วันเสาร์, กันยายน 23, 2560

วนเวียนดีไหมล่ะ ครั้นจะบอกตั้งแต่แรกว่า ไปก็ไปเถอะเราชอบ ก็เขินน่ะ เรื่องคดี ‘ยิ่งลักษณ์หนี!’

ใครที่ติดตามการทำคดี ยิ่งลักษณ์หนี!’ อย่างใกล้ชิดมาก อาจเกิดอาการวิงเวียน เพราะมันวังวน ‘like a circle in a spiral, like a wheel within a wheel’ อะไรปานนั้น

“ล่าสุดแต่ไม่ใช่แค่นี้” มันมาลงที่ “ปูด ยิ่งลักษณ์ลงจากรถเดินข้ามคลองกว้างสองเมตรที่อรัญฯ” ข่าวมติชนอ้างพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า

“สำหรับช่องทางธรรมชาติบริเวณ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีคลองลึกที่มีความกว้างประมาณ ๑ เมตร ๕๐ เซ็นติเมตร ซึ่งถือว่าสามารถใช้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านได้ทุกจุด”


ใครอีกเหมือนกันที่ขยันจำจะนึกออก วันแรกที่ปรากฏข่าวทางโซเชียลตอนเช้าวันที่ ๒๕ สิงหาคมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ไปปรากฏตัวต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญาคดีการเมือง บ่ายวันนั้นสื่อบางรายอ้างแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงว่า “ยิ่งลักษณ์หนีโดยเส้นทางธรรมชาติ”

หลังจากนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็นำมาอ้างซ้ำ พร้อมทั้งพูดถึงกรณีที่อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของไทยมีเส้นสายในแวดวงราชการระดับสูง อาจมีใครช่วย หนี ก็ได้

โดยการนี้ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวเก๋ากึก เป็นรัฐพันลึกกับวงการทหาร ว่าถึงช่องทางเรือสปีดโบ๊ทผ่านเกาะช้างไปทางชายแดนด้านจังหวัดตราดบ้างละ นัยว่าจะให้เดินเท้าข้ามเขตแดนแถบนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะเส้นทางทุรกันดาร แถมมีกับระเบิดตกค้างเยอะ

ก็ทำให้สลิ่มไขว้เขวกันไปพักหนึ่ง ทว่าพวกติ่งยิ่งลักษณ์-ทักษิณ กระหยิ่มในใจ ไปทางไหนอย่างไร นายกฯ ปู อันเป็นที่รักรอดแน่ๆ

พูดถึงวาสนานี่ต้องยอมรับว่าแม่คุณเธอวงในสายทหารของจริง ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าวันที่ ๒๕ แกปูดคนแรกทางทวิตเตอร์ว่ายิ่งลักษณ์หายไปไหน นักข่าวไปรอกันหน้าบ้านซอยโยธินพัฒนาตั้งแต่ตีห้า ไม่เห็นร่องรอยนารีขี่ม้าขาวสักแอะ

จนกระทั่งมาถึงข้อมูลกล้องวงจรปิด จากรถฟอร์จูนเนอร์ รถตู้สีดำ รถเบ๊นซ์สีขาว มาถึงรถแคมรี่ (โตโยต้า) สีตะกั่ว (คนไทยเขาเรียกบรอนซ์) เป็นอันเชื่อแน่ว่าเส้นทางออกนอกประเทศของยิ่งลักษณ์คือนั่งรถยนต์ไปทางจังหวัดสระแก้ว แต่ก็ไม่มีหลักฐานข้ามด่านแต่อย่างใด

ประกอบกับรัฐบาลฮุนเซนของเขมรปฏิเสธแข็งขัน ไม่มี ไม่ได้ปล่อยยิ่งลักษณ์ใช้พื้นที่เดินทางผ่านไปขึ้นเครื่องบินที่โปเชนตงสู่สิงคโปร์ เพื่อต่อเครื่องคอร์ปอเรทเจ็ตของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ไปดูไบ โดยมีจุดหมายสุดทางที่จะขอลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ เพราะได้เตรียมโรงเรียนของน้องไป๊ป์ไว้แล้วที่นั่น

จากนั้น ยิ่งลักษณ์รายวันก็เงียบหายไปจากกระดานข่าว ทั้งทางระบบเรดาร์และเฟชบุ๊ค มีแต่เสียง ทวี้ต จากทักษิณ และอินสตาแกรมจาก พินทองทาและแพทองธาร ลงทั้งภาพทั้งคลิป คุณตาทักษิณมีความสุข เล่นกับหลานๆ ที่อังกฤษ

ทว่าข้อความบนทวิตเตอร์ของทักษิณชิ้นหนึ่งในโอกาสครบรอบการรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ที่กระเทือนซางทั้งหัวหน้า คสช. และลิ่วล้อ พอประมาณ

โดยมีลิ่วล้อหน่อหนึ่งที่ได้ดีมีตำแหน่งอยู่ในสภานิติบัญญัติของ คสช. นาม สมชาย แสวงการ เพิ่งโดนทนายความซึ่งทักษิณมอบหมายให้ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท รอดูซิว่าผลจะออกมาอย่างไร เหมือนกับอาจารย์มหิดลนางหนึ่งซึ่งแถลงขออภัยแลกกับการยกฟ้องไปเมื่อสองสามวันมานี่ไหม

กับเรื่องที่บังเอิญนะบังอร ทั่นตือจำเป็นต้องไปช้อปอาวุธพอดีที่อิงแลนด์เหมือนกัน กลับมารีบปฏิเสธทันที ไม่มี้ ไม่มี ไม่ได้ไป ดีล อะไรไว้กับบิ๊กแม้ว จนมีภาพสะท้อนออกมาให้ ไข่แมว ได้เขียนการ์ตูนสร้างความบันเทิงกับนักแซวรัฐประหาร


พอมาวานนี้ (๒๒ กันยา) Wassana Nanuam อีกแหละ เหมือนจะปิดฝาคดี “บิ๊กป้อมเผยรู้แล้ว ใครสั่งพาปูหนี” โดยให้รายละเอียดว่า

จากการสอบสวน รองผู้การฯ รับสารภาพว่า ได้รับ คุณยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยเลขาฯอีก คนหนึ่ง ไปส่งต่อให้รถที่มารับช่วงต่อ แต่เรายังหารถคันนั้นไม่เจอ

ทั้งนี้ รองผู้การฯ บอกว่าได้รับคำสั่งมาอีกที และเขาเปิดเผยชื่อคนสั่งมาแล้วเป็นคนอยู่ในประเทศ แต่ผมยังไม่ขอเปิดเผยว่าใคร

ส่วนจะเกี่ยวข้องกับอดีต ผบ.ชน.ท่านหนึ่งหรือไม่นั้น พลเอกประวิตรกล่าวว่ายังไม่ขอตอบ แต่เบื้องต้นให้รองผู้การฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ายประจำฯ และตั้งคณะกรรมสอบสวน เพื่อตั้งข้อหาการดัดแปลงรถยนต์ และข้อหาพาน.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี”

เป็นที่น่าสังเกตุว่าการนำเสนอข่าวยิ่งลักษณ์หนีนี่มีการกั๊ก ยักท่า อุบ กันน่าดู ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่และสื่อ

(ดูโพสต์ที่แล้วเรื่องการนำเสนอของ สยามรัฐออนไลน์ จะเข้าใจ https://www.facebook.com/Thaienews009/posts/1433689606680655)*

งานนี้ผู้ใส่ใจเสาะหาความจริง ‘inquiring minds’ แบบพวกนักอ่านแท้ปลอยใน เมกา จะต้องท่องเว็บสืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่งเอามาต่อจิ๊กซอว์

เกี่ยวกับรองผู้การฯ ชื่อ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ “เคยเป็นผกก.สภ.ร้องกวาง จ.แพร่ เคยเป็นนายเวรพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทีนิวส์เขาสาวลึกเอาไว้ด้วยว่า พล.ต.อ.ภาณุพงศ์เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการฝ่ายการเมืองของสำนักนายกฯ ปี ๕๕ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในสังกัดรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง เสียด้วย

ทางด้านสปริงนิวส์ก็ช่วยสาวว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เคยถูก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง (อดีต) ผบ.ชน. ดึงตัวจากภูธรเข้าไปรับตำแหน่งผู้กำกับการ สส.๒ นครบาล สุดท้ายโยกไปเป็นรอง ผบก.น.๕ เขตนครบาลชั้นใน


พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์คนนี้ถูกนำตัวไปสอบสวนพร้อมกับตำรวจอีกสองนาย ระดับสารวัตรหนึ่งนาย กับระดับนายดาบตำรวจอีกหนึ่งนาย ซึ่งประจำการอยู่กองบังคับการตำรวจภูธรนครปฐม ทั้งสามรับสารภาพว่าร่วมกันขับรถพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปส่งที่อรัญประเทศ

ตอนนี้ยังไม่รู้รูปพรรณรถที่มารับช่วง ดังที่บิ๊กป้อมว่า “เรายังหารถคันนั้นไม่เจอ” จึงเกิดการสันนิษฐานให้นายกฯ ปู กลายเป็นนารีเดินลุย เมื่อ ผบ.ทบ. ทั่นบอกว่าคลองลึกระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเขตแดนธรรมชาติ เดินข้ามได้นั่นละ

ส่วนตำรวจผู้ขับรถไปส่งเธอที่อรัญฯ กำลังโดนตั้งกรรมการสอบหลังจากถูกคำสั่งย้ายเข้าประจำศูนย์ปฏิบัติการนครบาล จากนั้นน่าจะถูกลงโทษทางวินัย ไล่ออก ตัดบำนาญ หรืออะไรทำนองนั้น แต่จะถูกดำเนินคดีอย่างที่วาสนาว่าหรือไม่ ต้องดูไป เพราะในยุค คสช. อะไรๆ ทำได้ แม้กระทั่งเรื่องโอละพ่อ

อย่างน้อยในตอนนี้ ทั่นรอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล บอกไว้แล้วว่าสามตำรวจที่สารภาพ “ยังไม่มีความผิดอาญาในการพาหนี เพราะขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีหมายจับติดตัว”


วนเวียนดีไหมล่ะ ครั้นจะบอกตั้งแต่แรกว่า ไปก็ไปเถอะเราชอบ ก็เขินน่ะ

*สำหรับท่านที่ขี้เกียจกดลิ้งค์ไปดูเรื่องอ้างอิง เรื่องรายงานข่าววกวน เชิญอ่านที่นี่

ประเด็นสั้นๆ (อ่านยาว) คั่นเวลา เอาฮาเล็กน้อย เมื่อ สยามรัฐออนไลน์ เขียนข่าว “หิ้วรอง ผบก. พายิ่งลักษณ์หนี สอบเครียด” ให้ต้องตั้งข้อสังเกตุ


๑. รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีเทา ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพ “ที่มีข้อมูลทางการสืบสวนระบุว่าเป็นรถที่ใช้พาตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี” หนี!

“โดยฝ่ายสืบสวนได้ตามแกะรอยรถต้องสงสัยดังกล่าว กระทั่งมาพบรถจอดใกล้กับบ้านพักแห่งหนึ่ง ในอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม”

พื้นที่ซึ่งเจ้าของทะเบียนรถคันดังกล่าวอยู่อาศัยและมีตำแหน่งการงาน ตามข่าวพาดหัวแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าไปค้นหาอ่านจากแหล่งอื่นได้

๒. “มีรายงานข่าวว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถ ๑ ใน ๒ คัน ที่ถูกนำไปเปลี่ยนรถของนางสาวยิ่งลักษณ์ที่ย่านมีนบุรี ก่อนจะพาหลบหนีไปทางอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขับออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน”

จึงมาถึงข้อมูลอันสำคัญฟันธงได้เลยว่า “จากนั้นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวได้รับคำสั่งให้นำไปทำลายทิ้ง ก่อนที่ต่อมาผู้ได้รับคำสั่งจะเปลี่ยนใจนำรถคันนี้ไปเก็บรักษาไว้ เพื่อรอนำไปดัดแปลงสภาพและขายต่อ”

ทำให้ต้องใช้ #แหล่งข่าวระดับสูง เพื่อเปิดเผยว่า “ในเร็ววันนี้จะมีการเชิญผู้ที่เป็นเจ้าของรถมาสอบปากคำ”

๓. “เบื้องต้นจะพิจารณาดำเนินคดีฐานปลอม และใช้เอกสารปลอมและหากพบมีการแจ้งหายก็จะดำเนินคดีในความผิดฐานรับของโจรด้วย” อันนี้ต้องย้อนไปตอนต้นของข่าว เขาเขียนไว้ว่า

“การตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นรถสวมทะเบียน โดยหมายเลขเครื่อง ตัวถัง และทะเบียนรถ ปรากฎชื่อผู้ครอบครองไม่ตรงกัน โดยกรมการขนส่งทางบก แจ้งระงับการใช้งานรถคันดังกล่าว ปี ๒๕๕๕ เนื่องจากขาดส่งไฟแนนซ์”

ซึ่งเชื่อมโยงกับอีกตอนหนึ่งของข่าว “จากนั้นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวได้รับคำสั่งให้นำไปทำลายทิ้ง ก่อนที่ต่อมาผู้ได้รับคำสั่งจะเปลี่ยนใจนำรถคันนี้ไปเก็บรักษาไว้ เพื่อรอนำไปดัดแปลงสภาพและขายต่อ”

๔. รู้ละเอียดเพียงนี้แล้วก็ยังชั่งใจ ไม่สามารถทำอะไรดังที่ฟันธงไว้ได้ เพราะ “การสอบสวนชายดังกล่าวก็สามารถทำได้แค่ในฐานะพยาน เนื่องจากระหว่างการพาหลบหนียังไม่มีการออกหมายจับ จึงไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำผิด”

อาจจะเนื่องด้วยข้อสรุปที่ว่า “จากการตรวจสอบรถคันนี้ไม่ใช่รถที่ใช้ในราชการตำรวจแต่อย่างใด ส่วนสติ๊กเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่าใครก็สามารถนำไปติดได้

อย่างไรก็ตามสำหรับการสอบปากคำพยาน ๓ คน เบื้องต้นยังไม่ยืนยันว่าเป็นบุคคลในเครื่องแบบหรือไม่ แต่ยอมรับว่ามีความเกี่ยวข้องกับการพานางสาวยิ่งลักษณ์ หลบหนี”

อย่างนี้คงต้องกลับไปตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ เสียดาย “พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ” ช่วยกันตรวจช่วยกันสอบขมีขมัน

สำหรับข่าวชิ้นนี้ ก็เสียใจที่ไม่มีแง่มุมในทางลึกของ ‘Investigative reports’ รายงานเชิงสืบสวนมาให้อ่านกันสักนิด มิฉะนั้นจะไม่เป็นการวกวนอย่างงูกินหางเช่นที่เห็น

ไม่เป็นไร ถือเป็นบทเรียนไว้ใช้คราวหน้าคราวหลัง ไม่ต้องถึงขนาด อิศราที่อื้อฉาว เอาแค่แบบ ไข่แมวที่นำเสนอเรื่องบิ๊กตือไปลันดั้นนั่นปะไร

เขาเล่าเรื่องทั่นรองฯ พี่ใหญ่ไปรับประทานอาหารเช้าสไตล์อิงลิชหรู แล้วเซลฟี่มาให้ดูกันสยิวที่ใบมีดบนโต๊ะ

อดีตแกนนำ พธม.ลั่นไม่เสียใจร่วมต่อสู้ หนุนตั้งกองทุนฯ จ่ายค่าชุมนุมสนามบิน 522 ล้าน - Flashback ดูคลิปพธม ประกาศยุติการชมนุมปิดสนามบิน... What is the destination of Thailand? จากวันนั้นสู่วันนี้...



พ่อยกแม่ยกช่วยกันอุดหนุนน้ำมันมะพร้าวหน่อยนะ 522 ล้านบวกดอกเบี้ย 7.5% อีก 9 ปี ก็ร่วมๆ พันล้านละ

ที่จริงจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบค่าเสียหายของประเทศ สินค้าส่งออกนำเข้าไม่ได้ นักท่องเที่ยวมาไม่ได้ กลับไม่ได้ ภาพลักษณ์ฉิบหาย เสียความเชื่อมั่น สยามเมืองยิ้มกลายเป็นยิ้มแสยะไม่น่าไว้วางใจ ประเทศอะไรวะ อยู่ๆ ขัดแย้งทางการเมืองก็มาปิดสนามบินอาหารดีดนตรีไพเราะ ใครจะอยากมาลงทุนทำมาค้าขาย เป็นความเสียหายหลายแสนล้าน เกินจะประเมินค่าได้ แต่ไม่มีใครฟ้อง ไม่มีใครประมวลความเสียหายจริง มีแต่การท่าอากาศยานซึ่งก็ฟ้องได้เฉพาะความเสียหายในส่วนของตน


Atukkit Sawangsuk

ooo

พธม ประกาศยุติการชมนุมปิดสนามบิน


https://www.youtube.com/watch?v=g8-h6HvV46k

ooo









Flashback จาก โพสต์ของ

Thanapol Eawsakul
November 24, 2015 ·

7 ปี ของการยึดสนามบิน ดอนเมือง-สุวรณภูมิ
ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไคยภายใต้การสนัยสนุนของฝ่ายอำมาตย์
จุดหมายปลายทางของประเทศไทย คือ ณ ที่ใด ?

