วันอังคาร, เมษายน 21, 2569

อ่านข้อเขียนของคุณปกรณ์ พึ่งเนตร นักข่าวตัวจริงในเรื่องชายแดนใต้ก็ตามที่คาดไว้ไม่ผิด ทั้งหมดทั้งปวงของการลงพื้นที่ชายแดนใต้ของอนุทิน คือ "การละคร" บทหนึ่งเท่านั้น ทั้งหมดทั้งปวงคือมอบอำนาจทั้งหมดให้กับกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง คุมทั้งเงิน ทั้งนโยบาย (ที่ผิดพลา่ด) ต่อไป


Thanapol Eawsakul
15 hours ago
·
อ่านข้อเขียนของคุณปกรณ์ พึ่งเนตร นักข่าวตัวจริงในเรื่องชายแดนใต้ก็ตามที่คาดไว้ไม่ผิด

ทั้งหมดทั้งปวงของการลงพื้นที่ชายแดนใต้ของอนุทิน คือ "การละคร" บทหนึ่งเท่านั้น

ทั้งหมดทั้งปวงคือมอบอำนาจทั้งหมดให้กับกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง

คุมทั้งเงิน ทั้งนโยบาย (ที่ผิดพลา่ด) ต่อไป

...........
ไม่ใช่แค่ใช้รถ กอ.รมน.
แต่ซ้อมยิงในหน่วยฯก่อนลงมือ!
ปกรณ์ พึ่งเนตร
https://www.facebook.com/photo?fbid=26429843023304015&set=a.161405240574485
.
การลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากรับตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่ 2 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะตอบโจทย์เพียง 1 เรื่อง จากอย่างน้อย 5 เรื่องที่สังคมคาดหวัง
.
หากสำรวจโจทย์ 5 ข้อ ซึ่งเป็นโจทย์เฉพาะหน้า กับการจัดการปัญหาของนายกฯอนุทิน ในการลงพื้นที่ครั้งแรก
.
โจทย์ข้อ 1 จะสั่ืงย้ายใครไหม เคลียร์ความไม่เข้าใจกับกลุ่มปอเนาะ และผู้แทนองค์กรการศึกษาทางศาสนาอย่างไร หลังจากออกมาเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4
.
โจทย์ข้อนี้เป็นข้อเดียวที่นายกฯทำ และเห็นผลชัดเจน คือไม่ย้ายใคร และเคลียร์ปัญหาความไม่พอใจของกลุ่มปอเนาะ โดยให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษ และตัวเองก็ร่วมขอโทษด้วย
.
ด้วยเหตุผลในท่วงทำนอง ก้าวข้ามความไม่เข้าใจ เพื่อร่วมกันทำงานต่อไป และขอให้ผู้แทนองค์กรการศึกษาด้านศาสนา “ให้อภัย” ซึ่งดูจากบรรยากาศก็ประสบความสำเร็จด้วยดี
.
ทั้งๆ ที่่ก่อนลงใต้ นายกฯอนุทินแสดงท่าทีขึงขัง ขู่ย้ายพวกเกียร์ว่าง ซีไหน ผู้บัญชาการอะไรก็ไม่สน ย้ำแล้วย้ำอีกว่าตัวเองมีอำนาจ
.
แต่แค่เดินลงเครื่องบินก็แทบจะเดินไปคล้องแขนแม่ทัพภาค 4 ท่าทีแบบนี้มันก็มองเห็นกันชัดเจนว่าสิ่งที่พูด กับสิ่งที่ทำ มันช่างสวนทาง
.
โจทย์ข้อ 2 เปิดตัว หรือออกหมายจับ “ผู้บงการ” สั่งยิง สส.กมลศักดิ์
.
และโจทย์ข้อ 3 หลังจากคุยส่วนตัวกับ สส.กมลศักดิ์ ในฐานะเป้าหมายของการถูกล่าสังหารจากแก๊งอดีตทหาร โดยมี “อาจารย์วันนอร์” ร่วมวงด้วย จะดำเนินการทางคดีต่อไปอย่างไร
.
ทั้ง 2 โจทย์นี้ ปรากฏว่ายังไม่มีอะไรใหม่ หรือคืบหน้าไปจากการแถลงของฝ่ายตำรวจเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ก่อนนายกฯลงพื้นที่ 1 วัน คือ ออกหมายจับ 5 คน จับกุมได้แล้ว 4 คน อีก 1 คนน่าเชื่อว่าหนีออกนอกประเทศ ส่วนผู้บงการยังไม่มีความชัดเจนทั้งในแง่ของคำซัดทอด และการออกหมายจับ
.
โจทย์ข้อ 4 คดียิง สส.จะจบอย่างไร
.
จากคำตอบของโจทย์ข้อ 2 และ 3 ทำให้ยังคาดเดาได้ยากว่า คดีนี้จะจบลงอย่างไร แต่ดูจากความเป็นไปได้ และแนวโน้มล่าสุด อาจจะจบที่การมีผู้ต้องหา 4 คน และฟ้องคดีไปตามกระบวนการ ก่อนที่เรื่องจะค่อยๆ เงียบหายไป ไม่มีอะไรในกอไผ่เหมือนเคย
.
