วันพุธ, มิถุนายน 29, 2559

นักวิชาการทั่วโลกกดดันคสช.ปล่อยตัว 7 นักโทษประชามติ "ปิศาจ"แห่งความกลัวเริ่มหมดฤทธิ์






https://www.youtube.com/watch?v=rJsdHagTLjc&spfreload=5

นักวิชาการทั่วโลกกดดันคสช.ปล่อยตัว 7 นักโทษประชามติ "ปิศาจ"แห่งความกลัวเริ่มหมดฤทธิ์

jom voice

Published on Jun 28, 2016

ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา แกนนำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณีการรณรงค์เพื่อปล่อยตัว 7 นักศึกษาประชามติ ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯขณะนี้ว่า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองได้นำรายชื่อนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 292 คนไปยื่นต่อกรมราชทัณฑ์เพื่อให้รัฐบาลปล่อยตัวทั้ง 7 คนโดยไม่มีเงื่อนไข และให้มีการรณรงค์ประชามติได้อย่างเสรี และไม่ว่าศาลจะปล่อยตัวนักศึกษาหรือไม่ ความชอบธรรมของ คสช.เริ่มลดลงไปเรื่อย ๆ ปีศาจแห่งความกลัวที่ คสช.สร้างขึ้นมาเพิ่มไม่มีความหมายเพราะ 2 ปีของคสช.บอกได้ถึงความล้มเหลวและสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ขณะเดียวกัน เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ก็จะเดินหน้ารณรงค์ล้มร่างรัฐธรรมนูญอย่างเข้มข้นนับจากนี้


10 คำถามว่า ทำไมเด็ก ๆ นักโทษประชามติจึงไม่ต้องขึ้นศาลทหาร




ที่มาภาพ คมชัดลึก

ที่มาเรื่อง FB

Krisadang-Pawadee Nutcharus

10 คำถามว่า ทำไมเด็ก ๆ นักโทษประชามติจึงไม่ต้องขึ้นศาลทหาร

1. ถาม ทำไมเรียกว่าเด็ก ๆ

ตอบ เพราะประยุทธ์-วิษณุ-ประวิตร-มีชัย ล้วนอายุเกินกว่า 60 ปี ส่วนพวกเขาอายุระหว่าง 21-25 ปี

2. ถาม เขาโดนข้อหาอะไรจึงถูกจับ

ตอบ เขาโดนจับข้อหา
2.1 ขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/58 เรื่องชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
2.2 พรบ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ม.61(1) วรรค 2 และ 3
2.3 ไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ตามคำสั่ง คมช.ฉบับ 25
2.4 ไม่แสดงบัตรประชาชน

3. ถาม ทำไมถึงไม่ต้องขึ้นศาลทหาร เพราะ คสช.ให้ขึ้นศาลทหารไม่ใช่หรือ

ตอบ กฎหมายไม่ให้พลเรือนขึ้นศาลทหารชัดเจนอยู่แล้ว

4. ถาม อ้าว ก็ตามคำสั่ง คสช. เขาว่าคดีที่ขัดคำสั่ง คสช. เช่นความผิดตาม 2.1 ต้องขึ้นศาลทหารไม่ใช่หรือ

ตอบ ใช่ แต่คำสั่ง คสช. ที่ 3/58 ถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2558

5. ถาม ยกเลิกไปอย่างไร

ตอบ เพราะรัฐบาลทหารและสภานิติบัญญัติของทหารได้ออก พรบ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 13 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา

6. ถาม แล้วมีผลยังไงหล่ะ

ตอบ ก็ พรบ.ดังกล่าวอนุญาตให้ชุมนุมทางการเมืองได้ไงหล่ะ และหากชุมนุมโดยไม่ขออนุญาตก็มีโทษนิดหน่อย และโทษดังกล่าวก็ขึ้นศาลพลเรือนทั้งสิ้น ตามหลักกฎหมายใหม่ย่อมยกเลิกกฎหมายเก่า เพราะไอ้คำสั่ง คสช. ที่ 3/58 นั้นมันประกาศใช้มาตั้งแต่ 1 เมษายน 2558 แต่พอ 13 สิงหาคม 2558 ก็มี พรบ. ชุมนุมสาธารณะออกมาในประเด็นเดียวกันจึงเป็นการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทันที ดังนั้นจึงไม่มีความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช. อีกแล้ว ถ้าผิดก็ผิด พรบ. ชุมนุมสาธารณะเท่านั้น ซึ่งขึ้นศาลพลเรือนอย่างเดียว

7. ถาม แล้วข้อหาอื่นอีก 3 ข้อหาหล่ะ

ตอบ ข้อหาอื่นอีก 3 ข้อหากฎหมายให้ขึ้นศาลพลเรือนอย่างเดียว

8. ถาม ก็เมื่อทุกข้อหาต้องขึ้นศาลพลเรือนแล้วทำไมเขาถึงมาฟ้องที่ศาลทหารหล่ะ

ตอบ ไม่รู้โว้ย

9. ถาม แล้วศาลพลเรือนไม่ดีอย่างไร ทำไมเขาไม่ชอบศาลพลเรือน ไม่ให้พลเรือนขึ้นศาลพลเรือน

ตอบ ไม่รู้โว้ย

10.ถาม แล้วจะให้ใครชี้ขาด ส่งศาลรัฐธรรมนูญดีไหม

ตอบ ไม่รู้โว้ย ใครจะส่งก็ส่ง ผมไม่ส่งเพราะผมกลัว


ยึดลูกโป่งเป็นของกลาง‬! ความพิลึกของการใช้บังคับกฎหมายในยุคนี้




ภาพจาก Kunpat Singhathong

‪#‎ยึดลูกโป่งเป็นของกลาง‬!

-•ความพิลึกของการใช้บังคับกฎหมายในยุคนี้ เป็นเรื่องของคนมีอำนาจใช้วาทะกรรมกลบเกลื่อนและใช้กฎหมายกดหัวอย่างแท้จริง•-

เข้าสู่เรื่องการเคลื่อนไหว แสดงออกของกลุ่มนักศึกษา ประชาชน กลุ่มการเมือง รวมทั้งผู้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งและนโยบายของผู้มีอำนาจ ถือเป็นสิทธิของพลเมืองที่ผู้มีอำนาจพูดแต่ปากว่าไม่ละเมิด แต่การกระทำก็ดังที่ปรากฎให้เห็นรายวัน

การยึดลูกโป่งของน้องๆนักศึกษา ตามที่ปรากฎในคลิปที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ถือเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นคล้ายๆกับกลายเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยได้ปรากฎในสภาวะบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยหรือที่บ้านเมืองอยู่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการจัดตั้งในค่ายทหารก็ตามทีนัก
 
*ช่วงเวลาของการยึดลูกโป่งแม้จะไม่นาน แต่อาจตั้งคำถามไปอีกนานแสนนานว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการใช้อำนาจที่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ การกระทำนั้นได้รับความคุ้มครองหรือไม่ ถือว่าเข้าข่ายการชิงทรัพย์หรือทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ (ขอตั้งประเด็นไว้ก่อน) 
 
หากพิจารณาตามกฎหมายที่บางคนไม่ยอมรับว่าเป็นกฎหมายแล้ว เห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจอ้างว่าตนเองใช้อำนาจตามคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ทำการยึดลูกโป่งซึ่งเป็น"ทรัพย์" ของนักศึกษา กล่าวคือ

คำว่า "ยึด" หมายความว่า การกระทำใด ๆ ต่อทรัพย์สินของคนที่ถูกยึดเพื่อให้ทรัพย์สินนั้น ๆ เข้ามาอยู่ในการดูแล, ควบคุม และ ครอบครองของผู้ดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้น ๆ

การจะยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบตามเคหะสถาน หรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคล ทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่าบุคคลซึ่งกระทําความผิดตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.นั้น น้องๆนักศึกษาไปเยี่ยมเพื่อนที่ท่านขังเขาไว้ มีความผิดเรื่องใด "มั่วสุม"หรือ"ชุมนุม" เอาให้ชัด เพราะมันจะถูกนำไปเปรียบเทียบว่ามาตรฐานการใช้บังคับกฎหมายของท่านอยู่จุดใดได้

ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การยึดนั้นต้องเป็นการมีทรัพย์สิน ซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทําความผิดหรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทําความผิด
‪#‎ลูกโป่งย่อมไม่ใช่ทรัพย์ที่‬"มีไว้" หรือ "ได้มา"หรือ"ได้ใช้"หรือ"จะใช้" กระทำความผิด หรือจะเห็นแย้งอย่างไรก็ต้องอธิบายมาว่าเป็นทรัพย์ที่สามารถยึดได้อย่างไร (กล้ายึดก็ต้องกล้าแจง)

กรณีต่อมา ในคลิป"ยึดลูกโป่ง"มีนายตำรวจนายหนึ่งอธิบายกับนักศึกษาว่า ยึดไว้เพื่อใช้ประกอบการสอบสวนนั้น สะท้อนให้เห็นได้พอสมควรว่า ประชาชนอาจมองว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีความเข้าใจในกระบวนการทางคดีและใช้อารมณ์หรืออคติในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถชี้ชัดหรือพบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าใดๆ การจะยึดลูกโป่งเป็นของกลางก็ไม่ถนัดนัก เพราะจะเป็นของกลางในกรณีความผิดอาญาตามกฎหมายใดก็ไม่มี(ดูระเบียบการตำรวจว่าด้วยของกลาง)

ดังนั้น การจะยึดลูกโป่งไว้เพราะอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ย่อมฟังดูไม่สมเหตุสมผล เป็นพฤติการณ์ที่ดูน่าขัน และก็อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรงได้
ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงแต่ต้องมีวุฒิภาวะในการดำรงตนในหน้าที่เท่านั้น แต่คงต้องมีศิลปะหรือจิตวิทยามวลชนไว้ด้วย ก็น่าจะพอเป็นเครื่องมือสร้างผลงานให้ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม.

‪#‎หมายเหตุ‬:
ก. คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558
ข้อ 4 ในการดําเนินการตามข้อ 3 ให้เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอํานาจ หน้าที่ดังต่อไปนี้...
(4) เข้าไปในเคหสถาน หรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่าบุคคลซึ่งกระทําความผิดตามข้อ ๓ หลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สิน ซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทําความผิดหรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทําความผิดตามข้อ 3 หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอา หมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีไปหรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทําลาย หรือทําให้ เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

(5) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบตาม (4)...