.....................

ภายหลังที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวเพื่อสร้างเงื่อนไขให้มีการรัฐประหารสำเร็จในปี 2549 ซึ่งรัฐประหารครั้งนั้นได้นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยความหวังว่าจะกำจัด "ระบอบทักษิณ" ลงไปได้ (โดยก่อนหน้านั้นได้ยุบพรรคไทยรักไทยและเริ่มดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) แต่กลายเป็นว่าการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชน ที่เป็น "นอมินี" ของพรรคไทยรักไทยภายใต้อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร กลับชนะเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาลโดยที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี (นอมินี)
.
นั้นจึงเป็นเหตุของการกลับมาชุมนุมอีกครั้งของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยพวกเขาอ้างว่า รัฐบาลพลังประชาชน จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นเหตุผลที่อ่อนมาก เพราะการลงประชามติในปี 2550 พวกเขาเองนั่นแหละที่บอกว่า "ให้รับไปก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้งแล้วกลับมาแก้"

ระลึกถึง 25 พ.ค.51 ต้นทางชุมนุม 193 วัน-กำเนิดพันธมิตรฯจิตใจงดงาม
.
แต่นั่นก็ไม่แปลกเพราะวิธีการอันธพาลของกลุ่มพันธมิตร ข้ออ้างต่าง ๆ นั้นเป็นการพูดเพื่อให้ดูดี แต่พวกเขามีวาระซ่อนเร้น อยุ่แล้ว

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกแถลงการณ์ประกาศชุมนุมใหญ่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เรียกขานติดปากกันทั่วไปว่า“การชุมนุมใหญ่ต่อต้าน-การล้มล้างรัฐธรรมนูญปี 2550” ด้วยอ้างว่า
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการลงประชามติเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ถึง 14 ล้าน 7 แสนเสียง
ดู
ระลึกถึง 25 พ.ค.51 ต้นทางชุมนุม 193 วัน-กำเนิดพันธมิตรฯจิตใจงดงาม
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx…

แต่นั่นคือการอ้างเพื่อที่จะชุมนุมยืดเยื้อของพวกเขาเท่านั้นเอง
.
หลังจากนั้นพวกเขาได้รุกคืบต่อไปยังทำเนียบรัฐบาลภายใต้ยุทธการ "ไทยคู่ฟ้า" รวมทั้งการบุกยึดสถานีโทรทัศน์เพื่อหวังผลให้มีการรัฐประหาร

ขณะเดียวกันกระบวนการตุลาภารภิวัตน์ก็รุกคืปไป ปลดนายสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 แต่ทว่ากลับกลายเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
.
ปฏิบัติการ ล้อมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แม้จะจบลงที่ความรุนแรง การเสียชีวิตอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และ แม้จะทำให้ราชินีไปงานศพเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 แต่ก็มิได้ทำให้รัฐบาลสมชาย ต้องล้มลงไม่
.
ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรจึงได้เลือกยุทธวิธีการกดดั้นขั้นสูงนั้นก็คือการยัดสมนามบินดอนเมืองและสุวรรณภุมิ
.............

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551
12.30 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศให้ผู้ชุมนุมเดินทางไปท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อไม่ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี

14.20 น. กลุ่มพันธมิตรฯประกาศจะมีมาตรการสูงสุดกดดันรัฐบาลให้ลาออกภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน

17.45 น. กลุ่มพันธมิตรฯยึดท่าอากาศยานดอนเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศจะต้องให้รัฐบาลนายสมชายออกไปให้ได้ และมอบหมายให้นายสมศักดิ์รับผิดชอบนำการชุมนุมที่ดอนเมือง

ไม่เพียงแต่เท่านั้น 25 พฤศจิกายน 2551

15.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนขบวนเข้าไปยึดพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังสนามบินได้

16.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯหลายพันคนใช้รถยนต์ส่วนตัวและรถบรรทุก 6 ล้อปิดเส้นทางมอเตอร์เวย์ทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้การจราจรเป็นอัมพาต

19.30 น. กลุ่มพันธมิตรฯทยอยเดินทางมาสมทบยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมแสนคน ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือหลายพันคนตกเครื่อง ขณะที่ผู้โดยสารบางส่วนเลื่อนการเดินทางออกไปอย่างไม่มีกำหนด

20.00 น. การด์พันธมิตรก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเนื่องจากต้องการเข้าไปบริเวณอาคารผู้โดยสารขาออกแต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต

21.00 น. นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ท่าอากาศยานไทย กล่าวภายหลังกลุ่มพันธมิตรฯบุกเข้าไปยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่าได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเห็นว่าให้ปิดการใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งขาเข้า-ออกโดยไม่มีกำหนด

ดู
การบุกยึดท่าอากาศยานในประเทศไทย พ.ศ. 2551
https://th.wikipedia.org/…/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B…
..................

ที่เกี่ยวกับตัวเอง ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน สัมมนาประจำปี 2551 โลกของอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์ ซึ่งมีกำหนดจัดที่ โรงแรม ทวิน โลตัส นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
จำได้ว่าขณะเตรียมตัวไปสนามบิน วันที่ 27 พฤศจิกายน (ซึ่งตอนนั้นยังหวังแบบไร้เดียงสาว่าพอจะเจรจาได้) คณะผู้จัดงานได้โทรมาแจ้งยกเลิก งานที่เตรียมมาแรมปีแต่สำหรับผู้เข้าร่วมแล้ว คงจะเซ็ง

แต่สำหรับคนจัดงานแล้ว ความล้มเหลวที่จัดงานไม่ได้นั้นมันไม่ใช้แค่งานสัมมนาหนึ่งเท่านั้น แต่หมายถึงวอนาคตข้างหน้าด้วยว่าเราจะอยู่กันอย่างไร
ดังบันทึกของ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ Charnvit Kasetsiri หัวเรือใหญ่งาน สัมมนาประจำปี 2551 โลกของอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์
.
Destinstion of Thailand (Not Siam) ? รายงานการเลื่อนงานสัมมนาอิสลามและมุสลิมอุษาคเนย์

http://www.charnvitkasetsiri.com/DestinationofThailandNotSi…
…………………….
อย่างที่ทราบว่าการก่อจราจลจนถึงขั้น "ปิดประเทศ" นั้น เป็นการสร้างเงื่อไขให้บรรดา ตลก.รัฐธรรมนูญ อ่านคำพิพากษา ยุบพรรคหลังประชาชน และพรรคชาติไทย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ทำให้สถานภาพของนายสมชาย วงศ๋สวัสดิ์สิ้นสุดลง พร้อมๆ กับพรรคพลังประชาชน
ภายใต้ความปั่นป่วนนั้น เป็นโอกาสให้เกิดการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย เป็นนายกรัฐมนตรี
กลับมาที่การยึดสยามบิน ประจักษ์พยายนที่ทำให้เห็นว่าการยึดสนามบิน ดอนเมือง-สุวรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไคย ไต้รับการสนับสนุนของฝ่ายอำมาตย์ ก็คือ 8 ปี ผ่านทีกระบวนการยุติของฝ่ายอำมาตย์ ไม่สามารถแม้แต่เอาพวกขาเข้าสู่กระบวนการพิจารราคดีแต่อย่างใด
คำถามที่ว่า
“จุดหมายปลายทางของประเทศไทย คือ ณ ที่ใด”
What is the destination of Thailand?
ถ้าจะตอบได้แน่ ๆ ก็คือว่า จุดหมายปลายทางของประเทศไทยนั้นไม่มี ตราบใดที่ฝ่ายอำมาตย์ ยังครองอำนาจอยุ่ดังเช่นปัจจุบัน
...