ทั้งๆ ที่ล่าสุดมีข่าวจากการสืบเสาะของทีมข่าวเองว่า อย่างน้อย 2 คนในทีมสังหาร และอีก 1 คนที่เป็นทหารใน กอ.รมน.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอยู่ คนกลุ่มนี้มีภรรยาอยู่อำเภอเดียวกัน คือ ที่ระแงะ จ.นราธิวาส
.
และมีการไปซ้อมยิงปืนกันก่อนก่อเหตุ ในพื้นที่ของหน่วยราชการแห่งหนึ่งด้วย!!!
.
ต้องรอดูว่าท่านนายกฯจะว่าอย่างไร หรือทำขึงขังอะไรอีกหรือไม่ แล้วก็อ้างปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ทั้งๆ ที่มีคนของรัฐพัวพันตลอดเส้นทาง แล้วมันจะไม่เจอตอได้อย่างไร?
.
โจทย์ข้อ 5 ทิศทางไฟใต้ และการแก้ไขปัญหาภาคใต้จะเอาอย่างไรต่อ
.
โจทย์ข้อนี้ก็ดูจะยังไม่มีคำตอบชัดเจน นอกจากวลีเดิมๆ เช่น การเมืองนำการทหาร, เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และการทำงานควบคู่กันระหว่างงานพัฒนาและงานความมั่นคงแบบบูรณาการ
.
หากสรุปอย่างรวบยอดแบบขมวดประเด็นฟันธง ก็สรุปได้ว่า นายกฯลงพื้นที่รอบนี้ เหมือนไปเคลียร์ปัญหาให้แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่าย “สายตรงบุรีรัมย์” เพราะมาจากกองทัพภาคอีสาน “ทหารอีสาน” มากกว่าไปจัดการคดียิง สส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
.
จะว่าไปสัญญาณก็เห็นชัดตั้งแต่ นายกฯอนุทิน ลงเครื่องบินที่สนามบินนราธิวาส เนื่องจาก พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ไปรอต้อนรับ เมื่อนายกฯลงเครื่องมา ก็มีการทำความเคารพกันตามธรรมเนียม จากนั้นนายกฯได้เดินไปโอบไหล่ แตะแขน ในลักษณะให้กำลังใจ
.
เช่นเดียวกับอีก 1 สัญญาณ คือ การรวมตัวกันครั้งสำคัญของนายทหาร ตท.26 หรือ (เตรียมทหารรุ่น 26) ที่ลงใต้อย่างพร้อมหน้า นำโดย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.
.
เห็นหน้า เห็นชื่อ 2 คนนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่า “แม่ทัพภาคที่ 4” เก้าอี้แกร่งขนาดไหน และไม่มีทางถูกย้ายตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มปอเนาะ
.
ยังไม่รวมผู้บัญชาการทหารเรือที่ลงพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย เหมือนไปสร้างความมั่นใจการเคลียร์ปมทหารเรือในราชการให้ยืมรถ กอ.รมน.แก่อดีตทหารเรือ ซึ่งอยู่นอกราชการ แต่ผันตัวไปเป็นมือสังหาร
.
ภารกิจหลังออกจากสนามบินจึงดำเนินไปในจังหวะก้าวคล้าย “งานรูทีน”
.
การให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง ก็ชัดเจนว่าการลงพื้นที่รอบนี้ไม่มีอะไรใหม่เลย
.
- พยายามทำความเข้าใจกับทุกๆ ฝ่าย ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- พวกเราทุกคนก็ลงไปช่วยกันทำสถานการณ์ให้ดีขึ้น
- วันนี้มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงไปทุกกระทรวง ขาดเพียงกระทรวงสาธารณสุขเพียงกระทรวงเดียว
- (เรื่องปรับเปลี่ยนใน กอ.รมน.) ได้ให้นโยบายไป ให้เข้มงวดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ให้เต็มที่ และยกระดับด้านการข่าว และเรื่องของการสร้างความร่วมมือของพี่น้องประชาชน
- (ความคืบหน้าคดียิง สส.) ได้รับรายงานว่า ทุกอย่างคืบหน้าด้วยความรวดเร็วแล้ว ขณะนี้เราสามารถจับกุมกลุ่มคนร้ายได้ 4 ใน 5 คนแล้ว และจะต้องมีการขยายผล รวมถึงพยายามจะจับกุมตัวคนร้าย 5 ให้ได้ แต่ไม่ทราบว่าคนร้ายได้ออกช่องทางทางธรรมชาติไปแล้วหรือไม่
