วันอาทิตย์, เมษายน 26, 2569

โศกนาฏกรรมที่วนเวียนซ้ำรอยเดิม : ออกไปรับใช้ชาติ แต่ไม่ได้กลับบ้านอีกต่อไป ทหารเกณฑ์ถูกทรมาณจะจบลงเมื่อไร ?


Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส
Yesterday
·
“แม่ต้องลางานมารับหนูนะ แม่อย่าทิ้งหนูนะ แม่มารับหนูแล้วเราไปกินชาบูกัน”
.
นี่คือประโยคสุดท้ายที่ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล พูดกับแม่ในวันเยี่ยมญาติ ด้วยความหวังที่จะได้ลากลับบ้านไปหาครอบครัว แต่คำขอนั้นกลับไม่มีวันเป็นจริง เมื่อทหารเกณฑ์สมัครใจวัย 18 ปีคนนี้ ต้องจบชีวิตลงอย่างมีเงื่อนงำหลังกำแพงค่าย เหมือนทหารเกณฑ์อีกหลายกรณีตลอดหลายปีที่ผ่านมา
.
โศกนาฏกรรมของพลทหารวรปรัชญ์ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของปัญหาการทรมาน ซึ่งเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
.
แม้บางกรณีจะกลายเป็นคดีใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีอีกหลายเรื่องราวที่ตกอยู่ในความเงียบ โดยเฉพาะในพื้นที่รักษาความปลอดภัยสูง ควบคุมอย่างเข้มงวด และยากต่อการเข้าไปตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก
.
หลายครั้งความสูญเสียจะปรากฏให้สังคมรับรู้ได้ ก็ต่อเมื่อครอบครัวของผู้สูญเสียลุกขึ้นมาร้องเรียนจนกลายเป็นข่าว ทำให้เราไม่อาจทราบได้ว่ายังมีกรณีคล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นอยู่อีกเท่าไร
.
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคู่กรณีส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งทำให้กระบวนการค้นหาความจริงมีอุปสรรค ทั้งในแง่ของพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง ไปจนถึงพยานหลักฐานสำคัญที่ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของหน่วยงานรัฐ
.
ล่าสุด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2568/2569 หยิบยกประเด็นการทรมานในประเทศไทยขึ้นมาเป็นกรณีสำคัญ โดยระบุถึงความคืบหน้าทางกฎหมายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จังหวัดระยอง มีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นคำตัดสินแรกภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
.
ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกครูฝึกทหาร 2 นาย และทหารเกณฑ์รุ่นพี่อีก 11 นาย เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 10 ถึง 20 ปี ในความผิดฐานร่วมกันทรมานพลทหารวรปรัชญ์จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตลง ซึ่งคำตัดสินนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทวงคืนความยุติธรรมที่สังคมไทยรอคอยมาอย่างเนิ่นนาน
.
คำพิพากษาคดีทรมานครั้งประวัติศาสตร์ของไทย
.
จุดเริ่มต้นของคดีพลทหารวรปรัชญ์ หรือ "น้องเน" ชายหนุ่มวัย 18 ปีที่สมัครใจเข้าเป็นทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1/67 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี
.
เวลาผ่านไปไม่ถึง 3 เดือน ชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์จบลงด้วยข้ออ้างของการธำรงวินัย หรือที่เรียกกันในแวดวงว่าการ "ซ่อม"
.
แพทย์ระบุว่าสภาพอวัยวะภายในบอบช้ำอย่างหนักตั้งแต่สมองบวม ไหปลาร้าหัก ซี่โครงหักทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังหัก ไปจนถึงภาวะปอดฉีกและปอดรั่ว
.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบพบว่า พลทหารวรปรัชญ์ถูกเตะ ต่อย กระทืบ ถูกบังคับให้เข้าเวรยามต่อเนื่องยาวนานถึง 24 ชั่วโมง และถึงขั้นถูกบังคับให้ดื่มปัสสาวะของตนเอง เมื่อร่างกายทนรับไม่ไหวจนเกิดอาการป่วย ทางหน่วยต้นสังกัดกลับละเลยที่จะส่งตัวไปรักษาในทันที จนกระทั่งอาการทรุดหนักจึงมีการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลค่าย และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในท้ายที่สุดก่อนที่จะเสียชีวิตลง
.
เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คำพิพากษาของศาลระบุว่า จำเลยที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นครูฝึกทหารใหม่ ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึง 13 ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์รุ่นพี่และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยครูฝึก ได้ร่วมกันทำร้ายพลทหารวรปรัชญ์หลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ อย่างทารุณจนเสียชีวิต
.
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้คือ ศาลให้น้ำหนักกับคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์อย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่ที่ฝึกอยู่ในค่ายเดียวกันและเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด ศาลมองว่าหากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง พยานเหล่านี้คงไม่กล้าเสี่ยงให้การใส่ร้ายผู้บังคับบัญชาและรุ่นพี่ ทั้งที่ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน
.
ในทางตรงกันข้าม คำให้การของกลุ่มจำเลยทั้ง 13 นายกลับมีพิรุธน่าสงสัย ในชั้นต้นเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา "ทำร้ายร่างกายให้ได้รับอันตราย" ทั้งหมดให้การรับสารภาพแต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด แต่เมื่อพลทหารวรปรัชญ์เสียชีวิตและข้อหาถูกยกระดับเป็น "ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย" จำเลยทั้งหมดกลับให้การปฏิเสธลอยๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงหักล้าง