13 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง,นายสนธิ ลิ้มทองกุล
นายพิภพ ธงไชย,
นายสุริยะใส กตะศิลา,
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข,
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์,
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์,
นายอมร อมรรัตนานนท์,
นายนรัญยู หรือ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง,
นายสำราญ รอดเพชร ,
นายศิริชัย ไม้งาม,
นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
นายเทิดภูมิ ใจดี


ฟังผู้นำแรงงานบ่น...11 ปีรัฐประหาร: อาการอกหักซ้ำๆ ของวิไลวรรณ แซ่เตีย ความหวังดีที่ถูกตอบแทนด้วยกระบอกปืน




ภาพต้นฉบับจาก aftershake.net

11 ปีรัฐประหาร: อาการอกหักซ้ำๆ ของวิไลวรรณ แซ่เตีย ความหวังดีที่ถูกตอบแทนด้วยกระบอกปืน


21 Sep 2017
ที่มา Way Magazine

สิงหาคม 2559 วิไลวรรณ แซ่เตีย หญิงแกร่งแห่งขบวนการแรงงานได้ร่ำลาพี่น้องคนขายแรงกลับสู่ จังหวัดขอนแก่น ด้วยเหตุผลว่าต้องกลับไปดูแลมารดาและครอบครัว ในเวทีของงานเลี้ยงส่งเธอจับไมโครโฟนและพูดถึงความฝันของเธอต่อพี่น้องแรงงานว่า การลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมตลอด 30 ปีนั้น ต้องขอบคุณที่พี่น้องแรงงานยืนเคียงข้างอยู่เสมอ และอยากเห็นความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน ความเป็นเอกภาพ เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมาย รวมทั้งนโยบายด้านแรงงาน อันจะนำมาซึ่งสวัสดิการต่างๆ ในการดูแลคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะแรงงานไทย แรงงานข้ามชาติ ทั้งในระบบ นอกระบบ แม้ว่าตนจะไม่ได้อยู่เป็นหัวเรือของคนทุกข์ยากแล้ว แต่ก็ยังต้องต่อสู้ร่วมกันเพื่อสานฝันกันต่อไป

ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เธออยู่บนเวทีเสมอ ทั้งการชุมนุมในมิติของกลุ่มแรงงานและขบวนการทางการเมือง

การชุมนุมของ กปปส. เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น เธออยู่ที่นั่น ทั้งข้างล่างและบนเวที ขณะที่เวทีพันธมิตรฯ เมื่อ 11 ปีที่แล้ว วิไลวรรณคนเดียวกันก็ยืนคว้าไมค์และเป็นหนึ่งในหัวแรงหลักขบวนแรงงานที่ขึ้นปราศรัยต่อพี่น้อง

“เราตัดสินใจเข้าร่วมในนามองค์กร เพราะรัฐบาลยุคนั้นเข้มแข็งมาก ไม่ฟังเสียงใคร เวลาเสนออะไรไปก็ไม่รับฟัง ส่วนใหญ่จะอิงกับกลุ่มทุนเป็นหลัก เวลายื่นข้อเรียกร้อง หรือยื่นข้อเสนอไปก็จะไม่ได้ครบหรือไม่สนใจ เป็นพรรคใหญ่ที่ไม่สนใจแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของคนจน อีกส่วนคือมีประเด็นเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน เช่น การฮั้วผลประโยชน์ การซื้อที่ดินรัชดา จึงตัดสินใจเข้าร่วมก็ด้วยมองว่าจะปล่อยให้รัฐบาลที่เข้มแข็งแต่บริหารแบบไม่ฟังเสียงของใครเลยไม่ได้

“เวลาตั้งรัฐมนตรีเข้าไปอยู่กระทรวงแรงงานก็ตั้งคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องแรงงานสักเท่าไหร่ รัฐมนตรีก็เปลี่ยนบ่อย คนที่เข้ามาก็เพียงแค่รอตำแหน่งอื่นๆ แต่ไม่ใช่คนที่สนใจหรือจะเข้ามาแก้ปัญหาให้เรามานั่งเป็นรัฐมนตรี คนดีๆ ที่พอจะแก้ไขปัญหาให้ก็ถูกโยกย้ายไปนั่งที่อื่นหรือไปอยู่ในกระทรวงที่ใหญ่กว่า ก็เลยทำให้งานไม่ต่อเนื่อง ความใส่ใจในการแก้ปัญหาให้แรงงานก็ไม่เกิด ปัญหาของเราก็ไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ข้อเสนอที่เป็นเรื่องค่าจ้าง เรื่องประกันสังคม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ หรืออนุสัญญา ILO การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การเหมาช่วงเหมาค่าแรง เวลาเสนอเข้าไปก็จะมีหลากหลายประเด็น แต่เขาไม่ใส่ใจ แม้กระทั่งค่าจ้างก็ปรับขึ้นน้อย ช่วงปี 2546-2548 จะไม่ได้ปรับค่าจ้างสักเท่าไหร่ หรือปรับทีก็ 1-2 บาท ขึ้นค่าแรงทีก็กระจัดกระจาย บางจังหวัดก็ไม่ได้ขึ้นค่าแรงให้”

แม้ไม่ได้เป็นดาวเด่นบนเวที แต่ทุกครั้งที่ได้พูดเธอต้องหอบเอาความเจ็บปวดของพี่น้องแรงงานขึ้นไปป่าวประกาศอยู่เสมอ เป้าหมายสำคัญของเธอคือเรื่องแรงงานต้องถูกถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ แต่ในจังหวะเดียวกันที่ขบวนการแรงงานตัดสินใจเข้าร่วมกับเวทีทางการเมือง ก็เป็นช่วงที่เกิดเสียงแตกในกลุ่มแรงงาน เพราะบางกลุ่มเห็นต่างออกไปที่จะเข้าร่วมสังฆกรรมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“ตอนเราเข้าไปร่วมก็พยายามอธิบายว่าที่เข้าไปนั้นไม่ได้ไปหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เพียงแต่อยากให้คิดถึงปัญหาของพี่น้องเป็นหลัก มีการนำประเด็นปัญหาของพี่น้องไปใช้บนเวทีตลอด การทำงานต้องเป็นอย่างไร นายกฯ ควรทำอย่างไร แรงงานมีปัญหาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหนเราก็นำเรื่องนี้ไปคุยเป็นหลัก

“ถามว่าแตกแยกกันไปไหม ก็ใช่ แต่เวลาก็จะเป็นตัวอธิบายว่าที่เราตัดสินใจทำแบบนั้นเพราะอะไร ตอนที่เข้าไปก็มีคนที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วม คนที่ไม่เข้าร่วมเราก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนใครอยากเข้าร่วมก็เข้ามา ไม่ได้มีความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบกัน เราเคารพการตัดสินใจของพี่น้องเราทุกคน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์”

หลังร่วมชุมนุมอยู่ระยะหนึ่ง เธอเริ่มจับอาการผิดปกติ ข้อเสนอเริ่มเปลี่ยนไปจากแนวทางที่ขบวนการแรงงานยึดเป็นคัมภีร์ว่า แรงงานและหลักการประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกัน

“เราคิดว่าต้องยึดหลักประชาธิปไตยคือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างไร หรือนายกฯยุบสภาก็ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ แล้วเราก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เราก็นำเสนอแบบนั้น แต่ว่าระหว่างนั้นก็มีการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบโดยให้มีนายกรัฐมนตรีจากมาตรา 7 ซึ่งพอเป็นแบบนั้นก็ไม่ใช่หลักการทางประชาธิปไตยแล้ว พอเป็นแบบนั้นพี่น้องหลายต่อหลายคนก็ตัดสินใจถอยออกมาจากการชุมนุม”

แม้จะไหวตัวทันและถอยออกมาแล้ว แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเดินหน้าต่อ กระทั่ง 19 กันยายน 2549 มาถึง หวยที่เธอไม่ได้ซื้อถูกประกาศออกมา

“เราไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะกลายเป็นรัฐประหาร ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเป็นแบบนั้น เมื่อทักษิณ ชินวัตร ยุบสภาผู้แทนราษฎรเราก็ถอยออกมาคุยกันว่าเมื่อมีการเลือกตั้งหลังจากนี้ใครจะเข้ามาเป็นนายกฯ ก็ต้องยอมรับ เพราะตามระบอบประชาธิปไตยนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ก็ตัดสินใจถอยกันออกมา หลังจากนั้นก็ไม่เข้าไปแล้ว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป

“เราเข้าไปเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะเขาก็ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่แล้วก็อยู่ในตำแหน่งเพียงแค่รักษาการนายกรัฐมนตรี แต่ว่าการชุมนุมก็ไม่ยุติ เราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้นเพราะว่าถอยออกมาแล้ว แต่ก็เห็นว่ามีการใช้ความรุนแรงต่อกัน ซึ่งเราก็ไม่เห็นด้วยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก็ตาม เพราะไม่อยากให้มีความสูญเสีย เราก็ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่มีการใช้ความรุนแรงมาปราบปรามกัน

