วันอาทิตย์, กรกฎาคม 31, 2559

ไอเดียเจ๋งๆ ไม่ว่าใครก็สามารถเปลี่ยนโลกได้





ที่มา FB

มนุษย์กรุงเทพฯ

“หลังจบปริญญาตรีจากสถาปัตย์ จุฬาฯ ผมทำงานบริษัทเป็นสถาปนิกอยู่ปีครึ่ง เป็นฟรีแลนซ์อยู่เกือบปี แล้วไปเรียนต่อเกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างผิวบางที่ประเทศเยอรมัน 2 ปี ถ้าตรงสาย จบมามักทำงานสเกลใหญ่ กับห้าง สนามกีฬา สนามบิน ยกตัวอย่างเช่น หลังคาสีขาวๆ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผมชอบสิ่งที่เรียนนะ มันทั้งคำนวณและออกแบบ แต่ระหว่างเรียนผมคุยกับตัวเองว่า สิ่งที่เรียนจะให้ประโยชน์กับใคร ราคาก่อสร้างค่อนข้างสูง เพื่อให้คนอยู่ใต้หลังคาได้ความร่มเย็น เราต้องใช้เงินขนาดนี้เลยเหรอ

“พอเรียนจบ แฟนผมไปทำงานออฟฟิศเล็กๆ ที่รับออกแบบความเป็นอยู่ในอนาคต ผมเลยได้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ที่นั่น ระหว่างนั้นก็ส่งพอร์ทไปตามออฟฟิศงานโครงสร้าง วิธีทำงานของบริษัทที่แฟนทำ คือการคุยกัน ทุกๆ ประโยคที่พูดจะคิดถึงคุณภาพชีวิตคน ตอนเรียนผมก็คิดนะ แต่คิดเฉพาะคนอาศัยในอาคารที่เราออกแบบ แต่นี่คิดเป็นเมือง คิดในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับทุกคน มันน่าตื่นเต้นมาก แล้วมันมีคนจ้างทำงานด้วย ผมเลยอินทางนี้แล้ว พอมองย้อนมาบ้านเรา ยังไม่มีสถาปนิกที่ออกแบบเมืองจริงๆ จังๆ เลย ผมตัดสินใจว่าไม่สมัครงาน แล้วชวนแฟนกลับมาเมืองไทย

“สองปีก่อน ผมเริ่มจากทำโปรเจ็คต์ชื่อว่า ‘Snake’ ไปเสนอผู้ใหญ่ใน กทม. เป็นขนส่งสาธารณะที่สามารถเข้าไปในซอย ซอยย่อย จนไปถึงหน้าบ้าน พาหนะคล่องตัวเท่ามอเตอร์ไซค์ แต่ขนคนได้เหมือนรถไฟ โปรโตรไทป์ไม่ได้ดีที่สุดหรอก มันปรับเปลี่ยนได้ แต่ผมอยากเสนอไอเดียว่ากรุงเทพฯ ควรมีขนส่งสาธารณะที่ไปถึงหน้าบ้าน ผู้ใหญ่คนนั้นบอกว่า ‘คุณไฟแรงเกินไป มันมีอะไรซับซ้อนอีกเยอะ ที่ทำให้เป็นไปได้ยากในเมืองที่เรียกว่า กรุงเทพฯ’

“พอเสนอโปรเจ็คต์แล้วไม่เวิร์ค ผมเปลี่ยนมาเริ่มจากงานสร้างความคิดคน ปีที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานกับ TCDC ที่เชียงใหม่ ทำเวิร์คช็อปให้เด็กมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาออกแบบเมือง ทั้งคณะสถาปัตย์ นิเทศศิลป์ การท่องเที่ยว บริหาร ฯลฯ เสียงตอบรับค่อนข้างดี ผมเลยทำเวิร์คช็อปมาเรื่อยๆ ถือว่าเริ่มต้นจากการออกแบบความเข้าใจให้ผู้คนก่อน”

“ไม่ว่ายุคไหน ใครๆ ก็พูดถึงการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเมืองกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น แต่เวลาผ่านไป ก็ยังเห็นการเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิด เช่น มอเตอร์ไซค์วิ่งบนฟุตบาทจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว คุณมีความหวังกับเรื่องนี้แค่ไหน”

“สร้างจรวดบินขึ้นไปบนดวงจันทร์ยังทำได้เลย แค่ทำให้มอเตอร์ไซค์ไม่วิ่งบนฟุตบาท ผมว่าง่ายกว่านะ (เงียบคิด) ถามว่าทำยังไง ผมคงตอบไม่ได้ การออกแบบเมืองไม่ใช่แค่รัฐจัดการด้วยกฎหมาย หรือโยนให้สถาปนิกเป็นคนออกแบบ แต่ทุกคนต้องช่วยกันคิด มันเป็นเรื่องระยะยาวมากๆ แต่ผมเชื่อว่าเป็นไปได้”

----- ----- -----

ขอแค่มีไอเดียเจ๋งๆ ไม่ว่าใครก็สามารถเปลี่ยนโลกได้

ร่วมเสกไอเดียเปลี่ยนโลกกับโครงการ “iCARE Awards 2016" ภายใต้ 3 หัวข้อ คือ มิตรภาพสร้างได้ในสังคมเมือง (Building a Sense of Neighbourhood in Urban Living) เสริมภูมิคุ้มกันให้จิตวัยใส (Youth Mental Wellness) เพื่อชีวิตที่ดีกว่าสำหรับเพื่อนสัตว์ (In Harmony and Care for Animals)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.icareawards2016.com


ooo






“ผมไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่อายุ 15 จนอายุ 30 กว่าถึงกลับมาเมืองไทย ตอนอยู่ที่นั่น Public Library มีอยู่ทุกเมือง เข้าฟรี ยืมได้ หนังสือมีความหลากหลาย และบรรณารักษ์ฟังความต้องการของผู้ใช้บริการ ผมเคยอยากอ่านหนังสือชื่อ The Kissinger's Transcript เป็นบทสนทนาระหว่าง Kissinger กับ Mao Zedong เล่มหนา ราคาแพง เลยไปบอกกับบรรณารักษ์ เป็นแหม่มสูงอายุท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดี เขาถามผมว่า 'คุณคิดว่าคนอื่นจะชอบเล่มนี้ไหม' ผมก็ค่อยๆ อธิบายว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร มันน่าสนใจนะ แกก็ฟัง แล้วตอบกลับว่า 'โอเค ซื้อ'

“คนมาใช้บริการ Public Library หลากหลายมาก ทั้งโปรเฟสเซอร์หัวรุงรังมานั่งค้นคว้า โฮมเลสก็มา ซึ่งหน้าเหมือนโปรเฟสเซอร์เลย เขามาอ่านหนังสือ พอง่วงก็หลับตรงโต๊ะนั่นแหละ โฮมเลสจะมีกลิ่นตัว คนมาใช้บริการจะนั่งห่างๆ ผมเองก็ไม่ได้นั่งใกล้ แต่การใช้บริการเป็นสิทธิของเขา เลยไม่มีใครกล้าไปไล่

“พอกลับมาเมืองไทย เงินในกระเป๋าส่วนหนึ่งของผมหายไปกับค่าหนังสือ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินมาซื้อได้บ่อยๆ ไง พอไม่มี เขาเลยไม่ได้ซื้อ ทำให้เขาไม่ได้อ่าน ผมว่ากรุงเทพฯ ควรมี Public Library ให้เยอะกว่านี้ ที่มีอยู่บ้างเช่น TK Park, TCDC, Neilson Hays ที่อื่นมักเป็นหนังสือที่ถูกโละมา ผมว่าหนังสือในห้องสมุดควรมีความหลากหลาย และเป็นหนังสือที่ชวนให้ตั้งคำถามกับอำนาจด้วย”

----- ----- -----

ขอแค่มีไอเดียเจ๋งๆ ไม่ว่าใครก็สามารถเปลี่ยนโลกได้

ร่วมเสกไอเดียเปลี่ยนโลกกับโครงการ “iCARE Awards 2016" ภายใต้ 3 หัวข้อ คือ มิตรภาพสร้างได้ในสังคมเมือง (Building a Sense of Neighbourhood in Urban Living) เสริมภูมิคุ้มกันให้จิตวัยใส (Youth Mental Wellness) เพื่อชีวิตที่ดีกว่าสำหรับเพื่อนสัตว์ (In Harmony and Care for Animals)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.icareawards2016.com

ooo




แจ้งจับ 'สายล่อฟ้า' คอลัมนิสต์ไทยรัฐ ชี้นำให้คนรับ รธน. ผิด พรบ.ประชามติ





ภาพจากมติชน
ที่มาเรื่อง ประชาไท

Sat, 2016-07-30

นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เข้าแจ้งความกับตำรวจ ระบุคอลัมนิสต์นามปากกา “สายล่อฟ้า” คอลัมน์กล้าได้กล้าเสีย นสพ.ไทยรัฐ เขียนบทความมีเนื้อหาชี้นำให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ม. 61

30 ก.ค. 2559 มติชนออนไลน์ รายงานว่าเมื่อเวลา 10.30 น. ที่สน.พหลโยธิน นาย นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ ฑีฆะบุตร รองสารวัตร(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อแจ้งความดำเนินคดี กับคอลัมนิสต์ ที่ใช้นามปากกา “สายล่อฟ้า” เขียนในคอลัมน์กล้าได้กล้าเสียหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยนายนรินท์พงศ์ระบุว่า เนื้อหาภายใน เป็นข้อความชี้นำ ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ในการลงประชามติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ในข้อหาผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 โดยได้นำเอกสาร เป็นคอลัมน์ดังกล่าวที่ตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 28กรกฎาคม 2559 พร้อมทั้งสำเนา มอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานด้วย

นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ตนมาแจ้งความเอาผิดกับคอลัมนิสต์ดังกล่าว เนื่องจากได้เขียนคอลัมน์ หัวข้อ”คว่ำรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด” โดยอ้างเนื้อหา 6 ข้อ ที่ระบุว่าเป็นสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุเหตุผลว่าสาเหตุที่นักการเมือง หลายคนออกมา ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเพราะต้องการเอื้อประโยชน์ในการทุจริตของตนเอง โดยสาระสำคัญในการเขียนคอลัมน์ดังกล่าวสรุปได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นสิ่งดี สามารถปราบนักการเมืองที่โกงและทุจริตได้อย่างแท้จริง และยังระบุด้วยว่าหากประชาชนรับร่างฯนี้ นักการเมืองที่โกงก็จะหมดไป ซึ่งในความเป็นจริงหากได้ศึกษาตัวบทของของร่างรัฐธรรมนูญนี้ อย่างแท้จริง ทั้ง 6 ข้อที่คอลัมนิสต์คนดังกล่าวยกมา ไม่เป็นความจริง มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ดังนั้น ไม่ว่า ผลสรุป ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ก็ไม่ได้ปราบคนโกงได้จริง นอกจากนี้แล้ว ตนอยากถามว่า คอลัมนิสต์ คนดังกล่าว ทราบได้อย่างไรว่านักการเมืองส่วนใหญ่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ รวมทั้งทราบได้อย่างไรว่าเหตุผลที่ไม่รับร่างเป็นไปตามที่กล่าวหา

นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดียืนยันว่าตนไม่ได้อยู่ฝ่ายใด แค่ออกมาเรียกร้องความถูกต้องในฐานะประชาชนและผู้รู้กฎหมายคนหนึ่ง นอกจากนี้ขอฝากไปถึง คสช. รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการชี้นำในฐานะสื่อให้คนออกมารับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางหน่วยงานที่กี่ยวข้องควรมีมาตรฐานในการดำเนินการกับกลุ่มคนเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกับการดำเนินการกับกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาว่าออกมาชี้นำให้ไม่รับร่างรัฐบธรรมนูญ

ทั้งนี้เบื้องต้น ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ รับเรื่องไว้ ก่อนระบุว่า จะติดตามตัวคอลัมนิสต์ คนดังกล่าวมาสอบปากคำในสัปดาห์หน้า

สำหรับบทความที่ถูกแจ้งความดำเนินการดังกล่าว มีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุดังนี้

“…ก่อนจะไปถึงวันลงประชามติขอสรุปเนื้อหาสาระสำคัญๆของร่างรัฐธรรมนูญสักเล็กน้อยว่า การที่ “นักการเมือง” ไม่ยอมรับมันเพราะเหตุใด
1.คดีความต่างๆที่เกิดขึ้นในทางการเมืองจะไม่มีวันหมดอายุ
2.หากนักการเมืองมีการโกงกิน คอร์รัปชัน ผลาญงบประมาณ จะมีโทษหนักคือประหารชีวิต ติดคุกตลอดชีวิต ไม่มีการรอลงอาญาและไม่ให้ประกันตัว
3.หากมีการตรวจสอบพบว่านักการเมืองคนใดร่ำรวยผิดปกติ มีการฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์สินของทางราชการ งบประมาณแผ่นดินไปเป็นของตนเองและพวกพ้อง มีโทษจำคุก 15-30 ปี และยึดทรัพย์สินที่ได้ไปโดยมิชอบตกเป็นของแผ่นดิน
4.หากบริหารประเทศผิดพลาด ทำให้ประเทศชาติเสียหายหรือเป็นหนี้สินต้องโทษจำคุก 15-30 ปี
5.เมื่อมีคดีความติดตัวหรืออยู่ระหว่างดำเนินการของศาล หรือองค์กรอิสระห้ามเดินทางออกนอกประเทศเด็ดขาด
6.ห้ามมิให้นักการเมืองใช้ช่องทางวีไอพี หรืออำนวยความสะดวกให้นักการเมือง และยังห้ามนั่งเครื่องบินฟรีในชั้นเฟิร์สคลาส
นี่เป็นเพียงหนังตัวอย่างของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง…”


ooo

คว่ำรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด





ก่อนจะถึงวันที่ 7 ส.ค.59 ซึ่งเป็นวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดูเหมือนสถานการณ์ทางการเมืองจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการใช้ “วิชามาร” ในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นการจัดทำจดหมายปลอมแปลงเนื้อหารัฐธรรมนูญซึ่งไม่ ตรงต่อข้อเท็จจริง

