วันจันทร์, มิถุนายน 26, 2560

ถ้าความอดกั้นเป็นภาวะจำทน ความอดทนต้องมีขีดจำกัด

เขาจะกวาดให้เรียบ เก็บให้เกลี้ยง

ไม่กี่วันก่อนไปบ้าน ดาวดินขอค้นไม่มีหมาย ยึดเอกสารไปโดยพลการ ท้ายสุดยกกำลังกันกลับ

วันนี้ไปจับ ประชาธิปไตยใหม่งัดคดีเก่าปีก่อนเอามาอ้าง เพียงเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เขาทวงถาม ทำไมลุกลี้ลุกลน รถไฟไทย-จีน’ ‘ทำเหมือนดั่ง มีเลศมีนัย

Israchai Jong with Sasigun Jiramongkolchat and 7 others รายงานเมื่อ ๑๖.๒๐ น.

นายรังสิมันต์ โรม ถูกตร.พาขึ้นรถตรงหน้าหอสมุด กทม. นำตัวไป สน.ชนะสงคราม โดยมีหนุ่ย อภิสิทธิ์ และทนายความจากศูนย์ทนายความสิทธิฯ ร่วมเดินทางไปด้วย โดยจนท.ตร.อ้างหมายจับของ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ในคดีประชามติเมื่อปีที่แล้ว

(ฐานข้อมูลคดี ประชาธิปไตยใหม่แจกใบปลิว 'โหวตโน' ที่ชุมชนเคหะบางพลี https://freedom.ilaw.or.th/th/case/718)

๑๙.๒๐ น. รังสิมันต์ โรม ไปถึง สน.บางเสาธงแล้ว โดยมีทนายความตามไปด้วย คาดว่าคืนนี้จะถูกคุมขังที่สน. เพื่อส่งตัวฝากขังศาลทหารเช้าวันจันทร์...

คาดว่าสาเหตุการควบคุมตัว เนื่องจากโรมและเพื่อนเตรียมยื่นหนังสือขอเปิดข้อมูลรถไฟไทย-จีน ในวันพรุ่งนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล...

ทั้งนี้ รังสิมันต์ โรมถูกนำตัวไปก่อนที่ขึ้นเวทีทอล์กโชว์ในงาน start up people ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ตามกำหนดในช่วงเย็น

“๑๕.๔๕ น. ก่อนเริ่มงาน START UP TALK & Music วาระ ๘๕ ปี ๒๔ มิถุนา ที่อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา ด้านหน้ามี ตร.นาย ด้านในกันชั้นบนไว้เฉพาะ จนท. มี นคบ.ประจำหลายนาย#TLHR @TLHR2014

ในงาน “๒๐.๒๐ น. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดตัวเป็นแขกพิเศษปิดเวทีทอล์ก Start Up บอกก่อนมาถูกสันติบาลโทรถามพูดเรื่องใด ยืนยันไม่มีปลุกระดม #PPTVHD36

อุบาทว์การเช่นนี้ Kasian Tejapira เรียกว่า “ความเลอะเทอะเหนือการตรวจสอบ

ตอนทำสวนเลอะเทอะก็ทีแล้ว
ดักจับเด็กเป็นแถวไปเที่ยวสวน
อีหรอบนี้ทำรถไฟทั้งขบวน
เป็นรถด่วนไทย-จีนกลิ่นไม่ดี

เป็นรถด่วนไทย-จีนปีนขึ้นราง
เทวดาเหาะวางลงกับที่
เด็กนัดดูรถไฟไปพรุ่งนี้
โดนหมายจับข้ามปีในบัดดล

ถ้าความอดกั้นเป็นภาวะจำทน ความอดทนต้องมีขีดจำกัด

วันอาทิตย์, มิถุนายน 25, 2560

"ท่ามกลางสภาพปัญหาในการหา ‘ฉันทามติ’....It’s not gonna happen."

นิด้าโพลล่าสุด (๒๕ มิถุนา) คงไม่ต่างจากที่แล้วๆ มา ในแง่ของผลสะท้อนอะไรที่จะนำไปสู่ความเป็นจริงได้ ตราบเท่าที่กระบวนการสำรวจ (ทุกโพลไทย) ยังไม่ชวนให้น่าเชื่อถือ

แต่ก็ยังพอใช้เป็นปรอทวัดอุณหภูมิทางการเมืองได้บ้างเล็กน้อย

ครั้งนี้เป็นคำถามถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าอาจจะมีได้ในปลายปี ๒๕๖๑ (หรือล่ากว่านั้น) ในเมื่อกฎหมายลูกต่างๆ ที่ กรธ. สปท. และ สนช. ทำหน้าที่ร่วมกันเข็นให้ข้ออ้าง โร้ดแม็พของ คสช. ดูดี ทำท่าจะขลุกขลักมากกว่าควร

