจใคร ก็จะยกพวกไปรุมทึ้งรุมตื้บ และรุมฆ่าคนอื่นได้ง่าย ๆ เหมือนตอน 6 ตุลา 19 ได้อีกต่อไป เพราะยุคนี้มันเป็นยุคที่ใครก็ไม่กลัวใครอีกต่อไปแล้ว ก็รู้แล้วนี่นาว่าประเทศนี้ทุกคนเป็นเจ้าของและมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดจะมารุมยิงรุมฆ่ากันเหมือนเคย เพราะพวกกูก็มีมือมีตีนเหมือนกัน

ที่ผ่านมาที่ไม่กล้าสู้เพราะโดนสะกดด้วยมนต์ดำคร่ำครึอะไรบางอย่าง ตอนนี้ตาสว่างแล้ว ไอ้เรื่องจะยอมให้คนที่มีสองมือสองตีนด้วยกัน มารังแกอยู่แต่ข้างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่มีอีกแล้ว มึงใช้มือซ้ายตบแก้มกูมา กูก็จะสวนด้วยแข้งขวาไปที่ก้านคอของมึงโดยพลัน ให้มันรู้ไปว่าคนแค่ 20 % ของประเทศ มันจะฆ่าคนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอีกกว่า 80 % ได้หมด ฆ่าได้ฆ่าไป แต่มึงหมดแรงเมื่อไหร่ จะได้รู้ว่าความตายที่เกิดจากความแค้นของฝูงชนนั้นมันโหดร้ายขนาดไหน

เมื่อถอดหัวโขนและยศถาบรรดาศักดิ์ออกไป สุดท้ายคนเราก็เท่ากัน ไม่มีใครเหนือกว่าและด้อยกว่า และเมื่อถึงเวลาที่ต้องวัดกันด้วยกำลังจริง ๆ คนชั้นนำ คนชั้นกลาง สลิ่ม และอำมาตย์ทั้งหลาย ที่มีเพียงแค่หยิบมือ หรือจะไปสู้คนรากหญ้าตาสีตาสา ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ แม่ค้าขายปลาธรรมดา ๆ ก็สามารถตัดหัวทหารราชองค์รักษ์ที่สูงส่ง ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เอามาเสียบไม้แห่ประจานไปทั่วเมืองมาแล้ว ในสงครามปฏิวัติของฝรั่งเศส

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับประเทศไทย จงรู้จักถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วหันหน้าพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล อย่างคนมีอารยะ อย่าเอะอะอะไรก็จะยิง จะฆ่า จะตัดหัวคนนั้นคนนี้อยู่ร่ำไปอย่างเคยตัว ประเทศนี้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของพ่อของแม่ใครเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

อย่าฝืนหลอกตัวเองด้วยการพองตัวให้ใหญ่ ส่งเสียงให้ดังแข่งกับมวลมหาประชาชนอีกเลย ไม่มีใครที่ไหนสามารถรบชนะเจ้าของประเทศที่แท้จริงอย่างประชาชนได้หรอก ไม่เชื่อลองไปถามซูสีไทเฮา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 หรือพระเจ้าซารส์แห่งราชวงศ์โรมานอฟดูสิ

ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสายเกินไป !

ฤามาตรา 112จะเป็นเพียงข้ออ้างรัฐประหาร


ฤกษ์หามยามซวย-ขุนทหารใหญ่ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย นครปฐม ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่าอาจสุมหัวสมคบคิดเอาฤกษ์เอาชัยก่อการรัฐประหาร แต่ดูเหมือนฟ้าดินไม่เป็นใจ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้เตาหลอมพระในพิธีขึ้น เคราะห์ดีไม่มีใครตายซักคน

โดย Pegasus
8 กุมภาพันธ์ 2555

หลังจากที่ได้มีการประชุมลับทั้งนอกและในประเทศแถวใกล้ๆนครปฐมแล้ว เหล่าเผด็จการก็คิดแผนกันว่ามีทางเลือกในการล้มรัฐบาลนี้กันอย่างไร และควรทำอะไรกันต่อไป

แม้ว่าจะไม่มีใครเอาข้อมูลมาเปิดเผยแต่ก็คงเดากันได้ไม่ยาก เพราะที่หวังว่าการใช้น้ำท่วมกรุงเทพฯโดยมีการรื้อพนังกั้นน้ำ การไม่ทำการขุดลอก คู คลอง การออกสื่อหลอกรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้ผล และกลับเป็นว่าประชาชนยังคงให้ความไว้วางใจให้รัฐบาลทำงานต่อไป

ทีนี้ปัญหาก็จะเกิดเนื่องจากมีโพลเปรียบเทียบผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าประชาชนเห็นว่า ดีกว่ารัฐบาลก่อนที่ทำงานมาถึงสามปีเสียอีก

นี่คือสิ่งที่ฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปเริ่มไม่อาจจะปล่อยรัฐบาลให้ลอยนวลได้ต่อไป เมื่อคิดว่าจะทำน้ำท่วมอีกรอบ รัฐบาลก็รู้ทันสั่งให้รายงานปริมาณน้ำทุกสัปดาห์ เข้าทำการขุดลอกคลองแทน กทม.

และที่สำคัญธุรกิจของกลุ่มทุนนิยมผูกขาดก็พลอยเสียหายไปด้วยจนมีคำสั่งระงับแผนน้ำท่วมซ้ำสองไปแล้ว

สิ่งที่ฝ่ายเผด็จการกลัวมากกว่าอย่างอื่นคือ ความรู้ทางการเมืองของประชาชนที่กระจายกว้างขวางขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะยิ่งปล่อยเวลามากไป คนยิ่งรู้เรื่องที่มาที่ไปของกฎหมาย มาตรา 112 มากยิ่งขึ้น รู้ว่าการเมืองไทยเป็นเผด็จการได้อย่างไร

ความคิดที่ว่าสังคมไทยมีความสุข ความสามัคคีนั้นเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อให้หลงมึนงงกับการกดขี่ ขูดรีดของเหล่าเผด็จการเท่านั้น


ยิ่งความรู้ของประชาชนขยายตัวไปยังกลุ่มต่างๆมากขึ้น กว้างขวางขึ้น การเปิดโปงความลับต่างๆมีมากขึ้น การส่งต่อข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งหลายนี้คือสิ่งที่ผู้ปกครองไม่อาจจะทนได้

ยิ่งไปกว่านั้น หากปล่อยเนิ่นนานไปหากกฎหมายทหารมีการแก้ไข ทหารก็จะกลายเป็นของฝ่ายประชาธิปไตย การแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นเครื่องมือในการรวบอำนาจไว้ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ทหารเองก็กลับจะเป็นอันตรายต่อระบอบเผด็จการเสียอีก

ไม่ต่างจากสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ทหารมีส่วนนำในการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ตามมาคือข้าราชการอื่นๆที่เคยปกครองได้ก็จะพากันตีตัวออกห่างตามทหารไป เนื่องจากอำนาจทหารที่จะคอยป้องกัน หากมีเหตุผิดพลาดนั้นได้กลับกลายเป็นอื่นไปเสียแล้ว

สิ่งที่อาจสยบทหารได้ทันที ก็คือการออกกฎหมายประกาศให้การยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารปี 49 เป็นโมฆะเช่นที่นิติราษฎร์เสนอไว้ ทำให้เกิดความคิดว่าในอนาคตแม้ว่าจะยึดอำนาจจนมีเงินมีทองไปซื้อบ้านในอังกฤษได้ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดพ้นความผิดไปได้ในภายหลัง เมื่อกลับเป็นประชาธิปไตยแล้ว และอายุความก็น่าจะเป็น 20 ปี เพราะเป็นเรื่องกบฏ เชื่อได้อย่างไรว่าระบอบทหารจะยังคงทนอยู่ได้ตลอดระยะเวลายี่สิบปีนั้น เป็นต้น

สำหรับเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการคือ ตุลาการภิวัฒน์ กับการยึดอำนาจโดยทหาร สนับสนุนโดยสื่อและกลุ่มนักวิชาการผู้รับใช้เผด็จการเพื่อสร้างความชอบธรรม

เมื่อหันมาดูการยุบพรรคโดยตุลาการภิวัฒน์เพื่อดึงบางส่วนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาเข้ากับฝ่ายเผด็จการซึ่งก็มีร่องรอยให้น่าคิดอยู่มาก ทั้งเรื่องการไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนิติราษฎร์ ทั้งๆที่เป็นความเห็นทางวิชาการ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองไหนต้องมาแสดงความเห็นเช่นนั้น

ที่สำคัญคือพฤติกรรมหลายประการเช่นการ ขู่ปิดเว็บไซต์ ด้วยกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นการข่มขู่ และเหมารวมอย่างกว้างขวางเหมือนกับรับงานพิเศษมาทำเพื่อกดดันไม่ให้ฝ่ายประชาธิปไตยเคลื่อนไหวในทางวิชาการมากเกินไป

สิ่งน่าสังเกตอื่นๆเช่น ความล่าช้าของคดี 91 ศพ คดียาเสพติดของบางพรรคการเมืองที่สุดท้ายน่าจะไม่ถึงตัวใหญ่ รวมถึงใช้วาทกรรม “การล้มเจ้า” ซึ่งแม้แต่คนที่มาพูดยังไม่รู้เลยว่า นิยามของการล้มเจ้าคืออะไร ระบอบประชาธิปไตยกับราชาธิปไตยต่างกันอย่างไร เป็นต้น

ล้วนแต่ใช้คำประดิษฐ์ที่แม้แต่คนพูดก็ยังไม่รู้ความหมายได้แต่จำคำพูดของผู้นำตนมาพูดต่อเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มนักการเมืองหรือแกนนำเสื้อแดงบางกลุ่มที่มีทีท่าจะแยกตัวจากคนกลุ่มใหญ่ของประเทศนี้ ก็ต้องคิดหนักเพราะการทรยศเช่นกรณีงูเห่าในพรรคที่เคยเกิดมานั้นเมื่อพบการเลือกตั้งอีกครั้ง ก็มีความชัดเจนว่าประชาชนไม่ยอมให้อภัย มีการลงโทษกันอย่างสาสม ยกเว้นการใช้อำนาจโกงการเลือกตั้งมาเท่านั้น กระนั้นก็ยังเหลือต่ำสิบ บางส่วนยังขอกลับมาพรรคเดิมของตนหลังจากทรยศไปเป็นเวลานาน
นักการเมืองและแกนนำเหล่านี้จึงไม่น่าจะมั่นใจในอนาคตทางการเมืองของตน ทางออกที่พอทำได้คือการพยายามแยกรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยให้ออกห่างจากประชาชนให้ได้ด้วยกลเม็ดต่างๆ เช่นการแสดงภาพยอมสยบต่อฝ่ายเผด็จการในรูปแบบต่างๆทั้งวาจาและการกระทำโดยหวังกันว่าฝ่ายเผด็จการจะเอ็นดูตนเหมือนสุนัขที่เก็บมาเลี้ยง

แต่แท้จริงแล้วผลจะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบได้ แต่ถ้าหากจะถามฝ่ายเผด็จการว่าจะไว้ใจคนเหล่านี้ได้หรือไม่ ก็น่าจะไม่สนิทใจนักเพราะเมื่อมีผลประโยชน์คนเหล่านี้พร้อมที่จะทรยศได้ตลอดเวลา ในขณะที่ประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้นทุกขณะ ต่างประเทศสนับสนุนประชาชนคนไทยมากขึ้นทุกขณะเช่นนี้

ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลในหน่วยทหารเช่นเดิมคงไม่ใช่ของง่ายอีกต่อไปแล้ว

ปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับกลุ่มเผด็จการนี้คือ หน้ากากนักบุญผู้ดีมีคุณธรรมของพวกตนถูกกระชากออกมาจนหมดสิ้น กับคำพูดที่ใช้ใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้ามโดยเฉพาะนักการเมือง เช่น การเป็นนักเลือกตั้งหรือซื้อเสียง การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็พบแต่พรรคการเมืองฝ่ายเผด็จการเท่านั้นที่ทำกันออกหน้าออกตาโดยมีกรรมการเป็นพวกด้วย

หรือการด่าว่าดร.ทักษิณฯว่าเป็นทุนสามานย์ ทุจริต คอรัปชั่น ก็พบว่าหลายปีที่ผ่านมาและย้อนกลับไปถึงสมัยรัฐบาลพรรคเดียวกันของฝ่ายแมลงสาบ ก็ไม่ได้มีการเหนียมอายในการทุจริตกันตั้งแต่วันแรกที่ทำงานจนวันสุดท้ายทิ้งทวนงบประมาณ

พอเปลี่ยนมาเป็นการปกครองโดย คมช. เมื่อมีคนถามถึงการใช้เงิน ก็มีคำตอบสวนออกมาว่า ทหารเป็นวีรบุรุษเรื่องเงินไม่ต้องมาตรวจสอบกัน หรือทำงานเพื่อบ้านเมืองไม่ต้องมาถามเรื่องทุจริตเป็นต้นโดยเงินก็หายไปเรื่อยๆ

ที่ร้ายไปกว่านั้นคือพบว่าเครือข่ายที่สนับสนุนเหล่าแมลงสาบล้วนเป็นทุนสามานย์ผูกขาดตัวจริงที่ทำนาบนหลังคนไทยมานานแสนนาน เป็นต้น

เหตุของความยากจน การไร้การศึกษา และถูกหลอกลวงให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ไม่คิดที่จะขวนขวายมีชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงปัญหาทางสังคมต่างๆเช่น ยาเสพติด ของเถื่อน มาเฟีย การเรียกค่าคุ้มครอง การส่งส่วยที่ทำให้ทุกอย่างแพงอย่างไม่ควรจะเป็น

ในขณะที่ทุนสามานย์ตัวจริงล้วนอิ่มหมี พีมัน และคำใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนั้นแท้จริงก็คือสิ่งที่พวกตนคิดและกระทำอยู่ในขณะนั้นนั่นเอง แต่มาโยนความชั่วของตนเบี่ยงเบนไปที่ฝ่ายการเมืองฝั่งตรงกันข้าม

จนในที่สุดเมื่อการเปิดเผยความจริงชักจะลามมากเกินไป การสั่งฆ่าจึงเกิดขึ้น เช่นการระบุเขตการใช้กระสุนจริง การใช้อาวุธสงคราม การเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างใกล้เคียง โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ล้วนระบุตรงกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทหารที่ควบคุมพื้นที่ไว้แล้วทั้งสิ้น

แต่เนื่องจากอำนาจของฝ่ายเผด็จการนั้นแผ่รังสีอำมหิตครอบคลุมประเทศชาติไว้ ความจริงเหล่านี้จึงได้แต่รอคอยการเปิดเผยอย่างหมดเปลือกในอนาคต

คดีความต่างๆก็ดูเหมือนจะมีการจัดฉากให้ไม่สามารถหาคนมารับผิดชอบได้ มีแต่การเล่นละครให้ดูขึงขังไปเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังคงพูดกันต่อไป กระซิบ กระซาบกันต่อไป

การใช้กฎหมายมาตรา 112 เพื่อปิดปากและเก็บกวาดประชาชนก็ยังมีอยู่ต่อไปโดยระบบราชการเผด็จการที่ยังคงทำงานไม่หยุดยั้ง ด้วยการสมรู้ ร่วมคิดจากฝ่ายการเมืองของรัฐบาลบางส่วน รวมถึงท่าทีการยอมสยบต่ออำนาจเผด็จการของรัฐบาลที่คงเป็นการเล่นละครน้ำเน่าด้วยหวังว่าจะได้รับความเอ็นดูดังกล่าวแล้ว

