วันเสาร์, ธันวาคม 10, 2559

ออง ซาน ซู จี (เธอคือ) วีรสตรีหรือนางมารร้าย: ชำนาญ จันทร์เรือง

ข้อถกเถียงในวงสนทนาไม่ว่าสภากาแฟเล็กๆ ในชุมชนจนถึงเวทีระดับชาติทั่วโลกในปัจจุบัน ประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญาในพม่า ว่า ออง ซาน ซู จี ทำอะไรอยู่

และล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาออง ซาน ซู จี ออกมาตำหนิชาวโลกว่ามองปัญหานี้ด้านเดียว ทั้งที่มีการทำร้ายและสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซี่งได้สร้างความผิดหวังให้แก่นักปกป้องนักสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเธอได้รับรางวัลจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมากมาย และที่สำคัญที่สุดก็คือเธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ

ในฐานะผมติดตามเรื่องราวของ ออง ซาน ซู จี มาโดยตลอด ผมไม่ค่อยแปลกใจมากนักกับท่าทีของเธอเหตุผลที่ผมไม่ค่อยแปลกใจมากนักก็คือ เธอคือนักการเมือง เธอคือวีรสตรีของชาวพม่า เธอคือบุตรีของนายพลออง ซาน ที่ชาวพม่ายกย่องว่าเป็นวีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของพม่าในการต่อสู้กับสหราชอาณาจักร์จนได้รับเอกราช

แต่เธอมิใช่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน แม้ว่าเธอจะได้รับรางวัลด้านนี้มามากมายก็ตาม แต่นั่นคือท่าทีของเธอในอดีต แต่เมื่อหันมาพิจารณาท่าทีของเธอในปัจจุบันจะพบว่าเธอไม่ได้มีคุณสมบัติเช่นว่านั้นเลย

คุณสมบัติของนักปกป้องมนุษยชนที่แท้จริงนั้น องค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยที่ประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 ได้มีมติให้มี “ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิและความรับผิดชอบของบุคคล กลุ่ม และหน่วยงานในสังคม เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” หรือ “ปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” (The Declaration on Human Rights Defenders) ซึ่งได้ให้คำจำกัดความถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้ว่า

“ทุกคนมีสิทธิทั้งโดยปัจเจก และจากการสมาคมกับบุคคลอื่น ในการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ” ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights - OHCHR) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า

ภารกิจของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้
1) เป็นตัวแทนแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่กลุ่มหรือบุคคล รวมทั้งส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
2) รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
3) ทำให้แน่ใจว่าผู้ละเมิดสิทธิได้รับโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย
4) ให้การสนับสนุนผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
5) สนับสนุนการพัฒนานโยบายของรัฐบาลด้านสิทธิมนุษยชน
6) สนับสนุนการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน
7) สนับสนุนการอบรมและการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน


ทั้งนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ยังได้เพิ่มเติมว่า

- แม้ว่าการเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะไม่ต้องมีคุณสมบัติใดๆ เป็นพิเศษ เราทุกคนสามารถเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ แต่ต้องคำนึงถึงหลักการที่ระบุไว้ในปฏิญญาว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่รับผิดชอบเฉกเช่นเดียวกับการมีสิทธิต่างๆ

- นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องยอมรับหลักสิทธิมนุษยชนสากล จะเลือกปฏิบัติหรือปกป้องสิทธิใดสิทธิหนึ่งเป็นพิเศษและต่อต้านหรือไม่ยอมรับสิทธิด้านอื่นไม่ได้

- การถกเถียงที่สำคัญคือ การถกเถียงว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ปกป้องสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ จะไม่มีการถกเถียงว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิด เช่น กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องสิทธิให้กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนไม่ควรจะถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อรัฐเพียงเพราะพวกเขาต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มการเมืองที่มีความเห็นต่าง

- วิธีการเรียกร้องสิทธิต้องเป็นไปด้วยแนวทางสันติวิธี

นอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป (European Union), Protection International (PI), Frontline Defenders, Amnesty International หรือ Human Right Watch ต่างก็เห็นตรงกันก็คือสันติวิธีหรือการไม่ใช้ความรุนแรงว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

แต่เมื่อหันมามองการแก้ปัญหาหรือท่าทีของ ออง ซาน ซู จี ต่อกรณีปัญหาโรฮิงญานี้ ออง ซาน ซู จี ไม่เคยยอมรับการดำรงอยู่ของโรฮิงญา เนื่องเพราะเธอมองเห็นประโยชน์ของคนพม่ามากกว่าความเป็นมนุษย์ของโรฮิงญา เพราะการที่เธอมาถึงวันนี้ได้ก็เพราะชาวพม่าสนับสนุนเธอหรือเลือกเธอเข้ามา แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นประธานาธิบดีเนื่องด้วยเหตุของข้อห้ามรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่โดยพฤตินัยแล้วเธอคือประธานาธิบดีตัวจริง

นอกเหนือจากการที่เธอต้องเดินเกมการเมืองที่จะไม่ให้กระทบกับการสนับสนุนจากประชาชนที่เป็นฐานอำนาจของเธอแล้ว เธอยังต้องวางหมากที่จะไม่ให้กระทบกับกองทัพที่ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนกลับเข้ากรมกองไปแล้วแต่แท้จริงแล้วยังพลังที่พร้อมจะกลับมาทุกเวลา

และที่สำคัญปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่กับชาวโรฮิงญาในปัจจุบันก็คือกองกำลังทหารนั่นเอง

ฉะนั้น หากจะตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่าเธอคือวีรสตรีหรือนางมารร้ายก็ต้องอยู่ที่ว่าเราจะมองจากมุมไหน ถ้ามองจากมุมของการเป็นนักการเมือง การเป็นชาวพม่า การต่อสู้กับกองทัพพม่าจนประชาชนได้เลือกผู้นำเป็นของตนเองในปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะยังติดขัดด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่ทหารวางยาไว้ แน่นอนว่าเธอคือวีรสตรี

แต่หากมองจากมุมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเธอคือนางมารร้าย เพราะเธอขาดคุณสมบัติสำคัญคือการไม่ยอมรับสถานะของความเป็นคนของชาวโรฮิงญา และนิ่งเฉยในการใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา ซึ่งรางวัลที่เธอได้รับในด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลายสมควรที่จะถูกเพิกถอนไปเสียให้สิ้น

สรุปสั้นๆว่า “เธอคือนักการเมืองมิใช่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” นั่นเอง

-----------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 7 ธันวาคม 2559

เป็นทุกข์ใกล้ปีใหม่ ไปหาหมอดูดีก่าาาา




เก็บมาจาก

Arunwatee Kong Li Chattay


ใกล้ปีใหม่แล้วม้วยเป็นทุกข์ค่ะ ก็เลยไปหาหมอดูเอเลี่ยนส์

หมอดูเอเลี่ยนส์นี่แกเป็นเกลอกันกับหมอดู ET ผู้โด่งดังค่ะ แต่แกค่อนข้างเก็บตัวสักหน่อย ถ้าไม่มีคนรู้จักพาไปนี่แกไม่ให้เข้าถึงตัวง่ายๆร่อก


เจอหน้าหมอม้วยก็ถามทันที

"ปีหน้าจะได้เลือกตั้งไหมคะ เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แล้วพี่ต้อยติ่งจะเป็นนายกไปอีกกี่ปี พวกเราต้องออกกำลังกายพร้อมพวกข้าราชการหรือเปล่า ปัญหาของม้วยคือไม่ค่อยชอบเคลื่อนตัว ถ้าพี่ต้อยติ่งมากะเกณฑ์ให้ออกกำลัง ม้วยต้องตายแน่เชียว..." ว่าแล้วม้วยก็กลั้นโฮไม่ไหวอีกต่อไป

"ใจเย็น เย๊นนนนน... คุณหญิงม้วย อย่าเพิ่งร้องไห้ เลือกตั้งนั้นไม่เกิดขึ้นแน่นอน แล้วท่านต้อยติ่งจะต้องเป็นนายกไปอีกนานแสนนาน เพราะพื้นดวงของท่านไม่มีศัตรู" หมอบอก



"นั่นไง พี่ต้อยติ่งไม่มีกระทั่งศัตรู" ม้วยแหวใส่ท่านหมอทั้งน้ำตา

"ผมพูดจริงนี่ ตามพื้นดวงของท่านต้อยติ่งไม่มีศัตรูจริงๆ ท่านมีแต่คนเกลียด !!! ดังนั้นถึงท่านจะเป็นนายกไปอีกหลายปี คุณหญิงก็จะมีเพื่อนร่วมเกลียดท่านต้อยติ่งเต็มบ้านเต็มเมืองเลย ไม่เชื่อไปตามอ่านคอมเม้นท์ใต้ข่าวท่านได้ หาคนชมแทบไม่เจอ"

ท่านหมอยิ้มหวาน

#คุณหญิงมอดม้วยฤดีแด อยู่กะลา

ooo


เมื่อกลางวันคุยกับพี่สาวนักธุระกิจท่านหนึ่ง (อย่าไปรู้นามท่านเลย) เรื่องแรงงานในชาติ
"โอ้ยยยย พี่จ้างทุกชาติ ลาว เขมร ยันมอญ" พี่บอก

"แล้วไทยละค่ะ?" น้าลี่ว์ถาม
"โน โน โน จะให้พี่พูดไหม.... ขนาดตัวพี่เองไปเที่ยวต่างประเทศเวลาใครถามกล้าบอกที่ไหนว่าเป็นคนไทย ทำเรื่องให้อับอายตลอด" แล้วเราก็แลกเปลี่ยนกันเรื่องวีระกรรมนักท่องเที่ยวกับแรงงานไทยอย่างเมามันส์ไม่มีเม้ม



ย้ายไปคุยเรื่องท่องเที่ยวบ้าง เพราะเห็นพี่เพิ่งกลับจากปท.เพื่อนบ้าน
"เป็นไงคะพี่ ลาว เวียดนาม เขมร"

"โอ้ยยยย เอาแค่เรื่องส้วมเขาก็พัฒนากันหมดแล้วนะคะ ไม่มียองๆแอนทีคแบบของเราแล้ว" พี่บอก

"ว้าวววว เลิศเลอเพอร์เฟค แล้วที่บอกว่าแท๊กซี่เวียดนามขึ้นชื่อว่าโกงเหลือใจอ่ะคะ" น้าลี่ว์ถาม


"นี่เลยค่ะหมาดๆ" พี่ตื่นเต้นพูด

"ยังไงคะ ยังไง"

"จากพารากอนส์มาถ.เพชรบุรี มันคิดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น 1,600 บาท พี่พาญี่ปุ่นไปแจ้งความที่โรงพักเลย"

"อ้าว ไทยนี่คะ" น้าลี่ว์ตกใจ

"ก็ไทยนะสิ โกงฉิบผาย โกงที่สุด ที่อื่นไม่เห็นมี" พี่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน



"แล้วมิจฉาชีพล่ะ มิจฉาชีพ" น้าลี่ว์ย้ายบทสนทนาไปอีก ประสาสมาธิสั้น

"ก็ตรงนี้อีกเหมือนกันค่ะ หน้าถนนเพชรบุรีนี่เลย กระชากกระเป๋า ตบมือถือต่อหน้าต่อตาพี่เนี่ยะ เดือนเดียว 3 ราย รายที่ 3 มือถือพี่เอง ปท.อื่นไม่เห็นมี" พี่กระแทกน้ำเสียง

"เอ๊า...แล้วที่เขาเอามารีวิวว่า เวียดนามโกงเหลือใจ เขมรสารพัดต้มตุ๋น อุดมขอทาน บลาๆๆ" น้าลี่ว์ยังไม่ทันพูดหมดเปลือกพี่สวนพลัน

"ตอแหลนะสิ ไม่มีอะ มีแต่ไทยนี่แหล่ะ ไทยๆๆ รู้ไว้ด้วย"

อึ่ม...ความจริงยากยอมรับ แต่ถ้าไม่รับก็ยากพัฒนา

9 ธันวา... เตือนความจำ 9 ธค.2556 คนคาบ" นกหวีด"





ช่วยจำความพูดของเจ๊กเมือกหำดำ เมื่อสามปีที่แล้วของวันนี้( 9 ธันวาคม 2013)

ที่มา FB

Sa-nguan Khumrungroj

.....