เพราะบรรดานักออกกฎหมายลูกไล่ คสช. ที่มาจากการแต่งตั้งเหล่านั้น อยู่กับอำนาจ พิเศษ และซึมซับกับสิ่งเกื้อกูล หรือ ‘perks’ กันมานานกว่าสองปี จนเริ่มจะแก่วิชากันไปตามๆ แล้ว จึงได้พากันผลิตกฎหมายวิเศษต่างๆ ออกมาโดยมุ่งมาดบังคับใช้หลังจากพวกตนล่วงวัยกันไปแล้ว ดุจดังบัญชาจากสวรรค์

ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายของ สปท. ว่าด้วย มาตรฐานกลางทางจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ ๓๐ องค์กรวิชาชีพปักหลักค้านกันอยื่ ประกาศว่า “ร่างกฏหมายในการกำกับ ดูแลสื่อ ควรเป็นร่างที่มีหลักการในการคุ้มครองและส่งเสริมการกำกับกันเองในด้านจริยธรรม ที่ไม่ใช่ให้อำนาจตามกฎหมายมาบังคับ”


หรือว่าร่าง พรป.พรรคการเมือง ที่ สนช. เอาไปสอดไส้ใส่บทว่าด้วย ไพรมารี่โหวตแบบมักง่าย จนทำให้สองพรรคการเมืองใหญ่ออกมาค้านกันอย่าง ผสานเสียงพอประมาณ


น้องม้าร์ค พรรค ปชป. ไม่ชอบเพราะห่วงปัญหา “ระบบบัญชีรายชื่อ เพราะเมื่อเราไปทาบทามคนนอกวงการเมือง...เมื่อกำหนดให้สมาชิกพรรคเป็นผู้จัดลำดับ อาจจะไม่รู้จักบางคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมือง ฉะนั้น จะเป็นอุปสรรค

ด้านพรรคเพื่อไทย ทั้งจาตุรนต์ ฉายแสง และพงศ์เทพ เทพกาญจนา กระทั่งสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ล้วนบอกไม่เอา เพราะสุกเอาเผากินเกินไป หรือเสี่ยตือ (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) ชาติไทยพัฒนาบอกว่า นี่เป็นอุบายกำจัดพรรคการเมือง


แม้กระทั่งกูรูใหญ่นิติบริกรอย่างปู่มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ยังฟึดฟัด แย้มว่า เข้มไป


โพลของนิด้าที่สุ่มถามคน ๑,๒๐๐ กว่าระหว่างวันที่ ๒๑ ถึง ๒๓ มิถุนายนนี้ ชี้ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้ออ้างของคณะรัฐประหารเมื่อตอนยึดอำนาจใหม่ๆ ว่าเข้ามาห้ามศึกและสร้างความปรองดองนั้น ถ้าไม่โกหกทั้งเพก็เหลวทั้งยวง

ในเมื่อคำถามสามอย่างให้ผลที่ขัดแย้งกันเองอย่างยุ่งเหยิงพอควร ประเด็นแรกที่ว่าเกือบ ๕๔ เปอร์เซ็นต์เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่สองพรรคใหญ่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล (แข่งกับพรรคทหาร) อันนี้เป็นไปตามกระแสและรูปการณ์ที่เป็นอยู่ค่อนข้างเด่นชัด

ขณะที่พอถามว่า แล้วถ้า (มีคนกลุ่มหนึ่งทำตัวเป็นหน้าม้าจัดตั้งและสนับสนุน) พรรคทหาร (เขาใช้คำว่า “จัดตั้งพรรคการเมืองพรรคใหม่ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน) ล่ะ

ปรากฏว่าคนที่ตอบคำถามกลุ่มเดียวกันนี้แหละจำนวนสูสีกับคำถามแรก ร้อยละกว่า ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ดันเห็นด้วย

เพราะต้องการเห็นทางออกใหม่ ๆ ที่ช่วยลดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมือง และหากเข้ามาอย่างถูกต้องประชาชนก็ไม่ได้ติดขัดประการใด


นี่แหละคือความ ‘irony’ หรือตลกร้ายในหมู่ชาวไทยผู้สนใจการเมือง (จึงยอมตอบคำถามโพล) “ซ้ำมากกว่า” เมื่อมาถึงคำถามว่าต้องการเห็นพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลไหม ถ้าได้ลงเลือกตั้งกัน

