วันเสาร์, กันยายน 24, 2559

26-29 กันยายนนี้ อย่าพลาด THE BRIEF SECRET OF THAIS' TORTURE ลมหายใจ ใต้เงาทรมาน ทาง #VoiceTV21




พลิกแฟ้ม 15 คดี”ปู” ในมือ”ป.ป.ช.” - โครงการรับจำนำข้าว สรุปจะ'ตบทรัพย์' 'ยิ่งลักษณ์' 3.5 หมื่นล้าน





พลิกแฟ้ม 15 คดี”ปู” ในมือ”ป.ป.ช.”


ที่มา มติชนออนไลน์
24 ก.ย. 59

ทุกคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ

ทั้ง 15 คดีของอดีตนายกฯ ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคดีอะไรบ้างนั้น ทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ทั้งหมด 15 คดี ประกอบด้วย

1.กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ในการออกหนังสือเดินทางแบบธรรมดาให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยมิชอบ

2.กรณีถูกกล่าวหาว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญกรณีการแทรกแซงแต่งตั้ง โยกย้าย นายทหารชั้น นายพล กรณีแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2555 โดยมีการเสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม โดยไม่ถูกต้องตามข้อบังคับและกฎหมาย

3.กรณีถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองโดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเองโดยอนุมัติจ่ายเงินเยียวยารายละ 7.5 ล้านบาท ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548-2553 ทำให้รัฐเสียหาย

4.กรณีถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังคดีอาญาทางการเมืองโดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องตนเอง

5.กรณีกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการตราพระราชกำหนด และลงมติเห็นชอบพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 จำนวน 350,000 ล้านบาท โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดการใช้จ่ายเงิน และบทบัญญัติมาตรา 3 และมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว บัญญัติให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้ยืมเงิน จำนวน 350,000 ล้านบาท และสามารถนำไป ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง ตามกฎหมายวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 169

6.กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยมิชอบ โดยใช้ให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ตัวเองและรัฐมนตรี กรณีป้ายประชาสัมพันธ์ที่ปรากฏภาพของผู้ถูกกล่าวหาและข้อความว่า “อนาคตประเทศไทย อยู่ในมือ ของประชาชน โดยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย” ที่ปรากฏในจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ ได้ใช้งบประมาณใดจัดทำ ซึ่งน่าจะทำเพื่อประชาสัมพันธ์ตนเองโดยมีประโยชน์ทับซ้อน

7.กรณีถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 

8.กรณีถูกกล่าวหาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยออกประกาศ เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ฉบับ ลว. 31 ก.ค.56 ในพื้นที่เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตดุสิต กรุงเทพฯ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 15 โดยมีพฤติการณ์การกระทำที่น่าเชื่อว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่สอดคล้องกับเหตุผล ท้ายพระราชบัญญัติ รวมทั้งยังเป็นประกาศที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 63 และผลของการประกาศดังกล่าวยังทำให้รัฐเสียหายจากงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 175 ล้านบาท

9.กรณีถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยออกคำสั่งโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งโยกย้ายดังกล่าว 

10.กรณีถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 103/7 โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียด ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ มีผลในวันที่ 11 สิงหาคม 2556 ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานละเลยเพิกเฉยยังไม่ดำเนินการ โดยผู้ถูกกล่าวหาทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว แต่ละเว้นไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

11.กรณีถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยร่วมกันมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. … หรือโครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จนศาลรัฐธรรมนูญตีตกร่างกฎหมายดังกล่าวทิ้งไป 

12.กรณีถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ราชการหรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในการพิจารณากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 111 มาตรา 112 มาตรา 115 มาตรา 116 มาตรา 117 มาตรา 118 มาตรา 120 และมาตรา 241 วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา 113 และมาตรา 114)

13.กรณีถูกกล่าวหาว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ จงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จงใจกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 

14.กรณีกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอื่น กรณีมีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบในการเก็บกัก ควบคุม ระบาย หรือบริหารจัดการน้ำ เป็นเหตุให้เกิดอุทกภัย ในปี 2554

และ 15.กรณีกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กระทำผิดขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และกระทำขัดหรือแย้งต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 กรณีการดำเนินการโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ วงเงิน 350,000 ล้านบาท โดยมิชอบ และการกู้เงินและลงนามในสัญญากู้เงินกับธนาคาร 4 แห่ง โดยมิชอบ

ทั้งนี้ ทีมทนายฯตั้งข้อสังเกต คือ มีการแต่งตั้งให้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนรวมทั้งเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯไต่สวนถึง 6 คดี ได้แก่

1.กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ในการออกหนังสือเดินทางแบบธรรมดาให้นายทักษิณโดยมิชอบ มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นกรรมการป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน

2.กรณีถูกกล่าวหาว่าจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองโดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเอง มี น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ และนายวิชา มหาคุณ เป็นอนุกรรมการไต่สวนฯ

3.กรณีถูกกล่าวหาว่าใช้สถานะหรือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น หรือพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม มี น.ส.สุภาเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนฯ

4.กรณีถูกกล่าวหาว่าไม่ดำเนินการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐและไม่แจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย มี น.ส.สุภาเป็นผู้รับผิดชอบสำนวน

5.กรณีถูกกล่าวหาว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ จงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จงใจกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 มี น.ส.สุภาเป็นผู้รับผิดชอบสำนวน 

และ 6.กรณีกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอื่น กรณีมีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบในการเก็บกัก ควบคุม ระบาย หรือบริหารจัดการนํ้าเป็นเหตุให้เกิดอุทกภัย ในปี 2554 มี น.ส.สุภาเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ

จับตาดูชะตากรรมของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อยู่ภายใต้คำตัดสินของ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ 9 คน …

.....



Thai woman takes bath in pothole to protest bad condition of her hometown’s roads (PHOTOS)





Source: Coconuts Bangkok
September 23, 2016

A picture of a woman bathing in a man-sized pothole in the middle of the road in Tak province went viral this week. Apparently, her natural mud bath was for a good cause.

The woman, who Sanook reported to be a 25-year-old model named “Palm,” decided to take a protest bath after having enough of the condition of her hometown’s roads in Mae Ramat district.



อธิชา ปาม ปาม


Palm, who works in Bangkok, said that she comes home often to visit family and has to drive through these potholes.

At first, she planned on showing the pictures only to her friends as a joke and didn’t plan to release the photos to the public. However, now that they’re out there, Palm hopes that they’ll get the attention of the government agencies that can fix the roads.

According to Palm, there are more than a 100 households in her district that require using this route and it would help them a lot if they were fixed.






...
Credit:



ท่าทีสหรัฐต่อรัฐบาลคสช. เปลี่ยนไป?




https://www.youtube.com/watch?v=1jpJkdJxKPc

3 โพสต์ต่อคำถามนี้...

1. โพสต์จาก Somsak Jeamteerasakul ตั้งประเด็น

2. ข่าวจาก มติชนออนไลน์ - 
‘ทูตมะกัน’ พบ ‘ประวิตร’ ชมกระบวนการจัดประชามติของไทย มีเสรีภาพ-ยุติธรรม(คลิป)

3. โพสต์จาก U.S. Embassy Bangkok - เอกอัครราชทูตกลิน เดวีส์ เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคง


ooo





ท่าทีสหรัฐเปลี่ยนไป?

http://www.matichon.co.th/news/295496

เรื่องนี้ เดิมผมนึกจะไม่เขียนแล้ว เพราะมีความไม่แน่ใจนิดหน่อยและคิดว่าไว้รอดูต่อไป แต่เห็นมีมิตรสหายบางท่านโพสต์ขึ้นมา ก็เลยขอเขียนสักหน่อย เผื่อคนอื่นอาจจะตกข่าว

