วันจันทร์, กรกฎาคม 24, 2560

มาตรฐานเดียว... "เสื้อแดงทำอะไรก็ผิด (เยอะด้วย) " 🙁 ยึดทำเนียบจำคุก 8 เดือน หมิ่นอภิสิทธิ์จำคุก 1 ปี!?!









แต่ว่า 'ยิ่งลักษณ์' จะติดคุกเลยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อแม้ที่สมชาย แสวงการ แนะไว้

วิจารณ์หนัก วิพากษ์เน้น ยิ่งลักษณ์ คุกไม่คุกหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะปิดหีบคดีจำนำข้าว ปลายเดือนสิงหาคมนี้

แม้นว่า สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) จะเปิดช่องไว้ให้  “ไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ยังมีสิทธิอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้”

อดีต ส.ส. อีสาน คนนี้ที่ออกมาก่อไฟว่า “พบสัญญานก่อจลาจล วันพิพากษายิ่งลักษณ์” ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ โดยอ้างว่าตนมีข้อมูลเรื่อง “การเคลื่อนไหวระดมมวลชนในพื้นที่ต่างจังหวัดภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดในเขตปริมณฑล ผ่านทางอดีตส.ส., แกนนำกลุ่มการเมืองในพื้นที่, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), และ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.)

ให้นำประชาชนเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ จำนวน ๒ รอบ คือ รอบวันที่ ๑ สิงหาคม ซึ่งศาลฎีกาฯ นัดการแถลงปิดคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และรอบวันพิพากษาคดี วันที่ ๒๕ สิงหาคม โดยในรอบสองนั้นมีข่าวระบุว่าจะระดมประชาชนให้เข้ากรุงเทพเพื่อชุมนุมบริเวณหน้าศาลในจำนวนหลักหมื่นคน”

สมชายยังกล่าวหา (โดยอ้างข้อมูลของหน่วยข่าวความมั่นคง) ด้วยว่า “กรณีการระดมมวลชนมายังกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าเข้าข่ายการเกณฑ์ประชาชนให้ไปชุมนุม มีค่าตอบแทนเป็นเงินคนละ ๑,๕๐๐ บาท มีจ้างรถโดยสารเพื่อใช้เดินทาง เบื้องต้นพบหลักฐานเป็นรายชื่อประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์, รายชื่อแกนนำ และรถโดยสารไม่ประจำทางที่ว่าจ้างมาจากจังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดอำนาจเจริญ”


เสียดายที่สมชายมิได้นำ ข้อมูลที่เป็นหลักฐานทางกายภาพในข้อกล่าวหาของตนมาแสดงพร้อมกันไปด้วย เพิ่มความหนักแน่นให้เชื่อได้ ไม่เฉพาะแต่คำพูดออกจากปากนายสมชาย สนช.ที่ คสช.แต่งตั้ง อีกทั้งเขาเป็นแกนนำ กปปส. คู่กัดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์และเครือข่ายชินวัตร หากไม่มีหลักฐานยืนยันแจ่มชัด ก็ง่ายที่จะโต้ว่าเป็นเพียงวาทกรรมปั้นแต่ง

กระนั้นก็ดี มีรายงานข่าวของ นสพ.บางกอกโพสต์ช่วยชี้ด้วยว่า “ แหล่งข่าวจาก คสช. คาดหมายจะมีประชาชนจำนวนมาก (ออกมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์) ในวันที่ ๒๕ สิงหา” จึงได้มีการเตรียมพร้อมกำลังทหารไว้รับมือ

มณฑลทหารบกทั้งสี่ภาคได้รับคำสั่งให้ลงไปพบกับบรรดาผู้นำท้องถิ่น (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) แจ้งให้บอกกับลูกบ้าน อย่าได้ออกมาชุมนุมกัน

นอกนั้นก็มีข้อคิดของ เอกชัย หงส์กังวาน บนหน้าเฟชบุ๊คเป็นข้อสังเกตุที่มีคนรับฟังกันอย่างกว้างขวางว่า การจำคุกจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อไม่กี่วันมานี้ “เป็นการปรามแกนนำคนอื่นว่า อย่าคิดหือ” เหตุผลของเขาก็คือ “คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ต้องมีคนนำ พอไม่มีคนนำก็ทำอะไรไม่เป็น”

ข้อวิจารณ์ที่น่าสนใจกว่านั้นของเขาอยู่ที่ ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดียิ่งลักษณ์พร้อมกับคดีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ และ ภูมิ สาระผล “คดีในวันเดียวกันเพื่อถ่วงเวลา...

ช่วงบ่ายจึงจะอ่านคำพิพากษาคดีของยิ่งลักษณ์ซึ่งต้องยาวนานเกินเวลา ๑๖.๐๐ น. แน่นอน...ศาลฎีกาจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาลรีบกลับบ้านหลังเวลา ๑๖.๐๐ น. และปิดประตูห้องทำงานอย่างแน่นหนา” เพื่อรับมือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

“ปกติเจ้าหน้าที่เรือนจำจะได้รับแจ้งให้เตรียมห้องขังรอนักโทษสำคัญ ดังนั้นวันพฤหัสบดีทัณฑสถานหญิงกลางน่าจะได้รับคำสั่งนี้”

นั่นหมายความว่า มีการคาดการณ์ว่ายิ่งลักษณ์จะถูกพิพากษาให้มีความผิด และถูกนำตัวไปทัณฑสถานหญิงทันทีในวันนั้น

อันพ้องกับแนวคิดของฝ่ายตรงข้ามยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะทีมผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไปพูดไว้ที่โรงแรมมณเฑียร เมื่อ ๒๒ สิงหาคม ว่า

การตัดสินในวันนั้น “คงไม่กระทบต่อการสร้างความปรองดอง และไม่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงขึ้น” และเรื่อยไปถึงเรื่องรากฐานของกระบวนการประชาธิปไตยว่ามีกระบวนการยุติธรรม พยุง

“จะเป็นเงื่อนไขที่นำมาต่อรองในการสร้างความปรองดองหรือไม่ คิดว่าคงไม่เกี่ยวกัน” นายอภิสิทธิ์ พูดด้วยข้อมูลที่บีบีซีไทยรวบรวมไว้หรือเปล่าไม่รู้

คดีของแกนนำ นปช. ๕ คดี จำคุกไปแล้ว ๓ รอนัดสืบพยานอีก ๒ ส่วนของ กปปส. ๒ คดี อยู่ระหว่างนัดสืบพยานกับอุทธรณ์ แต่คดีของพันธมิตรฯ ๗ คดี อยู่ระหว่างรอพิจารณาบ้าง สืบพยานบ้าง อุทธรณ์บ้าง รอฎีกาบ้าง เข้าไปแล้ว ๕ คดี เหลืออีกสองมีการตัดสินยกฟ้องหนึ่ง อีกคดี ดาวกระจาย ยกฟ้อง ศาลอ้างว่าเพราะฟ้องซ้ำ พวกที่ไม่ซ้ำถึงจะผิดก็ให้รอลงอาญา ดังนี้เป็นต้น


ทั้งที่ Thanapol Eawsakul เตือนไว้ “อยากจะบอกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ยิ่งลักษณ์ติดคุกก็ไม่ได้ทำให้คนเลือกประชาธิปัตย์มากขึ้น” ก็เถอะ

แต่ก็รวมความว่ายิ่งลักษณ์ โดนแน่จะให้ศาลยกฟ้องเหมือนคดีของฟากตรงข้ามอย่าหวัง เพราะยิ่งลักษณ์อยู่ในฝั่งของพวกทุจริต ขณะที่อีกฝั่งถึงจะผิดบ้าง ถือว่าพลั้งเผลอ ควรแก่การให้อภัยกัน กระบวนยุติธรรมไทยที่อภิสิทธิ์บอกว่าพยุงประชาธิปไตย (อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) มี จั่วหัวหรือ premises กันไว้อย่างนี้ ทำไงได้

แต่ว่าเธอจะติดคุกเลยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อแม้ที่สมชาย แสวงการ แนะไว้ข้างต้น จึงได้ทำ ติ่งยิ่งลักษณ์(โน โน ไม่ใช่ติ่ง มอลลี่-กา) ออกอาการอัดอั้นเป็นอย่างยิ่ง

จากโพสต์ของหม่อม Taona Sonakul จวกพี่ชาย “ในขณะที่น้องสาวท่านที่ต้องลงการเมืองมาเพื่อช่วยเอาตัวท่านกลับประเทศไทย..น้องสาวท่านที่ต้องถูกรุมยำรุมกระทืบมาตลอดหกปีตั้งแต่วันที่ลงเลือกตั้ง น้องสาวท่านที่ต้องเป็นคนรับตีนทุกตีนเมื่อท่านออกตัวเต็มที่ให้นิรโทษกรรมเหมาเข่ง..

