วันจันทร์, มีนาคม 02, 2558

2 มี.ค.นี้ 'คลองถม' จะกลายเป็นตำนาน!! คสช คืนความสุขมาเป็นระลอกๆๆ




https://www.facebook.com/video.php?v=758091424305026&set=vb.101103126670529&type=2&theater


ปัจจัยเสี่ยง รัฐบาลประยุทธ์


ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
01 มี.ค. 2558

10 เดือนเป็นอย่างน้อยบน "หลังเสือ" ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-หัวหน้ารัฐประหาร หลังจากนี้ ยังต้องประคององคาพยพบนความเสี่ยงนานัปการ

ทั้ง "คนกันเอง" ในเรื่องของการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 หลังกระทรวงพลังงานตั้งท่า "ขึงขัง"

หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรจะต้องเดินหน้าเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ให้ได้

ถึงแม้ว่าบน "สังเวียนพลังงาน" ณ ทำเนียบรัฐบาล "ฝ่ายรัฐบาล" จะชนะคะแนนเทคนิค แต่สุดท้ายต้อง "ถอย" เพราะเจอวาทกรรม "ผลประโยชน์ทับซ้อน-อำนาจอธิปไตยทางกฎหมาย" ของ "ฝ่ายต่อต้าน" ที่มีหัวขบวนอย่าง "รสนา โตสิตระกูล" สมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) ด้านพลังงาน และ "ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์" แกนนำ พธม. คอยเสิร์ฟข้อมูล-เป็นพี่เลี้ยงอยู่ข้างเวที

ทว่า "ไม้เด็ด" ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องหลบฉาก ทั้ง ๆ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ-เต็มมือ คือ การร่วมวง-ลงชื่อคัดค้านของนักการเมือง-ไฮด์ปาร์กระดับ "บิ๊กเนม" -ต้นทุนสูง

อีก 1 สัญญาณถอยคือนโยบาย "ลดช่องว่าง" ระหว่างคนรวยกับคนจน-ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ล่าสุดต้องลดเพดานการจัดเก็บภาษีลงจากเดิมถึง "ครึ่ง"

นอกจากนี้ ยังเจอ "หางเลข" ปรองดองพ่นพิษหลัง "ข้อเสนอร้อน" ถูกโยนให้ พล.อ.ประยุทธ์ต่อสาย "เจรจา" กับอดีตนายกฯ-พ.ต.ท.ทักษิณ

จน "พี่-น้องบูรพาพยัคฆ์" ต้องออกมาประสานเป็น "เสียงเดียวกัน" ว่า ไม่มีอำนาจไปคุย-ให้ก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณกันได้แล้ว

อีกทั้งคดีความที่เป็นชนักปักหลัง "ฝ่ายตรงข้าม" ถูกจับจ้อง-รอก่อแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาล

ด้าน ปัจจัยเสี่ยงเรื่องรัฐธรรมนูญที่มี "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" และพรรคพวกอีก 34 คนเป็นผู้ยกร่างนั้น ใกล้เสร็จในร่างแรกแล้ว โดยสิ่งที่เป็นจุดวิพากษ์วิจารณ์ที่สุดคือ

กรณีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระบุให้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้นมา หนึ่งในหลายหน้าที่คือ คณะกรรมการปรองดองชุดนี้สามารถเสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาได้ด้วย

จนมีหลายฝ่ายจับตามองว่าอาจมีการอภัยโทษให้กับนักการเมืองบางคนหรือไม่

เพราะอย่าลืมว่าชนวนเหตุของความขัดแย้งที่บานปลายกระทั่งเกิดการยึดอำนาจขึ้นเมื่อ 22 พ.ค.มาจากการนิรโทษกรรม

นอกจากนี้ "ชะตากรรมบั้นปลาย" ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ยังไม่รู้ว่าจะ "ออกหัว-ออกก้อย" เพราะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากแม่น้ำทั้ง 4 สายประกอบด้วย ครม. คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

และในตอนจบร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านการเห็นชอบจาก สปช.รับรอง โดยผลมีทั้ง "บวกและลบ" ซึ่ง "เทียนฉาย กีระนันทน์" ประธาน สปช.ตอบแบบ "แบ่งรับแบ่งสู้" ว่า "อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น สปช.อาจไม่เห็นชอบก็ได้" เป็นสัญญาณลังเลหลังจากที่ก่อนหน้าที่มั่นใจว่า สปช. "จะไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า" คว่ำรัฐธรรมนูญ

หาก สปช.ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ โรดแมป คสช.เกือบทั้งหมดต้องเริ่มขั้นตอนแรกใหม่ โดยสรรหา สปช. 250 คน สรรหา กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

นั่นเท่ากับว่าต่อเวลาให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในอำนาจมากกว่า 1 ปี อาจทำให้รัฐบาลเจอแรงเสียดทานทางการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหลายเท่าตัว


คลิปสัมภาษณ์ Thai Voice Media: อดีตประธานวุฒิฯเชื่อ"รัฐธรรมนูญใหม่"จะถูกฉีกอีกครั้ง, สนช."สภาเผด็จการ" พาบ้านเมืองสู่ความหายนะ, นายกฯคนนอก-ส.ว.ลากตั้ง สร้าง"ประชาธิปไตยแบบ..เศษเสี้ยว"


อดีตประธานวุฒิฯเชื่อ"รัฐธรรมนูญใหม่"จะถูกฉีกอีกครั้ง
SUN, 03/01/2015 - 13:01 JOM


https://www.youtube.com/watch?v=GjzJddAXPjI

ที่มา Thai Voice Media

นายนิคม ไวรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ใช้สมาชิกในครอบครัวเป็นที่ปรึกษา ผู้ช่วย และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ว.มาจากการสรรหาและให้อำนาจกับ ส.ว.มากขึ้นว่า แม้ว่าการให้ สมาชิกในครอบครัวเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ช่วยจะไม่มีกฎหมายห้ามไว้ แต่ไม่ควรทำเพราะผิดจริยธรรมของนักปกครอง อีกทั้งในทางปฎิบัติ สนช.ที่มาจากการแต่งตั้งไม่ต้องลงพื้นที่ แต่ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องมีผู้ช่วยอยู่ในพื้นที่ เพื่อรับรู้ ปัญหาของประชาชน แต่ สนช.ควรจะใช้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องช่วยงานจะดีกว่า การให้สมาชิกในครอบครัวมาทำงานให้เท่ากับทำให้ครอบครัว สนช.แต่ละคนมีรายได้เพิ่มขึ้น 8 หมื่นบาท ขณะที่ สนช. หลายคนก็นั่งหลายตำแหน่ง เช่นเป็น สปช. กรรมาธิการ เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ และยังได้รับเงินเดือนจากการเป็นข้าราชการอีกด้วย เบี้ยประชุมก็ได้อีก สรุปแล้ว สนช.แต่ละคนมีรายได้อย่างน้อย 3 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าละอาย