กบฏชัด ๆ
...

ใครก็แล้วแต่..ที่ไปคาบ" นกหวีด" คุณควรคำนึงว่า..คุณทำอะไรลงไป..มันถูกต้องหรือไม่? แล้วย้อนถามตัวเองซิว่า.."กูออกไปคาบทำไม?" ทำร้ายประเทศชาติทำไม? คิดเป็นไหม?ในสิ่งที่คนดีดีเขาทำกัน..หรือว่าพวกคุณ คือ" คนดี"

ความเห็นจากเว็ป

เสภาเผด็จการ: กวีนิพนธ์เพื่อแช่งชักหักกระดูกเผด็จการ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ (พ.ศ.2526)





เสภาเผด็จการ:
กวีนิพนธ์เพื่อแช่งชักหักกระดูกเผด็จการ

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ (พ.ศ.2526)

“...ไปทางบกขอให้รถทั้งหมดคว่ำ
ไปทางน้ำเรือก็ล่มจมทุกด้าน
ไปทางลมลอยฟ้าอากาศยาน
ให้พบพานเครื่องตกหมกคีรี
นั่งรถไฟก็ให้รถประสานงา
รถโดยสารรถสินค้าลงเป็นผี
นั่งสามล้อก็ให้ตายวายชีวี
นั่งแท็กซี่ก็ให้ตายวายชีวัน
อยู่กับบ้านขอให้ไฟฟ้าดูด
บิดตะกูดเขียวคล้ำดำเป็นหมัน
นอนกับเมียหัวใจวายลงไปพลัน
ดันหนีเมียเที่ยวบ้างตกอ่างตาย
กินเหล้าขอให้เมาจนตับแข็ง
ลงแดงดับดิ้นสิ้นเชื้อสาย
กินน้ำขอให้มีซึ่งผีพราย
ไปบิดสายลำไส้วายชีวิต
ลงสมัคร ส.ส. ก็สอบตก
เป็นนายกก็ไม่ได้ไม่มีสิทธิ์
จะเป็นคนก็ไม่ได้ไร้ความคิด
ถูกคึกฤทธิ์ด่าแหลกอกแตกตาย
จบเสร็จเสภาเผด็จการ
ด้นออกมาต่อต้านซึ่งเชื้อสาย
กราบเท้าท่านผู้ฟังทั้งหญิงชาย
ถ้าหยาบคายผิดตำราเมตตาเอยฯ”

ที่มา FB

Akkharaphong Khamkhun





ซาบซึ้ง นำ้ตาจะไหล!





น้ำตาจะไหล บรรดานายพล อุตส่าห์สละเวลาตีกอล์ฟ อันมีค่า
ลงมาบำบัดทุกข์ให้ประชาชนชาวใต้
กลัวเปียก ไปทำไม เป็นภาระชาวบ้านเปล่าๆ
มึงนอนอยู่บ้านกันเหอะ กูขอร้องเปลืองงบเปล่าๆว่ะ
เพิ่มภาระะให้พวกเขาเปล่าๆ ต้องมาคอยเดินลุยน้ำลากเรือ
ให้พวกมึงทะเหี้ยทั้งหลาย แทนที่เขาจะเอาเวลาไปช่วยปชช.คนอื่น


KonthaiUk


เดือดร้อนอีกแล้วคับทั่น พนักงานแบ๊งค์เตรียมตัวหางานใหม่ ยุค digital social media online ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น




https://www.youtube.com/watch?v=ZDSbbOexAJ4

ธนาคารปิด23แห่ง

Hathairath CTK, PARANOID

Published on Nov 27, 2016

พนักงานแบ๊งค์เตรียมตัวหางานใหม่
ยุค digital social media online
ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น
.....

มันบีบพนักงานรุ่นเก่าออกไปเยอะแล้ว เพราะพนักงานเก่าแก่เงินเดือนจะสูง พนักงานเก่าๆบางคนเงินเดือนพอๆกับจ้างเด็กใหม่ได้2-3คน

ความเห็นหนึ่งจากเวป

Map on 'International Number Ones' - What the world's nations are best at (Thailand is Rice)




เอเซีย :
ไทย : ข้าว
มาเลเซีย : ถุงมือยาง
อินโดนีเซีย : มะพร้าว
สิงค์โปร์ : สุขภาพ
ญี่ปุ่น : อาหาร


What the world's nations are best at, revealed in one map


From Argentina’s horse meat to Papua New Guinea’s diversity; from Nigeria's scrabble players to Paraguay's positivity — map pinpoints every nation to be the best at something

By May Bulman
Source: The Independent

The world can seem like a gloomy place at times, and it can be easy to criticise countries for those things they do not seem to be getting right.

But every nation, it would seem, is the best at something.

Whether it be Lithuania’s speedy Wifi, Sweden’s high calibre of pop music or Malaysia’s little known penchant for top quality rubber gloves, they all have something to celebrate.

And now an intriguing new data map has endeavoured to pinpoint where each nation's strengths lie.

From Papua New Guinea’s diversity to Argentina’s excellent horse meat, data journalist and information designer David McCandless has researched which countries do what best, based on statistics gathered from sources across the internet.

The 'International Number Ones' map shows that top medicalresearch goes to Israel, while Paraguay wins out for positivity; Morocco is the place to go for Argan oil, while Rwanda – perhaps surprisingly – is top for women in parliament.

Chad is ranked highest for healthiest diets, while Belgium is top for cashless payments; UAE is top for men — meaning it has the most men per 100 women — while Latvia is ranked number one for most women per 100 men (118).

Mr McCandless told The Independent it took three weeks of solid work to complete the map, a process that required "roving news articles, rifling big databanks (UN, World Bank, CIA World Factbook) and doing specific Google searches."

He added: “Where there were multiple options for some countries, we chose the most interesting or entertaining possibility - and kept the alternatives in the datasheet.

"We tried to have really good quality sources for each entry. But we bent our own 'information is beautiful' rules a little to include the occasional lower quality secondary source just to try to hit our goal and finding something for every country. It’s meant as a light-hearted graphic."

According to the data, Nigeria has the best scrabble players, and Italy are top for kiwi fruit, while Brazil has a sweet tooth with best sugar, and Panama wins out for best retirement.

But it isn't all cause for celebration. Through clever colour-coding, the less favourable qualities are marked with a black ‘Nasty’ tag. The recipients of this tag may or may not surprise you.

The US is trumped as being best for spam emails, while Yemen’s gender inequality is classed above the rest; data breaches are most common in Australia, and Honduras — in perhaps the most morbid ranking — is the number one country for murder.

Saudi Arabia has the most arms imports, while the UK is top for billionaires; El Salvador has the least police and Iraq the highest oil wealth.

In more uplifting news, LGBT tolerance is highest in Spain and - in what may be a surprise revelation - happiness is highest in Columbia. Indonesia has global pre-eminence in quality of coconuts and Greece, with its love for feta and halloumi — tops the rest of the globe for cheese eaters.

In a demonstration of its environmental efforts, Denmark has the best wind power, while Jordan deserves recognition for having the most refugees.

The country with the healthiest people is Singapore, and the world’s best haute cuisine – perhaps the most crucial ranking of them all – is awarded to sushi-loving Japan.

Mr McCandless said he found some surprises in his research. He said: "One anomaly was Bolivia being ranked as the best for Brazil Nuts.

"I also think it’s great that many great African nations like Uganda, Rwanda Zambia are hitting the leaderboards for business and enterpreneurism, and female representation in parliaments."

ooo

ooo
The 25 richest, healthiest, happiest, and most advanced countries in the world


https://www.youtube.com/watch?v=zpv7uZ6fbRA
World Travel
Published on Nov 5, 2016
* * *
This is our story.
The most beautiful places in the world

ประชาไท รายงาน: รัฐไทยกับโลกออนไลน์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต(อันน่าสะพรึง)




ภาพโดย Thomas Leuthard (CC BY 2.0)

รายงาน: รัฐไทยกับโลกออนไลน์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต(อันน่าสะพรึง)

Fri, 2016-12-09 17:17
ที่มา ประชาไท


ทบทวนร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่อาจจะผ่านการพิจารณาในปีนี้ รวมถึงย้อนดูความพยายามของรัฐบาลไทยในการเข้ามาควบคุม สอดส่อง การใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน อย่างต่อเนื่อง พร้อมคุยกับ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ที่ติดตามมอนิเตอร์นโยบายรัฐต่อโลกออนไลน์มาตลอด ถึงข้อเสนอต่อแนวทางที่ควรจะเป็น

หลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 กฎหมายแรกที่ถูกผลักดันให้ผ่าน สนช. คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แม้ว่าในช่วงที่ร่างกฎหมายนี้จะมีการอภิปรายถึงความจำเป็นต้องมีเพื่อให้ครอบคลุมอาชญากรรมอันกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อย่างการแฮกหรือฟิชชิ่ง แต่เมื่อมีการนำมาใช้ ก็กลับเกิดการใช้มาตรา 14 (1) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทผ่านระบบคอมพิวเตอร์จำนวนมาก

โดยเนื้อหาในมาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่มาตรา 14(1) เขียนว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

งานวิจัยหัวข้อ ‘ผลกระทบจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และนโยบายของรัฐกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’ ของศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ระบุว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2550 ถึงธันวาคม 2554 มีคดีความทั้งสิ้น 325 คดี โดยคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหาร้อยละ 66.15 ขณะที่คดีที่กระทำต่อตัวระบบ หรือที่เรียกว่าอาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้ มีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งมอบให้กับองค์กรสิทธิอย่างฟอร์ติฟายไรท์ ระบุว่า จำนวนข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล เพิ่มขึ้นจาก 6 ข้อหาในปี 2554 สู่ 13 (2555), 46 (2556), 71 (2557), 321 (2558) และ 399 ข้อหา (ม.ค.-ส.ค.59)

ที่ผ่านมา มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กันมาหลายเวอร์ชั่น โดยในงานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เล่าในงานว่า การแก้ไขมาตรา 14 ยังไม่ตกผลึก แต่พยายามแก้ไขให้ตรงวัตถุประสงค์หลักของมาตรา คืออุดช่องว่างเรื่องปลอมแปลงเอกสารและฉ้อโกง พร้อมชี้ว่า เดิมก็มีมาตรา 16 ที่มีเนื้อหาคล้ายกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องใช้มาตรา 14(1) ที่เป็นเรื่องปลอมแปลง ฉ้อโกง และยังยอมความกันได้ด้วย

