วันอังคาร, สิงหาคม 31, 2553

หึ่งทหารถล่มเอ็ม16การ์ดเสื้อแดงเชียงใหม่สาหัส


ผู้เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บได้นำภาพของนายกฤษดา กล้าหาญ โพสต์ลงในอินเตอร์เน็ตเพื่อยืนยันว่ายังไม่ได้เสี่ยชีวืตตามที่มีผู้ปล่อยข่าว เพื่อหวังสกัดกั้นไม่ให้คนเสื้อแดงเดินทางไปบริจาคเลือดเพื่อช่วยชี่วิต


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2553

มีการแจ้งประกาศบนface bookคนเสื้อแดง ว่า ด่วนครับใครที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอบริจาคเลือดทุกกรุ๊ป(เอาไปแลกได้) ด่วน คุณกฤษดา กล้าหาญ ถูกทหารใช้ M16 ยิงในพื้นที่อำเภอสันป่าตองได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องผ่าตัดด่วน บริจาคได้ที่ตึกศรีพัฒน์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

โดยตอนนี้มีรายงานล่าสุดว่า ยังอยู่ห้องไอซียู อาการโคม่าครับ ยังไม่พ้นขีดอันตราย

สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า
คนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงใส่อดีตการ์ด นปช.และเพื่อนสาวขณะขับรถกลับบ้าน

คนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงใส่อดีตการ์ด นปช.และเพื่อนสาวขณะขับรถกลับบ้าน ชายหนุ่มอาการสาหัส ส่วนเพื่อนสาวบาดเจ็บเล็กน้อย
พ.ต.ท.เอกรัฐ พัฒนสมบัติ สารวัตรเวร สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธสงครามปืนเอ็ม 16 ไล่ยิงถล่มรถยนต์เก๋ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บนถนนเชียงใหม่-ฮอด หน้าปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาหางดง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน กอ 8675 เชียงใหม่

ด้านซ้ายของตัวรถพบรอยกระสุนปืนจำนวนมาก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน ชื่อ นายกฤษฎา กล้าหาญ อายุ 21 ปี พักอยู่บ้านเลขที่ 56/1 หมู่ 1 ต.สันผักหวาน อ.หางดง มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืน เอ็ม 16 เข้าที่ต้นขาข้างซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ ที่ท้องด้านซ้าย หัวไหล่ซ้าย อาการสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหางดง ก่อนถูกส่งต่อไปรักษายังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

จากการสอบสวน น.ส.นงนุช คำป้อ แฟนสาวของ นายกฤษฎา ทราบว่า หลังจากทั้งคู่เสร็จภารกิจขายของที่ถนนคนเดิน ได้ไปรับประทานหมูจุ่มที่ร้านแห่งหนึ่งแถวสี่แยกแอร์พอร์ต ระหว่างขับรถกลับ นายกฤษฎา ซึ่งนั่งฝั่งซ้าย สังเกตเห็นรถเก๋งคันหนึ่งปิดไฟหน้าขับติดตามมาใกล้ ขณะที่มาถึงเขตติดต่อ อ.เมือง กับ อ.หางดง รถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับแซงด้านซ้ายขึ้นมา ตนเองสังเกตเห็นคนในรถใช้อาวุธปืนระดมยิงใส่รถจนถูก นายกฤษฎา กระสุนนัดหนึ่งยังเฉี่ยวหัวเข่าซ้ายตนเองจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นได้พยายามขับรถหลบหนี ก่อนที่รถคันนั้นจะขับหนีไปทาง อ.หางดง อย่างรวดเร็ว พร้อมนำ นายกฤษฎา ไปส่งยังโรงพยาบาลหางดง ซึ่งใกล้ที่สุด ส่วนสาเหตุไม่ทราบว่าถูกไล่ยิงเพราะเหตุใด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์พร้อมทั้งเก็บหลักฐาน เป็นปลอกกระสุนปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 ปลอก เนื่องจาก นายกฤษฎา ยังมีอาการสาหัส ไม่สามารถให้ปากคำได้เจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นการสังหารในครั้งนี้ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ นายกฤษฎา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นการ์ด นปช.ซึ่งต้องรอสอบปากคำอีกครั้ง

ผู้เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บของนายกฤษฎา เขียนกระทู้ลงในเวบบอร์ดsanook รายงานว่า มีคนไปปล่อยข่าวว่าน้องเสียชีวิตแล้ว.....เพิ่อสกัดไม่ให้พี่น้องเราไป บริจาคเลือด...ก็ขอบอกตรงนี้เลยว่าน้องยังมีชีวิตอยู่ทางแพทย์กำลังช่วย อย่างเต็มที่ ผมเลยต้องนำรูปถ่ายในห้อง ไอ ซี ยู มายืนยันครับ ก็ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงที่มีร่างกายแข็งแรงไปช่วยกันบริจาคโลหิต ที่ตึกศรัพัฒน์ ชั้น 1 ในนาม นาย กฤษดา กล้าหาญ ครับเพราะแพทย์แจ้งว่าต้องใช่เลือดจำนวนมากในการผ่าตัดครั้งที่ 2 แล้วก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ไปบริจาคเมื่อวานนี้จำนวนมาก บางท่านไปถึงบริจาคไม่ได้เพราะห้องรับบริจาคปิดเวลา 16.00 น.ครับ

"ทางแพทย์ได้ทำการผ่าตัด 1ครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดการไหลของโลหิตในช่องท้องได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในห้อง ไอ ซี ยู ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ในเชียงใหม่แต่กลับไม่มีสื่อมวลชน เผยแพร่ข่าวแต่อย่างใด ที่สำคัญทางตำรวจได้เก็บหัวกระสุนในที่เกิดเหตุ เป็นกระสุน M16 A1เป็นกระสุนที่ใช้ในกองทัพ แล้วอย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไร ปรองดอง หรือไล่ล่ากันแน่"


แฉคนมีสีตั้งหน่วยล่าสังหารเสื้อแดง

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า พ.ต.อ.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า นายกฤษดา เป็นคน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของยาเสพติด แต่ตรวจประวัติพบว่า ไม่มีประวัติยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และยังทำงานเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ อยู่กับพ่อของแฟนสาวใน อ.หางดง แต่ประเด็นที่ตำรวจมุ่งให้น้ำหนักมากน่าจะเป็นประเด็นที่นายกฤษดา และครอบครัว เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงชัดเจนมาก เมื่อมีการ ชุมนุมที่ไหน นายกฤษดาจะไปร่วมด้วยทุกหนแห่ง ล่าสุด ยังไปชุมนุมที่กรุงเทพฯมา จึงอาจจะมีผู้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์มาก่อเหตุ ซึ่งลักษณะการยิงด้วยปืนเอ็ม 16 ต้องการเอาชีวิต หรือไม่ก็อาจจะเป็นการข่มขู่อะไรบางอย่าง

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ที่ จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มคน มีสีตั้งหน่วยไล่ล่าคนเสื้อแดงขึ้นมา มีทั้งนำกำลังค้นบ้านเรือน บนดอยที่มีแกนนำเสื้อแดงอาศัยอยู่ พร้อมข่มขู่ห้ามคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างเด็ดขา

คลิปหลักฐาน พิรุธการเลือกตั้งส.ก.บางบอน บัตรไม่อยู่ในหีบโผล่มาให้นับ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2553

รายงานจากเว็บไซต์ยูทูป โดยแหล่งคลิปข่าวถึงสองแหล่งที่ต่างกัน เผยถึงความไม่ชอบมาพากลของการนับคะแนนในเขตบางบอนเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา





นอกจากนี้เว็บไซต์ go6tv.com ยังได้เผยข้อมูลที่ตนเองรับทราบมาเพิ่มเติมดังนี้

"วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ ผอ.ศูนย์การเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางบอน เข้าแจ้งอายัดถุงใส่บัตรเลือกตั้ง ที่มาการนำมาให้รวมกองเพื่อนับคะแนนโดยมีเจ้าหน้าที่หิ้วถุงมาให้โดยไม่ได้เปิดออกมาจากหีบที่ส่งมาจากหน่วยเลือกตั้ง พอจับได้เจ้าหน้าพาถุงบัตรลงคะแนนหนีไป เอาถุงที่มีบัตรไว้ได้เพียงสองถุงเท่านั้นเป็นตัวอย่าง จะมีหลักฐานที่ถ่าย VDO ไว้มานำเสนอต่อไปว่ามีการนำถุงบัตรเลือกตั้งวิ่งหนีไปจริง

www.go6tv.com สังเกตในคลิปเห็นว่า คนที่ถือบัตรมานั้น ปกติ ต้องใส่กล่อง มีเอกสารแนบว่ามาจากใหนหน่วยใด ใครนำมาส่ง แต่นี่ปรากฏว่าชายหญิงสองสามคน ใส่ชุดข้าราชการ ถือถุงใสใส่บัตรกันมาคนละถุงสองถุงมาส่งให้โดยไม่มีเอกสารแนบ หน้าตางงๆ พอถามว่ามาจากหน่วยใหนอ่ะอะก็ไม่ตอบ ไม่มีเอกสารใดๆ

รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป

วันจันทร์, สิงหาคม 30, 2553

น้องเดียร์โวยDSIไม่เป็นมืออาชีพดองคดีฆ่าเสธ.แดง รู้ดีฝีมือใครลั่นเกลียด รบ.ชุดนี้ดีแต่ป้ายสีปชช.



คนเสื้อแดงนัดรวมตัวกันที่แยกศาลาแดงเมื่อค่ำวันก่อนเพื่อรำลึกเหตุการณ์และสถานที่เสธ.แดงถูกสังหาร และจัดแสดงละครสั้นถึงนาทีการสังหาร โดยมีนายนที สรวารี แสดงเป็นเสธ.แดง(ชมคลิปวิดิโอ)

ที่มา มติชนออนไลน์
ภาพ เฟซบุ๊ค

คกก.ติดตามสถานการณ์การเมืองวุฒิฯ เรียก “ขัตติยา” แจง “เสธแดง” ถูกยิง ลูกสาวลั่นรู้ว่าใครทำ แต่พูดไม่ได้ ฉะยับ “ดีเอสไอ” ไม่เป็นมืออาชีพ มีแต่คนเคียดแค้น เกลียดรัฐบาล


ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม มีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธาน เชิญน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดงชี้แจง กรณีพล.ต.ขัตติยะ ถูกยิงเสียชิวิต ในสถานที่ชุมนุมของกลุ่มสื้อแดง โดย นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี คณะกรรมการฯ ระบุพล.ต.ขัตติยะ ที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร อยู่ข้างไหน ถือเป็นอีกเรื่อง แต่การถูกฆาตรกรรมใจกลางเมือง เป็นเรื่องที่อุจอาจ รับไม่ได้ ขณะที่ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา ถามว่า หลังพล.ต.ขัตติยะ เสียชีวิต ทางครอบครัวได้รับการเยียวยาอะไรบ้าง นอกจากนี้ส.ว.หลายคนยังสอบถามน.ส.ขัตติยาถึงผู้บงการสังหาร และกรณีที่มีภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ ถ่ายรูปคู่กับพล.ต.ขัตติยะที่ต่างประเทศ ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างไร


น.ส.ขัตติยา ชี้แจงว่า กรณีพล.ต.ขัตติยะเสียชีวิต ทางครอบครัวได้รับเงินจากภาครัฐจำนวน 4 แสนบาท ตรงนี้ตนไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่ตนมีปัญหาตรงที่ คดีของไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย โดยเฉพาะ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่ดำเนินการเรื่องนี้ช้ามาก เสมือนทำงานแบบไม่เป็นมืออาชีพ จากที่ได้ถามความคืบหน้าคดีจากดีเอสไอ มีการหาสำนวนของพล.ต.ขัตติยะถึงครึ่งชั่วโมง แสดงถึงความไม่ใส่ใจ หนำซ้ำกรณีที่อัยการเข้ามาดูแลคดีอัยการยังอ่านสำนวนพร้อมตำรวจที่กำลังสอบปากคำตนในคราวเดียว


“ส่วนใครที่เป็นคนทำคุณพ่อ เดียร์ ไม่อยากพูด เดี๋ยวจะโดนหมิ่นประมาท แต่พอทราบอยู่ในใจว่าเป็นกลุ่มไหน เพราะคนที่ทำมีไม่มีกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ แต่กังวลว่า อัยการอาจไม่สั่งฟ้องคดีนี้ เพราะหลักฐานน้อยเกินไป เพราะถ้าพยานเห็นไม่ตรงกัน 2 คน เช่น วิถีกระสุน ที่ไม่รู้มาจากไหน เพราะจากการสอบพยาน 2 ปาก ก็บอกตรงกันอย่างนั้น และกรณีที่คุณพ่อหันหน้าไปทางไหน ขณะที่ถูกยิง บ้างก็ว่า หันหน้าไปทางรถไฟฟ้า บ้างก็ว่า หันหน้าไปทางพระบรมรูปรัชการที่ 6 แต่คดีนี้มีอายุความ 20 ปี ซึ่งเดียร์จะพยายามเรื่อยๆ”น.ส.ขัตติยากล่าว


