วันเสาร์, ตุลาคม 25, 2557

พล.อ ประยุทธ์ ติงสื่อทำไทยพลาด UNHRC


https://www.youtube.com/watch?v=8xYwlI9i_ko


พลเอกประยุทธ์ เตือนสื่อระมัดระวังการเสนอข่าว ที่กระทบต่อประเทศ โดยยกตัวอย่าง กรณีไทยพลาดที่นั่งใน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตอนหนึ่ง ได้แสดงความเป็นห่วง กรณีทูตจาก 8 ประเทศสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่มองว่าการเสนอข่าวของสื่อไทย ล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้เสียหาย โดยพลเอกประยุทธ์ ขอให้สื่อมวลชนไทยระมัดระวัง เนื่องจากมีผลต่อเนื่องในหลายๆ เรื่อง เช่น กรณีประเทศไทยสมัครสมาชิกคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHRC ที่ไทยไม่ผ่านการออกเสียงรับรอง

พลเอกประยุทธ์ ยังกล่าวย้ำ ขอความร่วมมือสื่อ ช่วยสร้างความเข้าใจในสิ่งที่ดี สิ่งที่เคยเป็นปัญหาและได้รับการแก้ไข โดยชี้แจงว่า ไม่ใช่การก้าวล่วงสื่อ แต่ขอให้สื่อ กลับไปพิจารณาว่า ควรจะต้องแก้ไขตัวเองหรือไม่ เพื่อร่วมกันเดินหน้าประเทศ ส่วนตัวยินดีน้อมรับทุกเรื่อง เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไข

นอกจากนี้ ได้รายงานผลการเข้าร่วมประชุมชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยได้เสนอความพร้อมและศักยภาพของประเทศในการเป็น “ศูนย์กลางอาเซียน” โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย เช่น โครงการรถไฟทางคู่ และการขยายช่องทางติดต่อชายแดน 5 ช่องทาง เชื่อมต่อประเทศในกลุ่มอาเซียนกับประเทศต่างๆ ในเอเชีย

รายการคืนความสุขให้คนในชาติคืนนี้ มีการขึ้นคำบรรยายเป็นภาษามลายู ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว เข้าใจสิ่งที่รัฐบาล และ คสช.ต้องการสื่อสาร ส่วนจังหวัดอื่นๆ ยังคงขึ้นคำบรรยาย เป็นภาษาอังกฤษ

ที่มา Voice TV
...

Comments:

เออไม่รู้จักอาย

แมร่งโทษหมดทุกฝ่าย

ตอนประเย็ดตายแล้ว ว่าจะแอบไปลอกหนังหน้ามันมาทำเป็นพื้นรองเท้าหน่อย ดูท่าทางน่าจะทนใช้ได้หลายสิบปี

เนอะ เราพลาด UNHCR เพราะสื่อเสนอข่าว...ไม่ได้เกี่ยวกับที่ก่อนหน้านี่เราเพิ่งโดนสหรัฐด่าเรื่องแรงงานประมง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำรวจทำยังไงกับคุณกริชสุดา ไม่ได้เกี่ยวกับการที่มีคนโดนอุ้มไป "ปรับทัศนคติ" เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องว่ามีเด็กกินแซนวิชโดนอุ้มไปกี่คน ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราอยู่ภายใต้คณะรัฐประหารและไม่ได้เป็นประชาธิปไตย

...ที่พลาดเพราะสื่อจริงๆ เนอะ -.-

มันก็พลาดที่ทำ รปห

จะเป็นนายกห่วยๆแบบนี้ ใครๆก็เป็นได้ ...

เรื่อง Hypocrite ไว้ใจประเย็ดๆๆๆ

ห้ามใส่รองเท้าเข้าบ้าน

จ้ะ

ไม่มีใครเกินคนพวกนี้ ไม่เคยโทษตัวเองเกิดอะไรขึ้นคนอื่นผิดไว้ก่อน

" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!


ศรษฐกิจเริ่มวิกฤต.....ข้าวของแพง.การเงินฝืดเคือง........................" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

ประชานิยม ทำชาติล่มมลาย...แจกเงินแจกทองสุรุ่ยสุร่าย.................." คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

น้ำมัน แก๊ส ส่อขึ้นราคาไม่ยั้ง..อย่างงี้ตายแน่ๆ................................." คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!


ตามข่าว เปิดสัมปทาน ขุดเจาะน้ำมันแก๊สกันอุตลุต..สงสัยมีโกง.........." คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

นักท่องเที่ยวถูกฆาตกรรม ข่าวดังไปทั่ว งานนี้แพะชัวร์......................" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

ฝนตกนิดเดียว..น้ำท่วมไปทั่ว บริหารจัดการมั่วถั่ว............................" คนดี อยู่ไหน มาช่วยเราด้วยยยยยยย " !!!

น่านะ..พวกพี่คนดี อย่ามัวเหนียมอาย............" รักที่จะเป็นคนดี..ขอให้ดีเสมอต้นเสมอปลายดิครับ ".. อย่ามลายหายวับไปกับตา !!!
ที่มา

"รัฐบาลเขาทำดีนะ ยึดพื้นที่ป่าคืนได้แล้วตั้ง 35,356 ไร่" เสียงผู้เป็นพ่อพูดขึ้นกลางโต๊ะอาหาร



"รัฐบาลเขาทำดีนะ ยึดพื้นที่ป่าคืนได้แล้วตั้ง 35,356 ไร่"
เสียงผู้เป็นพ่อพูดขึ้นกลางโต๊ะอาหาร

"ต่อไปเวลาเราไปเที่ยวช่วงวันหยุด จะได้ไม่ต้องเจอภูเขาโล้นๆ แล้วใช่มั้ยพ่อ"
เสียงผู้เป็นแม่กล่าวเสริม


"เย้ๆ คืนความสุข ความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนป่า"
เสียงลูกคนเล็ก ร้องโห่ไชโย

"แล้วพวกคนที่เขาเคยอยู่ในที่ดิน เหล่านั้นจะไปอยู่ไหนล้ะ"
ลูกสาวคนโต พึมพำเบาๆ
ทว่าเหมือนจะไม่มีใครได้ยิน
...........................................................
นี่คือฉากสมมติที่อาจเกิดขึ้นในโต๊ะอาหารมื้อค่ำ ของครอบครัวหนึ่ง
ใจกลางกรุงเทพมหานคร
แน่นอนไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่อย่างใด

แต่ป่าสมบูรณ์สำหรับเรา อาจมีค่าเป็นเพียงทิวทัศน์เขียวขจี
ให้เราชื่นชมในช่วงวันหยุดยาว เมื่อพาครอบครัวไปพักผ่อน
บางรีสอร์ทอาจมีสระว่ายน้ำร้อน หรืออุ่น เย็น ให้เรานอนแช่มองขอบฟ้าสีครามตัดฉากกับสีเขียวของแมกไม้บนเทือกเขา

ลำธารอาจมีความหมาย ให้เราแช่เท้าลงไป ในขณะที่แก้วกาแฟคาปูชิโน่อยู่ในมือข้างขวา และบุหรี่มาร์โบโร่ อยู่ในมือข้างซ้าย
ณ ร้านกาแฟริมทางอันเป็นถนนซึ่งตัดผ่านพาดกลางป่า

และเมื่อเราชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติจนหนำใจแล้ว
เราก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ ในเมืองใหญ่
..............................................