แต่ปรากฏว่าร่างล่าสุดที่ออกมา เมื่อวันที่ 18 พ.ย. กลับยังไม่มีการแก้ไขมาตราดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น มีเพียงการให้คำอธิบายจากไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ในงานรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ที่รัฐสภาว่า มาตรา 14(1) นี้ไม่เกี่ยวกับกรณีหมิ่นประมาท

มีอะไรน่ากังวลในร่าง พ.ร.บ.คอมฯ

มาตรา 14(1) ที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ชัด ทำให้อาจถูกนำมาฟ้องหมิ่นประมาทออนไลน์ได้เหมือนเดิม

มาตรา 14(2) มีการเพิ่มฐานความผิดในลักษณะกว้างขวาง โดยระบุว่า หากมีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายต่อ ‘การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน’ ให้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

มาตรา 14 มักถูกนำมาใช้กับเนื้อหาอยู่แล้ว ทำให้มีความกังวลว่า การเพิ่มฐานความผิด อาจทำให้ในอนาคต เราไม่สามารถโพสต์วิจารณ์นโยบายรัฐหรือตรวจสอบการทุจริตใดๆ ได้เลย เพราะอาจถูกตีความว่าเข้าข่ายมาตรา 14(2) นี้

มาตรา 15 เรื่องภาระความรับผิดของตัวกลาง เดิมกำหนดให้ตัวกลางหรือผู้ให้บริการ (ซึ่งมีนิยามกว้างขวาง ตั้งแต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เจ้าของเน็ตคาเฟ่ ตลอดจนเจ้าบ้านที่ปล่อยสัญญาณไวไฟ) ต้องรับผิดเท่ากับผู้โพสต์ ต่อมามีความพยายามแก้ไขโดยกำหนดว่า จะเอาผิดกับผู้ให้บริการที่ ‘ให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจ’ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก อีกทั้งระบุว่า หากมีผู้แจ้งแล้วนำข้อมูลออก จะไม่ต้องรับโทษ แต่ในร่างประกาศกฎกระทรวงฯ ที่เกี่ยวข้องกลับเปิดให้ใครก็แจ้งลบได้ โดยที่ผู้ให้บริการต้องลบในสามวัน อาจส่งผลให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง บล็อคไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

มาตรา 20 ที่เปิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ศาลสั่งบล็อคเว็บได้ มีการเพิ่มเรื่องของความผิดตามกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายอื่นขึ้นมา อาจส่งผลให้เกิดการบล็อคอย่างกว้างขวาง

มาตรา 20/1 เพิ่มคณะกรรมการกลั่นกรองจำนวน 5 คน มาทำหน้าที่ส่งเรื่องต่อศาลพิจารณาบล็อคเว็บ ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นำมาซึ่งคำถามว่าจะมีเกณฑ์อย่างไร เนื่องจากไม่ได้อิงกับกฎหมายใดๆ เลย ขณะที่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้นเป็นปัญหามาตลอดว่าคืออะไร

การบล็อคตามมาตรา 20 และ 20/1 นั้น กระทรวงดิจิทัลฯ จะตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดการเรื่องดังกล่าว โดยอาจมีการเชื่อมโยงระบบการบล็อคเข้ากับระบบของผู้ให้บริการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้เองด้วย

มาตรา 26 กำหนดว่าในกรณีจำเป็น เจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการ จากเดิมไม่เกิน 90 วัน เป็นไม่เกิน 2 ปี รวมถึงมาตรา 18 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งให้เก็บข้อมูลที่เป็นหลักฐานในการกระทำความผิดเอาไว้ก่อนได้ โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลา

มาตรา 18 และ 19 มีการขยายฐานอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นตรวจสอบ จากเดิมที่มีเฉพาะในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ ให้รวมถึงความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย

ขอบเขตเสรีภาพที่จะน้อยลง

ถ้าร่างฉบับนี้ ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต มองว่า สำหรับกรณีที่ซีเรียสมากๆ อย่างความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ผลที่ได้ก็อาจไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก เพราะอย่างไรรัฐก็คงใช้ทรัพยากรตามจับอยู่แล้ว และคนก็อยู่กับสถานการณ์แบบนี้มานานแล้ว หลังรัฐประหารก็เข้มข้นขึ้น ต่อให้ไม่มี พ.ร.บ.คอมฯ แบบใหม่ ก็มีประกาศ คสช. ต่างๆ ที่ใช้ได้อยู่แล้ว ในแง่นี้ จึงไม่ได้ต่างกัน คือแย่เท่าเดิม สิ่งที่ต่างคือ สเกลใหญ่ขึ้น มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำให้ตามจับได้สะดวกขึ้น

"แต่อีกทางอาจเป็นความเห็นเรื่องทั่วไปที่วิจารณ์ธุรกิจบ้าง กลุ่มคนอื่นบ้าง หรือพูดถึงนักการเมือง หรือรัฐ แต่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ทำให้ใครสักคนไม่พอใจ เรื่องพวกนี้มีความเสี่ยงที่พื้นที่จะหดแคบลง เพราะ พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ กว้างขึ้น ไม่ต้องผิดกฎหมายก็บล็อคได้ หรือขยายไปเรื่องลิขสิทธิ์ มันก็สามารถตีความเรื่องนี้ให้ครอบคลุมเรื่องอื่นได้ เรียกว่าขอบเขตของกฎหมายมันกว้างขึ้น

"พอขอบเขตของการควบคุมมากขึ้น ขอบเขตของเสรีภาพย่อมน้อยลง"

นอกจากนี้ อาทิตย์บอกว่า การตั้งศูนย์บล็อคขึ้นมาจะทำให้เกิดการปิดกั้นอย่างกว้างขวางขึ้นอีก เพราะจากเดิมที่อาจมีขั้นตอน ต้องเดินทาง มีค่าใช้จ่ายในการกรอกแบบฟอร์ม พอมาเป็นแบบรวมศูนย์ที่เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำทีเดียวส่งถึงทุกไอเอสพีได้สะดวก ก็มีแนวโน้มที่จะทำกับเว็บหรือตัวเนื้อหาที่ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสียเวลาทำ เรียกว่าใช้กับเรื่องที่หยุมหยิมมากขึ้น

พอสองเรื่องนี้มันประกอบกัน เรื่องที่จะถูกควบคุม ระงับ ลบ น่าจะมากขึ้น

แต่เขาเองก็ยังมองแง่ดีว่า สุดท้ายขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละระบบด้วยว่าจะยอมแค่ไหน ถ้ามีเรื่องที่สุดท้ายลบแล้วคนไม่ยอม ผู้ให้บริการก็คงต้องจัดการอะไรบางอย่างเช่นกัน เพราะผู้ใช้ถึงจะใช้ฟรีแต่ก็คือฐานลูกค้า ถ้าเห็นว่านี่คือฐานที่ใหญ่ ผู้ให้บริการก็ต้องหาวิธีไม่ให้เกิดการตีความที่เกินเลยไปและต่อรองกับรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย อย่างกรณีคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งในร่างประกาศกฎกระทรวงฯ ฉบับล่าสุดบอกว่าจะมีมากกว่าหนึ่งคณะก็ได้ ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องการใช้ดุลพินิจและความสม่ำเสมอของการพิจารณา บังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ ในการตัดสินใจส่งเรื่องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งบล็อคของคณะกรรมการกลั่นกรองนี้ มีการเปลี่ยนวิธีจากการใช้มติเอกฉันท์ เป็นเสียงข้างมาก แปลว่าสถานการณ์จะแย่ลงเพราะไม่ใช่แค่ความไม่ยุติธรรมในแง่เสรีภาพในการแสดงออก แต่อาจจะเกิดการเลือกปฏิบัติเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีพื้นที่ที่เปิดให้ตีความมากขึ้น การพิจารณาที่ไม่สม่ำเสมอ ผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงคณะกรรมการฯ ที่มีอำนาจตัดสินใจก็อาจจะได้เปรียบมากกว่าเมื่อเทียบกับรายเล็กๆ

นอกจากกฎหมายนี้แล้ว เราจะเห็นความพยายามเข้ามาควบคุมสอดส่องกิจกรรมประชาชนในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องจากทุกรัฐบาล


หลังรัฐประหาร 2549 ในปี 2550 ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กองทัพกำลังเตรียมเครื่องมือดักฟังโทรศัพท์พื้นฐานของทีโอทีทุกคู่สาย โดยใช้เงินบริจาค 8,000 ล้านบาทจากทีโอที

ปี 2553 กระทรวงไอซีทีในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ติดระบบดักจับข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตหรือ สนิฟเฟอร์ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเพื่อช่วยคัดกรองเว็บไซต์ไม่เหมาะสม

ปี 2554 ในสมัยรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พูดถึงแผนการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อดักรับข้อมูลที่อาจละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112

ปี 2556 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) โดย พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการ ปอท. ในขณะนั้น ออกมาบอกว่า จะตรวจสอบผู้ใช้บริการสื่อสังคมในทางผิดกฎหมาย กระทบต่อความมั่นคง และศีลธรรมอันดี

ต่อมา ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 ไม่กี่วัน มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก พร้อมจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ซึ่งออกคำสั่งหลายฉบับ ครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชน การระงับการเผยแพร่ข่าวสาร และการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ และวันถัดมา มีการออกคำสั่งเชิญผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายเข้าหารือและขอความร่วมมือตรวจสอบและปิดกั้นเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและอาจส่งผลต่อความสงบเรียบร้อย

หลังรัฐประหาร 2557 มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับซึ่งออกมาเพื่อกำกับสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ฉบับที่ 12 ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์, ฉบับที่ 14 ห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของ คสช., ฉบับที่ 17 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต, ฉบับที่ 18 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ, ฉบับที่ 26 การดูแลและสอดส่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และฉบับที่ 97 การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของ คสช. และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ

ด้านกระทรวงไอซีทีมีการพูดถึงความพยายามในการประสานงานกับสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ และไลน์ เพื่อขอความร่วมมือระงับการเข้าถึงเนื้อหาที่ขัดประกาศ คสช. ตลอดจนมีการกล่าวถึงแผนสอดส่อง ‘เราจะเป็นเพื่อนกับท่าน’ ในแอปพลิเคชันไลน์ ที่มีคนไทยใช้บริการจำนวนมาก