นายนิคมกล่าวว่า การให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม และเพิ่มอำนาจให้ด้วย จะทำให้กลาย ส.ว. กลายเป็น พรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยเป็น รัฐข้าราชการ เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คสช.นี้เมื่อมีการบังคับใช้ ก็จะนำไปสู่การถูกฉีกอีกอย่างแน่นอน เพราะเป็นกฎหมายที่สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยในทุกระดับ ส่วนใครหรือกลุ่มไหนจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีใครบอกได้ในเวลานี้ อนาคตจะให้คำตอบเอง
ooo

สนช."สภาเผด็จการ" พาบ้านเมืองสู่ความหายนะ
SAT, 02/28/2015 - 12:08 JOM


https://www.youtube.com/watch?v=MqrH2pkKQiA

ที่มา Thai Voice Media

ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณีการวิพากษ์วิจารณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ที่มีการนำ สมาชิกในครอบครัว มาทำหน้าที่ ให้คำปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และการเป็นผู้ช่วยว่า เข้าทำนองว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง เพราะ สนช.หลายคนที่เคยคัดค้าน สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็นสภาผัวเมีย แต่สุดท้ายก็ทำเสียเอง แม้สมาชิกในครอบครัวจะมีความสามารถจริง แต่โดยหลักของจริยธรรมแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำและเป็นการขัดกันของหลักผลประโยชน์ทับซ้อน และเห็นว่า การร่างรัฐธรรมนูญให้ สมาชิกวุฒิสภามาจากการลากตั้ง หรือ การสรรหาจากกลุ่มวิชาชีพนั้น ก็เป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตย เชื่อแน่ว่า รัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังจะออกมานั้น จะไปไม่รอด และถูกฉีกอีกครั้งอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต เท่ากับว่า ทั้ง สนช.และรัฐบาล กำลังนำพาประเทศไปสู่ความหายนะ และความขัดแย้งที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นในอนาต ทั้งที่ประเทศไทยในขณะนี้ถูกมองจากนานาชาติและประเทศเพื่อนบ้านเองว่า เป็นตัวปัญหาของภูมิภาคอาเซี่ยน ดังนั้น ผู้มีอำนาจหากยังไม่ยอมรับความจริง ก็จะพบกับหายนะแน่นอน

ooo


นายกฯคนนอก-ส.ว.ลากตั้ง สร้าง"ประชาธิปไตยแบบ..เศษเสี้ยว"
FRI, 02/27/2015


https://www.youtube.com/watch?v=BR9JfHt2iPs

ที่มา Thai Voice Media

อาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia.com ถึงการร่างรัฐธรรมนูญ ของ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ คสช. ว่า เป็นการนำประเทศย้อนหลังไปมากกว่า 40 ปี เพราะยิ่งกว่าเลวร้ายยิ่งกว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบ นอกจาก จะเปิดช่องให้ คนนอกมาเป็น นายกรัฐมนตรี ได้เพื่อการควบคุมของอำนาจที่ลากตั้งกันมาแล้ว คนที่เป็น ส.ส.ก็ยังจะต้องมีการตรวจสอบควบคุมจากองค์กรอิสระอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งยังถูกควบคุมด้วยสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ และยังจะต้องถูกควบคุมจาก วุฒิสภา ที่มาจากการลากตั้งด้วย ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า ประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ แต่เป็นประชาธิปไตยแบบเศษเสี้ยว เท่านั้นเอง และการที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภา สามารถออกกฎหมายได้ด้วยนั้น ก็ยิ่งจะทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ขัดแย้ง ทะเลาะกันสับสนวุ่นวาย กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อาจารย์พนัสกล่าวว่า ถ้าอ่านใจ คสช. เพราะเชื่อมั่นว่าจะเอาอำนาจควบคุมประชาชนได้ เห็นว่าประชาชนไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านคัดค้าน สุดท้ายประชาชนก็อาจจะรู้สึกคุ้นเคยและชินเหมือนกับประเทศพม่า ต้องการให้ย้อนกลับไปเหมือนพม่าเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แล้วค่อยเริ่มต้นสร้างประชาธิปไตยกันใหม่ และเชื่อว่า การเลือกตั้ง จากรัฐธรรมนูญใหม่นี้ จะยังจำเป็นต้องมีกฎอัยการศึกอยู่ การเลือกตั้งภายใต้กฎอัยการศึกแน่นอน โดย คสช.จะไม่สนใจกระแสต่อต้านจากนานาชาติและจากคนไทยบางกลุ่มในประเทศ

ภาพงาน ดนตรี"เปิดหมวกช่วยเพือนนักโทษการเมือง"ครั้งที่ 3

















28 กพ. ที่ถนนข้าวสาร กลุ่มเพือนนักโทษการเมือง ได้จัดกิจกรรมเล่นดนตรีเปิดหมวก"ช่วยเพือนนักโทษการเมือง"ครั้งที่ 3 ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยยอดเงินที่ได้รับหมดเป็นจำนวน 42,000 บาท ซึ่งทางผู้จัดจะนำเงินทั้งหมดไปมอบให้กับ"นักโทษการเมือง"ในวันที่ 6 มีนาคมนี้ เวลา 10.00น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

Credit
บ้านราษฎร์


...

