วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2558

แปะไว้หน่อย ภาพข่าวคั่นเวลา ไม่มีไรมาก แค่ความเคลื่อนไหว ยิ่งลักษณ์ไปศาลวันนี้ คดีจำนำข้าว






แปะไว้หน่อย ภาพข่าวคั่นเวลา ไม่มีไรมาก

แค่ความเคลื่อนไหว ยิ่งลักษณ์ไปศาลวันนี้ คดีจำนำข้าว

มีคนเจอะภาพ จับภาพ และจารภาพไว้

ให้รับรู้ ให้ชูชิด และให้คิดลึกๆ






ความ ‘แพะ’ ยังมั่วซั่ว ความ ‘ปลา’ เข้ามาซ้ำ




ความ ‘แพะ’ ยังมั่วซั่ว ความ ‘ปลา’ เข้ามาซ้ำ

(จากภาษิตเดิม ‘ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก’ งวดนี้รัฐบาล คสช. โดนหนักดั่ง ‘ผีซ้ำดั้มพลอย’)

ความแพะ : การจับกุมผู้ต้องสงสัยวางระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณ ทำท่าจะเป็น ‘ปาหี่’ เมื่อผู้ต้องหา ‘ไม่ใช่แพะ’ แต่นักข่าวผู้ตั้งข้อกังขา ‘เป็นคนไทยหรือเปล่า’

ไหนจะมีชาวบ้านใกล้เคียงบอกไอ้หมอนี่เป็นแขกขายโรตีแถวหนองจอกมาตั้งแต่ปี ๓๗ แถมมันนอนเอกเขนกรอเจ้าหน้าที่ในชุดเรียมแร้มาจับกุม พร้อมจัดวางของกลางร้ายแรงทั้งนั้นไว้เต็มห้อง

เสร็จงานเกินอาทิตย์แล้วยังไม่คิดหนีไปไหน กะจะระเบิดที่ใหม่ เชอะ ไม่รู้ฝีมือตำหวด-ตะหานไตแลนเดีย เสียแล้วมรึง

มาวินกว่าใครเห็นจะเป็นพวก ‘แสวงการ’ ลากตั้ง แถกแถบิดเบี้ยวว่าไอ้แขกขาว (ปลอม) เนี่ยอยู่แก๊งบางบัวทอง ฮ้าร์ดคอร์ปทุม โยงใยไปถึง ‘บิ๊กบอส’ จนได้สิ

ประการสำคัญ ทั่นไก่อู กะทั่นวินธัย คายทีเด็ดแถลงข่าวกันหมดไส้ ล้วนของเสียทั้งนั้น จนมีคนแนะ (จะใครเสียล่ะ ถ้าไม่ใช่ สศจ.) ให้โละทิ้งได้แล้ว

ไก่อูนั่งยันจนวินาฑีสุดท้าย ว่าคนร้ายเป็นพวกผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองจากรัฐบาล (ตุรกี) ชุดที่แล้วแน่ๆ




ส่วนวินธัยปล่อยไก่ ดันเอาภาพเสื้อกั๊กพกระเบิดพลีชีพออกแถลงข่าวจับคนร้าย ทั้งที่ไม่มีในของกลาง

ชาวเน็ตเลยช่วยสาวหาที่มา ลงท้ายได้ความว่าเป็นภาพจากเว็บ TSA หน่วยงานความมั่นคง-ปลอดภัยตามสนามบินในสหรัฐ (งานนี้สื่อผิดตามเคย ตะหานแมนมากบอกว่าเอาภาพสอดเอง)

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440922300)

ตานี้มาถึงความปลา : จำได้แมะ อาทิตย์ที่แล้วมีคดีฟ้องร้องในอเมริกาต่อบรรษัทค้าปลีกระบบสมาชิกขนาดยักษ์ Costco (โดยพ่วง ‘ซีพี’ เป็นจำเลยเข้าไปด้วย) โทษฐานจำหน่ายกุ้งแช่แข็งที่มาจากอุตสาหกรรมประมงไทย ซึ่งถูกประจานว่าใช้แรงงานทาส บังคับผู้ลี้ภัยจากพม่าและบังคลาเทศเป็นลูกเรือหาปลา

คดีไม่จบง่ายๆ จนกว่าจำเลยจะยอมยุติซื้อมาขายกุ้งแช่แข็งจากไทย หรือระบุบนสลากว่าเป็นผลิตภัณฑ์แรงงานทาส




คราวนี้ ‘ดั้มพลอย’ ด้วยคดีเพิ่ม เมื่อผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารระดับ monster ของโลก Nestle โดนสำนักทนายอเมริกันในแอล.เอ. ฟ้องข้อหาคล้ายกัน ว่าอาหารแมวยี่ห้อดังของเนสเล่ Fancy Feast นั่นใช้ปลาจับจากประเทศไทยด้วยแรงงานทาส

สื่อบลูมเบิร์กธุรกิจรายงานว่า ผู้บริโภคสี่รายร่วมกันให้สำนักทนาย (เฮเก็นส์ เบอร์แมน โซโบล แช้พปิโร) เป็นตัวแทนฟ้องร้องบริษัทเนสเล่แห่งสวิสเซอร์แลนด์ ในข้อหาละเลยและละเมิดต่อการใช้แรงงานทาสและแรงงานเด็ก

(http://www.bloomberg.com/…/nestle-accused-of-putting-fish-f…)

“แล้วปกปิดข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ เนสเล่จึงเท่ากับล่อลวงผู้บริโภคให้ร่วมสนับสนุนและกระตุ้นการใช้แรงงานทาสบน ‘คุกลอยน้ำ’” นายสตีฟ เบอร์แมน ผู้จัดการคณะทนายฝ่ายโจทก์กล่าวกับสื่อออนไลน์ BUSINESS WIRE

สำนวนฟ้อง ๒๙ หน้าเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ศกนี้ ระบุว่าเนสเล่ร่วมมือกับบริษัทไทยคู่ขา Thai Union Frozen Products PCL นำเข้าอาหารทะเลที่ผลิตเป็นอาหารแมวจากประเทศไทยปีละไม่ต่ำกว่า ๒๘ ล้านปอนด์

คำฟ้องยังอ้างอิงบทความหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์เรื่อง “Sea Slaves: The Human Misery that Feeds Pets and Livestock.” โดยกล่าวว่า




