วันพุธ, ธันวาคม 04, 2562

สภาส่งออกฯ ครวญ 'หดตัว' หนักกว่าเก่า มีคำถาม “ประยุทธ์แท้จริงแล้วอยู่เพื่ออะไร"


ดั่ง ‘ผีซ้ำ’ และ ‘ดั้มพลอย’ ปัญหาเศรษฐกิจยุค ‘ตู่อยู่ยาว’ หนักลงไปยิ่งกว่าเก่า วันก่อนมีคนชี้ว่า ‘หนี้ของประเทศไทย’ เวลานี้เอาเข้าจริงเกือบ ๒๖๗% ของจีดีพี วานนี้ (๓ ธ.ค.) สภาผู้ส่งออกฯ ย้ำหัวตาปูมูลค่าติดลบถึง ๓%

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ( สรท.) แถลงด้วยความกังวลว่าการส่งออก อันเป็น “เครื่องจักรสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง” นั้น ยังหดตัวไม่หยุดจนต้องปรับคาดการณืใหม่

ว่าปี ๒๕๖๒ นี่สุดท้ายแล้วจะ ‘ติดลบ’ ที่ระหว่าง ๒.๕ ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ ชัวร์ๆ ส่วนว่าจะอยู่ตรงจุดไหนในระหว่างนั้นแน่ ต้องดูการแข็งตัวของค่าเงินบาทต่อไป จึงเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเร่งแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งโดยไว

เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าปีหน้าอัตราแลกเปลี่ยนต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐคงอยู่ที่ ๓๐.๕๐ บาท ซึ่งหมายความว่าการเติบโตเศรษฐกิจไทยไปได้ดีที่สุดไม่ติดลบ แต่อยู่ที่ศูนย์ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสนใจในรายละเอียดของ ‘ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออก’ ๖ ประการที่ น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานฯ แจ้งไว้ นอกจากปัจจัยภายนอก เช่นสงครามการค้าสหรัฐ-จีน (ที่วันนี้ประธานาธิบดีทรั้มพ์หันไปฟัดกับบราซิลและอาร์เจ็นติน่าต่อด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก)

และ การ “เรียกเก็บเพิ่มค่า Bunker Surcharge ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของค่าระวางในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและกระทบต่อต้นทุนโดยรวมของผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้า” แล้วนอกนั้นจักต้องแก้ไขด้วยความสามารถการบริหารจัดการของรัฐ
 
ได้แก่ การแก้ไขค่าเงินบาทแข็งตัวอย่างต่อเนื่องที่กล่าวมาแล้ว ยังจะต้องระงับยับยั้งการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในประเทศ ที่วัดได้เพียง ๒.๔ ในไตรมาสที่สามของปีนี้ บวกกับอีกสองประการอันเกิดจากการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ (ตู่ ๒)

นั่นคือ “การเรียกเก็บ ‘ภาษี’ ซึ่งเป็นต้นทุนผู้ประกอบการมีมากขึ้น เนื่องจากภาครัฐต้องการเพิ่มรายได้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ” ประดุจดัง ‘กงกรรม-กงเกวียน’ ขนเงินจากคลังออกมาทุ่ม ‘ประชารัฐ’ แต่กลับไม่กระตุ้นการเติบโตเสียที

ก็เลยต้องคิดหาวิธี ‘ถอนขนห่าน’ (เพราะ ‘ปู’ ไม่อยู่ให้รีดเลือดแล้วมั้ง) อย่างเช่น “การเรียกเก็บภาษีความหวาน-ความเค็ม” นี่ก็เป็นปัจจัยลบ ต้านพลังผลักดันเพิ่มการส่งออก

อีกอย่างที่ สรท.วอนไว้ ว่า “กฎหมายและมาตรการภาครัฐที่กำหนดเพิ่มเติมในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว นับเป็นการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก” เธอยกตัวอย่าง “แนวคิดการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การแบนสารเคมีการเกษตร”

เหล่านั้นกำลังเป็นวัฏจักร หรือผลกระทบ ‘ลูกโซ่’ “ทำให้เม็ดเงินที่กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจน้อยลง มีเงินหมุนเวียนสำหรับการบริโภคภาคเอกชนลดลง ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการชะลอตัวของจีดีพี ในที่สุด”


เห็นแล้วก็ละเหี่ย เหมือนดั่งที่ Thuethan Prasobchoke เขียนบ่นไว้บนเฟชบุ๊คเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาล หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ บริหารประเทศอย่าง “ไร้ทิศทางและเละตุ้มเป๊ะอยู่แบบนี้” เขาถามว่า

“ประยุทธ์แท้จริงแล้วอยู่เพื่ออะไร...ทำงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ถึงวันอังคารก็มีอีเว้นท์ก่อนประชุม ครม. แล้วก็เดินทางไปโน่นมานี้ ไปเซลฟี่กับเมีย เสร็จแล้วก็กลับมาหยุดพักเสาร์อาทิตย์

ตกวันจันทร์ก็ไปพูดเรื่องโง่ๆ ให้เป็นข่าว แบบวันนี้ก็บอกคนไทยหมดเงินไปกับการแต่งตัว เสริมจมูก ไม่รู้จักพอเพียง ซึ่งไม่ใช่วุฒิภาวะที่ผู้นำประเทศจะมาพูดเรื่องหยุมหยิมแบบนี้...