หรือแม้กระทั่งการฉีก ฉก เผาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติด้วยรูปแบบต่างๆที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้

“ลิง” ที่อาศัยอยู่ในวัดยังเอากับเขาด้วยน่าแปลกใจจริงๆ

ล่า สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ต้องคำสั่ง ม.44 เพื่อพักงานนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ เนื่องจากมีการสอบสวนแล้วพบว่าเกี่ยวข้องกับทำจดหมายปลอมขึ้นมา

จากการสอบสวนแล้วพบว่านายบุญเลิศอยู่ระหว่างเดินทางไปสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดการจะเดินทางกลับไทยในไม่กี่วันนี้

เมื่อเจอคำสั่งนี้เข้าไปสงสัยจะล่องหนหายเข้ากลีบเมฆแน่

“บุญเลิศ” เป็นใคร สังกัดเครือข่ายใครคงไม่ต้องบอก แต่เมื่อสอบพบว่าเกี่ยวข้องเพราะทิ้งร่องรอยเอาไว้จนสามารถจับได้ไล่ทัน

ก็ต้องดูกันไปว่าเจ้าของสังกัดจะแก้ตัวอย่างไร

ที่ไม่แปลกใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เครือข่ายนี้เมื่อกระทำความผิดจนจับได้แต่มักจะแถไถแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆเสมอ

จดหมาย ปลอมที่แจกจ่ายไปนั้นมีข้อสังเกตอยู่อย่างก็คือบนซองจดหมายนั้นตี ตรา “ครุฑ” แปะเอาไว้ด้วย เพราะต้องการจะสื่อว่าเป็นซองจดหมายของทางราชการ เพื่อหวังโยนความผิดไปให้ คสช.ว่ากระทำการเอง

เนื่อง จากเป็นซองจดหมายของทางราชการที่ประชาชนจะนำมาใช้ไม่ได้ แต่ก็ตรงนี้แหละที่เป็นหลักฐานสำคัญผูกมัดว่าต้องมาจากหน่วยราชการแห่งใด แห่งหนึ่ง

สุดท้ายก็เจอแหล่งที่มาจนได้

เรื่องนี้น่าจะมีผู้บงการ มีผู้ร่วมกระทำผิดอีกหลายคน หากสอบสวนให้ลึกลงไปน่าจะสาวไปถึงบุคคลสั่งการได้

เพราะ “ลูกพี่” ของนายบุญเลิศนั้นเป็นใคร คนเชียงใหม่น่าจะรู้กันดีหรือให้แน่ลองไปถาม “เจ๊” คนดังแห่งเมืองล้านนา ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

ก่อนจะไปถึงวันลงประชามติขอสรุปเนื้อหาสาระสำคัญๆของร่างรัฐธรรมนูญสักเล็กน้อยว่า การที่ “นักการเมือง” ไม่ยอมรับมันเพราะเหตุใด

1.คดีความต่างๆที่เกิดขึ้นในทางการเมืองจะไม่มีวันหมดอายุ

2.หากนักการเมืองมีการโกงกิน คอร์รัปชัน ผลาญงบประมาณ จะมีโทษหนักคือประหารชีวิต ติดคุกตลอดชีวิต ไม่มีการรอลงอาญาและไม่ให้ประกันตัว

3.หาก มีการตรวจสอบพบว่านักการเมืองคนใดร่ำรวยผิดปกติ มีการฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์สินของทางราชการ งบประมาณแผ่นดินไปเป็นของตนเองและพวกพ้อง มีโทษจำคุก 15-30 ปี และยึดทรัพย์สินที่ได้ไปโดยมิชอบตกเป็นของแผ่นดิน

4.หากบริหารประเทศผิดพลาด ทำให้ประเทศชาติเสียหายหรือเป็นหนี้สินต้องโทษจำคุก 15-30 ปี

5.เมื่อมีคดีความติดตัวหรืออยู่ระหว่างดำเนินการของศาล หรือองค์กรอิสระห้ามเดินทางออกนอกประเทศเด็ดขาด

6.ห้ามมิให้นักการเมืองใช้ช่องทางวีไอพี หรืออำนวยความสะดวกให้นักการเมือง และยังห้ามนั่งเครื่องบินฟรีในชั้นเฟิร์สคลาส

นี่เป็นเพียงหนังตัวอย่างของรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง”

"สายล่อฟ้า"

http://www.thairath.co.th/content/674054

ooo


วันเสาร์, กรกฎาคม 30, 2559

อ.จรัล เฟสบุคไลฟ์ คุยการเมืองกับ แอนดรู ตรงจากสก๊อตแลนด์ เล่าภาระกิจต่างประเทศ และฝากข้อคิดให้ประชาชนไทย




https://www.youtube.com/watch?v=mlkHuqy0Ppk

อ.จรัล เฟสบุคไลฟ์ ร่วมกับ แอนดรู ตรงจากสก๊อตแลนด์ 30กค2559

bamboo network

Published on Jul 30, 2016

Andrew MacGregor Marshall

RED USA เรียนเชิญ ผู้รักประชาธิปไตยทั่วอเมริกา ร่วมเดิน"Vote No"เพื่อสร้างประชาธิปไตยไทย




https://www.youtube.com/watch?v=nNp3k6jQCmg

เรียนเชิญ ผู้รักประชาธิปไตยทั่วอเมริกา ร่วมเดิน"Vote No"เพื่อสร้างประชาธิปไตยไทย

jom voice


Published on Jul 26, 2016

วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 นี้ กลุ่มคนไทยผู้รักประชาธิปไตย ทั่วอเมริกา ร่วมจัดกิจกรรม รณรงค์โหวตโน (Vote No)ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญโจร โดยมี 2 กิจกรรมหลักคือ เวลา 17.00 น.(เวลาแอลเอ.) การแสดงกิจกรรมต่อต้านเผด็จการทหารคสช.พร้อมประกาศแถลงการณ์ หน้าสถานกงสุลใหญ่ นครลอสแองเจอลิส จากนั้นเวลา 18.00 น.(เวลาแอลเอ.) กิจกรรมเดินรณรงค์เพื่อประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า คนไทยผู้รักประชาธิปไตยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่ต้องการรัฐบาลเผด็จการคสช. โดยนัดรวมพลกันที่ บนถนนฮอลลีวู้ด หน้าไชนิสเธียเตอร์ จากนั้นจะเดินขบวนบนถนนฮอลลีวู้ดย่านธุรกิจสำคัญของแอลเอ. แคลิฟอร์เนีย และสามารถติดตามการรายงานสดผ่านเฟสบุ๊ค และช่องทางต่าง ๆของสื่อผู้รักประชาธิปไตยในโซเชียลมีเดีย ตลอดทั้งงาน

....

ติดตาม "กิจกรรม สดๆ

https://youtu.be/nNp3k6jQCmg

ของคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา
March for Democracy, Los Angeles - July 30, 2016 ในวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2016 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2559 ของประเทศไทย

การถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายออนไลน์

จากมหานครลอสแองเจลิสสู่ผู้ชมทั่วไทยและทั่วโลก

เริ่มตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับเวลา 7 โมงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 31 กค. ตามเวลาในประเทศไทย

ผ่านหลายช่องทางดังนี้ :

1. ผ่านเครือข่าย Media Force (facebook.com/mediaforcestation) 

2. ผ่านเครือข่าย "มหาวิทยาลัยประชาชน - มดแดงล้มช้าง : https://www.facebook.com.mahavittayalai.prachachon"

3. ผ่านเครือข่าย "นปชอียูสวีเดน - http://norporchoreusweden.org"

4. ผ่านเครือข่าย www.thaivoicemedia.com และ Jom Voice

5. ผ่าน RED USA FaceBook Live

https://m.facebook.com/ThaiRedUSA.LA/

ooo

"การต่อสู้ในกติกาที่เราเสียเปรียบ หากเราพ่ายแพ้ การพ่ายแพ้นั้นไม่ใช่การพ่ายแพ้ที่แท้จริง แต่หากเราได้รับชัยชนะ ชัยชนะนั้นเป็นชัยชนะที่แท้จริง...."

ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์


"อย่าโง่ให้สลิ่มกับทหารหลอก" และ "ระวังถูกเผด็จการโกง"




ที่มา FB

Katana Muangsook


"อย่าโง่ให้สลิ่มกับทหารหลอก"

ผมได้รับการแชร์ข้อมูลเรื่อง "รธน. นี้ประชาชนเดือดร้อนตรงใหน" ซึ่งให้เหตุผลรวม 6 ข้อถึงความเดือดร้อนของนักการเมืองหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ผมขอเรียนว่าทั้งหมดที่กล่าวมานั้นไม่ได้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเลย ดังนั้น ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับนักการเมือง เป็นการตีกินแบบหน้าด้านๆ แต่ก็ยังมีสลิ่มโง่ๆ ไปเชื่อเอามาแชร์ต่อ ทั้งหมดที่อ้างนั้นถูกเขียนไว้ในกฎหมาย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 ดังนี้ 

(1) มาตรา 74/1 คดีทางการเมืองไม่มีวันหมดอายุความ 

(2) มาตรา 123/2 นักการเมืองมีการโกงกิน ผลาญงบประมาณมีโทษหนักถึงประหารชีวิต 

(3) มาตรา 123/6 หากนักการเมืองร่ำรวยผิดปกติ มีการฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์สินของทางราชการ ต้องโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบเป็นของแผ่นดิน
(4) มาตรา 123/3 หากบริหารผิดพลาดทำประเทศเสียหายหรือเป็นหนี้มหาศาลต้องโทษจำคุก 15-30 ปี 

(5) มาตรา 108 ป. วิ.อาญา เมื่อมีคดีอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เรื่องนี้เป็นอำนาจศาลที่จะกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกต่างประเทศได้ และ 

(6) ห้ามไม่ให้นักการเมืองใช้ช่องทาง VIP และห้ามโดยสารเครื่องบินชั้น first class ฟรี นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ และพวกผมไม่เคยมีประวัติไปนั่งเครื่องบินชั้น first class ฟรี 

เคยมีเหมือนกันที่ผมได้ข่าวว่าเมื่อไม่นานมานี้เรื่องนักการเมืองคนหนึ่งไปยกระดับตั๋วของภริยาจากชั้นธรรมดาเป็นชั้นหนึ่ง ช่วงประมาณ พ.ศ. 2552-2553 อยากทราบเป็นใครลองถามกูเกิ้ลก็พอทราบแต่ไม่ใช่พวกผมแน่นอน ดังนั้น ขอย้ำชัดๆ อีกทีว่าไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ กับนักการเมืองแม้แต่น้อย 

แต่ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะทำให้ คสช. หลุดรอดคดีทั้งหมดตามมาตรา 279 ของร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าใครเห็นว่า คสช. ทำความเสียหายให้บ้านเมือง ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ควรถูกตรวจสอบและถ้าทำผิดก็ควรติดคุกก็คงทราบนะครับว่าต้องออกไปลงมติแบบใหน เจอกันวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ครับ

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
28 กรกฎาคม 2559


ooo






"ระวังถูกเผด็จการโกง"

มาตรา 62 วรรคสองแห่ง พรบ. ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ที่อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิออกเสียง คือช่องทางที่อาจนำไปสู่การโกงการออกเสียงประชามติได้ 

ถึงแม้เรื่องนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้ป้องกันโดยกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ที่สามารถจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีความยากลำบากในการเดินทาง หรือคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงด้วยตัวเอง จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตเป็นกรณีไปก็ตาม แต่อาจมีการถือโอกาสใช้ช่องทางของหน่วยงานของรัฐดังกล่าวเป็นข้ออ้างขนคนมาลงคะแนน 

เพราะหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นต่างกลัวหัวหน้า คสช. จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดหรือสั่งพักงานตัวเองทั้งสิ้น 

นายก อบจ. เชียงใหม่ก็เพิ่งถูกเชือดให้เห็นเป็นตัวอย่าง จึงอาจมีหน่วยงานทั้งส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่นถูกผู้มีอำนาจสั่งให้ขนคนไปออกเสียงประชามติ 

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส กกต. จึงควรเปิดเผยรายชื่อหน่วยงานที่ขออนุญาตจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนดังกล่าวให้ประชาชนทราบเพื่อตรวจสอบ มาถึงเวลานี้ผมกลัวแค่ถูกโกงเพราะเผด็จการเริ่มออกอาการแล้วครับ

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
30 กรกฎาคม 2559

คลิปภาพบรรยากาศงาน 7 สิงหาหมุดหมายประชาธิปไตยดนตรีกวีศิลป์







ขอบคุณภาพและคลิปจาก FB


กลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาว


7สิงหาหมุดหมายประชาธิปไตยดนตรีกวีศิลป์


สมบัติ บุญงามอนงค์ (บ.ก.ลายจุด)



หนุ่ม วีรวัส รัตนะ







มาอีกแล้วครับกับการประมูลเสื้อ "รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน" โดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ 7 สิงหา หมุดหมายประชาธิปไตย ดนตรีกวีศิลป์ #เสียงจากคนหนุ่มสาว





ประมูลเสื้อ "รัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชน" โดย อ.ปูนเทพ ศิรินุพงศ์


อ.ปูนเทพ ศิรินุพงศ์
7 สิงหาหมุดหมายประชาธิปไตยดนตรีกวีศิลป์









พักฟังเพลง


ฟุ้ง สุพัฒน์ อดีตเลขาธิการ สนนท.










.....