ในมุมกลับ ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าอย่างพึ่งพาอาศัย
มาตั้งแต่ก่อนประกาศเขตอุทยานฯ ราว 150,000 ราย (ข้อมูลจากกรมอุทยาน) กำลังจะถูกให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด ตามแผนแม่บทฯป่าไม้ของรัฐบาล

นี่ยังไม่นับรวมชาวบ้านที่อยู่อาศัยในเขตป่านอกอุทยาน แต่อยู่ในเขตป่าไม้สงวนอีก นับล้านครอบครัว (ข้อมูลจากรมป่าไม้)

..............................................
อีก 10 ปี-ข้างหน้า เราอาจแช่ตัวเองอยู่ในสระว่ายน้ำ ที่รีสอร์ทสักแห่งกลางป่า
ทอดสายตาไปยังทิวทัศน์เขียวขจีเบื้องหน้า
อันเป็นกำไรของชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ

ในขณะที่ชาวบ้านซึ่งถูกไล่ที่ ออกจากป่าในวันนี้
คงไม่ถูกกล่าวถึงอีกต่อไปในการรับรู้ของเรา....

......................................

ที่มาภาพ อูบุด-แฮงกิ้ง-การ์เด้นส์-โรงแรมหรูกลางป่าฝนในบาหลี อินโดนีเซีย (แอดมินไม่กล้าใช้ภาพในเมืองไทย แม้ว่าจะมีอยู่ก็ตาม)
ที่มาเรื่อง เฟสบุ๊คพลิกแผ่นดิน


กู อาย พม่า!


กู อาย พม่า
พม่าเฮ กกต.กำหนดวันเลือกตั้ง"เบื้องต้น"แล้ว แก้รธน.เปิดกว้างให้พรรคคู่แข่งกองทัพ เป็น"รบ."ได้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413964268

มาแล้ว! เจิมศักดิ์ นั่งสปช. ลั่นต้องร่างรธน.กันคนอย่างทักษิณ ชี้ทำประชามติก่อนใช้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1412739990

Maysaanitto
ooo



โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
มติชนออนไลน์ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คําถามที่เริ่มมีคนถามกันแล้ว โดยเฉพาะนักข่าวหัวเห็ดทั้งหลายที่เริ่มจะตั้งหลักได้ และรู้แล้วว่าความสำคัญของการทำข่าวคือการ "ขายข่าว" มากกว่าการ "ถ่ายทอด" ความเห็นของบรรดาผู้นำในระบอบรัฐประหารในรอบนี้ นั่นก็คือ

"ท่านคะ จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่?"

ในแง่คำตอบ ที่สามารถขายเป็นข่าวในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการ "ไล่ล่า-ค้นหา" คำตอบว่า "เมื่อไหร่" น่ะเรื่องหนึ่ง

แต่ที่ขายเป็นข่าวได้และยิ่งดูยิ่งมันส์ก็คือ ผู้ตอบจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

แต่ช้าก่อน ถ้าเรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็คงไม่สนุก ลองถามคำถามที่พิสดารต่อไปว่า ถ้าผู้ตอบมีปฏิกิริยาที่ก้าวร้าว อาละวาด เสียงดัง ตวาดแว้ดๆ หรือดูจะไม่พออกพอใจอย่างมาก เราจะเข้าใจสิ่งนี้ได้อย่างไร?

และถ้าเราจะตีความว่า หากคำถามแค่ว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ สร้างความหงุดหงิดให้คณะรัฐประหารยิ่งนัก ก็อาจเป็นเพราะคำถามนี้เป็นเสมือนคำถามที่สร้างความแตกแยกให้กับสังคม ซึ่งลึกๆ แล้วคำถามแค่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้น เป็นคำถามบ้านๆ และแสนจะธรรมดา

ทำไมถามแล้วทั่นผู้นำถึงหงุดหงิด?

และทำไมทีมงานท่านผู้นำทั้งหลายจึงอ้อมๆ แอ้มๆ ว่ายังไม่สามารถกำหนดได้ว่าการเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่

คำตอบที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่ว่า คำถามว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้นเป็นคำถามที่ไม่ใช่คำถามทั่วไป แต่เป็นคำถามที่สามารถถามอีกอย่างได้ว่า

"ท่านคะ การรัฐประหารครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่?"

นี่แหละครับ คือคำถามที่ (อาจ) ถูกแปลความได้ว่าเป็นคำถาม "จริงๆ" คืออาจจะไม่รู้ตัวทั้งคนถามหรือคนตอบ แต่เป็นอาการที่เรียกว่า ไปกระตุ้น "สำนึก" บางอย่างที่อาจจะเคยถูกกดทับไว้ และสำนึกนี้ไม่ใช่สำนึกในระดับบุคคลคนใดคนหนึ่ง

แต่เป็นสำนึกของสังคมทั้งสังคมที่ตื่นจาก

อาการหลับใหลและงัวเงียมึนเมากับความสุขอย่างทะลักล้นมาในช่วงหลายเดือนนี้

ทำไมคำถามที่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่จึงตอบไม่ได้และอาจถูกแปลความเป็นคำถามว่าการรัฐประหารจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่จึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นที่จะตอบแล้วอาจทำให้หงุดหงิดได้?

คำตอบก็อาจจะเป็นเรื่องว่า เงื่อนไขการทำรัฐประหารครั้งนี้มีด้วยกันสองมิติ

หนึ่งมิติแบบเก่า ได้แก่ การทำรัฐประหารนั้นเป็นการกระทำในแบบที่ใช้ภาษาโบราณ น่าจะหมายความว่าเป็นการปราบดาภิเษก ในความหมายที่ว่า การทำรัฐประหารเป็นการกระทำในการยึดอำนาจเพื่อสิ้นสุดยุคเข็ญ ซึ่งเป็นเสมือนลักษณะการหนีไปจากสภาวะธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายต่างๆ ดังนั้น การทำรัฐประหาร

ก็คือการสร้างความสงบและสันติสุข

พูดภาษาตอนนี้ก็คือ ทั่นผู้นำเคยบอกอดีต

นายกฯมาแล้วว่าสถานการณ์ไม่ดี แต่ยังปล่อยให้เกิดสถานการณ์เหล่านั้น โดยเฉพาะความรุนแรงและความสูญเสีย การทำรัฐประหารจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้น ทั้งที่ไม่อยากทำ ทำแล้วเครียด ทำแล้วเมียอาจจะเคือง