และตอนนี้มีคุกสิบห้าปีมั้งจ่ออยู่ที่หัวกระบาลนายกปู...นายกทักษิณอาจจะเป็นคนที่ฉลาดเรื่องธุรกิจที่สุดในโลก แต่ท่านเป็นคนที่ไร้วุฒิภาวะที่สุดที่เราเคยเห็นมาในชีวิตคะ”

ในยามอัดอั้น อะไรมันก็ระเบิดออกมาได้ ทางที่ดีลองมาฟัง Pavin Chachavalpongpun วิจารณ์สักนิด “ขอคอนเฟริม์ว่า ในจุดหนึ่ง ทางฝ่ายยิ่งลักษณ์เตรียมใจเรื่องติดคุกแล้ว คือติดก็ติด และพี่ชายก็ทำใจส่วนหนึ่งว่าถ้าต้องติด ก็ปล่อยให้ติด (คือจริงๆ ถ้าไม่ปล่อยให้ติด ก็ทำอะไรไม่ได้ไปกว่านี้)

...ทางเลือกที่สองคือหนี บอกเลยครับว่ายิ่งลักษณ์ไม่หนี เพราะคำนวณแล้ว หนีต้องหนีตลอดไปเหมือนพี่ชาย ไม่มีโอกาสกลับ ไม่มีโอกาสต่อสู้แบบตรงๆ ธุรกิจและผลประโยชน์ในไทยยังมีอยู่มาก คือถ้าติดคุกยังเรียกคะแนนทางการเมืองต่อได้ ยังเป็นพลังกัดกร่อน คสช. ต่อไป

...คสช ต้องการแบบไหน? จริงๆ แล้ว คสช. อยากให้ยิ่งลักษณ์หนี จะได้ลงเอยเหมือนพี่ชาย แต่มาจนบัดนี้คงรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ทางเลือกของยิ่งลักษณ์ เกมที่ต้องเดินต่อไปคือตัดสินอย่างไร ถ้าไม่ติดคุก ไอ้ความชอบธรรมการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลโกงก็หมดไป วาทกรรมนักการเมืองเลวก็อาจใช้ลำบากต่อไป ดังนั้นการตัดสินจำคุกอาจเป็นทางเลือกที่ คสช. เห็นว่าเป็นประโยชน์

...ยิ่งลักษณ์ติดคุกแล้วจะเกิดอะไร? ไม่มีเสื้อแดงออกมาประท้วงหรอกครับ อาจส่งเสียงบ้าง ส่วนใหญ่ก็ด่า คสช. ผ่าน FB สักพักเรื่องก็เงียบหายไป แม้ยิ่งลักษณ์ยังมีพลังอยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่ใช่อองซานซูจี (ซูจีสมัยก่อนนะ ไม่ใช่สมัยนี้) และมีเสื้อแดงหลายคนก้าวข้ามชินวัตรไปแล้ว”

อาจเป็นการวิเคราะห์ที่ไม่ได้บรรจงให้สละสลวยมากนัก (เธอรีบจะไปคั่วข้าวโพดมั้ง) แต่ก็น่าจะตรงกับทางที่จะเป็นจริงมากที่สุด สิ่งที่คนรักทักษิณ-ยิ่งลักษณ์จะทำได้ คงต้องรอตอนเธอติดคุกแล้ว ถ้าการอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่เป็นผล (ตอนนั้นชีพ จุลมนต์ จะเป็นประธานเสียด้วย)

ตอนนี้เหลือแต่รอปาฏิหาริย์ สวรรค์ประทานเสด็จลงมาเป็นพยานให้การแก่จำเลย อย่างที่แว่วว่าหลายคนเริ่มสวดมนต์ภาวนากันแล้ว พูดเป็นเล่นไป การเมืองไทยอะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ แม้แต่การปาฏิหาริย์

คลิปเสวนาประชาชน ผลกระทบ 3 ปี ภายใต้การรัฐประหาร




https://www.youtube.com/watch?v=dAI2oX05aEY

Live! เสวนา “สถานการณ์ประชาชนอีสาน ภายใต้การรัฐประหาร 3 ปี1" 22 กค 2560

MFTV Republic

Streamed live on Jul 22, 2017

.....

Live! เสวนา “สถานการณ์ประชาชนอีสาน ภายใต้การรัฐประหาร 3 ปี1" 22 กค 2560 ช่วงที่ 2




https://www.youtube.com/watch?v=NnkEF6UYBjE&spfreload=5

เวทีเสวนาประชาชน “สถานการณ์ประชาชนอีสาน ภายใต้การรัฐประหาร 3 ปีผ่านไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

เวทีเสวนาประชาชน “สถานการณ์ประชาชนอีสาน ภายใต้การรัฐประหาร 3 ปีผ่านไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

ผู้ร่วมเสวนาโดย ตัวแทนชาวบ้านจากพื้นที่เหมืองแร่ทองคำ เลย
พื้นที่เหมืองแร่เหมืองแร่โปรแตชบำเหน็จฯ ชัยภูมิ
พื้นที่ปิโตรเลียมบ้านนามูล ขอนแก่น
พื้นที่โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล สกลนคร
พื้นที่โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล อำนาจเจริญ
สมาพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)
สมาพันธ์เกษตรภาคเหนือ (สกน.)

ดำเนินรายการโดย กิตติกาญจน์ หาญกุล วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา อีสานกลางกรุง ครั้งที่ 2 “แถลงผลกระทบ 3 ปี ของประชาชน” ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย ขบวนการอีสานใหม่ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ และสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

แถลงผลกระทบ 3 ปี (หลังรัฐประหาร) ของประชาชนเหนือจรดใต้

(https://prachatai.com/journal/2017/07/72521)

....

เรื่องเกี่ยวเนื่อง...




"ความถูกต้องต้องมีที่ยืน"





"ความถูกต้องต้องมีที่ยืน"

วันศุกร์ที่ผ่านมาผมกับน้องเฟเดินทางไปศาลฎีกาฯ เพื่อร่วมกับประชาชนที่มาให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ในการพิจารณาคดีนัดสุดท้าย ประชาชนจำนวนมากยังคงมาด้วยความศรัทธาทั้งที่ฝ่ายเผด็จการใช้ทุกวิธีที่จะสกัด

ฟังพยานอดีตหัวหน้าคลังสินค้าที่เบิกความว่า "หลังรัฐประหาร รัฐบาล คสช. สั่งให้ยกเลิกติดกล้องวงจรปิดบริเวณโกดังเก็บข้าว สั่งห้ามเปิดโกดังเพื่อรมยาจนเป็นเหตุให้ข้าวเสื่อมสภาพ ทั้งยังกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพข้าวเองและขายข้าวดีในราคาข้าวเสื่อมคุณภาพทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย" ผมเชื่อว่าประชาชนที่มีความเป็นกลางคงได้ข้อสรุปตามที่ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการรับจำนำข้าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อยึดอำนาจและทำลายพรรคเพื่อไทย โดยมีนายกยิ่งลักษณ์เป็นผู้รับเคราะห์พร้อมกับชาวนา พฤติกรรมแห่งคดีตั้งแต่ชั้น ป.ป.ช. ที่เร่งรัดจนแซงทุกคดีที่เกิดก่อน จากนั้นออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ย้ายอัยการสูงสุด รวมถึงหัวหน้า คสช. สั่งการเองในที่ประชุมให้เร่งรัดดำเนินคดีโดยมีบันทึกรายงานการประชุม กบข. ครั้งที่ 3/2558 เป็นหลักฐานว่า "ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม" คือหลักฐานที่พิสูจน์เจตนาทั้งหมด การต่อสู้คดีครั้งนี้จึงไม่ได้เดิมพันด้วยอิสรภาพของท่านเท่านั้น เพราะมันคือการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายนิยมเผด็จการ