28 พฤษภาคม ไม่กี่วันหลังการรัฐประหาร ยังมีเหตุการณ์ที่เฟซบุ๊กในประเทศไทยเข้าไม่ได้นานเกือบหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ผู้ใช้ในต่างประเทศยังสามารถเข้าถึงได้ตามปกติ วันเดียวกัน คสช. และสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดไอซีทีในขณะนั้น ให้ข่าวไม่ตรงกัน โดยทวิตเตอร์ทางการของ คสช. ยืนยันว่า คสช. ไม่มีนโยบายปิดระบบเฟซบุ๊ก โดยพบว่าเกิดจากข้อขัดข้องทางเทคนิคที่เกตเวย์ ขณะที่มีรายงานว่า ปลัดไอซีทีในขณะนั้นบอกว่าได้รับคำสั่งให้ระงับเฟซบุ๊กเป็นระยะ เพราะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้ในการสร้างกระแส ยุยงปลุกปั่น ก่อให้เกิดความไม่สงบ ตามประกาศ คสช. แต่ต่อมา ปลัดกระทรวงไอซีที ออกมาบอกว่า ไอซีทีไม่ได้สั่งบล็อคเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นการทั่วไป แค่ปิดเฉพาะเพจที่มีปัญหาเท่านั้น ส่วนที่มีข่าวออกไปก่อนหน้านี้ว่าตัวเองสั่งปิดนั้น ยืนยันว่าเป็นการเข้าใจผิดของผู้รับสาย พร้อมระบุว่า ปัญหาการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนี้ เกิดขึ้นจากเกตเวย์ที่เชื่อมเข้าประเทศไทยล่ม เพราะวันดังกล่าวมีทราฟฟิกใช้งานในไทยสูงมาก

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เว็บไซต์จอมแฉ อย่างวิกิลีกส์ ปล่อยอีเมลของบริษัทผู้ผลิตมัลแวร์ของอิตาลี ชื่อ ‘แฮกกิ้งทีม’ ซึ่งชี้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพไทยเคยจัดซื้อสปายแวร์จากบริษัท เมื่อปี 2556-2557 เพื่อสอดแนมพฤติกรรมเเละข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของพลเมืองไทย

รวมถึงกรณีซิงเกิลเกตเวย์ ซึ่งคือการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศทั้งหมดเข้าด้วยกัน เรื่องนี้เคยมีการกล่าวถึงโดยเจ้าหน้าที่รัฐหลายครั้ง ความชัดเจนของเรื่องนี้ ได้รับการยืนยันจาก เอกสารข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่มีการระบุเรื่องนี้ไว้ถึง 4 ครั้ง ว่าให้เร่งดำเนินการ ตอนนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่างหวั่นว่าจะเกิดการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่จุดเดียว จนเกิดแคมเปญต่อต้านกันในชื่อ Thailand F5 Cyber Army against Single Gateway ซึ่งจะนัดแนะกันไประดมกดเรียกดูเว็บราชการถี่ๆ เพื่อทำให้เว็บนั้นๆ ล่ม

ความพยายามปิดกั้นบอกอะไร

อาทิตย์ชี้ว่า ทั้งหมดนี้เชื่อมกับความมั่นคงของกลุ่มทางการเมืองหรือมากกว่านั้น อย่างชนชั้นนำบางกลุ่ม ทั้งในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็มีการเรียกเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตนักข่าวไทยพีบีเอส กล่าวหาว่าปล่อยข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือกรณีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมีการพูดถึงสนิฟเฟอร์

"คือมันเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพ ความมั่นคงบางอย่างของรัฐบาล แต่อาจไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ" อาทิตย์กล่าวและว่า แม้ว่าเราไม่สามารถพูดมันอย่างแยกขาดออกจากกันได้ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองอ้างไปถึงสถาบันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ เพราะที่ไหนๆ ก็อ้างความมั่นคงของรัฐในการทำเรื่องนี้ทั้งนั้น เพียงแต่ในบริบทประเทศไทย ความมั่นคงของรัฐ มันไปอยู่กับสถาบันกษัตริย์เสียเยอะ มันเป็นเหตุผลหลักที่อ้างใช้มาตรา 112 พ.ร.บ.คอมฯ ไล่จับคนด้วยวิธีการต่างๆ ก็เพื่อให้จับคนเหล่านี้ได้

"ภาพหลักทั่วโลก ทุกที่เลวลงพอกัน ถ้าทรัพยากรของรัฐมีพอ เขาก็อยากที่จะทำเรื่องพวกนี้ (การเซ็นเซอร์) ไม่ว่าจะเป็นรัฐเผด็จการ อิหร่าน หรือประชาธิปไตยอย่างสหรัฐฯ ก็ตาม

"ต่อให้รัฐจะใช้หรือไม่ใช้กฎหมายเหล่านี้ตามจับหรือไม่ สถาบันฯ ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่รัฐสามารถชูใช้ได้ตลอดเวลา คือต่อให้เขาอยากจะใช้เรื่องอื่น แต่เขาอาจจะพูดไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าเอามาเพื่อปราบเว็บหมิ่น มันจะเป็นเหตุผลที่เมคเซนส์ สังคมยอมรับ หรือถึงไม่ยอมรับก็จะเถียงไม่ได้

"การควบคุมอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่รัฐสมัยใหม่ทุกที่ที่มองว่าการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลข่าวสาร เป็นภัยต่อความมั่นคงในการดำรงอยู่ของตัวเอง มันทำทุกที่" อาทิตย์ชี้




ภาพโดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล

จะอยู่กับมันอย่างไร

ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกเหนือจากเนื้อหาที่ถูกมองเป็นภัยคุกคามแล้ว ประเทศไทยยังตกเป็นเป้าของอาชญากรรมไซเบอร์ด้วย ข้อมูลจากไทยเซิร์ต ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) ระบุว่า เฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปี 2559 ไทยมีภัยคุกคามไซเบอร์ถึง 1,017 กรณี โดยเป็นภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะระบบ (Intrusion) มากที่สุดถึง 348 กรณี หรือคิดเป็นร้อยละ 34.21 โดยที่ภัยคุกคามประเภทนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยละ 47.45 ของช่วงเดียวกันใน 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงมีข้อเสนอให้การควบคุมกระทำอย่างรัดกุม

อาทิตย์แบ่งสื่อเป็น 3 ระดับคือ ตัวเนื้อหา (Content) ถัดลงมาคือแพลตฟอร์ม เช่น โทรทัศน์, หนังสือพิมพ์, สำนักพิมพ์, ยูทูบ, เฟซบุ๊ก และชั้นล่างสุดคือเครือข่ายหรือ ‘Physical’ Medium เช่น กระดาษ, คลื่นวิทยุ, อินเทอร์เน็ต

ช่วงแรก รัฐใช้กฎหมายควบคุมตามลักษณะของสื่อ คือมองว่าเผยแพร่โดยใครก็จัดการที่จุดๆ นั้น เกิดที่หนังสือพิมพ์ก็ยึดแท่นพิมพ์ หรือสถานีโทรทัศน์ก็เข้าไปปิด หรือรัฐประหารทีหนึ่ง ก็ส่งคนไปประจำที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จะไม่ให้ฉายหนังก็ใช้ พ.ร.บ.วีดิทัศน์ เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ก็ใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ซึ่งมันก็ใช้งานได้อยู่พักหนึ่ง สำหรับเมืองไทยก่อนยุค 2.0 หรือโซเชียลมีเดีย

เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าตอนออก พ.ร.บ.คอมฯ ออกมาเมื่อปี 2550 ประเทศอื่นเริ่มเข้าสู่ยุค 2.0 หรือใช้โซเชียลมีเดียกันแล้ว แต่เมืองไทย สื่อหลักยังเป็นสื่อแบบเดิมๆ อยู่ มีลักษณะกำกับดูแลแต่ละสื่อ คนที่เป็นเจ้าของเว็บหรือพื้นที่ก็เป็นเจ้าของเนื้อหาด้วย ทำให้จัดการง่าย โดยปิดพื้นที่แสดงความเห็นไป ส่วนเนื้อหาก็เซ็นเซอร์ตัวเอง แต่เว็บที่ใช้เนื้อหาจากคนอื่นเป็นจุดขายอย่างพันทิป จะเริ่มลำบาก ต้องมีคนมอนิเตอร์ คือพันทิปปิดความเห็นมันก็เหมือนไม่ใช่พันทิป ก็เลยเริ่มได้รับผลกระทบ มีคนจำนวนหนึ่งย้ายจากเว็บบอร์ดพันทิปไปที่อื่นบ้าง ปิดก็ไปที่ใหม่ แต่ด้วยความที่คนจำนวนมากยังไม่ได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ดังนั้น พ.ร.บ.คอมฯ ที่เกิดในยุคที่คิดว่าเจ้าของพื้นที่คือเจ้าของเนื้อหาก็ยังพอใช้ได้

โดยการควบคุมที่เนื้อหา คนที่ได้รับผลกระทบ คือ คนที่ทำสื่อและคนที่ติดตามอ่านสื่อนั้นๆ ได้รับโดยตรง รวมถึงสาธารณะโดยรวมอาจจะได้รับผลกระทบด้วย ถ้าเป็นประโยชน์สาธารณะ

หลัง 2553 คนจำนวนมากอยู่ในเฟซบุ๊กมากขึ้น มันเริ่มลำบาก พอเจ้าของเว็บกับเจ้าของเนื้อหาเป็นคนละคน ทำให้การไล่จับคนโพสต์และให้เจ้าของพื้นที่ลบก็ยากขึ้น มันเริ่มขยับจากการกดดันควบคุมที่ตัวเนื้อหา (คนโพสต์) ไปที่เจ้าของพื้นที่ ซึ่งก่อน 2553 ใช้ได้ เพราะเจ้าของพื้นที่อยู่ในประเทศ หลัง 2553 พื้นที่ในประเทศถูกปิด คนไม่มีที่แสดงออก หนีไปแพลตฟอร์มต่างประเทศหมด พอทำอย่างนี้ ทำให้ใช้มาตรา 15 กดดันไม่ได้แล้ว เพราะไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลไทย สิ่งเดียวที่พอทำได้คือใช้มาตรา 20 บล็อค ไม่ให้คนในประเทศดูได้

การควบคุมที่ระดับแพลตฟอร์มนี้ คนที่ได้รับผลกระทบคือทุกคนที่ใช้แพลตฟอร์มนั้น คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็โดนไปด้วย เช่น ข้อความหนึ่งในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งผิดกฎหมาย แล้วเว็บนั้นโดนดำเนินคดี เลยปิดเว็บทิ้งไปเพราะรับความเสี่ยงไม่ไหว หรือเว็บอย่างยูทูบและเฟซบุ๊กถูกบล็อค คนที่ได้รับความเดือดร้อน ก็คือทั้งเว็บ ไม่เฉพาะห้องหรือช่องที่มีปัญหา

ต่อมา หลังเหตุการณ์การเปิดโปงแผนสอดส่องประชาชนของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เว็บใหญ่ๆ เริ่มห่วงเรื่องความปลอดภัย ไปเข้ารหัสเว็บของตัวเองมากขึ้น การบล็อคแบบเดิมทำไม่ได้แล้ว เพราะมองไม่เห็นยูอาร์แอล ทำให้รัฐต้องขยับอีกรอบ เพราะวิธีแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้ วิธีทางกฎหมายไปไม่ถึง ไล่จับคน กดดันผู้ให้บริการ บล็อค ต้องแก้การบล็อคด้วยเครื่องมือ อย่างซิงเกิลเกตเวย์ สนิฟเฟอร์ ให้รู้ได้ว่าที่เข้ารหัส ข้างในคืออะไร เพราะไม่รู้ก็บล็อคไม่ได้ เลยจำเป็นในมุมคนอยากควบคุมว่า เครื่องมือในเลเยอร์บนใช้ไม่ได้ ต้องขยับเข้ามาที่ระบบเครือข่าย เพื่อให้ควบคุมได้

