วันศุกร์, ธันวาคม 19, 2557

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ โต้ “ประยุทธ์” ไม่กลับไทย จนกว่าประชาชนจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม ยุคเผด็จการทหาร


กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเทศไทยว่า ให้คนไทยที่หนีภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ กลับมามอบตัวสู้คดีและจะให้ความยุติธรรม นั้น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศ กล่าวว่า ตนออกจากบ้านเกิด พลัดพรากครอบครัว เพื่อมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เพราะเห็นว่า ทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ยอมรับระบบเผด็จการทหารและได้ออกมาเพื่อฟ้องชาวโลก

“ผมออกมานอกประเทศเพราะไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร เป็นสิ่งถูกต้อง มีเหตุผลตามหลักประชาธิปไตย ด้วยความตั้งใจ ที่จะออกมาเพื่อต่อสู้กับระบบเผด็จการทหาร โดยฟ้องนานาชาติให้ทราบว่า ประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย กดขี่ข่มเหง ข่มขู่ประชาชน ให้เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใด ๆ มีการเรียกตัวประชาชนไปปรับทัศนคติ ข่มขู่ให้สยบยอม บ้านเมืองไม่ได้สงบสุข” นายจารุพงศ์กล่าว

นายจารุพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ตนต้องการให้ต่างชาติที่เป็นประชาธิปไตย กดดัน ไม่คบค้าสมาคมกับรัฐบาลเผด็จการทหาร จนต้องยอมลงจากอำนาจ เพราะเสรีไทยฯ ต้องการสร้างระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดต้องเป็นของคนไทยทุกคน โดยคนไทยทุกคนต้องช่วยกันออกมาขัดขืน ต่อต้านการปกครองระบบเผด็จการทหารพร้อมกัน และร่วมกันสร้างแรงกดดันให้นานาอารยะประเทศ ไม่ยอมรับการปกครองระบบเผด็จการทหาร

“อย่าคาดหวังกับผม และคณะเสรีไทยฯว่า การต่อสู้จะได้รับชัยชนะในเร็ววัน ตราบเท่าที่คนไทยทุกคนยังไม่ตาสว่าง ยังไม่ขัดขืนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทหาร ผมยอมรับว่า ยังมีคนไทยจำนวนมากมายหลายกลุ่ม ที่ลุกขึ้นต่อสู้อยู่เวลานี้ ผมจึงเรียกร้องให้ทุกกลุ่มจับมือประสานกันเป็นพลังขับเคลื่อนให้ประชาชนคนไทยทั้งชาติ ต่อสู้กับเผด็จการทหารนี้ให้ได้รับชัยชนะโดยเร็ว เราต้องสามัคคีกันร่วมกันอย่าคิดตำหนิกัน อย่ามัวแต่จับผิดพวกเดียวกัน ขอให้มองไปที่เผด็จการทหาร อย่าตกเป็นเครื่องมือหรือแนวร่วมเผด็จการทหาร ทำให้เราแตกแยกความสามัคคีกัน หนทางต่อสู้ยังยาวไกล มาร่วมมือกันดีกว่ากัดกัน” นายจารุพงศ์กล่าว

เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ กล่าวว่า ขอให้คนไทยทุกคนรู้ว่าเวลานี้ กลุ่มทหารเผด็จการได้ปล้นอำนาจจากประชาชนไป และยังกดขี่ ข่มขู่ให้ประชาชนต้องสยบยอม ขณะที่คณะทหารจะเสวยสุข อยู่บนหัวประชาชนร่ำรวยเหมือนทหารยุคจอมพล สกฤษ์ ธนะรัตน์ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่เมื่อเผด็จการเหล่านี้ตายไป ทำให้ลูกเมียแย่งชิงสมบัติฟ้องร้องกันวุ่นวาย ทำให้ สังคมได้รับรู้ว่าร่ำรวยมีเงินเป็นพัน ๆ ล้าน ขณะที่มีชีวิตอยู่ ปากบอกว่าไม่โกง ดังนั้นจงเชื่อเถิดว่า ระบบเผด็จการทหาร ที่ว่าทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยนั้นไม่เป็นความจริง ระบบเผด็จการทหาร กำลังนำพาประเทศไปสู่ความยากจน อดอยาก ไร้อนาคต ไร้ความสุข ไร้ความหวังที่สดใส

“ขอให้คนไทยทุกคน จงลุกขึ้นต่อสู้ ร่วมมือกัน เพื่อให้อำนาจเป็นของพวกเราทุกคน เพื่อคนไทยทุกคนจะได้มีความสุขความเจริญ เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ได้รับความยุติธรรม ไม่ต้องหวาดกลัวการกดขี่ของทหารอีกต่อไป จงสู้เพื่อตัวท่านเอง เพื่ออนาคตของลูกหลานท่าน เป็นหน้าที่ของทุกท่าน ที่ต้องรวมพลังช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความเจริญก้าวหน้าต่อไป โปรดร่วมมือกับองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” นายจารุพงศ์กล่าว.




องค์การเสรีไทยฯ ส่งจดหมายร้องเรียนถึงผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก เรื่อง 6 เดือน รัฐประหารไทย ประชาธิปไตยไร้อนาคต


นายสุนัย จุลพงศธร ในฐานะผู้ประสานงาน ได้ทำหนังสือรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริงให้แก่ผู้นำรัฐ และนักธุรกิจทั่วโลก ให้ได้ทราบเป็นระยะๆ และล่าสุดได้ส่งหนังสือสรุปสถานการณ์ 6 เดือน ภายใต้การปกครองของระบอบ คสช. ให้แก่ผู้นำประเทศต่างๆ เพราะ 6 เดือนที่ผ่ามา ได้ชี้ชัดแล้วว่า รัฐบาลคสช.กำลังนำประเทศไทยถอยหลังกลับไปสู่ยุคเผด็จการโบราณ

เลขาธิการ องค์การเสรีไทยฯ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ยังได้เขียนในเฟสบุ๊ค เชิญชวนทุกท่านผู้รักประชาธิปไตย ร่วมกันส่งต่อให้มากที่สุด