เสร็จการพิจารณาคดีผมบอกท่านว่า คดีนี้ผู้พิพากษาไม่ได้มีเพียง 9 คน เพราะยังมีประชาชนที่รักความเป็นธรรมอีกหลายสิบล้านคนทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาเช่นกัน ประชาชนจะไม่ปล่อยให้ท่านเป็นผู้รับกรรมจากการรัฐประหารเพียงลำพังอย่างแน่นอน มีคนตั้งคำถามว่า "มาให้กำลังใจแล้วได้อะไร" ประชาชนฝากตอบว่า "ได้มาเห็นความกล้าหาญของอดีตนายกหญิงที่มาศาลยอมให้ตรวจสอบด้วยความศรัทธาว่าความถูกต้องต้องมีที่ยืน ในขณะที่ชายชาติทหารที่ทำกับเธอสารพัด แถมยังปากกล้าเรียกร้องให้คนอื่นมาต่อสู้คดีในศาลกลับนิรโทษกรรมตัวเองหนีการตรวจสอบ ประชาชนเลยฝากถามกลับว่าที่บ้านมีกระโปรงพอมั้ย ถ้าไม่พอจะทำทานบริจาคให้"

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
23 กรกฎาคม 2560

ที่มา FB

Watana Muangsook


ooo





"โครงการของรัฐบาลที่เรียกว่าประชารัฐโกงมากกว่าเดิม..." ปชป.จี้รัฐสอบโกงโครงการลานตากข้าวชัยภูมิ ซัดประชารัฐโกงอื้อไม่ต่างประชานิยม






ปชป.จี้รัฐสอบโกงโครงการลานตากข้าวชัยภูมิ ซัดประชารัฐโกงอื้อไม่ต่างประชานิยม


23 กรกฎาคม 2560
โดย MGR Online

อดีต ส.ส.กทม.เรียกร้องรัฐบาลสอบการทุจริตใช้งบประมาณภัยแล้งโครงการลานตากข้าว ที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ อัด ประชารัฐแนบเนียนโกงอื้อไม่ต่างประชานิยม แย้มโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ส่อโกงเช่นกัน





วันนี้ (23 ก.ค.) นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการทุจริตใช้งบประมาณภัยแล้งที่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ โดยระบุว่าได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการทุจริตโครงการของรัฐบาลในการกระจายเงินสู่ท้องถิ่นซึ่งมีการกระจายเงินไปยังหมู่บ้านเพื่อให้ดำเนินโครงการให้มีการใช้แรงงานของชาวบ้าน โดยที่หมู่ 9 ตำบลกุดเลาะ อ.เกษตรสมบูรณ์ ได้สองโครงการวงเงินประมาณ 3.1 ล้านบาท พบว่าโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ก่อสร้างลานตากข้าว งบประมาณ 1.4 ล้านบาท มีการทุจริตในส่วนของงบประมาณค่าแรงที่ต้องจ่ายให้กับชาวบ้าน ด้วยวิธีการให้ชาวบ้านมาลงชื่อทำงานและให้นำสมุดบัญชีธนาคารพร้อมด้วยบัตรประชาชนตัวจริง รวมถึงหนังสือมอบฉันทะให้เบิกเงินได้ไปฝากไว้กับผู้ใหญ่บ้าน

นายวิลาศกล่าวว่า ชาวบ้านได้เขียนหนังสือยืนยันว่ามีหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี ครั้งละ 4,800 บาท 2 ครั้ง คือ โอนเงินเข้าวันที่ 25 เม.ย. 60 และ 11 พ.ค. 60 และจะมีการถอนออกในวันเดียวกันหรือถัดไปอีกวันหนึ่ง จากนั้นจะมีการนำเงินมาจ่ายให้ชาวบ้านตามที่มีการทำงานจริง เช่น บางรายได้ 600 บาท ส่วนต่างที่เหลือผู้ใหญ่บ้านเอาไป แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตและต้องทำเป็นขบวนการ ไม่ใช่โกงเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน โดยตนขอตั้งข้อสังเกตว่า นายอนันต์ แพนทิพย์ เกษตรอำเภอ และนายอำเภอ คือ นายศราวุฒิ จิระพิทักษ์กุล อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงขอให้เตรียมเข้าไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ได้เลย ทั้งนี้จะร้อง สตง.และ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบทุกโครงการในอำเภอเกษตรสมบูรณ์ด้วย

“รัฐบาลบอกว่าเอาจริงต่อการทุจริต ไม่ทำประชานิยม ซึ่งเป็นโครงการที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำ แต่รัฐบาลเปลี่ยนเป็นประชารัฐให้ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนทำ ผมไม่เข้าใจต่างกันตรงไหนนอกจากชื่อ เพราะที่สุดแล้วก็เหมือนกันก็คือแจกจ่ายโครงการไปแล้วไม่มีการควบคุม โกงเหมือนกัน และโครงการของรัฐบาลที่เรียกว่าประชารัฐโกงมากกว่าเดิมทำแนบเนียนกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งเพราะยังกลัวว่าจะไม่ได้รับการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงขอฝากไปที่นายกฯ ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 อย่าทำให้กลายเป็นไทยโกงแบบ 4.0 คือทำผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของชาวบ้าน” นายวิลาศกล่าว

นายวิลาศกล่าวว่า ขณะนี้ตนกำลังติดตามการใช้งบประมาณตามโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ของ วงเงิน 22,752.5 ล้านบาท เป็นค่าบริหารโครงการ 142.8 ล้านบาท ซึ่งมีการแจกจ่ายให้ตำบลละ 2.5 ล้าน โดยที่อ.เกษตรสมบูรณ์ได้หมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท เริ่มดำเนินโครงการพฤษภาคม-ธันวาคม 2560 ใช้วิธีเดียวกันให้ชาวบ้านไปลงชื่อทำงานและทั้งอำเภอทำโครงการเหมือนกันหมดคือเก็บผักตบชวา ตนเชื่อว่าจะใช้วิธีการโกงแบบเดิมคือทำงานไม่ครบตามจำนวนวันที่มีการเบิกเงินมาแล้วกินส่วนต่าง




BBC Thai พลิกแฟ้มคดีการเมือง แกนนำเหลือง-แดง-นกหวีด ใครติด ใครหลุด



AFP/GETTY IMAGESคำบรรยายภาพนายจตุพร พรหมพันธุ์ จัดกิจกรรมวางดอกกุหลาบหน้าเรือนกลางพิเศษกรุงเทพ เพื่อให้กำลังใจแนวร่วม นปช.ที่ถูกคุมขังอยู่ภายใน เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2553 แต่วันนี้เขากลับเข้าเรือนจำแห่งนี้เป็นรอบที่ 4
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
22 กรกฎาคม 2017


1 วันก่อนหน้านั้น นายจตุพรต้องกลับเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพเป็นครั้งที่ 4 ชนิด "ไม่ได้เตรียมตัว" หลังศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา ในคดีหมายเลขดำ อ.1962/2552 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโจทก์ฟ้องฐานหมิ่นประมาท กรณีปราศรัยใส่ความรัฐบาลว่าเป็น "ทรราชฟันน้ำนม" สั่งการคนเสื้อน้ำเงินยิงคนเสื้อแดงในการประชุมอาเซียนปี 2552 จัดฉากสร้างสถานการณ์ทุบรถที่กระทรวงมหาดไทย เป็น "ฆาตกรมือเปื้อนเลือด" และข้อความอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง แต่ศาลฎีกากลับคำพิพากษา

แกนนำ นปช. ชี้ว่าเป็น "ข่าวร้าย" และ "เหนือความคาดหมาย" โดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ ระบุผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า "ปกติไปศาล แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไป และคาดว่าเขาไม่น่าลงคดีนี้"



GETTY IMAGES


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ไม่กังวลเรื่องการปรับตัวในเรือนจำของประธาน นปช. เพราะปรับตัว-ปรับใจกันมาตลอด "วันนี้เกิดกับนายจตุพร วันต่อไปอาจเกิดกับคนอื่นอีก"

ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ ชี้ว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงชะตากรรมของนักสู้เพื่อประชาชนที่มีปลายทางอยู่ 2 อย่างคือชนะกับแพ้ "..ถ้าแพ้ก็มีอยู่ 2 ทางคือตายกับติดคุก ส่วนตัวผมขอเรียนว่าเราอยู่ในขั้นของการไม่ชนะ หรือเรียกว่าแพ้ก็ได้"