คนกลุ่มเดิมนั้นละเกินกว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยอีก โห คนอะไรหลายความเห็นย้อนแย้งไปมา โลเลสิ้นดี แต่ก็นะ เอกลักษณ์ไทย ไตแลนเดีย

เรื่องที่พวกวิชาการถกกันมากเมื่อเกือบอาทิตย์มาแล้วถึง ฉันทามติแบบที่ Nithiwat Wannasiri โพสต์ไว้ว่า “เสกสรรค์-เกษียร-สมศักดิ์-ธงชัย มีฉันทามติร่วมกันว่าอำนาจรัฐนี้มันเหลื่อมล้ำอยุติธรรม”

หรืออย่างที่ Thanapol Eawsakul ให้รายละเอียด “เราต้องขอบคุณคณะรัฐประหารที่ช่วยสร้าง ฉันทามติ ให้สังคมไทย

- ทหารก็เป็นเช่นเดียวกับอาชีพอื่นที่มีคอรัปชั่นเช่นเดียวกัน แต่ที่หนักกว่าคือตรวจสอบไม่ได้
- การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไม่มีจริง เป็นแค่โวหารเพื่อรัฐประหาร
- รัฐประหารเป็นปฏิปักษ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
- ระบบราชการไทยไม่มีวิสัยทัศน์และประสิทธิภาพ การเอามาแทนระบบเลือกตั้งนั้นคือตัวถ่วงประเทศ
- เผด็จการรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีจริง มีแต่สภาตรายาง ที่เป็นเผด็จการ ๑๐๐% ฯลฯ”

รวมทั้งที่ Piyabutr Saengkanokkul เสนอว่านิด้าโพลล่าสุด (๒๕ มิถุนา) คงไม่ต่างจากที่แล้วๆ มา ในแง่ของผลสะท้อนอะไรที่จะนำไปสู่ความเป็นจริงได้ ตราบเท่าที่กระบวนการสำรวจ (ทุกโพลไทย) ยังไม่ชวนให้น่าเชื่อถือ

แต่ก็ยังพอใช้เป็นปรอทวัดอุณหภูมิทางการเมืองได้บ้างเล็กน้อย

ครั้งนี้เป็นคำถามถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าอาจจะมีได้ในปลายปี ๒๕๖๑ (หรือล่ากว่านั้น) ในเมื่อกฎหมายลูกต่างๆ ที่ กรธ. สปท. และ สนช. ทำหน้าที่ร่วมกันเข็นให้ข้ออ้าง โร้ดแม็พของ คสช. ดูดี ทำท่าจะขลุกขลักมากกว่าควร

เพราะบรรดานักออกกฎหมายลูกไล่ คสช. ที่มาจากการแต่งตั้งเหล่านั้น อยู่กับอำนาจ พิเศษ และซึมซับกับสิ่งเกื้อกูล หรือ ‘perks’ กันมานานกว่าสองปี จนเริ่มจะแก่วิชากันไปตามๆ แล้ว จึงได้พากันผลิตกฎหมายวิเศษต่างๆ ออกมาโดยมุ่งมาดบังคับใช้หลังจากพวกตนล่วงวัยกันไปแล้ว ดุจดังบัญชาจากสวรรค์

ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายของ สปท. ว่าด้วย มาตรฐานกลางทางจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ ๓๐ องค์กรวิชาชีพปักหลักค้านกันอยื่ ประกาศว่า “ร่างกฏหมายในการกำกับ ดูแลสื่อ ควรเป็นร่างที่มีหลักการในการคุ้มครองและส่งเสริมการกำกับกันเองในด้านจริยธรรม ที่ไม่ใช่ให้อำนาจตามกฎหมายมาบังคับ”


หรือว่าร่าง พรป.พรรคการเมือง ที่ สนช. เอาไปสอดไส้ใส่บทว่าด้วย ไพรมารี่โหวตแบบมักง่าย จนทำให้สองพรรคการเมืองใหญ่ออกมาค้านกันอย่าง ผสานเสียงพอประมาณ

น้องม้าร์ค พรรค ปชป. ไม่ชอบเพราะห่วงปัญหา “ระบบบัญชีรายชื่อ เพราะเมื่อเราไปทาบทามคนนอกวงการเมือง...เมื่อกำหนดให้สมาชิกพรรคเป็นผู้จัดลำดับ อาจจะไม่รู้จักบางคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมือง ฉะนั้น จะเป็นอุปสรรค