--------------------------------------------------------


องค์การเสรีไทย ส่งจดหมายร้องเรียนถึงผู้นำทั่วโลก

เรื่อง 6 เดือน รัฐประหารไทย ประชาธิปไตยไร้อนาคต

ในโอกาสที่องค์การเสรีไทยฯ ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายสหรัฐฯ องค์การเสรีไทย ใช้แนวทางการต่อสู้โดยสันติวิธี โดยปราศจากอาวุธ ขณะนี้องค์การเสรีไทยฯ ได้เปิดสำนักประสานงานขึ้น เพื่อเป็นหน่วยประสาน ติดต่อเชื่อมโยงกับผู้นำรัฐและองค์กรประชาธิปไตยทั่วโลก โดยจะนำเสนอข่าวสารให้รัฐบาลและนักลงลงทุนต่างๆ เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริงในประเทศ ว่าทำไมประเทศไทยจึงเกิดวิกฤติยาวนาน และทำไมไทยจึงเกิดมีรัฐบาลเผด็จการสลับประชาธิปไตยไม่หยุดไม่หย่อน และทำไมสิทธิมนุษยชนในไทยจึงตกต่ำลงอย่างมากในขณะนี้

ผม นายสุนัย จุลพงศธร ในฐานะผู้ประสานงานได้ทำหนังสือรายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริงให้แก่ผู้นำรัฐ และนักธุรกิจทั่วโลก ให้ได้ทราบเป็นระยะๆ และล่าสุดได้ส่งหนังสือสรุปสถานการณ์ 6 เดือน ภายใต้การปกครองของระบอบ คสช. ให้แก่ผู้นำประเทศต่างๆ เพราะ 6 เดือนที่ผ่ามา ได้ชี้ชัดแล้วว่ารัฐบาลคสช.กำลังนำประเทศไทยถอยหลังกลับไปสู่ยุคเผด็จการโบราณ

--------------------------------------------------------

เรื่อง 6 เดือน ของการรัฐประหารในไทย ประชาธิปไตยไทยไร้อนาคต

วันที่ 10 ธันวาคม 2557 ณ นครนิวยอร์ค

เรียน ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก

อาทิ ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า
ท่านนายกรัฐมนตรี โทนี่ แอบบอท
ท่านนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน เป็นต้น

องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (FTHD) ที่ได้จัดตั้งขึ้นทันทีหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22พ.ค. 57ได้ติดตามการบริหารงานของคณะรัฐประหารภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พยายามป่าวประกาศกับผู้นำทั่วโลกว่าจะนำประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยภายในหนึ่งปีนั้น ปรากฏว่าขณะนี้ได้ผ่านมาเป็นเวลา6เดือนแล้ว คณะผู้ยึดอำนาจไม่เพียงไม่กระทำการใดๆ ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตย แต่ยังออกกฎหมายและแสดงออกชัดเจนว่าไม่มีความประสงค์จะสร้างประชาธิปไตยด้วยรูปธรรมดังต่อไปนี้

1. การปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ปรากฏว่าทันทีที่ยึดอำนาจได้ คณะผู้ยึดอำนาจก็ได้ใช้อำนาจเผด็จการประกาศยกเลิกการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีตัวแทนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศทันที และใช้วิธีให้ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นเดิมทั้งหมดที่จะหมดวาระรักษาการไปก่อน

2. คณะรัฐประหารประกาศว่าจะแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อออกกฎหมายและร่างรัฐธรรมนูญนำพาประเทศชาติสู่ประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่ากลับแต่งตั้งเฉพาะพรรคพวกและผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นทหาร ตำรวจ และข้าราชประจำเกือบทั้งหมด โดยสภาทั้งสองมีสภาพไม่ต่างอะไรจากตรายางที่ประทับรับรองความต้องการของคณะผู้ยึดอำนาจที่สั่งการลงมาเท่านั้น

3. คณะรัฐประหารประกาศให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่อวดอ้างว่าจะร่างให้เป็นประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่าการจัดตั้งคณะยกร่างก็มีแต่ลูกน้องผู้อยู่ใต้อิทธิพลของคณะรัฐประหารทั้งสิ้น และปิดกั้นการรับฟังความเห็นของประชาชนจากวงการต่างๆ รวมทั้งห้ามประชาชนจัดประชุมสัมมนาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งยังมีแนวความคิดที่จะสร้างองค์พิเศษที่เรียกว่า "คณะอภิรัฐมนตรี" ให้มีอำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอีกด้วย

4. ตามที่คณะรัฐประหารได้ประกาศเป็นโรดแมปว่าจะเร่งจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วและจะเร่งจัดการเลือกตั้งภายในปลายปี 2558 นั้น ขณะนี้ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างก็ประกาศย้ำหลายครั้งว่าไม่สามารถจะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จได้ภายในปีนี้ รวมทั้งการเลือกตั้งก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายในปีหน้า และจะต้องเลื่อนออกไปเป็นปี 2559แต่ก็ยังกำหนดเวลาไม่ได้

5. กระบวนการยุติธรรมซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเป็นองค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตย แต่ภายในเวลา6เดือนภายใต้การบริหารของคณะรัฐประหาร ได้ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าคณะรัฐประหารได้ละเมิดหลักนิติธรรมโดยทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการใช้กฎหมายตามอำเภอใจภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า "กฎอัยการศึก" และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้อำนาจสูงสุดแก่หัวหน้าคณะรัฐประหาร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยทำการข่มขู่จับประชาชนและเยาวชนนักศึกษาที่แสดงความคิดเห็นโดยสันติปราศจากอาวุธเข้าคุกและควบคุมตัวด้วยข้อหาตามมาตรา112 ซึ่งเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์และความมั่นคงแห่งรัฐที่มีโทษรุนแรงและจับขึ้นศาลทหารที่มีเพียงศาลเดียวอยู่เสมอตั้งแต่วันแรกของการยึดอำนาจจนถึงวันนี้ และไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร และล่าสุดได้เกิดเหตุการณ์กวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วยความโหดร้ายและไร้หลักนิติธรรมโดยจับกุมข้าราชการตำรวจชั้นสูงในตำแหน่งผู้บัญชาการสอบสวนกลางและพรรคพวกลงโทษโดยไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และยังรวมไปถึงการใช้มาตรา 112 ในการปิดกั้นสื่ออีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการลงโทษจำคุกบรรณาธิการเว็บไซต์ Thai E-news

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากหลายร้อยรูปธรรมที่คณะผู้ยึดอำนาจกระทำการให้ประเทศไทยถอยหลังกลับไปสู่ยุคมืดและห่างไกลจากประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนทั้งในประเทศและภูมิภาคอย่างแน่นอน


ข้าพเจ้าจะได้รายงานให้ท่านทราบถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงในประเทศไทย เพื่อประกอบการพิจารณาการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤติ


ขอแสดงความนับถือ

นายสุนัย จุลพงศธร

อดีตประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐสภาไทย

ผู้ประสานงานองค์การเสรีไทยฯ

--------------------------------------------------------

Situation Update: 6 Months after Coup d’état in Thailand

Date: 10 December 2014, New York.