หรืออยู่ตามสั่งของเจ้าของทุนรัฐประหาร ต้องอยู่เป็นประธานกฐินไปแบบนี้ให้พ้นวัน”

 
ถึงได้มีคนจำนวนมากคิดรายการ ‘วิ่ง-ไล่-ลุง’ กันขึ้นในวันที่ ๑๒ มกราคมนี้ คิดอีกทีการออกไปวิ่งแบบเส้นทางไกล ถึงจะเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ผลคงไม่ได้ดังเป้าหมาย ประยุทธ์และพวก สาม ป. ไม่สำนึกแน่ๆ

เอาอย่างนี้ดีไหม รวมกำลังแต่ไม่ต้องวิ่งไกล (หลายคนคงไม่ถนัด) ร่วมกัน ‘ถีบ’ ประยุทธ์ออกไป พร้อมๆ กันครั้งเดียว จะได้พวกไม่ใช่นักวิ่งมาร่วมอีกเยอะ ฮ่า ฮ่า

วันอังคาร, ธันวาคม 03, 2562

หนี้เอกชนไทยแตะ ๑๔๗% ของจีดีพี 'ยังดี' ถ้ารวมหนี้สาธารณะกับหนี้ครัวเรือน ถึง ๒๖๖.๘%

มีคนฝากให้ตามโพสต์เฟชบุ๊คหน้านี้ของ ทวีสุข ธรรมศักดิ์ พอเข้าไปดูเจอนี่ เมื่อ November 22 at 12:50 AM เขาเขียนว่า “นโยบายทำให้คนจนหมดประเทศได้สำเร็จแล้ว เพราะตอนนี้เหลือแต่...

คนสิ้นเนื้อประดาตัว...กับ...หนี้สินล้นพ้นตัว”

พอวานนี้ Yesterday at 7:53 AM ว่าถึง ‘หนี้ของประเทศไทย’ เริ่มด้วย “ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปลี่ยนนิยาม รวม -สินเชื่อแบงก์ -นอน (non) แบงก์ –ตราสารหนี้” เลยดันให้ “หนี้เอกชนแตะ ๒๔.๖ ล้านล้านบาท”

นั่นคือ “ยอดถึงเดือน ต.ค.๖๒ คิดเป็น ๑๔๗% ของจีดีพี” นั่นยังไม่หมดจด เพราะนี่ยังไม่ได้รวม “ยอดหนี้สาธารณะของรัฐบาลอีก ๔๑.๘% ของจีดีพี” และยอด “หนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ ๗๘ ของจีดีพี”

เขาว่า “การรวมออกมาเช่นนี้ทำให้มองเห็นภาพรวมแท้จริงมากขึ้น” ซึ่งก็คือ ๑๔๗+๔๑.๘+๗๘ = ๒๖๖.๘% ของจีดีพี”

อธิบายต่อ “หนี้ครัวเรือนสูง แต่แนวโน้มรายได้ที่เพิ่มขึ้นยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะหนี้ ‘อสังหาริมทรัพย์’ ที่กลุ่ม อายุ ๒๘-๔๕ ซึ่งเป็นหนี้ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้”

แถมคอมเม้นต์ “สั่งสอนกันเรื่องสร้าง Passive Income กลายเป็น Passive Debt...ทาสแบงค์สมบูรณ์แบบ
อันนี้...ยาวววววววววววว...หลุดยาก การบริโภคถึงทรุดแบบฉับพลัน..งัยครับ”

แต่ส่วนตัวเขา ‘วิตกกังวล’ อยู่มากเรื่องของ ‘หนี้ของบริษัทเอกชน’ ที่เขาฟันธงว่า “อันนี้ ระเบิด...ลูกใหญ่ รออยู่” อีกทั้ง “บางที นี่คือ...วิกฤติที่ออกแบบไว้ล่วงหน้าแล้ว”

จึงต้องคอยดู จับตา อย่ากะพริบ

"สุกงอม" "พายุกำลังมา" "ดับเครื่องชน" และ "ไหวไหมบอกมา"

วานนี้ (๒ ธันวา) อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ๓๕ ไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในไทย ‘FCCT’ ตอนหนึ่งถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เตือนให้ “ใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ในการรณรงค์ต่อต้านเผด็จการ”

เนื่องเพราะ “ประชาชนกำลังเดือดร้อน และได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาเศรษฐกิจ อาจกระโดดเข้าไปร่วมแล้วทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก”

(จากบางกอกโพสต์ “In the face of hardships, people affected by economic problems could jump in and make the situation worse.”

เขาแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับกำหนด ‘วิ่ง-ไล่-ลุง’ ของกลุ่มนักกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะมีในวันที่ ๑๒ ธันวานี้ “สัญญานปรากฏให้เห็นแล้ว และสถานการณ์เวลานี้ใกล้จะสุกงอมเต็มที” อดุลย์ว่า


วันนี้ (๓ ธันวา) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ได้รับเชิญไปปาฐกถาที่ ‘เอฟซีซีที’ เช่นกัน มีคนรายงานว่า “เขาบอกพรรคอนาคตใหม่อาจถูกยุบในเดือนนี้ก็ได้ นี่หลังจากที่เขาถูกถอดจากสมาชิกภาพ ส.ส.เนื่องจากคดีการถือหุ้นสื่อ”

จากทวี้ตของ Joe Freeman @joefree215 อ้าง “เขายังพูดด้วยว่า ‘พายุ’ หนักกำลังมา และความเกรี้ยวกราดของมหาชนเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เล่นๆ”

เหมาะเจาะพอดีกับมีการแชร์ภาพแค้ปชั่นคำพูดของ ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ว่า สู้ก็ถูกเชือด ไม่สู้ก็ถูกเชือด งั้นใส่เข็มขัดรัดให้แน่น แล้วดับเครื่องชนเลยดีกว่า”

เลยนึกถึงเพลงเก่าของ ‘หินเหล็กไฟ’ ขึ้นมาอีกแล้ว “ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา โอกาสของผู้กล้า ศรัทธาไม่มีท้อ”

'เตรียมจะฟ้อง' แล้วนะ เอ๋และบิดาฮุบป่าสงวน ๔๐ กว่าไร่ มีดราม่า 'แย่งไมค์'


‘เงื้อง่าราคาแพง – ยื้อแย่งตะแบงมาร’ นั่นคือล่าสุดของกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ครอบครองที่ดินในจังหวัดราชบุรีราว ๑,๗๐๐ ไร่ทำฟาร์มเลี้ยงไก่ ซึ่งกรมป่าไม้ (สปก.) ตรวจสอบแล้วสองรอบ

สรุปว่าเป็นที่ดินจริงมีหลักฐานเพียงประมาณ ๖๐๐ กว่าไร่ และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าธรรมชาติ ๔๖ ไร่ ๑ งาน ๔๐ วา หน่วยราชการเกี่ยวข้องของจังหวัดราชบุรีจึง ‘เตรียม’ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ “กองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) ต่อไป”

อุแม้จ้าว คุณพระช่วย กระบวยหัก เรื่องอื้อมาจะสองอาทิตย์แล้วยังติดอยู่ที่ขั้นตอน ‘เตรียมจะฟ้อง’ เนี่ยนะ แถม ปปช.ตั้งท่าจะยอมให้ปารีณาแก้ข้อมูลให้ถูกต้องตามที่ป่าไม้รังวัดเสียอีก
 
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้นำคณะออกแถลงข่าวอาการจดๆ จ้องๆ นั้น แต่โดนแย่งซีนเสียฉิบ ‘พ่อน้าเอ๋’ มือซัลโวหมาหน้าเซเว่นไปดักรอ แย่งทั้งแฟ้มแผนที่รังวัดและไมโครโฟนจากมือเจ้าหน้าที่และอธิบดีเอาไปดื้อๆ

ข้อหาตามกฎหมาย ๓ ฉบับพอทำเนา ฮือฮาไม่เท่า ‘ดราม่า’ อาการของ ทวี ไกรคุปต์ (อดีตรัฐมนตรีผู้เคยเป็นที่ถูกใจยิ่งนักของ ‘ป๋าเปรม’) ตอนแย่งไมค์ เนื่องจากเจ้าตัวไป ‘ตอแหล’ ออกรายการ ‘จอมขวัญ’ ไทยรัฐทีวีภายหลัง

“ผมไม่ได้แย่งไมค์ ท่านยื่นไมค์ให้ผมเอง...เนี่ยสังคมพยายามจะจับจุดเล็กๆ เพื่อจะให้คนมองว่าเราเลวมาก” แหม่ เฮีย ถ้า ‘สังคม’ เค้าจดจ้องขนาดนั้น มันแสดงว่าเขาเหลืออดกันแล้วมั้ง แล้วก็คลิปมันฟ้องว่าไม่ได้แย่ง แค่ดึงจากมือเขาดื้อๆ

สำหรับข้อหาสามกระทงที่กรมป่าไม้เตรียมยื่นฟ้อง ทั้ง ‘ทำลายป่า’ ตาม พรบ.ป่าไม้ ม.๕๔ ‘ยึดถือ’ พื้นที่ป่าสงวนทำให้เสื่อมเสีย ม.๑๔ พรบ.ป่าสงวน และ ‘ยึดครอง’ ที่ดินของรัฐ ตาม ม.๙ กฎหมายที่ดิน หากถูกพิพากษาผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายคืนแก่รัฐ

นอกจากนั้น “หลังจากแจ้งความดำเนินคดีต่อ บก.ปทส.” แล้วทางกรมป่าไม้จะเข้า “ติดป้ายพื้นที่ตรวจยึดต่อไป” ซึ่งคงไม่มีผลอะไรมากนักในขั้นตอนนี้ เพราะเจ้าของได้ขนถ่ายไก่ออกไปหมดแล้วก่อนเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจรอบแรกด้วยซ้ำ

ทว่าคดีที่จะตามมาจากนี้น่าจะทำให้ผู้กระทำผิดสำนึกได้บ้างละมัง เมื่อทางผู้บังคับการ ปทส. พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ “ยืนยันว่าคดีนี้ไม่กังวล แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นนักการเมือง ก็ขอให้ว่ากันตามกฎหมาย ใครผิดก็ติดคุก”

คดีนั้นมาจากการร้องทุกข์โดยนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากร เขานำ น.ส.ปราณี ลูกสาวของ ‘ลุงเสี้ยว สวนผึ้ง’ เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อนายทวี และ น.ส.ปารีณา สองพ่อลูก ว่าช่วงชิงที่ดินทำกินของตนไปกว่า ๓๐ ไร่
 
