วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 27, 2557

ฟังกันชัดชัด ทำไมต้องยกเลิกอัยการศึก และคำสั่งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่สังคมกำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูป + สาระ+ภาพ : รวมเสรีภาพที่ต้องถูก คสช. ปรับทัศนคติ ในรอบ 6 เดือน

ถามตอบม.เที่ยงคืน : ทำไมต้องยกเลิกอัยการศึก สมชาย ปรีชาศิลปกุล
https://www.youtube.com/watch?list=UUbsDgrLvF5J5bkpVtyNh4Zg&v=svZFrRW--V0


มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แถลงการณ์ "ร่วมกันหยุดยั้งการคุกคามเสรีภาพประชาชน" https://www.youtube.com/watch?list=UUbsDgrLvF5J5bkpVtyNh4Zg&v=4BsrpmMLwdc

ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม
...


แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง ร่วมกันหยุดยั้งการคุกคามเสรีภาพประชาชน

เนื่องด้วยในห้วงเวลาปัจจุบันได้มีการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและคำสั่งของคณะ คสช. รวมทั้งอำนาจของกลไกรัฐในการคุกคามประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยมีการคุกคามอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการผลักดันผู้คนออกจากพื้นที่ป่า การรณรงค์ให้มีการออกกฎหมายที่ดิน การแสดงความคิดเห็นในเชิงสัญลักษณ์เพื่อคัดค้านการรัฐประหาร การจัดรายการทางโทรทัศน์เพื่อแสดงความเห็นต่อนโยบายของรัฐบาล การประชุมทางวิชาการเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมและการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ

การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติและสังคมไทยดังกล่าวข้างต้นนี้ต้องเผชิญกับมาตรการต่างๆ นับตั้งแต่การขอความร่วมมือ การควบคุมตัว การเรียกตัวไปเพื่อปรับทัศนคติ และการดำเนินการด้วยกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้วาทกรรมใดก็ตามล้วนแต่คุกคามและบ่อนทำลายสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคมอย่างรุนแรงทั้งสิ้น

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะภารกิจด้านต่างๆ ขององค์กรของรัฐที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การเสนอและพิจารณาร่างกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนการพิจารณาแนวทางในการปฏิรูปประเทศของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างกว้างขวาง ทั้งผลในด้านลบและด้านบวกต่อประชาชนในหลากหลายมิติ และยังมีผลผูกพันต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น จึงเป็นความชอบธรรมของประชาชนแต่ละกลุ่มในการแสดงความคิดเห็น เพื่อสะท้อนให้ผู้กุมอำนาจรัฐในองค์กรต่างๆ ตระหนักถึงความต้องการและผลกระทบที่ประชาชนแต่ละกลุ่มจะได้รับ รวมทั้งผลกระทบต่อสังคมไทยโดยรวมและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแสดงความเห็นหรือการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านหรือผลักดันให้กฎหมายหรือนโยบายหรือโครงการต่างๆ ดำเนินไปในทิศทางที่ตนเองปรารถนาจึงนับเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน อันจะนำไปสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยนทั้งข้อมูลและความคิดเห็นที่จะช่วยให้การตัดสินใจของคณะบุคคลในองค์กรต่างๆ ของรัฐทุกองค์กรเป็นไปอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ความพยายามในการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ด้วยการอ้างเหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการขอให้ทุกฝ่ายรอคอยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเสียก่อนนั้น นอกจากจะไม่เอื้อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้านและการตัดสินใจที่รอบคอบต่อประเด็นต่างๆ แล้ว ยังอาจกลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะรัฐประหารและองค์กรที่คณะรัฐประหารจัดตั้งขึ้นได้พ้นจากอำนาจไปแล้ว เพราะการจับกุมหรือควบคุมตัวเป็นการยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่เห็นต่างได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และจะไม่สามารถสร้างความเห็นพ้องต่อการดำเนินการใดๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ย่อมจะบังเกิดผลดีทั้งในปัจจุบันและในระยะยาว ต่างจากการปิดกั้นเสรีภาพด้วยกฎอัยการศึกและคำสั่งของ คสช. ที่เป็นการกดทับความเห็นต่างเอาไว้ และจะสร้างแรงกดดันจนกลายเป็นระเบิดเวลาที่นำไปสู่ความขัดแย้งหรือความเสียหายร้ายแรงในอนาคต

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอเรียกร้องต่อสังคม ให้ทุกกลุ่มทุกองค์กรในภาคสังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกันกดดันเพื่อให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและคำสั่งของ คสช. ที่ปิดกั้นและคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขอยืนยันว่าการร่วมกันปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมีความเห็นตรงกันหรือแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับการนำสังคมไทยให้เดินไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยที่เอื้ออำนวยให้รัฐและสังคมไทยสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสันติและเป็นธรรม


มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
24 พฤศจิกายน 2557
ooo

สาระ+ภาพ : รวมเสรีภาพที่ต้องถูก คสช. ปรับทัศนคติ ในรอบ 6 เดือน


Wed, 2014-11-26 15:53
ที่มา ประชาไท

ผ่านมาแล้วครึ่งปีของการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ท่ามกลางประชาชนที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยบรรดาประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้มีในส่วนที่ออกมาแสดงออกในรูปแบบต่างๆ และถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้าตักเตือน สั่งระงับ ควบคุมตัว และนำตัวเข้าสู่การสอบสวน ปรับทัศนคติ ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวออกมาด้วยเงื่อนไขการห้ามเคลื่อนไหว การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และบางส่วนถูกดำเนินคดีต่อ เช่น ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. คดีความมั่นคง เป็นต้น โดยประชาไทได้ประมวลปรากฏการณ์การใช่เสรีภาพการแสดงออกของประชาชนในช่วงเวลานี้เฉพาะที่ปรากฏอยู่ตามหน้าสื่อต่างๆไว้ เป็นอินโฟกราฟฟิคดังนี้