ดังนั้นคำถามว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไหร่ ก็หมายถึงว่าการรัฐประหารสิ้นสุดลง และหมายถึงไม่ใช่แค่คณะรัฐประหาร "คืนความสุข" ให้กับประชาชน แต่หมายถึงการ"คืนอำนาจ" ให้กับประชาชน นั้นย่อมตอบง่ายๆ ว่า จะคืนอำนาจโดยการเลือกตั้งก็เมื่อบ้านเมืองสงบสุข บ้านเมืองไม่มีการทะเลาะกันจนมีความสูญเสีย หรือไม่มีการต่อต้านการทำรัฐประหารแล้ว

อ้าว! สังเกตการเคลื่อนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ (slip) อีกครั้งหนึ่ง ในรอบนี้ เป็นเรื่องของการทำให้การทำรัฐประหารเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องชอบธรรมด้วยตัวเอง การทำรัฐประหารจึงไม่ใช่ผลของความวุ่นวายของสังคมที่จะมีขึ้นเพื่อปราบยุคเข็ญ แต่การรัฐประหารเป็นสิ่งจะมาขัดขวางไม่ได้ เพราะการทำรัฐประหารเป็นเส้นทางที่ถูกกำหนดและการเป็นเหตุผลของตัวเอง ไม่ใช่เป็นผลของปัจจัยอื่นๆ ต่อไป

ดังนั้น การทำรัฐประหารจึงมีชีวิตของมันเอง นั่นคือ การทำรัฐประหารมีเป้าหมายในตัวเอง อย่าได้สกัดขัดขวางการทำรัฐประหารอีกเลย และกลายเป็นว่าเป้าหมายสำคัญของการรัฐประหารคือการทำให้การทำรัฐประหารสำเร็จ ส่วนจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ความสามารถของการทำรัฐประหารเองหรือความสามารถของผู้บริหารที่ได้รับการแต่งตั้งจากการทำรัฐประหารแต่ความสำเร็จคือการเชื่อฟังและให้ความร่วมมือกับการทำรัฐประหาร

ดังนั้นหากการทำรัฐประหารไม่สำเร็จก็เพราะมีคนต่อต้าน...อ้าว?

ส่วนหากจะมองว่าการทำรัฐประหารสำเร็จ ก็เป็นการให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า การทำรัฐประหารสำเร็จเพราะการใช้ความรุนแรงที่เคยมีอยู่ลดลง หรือไม่มีเลย ดังนั้น ถ้ามีการใช้ความรุนแรงหรือการต่อต้านรัฐบาล ก็ไม่สามารถจะวางไว้ตรงเหตุหรือผลกันแน่ ความสำคัญจึงไม่ได้เกี่ยวกับเหตุผล หรือการถกเถียงว่าเหมาะสมจะทำรัฐประหารหรือไม่

แต่วัดกันง่ายๆ ว่า หากการใช้กำลังทหารและงบประมาณมหาศาลในการไม่ทำให้มีการต่อต้าน "รัฐบาล" หรือ "ระบอบการปกครองใหม่" (ไม่ใช่การปกป้องรัฐบาลเดิมที่ทหารควรเป็นส่วนหนึ่ง) นั้นเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความสำเร็จในการทำรัฐประหารเอง ซึ่งหมายถึงการยอมให้มีการทำรัฐประหาร และปล่อยให้มีการปกครองโดยคณะรัฐประหารต่อไป

สอง คือในมิติใหม่ การทำรัฐประหารครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผูกโยงกับสภาวะอันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะคณะรัฐประหารไม่ได้บอกว่าจะสิ้นสุดลงได้อย่างไร ด้วยรู้ว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้จะหาความสำเร็จไม่ได้ เพราะความสำเร็จในการทำรัฐประหารในอดีตคือ "การเข้าเร็วออกเร็ว" คือการสร้างสภาวะชั่วคราว

เพราะเรียนรู้แล้วว่าก่อนหน้านั้นหากจะอยู่ยาวๆ จะยิ่งเสื่อมถอย ไร้ความสามารถ และการทำรัฐประหารจะนำไปสู่ความแตกแยกของสังคมในท้ายที่สุด เพราะความเสียหายและสูญเสียนั้นเกิดจากการที่คณะผู้ปกครองที่มาจากการทำรัฐประหารนั้นพยายามสืบสานอำนาจต่อไปและเมื่อแรงต้านมากเขาอาจจะถูกขับไล่หรือถูกกระซิบไล่และอาจเกิดการเสียเอกภาพในหมู่กองทัพ

ดังนั้นคำมั่นสัญญาจึงมีลักษณะที่ชัดเจน ไม่ต้องอ้างว่าจะทำตามสัญญา และขอเวลาอีกไม่นาน เพราะเรื่องสำคัญก็คือความโปร่งใสของการทำรัฐประหารเองที่จะบอกได้ว่าต้องการทำอะไร และจะคืนอำนาจสู่ประชาชนในแง่ของการเลือกตั้งอย่างไร

แต่ในรอบนี้ การทำรัฐประหารอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความสิ้นสุดในเรื่องเวลาและไม่สามารถถูกกดดันได้ หรือกดดันตัวเองได้

ที่สำคัญ ในเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ การบริหารราชการแผ่นดินกลับอยู่ในสภาวะปกติและมีการแก้ไขสิ่งต่างๆ มากมาย โดยไม่ต้องกลับไปยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ (เพราะรัฐธรรมนูญยังไม่ร่างและไม่รีบ) และการเลือกตั้งที่จะนำมาซึ่งการบัญญัติกฎหมายใหม่ๆ และนโยบายไม่มีสัญญาณในเรื่องนี้

นี่จึงเป็นการรัฐประหารที่ไม่ใช่สภาวะชั่วคราว ในแบบที่เคยเรียกว่า caretaker government หรือรัฐบาลชั่วคราว แต่เป็นเรื่องของรัฐบาลชั่วกัลปาวสาน และเปิดให้เห็นว่ามีกลุ่มก้อนบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึงและต่อสายกับรัฐบาลได้ และทำให้การดำเนินนโยบายสามารถดำเนินต่อไปได้ และทำให้ถูกตั้งคำถามในเรื่องของประชานิยมของนโยบายอยู่เนืองๆ

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคำถามว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้งนั้นตอบยากและทำให้หงุดหงิด นั้นเป็นเรื่องเงื่อนไขแรก เพราะถูกมองว่าคำถามจริงคือ จะลงจากอำนาจเมื่อไหร่ เงื่อนไขที่สองก็คือ จะลงจากอำนาจได้ก็ต่อเมื่อคนที่อยู่ในอำนาจนั้นจะต้องมีความมั่นใจว่าสามารถคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอะไรง่ายๆ ว่าฉันจะร่างทุกอย่างเอง แต่อาจจะหมายถึงความเชื่อมั่นว่าการเมืองจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หรือยินยอมที่จะลงจากอำนาจ เพราะรู้ว่าตนจะไม่ได้รับผลกระทบหลังจากที่ลงจากอำนาจ