น.ส.ปราณีชี้แจงเพิ่มเติมจากที่บิดาออกมาเปิดเผยแล้วก่อนหน้านี้ว่า นายเสี้ยวผู้เป็นพ่อได้ทำไร่ปลูกอ้อยเลี้ยงครอบครัวในที่ดิน อ.สวนผึ้งประมาณ ๕๐ ไร่มานานเป็นเวลา ๕๐ ปี จนกระทั่งถูกนายทวีเข้ายึดแย่งโดยให้คนงานไปปักเสาล้อมรั้วจนเหลือเพียง ๑๐ ไร่

นายชัยสิทธิ์ อายุ ๕๔ ปี คนขับรถไถรับจ้างบริเวณนั้นนานกว่า ๑๐ ปี จู่ๆ เมื่อเดือนกรกฎาคมถูกนายทวีสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปไถดินอ้างว่าเป็นของตน เขายืนยันว่า “ที่ดินดังกล่าวเป็นของนายเสี้ยวที่ทำกินมานานแล้ว สามารถเลี้ยงดูครอบครัวส่งเสียให้ลูกเรียนจนจบปริญญาตรีได้ถึง ๒ คน”

ไม่เท่านั้น นสพ.ข่าวสดบอกว่า “ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูล...ช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๖ มีนายทุนเข้ามารวบรวมพื้นที่ของชาวบ้านได้กว่า ๓๐ แปลง รวมกว่า ๘๐๐ ไร่ เพื่อนำไปทำฟาร์มไก่” เพิ่งมาทราบภายหลังว่าเป็นฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา

วันจันทร์, ธันวาคม 02, 2562

ชำแหละ 'นอกสภา' งบฯ กลาโหม เจ๊งพันล้านลงทุน ‘Entertainment’


นี่น่าจะเป็นคำตอบต่อข้อกังขา ‘หนีงานหนักในสภา’ หรือว่า ‘อยู่เป็น’ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในการลาออกจากทุกตำแหน่งในกรรมาธิการรัฐสภา แล้วลงติดดินทำงานร่วมกับประชาชน โดยเขาเปิดบรรยายพิเศษ ณ ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ ชำแหละงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐบาลสำหรับปี ๒๕๖๓

เรานำบางส่วนของรายงานละเอียดโดยว้อยซ์ทีวี มาทำสรุปความเสริมเติมจากที่มีอยู่บ้างแล้วในบทความ ไทยอีนิวส์ เมื่อ ๓๐ พ.ย.๖๒ หัวข้อ ‘ถามไม่ตรงคำตอบ’ ที่ https://thaienews.blogspot.com/2019/11/blog-post_984.html

นอกจากกิจการ ‘ธุระไม่ใช่’ ของกองทัพเกี่ยวกับ ‘มวย หวย ม้า’ แล้วธุรกิจเป็นล่ำเป็นสันของกองทัพอีกอย่าง ที่ทำต่อเนื่องมานาน จนใช้เป็นข้ออ้างตอบคำถามว่าทำไปทำไมไม่เห็นเกี่ยวกับการป้องกันประเทศเสียหน่อย ก็คือ ‘Entertainment’

Royal Thai Army Entertainment หรือ ‘RTA’ เป็นธุรกิจที่เคยหรือน่าจะ ‘อูฟู’ แต่กำลัง “มีนัยว่าจะเจ๊ง เพราะขาดทุนสะสม ๑,๐๐๐ ล้าน ขณะที่ทุนจดทะเบียนเพียง ๑๐ ล้านบาทเท่านั้น” เหตุที่จะเจ๊งเพราะ

“กองทัพบกปล่อยเงินกู้ให้ RTA โดยไม่มีดอกเบี้ย ๑,๒๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปลงทุนในตลาดหุ้น โดยซื้อหุ้น ๒ ตัว ๑ ในนั้นคือหุ้นธนาคารทหารไทย ด้วยเงินรวมกว่า ๑,๔๐๐ ล้านบาท แต่ราคาหุ้นตกเหลือราคาเพียง ๔๐๐ ล้านบาท”

ข้อสำคัญบริษัทอาร์ทีเอนี้ มีกองทัพบกถือหุ้น ๕๐% และที่เหลือจากทั้งหมด ๑๕ ราย มีนายทหาร ๑๔ คนเป็นผู้ถือหุ้น ธนาธรบอกว่าไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่ามีคอรัปชั่นหรืออย่างไร แต่เรื่องแบบนี้ประชาชนควรที่จะได้รับรู้

เพราะมันเกี่ยวพันกับงบประมาณกองทัพบก ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในวงงบประมาณกลาโหม ๒.๓๓ แสนล้านบาท อันเป็นอันดับสองของงบฯ ทั้งประเทศ โดยที่มีงบฯ ประเภทตรวจสอบไม่ได้ ที่เรียกว่า ‘เงินนอกงบประมาณ’ อีกถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท

ธนาธรยังระบุด้วยว่ากลาโหมตั้งงบผูกพันอนาคต (ภาษาชาวบ้าน –เอาไปใช้ก่อน รอให้ลูกหลานจ่าย) เป็นจำนวนมากตลอดสิบปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นไม่หยุด จาก ๑ หมื่น ๙ พันล้านในปี ๕๓ มาเป็น ๔ หมื่น ๓ พันล้านในปีหน้า

