
ภาพจากประชาไท
.....
.....
16 hours ago
·
กรณี 44 ส.ส.ที่กำลังถูกพิจารณาว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น
ไม่มีอะไรที่พวกเขาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเลย
ตรงกันข้าม
44 ส.ส. ได้แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้แทนราษฎร เมื่อกฎหมายใดมีปัญหา อัตราโทษสูงไป ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งกัน และไม่เหมาะสมตามยุคสมัย ผู้แทนราษฎรก็เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร
นิติสงครามที่กำลังบดขยี้พวกเขาอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องแสวงหาจริยธรรมใดๆหรอก
แต่มันคือ นิติสงครามสั่งสอน นิติสงครามตัดกำลัง และนิติสงครามล้อมคอก
สั่งสอนบรรดานักการเมืองว่า อย่าสะเออะมาทำเรื่องเหล่านี้ พวกเอ็งไปทำเรื่องอื่น เรื่องนี้ห้ามทำ ไม่อยากโดน อย่าทำ เอ็งเห็นแล้วใช่ไหมว่า ถ้าบังอาจทำ ผลจะเป็นอย่างไร
ตัดกำลังนักการเมืองกลุ่มก้อนที่พวกผู้คุม “ใบอนุญาตที่ 2” ไม่นิยม
และล้อมคอกสภาผู้แทนราษฎรว่า ต่อไปนี้ จะไม่มีผู้แทนราษฎรหน้าไหน จากพรรคใด จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดไหน กล้าเสนอกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ิอีกตราบนานเท่านาน
ประเทศไทยของเรา ณ เวลานี้
คนก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐ ได้เสวยสุขอยู่ในอำนาจยาวเกือบทศวรรษ
ไม่โดนอะไร แถมยังได้รับการอวยยศมากมาย
แต่
ผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายในสภา กลับกลายเป็นพวกล้มล้างการปกครอง ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ
นักการเมือง ข้าราขการ ที่ทุจริต คอร์รัปชั่น สังคมสงสัยตั้งคำถาม ได้เชิดหน้าชูคออยู่ในอำนาจต่อไป ขอเพียงปวารณารับใช้พวก “ใบอนุญาตที่ 2” ไว้
แต่
พวกนักการเมืองที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เป็นความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อย กลับถูกจับขึ้น “กิโยตีน” ตัดคอประหารทางการเมือง
ปัญหาที่ประชาชนคนไทยต้องขบคิดกันต่อไป
เราจะปล่อยให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา เป็นแบบนี้หรือ?
ที่เป็นๆทำๆกันอยู่นี้ ถูกต้องหรือ?
https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/posts/1564150435071009
.....
ย้อนดู คดี 44 สส. เสนอแก้ ม.112 หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดส่งศาลฎีกาฯ
·
กรณี 44 ส.ส.ที่กำลังถูกพิจารณาว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น
ไม่มีอะไรที่พวกเขาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเลย
ตรงกันข้าม
44 ส.ส. ได้แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้แทนราษฎร เมื่อกฎหมายใดมีปัญหา อัตราโทษสูงไป ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งกัน และไม่เหมาะสมตามยุคสมัย ผู้แทนราษฎรก็เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร
นิติสงครามที่กำลังบดขยี้พวกเขาอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องแสวงหาจริยธรรมใดๆหรอก
แต่มันคือ นิติสงครามสั่งสอน นิติสงครามตัดกำลัง และนิติสงครามล้อมคอก
สั่งสอนบรรดานักการเมืองว่า อย่าสะเออะมาทำเรื่องเหล่านี้ พวกเอ็งไปทำเรื่องอื่น เรื่องนี้ห้ามทำ ไม่อยากโดน อย่าทำ เอ็งเห็นแล้วใช่ไหมว่า ถ้าบังอาจทำ ผลจะเป็นอย่างไร
ตัดกำลังนักการเมืองกลุ่มก้อนที่พวกผู้คุม “ใบอนุญาตที่ 2” ไม่นิยม
และล้อมคอกสภาผู้แทนราษฎรว่า ต่อไปนี้ จะไม่มีผู้แทนราษฎรหน้าไหน จากพรรคใด จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดไหน กล้าเสนอกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ิอีกตราบนานเท่านาน
ประเทศไทยของเรา ณ เวลานี้
คนก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐ ได้เสวยสุขอยู่ในอำนาจยาวเกือบทศวรรษ
ไม่โดนอะไร แถมยังได้รับการอวยยศมากมาย
แต่
ผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายในสภา กลับกลายเป็นพวกล้มล้างการปกครอง ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ
นักการเมือง ข้าราขการ ที่ทุจริต คอร์รัปชั่น สังคมสงสัยตั้งคำถาม ได้เชิดหน้าชูคออยู่ในอำนาจต่อไป ขอเพียงปวารณารับใช้พวก “ใบอนุญาตที่ 2” ไว้
แต่
พวกนักการเมืองที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เป็นความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อย กลับถูกจับขึ้น “กิโยตีน” ตัดคอประหารทางการเมือง
ปัญหาที่ประชาชนคนไทยต้องขบคิดกันต่อไป
เราจะปล่อยให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา เป็นแบบนี้หรือ?
ที่เป็นๆทำๆกันอยู่นี้ ถูกต้องหรือ?
https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/posts/1564150435071009
.....