- (เรื่องใช้รถ กอ.รมน.ไปยิง สส.) กอ.รมน.ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายทหารยศนาวาเอก ที่เป็นคนอนุมัติให้ยืมรถ ซึ่งทุกอย่างก็คืบหน้าตามลำดับ
.
ยิ่งพูดยิ่งหมดหวัง ยิ่งฟังยิ่งหมดใจ...
.
หลังจากฝุ่นควันเริ่มจางหาย มีความพยายามสร้างกระแสโต้กลับ (บางคนเรียกไอโอ) บอกว่าสิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 พูด เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ที่ว่ามีการบ่มเพาะเยาวชนในปอเนาะ และพวกนี้เองที่ไปเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น ติดอาวุธ ก่อความรุนแรง
.
ใช่ครับ...ข้อมูลนี้ไม่ผิด แต่ที่ผิด และเขาวิจารณ์กันกระหึ่ม คือท่านมาใช้เวทีนี้กล่าวหาปอเนาะเพื่ออะไร เพราะต้นสายปลายเหตุของการแถลงข่าวคือ คดียิง สส. โดยใช้รถของ กอ.รมน. (รถหลวง ในราชการ) ทีมสังหารกว่าครึ่งก็เป็นอดีตทหาร แถมสีเดียวกัน คนให้ยืมรถ ก็เป็นทหารในราชการสีเดียวกันอีก ทำให้สังคมสงสัยว่ามีคนของหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
.
ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องบ่มเพาะ เรื่องแยกดินแดน หรือมีขบวนการจุดไฟใต้ แต่เวทีนี้สังคมต้องการคำตอบว่า คดียิง สส. เป็น “อาชญากรรมโดยรัฐ” พูดง่ายๆ คือ มีรายการ “สั่งเก็บ” หรือไม่ โดยอาจมีผู้สมประโยชน์หลายฝ่าย หลายกลุ่ม
.
ยิ่งท่านมีจังหวะปิดไมค์พูด บอกว่า “ถ้าเป็นผมทำนะ…ไม่ปล่อยให้รอด” แบบนี้ยิ่งตีความได้หรือไม่ว่า ในวงการคนมีสี หรือหน่วยงานรัฐ มีการจัดชุด จัดทีม ปฏิบัติภารกิจประเภทนี้
.
ฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดพาดพิงปอเนาะ อาจไม่ผิดในแง่สาระ แต่มันผิดเวที เหมือนเบี่ยงประเด็นไม่ให้เข้าตัว และที่สำคัญเมื่อมันเป็นความจริง ก็เป็นหน้าที่ที่ท่านต้องไปจัดการอยู่ดี และน่าสงสัยว่าเหตุใดผ่านมา 22 ปี หรือกว่า 2 ทศวรรษ จึงยังแก้ไม่ได้
.
ยิ่งไปฟัง รมว.ศึกษาธิการคนใหม่ ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งลงพื้นที่พร้อมนายกฯ บอกว่าจะลงไปตรวจสอบ ตรวจดูปัญหา
.
นั่นก็แปลว่า 22 ปีที่ไฟใต้ปะทุเป็นต้นมา และหน่วยงานรัฐ ตลอดจนฝ่ายความมั่นคงพูดมาตลอดว่า มีการบ่มเพาะในปอเนาะ ตาดีกา สร้างความเชื่อผิดๆ ผลิตเยาวชนเป็นนักรบ กระทรวงศึกษาฯไม่ได้เกาะติดปัญหา หรือแก้ไขอะไรเลย
.
รัฐมนตรีเข้ามาใหม่ ก็ไม่มีข้อมูลอะไร เพิ่งจะลงพื้นที่ไปรับฟัง ตรวจสอบๆ ทั้งๆ ที่ผ่านมา 22 ปี มันควรจะต้องมีนโยบาย มีแผนปฏิบัติการ มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาไปมากแล้ว
.
และรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามา ก็ควรศึกษาปัญหาล่วงหน้า ไม่ใช่ออกแนวรอเป็นรัฐมนตรีตามโควตา ได้รับจัดสรรอะไรมา ก็ค่อยนั่งทำงาน เปิดงาน เซ็นแฟ้ม ตามที่ราชการเสนอ
.
เห็นลีลาท่านนายกฯ ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 และท่านรัฐมนตรีศึกษาแล้ว ขอรู้สึกวังเวงกับปัญหาภาคใต้
.
และขอย้ำอีกครั้งว่า ท่านยิ่งพูดยิ่งหมดหวัง ยิ่งได้ฟังยิ่งหมดใจ!
.
หมายเหตุ : บทความนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์โหมโรง ปกหลัง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 20 เม.ย.69

 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=26824031437237008&set=a.188049254595255