“แทนที่จะมีการจ้างงานตามปกติ ชายและเด็กถูกขายเป็นทาสโดยนายหน้าและพวกลักลอบค้ามนุษย์ให้กับกัปตันเรือหาปลาตามเมืองท่าไทยที่ต้องการแรงงาน เมื่อขายแล้วพวกชายและเด็กเหล่านี้ (ที่ต่อไปจะเรียก ‘ทาสทะเล’) จะเข้าสู่การบังคับใช้แรงงานยุคใหม่ โดยต้องทำงานเพื่อชดใช้หนี้ที่กัปตันจ่ายซื้อตัวพวกเขามา”

ประการหนึ่งในคำฟ้องที่ทำให้เห็นว่าการบังคับใช้แรงงานทาสนี้โหดร้ายรุนแรง อยู่ที่

“พวกทาสทะเลเหล่านี้มักถูกขายต่อกันบ่อยๆ ระหว่างที่ยังตะลอนอยู่กลางทะเล แต่ละครั้งที่ถูกขายเปลี่ยนมือราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้แรงงานเหล่านี้ตกเป็นทาสนานขึ้น จำต้องทำงานใช้หนี้ค่าตัวของตนมากขึ้นเป็นเวลานานยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งสนนราคาที่จะปลดเปลื้องไปสู่อิสรภาพเป้นไปไม่ได้”

(http://www.businesswire.com/…/Hagens-Berman-Class-Action-Fi…)

ข่าวบลูมเบิร์กยังได้กล่าวถึงเรื่องแรงงานเด็กที่บริษัทเนสเล่เคยถูกฟ้องร้องมาแล้ว ในคดีเกี่ยวกับคนงานเด็กไร่โกโก้ในไอวอรี่โคสต์ เมื่อปี ๒๕๕๕ คดี Barber v. Nestle USA Inc., 15-cv-01364, U.S. District Court, Central District of California (Los Angeles)

ครั้งนั้นเนสเล่ออกถ้อยแถลงว่า “การใช้แรงงานเด็กเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการทุกอย่างซึ่งเป็นจุดยืนของเรา”

ยังไม่ปรากฏมีปฏิกิริยาใดๆ จากเนสเล่ในคดีอาหารแมวที่ผลิตโดยปลาจากการประมงไทย

ค่อนข้างแน่ก็คือการนำเข้าสหรัฐปีละ ๒๘ ล้านปอนด์คงต้องยับยั้งชั่วคราวแบบยาวนาน

ฮุนต้าไทย คณะทหารผู้ปกครองคงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ ออกทีวีทุกวันศุกรกล่อมโลกสวยได้

แต่อุตสาหกรรมประมงไทยเห็นท่าจะแย่ คงต้องบนบานศาลเจ้ากันอีกแยะ (เอาอย่างผู้บัญชาการตำหวดไง)

โชคดีนะที่ไตแลนเดียมีศาลมากมายให้บนบานกัน ศาลทหาร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาคดีผุ้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งี้

ศาลพวกนี้มีผู้วิเศษสิงสถิตย์อยู่ทั้งนั้น


Nick Ragan ให้ข้อคิดเรื่อง การสอบสวน ชาว ต่างชาติ ในค่ายทหาร ต้องมีความระมัดระวังโปร่งใส Business As Usual ไม่ได้ ระวังจะชักศึกเข้าบ้าน




https://www.youtube.com/watch?v=yFRmggQgh-o

สอบสวน ชาว ต่างชาติ ในค่ายทหาร

aquateal quoise

Published on Aug 29, 2015
สอบสวน ชาว ต่างชาติ ในค่ายทหาร

...




คลิป Thai Voice Media คุยต่อกับ กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายสากล - เผด็จการทหารอาจฉุด"ไทย"สู่สงครามก่อการร้าย




https://www.youtube.com/watch?v=M-fNVFe7bGQ

เผด็จการทหารอาจฉุด"ไทย"สู่สงครามก่อการร้าย

jom voice

Published on Aug 30, 2015
นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายสากล Critical Terrorism Studies จากประเทศอังกฤษ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia เกี่ยวกับพัฒนาการของกลุ่มก่อการร้ายสากลใ­นอนาคต และโอกาสของประเทศไทย ที่จะตกเป็นเป้าก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้าย­สากลว่า เป็นไปได้ที่ ประเทศไทย จะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้ายสากล หากดำเนินนโยบายต่างประเทศผิดพลาด โดยเฉพาะ รัฐบาลทหารที่นิยมใช้อำนาจและอาวุธมากกว่า หลักการและเหตุ อาจจะทำให้มิตรประเทศกลายเป็นศัตรู และรูปแบบของการก่อการร้ายสากลยุคใหม่ หลังเหตุการณ์ 9/11 ผู้ก่อการร้ายจะไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอ­ีกต่อไป เป้าหมายจะเป็นศูนย์กลางของความเจริญ หรือศูนย์กลางของโลก มุ่งสังหารคนจำนวนมาก สำหรับประเทศไทย ไม่เข้าข่ายความเป็นศูนย์กลางโดยตรง แต่หากมีจุดอ่อน และล้มเหลวในการรับมือและป้องกันการก่อการ­ร้ายสากล ก็อาจจะตกเป็นเป้าได้เช่นกัน ส่วนวิธีการอาจจะพัฒนาไปถึงขึ้น ระเบิดพลีชีพ คาร์บอมพ์ และ cyber terrorism ได้


เรื่องต่อเนื่อง...

เก็บภาพความเห็น (ไม่รับ) ร่างรัฐธรรมนูญฯ 2558 ที่แพร่หลายในขณะนี้











เก็บมาจากเวปต่าง ๆ


เชิญฟัง "อจ.วรเจตน์" "อจ.ปิยบุตร" ชี้ประเด็นร้อน ร่างรธน.ใหม่



https://www.youtube.com/watch?v=xfOqu8rOjj8&app=desktop

ปิดห้องคุย "อจ.วรเจตน์"ชี้ประเด็นร้อน ร่างรธน.ใหม่ ตั้ง"คปป."หรือ"อภิรัฐบาล"!! Matichon TV

matichon tv

Published on Aug 29, 2015

"วรเจตน์"ชี้ประเด็นร้อน ร่างรธน.ใหม่ ตั้ง"คปป."หรือ"อภิรัฐบาล&­quot;!! (คลิป) ติดตามในมติชนออนไลน์ 29 ส.ค.2558 http://www.matichon.co.th/news_detail...
Official Matichon TV
ooo