Dear President and Prime Minister around the world

[Such as : President Barack Obama, PM Tony abbott
and PM David Cameron.]

The Organization of FreeThai for Human Rights and Democracy (FTHD) was established to monitor the nominally civilian government installed and led by the Thai military junta leader, General Paryuth Chan-ocha. The Organization found that the Junta Government has not only exhibited any political will to bring Thailand back on its democratic since the coup d’état of 22 May 2014, the Junta has also further limited the rights and freedom of the Thai people. The followings concrete measures underlie the circumstances on what the Junta has attempted to do so in the past six months.

1. The Regional Administrative Organization of Thailand, which is considered one of the footholds of Thailand’s democratic milestone, was repealed by the Junta. All local elections are suspended indefinitely, and all contested seats will be retained by those who have been in position without any new election.

2. Although the Junta announced its plan to restore Thailand’s democracy through the appointment of the National Legislative Assembly and the National Reconciliation Assembly, the appointment suffers from the lack of transparency and accountability. As a matter of fact, the Junta has only appointed their people, most of which are armed forces personnel and civil servants, to both assemblies. These two national assemblies are nothing but merely the rubber stamp for the Junta

3. The Junta declared that the appointed National Reconciliation Assembly will also draft a new constitution. The junta has claims that this constitution will be a “true” democratic constitution. Yet, in reality, the Drafting Committee only consists of Junta-handpicked individuals who will represent the Junta’s interest. The Junta also announced that there will be neither public hearings, both official and unofficial, nor a referendum. Furthermore, the Drafting Committee has also proposed the appointment of non-elected “Supreme Ministry” to be the governing body over elected branches of government including the executive and legislature.

4. The Junta had once announced a roadmap to roll out a new constitution that would allow a new election in 2015. However, this is no longer a case as the junta has recently stated that the next election should not be expected until 2016 without any exact timeframe. Meanwhile, the martial law still remains in place.

5. Thailand under the Junta administration in the past six months has experienced a decadence of justice. The rules of law were bent to serve the will and vested interest of the Junta rather than to serve for justice. The Junta and, particularly, its leader—General Prayuth Chan-Ocha have abused their power through the use of the martial law and additionally unlimited power given by the provisional constitution. Many civilians and students have been detained just because they expressed their disapproval to the Junta. In much more depressing issues, many of them have been charged with lèse-majesté and have gone on trial in the court-martial, which does not give the defendants the right to appeal. A recent abuse of lèse-majesté law can be seen in the use of the law as a purge against a group of policemen. Also, this law has been used to silence the media that are deemed to threaten the political legitimacy and stability of the Junta as well. The court-martial, for example, sentenced the editor of the Thai E-News website to nearly five years in prison for lèse-majesté act.

The events and incidents stated above are just a minor fraction of what the Junta has abused. Actions that the Junta have done are nothing but a ticket to take Thailand away from democracy. This development will eventually affect the economic development and investment within Thailand and the whole Southeast Asia

It is my honor to inform you about this real current situation in Thailand for your decision that might be made regarding Thailand and Southeast Asia region during this time of turmoil.

With Best Regards,

Sunai Chulpongsatorn

Former Chairman of the Standing Committee on Foreign Affairs of the House of Representatives of Thailand

FTHD coordinator

ว่อนเน็ต!! เปิดราคาจัดจ้าง "ค่านิยม 12 ประการ"


ว่อนเน็ต!! “ราคา-ค่า" นิยม 12 ประการ พุ่งทะลุ 35 ล้าน


จากกรณีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จ้างเหมาจัดทำ สติ๊กเกอร์ไลน์ค่านิยม 12 ประการเผยแพร่ โดยวงเงินงบประมาณสูงถึง 7,117,400 บาท และมีราคากลางอยู่ที่ 7,117,353.24 บาท ล่าสุดพบว่าเว็บไซด์ meconomics.net ได้เผยแพร่เอกสาร “ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและราคากลาง(ราคาอ้างอิง) ในการจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง” โครงการจัดสร้างภาพยนตร์สั้นส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ” ซึ่งเป็นหนังสั้น 12 เรื่องโดยมีการกำหนดราคากลาง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2557 จากวงเงินงบประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งราคากลางกำหนดไว้ 24,979,300.87 บาท

นอกจากนี้เว็บไซด์ดังกล่าวยังเผยแพร่เอกสาร “ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและรายละเอียดค่าใช้จ่ายการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งมิใช่งานก่อสร้าง” โครงการ “จ้างจัดทำบทเพลงปลูกฝังค่านิยมหลักคนไทย 12 ประการ” วงเงินงบประมาณ 3,500,000 บาท โดยมีการกำหนดราคากลางเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เป็นเงิน 3,500,000 บาท
สำหรับงบประมาณในการจัดทำและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เฉพาะกรณี “ค่านิยม 12 ประการ” ซึ่งปรากฎและวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกโซเชียลมีเดีย ขณะนี้ รวมเป็นเงินงบประมาณกว่า 35 ล้านบาท !

ooo

ถ้าสติกเกอร์ 7 ล้านแล้วทำหนังสั้นจะราคาเท่าไหร่? เปิดราคากลางหนังสั้นค่านิยม 12 ประการ 25 ล้านบาท



ที่มา เวป meconomics
By: lew on Wed, 2014-12-17 11:06

จากข่าวสติกเกอร์ LINE "ค่านิยม 12 ประการ" ตั้งราคากลางกว่า 7 ล้านบาท คำถามที่หลายๆ คนสงสัยคือแล้วงบประมาณในส่วนอื่นๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ค่านิยม 12 ประการนี้เป็นเงินอีกเท่าไหร่ เอกสารนี้เป็นเอกสารเปิดเผย ทาง Meconomics จึงนำมาเทียบกันครับ

ภาพยนตร์ทั้ง 12 เรื่องกำหนดราคากลางไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา จากงบประมาณ 25 ล้าน ราคากลางกำหนดไว้ 24,979,300.87 บาท

เช่นเดียวกับงบประมาณของสติกเกอร์ LINE ราคาในเอกสารนี้เป็นราคากลางและผมยังค้นเอกสารราคาที่ใช้จัดซื้อจัดจ้างจริงไม่พบ

ที่มา - สำนักนายกรัฐมนตรี



ที่มา เวป meconomics

จากข่าว สติกเกอร์ LINE "ค่านิยม 12 ประการ" ตั้งราคากลางกว่า 7 ล้านบาท และ ราคากลางหนังสั้นค่านิยม 12 ประการ 25 ล้านบาท สื่ออีกประเภทหนึ่งที่เกี่ยวกับนโยบาย "ค่านิยม 12 ประการ" คือบทเพลงพร้อม MV เพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง โดยงานนี้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกคือ GMM Grammy

