วันพฤหัสบดี, เมษายน 27, 2560

"วันที่รู้สึกหน้าใส" ในบ้านเมืองที่ปริ่มไปด้วย "เสรีภาพจำกัดจำเขี่ย" แต่ "ดูเหมือนมีความสุขดี"





"วันที่รู้สึกหน้าใส"

ค่ำคืนอันเงียบสงัด แต่ผิวถนนยังคงมีรถวิ่งเกือบทุกอณู เช่นกันรถฉันก็ยังคงเดินหน้า โดยจุดหมายอยู่ที่ลานกว้างใกล้กับพระที่นั่งสำคัญของเมืองอมรแห่งนี้

ฉันและเพื่อนคุยกันตลอดทางถึงเหตุบ้านการเมืองที่ปริ่มไปด้วยการ "เสรีภาพจำกัดจำเขี่ย"

เขาหยอกเหย้าฉันอย่างขมขื่น "ดูเธอก็มีความสุขดีนะ"

ฉันตอบกลับเขาไปว่า "ก็อย่างที่เห็น โคตรสนุกกับชีวิตการเป็นนักข่าวในช่วงนี้เลย"

เขาคงเห็นแววตาฉันขุ่นมัวที่ผิดจากเมื่อก่อน ที่มีดวงตาแข็งกร้าว แววตามุ่งมั่น

*****
"เธอเชื่อไหมว่า พวกเรารู้จักกันมา 10 ปีแล้ว" ชายหนุ่มจากแดนผู้ดีส่งข้อความมาในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก

"อ้าวเหรอ ฉันจำไม่ได้" เราตอบกลับ

"เรามาเมืองไทย มาเจอกันไหมก่อนเรากลับบ้าน" เขาชักชวน

แน่นอนฉันรู้ว่า สิ่งที่เขาอยากรู้นั้นมีมากมายจากเพื่อนเก่าคนนี้ โดยเฉพาะเรื่องราวอัพเดทในเมืองไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาใคร่ศึกษาในฐานะอาจารย์ผู้สนใจเรื่องราวของดินแดนในอุษาคเนย์

****
ตัดภาพมาที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
****
รถคันเล็กจอดนิ่งสนิท เราสองคนก้าวลงจากรถโดยไม่คาดคิดว่า สิ่งที่จะเจอข้างหน้า คือ อะไร

พลันก็มีพี่สาวคนหนึ่งเดินเข้ามาขายดอกไม้ที่เป็นเครื่องศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบฮาร์ดเซลล์

เราจึงซื้อทั้งกุหลาบสีแดง ธูป และไม่ลืมที่จะซื้อหญ้าหนึ่งกำติดมือมาด้วย

ฉันไม่สามารถจะละทิ้งความเป็นคนชั่งซักถามได้ ฉันจึงชวนพี่สาวคุยอย่างเป็นกันเอง

"พี่คะ พี่รู้ไหมทำไมเขาถึงย้ายหมุด" เป็นคำถามที่ตรงที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตนักข่าว

"ไม่รู้ รู้แต่ว่า วันที่ 5 เมษายน ช่วงเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม มีตำรวจ 191 มาไล่ให้พวกเรากลับบ้าน ตอนแรกก็ไม่รู้ว่า เขาจะทำอะไร ก็ถามไปถามมาเขาก็บอกว่า เขาจะทำความสะอาด" พี่สาวตอบแบบรัวๆ

ยังไม่จบ....ฉันและเพื่อนยังถามพี่สาวอีกหลายคำถาม พร้อมกับพยายามซื้อทุกอย่างให้พี่สาวสบายใจจนได้ความว่า

"ตั้งแต่ขายดอกไม้ที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็ไม่เคยทำความสะอาดมาก่อน นี่จึงเป็นครั้งแรกและในค่ำคืนนั้น (วันพุธที่ 5 เม.ย.) ก็เหมือนในค่ำคืนนี้ (วันจันทร์ 24 เม.ย.) ที่ไม่ค่อยมีผู้คนมาลานแห่งนี้มากนัก จึงง่ายต่อการจัดการ"

****
ก่อนที่เท้าจะตรงดิ่งไปยัง "หมุดเจ้าปัญหา" สายตาฉันก็หยุดที่ชายชุดขาวที่ยืนสง่าอยู่อีกมุมของลานแห่งนี้

ฉันบอกให้เพื่อนเข้าไปขอถ่ายรูปกับเขาในฐานะนักท่องเที่ยว เพราะรู้ว่า เขาเป็นใคร

แน่นอนคำตอบที่ได้ คือ "ไม่"

เราเคารพสิทธิของเขา แล้วตรงดิ่งไปหาสิ่งที่เราหมายมุ่ง

ฉันรีบเดินเข้าไปและรีบถ่ายรูป เพราะรู้ดีว่า ไม่น่าจะได้รับอนุญาต ระหว่างนั้นสายตาก็สอดส่ายหาคนที่มาคุ้มครอง "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" อย่างที่เห็นเป็นข่าว แต่พวกเขายังไม่เคลื่อนไหว

ฉันและเพื่อนจึงถ่ายรูปจนพอใจแล้วเดินจากมา แต่ไม่ได้ถ่ายรูปคู่ ซึ่งน่าจะเป็นธรรมเนียม แต่ช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครพอที่จะถ่ายให้ได้ เราจึงเดินไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อน

ระหว่างที่เราเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จังหวะนั้นสายตาฉันก็เห็นคนกลุ่มเล็กๆ เดินไปที่ "หมุดเจ้าปัญหา" ฉันรีบปรี่เข้าไปหาพวกเขาทันที

ขณะเดียวกันก็พยายามพูดคุยให้เห็นชุดความคิด แต่พวกเขาก็เป็นเพียงประชาชนทั่วไปที่รู้จักสิ่งนี้ เพราะ "เป็นข่าว"

เราจึงขอให้เขาถ่ายรูปคู่ให้เราสองคนด้วยท่าชี้นิ้วไปยัง "หมุดหน้าใส" แต่ยังไม่ทันที่จะกดปุ่มถ่ายรูปจากโทรศัพท์ พี่ตำรวจ 2 นายก็เดินเข้ามาหาพวกเรา

"ถ่ายรูปไม่ได้นะครับ ถ่ายไม่ได้ ถ้าถ่ายแล้วกรุณาลบออกด้วยครับ" คำพูดคำจาพวกเขาชั่งสุภาพอ่อนหวาน ไม่มีท่าทีกร้าวร้าว

แต่เสียงอันดังก็ทำให้ประชาชนคนธรรมดาอย่างคนที่ถือกล้องโทรศัพท์ให้ฉันถึงกับสะดุ้งโหยง แล้วรีบส่งโทรศัพท์คืน

"ทำไมถึงถ่ายไม่ได้ละคะ หนูก็เห็นใครๆ เขาก็ถ่ายกันเยอะแยะ" ฉันรีบสวนทันควัน

"น้องต้องเข้าใจพวกพี่ พวกพี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเราได้รับคำสั่งให้มาเตือนไม่ให้คนถ่ายรูป เพราะพอถ่ายไปแล้วเกิดความเข้าใจผิด" พี่ตำรวจตอบอย่างสุภาพ

เราคุยตอบโต้กันอยู่นานจนกลุ่มคนที่สนใจเริ่มมากขึ้นๆ

แต่จากการประเมินของฉันแล้ว คนที่เดินเข้ามาใกล้ไม่น่าจะใช่ประชาชนธรรมดา เพราะเขาบอกฉันว่า ถ้าอยากดูใกล้ๆ ก็ให้ใช้ google earth ดู

ก่อนจากลาผู้สนทนา เราถามสารทุกข์สุขดิบของพี่ๆ ทุกคน ซึ่งทราบว่า พวกเขาจะต้องจัดกำลังคนมาดูแลหมุดแห่งนี้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่สนทนากับเราอยู่นั้นมีกำลังคนไม่ต่ำกว่า 20

พวกเราต่างอวยพรให้พวกพี่เขารักษาเนื้อรักษาตัวและดูแลสุขภาพ อีกทั้งเข้าใจการทำหน้าที่ของพี่ๆ โดยพี่เขาได้ขอให้เราอธิบายให้เพื่อนชาวต่างชาติฟัง พวกเขาคงไม่รู้ว่า เพื่อนเราสื่อสารภาษาไทยได้ดีทีเดียว

ก่อนจากลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และจากลาถนนสายนี้ฉันจึงได้แต่หวังว่า "หมุดใหม่นี้จะทำให้ประชาชนสุขสันต์หน้าใส" อย่างที่จารึกไว้

26 เมษายน 2560 (ป.ล.ลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.60)









ที่มา เพจ


วันพุธ, เมษายน 26, 2560

เรือจีนขุดเจาะน้ำโขงเจอหินเพียบ-เก็บไปศึกษา ชาวบ้านเตรียมนำเรือออกแสดงสัญลักษณ์คัดค้าน





เรือจีนขุดเจาะน้ำโขงเจอหินเพียบ-เก็บไปศึกษา ชาวบ้านเตรียมนำเรือออกแสดงสัญลักษณ์คัดค้าน