นี่ไม่ใช่คดีเดียวที่นายอภิสิทธิ์กับนายจตุพรเป็น "คู่ความ" กัน เพราะอดีตนายกฯ ฟ้องหมิ่นประมาทประธาน นปช. ถึง 3 สำนวน ในจำนวนนี้มี 2 คดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วคือ 1. คดีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ไม่เคารพและตีตนเสมอองค์พระมหากษัตริย์ (คดีหมายเลขดำที่ อ.404/2552) ศาลฎีกาสั่งจำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และให้ลงคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน 2. คดีปราศรัยพาดพิงว่านายอภิสิทธิ์สั่งฆ่าประชาชน และหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร (คดีหมายเลขดำ อ.1008/2553) ศาลฎีกาพิพากษายืนให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นเวลา 7 วัน



GETTY IMAGES
ปฏิบัติการกระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเกิดขึ้นในวันที่ 19 พ.ค. 2553


ส่วนอีกคดีที่ยังรอลุ้นผลคือ คดีปราศรัยกล่าวหานายอภิสิทธิ์ดึงเรื่องประชาชนยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนายทักษิณ ชินวัตร และกล่าวหาว่าเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน" (คดีหมายเลขดำ อ.4176/2552) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างการฎีกา

นอกจากคดีหมิ่นประมาทที่นายจตุพรตกเป็น "จำเลย" แบบเฉพาะตัว เขากับแกนนำ นปช. ยังต้องเผชิญกับวิบากกรรมในอีกหลายคดี





GETTY IMAGES


แม้อยู่ต่างขั้วการเมือง แต่แกนนำกลุ่ม "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" (พธม.) ก็มีสารพัดคดี รวมถึงคดีก่อการร้ายติดตามเป็นเงาตามตัวเหมือนกัน

แต่คดีที่ทำให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ และอดีตแกนนำพันธมิตรฯ ติดคุก หาใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีรายงานเท็จกรณีกู้เงินธนาคารกรุงไทย จำนวน 1,078 ล้านบาท (คดีหมายเลขดำ อ.1036/2552) เมื่อศาลฎีกาพิพากษายืนสั่งจำคุก 20 ปี เขาจึงหมดอิสรภาพตั้งแต่ 6 ก.ย. 2559








AFP/GETTY IMAGES
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลชน กปปส.เคลื่อนขบวนไปรอบกรุงเทพฯ 26 ก.พ. 2557 เพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


แต่สำหรับแกนนำมวลชนที่ชื่อ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.) ที่ปักหลักชุมนุมนาน 204 วันในช่วงปี 2556-2557 พวกเขาเผชิญคดีเช่นกัน อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีกบฎจากการชุมนุมการเมืองปี 2556-2557 ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวม 48 คนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่ก็ยังไม่ยื่นฟ้องคดีต่อศาล มีเพียง 1 คดีของแกนนำและนักวิชาการรวม 4 คนที่ได้เริ่มกระบวนการในศาลอาญาไปแล้ว





นี่คือบางส่วนที่อยู่ในแฟ้มคดีการเมือง เมื่อ "แกนนำมวลชน" กลายเป็น "จำเลย" หลังเลือกต่อสู้การเมืองบนท้องถนนในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

สุนัย จุลพงศธร เกาะติดคิดทันข่าว : 3ปีคสช.สร้าง 3ป. ให้ประชาชน หนี้นอกระบบยิ่งวกวน




https://www.youtube.com/watch?v=2GyG_JkCukw&feature=youtu.be

เกาะติดคิดทันข่าว 20 กรกฎาคม 2560

Sunai Fanclub

Published on Jul 20, 2017

รายการ 20 กรกฎาคม 2560
3ปีคสช.สร้าง 3ป. ให้ประชาชน หนี้นอกระบบยิ่งวกวน


วันอาทิตย์, กรกฎาคม 23, 2560

เหมืองโปแตชชัยภูมิจัดแถลงข่าว ทหาร ๓ กองร้อย ตำรวจ ๔ กองร้อยเฝ้า ชาวบ้านใครร่วม รับ ๓๐๐ บาท


เหมืองโปแตชบำเหน็จณรงค์จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อชี้แจงโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ที่เดิมเป็นเชื้อเพลิงถ่านหิน แต่จะเปลี่ยนเป็นกะลาปาล์มหรือเชื้อเพลิงชีวมวลชนิดอื่น

ในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.
ณ หอประชุมโรงเรียนบางอำพันธ์วิทยาคม ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ

นอกจากจะเรียนเชิญสื่อมวลชนมาทำข่าวแล้ว คงจะเรียนเชิญให้เป็นสักขีพยานด้วย เนื่องจากล่าสุดได้รับรายงานว่าเหมืองโปแตชขอกำลังทหาร ๓ กองร้อย ตำรวจ ๔ กองร้อย รวมทั้งชุดผสมพลเรือนและอาสาสมัครอีกเพียบ มาคุ้มกันเวทีนี้

จึงต้องขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและสาธารณชนมาเป็นสักขีพยานว่า การเอากำลังทหาร ตำรวจและ อส. เข้ามาจำนวนมากมายเช่นนี้ เอามาเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือจัดกำลังรบกับประชาชน ?

นี่ขนาดเวทียังไม่เกิดขึ้น แต่ในหมู่บ้านก็วุ่นวายปั่นป่วนจากการที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ในเขต ๓ ตำบลรัศมีรอบเหมือง คือ ตำบลหัวทะเล บ้านตาลและบ้านเพ็ชร เรียกประชุมลูกบ้านอย่างเปิดเผยเพื่อบอกกล่าวอย่างไม่เกรงกลัวความผิดต่อกฎหมายใด ๆ ว่า

“เวทีนี้มีเบี้ยประชุมสามร้อยบาทให้กับชาวบ้านทุกคน แต่ให้ลงชื่อและลายเซ็นต์เอาไว้ก่อนประชุมตั้งแต่วันนี้ และขอให้นั่งจนหมดเวลาประมาณเที่ยงถึงจะได้เงิน”

ผู้นำบางหมู่บ้านก็ไม่กล้าทำอย่างเปิดเผย แต่ใช้วิธีย่องเงียบเดินเข้าหาตามหลังคาเรือน เพื่อขอรายชื่อและลายเซ็นต์ลูกบ้านเพื่อจะเอาไปอ้างสนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลสอดไส้ถ่านหิน

ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่คัดค้านโครงการนี้ต้องการความชัดเจนเพียงแค่คำตอบเดียวว่า จะมีหลักประกันอะไรว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นกะลาปาล์มแล้วจะไม่นำถ่านหินกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอีกต่อไป ?

ถ้าตอบได้ สามารถนำหลักประกันที่ไม่โกหกหลอกลวงมาชี้แจงแสดงให้เห็นต่อหน้าสาธารณชน พี่น้องประชาชนก็จะเดินทางกลับบ้านด้วยความสงบเรียบร้อย

ขอแค่นี้ทำได้หรือเปล่า ?

'ศาสตร์พระราชา' ส่งผลทางจิตวิทยาทันที ประชาชน ‘จะบ้าตาย’ กันไปหมด

ศาสตร์พระราชา ตอนใหม่ของลุงตูบ พูดถึง “สัจจธรรมข้อหนึ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ สิ่งที่เกิดในวันนี้ เป็นผลมาจากการกระทำในอดีต ถ้าทำมาดีแล้ววันนี้ก็คงไม่ต้องลำบากหรือตามแก้ปัญหาเช่นเดิม

ส่วนสิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำอยู่ในทุกวันนี้ ย่อมส่งผลในวันข้างหน้าอย่างเป็นมรรคเป็นผล อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ส่งผลทางเศรษฐกิจในทันที แต่อาจจะส่งผลทางด้านทางจิตวิทยาและความเชื่อมั่นในเบื้องต้น”


อันนั้นอธิบายได้เลยด้วยเหตุการณ์ปัจจุบันดู ก็คือ สิ่งที่เกิดวันนี้เป็นผลมาจากเมื่อสามปีที่แล้ว ถ้าพวกทหารไม่ยึดอำนาจเพราะพวกสลิ่มกวักมือเรียกละก็ ราคายางคงไม่ลงไปถึง กิโลละ ๕๐ บาท (เคยต่ำสุด ๘๐ เมื่อปี ๕๗) ราคาข้าว (เปลือกเจ้า ๑๐๐%) คงไม่เหลือแค่ ๘ พัน/ตัน (ปี ๕๗ เคยอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน)

สิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำอยู่ ส่งผลทางจิตวิทยาทันที ประชาชน จะบ้าตายกันไปหมด ดังตัวอย่าง
คสช. นี่มันบ้ากันหรือป่าว การโพสตที่ไม่ใช่เจตนาทางการค้า เค้าไม่เรียกโฆษณา...