เอกสารอ้างอิง :
- คนที่ไปช่วยคนที่โดนจับ (humanrights.asia, 23 มิ.ย. 57)
- ชูกระดาษ A4 พร้อมข้อความ (ประชาไทออนไลน์, 24 พ.ค. 57)
- รวมตัวต่อต้ารัฐประหารที่ร้านแม็คโดนัลด์ (มติชนออนไลน์, 25 พ.ค. 57)
- ตะโกนว่า "ผมอายคับ ประเทศไทย ผมอาย ผมประชาชนธรรมดา ผมอายคับ ผมอายคับประเทศไทยมีรัฐประหารอีกแล้วคับ", (patrolnews.net, 25 พ.ค. 57)
- น.ศ. ม.มหาสารคาม ชูป้าย “ไม่เอารัฐประหาร”, “ไม่เอารัฐบาลโจร”, “ต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ” (ประชาไทออนไลน์, 25 พ.ค.57)
- ชูป้าย "ชูป้ายไม่ใช่อาชญากร" "ปล่อยลูกพ่อขุน" และป้ายไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร (ประชาไทออนไลน์, 25 มิ.ย. 57)
- ซื้อเสื้อ 'Peace Please' (ประชาไทออนไลน์, 29 พ.ค. 57)
- สวมหน้ากาก "People" (ประชาไทออนไลน์, 1 มิ.ย. 57)
- ทำท่า ปิดหน้า ปิดตา หรือปิดปาก (ประชาไทออนไลน์, 8 มิ.ย. 57)
- ใส่เสื้อ "Respect My Vote" (ประชาไทออนไลน์, 22 มิ.ย. 57)
- ชูสามนิ้วเลียนแบบหนัง (ประชาไทออนไลน์, 6 มิ.ย. 57)
- อ่านหนังสือ "1984" เปิดเพลงชาติฝรั่งเศส และกินแซนด์วิช (เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว’, 22 มิ.ย. 57)
- อ่านกวี วางดอกไม้ เป่าลูกโป่ง แสดงนัยยะการเมืองในงานรำลึก 24 มิ.ย. (ประชาไทออนไลน์, 24 มิ.ย. 57)
- คิดจัดฉายหนัง "1984" (ประชาไทออนไลน์, 25 มิ.ย. 57)
- กินแซนด์วิชนอกร้าน (ประชาไทออนไลน์, 27 มิ.ย. 57)
- ใส่เสื้อแดงขายปลาหมึกทอด (ประชาไทออนไลน์, 29 มิ.ย. 57)
- ประท้วงเดี่ยวหน้าสถานฑูตอเมริกา (ประชาไทออนไลน์, 29 มิ.ย. 57)
- เดินรณรงค์เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน (ประชาไทออนไลน์, 24 ส.ค.57, 19 ส.ค.57)
- กลุ่มญาติเหยื่อสลายชุมนุม พ.ค.53 โปรยใบปลิวทวงความเป็นธรรม หลังศาลอาญาโอนคดีให้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง (ประชาไทออนไลน์, 31 ส.ค.57)
- ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนขอความร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) (ประชาไทออนไลน์, 2 ก.ย.57)
- จัดเสวนา ‘ห้องเรียนประชาธิปไตยบทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ’ ที่ มธ. (ประชาไทออนไลน์, 18 ก.ย.57)
- วิ่งแก้บนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันครบรอบ 8 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.(ประชาไทออนไลน์, 19 ก.ย.57)
- จัดงานเวทีเสวนาทางวิชาการ ประเด็น พ.ร.บ จัดตั้งจังหวัดบัวใหญ่ หรือไม่ (ประชาไทออนไลน์, 23 ก.ย.57)
- ติดป้ายผ้ารำลึก ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ (ประชาไทออนไลน์, 19 ก.ย.57)
- กรณีปัญหาข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก.ชุมชนคลองไทรพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี(ประชาไทออนไลน์, 14 ต.ค.57)
- โพสต์เฟซ เล่าเรื่อง “เก็บตกงานพบปะ สนทนา กับนักเขียน ประจักษ์ ก้องกีรติ” (ประชาไทออนไลน์, 19 ต.ค.57)
- ขายเสื้อ "คุณซาบซึ้ง" ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (ประชาไทออนไลน์, 19 ต.ค.57)
- นักเรียนถือป้ายต้านค่านิยม 12 ประการ(ประชาไทออนไลน์, 22 ต.ค.57)
- สงสัยว่าจะเป็นผู้ปลุกระดมคนไปชุมนุมคัดค้านการอนุญาตสัมปทานบ่อขุดเจาะปิโตรเลียมรอบที่ 21(ประชาไทออนไลน์, 22 ต.ค. 57)
- คนงานรวมตัวรอฟังผลการเจรจาระหว่างสหภาพแรงานกับนายจ้าง(ประชาไทออนไลน์, 29 ต.ค.57)
- จัดประชุมเรื่อง “สิทธิชุมชนกับรัฐธรรมนูญ” (ประชาไทออนไลน์, 5 พ.ย.57)
- "เดิน ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย" (ประชาไทออนไลน์, 9 พ.ย.57)
- จัด รายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" ทางไทยพีบีเอส(ประชาไทออนไลน์, 11 พ.ย.57)
- ทนายความจากศูนย์ข้อมูลชุมชนซึ่งเป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย จัดเวทีจัดประชุมเพื่อให้ความรู้และชี้แจงเกี่ยวชาวบ้านกับคดีไชยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง(ประชาไทออนไลน์, 11 -12 พ.ย.57)
- จัด "ทอล์คโชว์-คอนสิร์ต ผืนดินเรา ที่ดินใคร" (15 พ.ย.57)
- ร่วมลงชื่อ "ไม่ปฏิรูปใต้ท๊อปบูท คสช."(ประชาไทออนไลน์, 15 พ.ย.57)
- รวมตัวคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพ้นท์ตัวเป็นลายเสือโคร่ง ชูป้ายข้อความ พร้อมตะโกนคำขวัญ "ขอทางเลือก จัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์" (ประชาไทออนไลน์, 18 พ.ย.57)
- นักศึกษากลุ่มดาวดิน 5 คนชูสามนิ้ว สวมเสื้อ ‘ไม่เอารัฐประหาร’ ต่อหน้า พล.อ. ประยุทธ์ (ประชาไทออนไลน์, 19 พ.ย.57)
- นั่งกินลาบ 'ชิมไปบ่นไป' ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ให้กำลังใจกลุ่มดาวดิน (ประชาไทออนไลน์, 19 พ.ย.57)
- โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าเจ้าหน้าที่ทหารขอให้ปิดเฟซบุ๊ก เนื่องจากมีเนื้อหาที่สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ใหญ่(ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- จัดเสวนา "ที่ดิน เหลื่อมล้ำ ภาษี: ก้าวที่ต้องร่วมเลือก" ที่ห้องสมุดศิลปะรีดดิ้งรูม(ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- ชู 3 นิ้วก่อนเข้าดูหนัง The Hanger Games (ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- โพสต์ภาพชูป้าย “ยกเลิกกฎอัยการศึก” และ “ไม่เอา คสช.” บนดอยหลวงเชียงดาว ลงในเฟซบุ๊ก(ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- ชูสามนิ้วที่ประตูท่าแพ(ประชาไทออนไลน์, 21 พ.ย.57)
- จัด เสวนาวิชาการ "สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนไทยในยุคป-ะช-ธิ-ไ-ย" ที่ ม.บูรพา(21 พ.ย.57)
- ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย ชู 3 นิ้วกลางทุ่งนาให้กำลังใจกลุ่มดาวดิน(ประชาไทออนไลน์, 23 พ.ย. 57)
- นักศึกษา โปรยใบปลิว 'คิดถึงสมเจียม' (ประชาไทออนไลน์, 24 พ.ย.57)

เป็นต้น

จดหมายจากบ้านดาวดิน ฉบับที่ 3




หลังจากที่เมื่อวานนี้ (วันที่ 25 พ.ย.) มีหนึ่งกำลังใจส่งช่อดอกไม้มาติดที่หน้าบ้านดาวดินพร้อมกับข้อความ "คิดฮอดน้อง อยากให้น้องกลับมาอยู่บ้านอย่างปลอดภัย" และอีกหลายกำลังใจที่ส่งมาทาง facebook ทำให้พวกเรามีกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไป

วันนี้ (26 พ.ย.) ในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น. มีผู้ปกครองของ 1ใน 5 ได้เข้ามาที่บ้านดาวดินเพื่อถามถึงความเป็นไป โดยได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการเรียนและเรื่องความปลอดภัยของลูกชายและคนอื่นๆในดาวดิน

ต่อมาเวลาประมาณ 14.30 ได้มี เจ้าหน้าที่จากแอมเนสตี้ ได้เข้ามาที่บ้านดาวดินเพื่อเยี่ยมเยือนและสอบถามพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่หลังจากถูกคุกคามและได้เสนอช่องทางการให้ความช่วยเหลือดาวดินจากการถูกคุกคามดังกล่าว

ในช่วงเย็นได้มีรถกระบะสีแดงน่าสงสัยขับชะลอหน้าบ้านดาวดิน

ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว แต่การถูกคุกคามยังคงดำเนินอยู่ แต่เพราะพวกเราได้รับกำลังใจจากทุกคนทำให้พวกเราเชื่อว่าพวกเราไม่ได้สู้อยู่คนเดียว

เขียนที่ นอกบ้านดาวดิน (เสียดายจดหมายจากบ้านแต่ไม่ได้เขียนที่บ้าน)
วันที่ 26 พ.ย. 2557
เวลา 20.30 น.
ooo


แอมเนสตี้ฯ บุกพบ สนช. ห่วงร่าง ก.ม.ชุมนุมสาธารณะลิดรอนสิทธิ ปชช.

Tue, 2014-11-25 20:02
ที่มา ประชาไท

25 พ.ย.2557 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าพบประธานอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... ระบุมีเนื้อหาบางมาตราลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และคณะ เดินทางเข้าพบพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยเฉพาะประเด็นที่ร่างกฎหมายเปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง ที่อาจนำมาซึ่งการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และข้อกังวลเกี่ยวกับการเอาผิดทางอาญากับผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ รวมถึงยังมีการนิยามหรือใช้ถ้อยคำที่มีมีความหมายคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน และอาจเกิดปัญหาการตีความและใช้บังคับกฎหมาย

ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทยกล่าวว่า “เรามีความกังวลอย่างยิ่งว่าในมาตรา 7 และมาตรา 12 (1) และ 18 (1) ที่ใช้คำว่า ‘ความสะดวก’ นั้นเปิดโอกาสให้มีการตีความและการใช้อำนาจอย่างกว้างขวาง เพื่อจำกัดการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชน อีกทั้งข้อกังวลโดยเฉพาะในเนื้อหาของมาตรา 7 ที่ระบุว่า การชุมนุมโดยสงบอาจถูกตีความว่า ‘ไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ’ และเป็นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีและการใช้กำลังของตำรวจได้ เพียงเพราะเหตุที่ว่าการชุมนุมนั้นเป็นเหตุให้มีการ ‘กีดขวางมิให้ประชาชนใช้ทางหลวงหรือทางสาธารณะได้ตามปกติ’...”

ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ กล่าวด้วยว่า การชุมนุมขนาดเล็กอย่างสงบ เช่น การชุมนุมบนถนนหรือตามจัตุรัสในเมืองย่อมทำให้เกิด “การขัดขวางการใช้ประโยชน์ตามปรกติ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อกำหนดข้อกำหนดเช่นนี้ย่อมเปิดโอกาสให้ทางการสั่งห้ามหรือยุติการชุมนุมได้โดยง่าย แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบก็ตาม ในทำนองเดียวกัน คำว่า “การขัดขวาง” มีความหมายที่กว้างมาก และอาจถูกใช้โดยพลการเพื่อยุติการชุมนุมโดยสงบ

ทางด้าน พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ รองประธานกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การปฏิบัติตามร่างกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายต้องอาศัยดุลยพินิจส่วนตัวของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เช่น เมื่อ “แจ้ง”ล่วงหน้าภายใน 24 ชั่วโมง แล้วก็ต้องรอการ “เห็นชอบ”เพื่อพิจารณาว่าผู้จัดการชุมนุมสามารถจัดได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติจริงจึงอาจตีความได้ว่า ผู้จัดการชุมนุมต้อง ‘ขออนุญาต’ จากเจ้าหน้าที่ก่อนเพื่อจัดการชุมนุมหรือไม่ จึงไม่ใช่แค่เพียงการ ‘แจ้งล่วงหน้า’ ซึ่งอาจผิดไปจากเจตนารมณ์ของการแจ้งการจัดชุมนุมล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง

รองประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสน เพราะประชาชนและเจ้าหน้าที่อาจมีความเข้าใจในตัวบทกฎหมายและตีความแตกต่างกัน เจ้าหน้าที่แต่ละคนอาจบังคับใช้กฎหมายในระดับมาตรฐานที่แตกต่างกัน และทำให้ประชาชนบางส่วนอาจปฏิเสธดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งต่อการสร้างบรรทัดฐานเพื่อการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต

ด้านพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวภายหลังการพูดคุยว่า จะนำข้อห่วงใยและเอกสารรายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ไปมอบให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ทั้งนี้เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่มีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะรัฐบาลต้องการกฎหมายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสามารถให้การคุ้มครองทั้งผู้ชุมนุมและผู้ดูแลการชุมนุมด้วย

นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยังมีข้อเสนอแนะต่อต่อร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... โดยแบ่งเป็นข้อเสนอแนะในภาพรวม 5 ประการ ได้แก่

1. ถอนการประกาศการเลี่ยงพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่รัฐไทยได้แจ้งไปยังองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557

2. ประกันว่าจะมีการนำข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุถึงการปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน ระบุในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการจัดทำขึ้นใหม่

3. ประกันว่ากฎหมายภายในประเทศทุกฉบับจะมีเนื้อหาสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย

4. ยกเลิกข้อกำหนดใดๆ ที่ประกาศตามกฎอัยการศึก ซึ่งส่งผลกระทบในทางเสียหายต่อสิทธิมนุษยชน

5. กระตุ้นให้มีการยกเลิกประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติทุกฉบับที่จำกัดสิทธิมนุษยชนโดยรวม และจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นการเฉพาะ

และข้อเสนอแนะต่อร่าง พ.ร.บ.ดังนี้

1. เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 7 และมาตราอื่นๆ ที่จำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ โดยให้เหลือเงื่อนไขการจำกัดสิทธิเท่าที่กระทำได้ตามข้อ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

2. ประกันว่า โดยการประกาศใช้กฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งใดๆ การจำกัดสิทธิต้องได้รับการตีความอย่างแคบทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ และเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน

3. เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 11 เพื่อตัดเงื่อนไขที่อาจตีความให้ต้องขออนุญาตก่อนจัดการชุมนุม

4. จำกัดเงื่อนไขของผู้จัดการชุมนุมให้เหลือเพียงการแจ้งล่วงหน้า กรณีที่การชุมนุมนั้นอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในระดับหนึ่ง

5. ให้ตัดเนื้อหาใดๆ ที่มีข้อกำหนดให้ลงโทษทางอาญาหรือทางปกครอง ทั้งที่เป็นโทษจำคุกหรือค่าปรับ กรณีที่ผู้จัดการชุมนุมไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนการชุมนุม

6. ให้ตัดเนื้อหาใดๆ ที่มุ่งเอาผิดทางอาญากับผู้จัดและผู้ประท้วง โดยคำนึงว่าควรใช้กฎหมายอาญาทั่วไปกับผู้ประท้วง เช่นเดียวกับที่ใช้กับบุคคลอื่นๆ

พ่นสีต้านคสช.ทั่ว ม.เชียงใหม่





มือมืดนำสีสเปรย์มาพ่นเป็นข้อความว่า 'No coup' หรือการต่อต้านรัฐประหาร บริเวณพื้นถนนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวม 4 จุด เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบหาตัวผู้กระทำ เพื่อนำตัวมาสอบถามและปรับทัศนคติ

ที่มา เดลินิวส์
วันพุธ 26 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13:06 น.

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ได้มีมือมืดนำสีสเปรย์มาพ่นเป็นข้อความว่า "No coup" หรือการต่อต้านรัฐประหาร บริเวณพื้นถนนหน้าตึกนิติศาสตร์ใหม่ และถนนหน้าตึกคณะสังคมศาสตร์ รวมถึงบริเวณถนนระหว่าง หน้าอาคารคณะเกษตร-คณะวิจิตรศิลป์ ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จ.เชียงใหม่ หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยฯได้นำทินเนอร์มาลบล้างสีทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบว่ามีการปล่อยข่าวทางโลกออนไลน์ว่า จะมีกลุ่มนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มช.จัดกิจกรรมราดน้ำมันเผาตัวเองเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร และการเสาวนาเรื่อง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ภายในวันนี้ ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำการดังกล่าว ต่อมาทาง พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมด้วย ร.ศ.ดร.ธนารักษ์ สุวรรณประกิต รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.อ.โภคา จอกลอย หัวหน้ากองข่าว มทบ.33 ได้มาร่วมประชุมหารือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบเรื่องบุคคลที่พ่นสีว่าเป็นกลุ่มใด มีความประสงค์อะไร และจะเชิญตัวมาอบรมพูดคุยปรับทัศนคติต่อไป ส่วนเรื่องการจัดกิจกรรมใดๆของนักศึกษาหรือคณาจารย์จะไม่มีการสั่งระงับ สามารถจัดกิจกรรมได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต หากเลยขอบเขตจะมีการดำเนินการตามกฏอัยการศึกทันที

ด้าน ร.ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวว่า กิจกรรมนักศึกษาภายใต้กฎอัยการศึกที่นักศึกษาจะดำเนินการจัดนั้น ทางมหาวิทยาลัยทราบว่ามีการนัดหมายกันผ่านช่องทางต่างๆให้คนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบว่าเป็นกิจกรรมของนักศึกษาหรือกลุ่มใดในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เนื่องจากตามประกาศของมหาวิทยาลัยได้กำหนดให้ช่วง 1 เดือนก่อนการสอบปลายภาค เป็นช่วงงดทำกิจกรรมทุกอย่าง และเวลานี้ก็อยู่ในช่วงดังกล่าว โดยหากจะมีการจัดกิจกรรมใดเป็นกรณีพิเศษก็จะต้องมีการขออนุญาต รวมทั้งหากเป็นคนภายนอกก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบว่าเป็นการจัดกิจกรรมของกลุ่มใดในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้สั่งฝ่ายรักษาความปลอดภัยให้มีการเฝ้าระวังไว้ รวมทั้งได้รับการประสานจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ขอเข้ามาสังเกตการณ์ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็อนุญาตสำหรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษานั้นถือเป็นพื้นที่ของทั้งนักศึกษาและประชาชนที่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยไม่เคยมีการปิดกั้น เพียงแต่มีข้อเสนอแนะว่าการแสดงออกบางอย่างควรจะต้องมีหลักคิดด้วยว่า การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงบางอย่างก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้ง หรือเกิดผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่ก็อยากให้พิจารณาว่าควรทำหรือไม่.

คอยดูเถอะ ถ้า คสช. ดันนิรโทษกรรมกลับมา พวกเป่านกหวีดจะเป่าสากแทนหรือเปล่า?!?

กมธ.ยกร่างฯ เตรียมชงกฏหมายนิรโทษกรรม
https://www.youtube.com/watch?v=oiZcgYf6yuI

เตรียมหยิบ "นิรโทษกรรม" กลับมาพิจารณาใหม่!