“อ้างว่าเอาไปใช้พัฒนาขีดความสามารถกองทัพ หรือ ‘ซื้ออาวุธ’ และการดำรงสภาพความพร้อมในการป้องกันประเทศ ที่หนึ่งในนั้นคือ การสร้างบ้านพักรับรองแจก VIP กองทัพเรือราคาเป็น ๑๐๐ ล้านบาท”

กลาโหมยังตั้งงบฯ ใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่กระโดดจาก ๓,๗๐๐ ล้านบาทมาเป็น ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๙ ซึ่งใช้เกลี้ยงตลอดมาจนกระทั่งปีนี้ใช้แค่ ๔๐% แต่กันท่าเอาไว้ ๖๐% เบียดบังไม่ให้หน่วยงานอื่นได้ใช้ หรือเอาไปใช้อย่างอื่นไม่ได้

“ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบชลประทาน, สาธารณูปโภคและสวัสดิการ รวมถึงการศึกษา” ซึ่งธนาธรเสนอให้ตัดงบประมาณกลาโหมลง ๔๐% ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่ง “น่าจะเป็น ๖๐% ด้วยซ้ำ”

ซึ่งโดยรวมแล้วแสดงว่ากลาโหมถลุงเงินจากคลัง มากกว่าการอำนวยสวัสดิการแก่ประชาชนทั่วไปเสมอมา “งบประทรวงกลาโหมเฉลี่ยต่อหัวประชากร สูงกว่างบประมาณของบัตรทอง” สวัสดิการถ้วนหน้า นับแต่การรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา


นี่ถ้าเป็นการพูดแจกแจงในกรรมาธิการ อาจจะไม่ได้รายละเอียดมากเช่นนี้ เพราะคงมี ‘ตัวป่วน’ คอยซักค้านแก้ต่าง บ้างประท้วง บ้างตีรวน จนการอภิปรายล่มก็ได้ ถ้าพลังประชารัฐย้าย ‘สิระกับปารีณา’ ไปอยู่กรรมาธิการงบประมาณ อะนะ

สอนภาษาปะกิต ‘หม(อ)วรงค์’ กันพรึ่บ Anti-Patriotism "คือการต่อต้านการรักชาติ”


พอย้ายไปอยู่พรรคเทือก เหมือนได้เข้าพวกมีลายคล้ายกัน ‘หม(อ)วรงค์’ แสดงอาการ ‘เง่า’ ออกมาทันที ริอวดทักษะภาษาต่างด้าว อธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว หมายแค่สุมไฟความเกลียดชังคนในชาติฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่ไหนได้เผยอขี้เท่อออกมาเต็มเบ้า

เอาที่ นพ.สลักธรรม โตจิราการ คอมเม้นต์เรื่องนี้ว่า “หรือว่าจะเป็น Freudian slip นะ (นักจิตวิทยาในตำนานเคยเสนอว่า คนที่พลั้งเผลอพูดอะไรออกไป แปลว่าจิตใต้สำนึกอาจคิดแบบนั้นอยู่แล้ว)” ก็ยังให้เกียรติ และ ‘underestimated’ ความเสล่อของวรงค์มากหน่อย

ถ้าใช้ ‘synopsis’ หรือ ‘abstract’ อย่างสั้นๆ จากที่วรงค์โพสต์ไว้บนหน้าเฟชบุ๊ค ถอดความให้ถูกต้องได้ว่า “Patriotism คือการรักชาติ ดังนั้น Anti-patriotism คือการต่อต้านการรักชาติ” 

นั่นเป็นถ้อยความซึ่ง อานนท์ นำภา ใช้อ้างเรื่อง “ภาษาอังกฤษวันละคำ” เขียนโดย จู ซาราน พร้อมความเห็น “นอกจากจะเข้าใจว่ารักชาติจนตาหูบอดแล้ว ไม่คิดว่าจะสมองบอดขนาดนี้ด้วย”

บอดยังไง ลองไปดู วรงค์เขียนยกตัวอย่างฮ่องกงว่า “ประชาธิปไตยชังชาติ มีแต่สร้างปัญหาให้ประเทศ” ซึ่งบิดเบี้ยววาทกรรมปานนั้น เพราะปัญหาที่ฮ่องกงมีเฉพาะกับแผ่นดินใหญ่จีน สำหรับชาวฮ่องกงจัดว่ากำลังเป็นเส้นทางไปสู่การปลดแอกของพวกเขา

“ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประเทศไทยของเราควรจะมีกฎหมายต่อต้านลัทธิชังชาติ (Anti-Patriotism Act) เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรครับ”

จึงมีคนออกมาแสดงความเห็นกันมากมาย ไม่ใช่เรื่องเห็นด้วยหรือไม่กับการออกกฎหมายห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามของพวกสืบทอดอำนาจเผด็จการ คสช. แต่เป็นเรื่องการใช้ภาษาปะกิตไม่กระชับของวรงค์

เอางี้ละกัน ขออนุญาต ณ ที่เกิดเหตุ ขมายข้อเขียนของ Siriphon Kusonsinwut ที่โพสต์ไว้ออนไลน์ มาให้อ่านกันทั้งดุ้น เผื่อว่าจะมีเพื่อนๆ ของวรงค์ เก็บเอาไปให้วรงค์อ่านเป็นวิทยาทาน ยาวนิดเชื่อว่าคนที่เคยเรียน ‘หม(อ)’ จะทนได้