ที่มา มติชนออนไลน์
26 เม.ย. 60

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากการที่ บริษัท CCCC Second Habor Consultant จำกัด จากประเทศจีน ซึ่งได้รับมอบหมายจากทางการจีนให้เข้ามาสำรวจแม่น้ำโขงตามโครงการพัฒนาแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ตามข้อตกลง 4 ชาติ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ว่าล่าสุดเรือจาฟู่ 3 ซึ่งเป็นเรือที่มีแท่นเจาะชั้นดินและหินใต้น้ำ ยังคงทำการขุดเจาะจุดน้ำตื้นบริเวณสามเหลี่ยมทองคำระหว่าง อ.เชียงแสน กับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตามแผนจะต้องมีการขุดเจาะบริเวณนี้ถึง 16 จุดถึงจะย้ายไปจุดอื่น โดยจากการขุดเจาะใต้น้ำพบมีหินใต้น้ำรูปแบบต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จีนได้นำตัวอย่างขึ้นมาเก็บเอาไว้โดยแยกเป็นประเภทหินต่างๆ เอาไว้เพื่อการศึกษาหลายชุด ขณะที่ เรือฉีตง 9 ซึ่งเป็นเรือตรวจวัดระดับแม่น้ำโขง ได้แล่นเรืออยู่บริเวณพื้นที่ ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน โดยติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำและทำการจดบันทึกระดับน้ำหลายจุด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสำรวจระดับน้ำตลอดแนวตามหลักอุทกศาสตร์ และทีมสำรวจนี้ยังจะติดตั้งเครื่องวัดระดับน้ำต่อไปอีกตั้งแต่ ต.บ้านแซว ย้อนกลับเหนือน้ำขึ้นไปมาจนถึงสามเหลี่ยมทองคำระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร





น.ส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้า จ.เชีงราย กล่าวว่า ล่าสุดตนได้มีโอกาสหารือกับรองประธานบริษัทบริษัท CCCC Second Habor Consultant จำกัด และวิศวกรผู้ปฏิบัติการสำรวจแม่น้ำโขงของบริษัทแล้วได้รับว่าจะมีเพียงการเก็บข้อมูลด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแม่น้ำโขงโดยไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศทุกประการ ซึ่งข้อมูลที่ได้ก็จะนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลไทยด้วย จากนั้นจึงค่อยพิจารณากันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จึงไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องระเบิดเกาะแก่งเพียงอย่างเดียวแต่อาจหมายรวมถึงการขุดลอกจุดที่เป็นตะกอนดินทราย และเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยมีข้อมูลแม่น้ำโขงในเรื่องนี้เลยเพราะไม่เคยมีการสำรวจ จึงเห็นว่าหากมีการสำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลมาแล้วค่อยพิจารณาดำเนินการจะเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะการจัดการกับร่องน้ำบางแห่งที่ตื้นเขินเพราะเกิดการทับถมของตะกอนดินทรายมาอย่างยาวนาน





จากกรณีที่การสำรวจเริ่มจะมีกระแสต่อต้านจากคนในพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์และองค์กรพัฒนาเอกชน ทางฝ่ายความมั่นคงจึงได้มีการเชิญนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานเครือข่ายธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา (กลุ่มรักษ์เชียงของ) ไปหารือกรณีมีกระแสว่ากลุ่มดังกล่าวพร้อมชาวบ้านที่ อ.เชียงของ จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการสำรวจแม่น้ำโขงดังกล่าวด้วยการนำเรือออกไปแสดงสัญลักษณ์ เช่น ป้าย ข้อความ ฯลฯ หากมีการสำรวจเกาะแก่งในเขต อ.เชียงของ เป็นต้นไปด้วย โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแจ้งถึงรายละเอียดของการสำรวจ ขณะที่เรือสำรวจของจีนบางลำได้จอดอยู่ติดฝั่ง สปป.ลาว ใกล้กับเกาะแก่ง “คอนผีหลง” ติด ต.ริมโขง อ.เชียงของ โดยยังไม่ได้เข้าไปสำรวจ





สำหรับโครงการปรับปรุงร่องแม่น้ำโขงของเรือจีนดังกล่าวได้อ้างตามข้อตกลงการเดินเรือพาณิชย์แม่น้ำโขงตอนบน 4 ชาติ ไทย สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ โดยจีนรับขับเคลื่อนมีกำหนดดำเนินการตั้งแต่เมืองซือเหมา มณฑลยูนนาน-แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว ระยะทางประมาณ 809 กิโลเมตร ที่ผ่านมาดำเนินการระยะแรกไปแล้วแต่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตประเทศจีน สปป.ลาว และเมียนมา ยกเว้นจุดคอนผีหลงดังกล่าว และเมื่อคณะรัฐมนตรีของไทยเห็นชอบเรื่องการสำรวจ ต่อมาบริษัทเดียวกันมีการดำเนินการระยะที่ 2 ที่มีเป้าหมายปรับปรุงร่องแม่น้ำโขงให้เรือสินค้า 300 ตัน แล่นได้เกือบตลอดทั้งปีโดยบนเรือจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทั้งกรมเจ้าท่าและทหารร่วมสังเกตการณ์ด้วยตลอด




เชื่อไม๊... India's Economy: Creating 'One Billionaire Per Month' Since 2010



Roshni Nadar, chief executive officer for HCL Corp., an IT outsourcer, will inherit a lot of money from her billionaire father Shiv Nadar. That is, if she doesn't become a billionaire on her own before that. (Photo by Dhiraj Singh/Bloomberg)


India's Economy: Creating 'One Billionaire Per Month' Since 2010


Kenneth Rapoza , CONTRIBUTOR
Source: Forbes

Anyone who has been to India has seen the poverty. Mumbai is home to one of the largest slums in the world. India's per capita income is the lowest of the big four emerging markets, thanks in part to its 1.2 billion inhabitants. China has about 150,000 more people, and it's median income is around five times that of India's.

It's often hard to believe how far India has gone. For a democratic society that has elections and political ideologues to deal with (unlike China), it's done well for itself. India has been churning out billionaires by the month. The last year saw India's old and new one-percents grow in ranks thanks to their stock equity gains and entrepreneurship in new tech-driven businesses that are catering to a growing working and middle class India. The number of Indians on the Forbes billionaire list rose to 101 from 84 last year, and while some family wealth is seen shrinking as it gets passed on two an average of two siblings per family, new money is coming up the ranks quickly.

"It's record number historically (and) it means every 33 days brought a new Indian billionaire to the list last year," says Fakhri Ahmadov, managing director at Ahmadoff & Company, a U.K. based wealth advisory firm. "We have always imagined Indian private capital to be in the hands of ‘old wealth’ rather than self-made entrepreneurs, however our research explains that self-made entrepreneurs, but self made account for around 65% of the wealth of billionaires and it has been stabilized at this ratio since 2010," he says.

Reducing poverty also introduces new opportunities for entrepreneurs who both understand basic needs of society and can execute on the business side of things, often in any given economic situation. Healthcare and pharmaceuticals have added 10 business founders to the FORBES billionaires list in the last seven years, more than any industry in India. Retail added another seven billionaires during that period, Ahmadov said in a report dated April 8.

ooo

Top 10 Countries With The Highest Number Of Billionaires



https://www.youtube.com/watch?v=cV2z4guze2Y

Alux.com

Published on Jul 26, 2016

Alux.com ranked the 10 countries with the most billionaires on Earth! Here's the video we put together using that data!

If you want to go over through the entire article here's the link: http://www.alux.com/countries-highest...

In this video we dive deep and highlight the top 10 countries with the highest number of billionaires around the world.

In addition to just the raw numbers and luxury insights, we break down how well each country is doing on the global economic scale + we look at how the richest person in each country made his fortune.

เชื่อเหรอ... ตร.แจงร่างแก้ ป.วิอาญา ให้ดักฟังคดีก่อการร้าย-อาชญากรรมข้ามชาติ-โทษสูง ยันไม่กระทบสิทธิคนดี





ตร.แจงร่างแก้ ป.วิอาญา ให้ดักฟังคดีก่อการร้าย-อาชญากรรมข้ามชาติ-โทษสูง ยันไม่กระทบสิทธิคนดี


26 เม.ย. 60
ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) ซึ่งเกี่ยวกับการให้อำนาจการเข้าถึงพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มอำนาจการดักฟังข้อมูลของเจ้าหน้าที่เพราะเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับการอนุมัติจากศาลว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในการสืบสวนโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องได้แก่ คดีก่อการร้าย คดีที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ และคดีที่มีความซับซ้อนที่มีอัตราโทษมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลำดับขั้นตอนการใช้อำนาจดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น หากเป็นคดีที่กองบังคับการปราบปราม เจ้าพนักงานก็ต้องทำเรื่องถึงผู้บังคับการกองปราบปราม จากนั้นต้องทำเรื่องขออนุมัติไปยังศาลว่าจะอนุมัติหรือไม่ และเป็นการเข้าถึงข้อมูลในลักษณะใด โดยจะต้องไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน

รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ทั้งนี้ ไม่อยากให้มองว่าอำนาจการเข้าถึงข้อมูลเครื่องมือในการดักฟังผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากมีกระบวนการในการใช้อำนาจอย่างชัดเจนและต้องผ่านการอนุมัติของศาล และเป็นการดำเนินการเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีความชัดเจนว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เช่น ผู้ต้องสงสัยคดีฟอกเงิน เป็นต้น

...