ข. ระเบียบการตำรวจว่าด้วย "ของกลาง"
คำว่า "ของกลาง" นั้นหมายความว่า วัตถุใด ๆ หรือทรัพย์สินซึ่งตกมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าพนักงานโดยอำนาจแห่งกฎหมาย หรือโดยหน้าที่ในทางราชการ และยึดไว้เป็นของกลางเพื่อพิสูจน์ในทางคดี หรือเพื่อจัดการอย่างอื่นตามหน้าที่ราชการ
1. ของกลางในคดีอาญา คือ สิ่งของที่เกี่ยวข้องจัดการทางคดีอาญา เช่น สิ่งของที่บุคคลมีไว้เป็นความผิด หรือสิ่งของที่ใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิด
2. ของกลางอย่างอื่นคือของกลางที่ไม่เข้าอยู่ในลักษณะของกลางในคดีอาญา เช่น ของที่เก็บตก หล่น หลุด ลอยได้ เป็นต้น

ค. ข้อยกเว้นความรับผิดที่พวกท่านย่ามใจ ยังมีข้อยกเว้นของข้อยกเว้นอีกนะท่าน .-


ที่มา

United Lawyers For Rights & Liberty shared Winyat Chatmontree's post.

ooo


https://www.facebook.com/1739508929601205/videos/1760590207493077/

.....


https://www.facebook.com/DemocracyJournalist/videos/581351878705130/

ooo


ที่มา FB



กกต. รับลูกโป่งรณรงค์ประชามติจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่

นายอำนวย น้อยโสภา รองผู้อำนวยการสำนักเลขานุการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับลูกโป่งเขียนข้อความ “รณรงค์ ไม่ผิด” จากตัวแทนกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่มายื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง รวมทั้งมอบเอกสารรณรงค์ของกลุ่มให้กับกกต. เพื่อให้นำไปแจกประชาชนต่อไป

นายปกรณ์ อารีกุล สมาชิกของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่กล่าวว่าต้องการเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางไม่เป็นกระบอกเสียงของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐบาล และยืนยันว่าการรณรงค์เกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญควรเป็นสิ่งที่ทำได้ตามหลักการทำประชามติสากล และขอให้ กกต. พิจารณาเรื่องการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประชามติ พ.ศ. 2559 โดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้มีนักกิจกรรมที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีแล้ว 13 คนถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิด พ.ร.บ. ดังกล่าว โดย 7 คนยังคงถูกคุมขังเนื่องจากไม่ขอประกันตัว ขณะที่อีก 6 คนยื่นขอประกันตัวไปแล้ว ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดถูกจับกุมเนื่องจากรณรงค์ให้ประชาชนไปลงประชามติและรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

นายอำนวยรับเอกสารการรณรงค์ของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และหนังสือร้องเรียนไว้ และแจ้งว่าวันนี้ กกต. ไม่มีการประชุม แต่จะนำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้กับคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

กลุ่มประชาธิปไตยใหม่เริ่มรณรงค์ปล่อยลูกโป่งที่ติดข้อความ “รณรงค์ ไม่ผิด” ตั้งแต่เมื่อวานนี้ โดยนายปกรณ์ระบุว่า ต้องการปล่อยลูกโป่งเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนสามารถรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มประชาธิปไตยใหม่นำลูกโป่งไปปล่อยบริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไม่อนุญาตให้ปล่อยลูกโป่งและยึดลูกโป่งไป วันนี้จึง พยายามปล่อยลูกโป่งอีกครั้งที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งให้ไปทำกิจกรรมนอกเขตเรือนจำ นักกิจกรรมจึงทำกิจกรรมปล่อยลูกโป่งได้










‘นกเงือกสีน้ำตาล’ ส่องใต้พรมวงการค้าสัตว์ป่า กับ ‘นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์’ หมอนักอนุรักษ์





ที่มา มติชนออนไลน์
25 มิ.ย. 59

ผู้เขียน วจนา วรรลยางกูร


ปัญหาขบวนการค้าสัตว์ป่าเกิดขึ้นตลอดมายาวนาน และเป็นความสนใจของสังคมในช่วงสั้นๆ เมื่อมีกรณีรุนแรงเกิดขึ้น แต่ไม่นานก็จะหายไปจากความสนใจของผู้คน

วงจรเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจเพราะรู้สึกว่าไกลตัว เมื่อเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใน “ป่า” ไม่ใช่ใน “เมือง”

หลังเกิดข่าวสะเทือนใจคนทั่วโลกเมื่อพบซากเสือและเครื่องรางของขลังที่วัดหลวงตาบัวแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพบหลักฐานมีแนวโน้มเกี่ยวพันขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ

เป็นสิ่งที่น่าจะยืนยันความเข้มข้นรุนแรงของวงการค้าสัตว์ป่าในไทยได้ดี ซึ่งที่ผ่านมาวัดนี้ถูกปกปิดอยู่ใต้ภาพความดีของศาสนา

ไม่นานนักก็ตามมาด้วยกระแสดราม่า เมื่อ วิกรม กรมดิษฐ์ นักธุรกิจชื่อดัง เจ้าของหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี” โพสต์ภาพตนเองคู่กับนกตัวหนึ่งที่เกาะพนักเก้าอี้อย่างใกล้ชิด

เป็นเรื่องราวทันทีเมื่อชาวเน็ตสังเกตว่านกตัวนั้น คือ “นกเงือกสีน้ำตาล” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไม่สามารถครอบครองได้ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

วิกรมจึงชี้แจงว่านกตัวนี้ถูกพบข้างไร่ซึ่งติดกับอุทยานเขาใหญ่ บินไม่ได้ น้องชายตนจึงนำมาเลี้ยงดูจนนกไม่ยอมไปไหน ตนไม่เคยครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น

หนึ่งในนักอนุรักษ์ที่ออกมาตั้งคำถามและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง คือ นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง อาจารย์ประจำหน่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตำแหน่งในงานอนุรักษ์ คือ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร, ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา, เลขาธิการมูลนิธิธรรมนาถ และกรรมการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก

หลังการตรวจสอบกรมอุทยานฯได้มีการดำเนินคดีกับวิฑูรย์ กรมดิษฐ์ น้องชายวิกรม ส่วนวิกรมที่ถ่ายรูปคู่นั้นถือว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์

ซึ่งยังคงสร้างความค้างคาใจให้คนในสังคม จนน่าตั้งคำถามต่อถึงแฟชั่นการเลี้ยงสัตว์แปลกๆ ของคนรวยคนมีอำนาจ ขยายภาพต่อไปถึงขบวนการค้าสัตว์ป่าที่นักอนุรักษ์ต้องสู้รบตบมือกันมานาน

เพราะสิ่งที่ไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่ไม่ถูกเปิดเผยในวงกว้าง หรือต่อให้เปิดเผยออกมาแล้วก็ถูกผู้คนลืมหายไปในเวลารวดเร็ว

นกเงือกสีน้ำตาลมีความสำคัญอย่างไรบ้าง?

นกเงือกทุกชนิดมีจำนวนน้อย ประชากรลดลงเพราะปัญหาพื้นที่อาศัยที่ลดลงและการล่าของคน นกเงือกหน้าตาประหลาด ตัวใหญ่ ปากใหญ่ น่าดู จึงมีความต้องการทางตลาดในการเลี้ยงสัตว์แปลกๆ เป็นที่ต้องการของสวนสัตว์ต่างๆ ส่วนจำนวนนกเงือกสีน้ำตาลน่าจะประมาณระดับพันตัว ในไทยเจออยู่ 2 กลุ่ม คือ นกเงือกสีน้ำตาลมี 2 ชนิด อาศัยอยู่ในป่าดิบ เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า

ความพิเศษคือมีหน้าที่สำคัญมากในการช่วยกระจายพันธุ์พืชในป่า ต้นไม้หลายชนิดในป่าวิวัฒนาการมาให้นกเงือกเป็นตัวกระจายพันธุ์ เพราะมีลูกขนาดใหญ่ นกเงือกปากใหญ่จะกินได้ อย่างมะเกิ้ม ตาเสือ ถ้านกเงือกหมดไปจากป่า ต้นไม้เหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะกระจายพันธุ์ได้ เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สำคัญในระบบนิเวศป่าเขตร้อน

นกเงือกสีน้ำตาล 2 ชนิด ถิ่นที่อยู่อาศัยต่างกันไหม?

มีนกเงือกสีน้ำตาลคอขาว (Austen’s Brown Hornbill) อยู่แถวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขาใหญ่ ภูเขียวที่ชัยภูมิ และอาจมีทางพนมดงรักบ้าง อีกชนิดคือ นกเงือกสีน้ำตาล (Tickell’s Brown Hornbill) อยู่ตั้งแต่ทาง จ.ตาก กาญจนบุรี จนถึงเพชรบุรี ลักษณะชีววิทยาต่างๆ จะคล้ายคลึงกัน แต่เป็นคนละสายพันธุ์กันชัดเจน

ที่ปรากฏในภาพคุณวิกรมคือนกเงือกสีน้ำตาล มีโอกาสบินข้ามถิ่นไหม?

ไม่มีเลยครับ นกเงือกส่วนใหญ่ไม่ใช่นกอพยพ แต่ในการศึกษาวิจัยเพิ่งพบว่ามีนกเงือกชนิดหนึ่งอพยพ เป็นเรื่องตื่นเต้นมากของโลก คือ นกเงือกกรามช้างปากเรียบ อพยพจากอุทัยธานีไปถึงนราธิวาส ส่วนนกเงือกสีน้ำตาลเราทำวิจัยมา 20-30 ปี ชัดเจนว่าไม่เปลี่ยนถิ่น ไม่ใช่นกอพยพ บินหากินในบริเวณหากินได้ แต่จะไม่บินข้ามหลายจังหวัดหลายร้อยกิโลเมตร

นกเงือกสีน้ำตาลจึงมี 2 ชนิด ถ้าบินมาเขาใหญ่ได้จะไม่เป็น 2 ชนิดแล้ว เพราะจะมีโอกาสผสมพันธุ์กัน เป็นพันธุ์ผสม แต่ 2 ชนิดนี้ไม่มีการผสมข้ามสายพันธุ์กันมานานแล้ว เป็นไปไม่ได้ในการที่จะบินมาบริเวณนั้น

ปกตินกเงือกเชื่องไหม?

ไม่เลยครับ สัตว์ป่าทุกชนิดไม่เคยไว้ใจมนุษย์เราเข้าไปในป่าจะพบว่าสัตว์หนีเราหมดเลย จะมีนกระวังไพรร้อง ทุกตัวหลบหมด สัญชาตญาณสัตว์ป่าเป็นอย่างนั้น ถ้ามันหลงมาในป่าจริง แม้ว่าเราจะรักษาดูแลมัน แต่สัญชาตญาณนี้ไม่ได้หายไปง่ายๆ ถ้ามานั่งแปะอยู่ก็ต้องเลี้ยงตั้งแต่เด็ก คงโดนเอามาจากรังโดยตรง พฤติกรรมของนกจะคิดว่าสิ่งที่เห็นแรกๆ ในชีวิตเป็นพ่อแม่ จะเกิดความเชื่องและคุ้นเคย ศัพท์ของคนเลี้ยงนกเรียกว่า ลูกป้อน ต้องเอามาป้อน เลี้ยงแต่เล็ก

การครอบครองโดยถูกกฎหมายมีวิธีการใดบ้าง?

นกเงือกสีน้ำตาลเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ถ้าเป็นสัตว์ป่าสงวนไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่สัตว์ป่าคุ้มครองต้องทำเรื่องขออนุญาตโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะที่ชัดเจน เช่น ทำสวนสัตว์เอกชน ซึ่งกระบวนการเปิดสวนสัตว์ก็มีระเบียบข้อบังคับอยู่ หรือเพื่อการศึกษาวิจัยบางอย่างเฉพาะ แต่คนทั่วไปเอามาเลี้ยงดูเล่นไม่ได้ กฎหมายไม่ได้ให้ทำอย่างนั้น

สามารถเพาะพันธุ์ได้ไหม?

การเพาะนกเงือกทำได้ยากมาก แม้เข้าใจชีววิทยาการสืบพันธุ์ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาหารที่หลากหลายเช่นในธรรมชาติ ลักษณะโพรงรังต้องเป็นต้นไม้ที่มีชีวิต ไม่ใช่ต้นไม้ตาย การสร้างกล่องขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะออกลูกออกหลานได้ ที่ผ่านมามีความพยายามตามสวนสัตว์ แต่ทำได้สำเร็จน้อยมาก

แม้วันหนึ่งทำได้สำเร็จก็ต้องถามว่า ทำไมเราอยากเพาะเลี้ยงมัน หลายคนอ้างว่าเอามาเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์ ต้องการขยายพันธุ์ จะได้มีนกเงือกเยอะๆ ต้องถามว่าวัตถุประสงค์สูงสุดของการอนุรักษ์สัตว์คืออะไร เราต้องการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ สัตว์ไม่ได้มีเพื่อประดับป่าบินไปบินมาสวยงาม แต่เป็นกลไก เป็นชีพจรหนึ่งของป่า นกเงือกช่วยในการขยายพันธุ์ต้นไม้ป่าบางชนิดซึ่งสัตว์อื่นทำแทนไม่ได้ ตราบใดที่มันไม่สามารถกลับไปอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติได้ การอนุรักษ์สัตว์ชนิดนั้นก็ไม่มีประโยชน์ แค่เป็นตัวของมันแต่แปลกแยกออกจากระบบนิเวศ

มีสัตว์ป่าที่เพาะพันธุ์แล้วนำกลับคืนสู่ธรรมชาติ?