ตรงนี้คำถามที่เป็นคำถามแท้ๆ น่าจะหมายถึง คำถามที่ลึกกว่าเมื่อไหร่จะคืนอำนาจ แต่อยู่ที่คำถามว่า เมื่อไหร่ท่านจะคุมสถานการณ์ได้และตัดสินใจลงจากตำแหน่งและคืนอำนาจให้กับประชาชน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หากคำถามแบบนี้เป็นคำถามหลักความมันส์จะมาตรงที่ว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่คนตอบต้องบอกเองไม่ใช่คำถามที่มีสิทธิถามนั่นคือ "จังหวะ" ว่าใครจะถาม หรือควรถามเมื่อไหร่นั้นสำคัญ เพราะเมื่อถามนั้นย่อมแสดงว่าความไม่สำเร็จนั้นรออยู่ข้างหน้า เพราะสื่อไม่สามารถถามในเวลาที่ควรถาม (ซึ่งแปลว่าถามเมื่อคนถูกถามพร้อมจะตอบ) ซึ่งเรามองว่าเรื่องนี้เป็น บทบาทที่เหมาะสมของสื่อที่ไม่ควรถามเพื่อสร้างความแตกแยก)

ดังนั้น เมื่อความลักลั่นว่าใครเป็นผู้ถูกถามนั้นเกิดขึ้น เพราะเป็นคำถามที่ทุบลงที่หัวใจของการทำรัฐประหารและชี้ให้เห็นว่าไม่พร้อมที่จะตอบ ไม่ใช่เวลาที่จะตอบ ไม่ใช่เพราะรู้ว่าจะกำหนดจังหวะย่างก้าวอย่างไร

แต่เพราะไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร และทางไหนมากกว่า

นั่นแหละครับคือเรื่องที่ซับซ้อนมากว่า ทำไมคำถามง่ายๆ เช่นว่าเมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้ง จึงเป็นคำถามที่ซับซ้อนและเกิดการรื่นไหลของความหมายได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ไม่เชื่อลองถามพวกเขาดูสิครับ


หัวอกคนเป็นพ่อ ครอบครัว 2 ผู้ต้องหาคดีเกาะเต่า ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากอัยการสมุย หลังเข้าเยี่ยมลูก ซึ่งยืนยันไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ


เป็นเรื่อง! เมื่อผู้ต้องหาชาวพม่าทั้ง 2 รายในคดีฆาตกรรมอำพรางนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ณ เกาะเต่า ออกมาถอนทุกคำรับสารภาพ ซ้ำยังแฉว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อม เรื่องจึงถึงคณะกรรมการสิทธิฯ ให้ออกมาซักฟอกทีมสอบสวนสีกากี

นายกฯ เห็นท่าไม่ดี เปิดทางให้ตำรวจอังกฤษมาช่วยเคลียร์คดี
ooo

เงื่อนงำ เกาะเต่า ถึงขั้น บานปลาย ใหญ่แล้ว ประเทศไทย รับเละ

กรณี เกาะเต่า เริ่มไม่ง่ายเสียแล้ว เพราะมิได้เป็นเรื่องที่จะเดินไปโดยราบรื่นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังอัยการ แล้วก็ส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี

1 เริ่มมีรัฐบาลสหราชอาณาจักรเข้ามามี เอี่ยว
ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก คือ มีเสียงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ระบุว่ามีการซ้อม ผู้ต้องหา
แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิเสธอย่างแข็งขัน
แต่คล้อยหลังแถลงจากกสม.เพียง 1 วันก็มีตัวแทนจากสภาทนายความเข้าไปพบผู้ต้องหาในเรือนจำเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยืนยัน
ยืนยันว่าที่ต้อง สารภาพ เพราะถูก ซ้อม
การแถลงของกสม.อาจไม่มีลักษณะ ร้องเรียน แต่การแถลงของสภาทนายความมีการทำหนังสือถึงอัยการอย่างถูกต้อง
ตรงนี้แหละจะกลายเป็นเรื่อง และกลายเป็น เรื่องยาว

รายละเอียดจากสภาทนายความก็คือ ทางสภาทนายความได้จัดส่งทนายความจำนวน 3 คน พร้อมกับล่าม 1 คนเข้าพบผู้ต้องหาสัญชาติพม่า 2 รายที่เรือนจำเกาะสมุย
ปรากฏตาม คำร้องขอ ไปยัง อัยการ ดังนี้

1 ผู้ต้องหาขอปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่าไม่ได้เป็นคนผิดและลงมือฆ่า

2 ผู้ต้องหาถูกล่ามแปลถีบที่หน้าอกและถูกตำรวจทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ

3 ขอความเป็นธรรมต่ออัยการเพื่อพิจารณาในการไต่สวนก่อนส่งฟ้องศาล
น่าสนใจก็ตรงที่เรื่องอันไม่ว่าจะมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ไม่ว่าจะมาจากสภาทนายความ ปรากฏขึ้นในห้วงที่ทางการสหราชอาณาจักรกำลังจะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสกอตแลนด์ยาร์ดเข้ามาสังเกตการณ์
นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่แหลมคมและสำคัญ

กรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะมองจากด้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะมองจากด้านของสำนักงานอัยการสูงสุด
ล้วนอยู่ในภาวะที่ หนักใจ
หนักใจเพราะมิได้เป็นเรื่องที่จะต้องเดินหน้าตามกระบวนการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังเจ้าพนักงานอัยการ และส่งฟ้องศาลสถิตยุติธรรม
หากแต่ 1 มีองค์กร ตรวจสอบ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน หากแต่ 1 มีความสนใจจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะมาจากสหราชอาณาจักรซึ่งคนของตนถูกฆ่า ไม่ว่าจะมาจากสหภาพเมียนมาร์ซึ่งคนของตนตกเป็นผู้ต้องหา
เรียกได้ว่า เกาะเต่า ถูกแสงแห่ง สปอตไลต์ ฉายจับ

ยิ่งกรณี เกาะเต่า เดินหน้าและยืดเวลาแห่งความขัดแย้งออกไปยาวนานเพียงใดยิ่งจะเป็นผลเสีย
1 เป็นผลเสียในเชิงการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม ต้นน้ำ ของไทย 1 เป็นผลเสียต่อธุรกิจการท่องเที่ยวอันมากด้วยความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ
รายการนี้ ประเทศไทย รับเละสถานเดียว
ส. ผาน้ำย้อย
....

ความเห็นจากเวป...

