
Atukkit Sawangsuk
4 hours ago
·
อาจารย์ป๊อกกับเท้ง
อาจารย์ป๊อกพูดคล้ายที่ให้สัมภาษณ์ผมในมติชนทีวี แต่ในรายการสรยุทธ (ซึงเขาซักได้แหลมคม) เข้าถึงคนได้มากกว่ามากๆ และอยู่ในจังหวะที่พรรคกำลังจะประชุมใหญ่ กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องแนวทางความคิด
ในภาพกว้าง อาจารย์ป๊อกทำให้ผู้สนับสนุนพรรคที่กำลังห่อเหี่ยว มีกำลังใจ มีความรู้สึกว่านี่ไง พรรคที่เราเลือก พรรคที่ควรจะเป็น DNA ที่มีมาตั้งแต่อนาคตใหม่ กลับไปสู่พรรคที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มากกว่าคิดจะมุ่งเอาชนะ สส.เขตแบบสู้ในเกมของเขาซึ่งยังไงก็แพ้
จริงๆ มันคือ 2 แนวทาง ซึ่งต้อง balance นั่นแหละ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ความพยายามเอาชนะเลือกตั้ง ความพยายามเข้าถึงฐานเสียงวงกว้าง (และการตัดสินใจผิดพลาดโหวตอนุทิน+การหลีกเลี่ยงไม่ยืนหยัดหลักการสู้กับพวกคลั่งชาติทหารนิยม) ทำให้ด้านความคิดแหลมคมดูเลือนลางไป แม้ยังมีอยู่ จนอาจารย์ป๊อกกระตุ้นให้กลับมาชู
ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าทอดทิ้งการทำพื้นที่ ไม่ต้องมีอาสาส้ม แต่มองให้ออกว่า ปัจจัยหลักที่จะทำให้พรรคชนะ อยู่ที่การทำให้คนเห็นว่าพรรคคือความหวัง คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งมั่นกล้าหาญ อนุทินบนยอดภูเขาน้ำแข็ง พังเมื่อไหร่ ต้องทำให้คนเห็นว่ามีแต่พรรคส้มเท่านั้น ต้องส้ม 2 ใบ มันจึงจะส่งผลให้ชนะเลือกตั้ง สส.เขต โดยการทำพื้นที่หรือหาอาสามาป้องกันโกงเลือกตั้งเป็นปัจจัยรอง
:
อาจารย์ป๊อกพูดในภาพใหญ่ แต่ในเรื่องเฉพาะมันไปกระทบอาสาส้ม
ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือน attack เท้ง (และเท้งก็คงรู้สึกอย่างนั้น
)
เพราะเท้งเป็นต้นคิด เท้งคิดจากมุมของ สส.เขต คิดเรื่องการเอาชนะในพื้นที่ เท้งก็คงรู้สึกว่า อาจารย์ป๊อกวิพากษ์ว่าพาพรรคไปผิดทาง
:
นี่เป็นความขัดแย้งไหม ก็เป็นสิ เป็นความขัดแย้งทางความคิด ที่ต้องเกิดอยู่แล้วในพรรคมวลชน
และไม่ใช่ความขัดแย้ง 2 คน คนในพรรคก็คิดต่างกัน 2 ทาง
คนในพรรคมีทั้งที่เห็นว่าต้องชูการเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง มากกว่าคิดเรื่องเอาชนะเลือกตั้ง แล้วชัยชนะจะมาเมื่อถึงเวลาที่สุกงอม
แล้วก็มีคนที่คิดในทางงานพื้นที่ทำอย่างไรจะเอาชนะ สส.เขต เอาชนะบ้านใหญ่
แต่ไม่ใช่ทั้งสองแนวทางขัดกันจนไปด้วยกันไม่ได้ มันอยู่ที่การวางน้ำหนักหลักรอง
ไม่ใช่อาจารย์ป๊อกบอกว่าไม่ต้องสนใจทำพื้นที่ ไม่ใช่เท้งปฏิเสธการมีความกล้าหาญเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (เหมือนที่ยืนยันเรื่องนิรโทษกรรม แต่เมื่อพรรคต้องห้ามเรื่อง 112 มันก็ต้องช่วยกันคิดหาประเด็นท้าทายใหม่)
:
พรรคมวลชนก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ แค่อย่าเป็นอย่างพรรคอมมิวนิสต์ ที่คิดต่างแล้วชี้หน้ากันเป็นลัทธิแก้ ฉวยโอกาสเอียงซ้าย ฉวยโอกาสเอียงขวา
ซึ่งพรรคส้มมันเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ที่ต้องหาเสียงต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชน มันเป็นแบบนั้นไม่ได้อยู่แล้ว
https://www.facebook.com/baitongpost/posts/26614123448242799?ref=embed_post