การเพาะพันธุ์สัตว์ป่าแล้วพยายามเอากลับเข้าไป (Ex situ conservation) จะมีประโยชน์กับสัตว์ที่โดนล่า แต่พื้นที่อาศัยยังมีเพียงพอ เช่น นกกระเรียนที่อาศัยพื้นที่ชุ่มน้ำตามท้องนา โดนล่าเยอะ แต่ทุกวันนี้มีการเพาะพันธุ์และคืนสู่ธรรมชาติ เมื่อพื้นที่อาศัยยังไม่หมดไป ไม่ใช่เพาะไว้เลี้ยงดู การเพาะไว้เลี้ยงดูไม่มีประโยชน์ เป็นการเพาะเพื่อตัวเอง ถ้าคุณบอกว่าทำเพื่อจะอนุรักษ์ กรงไม่ใช่บ้านของมันแน่นอน

การเพาะเพื่อใส่กลับในป่า ต้องเป็นมาตรการสุดท้ายที่เราไม่สามารถรักษามันในธรรมชาติได้ แต่ถ้าป่าถูกทำลายจนหมดไปแล้ว ก็ป่วยการที่เราจะอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ แม้เราจะเอาไดโนเสาร์หรือแมมมอธกลับมาได้ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ไม่มีถิ่นอาศัยที่มันอยู่อีกต่อไป ต้องการให้คนเข้าใจว่า วัตถุประสงค์หลักของการอนุรักษ์สัตว์ป่า คือการรักษาระบบนิเวศหรือรักษาสมดุลของธรรมชาติ

การอนุรักษ์สมดุลธรรมชาติจะยั่งยืนกว่า?

การเพาะสัตว์ตัวหนึ่งแล้วพยายามเอามันกลับเข้าสู่ธรรมชาติ เป็นกระบวนการซึ่งใช้ทรัพยากรมโหฬาร และส่วนใหญ่ล้มเหลว ถ้าเราใช้เงินจำนวนเดียวกัน มามุ่งเน้นการอนุรักษ์สัตว์ในถิ่นอาศัย (In situ conservation) ป้องกันการทำลายป่า ป้องกันการล่า ให้มีการลาดตระเวนให้ดีขึ้น ทำให้ชุมชนภายนอกมีอาชีพมีรายได้ ไม่เข้าไปล่าสัตว์ คนอยู่ได้สัตว์อยู่ได้ เป็นทางออกที่ยั่งยืน

การอนุรักษ์ในถิ่นอาศัยมีข้อดีอีกข้อ คือ ถ้าเราเลือกเพาะพันธุ์สัตว์จะมีอคติ ปฏิบัติแบบไม่เท่าเทียม เราจะเพาะตัวขนฟู ตาโต น่ารัก อย่างแพนด้า ตัวไหนหน้าตาไม่ดีน่าขยะแขยง กิ้งกือ ไส้เดือน ตุ๊กกาย (ตุ๊กแกป่า) สัตว์เหล่านี้แทบไม่ได้รับการเหลียวแล ทั้งที่คุณค่าต่อระบบนิเวศไม่ได้สำคัญน้อยไปกว่าแพนด้า ถ้าเราอนุรักษ์สัตว์ในถิ่นอาศัยคือเรารักษาทั้งระบบ สัตว์พวกนี้จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย การอนุรักษ์ที่เลือกปฏิบัติไม่ได้ส่งผลดีกับระบบนิเวศโดยรวม สมดุลของธรรมชาติระบบนิเวศโดยรวมที่มั่นคงนั่นแหละ จะส่งผลให้มนุษย์ได้รับประโยชน์ในรูปแบบต่างๆมากมาย

คิดว่าทำไมกรณีคุณวิกรมเป็นกระแสรุนแรง?

เข้าใจว่าเพราะตอนนี้สังคมกำลังอึดอัดเรื่องความเท่าเทียมและความยุติธรรมในสังคม มองว่ามีคนมีอภิสิทธิ์ในสังคมเยอะ กฎหมายใช้ไม่เท่ากัน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของคนดี คนที่เป็นผู้นำทางความคิดในสังคม เกิดการตั้งคำถามว่าแล้วคุณทำผิดกฎหมายหรือเปล่า ผมเองเขียนไปว่าอยากให้ตรวจสอบว่าผิดไหม ถ้าผิดก็อยากให้ดำเนินการเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ใช่ว่าคนที่มีอำนาจคนยากจนโดนดำเนินคดี แต่คนเหล่านี้หลุดรอดไป

ผมเองจะมองประเด็นเรื่องธรรมชาติ คุณวิกรมมาโชว์ว่ามีสัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์เลี้ยง เหมือนค่านิยมว่ามีเสือในบ้านเป็นความเก๋ไก๋ ความเท่ ยิ่งสร้างการแข่งขันที่จะครอบครองสัตว์เหล่านี้ ใครมีตัวประหลาดกว่ากัน คุณวิกรมเป็นคนมีชื่อเสียง ถ้านำไปในทางที่ผิดจะก่อให้เกิดกระแสที่ผิด ปัญหาเรื่องการค้าสัตว์ป่าหนักมากทุกวันนี้ จะเห็นกลุ่มซื้อขายสัตว์ป่าเต็มเฟซบุ๊กไปหมดเลย กลุ่มคนทำงานอนุรักษ์กำลังต่อสู้กันมาก เหตุการณ์อย่างนี้เป็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือ คนมีชื่อเสียงในสังคมสร้างค่านิยมที่ผิด

อะไรเป็นสาเหตุหลักที่หยุดกระบวนการค้าสัตว์ป่าไม่ได้?

หลายส่วนมาก เรื่องความนิยม บางคนแยกสัตว์แปลกกับสัตว์ป่าผิดกฎหมายไม่ค่อยได้ สัตว์แปลกพวกนี้บางตัวมีราคาสูงมาก คนไม่มีเงินพออยากมีบ้างก็จะไปเอาตลาดมืดมาจากป่าไม่มีใบอนุญาต กระบวนการนี้มีเรื่องราวเจ็บปวดมาก เป็นสินค้าที่มีทั้งคราบน้ำตาคราบเลือดตลอดทาง ที่น่ากลัวมากคือเมืองจีนตอนนี้กำลังซื้อมหาศาล

1.กำลังซื้อเยอะขึ้นมากกว่าเดิม มีการทำการตลาดให้คนหันมานิยมของเหล่านี้มากขึ้น 2.จุดอ่อนของกฎหมายเราและการบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มแข็ง หลายเรื่องที่เราทำ ที่จริงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ แต่กลายเป็นว่าประชาชนทั่วไปต้องมาโวยวายว่าเจ้าหน้าที่ไปจับหน่อยสิ เรามองว่าคนที่มีหน้าที่ก็ต้องขยันช่วยกัน ผมรู้ว่าข้อจำกัดมีเยอะ เจ้าหน้าที่น้อย งานเยอะ แต่กรณีคนมีชื่อเสียงจำเป็นต้องทำ เพราะส่งผลกระทบวงกว้าง

กรณีเสือวัดหลวงตาบัวสะท้อนภาพการซื้อขายสัตว์ป่าในไทยได้ไหม?

ผมว่าเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่ไปเปิดดูแล้วผงะว่ามากมายขนาดนั้น สวนเสือที่มีมากมายในประเทศไทย ผมไม่เชื่อว่ารายได้หลักคือการให้นักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปกับเสือ ผมคิดว่าเขามีรายได้อย่างอื่นที่ทำให้ร่ำรวยและขยายไปมากมาย นักการเมืองบางท่านก็ส่งเสือไปนอก เป็นคดีกันอยู่ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าไปถึงไหน ไม่ได้รับการลงโทษ

เมืองไทยเราไม่ใช่แค่ซื้อขายในประเทศ เราเป็นทางผ่าน จุดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ธุรกิจค้าสัตว์ป่า ถือเป็นธุรกิจผิดกฎหมายอันดับ 3 ของโลก รองจากค้ายาเสพติดและอาวุธ

กรณีคุณวิกรมบทสรุปจะเป็นยังไง?

เจ้าหน้าที่เขาก็ทำให้ดูว่าเขาทำหน้าที่แล้วนะ ไปตรวจสอบแล้ว ตอนนี้นกก็หายไป ในที่สุดก็คงจะรอเวลาให้สังคมลืมๆเรื่องนี้ไปแล้วทุกอย่างก็เงียบไป เหมือนหลายเรื่องที่ผ่านมา คุณวิกรมอาจได้บาดแผลเล็กๆ ไม่กี่วันก็หาย แต่ก็เป็นจังหวะที่ดีที่ทำให้คนหันมาสนใจปัญหาเรื่องนี้และมองว่าไม่ใช่ปัญหาเล็ก ไม่ใช่คุณวิกรมคนเดียว แต่ผู้มีอิทธิพลในบ้านเรามีแบบนี้เยอะแยะไปหมด มีสัตว์ประดับบารมีมากมาย เสือในบ้านก็มีเยอะแยะ นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นปัญหาทั้งโลก

ในฐานะนักอนุรักษ์สามารถทำอะไรได้ไหม?

สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือพยายามปิดช่องทางหากินของคนเหล่านี้ ในเฟซบุ๊กภาพโป๊ยังถูกปิดได้ ซึ่งในความเห็นผมก็ไม่ได้เป็นภัยกับสังคมอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับการค้าสัตว์ป่าที่กระทบต่อความมั่นคงของทรัพยากรโลก ที่ผ่านมาเรารีพอร์ตไปเฟซบุ๊กประเทศไทย เขายังไม่เข้าใจ แต่ที่มาเลเซียเฟซบุ๊กก็ปิดการประกาศขายให้แล้ว สำคัญว่าประชาชนต้องเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติว่า การเอาสัตว์ป่ามาเลี้ยงไม่ใช่การอนุรักษ์ การอนุรักษ์ในถิ่นอาศัยมีความสำคัญกว่าการเพาะพันธุ์ คนต้องเข้าใจว่าการค้าสัตว์ป่าเป็นตัวเร่งให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์เป็นอย่างมาก

ทางรัฐมีการสนับสนุนบทบาทการอนุรักษ์แค่ไหน?