#RIPเสรีภาพ แก้กฎหมาย แค่สงสัยก็ดักขัอมูลได้

>>>> ในกะลาแลนด์ มีอะไรดีกว่าที่คิด

- แค่สงสัย ก็ดักขัอมูลได้
- แค่คิด กล้องวงจรปิดก็เสียได้
- แค่อยากดู ก็ไม่ให้ดูได้
- แค่ถ่ายรูป ก็โดนอัดฟรี เผลอๆโดนยัดยา
- แค่ยื่นร้องเรียน ก็โดนอุ้มเข้าค่ายทหาร

@>>>> ประเทศนี้ ประชาธิปไตยแบบไทย 99.99%

#OpSingleGateway
#OpStopArticle44

>>>>>>>>>>>>>>>

สรุปเรื่อง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกฎหมายอนุญาตให้ตำรวจดักฟัง-ดักข้อมูล สืบคดีอาญา
.
วันนี้ (25 เมษายน) มีรายงานว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม. มีมติชนเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีเรื่องการดักฟังข้อมูลด้วย แต่อย่างไรก็ตาม พล.ท.สรรเสริญ ก็บอกว่า ไม่อยากให้กังวล เพราะตำรวจจะต้องขอการอนุมัติจากศาล และจะทำได้ในคดีอาญาเท่านั้น "ดังนั้นจะไม่เป็นการล้วงความลับประชาชน"
.
iLaw เคยพูดถึงร่างแก้ไขวิ.อาญาฯ ไว้ ในปี 2558 (ในส่วนข่าวของวันนี้ยังไม่มีประกาศว่าเป็นร่างฉบับเดียวกันหรือไม่ อาจมีการตัดทอน หรือแก้ไขแล้ว แต่ใจความที่พล.ท.สรรเสริญ กล่าวถึงมีความพ้องกันหลายจุด เราจะนำข้อมูลใหม่มาเพิ่มและแก้ไขต่อไปเมื่อมีการประกาศให้สาธารณชนทราบ) ว่าจะเพิ่ม มาตรา 131/2 ให้อำนาจดักข้อมูลเพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำความผิด การรวบรวมหลักฐานในคดีอาญาทั่วไป และการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย โดยกำหนดว่า
.
“มาตรา 131/2 ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการสืบสวนคดีความมั่นคงของรัฐ ความผิดที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม หรือที่ยุ่งยากซับซ้อน พนักงานสอบสวนโดยอนุมัติของผู้บังคับการ ซึ่งเป็นหัวหน้าของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบอาจยื่นคำร้องขอต่ออธิบดีผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล เพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตในการเข้าถึงและได้มาซึ่งข้อมูลอิเล็คทรอนิคส์หรือข้อมูลข่าวสารใดๆ เช่น การตรวจสอบหรือการดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร หรือข้อมูลทางการเงิน ของบุคคลที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นได้"
.
โดย iLaw ให้ความเห็นไว้ว่า คำจำกัดความของความผิดยังไม่ชัดเจนและกว้างเกินไป และยังขาดรูปแบบการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ด้วย เช่น ไม่มีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลที่ได้มาอย่างไร และยังแสดงความเป็นห่วงต่อการที่ให้ศาลเป็นผู้ถ่วงอำนาจเพียงผู้เดียวด้วย รวมทั้งข้อสังเกตจากข้อมูลที่ผ่านมาว่า "ศาลอนุมัติคำขอแทบทั้งหมด"
.
ที่มา
ข่าววันนี้
ผ่านแล้ว! ครม.เห็นชอบร่างกฎหมายล้วงความลับ-ดักฟังข้อมูล สืบคดีอาญา
http://www.matichon.co.th/news/540130

ข่าวเดียวกันจาก Voice TV
http://news.voicetv.co.th/thailand/483954.html

iLaw ตั้งข้อสังเกตถึง ร่างแก้ไขวิ.อาญาฯ: เพิ่มอำนาจดักฟังโทรศัพท์ ใครใช้สิทธิไม่ให้การให้สันนิษฐานว่าผิด (ปี 58)
https://ilaw.or.th/node/3400

ก่อนหน้านี้ ก็มีความคืบหน้าในปี '59

ครม.ไฟเขียว แก้ป.วิอาญา ตำรวจดักข้อมูลคดีร้ายแรง ซับซ้อน ชงสนช.พิจารณา
http://www.matichon.co.th/news/244048

ขอบคุณข้อมูลสรุปจาก The Matter


พลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม #opsinglegateway

....

ไม่เชื่อหรอกครับว่ามีเจตนาบริสุทธิ์
เพราะเช่นเดียวกับทุกกฎหมายเมืองไทยตอนนี้
ที่ตีกรอบว่าคนวิจารณ์การเมืองหรือกษัตริย์คือผู้ก่อการร้ายและภัยความมั่นคงของชาติ

มีหรือไอ้การให้สิทธิ์ดักฟังกับเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้ จะไม่กระทบกับประชาชน
เพราะยิ่งประชาชนอึดอัดและต่อต้านเผด็จการมากเท่าไร
พวกเขาก็จะถูกหมายหัวเข้าค่ายผู้ก่อการร้ายได้ทั้งนั้น

และทำไปทำมา มันก็จะถูกใช้ครอบคลุมกับคนทั้งประเทศ
ในข้ออ้างเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
เช่นข้ออ้างในการออกกฎหมายมาตรา 44 และในอีกหลายมาตรานั่นล่ะ

เสรีภาพต้องมาก่อน เพื่อสร้างกระบวนการยุติธรรมมาตรฐานเดียว
เมื่อกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศแล้วเมื่อนั้นล่ะ
ค่อยหยิบยกข้ออ้างเหล่านี้มาพูดกันใหม่

Junya Yimprasert


เปิดโครงการซื้ออาวุธยุค คสช. ที่หลายคนอาจไม่รู้ - BBC Thai



LILLIAN SUWANRUMPHA/AFP/GETTY IMAGES


เปิดโครงการซื้ออาวุธยุค คสช. ที่หลายคนอาจไม่รู้


ที่มา BBC Thai

บีบีซีไทย ตรวจสอบโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ตลอด 3 ปีของ คสช. ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ เพราะเป็น "เรื่องลับ" ตามคำอธิบายของ พล.อ.ประวิตร

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม อ้างว่า การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นเรื่องทางยุทธวิธี ที่ใช้เอกสารลับในการพิจารณา ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนเปิดเผยกัน

ทั้งที่กว่า 3 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศ มีหนึ่งในข้ออ้างสำคัญ นั่นคือการสร้างความโปร่งใสแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีการออกมาตรการมากมายเพื่อสร้างความโปร่งใส ให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงคุณธรรม หรือ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่

แต่พอเป็นการจัดซื้อของกองทัพ กลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ โดยมักระบุว่าเป็น "เรื่องลับ" เพราะเกี่ยวข้องกับ "ความมั่นคง"


GUANG NIU/POOL/GETTY IMAGES


การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในยุค คสช. ที่ผ่านมา สาธารณชนก็มักจะได้รับข้อมูลผ่านการตรวจสอบของสื่อมวลชน

บีบีซีไทย ตรวจสอบมติ ครม. ย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 - ปัจจุบัน พบว่าได้อนุมัติวาระที่กระทรวงกลาโหมเสนอรวมทั้งสิ้น 127 วาระ แต่ไม่มีวาระใดที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์


MADAREE TOHLALA/AFP/GETTY IMAGES


อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบย้อนไปถึงหน่วยงานต้นสังกัดในเหล่าทัพต่าง ๆ ซึ่งถูกบังคับตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 103/7 ให้ต้องเปิดเผย "ราคากลาง" โครงการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดที่ใช้งบประมาณของแผ่นดิน ก็พบว่า มีการตั้งโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้งบประมาณสูงและน่าสนใจ อย่างน้อย 9 โครงการ ประกอบด้วย

กองทัพบก

ปี 2558 โครงการจัดซื้อรถถังหลัก VT-4 จากจีน ไม่ระบุจำนวน รวมมูลค่า 4,985 ล้านบาท

ปี 2559 โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ Mi7VS จากรัสเซีย จำนวน 2 ลำ รวมมูลค่า 1,698 ล้านบาท

ปี 2559 โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์จากรัสเซีย ไม่ระบุรุ่น จำนวน 4 ลำ รวมมูลค่า 3,385 ล้านบาท