1. ครอบคลุมตั้งแต่ปี 2548 - 2557

2. นิรโทษกรรมให้ทั้งแกนนำและผู้ชุมนุมทุกฝ่าย พันธมิตร นปช.เสื้อแดง และ กปปส.

3. เจ้าหน้าที่รัฐเอาผิดได้เฉพาะกรณีทำให้ประชาชนเสียชีวิต

4. เพื่อให้สังคมไทยเกิดความปรองดอง

เราต้องเป่านกหวีดไหม? ไหนว่าผิดคือผิด เลวคือเลว
กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่นิรโทษโว๊ย!

ตอนพรรคเพื่อไทยดันกฎหมายฉบับนี้เข้าสภา ไอ้พวกนกหวีด
ทั้งหลายออกมาเป่ากันสนั่นหวั่นไหว ตั้งโปรไฟล์สีดำ นึกว่า
พ่อตายกันทั้งประเทศ "ไม่เอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม"

วันนี้จะหยิบมาพิจารณาใหม่ สงสัยต้องกลืนน้ำลายกันอีกแล้ว
ไอ้พวก กปปส. ทำระยำอะไรไว้ก็ "พ้นผิด" มันง่ายไปมั้ง
ในเมื่อมึงเคยประกาศจุดยืนไม่เอานิรโทษกรรม ก็ไม่ควรจะรับ

แต่คอยดูเถอะ ถ้ามีการผลักดันจริงๆ ปีที่แล้วเป่านกหวีด ปีนี้
เป่าสากกันทั้งประเทศ แล้วก็อวยว่า

"ประเทศจะได้เดินไปข้างหน้า ลืมความขัดแย้งเถอะ ประเทศไทยบอบช้ำมานานมากแล้ว จะออกมาคัดค้านให้มันวุ่นวายทำไม นิรโทษกรรมก็ดีแล้ว"

ใครว่าไม่จริงเถียงมา ว่าถ้า คสช. ดันนิรโทษกรรม พวกสลิ่ม
จะไม่อ้างตรรกะแบบนี้

// แอดมินดัดจริต


อินโฟ + กราฟฟิค เครือข่าย "พงศ์พัฒน์" และพวก


จาก ข้อมูล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุ แผนผังเครือข่ายการกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่มี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หรือกิ๊ก แสดงตัวเสมือนเป็นสัญลักษณ์สถาบันเพื่อหวังผลประโยชน์ ร่วมกันวางแผนกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ หรือ โก ที่มีพฤติกรรมเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เปิดบ่อน แอบอ้างเบื้องสูง โดยมี พล.ต.ต.บุญสืบเรียกรับเงินจากผู้ค้าน้ำมันเถื่อน เก็บรวบรวมส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ที่เรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวมส่งส่วยรายเดือนที่ พล.ต.ต.โกวิทย์ ขณะที่ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หรืออั้ม เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน และรวบรวมเงินที่ได้จากการซื้อตำแหน่ง ส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มี ด.ต.สุรศักดิ์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ส่วน ด.ต.ฉัตรินทร์ ทำหน้าที่พลขับให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวม ส่งส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ โดยมีนางปิยพรรณ และนายชอบ ชินนะประภา เป็นนอมินี ถือทรัพย์สินแทน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์

ooo

ออกหมายจับเพิ่มอีก 5 คดีแอบอ้างเบื้องสูงทวงหนี้-กรรโชกทรัพย์ เอี่ยว ‘พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์’

Wed, 2014-11-26 18:05
ที่มา ประชาไท

โฆษกสตช. เผยสืบสวนพบว่ามีกลุ่มที่แอบอ้างสถาบัน ทำการทวงหนี้หาประโยชน์โดยมิชอบ โดยศาลได้ออกหมายจับทั้ง 5 คนแล้ว ระบุมีความเกี่ยวข้องกับ ‘พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์’ ถอดยศ ‘ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา’ หนึ่งในผู้ต้องหาแล้ว หลังวานนี้พระราชทานเครื่องราชฯ

26 พ.ย.2557 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างสถาบัน ทำการทวงหนี้ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดปรากฏรายชื่อ ดังนี้ 1. นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา 2. นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา 3. นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา 4. นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ 5.นายชากานต์ ภาคภูมิ

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า สำหรับบุคคลดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. โดยมีส่วนร่วมในการกระทำผิด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นคำร้องขออนุมติหมายจับต่อศาล ศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และร่วมกันลักทรัพย์ เหตุเกิดในเขตรับผิดชอบของ สน.พระโขนง และขณะนี้กลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดได้ถูกจับกุมแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เวลา 16.00 น. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะนำของกลางคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปแสดงที่ ร.1 พัน.3

ต่อมา เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการจับกุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กับพวก ร่วมกันกระทำความผิดเรียกรับผลประโยชน์ทั้งบ่อนการพนันและส่วยน้ำมันเถื่อนว่า ล่าสุดสามารถออกหมายจับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เพิ่มเติมได้อีก 5 รายมีทั้งทหารและพลเรือน ขณะนี้กลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดถูกจับกุมแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะทำการสืบสวนต่อไป หากสืบสวนพบว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะออกหมายจับทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถบอกจำนวนที่แน่ชัดว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีกกี่ราย

“กลุ่มคนพวกนี้มีการแอบอ้างสถาบันฯ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทุกๆ ด้าน ซึ่งคดีนี้ตำรวจคงจะมีการขออกหมายจับเรื่อยๆ ไม่สามารถเร่งได้ หากพยานหลักฐานเกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงไปถึงใครก็ต้องดำเนินการ ทุกอย่างว่ากันตามพยานหลักฐาน เป็นไปตามข้อเท็จจริง และยังตอบไม่ได้ว่ามีจำนวนกี่คน เพราะในการสอบสวน การจะออกหมายจับใครต้องมีพยานหลักฐานรองรับ” ผบ.ตร.กล่าว

ถอดยศ ‘ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา’ หลังวานนี้พระราชทานเครื่องราชฯ

ทั้งนี้ 1 ในผู้ที่ถูกออกหมายจับมีชื่อพ้องกับ ว่าที่ พ.ต. ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ที่พึ่งมีราชกิจจานุเบกษา วานนี้ (25 พ.ย.) ที่เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 57 ให้แก่นายทหารสัญญาบัตรและนายทหารประทวนหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม

ซึ่ง โพสต์ทูเดย์ รายงานว่า พล.ต.ต.ประวุฒิ โฆษกสตช. เปิดเผยว่า ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา เป็นคนเดียวกับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ซึ่งศาลได้อนุมัติออกหมายจับข้อหา“ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใดไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และร่วมกันลักทรัพย์” กรณีมีส่วนพัวพันกับแก๊งพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. และได้ถูกถอดยศพ้นจากตำแหน่งทางราชการแล้ว
ooo
ชูวิทย์ แฉแหลก อักษรย่อ ก. และ จ. ร่วมขบวนการ"พงศ์พัฒน์" https://www.youtube.com/watch?v=SiksFrsqEIk
ooo

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไทยอีนิวส์ได้จาก FB อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คือ...

...การกวาดล้าง (จับแล้ว-ออกหมายจับ) นายตำรวจระดับสูงและพลเรือน ซึ่งหลายคนในนั้น มีความสัมพันธ์ทางญาติกับพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ คนหนึ่งเป็นน้าแท้ๆ อีกคนเป็นถึงน้องชายแท้ๆ และยังมีคนนามสกุลเดียวกัน (อัตรพงศ์ปรีขา) อีก

อีกคนหนึ่งที่ถูกออกหมายจับ สุดาทิพย์ ม่วงนวล เป็นพี่สาวแท้ๆของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ขณะทีสามี พ.ต.ท.โกวิท ม่วงนวล ที่ถูกกวาดล้างด้วย ก็คือพี่เขย

ซึ่งข้อมูลนี้ไทยอีนิวส์ยังไม่สามารถยืนยัน
ooo

ประมวลข่าวจับ"พงศ์พัฒน์"และพวก-ตะลึงพบของล้ำค่าหมื่นชิ้น-ยังมีตร.เอี่ยวอีก-ล่าเพิ่ม

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 09:51:25 น
ที่มา มติชนออนไลน์

15จุดกรุสมบัติ"พงศ์พัฒน์" ทุบห้องลับ ตะลึงของล้ำค่าหมื่นชิ้น

พุทธรูป-วัตถุโบราณ-ทอง "บิ๊กอ๊อด"แฉเครือข่ายส่วย ชี้ยังมีตร.เอี่ยวอีก-ล่าเพิ่ม ปปง.-ปปช.โดดสอบด้วย


@ ′สมยศ′แจงคดี′พงศ์พัฒน์-พวก′

ความคืบหน้าการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ (ผบก.รน.) พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 ปคบ. พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และพลเรือนมี นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ภรรยา พ.ต.อ.โกวิท นางสวงค์ มุ่งเที่ยง นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช นายชอบ ชินนะประภา และนางปิยพรรณ ชินนะประภา รวม 12 คน โดย พ.ต.อ.โกวิทและนางสุดาทิพย์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวนั้น โดยทั้งหมดมีพฤติการณ์โดยรวมๆ อาทิ กระทำการเปิดบ่อน เรียกรับเงินชื้อขายตำแหน่งรับส่วยน้ำมันเถื่อนรวมถึงแอบอ้างสถาบันนั้น

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รรท.ผบช.ก.) พล.ต.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) และ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) รรท.ผบก.ป. ร่วมแถลงคดีจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกรวม 12 คน

@ ค้น15จุดซุกทรัพย์สิน2พันล.

