วันจันทร์, กันยายน 01, 2557

I hope You Don't Mind Me Appointing My Brothers-in-Coup to the Key Cabinet Posts Like This + ประยุทธ์ ไหวไหม ทำงาน 16 ตำแหน่ง


Thai junta leader stacks Cabinet with military men

By THANYARAT DOKSONE
Associated Press

BANGKOK (AP) — The general who transitioned from Thailand's junta leader to prime minister has awarded key Cabinet posts to his trusted allies from the armed forces, the latest in a series of moves that critics say will prolong the military's grip on power.

Gen. Prayuth Chan-ocha's government lineup, announced Sunday after being approved by the king, includes 11 active or retired senior military officials with no political experience who will serve as the ministers of justice, education, defense, transport, commerce and foreign affairs, among other posts.

Prayuth also named 21 civilians to the 32-member Cabinet, including former Finance Minister Pridiyathorn Devakula, who will serve as a deputy prime minister.

Prayuth overthrew the elected government of Prime Minister Yingluck Shinawatra on May 22 and has promised to eventually restore democracy and hold elections as early as 2015 after the military oversees sweeping political reforms.

Critics say the reforms are designed to purge the ousted ruling party's influence and benefit an elite minority that has failed to win national elections for more than a decade.

Thailand has been deeply divided since 2006, when former Prime Minister Thaksin Shinawatra — Yingluck's brother — was also toppled in a coup after being accused of corruption, abuse of power and disrespect for King Bhumibol Adulyadej.

Prayuth has said the army had to intervene this year to halt half a year of protests that had paralyzed the government and triggered violence that left dozens of people dead.

He has called for national unity but made no attempt to form a unity Cabinet, with no political allies of the Shinawatra family included in the lineup.

Prayuth awarded portfolios to several senior soldiers said to have played key roles in both coups, including his predecessor and mentor, former army chief Gen. Anupong Phaochinda. Anupong will serve as the new interior minister.

Prayuth was named prime minister on Aug. 21 by a legislature hand-picked by the junta and dominated by active and retired duty officers. There was little doubt over the outcome since Prayuth was the only candidate.
ooo

(ไม่กล้ายี๊ อิ อิ)

พล.อ.ประยทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ == ไหวไหม ทำงาน 16 ตำแหน่ง
พล.อ.ประวิตร รองนายกฯ &รมว.กห == ได้เปน เพราะร่วมวางแผนยึดหรือ
พล.อ.อุดมเดช รมช.กห == เปนรอง ผบทบ ด้วย เจอ ผบสส ใครจะตะเบ๊ะก่อน
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ & รมว.ตปท == มีประสบการณ์หรือ
ดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ตปท == ขรก ทั้งกระทรวง วางใจได้แค่ระดับ รมช
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี == มีศักดิ์ศรีดีมากเลย อิ อิ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ == จำไม่ได้เลยครับว่าเคยมีผลงานเด่น
ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกฯ == ใครส่งเข้าประกวด อิ อิ
ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.สร == ดีใจด้วย ถ้ามาวิธี ปชต ปกติ ชาตินี้คงไม่มีโอกาส
สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.สร = จากสำนักข่าวกรองฯ มาทำงานลับๆ ล่อๆ หรือครับ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มท == ได้เปน เพราะร่วมวางแผนยึดหรือ
สุธี มากบุญ รมช.มท == ขรก ประจำ/เกษียณ ทั้งกระทรวง วางใจได้แค่ระดับ รมช
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม == มีประสบการณ์หรือครับ
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. == รางวัลสำหรับตัวประกันหรือ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ == มีประสบการณ์หรือ
อภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ == ขรก ทั้งกระทรวง วางใจได้แค่ระดับ รมช
พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ == ได้ผลตอบแทนกี่ตำแหน่ง
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน == มีประสบการณ์หรือ
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม == มีประสบการณ์หรือ
อาคม รมช.คมนาคม == ถ้าทำงาเลขาฯ สภาพัฒน์ เต็มที่ก็หมดเวลาแล้ว
พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ == มีประสบการณ์หรือ
พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ == มีประสบการณ์หรือ
กฤษณพงศ์ กีรติกร == ขรก ทั้งกระทรวง วางใจไม่ได้ ต้องเอาที่เกษียณมา
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ == มีประสบการณ์หรือ
รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข == ได้ดีเพราะหนุนช่วยกันมาตลอดหรือ
สมศักดิ์ ชุณหรัศม์ รมช.สาธารณสุข == ได้ดีเพราะหนุนช่วยกันมาตลอดหรือ
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวฯ == มาวิธี ปชต ปกติ คงไม่มีโอกาส
สมหมาย ภาษี รมว.คลัง == เคยเปน รมช สมัยสุรยุทธ์ ใครส่งเข้าประกวด อิ อิ
ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน == ได้ดีเพราะหนุนช่วยกันมาตลอดหรือ
พรชัย รุจิประภา รมว.เทคโลยีฯ == เคยช่วยสุรยุทธ์ ใครส่งเข้าประกวด อิ อิ
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยธุยา รมว.เกษตรฯ == ได้ดีเพราะหนุนช่วยกันมาตลอดหรือ
จักรมณฑ์ ผาสุกวณิช รมว.อุตสาหกรรม == ใครส่งเข้าประกวด อิ อิ
วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม == ใครส่งเข้าประกวด อิ อิ


Comments:

ดิฉันก็ไม่กล้ายี้ค่ะ แค่อยากอาเจียน!(สุภาพแล้วนะ)

ปล่อยให้เขาทำงานกันไป ถ้าไม่ดีขึ้นจะมีคนด่าเพิ่มขึ้นอีกเยอะครับ ตอนนี้ราคาข้าว 6,000 กว่าบาท ชาวนาก็ไม่มีใครชมหรอกครับ
ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำทุกอย่าง แต่ไปขึ้นเงินเดือนราชการ
การยกเลิกนโยบายต่างๆ ชาวบ้านกำลังพูดคุยกันให้แซด

รัฐบาลในฝัน....อาจเปียกปอนเพราะอยู่ช่วงหน้าฝน...คงได้แค่..ฝันเปียกๆ ละมั้ง...

สวัสดีค่ะท่าน ดร. อมสากหมดเลยจ้า55555!!!!

เจ้ามือกินเรียบ...(สามตัวบน)

รุ่นกูให้มึง อิ



ปล่อยให้พวกทหารมันเสียไปเอง เปรียบเหมือนเล่นตะกร้อ ฝ่ายทหารแม่งเสีร์ฟติดเนต เสียคะเเนนเอง ฝ่ายที่รอเลือกตั้งไม่ต้องทำอะไรก็ได้คะแนน
...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

ทหารดี ทหารเก่ง ทหารประเสริฐอยู่พวกเดียวหรือ? คสช.นั่งซ้อนครม. : ประยุทธ์ นำรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว ชี้ทหารจะมาก-น้อยไม่ใช่ปัญหา



Thai Red Japan ยื่นนายกฯ ชินโซ



ขอเชิญพี่น้องคนไทยในญี่ปุ่นร่วมยื่นหนังสือ

ถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคุณอะเบะชินโซ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศคุณคิชิดะฟุมิโอะ

และที่ทำการ UN (United Nations) Human Rights สิทธิมนุษยชน หรือ Kokusairengo โตเกียว..

ในหัวข้อ การเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำรัฐประหารแล้วตั้งตัวเองเป็นนายกฯ สร้างปัญหาให้กับคนไทย ใช้อำนาจทหารระเมิดสิทธิของประชาชน และเลือกปฏิบัติกับกลุ่มชน

ขอให้ประยุทธ์ยกเลิกใช้กฏอัยการศึก ซึ่งเป็นอาวุธปกป้องตัวเองและทำลายเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ทำลายสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

วันที่ 5 กันยายน 2557 นี้ เวลา 11.00 น.

ณ หน้ากระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น สถานี kasumigaseki ออกA4. (UN) Kokusairengo สถานี Aoiyama ออก B2

ในนาม Thai Red Japan สอบถาม 090-7900-8025 เจี๊ยบเจแปน

กระตุกต่อมคุณธรรมกันหน่อย นักโทษการเมืองที่อยู่ในคุกขณะนี้ ยังเลวน้อยคน ๆ นี้หลายเท่าตัวค่ะ


https://www.youtube.com/watch?v=CobgQU_ZdhU#t=19
Published on Dec 10, 2012
บทสัมภาษณ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรายการ BBC World News
ถอดความและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยประชาไ­ท
ใส่ซับโดยแมวเซา
...

ใครอย่าอ้างเรื่องเผาบ้านเผาเมือง รำคาญ คนผิดก็ต้องถูกลงโทษ
แต่อ่ายคนนี้ยังลอยหน้า พูดจาเน่า ๆ ออกสื่ออยู่จนทุกวันนี้



รวบตัวกลุ่มญาติเหยื่อสลายชุมนุม ขณะจัดกิจกรรมทวงความเป็นธรรม + ชมนาที "พ่อน้องเฌอ" โปรยใบปลิว ก่อนตำรวจวิ่งไล่ตามคุมตัวท่ามกลางสายตา ปชช.