เขาก็มีหน่วยงานอยู่ แต่ก็ยังมีกำลังคนน้อย ถ้าประชาชนให้ความสนใจเยอะๆ ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะขยันกว่านี้ แต่เรื่องสัตว์ป่าคนรู้สึกว่าไกลตัวสูญพันธุ์ไปก็เท่านั้น แต่เป็นเรื่องสำคัญ รุ่นลูกหลานจะอยู่ยังไง ไม่ใช่แค่ว่าไม่ได้เห็นสัตว์เหล่านี้ มรดกทางธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่เรารับจากพ่อแม่อย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราไปหยิบยืมมาจากรุ่นลูกใช้จนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือ เราจะทิ้งโลกแบบไหนให้เขา

ถ้าคนให้ความสำคัญกับเรื่องการเก็บมรดกทางธรรมชาติมากกว่านี้ เชื่อว่ากฎหมายที่มีอยู่ แม้อาจไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่จะถูกใช้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ใช่ทุกวันนี้ที่โดนจับแล้วก็ปล่อยๆ กันไปเพราะคนไม่ได้สนใจ


การดูนกคือรางวัลพิเศษจากธรรมชาติ

นพ.รังสฤษฎ์เล่าว่า วันธรรมดาเขาจะเป็นอาจารย์แพทย์สอนนักศึกษาแพทย์ดูแลคนไข้โรคหัวใจ ซึ่งเป็นงานที่ตัวเองรัก ส่วนเสาร์-อาทิตย์ที่ชมรมจะจัดกิจกรรมเดินชมนก พาเด็กๆ เรียนรู้สัมผัสธรรมชาติ

“ตัวผมเองอาศัยว่าได้รับการถ่ายทอดจากคุณแม่ (ม.ร.ว.สมานสนิท สวัสดิวัตน์) ในองค์ความรู้และมุมมองความรักที่เรามีต่อธรรมชาติ ผมเชื่อว่าเราถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ ได้ เป็นงานที่สำคัญเท่ากับชีวิต ทุกวันนี้เยาวชนห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น เขาต้องดูแลโลกใบนี้ต่อไปตอนเราไม่อยู่ ผมจึงคิดว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของผมที่จะดึงสิ่งเหล่านี้กลับมา เชื่อว่าดีต่อตัวเขา ดีต่อสังคมเมื่อเขาได้รื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับธรรมชาติ”

ถามถึงสิ่งที่ทำให้หลงใหลการดูนกมากที่สุด หมอหม่องยิ้มแล้วบอกว่าตอบยาก

“หลงใหลความมหัศจรรย์เวลาเราได้เห็นมัน การดูนกในธรรมชาติต่างจากนกในกรงมาก เหมือนเราไปดูเสือในสวนสัตว์ เดินไปมา เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ เราเห็นทั้งตัวแต่ไม่ตื่นเต้นเลย เพราะเสือตัวนั้นไม่มีราศีความเป็นเจ้าป่า ถ้าคุณเห็นเสือในธรรมชาติ ผมเคยเข้าป่าเจอแค่หางผ่านไปแว้บเดียว ขนลุกหมดเลย (หัวเราะ)

“การได้เจอเขาในธรรมชาติเหมือนเราได้รับรางวัลพิเศษ เป็นพรพิเศษที่เราได้มีโอกาสเจอเขาในบ้านของเขา เราไม่ได้ครอบครองเขา เราออกไปเขาก็ยังอยู่ที่นั่น เขาเป็นอิสระ เป็นตัวตนของเขาอยู่ ไม่รู้ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องจิตวิญญาณมากไปหน่อยหรือเปล่า (ยิ้ม) การดูนกเป็นเรื่องเกินความคาดเดาได้ตลอดเวลา บางตัวหายากมาก เวลาไปเห็นยิ่งกว่าความสุข เป็นความปลื้มปีติว่าเราทำบุญอะไรมาถึงได้เห็นตัวนี้”

เขาบอกอีกว่า การดูนกพาเขาไปในที่ธรรมชาติหลายแห่ง ชายทะเล ป่าเต็งรัง ป่ายอดเขาดิบสูง

“มันพาเราไปหลายที่ หลงใหลบรรยากาศรอบๆ ด้วย มิตรภาพของนักดูนกด้วยกันก็เป็นส่วนประกอบที่ทำให้สิ่งนี้พิเศษ”

นพ.รังสฤษฎ์เล่าพร้อมรอยยิ้มและแววตาฉายประกาย




ฟังเค้าว่า... 'ประวิตร' ลั่น คสช.ไม่ตั้งพรรคการเมืองใหม่ บอก... ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่รู้เรื่องการเมือง (แต่เสือกมาทำงานการเมือง ทำไมฟระ !?)





https://www.facebook.com/101103126670529/videos/1023811361066363/

'ประวิตร' ลั้น คสช.ไม่ตั้งพรรคการเมืองใหม่ บอก...
ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่รู้เรื่องการเมือง
(แต่เสือกมาทำงานการเมือง ทำไมฟระ !?)
'ประวิตร' ยันคสช.ไม่ตั้งพรรคการเมืองใหม่ ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ จะนัดนักการเมืองรุ่นเก่าหารือเพื่อร่วมแก้ปัญหาประเทศต้องไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง
.
'ประวิตร วงษ์สุวรรณ' รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย มีแนวคิดที่จะนัดนักการเมืองรุ่นเก่าหารือเพื่อร่วมแก้ปัญหาประเทศว่า จะต้องไปถามจากคุณหญิงสุดารัตน์ ส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียด แต่การดำเนินการต่าง ๆ จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และอย่าทำให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมยืนยันว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะไม่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ และยังไม่ทราบเรื่องซุปเปอร์บอร์ดเพื่อควบคุมพรรคการเมืองตามกระแสข่าว....

.....


https://www.facebook.com/DemocracyJournalist/videos/581362942037357/


ประเทศไทยไม่ได้รับเลือกเป็น สมาชิกไม่ถาวร UNSC แพ้คาซัคสถาน (138 ต่อ 55 รอบ 2) คะแนนที่ไทยได้รับน้อยกว่ารอบแรก (77) + อ่าน จดหมาย HRW ถึงประยุทธ์




สมาชิกไม่ถาวร UNSC ที่ได้รับเลือก คือ เอทิโอเปีย โบลิเวีย สวีเดน และ คาซัคสถาน

อีกหนึ่งประเทศกำลังเลือกอีกรอบ

ไทยแพ้คาซัคสถาน 55 ต่อ 138

Letter to Thailand Prime Minister on UN Security Council Candidacy


June 21, 2016

Gen. Prayut Chan-ocha
Prime Minister
Government House
Pitsanulok Road, Dusit
Bangkok 10300 Thailand

Re: UN Security Council Candidacy

Dear Prime Minister,

Human Rights Watch is a nongovernmental organization that monitors and reports on human rights issues in more than 90 countries around the world. We have reported on Thailand for nearly three decades.

Thailand is currently seeking a non-permanent seat on the United Nations Security Council for 2017-2018, which will be decided in an election during the UN General Assembly session on June 28, 2016. The pledges that Thailand has made in support of its candidacy give priority to safeguarding human rights and humanitarian principles around the world.[1]

In Thailand’s aide memoire to seek support for its Security Council candidacy, the government stated that: “We are committed to human rights which are inviolable, inalienable, and universal. Thailand was one of the first 48 countries to endorse the Universal Declaration of Human Rights in 1948. We have also consistently supported the work of the UN Human Rights Council (HRC) since its inception in 2006. Our human rights policy is guided by the principles of reaching out, hearing out and respecting the views of all.”

Human Rights Watch notes your stated commitment to human rights and views this candidacy as an important opportunity for your government to take concrete measures to immediately improve Thailand’s human rights record at home.

End Repressive Unaccountable Powers of the NCPO

Since you led the seizure of power on May 22, 2014, the National Council for Peace and Order (NCPO) has severely repressed fundamental rights and freedoms that are critical elements for democratic rule. Contrary to obligations under the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), to which Thailand is a party, you have not specified the precise nature, scope, and characteristics of the threats that the NCPO justifies the continuance of rights-restricting measures.

The 2014 interim constitution permits the NCPO to carry out policies and actions without any effective oversight or accountability. The NCPO has wide discretion to issue orders and undertake acts the military authorities deem appropriate, regardless of the human rights implications.[2] The interim constitution further provides that NCPO members and anyone carrying out actions on behalf of the NCPO “shall be absolutely exempted from any wrongdoing, responsibility and liabilities.”[3] A current draft constitution, written by a NCPO-appointed committee, endorses unaccountable military involvement in governance even after a new government takes office.

You have repeatedly assured the Thai people and the international community that your government will accept democratic governance and respect human rights standards. A crucial first step in fulfilling those promises is revoking section 44 and other provisions in the interim constitution that allow the NCPO to operate with impunity and without any effective oversight.

End Censorship and Ensure Free Expression

Freedom of expression is essential for your promised support for reconciliation in Thailand. Thailand’s campaign for a Security Council seat highlights a human rights policy guided by the principles of “reaching out, hearing out and respecting the views of all.”[4] But since the May 2014 coup, the government has enforced media censorship, placed increased surveillance on the Internet and online communications, and aggressively restricted free expression. The NCPO has also suppressed the views of persons openly critical of its policies and practices by using arrests and trials in civilian and military courts.

Human Rights Watch is deeply concerned by the ongoing restrictions on any sort of debate or criticism of the government-sponsored draft constitution, on which a referendum is now scheduled to take place on August 7, 2016. People who posted online commentary criticizing the draft constitution have been detained. Many activists, academics, and politicians have been threatened with harsh penalties under the Referendum Act—including a sentence of 10 years in prison—for urging citizens to vote to reject the draft constitution. Your government needs to understand that free and open public debates on the draft constitution are vital if Thailand is to return to genuine democracy. By gagging dissenters and critics, the government has heightened the climate of fear ahead of the referendum.

The NCPO has also banned public gatherings of more than five people and prohibits anti-coup activities. Protesters who have peacefully expressed disagreement or defiance of the government have been arrested and sent to military courts, where they could face up to two-year prison terms. Since May 2014, at least 46 people have been charged with sedition for criticizing military rule and violating the NCPO’s ban on public assemblies and political gatherings. On April 28, 2016, eight people were arrested and charged with sedition and computer crimes for creating and posting satirical comments and memes mocking you as prime minister on a Facebook parody page.

The NCPO has treated political discussions in general, and differences in political opinions specifically, as a threat to stability and national security. Acting on the NCPO’s orders, authorities have banned discussions at universities and other public venues about human rights, democracy, the monarchy, and the government’s performance. The government has blocked more than 200 websites as threats to national security.

Criticizing the monarchy is a serious criminal offense in Thailand. Persons charged with lese majeste (insulting the monarchy) are routinely denied bail and held in prison for many months awaiting trial. In most cases, convictions result in harsh sentences. As prime minister, you have frequently made statements setting out that a top priority of your administration is to prosecute critics of the monarchy. Thai authorities have now brought at least 59 lese majeste cases since the May 2014 coup, mostly for online commentary. On December 14, 2015, the government brought lese majeste charges in military court against a civilian for spreading sarcastic Facebook images and comments that were deemed to be mocking the king’s pet dog. In August 2015, Pongsak Sriboonpeng received 60 years in prison for his alleged lese majeste Facebook postings (later reduced to 30 years when he pleaded guilty), the longest recorded sentence for lese majeste in Thailand’s history.

For Thailand to honor its pledge in its aide memoire to respect human rights, it should immediately end all restrictions on the rights to freedom of expression and the media. The laws regarding lese majeste should bar private actions, which have been routinely used political purposes. Past practice has shown that the authorities have difficulty rejecting allegations filed by private individuals for fear of themselves being accused of disloyalty to the monarchy.

Cease Arbitrary Secret Detention and Military Trial of Civilians

Since the May 2014 coup, military authorities have summoned at least 1,340 activists, party supporters, journalists, and human rights defenders for questioning and “adjusting” their political attitude. Failure to abide by an NCPO summons is a criminal offense subject to trial in military courts. Under NCPO orders 3/2015 and 13/2016, the military can secretly detain people without charge or trial and interrogate them without access to lawyers or safeguards against mistreatment. Some have been held longer than the seven-day limit for administrative detention. Human Rights Watch submitted a letter to the Thai government on November 24, 2015, raising serious concerns regarding conditions at the 11th Army Circle military base after the deaths of fortuneteller Suriyan Sucharitpolwong and Police Maj. Prakrom Warunprapa—both charged with lese majeste—during their detention there.[5] In response to these and other cases, the NCPO summarily dismissed allegations that the military has tortured and ill-treated detainees – yet has still not provided any credible evidence to rebut these claims.

The NCPO has also compelled persons released from military detention to sign an agreement that they will not make political comments, become involved in political activities, or travel overseas without permission – all clear violations of their human rights. Failure to comply with such agreements could result in a new detention or a sentence of two years in prison.

NCPO order 37, issued on May 25, 2014, replaces civilian courts with military tribunals for some offenses, including Penal Code articles 107 to 112, which concern lese majeste and crimes regarding national security, and sedition under articles 113 to 118. In addition, individuals who violate the NCPO’s orders are also subject to trial by military court. Since May 2014, at least 1,629 cases have been brought to military courts across Thailand.