โบว์&ช่อ เดี่ยวขิม ดนตรีเปิดหมวกครั้งที่ 3 https://www.youtube.com/watch?v=MLwvG6mAcPk&feature=youtu.be


สั้นๆทันสถานการณ์ Mar 01 15 โดย ส.ส สุนัย จุลพงศธร



https://www.youtube.com/watch?v=_mOGoaPtzoA&feature=youtu.be

Published on Feb 28, 2015
สั้นๆทันสถานการณ์ เรื่อง ปรองดองหรือปรองร้าย โดย ส.ส สุนัย จุลพงศธร


ตื่นซะทีเถอะครับ พี่ๆ " สลิ่ม " ทั้งหลาย ... นี่มันไม่ใช่แค่สายแล้ว แต่มันจะ Chip หาย กันทั้งประเทศแล้ว !!!!



ที่มา พันทิป

ให้ตายเถอะฟระ ..

ใจจริงลึกๆของฟายแดงอย่างผมแล้ว ก็ไม่อยากจะมาเสวนา มาหาเหตุผล เอาอะไรกับ สลิ่มซอมบี้ อย่างพวก พี่ๆ หรอกนะครับ

แต่มันจำเป็นจริงๆ เพราะตราบใดที่มี สลิ่ม อย่างพวกพี่เป็นยาดำแทรกอยู่กลางระหว่างประชาชนด้วยกันแบบนี้

ผมก็จำเป็นที่จะต้องมาทำความเข้าใจกับพวก พี่ๆครับ

เอานะ ลองหาน้ำเย็นๆ แล้วออกไปล้างหน้าในที่สว่างๆ แล้วสบัดหัว ให้หายงัวเงีย ตามผมมาช้าๆ นะครับ

แรกเริ่มเดิมที ที่พวกพี่ ออกมาปรี๊ดดๆ กัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์น่ะ

ผมมีส่วนที่เห็นด้วยกับพวกพี่นะครับ ไอ้ พรบ. นิรโทษกรรมสุดซอยน่ะ ผมก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกับพวกพี่ นั่นล่ะ

แล้วไง ? เค้าก็ถอนมันออกแล้วก็ผลิดอก ออกผล มาเป็น ยุบสภา ลาออก เพื่อให้ ประชาชนอย่างพวกเราๆ ตัดสินใจกันใหม่

ถ้าพวกพี่ หยุดกันตั้งแต่ ตอนนั้นน่ะ พวกพี่โคตร หล่อเลยนะครับ ...จะนับเป็น ฮีโร่ ของประชาธิปไตย พาร์ทนึง ของประวัติศาสตร์ ยังไหวเลยนะครับ

แต่ไม่ !!

พวกพี่กลับถูก พวกเค้าใช้เป็นเครื่องมือต่อ เพื่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจ ให้กับอีกกลุ่มอำนาจนึง ซึ่งไม่สามารถสู้ได้ ตามระบอบประชาธิปไตย

พวกเค้าใช้ วาทะกรรม ตื้นๆ ในระดับหลอกฟาย อย่างเช่น ปะติลูบก่อนเลือกตั้ง , ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์อ้วนพี ออกมาหลอกล่อพวกพี่

จาก ที่หวุดหวิดจะได้เป็น ฮีโร่ ผู้ปกป้อง ประชาธิปไตย พวกพี่กลับกลายเป็น สลิ่ม ซอมบี้ คลั่งชาติ ป่วนเมือง กระทำการแบบไม่มีเหตุผลล่ะ

จริงๆช่วงนี้มีหลายเหตุการณ์มาก แต่ผมขอยก เอามาเตือนสติพวกพี่ เหตุการณ์เดียวพอ

เรื่องนี้เรื่องเดียวพอ ที่มันจะปรูฟว่า ช่วงนั้นน่ะ สติสตัง ของพวกพี่ไม่มีเหลือหรอแล้ว ....

พวกพี่ ยกพวกไปขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง !!!

โอ้ว แม่เจ้า ... เกิดมาชาตินี้ ไม่คิดไม่ฝันว่าตรูจะได้เห็นผู้คน ที่อวดอ้างว่ามีความคิด มีสติปัญญา เหนือคนอื่น ออกไปขัดขวาง ไม่ให้มีการเลือกตั้ง !!

พอมาถึงตอนนี้แล้ว รู้สึกตัวกันบ้างมั้ย ว่าพวกเมริง เอ๊ย พวกพี่ ทำมันเข้าไปได้ยังไงวะ

ไม่อายเขมร อายพม่า อาย กัมพูชา ( เออ รู้แล้วว่าประเทศเดียวกันนั่นล่ะ แต่พูดให้มันดูเหมือนมีเยอะๆ เข้าไว้ ) มันมั่งเหรอออออ

พวกนั้นน่ะ มันเรียกร้อง เอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้มีการเลือกตั้งนะ ...

นี่ไม่พูดถึงพวกประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่การโหวต เป็นเสมือนส่วนนึง ในกลไกของการดำรงชีวิต ของพวกเค้าแล้ว ...

( ช่วงนี้ ผมใช้คำว่าโหวต ง่ายๆ ไปเลยนะ .. จะได้เข้าใจตรงกัน ไม่งั้น เด๋วชิป ที่พวกพี่ถูกฝังหัวไว้ ด้วยคำว่า ประชาธิปไตย ทั้งหลายแหล่ มันจะทำงาน ต่อต้านขึ้นมาอีก)

แล้วสุดท้าย เค้าก็มาแอ่นแอ๊น จนมาถึงทุกวันนี้ อย่างที่เห็นๆกัน

ถึงตรงนี้ ผมก็ยังพอเข้าใจ พวกพี่ๆ ได้นะ ว่าที่มันเป็นอย่างนี้น่ะ เพราะ ..???????

เพราะในหัวพวกพี่ มันมีอยู่แค่ว่า " อะไรก็ได้ ขอแค่ไม่ให้เป็นพวกชินวัตร ... แค่นั้นพอ "

ในหัวพวกพี่ มีอยู่แค่นั้นจริงๆ

หลังจากนั้น ผมก็เฝ้าดู พวกพี่ๆ อยู่ห่างๆ (ไม่ห่างนัก ยังเข้ามาด่าเพื่อ เตือนสติ เป็นระยะๆ )

ผมให้เวลาพวกพี่ เฝ้าดูพวกเค้า ว่า ... ตกลง มันจะปะติลูบ เพื่อ ปชต. ที่สมบูรณ์อ้วนพี กันยังไงบ้าง ???