น.ส.ขัตติยากล่าวว่า ส่วนคณะกรรมการปรองดอง ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อเยียวยา ตน ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก เพราะตั้งโดยรัฐบาล และมั่นใจด้วยว่า คนที่ตายมีมากกว่า 90 ศพ อยากให้รัฐบาลรับผิดชอบคนตาย แสดงความจริงใจ หาคนมาลงโทษให้ได้ ไม่ใช่เอะอะก็จะหาแต่ผู้ก่อการร้าย ขณะนี้ทั้งตน และผู้สูญเสียทุกคน มีความเคียดแค้น ความรู้สึกตอนนี้ตนเกลียดรัฐบาลชุดนี้มาก เพราะหลอกประชาชนไปวันๆ โดยเฉพาะการป้ายสี อย่างกรณีนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือ นายหรั่ง ที่ถูกจับ แล้วดีเอสไอ ออกมาแถลงข่าวว่า เป็นบุคคลใกล้ชิดกับพล.ต.ขัตติยะ เป็นบุคคลที่ยิงเอ็ม 79 แต่สุดท้ายก็มาปฏิเสธภายหลัง ไม่ทราบว่าดีเอสไอเอาอะไรมาตัดสิน ที่ดีเอสไอแถลงล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น ส่วนภาพถ่ายคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการเดินทางไปต่างประเทศของพล.ต.ขัตติยะ ตนไม่ทราบ เพราะพล.ต.ขัตติยะเดินทางตลอดเวลา และตนไม่เคยสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้


“เรื่องการคุกคาม ที่ผ่านมาเดียร์ยังไม่เคยโดน แต่ก่อนหน้านี้ที่ไม่เป็นข่าว มีทหารจากม.พัน 4 ไปค้นบ้านช่วงเดือน เม.ย.และ พ.ค. เพื่อค้นหาคุณพ่อ มีการเหยียบหลังคนในบ้าน ใช้เท้าถีบประตูห้องนอนเดียร์เพื่อหาว่าพล.ต.ขัตติยะอยู่หรือไม่ ส่วนระเบิดที่พบในบ้าน ก็ล้วนแต่นำมาวางเองเพื่อสร้างเรื่องทั้งสิ้น นอกจากนี้ขอรบกวนไปยังวุฒิสภาสอบถามไปยัง ผู้รับผิดชอบ กรณีการรับบำเหน็จตกทอด บูตรมีสิทธิ์รับหรือไม่ เพราะคุณพ่อรับราชการมา 30 ปี ทำความดีให้กับประเทศ แต่ตั้งแต่โดนพักงานมาตั้งแต่เดือน ม.ค. ไม่ได้รับเงินเดือน ถ้าไม่ได้ จะได้ไม่ต้องรอ เรื่องนี้เพื่อนพ่อที่เป็นตท. 11 บอกว่า สามารถขอบำเหน็จตกทอดได้ แต่ผบ.ทบ.ต้องไม่ใช่อยู่ในยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา”น.ส.ขัตติยากล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมหารือเห็นตรงกันว่า กรณีบำเหน็จตกทอดของพล.ต.ขัตติยะ โดนเพียงถูกพักราชการไม่ใช่การไล่ออก สามารถรับบำเหน็จตกทอดได้ โดยที่ประชุมจะทำหนังสือสอบถามไปยังปลัดกระทรวงกลาโหมต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุม ยังมีมติให้น.ส.ขัตติยาเป็นตัวกลางติดต่อประสาน ไปยังญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมทั้งหมด ว่า ขณะนี้มีความเป็นอยู่อย่างไร ถูกคุกคามจากภาครัฐหรือไม่ โดยจะมีการตั้งเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกับญาติผู้เสียชีวิตตามพื้นที่ต่างๆต่อไป

รวมคลิปงาน 2ปี 2มาตรฐาน ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว 26 ส.ค.

คลิปงาน 2 ปี 2 มาตรฐานที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว อภิปรายโดยอาจารย์คณิน บุญสุวรรณและคณะ

ฟ้ามีตาพายุถล่มกระเจิง เปรมผงะยุติพล่าม'คนดี'


ฟ้ามีตา-มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ “ฟ้ามีตา” ความยาวประมาณ 1 นาที ระบาดทั่วปักษ์ใต้ไม่นาน เมื่อวานนี้เกิดเหตุอาเพศฝนตกถล่มสงขลาทำเต๊นท์พังขณะที่นายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์กำลังให้โอวาทนักเรียน ทำให้นักเรียนวิ่งหนีกันชุลมุน พิธีให้โอวาทต้องยุติลง(ชมคลิป)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 สิงหาคม 2553

พายุถล่มสงขลาทำเต็นท์พัง จน"เปรม"ต้องยุติให้โอวาทนักเรียนดีเด่น

มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่สวนประวัติศาสตร์ พล.อ.เปรมฯ อ.เมืองสงขลา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เดินทางมอบโล่ให้นักเรียนดีเด่นใน จ.สงขลา และมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ที่บริจาคเงินสมทบมูลนิธิ พล.อ.เปรม มีนักเรียน ประชาชนและข้าราชการให้การต้อนรับประมาณ 1,000 คน

จากนั้น พล.อ.เปรมกล่าวว่า "การดูแลเด็กนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ใครละเว้นถือว่าบกพร่องในหน้าที่ เพราะเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นนายกรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญของชาติบ้านเมืองได้ในอนาคต นักเรียนที่มูลนิธิฯให้การช่วยเหลือและดูแลมีประมาณ 45,000 กว่าคน เด็กคนแรกที่ผมดูแลขณะนี้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และอีกหลายคนที่เติบโตในหน้าที่การงาน การทำความดีนั้นทำไม่ยาก ใครทำก็ทำได้ ไม่ต้องใช่เงินทอง แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการรักษาความดีให้อยู่กับตัวเราจนตาย เมื่อมีคนดีมากๆ ชาติจะเจริญ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง พล.อ.เปรมให้โอวาทนักเรียนได้เกิดพายุพัดแรง ทำให้เต๊นท์ที่พักนักเรียนถูกกระแสลมพัดพัง นักเรียนวิ่งหนีกันชุลมุน ทำให้พิธีให้โอวาทต้องยุติ

ฮือฮาเหตุเกิดหลังจากคลิป"ฟ้ามีตาสะพัดทั่วปักษ์ใต้"ไม่นาน

ก่อนหน้านี้ทั้งไทยรัฐและเดลินิวส์นำเสนอรายงานข่าวเมื่อวันที่ 19 ส.ค.53 ว่า มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอคลิปความยาวประมาณ 1นาทีเผยภาพ “ฟ้ามีตา” แพร่ระบาด

หลังจากดูคลิปดังกล่าวแล้ว คาดว่าน่าจะถูกถ่ายได้ในเวลาช่วงเย็น โดยขณะเกิดเหตุได้มีฟ้าแล่บบนท้องฟ้าก่อนที่ก้อนเมฆจะมีรูปร่างลักษณะคล้ายใบหน้าคน มีหู มีจมูก อย่างชัดเจน ซึ่งตลอดระยะเวลาของคลิปจะมีเสียงละหมาดดังประกอบอยู่

ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนต่างพากันรู้สึกหวาดกลัว หวั่นจะเกิดอาเพศเหตุร้ายตามมาขึ้น จึงอยากวอนให้ผู้สื่อข่าวช่วยตามหาต้นตอของคลิปดังกล่าวว่ามาจากที่ใด เพื่อช่วยไขข้อสงสัย และลดความกลัวให้กับชาวบ้านด้วย

วันอาทิตย์, สิงหาคม 29, 2553

พรรคพันธมารแจ้งตายสนามสก. 'ใส'ประกาศชัยชนะอีกแล้ว-นักวิชาการไม่ขำไล่กลับไปเป็นแก๊งข้างถนน


ผลเลือกตั้งสก.อย่างไม่เป็นทางการในช่วงเวลา 24.00 น. พรรคประชาธิปัตย์มีผู้ได้รับเลือกตั้ง 44ที่นั่ง ตามมาด้วยเพื่อไทย 15 ที่นั่ง ผู้สมัครอิสระ 1 ที่นั่ง ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ยังไม่มีซักที่นั่ง ทั้งที่หวังแจ้งเกิดเต็มที่ ท่านเลขาพรรคสุริยะใสยิงมุกซ้ำตอนก่อม็อบประกาศชัยชนะหน้าตาเฉย นักวิชาการไล่ส่งให้กลับไปเล่นการเมืองเป็นแก๊งข้างถนนตามเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เดิมพรรคมีสก.อยู่ 15 ที่นั่ง หากคราวนี้ได้เกิน 15 ที่นั่ง ก็ถือเป็นกำไรที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคมากขึ้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 สิงหาคม 2553

นักวิชาการชี้เหตุพรรคพันธมิตรแจ้งตาย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)อย่างไม่เป็นทางการในช่วงเวลา21.30น.ปรากฎว่า พรรคประชาธิปัตย์ชนะนำอยู่ 44 คน ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย 15 คน ผู้สมัครอิสระ 1 คน ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ องค์กรการเมืองของพันธมิตรฯที่คาดหวังจะแจ้งเกิดทางการเมืองเที่ยวนี้ไม่ได้แม้แต่เพียงเก้าอี้เดียว

ส่วนผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้ง สข.ซึ่งมีทั้งหมด 256 ที่นั่ง ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ทิ้งห่าง โดยได้ที่นั่งมากถึง 210 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เก้าอี้สข.เพียง 39 ที่นั่ง อีก 7 ที่นั่งเป็นของผู้สมัครอิสระ ส่วนพรรคการเมืองใหม่นั้น ไม่ได้แม้แต่ที่นั่งเดียว

เพื่อไทยเผยหากได้15ก็เท่ากับรักษาเก้าสอี้เดิมไว้ได้ หากเกินกว่า15ถือว่ากำไร

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เดิมพรรคมีเก้าอี้สก.อยู่15ทั่นั่งคาดว่าน่าจะรักษาสัดส่วนไว้ได้ แต่หากได้เกิน15ที่นั่งก็ถือเป็นกำไรที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคมากขึ้น


นักวิชาการที่ออกโทรทัศน์TNN24 หรือTRUE VISION 07 พากันให้ความเห็นแบบเอาใจช่วยว่า คนไทยคาดหวังให้พันธมิตรสู้ศึกสนามใหญ่ระดับประเทศมากกว่าการลงสนามเล็กหรือสนามท้องถิ่น เลยพร้อมใจกั้นไม่เลือกพรรคนี้

ขณะที่ดร.พรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอีกรายจากศิลปากรกล่าวว่า พันธมิตรน่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองก็พอ เพราะสนามกทม.มีเจ้าสนามแล้วคือประชาธิปัตย์ที่เบียดชืงกับเพื่อไทย แต่การแพ้เลือกตั้งแล้วจะกลับไปทำหน้าที่กลุ่มพลังกดดันทางการเมืองเหมือนเดิม จะมีพลังอยู่หรือไม่ก็ควรติดตามต่อไป

"พรรคการเมืองใหม่ล้มเหลวที่จะสร้างกระแสขึ้นมาให้สำเร็จเหมือนที่พรรคประชากรไทยหรือพรรคพลังธรรมในอดีต น่าถอยกลับมาทำการเมืองภาคประชาชนเหมือนเดิมดีกว่า"ดร.พรชัยกล่าว ขณะที่นักวิชาการอีกรายกล่าวว่า พันธมิตรอาจต้องปรับตัวไปสู้กับการเมืองระดับชาติแทนที่จะท้อถอย

นักวิชาการอีกรายกล่าวว่าพรรคการเมืองใหม่ล้มเหลวไม่ได้รับการตอบรับควราปรับตัวไปเป็นการเมืองภาคปรเชาชนดีกว่า อย่าคิดว่าเป็นการต่อสู้ข้างถนน ให้คิดว่ามีความสำคัญ

พรรคพันธมิตรหน้าแหกอุตส่าห์ตั้งวงลุ้น8คนแต่กินแห้ว

กอนหน้านั้นช่วงหัวค่ำ เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิ ตรารายงานหลังปิดหีบว่า วันนี้ (29 ส.ค.) ที่พรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.ว่า จากที่ตนประเมิน คาดว่า น่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งมากกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งประมาณร้อยละ 37 เพราะเขตพื้นที่ชั้นในค่อนข้างคึกคัก แต่ในเขตชั้นนอกค่อนข้างเงียบผิดปกติ โดยถึงขณะนี้ทางพรรคยังมีความมั่นใจในหลายๆ เขต ประมาณ 7-8 เขต อาทิ บึงกุ่ม พระนคร คลองสาน หนองแขม ทุ่งครุ เยาวราช สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม และ บางนา เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากในการลงพื้นที่ที่ผ่านมา แต่ ณ ขณะนี้ยังประเมินลำบาก