As a party to the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), Thailand is obligated to uphold and take measures to ensure basic fair trial rights. Governments are prohibited from using military courts to try civilians when civilian courts can still function. The Human Rights Committee, the international expert body that monitors state compliance with the ICCPR, has stated in its General Comment on the right to a fair trial that “the trial of civilians in military or special courts may raise serious problems as far as the equitable, impartial and independent administration of justice is concerned.”

To fulfill the pledges that Thailand made in its aide memoire, Human Rights Watch urges that the military be ordered to stop arbitrarily arresting individuals and detaining them in undisclosed locations, and to permit them regular contacts with family and unhindered access to legal counsel of their choice. In addition, we also urge the Thai government to promptly ratify and implement the Convention against Enforced Disappearance and the Optional Protocol to the Convention against Torture. We also call for the immediate revocation of the NCPO order permitting prosecution of civilians in military courts.

Ensure Accountability for Violations of Human Rights and Humanitarian Law

Thailand stated in its aide memoire that “Safety of an innocent civilian is particularly close to our heart.” It also wrote that “On conflict prevention, Thailand has been in the forefront of regional efforts in building trust and confidence and promoting preventive diplomacy through various mechanisms and frameworks.”

To be a credible player in international conflict prevention and conflict resolution, Thailand should demonstrate a good example at home. This means that the Thai government should hold to account all those responsible for committing serious human rights violations, provide justice for victims of abuses, and hold accountable all those responsible for abuses, regardless of position or rank.

Thailand’s security forces have committed serious human rights violations with impunity. No officials, commanders, soldiers, or police have been punished for unlawful killings or other wrongful use of force during the 2010 political confrontations, which left at least 90 dead and more than 2,000 injured. Nor have any security personnel been criminally prosecuted for serious violations of international humanitarian law related to counterinsurgency operations in the southern Pattani, Narathiwat, and Yala provinces, where separatist insurgents have also committed numerous abuses. Successive Thai governments have shown no interest in investigating more than 2,000 extrajudicial killings related to former Prime Minister Thaksin Shinawatra’s “war on drugs” in 2003.

We urge your government to address the rights violations of all parties through a credible, impartial and independent justice system. As part of the process to promote justice and political reconciliation, the government should also provide prompt, fair, and adequate compensation for victims and their family members for human rights violations and misuse of force by state officials.

The government should also implement a comprehensive security strategy that fully complies with international human rights and humanitarian law standards. The Martial Law Act and the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situation, which give government officials and security personnel in the southern border provinces immunity from prosecution, should be revoked.

Protect Human Rights Defenders

Thai authorities have an obligation to ensure that all people and organizations engaged in the protection and promotion of human rights are able to work in a safe and enabling environment. But the killing and enforced disappearance of human rights defenders and other civil society activists have been a serious blot on Thailand’s human rights record. More than 20 human rights defenders and civil society activists have been killed or forcibly disappeared since 2001. Investigations of these killings have suffered from inconsistent and sometimes shoddy investigations by the police, failures to provide adequate protection for witnesses, and the inability to tackle political influence connected to these crimes.

Even in serious criminal cases that are referred to the Justice Ministry’s Department of Special Investigation (DSI), those responsible are rarely prosecuted. For example, there has been no prosecution for the killing of an activist Buddhist monk, Phra Supoj Suwajano, who was stabbed to death in June 2005 in connection with his work to protect forests in northern Chiang Mai province from illegal land grabbing. The prosecution was poorly handled in the case of Muslim lawyer Somchai Neelapaijit, who was forcibly disappeared in March 2004 by a group of police officers after he had played a high-profile role in exposing police torture and other abuses related to counterinsurgency operations in the south. And there has been no progress in the police investigation to locate prominent ethnic Karen activist Por Cha Lee Rakchongcharoen, known as “Billy,” who was forcibly disappeared after officials arrested him in April 2014 in Kaengkrachan National Park.

We are also concerned by the use of criminal lawsuits by the military to silence human rights defenders and make it more difficult for victims to voice their complaints. On May 17, 2016, the military’s Internal Security Operations Command (ISOC) Region 4 – which covers national security operations in the provinces along the southern border – filed a criminal complaint against prominent human rights activists Somchai Homlaor, Pornpen Khongkachonkie, and Anchana Heemmina for allegedly damaging the military’s reputation by publishing a report exposing torture of ethnic Malay Muslim insurgent suspects by security personnel. The complaint accuses the three of criminal defamation under the Penal Code and publicizing false information online under the Computer Crimes Act.

Protect the Right to Seek Asylum and Prevent Refoulement

Thailand’s campaign for Security Council membership features its longstanding practice of helping refugees and displaced persons.[6] Specifically, Thailand states in its aide memoire that “Thailand has long upheld a humanitarian tradition of helping refugees and displaced persons from neighboring countries, having hosted more than a million over the past three decades. Thailand has also extended assistance to humanitarian efforts far beyond our borders.”

Despite this admirable record of humanitarian action, Thailand has not ratified the 1951 Refugee Convention relating to the Status of Refugees and its 1967 Protocol, and has no domestic asylum law. The Thai government should promptly ratify and act in accordance with these treaties.

The Thai government has forcibly returned refugees and asylum seekers to countries where they are likely to face persecution, in violation of international law and over protests from the UN High Commissioner for Refugees (UNHCR), and several foreign governments. These include the deportation of two Chinese activists to China in November 2015 and 109 ethnic Uighurs to China in July 2015.

In May 2015 Thailand hosted an international meeting to address the thousands of ethnic Rohingya asylum seekers and migrants stranded at sea in small boats, but, unlike Malaysia and Indonesia, rejected working with UNHCR to conduct refugee status determination screenings or set up temporary shelters for those rescued.

Asylum seekers, including Rohingya from Burma and Uighurs from China, arrested in Thailand face long periods of detention until they are accepted for resettlement or agree to be repatriated at their own expense. Child migrants and asylum seekers are regularly held in squalid immigration facilities and police lock-ups. The Thai government should immediately devise alternatives to detention for children migrants and asylum seekers, and release on their own recognizance all refugees recognized by the UNHCR office.

We strongly urge your government to respect the international obligation not to forcibly return any asylum seeker or refugee to where their life or freedom is at risk. The government should also announce that it will not seek to forcibly return the more than 140,000 Burmese asylum seekers from camps on the Thai-Burmese border. Instead, the government should ensure access to proper and impartial screening and status determination procedures for any asylum seeker, including those detained in immigration facilities, prior to deportation or forced return. In the absence of an effective state procedure for assessing the claims of asylum seekers, your government should allow UNHCR to resume Refugee Status Determination activities for all asylum seekers in accordance with its mandate to provide international protection to refugees.

***

Human Rights Watch hopes that you will give due consideration to making public pledges and commitments, which should be specific, credible, and measurable, on the aforementioned human rights issues.

Yours sincerely,

Brad Adams
Executive Director, Asia Division


[1] Aide-Memoire, Thailand’s candidature for a non-permanent seat on the United Nations Security Council for the term 2017-2018. (http://www.thaiembassy.org/unmissionnewyork/en/relation/53893-Thailand-C...)

[2] Section 44 of the 2014 interim constitution states: “Where the head of the NCPO is of the opinion that it is necessary for the benefit of reforms in any field, or to strengthen public unity and harmony, or for the prevention, disruption or suppression of any act that undermines public peace and order or national security, the monarchy, national economics or administration of State affairs,” the head of the NCPO is empowered to “issue orders, suspend or act as deemed necessary. … Such actions are completely legal and constitutional.” Interim Constitution, section 44.

[3] Interim Constitution, section 48.

[4] Aide-Memoire, Thailand’s candidature for a non-permanent seat on the United Nations Security Council for the term 2017-2018. (http://www.thaiembassy.org/unmissionnewyork/en/relation/53893-Thailand-C...)

[5] https://www.hrw.org/news/2015/11/24/joint-letter-permanent-mission-thail...

[6] Aide-Memoire, Thailand’s candidature for a non-permanent seat on the United Nations Security Council for the term 2017-2018. (http://www.thaiembassy.org/unmissionnewyork/en/relation/53893-Thailand-C...)

.....


Related story...

Military coup could ruin Thai bid for UN council seat

link:http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/1021701/military-coup-could-ruin-thai-bid-for-un-council-seat.

วันอังคาร, มิถุนายน 28, 2559

UN LIVE Now: เลือกสมาชิก UNSC ทีมไทยแลนด์กำลังรอลุ้นว่าจะได้รับเลือกหรือไม่ - Elections to fill vacancies of five non-permanent members of the Security Council



http://webtv.un.org

General Assembly: 106th plenary meeting
Elections to fill vacancies in principal organs: Election of five non-permanent members of the Security Council [item 112 (a)]

.....




ไทยเริ่มสมัครเป็นสมาชิก UNSC ตั้งแต่ปี 2007 แต่ถอนตัวไปครั้งหนึ่งในช่วงปี 2011 และกลับมาสมัครใหม่อีกครั้งเพื่อดำรงตำแหน่งในวาระปี 2017-2018


เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองใส่เสื้อ vote no อ่านแถลงการณ์หน้าเรือนจำ เรียกร้องให้ คสช.ปล่อยตัวนักศึกษานักกิจกรรมและให้มีการรณรงค์การออกเสียงประชามติอย่างเสรี



https://www.facebook.com/300084093490011/videos/610592089105875/

ooo

แถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง
เรื่อง ปล่อยตัวนักศึกษาและให้มีการรณรงค์การออกเสียงประชามติอย่างเสรี






ที่มา FB





เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นักศึกษาและกรรมการสหภาพแรงงานจำนวนหนึ่งได้จัดกิจกรรมในย่านนิคมอุตสาหกรรมบางพลีเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจขัดขวางจับกุมและถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ท้ายสุดนักศึกษา 7 คนได้ถูกศาลทหารปฏิเสธคำร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวและถูกคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและเป็นการขัดขวางการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในหมู่ประชาชนเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม การรณรงค์ประชามติของนักศึกษาและประชาชนดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ สันติ เปิดเผย มิได้ขัดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลใด แต่เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักในสิทธิของตนและได้รับข้อมูลรอบด้านเพื่อตัดสินใจกำหนดอนาคตของตน

ยิ่งกว่านี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มีเนื้อหาที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 61 ที่คุกคามการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน การอ้างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาจับกุมดำเนินคดีผู้ที่รณรงค์ประชามติจึงไม่มีความชอบธรรม
การออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมจะมีความชอบธรรมเป็นที่ยอมรับนั้นต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพ มิใช่การกดขี่บังคับและสร้างความหวาดกลัวดังเช่นที่เป็นอยู่ การณ์กลับเป็นว่าการรณรงค์ประชามติที่รัฐดำเนินอยู่มีลักษณะด้านเดียวคือ เน้นแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ แต่ห้ามและดำเนินคดีผู้เสนอข้อมูลอีกด้าน ดังกรณีนักศึกษาและกรรมการสหภาพแรงงานที่เสนอความเห็นต่างกลับถูกขัดขวางจับกุมคุมขัง ในขณะที่นักกิจกรรมและนักการเมืองที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญกลับแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะได้อย่างเต็มที่ 

อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศยังได้ถูกระดมออกไปพบประชาชนเพื่อชี้แจงแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญเพียงด้านเดียว ทั้งหมดนี้จะทำให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปอย่างเสรี ขาดความชอบธรรม และไม่เป็นที่ยอมรับ

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองพร้อมกับผู้มีรายชื่อแนบท้ายจึงมีข้อเรียกร้องต่อ คสช. ดังนี้

1. ปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 7 คนที่ทำการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข
2. ยุติการขัดขวาง คุกคาม จับกุมผู้ที่รณรงค์ประชามติและแสดงความคิดเห็นต่างต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างสงบ สันติ เปิดเผย พร้อมทั้งให้มีการเสนอความเห็นรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่องทางต่างๆ ได้อย่างเสรี
3. ประกาศสัญญาประชาคมว่าจะให้การออกเสียงประชามติวันที่ 7 สิงหาคมเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อสะท้อนความเรียกร้องต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเปิดให้การรณรงค์ประชามติเป็นไปอย่างรอบด้าน ให้ทุกฝ่ายสามารถเสนอข้อมูลทั้งข้อดีและจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่รัฐ

ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง
28 มิถุนายน 2559

Declaration of the Thai Academic Network for Civil Rights
Release the Students and Allow Free Campaigning Around the Referendum


On 23 June 2016, students and a group of labor union board members campaigned around the Bang Phli Industrial Estate to disseminate information about the draft constitution and urge people to exercise their right to vote in the referendum. But soldiers and police interrupted and stopped them. They were arrested and accused of violating Head of the NCPO Order No. 3/2558 [2015] and the Referendum Act of B.E. 2559 [2016]. The military court ultimately denied the request for temporary release of the 7 students and they are currently detained at the Bangkok Remand Prison.