ปี 2560 โครงการจัดซื้อรถถังหลัก VT-4 จากจีน ไม่ระบุจำนวน รวมมูลค่า 2,017 ล้านบาท



PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/GETTY IMAGES


กองทัพเรือ

ปี 2558 โครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ไม่ระบุรุ่นและจำนวน มูลค่า 2,850 ล้านบาท

ปี 2558 โครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ไม่ระบุรุ่น จำนวน 4 ลำ รวมมูลค่า 490 ล้านบาท

ปี 2559 โครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ไม่ระบุรุ่น จำนวน 5 ลำ รวมมูลค่า 627 ล้านบาท

ปี 2560 โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T จากจีน จำนวน 1 ลำ มูลค่า 13,500 ล้านบาท

กองทัพอากาศ

ปี 2560 โครงการจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่เบื้องต้นจากเกาหลีใต้ จำนวน 8 ลำ รวมมูลค่า 8,997 ล้านบาท

เหล่านี้คือข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในยุครัฐบาล คสช. ซึ่งบางโครงการจำเป็นจะต้องให้ที่ประชุม ครม. อนุมัติ แต่ก็ยากที่ตรวจสอบได้ว่ามีการอนุมัติไปแล้วหรือไม่ เนื่องจากใช้ "เอกสารลับ"



ROYAL THAI GOVERNMENT


ยกเว้นแต่บางโครงการที่สื่อมวลชนตรวจสอบพบ จนผู้เกี่ยวข้องต้องออกมายอมรับ อย่างโครงการจัดซื้อรถถัง VT-4 จากจีนทั้งสองล็อต หรือโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T จากจีน ล่าสุด

ทั้งนี้ ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ รัฐบาลนี้หันไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนและรัสเซียหลายโครงการ ภายหลัง "มหามิตร" เก่าอย่างสหรัฐอเมริกาหรือหลายประเทศในยุโรปต่างลดระดับความสัมพันธ์ ภายหลังการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อปี 2557



สรุปมหากาพย์ "เรือดำน้ำ" 2ปี ภายใน6นาที !! ใครลั่นวาจา-การันตีอะไรไปบ้าง! 'ยิ่งลักษณ์' แนะรัฐบาล ปากท้องประชาชน ต้องมาก่อนเรือดำน้ำ




https://www.facebook.com/khaosod/videos/2466841243332820/

...


.....




แหล่งข่าวทัพเรือเผย "ต้องเรือดำน้ำจีนเพราะสัญญาณจากผู้มีอำนาจเหนือ ทร."

https://www.isranews.org/isranews-article/55699-submarine2-55699.html

ไปดูแลนลอร์ด 25 ตระกูลดัง นามสกุลไหนยึดทำเลใด บริเวณแนวรถไฟฟ้าตั้งแต่ สยาม - บางนา




ไปดูแลนลอร์ด 25 ตระกูลดัง นามสกุลไหนยึดทำเลใด บริเวณแนวรถไฟฟ้าตั้งแต่ สยาม - บางนา


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
25 เม.ย 2560


ราคาที่ดินบอกขายตารางวาละ 2.5-3 ล้านบาท กลายเป็นตัวจุดพลุความสนใจว่าทำไมแพงได้ขนาดนั้น ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าภาวะราคาก็คือที่ดินแพงแสนแพงตกอยู่ในมือใครบ้าง "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจไพรมแอเรียโดยโฟกัสรถไฟฟ้าบีทีเอส ตั้งแต่สถานีสยามไปจนถึงสถานีบางนา พบว่า ตลอดระยะทาง 14 สถานีดังกล่าวมีตระกูลดังจับจองกรรมสิทธิ์ ทั้งเจ้าของมือแรกหรือซื้อขายเปลี่ยนมือก็ตาม โดยมีไม่ต่ำกว่า 10 ตระกูลใหญ่ลงทุนทำห้างสรรพสินค้าและโครงการรองรับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

สยาม-ชิดลม-เพลินจิตสุโค่ย

ทั้งนี้รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ"คีรีกาญจนพาสน์"โดยสำรวจจุดแรก สถานีสยาม รหัส CEN ซึ่งหมายถึงเซ็นเตอร์ เป็นที่ดินเช่าของ "จูตระกูล" กลุ่มสยามพิวรรธน์ร่วมทุนกับกลุ่มมาบุญครอง เป็นจุดเชื่อมใหญ่ของรถไฟลอยฟ้า เป็นตำนานทำเลไข่แดง ฟากตรงข้ามคือ สยามสแควร์ ที่ดินเช่าของจุฬาฯ

ถัดมาบริเวณแยกราชประสงค์ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ของตระกูล "จิราธิวัฒน์" ฝั่งตรงข้ามที่ดินเอกชนมีกลุ่มเกษร พร็อพเพอร์ตี้ ตระกูล "ศรีวิกรม์" เป็นเจ้าของที่ดินตั้งแต่ยุคอดีตยันทำเลอโศก หัวมุมตรงข้ามติดจุดที่ 2 สถานีชิดลม มีโรงแรมของตระกูล "วัธนเวคิน" ขณะที่ห้างโซโก้เปลี่ยนมือเป็นของศรีวิกรม์ในปัจจุบัน

จุดที่ 3 สถานีเพลินจิต โดดเด่นสุดตอนนี้มีโครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซีของตระกูล จิราธิวัฒน์ ซึ่งซื้อที่ดินสถานทูตอังกฤษเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 เฉลี่ยตารางวาละ 9.5 แสนบาท และเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นที่ดินตารางวาละ 1 ล้านบาทในอดีต ฝั่งตรงข้ามเป็นแบงก์กรุงศรีอยุธยาที่ทุบทิ้งสร้างใหม่ของ "กฤตย์ รัตนรักษ์" ถัดมามีโครงการปาร์ค เวนเชอร์ของ "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" ตรงกันข้ามเป็นห้างโฮมโปรของ "อัศวโภคิน" ทำเลเดียวกันจับจองโดยกลุ่ม "ธนากิจอำนวย" บิ๊กแบรนด์ที่รู้จักกันดีในนามโนเบิล ดีเวลลอปเมนท์

บางกอกแอร์ฯ-อัมพุชแจม

จุดที่ 4 สถานีนานา มีแปซิฟิค 1 กับ 2 โดย "นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ" เจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่ดินแปลงติดกันเป็นของคีรี กาญจนพาสน์ จุดที่ 5 สถานีอโศก เดินไปตามทางเชื่อมหรือสกายวอล์กเข้าตึกเทอร์มินัล 21 ของตระกูลอัศวโภคิน เป็นทำเลที่คึกคักไม่แพ้ย่านสยาม

จุดที่ 6 สถานีพร้อมพงษ์ โครงการล่าสุดคือ เอ็มควอเทียร์ของ "แอ๊ว-ศุภลักษณ์ อัมพุช" ซื้อที่ดินด้านหน้าเป็นตึกแถวจากตระกูล "ทีปสุวรรณ" และซื้อที่ดินด้านในของตระกูล "ภิรัชบุรี" แห่งไบเทค บางนา ทำเลย่านนี้แม้จะมีตระกูล "ลิปตพัลลภ" มาทำคอนโดฯไฮเอนด์ แต่เนื่องจากทำเลลึกเข้าไปในซอยสุขุมวิท 24 จึงไม่ได้หยิบมาโฟกัสด้วย

จุดที่ 7 สถานีทองหล่อ ดั้งเดิมที่ดินเป็นของกลุ่มวอเตอร์ฟอร์ดที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่สมัยเรียลเอสเตตรุ่งเรืองในอดีต มีการเปลี่ยนมือหมดแล้ว มีกลุ่มโนเบิลฯ ของ ธนากิจอำนวย เปิดตัวคอนโดฯในเมือง มีคนมาเข้าคิวจองซื้อ จนทำให้ "ตัน ภาสกรนที" แห่งอิชิตันสงสัยมากว่าทำไมคนฮิตกันนัก มีเรื่องเล่าด้วยว่าบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งในละแวกนั้นถึงกับปักป้ายไม่ขายที่ดินทำคอนโดฯ นายหน้าไม่ต้องมาติดต่อในขณะที่เพื่อนบ้านทยอยขายกันไปเยอะแล้ว

ทำเลเดียวกันยังมีคอนโดฯเดอะเครสท์โดยค่ายเอสซีแอสเสทคอร์ปอเรชั่นของตระกูล"ชินวัตร"

โอสถานุเคราะห์สงบนิ่ง


จุดที่ 8 สถานีเอกมัย ประวัติศาสตร์บูมมาด้วยโรงภาพยนตร์ของ "วิชา พูลวรลักษณ์" เจ้าของเครือโรงหนังเมเจอร์ และเจ้าของแมคโดนัลด์ ตรงข้ามเป็นสถานีขนส่งเอกมัยที่มีแผนย้ายออก ใกล้กันเป็นที่ดินของสภากาชาดไทย ทาง เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี คว้าสัญญาเช่าระยะยาวทำชื่อโครงการเกตเวย์ เอกมัย ชูคอนเซ็ปต์ให้เป็นแลนด์มาร์กเจแปน แต่ยังไม่บูมเท่าสยามกับเทอร์มินัล 21