ขอบคุณภาพจาก 

ooo









เว็บไซต์ประชามติเปิดโหวตออนไลน์ ประชาชน 85% ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และ 93% ไม่รับคำถามพ่วง





ตั้งแต่วันที่ 26–29 กรกฎาคม 2559 เว็บไซต์ประชามติ เปิดให้ประชาชนทั่วไปในโลกออนไลน์ ร่วมกันออกเสียงประชามติและแสดงความคิดเห็นในสองคำถามที่จะถูกนำมาใช้ในการลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยทำเป็นภาพบนเฟซบุ๊กเพจประชามติ ให้ประชาชนที่มีบัญชีเฟซบุ๊กสามารถคลิกรูปคำถามแต่ละคำถาม ถ้า "เห็นชอบ" ให้กด "Love" "ไม่เห็นชอบ" ให้กด "Angry" และ "ยังไม่ตัดสินใจ" ให้กด "Haha"





ผลปรากฏว่า คำถามที่หนึ่ง “เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” มีผู้โหวตทั้งสิ้น 1,813 คน มีผู้เห็นชอบ 5% (99 คน) ไม่เห็นชอบ 85%(1,538 คน) ยังไม่ตัดสินใจ 6% (117 คน) และอื่นๆ 3% (59 คน)





และคำถามที่สอง (คำถามพ่วง) “เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ให้ส.ว.ที่คสช.แต่งตั้ง ร่วมกับส.ส.เลือกนายกฯ ในช่วงห้าปีแรก” มีผู้โหวตทั้งสิ้น 1,623 คน มีผู้เห็นชอบ 3% (44 คน) ไม่เห็นชอบ 93% (1,518 คน) ยังไม่ตัดสินใจ 4% (61 คน) และอื่นๆ 4% (64 คน)


เครือข่ายเว็บไซต์ประชามติ เป็นเครือข่ายของสื่อทางเลือกและสถาบันวิชาการ ที่ต้องการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติโดยใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือ ผู้ที่เข้าร่วมตอบคำถามในแบบสำรวจครั้งนี้เป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งคือผู้ที่กดติดตามเพจเฟซบุ๊กประชามติอยู่ก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นบุคคลทั่วไป ซึ่งในการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้ทางเพจเฟซบุ๊กประชามติ ได้ใช้บริการระบบ sponsor ของ Facebook โดยเลือกให้แบบสำรวจเข้าถึงบุคคลทั่วไปที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อายุระหว่าง 18-65 ปี โดยไม่จำกัดประเด็นความสนใจ

Source: https://www.prachamati.org/news/3600


"สมบัติล้ำค่า" Power of Love




"สมบัติล้ำค่า"

ooo


Céline Dion - The Power Of Love (Official Video)



https://www.youtube.com/watch?v=Y8HOfcYWZoo


ปีแห่งการลงทุนส่อแววล่ม.. สองปีที่ผ่านมา การส่งออกไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก ขนาดธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟยังแสดงความเป็นห่วงที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก





พูดให้เพราะมีสร้อยอย่างประยุทธ์ว่า ต้องบอก ‘ห่าเอ๊ยค้า-คร้าบ’ (เสียงสูง) ปีนี้เข้าไป ๘ เดือนแล้วยังไม่ได้ลืมตาอ้าปาก

ทั้งจุลภาค-มหภาคน่ะ เศรษฐกิจไทย

แบ๊งค์ชาติเพิ่งแถลงประมาณการจีดีพีจะอยู่ที่ ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสสุดท้ายของปี ที่ก็เอาแน่ไม่ได้ เพราะปัจจัยองค์ประกอบอื่นไม่ได้ไปในทางเดียวกัน

“การส่งออกไตรมาสนี้ติดลบต่อเนื่องที่ ๓.๑% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และจากไตรมาสแรกที่ติดลบ ๑.๔%” โปรดสังเกตว่าการติดลบเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากเมื่อต้นปี และ

“เป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ ๖” นั่นคือสองปีที่ผ่านมา การส่งออกไม่เคยได้ลืมตาอ้าปาก

ถึงกระนั้น น.ส.พรเพ็ญ สดศรีชัย ผอ. เศรษฐกิจมหภาค ก็มีแต่ภาพสวยมารายงานว่า จีดีพี หรือการขยายตัวเศรษฐกิจ ‘จะ’ ดีขึ้น การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐมีการอัดฉีดหนักหนักกว่าเก่า (ขึ้นเงินเดือนทหาร) กับการท่องเที่ยวขยายตัว เพราะกำลังจะเข้าไฮซีซั่น

(http://www.matichon.co.th/news/229567)

ขณะที่จากการวิเคราะห์ประเมินโดยภาคเอกชนกลับเห็นว่า “ปีแห่งการลงทุนส่อแววล่ม...เพราะเอกชนส่วนใหญ่ยังคงเน้นเก็บเงินสด ไม่ยอมลงทุนซะอย่างนั้น”

รายงาน ispacethailand.org อ้างสำนักวิจัยทิสโก้ “ในช่วงหลังจากนี้ ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจที่อาจผันผวน ดังนั้นการเก็บเงินสดไว้น่าจะเหมาะสมกว่า





ดูเหมือนว่า ‘๒๕๕๙ ปีแห่งการลงทุน’ ที่นายสมคิด (จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คสช.) วางนโยบายไว้จะไม่เป็นไปตามคาดเสียแล้ว”

(http://www.ispacethailand.org/%E0%B8%81%E0%B8%B2%…/9159.html)

รวมความว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อ้างตลาดโลกยังชะลอตัวอยู่ ทำให้ไม่มีการลงทุนที่จะกระตุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีการส่งออก ในระดับที่ทำให้ประเทศอยู่ในสภาพอูฟูได้ เป็นแนวโน้มชี้ว่ากูรูเศรษฐกิจคนที่สองของ คสช. ส่อท่าล้มเหลวอีก

ทำให้สิ่งที่ รมว.พลังงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ออกมาสับแหลกนายสมคิด “หากท่านจะได้เปิดหูเปิดตารับฟังความเดือดร้อนของประชาชนที่ลำบากกันอย่างแสนสาหัสในขณะนี้ ท่านคงไม่กล้าพูดแบบนี้”

แบบที่อ้างว่าทำงานมาสิบเดือน “มีผลงานมากว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ๕ ปี”





นายพิชัยชี้เรื่องจีดีพีแย้งประมาณการของแบ๊งค์ชาติเสียด้วยว่า “ปรากฏว่าจีดีพี ในสิบเดือนที่ผ่านมาน่าจะอยู่ประมาณ ๒% กว่าเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมาก

ขนาดธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟยังแสดงความเป็นห่วงที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก”

รวมทั้ง “อยากถามว่าที่สภาพัฒน์ฯ บอกจะโตปีละ ๕% ไปอีก ๕ ปีข้างหน้า จะโตจากภาคส่วนไหน เพราะยังไม่เห็น ซึ่งหากไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล”

(http://www.matichon.co.th/news/228510)

ปะเหมาะพอดีกับที่โฆษกกลาโหมก็แถลงเหมือนกันว่าจะทำการปฏิรูปด้านกำลังพลทหาร ปรับลดจำนวนนายพลลงไปครึ่งหนึ่ง ทำให้นึกถึงสมัยที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์เป็น ผบ.ทบ. มีไอเดียกองทัพ ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ ผุดขึ้นมาให้ซึ้งกันแล้วก็ซึมหายไป

หรือนี่ต้องอาศัยฝีมือ คสช. ‘ปฏิรูป’ ถึงจะสำเร็จ ที่ไหนได้ ลองไปดูรายละเอียดกัน





ข่าวไทยโพสต์ว่ากลาโหมมีแผนปฏิรูป ลดจำนวน ‘นายพลตบยุง’ นายทหารระดับพลตรี พลโท พลเอก ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ จาก ๗๖๘ นายเหลือ ๓๘๔ นาย และ

“นายทหารชั้นยศพันเอกพิเศษในตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการ (นปก.) ที่มีอยู่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ จำนวน ๒,๖๙๘ คน จะต้องลดลงในปี ๒๕๗๑ เหลือ ๑,๓๔๙ คน”

นอกนั้น “ยังมีการจัดทําระบบข้าราชการพลเรือนกลาโหม ซึ่งเป็นระบบงานกําลังพลที่สามารถจําแนกกําลังพลตามลักษณะงานได้อย่างเหมาะสม กล่าวคืองานใดที่เป็นภารกิจทางทหาร ทหารเป็นผู้ปฏิบัติ งานใดที่เป็นงานสนับสนุนภารกิจทางทหาร ก็มอบให้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมเป็นผู้ปฏิบัติ

ซึ่งจะส่งผลให้กําลังพลในสังกัดกระทรวงกลาโหมมีความเป็นมืออาชีพ และจะประหยัดงบประมาณในด้านกําลังพลในอนาคตได้”

ฟังดูดีนะ คสช. ซะอย่าง ทำอะไรต้องดูดี แต่บางที่ถ้าได้ดูละเอียดอาจไม่เหมือนภาพที่สร้างให้ปรากฏ นี่ต้องขอยืมถ้อยของอธึกกิต แสวงสุข มาแจง

เขาว่า “อย่างฮา” เพราะนายพลไทยมีจำนวน ๑,๕๐๐ ถึง ๑,๖๐๐ คน (อจ.กานดา นาคน้อย เคยเขียนลงประชาไทว่ามากเท่ากับสหรัฐนั่นเชียว) จำนวนที่ลดนี่เป็น “พวกนั่งโต๊ะตบยุุง หิ้วกระเป๋าใบเดียวไปทำงานนั่นแหละ

ส่วนที่เหลือทั่นไม่ได้บอกว่าจะลด (แถมยังเพิ่มได้อีกต่างหาก เช่น คสช.เพิ่มมณฑลทหารบก ก็เพิ่มนายพล ปรับโครงสร้างเฮี่ยไร ก็มีนายพลเพิ่มได้หมด)”

มิหนำซ้ำโครงการปฏิรูปนี่อ้างว่าเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ และจะไปเสร็จสิ้นในปี ๒๕๗๑ “ใช้เวลา ๒๐ ปีลดได้ครึ่งหนึ่ง” อย่างที่อธึกกิตว่า เพราะเขาลดแค่ปีละ ๒ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง ค่อยๆ บรรจงทำ

“ต้องรอให้เตรียมทหาร และ ร.ร.นายร้อยทุกเหล่าลดนักเรียนลง (จบมาแล้วต้องได้เป็นนายพล เราจะทำตามสัญญา)” อีกละ

เป็นอันว่าฝันเติ่งไปเถอะเรื่องจะหวังให้ฝ่ายทหารเพลามือจับจ่ายงบประมาณลงบ้างน่ะ

ยิ่งถ้าประชาชนไปออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับให้ คสช.เป็นใหญ่ตลอดไปกัน ๘๗.๘ เปอร์เซ็นต์อย่างที่กรุงเทพฯโพลอ้าง ซ้ำ ๔๘.๔ เปอร์เซ็นต์ ‘เห็นชอบ’ ด้วยละก็

ไตรมาสที่สามชาติหน้า เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ได้ลืมตาอ้าปาก




สังคมไทย








มุมมองอจ.ม.พะเยา หลังร่วมฟังแผนปท.ฉ.12 "การรักษาเวลา อำนาจชี้นำ คนแก่ และอนาคตชาติ"





ที่มา ข่าวสดออนไลน์
26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมนตรา พงษ์นิล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Montra Pongnil เล่าถึงเหตุการณ์ร่วมประชุม ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยระบุว่า ในฐานะเป็นติ่งลุงเขา ผมเลยได้รับหนังสือเชิญให้ไปร่วมงานด้วย คนเยอะมว๊ากกก

กำหนดการก็มีพิธีเปิดโดยลุงมาเป็นประธานเปิดการประชุม แล้วก็มีการบรรยายโดยผู้ทรงคุณวุฒิของ สศช. ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ 12 แล้วก็แบ่งกลุ่มย่อยเพื่ออภิปรายแผนย่อยแต่ละแผน ทั้งวัน

ผมรู้อยู่แล้วว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นสมาชิกที่ถูกล็อกให้เข้าร่วมไว้แล้วจากเครือข่าย

ทราบไหมว่า

1. ประธานในพิธีเปิด ให้เวลาพูดประมาณ 1 ชั่วโมง ลุงแกล่อไปสองชั่วโมงกว่า ๆ (ไม่เชื่อดูคลิปที่ลิ้งค์มา) คือ อยากให้นึกภาพการพูดของลุงเขาช่วงคืนความสุขทุกวันศุกร์น่ะ เรา ๆ ท่าน ๆ คงเข้าใจความรู้สึกดีนะ อันนี้ยิ่งกว่า คือ จะปิดทีวีไม่ได้ไง จะลุกออก ก็มีการ์ดยืนอยู่ตรงประตูไง จะหลับเสียงก็จะคอยวนเวียนอยู่ในหัว นรกของจริง (กรีดร้องในหัวใจหนักมาก)

2. และไม่ได้ใช้เวลาแบบคืนความสุขแค่ไม่เกินชั่วโมงหรือชั่วโมงกว่า แต่มันคือ สองชั่วโมงกว่า ย้ำว่า สองชั่วโมงกว่า

ถ้าถามผมว่าเพลินไหม รบกวนย้อนไปอ่านข้อ 1 ว่า สไตล์การพูดของลุงแกเป็นยังไง คือ แกมีโพยไว้เป็นหัวข้อ ๆ ซึ่งก็ดึงมาจากร่างแผนฯ 12 นั่นแหละ แต่ทีนี้แกใส่สไตล์ของแกเข้าไปด้วย หลัง ๆ เริ่มอ้างชื่อ ประชาธิปไตยใหม่ กลุ่มต่อต้านเอามาด่าออกไมค์อีก ผสม ๆ กันไปกับการพล่าม อุ้ย ไม่ใช่ พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เดี๋ยวบ่น เดี๋ยวด่า เดี๋ยวงอน เดี๋ยวถามผู้เข้าประชุมเหมือนเดิมว่ามีใครอยากให้ผมออก อยากให้ผมอยู่

3. สังเกตผู้เข้าร่วม แต่ละคนถ้าไม่ได้อยู่แถวหน้า (ผมก็นั่งหลัง ๆ) ถ้าไม่หลับ (ทั้งหลับจริงและแค่หลับตา) ก็กดมือถือเล่น แต่ไม่มีใครคุยกันให้เสียงดัง

เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อมั่นได้ว่า ถ้าให้ส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมแสดงความเห็นว่า ลุงเขาพูดอะไรอยู่ หากไม่เชียร์จนขนหน้าแข้งมันแพล่บ จะตอบอย่างแน่นอนว่า บ่นอะไรวะ น่าเบื่อชิบเป๋ง

4. ตอนประธานในพิธีเปิดเดินมานะ อย่างกับในหนังก็อทฟาเธอร์ ยังไงยังงั้นเลย บอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง ผมเพิ่งเคยเห็นว่า ผู้นำของประเทศนี้แม่งใช้บอดี้การ์ดโคตรเปลือง

5. หลังลุงเป็นประธานเปิดเสร็จ ซึ่งก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง พักเบรกเรียบร้อย ก็การบรรยายประมาณ เที่ยงเกือบบ่าย (ทุกคนยังไม่ได้กินข้าว) หลังบรรยายเสร็จ มีคนสะท้อนในที่ประชุมว่า ผู้จัดไม่สามารถบริหารเวลาได้ ทำให้ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง สรุป บรรยายจบดื้อ ๆ เพื่อปล่อยให้ผู้เข้าร่วมกินข้าวเทียงตอนบ่ายโมงกว่า

6. สรุปว่า แผนฯ 12 เป็นส่วนหนึ่งของแผน 20 ปีที่จะร่างออกมา ผมก็สงสัยนะว่า ถามคนรุ่นใหม่และคนในอนาคตที่จะเกิดมาซักคำไหมว่า เขาอยากได้แผนฉากทัศน์ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่จะร่าง ๆ กันมาบ้างไหม บางที่เขาไม่อยากได้ก็ได้ แล้วทำไมเราซึ่งแต่ละคนก็อายุอานามเป็นผู้ใหญ่ไปจนถึงหัวหงอกจะถืออภิสิทธิ์ไปสร้างฉากทัศน์ 20 ปีให้คนรุ่นใหม่หรือรุ่นหลังที่จะเกิด ๆ มา ในขณะที่หลายคนในเวทีนี้อีก 20 ปีนั้น คงเป็นปุ๋ยไปแล้ว

7. หลังกินข้าวเที่ยง ก็แยกย้ายกันไปเข้าร่วมสัมมนากลุ่มย่อยในแต่ละแผน ผมอยู่แผน 1 คือ การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม กลุ่มวิทยากรก็เสนอกันไปตามกรอบแผนนี้ที่ร่างไว้ในแผนฯ 12 แล้วก็ให้ผู้เข้าร่วมอภิปรายคนละ 3 นาที (โชว์เวลาขึ้นจอ) ส่วนใหญ่ที่เข้ามาร่วมสัมมนาก็เป็นผู้ใหญ่และคนชรา สมกับการก้าวเป็นสังคมผู้สูงอายุมาก
มาสะดุดใจกับประเด็นหนึ่งคือ การมองว่า เด็กวัยรุ่นแต่งตัวโป๊เป็นสิ่งไม่ดี รับค่านิยมตะวันตก ระเบียบวินัยลดลงศีลธรรมคุณธรรมลดลง และมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณคนสองคนลุกขึ้นมาอภิปรายประเด็นนี้ ก็กล่าววิจารณ์เด็กสมัยนี้ในทำนองนี้เช่นกัน และเสนอให้มีการเอาวิชาคุณธรรมศีลธรรมกลับคืนสู่ห้องเรียน วิชาหน้าที่พลเมืองต้องเน้นระเบียบวินัยเพื่อให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ

แกก็อภิปรายและวิจารณ์เด็กสมัยนี้ว่าไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ไปนะ ถึงแม้ว่าเวลาในการอภิปราย 3 นาทีของแกจะหมดแล้ว คือผมงงอ่ะว่า แกใช้สิทธิ์อะไรปภิปรายเกินเวลา แล้วไม่มีการเบรกจากวิทยากร หรือเพราะแกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและอายุอานามก็มากแล้ว เลยเกรงใจแก แล้วผู้สูงอายุที่วิจารณ์เด็กว่าไม่ดีอย่างโง้นอย่างงี้แล้วอภิปรายเลยเวลาซะเอง มันคืออัลไล ย้อนแย้งชะมัด ทำอย่างกับรุ่นของตัวเองเป็นรุ่นที่เป็นพลเมืองดีที่สุดในสังคม รุ่นอื่น ๆ ไม่ดีรับค่านิยมตะวันตก ทำให้สังคมแหลกเหลว

8. ผมอยากลุกขึ้นอภิปรายเหมือนกัน แต่เก็บความต้องการนี้ไว้ในใจ เพราะรู้สึกว่า บรรยากาศและความเห็นของวงสัมมนาเป็นไปในแนวทางแบบวิทยากรและลุง ๆ ที่ลุกขึ้นมาอภิปราย คือ เห็นดีเห็นงามและไม่ท้วงอะไรกับการพูดเกินเวลาของแก ดังนั้นจะลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อตอบโต้หรือขอคิดต่างคงไม่มีประโยชน์ เลยนั่งฟังไปเพลิน ๆ เพื่อนเรียนรู้ว่า อ๋อผู้ใหญ่เขาคิดกันอย่างนี้นะ ชีวิตแกในสมัยของแกนี่ดี๊ดี โดยเฉพาะสมัยสฤษฏ์เนี่ย บ้านเมืองราบคาบด้วยอานุภาพพ่อขุนอุปถัมภ์จริง ๆ สโง้บสงบ น่ายู้น่าอยู่ ส่วนสมัยนี้เลวบัดซบมาก

จบเวที รับตังค์ค่าเดินทาง รีบกลับ กลัวตกเครื่อง นั่งคิดนอนคิดว่า เวทีนี้มันสะท้อนอำนาจนิยมอยู่ คนแก่ไม่อยากแก่ แต่อยากมีบทบาทชี้นำสังคม ทั้ง ๆ ที่มันเป็นความคิดตกยุค

เรื่องนี้ก็สะท้อนย้อนคิดถึง การส่งเสริมผู้สูงอายุในบ้านเรานะ คือ วิธีคิดที่เราวิจารณ์ว่า สมัยก่อนเราทอดทิ้งผู้สูงอายุและมองว่าเป็นภาระ แล้วเราก็จะส่งเสริมผู้สูงอายุให้มีคุณค่าความสำคัญและที่ยืนในสังคม ผมว่า วิธีการที่เราทำกันในการส่งเสริมผู้สูงอายุเนี่ย มันสำเร็จเกินคาดนะ ผู้สูงอายุในบ้านเรามีบทบาทและคุณค่าในสังคมมาก แต่มันมากล้นจนทำให้ความคิดของผู้สูงอายุที่ตกยุคยังมีบทบาทครองอำนาจนำในสังคมบ้านเราอยู่ จนผลิตผลออกมาเป็นรูปธรรมต่าง ๆ เช่น ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในการปกครองประเทศ การมีรัฐบาลของคนดี อะไรเงี้ย

เราคงต้องอยู่กับบรรยากาศนี้ไปอีกนาน

ooo

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2559 ของ สศช



https://www.youtube.com/watch?v=Tgfzhln6DDI

ทำเนียบ รัฐบาล

Published on Jul 22, 2016

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2559 ของ สศช. เรื่อง "ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564)" ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 22 กรกฎาคม 2559


"ค่าโง่" คสช.




http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1469781245


ขำตาเฒ่ามีชัย แกคงยัวะพวกวิษณุ-ไพศาล อ้างว่าถ้าประชาชนไม่รับอาจเพราะอยากให้ลุงตู่อยู่นานๆ นี่ถ้าแพ้ มันก็จะเอาตาเฒ่าบูชายัญปล่อยวัดนี่หว่า มีชัยเลยบอกว่าไม่มีหรอก คนรับเพราะอยากให้อยู่ ถ้าไม่รับ จะมีม็อบไล่ลุงตู่

อ้าว พูดงี้ก็สวยสิ ใครที่ไม่พอใจ คสช.อยู่ แม้ไม่ใช่เสื้อแดงเพื่อไทย ก็ตาสว่างทันที สั่งกาแฟอเมริกาโนเลยดีกว่า 555

ข้อแรก เห็นด้วยกับมีชัยนะครับ ไม่มีหรอก คนไม่รับเพราะอยากให้อยู่นาน แต่ข้อสอง สถานการณ์มันยังไม่ถึงขั้นจะมีคนลุกฮือ ตราบใดที่ทหารยังเข้มแข็งเป็นเอกภาพ และฝ่ายประชาธิปไตยเองก็เห็นว่าแค่ไล่ลุงตู่ ก็ยังไม่ได้ประชาธิปไตย (ยังมีศาลมีไรอีกเยอะแยะ) ตราบใดที่สังคมยังไม่มีฉันทามติ ไล่ไปก็เท่านั้น มีเลือกตั้งพวกแม่-ก็ล้มเลือกตั้งอีก จะเสียเลือดเนื้อทำไม

สิ่งที่น่าเศร้าใจคือ สังคมไทยมันควรจะมีคนตรงกลางๆ หรือคนไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงเพื่อไทยแต่ยังมีเหตุผล คือไม่ได้อยากไล่ คสช. ไม่ได้เกลียดลุงตู่ไรนักหนา แต่เห็นว่าร่าง รธน.ถอยหลังแบบนี้รับไม่ได้ ไม่รับไปก่อน แล้วมาคุยกันใหม่ไม่ดีเรอะ

คนแบบนี้ไม่มีเหลือ? หรือไม่ก็ไม่มีพื้นที่สื่อ ไม่มีบุคคลสาธารณะเป็นตัวแทน อันที่จริง อภิสิทธิ์ควรพูดอย่างนี้ พูดให้สง่างาม แต่แม่-ทำตัวเองเน่า

คือถ้าประชามติออกมาไม่รับ มันก็ยังไม่ใช่จุดแตกหัก แต่แน่ละครับ คสช.เสถียรภาพสั่นคลอน (หมดความชอบธรรม บางคนใช้คำนี้ สมชัยหอเอนใช้คำนี้ แต่ผมไม่อยากใช้ เพราะไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่ต้น) ความรับผิดชอบจะโยนกลับไปที่ คสช. ซึ่งถ้าดันทุรัง ก็จะไปสู่ทางตัน แต่ถ้าเข้าใจสถานการณ์ ก็ต้องเปิดเวทีปรองดองหาทางออกร่วมกับทุกฝ่าย หาทางถอยอย่างเจ็บตัวน้อยที่สุด ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเอาทหารออกจากการเมือง-แต่อย่างสันติ

ว่าที่จริง การยอมให้ทำประชามตินี่คือ "ค่าโง่" ของ คสช.แท้ๆ เพราะถึงตอนนี้ไม่ว่าผลออกมารับ-ไม่รับ สถานการณ์ก็บีบคั้น ออกมาไม่รับ ก็เสียหาย ออกมารับ แม้ดูเหมือนตอนแรกชนะ แต่ต่อไปก็จะไม่ราบรื่น เพราะกระแสต้านกว้างขวางแล้ว ซ้ำถ้าชนะประชามติแบบอันธพาล มัดมือมัดปาก หรือโกงกันหน้าด้านๆ ก็จะสั่งสมความแค้นไว้ใต้เงื่อนไขรัฐธรรมนูญกดดัน และจะทำให้สังคมนี้ไม่มีวันสงบ


Atukkit Sawangsuk

.....

เรื่องเกี่ยวเนื่อง...





http://news.voicetv.co.th/thailand/394518.html
ดูคลิปรายการที่ลิงค์ข้างบน


Overview ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2559

ประเมินกรุงเทพ “โหวตโน” ชนะประชามติแลนด์สไลด์ หลัง “อภิสิทธิ์” ใจตรง “เพื่อไทย” ประกาศ “ไม่รับ” ส่วนรุ่นใหญ่จากสองพรรคอย่าง “สุดารัตน์/องอาจ” จนถึง ส.ส.รุ่นเล็กจากแทบทุกเขตเลือกตั้งล้วน “เทร่างมีชัย” จนมีแค่ “อรรถวิชช์” และ “เอกนัฐ” เท่านั้นที่อยู่ฝ่ายรับไม่เลิก ความสัมพันธ์ของสองพรรคกับประชาชนที่มีมานับสิบปีจะเปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองหลวงของ “โหวตโน” และส่งผลต่อการเมืองระดับชาติเรื่อง คสช.มหาศาล...ประเทศไทยหลัง “7 สิงหา” จะเดินหน้าสู่ทิศทางใหม่ซึ่งกลุ่มอำนาจหมดโอกาสผูกขาดทุกอย่างต่อไป

จากอุดมคติ ‘ป๋วย’ ถึงปัจจุบัน “พาสังคมไทยไปให้ถึง: ความเท่าเทียมแห่งชีวิต” มุมมอง 4 ศาสตร์ ประจักษ์-ยุกติ-อภิชาต-วรเจตน์ (มีคลิป)





https://www.youtube.com/watch?v=8IDASzbIBuU

"พาสังคมไทยไปให้ถึง: ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" [ภาคบ่าย]

นาทีที่ 2.02.30 เริ่มปาฐกถาของ อ. ประจักษ์-ยุกติ-อภิชาต-วรเจตน์

ลิงค์ยูทูปภาคเช้า https://www.youtube.com/watch?v=Wl0Sgil8_Lk
.....


จากอุดมคติ ‘ป๋วย’ ถึงปัจจุบัน มุมมอง 4 ศาสตร์ ประจักษ์-ยุกติ-อภิชาต-วรเจตน์





ที่มา ประชาไท
Fri, 2016-07-29 18:19

เก็บความจากการประชุมวิชาการกลุ่มคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)ประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2559 ในวาระ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ “พาสังคมไทยไปให้ถึง: ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

ช่วงหัวข้อ “พาสังคมไทยไปให้ถึง: ความเท่าเทียมแห่งชีวิต” ผู้อภิปรายประกอบด้วย ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ., ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาลและมนุษยวิทยา มธ., วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ., อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ., ดำเนินรายการโดย ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.

