วันพุธ, มีนาคม 01, 2566

‘เปเปอร์’ ฉบับที่ ประวิตร วงษ์สุวรรณ เซ็นกำกับ อย่างดี ‘ซี-พลัส’ คนอ่านอาจโดนสับขาหลอก

ถึงจะเป็นเช่น การดี ศรีสุเมธ ว่า “เสนาธิการที่ปรึกษา​ที่ร่างให้แก...กลุ่มนี้มีแนวคิดเสรีประชาธิปไตย​พอควร” เปเปอร์โอดครวญของ เฮียป้อม ไม่ได้ทำให้ความหวังบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปยังความหมายจริงจังของ ประชาธิปไตย

นั่นคือนอกจาก เสรี แล้วยังต้อง เท่าเทียม ด้วย เปเปอร์ ฉบับที่ ประวิตร วงษ์สุวรรณ เซ็นกำกับว่า “ผ่านการตรวจทานจากผมแล้ว และผมขอรับผิดชอบทุกตัวอักษร” อย่างดี ซี-พลัสเพราะข้อสรุป ‘synopsis’ ไม่สัมฤทธิ์ผล ดังตัวอย่าง

ประโยคที่ว่า “ต้นตอของปัญหาที่สร้างความขัดแย้ง ขยายเป็นความแตกแยกระหว่าง ฝ่ายอำนาจนิยมกับ ฝ่ายเสรีนิยมที่หาจุดลงตัวร่วมกันไม่ได้” มิใช่ข้อสรุป แต่มันเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งสองสิ่งตรงข้ามกันย่อมร่วมกันไม่ได้

และประโยคต่อไป “เพราะพยายามหาทางให้ ฝ่ายตัวเอง ชนะอย่างเด็ดขาด-ทำลายอีกฝ่ายให้สิ้นสูญนี่ก็ไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้อง เนื่องจากผู้ที่ห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามมีแต่ฟากอำนาจนิยมเท่านั้น พวกเสรีนิยมมักจะประนีประนอม และหน่อมแน้มอยู่เสมอ

หากมองอย่าง พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ก็ต้องว่างานนี้โดนป้อมสับขาหลอก “ประยุทธ์กับประวิตรเป็นคู่แฝดเหมือนถนอม-ประภาส” เขาว่า “บางครั้งเหมือนแยกกันเดิน แต่ความจริงขาดกันและกันไม่ได้ ประยุทธ์ขาดประวิตรก็ขาลอย

ประวิตรขาดประยุทธ์ก็ขาดพระเครื่องคุ้มกัน เรื่อง ประวิตรลอยแพประยุทธ์ จึงเป็นนิทานโกหก...หลายคนเพ้อฝันว่าประวิตรคือ ตั๋วกลับบ้านแบบเท่ๆ ของทักษิณ” พิชิตคิดว่า การแก้ตัวเรื่องปี ๕๓ และรัฐประหาร ๕๗ นั้นคือการฟอกขาว

อีกคน ต้นกล้า จรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ (พรรคก้าวไกล) ก็คิดอย่างนั้น เขาบอก “พยายามเล่าประสบการณ์มายืดยาวว่าตัวเองเปลี่ยนความคิดไปยังไงบ้าง จะกลับมาหนทางประชาธิปไตยแล้วอย่างนั้นอย่างนี้ คุณยังไม่ได้ขอโทษประชาชนเลย”

แต่มีคนดังบนจอสองรายโดดงับเปเปอร์ฉบับนั้นทันที คือ อั๋น ภูวนาท คุนผลิน กับ แขก คำผกาลักขณา ปันวิชัย รายแรกว่า “เจ๋งมาก ปฏิวัติไม่ใช่คำตอบ ไม่ต้องถามว่าเขายังรักกันดีแค่ไหน” รายหลังบอกนี่ “เป็นช่วงเวลาดีที่สุด ในรอบ ๘ ปี”

หวังแต่ว่าจะไม่มีช่วงเวลาดีๆ อย่างนี้อีก ในรอบสี่ปีหรือแปดปีข้างหน้าน่ะนะ

(https://www.facebook.com/Tonkla.mfp/posts2BDgXhNnHA, https://www.facebook.com/pichitlk/posts/e9w4iYGK, https://www.facebook.com/photo/?fbid=143430951939876&set=a.113062351643403 และ https://www.facebook.com/Gandee01/posts/P35weYQ13)

วันสุดท้ายของสภา ยังคงต้องรอ อำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน ต่อไป



Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
7h
วันสุดท้ายในสภา ของผู้แทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งปี 2562
.
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 จะทำงานในสภา
.
ย้อนหลังกลับไป 4 ปี พรรคอนาคตใหม่เดิม/พรรคก้าวไกลปัจจุบัน ได้เข้าทำงานในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะตัวแทนของประชาชนเป็นครั้งแรก พวกเราตื่นเต้น เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ และตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ วันนี้ สภาชุด 62 ปิดบทบาทลงแล้ว ผมรู้สึกใจหาย
.
4 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ผมใช้โอกาสนี้นั่งพิจารณาตัวเองและสภาพแวดล้อมอย่างสงบ ปราศจากความทะนงตน มอง 4 ปีที่ผ่านมา
.
4 ปีที่ผ่านมา เราร่วมเสนอกฎหมายและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ที่แม้ถูกปัดตกไป แต่ก็สร้างการตื่นตัวเชิงประเด็นให้กับสังคมมากมาย เช่น ร่างกฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ, ร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปลดล็อก คสช. และปลดล็อกท้องถิ่น
.
4 ปีที่ผ่านมา เราได้ร่วมผลักดันและแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น กฏหมายป้องกันการทรมานและทำให้บุคคลสูญหาย กฎหมายการเข้าชื่อเสนอกฎหมายทางออนไลน์ กฎหมายประมงฉบับใหม่
.
4 ปีที่ผ่านมา เราได้ช่วยประสานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้ไม่มีเสียง ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากการบังคับใช้กฎหมายที่ดินให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาท การช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างกรณีคนงานเก็บผลไม้ในฟินแลนด์ หรือการช่วยเหลือประชาชนในช่วงโควิด
.
4 ปีที่ผ่านมา เราผลักดันวาระสำคัญทางสังคมมากมาย เช่น การต่อสู้กับทุนผูกขาด การจัดหาวัคซีนที่ดีมีประสิทธิภาพให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน ความสำคัญของรัฐสวัสดิการ การปฏิรูประบบราชการ ลดการรวมศูนย์จากส่วนกลาง ความเป็นไปได้ในการเสนอประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในสภาผู้แทนราษฎร
.
4 ปีที่ผ่านมา เรายืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดงมะไฟ การเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กับคนหนุ่มสาว
.
4 ปีที่ผ่านมา เราตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างแข็งขัน ทั้งการใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่นการใช้กองทัพสร้างข้อมูลเท็จข่าวปลอม เพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม (IO) การทุจริต เช่น กรณีการเคหะแห่งชาติ หรือความใกล้ชิดระหว่างฝ่ายบริหารกับกลุ่มทุนจีนเทา
.
4 ปีที่ผ่านมา หากสรุปอะไรได้อย่างหนึ่งจากการเมืองทางตรง สำหรับผม คือประสบการณ์ 4 ปียืนยันสิ่งที่เราเชื่อก่อนตั้งพรรค ว่าปัญหาของประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขเชิงประเด็นได้ จำเป็นต้องแก้ไขระดับโครงสร้าง เพราะโครงสร้างปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมและเครือข่าย บนหลังของประชาชน
.
4 ปีที่ผ่านมา เราล้มเหลวหลายครั้ง เช่น เราไม่สามารถอธิบายให้สังคมวงกว้างเข้าใจเราได้มากพอ
.
4 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้และเติบโต เสียเพื่อนไปบ้างระหว่างทางจากความไม่เข้าใจกันบ้าง จากผลประโยชน์ส่วนตนบ้าง หรือจากจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันบ้าง ผมเสียใจที่ไม่สามารถรักษาพวกเขาไว้ได้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้เพื่อนร่วมทางใหม่มากมาย จากการทำงานของเราที่พวกเขาได้สัมผัสถึงความแน่วแน่และจริงใจของเรา วันนี้เรากลอมกล่อมมากขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น เข้าใจสังคมไทยมากขึ้น และมีประสบการณ์การแก้ปัญหาสังคมมากขึ้น
.
ไม่ใช่แค่ผม เมื่อมองดูเพื่อน ส.ส. อนาคตใหม่-ก้าวไกล ผมเห็นพวกเขาเติบโตตามกาลเวลา เข้มแข็งหนักแน่นขึ้น สะสมความรู้ที่ลึกและเครือข่ายที่กว้างมากขึ้น พวกเขายืนหยัดข้างประชาชน พวกเขาพิสูจน์ตัวเองแล้วใน 4 ปีที่ผ่านมา ว่าพวกเขาคือ “ตัวแทนประชาชน” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
.
เป็นเกียรติของผมที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเขา เสียดายเพียงอย่างเดียว ผมถูกตัดสิทธิในสภา ไม่มีโอกาสการทำงานร่วมกับพวกเขาอย่างใกล้ชิดมากพอ หวังว่าผมจะมีโอกาสทำงานกับพวกเขาในวันที่เส้นทางชีวิตของเราตัดกันอีกครั้ง
.
ผมหวังว่าสังคมจะเห็นความมุ่งมั่นในการทำงาน พร้อมเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และผลงานในสภาของพวกเขา
.
หากท่านเห็นด้วยกับผม ว่าพรรคการเมืองเช่นนี้ จำเป็นสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ฝากสนับสนุนพวกเขาในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคมที่จะมาถึง
.
จนกว่าอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน
.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
วันสุดท้ายของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุด 62

เสียงจากตะวันแบมถึงตำรวจ ถ้าคุณตำรวจต้องการที่จะไล่ ก็มาไล่และสลายพวกหนู แต่อย่าไล่ พวกยืนหยุดขัง พวกเค้าทำกิจกรรมมากว่า 200 วันแล้ว พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา


ภาพจากสำนักข่าวราษฎร

Tawan Tantawan is with วางหนังสือ ถืออาวุธ.
18h
สวัสดีค่ะ พวกเราตะวันและแบมเองนะคะ
เราได้ยินเสียงตำรวจมาไล่ตลอดสองวันนี้และบอกว่ามีคนชื่อคุณอรัญญิกา มาจดแจ้งการชุมนุม
อยากบอกพี่ตำรวจว่าพวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา
คุณอรัญญิกาน่าจะหมายถึง เพื่อนๆที่มาทำเรื่องหยุดยืนฝากขังตลอดมาเป็นเวลา 200 กว่าวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จและมีผู้คนมาเข้าร่วมมากมาย
ถ้าคุณตำรวจต้องการที่จะไล่
ก็มาไล่และสลายพวกหนูค่ะ
เพราะว่าเพื่อนๆที่มายืนหยุดขังแม้เขาจะเรียกร้องในสิ่งเดียวกับที่พวกหนูทำอยู่ แต่เขาไม่ได้มามีส่วนกับเต็นท์ที่พี่ตำรวจไม่เห็นด้วย หรือตัวพวกหนูที่พี่ต้องการจะบุกเข้ามาสองวันแล้ว
ถ้าตำรวจเห็นว่าสิ่งที่พวกเราทำมันผิดก็มาเลยค่ะ
แต่นางสาวทานตะวันและนางสาวอรวรรณ จะเป็นคนละพวกกับนางสาวอรัญญิกา อย่าไปหาเรื่องเขา
แล้วขอยืนยันว่าเราไม่ต้องการให้ใครที่เราไม่ต้องการเข้ามาตรวจร่างกายของพวกเรา
กสม หรือ รพ.ตำรวจพวกหนูไม่เอา ยอมกัดลิ้นตัวเองตายดีกว่าค่ะ
พวกหนูไม่ต้องการสร้างความลำบากให้ใคร ก็จะขอร้องตำรวจว่าอย่าใช้วิธีการนี้เพราะพี่ตำรวจน่าจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเราเป็นคนละพวกกัน ถ้าประธานศาลฎีกาหรือตำรวจอยากไล่พวกหนูก็ประกาศออกมาเลย ตอบหนังสือหนูที่ขออนุเคราะห์พื้นที่ก็ได้ว่าจะไล่พวกหนูค่ะ เพราะการทำแบบนี้มันเป็นการทำลายการต่อสู้ของเพื่อนๆที่มายืนหยุดขังคนอื่นด้วย

วันนี้ในขณะที่กำลังยืนหยุดขัง อยู่หน้าศาลฎีกา จู่ๆก็มีการพ่นยาฉีดยุงขึ้นมาเฉยๆ ผู้คนด่ากันขรม

https://twitter.com/lovepuy42/status/1630534641433100288


Baramee Chaiyarat
9h
วันนี้ในขณะที่กำลังยืนหยุดขัง อยู่หน้าศาลฎีกา จู่ๆก็มีการพ่นยาฉีดยุงขึ้นมาเฉยๆ ผู้คนด่ากันขรม
ผมเข้าใจนะว่าเป็นความปรารถนาดีทีจะช่วยป้องกันยุงไม่ให้มากัดผู้ชุมนุม แต่ความปรารถนาดีที่ไม่ได้บอกกล่าวกันล่วงหน้า ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันได้ ว่าแต่ศาลจะเข้าใจไหม

แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เข้าตรวจ “ตะวัน-แบม” หลังปักหลักอดข้าวหน้าศาลฎีกา ชี้ทั้งสองอ่อนเพลีย-ขาดน้ำ หากเกิดสภาวะวิกฤต สามารถส่งตัว รพ. ที่ใกล้ที่สุด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง



ไข่แมวชีส
11h
แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เข้าตรวจ “ตะวัน-แบม” หลังปักหลักอดข้าวหน้าศาลฎีกา ชี้ทั้งสองอ่อนเพลีย-ขาดน้ำ หากเกิดสภาวะวิกฤต สามารถส่งตัว รพ. ที่ใกล้ที่สุด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 15.00 น. พลตำรวจตรี อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 พร้อมด้วยทีมแพทย์กลุ่มงานศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ เดินทางไปแสดงความจำนงค์ขอตรวจร่างกาย นางสาว ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และนางสาว อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม สองนักกิจกรรมทางการเมืองที่ทำกิจกรรม ‘นอนปักหลักอดอาหารหน้าศาลฎีกา ฝั่งประตูที่ 3 ถนนราชดำเนินใน มาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา
พันตำรวจตรี นายแพทย์ ปีเฉลิม พิสนุแสน นายแพทย์ (สบ.2) กลุ่มงานศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ทีมแพทย์ประเมินแล้วว่า ทั้งสองอยู่ในขั้นวิกฤต และผลเลือดมีค่าความเป็นกรดสูง มองว่าถ้าปล่อยให้ทั้งสองอดอาหารต่อไปเสี่ยงต่อการมีภาวะไตวาย ตับวาย ทุพพลภาพ ดังนั้นทีมแพทย์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเดินทางมาเพื่อดูว่าจะช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างไรได้บ้างเพื่อให้ทั้งสองคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น และหากทั้งคู่ประสงค์เดินทางไปโรงพยาบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยินดีที่จะอำนวยความสะดวก
ในเบื้องต้นจากการประเมินผ่านภาพที่เผยแพร่ทั้งคู่มีความอ่อนเพลียประมาณร้อยละ 50 เท่าที่มองขณะนี้อยู่ในภาวะฉุกเฉินเพราะไม่สามารถเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้ จึงประเมินเบื้องต้นว่าร่างกายทั้งสองคนไม่สามารถรับไหว ต้องเข้ากระบวนการรักษา เจ้าหน้าที่ไม่บังคับว่าทั้งสองจะต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ หากประสงค์ไปโรงพยาบาลใดก็พร้อมประสานงานให้ แต่ถ้าอยู่ในขั้นวิกฤตแล้วต้องไปที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด
ด้าน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง ทนายความ ระบุว่า ทั้งสองคนต้องการทราบเหตุผลว่าเป็นแพทย์จากหน่วยงานใดและได้รับอนุมัติจากทั้งสองให้เข้าตรวจร่างกายหรือยังเพราะ ทั้งสองมีสิทธิในร่างกายของตัวเองซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคล
พันตำรวจตรี นายแพทย์ ปีเฉลิม ตอบว่า ทีมแพทย์มาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ดูแลประชาชนทุกมิติ การเข้าไปตรวจร่างกายในวันนี้จะขออนุญาตก่อน จะไม่ทำโดยพลกาลและหากไม่ได้รับอนุญาต ทางทีมจะไม่เข้า และจะขอให้ทนายเป็นผู้ประสานให้
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามทนายความว่าปัจจุบันอาการป่วยของตะวัน และแบมมีผู้มาดูแลให้หรือไม่ กฤษฎางค์กล่าวว่า อาการแต่ละวันมีการตรวจอยู่แล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้แต่ส่วนตัวอยากให้ทั้งสองกลับเข้าสู่กระบวนการรักษา
ในเวลาต่อมา นายกฤษฎางค์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตะวันและแบมยินยอมให้ทีมแพทย์เข้าไปตรวจสอบอาการเบื้องต้น แต่อนุญาตให้เข้าไปเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น ไม่ยินยอมที่จะให้เจาะเลือด วัดความดัน หรือทำหัตถการใดๆ เพราะว่าพอมีประสบการณ์จากหมอที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ในการดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้ว ส่วนสาเหตุที่ยอมเพราะว่าเห็นว่า แพทย์มีน้ำใจเข้ามาตรวจ แต่ไม่ต้องการเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
หลังจากแพทย์ตรวจอาการ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที นายกฤษฎางค์ เปิดเผยว่า ตนขอเป็นคนรายงานอาการป่วยแทน เนื่องจากแพทย์ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยได้เพราะเป็นหลักจรรยาบรรณแพทย์ ตนในฐานะญาติจึงขอทำหน้าที่ ทั้งนี้แพทย์ได้ให้ความรู้การดูแลผู้ป่วย ว่าไม่ควรอดอาหารต่อเนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย ขาดน้ำ อาการแต่ละวันจะไม่คงตัวเนื่องจากเป็นลักษณะของอาการขาดสารอาหาร แต่ว่ายังมีการรับรู้ โต้ตอบได้
นายกฤษฎางค์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาตนเองและครอบครัวแนะนำตะวันและแบมว่า ให้พิจารณาวิธีการต่อสู้เห็นความสำคัญชีวิตตัวเอง จากที่พูดคุยทั้งสองมีท่าทีสบายใจขึ้นหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะสลายจุดที่ทำกิจกรรม ทั้งนี้ทีมแพทย์จากการตรวจเยี่ยมไปประเมินเพื่อเตรียมเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมการรักษาในอนาคต
“หากทั้งสองเข้าสู่สภาวะวิกฤตสามารถประสานโรงพยาบาลตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อส่งไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ถ้าอยู่ในจุดฉุกเฉินสามารถร้องขอเฮลิคอปเตอร์ให้มารับตัวได้” นายกฤษฎางค์ กล่าว
ด้าน พลตำรวจตรี อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า ตำรวจประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร โดยมีสำนักงานเขตพระนครเข้ามาดูแลเรื่องความสะอาด กวาดขยะในพื้นที่ชุมนุม พค้อมกับยืนยันจะไม่การใช้กำลังเข้ามากดดันผู้ทำกิจกรรมแต่อย่างใด แต่มุ่งเน้นเรื่องการช่วยเหลือดูแลมากกว่า ส่วนที่มีผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์ ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจัดกำลังเข้ามาดูแลเพิ่มเติมแล้ว
“สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าสลายการชุมนุมบริเวณดังกล่าวเนื่องจากมีการเขียนป้ายระบุข้อความหมิ่นศาล มีรายงานว่าเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องการให้จุดพักของตะวัน และ แบมรวมถึงผู้ชุมนุมขยับไปที่ด้านหลังของอาคารศาลฎีกา เพื่อให้มีร่มเงา หลบแดดได้” พลตำรวจตรี อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าว

ไข่แมวชีส
9h
28กพ66ยืนหยุดขังศาลฎีกา
พิธา’ นำทีมก้าวไกล ร่วมยืนหยุดขัง ที่หน้าศาลฎีกา พร้อมให้กำลังใจ ‘ตะวัน-แบม’ ยกการต่อสู้ของทั้งคู่คือความกล้าหาญที่ควรค่าแก่การคาระวะ ขอศาลเร่งปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาอีก 3 คน เพื่อยุติความทรมาน
วันนี้ (28 ก.พ. 66) เวลา 17:50 น. ที่หน้าศาลฎีกา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยสมาชิกพรรค ร่วมเข้าให้กำลังใจ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ น.ส. อรวรรณ ภู่พงศ์ 2 นักกิจกรรมที่อดอาหาร และน้ำที่บริเวณหน้าศาลฎีกา เข้าสู่วันที่ 41 พร้อมร่วมกิจกรรมยืนหยุดขัง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาคดีทางการเมือง
เมื่อนายพิธาเดินทางมาถึง ได้เข้าพูดคุยกับ นายนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และพ่อแม่ของตะวัน และแบม จากนั้นนายพิธาได้เข้าร่วมกิจกรรมยืนหยุดขัง ซึ่งไม่ได้เข้าเยี่ยมตะวัน และแบม เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัย และกังวลว่าอาจจะนำเชื้อโรคเข้าไปติดทั้ง 2 คน
นายพิธา เปิดเผยว่า ตนอยากจะสื่อสารเพียงสั้นๆ ว่า ตอนนี้เหลือผู้ถูกกล่าวหาคดีทางการเมืองอีกเพียง 3 คน ที่ต้องติดคุกเป็นเวลานานทั้งๆ ที่ยังไม่มีคำพิพากษา รวมทั้งได้พูดคุยกับศูนย์ทนายฯ ว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไร ให้ 3 คนสุดท้ายได้สามัญสำนึกกลับมา ในเรื่องของนิติรัฐ และนิติธรรม
นายพิธา กล่าวต่อว่า มันมีคำที่ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า จะกลายเป็นความอยุติธรรมไป ซึ่งใน 2-3 วันที่จะถึงนี้ ทำให้เห็นว่าคำดังกล่าวเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักจริงๆ เพราะตนได้พูดคุยกับนายกฤษฎางค์ และพ่อแม่ของตะวัน กับแม่ของแบม จึงทราบถึงกระบวนการของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ที่จะทำให้ชีวิตของตะวัน และแบมไม่ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายอีกต่อไป
อีกทั้งวันนี้ตนได้ติดตามข่าว ก็ทราบว่ามีแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาตรวจเยี่ยมตะวันกับแบม ถึงแม้จะไม่ได้มีการวินิจฉัยอาการของทั้งคู่ แต่แพทย์ ของโรงพยาบาลตำรวจก็พูดเองว่าอาการแย่กว่าที่คิด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลจากเรื่องความยุติธรรมที่ล่าช้า พร้อมย้ำว่า เหลือผู้ถูกกล่าวหาเพียงอีก 3 คน ที่จะทำให้ยุติความทรมานของทั้งคู่ และประชาชนทุกคนจะได้มาช่วยกันปฏิรูปให้หลักนิติรัฐ และนิติธรรมกลับมาอีกครั้งนึง
ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนนี้ เป็นสามัญสำนึกพื้นฐานของระบบยุติธรรมที่ควรจะเป็น ว่าผู้ที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เรานำมาใช้บีบบังคับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนจะผสานงานกับทนายความ และครอบครัวของทั้ง 3 คนนี้ ให้ยุติลงด้วยดีโดยที่ไม่มีความสูญเสียจากใคร
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยกับพ่อแม่ของตะวัน เป็นอย่างไรบ้าง นายพิธา ระบุว่า คุยกันในฐานะที่คุณพ่อคุยกับคุณพ่อ ซึ่งเขาก็เป็นห่วงสุขภาพของลูกสาวมากๆ เป็นเรื่องปกติ เพราะอดอาหาร และน้ำ รวมถึงปฏิเสธการรับการรักษา มานานกว่า 1 เดือน และต้องคอยติดตามทั้งเรื่องของชีพจร ค่าตับ และสีของปัสสาวะ ที่ถึงแม้ว่าจะได้รับการรักษาก็ไม่ใช่ว่าจะกลับมาดีได้ง่ายๆ ต้องใช้เวลาสักระยะนึงกว่าจะกลับมารับประทานอาหารได้ตามเดิม และเวลาก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ และไม่อยากให้เป็นการเอาชีวิต 3 คนมาแลกกับ 2 คน มันเป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจของคนเกินไป
ส่วนกระบวนการยุติธรรม จะต้องคำพิพากษา และความอิสระให้กับผู้พิพากษา ทั้งเรื่องการสันนิษฐานผู้บริสุทธิ์ และการฝากขังที่เห็นว่ามีปัญหาอยู่ เพราะดุลยพินิจไม่ควรอยู่กับผู้พิพากษาเพียงคนเดียว รวมถึงคำพิพากษาไม่จำเป็นต้องอิงกับอธิบดีผู้พิพากษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับประเทศของเรา
สำหรับการแสดงความห่วงใยต่อตัวตะวัน และแบมจากหลายฝ่ายนั้น นายพิธา กล่าวว่า จริงๆ ต้องถามหาความจริงจังจากผู้ใช้อำนาจ ทั้งตัวนิติบัญญัติ รัฐบาล และตุลาการ ในเรื่องของสิทธิมนุษยชน และอิสระในการพูด ว่าเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในประเทศ หากผู้ใช้อำนาจไม่เห็นว่าประชาชน เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ เกิดจะเกิดภาพนี้ซ้ำอีกเรื่อยๆ จนทำให้เกิดปัญหาที่ตัวระบบ
สำหรับการสิ่งที่ตะวัน และแบมกระทำนายพิธามองว่าเป็นความกล้าหาญที่ควรคาระวะ เพราะเป็นการเอาชีวิตมาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และความยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่ควรที่จะเพิกเฉย ซึ่งตนมองว่าเป็นสิ่งที่ควรคาระวะต่อความกล้าหาญของเขา
เมื่อถามว่าอยากจะฝากอะไรถึงตะวัน และแบมหรือไม่ นายพิธา กล่าวอีกว่า ในฐานะที่เคยเป็นนายประกันใหักับตะวัน ก็ได้ฝากส่วนตัวไปแล้ว แต่หากให้พูดคงพูดได้แค่ว่า ทุกคนยังอยู่เคียงข้างเขา ซึ่งเคยได้พูดคุยกับทั้ง 2 คนสมัยเป็นนายประกัน จึงเข้าใจเจตนารมณ์ของเขาดี และเหลืออีกแค่ 3 คนก็จะได้กลับมารักษาตัว พร้อมยืนยันว่า ทั้ง 2 คน มีเจตนาที่บริสุทธิ์ และคงอยากใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นหนุ่มสาวธรรมดาของประเทศนี้เท่านั้นเอง
ข้อมูลโดย น้องไก่ทอด