การถอดรหัสต่างๆ จะต้องขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เวลาทำอะไรกับเครือข่ายทุกคนที่ใช้เครือข่ายจะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งมีจำนวนมาก เฉพาะประเทศไทย ผู้ให้บริการที่เป็นเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม อาจจะมีหลักหมื่น แต่เครือข่าย มีหลักสิบ เช่น 3BB ดีแทค ทรู ผู้ใช้บริการต่อหนึ่งรายระดับล้านๆ คน การทำอะไรกับตัวระบบ กระทบคนอีกเยอะมากที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้น ในแง่สิทธิเสรีภาพ ถ้าคุณไม่ได้เป็นอาชญากร ไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องได้รับผลกระทบขนาดนี้ด้วย มันไม่ได้สัดส่วน เพราะบางครั้งกระทบการธุรกรรมหรือความลับทางการค้า

"ไม่ได้บอกว่ารัฐไม่ควรมีเครื่องมือเครื่องไม้ในการจัดการอาชญากร แต่ต้องจำกัดความเสียหายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด" เขาชี้และว่า เข้าใจได้ว่า อาจกระทบบ้าง แต่ถ้าโดยสัดส่วนจะเกิดเยอะมากๆ ก็ควรต้องหามาตรการอื่นมาใช้กับมัน หรือมาตรการที่คิดว่าจะใช้ได้ผลเหลือเกินก็ต้องยอมเสียสละบ้าง สุดท้ายอาจไม่ได้ผลก็ได้ เช่น การลงทะเบียนโทรศัพท์ วุ่นวาย เสียเวลา เก็บข้อมูลส่วนบุคคลไปแล้ว มีโอกาสจะรั่ว บางคนบอกต้องยอมจะจับผู้ก่อการร้ายได้ แต่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน พบว่าคนร้ายเมื่อรู้ว่าต้องลงทะเบียนจะได้ถูกตามตัวได้ ก็มีวิธีหาซิมที่ลงทะเบียนในชื่อคนอื่น หรือเปลี่ยนวิธีจุดระเบิดจากมือถือไปใช้วิธีอื่น ดังนั้น มาตรการลงทะเบียนเพื่อจับผู้ก่อการร้าย การแก้ปัญหาแบบนี้อาจจะไม่เมคเซนส์อีกต่อไปแล้ว แต่ความยากลำบากและผลกระทบกับผู้บริสุทธิ์ก็ยังอยู่ หรือการที่ผู้ให้บริการไวไฟ ต้องเก็บล็อกไฟล์ ลงทะเบียน กรอกเลขบัตรประชาชน ปรากฏว่าก็ดูแลข้อมูลไม่ได้ หรือเก็บแล้ว คนร้ายจริงๆ จะกรอกหรือเปล่า หรือสุดท้ายไม่มีใครตรวจสอบ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร

เขาตั้งคำถามว่าจะมีมาตรการอื่นที่ตามตัวคนร้ายได้ไหม เช่น เก็บล็อกก็ได้ แต่เก็บแบบไม่ยุ่งกับข้อมูลส่วนบุคคลเลย เช่น เก็บเฉพาะหมายเลขเครื่อง ว่าเครื่องไหนต่อไวไฟจุดไหนอยู่ ณ เวลาไหน แล้วพอมีปัญหาเกิดขึ้น ก็สามารถรู้ได้ว่าเป็นคอมฯ เครื่องนี้ บริเวณนี้ เวลานี้เพราะ Wireless Access Point บอกหมายเลขเครื่องได้ ถ้าเป็นพื้นที่ปิด ก็ถามคนเหล่านั้นได้ หรือดูกล้องวงจรปิด พร้อมยกตัวอย่างสนามบินที่คนเข้าออกคับคั่ง อย่างอินชอน นาริตะ ว่าก็ไม่ได้มีการถามหาเลขหนังสือเดินทางหรือให้ลงทะเบียนมือถือ เปิดเครื่องแล้วใช้ไวไฟได้เลย ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอาชญากร แต่มีมาตรการอื่นที่ได้ผลกว่า

“วิธีลงทะเบียนให้ทุกคนที่ใช้แจ้งข้อมูลส่วนตัว ไม่ใช่วิธีเดียวที่ป้องกันและตามจับคนร้ายได้ อาจมีวิธีอื่นที่กระทบน้อยกว่า แต่เราไม่ค่อยได้นึกถึงวิธีนั้น มักจะคิดแต่ว่าเก็บข้อมูลไว้ก่อน โดยไม่คิดว่าใช้ได้ผลจริงไหม และผลที่อาจตามมามีอะไรบ้าง” อาทิตย์กล่าวและว่า สุดท้าย กฎหมายลักษณะนี้ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือการคุมเนื้อหาที่อาจรู้สึกว่าจำเป็น อย่างไรก็ต้องมีกฎหมายมาดูแล แต่มาตรการต่างๆ ต้องสมเหตุผล สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และมีประสิทธิภาพ

การตัดสินใจใช้มาตรการไหนต้องมีการเรียงลำดับ เช่น ผลกระทบระดับน้อย-มากสุด เริ่มใช้จากที่จะมีผลกระทบน้อยสุดก่อน ไม่ใช่เอาสะดวกผู้บังคับใช้ อย่างการเพิ่มอำนาจ ตั้งศูนย์ ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร ซึ่งปัจจุบันเป็นแบบนั้น เอะอะก็ขอข้อมูลโดยไม่ได้แสดงให้ศาลเห็น หรือศาลก็อาจไม่ได้พิจารณาว่ามีมาตรการอื่นๆ ดังนั้น ต้องเอาความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพของสาธารณะมาคิดด้วย อาทิตย์ทิ้งท้าย

ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง...
สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.พัฒนาดิจิทัล แล้ว
http://prachatai.org/journal/2016/12/69177?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter

.....

กับประเทศนี้คงมีให้เลือกแค่
-ออกไปจากประเทศนี้
-รอความวุ่นวายที่จะมาถึง
-รอสภาพแวดล้อมแบบกึ่งเกาหลีเหนือที่จะมาถึง แต่แพ้เรื่องเทคโนโลยี
เพราะผมเชื่อว่าพวกที่ถือครองผลประโยชน์นั้นเลือกที่จะฆ่าคนที่ต่อต้านหรือลดทอนผลประโยชน์มากกว่าที่จะหยุดกอบโกยแล้วกระจายผลประโยชน์ให้ทั่วถึงกัน

มิตรสหายท่านหนึ่ง


หลากความเห็น พ.ร.บ.พรรคการเมือง สร้างความเข้มแข็ง หรือทำลายพรรคขนาดเล็ก




ภาพจาก โพสต์ทูเดย์


หลากความเห็น พ.ร.บ.พรรคการเมือง สร้างความเข้มแข็ง หรือทำลายพรรคขนาดเล็ก

Thu, 2016-12-08 23:19
ที่มา ประชาไท

รวมความคิดเห็นหลากภาคส่วน หลัง กรธ. เผยแพร่ ร่างกฎหมายพรรคการเมือง หลายฝ่ายหวั่นปิดกั้นพรรคเกิดใหม่ แต่มีชัย ยืนยันเขียนให้ก่อตั้งง่ายแล้ว ทหาร-ตำรวจ ก็เป็นสมาชิกพรรคได้ ด้าน ปชป. ชี้การเก็บเงินบำรุงพรรคเป็นไปได้ยาก เพราะคนชินรับเงินนักการเมือง

เมื่อวานนี้ กรธ. ได้เผยแพร่ร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (พ.ร.บ.พรรคการเมือง)ซึ่งประกอบด้วย 10 หมวด 129 มาตรา โดย อุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการธิการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง มุ่งให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ประชาชนควรเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังคงเป็นเพียงร่างกฎหมายที่ต้องรอการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และยังสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ โดย กรธ. เตรียมจัดเวทีชี้แจงเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากนักการเมือง และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในวันที่ 14 ธ.ค.2559





กกต. สมชัย เชื่อหลังประกาศใช้ พรรคการเมืองจะเหลือแค่ 10 พรรค แต่จะเป็นจะมีความเป็นสถาบัน

สำหรับวันนี้ (8 ธ.ค. 2559) ได้มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับกฎหมายดังกล่าว ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชน เริ่มต้นที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ร่างกฎหมายที่ออกถือว่ามีความสอดคล้องกับข้อเสนอของ กกต. ที่ต้องการให้การตั้งพรรคการเมืองมีความยากขึ้น ดำรงอยู่ได้ยากขึ้น และถูกยุบได้ยากขึ้น แต่ตั้งข้อสังเกตุถึงร่างกฎหมายดังกล่าวว่า มีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองเก่า มากกว่าพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ เช่น การเก็บเงินจากสมาชิกพรรค แต่พรรคเก่ามีครบแล้ว สามารถแปลงสินทรัพย์ก่อตั้งพรรคได้ ไม่ต้องเก็บเพิ่ม ทำให้ไม่เกิดการมีส่วนร่วม เพราะมีเงินจากนายทุนเดิม

สมชัยระบุด้วยว่า ได้แนะนำเจ้าหน้าที่ กกต. ให้นำตัวกฎหมายมาอ่าน ทำเป็นข้อกำหนดว่าพรรคเก่า พรรคใหม่ต้องทำอะไรบ้าง ใช้เวลาเท่าไหร่ และอาจจะทำข้อเสนอไป แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา และยังไม่มีมติอะไรที่จะเสนอความเห็นไปยัง สนช. แต่ถ้ามีเรื่องสำคัญจริงๆ คงพยายามทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด

เมื่อถามว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้เกิดการปฏิรูปพรรคการเมืองหรือไม่ สมชัยกล่าวว่า ในอีก 3-4 ปีข้างหน้าหลังจากประกาศใช้กฎหมาย คาดว่าจะทำให้เหลือพรรคการเมืองไม่เกิน 10 พรรค โดยคิดจากเงินบริจาคให้พรรคการเมืองพรรคละ 2 ล้านบาท จากสมาชิกพรรค ส่วนหนึ่งจะเป็นผลดี ทำให้มีพรรคการเมืองจำนวนจำกัด ประชาชนจะทำความเข้าใจแต่ละพรรค แต่อาจมีปัญหาความไม่หลากหลาย ดังนั้นพรรคการเมืองจึงต้องปรับตัว และอาจจะมีการรวมตัวกันของพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง ส่วนที่กำหนดป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองนั้น มองว่าแม้กฎหมายจะกำหนดไว้ เพื่อป้อมปราม แต่ต้องขึ้นอยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมายด้วย





กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปท. ชี้เงื่อนไขการก่อตั้งพรรค สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพรรคการเมือง

ด้านประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) เสรี สุวรรณภานนท์ ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีจุดเด่นที่ใช้สำหรับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างเข้มข้น และเนื้อหาส่วนใหญ่สอดคล้องกับข้อเสนอของ สปท. ด้านการเมือง ทั้งเรื่องสมาชิกพรรคการเมืองที่ให้มีการตรวจสอบ การกำหนดบทลงโทษรุนแรงกรณีซื้อขายตำแหน่ง ตั้งแต่จำคุก 5 ปี ไปจนสูงสุดถึงประหารชีวิต มีหลักการกำจัดนายทุนพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้เข้ามาครอบงำ พร้อมการเพิ่มให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการบริหารจนไปถึงคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตลอดจนการจ่ายค่าสมาชิกบำรุงพรรคการเมือง เพื่อให้สมาชิกร่วมกันเป็นเจ้าของพรรค