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวกประพฤติตนไม่เหมาะสม แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหลายประการ จึงสืบสวนทางลับพบว่ามีมูล ผบ.ตร.ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป.และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป. ซึ่งเสียชีวิตแล้ว มาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร.โดยขาดจากตำแหน่งเดิม

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวต่อว่า เมื่อสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพอมีมูลเชื่อได้ว่ากระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ผบ.ตร.ได้รายงานให้รัฐบาลรับทราบและรัฐบาลมีคำสั่งให้สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายทหาร ตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และเครือข่าย 15 แห่งตรวจยึดทรัพย์สินที่สามารถประเมินราคาได้มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท

@ แฉซุกตู้เซฟ-ฝังดิน-อำพราง

ด้าน พ.ต.อ.อัคราเดชแถลงรายละเอียดการตรวจยึดของกลางในเครือข่ายการกระทำผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก โดยเปิดภาพวีดิทัศน์ประกอบการ โดย พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าวว่า การตรวจค้นทั้งหมดมี 15 จุด เป็นของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ 11 จุด พล.ต.ท.โกวิทย์ 1 จุด พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ 1 จุด และที่เหลือเป็นของเครือข่าย

พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าวว่า ในส่วนของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ 11 จุด อยู่ใน จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี และคอนโดฯในเขต กทม. พบตู้เซฟซุกซ่อนอย่างดี ฝังดิน ปิดบังอำพรางตู้เซฟไว้ที่บ้าน ซึ่งยังก่อสร้างไม่เสร็จ มีการพรางให้เห็นว่าจุดนั้นไม่น่าสนใจ บางจุดฝังตู้เซฟใต้พื้นบ้าน พื้นซีเมนต์ โบกปูนทับ มีห้องนิรภัยติดตั้งลูกกรงเหล็กไว้อย่างดี บางจุดต้องใช้รถแบ๊กโฮขุดทำลายเพื่อเปิดเซฟ บ้านบางหลังอำพรางในตู้ไม้ธรรมดา

@ วัตถุโบราณ-เครื่องประดับอื้อ

"นอกจากนี้พบวัตถุโบราณหายาก ล้ำค่า ต้องเชิญเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรร่วมตรวจสอบถึงมูลค่าและที่มาที่ไป อย่างไร เพื่อตกเป็นของแผ่นดิน อาทิ งาช้าง พระเครื่อง พระพุทธรูปบูชา ล้วนเป็นศิลปะเก่าแก่จำนวนมาก ภาพเขียนหายาก เงินสด ธนบัตรไทยและต่างประเทศ แสตมป์ทองคำ ราคาสูงมาก มีเพียงไม่กี่ชิ้นในประเทศไทย ทั้งหมดอยู่ในเซฟ มีเครื่องเพชร พลอย เครื่องประดับ รวมทั้งเครื่องเงิน เครื่องลายคราม เฟอร์นิเจอร์มุก นอกจากนี้ยังมีรถราคาสูงต่างๆ ยึดไว้ได้มากมายมหาศาลจริงๆ" พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าว

(บน) ปปง.จ่อยึด - พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาฯปปง. แถลงถึงกรณี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ผู้ต้องหาคดีแอบอ้างเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์ ซุกทรัพย์สินจำนวนมากว่า จะตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เข้าข่ายการฟอกเงินและต้องยึดเป็นของรัฐ ที่สำนักงาน ปปง. เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน

(ล่าง) ฝากขัง - เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายชอบและนางปิยะพรรณ ชินนะประภา สองสามีภรรยาผู้ต้องหาที่เป็นนอมินีฟอกเงินให้กับเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ผู้ต้องหาแอบอ้างสถาบันเรียกรับผลประโยชน์ ไปยื่นขออำนาจฝากขังที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน

@ เชื่อยังมีทรัพย์สินซุกซ่อนอีก

พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญ มีความละเอียดอ่อน จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ วันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เอามานำเสนอ ไขข้อข้องใจ ว่าไม่ได้เป็นการสร้างภาพ หรือทำขึ้นเพื่อยัดเยียดกลั่นแกล้ง เหล่านี้คือหลักฐานยืนยันว่าทั้งหมดร่วมกันกระทำผิด ยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้เนื่องจากเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น กำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เชื่อว่ายังมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้อีก ทั้งนี้ จากการสอบปากคำ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

@ แสดงชาร์ตเครือข่ายกระทำผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ ผบ.ตร. และคณะ นำแผ่นซาร์ตหรือแผนผังเครือข่ายการกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่นำมาแสดงประกอบการแถลงด้วย ทั้งนี้ในแผนผังระบุ มี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หรือกิ๊ก แสดงตัวเสมือนเป็นสัญลักษณ์สถาบันเพื่อหวังผลประโยชน์ ร่วมกันวางแผนกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ หรือ โก ที่มีพฤติกรรมเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เปิดบ่อน แอบอ้างเบื้องสูง โดยมี พล.ต.ต.บุญสืบเรียกรับเงินจากผู้ค้าน้ำมันเถื่อน เก็บรวบรวมส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ที่เรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวมส่งส่วยรายเดือนที่ พล.ต.ต.โกวิทย์ ขณะที่ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หรืออั้ม เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน และรวบรวมเงินที่ได้จากการซื้อตำแหน่ง ส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มี ด.ต.สุรศักดิ์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ส่วน ด.ต.ฉัตรินทร์ ทำหน้าที่พลขับให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวม ส่งส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ โดยมีนางปิยพรรณ และนายชอบ ชินนะประภา เป็นนอมินี ถือทรัพย์สินแทน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์

@ ′บิ๊กตู่′ยันคดี′กิ๊ก′ยึดกม.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์การจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และพวกว่า เป็นการตรวจสอบตามกลไกของกฎหมายทุกประการ ขอยืนยันอีกครั้งว่าทุกอย่างต้องเข้ามาสู่กระบวนการ ไม่ใช่ทุกอย่างจะไปจี้ให้ทำนั่นนี่ ถ้าไม่ผิดอย่างไรก็ไม่ผิด แต่ถ้าผิดจะให้บอกว่าไม่ผิดมันไม่ได้ กฎหมายต้องว่ากันตามกฎหมาย

@ ชี้ผิดส่วนตัวอย่าเหมารวม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่อยากให้บอกว่าเป็นเรื่องของวงการตำรวจ แต่เป็นเรื่องของตำรวจบางนาย หรือบางคน บางกลุ่ม บางพวก บางผลประโยชน์ อย่าไปบอกว่าเป็นปัญหาของวงการตำรวจ ตำรวจดีๆ มีอีกมาก

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะขยายผลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การขยายผลก็ต้องไปสอบสวนต่อว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ผิดก็คือผิด

@ ฮึ่มไม่ละเว้น′บิ๊กตร.′ทำผิด

เมื่อถามว่า จากนี้ไปคาดหวังว่าปัญหาเรื่องส่วยจะลดลงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีความคาดหวัง ถ้าตราบใดที่คนให้กับคนรับไม่เอื้อประโยชน์หรือสมยอมต่อกัน มันก็เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้ต้องโทษทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้รับไปเรียกร้อง ส่วนผู้ให้ก็สมยอม เพราะตัวเองได้ประโยชน์ ก็ไม่รู้ว่าไปยอมทำไม ถือว่ามีความผิดทั้งคู่ ทั้งเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง

วันนี้ทุกอย่างแสดงผลออกมาแล้วว่าไม่มีอำนาจใดที่จะมาปกป้องผู้ที่กระทำความผิดตำรวจใหญ่ขนาดไหนถ้าทำความผิดและมีหลักฐานต้องถูกดำเนินคดีบางอย่างต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