เรื่องประกาศให้เลิกการชุมนุมหน้าศาลฎีกา เคสนี้น่าสนใจมาก พูดง่าย ๆ ศาลเป็น “คู่กรณี” เป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ในความขัดแย้งนี้ ศาลจะออกคำสั่งให้สลายการชุมนุมเพื่อต่อต้านตนเองหรือไม่


Pipob Udomittipong
15h
“คดีนี้น่าสนใจมาก เพราะผู้ชุมนุม ชุมนุมหน้าศาล เรียกร้องต่อศาล ในขณะเดียวกันกลไกพ.ร.บ.ชุมนุมฯก็ออกแบบมาให้ศาลคุ้มครองเสรีภาพของผู้ชุมนุม ออกแบบให้ศาลถ่วงดุลกับตำรวจ แล้วศาลจะคุ้มครองประชาชนให้พูดในสิ่งที่ศาลไม่ต้องการฟังหรือเปล่า”
พูดง่าย ๆ ศาลเป็น “คู่กรณี” เป็น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ในความขัดแย้งนี้ ศาลจะออกคำสั่งให้สลายการชุมนุมเพื่อต่อต้านตนเองหรือไม่ ถ้าดูตามความเอียงที่ผ่านมา ก็เป็นไปได้นะ

May Poonsukcharoen
17h
มีข้อสังเกตเรื่องประกาศให้เลิกการชุมนุมหน้าศาลฎีกาเล็กๆตามนี้ค่ะ
.
1. ตร.อ้างอำนาจตามมาตรา 11 พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ซึ่งมาตรา 11 เป็นขั้นตอนในการแจ้งการชุมนุมและสรุปสาระสำคัญสำหรับการชุมนุม ซึ่งผู้ชุมนุมยืนหยุดขังแจ้งตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.66 หนึ่งเดือนมาแล้ว มันเลยระยะเวลาตามมาตรา 11 พ.ร.บ.ชุมนุมฯมาแล้ว
.
2. แม้จะเลยระยะเวลาการแจ้งการชุมนุมมาแล้ว แต่หน้าที่ในการดูแลการชุมนุมสาธารณะของตร.ก็ยังมีอยู่ตลอด ซึ่งอาจจะประกาศให้แก้ไขการชุมนุมได้ ตรงนี้จะเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 21 (2) มีการประกาศให้แก้ไขเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ให้แก้ไขภายใน 7.00 น. ของวันที่ 28 ก.พ. โดยจนท.อ้างเหตุให้แก้ไขในกรณีของ มาตรา 8 (กีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงาน) / ผู้ชุมนุมลงมาบนพื้นผิวจราจร / มีป้ายข้อความหมิ่นประมาท
.
3.แน่นอนว่าเมื่อมีการชุมนุม ต้องมีการใช้พื้นที่ ในสถานที่ ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถ "เห็นและได้ยิน" เสียงที่ผู้ชุมนุมต้องการสื่อสาร อาจมีการใช้พื้นที่ผิวจราจรบ้าง แต่ผู้ชุมนุมไม่ได้กีดขวางทางเข้าออกของศาลฎีกา ศาลฎีกาและหน่วยงานรัฐยังสามารถเปิดทำการได้โดยปกติ ตรงนี้ข้อเท็จจริงไม่ถือว่ากีดขวางทางเข้าออก ไม่ได้รบกวนการปฏิบัติงาน และการใช้พื้นผิวจราจรบ้างแต่ไม่ได้ปิดถนนเพราะเหตุสภาพการชุมนุมที่มีคนมาร่วมมากเป็นบางช่วงเวลาก็ย่อมทำได้
.
4. ในส่วนของป้ายข้อความต้องบอกว่า พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ นั้นดูแล "การใช้พื้นที่สาธารณะ" ไม่ได้ควบคุมไปถึง "เนื้อหา" ของการชุมนุม ป้ายประท้วงเป็นเรื่องทั่วไป เป็นเรื่องธรรมดาสามัญของการชุมนุม หากตร.เห็นว่าข้อความนั้นผิดกฎหมายเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาทใคร ตร.สามารถดำเนินการในเรื่องหมิ่นประมาทได้เลย แต่ไม่ใช่เหตุที่นำมากล่าวอ้างเพื่อสั่งให้เลิกการชุมนุม
.
5.การชุมนุมหน้าศาลฎีกานั้นยังเป็นการชุมนุมโดยสงบ ที่ต้องได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญ และตามข้อ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอยู่
.
6.ตอนนี้เลยระยะ 11.00 น.ตามประกาศให้เลิกการชุมนุมในวันที่ 28 ก.พ.แล้ว โดยขั้นตอนตามกฎหมาย จนท.ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลออก "คำบังคับ" ให้เลิกการชุมนุม ซึ่งตรงนี้ศาลต้องออกหมายเรียกให้ผู้จัดการชุมนุมไปร่วมการไต่สวนการออกคำบังคับนี้ด้วย
.
7. หากศาลเห็นว่าการชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมโดยสงบก็จะยกคำร้องของตร. แต่หากศาลเห็นว่าผู้ชุมนุม ชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะออกคำบังคับให้เลิกการชุมนุม / ผู้ชุมนุมยังมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามาตรา 22
.
8.กรณีผู้ชุมนุมไม่ออกตามคำสั่งศาล เจ้าหน้าที่ต้อง "ประกาศพื้นที่ควบคุม" กำหนดระยะเวลาให้ออกจากพื้นที่ชุมนุม ตามมาตรา 23
.
9.ถ้าพ้นระยะเวลากำหนดให้ออกจากพื้นที่ควบคุม เจ้าหน้าที่จึงจะมีอำนาจดำเนินการใช้เลิกการชุมนุม
.
10. เราว่าคดีนี้น่าสนใจมาก เพราะผู้ชุมนุม ชุมนุมหน้าศาล เรียกร้องต่อศาล ในขณะเดียวกันกลไกพ.ร.บ.ชุมนุมฯก็ออกแบบมาให้ศาลคุ้มครองเสรีภาพของผู้ชุมนุม ออกแบบให้ศาลถ่วงดุลกับตำรวจ แล้วศาลจะคุ้มครองประชาชนให้พูดในสิ่งที่ศาลไม่ต้องการฟังหรือเปล่า

เจาะใจ "อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล" จากนี้ไปไม่มีเธอในสภา - The Politics Matichon TV

เจาะใจ:อมรัตน์ :4 ปีสภา คุณชวน สอบตก สุชาติ-ศุภชัย สอบผ่าน แนะประยุทธ์ออกจากถ้ำได้แล้ว Matichon TV

Feb 28, 2023 

เจาะใจ:อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตัดเกรดให้คะแนน ชวน หลีกภัยสอบตก สุชาติและศุภชัย สอบผ่าน ส่วนประยุทธ์ จันทร์โอชา แนะให้ออกจากถ้ำได้แล้ว ยอมรับเสรีภาพของคนรุ่นใหม่

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เลือกตั้ง66 - เลือกตั้งเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนนายกฯ


นิธิ เอียวศรีวงศ์:มติชนทีวี เลือกตั้ง66:เลือกตั้งเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนนายกฯ:Matichon TV

Premiered 7 hours ago 


รายการพิเศษรับศึกเลือกตั้ง "มติชนทีวี เลือกตั้ง 66" สัมภาษณ์พิเศษ “ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์” ปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญของสังคมไทย คอลัมนิสต์ นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ วิเคราะห์ระบบและสถาบันต่างๆ ภายใต้ระบอบประยุทธ์ตลอด 8 ปี กำลังพังทลายลงต่อหน้า การเลือกตั้งปี2566 ต้องไม่ใช่แค่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่

ถึงศาลที่เคารพ หากท่านยังมีความน่าเคารพนับถืออยู่ ขออนาคตของเราและเพื่อนผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ คืนด้วยเถอะค่ะ - เดียร์-รวิสรา เอกสกุล

หญิงสาวผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมันจนถูกฟ้องคดี 112

Ravisara Eksgool
13h
ตอนเด็กๆ ใครๆ ก็รู้ว่าเราเป็นคนหัวไม่ดี สมัยก่อนเวลาได้รับผลสอบมาชอบเอามาให้คนที่บ้านทายว่าสอบได้ที่เท่าไหร่ ทุกคนต้องทายจากเลข 30 เป็นต้นไปทุกที เราจำได้ว่าตอนนั้นพ่อสอนท่องสูตรคูณแม่ 7 สอนยังไงก็ท่องไม่ได้จนร้องไห้ ทุกวันนี้ก้ยังท่องไม่ได้ แถมดันได้อยู่ห้องเดียวกับหลานครูใหญ่ที่ครูทุกคนต่างประคบประหงม ส่วนเราโดนตีประจำเพราะทำการบ้านผิด
โตมาหน่อยพอเข้ามัธยมต้น อยู่ๆก็สอบติดโรงเรียนที่เขาว่ากันว่าดีที่สุดในจังหวัด ซึ่งก็แน่นอน เราก็สงสัยว่าติดได้ยังไง แต่ก็ได้เข้ามาอยู่ในห้องบ๊วย ห้องเด็กจับฉ่ายไม่มีความเป็นเลิศทางวิชาการอะไรทั้งนั้น มารู้ทีหลังว่าแม่ใช้เงินเก็บยัดให้เราเข้ามา เราเกลียดวิชาแนะแนวเป็นที่สุดเพราะครูชอบกดดัน จากที่รู้สึกโง่อยู่แล้วยิ่งรู้สึกต่ำเตี้ยไปใหญ่ ครูชอบพารุ่นพี่จากเตรียมอุดมมาเล่าประสบการณ์อะไรให้ฟังไม่รู้ ฟังแล้วก็กดดันว่าชั้นต้องสอบให้ติดเตรียมสินะถึงจะไม่โดนถมถุยแบบนึ้อีก
สอบครั้งแรกไม่ติด สอบครั้งที่สองก็ไม่ติด
วันที่ผลสอบออก ตอนนั้นเขาให้เราส่ง sms เพื่อเช็คผลสอบได้ ข้อความตอบมาว่าไม่ติด ตอนนั้นหงอยมาก วันรุ่งขึ้นเลยฝากให้เพื่อนไปดูลำดับที่สอบติดได้ที่โรงเรียน เพื่อนโทรกลับมาบอกว่า
“มึง กูหาเลขมึงไม่เจอว่ะ”
“มึงจะหาไม่เจอได้ไง มึงลองดูอีกรอบแล้วโทรมาใหม่นะ”
ผ่านไปแปปนึงเพื่อนก็โทรมาใหม่
“มึงงงงอีเหี้ยยยยมึงได้ที่ 61!!!” (เค้ารับ 60 คน)
“เอ้าาาาแล้วทำไมเมื่อกี้มึงหาไม่เจอ”
“อ๋อ กูดูจากลำดับ 65 ลงไป”
ตอนเข้าเตรียมได้ก็คิดว่ามหากาพย์การพิสูจน์ตัวเองจะจบแล้ว แต่อันที่จริงมันเหมือนเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะใครๆก็เก่ง ส่วนเราไม่มีอะไรติดสมองมาเลยซักอย่างนอกจากสกิลภาษาเยอรมันแบบงูๆปลาๆ เพราะแม่ส่งไปเรียนเกอเธ่มาปีกว่าแล้ว
ตอนอยู่ม.ปลาย เราเห็นเพื่อนหลายต่อหลายคนได้ไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมัน กลับมาแล้วเก่งมากกันทุกคน ครูส่งไปตอบคำถามวิชาการตลอด ส่วนเราทำได้แค่แสดงละครเวที ร้องเพลง รู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นว่าชั้นอยากมาเรียนต่อที่เยอรมันกับเขาบ้างจัง
พออยู่อักษรปี 3 พี่สาวเราก็ได้ทุน DAAD ทุนเดียวกันกับทึ่เราได้นี่แหละ มาเรียนสาขาเดียวกันเลย ฤดูร้อนปีนั้นเราฝึกงานแล้วเก็บเงินไว้เพื่อซื้อตั๋วไปเยี่ยมพี่ในฤดูหนาวปีเดียวกัน
Osnabrück เป็นเมืองเล็กๆ ที่เราไม่เคยชอบเพราะมันไม่มีอะไร ตอนที่ได้ไปเยี่ยมพี่สาว พี่พาไปงานฉลองคริสต์มาส ไปเจอเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กทุนเหมือนกัน ตอนนั้นเพื่อนพี่สาวทุกคนก็ถามว่าทำไมเธอไม่มาเรียนทึ่นึ่ล่ะ เก่งภาษาเยอรมันขนาดนี้ ตอนนั้นเราก็ได้แค่ตอบว่ายังเรียนไม่จบ ไว้จบแล้วค่อยว่ากัน ในใจคิดว่าคนพวกนี้เท่ชะมัด อยากเก่งให้ได้แบบเขาจัง
เราคิดเสมอว่าถ้าได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แล้วจะได้ปลดล็อกสกิลภาษาเยอรมันแบบขั้นสูงสุด ก็เลยรอไป 2 ปีกว่าเพราะไม่มั่นใจ จนพี่สาวก็ถามว่าเมื่อไหร่มึงจะสมัครวะ มึงเหมาะกับโปรแกรมนี้ที่สุดแล้ว ตอนนั้นก็เลยสมัครแบบไม่ได้คิดอะไร ผลคือได้ทุน
วันที่เราได้กลับมานั่งคุยกับเพื่อนในห้องเดิมในปาร์ตี้คริสมาสต์กับที่เคยมาปาร์ตี้วันคริสต์มาสเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว ตอนที่เราเห็นรูปเราในเว็บไซต์มหาลัยอยู่ใกล้ๆ กับรูปพี่สาวตัวเอง ในใจตอนนั้นมันรู้สึกทั้งปลื้มทั้งภูมิใจในตัวเองที่ในที่สุดก็ทำได้จริงๆ
เราไม่ได้โง่อย่างที่เราคิดว่าคนอื่นมองว่าเราโง่นี่นา
เรากำลังสนุกกับการเรียน ชอบการเอาประเด็นต่างๆ ของบ้านเราไปเล่าให้เพื่อนฟัง เราเพิ่งเริ่มชินกับการใช้ชีวิตที่นี่ เพิ่งได้เริ่มมั่นใจในสกิลภาษาเยอรมันที่เปรียบเสมือนสมบัติชิ้นเดียวของตัวเอง เพิ่งได้เริ่มสนิทสนมกับเพื่อนที่นี่ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย
วันนี้เรากลับต้องเก็บข้าวของ ยัดชีวิตทั้งชีวิตไว้ในกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ ของที่เหลือที่ฝากเพื่อนไว้ จักรยาน ต้นไม้ ไม่รู้เลยว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเจอมันอีกไหม ต้องคืนกุญแจห้องที่เราชอบ และเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อไปขึ้นศาล เพื่อนทุกคนถามว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ เราตอบเขาไม่ได้เลย…
ต่อให้รู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องกลับ แต่ก็อดคิดไม่ได้ทุกทีว่าแล้วเราไปทำอะไรให้เขานักหนาเขาถึงต้องมาพรากอะไรจากเราไปมากมายขนาดนี้
ถึงศาลที่เคารพ หากท่านยังมีความน่าเคารพนับถืออยู่
ขออนาคตของเราและเพื่อนผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ คืนด้วยเถอะค่ะ