แต่ทว่ายิ่งรัฐบาลอยู่นานเท่าไร ความจริงต่างๆก็ยังขยายตัวกันต่อๆไปในหมู่ประชาชน หากช้าเกินไปการปกปิด การตัดปัญหาต่างๆจะทำได้ยากขึ้นทุกขณะ จนอาจมีผลต่อการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้ในที่สุด และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ ดร.ทักษิณฯ ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ว่าจะทรยศถอนตัวออกมา ทั้งหมดก็ต้องถูกกำจัดให้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป เช่นคดีใบแดงและการตามด้วยยุบพรรคบางพรรคในขณะนี้จึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

สรุปแล้วการยึดอำนาจดูจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำได้ และต้องรีบลงมือก่อนที่จะมีการแก้กฎหมายทหารจากรัฐสภา แต่ปัญหาก็คือ จะมีทหารสักเท่าไรที่จะออกมาฆ่าประชาชนได้สนุกมือเหมือนครั้งที่ผ่านมา

เงื่อนไขสำคัญในครั้งนี้ก็คือ การได้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีสิทธิที่จะต่อต้านการรัฐประหารด้วยการประกาศรัฐบาลพลัดถิ่น แม้ว่าทางตระกูลชินวัตรอาจจะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม

เพราะรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นใครก็จัดตั้งได้อยู่ที่การรับรองของต่างประเทศ ซึ่งหากว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตรยังอยู่ในต่างประเทศ ไม่หลงกลเดินทางกลับไทยโดยเงื่อนไขทางการเมืองไม่เปลี่ยนก่อนแล้ว

การหาประเทศสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นไม่ยาก และ ดร.ทักษิณฯอาจประกาศแทนก็ได้ หรือหากทำไมได้ด้วยเหตุใดก็ตาม นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก็คงจะฉวยโอกาสประกาศรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ดี เพราะจะเป็นเงื่อนไขเดียวทางการเมืองที่เป็นไปได้ในขณะนั้น และก็คงจะไม่มีใครยอมฟังเสียงโทรศัพท์ลึกลับอีกต่อไป

ส่วนการรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นแทบไม่มีปัญหาผู้รับรองและน่าจะมาจากกลุ่มสหภาพยุโรปทั้งหมด จีน อาเซียน อินเดีย อาจมีรัสเซีย บางประเทศในอัฟริกาและอเมริกาใต้ กลุ่มตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด และแม้แต่สหรัฐฯที่จะเข้าข้างผู้ชนะเสมอ รวมประชากรแล้วน่าจะเกิน 2 ใน 3 ของโลก

เมื่อมีรัฐบาลพลัดถิ่นถูกต้องตามกฎหมายการต่อสู้กันก็จะใช้เวลาไม่มากนักคงยุติลง แต่จะยุติแบบใดนั้นอนาคตคงคาดเดาได้ยาก แต่จากสถิติพบว่าฝ่ายประชาชนนั้นชนะเสมอ แต่จะชนะมากหรือน้อยอยู่ที่ความเข้าใจทางการเมืองของประชาชนเองและแกนนำในขณะนั้นว่า เป็นใครและรู้สำนึกหรือไม่ว่า การยอมอ่อนข้อให้เผด็จการนั้น รังก็แต่นำความเดือดร้อนเข้าใส่ตัวโดยใช่เหตุเท่านั้นเอง

จำเป็นต้องกวาดล้างให้สิ้นซากเช่นเดียวกับที่เขาทำกับเราเช่นกัน

ทว่าการจะให้ทหารออกมายึดอำนาจได้จะต้องมีคำขวัญดีๆสักชุดมาล้างสมองประชาชน ซึ่งในเวลานี้จะใส่ร้ายในเรื่องการบริหาร การทำงานของรัฐบาลก็ไม่อาจมีใครมาต่อว่าได้เพราะผลโพลก็บอกว่าทำงานดีกว่ารัฐบาลก่อนมาก เรื่องทุจริตก็ไม่มี

คงมีแต่เรื่องสถาบัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นที่สนใจของต่างประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบเดียวกับไทย แต่เรื่องนี้ฝ่ายเผด็จการซ่อนรูปกลับจะต้องการใช้ประเด็นนี้เพราะส่วนมากจะเป็นนักวางแผนรุ่นโบราณ ถนัดแต่การสั่ง การบังคับและการใช้กำลัง จุดอ่อนจึงจะเกิดจากจุดนี้

โดยครั้งนี้การสนับสนุนจากประชาชน การจัดหน้าม้าไปเสียบดอกไม้ในปากกระบอกปืนอีกครั้งคงไม่มีหรือมีก็ไม่มีใครเชื่ออีกต่อไป ฝ่ายเผด็จการจะคิดเหมือนๆกับที่เป็นข่าวรายวันคือ ทุกเรื่องเกิดจาก ดร.ทักษิณฯ เมื่อมองในมุมกลับ ดร.ทักษิณฯคือตัวอันตราย ไม่ต่างจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ การกำจัดจึงเป็นเรื่องจำเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความคิดแบบโบราณนี้ มุ่งทำลายแต่บุคคล ละเลยเรื่องโครงสร้าง ไม่นานนักก็จะกลายเป็นจุดอ่อนและพ่ายแพ้ไปเองในที่สุด

จากการประมวลเรื่องราวตามที่ได้ยกมาให้เห็นนี้ ก็คงเข้าใจกันได้อย่างดีแล้วว่า การที่มีการพยายามยกประเด็น มาตรา 112 มาพูดกันในทำนองว่าจะเป็นการล้มสถาบัน ซึ่งไม่ได้เป็นความจริงเลย ซ้ำจะเป็นการช่วยสถาบันจากการถูกแอบอ้างทางการเมืองด้วยซ้ำ

แต่ทำไมจึงพูดกันซ้ำซาก ไม่ยอมฟังเหตุผลและไม่มีเหตุผลมาแก้ได้ในทางกฎหมายมหาชนเลย ไม่ว่าจะเป็นมือกฎหมายของฝ่ายอำมาตย์คนไหนก็ตาม แต่พร่ำพูดแต่คำว่า ไม่บังควร

ซึ่งก็นิยามไม่ได้อีกว่า ไม่บังควรหมายถึงอะไร เพราะหากจะว่าไม่บังควรเพราะห้ามแก้ ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่ากฎหมายนี้ถูกแก้โดยคณะปฏิรูปฯซึ่งคือเผด็จการ ทำไมไม่ไปว่าที่ตรงนั้น

การแก้กลับไปไม่มีโทษขั้นต่ำซึ่งเหมือนกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชทำไมจึงทำไม่ได้ เป็นต้น

ส่วนที่บอกว่าจะทำให้คนวิจารณ์ได้นั้นเป็นการพูดไปโดยไม่อ่านข้อมูลว่า เป็นคนละประเด็นเพราะยังคงมีความผิดตามกฎหมายและถูกจับได้เช่นเดิมเพียงแต่ไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ก็เท่านั้นเอง

ส่วนการวิจารณ์ในเรื่องโครงการพระราชดำรินั้น เมื่อเป็นภาษีประชาชนทั้งสิ้น ไม่ใช่ราชทรัพย์ส่วนพระองค์ (ในอังกฤษมูลนิธิฯของราชวงศ์แม้เป็นราชทรัพย์ส่วนพระองค์ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ามีเจตนาทางการเมือง)ก็ต้องวิจารณ์ได้ หยุดได้ เลิกได้โดยมีฝ่ายการเมืองรับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์ ที่เราเรียกว่าผู้รับสนองฯ ซึ่งจะถูกวิจารณ์หรือมีความผิดแทนพระมหากษัตริย์ทำให้สถาบันไม่ต้องแปดเปื้อนทางการเมือง หรือมีอิทธิพลทางการเมืองในทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งเป็นข้อห้ามในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก

ยกเว้นประเทศไทยกลับโดนมาตรา 112 แค่เพียงสงสัยหรือตั้งคำถามเท่านั้น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ

สาระสำคัญคือฝ่ายเสื้อหลากสีหรือเหลืองแปลงร่างซึ่งได้แสดงถึงแสนยานุภาพในการต่อต้านคณะนิติราษฎร์ไปแล้ว โดยมีผู้ถือป้ายทั้งสิ้น 4 คน และการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าฯที่มืดฟ้ามัวดิน ไม่ต่ำกว่า 10 คนแต่ไม่เกิน 200 คนเพราะฝนจะตก ทำให้คำว่าล้มเจ้าหมดความขลังลงไปอย่างมาก

เหมือนตอนพยายามจะบอกว่าใครรักสถาบันให้ไปเลือกพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายสถาบัน ซึ่งเป็นการดึงสถาบันมาแปดเปื้อนอีกครั้ง โดยทหารใหญ่ และสว.ลากตั้ง

แล้วผลก็ออกมาอย่างที่เห็น ทั้งๆที่โกงคะแนนกันอย่างจะๆแล้วก็ตาม ภาพยนตร์ของคนที่อ้างสถาบันว่าอยู่ฝ่ายตนขาดทุนย่อยยับ ไม่มีคนดูเรื่องแล้วเรื่องเล่า ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า มวลชนที่จะมาเห็นด้วยการการต่อต้านนิติราษฎร์ที่คาดว่า จะเป็นคนไทยทั่วประเทศนั้นมีแค่นี้จริงๆ

หนทางที่จะจบปัญหาด้วยการลงประชามติต่างๆ ฝ่ายแมลงสาบเองนั่นแหละจะเป็นผู้คัดค้าน และในที่สุด การพยายามโยงมาตรา 112 ว่านิติราษฎร์กับคนเสื้อแดงและรัฐบาลเป็นพวกเดียวกันก็ออกมา ไม่ใช่เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อเพราะคนไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่เพื่อให้ทหารที่มีกำลังในการยึดอำนาจเชื่อจะได้ลงมือทำแทนพวกตน ส่วนผลที่ตามมาต่อพวกทหารหลังรัฐประหารแล้วอยู่ไมได้พวกตนไม่เกี่ยว ขอให้ได้อำนาจหรือรักษาอำนาจไว้ให้ได้ก่อน

ความจริงแล้วฝ่ายเผด็จการในทุกประเทศสามารถรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนไว้ได้ถ้าไม่โลภเกินไป ยอมผ่อนปรนให้กับประชาชน เลิกการลงมือสังหาร เลิกการใช้กำลังทหาร เลิกการใช้อำนาจทางการเมืองแบบผิดๆ ปล่อยประชาธิปไตยเดินหน้าไป

แต่น่าแปลกแท้ๆ ทรราชเผด็จการทุกแห่งล้วนลงเอยด้วยเส้นทางเดียวกันหมด ในประเทศไทยก็คงเดินตามรอยเดิม โดยจะเริ่มต้นด้วยการใช้มาตรา 112 เป็นข้ออ้างอย่างบ้าคลั่งกระตุ้นให้เกิดการรัฐประหาร

จากนั้นก็ปิดฉากจบละครโรงนี้เสียที
****************

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ถาม "ประยุทธ์-ยุทธศักดิ์-เฉลิม" มีสิทธิ์อะไรมาปรามความเห็นประชาชน


8 กุมภาพันธ์ 2555

ที่มา มติชนออนไลน์

ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตลอดจน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปรามให้ผู้รณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยุติการเคลื่อนไหว

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

"ถ้านี่เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์ มารยาทการเมืองแบบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี จะต้องไล่ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งทันที


"ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รองนายกฯ และ ผบ.ทบ.) คุณไม่มีสิทธิ์ มา ′ปราม′ ไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง

"นี่เป็นการ ′เสียมารยาท′ ′เสียบรรทัดฐาน′ เป็นการแสดงความไม่มีความรู้พื้นฐานของความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยเลย

"การแสดงความเห็นจะแก้หรือจะเลิกกฎหมายฉบับใด เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นพลเมือง ที่ละเมิดไม่ได้ครับ"


/////


"พูดจริงๆ บางทีอ่านข่าวประเภทยุทธศักดิ์ หรือเฉลิม เรื่อง 112 แล้ว รู้สึกว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเสียงที่เลือกเปล่าๆ (ขอคืนได้ไหมฟะ?)

"คือ คุณไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเรื่อง 112 ก็พูดว่า ′ไม่เห็นด้วย เราไม่ยกมือให้′ อะไรแบบนั้น ก็พอ

"คุณมีสิทธิอะไรมาปราม ทำอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คนอื่น

"ถามจริงๆ"

//////////


"คุณยิ่งลักษณ์ครับ

"รัฐมนตรีของคุณ กำลังละเมิดหลักการปกครองประชาธิปไตย ละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิมนุษยชน

"พวกคุณไม่ใช่เจ้าของประเทศคนเดียว ไม่ใช่เจ้านายเหนือหัวของราษฎร

"มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวปราม-ขู่การใช้สิทธิ์เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงกฎหมายของราษฎรครับ?

"มันชักจะมากไปแล้วนะครับ"

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 07, 2012

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ความรักทำให้คนใจบอด


เรารักคุณแม้คุณจะไล่เรา-สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก นอกจากพลังของความเกลียดชังที่ส่งให้กับฝ่ายที่เห็นต่าง วันนี้คุณส่งความรักให้กับคนที่มีทัศนะนโยบายทางการเมืองต่างกับคุณแล้วหรือยัง?

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า

คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงห่างหายไปนาน กลับมารายงานความเคลื่อนไหวเช่นเคย หากท่านมีกิจกรรมงานใดๆแจ้งข่าวมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.com

ศุกร์ 10 กุมภาพันธ์:ธรรมศาสตร์ตายแล้ว?

ขอเชิญนักศึกษาธรรมศาสตร์เข้าร่วมงานปาฐกถาและเสวนาวิชาการหัวข้อ "เมื่อเสรีภาพถูกตั้งคำถาม" วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ห้อง SC1058 เวลา 16.30 - 20.00 น.

เสาร์ 11 กุมภาพันธ์ เสวนา สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย หาทุนสนับสนุนแก้ไข 112
รับชมถ่ายทอดสดได้ทางเว็บไซต์ธรรมศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย http://www.tudemoc.com/tudemoc/index.php


เสาร์ 11 กุมภาฯ ลูกชายผู้สืบปณิธานอดข้าว112ชั่วโมงร้องขอประกันพ่อสมยศ


นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นบุตรชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งถูกจำคุกเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ตัดสินใจอดข้าว เพื่อประท้วงให้บิดาให้ได้รับสิทธิในการประกันตัว

ปณิธาน ยอมรับว่าวิธีการอดอาหารเพื่อประท้วงให้พ่อให้ได้รับสิทธิในการประกันตัวเป็นเวลา 112 ชั่วโมง บริเวณศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 16.00น. นั้น หลายฝ่ายมีความเป็นห่วง แต่โดยส่วนตัวแล้วได้ศึกษาวิธีการประท้วงในลักษณะนี้มาบ้างแล้ว แม้จะมีผลเสียต่อสุขภาพก็ตาม แต่ไม่ได้รุนแรงนัก และเป็นเรื่องที่วางแผนและคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แม้คุณพ่อจะไม่เห็นด้วย

ซึ่งการประกาศอดอาหารเพื่อแสดงให้เห็นว่า สิทธิการประกันตัวพ่อมีความสำคัญกว่าร่างกาย ถ้าพ่อไม่ได้รับการประกันตัว ก็จะเคลื่อนไหวต่อไป โดยตามกระบวนการแล้วทุกคนต้องได้รับการพิสูจน์ก่อน และยังถือว่าไม่ได้กระทำความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นพ่อควรได้รับการประกันตัว