ตร คุมตัวญาติ เหยื่อสลายม็อบแดง ปี 53 กับพวก หลังโปรยใบปลิวหน้า BTS หมอชิต
https://www.youtube.com/watch?v=4E0Gf4M20Qs
...

ต่อมา บีบีซีไทยรายงานว่า "พ่อน้องเฌอ" ได้รับการปล่อยตัว พร้อมกับ นางพะเยาว์ อัคฮาค และนายณัฐภัทร บุตรชาย ซึ่งเป็นแม่และน้องชายของ น.ส.กมลเกด หรือน้องเกด

บีบีซีไทย มี คลิป ที่นี่

บีบีซีไทย - BBC Thai

"พ่อน้องเฌอ" หรือนายพันธุ์ศักดิ์ ศรีเทพ พ่อของนายสมาพันธ์ หนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2553 ได้รับการปล่อยตัว พร้อมกับ นางพะเยาว์ อัคฮาค และนายณัฐภัทร บุตรชาย ซึ่งเป็นแม่และน้องชายของ น.ส.กมลเกด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน ทีมข่าวบีบีซีไทยเก็บภาพเช้านี้ที่พ่อน้องเฌอทำกิจกรรมสัญญลักษณ์โปรยใบปลิว จนตำรวจต้องเข้าควบคุมตัวทันที
ooo

รวบตัวกลุ่มญาติเหยื่อสลายชุมนุม ขณะจัดกิจกรรมทวงความเป็นธรรม



ที่มา ประชาไท
Sun, 2014-08-31 12:13

เจ้าหน้าที่รวบตัวกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมนัดจัดกิจกรรมทวงความเป็นธรรมบริเวณ MRT และ BTS จตุจักร เบื้องต้นตั้งข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติรักษาความสะอาด ส่วนคดีหมิ่นประมาทรอเจ้าทุกข์ร้อง ขอความร่วมมืออย่าเคลื่อนไหวอีก








31 ส.ค. 2557 เมื่อเวลาประมาณ 9.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจควบคุมฝูงชนทั้งในและนอกเครื่องแบบกระจายทั่วบริเวณ MRT และ BTS จตุจักร หลังกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมนัดจัดกิจกรรมทวงความเป็นธรรม 10.00 น.วันนี้ เหตุไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินศาลอาญายกฟ้อง 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' และโอนให้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นในเวลา 10.40 น. ตร.รวบตัว นางพะเยาว์และนายณัฐภัทร อัคฮาดแล้ว หลังปรากฏตัวบริเวณ BTS หมอชิต นำตัวไป สน.บางซื่อ และต่อมาในเวลา 10.50 น. ตร. ควบคุมตัวนายพันศักดิ์ ศรีเทพ เข้าไปยังสถานีตำรวจชุมชนตลาดนัดจตุจักร หลังโปรยใบปลิวเรียกร้องความเป็นธรรมกับศาลประชาชน

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน
เวลา 11.40 น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการศึกษา (รอง ผบก.ศ.) ช่วยราชการกอง บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงที่ สน.บางซื่อ กรณีจับกุมตัว นางพะเยาว์ นายณัฐภัทร อัคฮาด และนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ 3 ญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมเสื้อแดงปี 53 หลังจัดกิจกรรมและโปรยใบปลิวเรียกร้องความเป็นธรรม ระบุเบื้องต้นได้ตั้งข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เนื่องจากใบปลิวดังกล่าวนอกจาก นายอภิสิทธ์และนายสุเทพ จำเลยที่ศาลอาญาเพิ่งจำหน่ายคดีแล้ว ยังมีการกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ซึ่งไม่ใช่จำเลยในคดีอีกด้วย

พล.ต.ต.อำนวย ชี้แจงด้วยว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่การยกฟ้อง แต่เป็นการจำหน่ายคดีไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแทน เป็นการฟ้องให้ถูกศาล เนื่องจากขณะเกิดเหตุ ทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกทั้งอัยการก็ยังสามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลได้อีก

เวลา 13.50 น. นางพะเยาว์ นายณัฐภัทร อัคฮาด และนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ 3 ญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมเสื้อแดงปี 53 ยังคงถูกควบคุมตัวที่ สน.บางซื่อ หลังจัดกิจกรรมและโปรยใบปลิวเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อรอนายทหารพระธรรมนูญพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. หรือไม่

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 16.45 น. กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ซึ่งพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับในอัตราสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท

ส่วนข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ต้องรอว่าผู้เสียหายที่มีข้อความพาดพิงจะมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีหรือไม่ ในวันนี้มีการปรับความเข้าใจและขอความร่วมมือกับบุคคลทั้งสามมิให้เคลื่อนไหวในลักษณะเช่นนี้อีก และได้ปล่อยตัวไปโดยไม่มีการกักตัวหรือควบคุมใดๆ
ooo

ชมนาที "พ่อน้องเฌอ" โปรยใบปลิว ก่อนตำรวจวิ่งไล่ตามคุมตัวท่ามกลางสายตา ปชช.

http://www.youtube.com/watch?v=lqwRyxzy98Q

มติชนออนไลน์

เวลา 10.52 น. นายพันธุ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ "พ่อน้องเฌอ - สมาพันธ์ ศรีเทพ" หนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทางการเมือง เมื่อปี 2553 ได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ภายหลังศาลอาญามีคำสั่งว่า คดีการสลายการชุมนุมไม่อยู่ในอำนาจศาลอาญา โดยโปรยใบปลิวลงมาจากสะพานลอยใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสหมอชิต ทำให้ตำรวจวิ่งไล่ตามเข้าควบคุมตัวและพาไปที่สถานีตำรวจชุมชนตลาดนัดจตุจักร ก่อนนำตัวไปสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ

สำหรับเนื้อหาในใบปลิวเรียกร้องให้เอาผิดนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะอดีตนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพเทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2553 นอกจากนั้น ยังระบุรายชื่อนายทหารระดับสูงอีก 3 นายด้วย

โดยก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสจตุจักร นางพะเยาว์ อัคฮาค กับนายณัฐภัทร อัคฮาค บุตรชาย ในฐานะแม่และน้องชายของนางสาวกมลเกด อัคฮาค หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2553 เดินทางมาบริเวณดังกล่าว เพื่อพยายามจะทำกิจกรรมสัญลักษณ์ จากกรณีศาลอาญามีคำสั่งว่า คดีการสลายการชุมนุมไม่อยู่ในอำนาจศาลอาญา แต่นางพะเยาว์และนายณัฐภัทร ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ไปที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ขณะที่นายพันธุ์ศักดิ์ กำลังโปรยใบปลิว
ooo

หัวอกพ่อแม่

กลางถนนมีคนตายเป็นลูกเขา
ในร่มเงาวัดวาห่ากระสุน
อภัยทานพยาบาลล้มร่างพรุน
มันเป็นการทารุณทางจิตใจ
เขาหวังศาลอาญาเป็นที่พึ่ง
คิดไม่ถึงยกฟ้องคดีได้
หัวอกของพ่อแม่จะทำไง
นอกจากเดินออกไปโปรยใบปลิว
แผ่นดินนี้มีไหมความเป็นธรรม?
จะฐานะต้อยต่ำหรือสูงลิ่ว
ชีวิตคนล้นค่าหรือปลาซิว?
ถามแลกโทษโกรธกริ้วฤทธิ์อาญา

คลิป เสวนาวิชาการ "เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน" ? 30 สิงหาคม 2557 + "ไม่เอาประชาธิปไตย..หนุนเผด็จการ" คืองานของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยไทย

1/3 เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน 30 8 2014
https://www.youtube.com/watch?v=jh08DO7LGeY

2/3 เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน 30 8 2014
https://www.youtube.com/watch?v=fO9NIBQgcrA

3/3 เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน 30 8 2014
https://www.youtube.com/watch?v=KpTvVL8p4tU

เสวนาวิชาการ "เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน" ?
พบกับ
รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
อ.ศุภวิทย์ ถาวรบุตร
อ.วิโรจน์ อาลี
ดำเนินรายการโดย เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี
วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2557 13:00-16:00 น.
ณ ห้องประกอบ หุตะสิงห์ ตึกอเนกประสงค์
ooo

เวทีเสวนาชี้ธรรมศาสตร์มองประชาชนเป็นผู้มีโอกาสน้อย

August 30, 2014 at 4:07pm
บีบีซีไทย

เมื่อวาน กลุ่มสภาหน้าโดม ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ที่รวมตัวกันเมื่อปีที่แล้ว จัดเสวนาในหัวข้อ "เพราะธรรมศาสตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน" การเสวนาเป็นไปด้วยดี ไม่มีการสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมและไม่มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบแสดงตัว

ผู้เข้าร่วมเสวนาได้พูดถึงที่มาที่ไปของมหาวิทยาลัยและวลีที่เป็นหัวข้อการเสวนา นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เห็นว่าธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกอำนาจทางการเมืองที่ควบคุมมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ขณะที่บุคคลอย่างนายปรีดี พนมยงค์ ถูกลืมไปจากความทรงจำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งมหาวิทยาลัย สำหรับคำขวัญ “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” นั้นเป็นผลิตผลของอุดมการณ์จากเหตุการณ์ “14 ตุลาฯ” และถูกสถาปนาให้เป็นจิตวิญญาณธรรมศาสตร์

ด้านนายศุภวิทย์ ถาวรบุตร คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ “14 ตุลา” ขบวนการนักศึกษาเปลี่ยนวลีของ “ศรีบูรพา” จากคำว่า “สอนให้ฉันรักคนอื่น” เป็นคำว่ารักประชาชน นั่นหมายความว่าขบวนการนักศึกษามองตัวเองว่ามีโอกาสมากกว่าประชาชน สามารถก้าวไปสู่ชนชั้นนำได้

อย่างไรก็ดี นายศุภวิทย์เห็นว่าที่ มธ.ศูนย์รังสิต มีการติดป้าย “รับใช้ประชา คือปลายทางของเราที่เล่าเรียน” แสดงให้เห็นว่าแม้จะเดินหน้าไปกับกระแสพัฒนา แต่ยังสัมผัสและยึดโยงกับคุณค่าที่จะนำมาใช้ได้ ทั้งนี้ เห็นว่าธรรมศาสตร์คือระบบการผลิตป้อนคนสู่เศรษฐกิจและชนชั้นนำไทย และที่ต้องยึดโยงอยู่กับคำว่า “รักประชาชน” ก็เพราะคนไม่ได้มีโอกาสอย่างเท่ากัน

ด้านนายวิโรจน์ อาลี จากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เห็นว่าวลีที่ถกกันอยู่นี้เป็นวาทกรรมที่ถูกช่วงชิงจากทุกฝ่ายที่นำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ตนเอง ถูกนำมาเชิดชูในแง่จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ เพราะสามารถมองความหมายได้หลากหลาย เช่นว่า ประชาชนที่พูดถึงนั้นเป็นประชาชนในสายตาของใคร

นายวิโรจน์ ตั้งข้อสังเกตว่า วลี ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน แสดงให้เห็นปรัชญาในการก่อตั้งธรรมศาสตร์ว่าเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสสำหรับคนไม่มีโอกาส ได้เข้ามาเรียนหนังสือ และไม่ใช่สถานที่ผลิตคนแบบใดแบบหนึ่งแต่เป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพ ดังนั้นตนจึงรู้สึกเฉยๆ ที่มีนักศึกษา เรียนจบออกไปแล้วเป็น “สลิ่ม” หรืออาจจะเป็นตรงข้าม


นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่าการย้ายการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี ไปที่ศูนย์รังสิต ได้ทำลายแนวความคิดของคนกลุ่มน้อยที่เคลื่อนไหวในธรรมศาสตร์ให้หมดไป ทำให้นักศึกษาไม่ค่อยสนใจการเมือง ส่วนอาจารย์สอนเสร็จก็กลับเข้ามาในเมือง ไม่มีเวลาพูดคุยกับนักศึกษามากเหมือนสมัยอยู่ท่าพระจันทร์ ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป ธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญกับกิจกรรมเล็กๆ น้อย ไม่ได้คิดเรื่องคุณค่าเพื่อส่วนรวม

“การที่คณะผู้บริหาร ห้ามคณาจารย์นิติราษฎร์ จัดเวที ในมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่ต่ำสุดของมหาลัย รองอธิการบดีคนหนึ่งบอกว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างหนึ่ง ผมตอบกลับไปว่า แล้วทีพวกท่านเล่นการเมืองตั้งแต่ปี 2549 ล่ะ คือคนเหล่านี้ อยู่ในโลกของตัวเอง อยากบอกว่าถ้าจะบอกว่าทำเพื่อชาติ ก็อย่าไปรับผลตอบแทนตำแหน่งที่มาจากคณะรัฐประหาร และคาดหวังว่าวิกฤตขณะนี้จะทำให้สร้างสังคมใหม่ อย่าให้ธรรมศาสตร์ถูกกลืนไปกับคนมีอำนาจ อยากให้เดินในกรอบประชาธิปไตย” นายวิโรจน์ กล่าว

นายสิรวิชญ์ เสรีวิวัฒน์ เลขาธิการกลุ่มสภาหน้าโดม นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ธรรมศาสตร์มองประชาชน ด้วยกรอบคิดว่าประชาชนต่ำกว่า ทั้งที่ประชาชนอาจจะรวยกว่าเราก็ได้ ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ต่ำต้อยกว่าเรา สำหรับแนวทางการปลูกจิตสำนึกให้นักศึกษา นั้นไม่ต้องพยายามผลักดันการมีจิตอาสา เพียงขอมีจิตเป็นวิญญูชน เสรีชน ส่วนจะรักประชาชนหรือไม่อยู่ที่จิตวิญญาณของแต่ละคน
ooo
เรื่องเกี่ยวข้อง...

"ไม่เอาประชาธิปไตย..หนุนเผด็จการ" คืองานของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยไทย

SAT, 08/30/2014 - 22:28 JOM


https://www.youtube.com/watch?v=XL2Y76VnAKw

ที่มา Thai Voice Media

เหตุการณ์ที่ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขายแซนวิช เพื่อรักษาแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยห้ามไม่ให้ นิสิตคนดังกล่าวให้สัมภาษณ์สื่อเพราะกลัวเสียภาพพจน์ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ จนเป็นที่โจษจรรย์กันอย่างกว้างขวาง

รวมไปถึง ในหลายมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเป็นประประชาธิปไตย จนถูกออกหมายจับ หรือ ถูกเรียกตัวจาก คสช. แต่ผู้บริหารกลับเงียบเฉย รวมไปถึงความพยายามที่จะไม่อนุญาติให้มีการจัดกิจกรรมในทางวิชาการที่เกียวกับการเมือง หรือ การวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ

อีกทั้งการที่ ผู้บริหารหลายมหาวิทยาลัยต่างพากันดีใจ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยรัฐบาลที่ปล้นอำนาจจากประชาชน

ทำให้เกิดคำถามสำหรับ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทยอย่างมากว่า ทำไมถึงให้การสนับสนุนเผด็จการมากกว่าที่จะส่งเสริม หรือรักษาไว้ซึ่งบรรยากาศของสิทธิเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย ทั้งที่เป็นหัวใจสำคัญของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา..ฟังคำอธิบายเรื่องนี้จาก ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กันอีกครั้ง


ความคิด Exceptionalism ของสลิ่มไทย กับข้อเท็จจริงของโลก


ที่มา FB Fedexfc Humanist

Exceptionalism (ลัทธิยกเว้นทุกอย่างในโลก) ในสมองของสลิ่ม บนข้อเท็จจริงของโลก

1.รัฐประหารแก้ไขปัญหาชาติ
world facts : ประเทศที่มีอันดับความถี่ในการทำรัฐประหารตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน (+/- 3อันดับจากไทย) ได้แก่ โตโก ซีเรีย กินี-บิสเซาซูดาน อิรัก โบลิเวีย ล้วนแก้ไขปัญหาประเทศตัวเองไม่ได้แม้แต่ประเทศเดียว ซ้ำยังเลวร้ายลง

แต่ประเทศไทยจะเป็น exception
http://www.siamintelligence.com/thai-forth-coup-0f-the-world/

2.มาตรา 112 ใครฟ้องใครก็ได้ จำเป็นต่อการคุ้มครองกษัตริย์
world facts : กษัตริย์ทุกประเทศมีกฎหมายคุ้มครองตัวเอง บางประเทศใช้กฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป (ex อังกฤษ ญี่ปุ่น) บางประเทศใช้กฎหมายหมิ่นพิเศษ (ex นอร์เวย์ , สเปน) แต่ทุกประเทศเหมือนกันคือเป็นกฎหมายที่ประมุข หรือตัวแทนอย่างเป็นทางการประมุขต้องลงมาฟ้องเองเพื่อป้องกันการใช้กฎหมายเล่นงานกันทางการเมือง

แต่ประเทศไทยจะเป็น exception
http://article112.blogspot.ca/2011/03/112_30.html

3.งบทหารมากๆ มีความจำเป็นต่อความมั่นคงชาติ
world facts : ตามรายงานของ Business Anti-Corruption Portal เว็ปไซท์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคอร์รับชั่นชี้ให้เห็นว่า กองทัพไทยมีคนมากกว่างาน(มีนายพลที่นั่งกินเงินเดือน ไม่ได้ภาคสนามแบบประจำประมาณ 1,400 นาย) และความสามารถก็เป็นที่น่าสงสัย จำนวนนายพลมีมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 400 นาย ทั้งที่กองทัพบกของสหรัฐอเมริกามีกำลังพลมากกว่าไทยถึงสามเท่า และกองทัพไทยแทบไม่เคยต้องออกรบกับประเทศไหน ซึ่งถ้าเป็นกองทัพประเทศอื่นที่มีกำลังพลน้อยกว่า มีโอกาสใช้งานออกรบน้อยกว่า จะมีจำนวนนายพลน้อยกว่านั้นมาก