สวมบทพระผู้เปี่ยมเมตตาได้มั้ย !


Sinsawat Yodbangtoey
14m ·


ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี: ทุนจีนสีเทา เมื่อรัฐกลับกลายเป็นนายหน้า และพ่อค้าเป็นอาชญากรข้ามชาติ



ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี: ทุนจีนสีเทาเมื่อรัฐกลับกลายเป็นนายหน้า และพ่อค้าเป็นอาชญากรข้ามชาติ

28 FEB 2023
Way Magazine
เรื่อง ปิยนันท์ จินา
ภาพ ชินกฤต เชื้ออินต๊ะ

“ทุนจีนสีเทา คือทุนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกาะนโยบายแผ่ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยมีรัฐบาลจีนซ่อนตัวอยู่ในนั้น”

รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เห็นว่า การจะเข้าใจ ‘ทุนจีนสีเทา’ ต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ตั้งแต่ยาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือค้าสัตว์ป่า ซึ่งมักจะใช้ธุรกิจประเภทอื่นบังหน้าและฟอกเงิน เช่น คาสิโนและธุรกิจท่องเที่ยว

ธุรกิจมืดเหล่านี้ถูกรัฐต่างๆ กดดัน แม้แต่รัฐจีนเองก็ตาม จนต้องย้ายออกไปแถบชายแดนเพื่อให้พ้นเงื้อมมือของรัฐ เมื่อจีนสนับสนุนให้กลุ่มทุนในประเทศออกไปลงทุนภายนอกผ่านนโยบาย Going Out Policy และยุทธศาสตร์ One Belt One Road นักธุรกิจมืดเหล่านี้จึงฉวยโอกาสขยายตัวและเกาะเกี่ยวไปกับกลุ่มทุนสีขาวอื่นๆ แล้วอ้างว่าทำตามนโยบายรัฐ

“ดังนั้นเมื่อพูดถึงทุนจีนในความหมายของทุนที่สนับสนุนโดยรัฐจีน จึงถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะยังมีทุนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติแฝงตัวอยู่ใต้ปีกของรัฐ และฉวยโอกาสจากนโยบายดังกล่าวในการขยายธุรกิจ”



ทุนนิยมจีนคืออะไร มีลักษณะอย่างไรบ้าง

นักวิชาการส่วนใหญ่มักอธิบายว่า ทุนนิยมจีนเป็นทุนนิยมรัฐ (state capitalism) โดยเห็นว่าหัวใจของทุนนิยมประเภทนี้คือ การที่รัฐมีอำนาจนำในตลาด และสามารถแทรกแซงกิจการของบรรษัทเอกชน เพื่อที่จะนำพาเศรษฐกิจไปสู่เป้าประสงค์การพัฒนาของรัฐ

แต่ state capitalism ไม่ได้มีเพียงแค่ในโลกสังคมนิยมแบบจีนหรือรัสเซีย แนวคิดนี้ยังใช้กับบราซิล อินเดีย หรือกระทั่งประเทศในโลกตะวันตกอย่างนอร์เวย์ ก็ถูกนับให้เป็น state capitalism กรณีนอร์เวย์ รัฐเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจใหญ่หลายแห่ง ทั้งยังเอาเงินจากกองทุนสำรองน้ำมันของประเทศไปถือหุ้นในตลาดหุ้นออสโลมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น แนวคิด state capitalism ดูเหมือนยังไม่สะท้อนคุณลักษณะเฉพาะที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่รวมศูนย์อำนาจด้วยพรรคเดียว เช่น รัฐคอมมิวนิสต์ ที่มีอำนาจในการควบคุมตลาดหรือแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ เช่นระบบทุนนิยมในรัฐจีน

นักเศรษฐศาสตร์หรือนักสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ได้แก่ มากาเร็ต เพียร์สัน (Margaret Pearson) เม็ก ริธมีร์ (Meg Rithmire) และ เคลลี ไซ (Kelly Tsai) ได้เสนอแนวคิด Party-State Capitalism หรือทุนนิยมโดยรัฐแห่งพรรค ในการอธิบายระบบทุนนิยมในประเทศจีน อย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2000 เป็นต้นมา ซึ่งรัฐเป็นศูนย์กลางในการควบคุมเศรษฐกิจและตลาด และยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นภายใต้การปกครองของ สี จิ้นผิง



นักวิชาการทั้ง 3 คนข้างต้น อธิบายว่า ระบบทุนนิยมโดยรัฐแห่งพรรค มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง-การแทรกแซงตลาดโดยรัฐแห่งพรรค เราจะเห็นว่า บรรษัทใหญ่ๆ ของจีนจัดรูปแบบและโครงสร้างองค์กร ไม่ต่างไปจากองค์กรแบบพรรคคอมมิวนิสต์ หรือกระทั่งการที่ทุนของรัฐขยายตัวออกไปนอกเหนือกิจการของรัฐ ซึ่งเรียกว่า ธนาภิวัตน์โดยรัฐ (state financialization) สถาบันการเงินที่สำคัญ เช่น ธนาคารใหญ่ๆ ในจีนเป็นของรัฐเกือบทั้งหมด ธนาคารเหล่านี้ทำงานตามนโยบายรัฐมากกว่าพลังของตลาด ซึ่งต่างจากธนาคารในประเทศทุนนิยมทั่วไป

รัฐแห่งพรรคยังมีเครื่องมือทางการเงินที่ขยายอำนาจเข้าไปในธุรกิจเอกชน เช่น กองทุนต่างๆ ที่จะกำหนดว่า ผู้รับทุนต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งผู้รับทุนส่วนใหญ่ก็คือบรรดาบริษัทใหญ่ๆ ทั้งหลาย หลังประกาศนโยบาย ‘Going Out Policy’ บริษัทจีนทั้งหลายก็ทยอยไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ และในเมื่อบริษัทพวกนี้รับเงินจากรัฐบาลจีน พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตาม agenda (วาระ) ของรัฐไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะตั้งแต่ยุค สี จิ้นผิง เป็นต้นมา รัฐจีนจะยิ่งพยายามแทรกแซงกลุ่มทุนใหญ่ๆ อย่างเข้มขึ้นขึ้น ตัวอย่างเช่นการพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘หุ้นพิเศษ’ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Baidu, Alibaba หรือ Tencent บริษัทอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่มากของจีน ก็จะถูกบังคับให้ต้องมอบหุ้นแก่รัฐอย่างน้อย 1 เปอร์เซ็นต์

นี่จึงไม่ใช่ state capitalism แต่เป็น Party-State capitalism ที่พรรคคอมมิวนิสต์พยายามเข้าไปมีส่วนในภาคธุรกิจ และมีอำนาจเหนือกลไกตลาด

สอง-เส้นแบ่งระหว่างกรรมสิทธิ์รัฐและกรรมสิทธิ์เอกชนที่พร่าเลือน เพราะทุนเอกชนต้องตอบสนองต่อความมั่นคงแห่งรัฐด้วย ฉะนั้นบรรษัทใหญ่ๆ จึงไม่ได้ทำงานเพื่อสร้างกำไรอย่างเดียว หากแต่ต้องตระหนักรู้ด้วยว่า ในกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่ก็ตาม ไม่สามารถขัดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ

ยกตัวอย่างการประท้วงที่ฮ่องกง ในปี 2019-2020 รัฐจีนได้ออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ บรรดาผู้นำกลุ่มธุรกิจใหญ่ๆ ทั้งในชาติและข้ามชาติต้องลงนามสนับสนุนกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ คุณมีสิทธิที่จะถูกถอดจากตำแหน่ง CEO ได้ทันที เมื่อไหร่ก็ได้ถ้าหากพูดอะไรที่ฟังดูแล้วเหมือนสนับสนุนการประท้วง

สิ่งนี้สะท้อนว่า เส้นแบ่งระหว่างกิจกรรมของรัฐและกิจการของเอกชนมันพร่าเลือน อย่างกรณี แจ็ก หม่า ที่ออกมาวิจารณ์พรรค แล้วหายตัวไปพักหนึ่ง รวมถึงเกิดการปรับโครงสร้างบริษัท Alibaba ของเขายกใหญ่ นี่คือการที่รัฐแห่งพรรคจีน มีอำนาจในการแทรกแซงกิจการเอกชนในขอบเขตที่กว้างและลึกมาก



สาม-การแทรกแซงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับทุนจีนเท่านั้น แม้แต่ทุนต่างชาติก็โดนแทรกแซงด้วย นั่นหมายถึงว่า เวลาที่ทุนต่างจากชาติจะไปลงทุนในจีน ก็ต้องแสดงความจงรักภักดีต่อรัฐจีน ไม่งั้นอาจโดนลงโทษหรือเจอกระบวนการตรวจสอบ ควบคุม กำกับ

ยกตัวอย่างปี 2019 ผู้จัดการทีม Houston Rocket สมาชิกของสมาคมบาสเก็ตบอลแห่งชาติสหรัฐ (NBA) ได้ออกมาทวีตสนับสนุนการประท้วงของบรรดาคนหนุ่มสาวในฮ่องกง ปรากฏว่าสถานีโทรทัศน์จีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐ สั่งระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขัน NBA ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะตลาดในจีนใหญ่มาก จนเหล่าผู้เล่นคนสำคัญๆ ของ NBA ต้องออกมาพูดว่า NBA ไม่ควรไปยุ่งเรื่องการเมือง และควรระมัดระวังมากกว่านี้ เราจึงไม่แปลกใจที่นักร้อง นักแสดง หรือใครต่อใครในจีนต้องออกมาแสดงความรักชาติ เพราะไม่ใช่แค่ตลาดใหญ่อยู่ในจีน แต่ยังอาจจะโดน boycott จากทั้งองค์กรสื่อและรัฐบาล



หรืออย่างกรณีสายการบิน Cathay Pacific ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ Swire บริษัทอังกฤษ กับ Air China แม้จริงๆ แล้ว Swire จะถือหุ้นมากกว่า แต่ช่วงที่เกิดการประท้วงในฮ่องกง แล้วมีพนักงาน Cathay Pacific ไปร่วมประท้วง ก็โดนพักงานกันล็อตใหญ่ สุดท้ายผู้บริหารสายการบินนั้นก็ต้องลาออก