“บิ๊ก ตร. เตือนชาวบ้าน รีบลบโพสต์รูปคู่เหล้าเบียร์หากยังเฉยเจอปรับ 2 แสน จะบ้ากันไปถึงไหน เอาสมองส่วนไหนคิดไอ้ปัญญาอ่อน

ตูเล่น FB มา 8 ปี คูณด้วย 365 วันต่อปี เท่ากับ 2,920 วัน ตูจะต้องกลับไปหาดูทั้งหมดเลยไหม ว่าตูโพสต์ไปงานเลี้ยงมีเหล้าเบียร์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่า ใครจะจำได้ เล่นออกกฎหมายเอาผิดย้อนหลังมาใช้บังคับ ประชาชนที่โพสต์ไม่มีเจตนาทางการค้า

วันๆ จะหาเรื่องตั้งกฎมาเอาเงินจากประชาชนทุกทาง หหหห สสสสส.”

(รายนี้โพสต์กับไวน์ในแก้ว ๔ รูป)

ที่มาของเรื่องเกิดจากที่ปรึกษาสัญญาบัติ ๑๐ เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรนนทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับนักแสดง ๖ คน “หลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร้องเรียนว่ากลุ่มนักแสดงดังกล่าวมีการกระทำที่ถือมีความผิดตามมาตรา ๓๒” พ.ร.บ.เครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑ ความผิดในฐาน "ร่วมกันโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โฆษณาสรรพคุณของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“แต่ในการกระทำความผิดครั้งแรกจะถือมีโทษปรับไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท และการกระทำความผิดครั้งที่ ๒ มีโทษปรับไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามแต่เจตนา” พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา ย้ำ

แต่ ดร.ทรงเมตตาไม่ได้พูดแค่นั้น ทั่นเลยไปถึง “การนำรูปไปลงในโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือศิลปินดารา ก็ถือว่ามีความผิดเหมือนกัน

แถมท้ายด้วยทีเด็ด “หากประชาชนคนใดพบเจอการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทุกสถานีตำรวจ นอกจากนี้ผู้ที่แจ้งความดำเนินคดียังจะได้รับรางวัลนำจับเป็นเงิน ใน ของค่าปรับ


นั่นละ จึงเข้าทางแก๊งทนายหัวไว หมายเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาศ เริ่มด้วย ทนายอู๊ด นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บอก

เดี๋ยวจะล่อดาราอย่างทนายอานนท์ พี่เหน่งและบารยู มากินเหล้าแล้วถ่ายรูปโพสคู่กับเหล้า ส่งไปให้เขามาจับ ล่าเงินรางวัลหนึ่งในสี่ของค่าปรับก่่อนนะ

คุณลุง เลี้ยงไก่ ถาม “นั่งก๊งกันห้าหกคนถือเป็นกรรมเดียวหรือแยกฟ้องครับป๋า ถ้าแยกฟ้องเป็นหกกรรมล่ะบานฉ่ำเลยนะนั่น งานเดียวสามแสน ไม่รวยงานนี้จะรวยเมื่อไหร่

นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ทนายอู๊ด ตอบ “แยกฟ้อง กรรมใครกรรมมันครับ คนก็คนละคดี ผมจะได้เงินรางวัลหนึ่งในสี่คูณสาม คูณค่าปรับ รวยแน่ทนายอู๊ด
ฝ่ายทนายน้อยๆ ขานรับทันที ก่อนออกคลิปเฟชบุ๊คไล้ฟ์กับโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา ริน ไฮนิเก้นหน้าจอไปสี่กระป๋อง

ส่วน ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นั่นก็โพสต์กับคู่ขวัญ สัปโปโร แฝดสองขวด ล้วนหวังผลทางจิตวิทยา สร้าง “ความเชื่อมั่นในเบื้องต้น” กันทั้งนั้น


ที่นี่เลยเอามั่ง เดี๋ยวเขียนเสร็จจะฟาด Mango IPA กับ Cucumber Pale (Ale) ให้ฉ่ำคอกะเขาบ้าง

วันเสาร์, กรกฎาคม 22, 2560

รายชื่อนักโทษทางการเมือง หลังการรัฐประหาร 2557 - iLaw



รายชื่อผู้ถูกตั้งข้อหาจากทางการเมือง หลังการรัฐประหาร 2557

จอม เพชรประดับ ตอบ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่เมืองนอก 'ลี้ภัย' ได้อย่างไร