The aforementioned actions of the soldiers and police constitute a violation of the basic right of expression of political views and obstruction of the exchange of information and opinions about the draft constitution among the people, which is necessary in order for the referendum vote to be free and fair. The campaigning around the referendum by the students and labor union board members was peaceful, orderly and open. They did not violate the law or infringe upon anyone else’s rights or freedom. They were taking action to encourage the people to become aware of their rights and receive complete information in order to make a decision that will determine their future.

Further, the Referendum Act of B.E. 2559 [2016] contains provisions that infringe on the rights and freedom of the people. This is particularly the case with Article 61, which threatens the people’s expression of opinions in good faith. The use of this Act to arrest and prosecute those who campaign around the referendum is therefore illegitimate.

If the referendum on 7 August is to be accepted as legitimate, it must take place in an atmosphere of freedom, rather than the current atmosphere of oppression, coercion, and the instigation of fear. Instead, it is becoming apparent that the referendum campaign carried out by the state can be characterized as a one-sided emphasis on only the merits of the draft constitution while disallowing and forbidding the presentation of differing views. This is the case with the students and labor union board members who were obstructed, arrested, and detained for offering such a differing view. At the same time, activists and politicians who support the draft constitution are able to fully express their opinions in public. In addition, state officials around the country have been mobilized to meet with the people in order to provide a one-sided explanation of the merits of the draft constitution. Taken together, this will make the referendum unfree, illegitimate and unacceptable.

The Thai Academic Network for Civil Rights (TANC), together with those signed below, demand that the NCPO do the following:

1. Immediately and unconditionally release the 7 students who were campaigning around the referendum on the draft constitution;
2. Cease obstructing, threatening, and arresting those who campaign around the referendum and express differing views about the draft constitution in an orderly, peaceful and open manner, and allow the free presentation of views to accept or reject the draft constitution through various channels; and
3. Promise to the public that the referendum on 7 August will be free and fair so that it will reflect the true demands and wishes of the people. This means allowing campaigning around the referendum from all sides and allowing all sides to present information on the merits and weaknesses of the draft constitution without obstruction by state officials.

With our faith in rights, freedom, and equality
Thai Academic Network for Civil Rights (TANC)
28 June 2016

รายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์

1. กนกรัตน์ สถิตนิรามัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. กรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3. กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช นักวิชาการอิสระ
4. กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
5. กฤติธี ศรีเกตุ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
6. กฤษฎา บุญชัย นักวิชาการอิสระ
7. กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8. กษมาพร แสงสุระธรรม นักวิชาการอิสระ
9. กันต์ฌพัชญ์ อยู่อำไพ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
10. กิตติ วิสารกาญจน สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี
11. กิตติกาญจน์ หาญกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
12. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักวิชาการอิสระ
13. กุลธีร์ บรรจุแก้ว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
14. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด นักวิชาการอิสระ
15. กุศล พยัคฆ์สัก นักวิชาการอิสระ
16. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
17. เกษม เพ็ญภินันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
18. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
19. ขวัญชนก กิตติวาณิชย์ นักศึกษา The University of Manchester
20. เขมรัฐ โอสถาพันธุ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
21. คงกฤช ไตรยวงค์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
22. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร
23. คมลักษณ์ ไชยยะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
24. คารินา โชติรวี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
25. เคท ครั้งพิบูลย์ นักวิชาการอิสระ
26. เครือมาศ บำรุงสุข นักวิชาการอิสระ
27. งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
28. จอน อึ๊งภากรณ์
29. จักเรศ อิฐรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
30. จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
31. จักรกฤษ กมุทมาศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
32. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
33. จุฑามณี สามัคคีนิชย์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
34. จันทนี เจริญศรี สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
35. เจษฎา บัวบาล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
36. เฉลิมชัย ทองสุข กลุ่มผู้ประกอบกิจการสังคมเพื่อประชาธิปไตย
37. ชล บุนนาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
38. ชลัท ศานติวรางคณา สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
39. ชลิตา บัณฑุวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
40. ชวาลิน เศวตนันทน์ Macquarie University, Australia
41. ชัชวาล ปุญปัน ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
42. ชัยพงษ์ สำเนียง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
43. ชนัญญ์ เมฆหมอก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
44. ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
45. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการอิสระ
46. ชานันท์ ยอดหงษ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
47. ชไมพร รุ่งฤกษ์ฤทธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
48. ชำนาญ จันทร์เรือง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
49. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
50. เชษฐา พวงหัตถ์ นักวิชาการอิสระ
51. เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
52. ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
53. ซัมซู สาอุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
54. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
55. ญดา สว่างแผ้ว นักวิชาการอิสระ
56. ญาณาธิป เตชะวิเศษ นักวิชาการอิสระ
57. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
58. ฐิติรัตน์ สุวรรณสม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
59. ณภัค เสรีรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
60. ณรงค์ อาจสมิติ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
61. ณรุจน์ วศินปิยมงคล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
62. ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
63. ณัฐกานต์ อัครพงศ์พิศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
64. ณัฐดนัย นาจันทร์ นิสิตปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
65. ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
66. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
67. ดวงหทัย บูรณเจริญกิจ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
68. เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
69. เดือนฉาย อรุณกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ
70. ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง นักวิชาการอิสระ
71. ทนุวงศ์ จักษุพา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
72. ทวีศักดิ์ เผือกสม ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
73. ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
74. ทับทิม ทับทิม นักวิชาการอิสระ
75. ทัศนัย เศรษฐเสรี คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
76. ธนพงษ์ หมื่นแสน นักกิจกรรมทางสังคม
77. ธนพร ศรียากูล คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
78. ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
79. ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล Graduate School of Asia-Pacific Studies, Waseda University
80. ธนศักดิ์ สายจำปา สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
81. ธนาคม วงษ์บุญธรรม นักวิจัย
82. ธนาวิ โชติประดิษฐ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
83. ธนิศร์ บุญสม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
84. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
85. ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
86. ธัชธรรม ศิลป์สุพรรณ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
87. ธัญญธร สายปัญญา รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
88. ธิกานต์ ศรีนารา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
89. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
90. ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
91. ธีระพล อันมัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
92. นงเยาว์ เนาวรัตน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
93. นนท์ นุชหมอน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
94. นภนต์ ภุมมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
95. นภาพร อติวานิชยพงศ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
96. นรุตม์ เจริญศรี คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
97. นฤมล กล้าทุกวัน สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
98. นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
99. นลินี ตันธุวนิตย์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
100. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
101. นาตยา อยู่คง ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
102. นิติ ภวัครพันธุ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
103. นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการ
104. บดินทร์ สายแสง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
105. บัณฑิต ไกรวิจิตร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
106. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
107. บารมี ชัยรัตน์ สมัชชาคนจน
108. บาหยัน อิ่มสำราญ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
109. บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
110. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
111. บุปผาทิพย์ แช่มนิล นักกิจกรรมเยาวชน เขาชะเมา
112. เบญจมาศ บุญฤทธิ์
113. เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
114. ปฐม ตาคะนานันท์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
115. ประกาศ สว่างโชติ ข้าราชการเกษียณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
116. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
117. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
118. ประภัสสร์ ชูวิเชียร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
119. ประภากร ลิพเพิร์ท นักวิชาการอิสระ
120. ประเสริฐ แรงกล้า คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
121. ประภาส ปิ่นตบแต่ง ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
122. ปราโมทย์ ระวิน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
123. ปวลักขิ์ สุรัสวดี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
124. ปวินท์ ระมิงค์วงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
125. ปัทมวรรณ จิมากร ซิลลิ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
126. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
127. ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
128. ปิยรัฐ จงเทพ สมาคมเพื่อเพื่อน
129. ปีติกาญจน์ ประกาศสัจธรรม อดีตอาจารย์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร
130. ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
131. พกุล แองเกอร์ นักวิชาการอิสระ
132. พงศ์สุดา กาศยปนันท์ ศูนย์พหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา
133. พงษ์ศักดิ์ รัตนวงศ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
134. พงศ์เทพ แก้วเสถียร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
135. พรณี เจริญสมจิตร์ ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยศิลปากร
136. พรรณราย โอสถาภิรัตน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
137. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
138. พศุตม์ ลาศุขะ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
139. พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
140. พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
141. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
142. พิชญา พรรคทองสุข คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
143. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
144. พิเชฐ แสงทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
145. พิพัฒน์ สุยะ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
146. พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักวิชาการอิสระ
147. พุทธพล มงคลวรวรรณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
148. แพร จิตติพลังศรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
149. ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปล/นักเขียน
150. ภัทรภร ภู่ทอง มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล
151. ภัทรนันท์ ทักขนนท์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
152. ภาสกร อินทุมาร คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
153. มณีรัตน์ มิตรปราสาท นักวิชาการอิสระ
154. มนตรา พงษ์นิล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
155. มูนีเราะฮ์ ยีดำ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
156. มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
157. เมธาวี โหละสุต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
158. ยศ สันตสมบัติ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
159. ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
160. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
161. เยาวนิจ กิตติธรกุล สถาบันทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
162. รชฎ สาตราวุธ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
163. รชฏ นุเสน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่
164. รอมฎอน ปันจอร์ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
165. รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
166. รัตนา โตสกุล นักวิชาการ
167. รามิล กาญจันดา คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
168. ลักขณา ปันวิชัย นักเขียน
169. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
170. วรยุทธ ศรีวรกุล นักวิชาการอิสระ
171. วรรณภา ลีระศิริ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
172. วรวิทย์ เจริญเลิศ นักวิชาการอิสระ
173. วริณาฐ พิทักษ์วงศ์วาน สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
174. วัชรพล พุทธรักษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
175. วัชรฤทัย บุญธินันท์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
176. วสันต์ ลิ่มรัตนภัทรกุล โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล
177. วาสนา ละอองปลิว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
178. วิเชียร อันประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
179. วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระ
180. วิทยา อาภรณ์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
181. วิภา ดาวมณี นักวิชาการอิสระ
182. วิภาวี พงษ์ปิ่น คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
183. วิริยะ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระ
184. วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
185. วิโรจน์ อาลี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
186. วีรบูรณ์ วิสารทสกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
187. วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอาคันตุกะ, SOAS, University of London
188. วีระชัย พุทธวงศ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
189. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
190. ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
191. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
192. ศรันย์ สมันตรัฐ ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
193. ศรีประภา เพชรมีศรี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
194. ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา
195. ศักรินทร์ ณ น่าน คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน
196. ศิริจิต สุนันต๊ะ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
197. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
198. ศุภกาญจน์ พงศ์ยี่หล้า ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
199. ศุภวิทย์ ถาวรบุตร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
200. สถิตย์ ลีลาถาวรชัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
201. สมเกียรติ วันทะนะ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
202. สมชาย ปรีชาศิลปกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
203. สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ
204. สมัคร์ กอเซ็ม ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
205. สมิทธิรักษ์ จันทรักษ์ นักวิชาการอิสระ
206. สร้อยมาศ รุ่งมณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
207. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ
208. สามชาย ศรีสันต์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
209. สายชล สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
210. สายฝน สิทธิมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
211. สาวตรี สุขศรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
212. สาวิตร ประเสริฐพันธุ์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
213. สิทธารถ ศรีโคตร ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
214. สิทธิพล เครือรัฐติกาล วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
215. สุชาดา จักรพิสุทธิ์ TCIJ
216. สุชาติ เศรษฐมาลินี มหาวิทยาลัยพายัพ
217. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
218. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
219. สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยอิสระ
220. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา
221. สุภัทรา นีลวัชระ วรรณพิณ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
222. สุภัทรา บุญปัญญโรจน์ สาขาคติชนวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
223. สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
224. สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
225. สุรัช คมพจน์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
226. สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
227. สุรินทร์ อ้นพรม คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
228. สุรินรัตน์ แก้วทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
229. สุไรนี สายนุ้ย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
230. เสนาะ เจริญพร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
231. เสาวณิต จุลวงศ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
232. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
233. เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
234. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
235. หทยา อนันต์สุชาติกุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
236. อดิศร เกิดมงคล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ
237. อนุสรณ์ ติปยานนท์ ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
238. อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
239. อภิญญา เวชยชัย คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
240. อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๊วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
241. อภิชาต สถิตนิรามัย เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
242. อภิชาติ จันทร์แดง สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
243. อมต จันทรังษี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
244. อรชา รักดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
245. อรภัคค รัฐผาไท มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
246. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
247. อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
248. อรศรี งามวิทยาพงศ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
249. อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
250. อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
251. อังกูร หงษ์คณานุเคราะห์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
252. อัจฉรา รักยุติธรรม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
253. อัฏฐพร ฤทธิชาติ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
254. อันธิฌา แสงชัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
255. อัมพร หมาดเด็น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
256. อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
257. อาจินต์ ทองอยู่คง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
258. อาชัญ นักสอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
259. อาทิตย์ ศรีจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
260. อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล อาจารย์พิเศษ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
261. อานันท์ กาญจนพันธุ์
262. อิมรอน ซาเหาะ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
263. อิสราภรณ์ พิศสะอาด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
264. อุเชนทร์ เชียงเสน สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
265. อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
266. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการ
267. เอกชัย ไชยนุวัติ นักวิชาการกฎหมาย
268. เอกชัย หงส์กังวาน สมาคมเพื่อเพื่อน
269. เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
270. เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
271. Aim Sinpeng, Department of Government and International Relations, University of Sydney
272. Alessandra Mezzadri, Department of Development Studies, SOAS, University of London
273. Andrea Molnar, Department of Anthropology, Northern Illinois University
274. Andrew Newsham, Centre for Development, Environment and Policy, SOAS, University of London
275. Angela Chiu, Department of the History of Art and Archaeology, SOAS, University of London
276. Brett Farmer, Honorary Research Fellow, University of Melbourne
277. Carlo Bonura, Department of Politics and International Studies, SOAS, University of London
278. Charles Keyes, Professor Emeritus, University of Washington
279. Clare Farne Robinson, Scholars at Risk
280. Jesse Levine, Scholars at Risk
281. John Faulkner SOAS, University of London
282. Kalpalata Dutta, PhD candidate, Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol University
283. Lars Peter Laamann, History Department, SOAS, University of London
284. Nadje Al-Ali, Center for Gender Studies, SOAS, University of London
285. Mataya Ingkanart, Faculty of Humanities
286. Michael Montesano, Institute of Southeast Asian Studies, Singapore
287. Michelle Tan, Faculty of Political Science, Thammasat University
288. Mulaika Hijjas, SOAS, University of London
289. Owen Miller, Department of Japan and Korea, SOAS, University of London
290. Peter Vandergeest, Department of Geography, York University
291. Philip Hirsch, University of Sydney
292. Rachel Harrison, Department of the Languages and Cultures of South East Asia, SOAS
293. Rahul Rao, Department of Politics and International Studies, SOAS, University of London
294. Tyrell Haberkorn, Political and Social Change, Australian National University
295. Wolfram Schaffar, Institut fur Internationale Entwicklung, Universitat Wien
296. Yorgos Dedae, SOAS, University of London