รู้จักแพะไหมคะ


ถ้าไม่ใช่จริงๆก็กรรมเวร

สงสารพ่อแพะ

ทึ่จริงจับคนร้ายแม่นสะเทือนขวัญ

ประจานความบัดซบของวงการตำรวจไทย

สมยศเงียบเชียวค่ะตอนนี้

พิสูจน์ให้ได้ความจริง

นรกมีจริง บาปกรรมนี้จะติดตัวไปยันลูกหลานของเอ็ง

ขอให้จับคนผิดแม่นๆอย่าเอาคนไม่ผิดมาก่อบาป

ล่ามเป็นโรฮิงยา ขายโรตีไม่ถูกกับพม่ายะไข่ ดูข่าวพ่อผู้ต้องหา ออกมาด้วยสีหน้าดีใจ บอกว่าลูกไม่ได้ทำ สบายใจแล้ว

แต่ พุ่มพันมั่ว ลำบากแน่ๆ

สาธุค่ะ สงสารพ่อของน้องเขามาก ขอให้สมหวัง ขอให้ได้ลูกกลับมา คนทำผิดจริงๆต้องได้รับกรรม

หัวอกคนเป็นพ่ออ่ะนะสงสารลูกต้องมาเป็นคนรับกรรมแทน

ไอ้ยศจะหนาวงานนี้แหละ ตำรวจอังกฤษมาช่วยสืบด้วยแล้ว
ooo


เบื้องหลังคำรับสารภาพ
Royal Thai Police's Torture and InterrogationTechniques



#การสอบสวนที่นำความอัปยศมาสู่วงการตำรวจไทยควรที่จะต้องเลิกพฤติกรรมนี้เสียที
1.ใช้หนังสือเล่มหนาๆเช่น สมุดโทรศัพท์ ฯลฯ วางบนหน้าอกของผู้ถูกสอบสวน แล้วใช้ไม้กระบองของตำรวจ หรือ ท่อนไม้ตีแรงๆไปที่หนังสือจะทำให้ผู้ถูกสอบสวนเจ็บมาก และวิธีนี้จะไม่มีรอยกระแทกและรอยช้ำที่ผิวหนังของผู้ถูกสอบสวน Thai police often use a phone boook or similar object and place it on suspect's chest. Thai police hit suspect very hard on the chest with a stick. This method will not leave any bruises and mark on suspect's body.

2.ใช้ถุงดำคลุมหน้าของผู้ถูกสอบสวน แล้วบีบรัดถุงดำให้ผู้ถูกสอบสวนขาดอากาศหายใจ จะทำไปเรื่อยๆจนกว่าผู้ถูกสอบสวนจะรับสารภาพ
คดีฆ่าสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่ากำลังออกมาในรูปนี้ จากคำบอกเล่าของผู้ต้องหาชาวพม่า. The police interrogate and suffocate suspect with a plastic bag until he confesses.
แล้วนายตำรวจคนใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับภาพลักษณ์ของประเทศไทยจนประเมินค่าไม่ได้
Who will be responsible for this barbaric act? Credit (Chaiwat D)
Cr เพจ CSI LA
...

บทสรุปเกี่ยวกับคดีที่น่าสนใจใน ASTVผู้จัดการรายวัน

สื่อไทย


สื่อบาห์เรนรายงานข่าวการพบกันระหว่างนายกฯ ของเขาและไทยว่า เป็นการเปิดประตูการค้าสู่เอเชียตะวันออก เนื้อหาข่าวมีแต่เรื่องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ข้อตกลงการค้า ความมั่นคงด้านอาหาร ฯลฯ

แต่ดูสื่อไทยรายงานข่าวชิ้นเดียวกันสิครับ “นายกฯ บาห์เรน พบ “บิ๊กตู่” ชี้ไทยเปลี่ยนแปลงดีขึ้น” (ASTVผู้จัดการ) “'ประยุทธ์' หารือนายกฯบาห์เรน ปลื้มเป็นมิตรแท้” (กรุงเทพธุรกิจ) 'นายกฯบาห์เรน'หารือ'ประยุทธ์' พร้อมเป็นตัวกลางแจงปท.อาหรับ (แนวหน้า) “Bahrain PM supports Thai government's national reform roadmap” (MCOT)

วันก่อนก็ทีหนึ่งแล้ว Kyodo News ของญี่ปุ่นรายงานว่าในการพบกันระหว่างนายกฯ ของเขากับไทย นายกฯ ญี่ปุ่นกระตุ้นให้ไทยรีบฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย จัดให้มีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว แต่สื่อไทยอย่าง MCOT กลับไม่พูดถึงเรื่องประชาธิปไตย อ้างว่านายอาเบะชื่นชมกับโรดแม็ปของทหารไทย ซึ่งไม่มีในข่าวของญี่ปุ่นเลย

ถ้าสื่อไทยไม่ซื่อสัตย์ คนก็จะหมดศรัทธากับสื่อไปเอง เลียกันจนตูดเปียกไปหมดแล้ว...

http://www.gulf-daily-news.com/NewsDetails.aspx?storyid=388147

http://www.mcot.net/site/content?id=5445f8efbe0470a8678b45cb#.VEpak_mUcyd

Pipob Udomittipong
ooo

เรื่องเกี่ยวเนื่อง...

อียูมองสื่อไทย “ไร้จรรยาบรรณ”



วันที่ 23 ตุลาคม 2557 นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โพสต์ข้อความในเฟชบุคส่วนตัวถึง กรณีทูตสหภาพยุโรป เข้าพบตัวแทน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อยื่นจดหมายและหารือ เรื่อง ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวผู้เคราะห์ร้ายจากกรณีเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

“ถึงแม้การมาของทูตสหภาพยุโรป (อียู) 8 ประเทศอันเป็นตัวแทนของ 21 ประเทศ จะเรียบร้อยอย่างยิ่ง จะแสดงถึงไมตรีจิตที่มีต่อสื่อมวลชนไทยอย่างยิ่ง หากแต่เป้าหมายของการมาเยือนนั้น กลับเป็นเรื่องที่สื่อไทยจำเป็นต้องน้อมรับและทบทวนบทบาทการทำงานอย่างยิ่งเช่นกัน

หนังสือที่พวกเขามีต่อองค์กรสื่อในประเทศไทย อันประกอบด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รวมทั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ บอกถึงความกังวลใจต่อการทำหน้าที่ของสื่อไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวและครอบครัว อันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรี และลดทอนความเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นการซ้ำเติมชะตากรรมของผู้สูญเสีย ทูตอียูย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบด้วย

หลายครั้งที่สื่อไทย มุ่งเพียงตอบสนองสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ มุ่งแต่จะขายข่าวและภาพ แต่ขาดความใส่ใจในความทุกข์ร้อน ความโศกเศร้าเสียใจของญาติพี่น้อง ผู้ที่ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำทารุณกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ จนกระทั่งถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