นี่ผ่านมาจะปีแล้วน่ะครับ พี่ๆเห็นกันบ้างมั้ย ?? ว่าพวกเค้าทำอะไรกันไปบ้าง ????

ไอ้แม้ว ... ที่พวกพี่เกลียดนักเกลียดหนา นั่นน่ะ ตอนนี้ มันเงียบยิ่งกว่า นกหวีด มันเงียบพอๆ กับสาก ที่พวกพี่อมกันแก้มตุ่ย อยู่เลยนะครับ ...

อิปูว์ ...ที่พวกพี่ชัง ตอนนี้ มันก็กระเด็น ออกไปเลี้ยงลูก พร้อมกับร่อแร่ๆ จะติดคุก แหล่ ไม่ติดคุกแหล่ อยู่แล้วนะครับ ....

ถึงตรงนี้แล้ว พวกพี่ ชนะ จนแทบ จะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วนะครับ ...

พวกพี่ขจัดความเกลียดชัง ออกจากหัวสมอง แล้ว กลับมาใช้ สติ ตรองดู ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติบ้าง ได้หรือยังครับ ????

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ??? ผมจะไม่นำมาพูดตรงนี้ล่ะนะครับ เด๋วทู้มันจะยืดยาวเกินความจำเป็น

พี่ๆ ลองหาดู กระทู้ด้านบนก็ได้นะครับ เกลื่อนกลาดเลย

ผมกระชับให้เฉพาะที่จำเป็น สั้นๆ ให้ว่า พี่ไปดู เรื่อง ร่างการจัดเก็บภาษีที่ดินใหม่ , การลากตั้ง สว. สรรหา , เรื่องพื้นที่รอบข้างถนนที่ทำรถไฟฟ้า ฯลฯ

เอาแต่เรื่องที่สำคัญๆ พอครับ ไอ้เรื่องกระจอกๆ อย่าง ไตอมมุด , อย่างติ๊กเก้อไลน์ , สนช.แต่งตั้งลูก ผัว พี่ชาย มันมากินเงินเดือนเป็นผู้ช่วยที่ปรึกษา พี่ข้ามๆ ไปก่อนก็ได้ครับ

สุดท้าย ..

คนเราอ้ะนะ พี่ .. ให้มันเกลียดชังอะไร ฝังหัวแค่ไหน แต่ถ้ามีสติ มันต้องคิดได้ว่า ...

ถ้าเราผลักดันอันเก่าออกไปจากชีวิตได้ แล้วสิ่งใหม่ ที่เข้ามาในชีวิตใหม่ มันจะดีขึ้น หรือ เลวลง อย่างไร ?????

- ผัวเก่า เมียเก่า มันชั่ว ... จะหาใหม่ มันก็ต้องให้ได้ดีกว่า เก่า ใช่ป้ะ ?

- บ้านหลังเดิม มันไม่ดี ปลูกใหม่ มันก้ต้องให้ดีกว่าเก่า ใช่ป้ะ ?

- ลูกน้องคนเก่า มันขี้โกง หาใหม่ ก็ต้องเอาคนซื่อสัตย์กว่ามาทำสิ ใช่ป้ะ ?

พอล่ะ ....... ยาวอิ๊บอ๋ายเรยยยย ด้นสด ด้วยครับ สับสนวกวนไปบ้าง ก็ต้องขออภัย ไม่มีเวลาเรียบเรียงเลย ....

สรุปสุดท้าย ให้อีกที สำหรับ พวกพี่ๆ สลิ่ม ...

ถ้าสิ่งที่ผมยกเหตุผล ลำดับไล่เลียงมาให้พวก พี่ๆ ไปทบทวนดูเองอีกทีเนี่ย ... (ผมไม่ได้ให้พี่เชื่อผม แค่เปิดใจให้ตัวเองได้รับรู้บ้าง)

แล้วพวกพี่ ยังไม่สนใจ จะปล่อยให้ไอ้พวก นี้ ทำอะไร ตามอำเภอใจ โดยไม่เห็นหัวประชาชนอย่างเราๆ (นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องว่า พี่คิดว่าพี่เป็นพวกเดียวกับเค้าเหรอ ?? วันไหน อะไรๆ มันเข้าที่ อยู่ตัวแล้ว พวกพี่ก็มีชะตาเดียวกับพวกผมล่ะ เพราะเรามันก็แค่คนธรรมดาๆ )

ถ้ายังคงหลับหู หลับตา หน้ามืด สนับสนุนไป โดยไม่ใยดีกับ สิทธิ เสรีภาพ ของตัวเอง แบบทุกวันนี้ ... ผมก็จนใจแล้วครับ ...

คงเป็นเพราะ " เลือดทาส " ของพวกพี่ มันเข้มข้น จนเกินเยียวยาแล้วล่ะ

สวัสดี

น.ศ.ขอนแก่น ชูป้าย'คิดถึงแบงค์' ผู้ต้องขังคดีเจ้าสาวหมาป่า



ที่มา ประชาไท
Sun, 2015-03-01

ห้านักศึกษา ม.ขอนแก่น ชูป้าย "Art is not a Crime" และ"คิดถึงแบงค์" ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม นักศึกษาในคณะ ผู้ต้องขังจาก ม.112 จากการแสดงละครเจ้าสาวหมาป่า ในงานเทศกาลถนนศิลปะ (Art Lane) ที่ได้จัดขึ้นโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


เวลาประมาณ19.00 น.ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 บริเวณสะพานขาว ในระหว่างการแสดงศิลปะพื้นบ้านของนักศึกษาในคณะศิลปกรรม ได้มีนักศึกษากลุ่มซุ้มเกี่ยวดาว จำนวน 5คน ได้มาชูป้ายข้อความ "คิดถึงแบงค์" และ "Art is not a Crime" (ศิลปะไม่ใช่อาชญากรรม) บริเวณหน้าเวทีการแสดง โดยที่หนึ่งในนักศึกษาที่มาชูป้ายได้แจ้งวัตถุประสงค์ว่าเป็นการแสดงความระลึกถึง ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือแบงค์ นักแสดงละครเจ้าสาวหมาป่า ที่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดตาม กม.อาญา มาตรา 112 จำคุกเป็นเวลา 2ปี 6เดือน ทำให้ปติวัฒน์ ไม่สามารถได้เรียนจนสำเร็จการศึกษาและไม่สามารถมาแสดงผลงานศิลปะดนตรีพื้นบ้านในวันนี้ได้