ส่วนการที่มีสื่อมวลชนได้ประเมินออกมาน่าจะมาจากข้อมูลเก่า เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศทางการเมือง มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง มีการเขย่าไปมาหลายต่อหลายเหตุการณ์ คงต้องรอดูการนับคะแนนผ่านไปสักระยะหนึ่ง ถึงจะประเมินได้ชัดเจน ทางพรรคจะมีการประชุมศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของพรรคประมาณ 17.00 น.ซึ่งขณะนี้ผู้สมัครของพรรคยังประจำอยู่ในที่ศูนย์การเลือกตั้งของแต่ละเขตสังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่ เพราะมีการรายงานว่า มีการกระทำส่อไปในทางการทุจริตเลือกตั้งในหลายๆ พื้นที่ และตนได้ย้ำไปว่า หากมีหลักฐานให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย หรือแจ้งไปทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่หากเป็นเพียงข้อกล่าวหา หรือข้อสันนิษฐานคงไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะการดำเนินใดๆ เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งหลักฐานต้องชัดเจน ถึงนาทีนี้ยังมีความมั่นใจว่า พรรคการเมืองใหม่จะสู้ได้หลายพื้นที่จากการลงพื้นที่ที่ผ่านมา แม้ 1-2 คืนนี้จะมีข่าวการหอบเงินไปซื้อเสียงกันแบบยกตรอกยกซอย เพราะคนเหล่านี้ทำงานเป็นมืออาชีพ การหาหลักฐานคงเป็นเรื่องยาก ทำให้เรื่องซื้อเสียงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ท่านเลขาใสประกาศชัยชนะเหมือนตอนก่อม็อบเปี๊ยบ

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า แม้ยังไม่ทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ชัยชนะที่พรรคการเมืองใหม่ได้รับก่อนการเลือกตั้ง ประการแรกคือ การที่เราไม่ทุจริตเลือกตั้ง การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการยุยงส่งเสริมให้ผู้สมัครใช้วิธีการสามานย์ หรือวิชามารต่างๆ เอาชนะคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประการที่สอง คือ การที่เราพยายามชูนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหม่เป็นเพียงพรรคเดียวที่ทำให้การเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.มีความหมายต่อคน กทม.แต่เดิมมีเพียงสองพรรคการเมืองลงแข่งขันกัน รู้ผลคะแนนก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำ ว่า พรรคไหนจะได้กี่เขต แต่พอมีพรรคที่สามมา ทำให้บรรดาผู้สมัครต้องทบทวนนโยบาย หรือลงพื้นที่มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นประโยชน์กับประชาชน ชัยชนะที่สาม คือ การที่แต่เดิมผู้สมัครที่เป็นแชมป์เก่าหลายๆ สมัยไม่เคยลงพื้นที่ เลือกตั้งแต่ละครั้งใช้หัวคะแนนหาเสียง แต่เมื่อมีพรรคการเมืองใหม่มาลงสมัคร เหมือนเป็นการกระตุกหนวดเสือ ทำให้คนเหล่านี้กลัวแพ้ ต้องลงพื้นที่มากขึ้น นั่นหมายความว่า การที่เราส่งผู้สมัครรอบนี้ ทำให้ ส.ก.ทำงานมากขึ้น ขยันเข้าหาชุมชนมากขึ้น ไม่ว่าพรรคไหนได้รับชัยชนะก็จะเป็นประโยชน์กับคน กทม.

ด้าน นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าพรรคและรักษาการโฆษกพรรค กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า พรรคเรามีทุนในการต่อสู้น้อยมาก ส.ก.คนหนึ่งกฎหมายให้ใช้ได้ 7-8 แสนบาท แต่ของเราใช้เพียง 1-2 แสนบาท บางคนใช้เพียง 7-8 หมื่นบาทเท่านั้น จึงไม่ต้องแปลกใช่ว่าป้ายหาเสียงของเราค่อนข้างน้อย เปรียบเทียบกับบางเขตของบางพรรคที่มีการใช้เงินในการซื้อเสียงมากกว่า 4-5 ล้านบาท

อีกทั้งการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.จะไม่ค่อยสะท้อนอารมณ์ของคน กทม.เท่ากับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงภาพการเมืองระดับชาติได้ว่าคนกรุงคิดอย่างไร อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองใหม่ ได้สร้างตั้งแต่สีสันทางการเมือง หรือสิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ๆ ให้ปรากฏในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครหลายคนไม่มีประสบการณ์อาจจะเสียเปรียบในหลายๆ ด้าน ซึ่งเราจะนำมาเป็นบทเรียนในการต่อสู้ต่อไป และไม่ว่าได้กี่ที่นั่ง พรรคการเมืองใหม่จะเดินหน้าต่อไป ทั้งในสนามประเทศหรือสนาม กทม.โดยเฉพาะในอีก 2 ปีกว่าที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งขณะนี้พรรคอยู่ระหว่างการสรรหาตัวผู้สมัครที่มีคุณภาพ

"กมม."อ้างคนใช้สิทธิน้อยสาเหตุแพ้ยับ -รู้จักการเมืองของจริงแล้ว

ต่อมาหลังทราบผลการเลือกตั้งออกมาไม่ได้รับเลือกตั้งเลย คณะผู้บริหารพรรคการเมืองใหม่นำโดย นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค นายสำราญ รอดเพชร โฆษกกมม. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ผ.อ.ศูนย์เลือกตั้งสก.และสข. ร่วมกันแถลงข่าวหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายสำราญ กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนชาวกทม.ที่ออกมาใช้สิทธิแม้จะไม่มากพอที่จะทำให้ผู้สมัครของพรรคได้รับเลือกตั้ง แต่ทุกคะแนนเสียงจะเป็นพลังใจให้พรรคและผู้สมัครที่จะทำงานการเมืองรับใช้ประชาชนต่อไป ขอชื่อชมจิตใจเสียสละของผู้สมัครทุกคน แต่พรรคการเมืองใหม่ลงสมัครครั้งแรกยังไม่มีผลงานที่เพียงพอ และไม่มีคะแนนเสียงจัดตั้งรวมทั้งผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา ถ้ามีผู้ใช้สิทธิ 60 - 70 เปอร์เซนต์ พรรคจะมีโอกาสมากกว่านี้

อย่างไรก็ตามขอตั้งข้อสังเกต 3 ประการ ดังนี้ 1 .ประชาชนใช้สิทธิน้อยเกินคาดน้อยกว่าครั้งที่แล้ว พลังเงียบไม่ออกมาใช้สิทธิ 2 .กมม.ลงครั้งแรกไม่มีผลงาน คะแนนที่ได้รับจึงเป็นคะแนนบริสุทธิ์ และ 3 .พรรคเผชิญกับรูปแบบการหาเสียงแบบเก่าที่มีการใช้เงินและการสร้างวาทกรรมการเมืองแบบเก่า อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้า แต่กมม.มีความภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่าเราไม่ซื้อเสียง และได้ประกาศนโยบายหลายๆด้าน หลังจากนี้พรรคจะนำประสบการณ์ครั้งนี้พรรคจะนำบทเรียนเพื่อเฟ้นหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั่วไปหากมีการยุบสภา และเลือกผู้ว่าฯกทม.ในอีก 2 ปีข้างหน้า

นายพิเชฐ พัฒนโชติ ผ.อ.ศูนย์เลือกตั้ง กล่าวว่า แม้ว่าผู้สมัครของพรรคจะไม่ได้รับเลือกตั้งแต่ทุกคนยืนยันว่าจะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป การแข่งขันครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้การเมืองที่เป็นจริงมากขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่ากมม.ไม่ได้เป็นตัวตัดคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกันนี้ขอตั้งข้อสังเกตไปยังกกต.ว่าการจัดเลือกตั้งวันอาทิตย์ทำให้ประชาชนในเขตเมืองเช่น สัมพันธวงศ์ ที่ไปซื้อบ้านอยู่ชานเมืองไม่มาลงคะแนน

'จารวาก'ศาสนาของผู้ปกครอง



โดย Schopenhauer

“คนดี ย่อมเอาสิ่งที่ดีงาม มาจากขุมทรัพย์แห่งดวงใจ ที่ดีงามของเขา
และคนชั่ว ย่อมเอาสิ่งที่ชั่วร้าย มาจากขุมทรัพย์ ที่ชั่วร้ายของเขา”
“A good man out of the good treasure of his heart brings forth good things,
And an evil man out of the evil treasure brings forth evil things”.
(The gospel according to Matthew, - ลก.6:43-45)



นับเนื่องจากเหตุการณ์ “สังหารโหดพฤษภาทมิฬ” ที่คร่าชีวิตประชาชนไปร่วม 100 ศพ, บาดเจ็บกว่า 2,000 คน จากพฤติกรรมที่เหี้ยมโหด การสังหารด้วยอาวุธสงคราม, ใช้ปืนติดกล้องเล็งเป้าหมาย ย่อมแสดงให้เห็นถึงเจตนา “จงใจฆ่า” มันไม่ใช่เป็นการใช้อาวุธ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง ตามคำแก้ตัวของผู้สั่งการ!!!

มันเป็นการ “จงใจฆ่า” ที่ผิดวิสัยของอารยะชน ที่จะพึ่งกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ซ้ำร้ายเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นยังเป็นเพื่อนร่วมชาติ พวกเขาเป็นญาติพี่น้องกัน, ทั้งผู้ลงมือฆ่า และผู้ถูกฆ่า มันเป็นเรื่องน่าเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจ.

ด้วย “เหตุผลของการฆ่า” เพียงเพื่อต้องการสลายการชุมนุมของประชาชน ที่มาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง, เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามกฎเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย.!!!

ถ้าหากประเทศนี้ยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิของตน เว้นเสียแต่ว่าประเทศนี้ เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น.!!!

และถ้าหากประเทศนี้ยังมีศาสนา ที่พร่ำสอนให้ผู้คนอยู่ในศีลธรรม, สอนให้คนรู้จักกฎแห่งกรรม, และสอนให้คนกลัวที่จะตกนรก มากกว่าเกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง, แล้วใครจะคาดคิดว่าผู้ปกครองประเทศนี้ กลับเป็นฝ่ายที่ไม่อาจจะแยกแยะได้ว่าอะไรคือ กรรมดี – กรรมชั่ว, อะไรคือ ศีลธรรม-จริยธรรม - - ถึงได้กล้าสั่งฆ่าประชาชนเพื่อนร่วมชาติ ได้อย่างเช่น การฆ่ามดแมลง.

หรือคำว่า “บาปบุญคุณโทษ” ที่ได้สั่งสอนต่อ ๆ กันมา มันเป็นเพียงมนต์คาถา หรือนิทานหลอกเด็ก

คำถามที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ ก็คือ ประเทศนี้ยังมีศาสนาที่เป็นรากเหง้าของความเป็นชาติอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของปัจเจกชนอยู่หรือไม่, ประเทศนี้ยังมีศาสนาของชุมชนอยู่หรือไม่ และประเทศนี้ยังมีศาสนาของรัฐชาติอยู่หรือไม่?

และ “ผู้ปกครองประเทศนี้” ยังมี “สำนึกแห่งจริยธรรม” อยู่หรือไม่???
เพราะสังคมที่ไร้ซึ่งสำนึกแห่งจริยธรรม - - ศาสนาจะดำรงอยู่ได้อย่างไร???


หรือว่าประเทศนี้ – ประชาชนก็มีจริยธรรมของตัวเองแบบหนึ่ง มีศาสนาของตัวเองแบบหนึ่ง, ผู้ปกครองก็มีศาสนา มีความเชื่อของตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง - - กรณีหลังสุดที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม พูดสอพลอว่า นายอภิสิทธ์ฯ จะเป็น "อภิสิทธัตถะ" (ซึ่งแปลว่า “ยิ่งใหญ่กว่า-เหนือกว่าพระพุทธเจ้า)”!!! มันสะท้อนถึงวิธีคิด และความเชื่อแบบวิปลาสขาดสติ ของชนชั้น(ผู้รับใช้) ผู้ปกครอง - มันจึงถูกพิสูจน์แล้วว่า แม้แต่จริยธรรมทางศาสนาของปัจเจกชนก็ยังถูกปรับเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย?

หลายครั้งที่ จริยธรรมของศาสนาถูกปรับเปลี่ยนบทบาท มารับใช้ผู้ปกครอง ตั้งแต่ครั้งที่ พระกิตติวุฑโฒ พูดว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” - กระทั่งเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519.!!!