12 กุมภาพันธ์ เสวนากับครก.112
งานเสวนา ครก 112 วันอาทิตย์นี้ มี บก.ลายจุด, ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ และวาด รวี ร่วมพูดคุย ที่ห้องประชุม 14 ตุลา (ตึกหลังอนุสาวรีย์ 14 ตุลา) บ่ายสามเป็นต้นไป


12 กุมภาวาเลนไทน์สีแดงที่อเมริกา

ขอเชิญร่วมงาน หรรษา วัน วาเลนไทม์ ณ ร้าน Super Bowl Thai 1105 N.Mountain Ave. Ontario,Ca.
91762 (909) 395-0480

งานนี้ สำหรับคนที่รักในระบอบประชาธิปไตย และ คนที่มีหัวใจสีแดง และเสื้อแดง ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้สนุกสนานจากการร่วมร้อง คาราโอเกะ จาก แป๋ง คาราโอเกะแล้ว ยังจะได้ร่วมให้กำลังใจ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของหลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ รูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม นิติราษฎร์ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่นำโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และให้กำลังใจ จตุพร พรหมพันธุ์ และยังจะได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ที่อำเภอ กมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ในเดือน มีนาคม 2555 นี้ อีกด้วย

อย่าลืม เจอกันให้ได้ สนุกด้วยกัน บริจาคด้วยกัน อาหารเครื่องดื่ม ฟรี ( พี่น้องที่มีใจอยากร่วมจอย อาหาร และเครื่องดื่ม กับเรา จัดเต็ม ๆ ไม่ต้องยั้ง) พบกัน วัน อาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

งานเริ่ม เวลา 4.00pm. ถึง 12.00 pm.ตามเวลาแอลเอ ติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ คุณ นิดหน่อย (619) 549-2515 คุณ ชูชาติ (619) 717-7402 คุณติ๊ก 760-217-1554 คุณเบญ 310-706-7023 คุณสนั่น 323-286-8722 คุณเอิน 714-585-5050

14 กุมภาวาเลนไทน์กับกิจกรรมจำเลยรัก

อภยยาตรา ครั้งที่2 "จำเลยรัก" fearlessness walk #2 "Defendant of love"

ขอเชิญชวนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆแต่งชุดดำ ร่วมเดินอภยยาตรา ครั้งที่ 2 "จำเลยรัก"

จาก หมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บริเวณลานปรีดี

เดินอย่่างสันติและปราศจากเสียง (peaceful and silent protest) เพื่อไว้อาลัยให้กับความยุติธรรม เสรีภาพและความเป็นมนุษย์ที่กำลังตายจากไปจากสังคมไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีคำขวัญว่า"เสรีภาพทุกตารางนิ้ว"

ร่วมแสดงพลังเงียบเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า "เราไม่กลัว" และเราจะสู้เพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อคัดค้านการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นของคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยอย่ากลัวคนที่คิดต่าง อย่ากลัวคนที่จะไม่รัก แต่จงรักในเสรีภาพและความจริง เนื่องในวันแห่งความรัก

สิ่งที่ต้องเตรียมมา

1. สวมชุดดำ
2. ป้ายหลากหลายขนาดที่เขียนข้อความประท้วง รณรงค์ ให้ความรู้เรื่องนักโทษการเมืองและม.112 และคัดค้านมติของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. ใจที่ไม่ยอมรับความอยุติธรรม
4. ดอกไม้เพื่อร่วมวางที่ลานปรีดี

*(ลงชื่อในแถลงการณ์เพื่อคัดค้านมติของผู้บริหาร มธ. ได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=327864927258029)


16 กุมภา ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแบบไหนให้เข้าท่า
กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP) ขอเชิญนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่สนใจทุกท่าน ร่วมเสวนาในหัวข้อ "เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?"

โดยคร่าว ๆ เสวนาครั้งนี้จะว่าด้วยประวัติความเป็นมาของงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์, จุดประสงค์ที่แท้จริงและอุดมการณ์ของงานฟุตบอลประเพณี, และการตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมในการจัดงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ในปีนี้และปีต่อ ๆไป โดยมีวิทยากร ดังต่อไปนี้

1. นายดิน บัวแดง กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP)
2. นายกิตติพัฒน์ มณีใหญ่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. นายรักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4. นายปราบ เลาหะโรจนพันธ์ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)

ดำเนินรายการโดย นางสาวมานา ชุณห์สุทธิวัฒน์ กลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP)

เนื่องจากกลุ่มผู้จัดต้องการให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม จึงกำหนดให้วิทยากรแต่ละท่านนำเสนอเพียงท่านละ 15 นาทีเท่านั้น และแม้กลุ่มผู้จัดจะมีจุดยืนชัดเจน (เราไม่เคยคิดว่าเรา "เป็นกลาง") แต่กลุ่มผู้จัดก็หวังว่าการเสวนาครั้งนี้จะได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายจากผู้ฟัง ทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับงานฟุตบอลประเพณี, ผู้ต้องการให้มีการปฏิรูป, ผู้ต้องการให้ยกเลิก ฯลฯ กลุ่มผู้จัดเชื่อว่า ความรู้และสติปัญญานั้นจะเกิดขึ้นได้จากการถกเถียงแลกเปลี่ยน และความหลากหลายทางความคิดคือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย

นอกจากการเสวนาแล้ว เนื่องจากกลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP) เป็นส่วนหนึ่งของ "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" หรือ "ครก. 112" ทางกลุ่มจึงจะเปิดรับเอกสาร "ข.ก. 1 แก้ไขเพิ่มเติมม. 112" บริเวณหน้างานด้วย ทั้งนี้ ขอให้ผู้สนใจร่วมลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามแนวทางของนิติราษฎร์และครก. 112 เตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านมาให้พร้อมด้วย (รายละเอียดข้อเสนอนิติราษฎร์อย่างย่อ ดู http://www.siamintelligence.com/nitirassadorn-infographic-weera/, รายละเอียดของครก. 112 และเอกสาร ดู http://www.ccaa112.org/web/)

งานเสวนาครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้รับ ฟรี! หนังสือ "คู่มือล้มรัฐประหาร ของคณะนิติราษฎร์", เอกสาร "แก้มาตรา 112" ของครก. 112, หนังสือ "ก้าวไม่พ้น 19" และจดหมายข่าว CCP เดือนกุมภาพันธ์ 2555

ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดของกลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน (CCP) ได้ที่ http://www.facebook.com/ChulalongkornCommunityforthePeople

"มหาวิทยาลัยในขณะนี้ไม่มีทางมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่คนจำนวนน้อยในแวดวงมหาวิทยาลัยมีทางร่วมพัฒนาประชาธิปไตย หากแต่ละคนสามารถปลุกจิตสำนึกให้ยอมรับความจริง ยิ่งกว่ายอมรับสิ่งที่สังคมยอมรับกันอยู่ขณะนี้ และกล้าตีแหวกความกึ่งดิบกึ่งดีไปสู่ความเป็นเลิศ" ส. ศิวรักษ์

18 กุมภาฯครก.112สัญจรราชบุรี วิพากษ์ ...ข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์

กลุ่ม คนเสื้อแดงราชบุรี คนเสื้อแดงบ้านโป่ง และเครือข่ายคนเสื้อแดงตะวันตก ร่วมกับ ครก.112ขอเรียนเชิญ ประชาชนผู้สนใจทุกท่าน ร่วมเสวนาในหัวข้อ "วิพากษ์ ...ข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์"

เพื่อเป็นการ ศึกษา ถึง ข้อเท็จจริง เหตุผล ความจำเป็น ผลดี ผลเสีย และตอบคำถามข้อโต้แย้ง เรื่องข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ ต่อกรณี การแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 และ ข้อเสนอเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร บนพื้นฐานของวิชาการและปัญญาร่วมกัน