อ่านยัง! “จอม”สื่อลี้ภัยการเมือง
ตอบ"ประยุทธ์"อยู่อย่างไรในตปท.
จอม สื่อน้ำดี โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบ “ประยุทธ์” เคลียร์ชัดทุกประเด็นสงสัยผู้ลี้ภัยการเมืองอยู่อย่างไรในต่างประเทศ ลั่นไม่เอารัฐประหารเป็นสิทธิ์ส่วนตัว จึงขอลี้ภัย ระบุมีรายได้จากเงินช่วยเหลือจาก ตปท.แค่พอประทังชีวิตไม่อดตายเท่านั้น ยันได้รับการช่วยจากทักษิณจริง แต่มีเงื่อนไขไม่ใช่ต่อสู้เพื่อพรรคการเมือง
เมื่อ 22 ก.ค. 2560 ตามเวลาไทย นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชน ผู้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่สหรัฐ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. 2557 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Jom Petchpradab ตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ถามถึงการลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องตอบ หรืออธิบายข้อสงสัย ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำเผด็จการทหารไทย มักจะถามผ่านสื่ออยู่เสมอว่า "คนไทยที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ โดยอ้างถูกปฎิวัติรัฐประหาร ไม่เป็นธรรม เพื่อขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นพลเมืองประเทศอื่นนั้น ทุกคนที่ทำแบบนี้ ทำผิดกฎหมายในประเทศหรือไม่"
ผมเป็นหนึ่งในบุคคลที่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึง และอาจอยากจะฟังคำตอบ ผมเป็นสื่อมวลชนที่เคยแสดงออกหลายครั้ง ทั้งผ่านงานที่ทำ และการพูดในเวทีสาธารณะว่าไม่เห็นด้วย และไม่เอาด้วยกับการทำรัฐประหาร
เป็นสิทธิอันชอบธรรมของผมไม่ใช่หรือที่จะคิดและเชื่อ รวมถึงแสดงออกอย่างสันติวิธีที่จะต่อต้านรัฐประหาร เพราะตั้งแต่ลืมตามาดูโลกจนอายุปามาครึ่งร้อย รัฐประหารกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม จนทำให้ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า รัฐประหารไม่ใช่หนทางที่จะสร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้า ไม่ใช่วิธีการที่จะสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับลูกหลานและสังคมไทยในอนาคตอีกต่อไปแล้ว
แต่เป็นเพียงแค่การผลัดเปลี่ยน แบ่งปันผลประโยชน์และอำนาจระหว่างผู้มีอำนาจในโครงสร้าง สังคมไทยเท่านั้น ไม่ได้ทำให้คนจนอย่างผม และคนด้อยโอกาสในสังคมไทยอีกหลายล้านคน ได้ผลประโยชน์หรือได้อานิสงค์อะไรเลย
ผมขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับบ้างว่า ผมมีความผิดอะไร ถึงได้ออกคำสั่งที่ 42/2557 ให้ผมไปรายงานตัวในขณะที่ผมอยู่ในต่างประเทศ (ผมอาจจะพุดคุย สัมภาษณ์กับคนที่ต่อต้านรัฐประหารในต่างประเทศ ก็เป็นสิทธิ์ของผมไม่ใช่หรือ เพราะมันคือส่วนหนึ่งของอาชีพผม)
หากจะบอกว่า เมื่อมีรัฐประหาร คสช.เป็นรัฐาธิปัตย์ คำสั่ง คสช.ก็คือกฎหมายที่ทุกคนต้องปฎิบัติ ผมถามกลับอีกทีว่า เป็นสิทธิของผมหรือไม่ กับการไม่ยอมรับรัฐประหาร ท่านปล้นอำนาจผมไป แล้วจะมาบังคับให้ผมยอมรับการกระทำเยี่ยงโจรของท่าน ผมไม่อาจจะทำใจยอมรับได้ และหากการต้องตกเป็นพลเมืองที่มีปลายกระบอกปืนคอยจ่อหัวอยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ผมเลือกที่จะแยกทางกันเดินกับท่านแยกประเทศกันอยู่จะดีกว่า มันก็แฟร์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือ แล้วท่านจะมาเอาอะไรกับผมอีก
เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ถูกใช้เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมือง แต่กลับมาอ้างอย่างไม่อายชาวโลกว่า "แม้จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร แต่กฎหมาย หรือศาลเป็นระบบปกติ ผิดก็ว่าตามผิด ถูกก็ว่าตามถูก ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยพยานหลักฐานกันที่ศาล" ก็เห็นกันอยู่ ไม่ว่า จะดูจากทัศนะของ ผู้พิพากษา ตุลาการ ที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาคดี หรือดูจากผลการพิพากษาคดีทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ค่อนข้างชัดเจนประจักษ์แจ้งไปทั่วโลกว่า ศาลไทยมีจุดยืน ทางการเมืองอย่างไร
การตีความกฎหมาย การพิจารณาอรรถคดีของผู้พิพากษาตุลาการ ล้วนเป็นไปเพื่อการปกป้องรักษาความมั่นคงแห่งรัฐที่ให้น้ำหนักกับกลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ แต่กลับไม่ได้ปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของประชาชนคนธรรมดา โดยเฉพาะกับบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐ
อีกข้อสงสัยที่ถามกันเยอะไม่เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นก็คือ "คนที่หนี(ลี้ภัยการเมือง)ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ เอาเงินจากที่ไหนมาใช้ มีอาชีพ มีรายได้จากที่ไหน..?" ผมขอตอบเป็น 2 กรณี
กรณีแรก ผู้ลี้ภัยการเมืองที่หนีออกมาเพื่อเริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่ โดยหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองไปเลย คนกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพหากได้ สถานะผู้ลี้ภัยถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ เช่นเงินเลี้ยงชีพ ค่าอาหาร ค่าที่พัก การรักษาพยาบาลฟรี และสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องซึ่งก็พออยู่ได้ ขยันหน่อยก็สามารถเก็บเงินและตั้งตัวได้ภายในเวลาไม่กี่ปี (ถ้าเป็นคนหนุ่มสาว ส่วนคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับสวัสดิการพื้นฐานโดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลฟรี แม้จะยังไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัย)
กรณีที่สอง ซึ่งผมอยู่ในกลุ่มนี้คือ ลี้ภัยการเมือง และยังเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป แต่ต้องไม่เป็นปฎิปักษ์ต่ออุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศนั้น ๆ หรือผิดกฎหมายของประเทศที่ขอลี้ภัย ก็จะได้รับสวัสดิการพื้นฐานตามสถานะผู้ลี้ภัย ก็พอประทังชีวิต คือได้แค่ไม่อดตาย แต่หากอยากจะกินอะไร อยากซื้ออะไรเป็นพิเศษไม่อาจทำตามใจปรารถนาได้ เป็นกติกาที่บังคับให้ต้องทำงานด้วยเหมือนกัน
แล้วผมเองอยู่ได้มาได้อย่างไรถึง 3 ปีกว่า ก่อนที่จะได้สถานะผู้ลี้ภัย ความจริงที่อยากจะบอก ซึ่งไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน
คือทันทีที่ได้รับคำสั่งให้ต้องไปรายงานตัวกับ คสช. ผมเลยตัดสินใจลี้ภัยการเมือง และได้มีกลุ่มบุคคลผู้รักประชาธิปไตยทั้งในและต่างประเทศกลุ่มหนึ่ง (ส่วนใหญ่ในเมืองไทย) ได้มาพูดคุยกับผม ทั้งโดยตรงและทางโทรศัพท์ บุคคลเหล่านี้มีทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อดีตข้าราชการขั้นผู้ใหญ่ อดีตนักการเมือง (คุยผ่านตัวแทน คุยโดยตรงบ้าง) พวกเขาวิเคราะห์ให้ฟังถึงอนาคตบ้านเมืองไทยนับจากนี้ไปว่า กำลังจะเดินเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ถึงขั้นหยุดชะงัก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมคิดวิเคราะห์ไว้
และบุคคลกลุ่มนี้ขอร้องผมว่า อย่าหยุดการทำหน้าที่สื่อมวลชน ( ผมบอกกับพวกเขาว่า ผมจะยุติการเป็นสื่อมวลชน และคิดจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยอาชีพใหม่ในชนบทที่เมืองไทย ขณะนั้น ยังไม่มีคำสั่งให้ไปรายงานตัว) แต่ให้เป็นสื่อมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย เปิดพื้นที่ให้คนไทยที่ถูกปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ได้แสดงออก เพื่อเป็นช่องทางให้เผด็จการทหารเห็นว่า ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่ยอมรับ และต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร
ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ แต่ได้แย้งไปว่า ผมคนเดียวจะทำได้อย่างไร อุปกรณ์ เครื่องมือ ทีมงาน จะมาจากไหน และคนที่มีทักษะด้านสื่อที่ลี้ภัยออกมาก็ดูจะมีผมคนเดียว ตัวแทนคนกลุ่มนี้ บอกกับผมว่า "เชื่อสิ เทคโนโลยีที่กำลังจะมาในอีก 2 ปีข้างหน้าคุณทำงานสื่อลำพังคนเดียวได้" ตอนนั้นผมไม่เชื่อคำพูดนี้ แต่อีกไม่ถึงปีต่อมา เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร เพียงไม่กี่ร้อยเหรียญ ทำให้ผมสามารถทำงานคนเดียวได้จริง ๆ
ทีนี้ การกิน การอยู่ละ จะเอาอย่างไร โชคดีที่ว่า ผมไม่มีภาระอะไรเลยที่เมืองไทย มีบ้านที่ต้องผ่อน ก็โอนให้เป็นสิทธิ์ของพี่ ของหลานไปหมด (ความโสด กำพร้าพ่อแม่ มีข้อดีตรงนี้) คนกลุ่มนี้ก็เสนอที่จะดูแลเรื่อง อาหาร ที่พักให้ และจ่ายค่าขนม เฉลี่ยแล้วตกเดือนละ 300 เหรียญ ส่วนค่าอุปกรณ์เครื่องมือ อินเตอร์เนทในการทำงานเขาดำเนินการในครั้งเดียวไปเรียบร้อย ..นี่คือทั้งหมดที่สนับสนุนให้ผมยังทำหน้าที่สื่อเลือกข้าง ข้างประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
ถึงตรงนี้... คงมีคำถามที่หลายคนอยากถามว่า แล้ว คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ช่วยเหลืออะไรคุณบ้าง ผมตอบด้วยความสัจจริงว่า คุณทักษิณ ติดต่อเข้ามาหาผมเพื่อแสดงความจำนงที่จะช่วยเหลือผมจริง เพราะเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ (สงสัยคนในกลุ่มฯไปพูดให้ฟัง..คิดเอาเอง) ซึ่งคุณทักษิณ ก็เหมือนกับกลุ่มคนไทยที่ห่วงใยบ้านเมือง ต้องการให้เมืองไทยมีความเป็นประชาธิปไตย แต่ด้วยสถานะความ เป็นนักการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ถูกกระทำจากอำนาจเผด็จการ
ก่อนที่จะผมขอรับการช่วยเหลือจากคุณทักษิณ ผมได้พุดคุยเงื่อนไขการทำงานของผมว่า "ผมไม่ได้ลี้ภัยออกมา ต่อสู้เพื่อพรรคการเมืองของท่าน หรือต่อสู้เพื่อให้ท่านได้กลับเมืองไทย และไม่ได้ต่อสู้เพื่อตระกูลชินวัตร ถ้ายอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ผมยินดีที่จะรับความช่วยเหลือจากท่าน ซึ่งคำตอบที่ได้เป็นคำยืนยันว่า ให้ผมทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยคำนึงถึงเป้าหมายในอนาคตเพื่อความมั่นคงของบ้านเมืองเป็นหลัก"ไม่ต้องมาต่อสู้เพื่อผม"
ความช่วยเหลือของคุณทักษิณจึงเข้ามาอยู่ในคณะบุคคลผู้รักประชาธิปไตยที่ให้การช่วยเหลือและพูดคุยโน้มน้าวผมมาตั้งแต่ต้นก่อนหน้านั้น และขอยืนยันอีกครั้งว่าความช่วยเหลือจากคุณทักษิณ เป็นเพียงแค่ให้สามารถอยู่ได้และทำงานได้เท่านั้นเอง (ก่อนที่จะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย) หากอยากรู้ว่าผมใช้ชีวิตฐานะผู้ลี้ภัยในอเมริกาเป็นอย่างไร ยินดีให้มาตรวจสอบและเยี่ยมเยือนฉันท์มิตรได้ตลอดเวลานะครับ
Thais Voice - เสียงไทยเพื่อเสรีภาพของคนไทย จึงปรากฎโฉมขึ้นมาผ่านยูทูป (จริง ๆ แล้วเกิดขึ้นก่อนที่คุณทักษิณ จะติดต่อเข้ามาด้วยซ้ำ) นับถึงวันนี้เป็นเวลา 3 ปีเท่ากับอายุของรัฐบาลเผด็จการทหารเหมือนกัน โดยมีผมคนเดียว บริหารจัดการ ดำเนินการทุกอย่างเพียงลำพัง (ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าทั้งสถานีจะทำคนเดียวได้)
โดยเมื่อ 2 ปีก่อนยังไม่ได้เข้าสมัครเข้าระบบหารายได้จากยูทูป แต่เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา ผมได้นำเนื้อหาที่ผลิตสมัครเข้ายูทูปเพื่อหารายได้ ซึ่งก็มีรายได้เข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 200 - 300 เหรียญ เทียบกับการทำงานตลอดทั้งวันเพียงคนเดียว บอกได้เลยว่าโหดมาก ( แอบคิดเปรียบเทียบเล่นๆว่า จากที่เคยรับเดือนๆ ละ 2 แสนกว่าบาททุกเดือน ขณะที่อยู่เมืองไทย กลับมีรายได้เพียงแค่ 1 หมื่นกว่าบาทในเมืองนอก ...เป็นไปได้อย่างไร แต่บอกกับตัวเองว่า เอาเถอะเป็นเงินกินขนมน่า..)
3 ปีกว่าของการทำงานเพียงลำพัง หามรุ่งหามค่ำ สิ่งที่เป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้มีพลังคือ ยอดคนที สมัคร Subscriber เพิ่มขึ้นตลอดเวลาขณะนี้อยู่ที่ 106,095 คน และ ยอดวิวที่เข้ามาดู 48,811,109 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไทยในเมืองไทย นอกนั้นกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
และเพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีอิสรภาพที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนธรรมดาบ้าง จึงเปิดรับบริจาคจากประชาชนคนไทยทั่วโลกที่ต้องการมีส่วนช่วยฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กลับคืนสู่สังคมไทยโดยเร็ว ผมเลยตัดสินใจเปิดช่องทางบริจาคผ่าน paypal.me/JomPetchpradab ก็มีผู้คนบริจาคเข้ามาบ้างตามสมควร เพราะไม่ได้แจ้งให้สาธารณชนทราบอย่างจริงจัง (เกรงใจ) เฉพาะคนที่แจ้งความประสงค์ว่าจะช่วยเหลือจริง ๆ ถึงจะบอกไป ถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่เกรงใจละครับ ใครที่สนใจจะร่วมกันฟื้นฟูสิทธิเสรีภาพความเป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย ก็เรียนเชิญเลยครับ
นี่แหละครับชีวิตของผู้ลี้ภัยการเมืองคนไทยคนหนึ่ง ที่อาศัยแผ่นดินประเทศอื่น เพียงเพื่อได้สูดดมอิสระภาพ และเสรีภาพ และเพื่อดำรงตนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ...แต่แน่นอนมันต้องแลกมาด้วยเดิมพันชีวิตที่สูงมาก ...
นายจอมลงท้ายข้อความขนาดยาวว่า หวังว่า ทั้งหมดนี้คงจะตอบข้อสงสัยและคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เผด็จการทหารไทยได้นะขอรับ