คือเมื่อวานผมดูคลิปการให้สัมภาษณ์ของท่านทูตเดวีส์ แล้วรู้สึกสะดุดใจ (ใครฟังภาษาอังกฤษได้ ขอให้ฟังภาษาอังกฤษของท่านทูต เพราะล่ามแปลไม่ถึงกับตรงแบบคำต่อคำนัก) มีความรู้สึกเหมือนกับว่า ท่าทีทูตสหรัฐเปลี่ยนไป แม้จะไม่ถึงกับชัดแจ้ง คือเป็นแบบที่ฝรั่งเรียกกันว่า subtle (ไม่รู้จะแปลไทยยังไง ประมาณว่า "แบบบางๆ" คือเปลี่ยนแบบไม่โจ่งแจ้ง) นอกจากพูดว่า "ประชามติ" free and fair on the day (เสรีและเป็นธรรมสำหรับวันนั้น) ยังพูดถึง "โร้ดแม็พ" ในลักษณะที่เหมือน positive กว่าเดิม ไม่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการปิดกั้นเสรีภาพที่มีอยู่ในขณะนี้ (ดูเปรียบเทียบกับคำของท่านทูต วันหลังประชามติ ซึ่งไม่มีคำว่า free and fair เลย และมีการเรียกร้องว่า we strongly urge the government to lift restrictions on civil liberties, including restrictions on freedom of expression and peaceful assembly - เราขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้รัฐบาลยกเลิกการจำกัดเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งรวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ http://bit.ly/2auzDR7)

โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่ สหรัฐเปลี่ยนท่าทีจริง (อย่าง subtle ที่ว่า) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ผมก็ไม่ถึงกับแปลกใจนัก อันที่จริง แต่ไหนแต่ไร ผมประเมินความสำคัญของท่าทีต่างประเทศต่อการเมืองไทยในระดับต่ำกว่าที่มิตรสหายหลายคนประเมิน (พวกเสื้อแดงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐเอง ประเมินเรื่องท่าทีสหรัฐ หรืออียู สูงเกินจริง ในประเทศเองก็เช่นกัน เช่นคราวเรื่อง "ตัวแทนอียู" เชิญยิ่งลักษณ์หรือมาพบยิ่งลักษณ์อะไรแบบนั้น - อย่างที่ผมยืนยันตั้งแต่ตอนนั้นว่า กรณีนั้นไม่ใช่ "รัฐสภาอียู" อย่างที่พูดๆกัน)

ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะบอกคือ #ท่าทีต่างประเทศต่อเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่ท่าทีคนไทยเองในประเทศไทยด้วย คือ ถ้ามีเสียงเรียกร้องต่อต้านมาก ท่าทีของต่างประเทศก็จะมากตามไปด้วย และเรื่องนี้ มันนำไปสู่ปัญหาหนึ่ง ซึ่งผมพูดนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คนรณรงค์โหวตโน "เสียน้ำใจ" แต่มันเป็นความจริง ในทัศนะของผมที่ว่า #การที่กลุ่มรณรงค์เองไม่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาว่าประชามติครั้งนี้มันไม่ใช่ประชามติจริงๆ มันเป็นของเก๊ #ที่ยอมรับไม่ได้และควรเป็นโมฆะ (คือไม่ใช่เพียงแค่มีการจำกัดต่างๆที่รู้กันดี แต่ว่า จริงๆแล้วสมควรถือว่ามันโมฆะ) #เป็นอะไรที่มีผลต่อต่างประเทศด้วย เช่นกรณีแถลงการณ์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - NDM และแอ๊คติวิสต์อีกบางส่วน ที่ออกมา "ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน" ซึ่งผมยืนยันตั้งแต่ตอนนั้นว่า #เป็นความผิดพลาดมากอย่างสำคัญด้วย (แต่ก็ยังมีแอ๊คติวิสต์ที่เกี่ยวข้องยืนกรานว่า "ไม่เห็นผิดตรงไหน ผิดตรงที่ไม่ถูกใจ สศจ เท่านั้น" อะไรแบบนั้น) คือ ถ้าคนในประเทศเอง ยังไปมีท่าทีแบบนี้ ต่างประเทศเขาก็ "ขยับ" เปลี่ยนตามได้ (ขอให้สังเกตว่า ตอนผลประชามติออกมาใหม่ๆ แถลงการณ์ต่างประเทศ ไม่ว่าสหรัฐ (ที่ยกมาข้างบน) หรืออียู ออกมาแบบแข็งกว่าแถลงการณ์ของคนรณรงค์เอง อย่าง NDM ด้วยซ้ำ ไม่มีการออกมาพูดเรื่อง "...เรายอมรับ.." อะไร แต่แน่นอน พอเวลาผ่านไป ก็เป็นไปได้ - เช่นอาจจะกรณีทูตเดวีส์นี้ - ที่เขาก็ตามกระแสของคนในประเทศเองไป แล้วหันไปดีลในลักษณะ positive กับ คสช มากขึ้น


Somsak Jeamteerasakul

ooo

‘ทูตมะกัน’ พบ ‘ประวิตร’ ชมกระบวนการจัดประชามติของไทย มีเสรีภาพ-ยุติธรรม(คลิป)






ที่มา มติชนออนไลน์
23 ก.ย. 59


ดูคลิปข้างบนประกอบ


“ทูตมะกัน” พบ “ประวิตร” ถกก่อนประชุม ADMM Plus ชมไทยแก้ไขค้ามนุษย์ เชื่อ คสช. เดินตามกรอบโรดแมป

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับนายเกล็น ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถึงการเตรียมการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและคู่เจรจา (เอดีเอ็มเอ็ม พลัส) ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

โดยนายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าวภายหลังการพูดคุยว่า เป็นการแลกเปลี่ยนก่อนจะมีการเดินทางไปประชุมที่ฮาวายว่าการพูดคุยวาระการประชุมมีอะไรบ้าง อีกทั้งหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งตนคิดว่ามีพัฒนาการที่ดีและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ทางสหรัฐมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไปร่วมประชุมเกี่ยวกับสุดยอดผู้ลี้ภัยที่นครนิวยอร์ก โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้พูดทุกเรื่องในทางบวก ซึ่งเรามีความยินดีที่ไทยได้ร่วมลงนามสัญญาปารีส รวมทั้งสหรัฐมีความรู้สึกดีกับสุนทรพจน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ที่กล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเข้าพบ พล.อ.ประวิตรครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีเกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ของกองทัพไทยและกองทัพสหรัฐ หน่วยงานความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งความร่วมมือแพทย์ทหาร และการซ้อมรบร่วมกันที่จะเกิดขึ้น

นายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ของไทยนั้น ทางสหรัฐมองว่าที่ผ่านมารายงานการค้ามนุษย์ของไทยได้พัฒนาจากเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 ระดับเฝ้าระวัง ซึ่งเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ไทยทำทุกอย่างดีขึ้น พร้อมทั้งสหรัฐจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อแก้ปัญหานี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพยายามทำงานอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะการคุ้มครองเหยื่อ การค้ามนุษย์ และคดีอาญา อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย สหรัฐมองว่าการแก้ไขปัญหาดีขึ้นและเป็นทางบวกมากขึ้น ทั้งนี้ อยากเน้นย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่ปัญหาประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งสหรัฐก็ประสบปัญหานี้ด้วย เพราะฉะนั้น ทุกประเทศและทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหานี้

นายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าวถึงผลประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า จุดยืนของสหรัฐไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราได้สังเกตการลงประชามติว่ามีเสรีภาพและความยุติธรรมพอสมควร อีกทั้งคิดว่าประชามติครั้งนี้จะขับเคลื่อนประเทศไทยตามโรดแมป พร้อมทั้งนำไปสู่ความประนีประนอมด้วยกันได้ ซึ่งทางเราต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง มีเสรีภาพ และเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย

“เห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินไปตามโรดแมปที่ คสช.กำหนดไว้ โดยเรามีจุดยืนชัดเจนไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งผมได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตรในเรื่องความพยายามของรัฐบาลและ คสช.ว่าจะเดินตามโรดแมป” นายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าว