โครงการนี้ดำเนินการภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2557 โดยใช้ชื่อโครงการว่า จ้างจัดทำบทเพลงปลูกฝังค่านิยม ๑๒ ประการ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๕๕๗ มูลค่าโครงการ 3.5 ล้านบาท กำหนดส่งงานภายใน 60 วัน มีเนื้องาน 3 อย่าง ได้แก่
จัดทำเนื้อร้องเพลงค่านิยม 12 ประการ พร้อมเรียบเรียง ประสานเสียง บันทึกเสียง ความยาวไม่น้อยกว่า 3 นาที
บันทึกเสียงโดยใช้ศิลปิน-นักร้องที่มีชื่อเสียงไม่น้อยกว่า 6 คน
ผลิตสื่อวิดีทัศน์ (Music Video) ประกอบเพลง 1 เรื่อง ยาวไม่น้อยกว่า 3 นาที โดยใช้ศิลปิน-นักร้องที่มีชื่อเสียงไม่น้อยกว่า 6 คน

ที่มา - เว็บไซต์กระทรวงวัฒนธรรม

MV เพลงค่านิยม 12 ประการ

กระทรวงวัฒนธรรม เล็งเห็นความสำคัญของการนำดนตรีและบทเพลงเ­ป็นสื่อกลางในการสร้างความสุขให้แก่ประชาช­น จึงดำเนินการจัดทำโครงการกิจกรรมบทเพลงปลู­กฝังค่านิยมหลักคนไทยเพลง “ค่านิยม 12 ประการ” โดยนำเนื้อหาของค่านิยม 12 ประการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาจัดทำเนื้อร้อง เรียบเรียงเสียงประสาน ขับร้องโดยศิลปินบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)

ได้แก่ พลพล-ทชภณ พลกองเส็ง, ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช , กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ ,แก้ม-วิชญาณี เปียกลิ่น ,ไมค์-พรภิรมย์ พินทะปะกัง และ ต่าย-อรทัย ดาบคำ คำร้อง/ทำนองโดย ปิติ ลิ้มเจริญ เรียบเรียงโดย ศราวุธ ฤทธิ์นันท์ เพื่อเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แสดงพลังความส­ามัคคีด้วยการปฏิบัติตนตามหลักค่านิยม 12 ประการ และเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจถึ­งค่านิยม ปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกให้คนไทยมีรากฐานด้านคุณธ­รรมและจริยธรรม




เอกสาร TOR จัดจ้างโครงการ

TOR จ้างจัดทำบทเพลงปลูกฝังค่านิยม ๑๒ ประการ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๕๕๗ by Isriya Paireepairit


เขาว่า วันนี้ไป CICC พรุ่งนี้ถึง บันคีมูน แน่


(หมายเหตุ CICC = Coalition of the International Criminal Court )

แถลงการณ์ขององค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย


                              ทำไมการลงสัตยาบรรณจึงยังไม่สำเร็จ?

สุนัย จุลพงศธร
อดีตประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทย

ในช่วงระยะ 2 ปีเศษ ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สำคัญของระบอบการปกครองไทย ซึ่งทำให้เป็นการยากที่จะลงนามในสัตยาบัน ICC ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญดังกล่าวมีอยู่ 3 ประการ คือ

1. ในหลักการของ ICC ไม่มีข้อยกเว้นการดำเนินคดีแม้แต่กับประมุขของรัฐหากเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในข้อหาฆ่าประชาชนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด แต่โดยกฎหมายแล้วนั้น การดำเนินคดีใดๆ กับประมุขของประเทศไทยไม่อาจจะกระทำได้ ดังนั้น การดำเนินการเพื่อเข้าสู่การลงสัตยาบันของไทยจึงไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการไทย ทำให้เรื่องICC ในไทยถูกทิ้งร้างมานานกว่า 10 ปี
2. การลงสัตยาบันผูกผันรัฐไทยนั้น จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาซึ่งมีสมาชิกจากการแต่งตั้งของกลุ่มสถาบันฯ และเผด็จการทหาร ร่วมกับสมาชิกสภาฝ่ายค้านที่ทำงานใกล้ชิดกับเผด็จการทหาร ซึ่งรวมแล้วมีมากกว่าครึ่งสภา

3. ในเชิงอำนาจแล้วนั้น สถาบันทหารไทยมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะทั้งทางกฎหมายหรือทางวัฒนธรรม รวมถึงด้วยว่าตามข้อเท็จจริงนั้น เมื่อมีการยึดอำนาจดังเช่นปัจจุบัน การดำเนินการเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนก็จะถูกกีดกันอย่างชัดแจ้งจากสถาบันฯดังเช่นในขณะนี้

จึงนำเสนอเป็นข้อมูลประกอบการประชุมของ ICC ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2014

Why Thailand must ratify the International Criminal Court? And why has it not done so?

By Sunai Chulpongsatorn
Former Chairman of Committee on Foreign Affairs of the House of Representative of Thailand.
And Former Member of the House of Representative of Thailand.

One of the features political underdevelopment a country possesses a social structure that allows military dictatorship to flourish. This kind of structure hinders democratic progress in the country. Thailand is one of such countries. The case of Thailand may be even more difficult, as its political institutions are very complex, especially, the Monarch-Military relationship. This complex is manifested in the recent coup d'état. The involvement of these institutions is one of many reasons that hampers judicial and justice processes.

From 1973 to the present, more than half a century, I have witnessed the crime that the military have committed to the Thai people. Yet perpetrators and instigators are free with impunity. More than five massacres occurred; and countless intimidation against people went unnoticed. There are political groups that instigate many criminal activities aiming at obstructing democratic development. These groups and crimes are backed by dictatorial power.  One of the prime example is the seizure of the Bangkok International Airport in 2009. It has been five years since the seizure but the judicial process cannot even begin to bring justice despite abundant evidences.

As a politician, I, personally, do understand this structural problem. I believe there will be another bloodshed in the near future, in which it may even be more violent and intimidating than what happened in the past. That is because the current predicament involves a conflict within Thai political structure during this current volatile period.

As a matter of fact, when I was in my position, I believe it was my duty to help prevent any development that would threaten the livelihood of the people. And I strongly believe that the International Criminal Court (ICC) is an important body that will be both a protection of human rights in Thailand and a hope for the lives of all Thais.