คุณลักษณะ 3 ประการนี้สะท้อนว่า ในด้านหนึ่งทุนนิยมแบบจีนพยายามไปแข่งขันในตลาดโลก สร้างความยิ่งใหญ่และความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแข่งขันกับโลกตะวันตก ขณะเดียวกันทุนนิยมแบบจีนก็ไม่ได้ทำงานตามกลไกแบบตลาด แต่ถูกกำกับควบคุมโดยรัฐแห่งพรรคอย่างเข้มข้น ความย้อนแย้งดังกล่าว สร้างปัญหาในตัวของมันเองในอย่างน้อย 2 ระดับด้วยกัน คือ การที่รัฐแห่งพรรคจีนนั้นมีโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และผูกขาดอยู่ในมือของกลุ่มผู้นำของพรรค ทุนนิยมภายใต้ความสัมพันธ์ของโครงสร้างรวมศูนย์อำนาจประเภทนี้จึงมีความเปราะบางเป็นอย่างมาก เพราะพร้อมจะถูกทำให้ง่อนแง่น หรือพังทลายลงได้ หากเป้าหมายและการทำงานของทุนเบนเข็มออกห่างจากเป้าหมายของพรรค แต่ในขณะเดียวกัน การพร่าเลือนของเส้นแบ่งระหว่างรัฐกับทุนที่ทำให้รัฐเข้าควบคุมกำกับทุนในระดับรากฐานนี้ ได้เปิดทางให้กับความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ ตลอดจนการคอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยที่การสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว และต่างตอบแทนกับตัวแทนของหน่วยงานของรัฐแห่งพรรค ตลอดจนตัวแทนของหน่วยงานกึ่งรัฐในระดับต่างๆ ได้กลายเป็นบันไดสำคัญในการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับกลุ่มทุนต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ช่องทางหรือบันไดประเภทนี้ กลับกลายเป็น ‘โอกาส’ ให้กับกลุ่มทุนจีนสีเทาที่ดำเนินกิจการอยู่ในภูมิภาค ใช้ในการฟอกตนเอง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการแผ่ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจสีเทาของตนไปในภูมิภาค โดยมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐแห่งพรรคสนับสนุน

ทุนนิยมโดยรัฐแห่งพรรคเกิดขึ้นได้อย่างไร

Party-State capitalism เป็นผลพวงของการปฏิรูปหลายระลอก ตั้งแต่ยุคหลัง เหมา เจ๋อตุง เป็นต้นมา

ความล้มเหลวของเศรษฐกิจแบบวางแผน หรือเศรษฐกิจแบบบังคับ (Planned economy) และเศรษฐกิจแบบรวมหมู่ ที่มีรัฐเป็นศูนย์กลางของจีน ก่อให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจขึ้นหลายระลอก ซึ่งก็ไม่ใช่การปฏิรูปแบบเส้นตรงที่เปลี่ยนจากระบบหนึ่งเป็นอีกระบบแล้วได้ผลเลย จีนเปลี่ยนแปลงมาตลอดหลายสมัย ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ก็มีการปฏิรูปเศรษฐกิจและเกษตรกรรม ค่อยๆ เปิดตลาดให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ด้วยระบบโควตา มีการตั้งวิสาหกิจของรัฐ (State-Owned Enterprise: SOE) ไปจนกระทั่งการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) ให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน เพื่อพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เชื่อมต่อกับโลกเศรษฐกิจภายนอก กระบวนการเหล่านี้ค่อยๆ ดำเนินไปในฐานะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อทำให้จีนสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาดโลก ซึ่งทำควบคู่ไปกับการ downsize (ลดขนาด) กิจการของรัฐลง รวมถึงมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จนมาสู่การสนับสนุนให้วิสาหกิจจีน และกลุ่มทุนจีนออกไปลงทุนนอกประเทศ การส่งออกเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน ตลอดจนยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนี่งเส้นทาง

เหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทิศทางทางของระบบเศรษฐกิจของจีน จากระบบเศรษฐกิจแบบบังคับ ไปสู่ระบบทุนนิยมที่มีรัฐเป็นศูนย์กลาง และการวางตนเองเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ได้แปลว่าการแทรกแซงเศรษฐกิจของรัฐได้ยุติลง ในทางตรงกันข้าม จีนเปลี่ยนตัวเองจากประเทศที่รอรับเงินทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) กลายเป็นประเทศที่ให้ FDI แก่ประเทศอื่นภายในเวลา 3 ทศวรรษ ไม่ใช่ด้วยการละทิ้ง เศรษฐกิจแบบบังคับ (planned economy) หรือด้วยการกระจายอำนาจหรือสวมรับเอาการเข้าสู่ระบบตลาดแบบทุนนิยม หากแต่เป็นการประดิษฐ์สร้างระบบทุนนิยมชนิดใหม่ที่รองรับระบอบธรรมาภิบาลภายใต้การนำของรัฐแห่งพรรค ที่ซึ่งแผนการพัฒนาของรัฐถูกใช้เป็นธงนำทิศทางการเติบโตของทุนนิยมจีน



การที่ทุนจีนไปลงทุนในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลักษณะเฉพาะหรือแตกต่างจากทุนประเทศอื่นๆ อย่างไรบ้าง

แน่นอนที่ว่าทุนนิยมจีนมีรูปการณ์และลักษณาการที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งรูปแบบ วัฒนธรรมการทำธุรกิจ แบบแผนการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ แต่ทุนนิยมข้ามชาติจีนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การออกไปนอกประเทศ (Going out policy) ของรัฐแห่งพรรคจีน ไม่ว่าจะทุนเอกชน วิสาหกิจของรัฐ หรือผู้ประกอบการรายย่อย ต่างก็ตอบสนองต่อวาระหลักของรัฐจีนในการสร้างความเป็นมหาอำนาจของเศรษฐกิจจีน ในการขยายตลาดจีนออกสู่โลก และการผนวกและผนึกรวมภูมิภาคต่างๆ ทั้งในและนอกเอเชียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน โดยรัฐจีนให้การสนับสนุนทั้งในแง่การเงินและกลไกอื่นๆ แก่ทุนเหล่านี้

ในแง่หนึ่ง ทุนจีนข้ามชาติเหล่านี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรัฐจีนในการแผ่ขยายอำนาจออกไปสู่โลก ยุทธศาสตร์การผนึกอำนาจเศรษฐกิจของจีน ผ่านโครงการมหึมา เช่น หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ Belt and Road Initiative (BRI) ที่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ทางรถไฟความเร็วสูง ถนน ท่าเรือ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และอัฟริกาเข้าด้วยกัน ถือเป็นรูปธรรมที่สำคัญที่กลายเป็นแนวทางให้กับกลุ่มทุนต่างๆ เข้าลงทุนในพื้นที่สำคัญต่างๆ ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ BRI

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุนข้ามชาติจีนเหล่านี้ขานรับต่อ ‘ความฝันของจีน’ (China Dream) อันเป็นวาทกรรมที่ผู้นำจีน สี จิ้นผิง นำมาใช้ในฐานะอุดมการณ์ทางการเมืองในการสร้างชาติจีนที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ อย่างแข็งขันและปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างแพร่หลาย การสร้างเมืองใหม่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ การสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ การสร้างนวัตกรรมที่ล้ำหน้าของทุนจีนในที่ต่างๆ มักถูกป่าวประกาศให้เห็นผ่านสำนวนโวหารของชาตินิยมแบบจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนวนโวหารดังกล่าวแสดงออกผ่านวาทกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาของกลุ่มทุนข้ามชาติจีน ที่มักอ้างอิงถึงชาติจีน ในฐานะต้นแบบแห่งความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่จะเข้ามาช่วยปลดปล่อยให้ผู้คนในภูมิภาคหลุดออกจากความยากจน ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มทุนสีเทาที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การอ้างอิงกับความฝันของรัฐแห่งพรรค ยิ่งทวีความเข้มข้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มธุรกิจตงเหม่ย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ฟอกตัวเองขึ้นมาจากกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมายหงเหมิน ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า เมืองเศรษฐกิจใหม่ไซซิกัง ริมฝั่งแม่น้ำเมยในพม่าที่กำลังถูกสร้างขึ้นใกล้กับฉ่วยโก๊กโกะนั้น จะผงาดขึ้นเป็น ‘เสิ่นเจิ้นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ เขตเศรษฐกิจพิเศษขนาดใหญ่ที่ลงทุนโดยทุนข้ามชาติจีนมักผนวกเอา China Town เข้าเป็นองค์ประกอบสำคัญของเขตฯ เพื่อแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมอันรุ่งเรืองของจีน หรือการที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในชายแดนลาว และชายแดนพม่า ต่างอ้างความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจของตนกับผลักดันให้ BRI ประสบความสำเร็จ เป็นต้น

ในแง่นี้ ทุนข้ามชาติจีนจึงทำหน้าที่เชื่อมโยงทุนกับรัฐแห่งพรรคอย่างน้อย 2 มิติด้วยกันคือ ในแง่เศรษฐกิจนั้น กลุ่มทุนข้ามชาติจีนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้รัฐจีนสามารถผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและในโลก โดยทำงานตอบสนองต่อทิศทางดังกล่าวของรัฐแห่งพรรคจีน และในแง่อุดมการณ์ ทุนข้ามชาติจีนเป็นกลไกในการผลักดันชาตินิยมแบบจีนออกสู่ภายนอก ทำให้อุดมการณ์นามธรรมตกผลึกเป็นรูปธรรมผ่านการลงทุนทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีนในภูมิภาคและในโลก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเมืองใหม่ ระบบคมนาคมขนส่ง และเครือข่ายเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งช่วยให้จินตภาพของการเป็นมหาอำนาจจีนเป็นรูปธรรมขึ้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษคืออะไร ทำไมในทางวิชาการมักถูกยกมาพูดพร้อมทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่

นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมักอธิบายว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษคือเขตที่รัฐอนุญาตและเปิดโอกาสให้ทุนสามารถเข้ามาดำเนินกิจการ ภายใต้ระบอบการควบคุมกำกับที่มีความยืดหยุ่น และปราศจากความเข้มงวด (deregulation) ซึ่งช่วยให้ทุนสามารถดำเนินการโดยที่รัฐเข้าไปยุ่งน้อยที่สุด ซึ่งเป็นไปตามหลักการเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เช่น การลดการกำกับด้านแรงงาน

ดังนั้น ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทุนสามารถที่กำหนดค่าแรงในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ประเทศนั้นกำหนด หรือมิให้มีสหภาพแรงงาน หรือรัฐอาจยกเว้นภาษีศุลกากรทั้งหลาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่ดิน ที่รัฐให้นายทุนเช่าที่ดินราคาถูกในระยะเวลาอันยาวนาน การได้มาซึ่งปัจจัยการผลิตและฐานการผลิตในต้นทุนที่ต่ำ และมีการควบคุมกำกับที่ผ่อนคลาย ถูกถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนที่จะเข้าลงทุนในประเทศ และเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังพัฒนาใช้ในการดึง FDI เข้าประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมักอธิบายแบบนี้

แต่ ไอวา ออง (Aihwa Ong) นักมานุษยวิทยา กลับมองว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเครื่องมือแห่งรัฐ หรือเทคโนโลยีในการปกครองประเภทหนึ่ง รัฐบาลในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ใช้เครื่องมือนี้สร้างโซนแห่งการยกเว้น (Zone of Exception) ขึ้น เพื่อที่รัฐจะพักบทบาทในฐานะผู้คุ้มครองพลเมืองไว้ชั่วคราว แล้วเปิดโอกาสให้ทุนทำงานได้เต็มที่ เสรีนิยมใหม่ภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษจึงไม่ใช่กระบวนการทางเศรษฐกิจที่ลดการควบคุมกำกับโดยรัฐลง หากแต่เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อเปิดทางให้ตลาดเข้ามาใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างเศรษฐกิจได้เต็มที่

เมื่อเขตเศรษฐกิจพิเศษกลายเป็นพื้นที่ยกเว้นแล้ว ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในบริเวณนั้นอย่างไร

เวลาเราพูดว่า รัฐพักการทำงานในการคุ้มครองพลเมืองไว้ชั่วคราว แสดงว่า ทุนได้อภิสิทธิ์ในพื้นที่ตรงนั้น พลเมืองในพื้นที่แทนที่จะได้รับการคุ้มครองก็กลับกลายเป็นผู้ต้องเสียสละ

ประเด็นคือการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐกับทุนนี้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ในประเทศที่รัฐอ่อนแอกว่าตลาด เราจะพบว่า ประชาชนโดนตลาดรังแกมากกว่าในประเทศที่รัฐสามารถคุ้มครองผู้คนได้ พูดง่ายๆ คือ ถ้าเขาจะเตะคุณออกจากที่ดิน แล้วคุณไม่ไป รัฐที่อ่อนแอ มักเลือกที่จะไม่คุ้มครองพลเมืองของตน

เราพบว่า ในประเทศที่รัฐเปิดโอกาสให้ตลาดทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ผู้คนจะเจอสถานการณ์ที่ย่ำแย่ อย่างกรณีเมืองต้นผึ้ง สปป.ลาว (เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ) หรือเมืองฉ่วยโก๊กโกะ ในเมียวดีของพม่า ชาวบ้านโดนไล่ที่ แลกกับค่าชดเชยราคาถูกๆ โดยที่รัฐไม่คุ้มครองเลย เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเขตเพื่อทุน ไม่ใช่เขตเพื่อชาวบ้าน แม้เขาจะอ้างว่า ชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากการจ้างงานที่จะตามมา แต่งานศึกษาหลายชิ้นชี้ชัดว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายๆ แห่ง ไม่ได้ทำให้ชีวิตคนท้องถิ่นดีขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่จีนส่งออกโมเดลของเขตเศรษฐกิจพิเศษในฐานะตัวแบบความสำเร็จ กลุ่มทุนสีเทาจำนวนไม่น้อยใช้ตัวแบบดังกล่าวเป็นเครื่องมือบังหน้าในการสร้างอาณาจักรธุรกิจสีเทา ดังเห็นได้จากเขตเศรษฐกิจพิเศษในชายแดนลาว ในกัมพูชา และในชายแดนพม่า