ด้านพรรคเพื่อไทย ทั้งจาตุรนต์ ฉายแสง และพงศ์เทพ เทพกาญจนา กระทั่งสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ล้วนบอกไม่เอา เพราะสุกเอาเผากินเกินไป หรือเสี่ยตือ (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) ชาติไทยพัฒนาบอกว่า นี่เป็นอุบายกำจัดพรรคการเมือง


แม้กระทั่งกูรูใหญ่นิติบริกรอย่างปู่มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ยังฟึดฟัด แย้มว่า เข้มไป


โพลของนิด้าที่สุ่มถามคน ๑,๒๐๐ กว่าระหว่างวันที่ ๒๑ ถึง ๒๓ มิถุนายนนี้ ชี้ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้ออ้างของคณะรัฐประหารเมื่อตอนยึดอำนาจใหม่ๆ ว่าเข้ามาห้ามศึกและสร้างความปรองดองนั้น ถ้าไม่โกหกทั้งเพก็เหลวทั้งยวง

ในเมื่อคำถามสามอย่างให้ผลที่ขัดแย้งกันเองอย่างยุ่งเหยิงพอควร ประเด็นแรกที่ว่าเกือบ ๕๔ เปอร์เซ็นต์เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่สองพรรคใหญ่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล (แข่งกับพรรคทหาร) อันนี้เป็นไปตามกระแสและรูปการณ์ที่เป็นอยู่ค่อนข้างเด่นชัด

ขณะที่พอถามว่า แล้วถ้า (มีคนกลุ่มหนึ่งทำตัวเป็นหน้าม้าจัดตั้งและสนับสนุน) พรรคทหาร (เขาใช้คำว่า “จัดตั้งพรรคการเมืองพรรคใหม่ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน) ล่ะ

ปรากฏว่าคนที่ตอบคำถามกลุ่มเดียวกันนี้แหละจำนวนสูสีกับคำถามแรก ร้อยละกว่า ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ดันเห็นด้วย

เพราะต้องการเห็นทางออกใหม่ ๆ ที่ช่วยลดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมือง และหากเข้ามาอย่างถูกต้องประชาชนก็ไม่ได้ติดขัดประการใด



นี่แหละคือความ ‘irony’ หรือตลกร้ายในหมู่ชาวไทยผู้สนใจการเมือง (จึงยอมตอบคำถามโพล) “ซ้ำมากกว่า”เมื่อมาถึงคำถามว่าต้องการเห็นพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลไหม ถ้าได้ลงเลือกตั้งกัน

คนกลุ่มเดิมนั้นละเกินกว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยอีก โห คนอะไรหลายความเห็นย้อนแย้งไปมา โลเลสิ้นดี แต่ก็นะ เอกลักษณ์ไทย ไตแลนเดีย

เรื่องที่พวกวิชาการถกกันมากเมื่อเกือบอาทิตย์มาแล้วถึง ฉันทามติแบบที่ Nithiwat Wannasiri โพสต์ไว้ว่า “เสกสรรค์-เกษียร-สมศักดิ์-ธงชัย มีฉันทามติร่วมกันว่าอำนาจรัฐนี้มันเหลื่อมล้ำอยุติธรรม”

หรืออย่างที่ Thanapol Eawsakul ให้รายละเอียด “เราต้องขอบคุณคณะรัฐประหารที่ช่วยสร้าง ฉันทามติ ให้สังคมไทย

- ทหารก็เป็นเช่นเดียวกับอาชีพอื่นที่มีคอรัปชั่นเช่นเดียวกัน แต่ที่หนักกว่าคือตรวจสอบไม่ได้
- การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไม่มีจริง เป็นแค่โวหารเพื่อรัฐประหาร
- รัฐประหารเป็นปฏิปักษ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
- ระบบราชการไทยไม่มีวิสัยทัศน์และประสิทธิภาพ การเอามาแทนระบบเลือกตั้งนั้นคือตัวถ่วงประเทศ
- เผด็จการรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีจริง มีแต่สภาตรายาง ที่เป็นเผด็จการ ๑๐๐% ฯลฯ”

รวมทั้งที่ Piyabutr Saengkanokkul เสนอว่า ท่ามกลางสภาพปัญหาในการหา ฉันทามติ (ตั้งแต่ ฉันทามติ คืออะไร อะไรจะนำไปสู่การหา ฉันทามติ) ผมขอทดลองเสนอว่า...