@ฝากขังน้องเขยน้องสาว′บิ๊กกิ๊ก′

ที่ศาลอาญา พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 631/2557 ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรกนายชอบและนางปิยพรรณ สามีภรรยา ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานฟอกเงิน 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน-6 ธันวาคมนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบปากคำอีก 50 ปาก ท้ายคำร้องคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงจะหลบหนีและยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2553-1 พฤศจิกายน 2557 ขณะที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เป็น ผบช.ก.ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเรียกร้องเงินหรือผลประโยชน์จากตำรวจที่ประสงค์จะไปรับตำแหน่งสูงขึ้น หลังจากได้รับเงินหรือผลประโยชน์ต่างๆ แล้ว ได้ส่งให้ผู้ต้องหาทั้งสองซึ่งเป็นน้องเขยและน้องสาว นำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด อันเป็นการฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5), (9) และมาตรา 5 (1), (2) และมาตรา 60 ประกอบมาตรา 83 ตามประมวลกฎหมายอาญา ต่อมาพนักงานสอบสวนได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจากศาลอาญา จับกุมตัวดำเนินคดี ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

@ผบ.คุกแนะ5ตร.ปรับตัว

ขณะที่นายอายุตม์ สินธพพันธ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้พูดคุยกับผู้ต้องขังทั้ง 5 คน ประกอบด้วย พล.ต.ต.โกวิทย์ พล.ต.ต.บุญสืบ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ด.ต.สุรศักดิ์ และ ด.ต.ฉัตรินทร์ ที่แดนแรกรับ เกี่ยวกับกฎระเบียบ ความเป็นอยู่ในเรือนจำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร โดย ด.ต.ฉัตรินทร์ป่วยเป็นโรคหัวใจ ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาล ต้องรอให้อาการดีขึ้นจึงจะนำมาควบคุมตัวรวมกัน

@ มื้อแรกซื้อข้าวสหกรณ์กิน

นายอายุตม์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ให้ผู้ต้องขังที่เป็นตำรวจอยู่รวมกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากเป็นไปได้ว่าอาจมีคนร้ายที่อยู่ในเรือนจำที่เคยถูกตำรวจกลุ่มนี้จับกุมมาก่อกวนและอาจเกิดอันตรายได้และอีกประมาณ2สัปดาห์ จะจำแนกคัดแยกผู้ต้องขังคดีต่างๆ เพื่อนำตัวไปไว้ในแต่ละแดน หากมีผู้ต้องขังเข้ามาเพิ่มเติม ก็จะนำทั้งหมดมารวมกลุ่มเช่นกัน

"ทั้งนี้ ช่วงเช้าผู้ต้องขังไม่ได้รับประทานอาหารของเรือนจำ แต่ได้สั่งซื้อผ่านร้านอาหารของสหกรณ์มารับประทานร่วมกัน โดยเป็นระเบียบของเรือนจำว่าผู้ต้องขังแต่ละคนต้องมีบัญชีเงินส่วนตัวใช้จ่ายซื้ออาหารหรือสินค้าภายใน โดยมีวงเงินใช้ได้วันละ 300 บาทต่อคน" นายอายุตม์กล่าว

@ ฉีดยา′วุฒิชาติ′คลายเครียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศด้านหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ที่ทางเรือนจำ เปิดให้ญาติผู้ต้องขังลงทะเบียนเยี่ยม ได้มีครอบครัวและญาติสนิทของนายตำรวจทั้ง 5 นาย ทยอยเข้าเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภรรยา พล.ต.ต.บุญสืบ ได้พาคนในครอบครัวกว่า 10 คนมาเยี่ยม

ข่าวแจ้งว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา พ.ต.อ.วุฒิชาติเกิดอาการเครียดพูดจาโวยวายคนเดียว เจ้าหน้าที่เรือนจำจึงนำตัวไปแดนพยาบาลเพื่อฉีดยาคลายเครียดในช่วงเช้ามีอาการดีขึ้น

ด้านนายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า คืนแรกได้รับรายงานจากนายอายุตม์ว่าผู้ต้องขังมีอาการเครียดบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ ต้องให้เวลาปรับตัว สำหรับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากตำรวจว่าจะส่งตัวเข้าเรือนจำเมื่อไหร่

@ กรมศิลป์พร้อมตรวจโบราณวัตถุ

นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรยังไม่ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าไปช่วยตรวจสอบพระพุทธรูป พระเครื่อง และโบราณวัตถุที่พบในบ้าน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แต่หากได้รับการประสานก็พร้อมจะส่งเจ้าหน้าที่ชุดตรวจของกรมศิลปากรไปตรวจสอบได้ทันที ทั้งนี้ ในการตรวจสอบจะต้องให้ผู้ครอบครองแจ้งที่มาที่ไปของโบราณวัตถุที่ครอบครองอยู่ว่าได้มาอย่างไร หากไม่สามารถแจ้งหรือระบุความเป็นเจ้าของได้ โบราณวัตถุเหล่านั้นจะต้องตกเป็นสมบัติของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ พ.ศ.2535 แต่หากระบุว่าโบราณวัตถุที่ครอบครองมีผู้ให้มา หรือซื้อมา ก็ตรวจสอบความเป็นมาได้ไม่ยาก

@ ยันคดี′พงศ์พัฒน์′เข้าฟอกเงิน

ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. แถลงการตรวจสอบทรัพย์สิน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกว่า คดีดังกล่าวเข้ามูลฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน โดยทรัพย์สินของกลางทั้งหมดอยู่ระหว่างการทำบัญชีรายการทรัพย์สิน เพื่อสะดวกในการตรวจสอบก่อนส่งมอบให้กับ ปปง. เบื้องต้นได้หารือกับ พล.ต.อ.สมยศ ว่าควรแยกบัญชีรายการประเภททรัพย์สิน เท่าที่ทราบมีกว่าหมื่นชิ้น

พ.ต.อ.สีหหนาทกล่าวต่อว่า การซื้อขายวัตถุโบราณตามกฎหมาย ปปง.มาตรา 16 ถือเป็นการประกอบอาชีพค้าของเก่ามีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรม หากไม่รายงานต้องเสียค่าปรับครั้งละ 500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ขายให้กับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ทั้งนี้ ปปง.จะติดตามเพื่อเอาผิดกับร้านขายของเก่าที่นำของมาขาย หากไม่สามารถติดต่อได้ ผู้ต้องหาต้องชี้แจงถึงการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

@ เชื่อมโยงคดี′เสี่ยโจ้′ภาคใต้

"ผมคาดว่าวัตถุโบราณจำนวนมากที่พบน่าจะมาจากการนำเงินที่รับส่วยไปซื้อหาคงไม่มีใครนำพระพุทธองค์ใหญ่โตมาเป็นค่าซื้อขายตำแหน่งแต่คาดว่าสิ่งของเหล่านั้นได้มาจากการฟอกเงินในขบวนเปิดบ่อนหรือรับส่วยค้าน้ำมันเถื่อน" พ.ต.อ.สีหนาทกล่าว

เมื่อถามว่ามีความเชื่อมโยงการเรียกรับสินบนระหว่าง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ นักธุรกิจภาคใต้หรือไม่ เลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า พบความเชื่อมโยงกับคดีกระทำผิดของนายสหชัย แต่ถ้าถามว่าเชื่อมโยงตรงไหนคงไม่เห็นเพราะจ่ายเป็นเงินสด แต่ในทางสืบสวนสามารถรู้ได้ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ภาคใต้มีส่วนหนึ่งสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ เพราะการขนน้ำมันต้องผ่านจุดที่ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ดูแลอยู่จึงต้องมีการจ่ายค่าคุ้มครอง

@ป.ป.ช.เล็งสอบรวยผิดปกติ

นายสรรเสริญพลเจียกเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ป.ป.ช.มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน และภายในสัปดาห์นี้จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงานกับตำรวจ เพื่อขอดูทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ที่ถูกยึดได้ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อเปรียบเทียบว่าตรงกับทรัพย์สินที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เคยยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง ผบช.ก.หรือไม่

"จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกครั้งหนึ่ง หากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หรือร่ำรวยผิดปกติ ป.ป.ช.ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะมีพยานหลักฐานอยู่แล้ว นอกจากนั้น ป.ป.ช.จะตรวจสอบขยายผลไปถึงกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย" นายสรรเสริญกล่าว

(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 26 พ.ย. 2557)

"ไม่ได้มีใครต้องการให้คุณเอาใจ... เขาอยากให้คุณเลิกพูด"... เค้ารู้นะ อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร เขียนถึงใคร?