“ภาษาอังกฤษวันนี้ เสนอคำว่า Anti-Patriotism Act. ตามบทความของ อดีต สส.ท่านหนึ่งแปลว่า ชังชาติ...เลยลองมาเสนอดูว่า แท้จริงแปลว่าอะไรกันแน่
...
Anti- ออกเสียงว่า แอนทาย (อเมริกัน) หรือ แอนตี้ (อังกฤษ) แปลว่า against = ต่อต้าน
...
Patriotism (เป็นคำนาม) แปลว่า ชาตินิยมหรือความรักชาติ = the quality of being patriotic, devotion to and vigorous support for one's country.
...
Patriotism = Nationalism , Loyalism = ความจงรักภักดีต่อชาติ
...
Patriotism จะมีระดับที่ต่ำกว่า Chauvinism = คลั่งชาติ หลงชาติ = exaggerated or aggressive patriotism = หลงชาติ จนทำร้ายทำลายชาติอิ่นเพราะเห็นว่าชาติอื่นต่ำต้อยกว่า ฯลฯ แต่ถ้าคลั่งมากๆ จนถึงใฝ่สงคราม จะเรียกว่า Jingoism
...
คำว่า Chauvinism หลงชาติ / คลั่งชาติ...มาจากชื่อนายทหารของนโปเลียน ชื่อ Ch
auvin อาการคลั่งชาตินี้ จะคล้ายๆ กับคนหรือพวกหลงรักตัวเอง Narcissism ที่มาจาก เทพนาร์ซีซัส แห่งกรีก ซึ่งกำเนิดจากเทพวีนัสกับอพอลโล่ ที่หลงตนเอง หยิ่งพยอง จนถูกเทพแอโฟไดรท์ สาบให้หลงหน้าตาตนเองจนฆ่าตัวตายในที่สุด กลายเป็นชื่อโรค ‘หลงตัวเอง’ ในทางจิตเวช ซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคมและผู้ป่วยเองมากๆ
...
คำสุดท้าย คือ Act = กฎหมาย หรือการกระทำ (act, action), ถ้าเป็นการริเริ่มทำให้เป็นกฎหมาย คือ เสนอร่างกฏหมาย (Bill) ต่อรัฐสภา เรียกว่ากระบวนการ Enactment แต่ถ้าแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเดิม จะเรียกว่า Amendment เช่น รัฐธรรมนูญสหรัฐที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 1 เรียกว่า The First Amendment to the U.S. Constitution หรือ 1st Amend.
...
ตอนนี้ คงรู้แล้วนะครับว่า Anti-Patriotism Act = แปลว่าอะไร ไม่ได้แปลว่า ‘ชังชาติ’ นะครับ
...
ปล. ศัพท์คำว่า Chauvinist มีความหมายเชิงลบ ในทำนองอวดตัว ถือเอาเพศชายเป็นใหญ่ กดขี่เพศหญิง ในทางหยาบๆ คือถือเอาอวัยวะเพศชายเป็นใหญ่ นั่นเอง”

(หมายเหตุ ข้อเขียนวันนี้ใช้ภาษาอิงลิชมากหน่อย ตามรอยให้ ‘หม(อ)’ ใช้ทักษะถูกต้อง)

วันอาทิตย์, ธันวาคม 01, 2562

ติดคุก ๒๘ ปี ไม่มีการ 'พักโทษ' หักหาญเหี้ยมเกรียมเพื่อ 'เชิดชูสถาบันกษัตริย์'


ความต่างที่อย่างไรก็ไม่เหมือน ก็คือเรื่อง ‘คำสั่ง’ เหนือ ‘หลักการ’ ในกระบวนยุติธรรมไทย “ไม่ได้มีเหตุแค้นเคืองอะไร” แค่ “ทำตามที่ได้รับมอบหมาย” เท่านั้น แต่จนบัดนี้ยังไม่มีตัวตน ‘คนสั่ง’

นั่นเป็นข้อชี้แจงของ ‘เสธ.พี้ท’ พันเอก พิทักษ์พล ชูศรี พูดถึงกรณีแจ้งความ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ในความผิด ม.๑๑๒ เพียงแค่จากการที่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แชร์ข่าวบีบีซีเรื่องพระราชประวัติรัชกาลที่ ๑๐ หลังจากฝ่ายข่าวกรองและสันติบาลแจ้งมา

‘ไผ่’ ติดคุกอยู่นานหลายปี ถูกศาลปฏิเสธการ ‘พักโทษ’ ซ้ำแล้วซ้ำอีก (เช่นเดียวกับ สมยศ พฤกษาเกษมสุข) ด้วยเหตุผลว่าเป็นความผิด “กระทบต่อสถาบันหลักของชาติอันเป็นที่รักใคร่เทิดทูนของปวงชนชาวไทย”
 
ที่น่าเวทนาทั้งต่อผู้ต้องรับเคราะห์กรรม และ ‘หลักการ’ ระบบยุติธรรมไทย จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่ว่า “ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพการแสดงออก

และ ‘คดีสิ้นสุดแล้ว’ ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอีกอย่างน้อย ๒๕ คน” รวมทั้ง ‘ศศิพิมล’ ผู้ต้องหานำลงข้อความ ๗ ชิ้นบนเฟชบุ๊ค ‘หมิ่นกษัตริย์’ ซึ่งไม่ได้ใช้ชื่อของเธอเอง และเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ แต่ก็จำใจรับสารภาพเพื่อให้ได้ลดโทษ