วิทยากรผู้ร่วมเสวนาได้แก่

ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ดร.พวงทอง ภวัคพันธุ์
วาด รวี และวัฒน์ วรรลยางกูร

วัน เสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00น ถึง 17.00น.สถานที่ ห้องประชุม โรงแรมนำไทย ถนน แสงชูโต อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
รายละเอียดสอบถาม 081-890-7921 และ 084-342-3386

25 กุมภาพันธ์ นปช.คอนเสิร์ตโบนันซ่า เขาใหญ่

นปช.จะจัดงานระดมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 25 ก.พ. ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเลื่อนจากเดิมที่จัดวันที่ 19 ก.พ. โดยตั้งเป้าจะระดม นปช.ให้ได้มากกว่าทุกครั้ง

แต่ก่อนจะถึงวันงานแกนนำทั้งหมดจะมาประชุมกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยคือ เสนอแก้เพียงมาตรา 291 ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งนี้แกนนำคนเสื้อแดง และคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาลจะเดินสายพบปะประชาชนทั้งประเทศทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุมของรัฐบาล

“เราจะเดินทัพกันเหมือนเดิม เพื่อสร้างความเข้าใจ ทำให้คนเสื้อแดงแข็งแกร่งตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเสื้อแดงแข็งแรง ประชาธิปไตยก็จะแข็งแรง สำหรับเรื่องข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้น ก็ถือเป็นเรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถ้าเห็นว่าสิ่งใดทำแล้วไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้ ขอบอกทหารว่าอย่าเอาเรื่องนี้ผูกโยงมาเป็นเหตุในการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย หรือคว่ำรัฐบาล สำหรับผมวันนี้ไม่มีตำแหน่ง ก็ไม่มีปัญหา เพราะผ่านอะไรมามากมาย ติดคุกก็ติดมาแล้ว ถ้าสุดท้ายต้องหลุดจาก ส.ส. ก็กลับไปเป็นประชาชนธรรมดา” นายจตุพรกล่าว

เส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ
โครงการเส้นทางสีแดง ปั่นจักรยานจากไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ของเพื่อนบ้าน ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/profile.php?id=100001524930164

โพลล์ไทยอีนิวส์: หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด?


ไทยอีนิืวส์ได้จัดทำแบบสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด? มีผู้ตอบแบบสำรวจ4,066ราย ผลสำรวจพบว่ามากกว่า 63.4% ตอบว่าจะเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพียง 29.5% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เราเคยสำรวจมา

อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนหนึ่งที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยหันกลับมาสนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์ ก็ยังยินดีจะเลือกผู้สมัครพรรคเพื่อไทยตามเดิม
.....
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ฯพณฯณัฐวุฒิ-ส.ส.จตุพรฟันธงโชะไม่แก้112 เสื้อแดงขอนแก่นก่อหวอดคราวหน้าอย่าเลือกเพื่อไทย

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 06, 2012

ก็ดูซะนะนิติราษฎร์เสนออะไร? อย่ามักง่ายด่าล้มเจ้า



มติชนออนไลน์:"คำ ผกา" ชี้กลุ่ม "ต้านนิติราษฎร์" ใช้มุขเก่า ไล่คนออกจากบ้าน-ดิสเครดิตปชต. สะท้อนฝ่ายขวาไม่ทำงาน

ลำปางหนาวมากบิณฑ์ดอดจับมือเสื้อแดง


ขอคืนดี?
ที่ลำปางพี่น้องแดงน่ารักมากครับ
-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โพสต์ลงในเฟซบุ๊ค Bin Banloerit เป็นภาพเขากำลังจัีบมือทักทายคนเสื้อแดง ระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางหา้เสียงนายกฯอบจ.ที่ลำปาง ส่วนบิณฑ์เดินทางไปลำปางแจกของบรรเทาทุกข์กับมูลนิธิร่วมกตัญญู

หลังจากก่อนหน้านี้บิณฑ์โดนกระแสคนเสื้อแดงบอยคอตหนังปัญญาเรณู2อย่างหนัก หลังจากเขาไปร่วมมือกับหมอตุลย์ชุมนุมคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ และใช้วาจาพาเจ๊งว่า"ใครไม่ดูหนังกู ก็เรื่องของมึง"
ลำปางหนาวมาก-บิณฑ์นอนเอาแรงระหว่างรอแจกผ้าห่มที่ลำปาง

ไม่วายโม้หนังทำกำไรแล้ว

ก่อนหน้านี้มีผู้เขียนกระทู้ว่าหนังปัญญาเรณู2ทำเงินถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 12 ล้านบาืท แต่บิณฑ์เขียนแย้งในเฟซบุ๊คของเขาว่าทำได้เกือบ 20 ล้านบาทแล้ว เป็นกำไรแล้วเ้พราัะต้นทุนเพียง 18 ล้านบาท จากก่อนนี้เขาออกรายการโทรทัศน์อ้างว่าต้นทุน 120 ล้านบาท


ของจริงก็ยังเจ๊งอยู่ดี

ต่อมาช่วงค่ำวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ entertainweekly รายงาน อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 2-5 ก.พ. 2555 ว่าหนังปัญญาเรณูหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 4 ทำเงินมาเพิ่มอีก 4.3 ล้านบาท รวมยอดนับจากเข้าฉาย 17.3 ล้านบาท โดนอันดับ 1 หนังเรื่อง ATM เออรัก เออเร่อ ทิ้งขาดลอยด้วยยอดรายได้รวม 131 ล้านบาท

ขณะที่คนเสื้อแดงรายหนึ่งโพสต์ข้อความในเว็บไซต์พันทิป ห้องราชดำเนิน ในหัวข้อกระทู้ +++++ บิ ณ ฑ์ บั น ลื อ ฤ ท ธิ์ , พ ง ษ์ พั ฒ น์ ว ชิ ร บ ร ร จ ง และ ศ รั น ยู ว ง ษ์ ก ร ะ จ่ า ง +++++ โดยใช้ิชื่อล็อกอินว่า Toom McCartney ดังต่อไปนี้

ผมเป็นแดงครับ
แต่ผมสนับสนุนงานดีๆเรื่องนี้ของผู้กำกับบิณฑ์


กรณีของ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ นั้น
มาจากเรื่องที่บิณฑ์ออกมาใช้เฟสบุ๊คแสดงจุดยืนทางการเมือง
ด้วยการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ค่อนไปทางหยาบคายเลย

จนมีกระแสในโลกออนไลน์
ว่าควร "แบน" นักแสดงแบบนี้หรือเปล่า

แต่ผมคนหนึ่งละที่ไม่แบนเขา แม้ผมจะเป็นแดง
เพราะผมสนับสนุนคนจากผลงาน

ไม่ว่าจะบิณฑ์ หรือพงษ์พัฒน์ หรือศรันยู

ผมไม่ชอบพงษ์พัฒน์
ในเรื่องแนวคิดทางการเมือง
และการออกมาไล่คนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ที่อื่น

แต่ผมชอบหนังของเขาครับ

ผมว่าเขากล้าทำอะไรที่แตกต่างดีจัง

ตอนที่พงษ์พัฒน์ทำ me....myself นั้น
มีแต่คนปรามาสว่างานชิ้นแรกของเขาอาจไปไม่รอด
ค่าที่ว่าพงษ์พัฒน์มี "ภาพจำ" ของความเป็นนักร้อง มากกว่าคนในโลกเซลลูลอยด์

แต่ผมมองว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของเขาเลย

อาจเป็นเพราะ me....myself ได้มือเขียนบทที่ดีก็เป็นได้
เพราะตอนนั้นพงษ์พัฒน์ได้ คงเดช จาตุรนต์รัศมี มาเขียนให้
คงเดชเป็นอดีตนักดนตรีวง "สี่เต่าเธอ" วงอินดี้เมื่อซัก 10 ปีก่อน