ooo


292 นักวิชาการออกแถลงการณ์ให้ปล่อยตัวน.ศ.-รณรงค์ออกเสียงประชามติอย่างเสรี

(ล่าสุดมีรายชื่อทั้งหมด 296)




ที่มา มติชนออนไลน์
28 มิ.ย. 59

จากกรณีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนาวิกโยธิน จับกุมตัวสมาชิก NDM พร้อมคนงานไทรอัมพ์รวม 13 คน ขณะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่าง รธน.ย่านนิคมบางพลี โดนตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ชุมนุมเกิน 5 คน ยอมประกันตัว 6 คน ขณะนักศึกษา 7 คนไม่ขอประกันตัว

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 28 มิถุนายน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เดินทางเข้าเยี่ยมนักศึกษาทั้ง 7 คน นำโดย นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นายบุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมอ่านแถลงการณ์ก่อนการเข้าเยี่ยม

นายอนุสรณ์ได้อ่านแถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ขอให้ปล่อยตัวนักศึกษาและให้มีการรณรงค์การออกเสียงประชามติอย่างเสรี โดยมีใจความว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นักศึกษาและกรรมการสหภาพแรงงานจำนวนหนึ่งได้จัดกิจกรรมในย่านนิคมอุตสาหกรรมบางพลี เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจขัดขวางจับกุมและถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ท้ายสุดนักศึกษา 7 คนได้ถูกศาลทหารปฏิเสธคำร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวและถูกคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเป็นการขัดขวางการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในหมู่ประชาชน เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม การรณรงค์ประชามติของนักศึกษาและประชาชนดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ สันติ เปิดเผย มิได้ขัดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลใด แต่เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักในสิทธิของตนและได้รับข้อมูลรอบด้านเพื่อตัดสินใจกำหนดอนาคตของตน ยิ่งกว่านี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มีเนื้อหาที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 61 ที่คุกคามการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน การอ้างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาจับกุมดำเนินคดีผู้ที่รณรงค์ประชามติจึงไม่มีความชอบธรรม

นายอนุสรณ์ระบุต่อว่า การออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม จะมีความชอบธรรมเป็นที่ยอมรับนั้น ต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพ มิใช่การกดขี่บังคับและสร้างความหวาดกลัวดังเช่นที่เป็นอยู่ การณ์กลับเป็นว่าการรณรงค์ประชามติที่รัฐดำเนินอยู่มีลักษณะด้านเดียวคือ เน้นแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ แต่ห้ามและดำเนินคดีผู้เสนอข้อมูลอีกด้าน ดังกรณีนักศึกษาและกรรมการสหภาพแรงงานที่เสนอความเห็นต่างกลับถูกขัดขวางจับกุมคุมขัง ในขณะที่นักกิจกรรมและนักการเมืองที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญกลับแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศยังได้ถูกระดมออกไปพบประชาชนเพื่อชี้แจงแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญเพียงด้านเดียว ทั้งหมดนี้จะทำให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปอย่างเสรี ขาดความชอบธรรม และไม่เป็นที่ยอมรับ

“เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองพร้อมกับผู้มีรายชื่อแนบท้ายจึงมีข้อเรียกร้องต่อ คสช. ดังนี้ 1.ปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 7 คนที่ทำการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข 2.ยุติการขัดขวาง คุกคาม จับกุมผู้ที่รณรงค์ประชามติและแสดงความคิดเห็นต่างต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างสงบ สันติ เปิดเผย พร้อมทั้งให้มีการเสนอความเห็นรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่องทางต่างๆ ได้อย่างเสรี 3 ประกาศสัญญาประชาคมว่าจะให้การออกเสียงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อสะท้อนความเรียกร้องต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเปิดให้การรณรงค์ประชามติเป็นไปอย่างรอบด้าน ให้ทุกฝ่ายสามารถเสนอข้อมูลทั้งข้อดีและจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค” นายอนุสรณ์อ่านแถลงการณ์

นายอนุสรณ์กล่าวว่า แถลงการณ์ครั้งนี้มีนักวิชาการร่วมลงนามกว่า 292 รายชื่อ 35 สถาบันทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องสนับสนุนให้ปล่อยตัวนักศึกษา โดยในวันที่ 30 มิถุนายน กลุ่มนักวิชาการที่ตกเป็นกลุ่มนักวิชาการสุ่มเสี่ยงจะส่งคำร้องไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ คสช. เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะสิ่งที่นักศึกษากระทำนั้นไม่ถือว่าเป็นความผิด ทั้งนี้ หาก คสช.ยังไม่มีทีท่าตอบกลับ ตนและคณะนักวิชาการอาจจะต้องหาวิธีที่เข้มข้นขึ้นในการเรียกร้อง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรที่ช่วงค่ำวันนี้จะมีการโหวตการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติของไทยวาระปี 2560-2561 นายอนุสรณ์กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเสมือนนำประเทศไทยไปประจาน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เมื่อถามต่อว่า ที่โฆษกออกมาพูดว่าการทำประชามติของประเทศอังกฤษไม่เห็นมีปัญหา นายอนุสรณ์กล่าวว่า ประชามติของประเทศไทยและต่างประเทศมีความแตกต่างกัน ของประเทศอังกฤษนั้นยอมรับในความเห็นต่างของประชาชน และรัฐบาลมีความเป็นกลาง ไม่มีการขัดขวางประชาชนที่เห็นต่าง การที่โฆษกออกมาพูดดังกล่าวนั้น “ถือว่าเป็นการไม่ส่องกระจก” อย่างไรก็ตามในทุกๆ วันที่นักศึกษายังคงอยู่ในเรือนจำจะมีคณะนักวิชาการมาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนอ่านแถลงการณ์ดังกล่าวคณะนักวิชาการได้นำเสื้อยืดสีขาวที่มีข้อความระบุบนเสื้อ “โหวตโน” มาสวมใส่จึงค่อยอ่านแถลงการณ์ จากนั้นได้มีนักศึกษาทยอยเดินทางเข้าเยี่ยม โดยนักศึกษาคนถือลูกโป่งสีม่วงที่มีข้อความระบุรณรงค์ไม่ผิด อย่างไรก็ตาม บริเวณเรือนจำดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประชาชื่น 6 นาย คอยดูแลรักษาความปลอดภัย


AFP: Pressure mounts on Thai junta over fake bomb detectors




A Thai soldier usess a GT200 bomb detector as he patrols the streets of Yala in 2010 (AFP Photo/)

Source: AFP via Yahoo News
June 27, 2016

Activists on Monday urged Britain to hand over details of the multi-million-dollar sale to Thailand of fake bomb detectors that led to the detention of scores of innocent people.

British fraudsters Gary Bolton and James McCormick were jailed in 2013 for making millions selling the GT200 and similar devices billed as "magic wands" able to detect tiny particles of explosives or drugs from hundreds of metres away.

The GT200 was in fact a useless home-made plastic box with a radio antenna -- made for a few dollars but sold for between $3,300-$13,000 per unit to governments including Thailand, Mexico and Iraq.

On Monday Jatuporn Prompan, the leader of Thailand's pro-democracy 'Red Shirt' street movement, handed a letter to the British embassy in Bangkok urging it to share details of contracts for the device.

British authorities should reveal "particularly the contracts of broker companies which sold them (GT200) to the Thai government and how much they cost", he said in a YouTube post.

A corruption probe into why the Thai military and several other departments ordered hundreds of the devices has ground to a halt.