อาจารย์ป๊อกกับเท้ง
อาจารย์ป๊อกพูดคล้ายที่ให้สัมภาษณ์ผมในมติชนทีวี แต่ในรายการสรยุทธ (ซึงเขาซักได้แหลมคม) เข้าถึงคนได้มากกว่ามากๆ และอยู่ในจังหวะที่พรรคกำลังจะประชุมใหญ่ กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องแนวทางความคิด
ในภาพกว้าง อาจารย์ป๊อกทำให้ผู้สนับสนุนพรรคที่กำลังห่อเหี่ยว มีกำลังใจ มีความรู้สึกว่านี่ไง พรรคที่เราเลือก พรรคที่ควรจะเป็น DNA ที่มีมาตั้งแต่อนาคตใหม่ กลับไปสู่พรรคที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มากกว่าคิดจะมุ่งเอาชนะ สส.เขตแบบสู้ในเกมของเขาซึ่งยังไงก็แพ้
จริงๆ มันคือ 2 แนวทาง ซึ่งต้อง balance นั่นแหละ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ความพยายามเอาชนะเลือกตั้ง ความพยายามเข้าถึงฐานเสียงวงกว้าง (และการตัดสินใจผิดพลาดโหวตอนุทิน+การหลีกเลี่ยงไม่ยืนหยัดหลักการสู้กับพวกคลั่งชาติทหารนิยม) ทำให้ด้านความคิดแหลมคมดูเลือนลางไป แม้ยังมีอยู่ จนอาจารย์ป๊อกกระตุ้นให้กลับมาชู
ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าทอดทิ้งการทำพื้นที่ ไม่ต้องมีอาสาส้ม แต่มองให้ออกว่า ปัจจัยหลักที่จะทำให้พรรคชนะ อยู่ที่การทำให้คนเห็นว่าพรรคคือความหวัง คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งมั่นกล้าหาญ อนุทินบนยอดภูเขาน้ำแข็ง พังเมื่อไหร่ ต้องทำให้คนเห็นว่ามีแต่พรรคส้มเท่านั้น ต้องส้ม 2 ใบ มันจึงจะส่งผลให้ชนะเลือกตั้ง สส.เขต โดยการทำพื้นที่หรือหาอาสามาป้องกันโกงเลือกตั้งเป็นปัจจัยรอง
:
อาจารย์ป๊อกพูดในภาพใหญ่ แต่ในเรื่องเฉพาะมันไปกระทบอาสาส้ม
ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือน attack เท้ง (และเท้งก็คงรู้สึกอย่างนั้น
)เพราะเท้งเป็นต้นคิด เท้งคิดจากมุมของ สส.เขต คิดเรื่องการเอาชนะในพื้นที่ เท้งก็คงรู้สึกว่า อาจารย์ป๊อกวิพากษ์ว่าพาพรรคไปผิดทาง
:
นี่เป็นความขัดแย้งไหม ก็เป็นสิ เป็นความขัดแย้งทางความคิด ที่ต้องเกิดอยู่แล้วในพรรคมวลชน
และไม่ใช่ความขัดแย้ง 2 คน คนในพรรคก็คิดต่างกัน 2 ทาง
คนในพรรคมีทั้งที่เห็นว่าต้องชูการเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง มากกว่าคิดเรื่องเอาชนะเลือกตั้ง แล้วชัยชนะจะมาเมื่อถึงเวลาที่สุกงอม
แล้วก็มีคนที่คิดในทางงานพื้นที่ทำอย่างไรจะเอาชนะ สส.เขต เอาชนะบ้านใหญ่
แต่ไม่ใช่ทั้งสองแนวทางขัดกันจนไปด้วยกันไม่ได้ มันอยู่ที่การวางน้ำหนักหลักรอง
ไม่ใช่อาจารย์ป๊อกบอกว่าไม่ต้องสนใจทำพื้นที่ ไม่ใช่เท้งปฏิเสธการมีความกล้าหาญเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (เหมือนที่ยืนยันเรื่องนิรโทษกรรม แต่เมื่อพรรคต้องห้ามเรื่อง 112 มันก็ต้องช่วยกันคิดหาประเด็นท้าทายใหม่)
:
พรรคมวลชนก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ แค่อย่าเป็นอย่างพรรคอมมิวนิสต์ ที่คิดต่างแล้วชี้หน้ากันเป็นลัทธิแก้ ฉวยโอกาสเอียงซ้าย ฉวยโอกาสเอียงขวา
ซึ่งพรรคส้มมันเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ที่ต้องหาเสียงต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชน มันเป็นแบบนั้นไม่ได้อยู่แล้วhttps://www.facebook.com/baitongpost/posts/26614123448242799?ref=embed_post