Therefore as the Chairman of the Standing Committee on Foreign Affairs of the House of Representative of Thailand, I administered Thailand’s legislative process toward the ratification of the ICC commitment as the next step after Thailand became a signatory state to the Rome Statue since October 2000. Despite both legal and non-legal impediments in the process, I successfully did the following:

1.       I visited Honorary Sang-Hyun Song (then the Judge-President of the ICC) and Mr. Michel de Smedt (then the head investigation of the ICC) twice in The Hague, the Netherlands in 2011 and 2012. During both visits, however, I was publicly reprimanded and condemned by General Prayuth Chan-ocha (then Commander of the Army of Thailand) who is the current Coup leader and appointed Prime Minister of the Junta Government.

2.       During both visits, I followed up the case against Mr. Abhisit Vejchajiva, former Prime Minister of Thailand. Mr Abhisit was accused of committing crimes against Thai people over his order for a military crackdown on the pro-democracy protestors in May 2010, in which the case was filed by Mr. Robert Amsterdam. I also extended my invitation to the President of the ICC to Thailand. This meant to provide the information about the ICC for the public, especially for the Judge, the military and the police. This is to give the understanding about the ICC. As a matter of fact, the President accepted the invitation and the visit was scheduled in mid-2013. However, the visit was eventually cancelled for security reason when the anti-government demonstration started to expand to a full scale riot with a call for military intervention against the elected government

3.       Furthermore, I organized more than ten seminars within Thailand from 2012-2013 to disseminate the information about the ICC I also coordinated a meeting between the Thai Parliament and Ms Evelyn Balais-Serrano, Coordinator for the Coalition of the International Criminal Court – Asia Pacific (CICC Asia-Pacific). She also had an official meeting with Dr. Surapong Tovichakchaikul (then Foreign Minister of Thailand) to push and discuss about Thailand’s process of ratifying the ICC.

From my involvement in promoting the ICC in Thailand during those two years, I have come to understand clearly about structural impediments embedded in Thailand’s political structure. To simplify, there are three aspects that hinder the ICC ratification process as follows:

1.       The principle of ICC does not grant anyone immunity from prosecution for his/her crimes, even the head of state, if such crimes involve killing people. However, according to Thai laws, the head of the state cannot be prosecuted for any case whatsoever. Therefore, the ICC ratification process did not receive full cooperation from Thai bureaucracy and was intentionally delayed through red tape for more than 10 years.

2.       Ratification by Thailand as a state party will need an approval from the Parliament, which means it must be approved by both houses (the House of Representatives and the Senate). However, the majority of the Senate (both APPOINTED and elected) and the opposition, together constituted more than half of the members of Parliament, worked closely with the military to interrupt the process.

3.       In terms of political power, the relationship between the military institution and the monarchy is closely tied in both legal and traditional aspects. As a result, whenever there is a coup d’état the democratic process and human rights progress are openly stalled by these institutions. This is the situation Thailand is currently facingtoday.

I wish to present this information to the meeting of the International Criminal Court at the United Nations, New York City, December 2014.

Catch Me If You Can... "การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีข้อตกลงว่า จะต้องเป็นข้อหาที่ทั้งสองประเทศบัญญัตไว้เป็นความผิดเหมือนกัน ม.112 ของไทยไม่มีบัญญัตไว้เป็นความผิดในประเทศอื่นจึงไม่เข้าเงื่อนไงในการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนะจ๊ะ"


ขอบอกประยุทธิ์ ไม่เอาบุญ "การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีข้อตกลงว่า จะต้องเป็นข้อหาที่ทั้งสองประเทศบัญญัตไว้เป็นความผิดเหมือนกัน ม.112 ของไทยไม่มีบัญญัตไว้เป็นความผิดในประเทศอื่นจึงไม่เข้าเงื่อนไงในการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนะจ๊ะ"
เสียงจากโลกออนไลน์...

....

รัฐบาลไทยประกาศจะติดตามผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 ที่อยู่ในต่างประเทศมาลงโทษ ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว และขณะนี้อยู่ในต่างประเทศ เห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายในยุโรปและสหรัฐฯ แต่ห่วงผู้ที่หลบอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

วันนี้ (17 ธ.ค.2557) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกะทรวงกลาโหม บอกว่า จะทำหนังสือและประสานขอตัวบุคคลที่กระทำความผิดในต่างประเทศกลับมาดำเนินการ และได้แจ้งให้ประเทศต่าง ๆ ช่วยติดตามแล้ว อย่างไรก็ดี พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ระบุว่าเป็นประเทศใด

สำนักข่าวไทยรายงานอ้างคำพูด พล.อ.ประวิตรว่าจะต้องชี้ให้ประเทศต่าง ๆ เข้าใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีความผิดอย่างไรตามกฎหมายไทย และยอมรับว่าในบางประเทศที่ไม่มีกฎหมายครอบคลุมการกระทำผิดมาตรา 112 ก็อาจเป็นอุปสรรคในการดำเนินการติดตามตัว

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย บอกกับบีบีซีไทยว่า เขามองเรื่องนี้ว่าเป็นการข่มขู่ และเห็นว่าการที่รัฐบาลไทยจะโน้มน้าวให้ต่างชาติโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐฯ เข้าใจความผิดในข้อนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย และหากจะขอให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนก็คงไม่ได้เช่นกัน กระทรวงต่างประเทศของไทยอาจต้องอธิบายว่าความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดในคดีอาญา ไม่ใช่การเมือง ซึ่งอาจทำได้ลำบาก เพราะยุโรปและสหรัฐมองเรื่องนี้ว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็น แม้จะผิดกฎหมายไทยก็ตาม

อย่างไรก็ดี นายจรัล ยอมรับว่า สำหรับผู้ที่เห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาลทหารและอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาวและกัมพูชา นั้น อาจอยู่ในฐานะที่น่าเป็นห่วง เพราะทางการไทยเคยขอตัวบุคคลเหล่านี้ไปแล้ว และเป็นไปได้ที่อาจได้รับความร่วมมือ โดยเฉพาะจากลาวที่เป็นประเทศที่ยังต้องพึ่งพาไทย

นายจรัล กล่าวว่า ขณะนี้ตนเองได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองในฝรั่งเศสแล้ว และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นสากล แม้จะเดินทางไปในประเทศอื่น ก็จะได้รับการคุ้มครองเช่นกัน

17 ธ.ค.2557

เมณูเด็ดเย็นนี้...ต้มจืดน้ำยาง... ผัดเผ็ดแผ่นยาง... ผัดยอดยาง... นำ้ยางราดพริก... ยำต้มยาง... นำ้พริกยางพารา...



ชาวสวนยางปรับตัว...