'ปิยบุตร'ชี้ รธน.ซ่อนรูปรัฐประหารhttp://news.voicetv.co.th/thailand/250503.html

'ปิยบุตร'ชี้ รธน.ซ่อนรูปรัฐประหาร

by Nititorn Surabundith26 สิงหาคม 2558

นักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญ ยืนยัน ร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย หลังพบการเพิ่มอำนาจองค์กรตรวจสอบไร้สมดุล และการถ่วงดุล โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการยุทธศาสตร์ เสมือนการบรรจุรัฐประหารไว้ในรัฐธรรมนูญ

สำหรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คัดค้าน คือ การตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาอย่างเข้มข้น เสมือนการพิจารณาใบอนุญาต โดยไร้การถ่วงดุล เช่นเดียวกับอำนาจชี้ขาดการวินิจฉัยมาตรา 7

อำนาจดังกล่าวปรากฎในมาตรา 270 ให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบของร่างแก้ไข คือ หากขัดหลักพื้นฐาน อาทิ ระบอบการปกครองให้ร่างตกไป หรือวินิจฉัยว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้หรือไม่ อาทิ องค์ประกอบวุฒิสมาชิก เป็นต้น ก่อนนำไปสู่ประชามติ

นอกจากนี้ยังคัดค้านบทบัญญัติคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ระบุ อาจเป็นรัฐซ้อนรัฐที่สมบูรณ์ ทั้งอำนาจกำกับรัฐบาลปกติ และอำนาจพิเศษในการแก้ไขวิกฤตการเมือง เสมือนการบรรจุรัฐประหารในรัฐธรรมนูญ หลังคำสั่งดังกล่าวจะเป็นที่สิ้นสุด ผูกพันนิติบัญญัติ และบริหาร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปิยบุตร ยังระบุว่า ร่างฉบับนี้มีปัญหาทั้งที่มา และกระบวนการ หากสมาชิกสปช.ลงมติผ่าน และนำไปสู่ประชามติ ควรเสนอทางเลือกประชาชน อาทิ ทางเลือกให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้ หรือหากไม่ผ่านสปช. และประชามติ ควรมีสสร.จากการเลือกตั้ง


วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2558

“แบบนี้จะให้รับได้อย่างไร” : หลักการล้วนๆ จากภาคส่วนนักวิชาการ-นักการเมือง ชี้ธาตุแท้ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๘


อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สำหรับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ภาคการเมือง ราชการ รวมถึงการตรวจสอบและถ่วงดุลของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องบอกว่าไม่มี

ไม่มีการถ่วงดุลใดๆ คือร่างรัฐธรรมนูญอย่างที่เราเห็นแล้ว ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย

โดยสามารถแบ่งเป็นสองประเด็นคือ หนึ่ง การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนจะต้องมาจากประชาชน ถ้าคุณมีการเลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วนและระบบบัญชีรายชื่อโดยตรง ก็กำหนดอัตราส่วนเลยว่าเท่าไรต่อเท่าไร ไม่ต้องมีการเกลี่ยหรือหักลบอย่างที่มีการระบุเอาไว้ในร่างฉบับนี้ หมายความว่า การเข้าสู่ตำแหน่งจะต้องได้มาจากอธิปไตยของประชาชน เราไม่มีสิทธิที่จะไปหักลบคะแนนของพวกเขา

อีกประเด็น เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การสร้างอำนาจซ้อนอำนาจ ทำให้รัฐธรรมนูญนี้ขี้เหร่

การสร้างอำนาจซ้อนอำนาจโดยที่ ส.ว.มาจากวิธีแต่งตั้ง ๑๒๓ คน มีมากกว่าการเลือกตั้ง แนวคิดส่วนตัวของผมอยากจะให้มีสภาเดียวอยู่แล้ว แต่หากอยากจะให้มี ส.ว. มีสองสภามาทำหน้าที่ตรวจสอบ การตรวจสอบจะต้องให้อำนาจอธิปไตยของประชาชนเป็นตัวตั้ง และหากจะให้เป็นอำนาจของประชาชนจริงๆ ส.ว.ทั้งหมดก็ควรจะมาจากการเลือกตั้ง เช่น ให้เลือกตั้งจังหวัดละ คน มี ส.ว.ทั้งหมด ๑๕๔ คน ก็เพียงพอแล้ว และกำหนดอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสม ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะดูสวยงาม แต่สิ่งที่เห็นในร่างรัฐธรรมนูญกลับไม่ใช่

การให้อำนาจแก่กลุ่มคนที่ถูกแต่งตั้งเหนือกว่าอำนาจอธิปไตยของประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

ประชาชนเลือกรัฐบาลที่พวกเขาต้องการมา แต่กลับต้องมาถูกควบคุมโดยบุคคลที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วหากดูที่มาของแต่ละองค์กร ต้องบอกว่าดูไม่จืด คือเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาที่จะเอาอำนาจของ คสช. อำนาจของอำมาตย์ มาเป็นอำนาจที่จะควบคุมรัฐบาลที่มาจากประชาชน แบบนี้จะให้รับได้อย่างไร 

นอกจากนี้ยังมีกรณีขององค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้งศาลที่ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ ถามดูสิว่าใครมาเป็นคนตรวจสอบ ทั้งที่จริงแล้วควรจะต้องมีการตรวจสอบจากภาคประชาชน โดยเกิดมาจากพลังของภาคประชาชน

ดังนั้นองค์กรอิสระควรจะต้องมีการเลือกตั้งทางอ้อม เลือกผู้เลือกตั้งมาจังหวัดละ คน แล้วมาชี้ว่าใครควรจะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่าให้คนแค่ คนมาตัดสินใจ

เพราะอย่างที่เห็นบ้านเมืองเรามีระบบอุปถัมภ์เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศล่มจม แต่ไม่มีใครแก้เพราะคนส่วนบนได้ประโยชน์ ใครมีพรรคพวก ใครมีบารมี ก็สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ แต่ประชาชนตาดำๆ ไม่ได้รับการแก้ปัญหา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่สร้างการกระจายอำนาจและไม่สร้างการถ่วงดุลเลยแม้แต่น้อย


ฉะนั้นจะให้บอกว่าดีไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ขี้เหร่ ที่พยายามบอกว่าร่างรัฐธรมนูญนี้เป็นฉบับที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เด่นในเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น ต้องบอกได้ว่าไม่จริงเลย

เพราะการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม คุณจะต้องให้อำนาจของประชาชนนั้นอยู่เหนืออำนาจอื่นๆ สร้างองค์กรตรวจสอบจากภาคประชาชน ซึ่งเราไม่เห็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเลย 

ถามว่าคุณกล้าที่จะเขียนหรือไม่ว่าให้มีองค์กรตรวจสอบภาคประชาชนประจำจังหวัดที่มาจากเลือกตั้งโดยตรง กล้าที่จะกระจายองค์กรตำรวจเป็นตำรวจท้องถิ่นกับตำรวจระดับชาติหรือไม่

เรื่องพวกนี้เคยเสนอวุฒิสภาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ แต่ก็ไม่มีใครกล้า เพราะจะให้ผู้ที่อยู่ในอำนาจเสียผลประโยชน์ ดังนั้นจะอ้างว่ามาปฏิรูป ทำไม่ได้หรอก เพราะจะปฏิรูปอะไรหากผู้มีอำนาจเสียผลประโยชน์เขาก็จะบอกว่าไม่เอา 

อีกทั้งแทนที่จะมีการสนับสนุนเรื่ององค์กรชุมชนต่างๆ ที่มีอยู่ประจำจังหวัด องค์กรที่ประชาชนจัดตั้งกันขึ้นมากันเองจริงๆ รัฐธรรมนุญฉบับนี้กลับพยายามที่จะสร้างองค์กรที่ขึ้นกับภาคราชการ ความจริงคุณจะต้องให้องค์กรเหล่านี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์และความกระตือรือร้นของประชาชนแท้ๆ สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้มีการสนับสนุน มีแต่ความพยายามในการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ผลงานที่ออกมากลับไม่ตรงกับคำพูดที่พูด

ความพยายามที่จะบอกว่าให้อำนาจประชาชน อยากถามว่าอยู่ตรงไหน อำนาจของประชาชนมีโดยกำเนิดของเขาอยู่แล้ว ไม่ต้องไปให้เขา

อำนาจอธิปไตยนั้นมาพร้อมกับการเกิดของพวกเขาในประเทศแห่งนี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องบอกว่าจะไปให้เขา เพราะทุกคนต่างมีอยู่แล้ว มีแต่จะต้องสนับสนุนให้ทุกคนสามารถใช้อำนาจได้อย่างถูกต้อง เช่น การสร้างสภาพลเมืองตามจังหวัดต่างๆ เพื่อที่จะมีที่ให้ประชาชนได้ออกเสียง ได้แสดงความคิดเห็น โดยที่ไม่ต้องไปปิดถนนให้ผิดกฎหมาย แบบนี้กลับไม่มีการสนับสนุนส่งเสริมการสร้างประชาธิปไตยให้ชุมชน ต้องให้พวกเขามีส่วนร่วมและสามารถที่ะจะดูแลท้องถิ่นของตนเองได้ 

ส่วนกรณีบ้านเลขที่ ๑๐๙ และ ๑๑๑ นั้นคือ ตามกฎหมายเดิม หากต้องพัก ปี ก็ต้องเป็นไปตามนั้น จะมาออกกฎหมายเพื่อใช้ย้อนหลังแบบนี้ไม่ได้ เพราะพวกเขาถูกลงโทษด้วยกฎหมายเดิมไปแล้วต้องจบกันไป จะต้องมีการพูดอย่างชัดเจนว่าถูกลงโทษไปแล้วใช่หรือไม่ แล้วจะลงโทษซ้ำอย่างนี้ได้หรือ เพราะโดยหลักการของกฎหมายจะต้องใช้อย่างยุติธรรม 


สุดท้ายนี้ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะมาอ้างว่าประชาชนมีส่วนร่วมไม่ได้ แต่เท่าที่เห็นมีแต่ดูถูกอำนาจอธิปไตยของประชาชนเสียมากกว่า ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประเทศเลยแม้แต่น้อย

เพราะในทางนิติศาสตร์ รัฐธรรมนูญหมายถึงกฎหมายสูงสุดของประเทศ ส่วนในทางรัฐศาสตร์หมายถึงโครงสร้างของประเทศ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจะต้องให้คนทั้งประเทศมีส่วนร่วม ต้องมีความยุติธรรมแผ่ไปทุกสัดส่วน ไม่ใช่ร่างมาเพื่อใช้เฉพาะเจาะจงเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อสร้างอำนาจนำให้คนชั้นบน ซึ่งใช้ไม่ได้ 

ธนพร ศรียากูล

หัวหน้าพรรคคนธรรมดา

จำเพาะบทเฉพาะกาลที่ให้ ส.ว.มาจากการสรรหา ๑๒๓ คน โดยที่คนที่ประชาชนเลือกขึ้นมามีเพียง ๗๗ คน เท่านี้ก็เห็นได้ว่าไม่มีการถ่วงดุล

นอกจากนั้นแล้วกระบวนการที่พยายามบอกว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิ มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่างๆ ต้องเรียนว่า สาระที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญพิจารณาจากภาษาเขียนแล้วดูประหนึ่งว่าเหมือนจะดี แต่แท้จริงแล้วจะต้องดูสาระที่บัญญัติไว้ในกฎหมายลูก

เพราะกระบวนการจัดทำกฎหมายลูก คนที่จัดทำก็คือ สนช. แล้วถามว่า สนช.มาจากไหน สนช.ก็มีที่มาจาก คสช. โจทย์ที่ คสช. มอบให้กับกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องมีสิทธิมีเสียงก็จะตกทอดมาสู่ สนช.อีก หรือรัฐสภาที่มี ส.ว. ๑๒๓ คนที่มาจากการแต่งตั้งก็ไม่มีความแตกต่าง สรุปแล้วเนื้อหาในกฎหมายลูกก็จะไม่ต่างกันอย่างแน่นอน

ดังนั้นใครก็ตามที่ออกมาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดพื้นที่สิทธิ เสรีภาพให้กับพลเมืองเพิ่มขึ้นมากมาย จริงๆ แล้วเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

เพราะกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกที่จะไปกำหนดลายละเอียดต่างๆ ล้วนแล้วแต่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ที่มาจากผลการรัฐประหารทั้งสิ้น มาจากผู้ที่ไม่คิดจะฟังเสียงประชาชนแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นจะหวังว่าคนเหล่านี้จะมาเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน มาตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของตนเอง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ฉะนั้นแล้วอุดมคติที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯเขียน เป็นเพียงกับดักและภาพลวงตาที่พยายามหลอกประชาชน