“หลังจากนั้นจำได้ว่าเราไปยื่นหนังสือที่กองทัพบกแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปยื่นหนังสือขณะที่ในสังคมเงียบกันหมด”

แน่นอนว่า การยื่นหนังสือไม่ได้ช่วยอะไร เพราะการยึดอำนาจเกิดขึ้นแล้วในคืนก่อนหน้านั้นเอง

หลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เรื่อยมาจนเปลี่ยนรัฐบาลคณะแล้วคณะเล่า สถานการณ์ทางการเมืองล้มลุกคลุกคลานเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง กระทั่งเกิดการชุมนุมใหญ่โดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เกิดขึ้น วิไลวรรณ แซ่เตีย กับขบวนแรงงานก็กลับสู่เวทีชุมนุมอีกครั้ง แล้วหวยก็ออกเหมือนเดิม

22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจเหมือนเดิม แต่คราวนี้หลายสิ่งเปลี่ยนไปไม่เหมือน 11 ปีที่แล้ว

“รัฐประหารปี 2549 ถึงเป็นการยึดอำนาจโดยทหาร แต่ความตึงเครียด การตัดสินใจ การใช้อำนาจก็ไม่เหมือนกัน ในช่วงปี 2549 หลังยึดอำนาจบรรยากาศก็ยังผ่อนคลาย ยังมีกลไกที่ให้พี่น้องแรงงานได้เข้าไปร่วมนำเสนอแสดงความคิดเห็นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เกิดองค์กรอิสระมากขึ้นหลายองค์กร และเกิดกระบวนการมีส่วนร่วม ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนเยอะ มีความเปลี่ยนแปลง มีการฟังเสียงคนเล็กคนน้อย พี่น้องของเราก็ได้เข้าร่วมเยอะ

“แต่ช่วงนี้ไม่ได้เลย เห็นได้ชัดเลยเช่น ม. 44 เขามีอำนาจเยอะกว่า ใช้อำนาจเยอะกว่า การเคลื่อนไหวก็ลำบากเพราะเขามี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แม้แต่การเลือกคณะกรรมการประกันสังคมก็มีการบิดไป การออกกฎหมายต่างๆ ก็ผิดเพี้ยนไป เพราะคนที่เป็นเจ้าของปัญหาไม่ได้มีส่วนร่วมเหมือนเดิม การแก้ไขกฎหมายก็ยากลำบากกว่าเดิม กฎหมายรัฐธรรมนูญยิ่งตัดสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องออกไปอีก บั่นทอนลงไปกว่าเดิม จะเห็นว่ามันต่างกัน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเอย สภาพัฒนาการเมืองก็ถูกยุบ อำนาจ กลไก ที่จะเป็นปากเป็นเสียงของพี่น้องก็ถูกตัดไป คิดว่ามันถอยหลังออกไปไกล อบต. อบจ. ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอีก ก็ไม่รู้ว่าการตัดสินใจในช่วงนี้ลำบากกว่าเดิม การฟังเสียงประชาชนก็น้อยลง องค์กรไหนที่เห็นต่างก็ไม่มีโอกาสเข้าไปนำเสนออะไรได้ มีเฉพาะคนที่เห็นด้วยเท่านั้นที่เข้าไปคุย

“รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานช่วงนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม เขาไม่ฟังเลย เขายึด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นตัวตั้ง อะไรๆ ก็ข้อกฎหมายแน่นเปรี๊ยะ ลำบากกว่าเดิม ลืมตาอ้าปากไม่ได้ ค่าแรงก็ถูก การปรับค่าแรงก็ถอยไปอีก ในช่วงปีก่อนที่มีการเลือกตั้งยังมีค่าแรง 300 บาทเท่ากันหมด มันก็รองรับหลักการฐานคิดเรื่องคนเท่ากันแล้ว แต่หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นไม่เท่ากัน คนงานก็มีอำนาจไม่เท่ากัน ต่างจังหวัดไม่มีอำนาจต่อรอง”

สำหรับแรงงานแล้ว ยุครัฐประหารไม่ดี ยุคประชาธิปไตยก็แย่ แต่ในความแย่ก็มีแง่งามที่แตกต่าง

“เราไปเรียกร้องได้ แต่เขาก็ไม่ฟังเสียงเราเหมือนเดิม ระบบการเมืองที่ผ่านมาไม่เอื้อประโยชน์กับคนจน ไม่ว่าใครจะมาเป็นก็ตาม อาจจะต่างกันเรื่องเสรีภาพในการเรียกร้อง การเข้าไปหา การสื่อสารก็ไม่ถูกจำกัด นักข่าวก็ไม่ถูกจำกัดสิทธิ เราอยากพูดอะไรก็พูดได้ ไม่ถูกควบคุม ช่วงประชาธิปไตยมีเสรีภาพในการนำเสนอประเด็นปัญหา มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การเรียกร้อง การเดินขบวนทำได้ ถึงเราจะเรียกร้องแล้วไม่ได้รับการแก้ไขแต่ก็มีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ช่วงรัฐประหารนี้แม้จะนำเสนอได้แต่ก็มีข้อจำกัด หากมีการเลิกจ้างจะไปเรียกร้องก็ไม่ได้เพราะมี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ที่จำกัดสิทธิเอาไว้ จะนำเสนออะไรก็ต้องระมัดระวังเยอะ ไม่มีอะไรที่ดีเลย ประชาธิปไตยมันดีเพราะมีเสรีภาพในการแสดงออก ถึงรัฐบาลจะแก้บ้างไม่แก้บ้างแต่ก็ไม่มีอะไรที่รุนแรงต่อกัน

“ตอนนั้นเรายังคุยกัน ยังมีกฎหมายอะไรเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ยังมีประโยชน์ต่อประชาชน การเรียกร้องอะไรก็ไม่ลำบาก ไม่ถูกบังคับ ไม่มีกรอบ ไปตามปกติ ไปยื่นหนังสืออะไรก็ทำได้ ไม่มีการจำกัดสิทธิ แต่ช่วงนี้มีการจำกัดสิทธิเยอะกว่า ทหารใช้อำนาจเบ็ดเสร็จทำให้ลำบากกว่าเดิม แล้วยังไม่ฟังเสียงประชาชนอีกเพราะเขาถือว่ามีอำนาจ ไม่ฟังเสียงคนเห็นต่าง”

แน่นอนว่าการชุมนุมใหญ่ในแต่ละครั้งไม่ได้มีแค่กลุ่มแรงงาน แต่มีหลายขบวนและมากชีวิตปัจเจกที่ไปร่วมหัวจมท้ายบนท้องถนน แต่ในฐานะของผู้นำแรงงาน เธอคิดว่าจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่เธอไม่ได้เลือกแต่ละครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่เธอและพี่น้องเอาความฝันไปแลกมา

“มันไม่ได้มีแค่แรงงานนะที่เข้าไป กลุ่มไหนๆ ก็เข้าไปทั้งนั้น ที่เราเข้าไปก็หวังการเปลี่ยนแปลง อยากไปรื้อระบบทางการเมืองให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ใครมาเป็นนายกฯ ก็อยากให้ฟังเสียงประชาชน อยากให้แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง ที่ทำกิน สิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรม การออกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อคนจน ก็มีความหวัง นี่เป็นหลักใหญ่ที่คนเข้าไปร่วมต้องการ สุดท้ายคนที่มีอำนาจ คนที่มีเงิน ก็ยังมีอำนาจในการต่อรองเยอะกว่าคนจน ทั้งที่คนที่ออกไปเคลื่อนไหวแม้จะมีชนชั้นกลางแต่ก็มีคนรากหญ้าด้วย

“ก็ได้บทเรียนในการต่อสู้ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแต่มันก็ไม่เกิด กลายเป็นผู้มีอำนาจมาก คนมีเงินเยอะ ก็ครองอำนาจนั้น คนยากคนจนก็ลำบากเหมือนเดิม สุดท้ายประชาชนก็ต้องกลับมามองตนเองว่าจะพึ่งตัวเองอย่างไร ต้องกลับมาทบทวนว่าจะพึ่งพาตัวเองอย่างไร คิดถึงอนาคตว่าจะมีตัวแทนไปเป็นปากเป็นเสียงแทนเราอย่างไร ต้องคิดไปไกล ไปอาศัยเขาเกาะนั่นนี่ก็ไม่ได้หากเราไม่มีตัวแทนเข้าไปในสภา การตัดสินใจต่างๆ นานาก็เป็นเรื่องของกลุ่มใครกลุ่มมันตลอดเวลา แล้วมันจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร”

ในวันที่ไม่มีหัวโขน วิไลวรรณ แซ่เตีย กลับบ้านเกิดไปเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้าน ขณะที่ปัญหาของพี่น้องแรงงานก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น 11 ปีผ่านไปหลังรัฐประหารครั้งนั้น และเข้าปีที่ 3 หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด ความฝันที่ถูกนำไปเททิ้งระหว่างทางเรียกว่าความอกหักซ้ำซากได้ไหม เธอตอบว่าใช่

“ใช่ ก็เป็นธรรมดา ตอนเข้าไปทุกคนก็มีความหวัง อยากเห็นสิ่งที่ดีขึ้น พอเป็นแบบนี้ก็ผิดหวัง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากเห็น”

...