Opponents of the junta say investigations into allegations of army graft routinely go nowhere, with courts unwilling to tarnish the image of the powerful military.

Anupong Paojinda, the current interior minister and a key player in the 2014 coup that restored the military to power, was army chief when many of the dodgy detectors were ordered around a decade ago.

He repeatedly defended the use of the fake detectors even as tests cast serious doubt over its efficacy.

By 2010 the detection powers of the GT200 had been debunked.

That year Anupong told reporters that "we don't have a replacement yet so we continue to use it".

Last week Prime Minister Prayut Chan-O-Cha, a senior general during Anupong's tenure as army chief, said the device was "useful once... but when they were proven to be useless they were not used anymore".

Rights groups say hundreds of people were detained -- some for several weeks -- in Thailand's restive south after erroneous findings of traces of explosives by security officers using the GT200.

"Regardless of court rulings in the UK and overwhelming scientific evidence, Thai military leadership still defend the use of GT200," said Sunai Phasuk of Human Rights Watch Asia.

He said the first sales took place in 2005, ultimately amounting to orders of nearly 1,400 GT200s worth $32 million across 15 separate Thai agencies.

Sunai called for a probe into possible loss of life and the "large numbers of wrongful arrests" in Thailand's conflict-racked south due to the use of the bogus equipment.

The powerful military refuses to concede it was duped over the acquisition, or apologise to those held in what rights groups call a flagrant miscarriage of justice.



เจตนาครองอำนาจเผด็จการคสช.ต่อไป โดย ไม่มีกำหนด





การคุมขังนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ๗ คนที่ไม่ยอมยื่นประกันตัวเพื่อขอปล่อยชั่วคราว เนื่องจากพวกเขาไม่ยอมรับอำนาจศาลทหาร

เป็นตัวอย่างล่าสุดของเจตนาครองอำนาจเผด็จการโดย คสช. ต่อไปไม่มีกำหนด นอกเหนือจากคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐประหารซึ่งยึดอำนาจการปกครองมาเกินกว่าสองปี ที่ตอบนักข่าวเมื่อเช้าวาน (๒๗ มิถุนายน)

ต่อคำถามว่าถ้าหากประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๙ ไม่ผ่านการรับรองแล้วจะยินดีลาออกเหมือนกับที่นายเดวิด แคเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศสละตำแหน่ง หลังจากพ่ายแพ้ประชามติเรื่องการถอนตัวจากสหภาพยุโรป หรือไม่

“ผมไม่ออก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่ได้มีปัญหาแบบบ้านเรา”

(http://www.matichon.co.th/news/190094)

มันแสดงแจ้งชัดว่าการคืนอำนาจแก่ประชาชนและนำประชาธิปไตยกลับไปสู่ประเทศไทย ดังที่สหประชาชาติ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในฟากประชาธิปไตยเรียกร้องต่อประเทศไทย และรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะตัวหัวหน้าเที่ยวไปพูดหลายแห่งหลายครั้งในเวทีระหว่างประเทศ ว่ามุ่งมั่นสู่ประชาธิปไตยยั่งยืนตามแผนผังเส้นทางเดินซึ่งคณะรัฐประหารกำหนดไว้

นั้นล้วนโป้ปดตอแหล ผิดวิสัยการเป็นผู้นำที่ดี หรือแม้แต่ในวุฒิภาวะส่วนบุคคล






นักศึกษาทั้งเจ็ดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาโท ๕ คนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกคนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจองจำอยู่ในแดนหนึ่ง เรือนจำพิเศษ เป็นเวลา ๑๒ วัน ก่อนจะถูกนำตัวไปขอฝากขังระหว่างดำเนินคดีต่อศาลทหาร ในราววันที่ ๔ หรือ ๕ กรกฎาคม

นั้นได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนักโทษที่พิพากษาความผิดแล้ว ถูกตัดผมสั้น ให้ใส่ชุดนักโทษสีปูน และใช้งาน “ถูห้องน้ำ บางคนเก็บขยะ” ดังจดหมายของนายรังสิมันต์ โรม ผู้ต้องขังคนหนึ่งส่งออกมาแจ้งแก่คนภายนอก

“ใช้แรงงานเหมือนอย่างเป็นนักโทษที่ตัดสินแล้ว ซึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะนักโทษฝากขังต้องสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ ไม่ควรปฏิบัติกับเราอย่างนักโทษที่ถูกตัดสินแล้ว แบบนี้ไม่ถูกต้อง ขอเรียกร้องให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ามาดูแล”

(https://www.facebook.com/300084093490011/photos/a.300103950154692.1073741828.300084093490011/610330742465343/?type=3&theater)

นี่แน่นอนย่อมขัดแย้งกับคำอ้างของพล.อ.ประยุทธ์ที่ว่าได้แจ้งแก่เลขาธิการสหประชาชาติบัน คี มูน ว่ารัฐบาลของตนปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะสมาชิกอย่างสมบูรณ์ โดยที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติจะแถลงผลการตรวจสอบพฤติกรรมของไทยในวันที่ ๒๘ มิถุนายนนี้

“ผมอยากให้ UN ดูแลเรื่องนี้ ประเทศไทยมีการละเมิดสิทธิ ไม่สน UPR (Universal Periodic Review)” จดหมายนายรังสิมันต์กล่าวอีกตอนหนึ่ง

“เมืองไทยกับเรือนจำไม่แตกต่างกัน เพราะไม่มี ‘กฎหมาย’ ไม่รู้ว่าเราต้องเจออะไร ข้างในต้องก้มหัวให้ผู้คุม ข้างนอกต้องก้มหัวให้ คสช. เรือนจำกับประเทศไทยเป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกันตรงกำแพงขังแคบกว่ากับกำแพงขังกว้างกว่า”

โรมอ้างเปรียบเปรยด้วยว่า “ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับ ‘มีชัย’ ผ่าน ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้นที่ติดคุก แต่คนทั้งประเทศก็ติดคุกด้วย”






จากการเปิดเผยของคณะทนายสิทธิมนุษยชนที่ได้เข้าพบนักศึกษาทั้งเจ็ดเมื่อวาน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส เล่าว่าพวกเขายังคงมีกำลังใจต่อสู้คดีเต็มที่ และมั่นใจในข้อต่อสู้ที่ว่า พวกตนรณรงค์ให้คนไปออกเสียงประชามติ โดยชี้ให้เห็นข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างอะไรกับการรณรงค์ของฝ่ายสนับสนุน






อีกทั้งยืนยันว่าคดีของพวกตนไม่ใช่คดีที่จะต้องขึ้นศาลทหาร ยกตัวอย่างข้อกล่าวหาที่ว่ากระทำผิดคำสั่งของคณะรัฐประหาร ๓/๒๕๕๘ นั่นก็เป็นคำสั่งที่ถูกลบล้าง (superseded) โดยการผ่านร่างกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ของ สนช. แล้ว ความผิดของพวกตนจึงต้องไปดำเนินคดีที่ศาลพลเรือน ซึ่งพวกตนยินดีจะไปต่อสู้ตรงนั้น

แต่ก็อย่างที่มักพูดกันให้ฟังแล้วครื้นเครง “นั่นแหละครับท่านผู้ชม” ทางการและเจ้าหน้าที่ไทยภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของ คสช. มักบิดพลิ้วหลักเกณฑ์และตัวบท ‘กฎหมาย’ ตามอำเภอใจเสมอ

ข้อกล่าวหาที่ตำรวจสถานีบางเสาธงแจ้งแก่ ๗ นักศึกษา นอกจากการชุมนุมเกิน ๕ คน แล้วยังมีข้อหาไม่มีบัตรประชาชน ข้อหาขัดคำสั่ง คมช. (ใช่แล้ว คมช. หรือคณะรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ซึ่งโดยตัวบุคคลและแกนนำเป็นชุดที่มาทำรัฐประหาร ๒๕๕๗ ร่วมกับบีกตือและบิ๊กตู่)

ข้อหาสำคัญอีกอันหนึ่งคือ ความผิดฐานแจกจ่ายเอกสารล้อเลียนผู้นำ ซึ่งน่าจะเป็นวารสาร ‘ก้าวข้าม’ ที่มีรูปบุคคลสวมหมวกทรงโบวเลอร์ แถมมีหนวดที่ปลายจมูกคล้ายชาลี แช้ปปลิ้น แต่รอยยิ้มเหมือนทั่นผู้นัมพ์






“นั่นแหละครับท่านผู้ชม” อีกที ข้อจำกัดในการใช้วิจารณญานของเจ้าหน้าที่ลิ่วล้อ คสช. น่าจะมีอยู่มากเป็นปฎิภาคอย่างมีนัยยะสำคัญกับรอยหยักในสมอง

แทนที่จะพิจารณาจากเนื้อหาข้างในซึ่งเป็นส่วน ‘ย่อยความ’ ตามข้อโต้แย้งอย่างเป็นหลักวิชาการและเหตุผล ในเอกสาร ‘ความเห็นแย้ง’ ต่อ “คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ :๑๐ เรื่องที่น่ารู้” ที่ทางการได้จัดทำขึ้น “กล่าวอ้างข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญนี้”

(ตามนี้ https://drive.google.com/…/0B8RygtC5ikzSeVdaSmMzbzlQe…/view…)

ดังตัวอย่างคร่าวๆ บางประเด็น เช่นที่เกี่ยวกับการปฏิรูป (ข้อ ๑๐. ปฎิรูปไทยสู่อนาคต) ความเห็นแย้งของ ปชต.ใหม่ บอกว่า “อีกทั้งการปฏิรูปประเทศตามร่างรัฐธรรมนูญนี้มี สว. เป็นผู้ควบคุมสูงสุด

ซึ่ง สว.ชุดแรกนั้นมาจากการเลือกโดย คสช. ทั้งหมด จึงเท่ากับว่าการปกรูปนี้จะกลายเป็นเพียงการปฏิรูปตามความต้องการของ คสช. ไม่ใช่การปฏิรูปตามความต้องการของประชาชนแต่อย่างใด”







หรือที่เกี่ยวกับสิทธิของพลเมือง “ร่างรัฐธรรมนูญนี้รับรองความชอบของคำสั่ง คสช. ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่นคำสั่งยกเลิกการใช้กฎหมายผังเมือง คำสั่งลัดขั้นตอน EIA

และยังให้ คสช.มีอำนาจตามมาตรา ๔๔ ที่จะออกคำสั่งจำกัดสิทธิเพิ่มเติมได้”

เช่นนี้จึงปรากฏว่าแม้แต่ฝักฝ่ายในทางการเมืองที่เคยให้ความร่วมมือแก่ กปปส. แรงงานรับใช้ คสช. ของสอง ‘สุ’ (เทพ-วิทย์) เป่านกหวีด ติดป็อปคอร์น จนสุกงอมกระทั่งประยุทธ์พูดได้เต็มปากว่า “ถ้างั้นผมยึดอำนาจ” ก็ยังรับไม่ลงกับร่าง รธน. ฉบับมีชัยนี้

ปรากฏการณ์เห็บกระโดดออกจาก คสช. ไม่ว่าอดีต พธม. บางคน นักการเมือง ปชป. สองสามคน เครือข่ายประชาสังคม สสส. หรืออดีต สว. สายปฏิรูปพลังงานบางคน ชี้ให้เห็นแล้วว่าถ้าไม่หนักหนาจริง คนเหล่านี้คงจะยังไม่ตัดใจกระโดดกัน

นั่นเป็นคำตอบต่อน้ำลายร่วงของผู้นัมพ์ที่ว่า “ทุกคนไม่มีใครรับผิดชอบร่วมกับผมเลยหรือ” ในเมื่อเวลานี้ทุกคนรับผิด คุณรับแต่ชอบ จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก “อนาคตประเทศอยู่ที่ผมคนเดียว”

ไม่เช่นนั้นทุกคนไม่รอด พวกคุณรอดกลุ่มเดียว