อีกทั้งกรณีที่มาของ ส.ส.นั้น ส่วนตัวมองว่าระบบที่ได้รับการยอมรับและใช้ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ คือระบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง เป็นระบบที่สะท้อนความเท่าเทียมของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมากที่สุด

แต่ส่วนระบบที่ออกแบบมาล่าสุดหรืออะไรต่างๆ นี้ ต้องพูดตรงๆ ว่า หากเราต้องการให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงเข้มแข็ง เราต้องคงหลักการพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรคเอาไว้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิดมีแต่จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นการจงใจออกแบบมาเพื่อทำให้ลดทอนอำนาจของประชาชน จนไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย

ส่วนกรณีบ้านเลขที่ ๑๐๙ และ ๑๑๑ นั้น ต้องย้อนกลับไปที่หลักการว่า การลงโทษใคร เจตนาก็เพื่อให้คนที่ถูกลงโทษกลับมามีพฤติกรรมใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นได้ การกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการตีตราก็จะทำให้เกิดผลเสียแก่สังคม ไม่ใช่แต่เพียงกรณีนี้เท่านั้น 


ในฐานะที่เป็นหนึ่งในบ้านเลขที่ ๑๐๙ มองว่ากระบวนการจะเป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติ คาดว่าจะต้องไปถึงศาลให้มีการตีความ และทำให้กระบวนการขั้นตอนมีความซับซ้อน

ทั้งที่ความจริงไม่ควรมองคนกลุ่มนี้อย่างมีอคติตั้งแต่ต้นแล้ว อย่างน้อยที่สุดคนกลุ่มนี้ก็ถูกลงโทษ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ปีเป็นที่เรียบร้อย

การไปทำเหมือนประหนึ่งว่าคนกลุ่มนี้ไม่สามารถที่จะมีสิทธิพลเมืองเท่ากับคนอื่นๆ ก็เหมือนกับเป็นการตีตราคน 

ไม่ต่างจากการตีตรานักโทษที่พ้นโทษมาแล้ว ตีตราผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ตีตราผู้ที่ประกอบอาชีพที่สังคมไทยดูเหมือนว่าจะไม่ยอมรับ แล้วไม่ให้โอกาสพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคม ทั้งที่มีกติกากลไกอื่นๆ ที่ดูแลเขาได้อีกมาก

ส่วนอนาคตมองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติอย่างแน่นอน เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าสภานี้ไม่ได้มีความหมายอะไรมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว มีแต่หน้าที่ยกมือผ่าน ส่วนที่บอกว่าไม่ผ่านนั้นเป็นเพียงสีสันเท่านั้น

อีกทั้งกระบวนการในการลงประชามติ สิ่งที่น่ากังวลคือกระบวนการในการลงประชามติแบบไม่เปิดโอกาสให้มีการต่อสู้ด้วยเหตุผลอย่างเต็มที่ ระหว่างผู้สนับสนุนอยากให้ผ่านกับผู้ที่คัดค้านโดยอ้างว่าจะเป็นการยุยงปลุกปั่น จะยิ่งเป็นสร้างปัญหาในเรื่องการยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะผ่าน แต่ก็ต้องมีปัญหาในเรื่องความชอบธรรม ซ้ำรอยกับความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ 

สิ่งที่ คสช.ควรทำคือ ยกเลิกประกาศการห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง และให้มีการรณรงค์กันอย่างเต็มที่ 

หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เชื่อว่าจะได้รับการยอมรับมากกว่าการห้ามไม่ให้มีการแสดงเสรีภาพทางความคิดเห็น

เพราะหากผ่านไปในสถานการณ์ที่ไม่ให้ประชาชนมีสิทธิเสียงในการแสดงความคิดเห็น เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นกว่าเก่า และเมื่อถึงวันนั้นไม่ทราบว่าแม่น้ำทั้งห้าสายจะรับผิดชอบอย่างไร

ร่างรัฐธรรมนูญ 58 ห้ามถาม ห้ามวิจารณ์ ห้ามไม่ได้หรอก... ภาพกิจกรรม อ่านร่างฯตามรูทีน ที่ลานปรีดีฯ 29 สค.





ที่มา เพจ

กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)


อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับไทยยุคพระศรีอาริย์ ณ ลานปรีดี (29 สค)

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่พวกเราอ่านร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐบาลประยุทธ์ห้ามรณรงค์รับ/ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่จะใช้ในอนาคต และจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศไทย

"ให้เราประชาชนทุกคนมีความสุขความสงบดังเช่นยุคพระศรีอาริย์"







ไทยรัฐรายงานคำพูด นายกฯ อารมณ์ขึ้น ซัดนักการเมืองไม่ละอาย ชี้นำคว่ำรธน.




นายกฯ อารมณ์ขึ้น ซัดนักการเมืองไม่ละอาย ชี้นำคว่ำรธน.

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
28 ส.ค. 2558

นายกฯ ซัดนักการเมืองไม่ละอายชี้นำคว่ำรธน. ยกเสียงประชาชน 60 ล้านสู้ถามกลัวอะไรกับคปป. ไม่สนพรรคขู่บอยคอตเลือกตั้ง เทียบตัวเป็นนกกระสาทำความสะอาดบ่อให้กบ...

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศฟิลิปปินส์ ว่า เรื่องสถานการณ์ทางการเมือง ตนได้บอกกับทางฟิลิปปินส์ว่าประเทศไทยกำลังเดินตามโรดแม็ปอยู่ ในเรื่องของการเตรียมการทำรัฐธรรมนูญ เตรียมการทำประชามติ ถ้าขั้นที่ 1 ผ่านก็ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 สู่การเลือกตั้ง ซึ่งตนยืนยันในเจตนารมณ์ของเราจะไม่ไปฝืนในสิ่งที่ทำไว้เดิมก็คือโรดแม็ป ซึ่งคนที่ทำไม่ให้เป็นไปตามโรดแม็ปก็พวกที่ออกมาพูดจากันอยู่ขณะนี้ และทำให้ประชาชนสับสน