ในงานวิจัยของอาจารย์มีคำว่า ‘รัฐนายหน้า’ แล้วรัฐไทยกำลังทำตัวเช่นนั้นอยู่หรือเปล่า

รัฐนายหน้าเป็นแนวคิดที่ ไมเคิล เลอเวียน (Michael Levien) นักสังคมวิทยามาร์กซิสต์ ใช้อธิบายอินเดีย จากกรณีสงครามที่ดินหรือ land war ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเหล่าชาวนาลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งใหญ่จากปัญหาของเขตเศรษฐกิจพิเศษ

อินเดียเป็นประเทศที่ทำเขตเศรษฐกิจพิเศษเยอะมาก แล้วชาวบ้านก็โดนเตะออกจากที่ดินของตัวเองเป็นจำนวนมหาศาล เลอเวียนจึงพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องเข้าใจก่อนว่า การสูญเสียที่ดินไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิด แต่เกิดขึ้นมาโดยตลอดช่วงการพัฒนาของรัฐในอินเดีย

เลอเวียนพบว่า ก่อนหน้านี้รัฐยังทำตัวเป็นรัฐพัฒนา กล่าวคือ ถึงแม้จะเอาที่ดินจากชาวบ้านไป แต่เป็นการนำที่ดินไปพัฒนา ไปจัดการในรูปแบบต่างๆ ที่อย่างน้อยที่สุดชาวบ้านเขาก็มองเห็นว่า ตัวเองจะได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ต่อให้เสียที่ดินไป แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

แต่เมื่อมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เลอเวียนเห็นว่า รัฐได้เปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็นรัฐนายหน้า เพราะรัฐไม่ทำอะไร ไม่เป็นรัฐพัฒนาอีกต่อไป ทำหน้าที่อย่างเดียวคือกว้านเอาที่ดินของชาวบ้านมาประเคนให้นายทุนต่างชาติ แล้วชาวบ้านก็ไม่ได้อะไรจากเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่แล้ว นั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านลุกฮือขึ้นมา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การพัฒนา แต่คือการฮุบที่ดินของนายทุน

ถามว่าไทยเป็นแบบนั้นไหม เราต้องถามว่า ตอนนี้รัฐไทยทำหน้าที่เพียงประเคนที่ดินให้กับทุนจีน โดยไม่เคยมีวิสัยทัศน์ใดๆ ที่จะทำให้การพัฒนาที่ดินนั้นๆ เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อประชาชนผู้สูญเสียที่ดิน ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ คุณก็เป็นรัฐนายหน้า แล้วต้องถามต่อไปว่า ประชาชนจะได้อะไรจากสิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่ ความจริงแล้วสิ่งที่รัฐควรทำคือ หากคุณมีที่ดิน ก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ที่ดินเหล่านั้นเกิดผลิตภาพทางอุตสาหกรรมหรือทางเกษตรกรรม โดยที่ประชาชนหรือพลเมืองของตนเป็นหุ้นส่วนกับผลิตภาพนั้นด้วย อย่างนี้จึงจะเรียกว่า รัฐพัฒนา

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำตัวเป็นนายหน้าจัดหาที่ดิน ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาว คุณก็กำลังพาตัวเองไปสู่การเป็นรัฐนายหน้า

นักธุรกิจและภาครัฐมักให้เหตุผลว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานคนท้องถิ่น ตามทฤษฎี Trickle-down economy (เศรษฐกิจแบบไหลริน) แต่ในความเป็นจริงคงซับซ้อนกว่านั้นหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นเราก็คงเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว

ต้องถามว่า trickle-down ไปทางไหน เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่นิยมใช้กันก็คือ การเชื่อมโยงไปข้างหน้า (forward linkage) และการเชื่อมโยงไปข้างหลัง (backward linkage) เพื่อพิจารณาว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงเหล่านี้ไหม

การเชื่อมโยงไปข้างหลัง หมายความว่า เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ เชื่อมโยงไปข้างหน้าก็คือว่า การก้าวไปสู่เศรษฐกิจใหม่ข้างหน้า ซึ่งต้องดูว่ากลุ่มทุนที่มีอยู่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจนี้ไหม หรือว่าไปโดดๆ กลายเป็น single economy โดดอยู่คนเดียว ไม่เชื่อมต่อกับใคร



trickle-down ถือว่าเป็นทฤษฎีเก่าแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยพัฒนาตอนต้น ทุกวันนี้คนก็รู้ว่ามันไม่เกิดขึ้นจริง การกระจุกตัวของประโยชน์จากการพัฒนา ไม่เคยก่อให้เกิดการกระจายหรือแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ที่ถูกผลักออกจากการเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนา

การจะทำให้ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมกระจายไปสู่ท้องถิ่นได้ คุณก็ต้องพัฒนาทักษะและความรู้ของคน ของชุมชน ไม่ใช่ยกทรัพยากรให้ทุนในราคาถูกเพื่อสร้างกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ลงทุนด้านการศึกษา ยกระดับความรู้ ตลอดจนสนับสนุนการลงทุนในภาคประชาชน หากไม่กระจายทรัพยากรต่างๆ เหล่านี้อย่างเป็นธรรม ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนา จะเกิด trickle-down ได้ยังไง

เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การลงทุนของทุนจีน จำนวนไม่น้อยถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับฟอกตัวของทุนสีเทา ใช้วาทกรรมการสร้างเมืองใหม่ สร้างธุรกิจเทคโนโลยีแบบใหม่ สร้างการเชื่อมต่อกับ BRI ของรัฐจีนบังหน้า เพื่อดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย ดังตัวอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์ ในกัมพูชา เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ในชายแดนลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษฉ่วยโก๊กโกะ ในชายแดนพม่า ธุรกิจสีเทาที่ดำเนินอยู่ในเขตเหล่านี้ ไม่ยังประโยชน์อะไรเลยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น

การเติบโตของทุนจีนสีเทาที่ตอนนี้ไม่เทาแล้ว สะท้อนให้เห็นอะไร

เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า กลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมาย และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ (transnational crime network) จีน เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว และดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ เช่น การพนัน ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าสัตว์ป่า/สินค้าจากป่า ฟอกเงิน ฯลฯ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เครือข่ายการพนันข้ามชาติจีนถือเป็นเครือข่ายที่ใหญ่และกว้างขวางที่สุด ทั้งนี้ เพราะว่าตลาดการพนันในเอเชีย ถือเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงที่สร้างรายได้หลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี โดยนักพนันจีนเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุด เรื่องนี้รัฐจีนก็รู้ดีถึงมูลค่าดังกล่าว คาสิโนในมาเก๊า ในฐานะที่เป็นเขตบริหารพิเศษของจีน จึงเป็นที่เดียวที่ถูกกฎหมายมาจนถึงทุกวันนี้ และกลุ่มทุนจีนสีเทาในปัจจุบันหลายกลุ่มก็เติบโตขึ้นมาจากกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ ที่ดำเนินควบคู่ไปกับธุรกิจการพนันในมาเก๊า

เครือข่ายอิทธิพลนอกกฎหมายนั้น ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายเหล่านี้อยู่นอกรัฐ ในทางตรงกันข้าม เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้เติบโตได้ก็ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐ ทั้งรัฐที่เป็นต้นทางของเครือข่ายดังกล่าว เช่นจีน และรัฐที่เป็นปลายทางของการลงทุนของเครือข่ายเหล่านี้ เช่นประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เช่น กัมพูชา ฟิลิปปินส์ พม่า ลาว และไทย ที่สำคัญ กลุ่มจีนสีเทา ก็มีพัฒนาการและปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่สำคัญคือ ทุนจีนสีเทาไม่เคยแสดงตนว่าต่อต้านรัฐ ในทางตรงกันข้าม ต่อให้สีเทา และนอกกฎหมาย ทุนพวกนี้กลับเป็นทุนที่รักชาติ ยกตัวอย่างเช่น ประธานกลุ่มตงเหม่ย หว่าน คกโคย อดีตผู้นำของแก๊งค์ 14K แห่งมาเก๊า ซึ่งปัจจุบันเปิดบริษัทรักษาความปลอดภัยหงเหมิน ทำงานรักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มทุนจีนที่ดำเนินธุรกิจในเอเชีย และเป็นกลุ่มทุนหลักในเขตธุรกิจการพนันไซซิกังในชายแดนพม่า ประกาศตนเป็นผู้รักชาติจีน สนับสนุนแนวทางจีนเดียวอย่างแข็งขัน และพยายามเชื่อมโยงธุรกิจของตนเข้ากับทิศทางการพัฒนาภูมิภาคของรัฐจีนอย่างแนบแน่น และอาจด้วยเหตุผลแห่งการ position ตนเองในฐานะทุนจีนสีเทารักชาตินี้ ที่ทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถรักษาความสัมพันธ์กับรัฐแห่งพรรคจีนไว้ได้ และไม่เคยถูกปราบปรามอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
 


เครือข่ายการพนันข้ามชาติจีนนั้น ส่วนใหญ่เติบโตมาจากเครือข่ายในมาเก๊า ทั้งนี้ มูลค่าของธุรกิจพนันในมาเก๊านั้นสูงมากจนทำให้มีการออกไปสร้างตลาดการพนันใหม่ของกลุ่มอิทธิพลการพนันตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 2000 ได้มีนักวิชาการแบ่งพัฒนาการของธุรกิจเทาประเภทนี้ไว้ 3 ระลอกด้วยกัน (โปรดดูงานของ Andrew Ong) ได้แก่ ระลอกแรก เป็นการตั้งคาสิโนตามแนวชายแดนที่ติดกับจีน เช่น ในเขตอิทธิพลของกองกำลังชนกลุ่มน้อยว้า โกกั้ง และเมืองลา ในพม่า และบ่อเต็นในตอนเหนือของลาว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวการพนันที่เป็นชาวจีนเป็นหลัก และเนื่องจากเมืองคาสิโนเหล่านี้ใช้สาธารณูปโภค โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตจากจีนเป็นหลัก และการข้ามแดนมายังบ่อนพนันของเหล่านักพนันจีนต้องผ่านระบบการตรวจคนเข้าเมืองของจีน จึงง่ายที่จะถูกแทรกแซงจากรัฐจีนในการตัดสัญญาณโทรคมนาคม หรือปิดชายแดน ทำให้เมืองคาสิโนชายแดนในรุ่นแรกต้องปิดตัวลงในทศวรรษ 2010

ธุรกิจการพนันข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในระลอกที่สอง มีศูนย์กลางที่ฟิลลิปินส์และกัมพูชา ที่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานและระเบียบที่ยืดหยุ่นของรัฐในประเทศทั้งสองในการดำเนินกิจการ เพื่อดำเนินกิจการการพนันโดยมีลูกค้าหลักเป็นทั้งนักท่องเที่ยวจีนและเหล่าคนงานจีนในประเทศดังกล่าว การย้ายคาสิโนออกห่างจากชายแดนจีนก็เพื่อป้องกันมิให้รัฐจีนเข้าแทรกแซง และอาศัยรัฐปลายทางเป็นเกราะคุ้มครอง สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐจีนเองรู้ดีถึงกิจการการพนันเหล่านี้ แต่ไม่ได้ทำอะไร และรัฐฟิลิปปินส์และกัมพูชาก็ได้ผลประโยชน์จากธุรกิจเหล่านี้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ธุรกิจการพนันเข้าไปยุ่งกับอาชญากรรมประเภทอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งตนเป็นมาเฟียเรียกรับเงิน ล่อลวงคน มีการฆาตกรรม และการค้ายาเสพติดต่างๆ เกิดขึ้น รัฐจีนจะเข้ามาแทรกแซงทันที ดังเห็นได้จากกรณีฟิลิปปินส์และกัมพูชา มีการส่งตำรวจจีนเข้าไปทำงานกับตำรวจของประเทศปลายทาง บุกจับแก๊งค์จีนเทาเหล่านี้ จนต้องพากันหนีออกนอกประเทศ ที่สีหนุวิลล์นั้น มีชาวจีนหนีการจับกุมกว่าหมื่นคน ซึ่งได้นำมาสู่การปรับตัวของเครือข่ายพนันข้ามชาติระลอกที่สาม ที่มองหาแหล่งที่ตั้งที่มีอำนาจอธิปไตยที่อ่อนแอ ที่รัฐจีนจะไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้ กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษตลอดแนวชายแดนพม่า-ไทย ริมฝั่งแม่น้ำเมย ได้แก่ ฉ่วยโก๊กโกะของกลุ่มย่าไถ้ เขตอุตสาหกรรมไซซิกัง ของกลุ่มตงเหม่ย และเมืองใหม่ของกลุ่มหวนหยา อินเตอร์แนชัลแนล ตลอดจนเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ของจ้าว เหว่ย ในชายแดนลาว-ไทย เป็นตัวอย่างของการปรับตัวของธุรกิจพนันในเจนเนอเรชันที่สาม