ตราบใดที่จริยธรรมของศาสนายัง “ถูกผู้ปกครอง” ปรับเปลี่ยนมาตรฐานกลายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครอง เพื่อรับรองความชอบธรรม เพื่อที่ผู้ปกครองจะทำอะไรก็ได้ แม้แต่การ “ออกใบสั่งฆ่า” ผู้บริสุทธิ์กลางเมืองหลวง ซ้ำร้ายเมื่อ “ฆ่าเสร็จ” ก็เอาศาสนา (พระสงฆ์) รวมทั้ง “นักจริยประดิษฐิ์” มาช่วยกันอธิบายความ ว่าพวกจะเราปรองดองกันได้อย่างไร?

อะไรคือ ศาสนาของประเทศนี้ – อะไรคือ ตัวเชื่อมโยงประชาชนเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นอุดมคติขึ้นในสังคมแห่งนี้ว่า ชีวิตนี้มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร, เราจะร่วมกันทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมนี้ เพื่อทำให้สังคมของเราจะได้มีวิวัฒนาการไปสู่สังคมที่มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมที่งดงาม, สังคมที่ผู้คนจะปฏิบัติต่อกัน ด้วยการให้เกียรติกัน และเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน.!!!

ปฐมเทศนากัณฑ์แรก ของพระพุทธเจ้า คือ “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา - - เนื้อหาทรงแสดงถึงการปฏิเสธ “ปรัชญาสุดโต่งสองอย่าง” (ปลายสุดขั้วด้านหนึ่งคือ ”การละทิ้งกามสุข” ถึงปลายสุดขั้วอีกด้านหนึ่งคือ “การแสวงหากามสุข”) โดยปฐมเทศนา, พระพุทธองค์ได้เสนอแนวทางการดำเนินชีวิตบน “ปรัชญาทางสายกลาง” ซึ่งมีหลักการสั้น ๆ ว่า ชีวิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เพื่อให้ถึงการดับทุกข์ และการบรรลุนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา.

ยุคแห่งปรัชญาอินเดียในสมัยพุทธกาล ปรัชญาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม “อาสติกะ” (Orthodox systems) เป็นกลุ่มที่นำเสนอ และอธิบายความ โดยอ้างอิงถึงคำสอนจากคัมภีร์พระเวท, กลุ่ม “นาสติกะ” (Unorthodox systems) เป็นกลุ่มที่ไม่เชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่จารึกไว้ในคัมภีร์พระเวท, ปรัชญาในกลุ่มนี้ได้แก่ ปรัชญาพุทธ ปรัชญาเชน และปรัชญาจารวาก,

ปรัชญาพุทธ ใช้การวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ และได้เสนอทางสายกลาง - มรรค 8 เป็นวิธีในการหลุดพ้นจากความทุกข์, ปรัชญาเชน อธิบายวิธีที่ทำให้ชีวะไม่บริสุทธิ์ ถูกแยกออกไป และกำจัดเสียเพื่อทำให้ชีวะบริสุทธิ์, หนทางหลุดพ้นจากพันธะแห่งกรรม และหลักอหิงสาภาวนา 5 ประการ. แต่ “จารวาก” เป็นปรัชญาเดียว ที่มีความแตกต่างไปจาก ปรัชญาทุกสำนักในอินเดีย.

ปรัชญา “จารวาก” หรือ “โลกายัต” คำว่า “จารวาก” (Carvaka –จาร-วา-กะ) แปลว่า พูดเพราะ (จารุ-เพราะ, ไพเราะ, วาก-พูด)

คำว่า “โลกายัต” แปลว่า ดำเนินไปตามโลก หรือเป็นไปตามแนวแห่งโลก, ความหมายของปรัชญาจารวาก หรือ โลกายัต จึงเข้าใจได้ว่า ปรัชญานี้ย่อมยึดถือเอาตามโลก (วัตถุ) เป็นแก่นสำคัญ และเนื่องจากปรัชญานี้กล่าวถึงโลก โดยสำนวนโวหารอย่างไพเราะจับใจ จึงเป็นที่ถูกใจของโลกีย์ชนยิ่งนัก.

ต่อไปนี้เป็นปรัชญาคำสอนของ “จารวาก - โลกายัต”

“…ศาสนาเป็นเพียงความรู้ความคิดของพวกที่ชอบล่อลวงผู้คนทั่วไป ให้หลงใหลด้วยการใช้คำพูด เป็นเครื่องมือ แต่กลับเป็นคำสอนที่ค้านกันเองอยู่ในตัว – - ถ้ามีใครถามว่า ‘ถ้าหลักฐานของศาสนา ไม่มีความจริงแม้แต่น้อย แล้วเหตุไฉนศาสนาจึงเกิด และดำรงอยู่ได้เล่า’ – -

ปัญหานี้ตอบได้ทันทีว่า‘เพื่อจะทำมาหากินโดยการล่อลวงคนอื่น ผู้ที่ไม่มีหนทางที่จะแสวงหาอาชีพอื่นได้ดี และทั้งเกียจคร้านในการงาน จึงได้ประดิษฐ์ศาสนาขึ้น เป็นอาชีพอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำงานหนัก’ - - เพราะคนธรรมดาไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะพิจารณาข้อเท็จจริงในคำพูดของคนอื่น ๆ ได้ – -

เมื่อพวกเขาได้ยิน คำเยินยอถึงความสุขสำราญบนสวรรค์ และความทุกข์ทรมานในขุมนรก จิตใจของผู้ฟังก็ย่อมมุ่งไปสู่วิธีที่จะพาพวกเขา ไปยังสรวงสวรรค์ ซึ่งก็คือ “การทำบุญ” นั้นเอง – การทำบุญก็คือ การถวายอาหาร และสิ่งของให้แก่นักบวช - -

นี่แหละเป็นอาชีพของพวกเขา ซึ่งตั้งตัวเป็นศาสนาจารย์”


“พวกศาสนาจารย์จะหลอกลวงพวกคนโง่ ด้วยสำนวนโวหารว่าถ้าไม่ทำบุญ จะตกนรกหมกไหม้ด้วยความทุกข์ทรมาน
แต่ถ้าใครทำบุญ แม้เบื้องหน้าร่างกายแตกสลายไปแล้ว เขาก็จะได้ขึ้นสู่สวรรค์ซึ่งจะมีแต่ความสุขสำราญ มีนางฟ้าคอยบำเรอ คนโง่ ๆ ย่อมหลงเชื่อถ้อยคำอันไพเราะเหล่านี้ และหลงดำเนินชีวิตไปตามคำสอนเหล่านั้น”.

“เหตุนี้ ผู้ที่มีสติปัญญา จึงไม่ควรเชื่อถือคำสอนของศาสนาใด ๆ ไม่ต้องกลัวตกนรก และไม่ควรกระหายอยากต่อการขึ้นสวรรค์ เพราะเมื่อมนุษย์ตายแล้วจะไม่มีการเกิดอีก ชีวิตจะดับสูญไปพร้อม ๆ กับความตาย, ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีความหลุดพ้น ไม่มีโมกษะ ไม่มีนิพพาน”.

“ชีวิตเป็นเพียงแต่กำลังชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการประมวลเข้าแห่ง ดิน น้ำ ลม และไฟ เหมือนดั่งรสมึนเมาของสุราเมรัย ซึ่งเกิดขึ้นจากข้าว เมื่อได้ผ่านหมักดองแล้ว เมื่อธาตุ ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ผสมกันเข้าโดยบังเอิญ ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม ย่อมเกิดมีกำลังชนิดหนึ่งขึ้น ซึ่งเราเรียกกันว่า “ชีวิต” และเมื่อ ดิน น้ำ ลม และไฟ พรากออกจากกัน ชีวิตก็ย่อมดับสูญไป ซึ่งเราเรียกกันว่า “ความตาย”.

“ไม่มีอาตมัน หรือวิญญาณใด ๆ ที่จะเลื่อนลอยออกจากร่าง และไปสู่ความเกิดใหม่อีก เมื่อเป็นดั่งนี้ความสุขสบายคือจุดหมายสูงสุดของชีวิต สวรรค์ที่แท้จริงอยู่บนโลกนี้ จงหาความบันเทิงเริงรมย์ จงกินจงดื่ม และรื่นเริงด้วยทรัพย์สมบัติที่แสวงหามาได้ ความสุขในชีวิตต้องเกิดจากการแสวงหาด้วยตนเอง ไม่ใช่เกิดการอ้อนวอนจากพระเจ้า ความสุขกับความทุกข์นั้นเป็นของคู่กัน ที่ใดมีสุขที่นั้นมีทุกข์ จะมีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่าเท่านั้น, ไม่มีใครจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด, คนฉลาดต้องรู้จักหาวิธีลดความทุกข์ และเพิ่มความสุข ในบรรดาความสุขที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ‘สุขในการบริโภคเพศตรงข้าม’ นับว่าเป็นสุขสุดยอด ที่พึงเสพเสวย และลิ้มลองที่สุด”.

“ถึงแม้การบริโภคเพศตรงข้าม จะมีความยากลำบากอยู่บ้างก็ตาม แต่เราไม่ควรหันหน้าเบือนหนี เป็นธรรมดา เหมือนเมื่อเรารับประทานปลา เราต้องเลือกเฟ้นเอาแต่เนื้อ และปล้อนเอาก้างปลาออกฉันใด การบริโภคเพศตรงข้ามก็ฉันนั้น - - เราควรเลือกเฟ้นเอาเฉพาะแต่ความยั่วยวนบันเทิงรื่นเริงใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการบริโภคนั้น แล้วปล้อนความลำบากเท่าที่มีอยู่ ในการบริโภคนั้น ออกทิ้งเสีย ก็แล้วกัน ฉะนี้”.

“สิ่งที่บุคคลควรจำไว้ ก็คือ ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะมาลงโทษเรา แต่ถ้าจะมีพระเจ้าที่สามารถลงโทษเรา พระเจ้านั้นก็คือ ‘รัฐบาล’ นั้นเอง อำนาจของรัฐบาล เรามองเห็นอยู่แล้วชัดเจน ถ้าใครทำผิดกฎหมาย รัฐบาลย่อมจับกุม และถูกลงโทษ, อำนาจของพระเจ้าหาได้ปรากฏอยู่อย่างประจักษ์แจ้งไม่ - - - ตรงกันข้าม หลายครั้งที่เราได้เห็นว่า ผู้ที่ทำความชั่ว ทำบาป แต่กลับกลายเป็นคนที่มีความสุขกายสบายใจมากกว่าผู้ที่ทำบุญนี่แหละ แสดงให้เห็นว่าไม่มีพระเจ้าที่ไหน ที่จะลงโทษใครได้”.

“และเนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ดังนั้นในการแสวงหาความสุขสบายทางโลก เราควรมีความปรองดองกัน และดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ ดั่งที่รัฐบาลได้บัญญัติไว้ พวกเราจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ อย่างสุขสบาย”.

“พวกเราจึงไม่ควรละเมิดต่อรัฐบาล ซึ่งนับว่าเป็น ‘พระเจ้าที่แท้จริง’ ของพวกเรา”!!!



สองพันกว่าปี - โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คือ “จิตใจมนุษย์”
จิตใจที่จมดิ่งอยู่ในตัณหาราคะ จิตใจที่ชุ่มไปด้วยกิเลส จิตใจที่ลุ่มหลงอยู่ในอำนาจ.

“โอ้! สวรรค์ - โอ้! ความสุข - เจ้าอยู่บนโลกนี้นี่เอง - - เจ้าอยู่ในประเทศนี้นี่เอง”!!!

