วันอาทิตย์, เมษายน 26, 2569

อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน 'สแคมโบเดีย' ได้อย่างไร


Reporter Journey
April 22
·
หลังจากที่สื่อใหญ่ด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกของสหรัฐฯ อย่าง The Wall Street Journal (WSJ) ได้เผยแพร่รายงานเชิงลึกที่ตีแผ่ความจริงอันมืดมนเบื้องหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าขบวนการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทำรายได้สูงสุดของประเทศ ส่งผลให้กัมพูชาถูกประชาคมโลกเรียกชื่อใหม่ว่าเป็น "Scambodia"
.
ชื่อนี้เป็นการรวมคำ 2 คำระหว่างคำว่า "Scam" และ "Cambodia" ได้อย่างลงตัวเสมือนเป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน ที่บรรพบุรุษของเขมรเหมือนมองเห็นอนาคตล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่า กัมพูชาจะกลายเป็นฐานใหญ่ของพวกบรรดาสแกมเมอร์ แก๊งคลอเซนเตอร์ หรืออาชญกรไซเบอร์ของโลก นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ที่สร้างตัวตนขึ้นมาเองโดยไม่ต้องไปเคลมของชาติใด
.
ในบทความนี้ผู้เขียนจะถอดความแบบชัดๆ ให้อ่านว่า WSJ กล่าวถึงเขมรในฐานะประเทศ Scambodia ว่าอย่างไร แล้วจุดไหนที่ทำให้ชาวเขมรถึงกับร้องระงมกันทั้งประเทศ
.
อนุสาวรีย์แห่ง "เงินบาป" กลางเมืองหลวง
.
รายงานของ WSJ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพตึกระฟ้าสีทองอร่ามที่กำลังก่อสร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งตั้งตระหง่านเป็นอาคารที่สูงที่สุดของประเทศ อาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการพัฒนาทางอสังหาริมทรัพย์ แต่สื่อต่างชาติมองว่ามันคือ "อนุสาวรีย์" ของความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและน้ำตาของเหยื่อทั่วโลก
.
บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างอาคารแห่งนี้ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจที่เพิ่งถูกกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตร เนื่องจากพบหลักฐานว่ามีส่วนพัวพันกับการฟอกเงินและเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระดับโลก
.
ตัวเลขที่ WSJ นำเสนอสร้างความตกตะลึงให้กับแวดวงเศรษฐกิจโลก มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา สามารถสร้างเม็ดเงินได้สูงถึง 12,500 - 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 4.02 - 6.11 แสนล้านบาท
.
มูลค่าดังกล่าวพุ่งสูงจนแซงหน้าอุตสาหกรรมผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ซึ่งเคยเป็นภาคส่วนเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและถูกกฎหมายของประเทศไปแล้ว
.
เมื่อนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของกัมพูชา จะพบว่ามูลค่าของธุรกิจสีเทานี้อาจเทียบเท่ากับเกือบ 60% ของ GDP ทั้งประเทศ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไป แต่ได้แทรกซึมกลายเป็นกลไกหลักที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ไปแล้ว
.
"ทาสยุคใหม่" เบื้องหลังความมั่งคั่งใต้ร่มทุนจีนเทาและผู้มีอำนาจ
.
ความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่หลังเม็ดเงินมหาศาลคือ "วิกฤตมนุษยธรรม" องค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่ามีชาวต่างชาติมากกว่า 100,000 คน ถูกหลอกลวงผ่านหน้าฉากที่เป็นประกาศรับสมัครงานรายได้ดี เมื่อคนเหล่านี้เดินทางมาถึงกัมพูชา พวกเขาจะถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกกักขังใน "นิคมสแกมเมอร์" ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากเมืองขนาดย่อมที่มีรั้วลวดหนามและกองกำลังติดอาวุธคอยควบคุม
.
เหยื่อเหล่านี้ถูกบีบบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์วันละ 12-16 ชั่วโมง เพื่อหลอกลวงผู้คนทั่วโลกผ่านกลวิธีต่างๆ เช่น การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงด้วยคริปโตเคอร์เรนซี หากใครทำยอดไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือพยายามหลบหนี จะถูกลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งถูกขายต่อไปยังนิคมฯ อื่นราวกับเป็นสิ่งของ