เมื่อถามว่าการประชุมเอดีเอ็มเอ็ม พลัส จะมีวาระเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาคอาเซียนหรือไม่ เอกอัครราชทูตสหรัฐกล่าวว่า มี เพราะอยู่ในวาระการประชุมอยู่แล้ว ส่วนที่ท่านรองนายกฯประวิตรจะพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือไม่ ตนคิดว่าอาจมีโอกาสที่จะได้พบ

ooo







เอกอัครราชทูตกลิน เดวีส์ เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ดำเนินมาอย่างเข้มแข็งยาวนานระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตเดวีส์ได้กล่าวขอบคุณพลเอกประวิตรที่จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่รัฐฮาวาย รวมถึงชื่นชมการดำเนินงานของไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าของไทยในหลายประเด็น เช่น ผู้ลี้ภัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตเดวีส์และพลเอกประวิตรยังได้หารือแนวทางพัฒนาการดำเนินงานต่อต้านการก่อการร้ายร่วมกัน

Ambassador Glyn Davies called on Deputy Prime Minister General Prawit Wongsuwan to discuss the strong, ongoing security cooperation between the United States and Thailand, which is a cornerstone of regional peace and security. He thanked the Deputy Prime Minister for attending the upcoming meeting of ASEAN and U.S. defense ministers in Hawaii, as well as for Thailand’s work advancing the ASEAN-U.S. relationship. The Ambassador welcomed Thailand’s progress on issues like refugees, climate change, and trafficking in persons, and discussed ways to enhance our efforts against terrorism.


U.S. Embassy Bangkok


ความคิดแบบ 'ทรั้มพ์' 'ปูติน' autocratic ของ คสช.





Millennial อเมริกันเลือดไทยเล่าความ “There’s a bomb in Thailand this morning.”

Baby Boomer อเมริกันเลือดไทยตอบ “It happens every day over there. น่ะแหละ”

ข่าวรอยเตอร์เล่าขาน “ตำรวจไทยสามคนเสียชีวิต อีกสองคนบาดเจ็บเมื่อวันศุกร จากการโจมตีด้วยระเบิดและปืนที่จังหวัดยะลาในภาคใต้สุดซึ่งขบวนการก่อการร้ายยั่งกรุ่นไม่หาย”

“การโจมตีครั้งนี้ห่างไม่ถึงเดือนกับการวางระเบิดจุดท่องเที่ยวสามแห่งทำให้คนตายสี่บาดเจ็บอีกเป็นสิบๆ ทำให้เป็นที่หวาดหวั่นกันว่าการก่อการร้ายได้ขยับออกมานอกบริเวณใต้สุดติดชายแดนแล้ว”

“การเจรจากับขบวนการก่อการร้ายเริ่มเมื่อปี ๒๕๕๖ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ต้องหยุดไปเมื่อรัฐบาลของเธอถูกยึดอำนาจโดยคณะทหารในปี ๒๕๕๗”

“เมื่อต้นเดือนมีการเจรจากันในมาเลย์เซียระหว่างกลุ่มก่อการร้ายและฝ่ายไทย แต่ก็ไม่ปรากฏความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน...

ผลการเจรจาที่ไม่คืบหน้า และต่างฝ่ายต่างไม่กระตือรือร้นแม้จะมีระเบิดเมื่อเดือนที่แล้ว แสดงถึงประสิทธิภาพของฝ่ายก่อการร้ายในการทำลายทั้งชีวิตคนและเศรษฐกิจ”

“ประเทศไทยเสนอให้สร้างกำแพงกั้นตลอดแนวชายแดน ๖๔๐ กิโลเมตร เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ก่อการร้ายแอบข้ามไปข้ามมากับมาเลย์เซีย ซึ่งนักวิจัยชี้ว่าถูกใช้เป็นที่หลบซ่อนและวางแผนโจมตี”

(http://www.thenational.ae/…/bomb-kills-three-policemen-in-t…)

นี่เป็นวิธีคิดแบบเดียวกับดอแนลด์ ทรั้มพ์ ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน ที่ประกาศจะสร้างกำแพงปิดกั้นชายแดนกับเม็กซิโกสกัดพวกลอบเข้าประเทศ ซึ่งเขาอ้าว่าเป็นอาชญากร มิจฉาชีพ และค้ายาเสพติด

โดยไม่คำนึงถึงการติดต่อสัมพันธ์แลกเปลี่ยนข้ามเขตแดนระหว่างสองประเทศ ที่มีมูลค่ามหาศาลทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และมนุษยสัมพันธ์ นอกเหนือจากและมากกว่าคนร้ายคนเลวทั้งหลาย

เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วนี่เองบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์อันดับสองของอเมริกาประกาศย้ายการผลิตรถขนาดเล็กทั้งหมดไปที่เม็กซิโก ก่อนหน้านี้เม็กซิโกเป็นประเทศที่รับทำการประกอบ/ผลิตรถยนต์ เป็นอันดับสามของโลกรองจากญี่ปุ่นและสหรัฐ

ขณะที่ไทยซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางประกอบรถยนต์ขนาดใหญ่ในเอเซีย แต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมาทั้งญี่ปุ่น ยุโรปและอเมริกาพากันถอดตัว ปิดโรงงานเลิกจ้างหรือย้ายฐานไปประเทศใกล้เคียง เวียตนาม มาเลย์เซีย แม้กระทั่งลาวและเขมร





เมื่อวานนี้นายวราดิเมียร์ เซอริงน้อฟสกี้ แห่งพรรคชาตินิยมสุดโต่งผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘ทรั้มพ์ของรัสเซีย’ ประกาศหลังจากชนะเลือกตั้งว่า เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี่จะได้ฉลองกันอีกครั้ง “เป็นฮอลิเดย์ในรัสเซีย” ถ้าทรั้มพ์ได้เป็นประธานาธิบดีอเมริกัน

(http://www.cbsnews.com/…/meet-the-man-called-the-donald-tr…/)

ประธานาธิบดีวราดิเมียร์ ปูติน ได้แสดงออกนอกหน้าแล้วว่าต้องการให้ทรั้มพ์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งของสหรัฐ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างครอบครัวของทรั้มพ์และปูติน โดยเฉพาะอีวังก้าลูกสาวทรั้มพ์นับว่าเป็นคู่หูกับแฟนของปูติน





จะว่าประเทศไทยและผู้นำไทย (ทหารนักการเมือง เช่นประยุทธ์ จันทร์โอชา) เดินตามรอยปูตินและรัสเซีย เพียงเพราะความคิดสร้างกำแพงคงไม่พอ แต่ก็มีความคล้ายคลึงอื่นๆ ชวนให้คิดว่าแนวดน้มมันมี

ปูตินเป็นประธานาธิบดีของรัสเซียในลักษณะ autocrat ใช้อำนาจเด็ดขาด และปกครองอย่างกำปั้นเหล็ก ironfisted แม้กระทั่งมีนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชนที่ต่อต้านปูติน เสียชีวิตอย่างปริศนาไปหลายคนแล้ว





ประยุทธ์ถึงจะพูดเล่นหัว-ทีจริง แต่ก็ใช้อำนาจมาตรา ๔๔ และคำสั่งคณะยึดอำนาจ ทำให้ผู้เห็นต่าง นักสิทธิมนุษยชน และพวกเรียกร้องประชาธิปไตยต้องเสียอิสรภาพ ถูกขู่เข็ญคุกคาม พร้อมทั้งโดนตั้งข้อหาคดีอาญาร้ายแรงกันไปแล้วมากราย

ไม่มีหลักประกันอันใดเลยว่าสภาพดังกล่าวอาจจะเข้มงวดและเลวทรามยิ่งขึ้น ตลอด ๕ ปีบวก ๑ ข้างหน้าก็ได้





โพลอะไรต่อมิอะไรที่ออกมาเชิดให้ประยุทธ์และ คสช. ครองเมืองกันต่ออีกอย่างน้อย ๕-๖ ปี ไม่ต่างกับคะแนนนิยมต่อปูตินและลิ่งล้อของเขา ที่ยิ่งมากขึ้นขณะนี้ในรัสเซีย กรุงเทพโพลล่าสุด ๖๓ เปอร์เซ็นต์ให้ประยุทธ์ใช้ ม.๔๔ ในการยึดทรัพย์คนในรัฐบาลที่ถูก คสช. รัฐประหาร ก็ไม่ต่างกันนักกับโพลในรัสเซีย