หลังการแสดงดนตรีพื้นเมืองจบ นศ.ซุ้มเกี่ยวดาว ได้พากันไปชูป้ายบริเวณป้ายจัดงาน แต่ได้โดนเจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการจัดงานขับไล่ออกไปจากบริเวณงาน





อนึ่ง งานเทศกาลถนนศิลปะ (Art Lane) ครั้งที่12 ได้จัดขึ้นโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยในงานจะมีการแสดงศิลปะหลายแขนงและส่วนหนึ่งจะเป็นการแสดงผลงานปริญญานิพนธ์ของนักศึกษาปีสุดท้ายในคณะ ในกิจกรรมดังกล่าวจะมีบุคคลทั้งภายในและนอกมหาวิทยาลัยเข้าร่วมชมการแสดงศิลปกรรมของคณะเป็นจำนวนมาก

ภาพของปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม (แบงค์) ขณะทำกิจกรรมต้านการรัฐประหาร
ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมดำเนินคดีในฐานะนักแสดงละคร"เจ้าสาวหมาป่า"
ที่มาภาพ: http://isaanrecord.com/2015/02/27/profile/

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

วันอาทิตย์, มีนาคม 01, 2558

ป้าย ‘เกลียดเผด็จการ’ ของ ‘ป๋วย’ โผล่รับ รองนายกฯ ที่ ธรรมศาสตร์ รังสิต + จอน อึ๊งภากรณ์ เขียนถึง อาจารย์ ป๋วย กับ เผด็จการ


ที่มา เด็กหลังห้องประชาไท
Sat, 2015-02-28

วันนี้เมื่อเวลา 13.47 น. เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย’ เผยแพร่ภาพป้ายผ้าที่มีข้อความ "ผมเกลียดชังเผด็จการไม่ว่าจะมีรูปแบบสีสันอย่างไรก็ตาม" ของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นข้อความเดียวกันกับที่จารึกไว้ ณ ฐานอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต




โดยเฟซบุ๊กศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาฯ บรรยายภาพป้ายดังกล่าวด้วยว่า บัณฑิตอาสาฯ ขึ้นป้ายต้อนรับ รองนายกฯ และที่ปรึกษา คสช. (ยงยุทธ) ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นคำของ อ.ป๋วย อึงภากรณ์ เนื่องในงาน 100 ปี ป๋วย ณ สำนักบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต วันนี้

พร้อมระบุด้วยว่า 13.45 น. ขณะนี้ตำรวจกำลังเข้าเจรจากับกลุ่ม นศ.ธรรมศาสตร์เพื่อสอบถามเรื่องกิจกรรม

โพสต์ by Piyarat Chongthep.

สำหรับข้อความเต็มของป๋วยที่บันทึกไว้ใน บันทึกความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ระบุว่า "ผมมีความเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นในระบอบประชาธิปไตย และในศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน ผมเชื่อในเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนตามที่บัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลของสหประชาชาติ ผมเชื่อในสิทธิของชายหญิงทุกคน ที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมสังคมที่เขาอาศัยอยู่ การปฏิเสธไม่ให้สิทธิเหล่านั้นแก่เขา เพราะเขายากจน หรือเพราะเขาขาดการศึกษา ผมถือว่าเป็นความร้ายกาจอย่างหนึ่ง ผมเกลียดชังเผด็จการไม่ว่าจะมีรูปแบบสีสันอย่างใดก็ตาม ผมมีความเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยควรจะได้มาอย่างสันติวิธี เพราะผมต้องการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอาวุธในการรักษาอำนาจของรัฐบาล"



ooo

จอน อึ๊งภากรณ์ เขียนถึง อาจารย์ป๋วย กับ เผด็จการ






ผมจะรู้สึกโกรธมากเวลามีคนบางคนอ้างว่าคุณพ่อของผมเคยรับใช้เผด็จการสมัยจอมพลแปลกจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม การพูดเช่นนี้เสมือนเป็นการพยายามแก้ตัวแทนคนสมัยนี้ที่พร้อมรับใช้เผด็จการยุคใหม่โดยการรับตำแหน่งทางการเมืองต่างๆว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดหรือแตกต่างจากการกระทำของคุณพ่อของผมในอดีต

ข้อเท็จจริงประการแรกคือคุณพ่อปฏิเสธการรับตำแหน่งทางการเมืองที่ผู้นำเผด็จการเสนอให้มาโดยตลอด ได้แต่รับราชการเพื่อตอบแทนสังคมที่ให้ทุนการศึกษาไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ คุณพ่อทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอิสระปลอดจากการถูกควบคุมทางการเมือง และตลอดเวลาที่รับราชการคุณพ่อได้กล้าฝ่าฝืนผู้มีอำนาจเผด็จการที่พยายามเข้ามาแสวงผลประโยชน์จากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือพยายามตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์อย่างผิดจริยธรรม เท่าที่คุณแม่เคยเล่ามาคุณพ่อเคยทักท้วงจอมพลสฤษดิ์หลายครั้งในเรื่องการค้าแร่ที่ผิดกติกาสากล ส่วนเมื่อจอมพลถนอมทำรัฐประหารตัวเองเพื่อยุบสภาผู้แทนราษฎรคุณพ่อก็ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกจาก"นายเข้ม เย็นยิ่ง"ถึงจอมพลถนอมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

คุณพ่อต้องถือเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เคยยอมสยบต่ออำนาจเผด็จการและไม่เคยรับใช้ผลประโยชน์อันมิชอบของผู้นำเผด็จการ ดังนั้นเมื่อคุณพ่อตายแล้วโปรดอย่าเอาชื่อของคุณพ่อมารับรองบุคคลหรือการกระทำที่รับใช้เผด็จการในยุคปัจจุบันเลย

ต่อไปนี้เป็นข้อความที่ผมคัดลอกมาจาก http://www.puey.in.th/index.…/component/content/article/…/22