ส่วนที่มีการวิจารณ์กันว่าพรรคขนาดเล็กตั้งได้ยากนั้น เสรีกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการที่ กรธ. กำหนดไว้ 500 คน และให้มีทุนประเดิมพรรคการเมืองตรงกับความเป็นจริงที่พรรคการเมืองต้องมีการสนับสนุน อีกทั้งสาขาพรรคก็ต้องมีการตั้งที่เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพรรคการเมือง





มีชัยระบุ พรรคการเมืองก่อตั้งง่ายกว่าเดิม ขรก.-ทหาร-ตำรวจ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้

ขณะที่ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีชัย ฤชุพันธุ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อฯ หลังจากมีเสียงท้วงติงว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ จะทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กไม่สามารถอยู่ได้ เนื่องจากเรื่องทุนประเดิมสมาชิกขั้นต่ำเพื่อก่อตั้งพรรคการเมืองนั้น ว่า ตามกฎหมายพรรคการเมืองที่ผ่านมาก็ระบุอยู่แล้วว่า ต้องมีสมาชิกจำนวน 5,000 คนเป็นอย่างน้อย ซึ่งขณะนี้พรรคการเมืองที่มีไม่ถึง 5,000 คนก็กำลังถูกยุบกันอยู่ แต่สิ่งที่ กรธ. ได้เขียนไว้ก็ทำให้ง่ายขึ้น โดยพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ต้องหาสมาชิกขั้นต่ำจำนวน 500 คน จากนั้นภายใน 1 ปี ต้องมีสมาชิก 5,000 คน และภายใน 3 ปีข้างหน้าให้ไปเพิ่มจำนวนสมาชิกให้ถึง 20,000 คน

เมื่อถามว่า มีการกล่าวในเรื่องสมาชิกซ้ำซ้อน และหากจะไปยืนยันอาจจะเป็นเรื่องยาก มีชัยกล่าวว่า ในครั้งนี้เขียนใหม่แล้วว่าใครจะเป็นสมาชิกต้องเสียเงิน ใครไม่เสียเงินค่าสมาชิกเมื่อครบกำหนดเวลาก็ต้องออกเลยใครอยากลาออกก็ออกได้ โดยส่งเรื่องมาที่นายทะเบียนได้เลย ทั้งนี้ ตนยืนยันได้เลยว่าไม่ได้เป็นการทำลายพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพราะพรรคเล็กเองก็ต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ต่ำกว่า 5,000 คน ใน 1 ปี คุณก็ต้องไป คน 500 คนสามารถมาจดทะเบียนตั้งพรรคได้ แต่ภายใน 1 ปีต้องมีสมาชิกอย่างต่ำ 5,000 คน

เมื่อถามว่า ตอนนี้เริ่มมีองค์กรอิสระเคลื่อนไหวเริ่มไม่พอใจนั้น มีชัยกล่าวว่า อย่าเพิ่งไปกังวล ร่างที่ กรธ. ทำขึ้นมาเป็นเพียงตัวร่าง ส่วน สนช.จะแก้ไขอย่างไรก็ยังไม่ทราบเลย สิ่งที่ กรธ. ทำนั้นก็ทำตามรัฐธรรมนูญ หาก กรธ. ไม่ทำก็อาจจะถูกตำหนิได้ และหากไม่มีทางเลี่ยงก็แปลว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่มีทางเลี่ยง แต่ถ้ามีทางเลี่ยงได้ สนช. เขาอาจจะเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปไม่มีใครว่าอะไร

เมื่อถามว่า กรธ. เองจะมีปัญหาหรือไม่ หากมีการปรับเปลี่ยนอย่างมาก ในระหว่างที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช. มีชัยกล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหา เพราะเป็นอำนาจของ สนช. ไปห้ามคงไม่ได้ กรธ.จะดูตอนสุดท้ายว่ามันจะขัดต่อหลักการหรือไม่ ถ้าขัดเราก็อาจจะทักท้วงบ้าง ถ้าไม่ขัดก็ต้องยอมรับเพราะเป็นอำนาจเขา ต้องยอมรับภารกิจซึ่งกันและกัน

เมื่อถามว่า ในเรื่องกฎหมายพรรคการเมือง ในส่วนของข้าราชการประจำที่มาเป็นสมาชิกพรรค ที่ไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจน และอาจจะมีทหารไปตั้งพรรคการเมืองแล้วเกณฑ์เอาทหารไปเป็นสมาชิกเพื่อให้ครบจำนวนนั้น มีชัยกล่าวว่า ทุกวันนี้ข้าราชการทุกคนมีสิทธิเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ได้ ทหาร ตำรวจ เป็นได้หมด ไม่เคยห้าม ไม่ว่าจะ ครม. หรือกฎหมายก็ไม่เคยห้ามเป็นได้อยู่แล้ว แต่กฎหมายข้าราชการการเมือง ไม่ให้ข้าราชการประจำไปเป็น แต่กฎหมายห้ามไปเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ถ้าอยากเป็นก็ลาออก เราเองก็ไม่ได้เขียนเรื่องพวกนี้ไว้

เมื่อถามว่ามองหรือไม่ว่าในอนาคตอาจจะมีพรรคการเมืองใหม่ที่เกิดมาพร้อมรัฐธรรมนูญใหม่ มีชัยกล่าวว่า ถ้ามีก็ดี จะได้มีทางเลือกเยอะๆ ให้ประชาชน ใครตั้งพรรคแล้วทำให้เกิดความความนิยม ความน่าเชื่อถือของประชาชนได้ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของประชาชนได้ไม่จำเป็นต้องถูกล้อมกรอบอยู่กับพรรคเก่าๆ





ทีมกฎหมายประชาธิปัตย์ ระบุการให้สมาชิกพรรคจ่ายเงินบำรุงทุกปี เป็นเรื่องยาก เพราะ ปชช. ชินกับการรับเงินนักการเมือง
ในฝั่งของพรรคการเมืองเองก็ได้มีการออกแสดงท่าที ต่อ พ.ร.บ.พรรคการเมืองด้วยเช่นกัน เริ่มต้นที่ พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า เมื่อดูจากภาพรวมของกฎหมาย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากพร้อมที่จะปรับสภาพ และเตรียมรับมือกับกติกาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยทางพรรคเองอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เนื่องจากต่อติดต่อกับสมาชิกพรรคที่มีอยู่แต่เดิมมากถึง 2 ล้านกว่าคน หากติดต่อทางไปรษณีย์ก็จะต้องใช้เงินเกืแบ 10 ล้านบาท บาท ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรคของเราในการติดต่อประสานงาน ซึ่งต้องรอดูว่า กรธ. จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ด้วย

เมื่อถามว่า จากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้เป็นปัญหากับพรรคการเมืองขนาดเล็กหรือไม่ องอาจ กล่าวว่า เมื่อออกมาเป็นกฎหมายแล้ว ทุกพรรคการเมืองก็ต้องปฏิบัติตามนั้นอยู่แล้ว แต่ก็ทำให้การดำเนินการของพรรคการเมืองเกิดความยุ่งยากเพิ่มมากขึ้น แต่ในส่วนพรรค ปชป. ก็พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างที่กำหนดไว้ในร่างพ.ร.บ. พรรค ปชป. ก็ปฏิบัติตามนั้นอยู่แล้ว เช่น ให้สาขาพรรคมีส่วนพิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เราปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคอยู่แล้ว ส่วนการเสนอข้อคิดเห็นไปยังเวที กรธ. ในวันที่ 14 ธันวาคม นั้น จะเสนอในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนจะมาร่วมในเวทีดังกล่าวหรือไม่ คงต้องพิจารณาก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่มีการเชิญจาก กรธ.

ด้าน วิรัตน์ กัลยาศิริย์ หัวหน้าคณะทีมกฎหมายพรรคปชป. กล่าวว่า มองเรื่องการเสียค่าสมาชิกพรรคทุกปีเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่ ประชาชนบางส่วนยังไม่รู้หน้าที่ของตนเอง ก็ยังชินกับการรับเงินจากพรรคการเมือง ซึ่งหากต้องหาจำนวนสมาชิกพรรคให้ได้ 20,000 รายชื่อ ภายภายใน 4 ปี แต่สมาชิกไม่เสียค่าสมาชิกพรรค 1-2 ปี ก็หมดสภาพการเป็นสมาชิกพรรคทันที ตรงนี้อาจทำให้รายชื่อสมาชิกพรรคหายไปไม่ถึงจำนวน 20,000 รายชื่อตามที่กำหนด พรรคก็อาจจะถูกยุบได้





นิพิฏฐ์ ชี้ กรธ. ร่างกฎหมายย้อนแย้ง ก่อนหน้าเคยบอกว่าต้องการให้พรรคการเมืองมีความหลากหลาย แต่กลับร่างกฎหมายบีบให้เหลือพรรคการเมือง แค่ 5-6 พรรค


ในขณะที่ นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ฉบับนี้ว่า เป็น กฎหมายที่มุ่งเน้นเฉพาะพรรคการเมืองที่จะส่งคนสมัครรับเลือกตั้งเป็นหลัก ซึ่งไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของพรรคการเมืองโดยทั่วไป เพราะพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาไม่ได้มุ่งจะสมาชิกเข้ามาในสภา พรรคการเมืองพรรคเป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคลเพื่อนโยบายในบางเรื่อง เช่น นโยบายเรื่องป่าไม้ ทะเล สิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้เน้นเรื่อง ส.ส.ซึ่งกรธ.ก็ยอมรับว่าถ้าพรรคการเมืองไหนไม่สามารถตั้งขึ้นมาเพื่อส่งส.ส.ได้ก็กลายสภาพเป็นกลุ่ม ชมรม จึงทำให้คำจำกัดความพรรคการเมืองอ่อนแอ และแคบมาก จึงเห็นว่า เป็นร่างที่ล้าหลังชัดเจน

“หากเป็นไปตามร่างของ กรธ. จุดมุ่งหมายที่พูดมาตลอดว่า ต้องการความหลากหลาย ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ได้ต้องการให้พรรคใดพรรคหนึ่งผูกขาด ไม่ต้องการให้เด่นอยู่พรรค 2 พรรค ก็จะไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ ยิ่งทำให้พรรคการเมืองเหลือน้อย และไม่เป็นไปตามที่ต้องการปฏิรูป เมื่อกฎหมายพรรคการเมืองออกมาแล้วก็ต้องรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เช่น มีการให้มี ส.ส. 2 ระบบ แต่มีโอกาสเลือกได้ใบเดียว จะให้พรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างพรรคอย่าง ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ไม่มี ส.ส. เขตเลย แต่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 5 คน พรรคเหล่านี้จะไม่มีโอกาสเกิดอยู่แล้ว เพราะสมาชิกก็อาจจะไปอยู่ในกลุ่มการเมืองอื่น ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองเหลือเพียง 5-6 พรรค”นายนิพิฎฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า คิดว่าทางกรธ.จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่ นิพิฎฐ์ กล่าวว่า คงยาก ตนคิดว่า กรธ. มีธงอยู่แล้วทั้งนั้น แม้กระทั้งตัวรัฐธรรมนูญเอง แม้จะให้มีการแสดงความคิดเห็น ก็ยังเหมือนเดิม เช่นการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วนการเปิดเวทีของ กรธ. ให้แสดงความคิดเห็นในวันที่ 14 ธันวาคมนั้น ทางพรรคคงไม่ไปเพราะเป็นการประกาศโดยรถแห่เชิญชวน ถ้าแจ้งมาเป็นลายลักษณ์อักษร พรรคก็จะแจ้งว่ามีข้อเสนออย่าบ้างไง ถ้าไม่เชิญเป็นทางการ ใครที่ไปร่วมในเวทีดังกล่าว ก็ต้องรับผิดชอบส่วนตัว อย่างไรก็ตาม แม้ กรธ. บอกว่าสามารถปรับแก้ได้ ก็เชื่อว่า เป็นเรื่องยากที่ กรธ. จะแก้