ประจักษ์ ก้องกีรติ

เทรนด์โลกว่าด้วยรัฐประหารเชิงสัญญา รักกองทัพต้องเอาออกจากการเมือง

อันที่จริงแล้วอาจารย์ป๋วยไม่เคยอยู่ห่างจากการเมือง เพียงแต่ไม่ได้เล่นการเมืองในฐานะนักการเมือง แต่โดยรากความคิดนั้นป๋วยคิดว่าการเมืองสำคัญกับชีวิต และเต็มไปด้วยความพยายามจะเข้าไปเปลี่ยนการเมืองหลัง 14 ตุลาให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งนั่นนำไปสู่ชะตากรรมในบั้นปลายชีวิตของป๋วย

เราสามารถสานต่อเจตนารมณ์ของป๋วยได้มากมาย ป๋วยถือเป็นชนชั้นนำคนหนึ่งที่จับเรื่องความเท่าเทียม ทำงานเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำมากที่สุดคนหนึ่ง โดยพูดและต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960-1970 ซึ่งปัญหานี้ยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในสังคมไทย ในช่วง 3-4 ปีนี้ประเด็นความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำกลับมาเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าอ่านรายงานของทุกองค์กรระหว่างประเทศจะพบว่าทุกองค์กรมาจับปัญหา “ความไม่เท่าเทียม” ทั้งสิ้น

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่อยากให้อ่าน ชื่อ Unequal Thailand ชื่อภาษาไทยคือ สู่สังคมเสมอหน้า มีผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ เป็นบรรณาธิการ หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความยุติธรรม การศึกษา การถือครองที่ดิน ฯลฯ หากเราดูสติถิเรื่องความไม่เท่าเทียมจะพบว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ในระดับโลกไทยอยู่ในระนาบเดียวกับประเทศในแถบแอฟริกา ละตินอเมริกา เราเพิ่งสนใจปัญหานี้ แต่การเข้าถึงปัญหานี้ของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้นสำหรับนักรัฐศาสตร์มองแล้วอาจไม่น่าพอใจนักเพราะพวกเขาไม่ได้มองว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาโดยตัวมันเอง แต่กลับมองว่าเรื่องนี้นำไปสู่ปัญหาอื่น เช่น ความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งสร้างปัญหากับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ป๋วยนั้นกลับต่างออกไป ป๋วยไม่ได้เข้าถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมจากมิตินี้ ไม่ใช่เพราะความไม่เท่าเทียมนำไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ดี แต่ความไม่เท่าเทียมเป็นปัญหาโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะความเป็นพลเมืองที่ควรมีศักดิ์ศรีและสิทธิเท่ากัน

ถ้าเราดูดัชนีเกือบทุกประเทศทั่วโลก ประเทศที่จัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีที่สุดใน 30-50 อันดับแรก เกือบทั้งหมดปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แทบจะเป็นกราฟเดียวกันระหว่างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะเผด็จการนั้นผูกขาดอำนาจ เป็นความไม่เท่าเทียมทางการเมือง มีคนกระจุกเดียวผูกขาดอำนาจไว้ การใช้อำนาจตามอำเภอใจเป็นปรากฏการณ์ปกติของระบอบเผด็จการ โดยตัวมันเองเป็นศัตรูกับความไม่เท่าเทียมทางการเมือง และไม่แปลกที่จะเกิดการกระจุกตัวความมั่งคั่งในหมู่ผู้นำ เพราะอำนาจที่กระจุกตัวนำไปปกป้องผลประโยชน์ผู้มีอำนาจ โดยใครตรวจสอบทัดทานไม่ได้

ถามว่าแก่นแกนหรือสาระของประชาธิปไตยคืออะไร เพราะทุกฝ่ายตอนนี้ต่างก็อ้างว่าตนเป็นประชาธิปไตย จริงๆ แล้วมันมีแค่ 3 องค์ประกอบง่ายๆ 1.ผู้ขึ้นสู่อำนาจต้องได้รับการคัดเลือกและยินยอมจากประชาชน เพราะ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” ผ่านการเลือกตั้งที่ยุติธรรม เสรีและทั่วถึง 2.การใช้อำนาจต้องถูกถ่วงดุลและกำกับด้วยกฎเกณฑ์ที่เป็นนิติรัฐ rule of law ไม่ใช่ rule by men ดังนั้นการมีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองประชาชนและจำกัดอำนาจรัฐจึงมีความสำคัญ 3. หลักสิทธิเสรีภาพ ถ้าผู้นำมาจากการเลือกตั้งก็จริงแต่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนตามอำเภอใจก็ไม่เรียกว่าประชาธิปไตย ตุรกีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ตุรกีเผชิญภาวะ dilemma ผู้นำมาจากการเลือกตั้งก็จริง แต่ข้อ 2 กับ 3 นั้นบกพร่อง ขณะเดียวกันคนที่จะมาล้มรัฐบาลเลือกตั้งก็เลวร้ายกว่า เพราะเป็นทหารจะมารัฐประหาร ตุรกีจีงเผชิญกับชนชั้นนำสองกลุ่มที่ทำร้ายประชาธิปไตยทั้งคู่ ถ้ามองภาพกว้างออกไป ปัญหานี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก หลังสิ้นสุดสงครามเย็นเป็นต้นมา ประชาธิปไตยแพร่หลายทั่วโลก และเป็นระบอบเดียวที่ถูกพิสูจน์ว่าบกพร่องน้อยที่สุด มีกลไกแก้ปัญหาของตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยจะไม่มีข้อบกพร่องเลย มันก็มีความเสื่อมถอยทางคุณภาพเยอะ ปัญหาคือ เมื่อมีปัญหาหรือเสื่อมถอย สังคมนั้นแก้ปัญหาอย่างไร อันนั้นเป็นตัวชี้วัดวุฒิภาวะของสังคมนั้นๆ

ในสังคมทั่วโลก ตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามเย็นจนถึงปี 2012 มีการรัฐประหารโดยกองทัพทั่วโลก 17 ครั้ง ถ้ารวมถึงปี 2014 ก็ 18 ครั้ง เรียกว่าแถบไม่มีการรัฐประหารอีกแล้วโดยกองทัพ เพราะมันเกือบจะเป็นบทพิสูจน์และประสบการณ์ที่ทุกประเทศเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วว่า ประชาธิปไตยจะบกพร่องอย่างไรก็ตามรัฐประหารไม่ใช่ทางออก เพราะหากเราแคร์ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใช้อำนาจตามอำเภอใจ การรัฐประหารยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้

การถดถอยของประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ทำอย่างไรจะแก้ไขปัญหาประชาธิปไตยโดยไม่ทำลายประชาธิปไตยเสียเอง อยากพูดถึงปรากฏการณ์หนึ่งทั่วโลกว่า 18 ครั้งของการรัฐประหาร ไทยเราจองไปแล้ว 2 ครั้ง นอกจากไทยก็จะมี ฟิจิ กินีบิสเซา บูร์กินาฟาโซ ที่มีรัฐประหาร 2 ครั้งในห้วงเวลานี้ การรัฐประหารช่วงหลังสงครามเย็น เป็น promissory coup (การรัฐประหารเชิงสัญญา) เป็นการรัฐประหารที่กองทัพอ้างอิงและให้สัญญาว่าทำไปเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งพบมากขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น กองทัพมักสัญญาว่าจะคืนประชาธิปไตย ให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด ตรงนี้เป็นเทรนด์ปกติ และมักบอกด้วยว่ามาชั่วคราวเท่านั้น การเข้ามาเป็นขั้นตอนจำเป็นในการปรับปรุงประชาธิปไตยให้ดีขึ้น ก่อนสิ้นสุดสงครามเย็นกองทัพทั้งหลายไม่เคยอ้างแบบนี้ แต่อ้างเรื่องความมั่นคง แต่หลังสงครามเย็นกองทัพทั่วโลกรู้ว่าวาทกรรมเดิมไม่เวิร์ค แต่เมื่อวิเคราะห์รัฐประหารเชิงสัญญา 11 กรณีซึ่งรวมไทยแล้ว การเลือกตั้งไม่ได้เกิดเร็วตามสัญญา และไม่พบว่าคุณภาพประชาธิปไตยหรือธรรมภิบาลได้รับการพัฒนาขึ้นแต่อย่างใดเมื่อเทียบกับก่อนรัฐประหาร มีตัวอย่างมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า ทุกประเทศที่เกิดรัฐประหารเชิงสัญญากลับพบว่าระดับความเป็นประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เศรษฐกิจ ถดถอยไปกว่าก่อนเกิดรัฐประหาร เป็นคำถามที่สำคัญมากว่า อยู่ดีๆ ไทยที่เคยก้าวหน้ามากทางเศรษฐกิจตกไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศเหล่านั้นได้อย่างไร ถ้าเราไม่ตอบเรื่องนี้ เราหลอกตัวเองที่จะมาพูดเรื่องการสร้างธรรมาภิบาล การลดความเหลื่อมล้ำ การปฏิรูป

(เมื่อปกป้อง จันวิทย์ ผู้ดำเนินรายการถามถึงทางออกจากปัญหาโดยให้มองอนาคตระยะยาว อะไรคือเนื้อหาสาระที่ต้องยึดไว้ให้มั่นในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)

อันนี้คุยล่วงหน้าไปเลย 20 ปีใช่ไหม (หัวเราะ) ผมว่าอาจารย์ปกป้องถามข้ามขั้น เราพูดถึงสังคมที่เท่าเทียม แต่เงื่อนไขพื้นฐานมันต้องเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพก่อน ประชาธิปไตยอาจไม่เพียงพอแต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น ฉะนั้น เราอาจต้องถามอีกคำถามหนึ่งว่า เราจะกลับไปสู่สังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่กว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ยังไม่สามารถออกจากระบอบรัฐประหาร จะมีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับก็หน้าตาไม่ต่างกัน เพราะมันตอบโจทย์ชนชั้นนำที่ยึดอำนาจ โจทย์นี้มันใหญ่และผมมองโลกแง่ร้ายว่ามันไม่ง่ายในรอบนี้ การจะเอาทหารออกจากการเมืองไทยในรอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งสุดท้ายที่สังคมไทยมีฉันทามติว่าทหารไม่ควรยุ่งกาเรมืองคือปี 2535 แต่ฉันทามตินี้ไม่เหลือ เพราะสังคมแตกเป็นสองข้าง

ขอพูดสั้นๆ ว่า ในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม สังคมอื่นเขาทำอย่างไร แบบที่ไม่ต้องใช้วิธีเผด็จการ เขาทำ 4 อย่าง คือ 1.ปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น ลดการผูกขาด 2.กระจายอำนาจการปกครองไปยังท้องถิ่น 3.ให้เสรีภาพกับสื่อและประชาชนเพื่อสร้างการตรวจสอบ 4.สร้างระบอบการเมืองที่มีการถ่วงดุลที่สมดุล

เพื่อจะบรรลุ 4 ข้อนี้ จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ต้องมีปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่าง คือ 1.การเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิด 2.สร้างพลังทางสังคมที่จะกดดัน 3. สร้างกติกาที่ดี ตอนนี้เราไม่มีเลยทั้งสามอย่าง วัฒนธรรมความคิด ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดเรื่องคนไม่เท่ากันได้ มันจึงยากที่จะนำไปสู่พลังทางสังคมหรือกติกา สังคมไทยยังมองคนไม่เท่า แค่ว่าสิทธิเลือกตั้ง หนึ่งคนหนึ่งเสียง ศตวรรษที่ 21 เรายังเถียงเรื่องนี้อีกเรียกว่าย้อนไปยุคกลางเลย โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับอาจารย์วรเจตน์ว่า ความเท่าเทียมคือผลผลิตของประชาธิปไตย เมื่อความเท่าเทียมบรรลุ ประชาธิปไตยก็จะมีคุณภาพมากขึ้น เพราะมันรวมทุกคนเข้ามาในสังคมและเขาก็จะรักและหวงแหนสังคม แต่สังคมไทย ยิ่งนานวันมีแต่กันคนออกไป ส่วนกติกานั้นเป็นขั้นท้ายสุด ในสภาพที่ชักเย่อกันอยู่นี้ และยังไม่มีชุดคุณค่าพื้นฐานร่วมกันเลยจะร่างกติกาที่ทุกคนยอมรับได้อย่างไร

ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ข้อดีประการเดียวของมันคือมีความชัดเจนในแง่เป้าหมาย ในแง่การเปลี่ยนย้ายอำนาจกลับไปสู่รัฐราชการรวมศูนย์ และถ่ายโอนอำนาจกลับไปสู่ชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้เขามากำกับควบคุมสังคมไทยแล้วกำหนดทิศทางประเทศ มันจึงไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตยและการสร้างความเท่าเทียม มันไม่ได้แก้ปัญหาการผูกขาดอำนาจ ไม่แก้ปัญหาให้ชนชั้นนำมีความพร้อมรับผิดต่อประชาชน การตรวจสอบชนชั้นนำที่ไปอยู่ในองค์กรอิสระ ส.ว. ตุลาการ ไม่มีความชัดเจนในร่างรัฐธรรมนูญนี้

คนกลัวนักการเมืองเข้ามาโกง เราต้องนิยามก่อนว่าใครคือนักการเมือง ผมว่าคือ คนที่เข้ามาใช้อำนาจในตำแหน่งสาธารณะ นักการเมืองอาจมีหลายเครื่องแบบ เราไม่ควรกลัวแค่นักเลือกตั้งมาโกง เราควรกลัวทหาร กลัวส.ว.แต่งตั้ง กลัวองค์กรอิสระ ที่จะมีอำนาจแล้วตรวจสอบอำนาจไม่ได้ มันน่ากลัวทั้งนั้นแหละ ทำไมไปกลัวแต่นักเลือกตั้ง แล้ว 80 กว่าปี ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ก็ผลัดเข้ามาใช้ประโยน์จากรัฐราชการรวมศูนย์โดยไม่เคยถูกปฏิรูป