รณรงค์ยกเลิกอำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา ๔๔ ดีมั้ย? จะพอเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยได้หรือไม่”

คงต้องตอบแบบ Trumpian ว่า “It’s not gonna happen.” ไม่มีทางที่จะเกิด

เพราะอะไรน่ะหรือ ต้องย้อนไปดูเรื่อง เอกลักษณ์ไทย ไตแลนเดียถอยกลับไปสี่ห้าย่อหน้า 

เก็บตกภาพจากงานสัมมนาที่โคโลญจน์










วันนี้ ครบ 85 ปี การปฏิวัติประชาธิปไตย ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม ประเทศไทยถอยหลังสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบอบที่คณะราษฎรโค่นล้มไปเมื่อวันที่ 24มิถุนายน 2475

เมื่อไม่มีประชาธิปไตย คำขวัญวันนี้ เปล่งได้แต่ "เผด็จการ จงพินาศ"

สัมมนาที่โคโลนจ์ กับอั้ม อ.ใจ อึ้งภากรณ์ คีอมแถลงการณ์

โปรดติดตามการสัมมนา จาก FB live ของแอนดรูว์

ที่มา FB

Jaran Ditapichai


สัมมนาวิชาการ Thailand Towards Absolutism รำลึก 85 ปีอภิวัฒน์สยาม 2475 กรุงโคโญลน์ เยอรมัน




(พิเศษให้ไทยอีนิวส์)






กรุงโคโญลน์ เยอรมัน : เมื่อวันที่ 24 มิถุนาฯ สถาบัน Stiftung Asienhaus (Asian House) ได้มีการจัดสัมนาวิชาการ Thailand Towards Absolutism รำลึกถึง 85 ปีอภิวัฒน์สยาม 2475

มีผู้สนใจเข้าห้องประชุมเต็มห้อง

Dr. Oliver Pye ผู้ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสัมมนาช่วงเช้าเป็นภาษาอังกฤษได้เล่าถึงรัฐบาลไทยมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งเรื่องการจัดสัมนาในวันนี้ ถึงกับส่งจดหมายแสดงความห่วงใยถึงกระทรวงต่างประเทศเยอรมัน โดย Dr. Pye ใช้คำว่าน่าจะเป็นความหวาดกลัวในความทรงจำของการอภิวัฒน์ 2475 เสียมากกว่า (Scare the memory of 1932)

Dr. Pye ชี้แจงเพิ่มเติมว่า Asienhaus ได้มีก่รประชุมและยังยืนหยัดที่จะจัดต่อ พร้อมทั้งได้ยื่นเรื่องประท้วงการขัดขวางการทำงานทางวิชาการของรัฐไทย

ในขณะเดียวกันก็ได้ชี้แจงว่า ทางสถาบันได้พร้อมที่จะรับมือกับผู้ที่มาประท้วง โดยจะจัดการทางกฎหมายแก่ผู้ที่เข้ามาก่อกวนอย่างเต็มที่ ทางการกรุงโคโญลน์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัย



Asienhaus ยังทราบอีกว่าทางการไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่สันติบาลเข้ามาสืบข่าว อย่างน้อย 2 นาย (ไทยอีนิวส์ได้ข่าวว่าทางการไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่มามากกว่านั้น) แต่ไม่มีใครได้เข้าร่วมฟังแต่อย่างใด 

ตอนแรกทางสถาบันประเมินว่าอาจมีการประท้วงจากพวกนิยมเจ้า แต่ปรากฏว่าไม่มีใครมาประท้วง ซึ่งน่าเสียดายไม่มำการจ๊ะเอ๋เกิดขึ้น
...

Nocolas Glass ผู้อภิปรายท่านแรก เป็นสื่อมวลชนชาวเยอรมันได้เล่าถึงประสบการณ์การทำงานในเมืองไทย ได้เล่าถึงสาเหตุที่ต้องย้ายการทำงานออกจากประเทศไทย เพราะทนกับการ Self censorship ไม่ได้

Glass ย้ำถึงความสำคัญของการเสนอความจริงในฐานะสื่อ หากทำไม่ได้ จะมีประโยชน์อันไดที่จะเป็นสื่อมวลชน

ส่วนประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และทหารนั้นเป็น “Partnership of convenience” เหตุผลของการเป็น “หุ้นส่วน” ซึ่งกันและกันนี้ก็เพื่อ “Protect themselves” (ปกป้อง(ผลประโยชน์)ร่วมกัน)

Glass ยังเห็นว่า หากมีการขยับไปสู Absolutism คงเป็น Absolute monarchy มากกว่า ซึ่งน่าเสียดายมาก หากเป็นเช่นนั้น จะเป็นการนำประเทศไทยสู่ Dark age สถาบันประชาธิปไตยจะถูกทำลายหมด