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2496 คณะรัฐมนตรีมีมติ ให้ ดร.ป๋วย พ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไปรับราชการเป็นผู้เชี่ยวชาญการคลัง กระทรวงการคลัง เนื่องจาก ดร.ป๋วย ปฏิเสธการที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องการซื้อ สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด แต่เนื่องจากธนาคารแห่งนั้น กระทำผิดระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย และกำลังถูกปรับเป็นเงินหลายล้านบาท จอมพลสฤษดิ์ ขอให้ ดร.ป๋วย ยกเลิกการปรับ แต่ ดร.ป๋วย ปฏิเสธ และยืนกรานให้คณะรัฐมนตรีปรับธนาคารแห่งนั้น ในที่สุดคณะรัฐมนตรี ก็ปฏิบัติตามข้อเสนอของ ดร.ป๋วย

ต่อมา พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็พยายาม เสนอให้บริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตนเองมีผลประโยชน์อยู่ด้วย เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตรไทยแทน บริษัท โทมัส เดอลารู, คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ดร.ป๋วยเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ดร.ป๋วย ตรวจพบว่า บริษัทดังกล่าวฝีมือไม่ดี ปลอมง่าย และมีชื่อเสียงในการวิ่งเต้น จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอให้เป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตร จึงทำรายงานเสนอ ให้ใช้ บริษัทโทมัส เดอลารูตามเดิม แต่ถ้าหากจะตัดสินใจให้บริษัทอเมริกันเป็นผู้พิมพ์ธนบัตร ก็จะออกจากราชการ คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ ดร.ป๋วย, เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นอย่างมาก ผู้มีอำนาจในประเทศขณะนั้น ต่างไม่พอใจ ดร.ป๋วย เพื่อความปลอดภัย พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้ให้ ดร.ป๋วย ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลัง ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2499 และยังได้เป็นผู้แทนไทย ประจำคณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศ มีผลทำให้ ไทยสามารถขายแร่ดีบุก เป็นสินค้าออกสำคัญของประเทศได้มากขึ้น

ปี พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง จอมพลสฤษดิ์ได้ให้ ดร.ป๋วย กลับเมืองไทยเข้ามาช่วยงาน ต่อมาเมื่อ นายโชติ คุณะเกษม ลาอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จอมพลสฤษดิ์ได้โทรเลขไปถึง ดร.ป๋วย ซึ่งกำลังประชุมคณะรัฐมนตรีดีบุกโลกที่กรุงลอนดอน เสนอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ ดร.ป๋วย ปฏิเสธไปว่า ไม่ขอรับตำแหน่งนี้ เพราะเมื่อตอนเข้าเป็นเสรีไทย ได้สาบานไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้หวังแสวงหาผลประโยชน์จากการเป็นเสรีไทย เมื่อ ดร.ป๋วย กลับจากอังกฤษ จอมพลสฤษดิ์ก็แต่งตั้ง ให้ ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อีกตำแหน่งหนึ่ง ดร.ป๋วย จึง ควบคุมทั้งนโยบายด้านการเงิน การคลังและ งบประมาณของประเทศ ในขณะที่อายุได้ เพียง 43 ปี นอกจากนั้น ดร.ป๋วย ยังมีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันให้มี แผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการสภาพัฒน์ เป็นกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ

แม้ว่า ดร.ป๋วย จะมีตำแหน่งที่สูง แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ชอบนุ่งกางเกงเวสต์ปอยต์มาทำงาน ไม่มีชุดดินเนอร์แจ็กเกตเป็นของตนเอง ชอบกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้มกุ๊ย และเต้าฮวย

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 12 ปี นับเป็นผู้ว่าการที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด ตลอดสมัยที่ ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นสมัยที่ธนาคารแห่ง ประเทศไทยปลอดจากการเมืองมากที่สุด และเป็นยุคที่สามารถรักษาเสถียรภาพเงินตรา ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง เงินบาท ได้รับได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งในและนอกประเทศ ทำให้มีการค้าขายและการลงทุนเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเงินทุน สำรองระหว่างประเทศก็เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มขยายสาขาออกไปสู่ภูมิภาค สามารถจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรได้สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องไปพิมพ์ธนบัตรในต่างประเทศ มีการอออกพระราชบัญญัติ ธนาคารพาณิชย์ปี พ.ศ. 2505 ซึ่งถือเป็นแม่บทของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนนำเทคนิคนโยบายทางการเงินที่ สำคัญๆ เช่น อัตราเงินสดสำรองอัตราส่วนลดมาใช้ และชักจูงให้ธนาคารปฏิบัติตามกฎระเบียบ อันจำเป็นต่อการ เสริมสร้างความมั่นคงในระบบการธนาคาร และอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์เปิดสาขามากขึ้น และขยายไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้กิจการธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ปี พ.ศ. 2507 ดร.ป๋วย ได้กล่าวสุนทรพจน์ของสมาคมธนาคารไทย เพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจ มีใจความว่า จอมพล ถนอม นายกรัฐมนตรีผู้มีคำขวัญประจำใจว่า "จงทำดี จงทำดี จงทำดี" มีนโยบายไม่เห็นด้วยที่รัฐมนตรีจะไปยุ่งเกี่ยว กับ "การค้า" แต่ทำไมจึงมีรัฐมนตรีบางคนไปเป็นกรรมการในธนาคารต่างๆ หรือเป็นเพราะว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่ "การค้า" ชนิดหนึ่ง กลอนนั้นมีข้อความว่า

ยังจนในไม่รู้อยู่ข้อหนึ่ง จอมพล ถ ท่านแถลงแจ้งเป็นเรื่อง
ท่านปรารมภ์ผมก็เห็นเด่นประเทือง ว่าใครเฟื่องเป็นผู้ใหญ่ในราชการ
ตัวอย่างเช่นเป็นรัฐมนตรี ไม่ควรมีการค้ามาสมาน
อย่าเกี่ยวข้องเที่ยวรับทำเป็นกรรมการ สมาจารข้อนี้ดีจริงเจียว
ผมสงสัยไม่แจ้งกิจการค้า หมายความว่ากิจการใดบ้างยังเฉลียว
กิจการธนาคารท่านผู้ใหญ่จะไม่เกี่ยว หรือจะเหนี่ยวรั้งไว้ไม่นับค้า