Jittra Cotchadet อ่านกันเอาเองเถอะ แก่ๆกันหมดแล้ว

Surang Kummamoon ไม่ต้องบ่นแล้ว คุณหมดสิทธิ์นั้นแล้ว ผลการกระทำของพวกคุณเอง ผลของการไม่รู้กฏกติกา เอาแต่ใจตัวเอง จึงเป็นเช่นนี้แล ต่อไปนี้ก็ตัวใครตัวมัน อย่าหวังพึ่งรัฐบาลนี้เลย อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ค่ะพี่น้อง

สมหมาย เลาะริมบึง เมื่อมีการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเห็น วิไลวรรณ ทุกครั้ง

Somjai Sungstamp คุณวิไลวรรณ ก็มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องตามบทโฆษณาปฏิรูปก่อนเลือกตั้งมิใช่เหรอ? ... ปรี๊ดดดๆๆๆ ฮา! .

ooo




มูลนิธิรำลึกเหตุการณ์เคลื่อนไหวประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม 1980 ณ.เมืองกวางจู( 5.18) ติดป้ายรูป"ไผ่ ดาวดิน"เจ้าของรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจู" ประจำปีนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัตินักต่อสู้







มูลนิธิรำลึกเหตุการณ์เคลื่อนไหวประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม 1980 ณ.เมืองกวางจู( 5.18 기념재단 5.18紀念財團) ติดป้ายรูป"ไผ่ ดาวดิน"เจ้าของรางวัลสิทธิมนุษยชนกวางจู"(광주이권상 光州人權賞)ประจำปีนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัตินักต่อสู้ ยกย่องเป็นบุคคลสำคัญ ไว้ภายในอาคารมูลนิธิ ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลที่อายุน้อยที่สุด

#FreePai


Sa-nguan Khumrungroj

ooo

บทเพลงของสามัญชน (Acoustic Version) - ไฟเย็น [Official MV]





https://www.youtube.com/watch?v=ZZFOf7PqUY8

Faiyen Band
Published on Jan 15, 2016

รถไฟจีนคุณภาพต่ำ คำถามที่นายกไม่อยากตอบ




รถไฟจีนคุณภาพต่ำ คำถามที่นายกไม่อยากตอบ

สำนักข่าวจีนเผยรัฐบาลไทยรับปากสร้างรถไฟจีนในเดือนตุลา รอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ส่วนเวียดนามตัดสินใจเลื่อนทดลองวิ่งรถไฟจีนออกไป หลังจากธนาคารจีนเบี้ยวไม่ปล่อยเงินกู้ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งที่เคยรับปากว่าจะให้เงินก้อนนี้ตั้งแต่มีนาคมแล้ว เผยจีนสร้างรถไฟช้าทำงบก่อสร้างบานปลายจาก 500 ล้านเหรียญสหรัฐเป็น 800 ล้าน โดยกระบวนการก่อสร้างมีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุสูงจนประธานาธิบดีเวียดนามวิจารณ์ว่าทำให้ปัญหาจราจรเสื่อมทราม ขณะนายกไทยเลี่ยงตอบคำถามสื่อเรื่องรถไฟจีนคุณภาพต่ำช่วงกลางสัปดาห์

ที่มา Overview -Voice TV


ตำรวจ มะเขือเทศ พา"ปู"หนี?? 'ประวิตร' เผยรู้ตัวคนบงการพา 'ยิ่งลักษณ์'หนีแล้ว



https://www.facebook.com/WassanaJournalist/videos/1578010618924057/

ดู...หน้า บิ๊กแป๊ะ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ตอนที่ นักข่าวถาม บิ๊กป้อม ว่า แสดงว่า ตำรวจ มะเขือเทศ ก็ยังมีอยู่ สิ?

หลัง มีหลักฐาน และคำสารภาพ ชัดว่า ตำรวจ พา"ปู"หนี??

อ้าวววว !! นักข่าว มะเขือเทศ ก็มีเยอะ!!

กลายเป็น ฮาาาาา ไป!!!


Wassana Nanuam

ooo

'ประวิตร' เผยรู้ตัวคนบงการพา 'ยิ่งลักษณ์'หนีแล้ว





'ประวิตร' เผยรู้ตัวคนบงการพา 'ยิ่งลักษณ์'หนีแล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เผยรู้ตัวคนบงการพา อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ หนีออกนอกประเทศแล้ว โดยไปพร้อมกับเลขาส่วนตัวและเปลี่ยนรถถึง 3 คัน ข้ามแดนที่อรัญประเทศ

ที่มา Voice TV

ooo

Thai police say they have car ex-prime minister used to flee


By THE ASSOCIATED PRESS BANGKOK via ABC News
Sep 22, 2017


Thai police on Friday were examining a car they believe was used to help former Prime Minister Yingluck Shinawatra flee the country ahead of a court verdict that could have seen her jailed for a decade.

Yingluck, whose government was overthrown in a military coup in 2014, has not been seen since she failed to turn up for the Aug. 25 verdict and there has been no confirmed information about her whereabouts. Yingluck is accused of negligence in overseeing a money-losing rice subsidy program that critics say was riddled with corruption. She faces up to 10 years in prison if convicted of the charges, which she denied and said were politically motivated.

Investigators have suggested Yingluck traveled by land into Cambodia and then by air to a third country, perhaps to Dubai to join her brother Thaksin Shinawatra, another former prime minister whose government was toppled in a 2006 military coup and who faces a jail term if he returns to Thailand.

Police said late Thursday that they used surveillance camera footage from the border province of Sa Kaeo to track down a Toyota Camry believed to have carried Yingluck to the border. The car was found in Nakhon Pathom province, just outside Bangkok. Police said they were still trying to confirm their theory that Yingluck left her home two nights before the verdict, switched vehicles in an outlying suburb and then continued on to the Cambodia border.

Pol. Gen. Srivara Ransibrahmanakul, a deputy police commissioner, said he was unable to publicly confirm that Yingluck had fled through Cambodia because doing so at this time could affect international relations.

He also said three of his officers had been questioned on suspicion of helping Yingluck flee, but they would not be charged with criminal offenses because there was no warrant for her arrest at the time.

"We will keep investigating until police can conclude the case," he said.

Thailand's ruling military junta had stepped up security ahead of last month's expected verdict as thousands of Yingluck's supporters traveled from around the country to the court. Yingluck never appeared though, instead sending her lawyers with a statement saying she could not attend due to an earache. The court didn't buy the excuse and issued a warrant for her arrest. The verdict was postponed until Sept. 27.

The junta faced a quandary with what to do with Yingluck, who became Thailand's first female prime minister when her party swept elections in 2011 and remains popular among the rural and working class voters who powered her family's political machine to victory in every national election since 2001. Unlike past leaders ousted in the coup-prone country, Yingluck had refused to flee and instead vowed to remain in the country to fight any charges against her.

Acquitting Yingluck risked alienating those in the powerful protest movements that in late 2013 and early 2014 seized government buildings and disrupted snap elections, setting the stage for the military to stage the coup. Jailing Yingluck threatened to turn her into a martyr and set the stage for a new era of upheaval and mass protests. That has led to speculation that the junta may have been aware of Yingluck's intention to flee and allowed it to happen, though the junta has denied it.