“คสช.”สั่ง 4 กองทัพภาคส่งทหารแจงปชช.ก่อนชี้ชะตาคดี “ปู" (มันพูดเหมือนรู้) + ทำไมศาลฎีกาฯนัดพิพากษาคดีข้าว ‘ปู-ภูมิ-บุญทรง’พร้อมกัน





“คสช.”สั่ง 4 กองทัพภาคส่งทหารแจงปชช.ก่อนชี้ชะตาคดี “ปู"


ที่มา คมชัดลึก

“คสช.”สั่ง 4 กองทัพภาคส่งทหารแจงปชช.ก่อนศาลชี้ชะตาคดี “ปู” วอนอย่าเดินทางมากทม. ให้ติดตามข่าวอยู่กับบ้าน มอบ “ผบ.ทบ.”เกาะติดทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 22ก.ค.แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ระบุถึงการเตรียมรับมือมวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลเตรียมตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 25ส.ค.นี้ว่า จากการประเมินสถานการณ์ของคสช.ในช่วง 2- 3วันที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์หน้าศาลของเมื่อวันที่ 21ก.ค.จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ดูแลสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกให้กับมวลชนที่เดินทางมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งไม่ได้กระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของศาล โดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง ส่วนมวลชนก็เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ขอบเขตและบทบาทของกฎหมาย และไม่มีสิ่งใดบอกเหตุว่าจะเกิดความไม่เรียบร้อยและวุ่นวาย

แหล่งข่าวคสช.กล่าวต่อว่า สำหรับในวันที่ 25สิงหาคมนี้ ซึ่งจะเป็นวันตัดสินของศาลเชื่อว่าจะมีประชาชนเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ที่มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ได้ดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่การเดินทางมาของมวลชน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจการรับรู้ ให้ทุกคนอยู่ในความเรียบร้อยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆทั้งสิ้น

“ในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ไปจนถึงวันที่จะมีการตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว ทางกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.)จะจัดเจ้าหน้าที่ทหาร ลงไปประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ชี้แจงกับประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อขอความร่วมมือให้ติดตามสถานการณ์อยู่ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังกทม.เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนในการทำหน้าที่ของศาล รวมถึงความคับคั่งในเรื่องของการจราจร พร้อมสั่งการให้แม่ทัพภาคทั้ง 4กองทัพภาค ได้กำชับกกล.รส.ทุกพื้นที่ได้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่ม เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมือง เกิดความสงบเรียบร้อยและหากมีกิจกรรมใดๆที่จะส่งผลให้มีการขนมวลชนเข้ามาในพื้นที่กทม.กกล.รส.ต้องเข้าไปพบปะพูดคุยสร้างความเข้าใจ ขอร้องให้ยึดกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้ใช้มวลชนมากดดัน หรือใช้คนหมู่มากปฏิบัติการให้อยู่เหนือกฎหมาย ส่วนจำนวนมวลชนที่จะเข้ามาในวันที่ 25ส.ค.ยังไม่สามารถประเมินได้ ต้องรอให้ใกล้ถึงวันที่ 25ส.ค.ก่อนถึงจะรู้ความเคลื่อนไหว"แหล่งข่าว คสช.กล่าว

แหล่งข่าวคสช.ยังกล่าวยืนยันอีกว่า การส่งกำลังทหารลงพื้นที่ไป ขอความร่วมมือกับมวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ในวันที่ 25ส.ค.นั้ นั้นไม่ใช่การสกัดกั้น แต่เป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งจะเดินทาง ไปพบผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้ชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ ว่าไม่ว่าจะอยู่ในช่วงการตัดสินคดี หรือการสืบพยานก็ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบไม่เคลื่อนไหวหรือขนมวลชน จนทำให้เกิดความวุ่นวาย

แหล่งข่าวคสช.ยังเรียกร้องให้ทุกกลุ่มทุกฝ่าย ได้เคารพ ในคำตัดสินของศาล ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกคนก็ต้องเคารพและยึดถือตามนั้น เนื่องจากทุกคนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกัน ไม่ควรกลัวหรือกังวลในสิ่งที่ถูกต้อง ใครผิดก็ว่าไปตามผิดหากไม่ผิดก็ไม่ถูกลงโทษ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาลต้องเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เมื่อมีกฎหมาย ทุกคนก็อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็บังคับใช้กฎหมายไปในฐานที่ถูกต้อง หากเชื่อมั่นว่ามีความบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องเกรงกลัว โดยพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาคสช.ได้เน้นย้ำ ให้ กกล.รส.ติดตามความเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ในช่วงระยะเวลา 1เดือนจนกว่าจะถึงวันตัดสินของศาล

ooo

ล้วงเหตุผลไฉนศาลฎีกาฯนัดพิพากษาคดีข้าว ‘ปู-ภูมิ-บุญทรง’พร้อมกัน-ป้องจำเลยชิงหนี?