เราเดินหลงทางมาไกลมาก สองปีที่ผ่านมานี้จนวันนี้ก็ยังหลงทางอยู่ หาทางกลับไม่เจอ ความหวังเดียวถ้าจะมี คือ ต้องมีฉันทามติใหม่ในสังคม ระหว่างพลังการเมืองต่างๆ เสื้อสีต่างๆ ไม่ต้องเห็นด้วยกันทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องเห็นร่วมกันว่าจะขัดแย้งกันต่อไปนี้เพื่อมุ่งไปสู่สังคมที่ดีตามที่ตนเชื่อ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ตราบใดยังไม่มีฉันทามติตรงนี้เราจะวนอยู่อย่างนี้อีกหลายปี และอาจต้องจัดการเสวนาอย่างนี้จนอายุ 80 เพื่อพูดเรื่องเดิม ทุกคนมาฟังแล้วปรบมือ แล้วเดินออกไปข้างนอกห้องก็หดหู่เหมือนเดิม

จริงๆ ถ้าเรารักกองทัพ เราต้องเอากองทัพออกจากการเมือง เพราะประสบการณ์ของทุกประเทศ ตั้งแต่สงครามเย็นเป็นต้นมา เราไม่ค่อยเห็นรัฐประหารโดยกองทัพอีก เพราะกองทัพที่มายุ่งทางการเมืองนานๆ จะอ่อนแอ กองทัพถูกดีไซน์มาปกป้องประเทศในภาวะรัฐสมัยใหม่ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาผลิตนโยบายสาธารณะ พอทำผิดหน้าที่ก็รวนไปหมด ถ้ารักกองทัพเราต้องค่อยๆ พาท่านออกจากการเมือง ให้ทำงานที่ถนัด เป็นกองทัพอาชีพ ขณะเดียวกันพรรคการเมืองก็ต้องปฏิรูป ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้คนผิดหวังและเป็นชนวนให้กองทัพมายึดอำนาจอีก

อภิชาติ สถิตนิรมัย

ความไม่มั่นคงของคนชั้นกลาง การนำเข้าไม่ครบ ทางออกสังคม ‘แก่ก่อนรวย’

ตัวเลขความเหลื่อมล้ำในรอบ 60 ปีนับตั้งแต่ปี 2500 นั้นพุ่งสูงตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทย จุดสูงสุดอยู่ราวๆ ปี 2535 แล้วตกลงมาเรื่อย ซึ่งเป็นข่าวดี การรวบอำนาจมันคือการรวบความมั่งคั่ง เพราะอำนาจทางากรเมืองถูกนำไปจัดสรรทรัพยากรที่เข้าข้างคนบางกลุ่ม ไม่แปลกที่อาจารย์ประจักษ์จะพูดว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยความเหลื่อมล้ำน้อย ดังนั้น เราจะพูดได้บ้างไหมว่าหลังพฤษภาทมิฬ เราเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

หากดูตัวเลขเฉพาะด้านรายได้ ประเทศไทยสูงติดอันดับต้นของโลก และอยู่อันดับสูงสุดในเอเชียและอาเซียน ถ้าเราแบ่งประชากรเป็น 5 กลุ่ม กลุ่ม 20% บนที่รวยที่สุด เงินออมพุ่งขึ้นอย่างเทียบไม่ได้เลยกับอีก 4 กลุ่มล่าง ส่วนกลุ่ม 20% ที่จนสุดนั้นติดลบแปลว่าติดหนี้ คนรวยส่วนใหญ่มีรายได้หลักที่ไม่ได้มาจากแรงงาน พวกซีอีโอมือทองมีเพียงนิดเดียว แต่ส่วนใหญ่รวยจาก Unearned Income หรือมาจากสินทรัพย์รูปแบบต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งก็มีความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์อีก ดูแล้วคนไทยมีความต่างกันมากถึง 70 เท่า ระหว่างคน 20% บนสุดและล่างสุด แต่คนเยอรมันนั้นมีความต่างไม่ถึง 1 เท่า

ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ คนชั้นกลางล่างรายได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคนชั้นกลางบน แปลว่าข้างล่างกำลังไล่กวด ช่องว่างห่างกันลดลง อันนี้แปลว่า เรามี ‘1% problem’ เหมือนอเมริกา เพราะคน 1% บนที่รวยที่สุดของสังคมไทย เติบโตใน 20 ปีเกือบ 300% แต่ คน 1% ที่จนที่สุดนั้นติดลบ

งานสำรวจที่เคยทำ ‘ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย’ ได้สอบถามคนที่ความคิด ‘เหลือง’ หน่อย คนที่ฐานะทางสังคมเศรษฐกิจสูงหน่อย เขาตระหนักเรื่องความเหลื่อมล้ำมากกว่าคนเสื้อแดงด้วยซ้ำ แปลว่าคนชั้นกลางบนมองขึ้นไปข้างบนแล้วเปรียบเทียบ เขาพบว่าสังคมเหลื่อมล้ำมหาศาล ขณะเดียวกันข้างหลัง (ชนชั้นต่ำกว่า) ก็ไล่ตามเข้ามา ฐานะของคนชั้นกลางกำลังถูกบีบทั้งบนและล่าง สิ่งที่ตามจึงเป็น insecurity (ความไม่มั่นคง) ทางความรู้สึก ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแปรเปลี่ยนเป็นความเหลื่อมล้ำด้านการเมืองได้

หากเราเหลียวหลังกลับไปดู ระบบทุนนิยมไทยที่นำเข้าในยุคสฤษดิ์ มีข้อดีทำให้คนส่วนใหญ่หลุดพ้นความยากจนออกมา ประเทศเราเป็นประเทศรายได้ปานกลาง คนส่วนใหญ่พอมีพอกินแต่เปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ไม่มีเงินออม แต่อีกทางหนึ่งมันขยายความเหลื่อมล้ำขึ้น และมันนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง คงไม่ต้องพูดมากว่า Trust (ความไว้วางใจ) ทางสังคมถูกทำลายไปมาก ไม่ว่าคุณจะพูดประเด็นอะไรขึ้นมา ต้องมีการแปะป้าย แปะสี มันเป็นสังคม “ทอนกำลัง” ตามคำหมอประเวศ วะสี มันร่วมมือกันไม่ได้ คุณจะผลักดันวาระแห่งชาติอะไรขึ้นมาก็ยาก เป็นผลต่อเนื่องของความขัดแย้งทางการเมือง

คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีเงินออมพอก็ต้องการสถาบันทางสังคมที่รองรับความเปราะบางทางเศรษฐกิจนี้ เป็นเรื่องเดียวกับที่ป๋วยเขียนไว้ในจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน สถาบันที่เป็น Social Safety Net สำหรับคนที่พ่ายแพ้จากระบบตลาด

ในสังคมเราความเหลื่อมล้ำสูงเพราะมีสถาบัน Safety Net ของเรามีน้อยมาก อย่างระบบประกันสังคมเพิ่งมีการจัดตั้งครั้งแรกในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ แต่มันยังไม่ครอบคลุม สถานการณ์ดีขึ้นหลังปี 2540 ก็เพราะนโยบาย 30 บาท เพราะคนส่วนใหญ่ของเรา 60% อยู่นอกระบบ ไม่มีประกันสังคมรองรับ ดังนั้น ถ้ามองดูสถานการณ์ปัจจุบันสถาบันเซฟตี้เน็ตที่เป็นความหวังของอาจารย์ป๋วยก็ยังบกพร่องอยู่มาก

เรายังมีปัญหาที่ท้าทายอีกอย่างในปัจจุบัน คือ ไทยเป็นสังคมที่จะชรามากขึ้นเรื่อยๆ และอย่างรวดเร็ว ตอนนี้สัดส่วนคนทำงานเรามีสูงที่สุดแล้วและมีแต่จะลดลงเรื่อยๆ ประเทศจะเข้าสู่สังคมคนแก่โดยสมบูรณ์คือ 20% ของประชากรมีอายุมากกว่า 60 ปี ในช่วง 2560 เศษๆ เท่านั้น แปลว่าสถาบันเซฟตี้เน็ตจะยิ่งสำคัญมากๆ คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยจะดูแลตัวเองได้ในวัยเกษียณหรือเปล่า สังคมเราจะเป็นสังคม ‘แก่ก่อนรวย’ เตรียมยากจนในวัยไม่มีแรงทำงาน นั่นแปลว่าคุณจะมีรายได้พอเพียงรองรับสังคมคนแก่ ต้องใช้สัดส่วนแรงงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงขึ้น ต้องยกระดับ Productivity (ผลิตภาพ) การผลิตของเราให้สูงขึ้น ผลิตภาพจะเพิ่มได้มันหนีไม่พ้นที่เราจะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันในการยกระดับเพื่อให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง เช่น การยกระดับผลิตภาพแรงงาน แรงงานจะร่วมมือกับนายจ้างคุณไหม มันขึ้นกับความแฟร์ในการแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหามาก สัดส่วนกำไรต่อจีดีพีของเราสูงขึ้น แต่รายได้แรงงานต่อจีดีพีกลับลดลง มันทำให้คนงานไม่มีแรงจูงใจจะปรับปรุงงานเพราะเขาถูกเอาเปรียบตลอดและแทบไม่ได้อะไรจากการร่วมมือปรับปรุงนั้น ฉะนั้น เรากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนเรื่องความไม่เป็นธรรมในระดับสูง ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง นำมาซึ่งการทำลายความไว้วางใจระหว่างชนชั้นในสังคม เมื่อมันหายไปก็จะเกิดการยกระดับผลิตภาพยาก จึงทำให้เกิดสังคมแก่ก่อนรวย ระบบประกันสังคมแบบที่ป๋วยคาดฝันก็จะไปไม่ถึง

ปัญหาทั้งหมดที่พูดมา เพราะ 50-60 ปีที่แล้วนำเข้าระบบทุนนิยมสมัยใหม่ในสังคมไทย แต่นำเข้าไม่ครบชุด ขาดอีก 2 สถาบัน คือ ไม่นำเข้าสถาบัน Social Safety Net มาด้วย และไม่ได้นำเข้าสถาบันการจัดการความขัดแย้งในสังคม เพราะ สังคมอุตาหกรรมต่อรองผลประโยชน์อย่างซับซ้อน ต้องมีสถาบันที่คอยจัดการความขัดแย้ง เราล้มเหลวตลอดในการสร้าง ตัวอย่างง่ายๆ คือ ต้องมีศาลที่ยุติธรรม เรานำเข้าระบบศาลรัฐธรรมนูญมาในปี 2540 แต่มันถูกแปรเปลี่ยนให้เข้ากับเนื้อดินสังคมไทย แทนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะทำตามฟังก์ชั่นในการยุติความขัดแย้งในสังคม ผลงานที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ว่าก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมหนักขึ้นอีก

ผมมีข้อเรียกร้องว่า ต้องขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพให้มากที่สุดในทุกแง่มุมม เรานำเข้าระบบทุนนิยมสมัยใหม่มา แต่ขาดอีกสองสถาบัน เราจะสร้างมันอย่างไร เนื่องจากมันนำเข้าสถาบันไม่เหมือนการนำเข้าเครื่องจักร การนำเข้ากับสถาบันต้องปรับให้เข้ากับเนื้อดินของสังคมไทย มีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้การนำเข้าสถาบันแล้วมันเข้ากับสังคมไทยแล้วไปข้างหน้ากับระบอบประชาธิปไตยซึ่งมันไปกันได้กับระบบทุนนิยมด้วย เงื่อนไขนั้นคือ ความเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่ว่าพื้นที่สิทธิเสรีภาพ ในวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์หรือที่เรียกว่า Participatory Politics เป็นอภิแม่แบบการสร้างสถาบัน เพราะมันทำหน้าที่รวบรวมความคิดข้อมูลจากคนจำนวนมากแล้วดึงมาปรับแต่งให้สถาบันที่ทำหน้าที่สองอย่างที่กล่าวถึงนั้นเข้ากับเนื้อดินสังคมไทย ซึ่งจะส่งผลให้สร้างความเป็นธรรมและลดความขัดแย้ง

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเสนอและอยู่ในตรรกะเดียวกันคือ ต้องกระจายอำนาจขนานใหญ่ลงสู่ท้องถิ่น ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีคำตอบต่อเรื่องนี้ มันจะทำให้คนกว้างในท้องถิ่นส่งต่อข้อมูลความคิดได้ และมันทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองลดลงด้วย ส่วนกลางรวมศูนย์มีอำนาจตัดสินใจหมดก็เท่ากับผลประโยชน์จากการยึดรัฐส่วนกลางสูงมาก เราต้องทุบอำนาจนี้ให้แบะแล้วกระจายสู่ชนบททั่วประเทศ มันจะทำให้ผลได้จากการยึดอำนาจส่วนกลางน้อยลง จะทำให้คนไปแข่งกันที่ท้องถิ่นมากขึ้น ความขัดแย้งความรุนแรงที่ต้องการยึดรัฐส่วนกลางจะน้อยลง

สุดท้าย ระบบราชการต้องปฏิรูปขนาดใหญ่ ไทยแลนด์ 4.0 กำลังจะถูกนำโดยรัฐราชการ คุณคิดว่ามันรอดไหมในทางเศรษฐกิจ


ยุกติ มุกดาวิจิตร

รากคิด "คนเท่ากัน" และ 4 โจทย์ใหม่-ใหญ่ของสังคมที่รัฐธรรมนูญไม่ตอบ


ของแบ่งการพูดเป็น 2 ส่วน ตับแรกเรียกว่า ‘ความเท่าเทียม’ ตับสองเรียก ‘ความเท่าเทียมๆ’ เพราะคำนี้น่าสนใจ ความเท่าเทียมนั้นตกลงมันจะเท่าจริงหรือเท่าเทียม (ไม่จริง)