พวกเราเข้าใจและเรียกร้องแต่เสรีภาพในการเสนอข่าวสาร ข้อมูล เรารู้สึกเดือดร้อนเมื่อเสรีภาพถูกคุกคาม เราแข็งขืนและต่อต้านอย่างสุดกำลังเมื่ออำนาจรัฐพยายามเข้ามาครอบงำการทำงาน แต่เราอาจจะไม่ได้เฉลียวใจว่า ในหลายครั้งที่เราเคลื่อนไหว เราออกแถลงการณ์ต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม กลับดูคล้ายโยนก้อนกรวดเล็กๆ ลงในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ สังคมเฉยเมยอย่างยิ่ง เย็นชาอย่างยิ่ง ซ้ำร้าย ปฎิกริยาจากผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคม กลับสำทับถึงความไม่รับผิดชอบของสื่อ การทำงานที่ไร้จรรยาบรรณของสื่อ ภาพความรู้สึกเช่นนั้น มาจากข่าวประเภทอาชญากรรมหรือบันเทิงอย่างเป็นด้านหลัก

ทั้งที่การเรียกร้องเสรีภาพ การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นนั้น เป็นเรื่องของประชาชน เพราะเสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง

ทูตอียู พูดถึงคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยว ที่สื่อไทยนำเสนอทั้งภาพ ข่าวที่ละเมิดผู้ตาย มีการแสดงพาสปอร์ต สถานะของผู้ตายอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง

ข่าวอาชญากรรมเป็นข่าวที่สะท้อนความผิดปกติของสังคม ซึ่งนับเป็นคุณค่าข่าวในรูปแบบหนึ่ง แต่เนื้อหา ข้อมูล ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับข่าวประเภทนี้ มักจะส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทำให้คนอื่นเสียหายเดือดร้อน เช่น การเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ผู้หญิง และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม โดยเฉพาะกรณีเสนอข่าวการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการกระทำทารุณกรรมในครอบครัว นอกจากนั้น ลักษณะพิเศษของข่าวอาชญากรรม ยังเป็นข่าวที่ปุถุชนสนใจ (Human Interest) เป็นข่าวที่ตอบสนองสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ด้วย

ดังนั้น วิธีการเล่าเรื่องผ่านสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะในรายการเล่าข่าว จึงมักมีรายละเอียดคล้ายกับการอ่านนวนิยาย ที่ประกอบด้วยเรื่องราวจากชีวิตจริง วิธีการเล่าเรื่องที่ต้องการให้มีสีสัน และให้คนดูได้รับข้อมูล ข่าวสาร อย่างครบถ้วนทั้งภาพและข่าวนี้เอง ที่เป็นเหตุสำคัญทำให้เกิดการละเมิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และเป็นการกระทำผิดกฎหมายอยู่เสมอ

ปรากฎการณ์การมาเยือนองค์กรสื่อไทย ของทูตอียูครั้งนี้ คือการส่งสัญญาณที่เราต้องตักน้ำ ชะโงกดูเงาของตัวเองอย่างจริงจังสักที”


อยากเข้าใจรากเหง้า ชนชั้นนำประเทศ! ฟังสุจิตต์ วงษ์เทศ "อุษาคเนย์กับมหาภารตะและรามายณ" ตอนที่ 2




คลิปเต็ม
บรรยายสาธารณะ "อุษาคเนย์ กับมหาภารตะและรามายณะ"

https://www.youtube.com/watch?v=grqPQa22nsM&feature=youtu.be

Streamed live on Oct 17, 2014
บรรยายสาธารณะ หัวข้อ "อุษาคเนย์ กับมหาภารตะและรามายณะ"
วิทยากรร : อ.วีระ ธีรภัทร | คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ | อ.สมฤทธิ์ ลือชัย | อ.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล และ คุณอดิศักดิ์ ศรีสม (ดำเนินรายการ)
ศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2557 เวลา 14.00-17.00 น. ณ ห้อง 107 (ริมน้ำ) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
จัดโดย วิชา SE210 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยโบราณ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาส­ตร์


วันศุกร์, ตุลาคม 24, 2557

5เดือน คสช. เครียด กับ เครียด...แซมเปิ้ล... เครียดแรก ภาวะเครียดตึง ณ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรี ทหาร... เครียดสอง หนี้เน่าแบงก์พาณิชย์ทะลัก เศรษฐกิจวูบคนไทยหมดแรงผ่อนบ้าน-รถ


ภาวะเครียดตึง ณ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรี ทหาร

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บรรยากาศการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม

สรุปสั้นๆ ว่า "เครียด"

ประหนึ่งว่า ความเครียดสืบเนื่องจากรัฐมนตรี คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็น "ทหาร" ขณะที่บรรดาทูตพาณิชย์เป็น "พลเรือน"

อาจใช่ แต่มิได้เป็นสาเหตุ "หลัก"

รายงานข่าวอันปรากฏตรงกันใน "สื่อ" หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไฮไลต์อยู่ตรงการสรุปอันมาจากรัฐมนตรี

1 รัฐมนตรีสอบถามทูตโดยเจาะลึกเป็นรายสินค้า

ว่าตลาดนี้จะทำอะไร จะผลักดันให้ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นได้อย่างไร "โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์และแผนงานที่ทูตแต่ละภูมิภาคกำลังนำเสนอ"

1 ผลอันตามมาเป็นอย่างไร

รายงานระบุว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด บางครั้งถึงกับเงียบ ไม่มีใครกล้าพูด ทูตหลายรายระบุว่า "ไม่เคยเห็นการประชุมที่เป็นแบบนี้"

เป็นภาวะ "เครียด" จาก "รัฐมนตรี" อย่างนั้นหรือ

หากเริ่มต้นจากกระทรวงพาณิชย์ หากเริ่มต้นจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์)

คำตอบอาจใช่

แต่หากเริ่มต้นจากสภาพเศรษฐกิจ อย่างที่ น.พ.ประเวศ วะสี ชมชอบในการใช้อยู่เสมอ นั่นก็คือ มองอย่างเป็น "องค์รวม"

ก็มิได้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์อย่างเดียว

เป็นความจริงที่เมื่อแนวโน้มการส่งออกส่อเค้าว่าถดถอยและหดตัวกระทั่งอาจอยู่ในภาวะ "ติดลบ" ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์

จำเป็นต้อง "เครียด"

ไม่ว่ารัฐมนตรี ไม่ว่าทูตพาณิชย์อันอยู่ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ย่อมเกิดความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน

แต่จะโทษเฉพาะกระทรวงพาณิชย์เท่านั้นหรือ

ในเมื่อภาวะถดถอยและหดตัวในทางการค้ามีมูลเชื้อมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อประสานเข้ากับปัญหาภายในของประเทศไทยซึ่งก่อรูปมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 ตามด้วย "ชัตดาวน์" เดือนพฤษภาคม "รัฐประหาร" เดือนพฤษภาคม 2557