“…หากศาลฎีกาฯ อ่านคดีใดคดีหนึ่งก่อน อาจจะทำให้อีกฝ่าย ‘รู้ไต๋’ จับทิศทางได้ว่า หากคำพิพากษาคดีนี้ออกมาเช่นนี้ คดีตัวเองก็น่าจะเหมือนกัน ทำให้อาจมีจำเลยบางราย คิดหาทาง ‘หลบหนี’ ไปได้นั่นเอง แต่ถ้าศาลฎีกาฯ นัดอ่านคำพิพากษาพร้อมกันเช่นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีจำเลย ‘หัวใส’ บางราย เห็นแนวโน้มคดีว่าจะเป็นอย่างไร แล้วชิงหลบหนีไปเสียก่อน…”

ที่มา สำนักข่าวอิศรา
22 กรกฎาคม 2560

หลายคนอาจจะทราบไปแล้วว่า ในเดือน ส.ค. 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดพิพากษาคดีสำคัญที่ต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ทางการเมือง 3 คดี

วันที่ 2 ส.ค. 2560 ศาลฎีกาฯนัดพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นจำเลย กรณีสั่งการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อปี 2551 (อ่านประกอบ : ‘สมชาย’แถลงปิดคดีปัดสั่งสลายชุมนุม เผย‘พัชรวาท-สุชาติ’ออกหน้าดูเอง–พิพากษา 2 ส.ค.)

วันที่ 25 ส.ค. 2560 ศาลฎีกาฯนัดพิพากษาคดีสำคัญ 2 คดีพร้อมกัน

คดีแรก อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

คดีที่สอง อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยอดีตข้าราชการระดับสูงในกรมการค้าต่างประเทศ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-21 กรณีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ

อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าโฟกัสอย่างมากคือ การนัดฟังคำพิพากษาคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และคดีระบายข้าวแบบจีทูจี ทำไมศาลฎีกาฯถึงต้องนัดฟังพร้อมกันในวันเดียว และเวลาเดียวกันคือ 25 ส.ค. 2560 เวลา 09.00 น. (อ่านประกอบ : ไม่ส่งศาล รธน.ตีความ!พิพากษาคดีข้าว‘ยิ่งลักษณ์’-พร้อมจีทูจี'บุญทรง' 25 ส.ค.นี้)

ผู้คร่ำหวอดในแวดวงกฎหมายหลายราย ตั้งข้อสังเกตผ่านสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า หากศาลฎีกาฯ อ่านคดีใดคดีหนึ่งก่อน อาจจะทำให้อีกฝ่าย ‘รู้ไต๋’ จับทิศทางได้ว่า หากคำพิพากษาคดีนี้ออกมาเช่นนี้ คดีตัวเองก็น่าจะเหมือนกัน ทำให้อาจมีจำเลยบางราย คิดหาทาง ‘หลบหนี’ ไปได้นั่นเอง

แต่ถ้าศาลฎีกาฯ นัดอ่านคำพิพากษาพร้อมกันเช่นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีจำเลย ‘หัวใส’ บางราย เห็นแนวโน้มคดีว่าจะเป็นอย่างไร แล้วชิงหลบหนีไปเสียก่อน

เพราะต้องไม่ลืมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกฟ้องในฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ปี 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาท-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนคดีระบายข้าวแบบจีทูจี จำเลยทั้งหมด 21 ราย ถูกฟ้องฐานร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 9, 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4, 123 และ 123/1

โดยโทษที่รุนแรงที่สุดถึงขั้น ‘จำคุกตลอดชีวิต’ คือ มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ฮั้วฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท

ด้วยโทษสูงสุดที่ ‘หนักหนาสาหัส’ ขนาดนี้ จึงอาจทำให้มีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าอาจมีจำเลย ‘บางราย’ อาศัยโอกาสหลบหนีก่อนมีคำพิพากษาหรือไม่ ?

นั่นจึงอาจเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมศาลฎีกาฯ จึงนัดพิพากษาทั้ง 2 คดีพร้อมกัน !

ดังนั้นสิ่งที่ต้องรอจับตาต่อจากนี้ว่า จะมีกลเม็ดลูกเล่นอะไรจากฝ่ายจำเลยทั้ง 2 คดีอีกหรือไม่ หรือว่าอาจมีจำเลยบางรายทำเรื่องขอเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้หรือเปล่า

และจะมีนักการเมืองระดับชาติรายไหน เดินทางซ้ำรอย ‘รุ่นพี่’ ในอดีต เช่น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (หลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีที่ดินรัชดา) นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย (หลบหนีคำพิพากษา คดีทุจริตก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน) และนายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย (หลบหนีคำพิพากษา คดีทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง) อีกหรือไม่

ท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นายทหารระดับสูงบางราย ยืนยันมาตลอดว่า จะไม่ปล่อยให้ใครหลบหนี หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ?

คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด !

ศาลฎีกาวินิจฉัยคดียิ่งลักษณ์ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ๖๐ เรียบร้อย ตีความ ม. ๒๑๒ ไม่ต้องส่งศาล รธน. พิจารณา



12 hrs ·

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ยอมส่งประเด็นที่จำเลยโต้แย้งว่ากฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดรัฐธรรมนูญ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตามช่องทาง มาตรา 212 โดยตามข่าวนี้ ศาลเห็นว่าให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายเต็มที่ในการนำพยานบุคคลไต่สวนแล้วตามหลักเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม


ศาลฎีกาฯวินิจฉัยแบบนี้ได้อย่างไร งงมาก ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องเลย

การตรวจสอบกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญแบบรูปธรรม หรือ concrete control ในประเทศไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อเนื่องมา 2560 เราใช้ระบบบังคับส่ง

หมายความว่า เมื่อคู่ความโต้แย้งมา ศาลแห่งคดีต้องส่งประเด็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเสมอ เพราะ มาตรา 212 ไม่มีส่วนที่ให้ศาลแห่งคดีใช้ดุลยพินิจไม่ส่งได้

เงื่อนไขเบื้องต้นของ 212 มีเพียงต้องเป็นประเด็นเรื่องกฎหมายที่จะใช้แก่คดีนั้นขัดรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้

ซึ่งกรณีที่เราพูดถึงอยู่นี้ เป็นกรณีที่โต้แย้งว่า มาตรา 5 ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ขัดรัฐธรรมนูญ และแน่นอนว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยวินิจฉัยมาก่อน เพราะ รัฐธรรมนูญ 2560 พึ่งประกาศใช้เอง

ดังนั้น ศาลฎีกาฯ จึงไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปวินิจฉัยไม่ส่งประเด็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนถ้ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่จำเป็นต้องพิจารณา หรือสุดท้ายกฎหมายที่โต้แย้งมาไม่ขัด รธน. นั่นเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญครับ ไม่ใช่ศาลฎีกาฯ

จำเลยไม่ได้โต้แย้งการใช้อำนาจของศาลว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่จำเลยเขาโต้แย้งว่ากฎหมายที่ใช้กับคดีขัดรัฐธรรมนูญ แล้วศาลฎีกาฯ ไปบอกว่าตนเองให้โอกาสคู่ความเต็มที่แล้ว ทำไม??? คนละเรื่องเลยครับ

นี่ถ้าเอาเรื่องนี้ไปออกข้อสอบเนติบัณฑิต วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ยุ่งตายเลยครับ