ถามว่าในแง่การศึกษาด้านสังคมวัฒนธรรมเขาพูดถึงอะไรกันในเรื่องนี้ เขาพูดมานานแล้วว่า การศึกษาเรื่องนี้วางอยู่บนหลักการสำคัญ คือ 1.หลักการของคนเท่ากัน 2.ไม่มีสังคมใดเหนือสังคมอื่น หลักการทั้งสองเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่มันยอมรับทั้งการมีอยู่ของปัจเจกบุคคลและของสังคม และยึดมั่นว่าความแตกต่างของปัจเจกและความหลากหลายของสังคมนั้นไม่ได้บอกว่าใครเหนือกว่าใคร ดังนั้น มันต้องมองคนเท่ากันตั้งแต่แรก

ในระดับพื้นฐาน ทำไมการศึกษาทางสังคมวัฒนธรรมต้องยึดหลักการ “คนเท่ากัน” เมื่อต้องเผชิญหน้าของการแยกสิ่งมีชีวิต ในสาขามนุษยวิทยากายภาพ พบโจทย์สำคัญคือ คนกับลิง ก่อนหน้านี้ร้อยกว่าปีอาจไม่มีปัญหานี้ เพราะเชื่อกันแต่แรกว่าคนแตกต่างจากลิงโดยไม่มีข้อสงสัย แต่ข้อสงสัยนี้สำคัญขึ้นมาเมื่อถึงยุคสมัยที่คนเชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ และมนุษย์กับลิงมีบรรพบุรุษร่วมกัน แล้วจะแบ่งอย่างไร จะใช้เกณฑ์อะไร ลิงมีหลายเผ่าพันธุ์ มนุษย์ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์มีมากกว่าหนึ่งเผ่าพันธุ์นั้นคือสถานการณ์เมื่อสองล้านปีที่แล้ว ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองทางชีววิทยาจะมีสิ่งที่เรียกว่า จีนัสโฮโม ซึ่งมีหลายโฮโม หลายเผ่าพันธุ์ แต่ความแตกต่างของมนุษย์เหล่านี้หายไปเมื่อราวล้านปีที่แล้ว ถ้าใครที่เชื่อว่ามนุษย์ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แปลว่าเขาเป็นมนุษย์เมื่อสองล้านปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้เหลือเผ่าพันธุ์เดียว คือ โฮโมซาเปี้ยน (ซาเปี้ยนแปลว่า wisdom) ดังนั้น ทางกายภาพพื้นฐานที่สุด ไม่ว่ากำเนิดที่ไหนอย่างไร โดยพื้นฐานแล้วมีพันธุ์เดียวกัน ทุกคนจึงมีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มีความคิดทัดเทียมกัน แต่ทำไมมนุษย์ถึงต่างกัน นี่คือความมหัศจรรย์ของมนุษย์ ในพื้นฐานที่เหมือนกัน มนุษย์มีทางเลือกเยอะมาก มีจำนวนภาษา 5,000-7,000 ภาษา

หลักการสำคัญอีกข้อ คือ “ไม่มีสังคมใดเหนือสังคมอื่น” หลักการนี้วางบนแนวคิดสัมพัทนิยมทางวัฒนธรรม และไม่ยึดมั่นวัฒนธรรมของตัวเองเป็นหลัก อย่าเอาค่านิยมของคุณไปตัดสินสังคมอื่น เช่น เห็นคนไม่ใส่เสื้อผ้าก็อย่าทึกทักว่าเขาต่ำกว่าเรา ความคิดแบบนี้แง่หนึ่งถูกบิดเบือนได้เหมือนกัน ในสังคมประชาธิปไตยความคิดทั้ง 2 ข้อนี้ มันอาจดูขัดแย้งกัน เพราะในหลายสังคมวัฒนธรรมไม่เคารพความเท่าเทียมกันของบุคคล พอถูกชาวโลกท้วงติงก็เอาความเท่าเทียมกันของวัฒนธรรมมากลบเกลื่อนความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม เช่น สังคมนิยมหมอบกราบจะบอกว่าอย่าเอาค่านิยมอื่นมาบอกว่านั่นเป็นสิ่งไม่พัฒนา อันนี้เป็นความคิดที่บิดเบือนหลักการ “ไม่มีสังคมใดเหนือสังคมอื่น” เพราะมันมีเพื่อเอาไว้ปกป้องคุ้มครองสังคมที่ถูกดูถูกดูแคลน แต่ในสังคมไทยนั้นบิดเบือนแนวคิดนี้เอามาปกป้องคนอยู่ในอำนาจของสังคม

มีการพูดกันมากในรอบหลายปีว่า หลักสิทธิมนุษยชน แนวคิดประชาธิไตยเป็นแนวคิดตะวันตก เป็นวัฒนธรรมที่ไปรับมาทำไม จริงๆ แล้วถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์ของสองสิ่งนี้ซึ่งได้รับการสถาปนาและใช้เป็นแบบอย่างมาจากสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส จะพบข้อถกเถียงใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรม พบว่า ในฝรั่งเศสซึ่งมีอาณานิคมมากมาย เฮติซึ่งเป็นหนึ่งในอาณานิคมของฝรั่งเศสพบว่าการลุกฮือของชาวเฮติที่เกิดขึ้นก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส และการลุกฮือของเฮติเป็นแรงบันดาลใจให้ฝรั่งเศส นอกจากนี้ก่อนการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา คนยุโรปที่อพยพไปพบกับคนพื้นเมืองอเมริกันอินเดียน แล้วพบภารดรภาพแบบประชาธิปไตย เคารพซึ่งกันและกัน และเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ดังนั้น สองหลักนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแนวคิดของตะวันตก

แล้วสังคมไทยมีแนวคิดแบบนี้ไหม ถ้าจะบอกว่าสองอย่างนี้ไม่อยู่ในเนื้อดินสังคมไทย เรากำลังหมายถึงคนกลุ่มไหนที่ไม่ยอมรับสองหลักการนี้ อย่างน้อยที่สุดเรามีหลักฐานชัดเจนว่า แนวคิดสิทธิมนุษยชนประกาศไว้ในประกาศของคณะราษฎรฉบับหนึ่ง “...ต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาพกัน (ไม่ใช่ให้พวก...มีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรอย่างที่เป็นอยู่)” เราไม่ได้ถูกตะวันตกบังคับให้ยอมรับ แต่เพราะคนในประเทศเองเห็นว่าควรต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เห็นคนเท่ากัน

สำหรับตับที่สอง ความเท่าเทียมๆ

หลังการแถลงของหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งไม่อยากจะเอ่ยื่อ ผมคิดว่าเริ่มมีอะไรน่าสนใจมากขึ้นของแนวโน้มการลงประชามติ ณ นาทีนี้โจทย์ที่ถามว่าจะโหวตแบบไหน มันอาจเลยไปถึงว่า ทำไมกระแสโหวตโนมันแรงขึ้นเรื่อยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปิดกั้นสิทธิการแสดงออกมากมาย แล้วตกลงโจทย์ของสังคมไทยขณะนี้คืออะไร ตรงนี้เห็นว่าแนวคิดของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังเป็นประโยชน์ นั่นคือแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรในปัจจุบันนี้ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรือยังไม่ได้สะท้อนฉบับวัฒนธรรมที่เรามี ถามว่าแล้ววัฒธรรมคืออะไร สังคมไทยใหญ่มาก เราไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเนื้อเดียวกัน เราต้องประเมินว่ารอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่เราอยู่ด้วยกันมีโจทย์อะไรใหม่ๆ บ้าง เราเถียงกันเรื่องอะไรอยู่ จึงอยากชวนย้อนกลับไปพูดถึงรัฐธรรมนูญ 2540 หลังเปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังอาศัยฐานของรัฐธรรมนูญ 2540 มากเหมือนกัน แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 มันตอบโจทย์อะไร โจทย์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ชัดเจน มี 3 ข้อ 1.การทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและบริหารประเทศได้อย่างแท้จริง 2.การกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น และยอมให้ท้องถิ่นเก็บภาษีบำรุงท้องที่ได้ 3.การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระ ในขณะนั้นเราพูดเรื่องความโปร่งใสมากมายเพื่อตอบโจทย์ว่าเมื่อให้อำนาจนักการเมืองมากแล้วก็ต้องออกแบบสถาบันที่จะถ่วงดุล สามข้อนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมากมาย

ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ 2540 กลายเป็นผู้ร้าย และถูกฉีกสองครั้งสองคราเพราะผลของมันก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ สร้างคนกลุ่มใหม่ขึ้นมาแล้วไปท้าทายอำนาจของคนกลุ่มเก่า ถ้าถามเลยไปอีกว่า แล้วในปัจจุบันนี้มีโจทย์อะไรที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับประชามติมีโอกาสไม่ได้รับความเห็นชอบ ถ้าต้องร่างใหม่มีโจทย์อะไรสำคัญ เห็นว่ามีดังนี้

1.ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาชน

2.การถ่วงดุลระหว่างการปราบโกงกับการดำเนินนโยบายเพื่อสนองความต้องการของประชาชน

3.การถ่วงดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพประชาชนกับความมั่นคงของรัฐ

4.ความยุติธรรมและการปรองดอง

สำหรับเรื่องการปราบโกงกับการผลิตนโยบาย ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 กลไกที่งอกเงย คือ องค์กรอิสระ สาแหรกต่างๆ ที่สืบทอดมาจาก คสช. กลายป็นว่าร่างนี้เน้นกลไกควบคุมนักการเมืองและวางนโยบายอีก 20 ปี แต่มันกลับไม่พูดถึงว่าปัญหาใหม่ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันโลกนี้เขาพูดอะไรกันบ้าง ทุกอย่างถูกมองข้ามไปหมด พูดแต่เรื่องปราบโกงอย่างเดียว โดยไม่มีความฝันใหม่ๆ

สำหรับเรื่องสิทธิเสรีภาพกับความมั่นคง กรอบความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐควรอยู่ตรงไหน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ร่างโดนวิจารณ์มากคือ หลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพหายไปอย่างมาก และความมั่นคงมากำกับอย่างมาก

สำหรับประเด็นสุดท้าย เราไม่ค่อยได้พูดถึงในการถกเถียงในการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จริงๆ มีศัพท์ที่เรียกว่า “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” แต่คำว่า ความยุติธรรม และคำว่า ระยะเปลี่ยนผ่าน ถูกใช้จนคลาดเคลื่อน ประเด็นคือเราเลี่ยงไม่ได้กับข้อเท็จจริงที่ว่าเราบอบช้ำกันมามาก เราผลัดกันเป็นเหยื่อและผลัดกันใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ผลัดกันเป็นผู้ละเมิดประชาชนและเป็นประชาชนที่ถูกละเมิด ทำอย่างไรจะก้าวข้ามตรงนี้ สังคมไทยต้องกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นและบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญ ทำอย่างไรจะเยียวยาเหยื่อทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายใด เหตุการณ์ใด จะให้ความยุติธรรมกับเขาได้อย่างไร

ถ้าสี่ข้อนี้ไม่ถูกตอบ เราจะอยู่ในวังวนความขัดแย้งนี้อย่างไร

วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ความสัมพันธ์ของความเท่าเทียม-ประชาธิปไตย-นิติรัฐ และการชักเย่อที่ยังไม่จบ


เมื่อรับมาพูดในเวทีเรื่องความเท่าเทียมของชีวิตก็ค่อนข้างหนักใจ เพราะหากดูอาจารย์จากสาขาต่างๆ ที่มาร่วมจะเห็นว่า กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ทีหลังสุด ทุกอย่างถูกคิดโดยนักคิดสาขาอื่นๆ มาก่อนแล้วจึงมาร่างกฎกติกา วิชานิติศาสตร์เองจึงค่อนข้างแปลกแยก เนื่องจากลักษณะของนิติศาสตร์เป็นศาสตร์ของการใช้กฎหมาย การตีความ และวิธีการซึ่งการได้มาซึ่งความรู้และการตีความต่างกับสายสังคมศาสตร์

ต่อคำถามที่ได้รับว่า ความเท่าเทียมกันกับประชาธิปไตยนั้นสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร ในทางกฎหมายไม่ค่อยได้ใช้คำว่า “ความเท่าเทียม” แต่ใช้คำว่า “ความเสมอภาค” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ คำอธิบายก็คือ คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันอยู่ คนแต่ละคน unique ทั้งสิ้น ในสังคมบ้านเราเองก็ยังชอบอธิบายว่า คนเรานิ้วมือยังไม่เท่ากันเลย จะทำให้คนเท่าเทียมได้อย่างไร เราต้องยอมรับว่าหลักคิดเรื่องความเสมอภาค สืบสาวกลับไปได้ในอารยธรรมตะวันตก หรืออมุมมองตะวันตกอธิบายได้ชัดกว่ามุมมองตะวันออก เขามีไอเดียว่า มนุษย์เสมอหน้ากันต่อหน้าพระเจ้า แล้วพัฒนาเป็นหลัก มนุษย์เสมอภาคกันเบื้องหน้ากฎหมาย ไอเดียแบบนี้เป็นการจัดการปกครองโดยกฎหมาย กำหนดกฎเกณฑ์การให้ความยุติธรรมแก่บุคคล ถามว่านิติรัฐกับประชาธิปไตยสัมพันธ์กันอย่างไร ผมคิดว่า การใฝ่หาความเสมอภาคนั่นแหละเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการเรียกร้องระบอบการปกครองประชาธิปไตย

ย้อนกลับดูในอดีตที่ไอเดียประชาธิปไตยยังไม่เป็นแบบนี้หรือแพร่หลายแบบนี้ ในอดีตการปกครองต้องมีผู้นำ เราบอกว่าการปกครองแบบนั้นคล้ายกับเผด็จการก็ได้ แต่มันยังไม่เป็นระบบระเบียบ ยุคสมัยนั้นเมื่อปกครองไปถึงจุดจุดหนึ่งคนจะเรียกร้องความเสมอภาค มนุษย์เราในเบื้องต้นต้องหาความปลอดภัยให้ชีวิตตัวเองเป็นเบื้องแรก เมื่อปลอดภัยแล้วก็จะเริ่มมองคนอื่น เมื่อมองเห็นคนอื่นแล้วพบว่ามีความไม่เท่ากันจึงเกิดการเรียกร้อง ประชาธิปไตยจึงเป็นการต่อสู้เรียกร้องอยู่โดยตลอด