ล้วนเป็นความนิยมในทางการใช้อำนาจเด็ดขาด รักษาจารีตเคร่งครัด และจำกัดความคิดให้อยู่แต่ในกรอบ พวกคิดนอกกรอบจะถูกกำจัด ในรัสเซียนั้นเครือข่ายอิทธิพลของปูตินเหนียวแน่น





ในเมืองไทยเครือข่ายองค์กรอิสระ พวกตุลาการศาล และนักการเมืองเกาะหน้าแข้ง คสช. เป็นเส้นสายที่ใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามของคณะทหาร คสช. กันอย่างฮึกเหิมในขณะนี้

คนทั่วไปที่เรียกตัวเองว่า ‘ไม่เหลือง-ไม่แดง’ ไม่คิดที่จะตั้งคำถามและข้อกังขาว่าทำไมการทำมาหากินฝืดเคืองลงไป การค้าขายแบบ street vendors ที่เคยคึกคัก ชุลมุน พัลวัล เมื่อสิบปีที่แล้วมาจนถึงสามปีก่อนกลับเงียบเหงา สุดหงอย





สิ่งที่ทำให้คนทั่วประเทศตื่นเต้นเป็นประเด็นร้อน ต้องออกมาถกเถียงกันอึงคนึง กระทั่งเจ้าฟ้ายังเสด็จลงอินสตาแกรมทรงร่วมวงด้วย จนถึงกับมีการกราบกรานขออภัยกันในที่สาธารณะ เนื่องจากนำตัวละครโขนไปใช้ประชาสัมพันธ์อย่างเก้งก้างผิดเพี้ยนไปจากประเพณีโบราณ

บ้านเมืองที่ ‘เดินหน้าไปหาอดีต’ นั้นสิ้นหวังเสียยิ่งว่า ‘ถอยหลังไปสู่อนาคต’ จะเป็นไตแลนเดีย ๔.๐ หรือสยาม ๐.๓ มันก็แป้ะเอี้ย ไม่ต่างกัน

ทีมงาน "Teenยักษ์" เครียด วอนขอพื้นที่คนรุ่นใหม่ ต่อลมหายใจ "ศิลปวัฒนธรรม"




https://www.youtube.com/watch?v=Km1My5np0UI

ทีมงาน"Teenยักษ์"เครียด.วอนขอพื้นที่คนรุ่นใหม่ ต่อลมหายใจ"ศิลปวัฒนธรรม"

jom voice

Published on Sep 24, 2016

นายเนตร พันธุมสินชัย และ น.ส.อธิษฐาน อินทเคหะ ผู้กำกับและเขียนบทและ โปรดิวเซอร์ โครงการภาพยนตร์เรื่อง"Teen ยักษ์" ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia หลังจากเกิดข้อพิพาทกรณีเอ็มวี.เที่ยวไทย มีเฮ. ของททท.ที่ถูกกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร สั่งแบนและให้แก้ไขใหม่เพราะเป็นการลบหลู่ และหยามเกียรติทศกัณฐ์ว่า สร้างความกังวลให้กับทีมงานของตนอย่างยิ่งว่าโครงการ"Teenยักษ์"ที่กำลังทำอยู่เวลานี้จะล้มไปหรือไม่ แม้จะตั้งใจทำด้วยความเคารพและด้วยความรู้สึกชื่นชม ยกย่องยักษ์ที่เป็นตัวเอกในเรื่องก็ตาม แต่ก็ไม่มั่นใจว่ากรมศิลป์ หรือกระทรวงวัฒนธรรมจะว่าอย่างไร ซึ่งโครงการภาพยนตร์เรื่อง"Teenยักษ์" นั้นมาจากความตั้งใจที่จะเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมในหมู่เยาวชนคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ขอให้ ผู้ใหญ่ในกระทรวง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมไทย โปรดเข้าใจและให้พื้นที่กับคนรุ่นใหม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของศิลปะวัฒนธรรมไทยด้วย อย่าเป็นการบังคับ จนทำให้เกิดความกลัว เพราะความรู้สึกเป็นเจ้าของ และภาคภูมิใจในศิลปะวัฒนธรรมในหมู่เด็กไทยรุ่นใหม่ จะเป็นการต่อลมหายใจให้กับศิลปะวัฒนธรรมไทย สามารถยืนยงอยู่ต่อไปได้


เอ็มมา วัตสัน เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ ในการ กล่าวสุนทรพจน์ที่ยูเอ็น โดยเล่าถึงประสบการณ์ที่เธอได้พบเห็นมาเองในมหาวิทยาลัยที่เธอเรียน





เอ็มมา วัตสัน เรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ยูเอ็น

เอ็มมา วัตสัน นักแสดงสาวชาวอังกฤษที่โด่งดังจากหนังพ่อมดแฮร์รี่พอตเตอร์ ผู้พ่วงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีเพื่อผู้หญิงแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมยูเอ็น ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง ชี้มหาวิทยาลัยควรเป็นสถานที่ที่ไม่ยอมให้เกิดการละเมิดไม่ว่าจะในรูปแบบใด

การขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ HeForShe ที่วัตสันร่วมก่อตั้งขึ้นกับยูเอ็นเมื่อ 2 ปีก่อน โดยนักแสดงสาวกล่าวว่า ประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยทำให้พบว่า ผู้หญิงมักไม่ค่อยได้รับโอกาสในการเป็นผู้นำเท่าใดนัก ดังนั้นเธอจึงเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคทางเพศ ส่งเสริมสิทธิและความปลอดภัยของสตรี ตลอดจนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม รวมทั้งตระหนักและต่อสู้กับปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและความคิดแบบสองมาตรฐาน ซึ่งนั่นจะช่วยให้สังคมของเราเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น #GenderEquality #UNGA #EmmaWatson


บีบีซีไทย - BBC Thai

.....


Full Speech

Emma Watson' full speech at UN on Sept 20,2016


https://www.youtube.com/watch?v=2C4c7VR8X7I

New China TV

Published on Sep 20, 2016

British actress Emma Watson on Tuesday addressed the "Together for the 2030 Agenda: Partnering for Women, Children and Adolescents, to Thrive and Transform the World” event at UN headquarters in New York.

.....

“As we leave home for the first time to study at the places that we have worked so hard to get, we must not see or experience double standards. We need to see equal respect, leadership, and pay,” Watson said. “The university experience must tell women that their brain power is valued, and not just that, that they belong within the leadership of the university itself.”

.
.

“A university should be a place of refuge that takes action against all forms of violence. That’s why, we believe, that students should leave university believing in, striving for, and expecting societies of true equality … in every sense and that universities have the power to be a vital catalyst for that change,” Watson said.

วันศุกร์, กันยายน 23, 2559

ตามไปอ่าน Investigative Reporting สำนักข่าวอิศรา - เปิดงบการเงิน หจก.‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ อันมีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในค่ายทหาร





ที่ตั้ง หจก. ‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ อยู่ในค่ายทหาร-แจ้งงบการเงินมีเครื่องมือ 7 แสน


ที่มา สำนักข่าวอิศรา
23 กันยายน 2559

ที่ตั้ง หจก.‘ปฐมพล จันทร์โอชา’เป็นบ้านพักในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ เปิดงบการเงิน ปี 55-56 ไม่มีรายได้ ช่วงปี 57 สินทรัพย์ 11 ล. เครื่องจักรอุปกรณ์ 7 แสน หนี้สิน 9 ล. ก่อนคว้างานรวม 155 ล. ใน 2 ปี


กรณีห้างหุ้นส่วนจัด (หจก.) คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีบุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 11 โครงการ (สัญญา) รวมวงเงิน 155,603,000 บาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการของกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 3) จำนวน 7 โครงการ 97,651,000 บาท (ธ.ค.57-เม.ย.59) สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 กรมทรัพยากรน้ำ 1 โครงการ 44,887,000 บาท (5 มี.ค. 58) และ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พิษณุโลก 3 โครงการ 13,065,000 บาท (ส.ค.-ต.ค.58) (อ่านประกอบ : เปิดขุมทรัพย์! หจก.‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ 11 สัญญา 155.6 ล. - ‘ทัพภาค 3’ 97.6 ล.)