...
อ้างอิงข้อมูล “ปรัชญาจารวาก”
จากหนังสือ “ปรัชญาบูรพทิศ”, “ความบัญญัติ – อาธฺยากฺษิกวาท – สฺยาทฺวาท” : ศ. สวามี สัตยานันท ปุรี

ลุงปลาทู


ลุงสอ นายธงไชย เหงวียน หรือลุงปลาทู ที่ขายปลาทู และรับทอดให้ฟรีด้วย ขายทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยง แต่ตั้งแต่ได้รับการบาดเจ็บครั้งนี้ ทำให้คนเสื้อแดงมาช่วยอุดหนุนกันจนขายหมดราว ๆ 10 โมงเช้า


โดย chan
ที่มา เวบไซต์พลังประชาธิปไตย


ลุงขายที่ตลาดยงเจริญ อ่อนนุช 46 ลุงเล่าให้ฟังว่า เมื่อย้ายมาชุมนุมที่ราชประสงค์ “ขายของเสร็จผมก็จะมาร่วมชุมนุม โดยเดินทางผ่านทางบ่อนไก่เป็นประจำทุกวัน

จนวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ผมเดินทางในเส้นทางเดิมแต่เขาบอกว่าเข้าไม่ได้แล้ว และมีคนบอกว่ามีการยิงกันทาง สน.ลุมพินี ผมก็ได้ขี่รถไปดู ก็อยากรู้และอยากหาทางไปที่ราชประสงค์

เมื่อไปถึงบริเวณ สน.ก็จอดรถลงมายืนสังเกตการณ์ฝั่งตรงข้าม สน. ตอนนั้นผมยืนอยู่ใกล้กับนักข่าวฝรั่ง ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นนักข่าวชาวแคนาดา ได้ยินเสียงปืนดังก็นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ นักข่าวฝรั่งซึ่งก็กำลังนั่งถ่ายรูปอยู่ ผมเห็นนักข่าวฝรั่งโดนยิงล้มลงเห็นว่ามีแผลเลือดออกที่ท้อง

ขณะจะช่วยผมก็รู้สึกเจ็บที่สะโพกข้างซ้ายก่อน ต่อมาก็รู้สึกเจ็บมากทั้งสองข้างจนนอนลง เมื่อเสียงปืนซาลงก็มีพลเมืองดีไม่ทราบเป็นใครเหมือนกันเข้ามาช่วยผม ผมบอกให้เขาไปช่วยนักข่าวฝรั่งก่อน เพราะผมคิดว่าอาการเขาต้องหนักกว่าผมแน่ ๆ เพราะเขาโดนยิงท้องเลือดเต็มเลย มองเห็นกองเลือดกองใหญ่ และตอนนั้นก็ยังคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรมาก

จนมีคนมาช่วยยกร่างผมเข้าไปที่สนลุมพินี เพื่อรอรถพยาบาล ผมต้องนอนคว่ำหน้ารู้สึกเจ็บสะโพกมาก เริ่มรู้แล้วว่าเลือดผมออกมากเหมือนกัน มีคนมาขอให้ผมถอดเสื้อแดงออก ผมไม่ยอม” จนผมตะโกนว่า “ขอให้คนเสื้อแดงต่อสู้ต่อไป” ก็ไม่มีใครมาให้ผมถอดเสื้ออีกจนมีรถมารับผมไปส่งที่ รพ.กล้วยน้ำไท

โดยปกติลุงสอขายปลาทูตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยง แต่นับจากที่ลุงโดนยิงกลับมาครั้งนี้ มีพี่น้องเสื้อแดงได้มาช่วยอุดหนุนซื้อปลาทูลุง จนบางวันไม่ถึง 10 โมงเช้าก็ขายหมดแล้ว

ถามคนซื้อส่วนใหญ่บอกว่า ปลาทูทอดเป็นอาหารที่ชอบกินอยู่แล้ว และที่เลือกซื้อเจ้าลุง นอกจากปลาตัวโตรสชาติดีแล้ว ยังสงสารไม่อยากให้ลุงยืนหรือนั่งนาน ๆ เพราะรู้ว่าลุงยังคงเจ็บปวดอยู่ แต่ก็ต้องมาทำกินหาเลี้ยงชีวิตของตนต่อไป การมาอุดหนุนลุงนอกจากอุดหนุนพี่น้องเสื้อแดงด้วยกันแล้ว ยังรู้สึกอิ่มใจเหมือนได้ทำบุญให้ลุงไม่ต้องฝืนยืนมากจนเกินไป ระดับชาวบ้านอย่างเราก็คงช่วยกันได้เพียงเท่านี้

ปลาทูแสนอร่อย พิสูจน์มาแล้ว.. ได้ถามลุงว่า หากมีใครมาถามว่าไปร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงได้อะไร ลุงตอบว่า

ผมบอกว่าได้ความเหนื่อยไง เหนื่อยสุด ๆ ไปทีไรมีแต่เสียเงิน ทั้งค่าเดินทาง ค่ากิน ใครที่บอกว่าไปชุมนุมเสื้อแดงบอกว่าได้เงิน ก็ช่วยบอกหน่อยว่าได้เงินจากใครที่ไหน เพราะผมไปมาหลายปีมีแต่เสียเงิน เสียเวลาทำกินอีก แต่ผมก็จะไปเพราะผมชอบที่คนเสื้อแดงออกมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นธรรม


ตอนเช้าวันที่ 15 มีตำรวจจาก สน.ประเวศ มาขอสอบปากคำผม บอกผมว่าเขาต้องมาตามหน้าที่ ผมก็บอกว่าผมโดนยิงที่ สน.ลุมพินี เขาก็ยังให้ผมเล่าว่าผมจะไปไหน โดนยิงได้อย่างไร ผมก็เล่าตามจริงไป เขาให้ผมลงชื่อในบันทึกประจำวันของ สน.ประเวศผมก็ลงชื่อให้ ผมนอนรักษาตัวที่ รพ.วิภาราม 1 สัปดาห์ตามเกณฑ์ของประกันสังคม หลังจากนั้นก็กลับมานอนที่บ้านต่ออีก 2 วัน

ผมจึงให้เพื่อนพาไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.ลุมพินี เพื่อไปลงบันทึกประจำวันจะได้ทำเรื่องขอการเยียวยาช่วยเหลือตามที่ได้รับแจ้งว่าต้องมีบันทึกประจำวันจาก สน.ที่เกิดเหตุ เขาก็ลงประจำวันให้ดี แต่ต่อมามีตำรวจอ้างว่าโทรจาก สน.ลุมพินีโทรมาบอกผมว่า ลุงมีปัญหานะ ศอฉ.ให้ทำคดีว่าลุงไปร่วมชุมนุมเกิน 5 คน ให้ไปทำบันทึกปากคำ

ผมก็ว่าผมไม่ไปหรอก ก็ตำรวจ สน.ประเวศ เคยมาสอบปากคำผมและบันทึกไว้แล้ว ก็ใช้อันนั้นแล้วกัน ผมยังเจ็บอยู่จะให้ไปโรงพักบ่อย ๆ ไม่ไหวหรอก ก็ไม่มีการติดต่อมาอีก ผมได้นำบันทึกประจำวันไปยื่นเรื่องขอรับการเยียวยาจากที่ต่าง ๆ ผมได้รับเงินช่วยเหลือจาก สำนักพระราชวัง 8 พันบาท พรรคเพื่อไทยผมก็ไปยื่นเรื่องแล้ว ยังไม่ได้รับเงิน ที่อื่น ๆ ที่ยื่นก็ยังไม่มีการติดต่ออะไรมาเช่นกัน ผมก็รอดูอยู่

ก่อนจากกันลุงถามว่า น้องเป็นนักข่าวสำนักไหนหรือเปล่า บอกว่าไม่ใช่ลุง เป็นประชาชนคนเสื้อแดงนี่แหละ แต่ก่อนก็ไม่ได้เป็น พอมาช่วยดูเรื่องคนเจ็บคนตายจนโดนกระชับพื้นที่ทางความคิดกันมากเลยประกาศตัวเป็นคนเสื้อแดงเลย ลุงหัวเราะชอบใจแล้วบอกว่า โธ่ นึกว่าเป็นนักข่าวอยากบอกอะไรหน่อย ก็บอกลุงว่าลุงอยากฝากอะไรถึงนักข่าวก็ฝากได้นะ พอรู้จักกันบ้าง จะส่งข้อความจากลุงไปให้

ลุงเลยฝากถามว่า
“ทำไมสื่อมวลชนไม่ค่อยลงเรื่องคนเจ็บเลย และไอ้ที่รัฐบาลกล่าวหาว่ามีผู้ก่อการร้ายหรือชายชุดดำมายิงทหาร มายิงคนตายนะมันเป็นเรื่องตลก มันน่าเบื่อหน่ายมากที่ต้องมาฟังรัฐบาลและ ศอฉ. แถลงข่าวโกหกไปวัน ๆ สำหรับผมและชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป รู้สึกเหมือน ๆ กันว่า การทำมาหากินทุกวันนี้ไม่ค่อยดี ใครว่าดีก็ดีไปแต่เราหากินได้แค่พอใช้จ่ายไปวัน ๆ ผมมองว่าประเทศนี้ไม่มีแล้วซึ่งความยุติธรรม วันนี้ คนเสื้อแดงโดนข่มเหงไล่ล่า รัฐบาลอย่าคิดว่าจะกดหัวคนจำนวนมากได้อย่างนี้ตลอดไป หากยังทำเช่นนี้นาน ๆ มันก็อาจระเบิดได้เหมือนกัน


และผมก็หวังว่าสักวันเราต้องเอาคืน !!!!!!!!!

ชาวเฟซบุ๊คนัดรวมตัวกันอุดหนุนลุงปลาทู

วันเสาร์, สิงหาคม 28, 2553

ใบอนุญาตฆ่าคน (Licence to Kill)


ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียกร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำงานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

เหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน - พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย

ในจำนวนผู้เสียชีวิต ทั้ง ๙๑ ราย นั้น มีนักข่าวต่างประเทศอยู่ด้วย ๒ คน และ มีกรณีที่สื่อมวลชนได้รับ บาดเจ็บมากถึง ๑๐ ราย โดยในจำนวนนี้บางรายอาจต้องเสียสมรรถภาพทางร่างกายไปตลอดชีวิต

นอกจากนี้แล้ว ยังมีกรณีการเซ็นเซอร์และปราบปรามสื่ออีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่หลังช่วงปี ค.ศ. ๙๐

ภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว ต่างฝ่ายต่างป้ายความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้กระทำความเสียหาย ให้เกิดขึ้น ซึ่งตราบจนบัดนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการสูญเสียครั้งนี้

หนึ่งในองค์กรที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงและมีผลการสอบสวนปรากฏออกสู่สาธารณชนไปทั่วโลกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือ องค์กรของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนหรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Reporter without Borders หรือ Reporters sans frontières โดยจัดทำเป็นรายงานการสอบสวน(investigation report)ในชื่อว่า THAILAND LICENCE TO KILL

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้สัมภาษณ์และวิเคราะห์ในกรณีสื่อมวลชนได้รับการคุกคาม ดังต่อไปนี้

๑. การเสียชีวิตของนักข่าวอิสระชาวอิตาเลียน นาย Fabio Polenghi

๒. การเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ

๓. กรณีการบาดเจ็บของ นาย Nelson Rand ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ France24

๔. กรณีการปิดกั้นเว็บไซต์ประชาไท

๕. กรณีวางเพลิงสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3

๖. การสัมภาษณ์นางสาว Agnès Dherbeys ช่างภาพหนังสือพิมพ์ The New York Times

ในขณะเกิดเหตุ

๗. กรณีนายสุบิน นวมจันทร์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชนได้รับบาดเจ็บ

๘. กรณีนาย Chandler Vandergrift นักข่าวอิสระชาวแคนาดาได้รับบาดเจ็บสาหัส

๙. คำบอกเล่าของสื่อมวลชนชาวต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ

๑๐. กรณีนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพอาวุโสของหนังสือพิมพ์ The Nation ได้รับบาดเจ็บ

สาหัส



องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนตั้งคำถามว่าจำนวนสื่อมวลชนที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น เป็นผลมา จากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวหรือไม่

ทั้งนี้ มีนักข่าวมากมายที่ทำงานเสนอข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และมีจำนวนหนึ่งที่อาจขาดการอบรมด้านการทำงานในพื้นที่อันตรายหรือไม่ ได้ใช้อุปกรณ์การป้องกันภัย ที่พอเพียง รวมถึงการขาดการอบรมในด้านการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพลเมืองของทหารที่ ทำหน้าที่ควบคุมและสลายการชุมนุม หรือว่าเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากความตั้งใจ คุกคามสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนชาวต่างประเทศโดยตรง

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่ว่า ในช่วงวันสุดท้ายของการชุมนุมนั้นทหารไดใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักข่าว นั่นแสดงให้เห็นว่า ทหารไม่ได้เคารพ กติกาของการปฏิบัติในการรบ( Rules of Engagement ) แต่อย่างใด



ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.ธานี ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า ทหารได้รับคำสั่งให้เคารพ ข้อปฎิบัติเฉพาะ แต่เมื่อมีการยิงทหารไร้อาวุธในวันที่ 10 เมษายน นั้น ทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กระสุน

จริงเพื่อป้องกันตนเองจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม นปช. แต่เขาได้ย้ำว่า กองทัพไม่ได้ รับการอนุญาตให้ยิงประชาชนแต่อย่างใด

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนคือการเซ็นเซอร์สื่อที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ช่วง วิกฤติการเมือง รวมถึงการปิดปากตัวเอง (Self-Censorship) ของสื่อบางส่วนด้วย

ในกรณีนี้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นสื่อมากมาย รวมทั้งประชาไท ด้วย ทั้งนี้ ดร.ธานีได้ยืนยันกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเสรีภาพสื่อเป็น อย่างยิ่ง แต่ได้เพิ่มเติมว่าสถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้สื่อต้องมีความรับผิดชอบในการทำงาน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมายจะสะท้อนเสียงของกรณีตัวอย่าง ๑๐ ราย

ที่สื่อมวลชนได้รับการคุกคาม หรืออันตรายทั้งจากฝ่ายแรก ได้แก่ ทหาร หน่วยกำลังพิเศษ และทหาร รับจ้าง และฝ่ายที่สองคือผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งเป็นสมาชิกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเลือกที่จะเป็นสื่อกลางและกระบอกเสียงให้แก่สื่อมวลชนในครั้งนี้