ถ้าเราบอกว่าประชาธิปไตยเป็นผลมาจากการเรียกร้องให้มีความเสมอภาค แล้วในระบอบประชาธิปไตย อะไรจะเป็นเครื่องประกันว่าเราจะเสมอภาคกันได้จริง ข้อจำกัดในการเกิดเป็นมนุษย์นั้น ไม่มีใครเกิดมาแล้วจะเหมือนกันได้เลย แต่ในทางกฎหมายเราไม่ได้มุ่งให้ทุกคนมีทุกอย่างเหมือนกันหรือเท่ากันเพราะมันอาจอันตรายกับเรื่องเสรีภาพเหมือนกัน ในทางกฎหมายมันจึงหมายถึงเรื่องโอกาส รัฐต้องสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นให้คนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การแข่งขันเท่าเทียมกัน ซึ่งมันก็ต้องมีกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย ถ้ากฎหมายออกโดยใครก็ได้ตามใจคนนั้นมันก็จะย้อนกลับไปสู่ระบอบอันเดิมก่อนเป็นประชาธิปไตยซึ่งเอื้อต่อพวกพ้องของตัวเอง ระบอบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมในการปกครอง ด้านหนึ่งมีคุณค่าพื้นฐานให้คนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ดังนั้นกฎหมายก็ต้องออกโดยคนทั้งหลายที่มีสิทธิมีเสียงในการปกครอง สองสิ่งนี้จึงเป็นเงื่อนไขต่อกันและกัน ถ้ากฎหมายไม่ได้ออกโดยคนทั่วไปมันก็ยากที่จะต่อรองให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับคนทั่วไปได้ ฉะนั้น ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตยและนิติรัฐ ต้องมีหลักการ 2 อย่างนี้คู่ไป คือ 1.ประกันเสรีภาพบุคคล คือ ต้องมีแดนแห่งเสรีภาพของบุคคล จะก้าวล่วงไม่ได้ ต้องให้เขาได้แสดงศักยภาพเต็มที่ 2. คนๆ นั้นเรียกร้องรัฐให้ปฏิบัติต่อเขาให้เท่าเทียมกันกับบุคคลอื่น เป็นสิทธิให้คนเรียกร้องต่อรัฐให้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

ความคิดแบบนี้เป็นผลิตผลของการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ มีหมุดหมายสำคัญจาก 2 เหตุการณ์ คือ การประกาศอิสรภาพของสหรัอเมริกา และปฏิวัติฝรั่งเศส ไอเดียกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ตั้งฐานจากสองเหตุการณ์นี้ กฎหมายมหาชนสมัยใหม่จึงผูกกับหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐ จึงเป็นธรรมดาที่กฎหมายมหาชนสมัยใหม่จะไปไม่ได้กับรัฐเผด็จการ เพราะรัฐแบบนั้นไม่มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐเลย

สังคมก่อนประชาธิปไตยนั้นปฏิบัติกับคนไม่เสมอภาคกัน เอารัดเอาเปรียบกัน คนเกิดชนชั้นสูงได้เปรียบกว่าในการเข้าถึงทรัพยากร คนที่เหลือรับกับสภาวะแบบนี้ไม่ได้จึงเกิดการเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เฉพาะประชาธิปไตยอย่างเดียวไม่พอ เพราะยุคแรกประชาธิปไตยเน้นเสรีภาพของบุคคลนั้นจริงอยู่ แต่นึกดูว่าคนเรามีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ไม่ช้านานก็เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เกิดความเหลื่อมล้ำอีก ในแง่นี้ตัวกฎเกณฑ์ของรัฐที่จะสร้างความเท่าเทียมต้องเป็นประชาธิปไตยที่คำนึงถึงสวัสดิการสังคม

จริงๆ เรามีปัญหาตั้งแต่ขั้นแรก ต้องถามว่าเราเป็นประชาธิปไตยและนิติรัฐไหม ผมคิดว่าเราอยู่ในระบอบชักเย่อกัน การหาจุดคุณค่าพื้นฐานร่วมกันยังไม่จบ หลายสิบปีที่ผ่านมา ปัญหารากฐานประชาธิปไตยยังไม่จบ ปัญหาที่เกิดขึ้นยังชักเย่อระหว่างแนวคิดประชาธิปไตยกับแนวคิดปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ถ้าการต่อสู้จบเมื่อไร มีคุณค่าพื้นฐานร่วมกัน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐไม่เลือกปฏิบัติ เราจะเจอปัญหาสวัสดิการสังคมอีก การทำให้รัฐเราสู่จุดหมายแบบป๋วยนั้นย่อมต้องใช้เวลาอีกนานมาก เพราะปัญหาในทางโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองมันยังไม่เสร็จ ไม่จบ

กลไกที่มีอยู่ในระบบกฎหมายที่เรารับมาจากตะวันตก เมื่อเข้ามาในระบบเราแล้ว กลไกแบบนั้นไม่ได้ serve คุณค่าแบบที่เราพูดถึง เพราะมันยังไม่ถูกฝังลงในทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนตั้งแต่ฉบับสองว่า บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย รับต่อเนื่องมาตลอด แต่ในทางความเป็นจริง เวลาใช้กฎหมายในบ้านเราหลายกรณียังห่างจากหลักความเสมอภาคที่ควรจะเป็น

อันหนึ่งที่สำคัญ เวลาเราพูดถึงความเสมอภาคเป็นส่วนหนึ่งของนิติรัฐ นิติรัฐคือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม บางทีนักกฎหมายก็พูดแค่ว่านิติรัฐคือ รัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย วันนี้มีการอ้างกฎหมายเต็มไปหมด และคนที่อ้างก็เป็นคนออกกฎหมายเอง กฎหมายกลายเป็นอะไรบางอย่างที่กดทับคน แต่เรากลับไม่ได้พูดถึงเนื้อหาว่ากฎหมายต้องมีเนื้ออย่างไร นิติรัฐต้องปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม หรือมีองค์ประกอบความยุติธรรมอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีก็เป็นกฎหมายดิบๆ เถื่อนๆ

เผด็จการไม่มีทางที่จะส่งมอบความเท่าเทียมกันได้ เพราะธรรมชาติของตัวระบอบอำนาจรวมศูนย์กับผู้มีอำนาจ กฎเกณฑ์ที่ออกไม่ได้ผ่านการต่อรองกัน และขาดเรื่องความชอบธรรม ในแง่นี้ทุกคราวที่มีระบอบเผด็จการถึงต้องมีคนเรียกร้องประชาธิปไตยเพราะมันมีพื้นฐานที่ดีที่จะต่อรองกัน มันกำหนดกฎเกณฑ์มัดอำนาจของรัฐไว้กับหลักการความเสมอภาค และมีการตรวจสอบและควบคุมในระนาบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ไม่ยอมตรวจสอบองค์กรที่ครองนิยามของความดี ประชาธิปไตยนิติรัฐปฏิเสธไอเดียเลือกปฏิบัติเช่นนั้น เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยเสมอภาคและเสรี ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน และตามมาด้วยหลักที่บุคคลย่อมเสมอภาคกันในกฎหมาย แต่รายละเอียดของมนุษย์เราอาจไม่เหมือนกัน รัฐจึงต้องจะสร้างกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้คนแต่ละคนเสมอภาคกันทางโอกาส

(ปกป้อง จันวิทย์ ผู้ดำเนินรายการถามถึงทางออกจากปัญหาว่าจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมได้อย่างไร โดยขอให้มองอนาคตที่ไกลกว่าความขัดแย้งเฉพาะหน้า อะไรคือเนื้อหาสาระที่ต้องยึดถือไว้ให้มั่น อะไรคือหลักที่ควรมีในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)

รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยต้องมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยที่กำเนิดมาจากเจ้าของอำนาจ คือ ประชาชน เวลาออกแบบรัฐธรรมนูญต้องเป็นห่วงโซ่หรือสายธารที่โยงจากประชาชนไปยังคนใช้อำนาจของรัฐโดยไม่ขาดตอนลง คำถามที่สำคัญคือ คนที่จะมาใช้อำนาจสาธารณะมีจุดยึดโยงกลับมาเจ้าของอำนาจอย่างไร แล้วเขาจะรับผิดชอบต่อประชาชนเอง ปกติสายโซ่ที่ชัดเจนคือ สภาผู้แทนราษฎร ส่วนองค์กรอื่นที่ห่างออกไปเราต้องปฏิเสธการตั้งองค์กรคนดี ถ้าตัดขาดจากประชาชนหรือไม่มีความพร้อมรับผิด ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครในการใช้อำนาจ ถ้าจะมีระบบถ่วงดุลอำนาจก็ต้องตั้งฐานจากประชาธิปไตย ไม่ใช่เอาจากฐานอื่นมาถ่วงดุล จะสู้กับองค์กรที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยด้วยองค์กรที่อ้างความชอบธรรมลักษณะอื่นไม่ได้ ยกตัวอย่าง เราจะทำรัฐธรรมนูญ เรามีหลักการแบ่งแยกอำนาจ ทุกองค์กรต้องเชื่อมโยงกลับมาที่เจ้าของอำนาจ ตุลาการก็ต้องเกาะเกี่ยวด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ปล่อยให้ศาลหลุดออกไปแล้วจัดระบบกันเอง ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้จะให้การเมืองครอบงำตุลาการ แต่ฝ่ายตุลาการนั้นการจัดโครงสร้างก็ต้องมีความพร้อมรับผิด เช่น คณะกรรมการตุลาการที่คัดสรรตุลาการ ต้องตอบได้ว่ามาจากองค์กรไหนและสืบสาวมากับประชาชนอย่างไรซึ่งก็ทำได้หลายรูปแบบ ถ้ามีความผิดเกิดขึ้นจะรับผิดชอบอย่างไร หรือองค์กรอิสระก็จะหลุดจากการตรวจสอบไม่ได้ กองทัพเป็นหน่วยงานประจำ แต่ระบบตรวจสอบต้องมีผู้ตรวจการกองทัพ คนนั้นต้องรู้เรื่องในกองทัพแล้วรับผิดชอบต่อสภาหรือประชาชนโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราต้องสืบสาวทุกอย่างมาที่ประชาชนได้ อาจยกเว้นได้เช่นองค์กรที่ปรึกษา ระดับความชอบธรรมทางประชาธิปไตยอาจไม่จำเป็นต้องเข้มข้นเท่าองค์กรที่ใช้อำนาจ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา องค์กรตุลาการเป็นองค์กรที่ขาดสิ่งเหล่านี้มาก

ในรัฐธรรมนูญที่กำลังทำกันอยู่ทำให้ปัญหาลักษณะแบบนี้หนักขึ้นไปอีก เพราะเขากลัวองค์กรจากากรเลือกตั้งครอบงำองค์กรแบบอื่น องค์กรจากการเลือกตั้งมันมีทั้งฝ่ายข้างมากและฝ่ายข้างน้อย ก็ให้เขาถ่วงกัน และมันจะมีคนทั้งสองส่วนจะอยู่ในหน่วยงานเหล่านั้นทำการเช็คบาลานซ์อำนาจกัน เราต้องบาลานซ์โดยอย่าปฏิเสธประชาธิปไตย ผมไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบถ่วงดุล แต่มันขัดดกันไม่ได้กับหลักประชาธิปไตย

(ผู้ดำเนินการถามว่า ช่วงหลังมีคนพูดว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับปราบโกง การโกงก็ทำลายความเท่าเทียม ทุกคนต่างยอมรับกับเรื่องนี้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงได้จริงไหม?)

ผมจะตอบคำถามนั้นโดยการตั้งคำถาม ในร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกเสียงประชามติ มาตราสุดท้าย มาตรา 279 ให้บรรดาประกาศคำสั่งและการกระทำของ คสช.หรือหัวหน้าคสช.ที่บังคับอยู่ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญหรือจะบังคับใช้ต่อไป ไม่ว่าทางนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คำถามคือ สมมติว่าร่างนี้ประกาศใช้จริง อีกหลายปีข้างหน้า มีคนสงสัยว่าการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อปี 2557 เป็นต้นมาอาจมีการทุจริตเกิดขึ้น อาจโดย คสช.หรือคนปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. เราจะตรวจสอบการทุจริตได้ไหม ในเมื่อมันมีการรับรองไว้แล้วว่าการกระทำต่างๆ เหล่านี้ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย บทบัญญัติแบบนี้จะปิดการตรวจสอบโดยสิ้นเชิงใช่ไหม อย่างนี้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงได้หรือไม่

เมื่อพิจารณาดูสิ่งที่เขาเรียกว่าปราบโกง คือ การกำหนดคุณสมบัติเข้าสู่ตำแหน่งไว้ว่าใครต้องคำพิพากษาไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ แต่ถามว่ามีตัววิธีการการปราบโกงไหม ไม่มี อาศัยเพียงกำหนคุณสมบัติคนเข้าสู่อำนาจ เท่าที่ศึกษารัฐธรรมนูญทั่วโลกไม่มีการเขียนกฎหมายปราบการทุจริตคอร์รัปชันได้เลย การปราบทุจริตคอร์รัปชันต้องทำโดยกลไกอย่างอื่นด้วย กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังกลไกทางวัฒนธรรม กลไกทางสังคม การเปิดให้มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งมาตราฐานเดียวกัน มิพักต้องพูดถึงว่าภายใต้การต่อสู้ทางการเมืองหลายสิบปีนี้ มีเสียงพูดถึงเรื่องสองมาตรฐาน ผมพูดจริงๆ แม้แต่คำพิพากษาของศาลที่ตัดสินแล้วในหลายกรณีถกเถียงได้ จะเอาตรงนี้เป็นเกณฑ์เด็ดขาดเลยเป็นเรื่องลำบาก เกรงว่าสิ่งที่เชื่อว่าปราบโกงนี้จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในการขจัดคนที่ไม่ชอบไม่ให้เข้ามาสู่ตำแหน่ง