แถมหนังยังได้ อนันดา กับ ฉายนันท์ ที่ผมว่าเหมาะกันมากมารับบทนำ

บทดี ,การนำเสนอดี
หนังของผู้กำกับพงษ์พัฒน์ก็เลยไม่ได้ขี้เหร่ครับ

ส่วนของศรันยู
ผมไม่ชอบทั้งเรื่องการเมือง
แถมหนังของเขาก็ทำออกมาได้ห่วยอีก

หนัง "คนโขน" ของเขามันไม่มีสไตล์ครับ
การจับประเด็น การเล่าเรื่อง การนำเสนอ มัน "อ่อน" ไปหมด
หากเทียบกับหนังที่มี "หน้าหนัง" ใกล้เคียงกันอย่าง "โหมโรง"
ผมว่าฝีมือของผู้กำกับศรันยู กับผู้กำกับอิทธิสุนทร ต่างกันราวฟ้ากับเหว

หนังของศรันยูผมเสียดายเงินเลยครับ

แต่ผมชอบหนังของผู้กำกับบิณฑ์
เพราะแค่ชื่อเรื่อง "ปัญญา เรณู"
มันก็ดึงวันเวลาตอนเด็กของผมกลับมาได้แล้ว

แถมดาราเด็กที่คัดมา
ก็ไม่ใช่ดาราดังอะไรเลย
แต่แสดงได้ดีมาก จนทำให้เรา "เชื่อ" ในตัวละครนั้นได้จริงๆ

แม้บทหนังของผู้กำกับบิณฑ์อาจไม่ได้ดีเลิศอะไรนัก
แต่เนื้อหา และ การนำเสนอ ไปจนถึงการจับประเด็นทางสังคมผมว่าดีเลยแหละ

ผมไม่สนหรอกว่าแนวคิดทางการเมืองของใครจะเป็นอย่างไร
เพราะเวลาที่ผมจ่ายเงินค่าตั๋วหนัง ผมจะดูจาก "หน้าหนัง" ว่าผมสนใจหรือเปล่า

คนในแวดวงบันเทิง
ก็เป็นอีกอาชีพที่มีหัวโขนครับ
หากถอดหัวโขนเมื่อไร เขาก็คือคนธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็นคุณพงษ์พัฒน์ ,คุณบิณฑ์ หรือ คุณศรันยู
ต่างก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกข้าง และวิพากษ์วิจารณ์ได้พอๆกับเราๆท่านๆ

ในตอนที่ "จอห์น เอฟ เคเนดี้" หาเสียงนั้น
แฟรงค์ ซินาตร้า และ กลุ่ม "แร็ท แพ็ค" ของเขา
ที่ประกอบไปด้วย ดีน มาร์ติน, ปีเตอร์ ลอฟอร์ด,
แซมมี่ เดวิส จูเนียร์ และ โจอี้ บิช็อป ต่างก็สนับสนุนเคเนดี้

พวก "แร็ท แพ็ค" ถึงขนาดเปิดโชว์เพื่อระดมทุนให้เคเนดี้
ออกตัวแรงทั้งใต้ดินด้วยการล็อบบี้คนดังในสาขาต่างๆ
ทั้งบนดินในการเดินเกมส์ เพื่อสนับสนุนแคมเปญต่างๆให้กับเคเนดี้

แต่คนอเมริกันไม่ว่าจะเป็นเดโมแครท หรือ รีพับลิกัน
ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้เอามาเป็นประเด็นในการสนับสนุน
หรือว่าไม่สนับสนุนผลงานทางด้านบันเทิงของพวก "แร็ท แพ็ค" ครับ

ซินาต้า และ พรรคพวกก็ยังมีงานที่ขายได้เสมอๆ
ตราบเท่าที่งานของพวกเขาดีพอที่จะทำให้คนจ่ายเงินเพื่อเสพ

ไม่ว่าจะคนบันเทิงสีเหลือง หรือ สีแดง
หากทำงานออกมาได้น่าสนใจ ผมยินดีจ่ายเงินค่าตั๋วให้ทั้งนั้นครับ

บิณฑ์มีสิทธิ์แสดง คห.ทางการเมือง
พอๆกับคนเสื้อแดงอย่างผมมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์อำมาตย์และแมงสาป

ขอเพียงเราอย่าไล่คนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ที่อื่นก็พอ

เพราะเราต่างก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในประเทศนี้ได้เท่าๆกัน

ทำงานดีๆออกมา
ผมก้พร้อมจะเสพงานของคุณครับ

ส่วนแนวคิดทางการเมือง
ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องหาเหตุหาผลมาถกเถียงกันต่อไปแบบสุภาพชน
ไม่ใช่หยาบคาย และ ไร้รสนิยม แบบที่บิณฑ์ใช้ในการสื่อสารความคิดออกมาแบบนั้น

ไอ้ประเภททำเก๋า
ผุกขาดความรักชาติ
ผูกขาดความจงรักภักดี
และไล่ตะเพิดคนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ต่างประเทศ
แบบนั้นปล่อยให้คนอย่าง ประยุทธ์ จันทรโอชา ผบ.ทบ.ผู้บ้าอำนาจสำรากไปคนเดียวดีกว่าครับ

น่าไอ้ให้หมอนี่ไปเป็น ผบ.ทบ.ที่เกาหลีเหนือซะจริงๆ....นี่ไง.....โดนผมไล่บ้างแล้ว

เป็นคนบันเทิง ก็ทำหน้าที่ในทางบันเทิง
และแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะดีกว่า...

โลกเราอยู่ได้ก็เพราะความเห็นที่แตกต่างนี่แหละครับ....

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 05, 2012

สุจิตต์ วงษ์เทศ: ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด


5 กุมภาพันธ์ 2555
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ที่มาเฟสบุค Sujit Wongthes



ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด
บอกแค่เก้าก็ยัดเยียดเล่าเป็นสิบ
คนได้เปรียบเอาเปรียบสูงเทียบทิพย์
คนเสียเปรียบตาปริบปริบเป็นไพร่แพ้



0 0 0 0 0

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 1

5 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ดวงจำปา
ที่มา
Doungchampa Spencer


อ้างอิงจากบทความ: Wikileaks: more on HRW and the coup I

โพสต์เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555


เมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เวปของ PPT ได้เข้าไปอ่านความคิดเห็นซึ่งเขียนโดยกลุ่มองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์, เรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ เรื่องการก่อการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549

เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ได้กล่าวอ้างถึงผู้แทนขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์คือ คุณสุนัย ผาสุก เกี่ยวกับเรื่องของ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นว่า เป็นเรื่องที่ “ไม่มีความน่าดึงดูดใจ” และการพุ่งความสนใจมากับเรื่องนี้อาจจะนำความเสียหายในชื่อเสียงต่อผลงานของ คุณสุนัยว่า เป็นผู้ปกป้องต่อสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดในการกล่าวถึงข้อพันธกิจขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ที่ว่า “จะยืนอยู่เคียงข้างผู้ประสบเคราะห์กรรมและนักกิจกรรมเพื่อการต่อสู้ เพื่อปกป้องการเลือกปฎิบัติ (และ)ส่งเสริมเสรีภาพทางการเมือง” คุณสุนัยควรที่จะทำการปกป้องผู้ประสบเคราะห์กรรมในเรื่องของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแทนที่จะบ่นพึมพำทำการแก้ตัวอย่างขยาดๆ

ในการโพสต์อีกเรื่องหนึ่ง เราได้เอ่ยถึงเคเบิ้ลอีกหนึ่งฉบับที่บ่งบอกให้ทราบถึงความคิดเห็นของคุณสุ นัย ในเรื่องการสนับสนุนการกระทำรัฐประหารและการเห็นอกเห็นใจต่อทางฝ่ายกองทัพบก ฉบับหนึ่ง ตามที่เขาได้เผย ถึงความโล่งอกที่ “รัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ได้ถูกขับไล่ออกไป” และเขา “ให้ความเคารพต่อทางฝ่ายกองทัพอย่างสูงสุดโดยเสมอมา...” ดูเหมือนว่าคุณสุนัยจะได้โยนเรื่องความกังวลของสิทธิมนุษยชน และในมุมมองของอดีตนั้นออกไปและตนเองได้เข้ามาสู่รูปแบบทางการเมืองด้วยการ เลือกคบกับอีกฝ่ายหนึ่งแทน