Glass ยังเล่าถึงประสบการณ์ที่เธอออกไปทำงาน 2 วันหลังการปฏิวัติล่าสุด ผู้ที่มาประท้วงท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์น้ำตานองหน้าว่า ต่อนี้ไปจะเป็นยุคที่น่าเศร้าที่สุด (sad time)

Glass ให้ความเห็นว่าการรัฐประหารล่าสุด เป็นการกระทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายเพื่อทำลายระบบทักษิณให้สิ้นทราก ซึ่งเป็นการสุมหัวกันกระทำอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรฯ ตุลาการภิวัฒน์ กปปส. ทหาร

ต่อคำถามที่ว่า “who is in charge” เธอได้ย้อนถามว่าใครละที่ “หิว”อำนาจ (who is power hungry) 

ในขณะเดียวกัน ทหารพร้อมที่จะ isolate the king if necessary

การนองเลือดในอดีต สามารถเกิดขึ้นได้อีก

ผู้พูดคนที่สองคือ Andrew Macgregor Marshall ตั้งข้อสังเกตุว่า การพูดความจริงด้วยความจริงใจ (truth) หรือของการแสดงออกทางความคิด (speak your mind) ไม่มีความหมายหรือมีความสำคัญในสังคมไทย (truth does not help us, 112 not about truth)

Andrew ตั้งข้อสังเกตุว่า กษัตริย์กำลังเพิ่มอำนาจให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง แลผลสุดท้าย elite จะรู้สึก

ปัญหาทั้งมวลเพราะ Thainess นี่แหละ

ท่านสุดท้ายในช่วเช่าคือ อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ เห็นตรงกันข้าม 

อ. ใจคิดว่าทหารเป็นผู้ถือบังเหียนทั้งหมด

การปฏิวัติ 2475 เป็น Unfinished Revolution 




ในตอนบ่ายเป็นการพูดเดี่ยวโดย อ.สมศักดิ์ เจียมน มีผู้เข้าร่วมมากว่าช่วงเช้า

ถ้าท่านผู้อ่านต้องการอรรถรสทั้งหมดของการสัมมนา สามารถฟังคลิปทั้งหมดได้ทั้ง 2 ภาค ที่ FB คุณAndrew MacGregor Marshall

https://www.facebook.com/zenjournalist

...

แผ่นโปสเตอร์ประท้วงรัฐไทยในงาน
















ควันหลง ๒๔ มิถุนา ๖๐ กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ ของ คสช. เข้าร่วมอย่างแข็งขัน

วันครบรอบ ๘๕ ปีการอภิวัฒน์สยาม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ “มีรายงานว่า...ได้มีนักวิชาการและนักศึกษาหลายฝ่ายจะจัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันปรีดีพนมยงค์ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา ในช่วงวันที่ ๒๓-๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๐”

กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ ของ คสช. เข้าร่วมอย่างแข็งขัน “เบื้องต้นได้จัดกำลังดูแลความปลอดภัยบริเวณโดยรอบลานพระบรมรูปทรงม้า กองร้อย (๑๕๐ นาย)


ส่วนที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ก็มี “กิจกรรมทำบุญคว่ำขันในวัน (ไม่มี) ประชาธิปไตย” ซึ่ง iLawFX @iLawFX รายงานว่า “๙.๑๐ น....มีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย ๒๐ นายคอยสังเกตการณ์...
.๓๐ นักกิจกรรมเดินจากวัดพระศรีมหาธาตุมุ่งหน้าไปทางอนุสาวรีย์หลักสี่โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอย่างใกล้ชิด"

ขณะที่ บก.ลายจุด @nuling ทวี้ตว่า “เช้านี้ทหารได้ควบคุมตัวนายเอกชัย หงส์กังวน ขณะที่เขาจะออกจากบ้านไปทำกิจกรรมที่หมุดคณะราษฏร์เคยอยู่

ดังที่เขาโพสต์ไว้บนหน้าเฟชบุ๊คว่า “ผมขอนำหมุดเลียนแบบคณะราษฎร ไปติดตั้งยังจุดที่ควรอยู่”

ประชาไทรายงานอีกครั้งในเวลา ๑๐.๓๕ น.ว่าเอกชัยถูกพาตัวกลับไป มทบ.๑๑ อีกครั้งโดย จนท.ไม่ได้แจ้งเหตุผล

ล่าสุด “๑๙.๔๕ พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ มาส่งเอกชัยถึงบ้าน พร้อมตรวจค้นหากล่องไปรษณีย์ที่ส่งหมุดคณะราษฎร์จำลองมาให้ แต่ไม่พบ จึงทำบันทึกไว้