ณัฐวุฒิ ย้ำการเก็บเงินบำรุงพรรค คือการตัดสิทธิคนบางส่วนออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

ในฟากฝั่งของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้ระบว่า หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติทุกพรรคการเมืองก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับกติกาใหม่อยู่แล้ว แม้จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์บางประเด็น แต่ในฐานะผู้เล่นย่อมไม่มีทางเลือกอื่น สำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง บางข้อเป็นข้อสังเกตเช่นให้สมาชิกพรรคจ่ายค่าบำรุงพรรค โดยหลักการแล้ว การเป็นสมาชิกพรรคควรเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มให้กว้างที่สุด เพราะการเก็บค่าบำรุง จะทำให้คนบางส่วนเกิดข้อจำกัดและขาดสิทธิตรงนี้ไป

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า การบังคับให้ต้องหาสมาชิกให้ได้เท่านั้นเท่านี้ตามกรอบเวลา คงไม่กระทบพรรรคใหญ่ แต่พรรคก่อตั้งใหม่ และพรรคเล็กอาจกลายเป็นข้อจำกัดที่มีปัญหาได้ ส่วนเรื่องการตรวจสอบรายชื่อที่มีความซ้ำซ้อนจะกลายเป็นภาระซ้ำเติม เพราะจนถึงขณะนี้แต่ละพรรคก็ยังไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ดังนั้นจะทำให้แต่ละพรรคมีเวลาน้อยไปอีก จึงเป็นที่มาของข้อสังเกตว่าเมื่อถึงงเวลานำไปปฏิบัติจริงจะเป็นปัญหาหรือไม่

“ส่วนตัวเห็นด้วย ในส่วนการให้บทบาทกับสาขาพรรค ในการร่วมกำหนดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะไม่ให้อำนาจเกิดกระจุกตัว ตรงนี้ทุกพรรคอาจจะไม่คุ้นเคย และมองว่าอาจเป็นปัญหาในการปฏิบัติ และเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นการทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องพิสูจน์ตัวเองว่า การยึดหลักประชาธิปไตยไม่ใช่แค่คำประกาศ หรือแค่คำพูดแต่ต้องทำให้ได้จริงด้วย และประชาชนสามารถสัมผัสได้” ณัฐวุฒิ กล่าว





ถาวร ระบุกฎหมายจะเขียนโทษหนักอย่างไรก็ไม่สำคัญ หากไม่บังคับใช้ก็ไม่มีประโยชน์

ในส่วนของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เองก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกับร่างกฎหมายดังกล่าว โดย ถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำกปปส. และอดีต ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตามที่กฎมายที่ระบุให้พรรคการเมืองมีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครเลือกตั้ง โดยมีตัวแทนจากคณะกรรมการบริหารไม่เกินกึ่งหนึ่ง ร่วมกับตัวแทนสาขาและตัวแทนจังหวัดว่า เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปปัตย์ทำมาอยู่แล้ว แต่เรียกว่าคณะกรรมการคัดเลือก มีที่มาจากที่ประชุมใหญ่ อันประกอบด้วย ประธานสาขาพรรค 100 กว่าคน อดีต ส.ส. อดีตเลขาธิการพรรค และกลุ่มตัวแทนประชาชน เรื่องนี้จึงไม่ได้กังวล

“แต่ในส่วนบทเฉพาะกาล ที่ระบุให้มีการยืนยันสถานะสมาชิกพรรคใน 180 วันนั้น ปกติแล้วทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะอัปเดตรายชื่อสมาชิกแต่ละพรรคให้เป็นปัจจุบันอยู่แล้ว ถ้าจะทดสอบให้สมาชิกยืนยันความสมัครใจอีกครั้ง เพราะเหตุมีข้อบังคับใหม่ ให้เสียค่าบำรุงพรรคนั้น เรื่องอย่างนี้ถ้าให้เวลาเพียง 6 เดือน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก 2 ล้านกว่าคน ถ้าเขากำหนดมาเราก็ต้องทำให้ได้ เพราะเราเป็นฝ่ายประชาชน ทำเท่าที่ได้ จริงๆ แล้วเรามีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าพวกท่านอยู่แล้ว อย่าสอนพวกเราเลย ควรเอาเวลาไปคุมเข้มพรรคการเมืองที่เน่าดีกว่า” ถาวร กล่าว

ส่วนข้อที่ระบุว่าห้ามคนภายนอกพรรค เข้ามาแทรกแซงกิจการของพรรคนั้น ถาวร เห็นว่าต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ที่ผ่านมาขอยกตัวอย่างว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เกี่ยวข้องอะไร ถึงมาแทรกแซงพรรคเพื่อไทย ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนภายนอกที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว ก่อให้เกิดความวุ่นวายกับบ้านเมือง

“ดังนั้นก็ใช้คำว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ไม่ได้ ส่วนข้อกำหนดนี้จะทำให้พรรคปลอดนายทุนหรือไม่นั้น ถ้าอ่านตามตัวอักษรก็ไม่มีนายทุน แต่ในความเป็นจริงคนที่อยู่นอกประเทศอาจจะให้เงินสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งทางอ้อมก็ทำได้ เป็นเพราะว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ถึง ไม่ว่าจะเขียนข้อห้ามให้มีโทษหนักอย่างไร ถึงขั้นประหารชีวิตก็เขียนได้ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ ถ้าเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ หรือ กกต. ไม่บังคับใช้ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ที่มีการยุบพรรค หรือแจกใบแดงแต่ละครั้ง ก็เกิดจากภาคประชาชน และพรรคการเมืองเป็นคนจัดการริเริ่ม กลายเป็นว่า กกต. ทำงานในเชิงรุกไม่ดี ต่อให้เขียนกฎหมายแรงขนาดไหน ใส่เข้ามาเลย แต่ว่าพวกคุณต้องบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นด้วย” ถาวร กล่าว

เรียบเรียงทั้งหมดจาก: มติชนออนไลน์ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 ,6 , ผู้จัดการออนไลน์ 1 , 2 , 3 , สำนักข่าวไทย

Obama orders 'full review' of election-related hacking




President Barack Obama has ordered a "full review" of hacking-relating activity aimed at disrupting last month's presidential election. | AP Photo

Obama orders 'full review' of election-related hacking

By JOSH GERSTEIN and JENNIFER SCHOLTES

12/09/16
POLITICO


President Barack Obama has ordered a "full review" of hacking-relating activity aimed at disrupting last month's presidential election and he expects that report before he leaves office on Jan. 20, a top White House official said Friday.

“We may be crossed into a new threshold and it is incumbent upon us to take stock of that, to review, to conduct some after-action, to understand what this means, what has happened and to impart those lessons learned," Obama counterterrorism and homeland security adviser Lisa Monaco told reporters at a breakfast arranged by the Christian Science Monitor.

U.S. intelligence officials have blamed the Russian government for pre-election hacking of Democratic officials and political committees. Several Democratic senators have asked Obama to declassify more details about the attacks and why the U.S. concluded the Russians were behind them.

Monaco said the report would be shared with "a range of stakeholders," including members of Congress, but she did not commit to making the findings of the review public.

"That’s going to be first and foremost a determination that’s made by the intelligence community," she said. "We want to do so very attentive to not disclosing sources and methods that may impede our ability to identify and attribute malicious actors in the future."

Monaco struck an ominous tone about internet-related dangers, calling them among the most significant national security issues facing the new administration. Trump's team will "inherit a rapidly growing threat in this space across all dimensions," she said, including intrusions from both "hacktivists" and "criminal actors."

In the months leading up to the election, hackers reportedly linked to Russia directed digital attacks on the Democratic National Committee, the Democratic Congressional Campaign Committee and other political organizations. They also breached the personal email accounts of Hillary Clinton’s presidential campaign chairman John Podesta, and several Democratic staffers, with many of those emails being released publicly by WikiLeaks, causing unwelcome pre-election tumult for the Clinton campaign.


วันศุกร์, ธันวาคม 09, 2559

The futility of Prayuth’s war on truth. What Prayuth can learn from a thousand-year-old tale of royalty





A new article from New Manda by ANDREW MACGREGOR MARSHALL


About a thousand years ago, a king called Cnut ruled a large swathe of northern Europe including Denmark, Norway and England. His father was the fearsome Sweyn Forkbeard, Viking monarch of the Danes. A description of him in a 13th century Icelandic saga says Cnut was a very handsome man, “except for his nose”, which was rather ugly.
...


Cnut’s life is mostly forgotten now, but he remains famous for one incident that has been repeated in various forms over the ten centuries since his reign.
...

According to Henry, one day King Cnut ordered his courtiers to carry his throne to a nearby beach. He sat facing the sea, and commanded the tide not to come in. But of course, the waves didn’t stop, and the tide came in, and soon Cnut’s royal ankles were under water. At this point, according to Henry, the slightly sodden Cnut proclaimed: “Let all the world know that the power of kings is empty and worthless and there is no King worthy of the name save Him by whose will heaven and earth and sea obey eternal laws.

The moral of the story remains the same. Kings are human beings just like the rest of us, and they don’t have any magical abilities or supernatural powers. Nobody can stop the tide coming in, and anybody who thinks they can is stupid....


Link for the whole article:
http://www.newmandala.org/futility-prayuths-war-truth/


The Telegraph สรุปเหตุการณ์ที่นำมาสู่การถอดถอน ประธานาธิบดีหญิงเกาหลีใต้ - The South Korean parliament has voted overwhelmingly to impeach embattled President Park Geun-hye




Park's powers will be suspended immediately, but her actual impeachment can only be confirmed by the nine judges of the constitutional court, who have 180 days to reach a ruling, and who have the power to reinstate her.



คลิป 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเข้ารับฟังการไต่สวนในคดีโครงการรับจำนำข้าว ตอบคำถามสื่อ



https://www.facebook.com/tv24official/videos/1233303580062975/

#TV24 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเข้ารับฟังการไต่สวนในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยมีประชาชน เกษตรกร และชาวนา เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตราบใดที่คดียังไม่สิ้นสุด ก็จะขอต่อสู้อย่างเต็มที่ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น อยากให้ใช้โอกาสนี้ดูผลงานของทุกกระทรวงและดูความต้องการเรื่องเศรษฐกิจ ว่าประชาชนต้องการอะไร เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้มาซ้ำเติมประเทศเพราะปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญเพื่อสะท้อนไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ด้วย ขณะเดียวกันรู้สึกกังวลกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายลูก โดยเฉพาะร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งไม่อยากให้กีดกันกันพรรค และขอเปิดโอกาสให้ประชาชนควรมีส่วนร่วมมากกว่านี้

ที่มา TV24
.....