.
จากพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง 13 นายมีส่วนร่วมในการกระทำผิดจริงตามฟ้อง แม้จะต่างคนต่างลงมือ แต่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่รุนแรงที่สุดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นครูฝึกที่ใช้ไม้ทุบตีพลทหารวรปรัชญ์จนนำไปสู่ความตาย
.
ศาลจึงพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 5 และมาตรา 35 วรรค 3 โดยตัดสินจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 15 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 ถึง 13 คนละ 10 ปี ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังต่อการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหาร
.
ก้าวแรกของการลงโทษครูฝึก แต่สาวไม่ถึงผู้บังคับบัญชา
.
คำพิพากษาจำคุกสถานหนักในคดีของพลทหารวรปรัชญ์ สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ต้นทางอย่างกองทัพบกที่ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ ไม่ควรเกิดขึ้นอีกในยุคปัจจุบัน และกองทัพมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคม
.
ในระดับนานาชาติ คดีนี้ได้รับความสนใจจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights) ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อทิศทางของกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ยังได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐของไทยเดินหน้าขจัดการทรมานในทุกรูปแบบและธำรงไว้ซึ่งสิทธิของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วย
.
ด้านภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาอย่างยาวนานอย่างมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยังมีข้อสังเกตว่า ความสำเร็จในการลงโทษครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกในครั้งนี้ยังคงเป็นเพียงก้าวแรกของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะในความเป็นจริง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังได้กำหนดครอบคลุมไปถึงการลงโทษผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลย ไม่กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาจนก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ
.
แต่กระบวนการที่ผ่านมายังไม่สามารถนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชาตามสายงานของกลุ่มครูฝึกเหล่านี้ได้ ซึ่งนี่คือความท้าทายสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่เรายังต้องติดตามกันต่อไป
.
ความสูญเสียที่ยังดำเนินต่อไป
.
เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ภายหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ทางกองทัพและกระทรวงกลาโหมได้ตื่นตัวและพยายามออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการลงทัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร
.
โดยมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจน ห้ามมิให้มีการทำร้ายหรือทรมานร่างกายในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทุบตี เตะ ต่อย การใช้ของแข็งกระแทกตัว การใช้ไฟฟ้าจี้ หรือการคลุมศีรษะเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ โดยให้ปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายหรือการออกกำลังกายแทน
.
แต่ถึงกระนั้น โศกนาฏกรรมของพลทหารวรปรัชญ์ไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่เกิดขึ้น แต่ยังมีข่าวการสูญเสียบุคลากรในค่ายทหารอยู่เป็นระยะ
.
ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ พลทหารพฤษภา วิมุตติธรรมชัย ที่เสียชีวิตจากอาการสมองตายเนื่องจากภาวะฝีในสมองเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 หลังจากมีอาการป่วยเรื้อรังระหว่างการฝึกแต่กลับไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม ต่อมาในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย แต่กลับพบช้อนสั้นปริศนาตกอยู่ในเตาเผา และล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 14 มกราคม 2569 ก็เกิดกรณีของพลทหารกฤตานน พลจันทึก ที่เสียชีวิตจากการถูกรุมทำร้ายอีกครั้ง
.
โศกนาฏกรรมที่วนเวียนซ้ำรอยเดิม คือสัญญาณเตือนว่าสังคมไม่อาจวางใจและละสายตาจากประเด็นนี้ได้โดย ลำพังเพียงแค่มีตัวบทกฎหมายฉบับใหม่ การจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ คือกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนัก และไม่อาจละทิ้งหลักการสิทธิมนุษยชนตามที่ได้ให้คำมั่นไว้
.
ประเทศชาติไม่สมควรต้องสูญเสียคนหนุ่มผู้เป็นอนาคตและเรี่ยวแรงสำคัญในการพัฒนาสังคม ไปกับระบบที่บกพร่องและขาดความโปร่งใส การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับข้อผิดพลาด และเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีแม่คนไหน ต้องรอคอยลูกชายที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านอีกต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1295090946089098&set=a.318232183774984

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่