ยุกติ มุกดาวิจิตร เขียนถึงใคร? "ไม่ได้มีใครต้องการให้คุณเอาใจ... เขาอยากให้คุณเลิกพูด"

ที่มา มติชนออนไลน์

นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ซึ่งปัจจุบัน ไปเป็นนักวิชาการรับเชิญที่ ม.วิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชาติพันธุ์นิพนธ์ มีเนื้อหาว่า

ก็ในเมื่อบอกว่าไม่คุกคาม อยากรับฟัง ก็ปล่อยให้เขาเปิดเวทีกันสิ

แล้วก็ไปรับฟังเขาในที่ที่เขาพูด แล้วก็ช่วยดูแลความปลอดภัยให้เขาด้วย นั่นคือหน้าที่พวกคุณ คือดูแลความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่ให้มาบริหารประเทศ

จะเชิญเขามาทำไม เขาอยากพูดเรื่องอะไรเมื่อไหร่ที่ไหน ก็ตามวาระโอกาสของพวกเขาสิ ไม่ใช่ว่าจะต้องให้ส่งตัวแทนของใคร ก็พวกคุณล้มระบบผู้แทนแล้วยังจะมาบอกให้ส่งตัวแทนอะไรอีกล่ะ

เขาขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก แค่นี้คุณก็ไม่อยากฟังเขาแล้ว แล้วจะเอาอะไร จะขอร้องอะไร ก็ตัวคุณนั่นแหละคือปัญหา การวิจารณ์พวกคุณก็คือการเสนอปัญหาของชาติไง ถ้าคุณไม่อยากฟังคำวิจารณ์เขา คุณก็ไม่อยากรู้ปัญหาของชาติไง ง่ายๆ แค่นี้ น่าจะเข้าใจ

ไม่ได้เอาใจยากอะไรเลย ไม่ได้มีใครต้องการให้คุณเอาใจด้วยซ้ำ เขาอยากให้คุณเลิกพูด เลิกทำงาน คืนอำนาจให้ประชาชนสักที ทำไม่ได้ก็ยื้อกันไปอย่างนี้แหละ ไม่เห็นจะเข้าใจยากตรงไหนเลย


วันพุธ, พฤศจิกายน 26, 2557

คลิปสัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข จอม เพชรประดับ อั้ม เนโกะ และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนอื่น ๆ - Home Away From Home Pro-democracy activists from Thailand are banding together in exile rather than submitting to the military junta


BY JONATHAN SCHIENBERG
Source: Foreign Policy.com
NOVEMBER 25, 2014

Attachai Anantameak leads us a down a narrow alley and up a flight of stairs into an apartment that serves as a safe house in a country neighboring Thailand. (I've concealed the precise location in the interests of his security.) Sitting by a floor-to-ceiling window with the blinds drawn on a bright August afternoon, he expresses outrage at his homeland's turn for the worse. Gesturing distractedly, Dong, as he is known, rails against the military junta that now rules his country. "These people stole our freedom, they stole our democracy," he says. "Prayuth and the generals came to power illegally and we should not recognize them." He's referring to Prayuth Chan-ocha, the former top officer who became prime minister after orchestrating a coup d'état against the country's elected government on May 22. "I should be the one summoning them for questioning!"

A former Thai film star, Dong once enjoyed the fruits of fame -- but the comfort of that life came to an abrupt end when he appeared on stage at a 2010 rally for the United Front for Democracy Against Dictatorship, a group closely linked with supporters of former Prime Minister Thaksin Shinawatra. In 2006, a military-led coup removed Thaksin from power, setting off eight years of political turmoil and instability between sympathizers of Thaksin's Pheu Thai party (the "Red Shirts"), most of whom come from the more rural and impoverished areas of the country, and the anti-Thaksin movement (the "Yellow Shirts"), consisting largely of wealthier Thais from Bangkok. When the army declared martial law, the film star knew another coup was imminent. And as a well-known activist, he was a likely candidate for arrest. So he made preparations to flee.

Now Dong is trying to figure out what to do with his life. He'd like to go back home someday, he says, but if things keep going the way they are right now, his exile could turn out to be permanent. "Maybe if more people were like us and didn't report to the junta, we wouldn't be in the situation we're in," Dong observes, seemingly disappointed that many of his fellow activists didn't have the courage to refuse military orders to present themselves for punishment. Dong remains unsure whether his decision to flee the country will ultimately enable him to oppose the junta more effectively. But he's convinced it's better than quietly accepting the military's edicts under martial law.

[The Threat of Exile from Foreign Policy on Vimeo: The above video was co-produced by Jonathan Schienberg and Luis de Leon, with funding provided by the Global Reporting Centre. It is hosted in partnership with Democracy Lab and Foreign Policy magazine.]

Dong is one of many Thai democracy activists that have been chased into exile for voicing their opposition to successive military coups and crackdowns in recent years. There is no clear count, but Human Rights Watch and exile organizers estimate that hundreds have fled the country in the last decade, the majority heading for safe houses in neighboring Cambodia and Laos. Dozens of other exiles are scattered throughout Hong Kong, Malaysia, Japan, Europe, the United States, and a few other countries. (The most famous exile of them all, of course, is Shinawatrahimself, who was overthrown in a 2006 coup and convicted on charges of abuse of power two years later.)

While the coup this past May has been debilitating for personal freedoms in Thailand, it has also quietly inspired an increasingly united front of Thai exiles across continents, a rage fueled by the Thai military's repeated assaults on democracy.

Many of those exiles are now working together through their involvement with Free Thais for Democracy and Human Rights (FTHD), a nascent opposition movement that is largely comprised of exiles from Southeast Asia, Europe, and the United States. The group has held Skype video chats with exiles across the world to discuss broader strategies to fight back against the junta, including plans for uniting with Thais who have remained at home.

Early one morning, in yet another undisclosed location in a country bordering Thailand, I hopped into a jeep with tinted windows, which sped me off to a meeting with one of FTHD's founders. He is Thaksin Shinawatra's former press secretary, Jakrapob Penkair, who is wanted in Thailand on charges of lèse-majesté (for allegedly criticizing Thailand's widely revered king) and terrorism (for weapons possession, an accusation Jakrapob describes as "absurd"). The military government recently revoked his passport. As we sat in the lush garden of yet another safe house, Jakrapob explained to me that FTHD is not intended to be yet another offshoot of the Red Shirt movement. Instead, it's supposed to work as an umbrella organization for pro-democracy, anti-dictatorship activists, enabling them to work together and conduct business safely outside the country.

On Sept. 19, the eighth anniversary of the 2006 coup against Thaksin, FTHD had planned to launch its new website. By press time it was still not live; in a recent email, Jakrapob said the delay was not due to debate over the organization's vision, but rather over "how to achieve it, which is common for such an undertaking." According to several exiles, the movement has already begun work. They were involved in helping to organize a protest last month in Milan (pictured above) that drew hundreds of anti-coup marchers during a visit by the Thai prime minister. They're also developing a draft constitution to counter the one currently being drawn up by the junta. Once the website is live, Thai citizens at home and in exile will be invited to voice their opinion on the constitution's makeup.

David Streckfuss, an American expat who has lived in Thailand for more than 25 years, and who has written a book about the country's draconian lèse-majesté laws, says that the impact of the FTHD has been limited so far given the sweeping attempts by the military junta to intimidate and silence anyone who speaks out against the regime.

"The mere existence of the FTHD has clearly shaken the military junta, as it has overreacted to any Thais outside the country suspected of sympathizing with the movement," Streckfuss says. "While they haven't achieved much yet, it's quite possible that FTHD may become the main opposition group, representing a broad swath of exiles, pro-democracy types -- academics, students, former Red Shirts, and human rights activists."

Many of these exiles left after the May 22 coup, which heralded the most extreme rollbacks of civil liberties of any military takeover in Thailand's modern history. (The 2014 coup is the 12th of its kind in the country since 1932.) The new cabinet -- which unanimously chose General Prayuth as its new prime minister -- has dramatically reversed the course of one of Southeast Asia's most democratic governments. At least 50 Thai citizens have already been charged with crimes related to their activism, the most common being insulting the monarchy, which can carry a prison sentence of up to 15 years. Since the coup, the junta has leveledlèse-majesté charges against at least 14 people, including two student actors who participated in Thammasat University's 2013 production of a play that commemorates a pro-democracy uprising in 1973. In addition to the arrests, the new government has banned any type of organized rallies, curtailed freedom of public expression (including the Hunger Games-inspired three-finger salute, the latest symbol of the protest movement), and rolled back electoral rights.