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น จดทะเบียนวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 ทุนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ทุนปัจจุบัน 1.5 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 128/31/007 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก นายปฐมพล จันทร์โอชา เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

ล่าสุดพบข้อมูล ดังนี้

จากการตรวจสอบงบการเงิน พบว่า หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น แจ้งผลประกอบการปี 2555-2556 ไม่มีรายได้

ปี 2557 รายได้ 9,583,177 บาท กำไรสุทธิ 445,227 บาท สินทรัพย์ 11,025,515 บาท หนี้สิน 9,092,666 บาท ประเภทรายการสินทรัพย์ ได้แก่

1.สินทรัพย์หมุนเวียน 3 รายการ รวม 10,639,941 บาท ได้แก่ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 266,894 บาท ลูกหนี้การค้า 9,583,177 บาท และ สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 789,869 บาท

2.สินทรัพย์ไม่เหมุนเวียน 1 รายการ ได้แก่ ที่ดินและอาคาร 385,574 บาท

ผลประกอบการปี 2558 รายได้ 45,342,927 บาท กำไรสุทธิ 1,968,111 บาท สินทรัพย์ 9,537,331 บาท หนี้สิน 5,636,371 บาท ประเภทรายการสินทรัพย์ ได้แก่

1.สินทรัพย์หมุนเวียน 7,759,575 บาท ได้แก่ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 806,633 บาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น 6,161,028 บาท สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 791,913 บาท

2.สินทรัพย์ไม่เหมุนเวียน 1 รายการ ได้แก่ ที่ดินและอาคาร 1,777,756 บาท (ดูเอกสารประกอบ)









น่าสังเกตว่า รายการสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นในรอบปี 2557 ได้แก่ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้าง มีมูลค่า 789,869 บาท รอบปี 2558 มูลค่าเพียง 791,913 บาท ขณะที่ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างเป็นคู่สัญญารับเหมาหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 11 โครงการ รวมวงเงิน 155.6 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ล่าสุด สำนักข่าวอิศรารายงานจาก จ.พิษณุโลกว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 23 ก.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่ตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ตามที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เลขที่ 128/31007 หมู่ที่ 2 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พบว่า อยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ (สนามบิน) ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 โดยมีลักษณะแบ่งเป็นบ้านพักของนายทหาร อยู่ติดกับพื้นที่สนามกอล์ฟ

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่า เลขที่ 128/31/007 หมู่ที่ 2 ดังกล่าวตรงกับที่อยู่ของนายปฐม ตามที่แจ้งในหนังสือบริคณห์สนธิในการจดทะเบียนจัดตั้ง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น และเป็นที่อยู่ของนายปฐมพลตามที่ระบุในบัตรประชาชนอีกด้วย











อ่านประกอบ :

เจาะสัญญารับเหมางาน‘ทัพภาค 3’ หจก.‘ปฐมพล จันทร์โอชา’ชนะคู่แข่ง 1,900 บ.

พบ หจก.ลูกชาย 'พล.อ.ปรีชา' คว้ารับเหมา 'ทัพภาค3' 2 โครงการ 26.9 ล.

ooo

คุณูปการของการจุดไฟไล่โกงของคณะรัฐประหาร
.............................

ความผิดพลาดของคณะรัฐประหารชุดนี้คือแทนที่จะเล่นบททหารพระราชา รัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์และคืนความสงบให้กับประเทศ
(ทำหน้าที่เป็นยาม)

กลับมาเล่นบทบาทปราบคอรัปชั่นเพิ่มอีกบทบาทหนึ่งด้วย

ปัญหาจึงเกิดขึ้นเพราะระบบทหารไทยคือระบบที่คอรัปชั่นที่สุด
(ยิ่งกว่าสถาบันรัฐสภาเสียอีก)

เคสผ่องพรรณ จันทร์โอชา และลูกชายทั้ง 2
นี่เป็นแค่น้ำจิ้มของการคอรัปชั่นในกองทัพ

ถ้าคณะรัฐประหารชุดนี้คิดจะ เปิดไฟไล่โกงกันจริง ๆ รับรองได้ว่า กองทัพเหลือกำลังพล่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งแน่ ๆ

ดังนั้นเพื่อจะสนับสนุนการปฏิรูปกองทัพให้เล็กลง เราจึงต้องสนับสนุนการ จุดไฟไล่โกง โดยหันสปอตไลต์ ไปยังกองทัพ


Thanapol Eawsakul

ooo



Fact Check ข่าว... รัฐบาลไอซ์แลนด์ผุดโครงการเด็ด แจกเงินเดือนกว่าแสนบาท สำหรับผู้ที่แต่งงานกับสาวไอซ์แลนด์! ไม่เป็นความจริง! (Dozens believe ‘Get paid to marry Icelandic women’ hoax)





สืบเนื่องจากข่าว...

หนุ่มโสดรีบทำพาสปอร์ตด่วน!! รัฐบาลผุดโครงการเด็ด แจกเงินเดือนกว่าแสนบาท สำหรับผู้ที่แต่งงานกับสาวไอซ์แลนด์!




จาก เวปข่าวจริง

Iceland monitor ยืนยันจาก รมต. ต่างประเทศไอซ์แลนด์ ว่า ไม่เป็นความจริง
.....

Dozens believe ‘Get paid to marry Icelandic women’ hoax






Source: Iceland Monitor
30 Aug 2016

Iceland’s Foreign Ministry has received dozens of enquiries from men interested in taking up the Icelandic government’s offer of $5,000 to marry an Icelandic woman and make up for the lack of men in the country.

Unfortunately for the interested gentlemen, news of the exciting offer is a not-so-elaborate hoax posted on a website called ‘The Spirit Whispers’.

“Because of the high proportion of females than males have resorted government of that country to the solution is to grant $ 5,000 per month per immigrant marries Icelandic,” reads the article, in decidedly ropy English.





Iceland's Foreign Ministry. Photo: Iceland Monitor/Kristinn Ingvarsson


Priority apparently goes to men from North Africa, but all those “interested in this offer” were encouraged to leave a comment under the article.

Despite the exceedingly questionable nature of the posting, dozens of men have reportedly contacted Iceland’s Foreign Ministry to get more information on this too-good-be-true offer.

Every enquiry has been personally answered – obviously to the effect that the piece is a complete hoax and that there is absolutely no initiative in place to pay foreign men to come to Iceland and marry local women.

Thailand’s Draconian Cyberlaws Tipping Toward Totalitarian (“There’s a reason you separate military and the police. When the military becomes both, the enemies of the state tend to become the people.”)




A display panel at the Royal Thai Army's cyber unit taken Sept. 9, 2015. Photo: WeLoveRTA.org


THAILAND’S DRACONIAN CYBERLAWS TIPPING TOWARD TOTALITARIAN

By Don Sambandaraksa, Special Correspondent

September 14, 2016
Khaosod English

Amendments to the criminal code removing judicial oversight of wiretapping combined with new laws on cybercrime, cyber security and even the digital economy all suggest the Good People running the country can no longer distinguish between internal security and external threats.

These laws, as written, may well criminalize satire such as internet memes and have other far-ranging repercussions for free speech and privacy. Proponents argue these new powers would only be used against enemies of the state and are necessary given how much of our lives are now online. Many others shudder at the thought, as the line between the state and those running it increasingly blur.

A government overhaul of the criminal code would allow police to intercept phone calls and computer communication without a court order. The interim cabinet secretly approved these amendments on Aug. 9, according to the Thai Netizen Network.

The reason, ostensibly, is that with more and more of society’s business conducted online, the old framework of communication intercepts led by the Ministry of Justice’s Department of Special Investigations, or DSI, is no longer workable. Computer crime is no longer novel or special. DSI investigators have their hands full – the logic goes – and police are powerless when it comes to intercepting digital communications and gathering evidence.

Because the courts take time to approve these intercept warrants, digital data must be gathered quickly before it is deleted; therefore, the new law eliminates judicial oversight, leaving us with a police force that can intercept our communications at the discretion of its officers – all in the name of efficient justice.