ตอนค่ำเช่นกัน ธรรมศาสตร์เสรี.ปชต @LLTD_TU แจ้งว่า “รัฐบาลไทย block หนัง เผด็จการจอมปลอมผู้ยิ่งใหญ่ หรือ The Gtreat Dictatorship ที่จะฉายเย็นนี้ ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน

หนังโบราณที่ชาลี แช้ปลิน แสดงเรื่องนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเชิญ  ฉายและแชร์ ในวาระ ๘๕ ปี อภิวัฒน์สยาม ซึ่งจัดขึ้นโดย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง - คนส. กำหนดเวลาตั้งแต่ย่ำค่ำ ๑๙.๐๐ น.

โดยให้ลิงค์สำหรับดาวน์โหลดภาพยนต์ จอมเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่
https://www.youtube.com/watch?v=B8DDvRbffeE
http://sockshare.net/watch/qvokQOvl-the-great-dictator.html
https://www.youtube.com/watch?v=wYDf_Y_f5HM

ลิงค์วิดีโอ สัญญาของผู้มาก่อนกาล
https://vimeo.com/14731445

ทางด้านงานสัมมนา อภิปรายวิชาการหลายแห่ง เท่าที่เก็บมาแบ่งจากสื่อสายหลักได้เวลานี้ ก็ที่ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เรื่อง “ขุดรากถอนโคน โค่นมรดกคณะราษฎร”

มีทายาทผู้ก่อการ พ.ท.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ปัญญาชนสยาม สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิชาการ เอกชัย ชัยนุวัติ สุรพจน์ ทวีศักดิ์ น.ส.ธนาวิ โชติประดิษฐ์ และนักเขียน ชานันท์ ยอดหงส์

รายละเอียดอ่านกันได้ที่ https://www.matichonweekly.com/featured/article_42079

'ร่วมจ่าย' มีไว้เพื่อทำให้ 'ไม่เป็น' หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อีกต่อไป :ใบตองแห้ง

'ร่วมจ่าย' ฟังดูดี ถ้าฟังแต่ที่ วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการแก้กฎหมายบัตรทอง อ้าง

เรื่องร่วมจ่ายมาตรานี้ ให้คงไว้เป็นความคล่องตัวสำหรับอนาคต อาจให้คนรวยร่วมจ่าย คนยากไร้จะได้ประโยชน์”

"ฟังเหมือนถูกใช่ไหม" แต่ 'ในความเป็นจริง' ดังที่ 'ใบตองแห้ง' เขามองเห็น 

"ถามจริง คนรวยใช้บัตรทองหรือ เอาเข้าจริง คนที่ต้องร่วมจ่ายก็น่าจะเป็นชาวบ้านทั่วไป คนระดับกลางๆ ล่างๆ คละเคล้ากันไป เพราะยกเว้นคนมั่งคั่ง ๑% (ซึ่งเผลอๆ ก็ย่องมาใช้สิทธิพ่อแม่ลูกข้าราชการ) 

คุณแยกคนรวยคนจนได้อย่างไร ท้ายที่สุดก็อาจใช้ 'ลงทะเบียนคนจน ๑๔ ล้านคน' รักษาฟรี แล้วให้อีก ๓๔ ล้านคนร่วมจ่าย”

(https://www.khaosod.co.th/politics/news_414951)

"อย่าลืมนะครับ ก่อนมี ๓๐ บาท คนจนก็รักษาฟรี แต่ใช้ระบบสงเคราะห์ด้วยความเมตตาของทางราชการ ๓๐ บาททำให้คนจนยืดอกพกบัตรทองไปใช้สิทธิที่เรียกร้องได้ สวัสดิการที่รัฐบาลเลือกตั้งมอบให้ ถ้าทำลายสิทธิเท่าเทียม มีขั้นมีชั้น มันก็ย้อนไปเหมือนเดิม"

เขาขยายความเพิ่มเติม "การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เอาใจบุคลากรสาธารณสุข ประเด็นใหญ่ คือหนึ่ง ไม่พอใจ สปสช.ควบคุมมาตรฐานการรักษาและเบิกจ่าย จึงอยากเข้าไปมีอำนาจเหนือบอร์ด ให้ร.พ.เบิกได้ตามต้องการ ไม่ใช่ตามราคาที่เหมาะสม

สอง ไม่พอใจระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่เอาค่าใช้จ่ายรายหัวคูณจำนวนประชากร มาจำกัดจำนวนบุคลากรของร.พ. จึงต้องการให้แยกเงินเดือน