ลักษณะพิเศษของทุนพนันข้ามชาติในระลอกนี้ ได้แก่ การที่แม้ว่าพวกนี้จะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ลงทุนในฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมืองลา หรือเติบโตมาจากแก๊งค์อิทธิพลในมาเก๊ามาก่อน การย้ายฐานมายังพื้นที่ที่ไม่เชื่อมต่อกับอิทธิพลของรัฐจีนโดยตรง ยังเกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับธุรกิจประเภทนี้ เราจะพบลักษณะที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน คือ การโฆษณาว่าเป็นการสร้างเมืองใหม่ เมืองอุตสาหกรรม เมืองท่องเที่ยว เมืองแห่งอนาคตของเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อสร้างงานให้กับคนท้องถิ่น สร้างความเจริญให้กับชนบทอันห่างไกลของประเทศกำลังพัฒนา ช่วยรัฐของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ สร้างความทันสมัยให้กับประเทศ กับประการที่สองคือ การผูกโครงการการสร้างเมืองใหม่นี้ เข้ากับวาระใหญ่ของรัฐจีน ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจจีนเข้ากับภูมิภาค ดังนั้น สิ่งที่เราจะเห็นในโครงการเหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่ตึกที่เป็นที่ตั้งของคาสิโนการพนัน แต่จะมีโครงการอื่นๆ ควบคู่ไป เช่น การสร้างสนามบินในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ โดยอ้างว่าเพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างจีนมายังต้นผึ้งของลาว การสร้างเมืองใหม่ฉ่วยโก๊กโกะ ที่จะเชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจพม่า-จีน ภายใต้โครงการ BRI เป็นต้น

ต้องกล่าว ณ ที่นี้ด้วยว่า การพยายามเชื่อมโยงกับรัฐจีนของกลุ่มทุนพนันข้ามชาติจีน ดำเนินไปภายใต้การรับรู้ของรัฐจีนมาโดยตลอด และรัฐจีนเองก็ได้ประโยชน์จากโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของทุนพนันข้ามชาติเหล่านี้ ความสัมพันธ์นี้ ทำให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย โดยใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นเมืองใหม่บังหน้า และการฟอกเงินจากธุรกิจผิดกฎหมายไปในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยมีธุรกิจคาสิโน เป็นหน้าฉากของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เราจะพบว่า ด้วยยุทธวิธีประเภทนี้ได้ทำให้กลุ่มจีนเทาการพนัน ไม่เพียงสามารถอยู่ได้และแผ่ขยายอิทธิพลในประเทศที่ไปลงทุนเท่านั้น แต่ยังรักษาความสัมพันธ์กับรัฐจีนเอาไว้ ดังนั้นเวลาพูดถึงทุนจีนในความหมายของทุนที่สนับสนุนโดยรัฐจีน จึงถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะยังมีทุนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว ฉวยโอกาสจากนโยบายดังกล่าวในการขยายธุรกิจ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การปรับตัวระลอกล่าสุดของทุนการพนันข้ามชาติ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจการพนันอย่างกว้างขวาง เราจะพบว่า ทุนการพนันในเขตชายแดนเหล่านี้ ปรับทิศทางเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นอาชญากรรมเต็มรูปแบบ กล่าวคือ การหันเข้าหาธุรกิจล่อลวงธุรกรรมทางการเงิน เช่น คอลเซนเตอร์ เขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้ ได้กลายเป็นแหล่งของการค้ามนุษย์ ล่อลวงผู้คนจากประเทศต่างๆ เข้ามาทำงานหลอกลวงเอาเงินจากคนในประเทศของตน ในฉ่วยโก๊กโกะ สีหนุวิลล์ และสามเหลี่ยมทองคำ มีคนทำงานในแก๊งค์คอลเซนเตอร์รวมกันหลายหมื่นคน จากทั่วทุกแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็นอัฟริกา เอเชีย กระทั่งยุโรปตะวันออก มีการกักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย ตลอดจนฆาตกรรมผู้ที่ถูกล่อลวงมาทำงานผ่านกระบวนการค้ามนุษย์ กระบวนการใช้แรงงานเพื่อก่ออาชญากรรมคอลเซนเตอร์ และพนันออนไลน์นี้ สร้างรายได้ที่สูมากกว่าธุรกิจการพนันข้ามชาติหลายเท่าตัว และทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเหล่านี้ กลายเป็นแหล่งอาชญากรรมออนไลน์ใหญ่ในเอเชียในปัจจุบัน

ทุนจีนสีเทาเหล่านี้ดำเนินการ (operate) ในประเทศต่างๆ ได้อย่างไร

ทุนจีนเหล่านี้ ทำงานในความสัมพันธ์กับรัฐในอย่างน้อยสามระดับด้วยกัน ในการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐจีน อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ทุนนิยมแบบรัฐแห่งพรรคนั้น เปิดช่องโหว่ให้ทุนในการอ้างความสัมพันธ์กับรัฐเป็นใบเบิกทางในการทำธุรกิจของตนมาโดยตลอด เราจะพบการสร้างใบเบิกทางนี้ ในทุนจีนสีเทาแทบทุกโครงการ กลุ่มย่าไถ้ ซึ่งเป็นผู้ลงทุนหลักในฉ่วยโก๊กโกะ แสดงตนตลอดมาว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ BRI และอ้างความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการดำเนินกิจการ เช่น มีการแสดงให้เห็นว่าในพิธีลงนามข้อตกลงในการดำเนินกิจการ มีตัวแทนบริษัทที่ปรึกษากั๋วจิง ซึ่งมีผู้จัดการใหญ่ของบริษัท ดำรงตำแหน่งเป็นตัวแทนของกรรมการฝ่ายพรรคในศูนย์การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจของจีน (The China Center for International Economic Exchange: CCIEE) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานวางแผนของชาติที่สำคัญของจีน หรือการที่วิสาหกิจแห่งรัฐจีน เช่น China Railway 20th Bureau Group (CR20) เป็นผู้รับเหมาสำคัญในการก่อสร้างโรงแรมและถนนหลักในฉ่วยโก๊กโกะ เป็นต้น วิสาหกิจแห่งรัฐจีน CR20 ยังเป็นผู้รับเหมาสร้างทางให้กับกลุ่มตงเหม่ยที่ลงทุนในเขตอุตสาหกรรมไซซิกังอีกด้วย นอกจากการสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐโดยตรงแล้ว ทุนเหล่านี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกับกลุ่มกึ่งรัฐในจีน เช่น สมาพันธ์ผู้ประกอบการโพ้นทะเลจีน (the China Federation of Overseas Entrepreneurs: CFOE) อีกด้วย

การสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐจีนของกลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้ก็เพื่อฟอกตัว และเพื่อสร้างหลักประกันการคุ้มครองให้สามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างปลอดภัยจากการจับจ้องจากทางการจีน



ส่วนรัฐปลายทางนั้น ความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนการพนันข้ามชาติเป็นไปในลักษณะของการพึ่งพาผลประโยชน์ รัฐลาวได้ประโยชน์มหาศาลจากกลุ่มทุนการพนัน ทั้งโดยตรงในแง่ของ FDI และโดยอ้อมผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้รัฐสามารถสถาปนาความทันสมัยขึ้นในพื้นที่ชายแดนโดยรัฐไม่ต้องลงทุน หรือกองกำลังชนกลุ่มน้อย BGF ซึ่งมีหุ้นอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษฉ่วยโก๊กโกะ แน่นอนที่ว่า ผลประโยชน์ต่างตอบแทนชนิดนี้มีต้นทุนที่ตกอยู่กับประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียที่ดิน การที่ชายแดนที่เต็มไปด้วยตึกอาคารสมัยใหม่ แต่กลับเป็นแหล่งรวมของอาชญากรรมของภูมิภาค ในขณะที่อธิปไตยเหนือดินแดนอยู่ในมือของกลุ่มทุนจีนอย่างเบ็ดเสร็จ ในกรณีของเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำของจ้าวเหว่ยนั้น ตำรวจลาวไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกล่อลวงมาทำงานคอลเซนเตอร์และค้าประเวณีภายในเขตได้ ต้องให้ผู้หญิงนั้นหลบหนีออกมาเอง เนื่องจากเขตดังกล่าวอยู่ใต้การปกครองของนายทุนจีน เช่นเดียวกับฉ่วยโก๊กโกะ ซี่งมีกองกำลังของตนเองในการจับกุมคุมขัง และป้องกันไม่ให้คนหลบหนีออกจากเขตของตน

ประเทศที่มีระบบธรรมาภิบาลอ่อนแอเท่านั้นที่จะเป็น host หรือเป็นเจ้าภาพให้กับทุนพวกนี้ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นสวรรค์ของทุนจีนสีเทา เพราะทุนจีนสีเทาจะดำเนินการได้ยากหากเผชิญระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งและระบบกฎหมายที่เข้มงวด

สำหรับไทยนั้น ไทยเป็นประเทศที่เป็นทั้งเกราะกำบัง เป็นทั้งแหล่งบริบาล ที่เอื้ออำนวยให้เครือข่ายธุรกิจอาชญากรรมข้ามชาติจีนเติบโตได้อย่างที่กล่าวแล้วในตอนต้น กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ หลีกเลี่ยงที่จะดำเนินกิจการในพื้นที่ที่ติดกับจีนโดยตรง เพื่อหลบหลีกการแทรกแซงโดยตรงจากรัฐจีน ไทยจึงเป็นประเทศที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นประเทศชุมทาง ที่อำนวยความสะดวกให้กับการไหลเวียนของทุน ลูกค้า และแรงงาน ตลอดจนการค้ามนุษย์ไปยังประเทศปลายทาง เป็นไปได้อย่างราบรื่น เป็นทั้งประเทศที่เอื้ออำนวยให้กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถจดทะเบียนธุรกิจเป็นบริษัทแม่ ตั้งบริษัทนอมินีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของหน่วยงานจากจีน และเพื่อฟอกเงิน จึงไม่แปลกใจที่เราจะพบทุนจีนสีเทาจำนวนมากซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในเมืองใหญ่ของไทย ตลอดจนมีออฟฟิศของบริษัทอยู่ในไทย บริษัทย่าไถ้ เจ้าของฉ่วยโก๊กโกะ ก็มีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ แรงงานคอลเซนเตอร์จำนวนไม่น้อย transit ที่กรุงเทพฯ และเมืองชายแดน เช่น แม่สอด แน่นอนว่าการจะทำเช่นนี้ได้ เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยต้องมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้

ไม่เพียงแต่เท่านั้น การสร้างเมืองการพนันใหญ่ตลอดริมฝั่งแม่น้ำเมย การดำเนินธุรกิจพนันออนไลน์ อาชญากรรมคอลเซนเตอร์ ในเขตปกครองของกองกำลังชนกลุ่มน้อยชายแดนที่ปราศจากสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญ จะไม่มีทางดำเนินไปได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝั่งไทย คำถามสำคัญคือ อินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อกิจการอาชญากรรมข้ามชาติ ได้มาจากที่ไหน หากไม่ใช่ฝั่งไทย ในแง่นี้ ไทยจึงไม่ใช่แค่เป็นประเทศทางผ่านของทุนจีนสีเทาจีน หากแต่เป็นประเทศที่สนับสนุนกิจการเหล่านี้โดยตรง ผ่านสาธารณูปโภคพื้นฐานและทรัพยากรโทรคมนาคม



อย่าง ‘ตู้ห่าว’ ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายของทุนจีนข้ามชาติเหล่านั้นด้วยไหม

เขาอยู่ในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติแน่นอน แต่จะใช้เมืองไทยเป็นฐานในการปฏิบัติการอะไร ยังไงบ้าง และเจ้าหน้าที่ของไทยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง เป็นหน้าที่ของตำรวจไทยในการสืบสวนเรื่องนี้

บางประเทศจะมีตำรวจลับของจีน คอยอำนวยความสะดวกให้กับทุนสีเทาต่างๆ ซึ่งในไทยอาจยังไม่ชัดขนาดนั้น แต่อีกมุมหนึ่งอาจหมายความว่า มันซึมลึกไปทั้งองค์กรตำรวจเลยหรือเปล่า

เรื่อง กลุ่มทุนจีนสีเทา เข้าไปมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานอย่างองค์กรตำรวจหรือไม่ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่หากพิจารณาจากการที่แม้แต่หัวหน้าองค์กรตำรวจสากล ( international policing agency Interpol) อย่าง เหมิง หงเว่ย ถูกทางการจีนจับกุมตัวและตัดสินจำคุก 13 ปี 6 เดือน ในปี 2563 จากข้อหาคอร์รัปชัน ก็คงพอจะบอกได้ว่า คอร์รัปชันในจีนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในแทบทุกหน่วยงาน แม้แต่องค์กรตำรวจ และน่าจะเป็นปัจจัยไม่มากก็น้อยที่ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจีนสามารถดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายต่างๆ ในภูมิภาคนี้ได้

‘สิงโตคู่สีทอง’ สัญลักษณ์ของเมืองสีหนุวิลล์ | ภาพ: ยศพนธ์ เกิดวิบูลย์

ในมุมนักมานุษยวิทยา ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐและนายทุนจับมือกัน แล้วชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยจะเป็นอย่างไร เกิดผลกระทบยังไง และต้องทำอย่างไร

รัฐย่อมจับมือกับทุนข้ามชาติแน่นอนอยู่แล้ว โดยเฉพาะรัฐในประเทศกำลังพัฒนาที่อ่อนแอและปราศจากแนวทางที่ชัดเจนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ใช่กลุ่มทุน หรือกลุ่มชนชั้นนำในประเทศไม่กี่กลุ่ม