This is the alarming state of things as laid out by Thai Netizen Network’s Arthit Suriyawongkul on the sidelines of a Sept. 8 NBTC public forum oddly described as “stealing money via the mobile.”

Wrong Solutions to the Right Problems?

The forum itself was largely a non-event. It stemmed from a high-profile case last month in which someone lost his life savings of 1 million baht after a cyber-criminal used a bogus ID to get a replacement of the victim’s SIM card issued, which he then used to reset his e-banking passwords and clean out his account.

Thailand has suddenly discovered that phishing happens and real money is lost. Welcome, however belatedly, to the 21st century. In the end, Kasikorn bank refunded the million baht and TrueMove gave the victim a free iPhone 6+ with a year’s free service thrown in.

NBTC commissioner Prawit Leesathornwongsa cynically suggested KBank and True quickly settled the case because the government could not afford bad publicity while rolling out PromptPay, its new national e-payment system. But the PromptPay omnishambles is a story for another time.

It was on the sidelines of the NBTC event that Arthit, a champion for online rights, shared his concerns about the government’s new cyber security laws.

Topping his anxieties is the current revision of the Computer Crime Act, namely its revised Section 16. It would criminalize mere possession of images that are defamatory without even dissemination or, as the law likes to phrase it, “entering into a computer system.”
Section 16. Any person who imports into a publicly accessible computer system of computer data including images of other persons whether or not the images have been created doctored, amended or adapted by electronics means or whatsoever means and by doing so is likely to impair the reputation of such other person or to expose such other person to hatred or contempt shall be subject to imprisonment not exceeding three years and a fine not exceeding 200,000 baht or both.

Section 16/2. Any person who is aware that electronic data in one’s possession is the data ordered for seizure and destruction as to section 16/1, the person is obliged to destroy such data. Any violation shall result in the person having to serve half of the penalty as provided for by the law in Section 16.

Source: Unofficial translation of draft amendment

Yes, when this law is promulgated, merely possessing an image that is defamatory could land you in jail for 18 months.

Arthit said he had asked the MICT subcommittee about this and the reply was chilling: If you do not have any bad intentions, that’s fine. You will have your day in court and you will be cleared.

Since when did Thailand adopt the guilty-until-proven-innocent school of jurisprudence?

Being overseas or even being a foreigner overseas does not help either, as the new 17(2) says computer “misuse” crimes are an extraditable offense. One can imagine many a foreign judge laughing when the extradition requests start flying.

Worse still, the National Legislative Assembly is trying to extend Section 16(2) to cover Section 14. Section 16 is for images, while 14 applies to any information deemed untrue or defamatory. The punishment is incarceration for up to five years.

“So if I grab your phone and write 1+1=3 on it, you can be charged under the new, extended [Computer Crime Act] Section 16(2) if it goes through, couldn’t you?” I asked Arthit.

He laughed and called me silly. Then he paused to consider what he’d just said about presumption of guilt.

Officer SpyWare

The other issue is the ongoing secret amendment of the criminal code to allow police to order so-called lawful intercepts without court oversight.

Arthit said that the cabinet approved the new criminal code on Aug. 9, but that it was kept out of any public documents and did not appear in the official cabinet meeting reports.

“How can we even talk about or oppose a law when it’s kept secret?” he asked.

Arthit explained that the current DSI act requiring a judge’s approval strikes the right balance between investigatory needs and a reasonable desire that other methods have been exhausted first. None of this, he alleges, is present in the new criminal code for police interception.

Arthit said that in light of cybercrime developments, he’s not entirely opposed to expanding police powers, “but there needs to be checks and balances.”

He shared his fear that internal cyber security is increasingly being mixed up with external cyber defense. Granted, in a connected world the lines are blurring. But the lines must remain for good reason.

Bill Adama
As Commander William Adama said in the cult sci-fi series Battlestar Galactica:

“There’s a reason you separate military and the police. One fights the enemies of the state, the other serves and protects the people. When the military becomes both, then the enemies of the state tend to become the people.”

The Good People running the country seem to be conflating national security and internal security with these legal amendments, perhaps without malice. Maybe that’s just how they were brought up.

Applying a totalitarian military mindset to internal security may indeed be efficient, but is it the path Thailand truly aspires to take? Are we really so happy with the absence of conflict that we are willing to turn a blind eye while the seeds of guilty-until-proven-innocent totalitarianism take root? Sadly it seems we are.

นำ้ท่วมปี 54 จะเอาผิดอีปูว์ น้ำท่วมปีนี้ เอาผิดประยุทธ์ดีไม๊ หรือ จะไปเอาผิดกะเทวดา? ดูคลิป Voice TV 'แนะนำ ป.ป.ช. ไปฟ้องเทวดาแก้น้ำท่วม !'




https://www.youtube.com/watch?v=5S8dgah1YJQ

แนะนำ ป.ป.ช. ไปฟ้องเทวดา แก้น้ำท่วม !

VOICE TV

Published on Sep 22, 2016

คลิกชมรายการเต็มได้ที่ http://shows.voicetv.co.th/wakeupnews...

น้ำท่วมประเทศทุกปี แต่ ป.ป.ช. ดันหยิบเรื่องนี้มาเอาผิดอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ถือเป็นประเด็นที่ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนเคยโดนมาก่อน แค่นึกภาพตามก็ 'งง' แล้ว สงสัยต้องแนะนำ ป.ป.ช. ให้ไปฟ้องเทวดา เผื่อจะแก้ปัญหาได้

ooo

'สุรพงษ์' ฝาก 'ประยุทธ์' ใช้สมองอันปราดเปรื่อง ดูต้นเหตุน้ำท่วม ปี 54

by Wiroon Pleejun
23 กันยายน 2559
Voice TV

สุรพงษ์' ฝาก 'ประยุทธ์' ใช้สมองอันฉลาดปราดเปรื่อง ดูว่าต้นเหตุมหาอุทกภัยปี 54 เกิดจากอะไร รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารงานไม่ถึงเดือน แต่เหตุใดสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เขื่อนทำการเก็บกักน้ำเอาไว้มากจนเกินไป ขอได้ทบทวนเรื่องนี้โดยด่วนด้วยเพราะต่างชาติเขาจะหมดความศรัทธาและความเชื่อมั่นในการดำเนินการของรัฐบาล

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ฝากถึงท่านนายกฯประยุทธ์ด้วยครับว่า น้ำเดินทางหรือไหลจากเหนือมาสู่ภาคกลางและกว่ามวลน้ำจะเดินทางมาถึงกรุงเทพต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือนและแต่ละเขื่อนที่เก็บกักน้ำตลอดลำน้ำต่างๆตั้งแต่แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน และเจ้าพระยานั้น ก็จะต้องมีการบริหารปล่อยน้ำทิ้งก่อนที่ฤดูน้ำหลากจะมาถึงเพื่อจะให้น้ำใหม่ไหลเข้าไปเก็บกักไว้แทนที่ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในการวางแผนจัดการน้ำ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารงานต้นเดือนสิงหาคม 54 และก็เกิดเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯทันที ซึ่งนั่งทำงานกันก้นยังไม่ทันจะอุ่นเลย น้ำก็ไหลเข้ามาถึงกรุงเทพฯแล้ว

ถ้าท่านนายกฯประยุทธ์ลองของท่านพิจารณาดู จากข้อมูล สถิติปริมาณน้ำหน้าเขื่อนในช่วงเวลานั้น ก็ย่อมทราบได้ทันทีว่าเหตุน้ำท่วมที่มันเกิดขึ้นในปี54 นั้นย่อมต้องเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่หน่วยงานน้ำและเขื่อนทำการเก็บกักน้ำเอาไว้มากจนเกินไป ก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเข้ามาบริหารงาน

ดังนั้น การที่จะมาพิจารณาว่าเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะท่านนายกฯยิ่งลักษณ์นั้น ถ้าต่างชาติเขารู้เข้า เขาก็จะหัวเราะเยาะประเทศไทยเราแน่นอน จึงใคร่ขอให้ท่านนายกฯประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลได้ทบทวนเรื่องนี้โดยด่วนด้วยเพราะต่างชาติเขาจะหมดความศรัทธาและความเชื่อมั่นในการดำเนินการของรัฐบาลของท่านนายกฯประยุทธ์ อย่างแน่นอน เพราะข้อมูลและตัวเลขนั้นสามารถพิสูจน์กันได้โดยหลักการคำนวณทางวิศวกรรมศาสตร์ด้านชลประทานได้อย่างชัดเจน

ดูคลิปข่าวได้ที่ 

.....



