
เรียนรู้ 10 มายาคติชายแดนใต้ ปฏิบัติการ IO หลอนสังคม โจมตีศาสนา นักข่าว นักการเมือง นักกิจกรรม
27 เมษายน 2569
ประชาไท
มูฮำหมัด ดือราแม รายงาน
เรียนรู้ 10 มายาคติชายแดนใต้ สะท้อนปฏิบัติการไอโอหลอนสังคม รุมโจมตีโรงเรียนศาสนา นักข่าว นักการเมือง นักกิจกรรม ปัญหาฝังลึกของสังคมไทย อดีตรองเลขา สมช.ชี้เป็นเรื่องไม่จริงถูกทำให้เป็นธรรมชาติ ควบคุมสังคมโดยบิดเบือนความหมาย สร้างผลร้ายแรงทางสังคม พร้อมทางออกในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางมายาคติ เวทีสานเสวนาสู่สันติสุข เสนอ 3 ข้อที่พึงปรารถนา ทลายมายาคติ สร้างฉันทามติร่วม มีความจริงใจและต่อเนื่อง

ดนัย มู่สา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
ดูเหมือนว่า ขณะนี้ในสื่อสังคมออนไลน์มีการกล่าวร้ายโจมตีสถาบันสอนศึกษาอิสลามของชาวมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้ง ปอเนาะ ตาดีกา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อย่างร้อนแรงมากขึ้นหลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ไปพาดพิงว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะการใช้ความรุนแรงระหว่างการแถลงข่าวในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับสื่อมวลชนอย่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย แห่งสำนักข่าว The Reporter ก็ถูกไอโอ ถล่มอย่างหนักจากการเกาะติดเหตุคนร้ายยิงถล่มนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งในทีมสังหารมีอดีตทหารและมีการใช้รถของทางราชการมาก่อเหตุ
รวมถึงนักการเมืองบางคนอย่าง รอมฎอน ปันจอร์ จากพรรคประชาชน และพ่วงรวมนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมปาตานีอย่าง มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ที่ถูกโจมตีทางออนไลน์อย่างหนักไม่แพ้กัน
ไอโอ หรือ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO : Information Operation) คือ "ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร" เป็นกลยุทธ์การต่อสู้ด้วยข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างความได้เปรียบทางจิตวิทยา การโน้มน้าวใจ เพื่อบิดเบือนหรือทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามผ่านสื่อออนไลน์และสังคม
ในขณะที่ปฏิบัติการไอโอดังกล่าว อาจเกิดจาก “มายาคติ” ของสังคมไทยที่มีต่อพื้นที่ชายแดนใต้ กลับมีความพยายามของหลายฝ่ายที่จะสร้างการอยู่ร่วมกันท่ามกลางมายาคติในพื้นที่ชายแดนใต้ที่พึงปรารถนาด้วย
อย่างเช่น ในเวทีสานเสวนาสู่สันติสุข : การอยู่ร่วมกันท่ามกลางมายาคติในพื้นที่ชายแดนใต้ที่พึงปรารถนา ที่โรงแรม ซี.เอส จ.ปัตตานี เมื่อในที่ 25 เม.ย.69 ที่ผ่านมา จัดโดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
เรียนรู้ “มายาคติ” ปัญหาฝังลึกของสังคมไทย
ดนัย มู่สา อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า มายาคติ เป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมที่ฝังลึกอยู่ทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่มีอยู่ในทุกสังคม ซึ่งมันมีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์ทั้งทางบวกและทางลบในพื้นที่นั้น
ดนัย มู่สา นำเสนอเรื่องนี้ในหัวข้อ มายาคติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ : 10 มายาคติกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
เรื่องไม่จริงถูกทำให้เป็นธรรมชาติ ควบคุมสังคมโดยบิดเบือนความหมาย
ดนัย นิยามความหมายของมายาคติ (myth) คือการมองโลกผ่านเลนส์ โดยอธิบายตามหลักมานุษยวิทยาว่ามี 4 ความหมาย คือ
1. มายาคติ คือ เรื่องไม่จริง และมีระบบการให้ความหมายที่ทำให้สังคมมองบางสิ่งหรือพูดในสิ่งที่ไม่จริงให้เป็นความจริงหรือ สิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติปกติ
2. มายาคติ คือ ชุดความเชื่อ หรือความหมายทางวัฒนธรรมที่ถูกประกอบสร้างขึ้นและส่งต่อกันมา จนทำให้สังคมรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของความจริงแท้
3. มายาคติ เป็นเพียงการบิดเบือน หรือ การปรุงแต่งความหมายของกลุ่มคนบางกลุ่ม เพื่อสร้างความเข้าใจที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของกลุ่มบางกลุ่ม และ
4. มายาคติ ไม่ได้เกิดจากอากาศธาตุ แต่เป็นผลผลิตทางสังคมและวัฒนธรรม สัมพันธ์กับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ในฐานะบริบททางประวัติศาสตร์ แต่หลายเรื่องยืนยันจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้มายาคติยิ่งมีความหมายมากขึ้น
สรุป มายาคติ คือ สิ่งถูกทำให้เป็นธรรมชาติ เพื่อใช้ในการควบคุมสังคม โดยมีการบิดเบือนความหมาย หรือถูกสร้างขึ้น
ที่อยู่ของมายาคติในปฏิบัติการไอโอ
ดนัย อธิบายว่า มายาคติ มี 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ มายาคติเชิงบวก เป็นการสร้างภาพดีงาม เช่น คนกลุ่มนี้ขยัน ซื่อสัตย์ เรียบง่าย มีน้ำใจ (เหมารวม) ฯลฯ
ลักษณะที่สองคือ มายาคติเชิงลบ เพื่อสร้างภาพคนบางกลุ่มด้วยความน่ากลัวหรือเจ้าปัญหา เช่น คนต่างถิ่นไม่น่าไว้ใจ คนจนไม่ขยัน คนบางศาสนาหัวรุนแรง ฯลฯ
ที่อยู่ของมายาคติ ได้แก่ คำพูดติดปาก มุขตลก ข่าว หนัง ละคร โฆษณา วาทกรรม เรื่องเล่า และ ไอโอ(IO) ?
“ไอโอ มีการใช้กันอย่างหนักหน่วงมากในช่วงสงครามเย็น ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี และเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่กับมันให้ได้ เราต้องเรียนรู้กับมันให้ได้”

ภาพ เวทีสานเสวนาสู่สันติสุข : การอยู่ร่วมกันท่ามกลางมายาคติในพื้นที่ชายแดนใต้ที่พึงปรารถนา
มายาคติกับ 10 ผลร้ายแรงทางสังคม
ดนัยนำเสนอต่อไปว่าถึงการทำงานของมายาคติ ดังนี้
- ไม่ปิดบังอำพราง ทุกอย่างปรากฏต่อหน้า และเปิดเผย
- ลดความซับซ้อนของมนุษย์ ทั้งที่มีความหลากหลาย คือพยายามที่จะเหมารวมทั้งหมด
- สร้างเส้นแบ่งเรากับเขา เช่น เราเป็นคนปกติ แต่เขาเป็นคนแปลก แล้วผลักให้ของแปลกนั้นกลาย “เป็นอื่น หรือ “คนอื่น” ซึ่งอันตรายมากสำหรังงานการเมือง หรืองานพัฒนาสังคม รวมทั้งความมั่นคง
- รองรับอำนาจและความไม่เท่าเทียม คือสร้างให้เห็นว่าเรามีอำนาจหรือมีความไม่เท่าเทียมในสังคม
- ส่งผ่านซ้ำ ๆ ทางภาษา สื่อ และชีวิตประจำวัน
ดนัยกล่าวว่า ถ้าหนักหน่วงมากจะสร้างให้เกิด 1.อคติต่อกัน 2.เกิดการเลือกปฏิบัติ 3.มีการกีดกัน 4.ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมปริแยก 5.เกิดทัศนคติเชิงลบ 6.เกิดการเกลียดชังกัน 7.ทำให้เกิดความรุนแรง 8.หวาดระแวง 9.ไม่ไว้วางใจกัน และ 10. สร้างกำแพงการติดต่อสื่อสาร
“นี่คือผลของมัน แต่อย่าลืมว่า มายาคติ ไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดได้จากทั้งสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายนั้นมีทั้งเชิงบวกและลบ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันคบคิด คุยกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร”
10 มายาคติในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ดนัย นำเสนอต่อไปว่า ต่อไปนี้คือ 10 มายาคติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่
1. มายาคติทางนโยบาย คือ มองว่ารัฐบาลออกนโยบายที่เอาใจมุสลิม ความมั่นคงและการพูดคุยแก้ได้ทุกเรื่อง
2. มายาคติคนในพื้นที่ คือ มองว่าคนมุสลิมในพื้นที่ไม่ใช่คนไทย เป็นพวกที่ไม่รักชาติ เป็นโจรใต้ ต้องการแบ่งแยกดินแดน เป็นผู้ก่อการร้าย
3. มายาคติต่อภาษามลายู มองว่าเป็นภาษาโจร ไม่พัฒนา คนที่พูดภาษามลายูไม่ใช่คนไทย เป็นคนต่างด้าว