ศศิพิมลถูกตัดสินจำคุก ๕๖ ปี ลดกึ่งหนึ่งเหลือ ๒๘ ปี ถูกคุมขังมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภา ๕๘ จนบัดนี้เกือบ ๕ ปีแล้ว ไม่เพียงถูกปฏิเสธการประกันตัวมาโดยตลอด ยังถูกคัดค้านการอภัยโทษในโอกาสต่างๆ ทั้งที่จัดอยู่ในประเภทนักโทษชั้นดีเยี่ยม

แม้แต่ล่าสุด ๒๘ พฤศจิกา ๖๒ ไม่ได้รับอนุญาตให้พักโทษอีกครั้งด้วยข้ออ้างว่า “เพราะคดีของเธอเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง และเป็นความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์” ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “อาจจะมีโอกาสไปกระทำความผิดซ้ำ”

และพิสดารไปกว่านั้น อนุกรรมการพักโทษยกเหตุไม่อนุญาตอย่างสุดยอดว่า “ผู้ต้องขังยังได้รับการลดหย่อนโทษจากการพระราชทานอภัยโทษมาแล้ว ๓ ครั้ง เหลืออัตราโทษอีกไม่มากนัก” หรือประมาณ ๑ ปี ๕ เดือน


เกือบปีครึ่งนี่ ‘ไม่มากนัก’ สำหรับคนตัดสิน แต่มันทับถมล้นหลามสำหรับคนที่สูญเสียอิสรภาพ ยิ่งเมื่อ “มีศศิพิมลเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับอนุญาต” ปล่อยตัวร่วมกับผู้ได้รับการพักโทษชุดที่สองทั้งสิ้น ๓๐ คน ด้วยแล้ว

ทั้งแม่และลูกสองคนของเธอแทบหัวใจสลาย มิพักที่มิตรรัก คนใกล้ชิด และเพื่อนบ้านที่เห็นอกเห็นใจของครอบครัวศศิพิมลจะรู้สึกอย่างไรกับความปวดร้าวของชาวบ้าน จากผลแห่งการเชิดชูสถาบันกษัตริย์ด้วยการหักหาญเหี้ยมเกรียม
 
ทำนองเดียวกับชาวบ้านสกลนครที่ติดคุก เพราะที่ดินทำกินถูกทางการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ดังที่ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์ฯ ม.สารคาม เล่าถึงวิบากกรมของ พ่อสมัย หรือ ตาสำราญ กลางรัก วัย ๗๓ ปี

ที่ถูก ‘จัดระเบียบ’ ยัดคุกพร้อมกับส่วนหนึ่งของชาวบ้านกว่า ๓๐ คน “บางคนลูกติดคุก แม่ช็อคจนเสียชีวิตและลูกเสียสติ เด็กบางคนต้องออกจากการศึกษาเพื่อมาเป็นกำลังหลักดูแลครอบครัวหลังพ่อแม่ติดคุก” ทั้งที่ไม่รู้มาก่อนว่าจะเป็นความผิด

“มีทั้งลวงชาวบ้านทั้งหมู่บ้านว่าจะให้สิทธิในที่ดินทำกินและให้ยืนแปลง” ดังตาสำราญเล่า “เขาเอาป่าไม้มาแถลงการณ์ว่าไม่จับชาวบ้าน จะไม่เอาโทษชาวบ้าน ขอแค่พื้นที่คืน ให้พวกเรายืนชี้แปลงที่ดิน แต่พอศาลตัดสินออกมากลับตรงกันข้ามเลย”

หนักกว่านั้น “บางกรณีสนธิกำลัง บังคับอพยพ และเผาบ้านเรือน ดังกรณีของปู่คออี้และกะเหรี่ยงที่แก่งกระจาน” นั่นคือ “การที่รัฐก่ออาชญากรรมกับคนจน และคนจนไม่มีโอกาสที่จะร้องขอความเป็นธรรม”


อจ.ไชยณรงค์ โพล่งออกมาอย่างนั้นเพื่อเทียบเคียงกับกรณีครอบครองที่ป่าหลายร้อยไร่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.คนโปรดของพรรครัฐบาล คสช.๒ ผู้ซึ่งล่าสุดร้องอ้อนห้ามคนก่นด่าในฐานที่ตนมี ‘เพศแม่’

'คำผกา' วิพากษ์แรงส์ ธนาธรหนีสภา 'อยู่เป็น' ถ้ามีเหตุผล "ที่คุณพูดไม่ได้"

การลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณฯ ในสภาผู้แทนราษฎร ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นข้อถกเถียงอย่าง ‘แรงส์’ ในฟากประชาธิปไตย มิใยที่ฝั่งสืบทอดอำนาจรัฐประหารเยาะเย้ย “ไม่สู้งานหนัก”

ขณะที่ธนาธรยังยืนยันว่า “ลาออกเพราะต้องการสู้นอกสภา ลุยเปลี่ยนประเทศโดยรณรงค์สามกฎหมายหลัก หยุดเกณฑ์ทหารโดยไม่มีเงื่อนไข / ยกเลิก ๒๗ คำสั่ง คสช. / คุ้มครองคนส่วนใหญ่โดยสร้างกฎหมายแรงงานที่เป็นธรรม” (Sirote Klampaiboon)