โค่นยางทิ้งปลูกขมิ้นแทนหารายได้เสริม



ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ชาวสวนยางเกือบ100คน รวมตัวปลูกขมิ้นในพื้นที่สวนปาล์มหลังโค่นต้นยางพาราทิ้ง เพื่อหารายได้เสริม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ จ.สุราษฎร์ธานี สมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านส้องพัฒนา อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฏร์ธานี เกือบ 100 คน ได้รวมตัวกันปลูกพืชขมิ้น ในร่องแปลงสวนปาล์มและสวนยางที่โค่น ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านส้อง จำนวน 27 ไร่ เพื่อเสริมสร้างรายได้กับสมาชิกในกลุ่ม พร้อมเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มในรายที่โค่นต้นยางทิ้ง

นายมนูญ อุปลา ประธานกลุ่ม กล่าวว่า วันนี้นโยบายของรัฐบาลที่ให้โค่นต้นยางพาราที่อายุแก่แล้วทิ้ง แล้วสนับสนุนให้มาปลูกปาล์มน้ำมันแทน โดยรัฐบาลให้ สกย.สนับสนุนเงินทุนให้แก่เกษตรกรไร่ละ 26,000 บาท ดังนั้น พื้นที่ในระหว่างร่องแถวปาล์ม ที่ว่างอยู่นั้นส่งควรใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้มีรายได้เสริมระหว่างปี โดยทางกลุ่มได้มีสมาชิกกว่า 6,000 คน มีการรวมตัวกันดำเนินการปลูกพืชขมิ้นเพื่อเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง หลังจากราคายางพาราตกต่ำเป็นประวัติกาล

โดยขณะนี้ชาวสวนยางพารามีความเดือดร้อนมากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ไม่คิดว่าสถานการณ์ราคายางจะตกต่ำถึงเพียงนี้ จึงทำให้เกษตรกรชาวสวนยางปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยางก็จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองและของชุมชน ที่จะร่วมกันประคองการดำรงชีพให้ผ่านไปได้ ในช่วงวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ

ส่วนการเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือนั้นครั้งแรกตั้งเป้าไว้ที่กิโลกรัมละ 80 บาท แต่ราคาท้องตลาดอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม จึงคิดว่าราคาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 60 บาทพบกันครึ่งทาง ประกอบกับรัฐบาลได้กล่าวไว้ว่าราคา 80 บาทไม่น่าจะได้แต่จะทำให้ราคายางพาราในท้องตลาดขยับมาอยู่ที่ 60 บาท ต่อกิโลกรัม จึงทำให้ชาวสวนมีความคาดหวังตามรัฐบาลรับปาก หากหลังปีใหม่ไปแล้วราคายางยังไม่ขยับ แกนนำทั้ง 35 องค์กรก็จะนัดประชุมเตรียมสรุปเคลื่อนไหวต่อไป

เสรีไทยฯรณรงค์ร่าง รนธ.ฉบับประชาชน กดดันนานาชาติ ปฎิเสธ รัฐบาลเผด็จการทหารไทย



https://www.youtube.com/watch?v=2LYjRFQtCNs

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ เสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia.com ถึงความคืบหน้าของการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่จะทำให้อำนาจการปกครองประเเทศเป็นของปร­ะชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้ง การรณรงค์ในเวทีนานาชาติเพื่อให้ ปฎิเสธ รัฐบาลเผด็จการทหารในประเทศไทย


คืนความจริง ชวนคุยกับ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น : กฎหมาย เสรีภาพ กับ ละครเจ้าสาวหมาป่า

ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น : กฎหมายมีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพ (1)
https://www.youtube.com/watch?v=HPXF0oCkzPM&feature=youtu.be


ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น : ละครเจ้าสาวหมาป่ากับเสรีภาพในสังคมไทย (2)
https://www.youtube.com/watch?v=hNMpH12xP_w&feature=youtu.be

ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น จากภาควิชาการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เป็นผู้หนึ่งที่สนใจปัญหาประวัติศาสตร์การใช้ความรุนแรงของรัฐไทยต่อประชาชนในมิติต่าง ๆ และเป้นเจ้าของผลงาน Revolution Interrupted, Farmers, Students, Law, and Violence in Northern Thailand นอกจากนั้น ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ยังสนใจการใช้ศิลปะในแขนงต่าง ๆ ในการสะท้อนปัญหา ทางสังคมการเมืองด้วย

ชีวิตและผลงานของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์)” 14-12-2014



https://www.youtube.com/watch?v=N8nhFHaTKkQ

ชีวิตและผลงานของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์)” 14-12-2014
สถาบันปรีดี พนมยงค์ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
กองทุนศรีบูรพา
สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่ง­ประเทศไทย
มูลนิธิไชยวนา (ครูองุ่น มาลิก)
ขอเชิญร่วมงาน
รำลึกชีวิตและผลงานของ
ศักดิชัย บำรุงพงศ์
(เสนีย์ เสาวพงศ์)
วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๗
ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
เวลา ๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๓.๓๐ น. อภิปรายหัวข้อ
ชีวิตและผลงานของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์)” 14-12-2014
โดย
ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการ
ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียนอิสระ อดีตนายกสมาคมนักเขียนฯ
นพ.ประจวบ มงคลศิริ* ผู้แทนคณะสร้างภาพยนตร์ไทย เรื่อง “ปีศาจ”
พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ผู้ดำเนินรายการ
๑๕.๔๐ น. (โดยประมาณ) ฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง
“ปีศาจ” สร้างจากบทประพันธ์ของ เสนีย์ เสาวพงศ์
พิธีกร : สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย

ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์)














ooo

รำลึกถึงชีวิตและผลงานของศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์)

ที่มา พันทิป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปร่วมฟังงานอภิปรายในหัวข้อ “ชีวิตและผลงานของศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์)” ที่จัดขึ้น ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท 55 โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปายคือ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการ , อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง นักเขียนอิสระ อดีตนายกสมาคมนักเขียนฯ , นพ.ประจวบ มงคลศิริ ผู้แทนคณะสร้างภาพยนตร์ไทย เรื่อง “ปีศาจ” , คุณพุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) โดยมี อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ ผมจึงขออนุญาตนำเรื่องราวที่ได้อภิปรายในวันนั้นมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกัน โดยผมอาจจะไม่สามารถเก็บรายละเอียดของการอภิปรายได้ครบถ้วน แต่ผมก็พยายามเขียนออกมาให้ตรงกับเนื้อหาการอภิปรายมากที่สุดครับ


การอภิปรายเริ่มขึ้นโดย อ.จรูญพร ปรปักษ์ประลัย ผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นนักเขียนเชิงสังคม , เชิงอุดมคติคนสำคัญของเมืองไทย

อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง พูดถึงเสนีย์ เสาวพงศ์ในแง่ของความเป็นวรรณกรรมในชีวิตนักเขียน