แต่ประเทศไทยจะเป็น exception
http://www.thaienews.blogspot.ca/2014/08/thailands-crooked-army.html?m=1

4.จำเป็นต้องให้เงินอุดหนุนเพื่อคงไว้ซึ่งสายการบินประจำชาติ
world facts : ในขณะที่ พนักงานธนาคารชนชั้นกลาง หลายๆคน ดัดจริตด่ากันแทบตาย ประท้วงไม่ให้รัฐบาลนำเงินไปอุดหนุนการจำนำข้าว นำเงินไปช่วยเหลือเกษตรกรชนชั้นล่าง เพราะอ้างว่าเป็นโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดกำไร เป็นการปล้นเงินธนาคาร แต่กลับนิ่งเฉยหุบปากกันสนิท กับการเอาเงินไปอุดหนุน “สายการบินแห่งชาติ" ที่มีแนวโน้มขาดทุนมาตลอดหลายปี ด้วยตัวโครงสร้างองค์กร ที่พนักงานล้นบริษัท มีจำนวนพนักงงานต่อเครื่องบินมากเมื่อเทียบกับสายการบินหลายๆสาย ไม่ว่า ANA United Emirates ทั้งๆที่หลายประเทศที่มีเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตมั่นคงกว่าไทยหลายเท่า เช่น KLM ของเนเธอร์แลนด์ หรือ Swiss International Air Lines ของสวิตเซอร์แลนด์ กลับไม่ลังเลที่จะปล่อยให้ต่างชาติเข้ามา take over สายการบินแห่งชาติของตัวเองที่ไม่กำไรได้ โดยไม่ต้องเอาเงินของรัฐเข้าไปอุ้มอีก

แต่ประเทศไทยจะเป็น exception
http://www.ft.com/intl/cms/s/0/e1d4e966-fa89-11dc-aa46-000077b07658.html
http://edition.cnn.com/2004/BUSINESS/05/04/airfrance.klm/

สุดท้ายทุกออย่างแม่มก็วนกลับมาที่ ประเทศอื่นเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะคนมีคุณภาพ แต่ประเทศไทยยังเป็นไม่ได้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังโง่ ... ซึ่งชุดความคิดมโนแบบนี้มึงอธิบาย democratization ในช่วง C17 18 19 ในยุโรป ไม่ได้เลยครัช เพราะแม่มสร้างสังคมประชาธิปไคยมาพร้อมคนโง่จนเจ็บทั้งนั้น (กรุณาอ่านเพิ่มหนังสือ " วิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศส ในกระแสเศรษฐกิจโลก จากระบบฟิวดัลถึงการปฏิวัติ" โดยกุลลดา เกษบุญชู-มี๊ด โครงการผลิตตำราและเอกสารการสอน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.)

วันอาทิตย์, สิงหาคม 31, 2557

อะไรคือจุดประสงค์ของการทำ Ice Bucket Challenge ในประเทศไทย?

จากบทความใน Facebook ส่วนตัวที่:  อะไรคือจุดประสงค์ของการทำ Ice Bucket Challenge ในประเทศไทย?

บทความเกี่ยวเนื่อง: บทความแปล: องค์กร ALS จะต้องทำอย่างไรกับเงินบริจาคจำนวน $94 ล้านเหรียญ


จุดประสงค์ในการปลุกกระแสเรื่องของ Ice Bucket Challenge ก็คือ ให้ผู้ถูกราดน้ำแข็๋ง เข้าใจถึงเรื่องโรค ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นการทนทุกข์ทรมานนับปี จนกระทั่งผู้ป่วยต้องเสียชีวิต ความรู้สึกคือ เพียงเวลาชั่ววูบเท่านั้น กล้ามเนื้อของเราจะชาไปเพราะน้ำแข็งที่เย็นจัด ก็ลองเปรียบเทียบกันเองว่า ถ้าความชาแบบนี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานนับปี ท่านจะรู้สึกว่ามันต้องทนทุกข์ทรมนานขนาดไหน และเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา

การบริจาคเงินให้กับองค์กร ALS นั้น เป็นวัตถุประสงค์หลัก อย่างเช่น ALS Association เพื่อนำเงินเหล่านั้น มาใช้จ่ายในการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับโรคร้ายนี้ การบริจาคต่างๆ สามารถถูกตรวจสอบได้ทั้งหมด และ สาธารณชนสามารถยื่นคำร้องขอตรวจความโปร่งใสในการใช้เงิ

องค์กร ALS จะถูกตรวจสอบ โดยองค์กรตรวจสอบมูลนิธิการกุศล, จากสรรพากร และจากหลายองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ รวมถึงประชาชนผู้บริจาคด้วย

---------------------------------------------------------------------------

กระแสที่กำลังสร้างอยู่ในประเทศไทย อ้างถึงเรื่อง Ice Bucket Challenge ว่าเป็นการทำบุญ ทำกุศล แต่ที่สงสัยมากๆ คือ ทำไม สภากาชาดไทย ถึงไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้? เท่าที่ทราบมาคือ การบริจาคเข้าสู่สภากาชาดไทยนั้น ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า เงินบริจาคเหล่านั้น นำไปทำอะไรบ้าง และมันจะถึงผู้ป่วยจริงๆ ได้อย่างไร? และที่สำคัญคือว่า มันเกี่ยวข้องกับ ALS อย่างไร

การทำ Ice Bucket Challenge ที่ถูกต้องจริงๆ คือ ต้องให้ถึงตัวผู้ป่วยเกี่ยวกับ ALS ไม่อย่างนั้น ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เอาน้ำแข็งหรือน้ำเย็นไปเทราดกันเพราะอะไร


ตามข่าวที่ลงไว้นั้น เห็นว่ามี "กองทุน ALS" ที่สถาบันประสาทวิทยา (อันนี้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการราดน้ำแข็ง), ส่วนพระองค์ภา ก็ทรงไปบริจาคให้กับ มูลนิธิโรงพยาบาลศิริราช และ คุณอภิสิทธิ์ ก็ไปบริจาคกับ สภากาชาดไทย

ตกลงกระแสในไทย ก็คือ การบริจาคให้กับมูลนิธิ โดยการราดน้ำเย็นบนหัวเท่านั้นเอง มีใครทราบหรือไม่ว่า จุดประสงค์มันคืออะไร เห็นมีแต่ "ท้าทาย" กันเป็นลูกโซ่

ส่วนทางสาธารณชนสามารถทราบได้่หรือเปล่าว่า เงินบริจาคเหล่านั้น นำไปช่วยการกุศลกันได้อย่างไร มีผู้แทนขององค์กรเหล่านี้ กล่าวให้กับทางสาธารณะได้ทราบบ้างหรือเปล่า ถึงวัตถุประสงค์? หรือว่า ต้องการแต่การพาดหัวข่าว สรรเสริญ ชื่นชมกันในการบริจาคเท่านั้น

---------------------------------------------------------------------------

ถ้าท่านมีเวลา กรุณาอ่านบทความเกี่ยวเนื่อง ที่ดิฉันแปลไว้ที่นี่ (
องค์กร ALS จะต้องทำอย่างไรกับเงินบริจาคจำนวน $94 ล้านเหรียญ)  มันเป็นบทความที่ แจ้งให้ทราบว่า องค์กรการกุศล ALS ใน USA นั้น เขามีความห่วงใยขนาดไหนกับเงินบริจาคที่ได้รับมา และต้องการเตรียมแผนการอย่างดี เพื่อให้ผู้บริจาคทราบว่า เงินเหล่านั้น จะต้องนำไปใช้อะไรบ้าง เพื่อตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค (และรับรองได้ว่า จะมีความโปร่งใสมากๆ ในเรื่องการใช้เงินเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยโรค ALS กัน)

Bottom line คือ ตัวผู้ป่วยของโรค ALS แท้จริงในประเทศไทยนั้น จะได้อะไรจากเรื่อง Ice Bucket Challenge กันบ้าง?



Doungchampa Spencer Isenberg



สืบเนื่องจาก...นศ.รุ่นพี่รับน้องดับคาชายหาด...ขอเชิญอ่าน/ชมอีกครั้ง...พิธีกรรมรับน้อง ผลิตซ้ำอำนาจนิยม?