นอกจากนั้นแล้ว ยังได้สัมภาษณ์ตัวแทนจากรัฐบาลไทยและทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ซึ่งบางกรณีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการคุกคามสื่อมวลชน ทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างชัดเจน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนย้ำให้เห็นความสำคัญของการสอบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติการณ์ ทางการเมืองครั้งนี้อย่างโปร่งใส และเสนอให้มีการขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระแล้วไซร้ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสีย ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนเรียกร้องให้มีการเพิ่มทั้งทรัพยากรและอำนาจแก่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะทำงานดังกล่าวมีความอิสระในการทำงานอย่างแท้จริง และ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับ เลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียก ร้องให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ นายบัน คี มุน ให้ความร่วมมือกับประเทศไทย โดยการให้ องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการสอบสวนในครั้งนี้ โดยผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและข้อมูลแก่คณะทำงานอย่างโปร่งใสและเป็นอิสระ

จะเห็นได้ว่ารายงานการสอบสวนฉบับนี้เป็นการรายงานของมืออาชีพที่แท้จริงที่เราทุกคนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรจะหามาอ่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าการคุกคามสื่อนั้นมีมาจากทั้งสองด้าน คือทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งแกนนำรัฐบาลหรือแกนนำผู้ชุมนุมจะทราบหรือไม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วจริง ที่สำคัญก็คือกองทัพไม่ได้รับอนุญาตให้เข่นฆ่าประชาชน(Licence to Kill)แต่อย่างใด

แต่การสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วจะต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเพิ่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมดังเช่น กรณี ๖ ตุลาออกมาเสียก่อนก็แล้วกัน

อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็ตาม การนิรโทษกรรมนี้ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ(หากจะมีผู้หยิบยกและให้สัตยาบันต่อไปในภายหน้า)แต่อย่างใด

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ครบ100วัน19พฤษภา


เราทรุดลง เพื่อเป็นการเสียสละอันมีเกียรติ
ในการต่อสู้ที่มีกำลังไม่ทัดเทียมกันนี้
เราเสียสละทุกสิ่งที่เรามี
เพื่ออุดมการณ์แห่งเสรีภาพ
อำนาจบาตรใหญ่ จักต้องพินาศ
ประชาชนจักต้องลุกฮือขึ้น
(นวนิยายเรื่อง"แม่"โดยแม็กซิม กอร์กี้)


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
28 สิงหาคม 2553






***กิจกรรมทำบุญ100วันวีรชนโดนกดดันเปลี่ยนสถานที่จัดงานไปเป็นวัดหัวลำโพง-เจ้าภาพแจ้งผ่านทาง เวบบอร์ดเรารักประชาไท ว่า เนื่องด้วยคณะผู้ประสานงานคือลุงจุก คุณสายลมรัก แจ้งด่วน เรื่องขอย้ายสถานที่ทำบุญ 100 วันให้วีรชน 91 ศพ ที่เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่ เดิมกำหนดจัดงานที่วัดวัดปทุมวนาราม ไปสถานที่ใหม่ เป็นวัดหัวลำโพง เนื่องจากทางเจ้าอาวาสวัดปทุมฯ แจ้งมาว่าโดนกดดันหนักจากทางอำนาจรัฐไม่ให้มีการจัดงานทำบุญดังกล่าว

แต่กำหนดการจัดงานทำบุญยังเหมือนเดิมทุกงาน คือเลี้ยงพระเพล วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2553 สถานที่ใหม่ วัดหัวลำโพง สามย่าน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหัวลำโพง (ประมาณสามแยกไฟแดง)

วิธีการเดินทางไปวัดหัวลำโพง (โดยรถเมล์สาธารณะ)

-รถเมล์ สาย 4, 21, 25, 34, 40, 46, 67, 73, 109, 113
-รถเมล์ปรับอากาศ สาย ปอ.4,ปอ.17,ปอ.29, ปอ.67
-รถไฟฟ้า BTS ลงสถานี สยาม ( ต้องนั่งรถเมล์ต่อ )
-รถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีสามย่าน (ถึงเลย)

ท่านที่ขับรถมาเอง ที่จอดรถวัด หากเต็มก็ไปจอดได้ที่ตลาดสามย่าน หรือตึกจามจุรีสแควร์***

***ส่วนกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง บก.ลายจุดแจ้งมาว่า เนื่องจากคิวแน่นประมาณๆพี่เบิร์ด หรือพี่เป้าสมัยก่อน เลยขอประกาศรับผู้จัดการส่วนตัว สำหรับจัดคิวผูกผ้าแดงทั่วประเทศ ใครมีประสบการณ์อยู่วงดนตรีลูกทุ่งจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ

สำหรับวันอาทิตย์นี้ 29 สิงหาคมนี้ เจอกันตอนเช้าที่ จ.อุบลราชธานี ตอนเย็นเจอกันที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยขอนัดพี่น้องเสื้อแดงอุบลราชธานีและใกล้เคียงที่จะเข้าร่วมกิจกรรมให้นำจักรยานมาปั่นรอบเมืองด้วย

ที่หมายคือพากันไปทำความสะอาดศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี งานนี้ทำให้นึกถึงประยุทธ มูลสาร แกนนำแดงอุบลฯที่ทุ่มเทยืนหยัดเสียสละอย่างถึงขนาด แม้จะป่วยหนักขนาดไหนก็ตาม นี่ยังดีที่ตำรวจยินยอมให้ประกันไปรักษาตัว***


***ส่วนอาทิตย์หน้า 5 กันยายน บก.ลายจุดแจ้งให้ทราบ วันอาทิตย์สีแดงที่ 5 ก.ย. นี้ "แดงทั้งทะเล" เพราะจะชวนสาว ๆ ใส่บิกินนี่เที่ยวทะเลหาดจอมเทียน พัทยา เที่ยงวัน ไม่ดำให้มันรู้ไป***

***กิจกรรมช่วงนี้ของคนเสื้อแดงคึกคักเป็นพิเศษ หากตกหล่นตรงไหนให้แจ้งมาที่thaienews99@googlegroups.comนะครับ***

***วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคมนี้ กิจกรรมเสาร์เสวนารูปแบบใหม่ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ขอเชิญร่วม ชมภาพยนต์พร้อมเสวนา "WAG THE DOG" หนังที่สะท้อนถึงรัฐบาลใช้สารพัดวิชามารหันเหความสนใจของประชาชนในประเทศไปยังเรื่องอื่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกไปจากเรื่องชั่วๆของรัฐบาล งานมีที่ ชั้น 5 บิ๊กซี ลาดพร้าว ค่าใช้จ่ายสมทบคนละ 19 บาท เท่านั้น นำทีมเสวนาโดยคุณนที สรวารี***

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น. กลุ่ม นปช.ปทุมธานี กำหนดจัดงานสังสรรค์คนเสื้อแดงใช้ชื่องานว่า “ใจถึงใจ ห่วงใยเพื่อน” สวนอาหารริมสวน ถ.เพชรเกษม อ.กระทุ่มแบน (เลยวัดอ้อมน้อยไปหน่อย) จำหน่ายบัตรใบละ 300 บาทรายได้ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต (แก้ไขสถานที่จากเดิมจัดที่วัดแสงสรรค์)

วันที่ 28 สิงหาคม เวลา 16.00 น.กลุ่ม 24 มิถุนาประชิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จัดงาน “จิบน้ำชา” ครั้งที่ 4 ณ สมาคมศิษย์อำนวยศิลป์ ถ.ประชาชื่น เขตจตุจักร กทม. โดยในงานมีการเสวนาหัวข้อ แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ก้าวต่อไปคนเสื้อแดง

มีผู้ร่วมเสวนา เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนวันอาทิตย์สีแดง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แกนนั่งนักวิชาการ ดำเนินรายการโดยนายสมยศ แกนกลางสมัชชา19พฤษภาคม จำหน่ายบัตรใบละ 379 บาทเพื่อนำเงินไปสมทบการตั้งสมัชชา 19 พฤษภาคม(สมัชชาประชาธิปไตย) ซื้อบัตรได้ที่สำนักงานเรดพาวเวอร์ห้างอิมพิเรียลเวิร์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 กทม. โทร. 081-5517017 089-5007232 081-4000433***

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 07.00 น. นปช.ชัยนาท นำโดยนายสมเกียรติ ยศสกุล จะทำบุญครบรอบ 100 วัน การเสียชีวิตของนายธนโชติ ชุ่มเย็น การ์ด นปช.ที่เสียชีวิตจาการร่วมการชุมนุม ที่วัดโพธิ์ศรีศรัธาธรรม ม.4 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท จากนั้นเวลา 17.00 น.จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านพักเลขที่ 61 ม.3 ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ชัยนาท

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 17.00-20.00 น.กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กลุ่มคนเสื้อแดงแคมฟรอก และ ไซเบอร์กำหนดจัดกิจกรรมจำลองเหตุการณ์ที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกลอบยิงบริเวณสถานีรถไฟ BTS ศาลาแดง โดยจะมีการทำกิจกรรมผูกผ้าแดง จุดเทียน ระลึกถึงเสธ.แดง เขียนข้อความไว้อาลัยบทกวีและร้องเพลง “นักสู้ ธุลีดิน”

วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 11.00 น. กลุ่ม นปช.จ.พะเยา จะทำบุญลี้ยงพระที่สถานีวิทยุชุมชนคลื่นประชาธิปไตย 87.75 MHz เลขที่ 94 ม.1 ต.บ้านสาง อ.เมือง จ.พะเยา มีนายทูล เวชกลาง เป็นผู้ดำเนินรายการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงและเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้กลุ่มสมาชิก จากนั้นเวลา 17.00 น.จะเป็นการพบปะสังสรรค์ของกลุ่มสมาชิก***

***ขอเชิญร่วมงานทำบุญครบ 100 วัน น.ส. กมนเกด อัคฮาด กำหนดการเริ่มงาน วันที่ 28 ส.ค. 53 กำหนดการ

07.30-ร่วมรับประทานอาหารเช้า
10.30-พิธีสงฆ์-เลี้ยงเพลพระ
12.00-ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-แจกของที่ระลึก-ร่วมพบปะพูดคุย
...
สถานที่จัดงาน145/226 ม.พูนสินธานี 1 ซ.เคหะร่มเกล้า 64 ถ.ราษฎร์พัฒนา แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. โทร: 085-1459328 begin_of_the_skype_highlighting 085-1459328 end_of_the_skype_highlighting คุณแม่พะเยาร์ 080-4477803***

***แดงอเมริกา ขอเชิญพี่น้องในรัฐอิลลินอยส์ มาร่วมปิคนิคสังสรรค์ และเสวนา เพื่อแสวงหาประชาธิปไตยและความยุติธรรม แก่ประเทศไทย ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น. ที่ warren Park 6601 N. Western Ave., Chicago, IL 60645 จัดโดย ชมรมผู้รักประชาธิปไตย แห่งรัฐอิลลินอยส์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://illinoisredshirts.blogspot.com ในงานมี สันทนาการ ร่วมร้องเพลง อ่านบทกวี รับของที่ระลึกจากชมรม เสวนาวิชาการ และขอร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน***

***ขอเชิญท่านมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย นั่นคือ การนำระบบลูกขุนมาใช้ในกระบวนการทางศาล เพื่อให้ศาลเชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยสากล ซึ่งจะเป็นหนทางของการได้มาซึ่งความยุติธรรม เช่น ไม่เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี สวบสวนข้อเท็จจริง

ในวันที่ 29 ส.ค. 2553 เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องเพทาย รร.รัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน ดังโปสเตอร์ที่แนบมา***

***ขอเชิญพี่เสื้อแดงทุกท่านเข้าร่วมงานเปิดแนวคิด ทิศทางประเทศไทย ณ ตลาดน้ำสุวินทวงศ์ คลองหลวงแพ่ง จ.ฉะเชิงเทรา(พื้นที่ติดเขตหนองจอก) วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.วันที่4 กันยน 2553เวลา 15.00 น.-20.00น.

• เปิดแนวรบทางปัญญาโดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวงสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน)เปิดแนวคิดแดงสยาม
• พร้อมด้วยสหายนักเขียน"รุ่งโรจน์ วรรณศูทร" นำเสนอ"หลักการสร้างประชาธิปไตย สมบูรณ์ 14 ประการ"
• ชมนิทรรศการภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยนักข่าวภาคสนาม หนังสือพิมพ์สารรักษ์เมือง
• แจกโพสเตอร์การ์ตูนการเมืองทุกคนที่มาร่วมงานโดย ทองธัช เทพารักษ์
• ทีมงานD.J.วิทยุชุมชนคนเสื้อแดงร่วมเปิดแนวคิดประชาธิปไตยนำโดย ก่องข้าวเหนียว


ในบรรยากาศธรรมชาติสองฝั่งคลองหลวงแพ่ง พี่น้องเสื้อแดงร่วมรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ บนเรือกอและ ของจริงที่นำมาจากจังหวัดปัตตานี จัดโดย กลุ่มแดงอิสระ 4 ภาคจุ ดประสงค์ เพื่อระดมทุน ผลิตหนังสือพิมพ์ สารรักษ์เมือง(RED NETWORK)

สำรองที่นั่งกับ คณะกรรมการกลุ่มแดงอิสระประกอบด้วย คุณ อนุสรณ์ณ เชียงใหม่ 081-4079250 คุณสุรสิทธิ์ แก้วนามอมตะ (คมแฝก) 081-5342955 คุณกานดา บานชื่น 087-6900947 คุณสุธี พลวัฒน์ 086-2795092 คุณธรรศพงศ์ ธนจรัลศิริโช(ณรงค์)083-8956894 คุณพิจิตตรา พิมสาร 087-9870357 ***

***หนังสือ Red Power ฉบับที่สี่ กระหึ่มแผงหนังสือทั่วประเทศแล้ว เข้มข้นทุกเนื้อหา พบกับบทวิเคราะห์ บูรพาพยัคฆ์ กระชับอำนาจ สร้างรอยร้าวในกองทัพ ค้นหาคำตอบใครฆ่าเสธแดง เบื้องหลังคดีพันธมิตรยึดทำเนียบสนามบินอืดอาดล่าช้าร้อนแรงทุกเรื่องราว กับบทความเรื่องยุบปชป.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ แผนอุบาทว์ก่อนชาติล่ม อภิมหานางพญาเปิดสตง. ท้าทายทุกบรรทัด ด้วยบทชี้นำสะท้านฟ้า สะเทือนดิน และเรื่องราวปากคำผู้บาดเจ็บพยานรู้เห็นผู้ก่อการร้ายจบชีวิตอย่างไร พร้อมกับ ขำขันและการเมืองเรื่องบันเทิง หาซื้อ Red Power ฉบัยที่ 4 ร้านซีเอ็ด ดอกหญ้า บีทูเอสและแผงหนังสือทั่วไป ***

***กิจกรรมนี้บก.ลายจุดเขาแนะนำมา ชาวเสื้อแดงที่ต้องการพัฒนาศักยภาพและเป็นการสนับสนุนคนเสื้อแดงด้วยกันคือคุณนที สรวารี ที่เคยโดนจับข้อหา"แหกปากเรียกร้องประชาธิปไตย"ที่แยกราชประสงค์ งานอบรมเชิงปฏิบัติการค่าย Chang Agent : ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 1 งานมีช่วงวันที่ 11-12 กันยายน 2553

สถานที่ มาซิแคมป์ รีสอร์ท อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

วันที่ 11 กันยายน 2553

9 โมง เดินทางออกจากกรุงเทพฯที่บิ๊กซีลาดพร้าว

10.00-11.30 กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
11.30-12.30 เตรียมงานวันอาทิตย์สีแดง กิจกรรมวันที่ 19 ก.ย.กับ บก.ลายจุด
12.30-13.30 พักกินข้าว
13.30-14.00 กิจกรรมกลุ่ม อธิบาย Walk Rally
14.00-17.00 Walk Rally
17.00-18.00 อาบน้ำ พักผ่อน
18.00-19.00 กินข้าว
19.00-20.00 "การเมืองภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน" โดยนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย
20.00-22.00 ยุทธศาสตร์คนเสื้อแดง "เหลียวหลังแลหน้า"

กิจกรรมเทียนกำลังใจ ต้นตำหรับของแท้ อิสรชน

วันที่ 12 กันายน 2553

8.00-9.00 รับประทานอาหาร ทำธุระส่วนตัว
9.00-10.00 ยุทธศาสตร์สำหรับคนเสื้อแดง (สุรชัย แซ่ด่าน)
10.00 -12.00 ยุทธวิธีและบทบาทของ CA
12.00-13.00 ทานอาหาร เดินทางกลับ
17.00-18.00 ทดลองปฏิบัติงานจริงในกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง อาทิตย์ที่12กันยายน

ค่าใช้จ่าย คนละ 2,000 บาท

- ค่าอาหาร
- ค่าที่พัก
- ค่าเดินทาง
- ค่าเสื้อยืด 1 ตัว

แจ้งความจำนงสมัครได้ที่ expo2513@hotmail.com ด่วนที่สุด***

***ปิดท้ายด้วยกิจกรรมทางเฟซบุ๊ค โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการกดโหวต UDD red shirt Princess หมดเขต 31 สิงหาคมนี้ อยากให้กำลังใจสาวๆเสื้อแดงท่านไหน เชิญแวะเข้าไปโหวต กดตรงนี้ ***

***เชิญนักกวี นักกลอนอย่านอนเปล่า ส่งกลอนเข้าประกวดจ้า ถึงฝีไม้ลายมือจะไม่ถึงขนาดกวีรัตนโกสินทร์ แต่ไอเดียและอุดมการณ์ของพวกเราเกินขั้นอยู่แล้ว***


***ปิดท้าย 100 วันวีรชนราษฎร์ประสงค์ด้วยบทกวี***

หนึ่งร้อยคืนผ่านผัน “วันฆ่าไพร่!”
กว่าร้อยศพแดดิ้นไปอย่างไร้ค่า
เลือดไหลโลมธรณินสิ้นราคา
ซ้ำร้ายยังตราหน้าว่าโง่งม

พวกเขาตายในยุคโลกตาลปัด
เพื่อนเคียงไหล่เคยไล่ฟัดกลับเสพสม
ร่วมสังวาสศักดินาเกลือกอาจม
ทิ้งอุดมการณ์กล้า “มหากวี”

ความตายช่างแตกต่างร่างเลือดโชก
หรือเศร้าโศกในเบื้องลึกสำนึกนี้
ต้องเป็นเหลืองทองอำพันเลือดชั้นดี
ต่อมกวีจึงปริแตกแหลกร้าวใจ

หนึ่งร้อยวันผ่านพ้นบนทางสู้
มวลชนย่อมเรียนรู้ศัตรูใหม่
ก้าวย่างอย่างสุขุมซุ่มเดินไกล
วิญญาณไพร่กระซิบว่า “อย่าหลงทาง”


บทกวีโดย ดาว วัญ กุ๋ย(อ่านฉบับเต็มที่นี่)

วันศุกร์, สิงหาคม 27, 2553

ฮีโร่ออสซี่กลับถึงบ้าน ลั่นไม่เสียใจถูกยัดคุก ภูมิใจได้ช่วยเสื้อแดงสื่อเจตจำนงการชุมนุมกับนานาชาติ


"No, definitely not (no regrets). They needed an English speaker to talk to the international media,"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวAAP


ชาวออสเตรเลียที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย เพราะเข้าร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาล กล่าวขณะเดินทางกลับถึงออสเตรเลียว่าเขาไม่เสียใจที่ถูกจับกุมคุมขังนาน 89 วัน โดยถูกกล่าวหาละเมิดกฎหมายประกาศฉุกเฉินห้ามชุมนุมกันทางการเมือง และภูมิใจที่ได้เข้าร่วมกับเสื้อแดง เพราะเขาได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับสื่อมวลชนต่างประเทศให้รู้ถึงเจตจำนงค์ของผู้ประท้วง ทั้งนี้จากรายงานของสำนักข่าวAAP-Australian Associated Press

นายConor David Purcell จากเมืองเพิร์ธ ถูกส่งตัวมาที่ศูนย์ตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่สัปดาห์ก่อนศาลไทยตัดสินว่าเขากระทำผิด ละเมิดพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากเขาเข้าร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมปีนี้

นายPurcellเป็นชาวไอริชโดยกำเนิด อายุ30 ปี ถูกทางการไทยจับกุมเมื่อวนที่ 23 พฤษภาคม ภายหลังรัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม และถูกปฏิเสธให้ประกันตัว และถูกคุมขังเป็นนักโทษเป็นเวลา 89 วัน

แต่นาย Purcell ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวAAPว่า เขาไม่เสียใจต่อบทบาทในการเข้าร่วมประท้วงรัฐบาลไทย แม้จะต้องลงเอยด้วยการถูกจับกุมคุมขังก็ตามที

"ไม่แน่นอนไม่ (ไม่เสียใจ) คนเสื้อแดงมีความจำเป็นต้องมีคนที่พูดภาษาอังกฤษกับสื่อต่างประเทศ"เขากล่าว และนั่นเป็นบทบาทที่เขาภูมิใจ

เมื่อวันศุกร์ก่อน ศาลไทยตัดสินให้เขามีการกระทำผิดละเมิดพระราชกำหนดห้ามชุมนุมเกินห้าคน โดยตอนแรกเขายืนหยัดจะต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด แต่ญาติมิตรของเขาได้ขอร้องให้สารภาพว่าทำผิดกฎหมายฝ่าฝืนประกาศฉุกเฉินร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีนปช. ศาลจึงสั่งลงโทษจำคุก 45 วัน แต่เนื่องจากติดคุกมาแล้ว 89 วันจึงสั่งปล่อยตัว

นาย Purcell กล่าวว่าเขาเคยเป็นทหารเก่าในหน่วยกำลังสำรองกองทัพออสเตรเลีย มีสุนทรพจน์ของเขากล่าวต่อฝูงชนผู้ประท้วงเสื้อแดง และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยผู้นำการประท้วงต่อต้านรัฐบาล และมีรายงานการเข้าร่วมประท้วง และขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยของเพอร์เซลในสื่อไทยด้วย

ผู้พิพากษาได้ตัดสินปล่อยตัว และนาย Purcellจึงถูกเนรเทศออกนอกประเทศไทย

นาย Purcell กล่าวว่าเขาโกรธเคืองที่กองทัพไทยเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสันติในวันที่ 19 พฤษภาคม แต่การกล่าวหาว่าเขาไปยั่วยุให้คนเสื้อแดงก่อความรุนแรงนั้นไม่จริง "คนเสื้อแดงอาจจะรู้จักผมดี แต่ผมไม่รู้จักพวกเขา และไม่รู้จักแกนนำวงในของฝ่ายประท้วงเสื้อแดง"

รัฐบาลไทยกล่าวหาว่า มีกลุ่มที่นิยมความรุนแรงภายกลุ่มเสื้อแดงขอเรียกร้องอย่างเกินขอบเขตการประท้วงอย่างสันติ เพื่องบีบบังคับให้รัฐบาลต้องลาออก

นาย Purcell กล่าวว่าเขาได้รับการเล่าจากคนแปลกหน้าว่าได้มีการเตรียมการ"เผาอาคาร(เหล่านี้)ลง"ด้วย

ทั้งนี้มีความพยายามกล่าวหากันไปมา โดยฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าฝ่ายผู้ประท้วงเตรียมการเผาอาคารหากการชุมนุมยุติลงด้วยการปราบปราม ส่วนฝ่ายผู้ชุมนุมก็อ้างว่า เหตุการณ์เผาทำลายอาคารเกิดขึ้นภายหลังยุติการชุมนุมและฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ไว้แล้ว และก่อนหน้านั้นมีข่าวว่าฝ่ายรัฐบาลหรือนักรบศรีวิชัยจะเผาห้างเพื่อโยนความผิดให้เสื้อแดง

สามเดือนของการประท้วงรุนแรงขึ้น นำไปสู่การตายจำนวน 91 ศพทั้งพลเรือนและทหาร อีกกว่า 1,900 คนได้รับบาดเจ็บในความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในเกือบ 20 ปี และมีกว่า 40 อาคารถูกไฟไหม้จากน้ำมือพวกลอบวางเพลิง

นาย Purcell กล่าวว่ายังคงยากที่จะอธิบายภาพที่ชัดเจนของกิจกรรมการประท้วงในช่วงที่ผ่านมานี้

"ยังช็อกอยู่ มันยากที่จะเข้าใจข้อเท็จจริง"เขากล่าว

นาย Purcell ทำงานในกัมพูชาและไทย เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ กล่าวว่าเขายังมีฝันร้าย และจะแสวงหาการรักษาพยาบาลในประเทศออสเตรเลีย

เขากล่าวว่าเขายังหวังที่จะกลับไปยังภูมิภาคนั้น และมีแผนการจะก่อตั้งมูลนิธิการกุศล

แต่อันดับแรกก็คือเขาต้องกลับบ้านที่เพิร์ธ ออสเตรเลียก่อน

"ผมจะกลับไปหาครอบครัวและเพื่อน ๆ และพักผ่อน"เขากล่าว

"ผมยังรู้สึกสุขภาพดีมาก"เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าว

แม้เขาจะมีประสบการณ์อันไม่พึงประสงค์หลายอย่างในเมืองไทย แต่Purcellกล่าวว่า สิ่งที่ได้เห็นภายใต้ระบบการเมืองของไทยคือ ความอบอุ่น ความกล้าหาญ และความจริงใจของประชาชนไทย