จุดที่ 9 สถานีพระโขนง ตัวทำเลเรียบง่ายค่อนข้างคอนเทมโพรารี่หรือร่วมสมัย ฝั่งหนึ่งมีคอนโดฯ ค่ายเอพี (ไทยแลนด์) ของ "คุณตี๋-อนุพงษ์ อัศวโภคิน" มีซอยหนึ่งที่มีเสน่ห์น่าเดินมากเป็นของตระกูล "โอสถานุเคราะห์" ซึ่งมีการตัดขายที่ดินบางส่วนให้กับตระกูล "เตชะไกศรี" โดยขายให้กับ "ยิ่ง-สรพจน์" ลูกชายคนกลางของ "ยุภา เตชะไกรศรี" ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ LPN ปัจจุบัน "ยิ่ง-สรพจน์" เป็นเจ้าของโครงการมหานคร คอนโด ที่ประกาศตัวว่าเป็นคอนโดฯ 6 ดาว

นอกจากนี้จุดตัดถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิทมีคอนโดฯค่าย W พร็อพเพอร์ตี้ของ "วิชัย พูลวรลักษณ์" เคยทำโรงหนังด้วย ออกแบบให้เป็นแลนด์มาร์กของย่านพระโขนง

อ่อนนุชดงคอนโดฯ

จุดที่ 10 สถานีอ่อนนุช เดิมเป็นสถานีปลายทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตอนนี้ต่อขยายไปถึงสมุทรปราการ แต่กำลังจะเปิดใช้ถึงสถานีสำโรง นับเป็นย่านพักอาศัยในคอนโดฯแท้จริง โดยมีตึกสูงของอัศวโภคิน, ค่ายแสนสิริ, ค่าย LPN ฝั่งตรงข้ามมีห้างโลตัส อ่อนนุช เป็นที่ดินเช่าของตระกูล "บูรพชัยศรี" เจ้าของเมโทรแมชชินเนอรี่ และเจ้าของบ้านพักเลขที่ 5 โด่งดังมากในซอยปุณณวิถี

จุดที่ 11 สถานีบางจาก เจ้าของเดิมเป็นคุณนายไม่ทราบชื่อขายตลาด เจ้าของใหม่ทุบตลาดทิ้ง กำลังรอดูว่าจะพัฒนาโครงการรูปแบบใดระหว่างคอนโดฯ หรือตลาดสดแนวใหม่ ฝั่งตรงข้ามมีคอนโดฯของตระกูล "ปัญญาสกุลวงศ์" จุดนี้มีทางด่วนสุขุมวิท 62 ตัดมาเชื่อมการเดินทาง มีโรงเรียนสมถวิล ของ "คุณยายสมถวิล สังขะทรัพย์" ผู้ล่วงลับ ต้นตระกูลของกระเบื้องอาร์ซีไอ ซึ่งตระกูลนี้ดองกับอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" ที่ดินในซอยนี้ยังเป็นของตระกูล "กฤดากร" ด้วย โดยมีบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงบ้านเจ้าของบริษัท พี.อาร์. "จีน่า เอกชัย"

บูรพชัยศรี-กฤดากรปักหมุด

จุดที่ 12 สถานีปุณณวิถี ของตระกูลบูรพชัยศรี น่าจับตาที่ปากซอยมีการรื้อตึกแถวหมดแล้ว ทำเลสวยมาก ว่ากันว่าเป็นของบริษัทมหาชนที่เตรียมเกษียณ กำลังดูทิศทางลม ขณะที่ตึกแถวสองฝั่งเจ้าของคือกลุ่ม "กิมจั๊ว" ทำเนยอลาวรี่ ตอนนี้รีแบรนด์แล้ว คุณพ่อไปซื้อบ้าน 40 ล้านของ แสนสิริ ย่านบางนา ยังมีสุขุมวิท 64 มีคอนโดฯหมื่นยูนิตในซอยเดียวกัน มีโรงเรียนนานาชาติแองโกลของสิงคโปร์

จุดที่ 13 สถานีอุดมสุข จับจองโดยดีเวลอปเปอร์คนรุ่นหลัง ๆ เด่นสุดคือ "โก้-ชานนท์ เรืองกฤตยา" ค่าย อนันดา ดีเวลอปเมนท์ แต่จริง ๆ แบรนด์ที่มาก่อนคือ ค่ายศุภาลัยของตระกูล "ตั้งมติธรรม" ฝั่งตรงข้ามมีคอนโดฯเซ็นทริกของตระกูล ชินวัตร โดยแลนด์ลอร์ดอย่างบูรพชัยศรียังมีที่ดินรอขายให้กับผู้สนใจ

มีข้อมูลแถมว่าถ้าลงรถไฟฟ้าสถานีอุดมสุขฝั่งขวามีสำนักงานใหญ่รถยนต์ฮอนด้าเขาจึงเรียกว่า"ซอยฮอนด้า"นั่นเอง

โครงการใหม่หลบเข้าซอย

จุดที่14 สถานีบางนาตระกูล อัมพุช ไล่ซื้อตึกแถว โดยรวบรวมพื้นที่ได้ 100 ไร่ นำมาทุบทิ้งเพื่อสร้างห้างสรรพสินค้าที่จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ให้กับทำเลสี่แยกบางนา พื้นที่ 6.5 แสนตารางเมตร ลงทุน 2 หมื่นล้านบาท ใช้ชื่อห้าง "แบงค็อก มอลล์" อยู่ตรงข้ามไบเทคบางนาของตระกูลภิรัชบุรี โดยอีกหัวมุมหนึ่งมีคอนโดฯเดอะโคสต์ บางนา ของ "เหรียญชัย ลิขิตพฤกษ์" ดีลเลอร์รถเบนซ์

เบ็ดเสร็จ 14 สถานี 15 กิโลเมตร มีไม่น้อยกว่า 14-15 ตระกูลดัง แลนด์แบงก์ริมถนน-ติดรถไฟฟ้าเริ่มหาไม่ได้ จึงจะเห็นการพัฒนาคอนโดฯ ขยับทำเลเข้าไปในซอยมากขึ้น โดยมีรถไฟฟ้าเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำคัญ

ไทยดิ่งวูบ อันดับเสรีภาพสื่อไร้พรมแดน คะแนนน้อยกว่าพม่า-กัมพูชา





ไทยดิ่งวูบ อันดับเสรีภาพสื่อไร้พรมแดน คะแนนน้อยกว่าพม่า-กัมพูชา


26 เมษายน 2560
ที่มา ข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. องค์กรสื่อไร้พรมแดน Reporters Without Borders (RSF) เปิดเผยผลการจัดอันดับล่าสุดในด้านเสรีภาพของสื่อมวลชนทั่วโลกใน 180 ประเทศ พบว่าไทยร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 142 จากเมื่อปีที่ผ่านมาในอันดับที่ 136 ขณะที่สมาชิกอาเซียนอื่นๆ อินโดนีเซียมีอันดับที่ดีที่สุดในภูมิภาคโดยอยู่ที่ 124 ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ที่ 127 เมียนมา ในอันดับที่ 131 และกัมพูชา อันดับ 132





ในส่วนของไทย เว็บไซต์ RSF ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2557 รัฐจับตาการทำงานของสื่อมวลชนและการนำเสนอข้อมูลของนักข่าวประชาชนอย่างเข้มงวด รวมไปถึงมีการเรียกตัวปรับทัศนคตินักข่าวหรือสำนักข่าวที่นำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล อีกทั้งยังน่าวิตกว่ากฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2559 นั้นจะเอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐจับตาสอดส่องและใช้อำนาจในการเซ็นเซอร์สื่อได้หนักกว่าเดิม






สำหรับ 10 อันดับแรกของประเทศที่มีเสรีภาพทางสื่อมากที่สุดได้แก่ 1.นอร์เวย์ 2.สวีเดน3.ฟินแลนด์ 4.เดนมาร์ก 5.เนเธอร์แลนด์ 6.คอสตาริกา 7.สวิตเซอร์แลนด์ 8.จาเมกา 9.เบลเยียม 10.ไอซ์แลนด์

ส่วนชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถูกลดอันดับลงเล็กน้อยจาก 41 มาอยู่ที่ 43 ขณะที่รัสเซียไม่กระเตื้อง ยังอยู่ที่ 148 เท่ากับปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอันดับของจีนที่ไม่ขยับโดยอยู่ที่ 178 จาก 180 ประเทศทั่วโลก



ที่ดีเลย์ พรบ. 'ล้วง-ดัก-สืบ' ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้ได้เห็นเจอรมันนีร้อนจัด

ขอบคุณการ์ตูน 'ไข่แมว'
ข่าวพ่อฆ่าลูกอ่อนวัย ๑๑ เดือนที่ภูเก็ต ถ่ายทอดสดทางเฟชบุ๊คไล้ฟ์แล้วผูกคอตายตาม พรึ่บไปทั่วโลกวันนี้ (๒๖ เมษา) พร้อมถ้อยแถลงของโฆษกเฟชบุ๊ค