“ฉะนั้นอย่าดูถูกประชาชน อย่าไปชี้นำ ไม่ใช่ผมไม่รับผิดชอบ แต่เคยบอกแล้วว่า บ้านเราเมืองเรา การเมืองเราให้ท่านทำมาตั้งนานแล้ว ท่านก็แก้ไขอะไรไม่ได้สักที ฉะนั้น วันนี้ผมเป็นกรรมการ ก็สามารถกำหนดกติกาออกมาได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนดู ประชาชนที่รับประโยชน์ว่า เขาโอเคไหม ถ้าเขาโอเคควรที่จะมีกติกาใหม่หรือเปล่า ก็ไปว่ากันมา ไม่ได้ต้องการที่จะมีอำนาจเหนือใครทั้งสิ้น”

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ว่า จะไปกลัวอะไรกันนักหนา สื่อมวลชนเข้าใจไหม อธิบายได้ไหม หรือวิจารณ์อะไรไปเรื่อยเปื่อย เข้าใจเขาเขียนว่ายังไง อ่านหรือยัง แล้วมันดีหรือไม่ดีในความคิดของสื่อ หรือไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วประชาธิปไตยที่ผ่านมา มันเป็นอย่างไร คิดให้มันต่อเนื่อง หรือต้องการประชาธิปไตยที่เป็นแบบเก่ามาหลายสิบปี ซึ่งมีรัฐธรรมนูญหลายฉบับมาแล้ว หากฉบับนี้จะเปลี่ยนแปลงก็ให้ขึ้นอยู่กับประชาชน ให้ประชาชนคิดว่า เขาจะได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ไม่ใช่เราไปชี้นำ พวกเราต้องออกมาแสดงความคิดเห็นที่เป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมาก็พูดแบบนี้ ตีมาแบบนี้ ก็พูดแบบเดิม

“ไม่รู้จักละอายบ้างนะ ผมว่าคนดีๆ ผมไม่ไปแตะต้องอยู่แล้ว ไม่ไปยุ่งกับท่าน แต่คนที่มีปัญหาชอบมาพูดนี้ พูดโน้น ประชาชนก็ตัดสินเอาแล้วกัน ผมขี้เกียจไปทะเลาะด้วย”

ส่วนกรณีพรรคการเมืองจับมือคว่ำรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “จะจับมือคว่ำได้อย่างไร เขามีกี่คน ประชาชนมีกี่คน นักการเมืองมีถึงร้อยไหม หรือสองร้อย ประชาชนที่เหลือมีเท่าไร 60 กว่าล้านคน แล้วท่านจะให้เขาชี้นำในเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาหรือเปล่าไม่รู้ ไปเลือกกันเอาเอง ผมทำมาให้ขนาดนี้แล้ว ก็ไปเลือกกันเอาเอง"

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวกรณีพรรคการเมืองพรรคใหญ่จะไม่ลงเลือกตั้ง ว่า ถ้าไม่ลงก็อย่าลง ตนไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปลงเลือกตั้ง แต่มีหน้าที่ไปเลือก ถ้าไม่ดีก็กาไม่เลือกใครเท่านั้นเอง เขามีทางเลือกอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องมาขัดแย้ง มาเดินขบวนสู้กันอีก มันก็เกิดมาแล้ว ก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 เลือกตั้งครั้งที่แล้วมันเกิดหรือเปล่า ฉะนั้น วันนี้คนที่ออกมาพูดทั้งหมด เปิดเวทีแถลงมาว่า จะไม่เกิดเรื่องราวอย่างเดิมขึ้นมาอีก ทุจริตผิดกฎหมาย ทับซ้อนการใช้อำนาจ ไม่ใช่ปล่อยแล้วให้ตนมาแก้ให้ พอแก้ให้ก็มาเล่นงานตน แล้ววันหน้าเขาก็ไม่รับผิดชอบ คนอย่างนี้ท่านให้เขาพูดได้เหรอ คุณเชื่อเขาหรือเชื่อตน ให้เครดิตเขาหรือตน ท่านตัดสินเอาเอง

“วันนี้ ผมไม่ได้ทำตัวแบบนกระสาที่มาจิกกินกบ มันไม่ใช่ แต่ผมมาทำให้สระนี้สงบเงียบเรียบร้อย พวกเราคือกบ ไม่ได้ดูถูกใครนะ เปรียบเทียบกันง่ายๆ เราก็อยู่กันสงบเรียบร้อย น้ำก็ใส ท่านจะไปหากินที่ไหนก็ได้ แล้วท่านจะไปหานกกระสาที่ไหนมาอีก ถึงเวลาเดี๋ยวเขาก็เลือกกันมาเอง อย่าไปกังวลนักหนาเลย อีกตั้งหลายขั้นตอน ยุ่งกันไปหมดแหละ ก็เหมือนกับการชี้นำ แทนที่จะไปโทษคนพูด ก็มาโทษผมอีกว่าชี้นำ ดีเหมือนกัน”

พร้อมระบุ ที่ตนมาอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเขาไม่ทำตามกรอบ เขาไม่ปล่อยให้ทุกคนทำหน้าที่ในทางที่ถูกที่ควร นั่นล่ะคือปัญหา ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เราเป็นห่วงกันเสมอในเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งเราไม่เคยคิดจะละเมิด เพียงแต่เขาเสนอควรจะมีกลไก สักกลไกหนึ่งเพื่อดูแลเรื่องการปฏิรูป ดูแลการปรองดองในคดีที่สิ้นสุดแล้วจะทำอย่างไรกันต่อ แต่จะมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกโทษ นิรโทษกรรม มันทำไม่ได้ มันต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดอง เพราะความขัดแย้งรบกันมาตั้ง 6-7 เดือน

“ถ้าไม่ให้มีตรงนี้ ก็ไปบอกสิทำสัญญากับประชาชนได้ไหม เขาก็ไม่ทำอีก เขาก็บอกประชาธิปไตย เออประชาธิปไตยจะทำผิดก็ได้ ถูกก็ได้บ้านเมืองเสียหายอย่างไรก็ได้หรือไง คนดีๆ มีเยอะที่อยากเข้ามาการเมืองเขาก็ไม่กล้าเข้า ตนมาสภาพแบบนี้หลายๆ คนก็ไม่ยอมรับกติกากัน ไปเอากติกาต่างประเทศมาต้องอย่างนี้อย่างนั้น ทำไมไม่ให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น การจะเป็นประชาธิปไตยส่วนหนึ่งคือการเลือกตั้ง แต่ส่วนหนึ่งท่านต้องรู้ว่าจะเลือกตั้งใครเข้ามาบริหารปกครองบ้านเมือง ที่มีธรรมาภิบาล ที่ผ่านมามีการไปร่วมงานศพ งานแต่งวันนี้มีหรือไม่ นั่นคือการดูแลประชาชนหรือ เอาเงินไปช่วยงานศพ มีพวงหรีดไปทุกวัน เอาเงินที่ไหนไปซื้อ เงินส่วนตัวหรือเปล่า ถ้าเป็นเงินส่วนตัว ผมโอเคชื่นชม ขึ้นสวรรค์ แต่ถ้าเป็นเงินหลวงตกนรกหมด ผมมีเงินเดือน 7 หมื่น 5 พัน แจกแบบนั้นไหวไหม ทะเลาะกับสื่อค่าแรงก็หมดแล้ว ผมไม่ได้โกรธสื่อเพราะโกรธกันไม่ลง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในที่สุด

...