วันศุกร์, กันยายน 22, 2560

ม็อบไม่ใส่เส้นโดนสยบให้ครบทุกข้างเสียบ้าง แต่ว่า 'ภู่นัมพ์ไฮเทค ๔.๐' ก็ยังต้องโดนเพ่งเล็งแน่ๆ

พอเจอเข้าบ้าง ๕๒๒ ล้าน สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อเผด็จการทางทหาร ทวงบุญคุณ ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วไหมล่ะ

“ผมภูมิใจกับที่ได้ทำหน้าที่ หากไม่มีวันนั้นก็คงไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้”

จากโคว้ต @WakeUpNewsTH 7.00 น. 22 กย. ที่ว่าเป็นคำของหนึ่งใน ๑๓ แกนนำ พธม. ในคดีร่วมกันยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปี ๒๕๕๑ เพื่อกดดันรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยทักษิณ ชินวัตร

คดีนี้เป็นความเสียหายทางแพ่งต่อการท่าอากาศยาน (ที่ กษิต ภิรมย์ บอกว่า “อาหารดี ดนตรีเพราะ” นั่นละ)ธนาคารแห่งประเทศไทยวิเคราะห์ประเมิน (ในปีต่อมา) เป็นมูลค่า ๒.๙ แสนล้านบาท ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ตัดสินไว้แล้ว มาถึงตอนนี้จะหมดอายุความพวกจำเลยพยายามยื่นฎีกาแต่ไม่ทัน

โดยศาลฎีกายกคำร้องของจำเลยแล้วสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อ “บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นเงิน ๕๒๒,๑๖๐,๙๔๗.๓๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี (นับเวลาตั้งแต่วันที่ ๓ ธ.ค. ๕๑ เป็นต้นไป) จนกว่าจะชำระเสร็จ”

ยังมีคดีกรรมเดียวกัน ต่างข้อหาอีก ๒ คดี คือ “คดีที่บริษัท วิทยุการบิน ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า ๑๐๓ ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยรอยละ ๗.๕ ต่อปี คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง”

กับคดีอาญา “ข้อหาร่วมกันก่อการร้ายฯ จากการปิดสนามบิน ที่มี พล.ต.จำลอง นายสนธิ พร้อมด้วยมวลชนรวม ๙๖ คน ศาลอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ ซึ่งมีนัดครั้งต่อไปในวันที่ ๙ มี.ค. ๒๕๖๑ หลังการสืบพยานนัดแรกเกิดขึ้นในเดือน ต.ค. ๒๕๕๙”



เป็นที่น่าแปลกใจกันอยู่เหมือนกันว่าไฉน ม้อบมีเส้น กลายเป็น ม็อบเกาเหลา (ไม่ใส่เส้น - ขอยืมคำของ Thanapol Eawsakul เอามาใช้หน่อย) ไปได้

ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นเพราะประยุทธ์และ คสช. เตรียมผันตัวเองจาก ตาอยู่ ฉวยโอกาส ไปเป็นกาฝากรากงอก พยายามจะทำให้ดูสมจริงว่าเป็นผู้ห้ามทัพปราบยุคเข็ญ เลยต้องสยบให้ครบทุกข้างเสียบ้าง หลังจากกลยุทธ์เขียนรัฐธรรมนูญใหม่หมกอำนาจให้อยู่ยาว ด้วยบทวิเศษ นายกฯ คนนอกและยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เริ่มผลิดอกออกพวง

จะเห็นได้ว่าล่าสุดนี่ ประยุทธ์พยายามทำตัวเป็นภู่นัมพ์ ๔.๐ ไปพูดที่อิมแพ้คเมืองทองเรื่อง ดิจิทัล บิ๊กแบง 2017’ เป็นคุ้งเป็นแคว “เปลี่ยนโฉมประเทศด้วยดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น” งี้ “ใช้ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด...เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” งั้น

ใช้ศัพท์แสงเก๋ไก๋ “ฟรีวายฟาย” เอย “พ้อยออฟเซล” อะ “อี-คอมเมิร์ช” ก็มี (ไม่ใช่ ไอ้นะ) “สม้าร์ทฟาร์เมอร์” ก็มา แล้วยัง “อินเตอร์เน็ตออฟติงส์” ซะอีก ประมาณว่าฟังแล้ววิงเวียนพอดูละ ไม่เชื่อไปอ่านที่ ประชาไท เขาถอดความไว้แล้วกัน


คิดจะสร้างนักรบไซเบอร์เป็นพันๆ คน ไว้ต่อกรกับชาวโลกน่ะ ศักยภาพของบุคคลากรด้านนี้อาจพอถูไถไปได้ แต่ ‘directions’ หรือทิศทางในการดำเนินงานถ้ายังถอยหลังอย่างเผด็จการอยู่ไม่คลายละก็ ป่วยการ ชาวโลกเขาจับได้วันยันค่ำ

ดูแต่ด้านชั้นเชิงการคลัง ที่ว่าไทยเจ๋งนักหนา รัฐบาลทหารถึงได้จับจ่ายมือเติบ ทุ่มหายละลายแม่น้ำไปไม่รู้เท่าไหร่แล้วนั่น ก็ยังตีอกชกลมอยู่ได้ว่าคลังไทยนั้นมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เหลือหลาย แต่นี่มีคนเขาออกมาเผยไต๋ ว่าไตแลนเดีย เนี่ยนักปั่นเงินตัวยง

บทความของกรรมการสมัชชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายแบร๊ด ดับเบิ้ลยู เซ็ทเซอร์ ตีพิมพ์เมื่อวานนี้ (๒๑ กันยา) เอ่ยถึงกรรมวิธีของประเทศในเอเซียที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นจีน ไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ ปั่นค่าของเงินตราสกุลของตนให้ดูอ่อนเปลี้ยกว่าเป็นจริงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์

กระทรวงการคลังสหรัฐกำหนดมาตรฐานในสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศในเอเซียไว้ ๓ ประการ เพื่อวินิจฉัยว่าประเทศนั้นๆ มีพฤติกรรม “อัดฉีดขยายการปฏิสัมพัทธ์สองฝ่าย” หรืออีกนัยหนึ่งที่เข้าใจง่ายก็คือ การ ปั่นค่า ได้แก่

“ ๑.การแทรกแซง (โดยทุ่มซื้อ) ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เป็นจำนวนเกินกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ๒.บัญชีสะพัดเกินดุลกว่า ๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และ ๓. ดุลสินค้าระหว่างสองประเทศได้เปรียบสหรัฐเกิน ๒ หมื่นล้านดอลลาร์”


เหล่านี้นายเซ็ทเซอร์อ้างว่าประเทศที่เข้าข่ายปั่นค่าเงินจนเกินไปมากกว่าใครๆ คือ ไทยแลนด์ซึ่งกระทำการตามสองข้อแรกแล้วอย่างชัดแจ้ง หลังจากที่ลดค่าเงินบาทเมื่อปี ๒๕๕๘ ทำให้การค้าเกินดุลสูงกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้เขียนบอกว่านี่ยิ่งกว่าเยอรมนีและเกาหลีในเวลานี้เสียอีก

ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานั้นไทยเข้าไปแทรกแซงในอัตราสุงกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในช่วง ๑๒ เดือนที่ผ่านมา ทำให้เงินทุนสำรองของไทยแข็งขึ้นตลอดเดือนกรกฎาและสิงหาคม และเชื่อว่าจะไม่หยุดแค่นี้ ไตรมาสที่สามของปีนี้จะยังคงปั่นต่อไป


ยังไม่หมด เกี่ยวกับมาตรฐานความพอใจเป็นคู่ค้าของสหรัฐ ในข้อสาม เรื่องมูลภัณฑ์สินค้าเกินดุลต้องไม่สูงกว่า ๒ หมื่นล้านดอลลาร์ ประเทศไทยเฉียดเข้าไปแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ ๑ หมื่น ๙ พันล้านดอลลาร์ ขึ้นไตรมาสใหม่ปีหน้า คงต้องโดนเพ่งเล็งแน่ๆ

เช่นนี้ ด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คงต้องบอกว่า ชั่งหัวมัน อเมริกันไม่ใช่พ่อง แต่อ๊ะ คิดอีกที ก็ที่ประยุทธ์พยายามทำตัวเป็นภู่นัมพ์ไฮเทค ๔.๐ นี่มิใช่อยากค้ากับอเมริกาและตะวันตกหรอกหรือ

ที่อยากไปคุยกับทรั้มพ์ รอแล้วรออีกเป็นแม่สายบัว ก็ด้วยเป้าหมายตรงนั้นใช่ไหมล่ะ หลังๆ นี่ถึงได้พล่ามนักพล่ามหนาว่า ไอ (ไม่มีไม้โท) ก็ประชาธิปไตยนะเฟ้ย แค่ไม่ต้องเลือกตั้งเท่านั้น (อย่างที่ระดับบิ๊กในกระทรวงต่างประเทศอังกฤษเขาแกล้งแซว อจ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นั่นไง)