ว่าเป็นเรื่อง “น่าสยอง เนื้อหาเช่นนี้ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะปรากฏบนเฟชบุ๊ค จึงได้ถูกถอดออกไปแล้ว”

หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์คไทมส์รายงานด้วยว่า “หลังจากที่สำนักข่าวสายหลักได้แพร่ภาพวิดีโอ (๔ นาฑี) นั้นแล้ว คณะกรรมการโทรคมนาคมจึงได้ออกแถลงการณ์ห้ามกระทำการดังกล่าว อ้างว่าจะก่อให้เกิดการเลียนแบบ”


แต่ในวันเดียวกันนี้เองเลขาธิการ กสทช. ออกมาแถลงข่าวหลังจากที่ได้นัดประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและระบบเกตเวย์นานาชาติ เกี่ยวกับประเด็นเนื้อหาอันไม่สมควรจากสื่อ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แจ้งว่า “แม้จะมีการร่วมมือกันอย่างดีในตลอดสองปีที่ผ่านมาระหว่างผู้ให้บริการกับรัฐบาล แต่ว่ายังไม่พอ ทางการต้องการเห็นผลมากกว่านี้ในเดือนหน้า”

ทั่นเลขาฯ กรุณาให้รายละเอียดด้วยว่าสิ่งที่คณะกรรมการต้องการจะเห็นทันใจ มีสามอย่างได้แก่ หนึ่งผู้ให้บริการต้องทำการบล็อคหรือปิดกั้นเนื้อหาที่มีคำสั่งห้ามจากศาล ทันที หรือเมื่อใดที่พนักงานของตนได้พบเนื้อความเช่นนั้น

สอง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและเกตเวย์ ต้องแจ้ง กสทช. และกระทรวงดิจิทัล ทันควัน ถ้าไม่สามารถบล้อคเนื้อหาอันไม่ชอบนั้นได้เนื่องจากมีหลักแหล่งอยู่ในต่างประเทศ เพื่อที่กระทรวงฯ และคณะกรรมการฯ จะได้ขอความร่วมมือจากสถานทูตหรือกระทรวงต่างประเทศให้ช่วยจัดการให้

สุดท้าย กสทช. และกระทรวงดีอี จะซักซ้อมกับผู้ให้บริการฯ อีกทีว่าควรจะทำอย่างไรกับเนื้อหาไม่ต้องประสงค์ทางออนไลน์หรือการแพร่ภาพวิดีโอสดผ่านทางเซิฟเวอร์หรือแค็คช์ของผู้ให้บริการในประเทศ


จากนั้นทั่นเลขาฯ ลงลึกด้วยตัวอย่างของต้องห้ามออนไลน์ แตะไม่ได้ก็คือ สามชายที่ถูกแบน อันมี สศจ. ปชพ. และ อมม. บอกว่าสามคนนี้โดนประกาศ ‘Wanted’ ในข้อหา ๑๑๒

สรุปว่าสิ่งที่ทางการโทรคมนาคมไทยภายใต้ คสช. ออกมาเต้น (ไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่) บีบให้ผู้บริการต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ตทำตามสั่งนั่นเป็นการ “บล้อคเว็บเพจที่ส่งเสริมกิจกรรมผิดกฎหมาย และละเมิด กม. อาญามาตรา ๑๑๒” เท่านั้น

ส่วนว่า กิจกรรมผิดกฎหมายที่ห้ามเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตจริงๆ แล้วมีอะไรบ้าง นอกเหนือจาก ม.๑๑๒ ต้องรอ พรบ.การเข้าถึงพยานหลักฐาน ที่จะให้อำนาจตำรวจ “ล้วงความลับ ดักฟังข้อมูล สืบคดี” ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเสียก่อน

กฎหมายฉบับนี้เพิ่งผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี คสช. แล้ว แต่ดึงไว้หน่อยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำหนดให้ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ นี่ตามความเห็นนายวิษณุ เครืองาม ทั่นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย คสช.

ที่จริง กสทช. ได้เริ่มกระบวนการกำกับและควบคุมกิจกรรมออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตไปก่อนบ้างแล้ว หลังจากผลการประชุม กสทช. วาระพิเศษเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน

มีมติเห็นควรให้บริการธุรกิจโอเวอร์เดอะท็อป (OTT) หรือกิจการแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่น ให้เป็นกิจการที่อยู่ภายใต้กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์”

“ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงตัวอย่างของ OTT ว่า เป็นในลักษณะการออกอากาศทาง Facebook Live Youtube / You Tube live หรือ Line TV ใช่หรือไม่”

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ขอยังไม่ตอบ รอให้ “ที่ประชุมจะมีมติในคำจำกัดความออกมาอย่างเป็นทางการเสียก่อน”


เดาเอาว่าที่ ดีเลย์ชลอ พรบ. ล้วง-ดัก-สืบทางอินเตอร์เน็ต เพื่อจะได้บวกเนื้อหา สยดสยอง แบบคนบ้าฆ่าลูกเข้าไปด้วย นอกเหนือจากที่เน้น ม.๑๑๒ ของเจตนาเดิม
เรื่องสยองของไทยที่ภูเก็ตเลยกลายเป็นอุปสรรคไม่ให้ภาพอากาศร้อนจัดที่พาสดอร์ฟ เจอรมันนี ถูกบล็อคไปด้วย

เสียสัตย์อย่าเสียชีพ สัญญาประชาคมของคนชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา



ภาพจากที่นี่และที่นั่น

#เสียสัตย์อย่าเสียชีพ

สัญญาประชาคมของคนชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา

27 มิ.ย. 57
ประยุทธ์บอกจะใช้เวลา 300 วันให้ทุกอย่างเรียบร้อย
เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 58

31 ธ.ค. 57
งานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในทำเนียบรัฐบาล
ประยุทธ์บอกจะอยู่แค่ปีเดียว

5 ก.พ. 58
ประยุทธ์พูดในที่ประชุมแม่น้ำห้าสาย
ว่ามีการเลือกตั้งต้นปี 59

9 ก.พ. 58
ไปเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว NHK ออกทีวีญี่ปุ่น
ว่าไทยจะมีการเลือกตั้งปลายปี 58 หรือต้นปี 59

27 ก.ย. 58
ประยุทธ์ยืนยันกับนายบัน คี มูน เลขาฯ ยูเอ็น
ว่าไทยมีการเลือกตั้งแน่ ๆ กลางปี 60

26 ม.ค. 59
ประยุทธ์ยืนยันเลือกตั้งปี 60 แม้ รธน.ไม่ผ่านประชามติ

22 ก.ย. 59
ประยุทธ์ยืนยันในที่ประชุมสหประชาชาติ
ว่าไทยมีการเลือกตั้งแน่นอนในปี 60

12 เม.ย. 60
ประยุทธ์แถลงต่อสื่อมวลชนในทำเนียบรัฐบาล
ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 61 แต่บอกไม่ได้ว่าวันไหน

สรุป

2557 รัฐประหาร
บอกว่าเลือกตั้งปี 58

ต้นปี 58 บอกเลือกตั้งปลายปี หรือต้นปี 59

พอถึงต้นปี 59 บอกเลือกตั้งปี 60

พอถึงปี 60 บอกเลือกตั้งปี 61

ออกลูกเป็นลิงกันหมด
ทั้งประเทศไทย และสหประชาชาติ#


Sa-nguan Khumrungroj

Another setback for Trump--- Judge blocks Trump order on sanctuary city funding





Judge blocks Trump order on sanctuary city funding


Source: AP via Yahoo News
By SUDHIN THANAWALA

SAN FRANCISCO (AP) — A federal judge on Tuesday blocked a Trump administration order to withhold funding from communities that limit cooperation with U.S. immigration authorities, saying the president has no authority to attach new conditions to federal spending.

U.S. District Judge William Orrick issued the temporary ruling in a lawsuit against the executive order targeting so-called sanctuary cities. The decision will stay in place while the lawsuit works its way through court.

The Trump administration and two California governments that sued over the order disagreed about its scope during a recent court hearing.

San Francisco and Santa Clara County argued that it threatened billions of dollars in federal funding for each of them, making it difficult to plan their budgets.

"It's not like it's just some small amount of money," John Keker, an attorney for Santa Clara County, told Orrick at the April 14 hearing.

Chad Readler, acting assistant attorney general, said the county and San Francisco were interpreting the executive order too broadly. The funding cutoff applies to three Justice Department and Homeland Security Department grants that require complying with a federal law that local governments not block officials from providing people's immigration status, he said.

The order would affect less than $1 million in funding for Santa Clara County and possibly no money for San Francisco, Readler said.

Republican President Donald Trump was using a "bully pulpit" to "encourage communities and states to comply with the law," Readler said.

In his ruling, Orrick sided with San Francisco and Santa Clara, saying the order "by its plain language, attempts to reach all federal grants, not merely the three mentioned at the hearing."

"The rest of the order is broader still, addressing all federal funding," Orrick said. "And if there was doubt about the scope of the order, the president and attorney general have erased it with their public comments."

He said: "Federal funding that bears no meaningful relationship to immigration enforcement cannot be threatened merely because a jurisdiction chooses an immigration enforcement strategy of which the president disapproves."

