
6 เมษายน 2569
ประชาไท
ภาพและรายงาน โยษิตา สินบัว
หลังการรัฐประหาร 2557 ได้มีความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบการจัดการวัตถุและสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์
‘หมุดคณะราษฎร’ เป็นหมุดทองเหลืองพร้อมข้อความกำกับว่า “24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”
หมุดดังกล่าวมาจากพิธีฝังหมุดคณะราษฎร เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2479 ถูกฝังไว้บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นบริเวณที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านแถลงการณ์ของคณะราษฎร เพื่อประกาศชัยชนะของคณะราษฎร ในเช้าของเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ก่อนจะถูกรื้อถอน ไประหว่างวันที่ 1 – 6 เม.ย. 2560

ภาพจากจุดเช็คอินเฟซบุ๊กที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่มีผู้เช็คอินตั้งค่าสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ถึง 6 เม.ย. 2560
การสูญหายของหมุดคณะราษฎรและแทนที่ด้วยหมุดหน้าใส นำไปสู่การร้องเรียน การตั้งคำถาม และตามหาหมุดคณะราษฎร ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่ได้ให้คำถามที่สร้างความกระจ่างต่อประชาชนว่าหมุดเก่าหายไปไหน? มีความจำเป็นใดที่ต้องเปลี่ยนหมุด?
โดยกรุงเทพมหานครได้ชี้แจงในวันที่ 19 เม.ย. 2560 ว่ากล้องวงจรปิดของกทม. บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าไม่สามารถใช้การได้เพราะถอดไปซ่อมบำรุงตั้งแต่ 31 มี.ค. 2560 ขณะที่กรมศิลปากรก็ระบุว่าหมุดคณะราษฎรไม่ใช่โบราณวัตถุและไม่ได้อยู่ในความดูแลของตัวเอง
จากนั้นได้มีประชาชนบางส่วนออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้แต่กลับถูกควบคุมตัวไป ‘ปรับทัศนคติ’ เช่น ศรีสุวรรณ จรรยา, บุญสิน หยกทิพย์ และยังมีกรณีของ เอกชัย หงส์กังวาน ที่ประกาศว่าในวันที่เขาจะไปขุดหมุดหน้าใสออกแล้วนำหมุดจำลองไปฝังไว้ในวันที่ 24 มิ.ย. 2560 แต่ถูกเจ้าหน้าที่ดักควบคุมตัวที่บริเวณใกล้ลานพระบรมรูปทรงม้าไปที่ตั้งเดิมของ มณฑลทหารบกที่ 11 บนถนนพระรามที่ 5 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต
20 ก.ย. 2563 ช่วงเวลาที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ได้มีการผู้ชุมจากกิจกรรม ‘19 กันยา ทวงอํานาจคืนราษฎร’ ทำพิธีฝังหมุดคณะราษฎร 2563 ซึ่งหมุดดังกล่าวได้ถูกทำการรื้อออกภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
แต่การหายไปของหมุดคณะราษฎรนี้และหมุดคณะราษฎร 2563 ทำให้มีการพยายาม ‘ผลิตซ้ำ’ เพื่อย้ำเตือนถึงหมุดที่หายไปในรูปแบบต่างๆ เช่น คุกกี้หมุดคณะราษฎร เข็มกลัด เสื้อยืด สติกเกอร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากหมุดคณะราษฎรแล้วยังมีสิ่งของและสิ่งก่อสร้างหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล หรือบางแห่งถูกเปลี่ยนชื่อสถานที่ ซึ่งการกระทําเหล่านี้ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ชุดหนึ่งที่สะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตย และการเปลี่ยนผ่านอํานาจอธิปไตยสู่ประชาชนค่อย ๆ ถูกทําให้เงียบหายไปจากพื้นที่สาธารณะ ดังนี้
ประชาไท
ภาพและรายงาน โยษิตา สินบัว
หลังการรัฐประหาร 2557 ได้มีความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบการจัดการวัตถุและสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์
‘หมุดคณะราษฎร’ เป็นหมุดทองเหลืองพร้อมข้อความกำกับว่า “24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”
หมุดดังกล่าวมาจากพิธีฝังหมุดคณะราษฎร เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2479 ถูกฝังไว้บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นบริเวณที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านแถลงการณ์ของคณะราษฎร เพื่อประกาศชัยชนะของคณะราษฎร ในเช้าของเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ก่อนจะถูกรื้อถอน ไประหว่างวันที่ 1 – 6 เม.ย. 2560

ภาพจากจุดเช็คอินเฟซบุ๊กที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่มีผู้เช็คอินตั้งค่าสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ถึง 6 เม.ย. 2560
- ประชาไทเคยรวบรวมภาพจากจุดเช็คอินเฟซบุ๊กที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่มีผู้เช็คอินตั้งค่าสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ถึง 6 เม.ย. 2560 พบว่าภาพที่ปรากฏในช่วงเวลานั้นทำให้เห็นการปิดกั้นพื้นที่ในช่วงวันก่อนที่หมุดจะหายไปดังนี้วันที่ 28 มีนาคม อย่างช้าที่สุดตั้งแต่เวลา 22.40 น. เริ่มมีการตั้งนั่งร้านและคลุมตาข่ายกรองแสงสีเขียวบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า คล้ายกับมีการบูรณะ โดยยังไม่มีการนำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้ว
- ต่อมาวันที่ 4 เมษายน อย่างช้าที่สุดตั้งแต่เวลา 08.30 น. มีการตั้งเต๊นท์บริเวณด้านข้างพระบรมรูปทรงม้าทางทิศตะวันออก เต๊นท์คลุมผ้าใบสีขาวทึบ และมีการนำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วล้อมบริเวณพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบดังกล่าว ทั้งนี้มีการติดป้าย "ห้ามจอด" บริเวณแผงเหล็กกั้นด้วย
- อย่างช้าที่สุดวันที่ 4 เมษายน ตั้งแต่เวลา 22.22 น. ไม่มีการตั้งนั่งร้านและคลุมตาข่ายกรองแสง บริเวณพระบรมรูปทรงม้าแล้ว คงเหลือแต่บริเวณด้านข้างพระบรมรูปทรงม้าที่ยังคงมีกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบ และมีแผงเหล็กกั้นรอบพระบรมรูปทรงม้าและบริเวณด้านข้าง โดยกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบดังกล่าวปรากฏจนถึงคืนวันที่ 5 เมษายน
- จนกระทั่งในวันที่ 6 เมษายน ไม่มีกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบแล้ว โดยภาพในช่วงกลางคืนมีคนมาสักการะพระบรมรูปทรงม้าเช่นทุกคืน
การสูญหายของหมุดคณะราษฎรและแทนที่ด้วยหมุดหน้าใส นำไปสู่การร้องเรียน การตั้งคำถาม และตามหาหมุดคณะราษฎร ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่ได้ให้คำถามที่สร้างความกระจ่างต่อประชาชนว่าหมุดเก่าหายไปไหน? มีความจำเป็นใดที่ต้องเปลี่ยนหมุด?