4. มายาคติทางการบริหาร คือการไม่แยกแยะ ชอบเหมารวม เอกภาพคือหนึ่งเดียว ไม่มีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย
5. มายาคติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม คือการเป็นอิสระจากสยามมาก่อนแต่ถูกสยามรุกราม การไม่เข้าใจในอัตลักษณ์และวัฒนธรรม
6. มายาคติจากฝ่ายรัฐ คือการมองว่าอีกฝ่ายหนึ่งชอบสร้างความรุนแรง เป็นปัญหาแบ่งแยกดินแดน เป็นปัญหาความไม่สงบ
7. มายาคติจากฝ่ายตรงข้ามรัฐ คือมองว่าถูกรังแก ถูกข่มเหง รัฐทำเสียเอง รัฐไม่ให้ความยุติธรรมและเป็นธรรม
8. มายาคติต่อชาติพันธุ์ คือ มองว่าเชื้อชาติมลายูต้องนับถืออิสลามเท่านั้น ทั้งที่คนมลายูที่เป็นพุทธและฮินดูก็มี และมองว่าถ้าเป็นมลายูก็จะถูกกดขี่อยู่ร่ำไป
9. มายาคติต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนปัญหาอื่น ๆ ทั่วโลกที่มีมุสลิมอยู่ด้วย
10. มายาคติต่อองค์กรและสถาบันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะสถาบันปอเนาะ, ตาดีกา, โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ฯลฯ ถูกมองว่าว่าไม่ตอบโจทย์ต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นสถาบันการศึกษาที่บ่มเพาะการก่อการร้าย เป็นสถาบันที่มีปัญหาเยอะแยะ ซึ่งเป็นมายาคติที่รุนแรง
“ผมเห็นว่า เมื่อเกิดปัญหากับสถาบันปอเนาะ, ตาดีกา, โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องต่างๆ ซึ่งดูเหมือนเป็นวิกฤต แต่ในมุมมองของงานสันติวิธีนี่คือโอกาสที่สถาบันเหล่านี้จะได้ออกอธิบายให้คนอื่นได้เข้าใจว่าตรงนี้เป็นอย่างไร”
ทางออกในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางมายาคติ
สุดท้าย ดนัย เสนอว่า ทางออกในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางมายาคติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองของงานสันติวิธี คือ การสานเสวนา การแยกแยะ ไม่เหมารวม อดทน ให้อภัย รู้ทันกระแสการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้ได้ รุกเป็น ถอยเป็น ไม่แตกแยกกันเองภายใน
สร้างเครือข่าย Safety Net มีกลไกต่อเนื่อง มีศิลปะ และเทคนิคการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจ มากกว่าการสร้างปัญหาเพิ่ม
“มายาคติตามที่กล่าวมาจะถูกผิดยังไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนที่รู้เยอะกว่า แต่เราจะอยู่อย่างไรท่ามกลางมายาคติแบบนี้ ถ้าทุกคนอยู่ร่วมกันก็ไม่มีทางที่จะแยกกันอยู่ เพราะเราปรารถณาที่จะอยู่ร่วมกันมีอนาคตร่วมกัน” ดนัยกล่าวทิ้งท้าย
3 ข้อที่พึงปรารถนา ทลายมายาคติ ฉันทามติร่วม และความจริงใจและต่อเนื่อง
สำหรับเวทีดังกล่าวมีจากตัวแทนหลากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งจากหน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครองและพัฒนา ภาคการศึกษา โดยเฉพาะ สมาคมโรงเรียนปอเนาะ, สมาคมโรงเรียนตาดีกา ภาคสังคม เช่น สมาคมชาวพุทธ เป็นต้น
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ได้เขียนสรุปผลการจัดเวทีดังกล่าว 3 มีประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. การทลายมายาคติ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน ลดอคติที่เกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา
2. ฉันทามติร่วมกัน การหาจุดสมดุลในการอยู่ร่วมกันที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ (พึงปรารถนา)
3. ความจริงใจและต่อเนื่อง มีการเน้นย้ำว่า หากนำผลสรุปจากการเสวนาไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่จัดกิจกรรม สันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้
https://prachatai.com/journal/2026/04/117205