(ครานี้ ตลกหน้าไม่อาย)


บทพิสูจน์อำนาจ-บารมี "ป๋าป้อม" โกยทะลุเป้า "น้องตู่" ใต้ร่มเงาพี่ใหญ่




โดย ทีมข่าวการเมือง
29 สิงหาคม 2558

ป้อมพระสุเมรุ

ช่วงฤดูโยกย้ายแต่งตั้ง มักจะใช้วัดบารมี-คอนเนคชั่น ของคนในรัฐบาลได้ดีว่าใครกันแน่ที่คอยกุมบังเหียนรัฐบาล เพราะทั้งฉาก-หลังฉากจะปรากฏความเคลื่อนไหวของคนที่มีอำนาจ “ตัวจริง” ออกมาเสมอ

แม้แต่รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่ใครๆก็คิดว่าอำนจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้จะอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” เพียงคนเดียว ฟันธงได้เลยว่า “คิดผิดถนัด”

เพราะคนที่มีอำนาจ-บารมี-คอนเนคชั่น เหนือ “บิ๊กตู่” ยังคงเป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่สามารถขัดใจ “บิ๊กตู่” ชงชื่อคนใกล้ชิดขึ้นยึดหัวหาดตำแหน่งสำคัญได้หมด

อาจจะเพราะหากตัดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี-หัวหน้า คสช. 2 หัวโขนที่ “บิ๊กตู่” สวมอยู่ ดูเหมือนจะไม่ใหญ่เท่าขัวโขน “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ที่ไม่มีใครมาแย่ง “บิ๊กป้อม” ไปได้

เมื่อ “พี่ใหญ่ป้อม” สั่ง “น้องตู่” ก็ไม่ขัดข้องที่จะทำตาม อาจจะหมองใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่กล้าขัดขืนแข็งข้อใส่ ยิ่งพักหลังมี “สัญญาณพิเศษ” ส่งตรงถึง พล.อ.ประวิตรอยู่บ่อยๆ ยิ่งต้องทำให้คนเป็นน้องต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในที่ตั้งเหมือนกัน

“บิ๊กป้อม” ทำผลงานทะลุเป้าอีกครั้งหนึ่ง หลังส่งน้องรัก-คนรู้ใจ-คนอกหัก ขึ้นคุมหน่วยงานความมั่นคงหลักของประเทศไทยทั้งหมด ไม่มีหลุด-ไม่มีตกแม้แต่ตำแหน่งเดียว

เริ่มกันที่ “น้องรัก” อย่าง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีระชัย นาควานิช ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หากไม่มีอะไรพลิกโผคงได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ตามใจหมายปอง ท่ทมกลางข่าวลือหนาหูว่า “บิ๊กหมู” ถึงกับหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายต่อหน้า “บิ๊กป้อม” หลังมีข่าวออกมาว่าตัวเต็งที่จะนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. เป็นชื่อของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผบ.ทบ. น้องรักสุดเลิฟของ พล.อ.ประยุทธ์

ด้วยความที่ “บิ๊กหมู” เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ของบูรพาพยัคฆ์ เริ่มต้นรับราชการประจำการอยู่ในค่ายจักรพงษ์ พล.ร.2 รอ.ปราจีนบุรี คุมกำลังในหน่วยรบมาอย่างโชกโชน เคยเป็น ผบ.พัน และ ผบ.กรม ใน พล.ร.2 รอ. ก่อนขยับเข้าสู่กองทัพภาคที่ 1 เป็นแม่ทัพน้อยภาคที่ 1 รองเสนาธิการทหารบก และแม่ทัพภาคที่ 1 ตามลำดับ

เรียกว่าเส้นทางถอดแบบ ผบ.รุ่นพี่มาเป๊ะๆ ทั้งยังเป็นมือทำงานของ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ มาอย่างใกล้ชิดด้วย

อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงวันนี้ “บิ๊กป้อม” ต้องหนีบ “สัญญาณพิเศษ” เดินสายเคลียร์ใจ “บิ๊กตู่” รวมถึง “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ผบ.ทบ.ให้ เพราะมีข่าวว่า “บิ๊กโด่ง” กับ “บิ๊กหมู” ไม่กินเส้นกันอย่างแรง

ที่ร้ายกว่านั้นยังมีข่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตรออกแรงไปขอช่วยแกมบังคับให้ พล.อ.อุดมเดชชงชื่อ “บิ๊กหมู” เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการกลาโหม เพื่อให้ที่ประชุมชงชื่อนั่งตำแหน่งผบ.ทบ. ก่อนที่จะส่งให้ “บิ๊กตู่” อย่างไร้กังขา ไร้แรงต้าน เพราะหาก พล.อ.อุดมเดชส่งชื่อ “บิ๊กติ๊ก” นั่ง ผบ.ทบ.ตามแผนเดิมแล้ว พล.อ.ประวิตรขอใช้สิทธิเปลี่ยนตัวกลางที่ประชุมกลาโหมจะเกิดข้อกังขามากมาย แล้วตัว “บิ๊กป้อม” เองจะมีมลทินติดตัวทันที

อาจกลายเป็นปมหมางใจเลยเถิดกันไปของ “พี่ป้อม-น้องตู่” ด้วย

ที่สำคัญอาจจะโดนน้องๆในกองทัพหาว่าลำเอียงเลือกที่รักมักที่ชังเอาได้ ทางรอดเดียวของ “บิ๊กป้อม” คือโยนให้ “บิ๊กโด่ง” ทำเอง ตัวเองลอยตัว น้องรักสมหวังก็เป็นพอ