สุนทรพจน์นี้เป็นที่กล่าวขานกันทั่ว ในยุคสมัยรัฐบาลทหาร ดร.ป๋วย เป็นข้าราชการผู้ใหญ่คนเดียวที่กล้าวิจารณ์ นักการเมือง รัฐมนตรี และนายทหารชั้นสูง ที่มักเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานหรือกรรมการธนาคารต่างๆ เพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว เมื่อจอมพลถนอมทราบความ ก็ยินยอมลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนใดลาออกตาม

Jon Ungphakorn



มาเต็ม! "จาตุรนต์" ซัด รธน.ปชต.ครึ่งใบ ส.ว.ลากตั้งอำนาจล้นฟ้า วางนายกฯคนนอก วิกฤต!



ที่มา มติชนออนไลน์

“จาตุรนต์” ซัดร่างรธน.ประชาธิปไตยครึ่งใบ ให้อำนาจส.ว.ลากตั้งล้นฟ้า จำกัดอำนาจประชาชน วางนายกฯคนนอก กุมอำนาจเบ็ดเสร็จบริหารประเทศ สืบทอดผู้มีอำนาจ ชี้หลังเลือกตั้งวิกฤตขัดแย้งหนัก ทำชาติเสียหายอีกหลายปี


เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 200 คน มาจากกการสรรหา ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ไม่จะเป็นต้องเป็นส.ส.ว่า ร่างรัฐธรรมนูญตามที่ยกร่างมาถึงวันนี้ จะเป็นการสร้างวิกฤติทางการเมืองมากขึ้นกว่าเดิม การเลือกตั้งมีก็จะเหมือนไม่มี คือไม่มีความหมาย ประชาชนได้ไปเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถเลือกผู้บริหารประเทศได้ ในที่สุดจะได้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่ได้จากความต้องการประชาชน และประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ การที่เขียนด้วยคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ใช่ เผื่อไว้วิกฤต แต่เขียนไว้แบบนี้เท่ากับบอกว่าคนนอกเท่านั้นที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะถ้าผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าตั้งรัฐบาลได้ในช่วงแรกก็จะถูกถอดถอนโดยส.ว.ลากตั้ง ซึ่งรวมเสียงฝ่ายค้านอีกไม่เท่าไร สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เพราะฉะนั้นผู้ที่กำหนดความเป็นมาเป็นไปของรัฐบาลก็คือ ส.ว.ลากตั้ง ซึ่งจะมีอำนาจล้นฟ้า เมื่อมีการเลือกตั้งขึ้นมาในที่สุด นักการเมืองจำนวนมากก็จะเรียนรู้ว่า ผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงคือ ส.ว.แล้วก็ต้องดูว่าวุฒิสภาจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี การเมืองก็กลับไปเหมือน 30 ปีก่อน คือเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ว่ายังจะเลวร้ายกว่านั้น ยังมีองค์กรอิสระ สภาคุณธรรม จริยธรรม และกลไกอื่นๆอื่นมากำกับ มาจัดการรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้ง ก็เท่ากับเป็นการผสมความไม่เป็นประชาธิปไตย ระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2521 กับรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งจะเป็นรัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นประชาธิปไตย วางกลไกขั้นตอนต่างๆในการที่จะทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียงใดๆ

“ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้จะเกิดวิกฤตหลังเลือกตั้งไม่นาน เมื่อประชาชนพบว่าเลือกตั้งไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย วิกฤติของประเทศจะรุนแรงมากย่ิงขึ้น เมื่อสังคมพบว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย และแก้ไขไม่ได้ด้วย เนื่องจากการร่างรัฐธรรมนูญนี้เขียนป้องกันไว้ไม่ให้มีการแก้ไข ทั้งโดยการให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อน และต้องเป็นประชามติเสียก่อน เป็นการกันไม่ให้ผู้ที่เคยเป็นรัฐบาลกลับมาเป็นรัฐบาล ต่อมาเหมือนมีเจตนาต้องการมากกว่านั้น การจำกัดบทบทผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และต่อมาเกินเลยถึงขั้นที่จำกัดอำนาจของประชาชนทั้งหมด สร้างการปกครองที่ผู้ที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง องค์กรที่ไม่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองประเทศ จุดประสงค์นี้ต้องการสร้างระบบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และให้ใช้ไปอีกนาน”นายจาตุรนต์ กล่าว

เมื่อถามว่า วิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังเลือกตั้ง ที่ว่าคืออะไร นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถ้าให้ประเมินตอนนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญแบบนี้ออกมาใช้ได้ ความขัดแย้ง และความไม่พอใจอาจจะไม่รุนแรงในทันที ในขั้นต้นจะเกิดความไม่พอใจในระดับหนึ่งก่อน ประชาชนพบว่าการเลือกตั้งไม่มีความหมาย ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศได้จริบง ความขัดแย้งมากขึ้นจนมีวิกฤติคือเมื่อบริหารประเทศไทย แล้วมีรัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชน และเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มบุคคลที่มาจากการลากตั้ง และการบริหารประเทศไม่เป็นประโยชน์ กับประชาชน สร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง ถึงเวลานั้นความขัดแย้ง ความไม่พอใจจะรุนแรงมากขึ้น แต่ถ้าปล่อยให้ไปบ้านเมืองไปสู่จุดนั้น หมายความว่าจะต้องผ่านความเสียหายไปอีกหลายปี ก่อนที่จะไปสู่ความเสียหายที่ใหญ่หลวงกว่านั้น