.
WSJ ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้คือกลุ่มอาชญากรข้ามชาติชาวจีนที่ย้ายฐานปฏิบัติการมาตั้งหลักในกัมพูชา คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องเป็นกัมพูชา ?
.
คำตอบอยู่ที่ช่องโหว่ทางกฎหมายและการทุจริตเชิงระบบ รายงานระบุว่าแก๊งเหล่านี้ใช้เงินทุนมหาศาลในการติดสินบนและสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทำให้พวกเขาสามารถกว้านซื้อที่ดิน สร้างนิคมอาชญากรรม และดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างเปิดเผยโดยปราศจากการตรวจสอบจากการบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่น
.
ขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ได้สร้างความเสียหายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ
.
ข้อมูลจากทางการระบุว่า ในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเสียเงินให้กับกลุ่มสแกมเมอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
.
และแม้ทางการกัมพูชาจะทำทีทำท่าว่ามีพยายามแสดงออกถึงการปราบปราม แต่ด้วยขนาดของเม็ดเงินมหาศาลเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศ ทำให้ความท้าทายนี้ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่โลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
.
รัฐบาลเขมรกรี๊ด พวกเราโดนใส่ร้ายให้เสียเกียรติ
.
หลังจากการเผยแพร่บทความนี้ กระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รายงานฉบับล่าสุดของ WSJ อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่ามีการใช้ภาษาที่ดูหมิ่นและไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความพยายามของกัมพูชาในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ และส่งผลเสียต่อศักดิ์ศรีของประเทศ
.
นายเทพ อัสนาริธ (Tep Asnarith) โฆษกกระทรวงสารสนเทศ ระบุว่าการที่ WSJ เชื่อมโยงชื่อของกัมพูชาเข้ากับขบวนการต้มตุ๋นระดับโลก ถือเป็นการโจมตีชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของชาติ และสะท้อนถึงเจตนาที่ต้องการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเกียรติยศของชาวกัมพูชาในเวทีสากล
.
กระทรวงฯ ได้ทำหนังสือถึงบรรณาธิการบริหารของ WSJ เพื่อให้แก้ไขเนื้อหา โดยเฉพาะประเด็นที่รายงานพรรณนาถึงตึกระฟ้าสีทองในกรุงพนมเปญว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ
.
โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่า สื่อมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลและส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ไม่ใช่บิดเบือนความจริงหรือทำลายเกียรติภูมิของชาติ พร้อมขู่ว่าการใช้ถ้อยคำที่ลดทอนคุณค่าซ้ำๆ อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติและถือเป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามจิตวิทยา
.
แม้รัฐบาลจะปฏิเสธการถูกตราหน้าในเชิงลบ แต่ยอมรับว่าอาชญากรรมไซเบอร์เป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องอาศัยการประสานงานร่วมกัน โดยกัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ผ่านการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ
.
นายอัสนาริธระบุทิ้งท้ายว่า กัมพูชายินดีรับฟังการรายงานถึงความท้าทายต่างๆ ในเชิงสร้างสรรค์เพื่อร่วมกันหาทางออก แต่ไม่สามารถยอมรับการใช้ภาษาที่รุนแรงและดูหมิ่นอธิปไตยของชาติได้ โดยเฉพาะเมื่อมันสร้างความไม่เป็นธรรมต่อกัมพูชาในขณะที่กำลังพยายามจัดการกับอาชญากรรมระดับโลก
.
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ตึกระฟ้าสีทองยังคงตั้งตระหง่าน และเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นยังคงได้รับผลประโยชน์จากเม็ดเงินสีเทา การล้างบาง "Scambodia" ให้หมดไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลก ก็ยังคงเป็นความท้าทายที่ยากจะบรรลุผลสำเร็จในระยะเวลาอันใกล้นี้