โดยกรุงเทพมหานครได้ชี้แจงในวันที่ 19 เม.ย. 2560 ว่ากล้องวงจรปิดของกทม. บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าไม่สามารถใช้การได้เพราะถอดไปซ่อมบำรุงตั้งแต่ 31 มี.ค. 2560 ขณะที่กรมศิลปากรก็ระบุว่าหมุดคณะราษฎรไม่ใช่โบราณวัตถุและไม่ได้อยู่ในความดูแลของตัวเอง
จากนั้นได้มีประชาชนบางส่วนออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้แต่กลับถูกควบคุมตัวไป ‘ปรับทัศนคติ’ เช่น ศรีสุวรรณ จรรยา, บุญสิน หยกทิพย์ และยังมีกรณีของ เอกชัย หงส์กังวาน ที่ประกาศว่าในวันที่เขาจะไปขุดหมุดหน้าใสออกแล้วนำหมุดจำลองไปฝังไว้ในวันที่ 24 มิ.ย. 2560 แต่ถูกเจ้าหน้าที่ดักควบคุมตัวที่บริเวณใกล้ลานพระบรมรูปทรงม้าไปที่ตั้งเดิมของ มณฑลทหารบกที่ 11 บนถนนพระรามที่ 5 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต
20 ก.ย. 2563 ช่วงเวลาที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ได้มีการผู้ชุมจากกิจกรรม ‘19 กันยา ทวงอํานาจคืนราษฎร’ ทำพิธีฝังหมุดคณะราษฎร 2563 ซึ่งหมุดดังกล่าวได้ถูกทำการรื้อออกภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
แต่การหายไปของหมุดคณะราษฎรนี้และหมุดคณะราษฎร 2563 ทำให้มีการพยายาม ‘ผลิตซ้ำ’ เพื่อย้ำเตือนถึงหมุดที่หายไปในรูปแบบต่างๆ เช่น คุกกี้หมุดคณะราษฎร เข็มกลัด เสื้อยืด สติกเกอร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากหมุดคณะราษฎรแล้วยังมีสิ่งของและสิ่งก่อสร้างหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล หรือบางแห่งถูกเปลี่ยนชื่อสถานที่ ซึ่งการกระทําเหล่านี้ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ชุดหนึ่งที่สะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตย และการเปลี่ยนผ่านอํานาจอธิปไตยสู่ประชาชนค่อย ๆ ถูกทําให้เงียบหายไปจากพื้นที่สาธารณะ ดังนี้
- อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (อนุสาวรีย์ปราบกบฏ) ซึ่งอุทิศให้กับการปราบกบฏ บวรเดช เคยตั้งอยู่ที่วงเวียนหลักสี่ ถูกเคลื่อนย้ายไปในคืนวันที่ 28 ธ.ค. 2561
- อนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยตั้งอยู่ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถูกเคลื่อนย้ายไปเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2563
- อนุสาวรีย์พระยาพหลฯ เคยตั้งอยู่ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี หรือค่ายพหลโยธิน ถูกเคลื่อนย้ายไปในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนวันที่ 26 ม.ค. 2563
- บ้านจอมพล ป. พิบูลสงคราม พิพิธภัณฑ์ในจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันป้ายชื่อหน้าบ้านถูกเปลี่ยนเหลือเพียงคําว่า “ศูนย์การเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์”
- ค่ายพหลโยธิน ศูนย์การทหารปืนใหญ่ที่ ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี ถูกเปลี่ยน ชื่อเป็น “ค่ายภูมิพล” ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2563
- ค่ายพิบูลสงคราม กองพลทหารปืนใหญ่ ต.ท่าแค อ.เมืองลพบุรี ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ค่ายสิริกิติ์” ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ วันที่ 24 มี.ค. 2563
อ้างอิงจาก
https://prachatai.com/journal/2017/04/71034
https://prachatai.com/journal/2017/04/71090
https://prachatai.com/journal/2019/12/85480
https://prachatai.com/journal/2025/07/113867
https://tlhr2014.com/archives/4157
หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว
https://prachatai.com/journal/2026/04/116969
https://prachatai.com/journal/2017/04/71090
https://prachatai.com/journal/2019/12/85480
https://prachatai.com/journal/2025/07/113867
https://tlhr2014.com/archives/4157
หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว
https://prachatai.com/journal/2026/04/116969