.....



https://www.facebook.com/tv24official/videos/1233048873421779/


ตอนนี้ กรงเล็บแห่งเสรีภาพของสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งโลก กำลังทำงานอย่างสุดกำลัง ไม่รู้ว่า พลังต้านทานของ เกราะ กะลานีเซีย จะต้านทานได้นานแค่ไหน รู้แต่ว่า โลกทั้งใบ เขาไม่เอาด้วยแน่ๆๆๆแล้ว....





ตอนนี้ กรงเล็บแห่งเสรีภาพของสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งโลก กำลังทำงานอย่างสุดกำลัง ไม่รู้ว่า พลังต้านทานของ เกราะ กะลานีเซีย จะต้านทานได้นานแค่ไหน รู้แต่ว่า โลกทั้งใบ เขาไม่เอาด้วยแน่ๆๆๆแล้ว....

ในเมื่อ นสพ.ยักษ์ใหญ่ ของอังกฤษ อายุมากกว่า 200 ปี เล่นซะหนักขนาดนี้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ใครที่คิดทำและเริ่มต้นเรื่อง ฺBBC Thai คงเอาตีนก่ายหน้าผากแล้วตอนนี้....

จาก พาดหัว ของ The Times ที่หนักหน่วงกว่า จนทำให้เรื่องราวในวันก่อนของ BBC Thai เป็นเด็กเล่นขายของไปเลยยย.....

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

จากกรณีของ The times , 7 december 2016,Thailand

(ลายแทงก็คือลายแทง)

นี่คือโลกเสรี นอกกะลา ใครอยากรู้เรื่อง ก็ใช้ VPN เจาะกะลาออกไปดูกันเอง...

เครืองมือ เจาะกะลา อยู่ที่นี่ : https://github.com/ThailandF5CyberA…/…/blob/master/README.md


พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall

ooo





มาตราการใหม่ล่าสุด..."การกดเพดานเสรีภาพในโลกออนไลน์ให้ต่ำลง"

คนเล่นเฟสบุ๊คโดนด้วย เพียงแค่กดไลค์ หรือ กดติดตาม ตำรวจก็คุกคามแล้ว.....
ขณะนี้อย่างน้อยสุดมี 6 รายที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียก โดยทั้งหมดมาจากกรณีกดติดตามหรือกดไลก์บางสเตตัสเฟซบุ๊ก

การสร้างความกลัวให้ขยายวงเริ่มต้นแล้ว !

นี่ขนาด กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ และร่างพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ (แก้ไข)ยังไม่มีผลบังคับใช้ ถ้าเปรียบง่ายๆ ว่า แค่(โจร)มีไม้ มีมีด ยังซ่ากันขนาดนี้ ถ้าพวกแม่งถืออาวุธสงคราม(กฎหมายใหม่) จะกร่างกันขนาดไหน !

.....



พยาธิร้ายที่กร่อนกินจิตวิญญานแห่งมนุษยชาติในประเทศไทยขณะนี้เป็น ยุคแห่งการกดขี่ข่มเหงในทางกฎหมายต่อประชาชนที่เห็นต่าง





เห็นที่ อจ.ชาญวิทย์ เขียนต้อนรับ อจ.ตุ้ม สุดสงวน สุธีสร ตอนออกจากคุกแล้วใจระเหี่ย

“Charnvit Kasetsiri shared ตรีชฎา ศรีธาดา channel's live video.
17 hrs ·
Welcome back to a bigger cage
ยินดีต้อนรับ อ.ตุ้ม สู่กรงที่ใหญ่กว่า ข้างนอก ครับ”

ข้อหาต่อ อจ.ตุ้ม ที่ทำให้ต้องไปนอนคุกหนึ่งเดือนก็คือ ‘หมิ่นประมาท’ คนสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในในบริหารหรือฝ่ายตุลาการ ไม่เพียงแต่พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามเนื้อถ้อยตัวบทมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายอาญาเท่านั้น

ตั้งแต่ คสช. ครองเมืองเป็นต้นมาเกือบสามปี มันเป็นพยาธิร้ายกร่อนกินจิตวิญญานแห่งมนุษยชาติในประเทศไทยลึกเข้าไปยิ่งขึ้นทุกวัน ในความหมายของ deep state (ที่ ‘ฟ้าเดียวกัน’ เรียกว่า ‘รัฐพันลึก’) ก็ว่าได้

การวิพากษ์วิจารณ์และประท้วงเรียกร้องสิทธิความเสมอภาค มักจะถูกคณะทหาร คสช. เอาข้อหาบ่อนทำลายและก่อกวนความสงบยัดให้ด้วย กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๖ และ พรบ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อไปจะยกระดับเป็นกฎหมายที่ใช้กำกับการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเข้มงวดยิ่งขึ้น

จึงไม่แปลกถ้าจะเรียกยุค คสช. ว่าเป็นยุคแห่งการกดขี่ข่มเหงในทางกฎหมายต่อประชาชนที่เห็นต่าง

การปรับทัศนคติ และการควบคุมตัวตอนวันศุกรโดยยังไม่มีข้อหาเพื่อให้ติดเสาร์-อาทิตย์ ต้องนอนคุกนอนตะรางสามคืนไม่สามารถประกันตัวได้จนถึงวันจันทร์ กลายเป็นเพทุบายกลั่นแกล้งที่พวกสนับสนุนรัฐประหารยุยงให้ คสช. นำออกใช้กับฝ่ายตรงข้ามของตนมากๆ

รายงานของ ‘ประชาไท’ เมื่อวานเรื่องผู้ใช้โซเชียลมีเดีย “ไปกดไลก์ กดแชร์โพสต์ที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” จึงถูกตำรวจโทรศัพท์ไปก่อกวนคุกคามมากมาย ฐานที่เป็นผู้ติดตามอ่านโพสต์ของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและมีผู้ติดตามอ่านข้อเขียนบนเฟชบุ๊คของเขาเป็นประจำเกือบ ๓ แสนราย

ประชาไทยังรายงานถึงการเรียกประชาชนบางคนไปปรับทัศนคติโดย คสช. อีกหลายพื้นที่ ซึ่งยังดำเนินอยู่กระทั่งขณะนี้ “อีกรายหนึ่งเป็นเพศชาย อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเขาถูกเรียกตัวไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองปราบปราม หลังจากกดไลก์โพสต์สเตตัสของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล”

ก่อนหน้านี้ที่สุโขทัยก็มีชายวัย ๒๓ ปี ถูกนำตัวไปสอบสวนเพราะกดไล้ค์ติดตามเฟชบุ๊คของ ‘สมศักดิ์ เจียมฯ’ เช่นเดียวกับอีกสองรายที่ประจวบคีรีขันธุ์และสมุทปราการ

(http://www.prachatai.org/journal/2016/12/69155)

เท่านี้ละหรือสำหรับรัฐบาล คสช. ที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าใหญ่ได้แต่ครื้นเครงกับการเต้นแอโรบิค จนหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์คไทมส์เรียกว่า ‘the master of aerobic chief’





ขณะที่ภาคใต้ประสพอุทกภัยอย่างหนักทั่วทั้งพื้นที่ ขนาดมีภาพสุนัขพากันหนีน้ำไปติดอยู่บนหลังคาบ้าน พร้อมทั้งบรรยายภาพว่าพวกตูบเหล่านั้นเขาถามหา ‘ลุง’ กัน

อีกภาพเคลื่อนไหวจากพัทลุง เห็นกระบือจำนวนนับสิบๆ พากันลอยคอว่ายหนีน้ำหลากติดยอดไม้ไปหาถนนที่สูง ขณะที่นายกฯ ของคนดีทั้งหลายไปร่วมงาน ปราบคอรัปชั่น เต้นแอโรบิคเก๋ไก๋อีกเหมือนกัน





เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะพวกสังกัด ‘ความมั่นคง’ ตอนนี้กำลังเคร่งเครียดประชุมวางแผนสนธิกำลังเป็นการใหญ่ มุ่งมาดตะล่อมจับพระอาพาตหนึ่งองค์ ที่ได้รับความนิยม มีศานุศิษย์ล้นหลาม

ส่วนพระอีกองค์ซึ่งเป็นที่ยกย่องเหลือหลาย (ประเภทลงนะหน้าทองของวัดอ้อน้อยที่เคยดัง เดี๋ยวนี้ต้องชิดซ้าย) ชำนาญการลงเลขเสกยันตร์ โด่งดังด้วยชัยชนะของดอแนลด์ ทรั้มพ์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ไม่ทราบว่าเจ้าตัวเป็นปลื้มแค่ไหน แต่ลูกศิษย์ ‘เจ้าคุณธงชัย’ เชื่อหัวปักหัวปำว่า ถ้าไม่ได้ธงม่วงของท่านละก็นายดอแนลด์ต้องปิ๋ว

หน่วยงานของรัฐอย่างกรมการขนส่งทางบก จึงต้องนำแผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวย หมวด ๔ กก ไปให้ท่านปลุกเสกเพื่อความขลังของปีไก่ แล้วจะได้นำออกประมูลเป็นรายได้อูฟู

(http://www.thairath.co.th/content/806317)





นี่แหละวิธีการขับเคลื่อนประเทศตามแบบรัฐบาลตะหาน ทั้งๆ ที่ก็ยังมีรายงานเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐมีรายได้พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนปกติ ชนิดมีที่มาไม่ต้องทำนองคลองธรรม อยู่ไม่วาย

รายหนึ่งเป็นถึงอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีรายได้พิเศษจากการ“เป็นที่ปรึกษาบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ได้เงินเดือน ๆ ละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยในช่วงที่ผ่านมามีรายได้รวม ๔๒ ล้านบาท”

(http://www.isranews.org/…/investi…/item/52388-sanitlloo.html)





โดยเฉพาะบริษัทไทยเบฟนี่มีที่ปรึกษาคนสำคัญ ตามที่ Thanapol Eawsakul เขียนถึงไว้ว่า

“ข่าวนี้มาจากคุณลัดดา ตอนที่เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นแล้วลัดดาบอกว่า จำลองไปต้านทำไม เปรมเป็นที่ปรึกษาไทยเบฟไม่รู้หรือ”

และ “ถ้าศานิตย์ มหถาวร เป็นแค่ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ยังได้เงินจาก ไทยเบฟของ เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วคิดว่าคนอื่น ๆ จะได้เท่าไหร่”

อ่า...คนอื่นๆ นี่ ถ้าไม่ใช่ ‘ป๋าอุ่นใจ’ น่าจะได้คนละ ไม่ ๓ พัน ก็พันห้า ถ้ามีรายชื่ออยู่ในจำนวนประชากรยากจน ๘.๓ ล้านคน ที่รัฐบาล คสช. เค้าเห็นใจ ต้องการช่วยจริงๆ

(https://www.thairath.co.th/content/806051)

นี่ รมว.คลังยืนยัน “ไม่ได้แจกเงินเป็นของขวัญปีใหม่หรอกนะ” แต่ให้จริง จะได้มีเงินสดจับจ่ายเถลิงศกรัชกาลใหม่