ก็หนักหนาและสาหัส

มีความจำเป็นต้อง "ล้างหู" น้อมรับฟังบทสรุปจากนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ว่า

"เศรษฐกิจตอนนี้อยู่ในภาวะชะงักงันหรือซบเซา"

ท่านใช้คำภาษาอังกฤษว่า Stagnation พร้อมกับอธิบาย "คนจนหางานทำไม่ได้ ไม่มีเงินใช้จ่าย คนมีเงินมากหรือมีเครดิตกู้เงินได้ แต่ไม่รู้จะนำเงินหรือกู้เงินไปลงทุนอะไร"

สรุปง่ายๆ จากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

คือ "ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแม้จะดีขึ้น แต่ยังไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจเติบโตใกล้ร้อยละ 0"

เป็นไปอย่างที่เจ้าสัวสหพัฒน์บอกว่า "ไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย"

อารมณ์อย่างนี้ปะทุขึ้นในขอบเขตทั่วโลก และก็แพร่ระบาดเข้ามายังสังคมประเทศไทยราวกับเป็นโรคระบาด ก่อตัวยาวนานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 กระทั่งตกอยู่ใต้กฎอัยการศึกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557

ท่องเที่ยวก็หงอยเหงา ส่งออกก็หดตัว สินค้าเกษตรหล่นรูด

ผลก็คือ ทั้งคนในเมืองใหญ่ ทั้งคนในต่างจังหวัด ได้รับผลสะเทือนจากสถานการณ์ทางการเมืองกันอย่างถ้วนหน้า

ตัวอย่างคือ กรณี "เผาตัว" ของ "ชาวนา"

ความเครียดจึงกลายเป็นลักษณะพิเศษ และปรากฏขึ้นในที่ประชุมของกระทรวงพาณิชย์

เมื่อ "รัฐมนตรี" เครียด "ทูตพาณิชย์" ก็เครียด คำถามอยู่ที่ว่า ความเครียดจะเป็นกลยุทธ์สำคัญทำให้ตัวเลขการส่งออกดีขึ้นหรือไม่

หากทำได้จริง ฟิลิปส์ ค็อตเลอร์ คงต้องขอน้อม "คารวะ"
ooo


หนี้เน่าแบงก์พาณิชย์ทะลัก เศรษฐกิจวูบคนไทยหมดแรงผ่อนบ้าน-รถ

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เผย 9 เดือนแรก เอ็นพีแอลสินเชื่อรถยนต์–บ้านพุ่งพรวด ดันเอ็นพีแอลรวมจากสิ้นปีก่อน 2.5% ขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% ขณะที่แบงก์กรุงไทยมึน 9 เดือนแรก เอ็นพีแอลเพิ่ม 11,000 ล้านบาท หรือ 19.5% ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าเอสเอ็มอี

นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้ ยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท หรือ 3.3% ของสินเชื่อรวม ซึ่งได้เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 56 ที่ตัวเลขเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.5% สาเหตุมาจากการชะงักของเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง ที่กระทบความสามารถการชำระหนี้ของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกันก็ยังมีสินเชื่อรายใหญ่ 1-2 รายที่ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถชำระหนี้ได้

“เอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อรายเดิม ส่วนลูกค้ารายใหม่ที่ปล่อยกู้ในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมา ยังไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม สัญญาณของการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อบ้านเริ่มชะลอตัวมาแล้ว 2-3 เดือน อัตราการเรียกเก็บหนี้ใหม่ไม่มีปัญหา ดังนั้น เชื่อว่าสิ้นปีหากสามารถแก้ไขเอ็นพีแอลสินเชื่อรายใหญ่ 1-2 รายได้ หนี้เอ็นพีแอลจะลดลงเหลือ 3% ของสินเชื่อรวม

นายณรงค์ชัยกล่าวอีกว่า ในช่วง 9 เดือนแรก ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นสุทธิ 6.9% มียอดสินเชื่อรวมที่ 183,900 ล้านบาท ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ การปล่อยสินเชื่อให้เติบโตตามเป้าหมายที่ 15% จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน ส่วนระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ ยอดสินเชื่อปีนี้ยังเติบโตอยู่แต่ชะลอตัว โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี เริ่มแผ่ว สินเชื่อบ้าน รถยนต์ และสินเชื่อรายใหญ่เติบโตได้อยู่

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิจำนวน 900 ล้านบาท ลดลง 60.6 ล้านบาท หรือ 6.3% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16.8% และค่าเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้น 67.4% ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในอดีตตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556

นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารการเงิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนแรก ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อ 1,800,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากสิ้นปี 2556 จำนวน 89,877 ล้านบาท คิดเป็น 5.25% โดยเพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายย่อยและลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่เอ็นพีแอล อยู่ที่ 67,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,009 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.50% ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าเอสเอ็มอี ขนาดเล็ก และลูกค้ารายย่อยบางส่วน ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“ธนาคารได้รักษาอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพในระดับที่เหมาะสม คือ 107.92% และไตรมาสที่ 2 ปี 57 เป็นต้นมา ได้ปรับการกันสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรายเดือนเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 500 ล้านบาท เป็น 700 ล้านบาท ให้เหมาะสมกับจำนวนสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้กันสำรองเพิ่มเติมในไตรมาส 2 อีก 3,000 ล้านบาท ทำให้ งวด 9 เดือน ธนาคารตั้งสำรองรวม 9,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.62% จากงวดเดียวกันของปีก่อน”

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ 9,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.23% ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิรวม 25,172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน.
ooo

I've fallen, and I can't get up! http://www.youtube.com/watch?v=daysCqmqd2Y

สาส์นจาก จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ : ขอคารวะจิตวิญญาณท่านอภิวันท์ ในงานศพที่เกิดปรากฎการณ์เปลียนผ่านวัฒนธรรมการต่อสู้ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย



หัวใจของผมตรงกับพี่น้องประชาชน คือ อดทนอยู่ไม่ไหวกับการใช้อำนาจเผด็จการของคสช.ที่ข่มขู่คุกคามปิดปากประชาชน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ท่านอภิวันท์เสียชีวิต ผมจึงรวบรวมความรู้สึกของพี่น้องและผมนำเสนอให้ไปร่วมไว้อาลัยกันให้มากเกิน 50,000 คนซึ่งก็ถูกหัวหน้า คสช.สบประมาท ว่าเป็นไปไม่ได้และวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าท่านและผมต่างอยู่ในภาวะเดียวกันอึดอัดเต็มทีกับความเลวร้ายที่คสช.ก่อขึ้น