ทั้งสองเรื่องจะทำให้งบบานปลาย แต่พวกท่านคิดไว้ล่วงหน้าแล้วไง
step ต่อไป เมื่องบไม่พอ ก็อาจรักษาฟรีแค่ ๑๔ ล้านคน อีก ๓๔ ล้านคนให้ร่วมจ่าย”

เบื้องลึกยังมีมากกว่านั้น "ถ้ามองอย่างทำความเข้าใจ ปัญหาของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ติดตัวมาแต่เกิด ก็คือทำให้เกิด 'เสือสองตัว' ในระบบสาธารณสุข 

แบบที่ฝ่ายหนึ่งเพิ่งบ่นน้อยอกน้อยใจเป็น 'มดงาน' แล้วประชาชนคือสิงโต ก็ไปจ้าง 'แมลงสาบ' มาเป็นเจ้านาย

กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้บังคับบัญชา ร.พ. แต่รายได้หลักของ ร.พ.มาจาก สปสช.ซึ่งจ่ายเบี้ยประกันรายหัวตามหลัก 'ทำงานมากได้มาก ทำงานน้อยได้น้อย' 

กระทรวงมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย บรรจุ เลื่อนขั้น แต่ร.พ.ถูกตรึงด้วยงบรายหัว ให้มีบุคลากรเหมาะสมกับประชากร มีมากก็ 'ขาดทุน' แถมร.พ.ต้องบริหารค่าใช้จ่ายเอง แพทย์ก็ต้องรักษาตามเกณฑ์ทั้งคุณภาพราคาแล้วส่งบิลมาเบิก 'บริษัทประกัน'

ไม่แปลกเลยที่บุคลากรสาธารณสุขอึดอัดคับข้อง โกรธ สปสช.หาว่าเป็น 'พ่อค้าคนกลาง' 'กินหัวคิว' รุมโจมตีแบบทำลายล้าง โดยมีธุรกิจยา ธุรกิจประกัน ธุรกิจ ร.พ.เอกชน และแพทย์พาณิชย์ ผสมโรง"

ใบตองแห้งบอกว่าความต้องการแก้กฎหมายของ สธ. มันเนื่องมาจาก งบฯ ไม่ค่อยพอ "ปัจจุบัน ๑.๖ แสนล้านเพิ่มเป็น ๒.๕ แสนล้านอาจไม่พอ งั้นทำไง ร่วมจ่ายสิ ชาวบ้านต้องร่วมจ่าย เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขทำงานรับใช้ท่านอย่างมีความสุข...

แค่สงสัยอย่างเดียว ทำไมไม่ยุบ สปสช.โอนอำนาจกลับกระทรวงให้หมดเลย อ้าว พูดจริงนะ เพราะมีหลายคนเห็นพ้องว่าปัญหาอยู่ที่ 'เสือสองตัว' นี่แหละ"

ทางแก้คือ "ต้องยุบทิ้งซักองค์กร เพียงแต่ผมคิดสวนทาง ยุบกระทรวงเลยดีกว่า" แต่ "เฮ้ย ยุบกระทรวงได้ไง

ได้สิครับ ความหมายคือแยกร.พ.เป็นอิสระ อาจเป็นองค์กรมหาชนแบบร.พ.บ้านแพ้ว หรือออกนอกระบบเป็นกลุ่ม ยึดโยงจังหวัด ท้องถิ่น บริหารจัดการตัวเอง ดึงท้องถิ่นดึงประชาชนมีส่วนร่วม แบบ 'ร.พ.ประชารัฐ' ที่น้ำพอง ซึ่งกระทรวงคุยนักหนานั่นละ 

เพราะอันที่จริง ทิศทางที่หมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ วางไว้คือ 'กระจายอำนาจ' แต่มันไปไม่สุด

แล้วกระทรวงทำอะไร ก็ทำงานนโยบาย ดูภาพกว้าง เช่น กรมควบคุมโรค งานวิชาการ เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อันไหนไม่จำเป็นก็ยุบทิ้งซะ เกลี่ยบุคลากรลงพื้นที่ ในเมื่อไม่ได้รักษาคนไข้จะใหญ่โตอยู่ได้ไง

แต่นั่นคือทิศทางของรัฐประชาธิปไตย รัฐราชการเป็นใหญ่ไม่เอาแน่ รักษาระบบราชการไว้ ให้ชาวบ้านร่วมจ่ายดีกว่า"

ตานี้ ถึงทีชาวบ้านละ ว่าไง