The Trump administration says sanctuary cities allow dangerous criminals back on the street and that the order is needed to keep the country safe. San Francisco and other sanctuary cities say turning local police into immigration officers erodes trust that's needed to get people to report crime.

The order also has led to lawsuits by Seattle; two Massachusetts cities, Lawrence and Chelsea; and a third San Francisco Bay Area government, the city of Richmond. The San Francisco and Santa Clara County suits were the first to get a hearing before a judge.

San Francisco and the county argued in court documents that the president did not have the authority to set conditions on the allocation of federal funds and could not force local officials to enforce federal immigration law.

They also said Trump's order applied to local governments that didn't detain immigrants for possible deportation in response to federal requests, not just those that refused to provide people's immigration status.

The Department of Justice responded that the city and county's lawsuits were premature because decisions about withholding funds and what local governments qualified as sanctuary cities had yet to be made.

The sanctuary city order was among a flurry of immigration measures Trump has signed since taking office in January, including a ban on travelers from seven Muslim-majority countries and a directive calling for a wall on the border with Mexico.

A federal appeals court blocked the travel ban. The administration then revised it, but the new version also is stalled in court.


หนู ๆ จำไว้นะ... ผู้ใหญ่ สร้างหนี้ใหม่...





ชาวเน็ตแชร์!! ให้ลูกหลาน จำจงดี

Credit
สื่อออนไลน์ Online Media

รู้ไม๊... กปปส. ชี้!! เหตุที่เศรษฐกิจทรุด อาจเกิดจากคนชอบด่า "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ตามโซเชี่ยล ทำให้เกิดวิบากกรรมหนัก เพราะท่านเป็นพระอริยสงฆ์





กปปส. ชี้!! เหตุที่เศรษฐกิจทรุด อาจเกิดจากคนชอบด่า "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ตามโซเชี่ยล ทำให้เกิดวิบากกรรมหนัก เพราะท่านเป็นพระอริยสงฆ์

ที่มา FB


Did you know? Hundreds of thousands of Americans live in Mexico illegally



https://www.facebook.com/aljazeera/videos/10155444493543690/

ooo


Here's a twist: 91% of Americans living in Mexico are "Illegal"


By Sara Noelle
Source: Latin Life





When most people hear the words "undocumented immigrants" they think Mexicans right? But did you know that there are a lot Americans living illegally in Mexico? Yeah, I didn’t think so. The way Fox News and Trump talk, you'd think that was something only those "drug dealers" from south of the border did. NOT SO.

The United State’s State Department confirms that almost a million Americans are living illegally in Mexico.





From 2015 the number of Americans living illegally in Mexico has increased 37.8%. According to a Study by the National Institute of Geography and Statistics, around 739,168 thousand American Citizens lived in Mexico in 2015 and, according to the National Institute of Immigration, of those only 65,302 were legal residents.

That means that 91.2 percent of Estadounidenses living in the country in 2015 were there “illegally” but that number has risen. More recent statistics from the Sate Department stipulate that almost a million Americans are currently residing in Mexico and of those 934,698 are there illegally. That's a 37.8% increase in just two years.





While Trump’s administration and campaign have been loaded with hateful words and racist slurs concerning “immigrants stealing our jobs,” they failed to even mention the reverse statistics. Trump has threatened to carry out massive raids and deport millions of who he calls “criminals” and “delinquents” but who are actually just regular people trying to live their lives.Did you know that of the roughly 11,328 people Trump has deported back to Mexico only 723 were deported on drug trafficking charges or anything equally as serious.





But unlike the way the US treats so called “illegals,” Mexico does not deport Americans. In contrast the Mexican government remains much more flexible and understanding towards the influx of undocumented immigrants from the United States.

That's a phrase I bet you never thought you'd read.

กลับไปอ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”: มีอดีต แต่ไม่มีอนาคต - ประจักษ์ ก้องกีรติ





กลับไปอ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”: มีอดีต แต่ไม่มีอนาคต


Prajak Kongkirati | Apr 25, 2017
ที่มา เวป 101 World

บทความนี้อยากจะพาผู้อ่านย้อนสำรวจคำและความคิดทางการเมืองอันหนึ่ง ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นหูหรือกระทั่งพูดกันติดปากอยู่แล้ว นั่นคือคำว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

“ประชาธิปไตยครึ่งใบ” มีความหมายเช่นไร มีที่มาที่ไปอย่างไร และการเมืองไทยในยุคปัจจุบันเป็นการย้อนคืนกลับสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นในอดีตหรือไม่

เหตุที่ทำให้นึกถึงคำนี้ เพราะในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ผมได้รับมอบหมายจากทางคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้จัดทำหนังสือรำลึกถึงชีวิตและผลงานของ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อดีตครูสอนหนังสือและอดีตคณบดีของคณะ ผู้สร้างผลงานและเกียรติประวัติไว้มากมาย

“อาจารย์ลิขิต” เป็นครูของคนจำนวนมาก เป็นหนึ่งในนักรัฐศาสตร์รุ่นบุกเบิกของไทยที่พัฒนาให้สาขาวิชานี้มีแนวคิดทฤษฎีที่ทันสมัย มีระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้การเรียนการสอนสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง”​ หลุดพ้นไปจากการถูกครอบงำของวิธีการสอนแบบราชการที่มุ่งเน้นการกล่อมเกลาความคิดให้ผู้เรียนมีความคิดคล้อยตามรัฐและระบบราชการ เพื่อฝึกหัดผู้เรียนให้เป็น “ข้า” ที่ดีของรัฐ (สมัยก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อาจารย์รัฐศาสตร์จำนวนมากมาจากข้าราชการกระทรวงมหาดไทย) อาจารย์ลิขิตและนักรัฐศาสตร์รุ่นบุกเบิกจำนวนหนึ่งช่วยปลดแอกการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ให้มีลักษณะเป็นวิชาการที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ มุ่งให้นักศึกษาสามารถคิด ตั้งคำถาม และวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองได้อย่างเป็นระบบ

แน่นอนว่าอาจารย์ลิขิตฝากผลงานทางวิชาการไว้มากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะตำราที่ชื่อ “วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย” ที่ตีพิมพ์แล้ว 10 กว่าครั้ง แม้ว่าบางประเด็นในหนังสือเล่มนี้จะถูกโต้แย้งจากงานวิชาการอื่นๆ ของนักวิชาการรุ่นหลัง แต่ก็ยังถือว่าเป็นหนังสือที่ให้ภาพของพัฒนาการการเมืองไทยในมุมกว้างอย่างเป็นระบบที่สุด เหมาะสำหรับยุคสมัยปัจจุบันอย่างยิ่ง … ยุคสมัยที่ความรู้ทางประวัติศาสตร์ถูกลบเลือนและพร่ามัวสับสน


อ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ผ่าน “ลิขิต ธีรเวคิน”

ในการกลับไปอ่านงานของอาจารย์ลิขิตรอบนี้ ชิ้นที่ทำให้ผมสะดุดใจมากที่สุดคือ บทความภาษาอังกฤษชื่อยาวเรื่อง “Demi-democracy and the Market Economy: The Case of Thailand” (1988) ในงานชิ้นนี้อาจารย์ลิขิตพยายามอธิบายระบอบที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ซึ่งในภาษาอังกฤษอาจารย์ใช้คำว่า demi-democracy และบางตอนในบทความก็ใช้คำว่า “halfway democracy” (ประชาธิปไตยครึ่งทาง) บทความเรื่องนี้ยังพัฒนาไปเป็นหนังสือขนาดยาวขึ้นซึ่งตีพิมพ์ในอีก 4 ปีต่อมา

ผมคิดว่า ในบรรดางานวิชาการที่พยายามสร้างกรอบแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยครึ่งใบในสังคมไทยนั้น งานของอาจารย์ลิขิตน่าจะโดดเด่นและเป็นระบบที่สุด

อาจารย์ลิขิตอธิบายว่าระบอบประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่เป็นผลมาจากการปรับตัวของกองทัพไทยในช่วงหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 โดยกองทัพพยายามปรับรูปแบบการใช้อำนาจให้เข้ากับยุคสมัยที่สังคมเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผลผลิตที่เป็นรูปธรรมของการปรับตัวนี้ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 ซึ่งเปิดช่องให้ชนชั้นนำทหารและข้าราชการยังคงมีอำนาจครอบงำการเมืองอยู่มาก แต่ก็เปิดพื้นที่ให้ชนชั้นนำในภาคธุรกิจ การเมือง และชนชั้นกลางเข้ามามีส่วนแบ่งในอำนาจมากขึ้น พูดง่ายๆ คือ มันเป็นระบอบของการแชร์อำนาจ มิใช่ระบอบที่กองทัพผูกขาดรวมศูนย์อำนาจเพียงกลุ่มเดียวเหมือนในยุค 2500-2510

ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบยอมให้มีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งพรรคการเมืองลงแข่งขันกันภายใต้รัฐธรรมนูญที่ทหารกำหนด ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในบางระดับ แต่ชนชั้นนำจากกองทัพยังคงเป็นผู้ชี้ขาดและควบคุมทิศทางของการเมืองไทยผ่านตำแหน่งนายกฯ คนนอก ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ที่สงวนไว้ให้กับชนชั้นนำข้าราชการ และวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง รวมทั้งกลไกอื่นๆ อีกหลายประการ ช่วงนี้ก็คือช่วงที่ตรงกับรัฐบาลของพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และพลเอก เปรม ติณสูลานนท์

ระบอบนี้ถึงที่สุดเป็นระบอบการเมืองแบบกึ่งปิดกึ่งเปิด ประชาธิปไตยเต็มใบก็ไม่ใช่ เผด็จการเต็มรูปก็ไม่เชิง ในบางจุดอาจารย์ลิขิตใช้คำว่ามันคือระบอบ “เผด็จการอ่อนๆ” (soft-authoritarianism)


ทำไมทหารต้องปรับตัว?
ทำไมถึงลงเอยที่ประชาธิปไตยครึ่งใบ?