***นศ.รุ่นพี่รับน้องดับคาชายหาดเขาเต่า หัวหิน***

นักศึกษารุ่นพี่รับน้องจับกรอกเหล้า บังคับคว่ำหน้าอัดพื้นทรายจนสำลักและอาเจียนออกมาเป็นเลือด ก่อนขาดใจตายคาชายหาดเขาเต่า หัวหิน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (30 ส.ค.) ร.ต.ท.จารึก คงกระเรียน ร้อยเวรสอบสวน สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับแจ้งจากโรงพยาบาลกรุงเทพ หัวหิน เขตเทศบาลเมืองหัวหิน ว่ามีนักศึกษาจมน้ำทะเลเข้ามารักษาตัวแต่เสียชีวิต จึงรุดไปตรวจสอบพบศพนักศึกษา ปวช.ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยย่านปทุมธานี เสียชีวิตในสภาพร่างกายซีดเซียว เลือดออกปาก มีทรายติดเต็มตามลำตัว คาดเสียชีวิตมาแล้วราว 1 ชม. เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ ก่อนนำศพส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ให้แพทย์ผ่าพิสูจน์อีกครั้ง

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบว่า ก่อนหน้านั้นมีรถปิกอัพยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เงิน มีวัยรุ่นชายหญิง 5-6 คน สวมเสื้อช็อป นำร่างคนเจ็บที่นอนไม่ได้สติมาด้านหลังกระบะบอกว่าจมน้ำทะเล ก่อนทั้งหมดขับรถหนีออกจากโรงพยาบาลไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิต แต่พบว่าเสียชีวิตก่อนหน้าแล้ว

จากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายเดินทางมารับน้องใหม่กับเพื่อนๆ นักศึกษา โดยไม่มีอาจารย์มาด้วย ที่หาดทรายน้อย หมู่บ้านเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน และเข้าพักที่บ้านพักซึ่งอยู่ใกล้ทะเล จึงสอบถามทราบว่าผู้ตายมาเข้าพักกับเพื่อนนักศึกษารวมกว่า 20 คน เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังเปิดห้องพักทั้งหมดก็เดินถือเสบียงของกินไปที่บริเวณชายหาดทรายน้อย จนรุ่งเช้าจึงทราบว่ามีนักศึกษาเสียชีวิต

เบื้องต้นคาดว่าขณะนอนคว่ำหน้ากับพื้นทรายผู้ตายเกิดสำลักหายใจไม่ทัน ทำให้เสียชีวิตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ตั้งข้อหาใคร ต้องรอเรียกนักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบปากคำเพิ่มเติม รวมทั้งรอผลการชันสูตรศพจากแพทย์อีกครั้ง

ขณะที่บิดามารดาผู้ตายได้เดินทางมาดูศพลูกชายด้วยอาการเศร้าโศก ระบุว่า ตนมีลูกคนเดียว ก่อนเกิดเหตุลูกชายได้มาขอไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ รุ่นพี่ที่วิทยาลัย ตนเห็นว่าลูกโตแล้วน่าจะรับผิดชอบตัวเองได้ จึงอนุญาต แต่ไม่นึกว่าจะมาเสียชีวิตแบบนี้ ทั้งนี้ ลูกชายเคยมีประวัติโรคประจำตัวคือ โรคลูคีเมีย แต่รักษาหายแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน.

-สำนักข่าวไทย
Phattita CherAiem
ooo

วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม


วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม 1/4 from Tom KaewpradiT on Vimeo.



วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม 2/4 from Tom KaewpradiT on Vimeo.



วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม 3/4 from Tom KaewpradiT on Vimeo.



วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม 4/4 from Tom KaewpradiT on Vimeo.
ooo

รับน้องถ้าดีจริง ต้องตรวจสอบได้ : เสวนา “วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม” (ตอนที่ 2)

ที่มา ประชาไท
Fri, 2011-07-01 00:27

เสวนา “วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม” ช่วงที่ 2 ตัวแทนนักศึกษาบอกเล่าเชื่อมโยงประวัติศาสตร์การรับโซตัสเข้ามาในประเทศไทย และเหตุใดมันถึงรับใช้อำนาจนิยม ด้านธเนศวร์ชี้ ระบบการเมืองไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยถึงยังมีระบบแบบอำนาจนิยมในมหาวิทยาลัย 

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2554 ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “วัยรุ่น วัฒนธรรม และอำนาจนิยม” ขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารห้องสมุดคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการเสวนาแบ่งเป็น 2 ช่วง ในช่วงแรกมีหัวข้อว่า “ชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมนักศึกษา” มีวิทยากรคือ รศ.ดร. อำนาจ อยู่สุข รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพนักศึกษาและกิจกรรมพิเศษ, นายเมธิชัย โอบอ้อม นายกสโมสรนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์, นายอานนท์ พลแหลม นายกสโมสรนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย อ.ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว ซึ่งในตอนที่ 2 นี้จะกล่าวถึงช่วงที่ 2 ที่มีหัวข้อว่า “รับน้อง พิธีกรรม ผลิตซ้ำอำนาจนิยม?” มีวิทยากรคือ ศ.ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, นางสาวรวีพร ดอกไม้ นักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ และนายธนพงษ์ หมื่นแสน แนวร่วมนักเรียน นิสิต นักศึกษาเสรีชนล้านนา และกลุ่มนักศึกษาผู้ไม่เห็นด้วยกับวัฒนธรรมความรุนแรง 

Order คือระบบชนชั้นตั้งแต่ยุคขุนนาง นางสาวรวีพร ดอกไม้ จากสาขาวิชาไทยศึกษา คณะสังคมศาสตร์ กล่าวถึงความเป็นมาของระบบโซตัสที่ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย ซึ่งจริงๆ เป็นระบบที่มีมาตั้งแต่ยุคจารีตประเพณีหรือยุคขุนนางศักดินา (Feudal) แล้ว อย่างตัวย่อของโซตัสเช่น S ที่มาจากคำว่า Seniority ก็เป็นเรื่องชนชั้นทางสังคม ส่วยคำว่า O ซึ่งมาจาก Order ไม่ได้แปลว่าคำสั่งอย่างที่หลายคนเชื่อกัน แต่มาจากคำว่า Social Order หรือมิติทางสังคมที่จะนำมาใช้กับระบบทางชนชั้น เพื่อสถาปนาอำนาจสร้างตัว T คือ Traditional ขึ้นมา โดยชนชั้นนำเชื่อว่าหากสร้างประเพณีได้แล้ว ก็จะสามารถสร้างความชอบธรรมและครอบงำชนชั้นที่อยู่ต่ำกว่าของตัวเองได้ เพื่อจะนำไปสู่ Unity หรือจุดร่วมเดียวกัน เนื่องจากประเพณีเองก็มีความหลากหลาย 

รวีพรกล่าวต่อว่า ระบบนี้เข้ามาทางสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2440 ช่วงนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัชกาลที่ 5 โดยใช้ในระบบข้าราชการ นำมาใช้กับโรงเรียนมหาดเล็ก ก่อนจะสถาปนาเป็นโซตัสในช่วงปี 2480 จนถึงช่วง 2490 เป็นช่วงยุคของจอมพล ป. เป็นยุคลัทธิอาณานิคมจากภายนอก ซึ่งก็มีลัทธิต้องเชื่อผู้นำ 

วสันต์ ผู้ดำเนินรายการกล่าวเสริมรวีพรว่า ระบบโซตัสเป็นเรื่องที่ผลิตซ้ำ ตอกย้ำ ระบบโครงสร้างอำนาจบางอย่าง แต่ว่าเมื่อมันถูกนำมาแปลงเข้าสู่ระบบของนักศึกษา ก็ถูกดัดแปลงจากคณะต่างๆ เอาไปใช้ไม่เหมือนกัน ความหลากหลายพวกนี้เรารับรู้กันอยู่ “แต่มันมีอะไรมากกว่านี้หรือไม่ในยุคสมัยใหม่ที่ข่าวสารแพร่ได้ง่ายขึ้น อยู่ในสังคมที่เรียกตัวเองว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย” 

วสันต์ตั้งคำถาม รวีพรกล่าวถึงกรณีของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ถูกโยนบกและการฆ่าตัวตายของนิสิตนักศึกษาทำให้สถาบันอุดมศึกษาสั่งยกเลิกกิจกรรมการรับน้องไป โดยบอกว่ามันได้แสดงให้เห็นว่าเป็นประเพณีที่สอดแทรกความรุนแรงเอาไว้ คล้ายเป็นมรดกตกทอดที่ยังคงหลงเหลือไว้ในระบบการศึกษาของประเทศไทย ห้ามรู้ ห้ามคิด ห้ามถาม เป็นรั้วทึบใหญ่ของการศึกษาไทย 

ธนพงษ์ หมื่นแสน แนวร่วมนักเรียน นิสิต นักศึกษาเสรีชนล้านนา และกลุ่มนักศึกษาผู้ไม่เห็นด้วยกับวัฒนธรรมความรุนแรง เริ่มต้นโดยกล่าวว่าการที่พวกเรามารวมกันในวันนี้เกิดจากความคิดที่หลากหลาย มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยที่อ้างนักอ้างหนาว่าเป็นวิถีประชาธิปไตยจ๋า ทุกอย่างในสังคมเป็นเบ้าหลอม ที่หล่อหลอมให้สังคมเกิดการถ่ายทอดอุดมการณ์ ความคิด วิธีคิดทางสังคม ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องการศึกษาให้เชื่อมโยงกับการเมือง เพราะการผลิตซ้ำแนวคิดทางสังคมยังมีการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการส่งผ่านอุดมการณ์ 