ปฏิกิริยาจากโฆษกพรรคพลังประชารัฐและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สอดรับคล้องจองกันดั่งปี่กับขลุ่ย ธนกร วังบุญคงชนะ ‘ปี่’ พปชร.เชิดตามทีนักพีอาร์ “ธนาธรคงทนไม่ไหวกับงานหนักและต้องใช้สมองคิดตลอดเวลาจึงลาออก”

พร้อมทั้งโหมข้อโจมตีต่อ “เสมือนเป็นการเตรียมการเคลื่อนไหวที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งอีกใช่หรือไม่ ทั้งนี้ไม่อยากให้มีการปลุกมวลชนลงถนนสร้างปัญหาให้ประเทศอีก” ตามด้วย ‘ขลุ่ย’ ปชป.ของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
 
กล่อมประสาทด้วยสำบัดสำนวน “หลอกชาวบ้านได้ หลอกผมไม่ได้...การเป็นกรรมาธิการงบประมาณมันเหนื่อย มันต้องศึกษา มันต้องขยันและอดทน การที่นายธนาธรทอดทิ้งตำแหน่งสำคัญไป จึงถือว่าไม่รับผิดชอบต่อประชาชน”

น่าสังเกตุว่าข้อหาอย่างนี้ลิ่วล้อเผด็จการยังใช้ตอกย้ำซ้ำซากเสมอ ทั้งที่ชัดแจ้งแล้วว่าปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบันทุกทาง จะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม เกิดจากการครองอำนาจยาวนานโดยบริหารงานไม่เป็นของ คสช.ทั้งสิ้น

การโจมตีจากฟากตรงข้ามถึงจะหนักอย่างไรก็ยังไม่ 'ทิ่มแทง' เหน็บในเท่าคำวิพากษ์จากฟากเดียวกัน เมื่อรายการ ‘Talking Thailand’ จิกประเด็นอย่างหักโหม โดยเฉพาะจาก ‘คำผกา’ ซัดรัว “เหตุผลที่คุณประกาศลาออก มันไม่มีอะไรฟังขึ้นเลยซักกะอย่างนึง...

เขาไม่อยากให้อยู่เลยลาออก เป็นเหตุผลที่ห่วยแตกมาก ถ้าได้เป็น ส.ส.ตอนนั้น เขาไม่อยากให้อยู่ก็จะออกเหรอคะ” ลักขณา ปันวิชัย ใส่แรงส์ “เหมือนเล่นขายของ พอคุณเบื่อแล้วคุณก็เลิกงั้นเหรอ...แล้วพวกเค้าน่ะใคร”

มิใย ธีรัตถ์ รัตนเสวี อีกหนึ่งในผู้ร่วมดำเนินรายการพยายาม ‘talking senses’ พูดให้สมเหตุสมผล “การที่คุณทำหน้าที่ในกรรมาธิการฯ ตรวจสอบกระทรวงกลาโหมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน นี่คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง” เข้าทางเจ๊แขก

“มันเหมือนคุณเขียนทุกอย่างด้วยมือในตอนเช้า แล้วมาลบด้วยเท้าในตอนเย็นน่ะค่ะ...ตานี้มีคำถามว่าถ้ามีเหตุผลแล้วคุณบอกไม่ได้น่ะ มันแปลว่าอะไร ถ้ามันเป็นเหตุผลที่คุณบอกว่าคุณพูดไม่ได้ มันคือ ‘อยู่เป็น’ ไง”

ใคร ‘อยู่เป็น-ไม่เป็น’ เรื่องนั้นต้องให้ จอม เพชรประดับ คอมเม้นต์ละมัง ดูเหมือนเขามองลักขณาในละแวกนั้นเป็นเวลานานเอาการอยู่ ช่วงหลังจากที่ คสช.ยึดครองประเทศจนมาถึงหลังการเลือกตั้ง 
 
ต่างกับความเห็นของ ‘เส้นทางสีแดง’ อย่าง Anurak Jeantawanich ที่จับเอาพาดหัวข่าว ‘เนชั่นบั้นปลาย’ (สัปดาห์) มาเล่น “การตัดสินใจเหนือความคาดหมายครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘มวลมหาประชาชน’ เมื่อถึงเวลา”

NATIONWEEKEND.COM เล่นลูกนี้ไม่ทราบว่าหมายดูดใจคนรุ่นใหม่ ‘เหลืองๆ’ ใน อนค.หรือไม่ แต่ข้อวิเคราะห์ถึง “สาเหตุหลักที่ธนาธรเลือกที่จะเดินออกมาจากสภา” ว่าไว้ไม่เลว “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ต้องการให้พรรคกลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก”

อนุรักษ์คาดไว้น่าคิด “รัฐบาลประยุทธ​จะต้องไปไม่ช้าก็เร็ว​ แต่หากต้องไปเพราะประชาขนออกมาไล่​ พรรคการเมืองที่จะชนะถล่มทลายในสมัยหน้า คือพรรคอนาคตใหม่”

(https://www.nationweekend.com/content/specail_article/3511GQkSc, https://www.komchadluek.net/news/politic/401886, https://www.matichon.co.th/politics/news_1774273 และ https://twitter.com/Exxxo5/status/1200813920467841024)