ผลพวงจากการที่ “บิ๊กป้อม” จัดโผทหารด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด แม้จะมีรายการคุณขอมาบ้าง แต่โอกาสน้อยที่นายทหารที่ไม่ใช่เครือข่ายบูรพาพยัคฆ์จะได้เป็นใหญ่ คนที่ไม่เคยเข้ามูลนิธิป่ารอยต่อที่ ร.1 รอ. หมดสิทธิหวังได้ลาภก้อนโต

ก่อนหน้านี้ “ป๋าป้อม” ก็เคยแสดงปิทธิฤทธิ์มาแล้วกับเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามเนื้อผ้าแล้วเป็น “บิ๊กตู่” ที่ตามตำแหน่งแล้วเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กต.ช.) ต้องเคาะครั้งสุดท้าย แต่กลับมอบอำนาจให้ พล.อ.ประวิตรเลือกเอา “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ชงชื่อขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่ แทน “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ผบ.ตร.ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ

ทั้งที่ “บิ๊กแป๊ะ” ยังเหลืออายุราชการอีก 5 ปี ตรงกันข้ามแคนดิเดตคนสำคัญ “พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์” รองผบ.ตร. ที่เหลืออายุราชการเพียงแค่ 1 ปี แต่กลับถูกมองข้ามแบบไม่ใยดี ด้วยเหตุผลสั้นๆว่า พิจารณาจากความเหมาะสมกับสถานการณ์

ชั่วโมงนี้จึงถือว่าขุมกำลังทางงานด้านความมั่นคงอยู่ในมือ “บิ๊กป้อม” แบบเบ็ดเสร็จ สั่งซ้ายหันขวาหันได้หมด แม้จะรับคำสั่งจาก “บิ๊กตู่” แต่คนสั่งตัวจริงคือ “ป๋าป้อม”

นอกจากการจัดโผข้าราชการตำรวจ-ทหารแล้ว “ป๋าป้อม” ยังสามารถจับวางเก้าอี้ในส่วนอื่นๆได้อย่างถนัดถนี่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร อย่างตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่ง "อนุสิษฐ คุณากร" เจ้าของตำแหน่งกำลังจะเกษียณอายุราชการ แม้จะมีระบบจัดการภายในวางไลน์ “ลูกหม้อ” ไว้อย่างชัดเจน เพราะเป็นหน่วยงานความมั่นคงที่สำคัญ จนเคยมีปัญหา “คนข้ามห้วย” เมื่อสมัยรัฐบาลเลือกตั้ง ที่ “ถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาฯ สมช.เคยเอาเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลจนเป็นเหตุสำคัญทำให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ตกเก้าอี้มาแล้ว

มายุคนี้หน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ธรรมนงธรรมเนียมปฏิบัติอะไรก็ไม่สำคัญ เมื่อ “ป๋าป้อม” จะเอาซะอย่าง มีข่าวว่า พอเคลียร์ตำแหน่งใน “กองทัพไทย” ไม่ลงตัว ก็ต้องมองหาที่นั่งในส่วนอื่นมารองรับ อย่างรายของ “พล.อ.ทวีป เนตรนิยม” ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่ใจจริงอยากเกษียณอายุราชการในกองทัพ แต่เมื่อเคลียร์ไม่ลงตัว ก็เลยต้องเสนอแกมบังคับให้ พล.อ.ทวีปโยกออกจากหน่วยทหาร โดยเล็งไปที่ตำแหน่ง เลขาธิการ สมช.ที่กำลังจะว่าง

แม้จะมีแรงต้านจากบรรดา “ลูกหม้อ สมช.” ทั้ง “ถวิล” ที่เป็นทีมกุนซือของ “บิ๊กป้อม” เอง รวมไปถึง “ขจัดภัย บุรุษรัตน์” ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแรง โดยสะกิดเตือนว่า ข้อครหาที่ทำให้ “คุณหนูปู” ต้องพ้นเก้าอี้นายกฯ ส่วนหนึ่งมาจากการโยกย้าย “ถวิล” ออกจากตำแหน่ง แล้วเอา “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” คนนอก สมช.เข้ามาทำงาน ขณะที่ "กนกทิพย์ รชตะนันทน์" รองเลขาธิการ สมช.อาวุโสสูงสุด ที่จ่อจะจะสร้างประวัติศาสตร์เป็น เลขาธิการ สมช.หญิงคนแรก ได้แต่มองตาปริบๆ

ว่ากันว่า “ลูกหม้อ สมช.” เสียความรู้สึกไม่น้อยที่ “บิ๊กป้อม” ไม่ได้สนใจเสียงทัดทาน เพราะเห็นประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และเลือกที่จะทำร้ายจิตใจคน สมช. ทั้งที่ “บิ๊กตู่” เคยไฟเขียวให้ “กนกทิพย์” รอเป็นเลขาธิการ สมช. ท้ายที่สุดก็เป็น พล.อ.ประวิตรที่ขอไว้ เพื่อให้การแต่งตั้งโยกย้ายใน บก.กองทัพไทยลงตัว

ตามไทม์ไลน์แล้วชื่อ พล.อ.ทวีปจะถูกชงเข้าที่ประชุม ครม.ในตำแหน่งเลขาธิการ สมช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังติดขัดเรื่องการจัดเตรียมเอกสารโอนย้าย โดยคาดว่าสัปดาห์นี้ก็จะได้ว่าที่เลขาธิการ สมช.ที่ชื่อ พล.อ.ทวีป

กลายเป็นว่า คนที่น่าจะมีอำนาจที่สูงสุดต้องเชื่อฟัง “บิ๊กป้อม” ที่ตำแหน่งเล็กกว่า

ปีกว่าที่เข้าสู่อำนาจกันมา สองศรีพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ขัดใจ-ขบเหลี่ยมกันหลายเรื่อง แต่ก็เคลียร์ใจผลัดกันถอยทำให้ไม่มีปัญหาคาใจกันตามประสาคนบ้านใกล้ ร่วมโต๊ะดินเนอร์อาหารเย็นกันไม่เว้นแต่ละวัน

คงจะมีก็แต่เพียงเมื่อครั้งที่ “ป๋าป้อม” พยายามผลักดัน “เซเลปสาวสวย” ให้รับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล หนเดียวเท่านั้นที่หัวเด็ดตีนขาดยังไง “บิ๊กตู่” ก็ไม่ยอม นอกนั้นยอมลงให้ลูกพี่หมดทุกเรื่อง

สะท้อนให้เห็นอำนาจ-บารมีในยุค คสช.ครองเมืองได้ชัดเจน