ธนพงษ์ กล่าวต่อว่า เสรีภาพเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการนำไปสู่เรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไม่มีการกำหนดขอบเขต “ผมเชื่อในหลักธรรมิกสังคมนิยมของท่านพุทธทาส (พุทธทาสภิกขุ)” ธนพงษ์กล่าว “การที่มาบอกว่าห้ามรู้ ห้ามคิด ห้ามถาม ห้ามกระทั่งตั้งข้อสงสัย นั่นคือการขีดกรอบทางสังคมเป็นรั้วทึบใหญ่ๆ ให้การศึกษาในสังคมไทยไร้เสรีภาพอย่างแท้จริง” หลักสูตรแฝงจากพิธีกรรมแสดงความเป็นเจ้าของสถาบันการศึกษา ธนพงษ์บอกอีกว่า วัฒนธรรมการรับน้องแบบไทยนั้น มันเป็นฐานรากของสังคมเผด็จการอำนาจนิยมยุคใหม่ ที่ยังซ่อนอยู่ในระบบการศึกษาไทยแม้ว่าการรับน้องจะไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาไทย แต่ในทางทฤษฎีนั้นเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นหลักสูตรแฝง “มันแฝงมาในทุกๆ ปริมณฑลชีวิตของการเป็นนักศึกษา มันแฝงมาในทุกๆ กิจกรรม” ธนพงษ์กล่าว 

จากนั้นธนพงษ์ก็ได้กล่าวถึงการรับน้องแบบไทยๆ ที่มีการยึดถือความเป็นสถาบันการศึกษาซึ่งผูกขาดความเป็นเจ้าของ และการที่รุ่นน้องจะเข้าร่วมเป็นเจ้าของได้ต้องผ่านพีธีกรรมบางอย่าง “แล้วเจ้าของคือใครล่ะ คือผู้ที่เข้ามาอยู่ในสาระบบนั้นก่อนใช่หรือไม่ เจ้าของคือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับระบบนั้นหรือไม่ แล้วคำถามที่ตามมาก็คือรุ่นน้องเป็นเจ้าของสถาบันนั้นหรือไม่” ธนพงษ์ตั้งคำถาม “หรือการที่รุ่นน้องจะเข้าไปเป็นเจ้าของในสถาบันนั้นจำต้องผ่านระบบพิธีกรรมการสถาปนา แล้วคุณถึงจะเข้าไปมีสิทธิเต็มที่ 

ภาษาแบบพวกเราก็คือได้รุ่น ได้พรรค ได้พวก แต่ถ้าคนที่อยู่นอกสาระบบนั้นคือหมดสิทธิ์” ธนพงษ์กล่าว เปลือกอันว่างเปล่าของสถาบันการศึกษา ธนพงษ์ มองว่าสถาบันการศึกษามันไม่ได้มีชีวิตในตัวของมันเอง แต่ที่แท้จริงแล้วมันถูกสร้างมาเพื่อการรับใช้อะไรบางอย่าง และตั้งคำถามว่ามันได้รับใช้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจตามวิถีทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? อย่างไร? “ถ้าหากเรารักษาเปลือกอันว่างเปล่าของสถาบัน(การศึกษา)เอาไว้ โดยต้องสูญเสียความเป็นคน หรือความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของบุคคลที่มันมีมาแต่กำเนิด มันอยู่กับตัวเรา มันชอบธรรมแล้วหรือที่จะต้องไปถูกลิดรอนเมื่อคุณจะเข้าไปสู่สถาบันใดสถาบันหนึ่ง” “สิทธิเสรีภาพของคนเราถูกลดทอนได้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องฝากไปถึงปัญญาชน ผู้ที่คนทั้งหลายยกย่องว่าเป็นผู้มีความรู้ และเป็นอนาคตแห่งการชี้นำสังคม และที่สำคัญเขาบอกว่าคนพวกนี้จะมีปัญญาเป็นเลิศ ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม” 

ธนพงษ์กล่าว ขอบคุณที่สอนให้รู้จัก ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ ธนพงษ์กล่าวถึงประเด็นเรื่องเหตุใดกลุ่มรุ่นพี่ถึงคิดอยากถ่ายทอดสืบต่อประเพณีการรับน้องโดยแบ่งเป็น 3 ประการคือ ประการที่ 1 คือการกระทำของพวกเขาเหล่านั้นวางอยู่บนฐานของความรักที่จะมอบให้น้องใช่หรือไม่? ประการที่ 2 ปัญญาชนเหล่านั้นต้องการจะดำรงวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของสังคมไทยเพื่อไม่ให้สูญสลายไปกับกาลเวลา วัฒนธรรมนั้นคือการธำรงสภาวะความเป็นชนชั้น หรือ Social Order ในระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ประการที่ 3 ธนพงษ์บอกว่าเราควรเคารพนับถือบุคคลเหล่านั้น เพราะพวกเขาทำให้พวกเราได้นึกถึงระบอบ ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ “แล้วรุ่นน้องผิดอะไรถึงต้องทำให้เขามีสิทธิ์เป็นศูนย์ เพียงแค่เขามาทีหลังเราใช่หรือไม่?” ธนพงษ์ตั้งคำถาม 

ไม่มี รธน. ข้อไหนอนุญาตให้รุ่นพี่มีอำนาจด่ารุ่นน้อง ธนพงษ์กล่าวว่า หากจะมองคำว่า ‘อำนาจ’ นั้นเราควรจะพิจารณาจากแง่มุมของรัฐธรรมนูญหรือตัวกฎหมาย ฉะนั้นการที่จะสร้างอำนาจเพื่อเป็นเครื่องกีดกันทางสังคม ผู้ที่กระทำเช่นนี้ไม่ได้มีกฎหมายรองรับ ไม่มีการบรรจุในรัฐธรรมนูญว่ารุ่นพี่มีอำนาจด่ารุ่นน้อง ธนพงษ์มองว่า เครื่องมือที่กลุ่มรุ่นพี่ใช้นำมาสร้างอำนาจ มีอยู่ช่องทางเดียวคือรหัสนักศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มาก่อนมีอำนาจกว่า แสดงให้เห็นลำดับขั้นทางสังคมในมหาวิทยาลัย โดยการสถาปนาอำนาจเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้จากการที่ “เธอจะเข้ามาเป็นพวกเดียวกับฉันได้ เธอต้องผ่านกระบวนการแบบเดียวกับฉัน” สังคมประชาธิปไตยต้องยอมรับความต่าง “ผมไม่พูดว่ารับน้องดีหรือไม่ดี ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็นในที่นี้” ธนพงษ์กล่าว 

เขามองว่าปัญหาอยู่ที่ฝ่ายรุ่นพี่จะสามารถยอมรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรับน้องได้แค่ไหน “แต่สังคมประชาธิปไตยมันต้องมีความแตกต่างเป็นธรรมดา” ธนพงษ์กล่าว “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่ารุ่นน้องจะเอารุ่นหรือไม่เอารุ่น รุ่นน้องจะทำตัวแปลกแยก ปัญหาอยู่ที่ว่าคนที่กำหนดวิถีประชานั้นๆ ยอมรับได้หรือไม่ที่จะให้พื้นที่ความแตกต่างเกิดขึ้นในสังคม คุณยอมได้หรือไม่” รับน้องถ้าดีจริง ต้องตรวจสอบได้ ธนพงษ์บอกว่า แต่จากข่าวคราวที่เขาทราบมาเช่นกรณีที่ ม.มหาสารคาม พบว่าคนกลุ่มนี้รับไม่ได้ และมีการห้ามถ่ายรูป “ถามว่าคุณเอาบรรทัดฐานอะไรมาวัดว่าไม่ให้คนถ่าย ถ้าคุณดีจริงคุณต้องกล้าเปิดเผยสิครับ” ธนพงษ์กล่าว “ถ้าคุณดีจริง คุณต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ตั้งคำถาม” 

ธนพงษ์มองว่าใครจะเอารุ่นหรือไม่เอารุ่นก็เป็นสิทธิของคนๆ นั้น ว่าเขาอยากเอารุ่นหรือไม่เอารุ่น คนที่พร้อมใจที่จะไปโดนว๊าก ก็เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะไป ขณะเดียวกันมันก็เป็นสิทธิของคนที่ไม่เอาด้วยเช่นเดียวกัน แต่การที่ไม่เอานั้นยอมรับได้หรือไม่ในสังคมทุกวันนี้ เพราะยังมีการลงทัณฑ์ (Sanction) ทางสังคม ใช้วิธีการล่าแม่มด มีการกล่าวว่าการว๊ากทำให้น้องมีระเบียบวินัย ทำให้คนรักกัน ซึ่งธนพงษ์ก็ให้ความเห็นเป็นในเชิงสีสันการเสวนาว่า “เป็นไปได้ไหมว่าเราจะเอาคนว๊ากเก่งๆ ไปล้อมนักการเมืองในสภา 400-500 คน แล้วว๊ากให้รักกันสามัคคีกัน ถ้าทำได้อย่างนั้นผมจะเชื่อเลย” 