คลิป UN Live Thailand, UPR Report Consideration 25th Meeting + คกก.นักนิติศาสตร์สากลแถลงใน UPR เรียกร้องไทยโอนคดีพลเรือนออกจากศาลทหาร




https://www.youtube.com/watch?v=TMS9oM3Fnu4

UN Live United Nations Web TV Meetings & Events Thailand, UPR Report Consideration 25th Meetin

Joseph Sycip

Published on Sep 23, 2016

ooo

คกก.นักนิติศาสตร์สากลแถลงใน UPR เรียกร้องไทยโอนคดีพลเรือนออกจากศาลทหาร




ศิริกาญจน์ เจริญศิริ


ที่มา ประชาไท
Fri, 2016-09-23 18:53

23 ก.ย. 2559 ในการประชุม คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council) สมัยประชุมสามัญที่ 33 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 - 30 ก.ย. คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) โดย ศิริกาญจน์ เจริญศิริ แถลงในการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระ (Universal Perodic Review) ของประเทศไทย แสดงความยินดีในโอกาสที่ประเทศไทยได้ผ่านกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระเป็นครั้งที่สอง ขณะเดียวกัน ICJ ก็รู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลไทยไม่สนับสนุนข้อเสนอแนะหลักที่สำคัญบางประการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิทางพลเรือนและสิทธิทางการเมืองในประเทศ

"รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งรัฐบาลทหารประกาศใช้ภายหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 ยังคงมีผลบังคับใช้ โดยมาตรา 44 ให้อำนาจรัฐบาลอย่างกว้างขวางและไม่สามารถตรวจสอบได้ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พื้นฐานของหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน" ศิริกาญจน์ ระบุ

เธอกล่าวว่า รัฐบาลทหารได้ออกคำสั่งและประกาศหลายฉบับ โดยใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งส่งผลให้มีการเอาผิดทางอาญากับการชุมนุมทางการเมือง เปิดโอกาสให้มีการควบคุมตัวโดยพลการไม่เกินเจ็ดวันโดยไม่ต้องมีข้อหา รวมถึงให้อำนาจการบังคับใช้กฎหมายอย่างกว้างขวางกับเจ้าหน้าที่ทหาร

"พลเรือนอย่างน้อย 1,811 ราย ถูกไต่สวนในศาลทหาร ซึ่งขัดกับกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ และ
พลเรือนจำนวนหลายคนถูกดำเนินคดีเพียงเพราะใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างเสรีและการชุมนุมอย่างสงบ" เธอกล่าวและว่า รัฐบาลไทยไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ อันจะเป็นผลให้มีการยกเลิกข้อจำกัดต่อหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนเหล่านี้

เธอกล่าวว่า แม้ว่า ICJ จะยินดีกับคำสั่งที่ประกาศเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นหลังจากวันดังกล่าว แต่ยังคงมีคดีอีกประมาณ 500 คดีที่ค้างอยู่ในศาลทหาร

ICJ ยังกังวลด้วยว่าเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตั้งข้อหาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสามคน โดยเป็นการดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญา เนื่องจากการกล่าวหาว่ามีการซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนใต้

ทั้งนี้ ICJ ขอให้รัฐบาลไทยยอมรับและปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้
- รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและคำสั่งและประกาศ คสช.ทั้งหมด ซึ่งขัดแย้งกับหลักนิติธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน
- โอนคดีพลเรือนที่ยังคงค้างทั้งหมดไปยังศาลพลเรือน และให้ยกเลิกคำตัดสินลงโทษต่อพลเรือนที่เคยถูกฟ้องในศาลทหารนับแต่รัฐประหาร พ.ศ. 2557 อีกทั้ง
-ยุติการคุกคามใดๆ ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย


สังคม'น่าสมเพช'





ฟังลุงตูบอ่านโพย ‘ปด’ ที่ยูเอ็นซะยังดีกว่า อ่านโพสต์น้าม้าร์คเพ้อพกสอนน้องปูว์

โพยที่ประยุทธ์อ่านบอกว่า การออกเสียงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับหมกเม็ด) “สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย” อันนี้ปดแน่ๆ

เพราะรัฐธรรมนูญมีบทนิรโทษกรรมพวกทำรัฐประหารทั้งหมด นี่ไม่เขาเรียกประชาธิปไตย แต่ถ้าเรียกว่า ‘ประชาธิปัตย์’ น่าจะใช่

ส่วนที่ว่า “ประชาชนได้ใช้สิทธิลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้ว” นั่นก็ถูกครึ่งเดียว ก็ต้องเรียกประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะก่อนออกเสียงห้ามวิจารณ์ห้ามค้านเนื้อหาร่างฯ

เช่นนั้นเลยทำให้ผลประชามติที่ออกมาไม่สมบูรณ์เท่าราคาคุย แถมคำถามพ่วงให้ คสช. แต่งตั้ง (ทั้งทางตรงทางอ้อม) สว. ทั้งกระบิ ๒๕๐ คนไว้คอยคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

หนำซ้ำ สว. เหล่านั้น (อันที่จริงต้องเรียก สภา คสช. จึงจะตรงกับความเป็นจริง) ยังได้สิทธิ ‘วิเศษ’ ร่วมโหวตเลือกนายกฯ คนนอกด้วย

อีกตอน “รัฐบาลก็ผ่อนคลายมาตรการชั่วคราวที่ไม่จำเป็น เช่น การประกาศยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร” นี่ก็เอาเศษความจริงเท่าขี้เล็บมาโพทนาเท่าภูผา

เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าคดีที่ใช้คำสั่ง คสช. ม.๔๔ ม.๑๑๖ ม.๑๑๒ จัดการกับพวกที่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนและต่อต้านรัฐประหาร ยังค้างเติ่งอยู่เป็นจำนวนมาก







ล่าสุดวานนี้เอง (๒๒ ก.ย.) อัยการจังหวัดนราธิวาสสรุปสำนวนสั่งฟ้อง น.ส.นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาวพลทหารวิเชียร เผือกสม ที่เสียชีวิตจากการถูกซ้อมในค่ายทหาร

เธอได้ใช้เวลาหลายปีรณรงค์ ร้องเรียนและแจ้งความจนกระทั่งความจริงปรากฏ แต่กลับถูกนายทหารคนหนึ่งยื่นฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท และอาชญากรรมตาม พรบ.คอมพิวเตอร์

(http://prachatai.com/journal/2016/09/68044)





ขนาดนี้แล้วยังว่าดีกว่าโพสต์ของน้าม้าร์คยังไง มันดีกว่าแค่ประยุทธ์ จันทร์โอชาโกหกบื้อๆ ไม่คดเคี้ยวมุสาเท่าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ดูประยุทธ์พูดอาจสมาธิว่อกแว่กเล็กน้อย ทั้งที่แกยักคิ้วบ่อยก็ยังพอได้เห็นลิ้นไก่ แต่อ่านที่อภิสิทธิ์สอนน้องต้องอ่านสามรอบ เพราะใช้ถ้อยคำ overt sophisticated ทรงภูมิเกินไป อ่านแล้วงง ทำให้หลงกลได้ง่ายๆ

อย่างเช่นว่า “ถ้าจะมีความไม่ต่าง หรือ ความเหมือน ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะเราไม่เรียนรู้”

(http://www.matichon.co.th/news/294736)