ในงานศพทุกซอกมุมคุยแต่เรื่องการเมือง และทุกกลุ่มรุมด่าทอผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารอย่างตาสว่าง, ผมไม่ได้ไปแต่ทุกสายรายงานมาที่ผมตรงกันหมด

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก เพื่อส่งร่างของท่านอภิวันท์อย่างสมเกียรติ์ และแสดงออกถึงวัฒนธรรมใหม่ที่น่าชื่นชม คือ

1.ทุกคนไม่กลัวต่ออำนาจเผด็จการทหารที่กดขี่อยู่
2.ทุกคนพร้อมต่อสู้ทวงคืนอำนาจอธิปไตย
3.ทุกคนทราบดีว่าการยัดเยียด มาตรา112 เป็นผลโดยตรงต่อการเสียชีวิตของท่านอภิวันท์และอีกหลายคนที่ตายคาโซ่ตรวน และต้องลี้ภัยตลอดชีวิตในต่างประเทศด้วยข้อหานี้ เช่น ท่านปรีดีพนมยงค์ และพวกเราทุกคนพร้อมที่จะสถาปนาหลักนิติธรรมใหม่บนแผ่นดินไทยให้จงได้

ขอให้ศึกษาจิตใจการต่อสู้ของประชาชนในงานวันส่งวิญญาณท่านอภิวันท์เพื่อก้าวไปสู่ชัยชนะ

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ
22ตุลาคม2557

"บิ๊กจิ๋ว" เปิดใจครั้งแรก เตือนรปห. มักเริ่มที่ดอกไม้แต่จบด้วยก้อนหิน ชม "บิ๊กตู่" เสียสละ (ชมคลิป)



ที่มา มติชนออนไลน์

"พล.อ.ชวลิต" ชี้ทั้งดีใจทั้งห่วงการทำรัฐประหารครั้งนี้เพราะการทำรัฐประหารมักจะเริ่มด้วยดอกไม้แต่จบลงด้วยก้อนหินชม "บิ๊กตู่" เสียสละ-ต้องให้โอกาส แนะ ในกองทัพมีคนดีอีกมหาศาล เลือกใช้ให้ดี และทำเฉพาะเรื่องที่จำเป็น

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ ว่า ปี 2475 คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองจากสถาบันกษัตริย์ ตอนนั้นเกิดความเข้าใจผิดมากคณะราษฎรคิดว่าการยึดอำนาจการปกครองแล้วจะเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากคณะราษฎรศึกษาจะรู้ว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและเศรษฐกิจขณะนั้นทุกคนคิดไปว่าจะทำให้มีรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้ปกครองตนเองซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างประชาธิปไตย

แต่รัฐธรรมนูญเป็นบันทึกเอกสารเรื่องธรรมนูญแห่งรัฐเป็นเอกสารที่บักทึกการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อเป็นหลักให้ลูกหลานแต่รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี่คือสิ่งที่ต้องตระหนักสิ่งที่จะสร้างประชาธิปไตยคือนโยบายง่ายๆที่ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชนซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดยประชาชน เพื่อประชาชน

พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันนี้อาจจะมีผู้สงสัยว่าเหตุใดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เรากำลังดำเนินการอยู่นี่จึงสับสนอลหม่าน ทำไมไม่เหมือนประเทศอื่นที่เขาทำกันได้ง่ายๆ หรือบางคนอาจจะถามว่าทำไมไม่ใช้การปกครองแบบเมืองจีนเล่า หารู้ไม่ว่า จะเป็นการปกครองแบบไหนก็แล้วแต่

สิ่งสุดท้ายที่ต้องการคือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และค่อยๆปรับ ค่อยๆเปลี่ยนสิ่งนี้โดยประชาชนเอง นี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจ อย่าไปคิดว่ารัฐธรรมนูญคือสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย ตนเกรงอยู่อย่างเดียวว่าวงจรการดำเนินงานจะกลับไปสู่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วในการยึดอำนาจของพี่น้องทหาร เป็นห่วง แต่ก็ดีใจที่รัฐบาลชุดนี้ได้เสียสละมา เพราะการทำรัฐประหารมักจะเริ่มด้วยดอกไม้แต่จบลงด้วยก้อนหินทุกที

เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังสิ่งนี้เท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่เรามองเห็นและเราเป็นห่วง อย่าไปทำเรื่องอื่น แต่ขอให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แก้ไขหนี้สิน ทำให้เขามีรายได้ที่สูงขึ้น ทำให้ผู้คนีความแตกต่างกันน้อยที่สุด คุณทำได้ หัวใจอยู่ตรงนี้

เมื่อถามว่า มองการทำงานและบุคลิกของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างไรบ้าง พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ก็ดี เป็นทหารก็อย่างนี้ไง ทหารก็ต้องเป็นอย่างนี้ คนที่นอนวันละ 2-3 ชั่วโมงนี่ น่าสงสารนะ คนที่เสียสละพี่น้องประชาชนต้องเข้าใจ ต้องเห็นใจ และต้องให้โอกาสเขา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยตักเตือน ทางโน้นก็ต้องฟัง ในกองทัพมีคนดีอีกมหาศาล เลือกใช้ให้ดี และทำเฉพาะเรื่องที่จำเป็น อย่าไปยุ่งกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ มอบให้เป็นอำนาจของประชาชนไป ให้ประชาชนทำของเขาเอง ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีกฎหมายออกมาชัดเจนว่ารัฐบาลต้องมอบหรือให้งบประมาณแก่เขา นอกจากนี้ ห่วงเรื่องพลังงาน วันนี้ได้มีการเตรียมการอย่างไรบ้าง ทั้งสังคมก็กำลังจะเป็นสังคมคนแก่ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เงินออมก็จะหมด และจะมีปัญหาเกิดขึ้นในสังคมมากขึ้นอีก

"ช่วยกันเถิดครับ ให้กำลังใจเขา ให้กำลังใจกัน ช่วยกันเสนอแนะ ช่วยกันแนะนำ ขณะเดียวกัน คสช.ก็ต้องเห็นใจและเข้าใจพี่น้องประชาชนด้วย หันหน้าเข้าหากัน ถูกแล้วที่วางหลักการไว้ 2 ข้อ คือ ปรองดอง และปฏิรูป เมื่อก่อนผมใช้คำว่าสันติภาพจากการพัฒนา ซึ่งเหมือนกัน จะทำอะไรก่อนก็ได้ ทำไปพร้อมกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปแล้วหยุดปรองดอง ทำไปด้วยกันเพียงแต่น้ำหนักของช่วงนี้ให้กับอะไรนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" พล.อ.ชวลิต กล่าว

คลิกชมคลิปต่อเนื่อง บิ๊กจิ๋ว ตอบโจทย์ว่าด้วย 2475-ประชาธิปไตย-รัฐธรรมนูญ และความเข้าใจผิดๆ