ธนพงษ์ กล่าวอีกว่า ถ้าหากใช้การว๊ากหรือระบบใดๆ ก็ตามเข้ามาควบคุมให้สังคมมีระเบียบแล้ว แม้จะทำให้สังคมในมหาวิทยาลัยมีวินัย แต่การว๊ากก็ไม่ได้มีการนำไปใช้กับแม่ค้าหลังมหาวิทยาลัย เพราะเขาไม่ได้ผ่านระบบการสถาปนาเช่นนี้ พื้นที่ของมหาวิทยาลัยก็ไม่เหมือนพื้นที่ข้างนอก “ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยมีการสถาปนาความเป็นรัฐอิสระขึ้นมาหรือเปล่า” ธนพงษ์ตั้งคำถาม “มันมีกฎมันมีวิธีการ หลักการที่ปฏิเสธหลักรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักสิทธิเสรีภาพหรือเปล่า” 

ธนพงษ์เปิดเผยอีกว่าบางคณะมีการให้น้องเซนต์สัญญาเพื่อแสดงความยินยอมให้มีการว๊ากเพื่อป้องกันการฟ้องกลับ การสถาปนารัฐอิสระขึ้นในมหาวิทยาลัยถูกทำให้ดูวิลิศมาหรา บางมหาวิทยาลัยถึงขั้นมีเพลงชาติประจำมหาวิทยาลัย โซตัสเป็นวิธีคิดระดับกลุ่มย่อย แต่ไทยเราเอามาใช้ทั้งประเทศ 

ศ.ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ แนะนำให้ผู้เข้าฟังเสวนาไปอ่านหนังสือที่ชื่อ ‘รับน้อง’ ซึ่งตัว ศ.ดร. ธเนศวร์ เองเคยเขียนไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จากนั้นจึงตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อสมัยที่มีการนำโซตัสมาใช้ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็มีการนำไปใช้กับบางสถาบันเท่านั้น เช่นสถาบันทหาร เพื่อเน้นผลลัพธ์ของการทำงานอย่างมีวินัย การผนึกกำลังกัน แต่พอมีการนำมาใช้ในไทยก็ลามออกไปทั่วประเทศ “จุดนี้เป็นปัญหาของเรา ระบบการศึกษาของเรารับเอาวิธีคิดในระดับที่เป็นไมโคร (ระดับย่อย) ของตะวันตกมาใช้ในระดับทั้งประเทศ” 

ธเนศวร์ กล่าว ชมรม ‘รับน้อง’ ในสหรัฐฯ ธเนศวร์กล่าวต่อว่าในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ มักจะมีชมรมอยู่ 2 ชมรมคือ Sorority กับ Fraternity (แปลว่า ‘สมาคมสตรี’ กับ ‘สมาคมบุรุษ’ ตามลำดับ) โดยสองชมรมนี้จะมีอาคารเป็นของตนเองเกิดจากรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่รักชมรมนี้ออกงบสร้างให้ ผู้ที่สมัครเข้าชมรมนี้จะเข้ามาอยู่ด้วยกัน เรียนหนังสือด้วยกัน แล้วรุ่นพี่จะมีบทบาทสำคัญในการดูแลและอบรมบ่มเพาะน้อง เช่น ซักผ้า เช็ดรองเท้าให้ เป็นต้น ธเนศวร์เล่าต่อว่า ตอนเช้าชมรมนี้จะแต่งชุดเขียวๆ คล้ายทหาร เดินอย่างสง่างามเป็นแถว มีหยุดซ้ายหันขวาหัน ก่อนจะแยกย้ายกันขึ้นตึกเรียน 

แต่ลักษณะของการรับน้องเช่นนี้มีความเป็นชมรมที่อาศัยความสมัครใจเข้าร่วมเป็นสำคัญ และมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่ทำให้รุ่นน้องได้งานดีๆ เมื่อจบออกไปแล้ว “มันเกิดมาแบบชมรมแล้วก็อยู่กันอย่างชมรม มันไม่ได้กระทบกับชีวิตของนักศึกษาปีหนึ่งทั้งหมด” ธเนศวรกล่าว 

ธเนศวร์เล่าถึงชมรม Sorority กับ Fraternity ต่ออีกว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีรุ่นพี่ที่กระทำกับรุ่นน้องรุนแรงเกินไป จนเกิดการบาดเจ็บ บางรายเสียชีวิต จนกระทั่งหลายรัฐ ในสหรัฐฯ ออกกฎหมายไม่ให้มีชมรม 2 ชมรมนี้อีก เพราะแม้ว่าน้องจะยินยอม แต่ก็เกิดความเสียหาย มหาวิทยาลัยแต่เดิมสร้างเพื่อรับใช้ระบบราชการ ธเนศวร์กลับมาพูดถึงเมืองไทย ในยุคสมัย 2480-2490 ที่มีคนไปเรียนต่างประเทศกลับมาในประเทศไทยก็เข้ามาเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จากนั้นก็เข้ามาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เนื่องจากสมัยก่อนคนที่แค่จบปริญญาตรีก็มีศักดิ์ศรีมากแล้ว ตัวมหาวิทยาลัยในสมัยนั้นก็ต้องการผลิตคนเข้ามารับใช้ในระบบราชการ คนที่สอนก็จะเป็นข้าราชการระดับสูงและพูดถึงความยิ่งใหญ่อลังการณ์ของความเป็นข้าราชการ “ฉะนั้นมหาวิทยาลัยอื่นในสมัยนั้นยกเว้นธรรมศาสตร์ก็เกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้ระบบราชการ” 

ธเนศวร์ ธเนศวร กล่าวต่อในประเด็นเดียวกันว่า หลังจากนั้นก็มีการสร้างความภาคภูมิใจในสถาบันอุดมศึกษาของตนเอง และไปรับเอาไอเดียจากต่างประเทศ ก็เลยรู้สึกว่าตนมีส่วนในความเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย รู้สึกเป็น ‘ใครสักคน’ (Somebody) ในสังคม เมื่อมองเห็นน้องจึงรู้สึกว่าเขา ‘เป็นน้องอยู่’ ทั้งที่อายุต่างกันไม่มาก หรือปีหนึ่งบางคนอาจแก่กว่ารุ่นพี่ แต่การสร้างความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเช่นนี้นำไปสู่บรรยากาศการรับน้อง เกิดการขยายอำนาจสิทธิต่างๆ เกิดการสร้างระบบสถาบันที่ละชั้นๆ ธเนศวร์ ยังได้เล่าถึงประสบการณ์เรื่องการรับน้องในมหาวิทยาลัยหลายๆ มหาวิทยาลัยที่มีความแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่และเวลา โดยมีอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่มีการรับน้องด้วยการให้น้องมายืนเรียงอาบน้ำกลางถนนทั้งสายทำให้คนไม่กล้าสัญจรไปมา ธเนศวร์มองว่าสิ่งที่แสดงให้เห็นความมีอภิสิทธิ์ โดยอาศัยระบบของมหาวิทยาลัย เมื่อประเทศเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย จะเอาอะไรกับอำนาจนิยมในมหาวิทยาลัย 

ธเนศวร์ตั้งข้อสังเกตว่า การที่สถาบันเชียร์ สถาบันการว๊ากน้องยังคงดำรงอยู่ได้ เหตุผลหนึ่งมาจากระบบการเมืองของประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย หรืออาจจะเป็นประชาธิปไตย ‘นิดๆ หน่อยๆ’ เท่านั้น “ตลอด 79 ปีที่ผ่านมา เรามีแต่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกข่มขืน ทำลายข่มเหง ครั้งแล้วครั้งเล่า เรามีการรัฐประหารถึง 18 ครั้ง มีการฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ครั้ง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าเราไม่มีประชาธิปไตย” ธเนศวร์ กล่าว ธเนศวร์ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ความไม่มั่นคงของระบอบประชาธิปไตยไทยแสดงให้เห็นจากการที่รัฐบาลพลเรือนที่อยู่ครบวาระมีเพียงครั้งเดียวคือรัฐบาลไทยรักไทย ขณะที่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารอย่างเช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพลถนอม กิตติขจร, พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นกลุ่มอำมาตยาธิปไตยกลับครองตำแหน่งยาวนาน “ความไม่มั่นคงทางการเมืองประชาธิปไตยของไทย เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาซึ่งเต็มไปด้วย ศ. ผศ. รศ. และบัณฑิตผู้เก่งกล้าสามารถของประเทศเราอยู่ยาวที่สุดและมีอำนาจมากที่สุด” ธเนศวร์กล่าว 