อูย น้าม้าร์คทันสมัยมาก ใช้ ‘ความไม่ต่าง’ แทน ‘ความเหมือน’ สไตล์เดียวกับตำรวจที่บอกว่า นายธวัชชัย ที่ดินจังหวัดกระบี่ตายในเรือนจำดีเอสไอ “ไม่ใช่ฆาตกรรม” แต่ “ถูกทำให้ตาย” แบบนี้คนอ่านจะบ้าตายก่อน

ม้าร์คสาทกต่อ “...ว่าเงื่อนไขของการรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมาเป็นเงื่อนไขของสภาวะแวดล้อม ที่ผู้ที่เข้ามาทำรัฐประหารบอกว่ามีความจำเป็น ในการที่จะต้องมาหยุดยั้งสภาวะความขัดแย้งของมวลชนอย่างรุนแรง”

อันนี้คนของม้าร์ค ฝักฝ่ายของ ปชป. ก็มีส่วนอยู่เยอะนะในการจัดฉากเงื่อนไข ทั้งสายล่อฟ้า ทั้งแก๊งไอติม ทั้งอี๊ ‘ติ่ง’ บุญมีตระกูล

“เพราะเราไม่สามารถทำให้ระบบการเมืองสามารถสะท้อนความหลากหลายทางความคิด เกิดมีแนวคิดทางการเมืองในลักษณะของการรวบอำนาจ หมายความว่า เอาอำนาจที่ประชาชนมอบให้ แล้วคิดว่านั่นคือใบอนุญาตที่จะไปทำอะไรสารพัด”

อ๊ะ อ๊า ไม่ใช่ ม้าร์คอย่าบิด ที่จริงไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเลย ‘การรวบอำนาจ’ ประชาชนไม่ได้มอบให้นะ และที่ทำ ‘อะไรสารพัด’ ตามอำเภอใจ ก็เพราะ ปชป. พันธมิตรฯ กปปส. ช่วยกันประเคนให้ต่างหาก

ส่วนเรื่องการแทรกแซงสื่อ “ทำให้การเมืองต้องไปสู่ท้องถนน” นั่นก็เป็นเพียงหาเหตุข้ออ้างมากกว่าเป็นผลกระทบโดยตรง

หลายสิ่งยุคนี้ที่สื่อรูดซิบปากตัวเองเพราะกลัวถูกปรับทัศนคติ หงอคำสั่งที่ ๗ ที่ ๓ และหวาด ม.๑๑๗ ม.๑๑๒ ขณะที่สื่อขนหน้าแข้งทหารปั้นน้ำเขียนด่าพวกตรงข้าม ไม่เห็นม้าร์คอ้างถึงบ้าง

“สังคมต้องมาช่วยกันประคับประคอง ว่าทำอย่างไรให้เราทุกคนเรียนรู้ แล้วแก้ไขปัญหาเก่าๆ ให้ได้”

นี่ก็มาอีหรอบเดียวกับลุงตูบ โทษคนอื่น โทษรัฐบาลที่แล้ว เวลาจะผูกทำเองไม่ฟังใคร เวลาจะแก้เรียกคนอื่นช่วย “ดีใส่ตัว ชั่วให้คนอื่น” สันดอนเดิม

มิหนำซ้ำ คดีใหม่ (ลำดับที่ ๑๕) ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูก ป.ป.ช. เปิดไต่สวนข้อหากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี ๒๕๕๔ เมื่อเธอเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียงเดือนเดียวนั้น






“อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคดีการบริหารจัดการน้ำว่า เป็นข้อกล่าวหาที่แจ้งโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/414432.html)

“ไม่เข้าใจเพราะน้ำท่วมอยู่แล้วตั้งแต่รัฐบาลอื่น จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงโดนอยู่คนเดียว...ทุกวันนี้นั่งอยู่ดีๆ ก็ต้องมารับเรื่องทั้งหมด ตอนนี้มีทั้งหมด ๑๕ คดีแล้ว”

คงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจาก “จองล้างจองผลาญ” กัน โดยมีอ้ายม้าร์ค ‘ริ’ ร่วมลงมือ ‘ยำ’ กับเขาด้วยแหละ

"ทศกัณฐ์"เป็นของราษฎร์และของหลวง อย่าทำให้ "โขน" เป็นลัทธิ + เวอร์ชั่นแก้ไขแบบทางการ




https://www.youtube.com/watch?v=xk77wxiY1cc&spfreload=5

"ทศกัณฐ์"เป็นของราษฎร์และของหลวง.อย่าทำให้"โขน"เป็นลัทธิ.

jom voice

Published on Sep 22, 2016

นายสมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia เกี่ยวกับเอ็มวี.ทศกัณฐ์ยกทัพเที่ยวไทย หรือ เที่ยวไทยมี เฮ. ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ให้ ทศกัณฐ์ นำเที่ยวในอิริยาบถต่าง ๆ จนสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กรมศิลปากร และสำนักวัฒนธรรมสั่งแบนเอ็มวีดังกล่าวว่า เป็นความใจแคบของฝ่ายอนุรักษ์ ทั้ง ๆ ที่โขน หรือศิลปะชั้นสูง เป็นทั้งของราษฎร์และเป็นของหลวง กรณีเอ็มวี คือการใช้ ทศกัณฐ์ในมุมมองของชาวบ้านหรือเป็นโขนชาวบ้าน หรือเป็นโขนสด แต่โขนที่เป็นจารีตซึ่งเป็นของราชสำนักก็จะไม่เป็นแบบนี้ ต้องแยกกันและต้องใจกว้าง กรมศิลป์ฯมีหน้าที่อนุรักษ์ ก็ทำหน้าที่ไป แต่อย่ามาห้ามไม่ให้ประชาชนใช้ และอย่าทำให้ โขน หรือศิลปะชั้นสูงแขนงต่าง ๆ กลายเป็นลัทธิ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้สำหรับชาวบ้าน รัฐไม่ควรเป็นเผด็จการในเรื่องที่เป็นศิลปวัฒนธรรม

ooo




เวอร์ชั่นแก้ไขแบบทางการ ลงที่นี่ที่แรกนะครับ



บัณฑิต ทองดี

ooo




อยากให้ทุกคนได้ฟัง!
ครีเอทีฟ คนต้นคิด MV #เที่ยวไทยมีเฮ เปิดใจถึงฉาก #ทศกัณฐ์ ที่โดนตัดออกว่าแบบนี้...
#ถามตรงๆ >> https://youtu.be/dSjBHM41lHI


ThairathTV


ระงับจัดงาน"สันติภาพกรือเซะ"เพิ่มความระแวง ระหว่างประชาชนต่อรัฐ




https://www.youtube.com/watch?v=3OoIEGoC9kA

ระงับจัดงาน"สันติภาพกรือเซะ"เพิ่มความระแวง ระหว่างประชาชนต่อรัฐ

jom voice

Published on Sep 22, 2016

นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา เครือข่ายภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณีที่เจ้าหน้าทหารและฝ่ายปกครองมีคำสั่งให้ยุติการจัดกิจกรรม"สันติสุขชายแดนใต้ - สันติภาพปาตานี - สันติสุขประเทศไทย เนื่องในวันสันติภาพสากล" บริเวณมัสยิด กรือแซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมาเนื่องในวันสันติภาพสากลว่า ฝ่ายรัฐเห็นว่ามัสยิดกรือแซะเป็นสถานที่ที่เป็นสัญญลักษณ์ของความรุนแรงจึงไม่อยากจะให้เกิดความรู้สึกกับประชาชนในพื้นที่ แต่ภาคประชาสังคมที่จัดงานเห็นว่า รัฐมองในด้านลบเกินไป และไม่ไว้ใจประชาชน ต้องยอมรับความจริงว่า มัสยิดกรือแซะ คือสัญญลักษณ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของความเป็นมาลายูปาตานี ดังนั้นควรร่วมมือกันเพื่อสร้างให้เกิดภาพบวกกับพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ได้จะดีกว่า ซึ่งการห้ามจัดกิจกรรมแบบนี้ ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาชนกับรัฐมากขึ้น และเป็นการสะท้อนว่าฝ่ายรัฐไม่ได้หวังที่จะสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ แต่หวังเพียงให้เกิดความมั่นคงในมิติของฝ่ายรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น