ย้อนดู คดี 44 สส. เสนอแก้ ม.112 หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดส่งศาลฎีกาฯ

12 กุมภาพันธ์ 2569
ประชาไท
เมื่อวันที่ 9 ก.พ.หลังเลือกตั้งทั่วไปเพียง 1 วัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด 44 สส.ของพรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เพราะเห็นว่าการร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะเห็นว่ามีเจตนาลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
โดย ป.ป.ช.เห็นว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายนั้นทั้ง 44 สส.ของพรรคก้าวไกลผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1)
นอกจากนั้น ป.ป.ช.ยังเห็นว่าการกระทำของ สส.ต่ละคนนั้นไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงได้ว่าไม่ได้ร่วมกันดำเนินการ จึงมีเจตนาร่วมกันตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เมื่อ 31 ม.ค.2567 ที่วินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้สำหรับ สส.ก้าวไกล ที่ปัจจุบันยังลงสมัครรับเลือกตั้งกับพรรคประชาชนต่อแล้วได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้งเหลืออยู่ 10 คน ได้แก่
สส.บัญชีรายชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค
รังสิมันต์ โรม
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
ณัฐวุฒิ บัวประทุม
วาโย อัศวรุ่งเรือง
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
สส. เขตธีรัจชัย พันธุมาศ
เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
เดิมทีคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาเป็น สส.ของพรรคก้าวไกลรวมทั้งหมด 44 คนจากการไปร่วมลงชื่อเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่จะเข้าไปแก้ไขเนื้อหาในมาตรา 112 มีสาระสำคัญที่พรรคเสนอแก้ไขดังนี้ลดโทษของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์มีความสอดคล้องกับหลักสากล โดยให้เหลือเพียงจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระมหากษัตริย์)
จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)
โทษหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาจะถูกลดลงจากโทษจำคุก 0-2 ปี เหลือแค่โทษปรับ
ย้ายกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกจากหมวดความมั่นคงให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยกำหนดให้สำนักพระราชวังเป็นผู้มีสิทธิแจ้งความหรือร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงผู้เดียว
บัญญัติให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธาณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายที่เป็นเพียงการลดโทษและทำให้มีกรณียกเว้นความผิดและโทษ หากเป็นกรวิจารณ์โดยสุจริตนี้ ก่อนหน้านี้ในส่วนของคดีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลถูกร้องว่าล้มล้างการปกครองจากเรื่องเดียวกันนี้ เมื่อ 31 ม.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยยว่าการแก้ไขเช่นนี้ เป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” ตามรัฐธรรมนูญ ม.49
เรื่องที่เกี่ยวข้องวรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (1) ศาลมัดรวมทุกอย่างจนภาพเบลอ
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (2) : เราอยู่ในระบอบอะไร?
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (3) : ผลของคดีกดเพดานสำเร็จแล้ว
ครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล การเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 นั้นเป็นความต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบัน ใช้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นวิธีการเพื่อซ่อนเร้น มีพฤติการณ์รณรงค์หาเสียงต่อเนื่อง การใช้เป็นนโยบายพรรคหาเสียงเลือกตั้งและกระทำต่อเนื่องเป็นการนำสถาบันลงมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการเลือกตั้ง
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติเป็นการล้มล้างการปกครองแล้ว “นักร้อง” 2 คนคือ ธีรยุทธ สุวรรณเกสร กับนายสนธิญา สวัสดี นำไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ในเดือน ก.พ. 2567 ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.ก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตาม “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561” ตามมา และเป็นคดีที่ ป.ป.ช.เพิ่งมีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
นอกจากนั้น จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตั้งเรื่องคดียุบพรรคก้าวไกลส่งศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมา 7 ส.ค.2567 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี และห้ามมีส่วนร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้มี สส.ก้าวไกลถูกตัดสิทธิไปแล้ว 8 คน ได้แก่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เบญจา แสงจันทร์
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์
สุเทพ อู่อ้น
อภิชาติ ศิริสุนทร
ปดิพัทธ์ สันติภาดา
สมชาย ฝั่งชลจิตร
ส่วนอดีต สส.อีก 26 คนที่อยู่ในคดีเดียวกัน ได้แก่วุฒินันท์ บุญชู
จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์
ญาณธิชา บัวเผื่อน
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
องค์การ ชัยบุตร
มานพ คีรีภูวดล
วรรณวิภา ไม้สน
จรัส คุ้มไข่น้ำ
ศักดินัย นุ่มหนู
สุรวาท ทองบุ
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี
สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา
สมเกียรติ ถนอมสินธุ์
ทองแดง เบ็ญจะปัก
พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์
ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์
พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ
ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์
ทวีศักดิ์ ทักษิณ
สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
นิติพล ผิวเหมาะ
คำพอง เทพาคำ
วรภพ วิริยะโรจน์
ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์
ปัญหาคดีจริยธรรม
สำหรับโทษสูงสุดของคดีนี้ คือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต, เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ คล้ายกรณีของช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่
ที่มาของโทษประหารทางการเมือง ถูกใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างขึ้นมาในช่วงยุครัฐบาลใน มาตรา 219 ที่กำหนดให้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้ร่วมกันกำหนด มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 และถูกนำมาเป็นมาตรฐานในการใช้กับนักการเมืองในสภาด้วย
ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขเรื่องนี้อยู่บ้างจากทางพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยทางพรรคประชาชนเสนอให้ยกเลิกอำนาจศาลในการตีความเรื่องจริยธรรมทางการเมือง โดยให้เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองและใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือตัดสินตัวนักการเมือง
https://prachatai.com/journal/2026/02/116450