จากนั้นธเนศวร์จึงกล่าวเปรียบเทียบงบประมาณของมหาวิทยาลัยกับงบประมาณบริหารจังหวัดว่าว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีงบประมาณ 7 พันกว่าล้านบาท จังหวัดเชียงใหม่มีประชากรทั้งหมด 1,600,000 คน อบจ. มีงบ 9 ร้อยล้านบาท “ฉะนั้นคนในมหาวิทยาลัย 40,000 กว่าคนได้รับผลประโยชน์จากงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ขนาดไหน ” ธเนศวรตั้งคำถาม “แล้วคุณคิดดูว่า 100 กว่าสถาบันในประเทศเรา ถ้ารวมเอางบประมาณที่รัฐให้มามันจะขนาดไหน” “และต้องไม่ลืมว่า 79 ปีนี้ก็ไม่มีรัฐบาลไหนลงมาดูแลระบบการเชียร์การว๊ากต่างๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย” ธเนศวร์กล่าว เราถูกปลูกฝังให้สยบยอมต่ออำนาจมาตั้งแต่ประถมแล้ว 

ธเนศวร์บอกอีกว่า ในท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมืองของประเทศ สถาบันที่มีบทบาทในการผลิตคนป้อนสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดก็คือสถาบันอุดมศึกษา แต่กลับผลิตคนออกมาให้ยอมรับกับความไร้เหตุผลยอมรับกับการถูกดุด่าว่ากล่าว “คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 17 ปี เรียนจบม.6 มีความสามารถในการติดมหาวิทยาลัย คุณไม่ใช่ขี้ไก่ พวกคุณนี้มันสุดยอดมันสมองของทุกอำเภอทุกจังหวัดอยู่แล้ว แล้วมาเจอระบบบางอย่างที่รู้สึกว่ามันแปลก” ธเนศวร์กล่าว “คงไม่มีพ่อแม่ครอบครัวไหนที่รักลูกมากแล้วก็ว๊ากลูกตลอดเวลา คงไม่มีการบีบบังคับกัน แล้วผมเชื่อว่าถ้าผมรักใครสักคนหนึ่ง แล้วไปข่มขืนเลยจะได้แต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ คงไม่มีความรักที่ยั่งยืนแน่ๆ” ธเนศวร์กล่าวเปรียบเปรย 

“ฉะนั้นทฤษฎีที่ว่าการว๊ากทำให้เกิดความรักความสามัคคีมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว” ธเนศวร์เสนอว่า แม้จะมีนักศึกษาบางคนที่ยินยอมพร้อมใจกับการถูกว๊ากจริง เนื่องจากสังคมข้างบนกดทับอยู่แล้ว แต่หลายคนก็อาจจะมีประสบการณ์ที่ต่างกัน มาจากชุมชนที่แตกต่างหลากหลายไม่อยากให้มีการพูดข่มเหงดูถูกกัน ธเนศวร์เล่าให้ฟังอีกว่า โรงเรียนมัธยมกับประถมก็อำนาจนิยมพอๆ กัน โดยเล่าว่าจากการที่มีนักศึกษาไปทำวิจัยโดยขอนั่งสังเกตการณ์ในชั้นเรียนวิชาสังคมศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งแล้วครูด่าเช็ดว่าอย่าถาม อย่าเถียงในห้อง “อยากให้นักศึกษากลับไปคิดด้วยว่า บรรยากาศของการสร้างความรู้สึกให้อดทน ยินยอมกับความไร้เหตุผล มันพัฒนามาตั้งแต่ป.1 มาจนถึง ป.6 แล้ว 

พวกทรงผมแบบนี้ รองเท้าแบบนี้ กระเป่าเบอร์นี้ เปียแบบนี้ โบว์สีนี้ ยกทรงหนาข้างหลังขนาดไหน นี่มันควบคุมพฤติกรรมชีวิตทุกอย่างของนักเรียน” ธเนศวร์กล่าว “กว่าที่เราจะฝ่าฟันเข้ามาจนถึงมหาวิทยาลัย นักศึกษาได้ถูกพลังอำมาตยาธิปไตย อำนาจนิยม ทำลายจนแทบไม่เหลืออยู่แล้ว” ธเนศวร์ยังได้กล่าวถึงกรณีการกลัวการถูกเผยแพร่ข่าวสารเรื่องการรับน้อง จึงมีการกำชับว่าอย่างให้มีแผล อย่าให้มีการบาดเจ็บเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีแผลในทางกายภาพ แต่ความไร้เหตุผลและการบังคับขืนใจให้ยินยอมก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อความคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ เป็นความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้เลย “แล้วผมไม่แปลกใจเลยว่าหลาย 10 ปีมานี้ของการมีสถาบันอุดมศึกษาไทยที่มันผลิตคนออกมาให้ยอมจำนนต่อความไร้เหตุผล เราจึงยอมจำนนต่อความตาย 91 ศพ หรือ 2000 ศพ และการโกหกตอแหลของผู้นำประเทศทุกวันนี้” “ทุกย่างก้าวของความยากลำบากในการเดินไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศเรา พิธีกรรมของอุดมศึกษาเป็นเชลยตัวสำคัญที่อยู่ตรงนั้น วันหลังประวัติศาสตร์จะต้องชำระและจารึกเอาไว้ 

... ผมคิดว่าวัยรุ่นไทย นักศึกษาไทยน่าสงสารมาก ที่เรามาคุยกัน ทะเลาะกันตั้งแต่บ่ายโมง เราไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย เราเป็นเพียงตัวละครที่ข้างบนเขากำหนดให้เราเล่น ให้เรามาตีกันแล้วแตกกันแบบนี้” ธเนศวร์กล่าว ในช่วงท้ายของการเสวนา ธเนศวร์ยังได้เสนอแนวทางการตรวจสอบการว๊ากไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรงโดยบอกว่าการให้อาจารย์คอยสอดส่องดูแลอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้เนื่องจากต้องคอยจับตาดูทุกกิริยาท่าทาง และบางครั้งนักศึกษาก็แอบไปรับน้องกันตามที่ลับตาคนและมีการปิดล็อกห้องเชียร์ไม่ให้ผู้ปกครองเขา แสดงว่าต้องทำอะไรที่ไม่ดีกันถึงไม่อยากให้คนเห็น จึงได้เสนอให้มีการบันทึกเทปทุกครั้งที่มีการรับน้องหรือห้องเชียร์ เพื่อจะมีหลักฐานให้อธิการบดีได้ตรวจสอบ อีกวิธีการหนึ่ง 

ธเนศวร์เสนอว่า เราต้องอาศัยการค่อยๆ เดินของสังคมประชาธิปไตย หรือไม่ก็ต้องหวังความแกร่งกล้าสามารถของนักศึกษาปีที่ 1 ว่าจะกล้าพูดหรือไม่ “สังคมที่เรารับฟังความเห็นของทุกฝ่ายมันมีความสุข” ธเนศวร์กล่าว “เปิดโอกาสให้นักศึกษาปีที่ 1 ได้พูด ได้ถาม ได้ออกความเห็น แล้วก็แก้กันตรงนั้น” ถึงไม่รับน้องก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากให้เลือกทำ จากนั้นจึงมีการตั้งคำถามในวงเสวนาว่า เราจะสามารถรวมตัวนักศึกษาปี 1 ผู้ที่ไม่อยากเข้ารับน้องได้หรือไม่ แล้วนักศึกษาจะไปทำกิจกรรมอะไรหากไม่รับน้อง 

ธนพงศ์ตอบว่าผู้ที่ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมคณะก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมของสโมสรกลาง หรือชมรมกลางของมหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงยุคที่ไม่มีการรับน้องทำให้มีการเกิดขึ้นของกิจกรรมนักศึกษาที่มีอยู่อย่างหลากหลายในเชียงใหม่ เช่น กลุ่มวลัญชทัศน์ ของนิสิตจิรโสภณ ไม่เคยมีใครพูดถึงนักกิจกรรมเหล่านี้ “ถ้าคุณไม่ได้ไปรับน้องคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง พื้นที่รอบๆ มหาวิทยาลัยมีปัญหาอยู่มากมายทำไมไม่ไปพัฒนา ค่ายอาสาฯ ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัย อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ เพื่อให้ไปรับรู้ปัญหาภายนอกมหาวิทยาลัยทำไมไม่เลือกอย่างนี้บ้าง” ธนพงษ์กล่าว 

ธเนศวร์ก็กล่าวเสริมในช่วงท้ายว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่อิสระของนักศึกษาในการทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ แต่ทุกวันนี้ยังต้องคอยอนุมัติจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยอยู่ “เราต้องให้นักศึกษามีพื้นที่เสรีภาพ ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเรียกว่ามหาวิทยาลัย” ธเนศวร์กล่าว “ที่นักศึกษาพูดกันว่ามหาวิทยาลัยมันตายแล้วก็คือเหตุผลอันนี้ มันตายแล้วจริงๆ เวลานี้ มันมีแต่พิธีกรรมและเครื่องแบบที่เดินไปเดินมา จิตวิญญาณมันหามีไม่”