นั่นละจะพาลหมดหวังกับอเมริกาเหมือนที่กำลังย่ำแย่อยู่กับประชาคมยุโรปอีกนะลุงตูบ อย่างเรื่องประมงที่เป็นจุดแข็งการค้าข้ามทวีปไทย-อียู ที่บังเอิญมาแป้กในช่วงสองสามปีมานี้ด้วยปัญหาแรงงานทาส บวกกับอียูเขาตั้งแง่ว่ารัฐบาลเผด็จการทหารคือต้นเหตุของคนในเครื่องแบบเป็นมาเฟียเสียเอง เจรจาหลายรอบไม่ลงล้อคเสียที

แล้วนี่สมาคมประมงไทยมา “เดินหน้าต่อต้านอียู” กันใหญ่อีก แทนที่จะต่อต้านรัฐประหาร ปิดตลาดเหมือนพันธมิตรฯ ปิดสนามบินงั้นเหรอ


นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมฯ อ้างเหตุผลวกวนว่า อียูตั้งแง่มากเกินไปด้วยเงื่อนไขการเมืองระหว่างประเทศ “หากเอาอียูเป็นตัวตั้งก็ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน” เป็นเงื่อนไขให้รังเกียจรัฐบาลทหาร

หนุนกันสุดๆ ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมว่ารัฐบาลทหารไทยเนี่ย คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติจัดอยู่ในพวกเดียวกับกลุ่มประเทศ “วิปลาส สวนทางโดยสิ้นเชิงกับกฎบัตรและสปิริตของสหประชาชาติ” ด้วยการข่มขู่ คุกคาม และแก้เผ็ดต่อประชากรของตนที่ “ร่วมมือกับยูเอ็นในประเด็นสิทธิมนุษยชน”

“นักกิจกรรมที่ถูกรังแก มีทั้งต้องออกจากงาน บุกบ้าน ห้ามออกนอกประเทศ อายัดบัญชีธนาคาร หลายกรณีมีการกักขังตามอำเภอใจ ทรมาน ลวนลามทางเพศ หรือกระทั่งข่มขืน”


นายมงคลยังบอกด้วยว่าประเทศไทยไม่มีความจำเป็นจะต้องส่งออกอาหารทะเลไปอียู เวลานี้สมาคมประมงพร้อมจะใส่เสื้อดำประท้วงอียู ที่ทำให้ “ภาคประมงได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัสมานานสองปี”

อ้าว ที่สาหัสไม่ใช่เพราะอียูเข้มงวดการนำเข้าอาหารทะเลไทยหรอกหรือ ก็ถ้าไม่จำเป็นต้องขายอียูแล้วมันเดือดร้อนได้อย่างไร

หรือว่าที่เดือดร้อนนั่นรัฐบาลทหารตะหากที่เสียหน้าว่าขาดน้ำยา ประธานประมงเลยต้องออกมาชวนกันกู้หน้าให้ คสช.

นิคเคอิเอเชียนรีวิว แฉการก่อสร้างรถไฟฟ้าจีนในเวียดนาม ‘ด้อยคุณภาพ’ ‘ล่าช้า’ ‘งบบานปลาย’



China-backed infrastructure projects have caused public discontent in Hanoi by adding to congestion. (Photo by Ken Kobayashi)


China's projects in Vietnam earn reputation for poor quality, delays


Hanoi stuck with rising costs on 'cheap' projects with poor expectancies

September 20, 2017
Source: Nikkei Asian Review


HO CHI MINH CITY -- Hanoi's first elevated railway line has had its trial run in September cancelled without an alternative being proposed by the builders from China.

On Monday, Vietnamese authorities told reporters that further work on the project is not possible until China disburses $250 million in official development assistance (ODA) promised last year.

Construction of the Vietnamese capital's first urban railway was planned to run as a project from 2008 to 2013 at a cost of some $552 million with $419 million loaned from China.

Ground was not broken until 2011. Costs were then projected to run to $868 million by 2016 with an additional $250 million pumped in by Chinese lenders. The final disbursement is now due in March, but complicated procedures applied by China Eximbank have hindered the Chinese consortium headed by China Railways Sixth Group.

The delayed test run is the latest problem on the controversial project, which has been dogged by accidents, fatalities, and injuries to passersby.

Poor quality materials, faulty installations, and untrained workers have raised safety concerns. During his first official visit to Beijing, Prime Minister Nguyen Xuan Phuc said the slow pace of work and accidents have among other things contributed to congestion in Hanoi, causing public dissatisfaction. There are plans to ask the Chinese embassy to work with the consortium on ameliorating the situation.

The Hanoi metro has been seized upon by critics as a prime example of problematic China-backed projects. Surveys suggest most projects suffer from quality concerns, delays, and cost overruns. These include: the $69 million My Dinh National stadium in Hanoi; the $360 million steel complex expansion in Thai Nguyen province; the $264 million iron and steel mill in Lao Cai Province; a $1.4 billion bauxite-alumina project in the central highland; waste-treatment and energy-related projects; and a number of textile factories.

Common to all the projects were low bids and cheaper cost of investment arrangements. According to Pham Chi Lan, a Vietnamese economic analyst, this will turn out to be very expensive in the long run -- costs will continue escalating for low quality results.

Mistakes, shoddy work, obsolete machinery, and accidents have become commonplace, causing a general loss of confidence in China-backed projects. Many are being reappraised, including 12 under the ministry of industry and trade.

Viwasupco, a company implementing a water supply project in Hanoi, last year cancelled a contract with China's Xinxing Ductile Iron Pipes, a supplier for the second phase of a pipeline on the Da river. The company quoted 10% below the approved amount for the project, which is intended to supply clean water to nearly 200,000 households. The contract cancellation followed 17 pipeline fractures on the first phase.

In the northern province of Quang Ninh close to the border with China, a Chinese ODA offer of $300 million for a highway project was turned down because local contractors could do the work better.

The thirst for capital has nevertheless spurred some local investors to disregard public sentiment and take on Chinese partners. Geleximco, a local import-export company, and its Chinese partner, Sunshine Kaidi New Energy Group, last month submitted a joint proposal for approval in principle to develop the multibillion-dollar Long Thanh International Airport near Ho Chi Minh City as a public-private partnership. The companies promised to finish work in three to five years at "the lowest possible cost" for a new airport.

The proposal has been heavily debated, and the government has been urged to be selective with investors, particularly with so much capital at stake. Economist Ngo Tri Long told reporters that Vietnam needs to learn its lessons without prejudice from past experiences with Chinese investors.

Vietnam's defense ministry also raised national security concerns after the country's two main airports, along with the website of flag-carrier Vietnam Airlines, were attacked last year by hackers believed to be from China. China's forceful tactics in the disputed South China Sea have also not gone down well.

(Nikkei)


น่าอาย... UN จัดไทยเป็น 1 ใน 29 ประเทศ เข้าพวกประเทศที่รังแกนักปกป้องสิทธิ


...





คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจัดไทยเข้าพวก ‘ประเทศรังแกนักเคลื่อนไหวติดต่อกับยูเอ็น’ ทั้งบุกบ้าน กักขัง ห้ามออกนอกประเทศ อายัดบัญชีธนาคาร ร่วมกลุ่มบุรุนดี รวันดา ซูดาน

รายงานระบุว่า มี 9 ประเทศในกลุ่มนี้ที่เป็นสมาชิกปัจจุบันในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนซึ่งประกอบด้วย 47 ประเทศอยู่ด้วย นั่นคือ 
บุรุนดี 
อียิปต์ 
รวันดา 
คิวบา 
เวเนซุเอลา 
จีน 
อินเดีย 
ซาอุดีอาระเบีย และ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อีก 20 ประเทศในรายงาน คือ 
แอลจีเรีย 
บาห์เรน 
เอริเทรีย 
ฮอนดูรัส 
อิหร่าน 
อิสราเอล 
มอริเตเนีย 
เม็กซิโก 
โมร็อกโก 
เมียนมา 
โอมาน 
ปากีสถาน 
เซาท์ซูดาน 
ศรีลังกา 
ซูดาน 
ทาจิกิสถาน 
ประเทศไทย 
ตุรกี 
เติร์กเมนิสถาน และ
อุซเบกิสถาน

นักกิจกรรมที่ถูกรังแก มีทั้งต้องออกจากงาน บุกบ้าน ห้ามออกนอกประเทศ อายัดบัญชีธนาคาร หลายกรณีมีการกักขังตามอำเภอใจ ทรมาน ลวนลามทางเพศ หรือกระทั่งข่มขืน

ที่มา Voice TV

(https://news.voicetv.co.th/world/525706.html)