นายจาตุรนต์ กล่าวว่าเขียนรัฐธรรมนูญกันอย่างนี้ ไม่รู้เอาประชาชนไปไว้ที่ไหน การเลือกตั้งก็ไม่มีความหมาย มีแต่นำสู่จุดที่มีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก โดยเจตนาต้องการให้เกิดรัฐบาลที่วุฒิสภา องค์กรอิสระสามารถกำกับควบคุมได้ แต่เขาไม่ได้เขียนให้เป็นอย่างนั้นในทันที ฝ่ายนักการเมืองก็จะเรียนรู้ว่ารัฐบาลที่ไม่ได้รับการสนับสนุนคำจุนด้วยวุฒิสภาและองค์กรอิสระ รัฐบาลนั้นก็ไม่มีทางดำรงอยู่ได้ ในที่สุดก็เกิดการยินยอมจับมือกัน ระหว่างนักการเมืองกับส.ว.ลากตั้ง เท่ากับเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง สืบทอดจากผู้มีอำนาจในปัจจุบันนั้นเอง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแบบนี้ได้ทำลายการแบ่งแยกอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ไปหมดแล้ว คือองค์กรอิสระไม่รู้อยู่ตรงไหนอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ขณะที่ส.ว.มีอำนาจล้นฟ้า ตามปกติถือว่าเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่มาจากการลากตั้งแล้วยังมีอำนาจออกกฎหมายเอง และสามารถให้คุณให้โทษฝ่ายบริหารได้ด้วย เท่ากับเป็นการทำลายการแบ่งแยกอำนาจซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

เอกอัครราชทูตพิศาล มาณวพัฒน์ เขียนจดหมายตอบโต้บทบก.ของ Washington Post ที่ระบุว่าไทยอยู่ใต้อุ้งตีนเผด็จการทหาร + ขอแชร์ความเห็นของคุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ ที่อ่านบทตอบโต้แล้วพาลจะอ๊วก




ฟิตน่าดู เอกอัครราชทูตพิศาล มาณวพัฒน์ หลังรับตำแหน่งในสหรัฐฯ และเช้าพบโอบามา เขียนจดหมายตอบโต้บทบก.ของ Washington Post ที่ระบุว่าไทยอยู่ใต้อุ้งตีนเผด็จการทหาร (Thailand’s ineffective rule by force http://wpo.st/FFw50) กล่าวหาว่าทหารเตรียมประกาศใช้รธน.โดยไม่ผ่านประชามติ และยังสำรองที่นั่งทหารในสภา เหมือนกับไทยในยุค 2520 กว่า ๆ ที่เลือกตั้งไปอย่างนั้น แต่นายกฯ เป็นทหารทุกที

ออท.พิศาลตอบโต้ว่า บทบก.นี้ “บิดเบือนอย่างสิ้นเชิง” (http://wpo.st/iGw50) ไทยยังคงมุ่งมั่นในโรดแม็ปประชาธิปไตย คาดว่าการรับฟังความเห็นและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยน่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนในปีนี้ (ท่านไม่ได้บอกว่าเป็นการทำ “ประชามติ” นะครับ) และจะมีการเลือกตั้งต้นปีหน้า” ออท.คนใหม่ไฟแรงบอกต่อว่า ยังจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกต่อไปเพื่อ “รักษาความปลอดภัยของประชาชน”

“คนไทยเบื่อการประท้วงที่ยืดเยื้อตามท้องถนนและความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องปราม (กฎอัยการศึก) แต่อย่างใด” (โห...นี่ท่านออท.พูดเหมือนประยุทธ์ที่ให้สัมภาษณ์ NHK เลยนะเนี่ย)

ข่าวดีท่านออท.ประกาศว่าจะมีการยกเลิกกฎอัยการศึกก่อนจะมีการเลือกตั้งแน่นอน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก ท่านยืนยันด้วยว่าเมืองไทยไม่มี “นักโทษการเมือง” และคดีต่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะเป็นไปตามกระบวนการอันควรตามกฎหมายในชั้นศาลฎีกา

อยากอ่านที่เขาเขียนยาว ๆ ก็ตามนี้เลย (http://www.thaiembassydc.org/…/TH-Translation-Amb-remarks-2…) เขาวิจารณ์รัฐบาลชุดก่อนอย่างเลวร้ายมาก สมแล้วที่ได้รับแต่งตั้งเข้าไปในตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้

“ไทยอยู่ระหว่างการดาเนินการตามแผนงาน (Roadmap) ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ และเดินหน้าปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้ประเทศชาติต้องกลับเข้าสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง มีรัฐบาลที่ล้มเหลว ประสบปัญหาคอร์รัปชั่น และเพิกเฉยต่อหลักนิติธรรมดังเช่นที่ผ่านมา”

Pipob Udomittipong

...

ขอแชร์ความเห็นจากนักกิจกรรมเพื่อสังคม. คุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ

"สันดานทูตไทยที่ต่างแดนเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่นะครับ โดยเฉพาะ ...

1. ชอบคิดว่าเจ้าของประเทศที่สถานทูตไปตั้งอยู่ โง่ ไม่รู้เรื่องราวทางเมืองไทยเลย
2. สื่อต่างประเทศที่วิจารณ์ประเทศไทย ได้รับข้อมูลผิดๆ
3. โกหกตอแหลเก่งฉิบหาย

ข้างล่างนี่เป็นจดหมายของทูตไทย ประจำสหรัฐฯ เขียนไปยัง the Washington Post. อ่านแล้วพาลจะอ้วก เลยขอเอามาฝากสหายร่วมอ้วกด้วยครับ ... แปลในส่วนที่คัดมาได้ว่า

"เช่นเดียวกับทุกประเทศ, ประเทศไทยจำต้องท่วงดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงในชาติ กับความเคารพเสรีภาพของพลเมือง กฎอัยการศึกนั้นมีความจำเป็น ต่อการดูแลและรักษาความปลอดภัยให้กับสาธารณชน ด้วยการเบื่อหน่ายต่อการประท้วงบนท้องถนนที่ยีดยาวและสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง, สาธารณชนไทยไม่ได้รับผลกระทบจากใช้มาตรการนี้

ไม่มีนักโทษการเมืองในประเทศไทย และอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีโดยศาลสูงสุดของเรา"

As with every country, Thailand has to balance its national security with respect for civil liberty. Martial law is necessary to maintain public safety. Fed up with prolonged street protests and random violence, the Thai public is not affected by this deterrence.

There are no political prisoners in Thailand, and former prime minister Yingluck Shinawatra will be accorded due process in our Supreme Court."
...

เรื่องเกี่ยวข้อง...