@ ในวันนี้มีคนมาร่วมงานนี้เยอะมาก ก็เพราะว่าทุกคนรักและศรัทธาในผลงานของเสนีย์ เสาวพงศ์

@ เสนีย์ เสาวพงศ์ สร้างงานเขียนที่แตกต่างออกไปจากงานเขียนทั่วไปในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ที่ใช้สำนวนการเขียนไม่เหมือนกับนิยายทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะมีแต่เรื่องรัก

@ นวนิยายเรื่อง “ความรักของวัลยา” สร้างตัวละครวัลยาที่เป็นนางเอกของเรื่องซึ่งมีวิธีการคิด , การพูด ไม่เหมือนกับนางเอกทั่วไป

@ ผลงานเขียนของเสนีย์ เสาวพงศ์ ถือว่าเป็นผู้เปลี่ยนแปลงหักโค้งนวนิยายไทยต่อจาก ศรีบูรพา (จากผลงานเรื่อง “สงครามชีวิต” , “จนกว่าเราจะพบกันอีก” และ “แลไปข้างหน้า”)

@ เสนีย์ เสาวพงศ์ ใช้ประเด็นเรื่อง “กาลเวลา” มาเขียนเพื่อย้ำเตือนให้ผู้อ่านได้เตรียมตัวไว้ถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

@ นวนิยายเรื่อง “ความรักของวัลยา” ทำให้ผู้หญิงรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองมากกว่าจะเป็นเพียงแค่แม่บ้านเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากนวนิยายทั่วไปในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก ตัวตนของวัลยาทำให้ผู้หญิงภูมิใจในความเป็นผู้หญิงมากขึ้น

@ เสนีย์ เสาวพงศ์ เขียนเรื่องสั้นไม่มากนัก แต่เรื่องสั้นที่เขียนก็สะท้อนถึงอะไรบางอย่างที่มีอยู่ในสังคมไทย อย่างเช่นเรื่อง “ทานตะวันดอกหนึ่ง” ซึ่งเขียนหลังเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ที่เนื้อเรื่องพูดถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่องมงายทางไสยศาสตร์ของชาวบ้านทั่วไป โดยดอกทานตะวันในเรื่อง อาจจะเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงความเจริญก้าวหน้าทางประชาธิปไตยก็เป็นได้

@ โดยรวมแล้วต้องถือว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ สามารถสร้างผลงานวรรณกรรมขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางความคิดที่ดี

@ เรื่องสั้นที่ชื่อ “ขอให้การพายเรือของเจ้าเที่ยวนี้ จงเป็นเที่ยวสุดท้าย” เป็นเรื่องสั้นที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างมาก เพราะผู้อ่านไม่ต้องการให้ผู้หญิงต้องยากลำบากถึงขนาดนั้น

@ ในผลงานช่วงหลังของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เช่นนวนิยายเรื่อง “คนดีศรีอยุธยา” และ “ดินน้ำดอกไม้” เป็นการเล่าเรื่องโดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจทางสังคมเป็นผู้เล่าเรื่อง แต่เป็นการเล่าเรื่องจากมุมมองของสามัญชนคนธรรมดา ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่เรื่องมักจะถูกเล่าโดยผู้ที่มีอิทธิพลเสมอ ดังนั้นการเล่าเรื่องจากมุมมองของคนธรรมดาจึงทำให้ผู้อ่านรู้สึกมีส่วนร่วมในเรื่องมากขึ้นด้วย



อ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ พูดถึงเสนีย์ เสาวพงศ์ในแง่ของ ชีวิต , ประวัติศาสตร์และวรรณกรรม

@ พวกเราต้องถือว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้สร้างอะไรหลายอย่างไว้ให้แก่พวกเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของผลงานวรรณกรรม

@ เสนีย์ เสาวพงศ์ เกิดในปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่งจบลง ผลงานในช่วงแรก ๆ ใช้ชื่อว่า ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วง ปี 2490 เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้สร้างผลงานอันหลากหลายซึ่งถือว่าเป็นผลงานวรรณกรรมของนักเขียนที่ไฟแรงมาก

@ พอถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่เรียกว่ายุค “สายลมและแสงแดด” เป็นช่วงเวลาที่มีการลบผลงานวรรณกรรมออกจากสังคมเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งถึงยุคปี 2510 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เริ่มมีการฟื้นฟูความทรงจำเก่า ในช่วงนั้นนักศึกษาไทยที่กรุงปารีสเริ่มพูดถึงตัวละครที่ชื่อ วัลยา และเริ่มพูดถึงผลงานของเสนีย์ เสาวพงศ์ มากขึ้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ในปี 2510 ที่เริ่มมีการขุดค้นวรรณกรรม จึงทำให้เราค้นพบเสนีย์ เสาวพงศ์อีกครั้ง

@ “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ ปัจจุบันได้แพร่พันธ์ไปมากแล้ว ตัวละครทั้ง สาย สีมาและรัชนี มีอยู่ในทุกแวดวงของสังคมไทย

@ เสนีย์ เสาวพงศ์ มีความโดดเด่นด้วยงานเขียน แม้ว่าจะถูกลบชื่อออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์แล้ว แต่ภายหลังก็ถูกขุดค้นเพื่อนำกลับมาอีกครั้ง

@ เมื่อเสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ เกษียณจากราชการในปี 2520 เขาก็กลับมาสู่แวดวงวรรณกรรมใหม่อีกครั้ง

@ หลายคนอาจจะชอบนวนิยายเรื่อง “คนดีศรีอยุธยา” มากกว่าเรื่อง “ความรักของวัลยา” ซึ่งถือว่าเสนีย์ เสาวพงศ์ สามารถเรียกคืนสถานะความเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่กลับมาได้อีกครั้ง

@ โดยส่วนตัวแล้ว อ.ชาญวิทย์ โชคดีที่ได้สัมผัสตัวตนของเสนีย์ เสาวพงศ์ ตั้งแต่สมัยที่คุณศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ เป็นทูตอยู่ที่ประเทศพม่า อ.ชาญวิทย์ เชื่อว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ได้ให้อะไรหลายอย่างแก่ผู้ที่ได้อ่านข้อคิดข้อเขียนของเขา


นพ. ประจวบ มงคลศิริ ผู้ที่เคยได้รับบทเป็นสาย สีมา ในภาพยนตร์เรื่อง “ปีศาจ” เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ได้พูดในแง่ของการเป็นนักศึกษาในยุคหลังซึ่งได้รับอิทธิผลจากผลงานวรรณกรรมของ เสนีย์ เสาวพงศ์

@ ในสมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์อยู่ที่เชียงใหม่ (นพ. ประจวบ) เป็นนักศึกษาที่ทำงานกิจกรรมเยอะมาก จนมาพบกับคุณขรรค์ชัย บุญปาน ซึ่งจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ปีศาจ” จึงได้รับร่วมแสดง โดยมีคุณสุพรรณ บูรณะพิมพ์เป็นผู้กำกับ

@ ในเรื่อง “ปีศาจ” นั้นมีการแบ่งชนชั้นออกจากกันอย่างชัดเจนคือ ชนชั้นผู้ปกครอง และ ชนชั้นสามัญชน ซึ่งชนชั้นปกครองนั้นยังแบ่งออกไปอีกเป็น เจ้าฟ้าและขุนนาง (ข้าราชการ) ดังนั้นในเรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างชนชั้นอย่างชัดเจน

@ ตัวละคร “สาย สีมา” นั้น ถือว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สาย สีมาเป็นชนชั้นชาวนาชาวบ้านแต่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ จนทำให้สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชนชั้นของตัวเองได้ แต่สาย สีมาก็ไม่ได้ทำในที่สุด

@ ภาษาที่ใช้ในเรื่อง “ปีศาจ” เป็นภาษาของนักการทูตที่สุภาพ แต่มีความจริงที่เสียดแทงอยู่เบื้องลึกในคำพูดนั้น

@ นพ. ประจวบ บอกว่าในครั้งหนึ่งระหว่างการถ่ายทำ คุณศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์หรือเสนีย์ เสาวพงศ์ เจ้าของบทประพันธ์ ได้มาที่กองถ่ายจึงทำให้ได้พูดคุยกัน เสนีย์ เสาวพงศ์ ถามว่ารู้ไหมใครคือปีศาจ? ซึ่ง นพ. ประจวบตอบว่า “ปีศาจคือการปฏิเสธความคิดของคนรุ่นเก่า แล้วนำความคิดในแนวทางสมัยใหม่มาใช้” แต่เสนีย์ เสาวพงศ์ บอกว่า “ปีศาจที่แท้จริงคือตัวละครชื่อรัชนี ที่ประกาศตัวตนเป็นกบฏต่อชนชั้นของตัวเองมากที่สุด จึงถือว่าเป็นปีศาจที่หลอกหลอนชนชั้นของตัวเองอย่างแสนสาหัสที่สุด”


คุณพุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู จากหอภาพยนตร์ พูดถึงแง่ของจากวรรณกรรมมาสู่ภาพยนตร์ เห็นคุณค่าอย่างไรบ้าง?

@ ภาพยนตร์เรื่อง “ปีศาจ” ตามข้อมูลบอกว่าสร้างเมื่อปี 2522 แล้วนำออกฉายในปี 2524 โดยมีตัวละครเอกของเรื่องคือ "สาย สีมา นักสู้สามัญชน"

@ ปีที่ภาพยนตร์เรื่องปีศาจออกฉาย เป็นปีที่รัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ประกาศขึ้นภาษีภาพยนตร์เยอะมาก จึงทำให้หลังจากนั้นไม่ค่อยมีภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาฉาย ในประเทศจึงมีการสร้างหนังไทยขึ้นมาเยอะมาก

@ ภาพยนตร์เรื่อง “ปีศาจ” ถือว่าเป็นหนังแนวสะท้อนสังคม จึงทำให้หลังจากนั้นมีการสร้างหนังแนวสะท้อนสังคมตามออกมาอีกเยอะมาก อาทิเช่น เขาชื่อกานต์ , ทองพูดโคกโพราษฎร์เต็มขั้น ฯลฯ

@ จากข้อมูลบอกว่า คุณเจน (จากมติชน) อยากสร้างหนังเรื่องนี้ โดยใช้เงินทุนของคุณขรรค์ชัย บุญปาน คนเขียนบทคือ คุณสมานและคุณเวช บูรณะ โดยมีผู้กำกับคือคุณสุพรรณ บูรณะพิมพ์ จึงถือว่าคนสร้างหนังอยู่ในแวดวงวรรณกรรม โดยเป็นการสร้างหนังในยุคที่หนังแนวสะท้อนสังคมกำลังเบ่งบาน

ก่อนจะจบการอภิปรายในวันนั้นมีคำคมสุดท้ายจาก อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ซึ่งได้พูดถึงการจากไปของเสนีย์ เสาวพงศ์ ว่า ...

“เป็นความตายที่ยังอยู่ ถือว่าเสนีย์ เสาวพงศ์เป็นอมตะในวงการวรรณกรรมไทย”

ภาพบรรยายกาศบางส่วนจากงานอภิปรายในครั้งนี้







หลังจากจบการอภิปรายมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง "ปีศาจ" โดยหอิภาพยนตร์ แต่ว่าผมไม่ได้อยู่ดูเนื่องจากต้องรีบไปงานเลี้ยงของพันทิปต่อครับ

ท้ายสุดนี้ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมกระทู้นี้ หากข้อมูลใดที่ผิดพลาดไปจากเนื้อหาในการอภิปรายผมต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ขอบคุณครับ



วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 18, 2557

Bloomberg รายงาน...แฮคเกอร์ใช้โรงแรม 5 ดาวในไทย แฮคระบบคอมพิวเตอร์ของ Sony Pictures เมื่อวันที่ 2 ธค. 12:25 น.

Sony Hackers Reportedly Worked From Thailand

by Ryan Gajewski
12/7/2014 7:13pm PDT

Investigations into the attack on Sony Pictures Entertainment's electronic systems appear to show that the hackers worked from a hotel in Thailand.

Cybersecurity experts have determined that hackers used an Internet connection at the five-star St. Regis Bangkok hotel to leak Sony documents to the web, Bloomberg reports. The incident took place at 12:25 a.m. on Dec. 2.

It isn't clear whether the hackers were working from a communal space within the hotel, such as a lobby or guest room, or if they worked from a remote location.

Experts also tracked a virus being used by the hackers in the attack to an IP address at a Thailand university.


According to Bloomberg, experts have noticed key similarities between the Sony breach and attacks by DarkSeoul, a hacking group with ties to North Korea. The Sony hackers' code apparently had techniques and component names in common with those used in 2013 attacks by DarkSeoul.

The Sony leak included documents revealing salaries of Sony execs and movie stars, profitability of the studio's films and over 47,000 social security numbers from past and current employees. Kevin Mandia, head of the security firm investigating the hack, called the attack "unprecedented in nature" and "carried out by an organized group."

For its part, North Korea has officially denied involvement in the Sony hack, although the nation's spokesperson suggested it could be the "righteous deed" of a supporter. North Korean officials have been up in arms about the Sony film The Interview in which James Franco and Seth Rogenplay guys who are sent to North Korea to assassinate leader Kim Jong Un.