เคเบิ้ลฉบับอื่นๆ ของวิกิลีกค์ได้เพิ่มมุมมองต่างๆ ซึ่งเสริมด้วยถ้อยคำที่กล่าวไว้ข้างต้น เคเบิ้ลลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาคือคุณ อีริค จอห์น (ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย) ได้พบกับคุณสุนัย ระหว่างการเยี่ยมเยือนที่กรุงเทพมหานคร

คุณ สุนัยได้อธิบายว่า “เขาเป็นหนึ่งในจำนวนของนักกิจกรรมที่ต้องฝืนใจต่อการยอมรับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายนว่า ‘เป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น’ ” แต่เป็นผู้ที่เริ่มรู้สึก “ผิดหวัง” ต่อความล้มเหลวซึ่งรัฐบาลรักษาการซึ่งนำโดยองคมนตรีพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ เนื่องจากว่า รัฐบาลยังคงไม่สามารถที่จะอธิบายอย่างเพียงพอว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ (ชินวัตร) ได้ทำอะไรลงไปบ้างถึงสามารถอ้างถึงความชอบธรรมในการกระทำรัฐประหาร

มันยากที่ฟังแล้ว ดูเหมือนกับบุคคลใดๆ ซึ่งต้อง “ฝืนใจ” ต่อการยอมรับการก่อการรัฐประหาร จากนั้น คุณสุนัยยังยอมรับว่า “การสอบสวนในเรื่องของการคอรัปชั่นนั้น มัน “ยากแสนจะยาก” ต่อการพิสูจน์ ขณะที่การยอมรับเป็นที่น่าสนใจในเนื้อหาของมันเอง จากนั้นยังได้กล่าวต่อด้วยว่า

องค์กรฮิวแมนไรท์ วอชท์ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลให้ดำเนินการ ในเรื่องการฆาตกรรมสังหารหมู่ซึ่งละเมิดต่อกระบวนการยุติธรรม แรกเรี่มตั้งแต่สงครามปราบปรามยาเสพติดในปี พ.ศ. 2546 เพื่อที่จะทำการฟ้องรัฐบาลชุดก่อนในการกระทำผิดนั้นๆ

ขณะ ที่การฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นอย่างยิ่ง (และยังไม่มีการสอบสวนอย่างถูกต้องอย่างเหมาะสม) ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า องค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์กำลังเป็นโค้ชให้กับคณะผู้ก่อการรัฐประหาร

มันเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงที่คุณสุนัยเอง เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าเมื่อตัวเขาเองจะมีความสงสัยว่ารัฐบาลซึ่งหนุนหลังโดยฝ่ายเผด็จการ ทหารนั้น ไม่น่าจสร้าง “รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีให้เสร็จสื้น เพื่อจะได้มีการเลือกตั้งที่ดีเกิดขึ้นตามมา....”

มีการกล่าว ว่า คุณสุนัยได้วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อ “ วิธีการของรัฐบาลในเรื่องการยุบพรรคการเมือง ในตอนนี้มีคดีต่างๆ ยังค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ..... เขาเชื่อว่าคดีที่ฟ้องร้องที่มีอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ควรที่จะถูกถอดถอนยกเลิกออกไปเสีย....”

คุณสุนัยยังได้เปิด เผยต่อไปอีกว่า รัฐบาลรักษาการที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเผด็จการทหารนั้น มีกลไกพิเศษอย่างแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ ในการปรึกษากับกลุ่มประชาสังคม เขาอ้างว่า “ตัวรัฐมนตรี (คนหนึ่ง) ของที่ทำงานอยู่กับนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนบนอบเป็นอย่างสูงและยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน งานระหว่างรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ อีกด้วย”

ท่านผู้อ่านอาจจะสรุปเรื่องนี้โดยตัวของท่านเองในเรื่องของความถูกต้องอย่างแท้จริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเปิดเผยข้อความเหล่านี้

เรายังมีเคเบิ้ลอีกหลายฉบับที่จะโพสต์ให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องของ ฮิวแมนไรท์วอชท์และเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางการเมือง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นของผู้แปล:


ดิฉันได้อ่านเรื่องของ Human Rights Watch ใน Wikipedia จะเห็นได้ว่า มีการวิพากย์วิจารณ์ทั้งสองฝ่าย

เมื่ออ่านข่าวของไทย มีแนวโน้มออกมา ฮิวแมนไรท์วอทช์ ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะถูกองค์กรนี้โจมตีหนัก มากกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เสียด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่า ข่าวจะออกมาในแนวทางที่สนับสนุนต่อสิทธิมนุษยชน เป็นต้นว่า การแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้มีวี่แววออกมาในเรื่องการสังหารหมู่เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 เลย

ไม่ทราบว่า คุณสุนัย ไปอยู่ที่ไหน เมื่อสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี การเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ดี คุณจะเลือกข้างไม่ได้ ต้องว่าไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

คุณสุนัยเขียนรายงานไปอย่างไรในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ น่าจะนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนเขาทราบบ้างก็ดีนะคะ....

Doungchampa Spencer

(ปล. ภาคที่สองและภาคอื่นๆ กำลังจะโพสต์ในวันถัดไปค่ะ)

-------------------------------------------------------------------------

บทความเกี่ยวเนื่อง:

บทความแปล: วิกิลีกค์, กองทัพทำรัฐประหาร และ องค์กร “สิทธิมนุษยชน”

บันทึกกรณีกรุงเทพธุรกิจตีข่าว "นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี"

ที่มา Thai Press Log
5 กุมภาพันธ์ 2555

Thai Press Log บันทึกกรณีความไร้ความเป็นมืออาชีพและห่วยแตก  สร้างความแตกแยกร้าวฉาน ปล่อยข่าวลือ กุข่าวลวงประจำวันของสื่อสารมวลชนไทย 


โดยข่าวต้นฉบับที่สื่อมวลชนไทยพยายามทำ "Agenda-Setting" ประจำวันนี้มาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555

นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้ฟอร์เวิร์ดเมลล์ภาพนามบัตรของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat” โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตรด้วย

ทั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสนอกกฎหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่มีตำแหน่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องในสำนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ตั้งข้อสงสัยว่านามบัตรดังกล่าวนี้เป็นของจริงหรือมีการปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเกิดความเสียหาย

แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นามบัตรดังกล่าวที่แพร่หลายอยู่ในขณะนี้นั้นเป็นของจริง ซึ่งจัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสใช้แจกให้กับแขกที่มาร่วมงานสโมสรสันนิบาต ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้มอบให้คู่สมรสใช้เมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ฟื้นฟูน้ำท่วมในหลายๆ จุด ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนทำนามบัตรดังกล่าวขึ้นมาเอง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีก็ทราบเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


ข้อเท็จจริงที่หน่วยกรองข่าวในอินเตอร์เน็ตนำมาเผยแพร่

"จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน"
โดย Red Freedom

จากกรณีเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก ได้เปิดเผยเรื่องราวที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ หลังมีการโพสภาพและฟอร์เวิร์ดเมลล์นามบัตรของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า
“Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat”

โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตรนั้น จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนามบัตรดังกล่าว มีชื่อของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ในสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่ออยู่ในนั้นด้วย

ล่าสุด มีผู้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า InsiderNews Editorial ได้นำภาพนามบัตรของอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่น ออกมาเปรียบเทียบ พร้อมระบุข้อความว่า

“จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน จิตอคติคิดแต่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามจะไม่แคร์ว่าอะไรถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ประชาชนคนอ่านเป็นคนตัดสิน”