งานของอาจารย์ลิขิตอธิบายไว้ว่า เพราะผู้นำกองทัพในยุคนั้นตระหนักรู้แก่ใจดีว่าบ้านเมืองเปลี่ยนไปแล้ว จนไม่อาจย้อนเวลากลับไปปกครองด้วยระบอบการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาสได้ ดังที่รัฐบาลอำนาจนิยมพลเรือนของนายกฯธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ขึ้นสู่อำนาจหลัง 6 ตุลาคม 2519 และมีแนวนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนและสังคมวงกว้าง จนต้องหลุดจากอำนาจไปในเวลาไม่ถึงปี

อาจารย์ลิขิตอธิบายว่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบถือกำเนิดขึ้นและทำงานได้คือ

หนึ่ง เศรษฐกิจเจริญเติบโตเร็ว เกิดพลังภาคธุรกิจและชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นพลังทางสังคมกลุ่มใหม่ที่เติบโตแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และต้องการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง จนเป็นพลังที่กองทัพมิอาจปฏิเสธ

สอง การที่สงครามการต่อสู้ระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์คลี่คลายลงในช่วงกลางทศวรรษ 2520 ทำให้ภัยคุกคามเรื่องความมั่นคงหมดไป ดังนั้น ชนชั้นนำราชการของไทยจึงรู้สึกปลอดภัยพอที่จะให้มีประชาธิปไตยแบบรัฐสภาและเปิดให้มีการมีส่วนร่วมจากประชาชนในบางระดับ

สาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุด – ปัจจัยภายในกองทัพเอง ผู้นำทหารหลายคน “ปรับเปลี่ยนทัศนคติ” ของตนเองหันมายอมรับประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มองว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการเมืองที่ชั่วร้าย แต่เป็นระบอบการเมืองแบบปรกติที่เปิดให้ทุกฝ่ายได้แชร์อำนาจกัน พร้อมกับเห็นว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางออก

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่จะแชร์อำนาจกับกลุ่มอื่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้นำกองทัพหันมาสมาทานอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด แต่อาจารย์ลิขิตใช้คำว่า มันเกิดขึ้นเพราะผู้นำกองทัพในยุคนั้นมีลักษณะ “ปฏิบัตินิยม” มองโลกตามความเป็นจริง มิได้มีลักษณะสุดโต่ง จึงอ่านสถานการณ์ออก ไม่ฝืนกระแสสังคม และรู้ว่าต้องปรับตัว

อาจารย์ลิขิตสรุปจบไว้อย่างน่าคิดว่า จุดแข็งของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ (หรืออีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือระบอบเผด็จการแบบครึ่งใบนั่นเอง) คือการสร้างความสงบและเสถียรภาพทางการเมือง แต่มันล้มเหลวในด้านอื่นๆ ระบอบนี้จึงมิอาจจัดว่าเป็นระบอบการเมืองที่ดี

หากวัดจากเกณฑ์หลักสองประการของระบอบการเมืองที่ดี คือ ประสิทธิภาพในการตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กับการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองอย่างแข็งขัน ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบให้ผลอย่างครึ่งๆ กลางๆ คือไม่โดดเด่นทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงาน และไม่โดดเด่นทั้งในด้านการให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชน


การเมืองไทยยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2560
ทวนเข็มนาฬิกากลับสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบอีกครั้ง
หรือถอยหลังไปไกลกว่านั้นอีก?


อ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ของอาจารย์ลิขิตจนจบก็ได้ประเด็นมานั่งคิดต่ออีกหลายเรื่องทีเดียว

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมานั้น เป็นการรื้อฟื้นโมเดลของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบกลับขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการมีนายกฯ คนนอก มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งซึ่งมีอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯ การสร้างระบบพรรคการเมืองที่อ่อนแอ การให้อำนาจกับรัฐราชการรวมศูนย์ ฯลฯ

แน่นอนว่า หากมองจากประเด็นเหล่านั้นก็มีความคลับคล้ายคลับคลา แต่ผมอยากจะชวนให้คิดว่าระบอบการเมืองหลังรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 นั้นจะไม่เหมือนกับระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบสมัยรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 ในหลายประการด้วยกัน

หนึ่ง กลไกองค์กรอิสระ อำนาจของฝ่ายตุลาการ รวมทั้งปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” เป็นกลไกใหม่ที่ไม่มีในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบของรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์

กลไกและองค์กรเหล่านี้จะมีอำนาจบทบาทหน้าที่เพิ่มสูงขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 ในการกำกับควบคุมการทำงานของระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะทำงานได้ลำบาก ไร้เสถียรภาพ และถูกถอดถอนได้ง่ายยิ่งกว่าภายใต้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบในอดีต

สอง รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 เป็นผลผลิตของการประนีประนอมและความพยายามปรับตัวที่จะแชร์อำนาจเพราะตระหนักว่าสังคมไทยพัฒนาไปมากแล้ว จึงมิอาจฝืนกระแสการเปลี่ยนแปลง ยอมเปิดพื้นที่ให้พลังทางสังคมใหม่ๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 กลับมิได้ถูกออกแบบบนฐานคิดแบบเดียวกัน ทว่าถูกออกแบบจากฐานคิดของความไม่ไว้วางใจประชาชน (ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนและลดทอนอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน) และพรรคการเมือง (การทำให้พรรคการเมืองตั้งยาก แต่ถูกยุบได้ง่าย)

ฐานคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมองว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่พร้อมและไม่มีวิจารณญาณในการตัดสินใจทางการเมือง จึงมุ่งออกแบบกติกาทางการเมืองที่จะหยุดยั้งกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคม นอกจากนั้น ยังมองว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ท้าทายสถานะและอำนาจของชนชั้นนำ จึงมุ่งทวนเข็มนาฬิกากลับไปสู่ยุคของการเมืองแบบชนชั้นนำและรัฐราชการรวมศูนย์อีกครั้ง

ทั้งที่หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว สังคมไทยใน พ.ศ. ปัจจุบันยิ่งมีความซับซ้อนและมีพลวัตทางเศรษฐกิจสังคมสูงกว่าในช่วงทศวรรษ 2520 หลายสิบเท่า พลังของภาคธุรกิจ พรรคการเมือง และภาคประชาสังคมเติบโตและแตกต่างหลากหลายอย่างสูง จนน่าตั้งคำถามว่าโมเดลที่ให้ชนชั้นนำในระบบราชการ (ซึ่งในยุคปัจจุบันยิ่งขาดความเป็นเอกภาพ ความเป็นมืออาชีพ และประสิทธิภาพเสียยิ่งกว่าในยุคทศวรรษ 2520) มีอำนาจเป็นผู้ชี้นำควบคุมสังคมจะยังคงเป็นโมเดลที่ใช้ได้ในโลกยุคปัจจุบันอีกหรือไม่

เราอาจจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 มุ่งหมายที่จะสร้างระบอบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตยในระดับที่น้อยลงกว่าโมเดล “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในทศวรรษ 2520 เสียอีก ทั้งที่เศรษฐกิจสังคมไทยพัฒนาไปมากกว่าเดิมอย่างมิอาจเปรียบเทียบกันได้

ในยุคที่สังคมเศรษฐกิจเดินหน้าสู่ยุค 4.0 แต่การเมืองไทยกลับกำลังเดินหน้าไปสู่โมเดลทางการเมืองแบบ 1.0 ที่ชนชั้นนำในระบบราชการผูกขาดรวมศูนย์อำนาจอยู่กับตัวเอง มากกว่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ยอมแบ่งปันอำนาจและเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองให้กับพลังทางสังคมอื่นๆ

การเมืองไทยจึงถอยหลังไปไกลกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ และดูเหมือนว่าเราจะไม่มีชนชั้นนำที่เป็น “นักปฏิบัตินิยม” ซึ่งรู้เท่าทัน ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และเข้าใจโลกและสังคมตามความเป็นจริงอีกแล้ว

หนทางข้างหน้าของการเมืองไทยจึงขรุขระ มืดมน และเคว้งคว้างยิ่งนัก