คำถามที่เราถามกันมาตลอดหลายทศวรรษ ยังคงเป็นคำถามเดิม คือทุนเหล่านี้จะมีส่วนกระจายความมั่งคั่ง ผลกำไร และเทคโนโลยี รวมทั้งสร้างความรู้และพัฒนาทักษะให้กับผู้คนในประเทศที่ตนเข้าไปลงทุนอย่างไรได้บ้าง คำถามเหล่านี้รัฐไม่เคยถาม การที่ประเทศตกอยู่ภายใต้การรัฐประหารซ้ำซาก มีรัฐเผด็จการที่ขาดวิสัยทัศน์ และมุ่งแต่จะผูกขาดอำนาจมาเป็นเวลานาน คิดเพียงแต่จะรักษาฐานอำนาจทางการเมืองของตัวเอง แต่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง กำหนดการใช้งบประมาณของประเทศเพื่อนำมาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง
 


การจับมือระหว่างรัฐกับทุน โดยไม่มีประชาชนเป็นองค์ประกอบสำคัญของสมการ จึงไม่ใช่โจทย์ปัญหาทางเศรษฐกิจ และเป็นโจทย์ปัญหาทางการเมือง เพราะถ้าหากประชาชนไม่สามารถที่จะมีอำนาจในการตรวจสอบรัฐ ไม่มีอำนาจในการมีตัวแทนทางการเมืองของตนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ไม่ใช่ให้ตลาด ให้ทุนข้ามชาติ ทั้งไทยและเทศ ทั้งทุนจีนสีเทา และสีอี่น เอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยประชาชนเป็นเพียงแต่ผู้ดู และรับผลกระทบ เราก็อาจเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำซาก และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นผลพวงของการที่รัฐล้มเหลว การจะเปลี่ยนสมการการจับมือกันระหว่างรัฐกับกลุ่มทุน จึงไม่อาจทำได้โดยการเป็นเพียงผู้ดู แต่ประชาชน ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวน้อย หรือใครก็ตาม ต้องออกมาเปล่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนนั้นควรจะต้องเป็นศูนย์กลางของสมการการก้าวไปข้างหน้าของประเทศ

สถานการณ์ที่ดอยตุง สวด 7 วัน 7 คืน เพื่อ ??


สมเด็จพระนางเจ้าศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี พระบรมราชินีนาถ
1d
สถานการณ์ที่ดอยตุง สวด 7 วัน 7 คืน เข้าสู่วันที่ 2
จัดเป็น 3 สาว 3 ซุ้ม
พันธุ์สวลี - โสมสวลี - พัชรกิติยาภา
ล่าสุด หลวงเจ๊ธงชี ที่ทำผ้ายันต์เลสเตอร์ซิตี้ศักดิ์สิทธิ์จนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มาร่วมร่ายเวทย์กับเขาแล้วนะคะ
เลสเตอร์คว้าแชมป์ได้ฉันใด .....
พระองค์และองค์ทั้ง 3 ก็หายประชวรได้ฉันนั้นค่ะ !!


Rocket Media Lab เปิดข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ’66


Rocket Media Lab
5d

การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที Rocket Media Lab ชวนไปดูกันว่า เจเนอเรชั่นไหนมีสัดส่วนเท่าไรและอยู่แห่งหนใดกันบ้าง
.
อ่านบนเว็บได้ที่ https://rocketmedialab.co/election-66-2/
#เลือกตั้ง66 #RocketMediaLab


จำนวนประชากรที่ กกต. นำมาใช้ในการคำนวณจำนวน ส.ส. รายเขตทั้ง 400 เขต มีทั้งสิ้น 66,090,475 คน อย่างไรก็ตาม เมื่อดูข้อมูลประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแยกรายอายุรายเดือน ธันวาคม 2565 กรมการปกครอง พบว่าเป็นผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,322,824 คน โดยสามารถแยกได้ดังนี้
.
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) ซึ่งหมายถึงผู้มีอายุ 18-22 ปี จำนวน 4,012,803 คน คิดเป็นร้อยละ 7.67 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งหมายถึงผู้มีอายุ 58 ปีขึ้นไป จำนวน 14,378,037 คน คิดเป็นร้อยละ 27.48 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
เมื่อจำแนกตามเจเนอเรชั่น ซึ่งจำแนกตามศูนย์วิจัย Pew Research Center สหรัฐอเมริกา พบว่า
.
เจเนอเรชั่น Z ซึ่งหมายถึง ผู้มีอายุ 18-25 ปี มี 6,689,453 คน คิดเป็นร้อยละ 12.78 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
เจเนอเรชั่น Y ซึ่งหมายถึง ผู้มีอายุ 26-41 ปี มี 15,103,892 คน คิดเป็นร้อยละ 28.87 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
เจเนอเรชั่น X ซึ่งหมายถึง ผู้มีอายุ 42-57 ปี มี 16,151,442 คน คิดเป็นร้อยละ 30.87 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
เจเนอเรชั่น Baby Boomers ซึ่งหมายถึงผู้มีอายุ 58-76 ปี มี 11,844,939 คน คิดเป็นร้อยละ 22.64 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
เจเนอเรชั่น Silent ซึ่งหมายถึงผู้มีอายุ 77 ปีขึ้นไป มี 2,533,098 คน คิดเป็นร้อยละ 4.84 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด


First Voter

10 จังหวัดที่มีสัดส่วนร้อยละผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก อายุ 18-22 ปี (first voter) ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
มากที่สุด ได้แก่
.
1.ปัตตานี ร้อยละ 12.25
2.ยะลา ร้อยละ 11.53
3.นราธิวาส ร้อยละ 11.38
4.ตาก ร้อยละ 10.67
5.แม่ฮ่องสอน 10.32
6.สตูล ร้อยละ 9.72
7.กระบี่ ร้อยละ 9.08
8.สงขลา ร้อยละ 8.91
9.กาญจนบุรี ร้อยละ 8.65
10.ลพบุรี ร้อยละ 8.58
.
น้อยที่สุด ได้แก่
1.ลำพูน ร้อยละ 5.48
2.ลำปาง ร้อยละ 5.76
3.แพร่ ร้อยละ 5.80
4.พะเยา ร้อยละ 6.09
5.น่าน ร้อยละ 6.31
6.สิงห์บุรี ร้อยละ 6.34
7.สมุทรสงคราม ร้อยละ 6.44
8.นนทบุรี ร้อยละ 6.44
9.ชัยนาท ร้อยละ 6.45
10.สุโขทัย ร้อยละ 6.54


ผู้สูงอายุ

10 จังหวัดที่มีสัดส่วนร้อยละผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้สูงอายุ ( 58 ปีขึ้นไป) ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
มากที่สุด ได้แก่
1. ลำปาง ร้อยละ 35.58
2. ลำพูน ร้อยละ 35.44
3. สิงห์บุรี ร้อยละ 35.38
4. แพร่ ร้อยละ 35.09
5. ชัยนาท ร้อยละ 34.10
6. พะเยา ร้อยละ 33.75
7. สมุทรสงคราม ร้อยละ 33.52
8. อ่างทอง ร้อยละ 33.22
9. อุตรดิตถ์ ร้อยละ 32.65
10. เชียงใหม่ ร้อยละ 32.27
.
น้อยที่สุด ได้แก่
1. ภูเก็ต ร้อยละ 20.21
2. นราธิวาส ร้อยละ 20.45
3. ปัตตานี ร้อยละ 21.04
4. ยะลา ร้อยละ 21.42
5. กระบี่ ร้อยละ 21.43
6. ระยอง ร้อยละ 21.71
7. สตูล ร้อยละ 22.34
8. ชลบุรี ร้อยละ 22.46
9. บึงกาฬ ร้อยละ 23.03
10. แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 23.51


Gen Z

10 จังหวัดที่มีสัดส่วนร้อยละ Gen Z (อายุ 18-25 ปี) ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
มากที่สุด
1. ปัตตานี ร้อยละ 19.59
2. ยะลา ร้อยละ 18.49
3. นราธิวาส ร้อยละ 18.34
4. ตาก ร้อยละ 16.98
5. แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 16.60
6. สตูล ร้อยละ 15.46
7. กระบี่ ร้อยละ 14.83
8. สงขลา ร้อยละ 14.47
9. ระนอง ร้อยละ 14.09
10. นครพนม ร้อยละ 13.99
.
น้อยที่สุด
1. ลำพูน ร้อยละ 9.44
2. แพร่ ร้อยละ 9.98
3. ลำปาง ร้อยละ 10.02
4. พะเยา ร้อยละ 10.46
5. สิงห์บุรี ร้อยละ 10.71
6. ชัยนาท ร้อยละ 10.86
7. นนทบุรี ร้อยละ 10.86
8. สมุทรสงคราม ร้อยละ 10.89
9. น่าน ร้อยละ 10.94
10. สุโขทัย ร้อยละ 11.13


Gen Y

10 จังหวัดที่มีสัดส่วนร้อยละ Gen Y (อายุ 26-41 ปี) ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
มากที่สุด
1. นราธิวาส ร้อยละ 34.74
2. ปัตตานี ร้อยละ 34.22
3. ยะลา ร้อยละ 34.22
4. ภูเก็ต ร้อยละ 33.80
5. แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 33.51
6. กระบี่ ร้อยละ 33.20
7. สตูล ร้อยละ 33.03
8. ระยอง ร้อยละ 32.89
9. ชลบุรี ร้อยละ 32.00
10. สมุทรปราการ ร้อยละ 30.62
.
น้อยที่สุด
1. อุตรดิตถ์ ร้อยละ 24.74
2. ชัยนาท ร้อยละ 25.42
3. แพร่ ร้อยละ 25.46
4. สิงห์บุรี ร้อยละ 25.49
5. สุโขทัย ร้อยละ 25.51
6. สมุทรสงคราม ร้อยละ 25.59
7. ลำปาง ร้อยละ 25.68
8. อ่างทอง ร้อยละ 26.16
9. พิจิตร ร้อยละ 26.20
10. พะเยา ร้อยละ 26.27


Gen X

10 จังหวัดที่มีสัดส่วน Gen X (อายุ 42-57 ปี) ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
มากที่สุด
1. บึงกาฬ ร้อยละ 34.21
2. สกลนคร ร้อยละ 33.49
3. กาฬสินธุ์ ร้อยละ 33.42
4. ปทุมธานี ร้อยละ 33.29
5. หนองคาย ร้อยละ 33.19
6. นครพนม ร้อยละ 33.09
7. อุดรธานี ร้อยละ 33.04
8. ยโสธร ร้อยละ 33.04
9. มุกดาหาร ร้อยละ 33.04
10. หนองบัวลำภู ร้อยละ 33.04
.
น้อยที่สุด
1. ปัตตานี ร้อยละ 25.16
2. ยะลา ร้อยละ 25.87
3. แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 26.38
4. นราธิวาส ร้อยละ 26.47
5. เชียงใหม่ ร้อยละ 27.15
6. ลำพูน ร้อยละ 27.83
7. ตาก ร้อยละ 28.00
8. สิงห์บุรี ร้อยละ 28.42
9. เชียงราย ร้อยละ 28.58
10. ลำปาง ร้อยละ 28.72


Gen Baby Boomers

10 จังหวัดที่มีสัดส่วน Gen Baby Boomers (อายุ 58-76 ปี) ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
มากที่สุด
1. ลำพูน ร้อยละ 30.24
2. ลำปาง ร้อยละ 29.99
3. แพร่ ร้อยละ 29.69
4. พะเยา ร้อยละ 29.31
5. สิงห์บุรี ร้อยละ 28.39
6. ชัยนาท ร้อยละ 27.52
7. เชียงใหม่ ร้อยละ 27.44
8. เชียงราย ร้อยละ 27.09
9. น่าน ร้อยละ 26.94
10. อุตรดิตถ์ ร้อยละ 26.90
.
น้อยที่สุด
1. ปัตตานี ร้อยละ 16.48
2. นราธิวาส ร้อยละ 16.62
3. ยะลา ร้อยละ 17.10
4. ภูเก็ต ร้อยละ 17.12
5. กระบี่ ร้อยละ 17.68
6. ระยอง ร้อยละ 18.00
7. สตูล ร้อยละ 18.30
8. ชลบุรี ร้อยละ 18.56
9. แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 18.92
10. บึงกาฬ ร้อยละ 19.55


Gen Silent

10 จังหวัดที่มีสัดส่วน Gen Silent (อายุ 77 ปีขึ้นไป ) ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
.
มากที่สุด
1. สมุทรสงคราม ร้อยละ 7.14
2. สิงห์บุรี ร้อยละ 6.99
3. พัทลุง ร้อยละ 6.61
4. อ่างทอง ร้อยละ 6.58
5. ชัยนาท ร้อยละ 6.58
6. สุพรรณบุรี ร้อยละ 6.23
7. นครศรีธรรมราช ร้อยละ 6.22
8. นครนายก ร้อยละ 6.18
9. อุทัยธานี ร้อยละ 6.15
10. นครสวรรค์ ร้อยละ 6.03
.
น้อยที่สุด
1. ภูเก็ต ร้อยละ 3.09
2. สกลนคร ร้อยละ 3.43
3. บึงกาฬ ร้อยละ 3.48
4. ปทุมธานี ร้อยละ 3.51
5. หนองบัวลำภู ร้อยละ 3.52
6. อุดรธานี ร้อยละ 3.58
7. ระยอง ร้อยละ 3.72
8. กระบี่ ร้อยละ 3.75
9. มุกดาหาร ร้อยละ 3.75
10. นครพนม ร้อยละ 3.78