
Athiphat Muthitacharoen
18 hours ago
·
ช่วงนี้มีข่าวว่ารัฐอาจต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ
หลายคนมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤต
ในขณะที่อีกหลายคนกังวลว่าไทยจะเสี่ยงถูก downgrade หรือไม่
คำถามไม่ใช่แค่ว่า “ควรกู้หรือไม่”
เพราะในภาวะวิกฤต การ 'ไม่กู้' อาจอันตรายกว่าการ 'กู้'
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ
จะกู้ “อย่างไร” ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่น
และไม่สร้างปัญหาระยะยาว
โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเตือนมีอยู่แล้ว
Moody’s และ Fitch เพิ่งปรับ outlook ไทยเป็น Negative
สะท้อนความกังวลเรื่อง “วินัยการคลัง”
ผมขอสรุปบทเรียนจาก track record การกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมาเป็น 3 ข้อสั้น ๆ
.
.
1) ปัญหาไม่ใช่การกู้ แต่คือ กู้โดยไม่มี strategy
ช่วงโควิด เราเคยยกเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
- ตั้งวงเงินก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะใช้ทำอะไร
- ไม่มี pipeline โครงการที่ชัดตั้งแต่ต้น
- เปิดให้หน่วยงานเสนอโครงการภายหลัง
- และที่สำคัญ ไม่มี roadmap ลดหนี้ที่น่าเชื่อถือ
ผลคือ เงินจำนวนมากถูกใช้แบบกระจัดกระจาย
และเราแทบไม่เห็นผลตอบแทนระยะยาว
โจทย์พื้นฐานเรื่องนี้มีแค่ 2 ข้อ:
ข้อ 1 กู้ไปทำอะไร — ต้องชัดตั้งแต่ต้น
ข้อ 2 จะลดหนี้เมื่อไหร่ — exit plan ต้องมี
ถ้าตอบไม่ได้ เราจะกลับเข้าสู่ Loop เดิม
.
.
2) ความเสี่ยงวันนี้ไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือ “ต้นทุนภาระหนี้”
วันนี้ดอกเบี้ยคิดเป็นราว 12% ของรายได้รัฐ
และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปที่ 14% ในไม่กี่ปีข้างหน้า
ตัวเลขนี้กำลังจะทะลุระดับ “Benchmark” ที่สะท้อนว่า ประเทศยังอยู่ในกลุ่ม investment-grade หรือเสี่ยงหลุดอันดับ กลายเป็น junk bond
ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ รายได้ของรัฐวันนี้ เพียงพอแค่ “รายจ่ายประจำ”
ไม่เหลือพื้นที่สำหรับ “การลงทุน”
แปลว่ารายได้ภาษีจากเม็ดเงินของพวกเรา
กำลังถูก “ล็อกไว้กับอดีต” มากขึ้นเรื่อย ๆ
ต่อให้ไม่ถูก downgrade
รัฐก็จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถทั้งในการยกระดับศักภาพของประเทศ และรับมือวิกฤตรอบถัดไป
.
.
3) ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทย : มีกฎ แต่ “ไม่มีวินัย”
ประเทศไทยมีกฎหมายวินัยการคลังและมีคณะกรรมการกำกับ
แต่บทเรียนหลังวิกฤตโควิดชี้ชัดว่า
กฎเหล่านี้ยังไม่สามารถ ‘บังคับวินัยการคลัง’ ได้จริง
รัฐควรใช้โอกาสการออกพระราชกำหนดครั้งนี้
เป็นจุดเริ่มต้นในการ “ยกระดับกรอบวินัยการคลังทั้งระบบ”
เช่น
- ผูกการกู้กับแผนลดหนี้ที่ชัด ตรวจสอบได้ และมี Accountability จริง
- สร้างกลไกถ่วงดุลที่เป็นอิสระ (เช่น สถาบันการคลังอิสระ) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและตรวจสอบต่อสาธารณะ
ไม่เช่นนั้น เราจะเป็นเหมือนเดิม คือ
มี “กฎ” แต่ไม่มี “วินัย”
.
.
สรุปภาพใหญ่
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ “เงินกู้”
แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่า จะกู้หรือไม่
แต่คือ เราจะใช้โอกาสนี้
ยกระดับ “มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง”
หรือจะกลับไปสู่ วังวนของการกู้แบบเดิม
ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาให้คำตอบชัดเจน
ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10102274368559001&set=a.543338622911