Source
- https://www.wsj.com/.../cambodia-cybercrime-rise-why...
- https://phnompenhpost.com/.../ministry-demands-wsj.../


https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1520959562720187&set=a.226668178816005&id=100044184738486
.....

การเปลี่ยนแปลงของกัมพูชาไปสู่ศูนย์กลางระดับโลกสำหรับอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมักเรียกกันว่า "สแคมโบเดีย" เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การทุจริตอย่างเป็นระบบ และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 สิ่งที่เริ่มต้นจากการพนันในท้องถิ่นได้พัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการหลอกลวงแบบ "ฆ่าหมู" และการค้ามนุษย์

1. การเปลี่ยนผ่านจากการพนันไปสู่การหลอกลวง
รากฐานของอุตสาหกรรมนี้ถูกวางไว้ในช่วงกลางทศวรรษ 2010 โดยเฉพาะในเมืองชายฝั่งสีหนุวิลล์ ภายใต้โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน เมืองนี้ได้เห็นการไหลเข้าของเงินทุนจากจีนอย่างมหาศาล ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางคาสิโน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 รัฐบาลกัมพูชา (ภายใต้แรงกดดันจากปักกิ่ง) ได้สั่งห้ามการพนันออนไลน์ ส่งผลให้มีอสังหาริมทรัพย์ไฮเทคจำนวนมาก เช่น สำนักงาน โรงแรม และอพาร์ตเมนต์ เหลืออยู่ และเกิดช่องว่างของรายได้ กลุ่มอาชญากรได้ปรับเปลี่ยนสถานที่เหล่านี้อย่างรวดเร็วให้กลายเป็นศูนย์กลางการหลอกลวง โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีอยู่เพื่อกำหนดเป้าหมายเหยื่อทั่วโลก

2. กลไกของ "การฆ่าหมู" (Sha Zhu Pan)
"ผลิตภัณฑ์" หลักของกลุ่มเหล่านี้คือการหลอกลวงแบบฆ่าหมู นี่คือปฏิบัติการทางจิตวิทยาแบบระยะยาวที่ผู้หลอกลวงสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน (การ "เลี้ยงให้โต") ก่อนที่จะโน้มน้าวให้พวกเขาลงทุนในแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัลที่ฉ้อโกง (การ "ฆ่า")

3. แรงงานทาสและการค้ามนุษย์
แตกต่างจากธุรกิจแบบดั้งเดิม "โรงงานหลอกลวง" เหล่านี้ดำเนินการโดยใช้แรงงานบังคับ ผู้คนหลายพันคนจากทั่วเอเชีย (และเพิ่มมากขึ้นในแอฟริกาและยุโรป) ถูกล่อลวงด้วย "งานด้านเทคโนโลยีที่มีรายได้สูง" ที่โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย

การกักขัง: เมื่อมาถึง หนังสือเดินทางของเหยื่อจะถูกยึด พวกเขาถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เช่น สถานที่ฉาวโฉ่อย่าง O'Smach หรือ Chinatown ซึ่งล้อมรอบด้วยลวดหนามและมีทหารยามติดอาวุธคอยเฝ้า

การบีบบังคับ: คนงานถูกบังคับให้ทำตามโควต้าการหลอกลวงที่เข้มงวด หากทำไม่สำเร็จ พวกเขาจะถูกทำร้ายร่างกาย ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า หรือถูก "ขายต่อ" ไปยังสถานที่อื่นๆ

วงจรเรียกค่าไถ่: ครอบครัวมักถูกเรียกเก็บเงินหลายพันดอลลาร์เป็น "ค่าปล่อยตัว" เพื่อแลกกับการปล่อยตัวคนที่พวกเขารัก ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับแก๊งอาชญากร

4. การสมรู้ร่วมคิดและการคุ้มครองจากสถาบัน
การอยู่รอดของอุตสาหกรรมนี้ขึ้นอยู่กับการ "ครอบงำโดยชนชั้นนำ" เจ้าหน้าที่ระดับสูงและมหาเศรษฐีที่มีเส้นสายมักเป็นเจ้าของที่ดินหรือสถานที่ที่การดำเนินงานเหล่านี้ตั้งอยู่

เงินค่าคุ้มครอง: กลุ่มอาชญากรจ่าย "ค่าที่ปรึกษา" หรือสินบนให้กับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองจากการบุกค้น

การทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย: สถานที่เหล่านี้หลายแห่งดำเนินการภายใต้หน้ากากของ "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" (SEZs) ซึ่งให้ความคุ้มครองทางกฎหมายและจำกัดความสามารถของผู้สืบสวนภายนอกในการแทรกแซง

5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับโลก
ขนาดของอุตสาหกรรมนี้น่าตกใจมาก ประมาณการระบุว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกดูดออกจากเหยื่อในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนทุกปี เงินเหล่านี้มักถูกฟอกผ่านสกุลเงินดิจิทัลหรือระบบ "ธนาคารใต้ดิน" ในภูมิภาค ทำให้หน่วยงานระหว่างประเทศแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะกู้คืนได้

สถานะปัจจุบัน
แม้ว่าแรงกดดันจากนานาชาติจะนำไปสู่การบุกจับกุมและการ "ส่งตัวกลับประเทศ" เป็นครั้งคราว แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวได้สูง เมื่อสถานการณ์ในกัมพูชาร้อนระอุขึ้น กลุ่มอาชญากรมักจะย้ายปฏิบัติการข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ไร้กฎหมายของเมียนมาร์ (เช่น เมียวดี) หรือลาว ทำให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ทั่วโลกแบบเคลื่อนที่และไร้พรมแดน