Colonel Weerachon Sukondhapatipak, the military's main spokesman, told me that the military has implemented these measures to prevent the type of chaotic protests that engulfed Thailand prior to the coup. According to the colonel, the military is simply trying to restore order by "adjusting attitudes," stopping dissidents from "confusing the people" by writing or saying anything deemed provocative. (Recently, for example, the military arrested family members of a slain activist for violating martial law, accusing them of contributing to the "confusion" by handing out flyers demanding justice for their son.) The message seems to be that the current restrictions constitute merely a sort of temporary "time out" for free speech in Thailand. When asked how one could possibly know what would be considered criticism too provocative, the colonel couldn't provide a definitive answer.

Aum Nekko is one of those activists who refuse to heed military orders -- though, in her opinion, she didn't have much choice. Nekko is a 22-year-old transgender university student who has staged a series of dramatic protests -- complete with zombie makeup, fake blood, and lewd signage -- in recent years. In the demonstration that turned her into a media sensation, she pulled down the Thai flag that hung at Thammsat University and replaced it with a black flag.

Nekko has been living as an exile in a Southeast Asian country for the last three months, and just recently left for Paris to seek asylum there. A popular Thai TV host reported to the authorities that she'd insulted the monarchy during an interview for his show, prompting a criminal charge. Nekko denies the accusation, and says the military has never shown her the evidence that supports it. She says has no regrets about her decision to flee after being summoned this past May. She said she never would have gotten a fair trial, and would have faced grave danger had she turned herself in.

"They would have likely brought me to the male jail, and since I'm transgender, this would have been a very dangerous situation, as there are no protections for transgender [people]," Nekko said. "There's a lot of sexual violence against transgender [people] there."

Nekko is eccentric, giddy, and likes to make cat noises. (She's obsessed with cats, and her adopted name "Nekko" is actually Japanese for "cat.") Given her youth, one wonders if she might be a bit naïve about the potential long-term consequences of her actions, which could leave her in exile for many years to come. If extradited, she could end up in a Thai prison for up to 15 years due to her brash public criticisms of the monarchy's role in the coup on social media while in exile. But, like her fellow exiles, she sees her role as crucial in keeping the anti-coup movement alive in Thailand. Too many Thais back home, she says, are resigned by fear and fatigue to accept their fate as a coup-driven culture.

When asked if she hopes to return to Thailand, her tone turns from playful to serious. She misses her family terribly, and believes she'll have to wait five to 10 years to return home. By then, she says, the monarchy will have come to an end and Thailand will hopefully become a republic. The idea of Thailand without an all-powerful monarchy is hard to fathom. King Bhumibol has been in power since 1946, making him the world's longest serving chief of state. But there are whispers across Thailand of the King's frail health, and growing fears about the lack of a strong successor.

Though Nekko's timeline might be overly optimistic, exiles are doing all they can to aid the democracy movement from outside.

Jakrapob is upbeat about FTHD's ability to put Thailand back on the road to democracy. Speaking on the latest developments within the country, he sighs and then chuckles: "How can you bring happiness back to the people when you are depriving them of their basic dignities?" he asks. "I think time will clearly tell whether the people are happy without their basic rights."

It's popular for Thais -- and particularly those who support the coup -- to argue that their semi-feudal system makes the country unique, and that Westerners just don't get it. But Jakrapob says that is just a long-running excuse that's held Thailand back, and kept antiquated ideas and rules in place. As he explains, the United Kingdom, Japan, and Scandinavian countries also have monarchies and real democracy, so Thailand isn't the first to have both.

"The question is, would the monarchy really be willing to reform?" he asks. "You can have 10 more military takeovers, but will that really change the popular view of the country. Or will people really want real democracy? I think they will, and we're going to prove that."

MARCO BERTORELLO/AFP/Getty Images

ชาวเน็ตรุมเอาใจทั่นผู้นำ...“เบื่อกันแล้วใช่ไหม คราวหลังจะให้รำละครเอาไหม หรือจะให้ไม่พูดเลย"


“เบื่อกันแล้วใช่ไหม คราวหลังจะให้รำละครเอาไหม หรือจะให้ไม่พูดเลย"
เมื่อถามว่า ถ้าไม่พูดเลยทำได้หรือไม่
นายกฯ กล่าวว่า "ทำได้ทุกเรื่อง”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, 25 พ.ย.57
นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าเบื่อรายการคืนความสุขให้คนในชาติในรูปแบบเดิมๆ
ที่มา : "นายกฯ"สั่งเปลี่ยนฉากหลังรายการ"คืนความสุข"หลังประชาชน เริ่มเบื่อ!http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1416919907





งอนอย่างกะเด็ก ผู้นำ...ไรวะ













ระวังเศษแก้วบาดมือนะครับ


กลัวเศษแก้วบาดมือไหม

วันนี้หากไม่เขียนเรื่องสัญลักษณ์นิ้วมือ ต้องถือว่าเชยและล้าหลังเอามากๆ

เรามาเริ่มกันแบบทีละนิ้วเลยนะครับ เอานิ้วเดียวก่อน ฝรั่งชูนิ้วกลางขึ้นฟ้าคือการด่า คนไทยชูนิ้วโป้งขึ้นแปลว่า โกรธกัน แต่ตอนนี้อยู่ภายใต้การปฎิรูป ชูนิ้วโป้งกลับหมายถึง Like เมื่อชูนิ้วก้อย ก็แปลว่าดีกัน(นะจ๊ะ) สำหรับจักรพรรดิโรมันจอมเผด็จการ การชูนิ้วโป้งลง แปลว่า ฆ่ามัน! (กรุณาอย่านำมาใช้ในเมืองไทยนะครับ)

สำหรับสองนิ้ว ท่านนายก Winston Churchill แห่งอังกฤษ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางทำเป็นเครื่องหมายตัว V แปลว่า สู้ให้ชนะเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ลูกเสือสำรองก็ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแสดงสัญลักษณ์ สำหรับนิ้วโป้งและนิ้วชี้หากทำให้ติดกันเป็นรูปวงกลม แปลว่า เยี่ยม หรือโอเค (อยากเห็นจังในเมืองไทย)

มาถึงสามนิ้วเจ้าปัญหา(เฉพาะเมืองไทย) ลูกเสือทั่วโลกใช้สามนิ้วมาเกือบร้อยปีแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games : Mockingjay Part1 ใช้เป็นตัวแทนของพลังการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ เสรีภาพและการถูกปลดปล่อยจากการครอบงำ ซึ่งมีคนคิดว่าละม้ายคล้ายเหตุการณ์ในประเทศไทย จึงลอกเลียนทำมั่งจนเป็นปัญหา

สี่นิ้วใช้สำหรับสาบานตนในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ส่วนห้านิ้ว ทหาร ตำรวจ รวมถึงข้าราชการพลเรือน ใช้เป็นท่าวันทยาหัตถ์ ทำความเคารพ (และก็แปลว่า รับคำสั่งไปปฎิวัติด้วย) ส่วน Hitler ใช้ทั้งห้านิ้วและมือขวาเหยียดตรงเฉียงขึ้น แปลว่า ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ (แต่ไม่ตลอดกาล)

เป็นอันว่า นิ้วทั้งห้าถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความรู้สึก ความต้องการ และแสดงอารมณ์ของผู้ใช้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นแล้ว ต้องคิด ต้องแปลความหมาย จะบอกว่า ไม่มีอะไร ไม่ได้

สัญลักษณ์เหล่านี้หากจะมีใครประกาศว่า เป็นของต้องห้ามสำหรับที่หนึ่งที่ใดก็ดูจะเป็นของประหลาด ดังนั้น สำนักข่าวต่างประเทศจึงลงข่าวกันทั่วโลก เพราะเห็นเป็นเรื่องแปลกที่คนชูสามนิ้วแล้วถูกจับ

ผมเข้าใจดีว่า มีความกังวลถึงการเอาอย่างและการขยายผลจนไปถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อที่กระทำอยู่มันขัดกับหลักการสากล และไปกระทบกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จะไปห้ามให้เขาเงียบกริบ ก้มหน้ายอมรับสิ่งที่เขาคิดว่า เป็นการละเมิดคงจะตลก (ถามตัวท่านเองว่า เมื่อท่านไม่ชอบหรือไม่ยอมรับแล้วตัวท่านจะทำอย่างไร)

เรื่องทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ผมก็ได้แต่หวังว่าจะคลี่คลายจบลงด้วยดี แต่ถ้าหากถือทิฐิว่า ใครเล็กใครใหญ่ เหตุการณ์อาจจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เสมือนแรงดันในขวด หากไม่ปลดปล่อยเสียบ้างขวดอาจจะระเบิดได้ แล้วระวังเศษแก้วบาดมือนะครับ

The Way Of Thai

https://www.youtube.com/watch?v=275WLDjOd7M&feature=share

Published on Nov 18, 2014
AmaZing คะ