นาย Purcellจะได้กลับบ้านสัปดาห์หน้า และได้รับการจัดเที่ยวบินกลับไปเพิร์ธ หลังจากที่เขาต้องถูกขังคุกนานกว่า 3 เดือนในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ฝรั่งเสื้อแดงชาวอังกฤษอีกราย คือนายเจฟฟ์ ซาเวจ ซึ่งทางการไทยจ้องเล่นงานหนักหาว่าเขาชวนผู้ชุมนุมไปเผาห้างฯในช่วงชุมนุม แต่เพราะอังกฤษยังเป็นที่เกรงใจของชนชั้นนำไทย ได้มีการจัดแจงให้เขาสารภาพผิดเพียงข้อหาร่วมชุมนุมฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน และปล่อยตัวเนรเทศ

ซึ่งเขากล่าวทิ้งท้ายก่อยนอำลาแดนเถื่อนว่า"ผมหวังว่าจะเกิดความยุติธรรมขึ้นในเมืองไทย ไม่เฉพาะกับเสื้อแดง แม้แต่กับเสื้อเหลืองด้วย และทุกๆสีเสื้อ ผมหวังไว้อย่างนั้น"

หนึ่งร้อยคืนผ่านผันวันฆ่าไพร่




ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย
หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย

ตอกลิ่มซ้ำย้ำโศกโลกมนุษย์
จิตใจดำต่ำทรุดสุดรับได้
อาศัยซากตึกพังบังความตาย
กี่ซากศพกองก่ายใต้ซากตึก

หน้าไหนหรือใครคือฆาตกร
มันหลบซ่อนในเถื่อนถ้ำไร้สำนึก
มันลอยหน้าสาไถไม่รู้สึก
และคักคึกหยันเยาะหัวเราะร่า

หนึ่งร้อยคืนผ่านผัน “วันฆ่าไพร่!”
กว่าร้อยศพแดดิ้นไปอย่างไร้ค่า
เลือดไหลโลมธรณินสิ้นราคา
ซ้ำร้ายยังตราหน้าว่าโง่งม

พวกเขาตายในยุคโลกตาลปัด
เพื่อนเคียงไหล่เคยไล่ฟัดกลับเสพสม
ร่วมสังวาสศักดินาเกลือกอาจม
ทิ้งอุดมการณ์กล้า “มหากวี”

ความตายช่างแตกต่างร่างเลือดโชก
หรือเศร้าโศกในเบื้องลึกสำนึกนี้
ต้องเป็นเหลืองทองอำพันเลือดชั้นดี
ต่อมกวีจึงปริแตกแหลกร้าวใจ

หนึ่งร้อยวันผ่านพ้นบนทางสู้
มวลชนย่อมเรียนรู้ศัตรูใหม่
ก้าวย่างอย่างสุขุมซุ่มเดินไกล
วิญญาณไพร่กระซิบว่า “อย่าหลงทาง”

ทุกคนล้วนควรรักษาชีวิต
แม้บ้านเมืองมืดมิดดวงจิตสว่าง
ยกระดับสำนึกลึกและกว้าง
มิเคว้งคว้างคล้องใจกล้าประชาชน

แถวทหารแน่นหนาดั่งกำแพงนคร
คำสั่งแผ่วเบา อ่อนโยนและจริงจังเพียงประโยคเดียว คุไฟรักชาติ
ก่อกำเนิดตำนานวีรชนไพร่
บนแผ่นดินที่ไขว่คว้าหาความยุติธรรมยากยิ่ง
ดั่งเรายืนอยู่กันคนละโลก ?
ดวงวิญญาณผู้กล้าจักต้องสังเวยอีกกี่ครั้ง อีกกี่ศพ
หากจะมีสิ่งใดทดแทนชีวิตวีรชนทุกวีรกรรมจากอดีตอันเจ็บปวด
สิ่งนั้นย่อมมีคุณค่า มีความหมาย ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากร่างอันถมทับประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่
เป็นพลังมหานทีที่ไม่มีใครหน้าไหนทัดทานได้

เพื่อนผู้กล้า...
สั่งสมบทเรียนและรอเวลาสั่งสอนมันให้รู้ว่า
บัลลังก์แห่งการสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน
ทลายลงแล้ว !!!


“หลังฝุ่นควันตลบสงบลง
เมืองทั้งเมืองยังคงเงียบสงัด
ยินเพียงเสียงสะอื้นเศร้าเข้าโอบรัด
ร้องเรียกขวัญที่พรากพลัดกระจัดกระจาย”


บทกวีโดย ดาว วัญ กุ๋ย

ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรคิดได้ไงโยนขี้ทักษิณสั่งปิดสนามบิน ขึ้นป้ายหรายึดทำเนียบหาเสียงสก.




ที่มา เวบไวต์go6tv
27 สิงหาคม 2553

กรุงเทพฯ- พรรคการเมืองใหม่เผยธาตุแท้ ภูมิใจภาพก่อการร้ายบนป้ายหาเสียง

ชาวบ้านในเขตพระนคร แจ้งให้ www.go6tv.com ทราบว่า พรรคการเมืองใหม่ ได้เผยแพร่ป้ายหาเสียงล่าสุด ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งสก. ๒๙ สิงหาคมนี้ เป็นภาพผู้สมัคร สก.คือนายรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี(อมร หรือ อมรเทพ อมรรัตนานนท์ แกนนำพันธมิตรที่โดนคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และคดีกบฎยึดทำเนียบ)โดยมีภาพกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดทำเนียบรัฐบาลในปี ๕๑ เป็นภาพฉากหลัง

ประชาชนได้เห็นภาพนี้แล้วต่างวิจารณ์กันไปมาว่า เหตุการณ์ยึดทำเนียบรัฐบาลนั้นเป็นเหตุการณ์ที่นำความเศร้าสลดมาแก่ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทางการเมือง จนไล่ลามมาถึงการยึดสนามบินนานาชาติ พัฒนาระดับเป็นการ "ก่อการร้ายสากล"

ประชาชนต่างพยายามลืมภาพดังกล่าว โดยเห็นเป็นเรื่องเลวร้าย แต่พรรคการเมืองใหม่กลับภาคภูมิใจในฝีมือขนาดนำภาพยึดทำเนียบ มาเป็นภาพใช้หาเสียงให้ผู้สมัคร สก. สข. กรุงเทพฯ การยึดทำเนียบดังกล่าวลุกลามไปถึงการยึดสนามบินฯ โดยที่การดำเนินคดีดังกล่าวกลับไม่ได้คืบหน้าเลย ซ้ำยังได้รับคำยกย่องจากตำรวจผู้ดูแลสำนวนว่าเป็น "ผู้ก่อการดี"

"ไม่รู้เขาคิดยังไง ที่เอาภาพยึดทำเนียบมาใช้หาเสียง เขาไม่รู้สึกเลยสักนิดเลยหรือว่า อะไรถูกอะไรผิด ถึงขนาดกล้าเอามาเตือนความจำอันเลวร้ายบนป้ายหาเสียง เราเห็นภาพนี้แล้ว เรารู้สึกกลัว ขยะแขยง กับความคิดและนักการเมืองพวกนี้เหลือเกิน" ชาวบ้านในเขตพระนครคนหนึ่งกล่าว

มามุกใหม่อีกแล้ว ล่าสุดโจรก่อการร้ายพันธมิตรหาทางออกคดีก่อการร้ายยึดสนามบินได้แล้ว โดยป้ายความผิดไปให้ทักษิณว่าเป็นคนสั่งปิดสนามบินเอง

ทั้งนี้ASTV กระบอกเสียงของพันธมิตรได้สัมภาษณ์ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตร อ้างว่า "ผมมีหลักฐานว่านายทักษิณเป็นคนสั่งให้นายเสรีรัตน์(ผอ.การท่าอากาศยาน)ปิดสนามบินเลยเมื่อพันธมิตรมาถึง เพื่อโยนบาปให้ การปิดสนามบินจึงเป็นความผิดของเสรีรัตน์เอง และมั่นใจอย่างสูงว่าเราสุจริต การสุจริตใจจะเป็นศาสตร์กำบังทุกอย่างได้ โดยยืนยันต้องฟ้องกลับตำรวจ โดยหารือกันแล้ว ตอนนั้นที่ทำเนียบพันธมิตรถูกยิงตาย ยังไม่มีการเผาเลย และรัฐบาลก็ไม่เคยหาคนผิดมาได้ คนที่ตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงผิดกฎหมายอาญามาตรา 200 ต้องโดนจำคุกตลอดชีวิต" นายสุวัตร กล่าว

นายพิภพ ธงชัย แกนนำพันธมิตรกล่าวว่า แกนนำพันธมิตรสนับสนุนผู้สมัครพรรคการเมืองใหม่ทุกเขต โดยวันนี้เช้าที่ลานพระรูปทรงม้า พล.ต.จำลอง นายสุริยะใส นายสมศักดิ์ แกนนำพันธมิตรรุ่น 2 และตนจะไปให้กำลังใจผู้สมัครพรรคการเมืองใหม่ เพื่อบอกว่าแกนนำสนับสนุน และจะมีการแห่ไปทั่ว ตนจึงขอเชิญพี่น้องพันธมิตรออกมาให้กำลังใจ ผู้สมัครพรรคกมม.ที่กล้าลงสมัครทั้งๆที่ไม่ค่อยมีสตางค์ เราจะปักธงให้การเมืองเก่าเป็นการเมืองใหม่

หัวโจกผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเส้นใหญ่กร่างใส่ตร.เด็กเนวิน แถด้านๆปิดสุวรรณภูมิไม่เสียหายซักนิด มามุกใหม่"ทักษิณ"เป็นคนปิดสนามบิน


หยุด!ผู้ก่อการร้ายล้อมไว้หมดแล้ว-สนธิ ลิ้มทองกุล หัวโจกผู้ก่อการร้ายนำ 79 ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิเข้าพบตำรวจกองปราบปรามตามหมายเรียก แต่บรรยากาศเหมือนๆกับผู้ก่อการร้ายได้เข้ายึดกองปราบปราม เพราะมีสมุนโจร500คนตามไปล้อมกองปราบฯ โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายได้ข่มขู่ตำรวจที่ดำเนินคดี และเนวิน ชิดชอบ ที่เป็นลูกพี่ของหัวหน้าชุดดำเนินคดีอย่างแข็งกร้าว แน่นอนว่าสนธิลิ้มไม่ต้องนอนคุกแต่อย่างใด


หลังจากอุกอาจก่อคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสารนานาชาติ 700,000 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นเงิน 200,000 ล้านบาท และลอยนวลมานาน 639 วัน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯได้เข้าพบตำรวจตามหมายเรียกแล้ว โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆซักนิด และขู่เล่นงานกลับตำรวจผู้ดูแลคดีนี้ที่ใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ โดยบอกว่าเรื่องนี้เป็นคดีการเมือง

ที่สำคัญตำรวจไม่ได้มีการควบคุมตัวโจรก่อการร้ายยึดสนามบินแต่อย่างใด นับว่า2มาตรฐานกับแกนนำนปช.และเสื้อแดงที่แม้จะเข้ามอบตัวด้วยตัวเอง แต่ก็ถูกขังยาวมากว่า 3 เดือน ห้ามประกันตัว ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆว่าแกนนำนปช.พัวพันกับการก่อการร้าย หรือเผาทรัพย์สินตามข้อกล่าวหา

วันนี้ (26 ส.ค.) ที่กองปราบปราม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีชุมนุมสนามบิน ข่มขู่หัวหน้าชุดดำเนินคดีว่า ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมาให้พนักงานสอบสวนภายใน 30 วัน และพันธมิตรจะฟ้องกลับ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แน่ โดยผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 79 คน และถ้าแต่ละคนฟ้องรวม 79 คดี พล.ต.ท.สมยศก็รับไปแล้วกัน ทั้งนี้ ตนเห็นว่า พล.ต.ท.สมยศทำตามหน้าที่ที่นักการเมืองบอกมา ซึ่งคนไหนประชาชนเขาก็ทราบ ในขณะที่อีกไม่กี่ปี พล.ต.สมยศก็จะเกษียณ แต่ภาคประชาชนไม่มีวันเกษียณตาม

นายสนธิกล่าวถึงการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาด้วยว่า ตนมั่นใจ 100% เมื่อเห็นหลักฐานที่มีก็หัวเราะ เพราะที่แจ้งมาอาวุธที่มีก็แค่กระบองจึงไม่อาจเข้าข่ายก่อการร้าย ตนไม่หนักใจซึ่งหลักฐานอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็ได้นำคำปราศรัยมาแจ้ง และกล่าวหาว่าเราปิดสนามบิน แต่ล่าสุดนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ อดีตผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯ ก็ให้ได้การในศาลแพ่ง ยอมรับว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดสนามบิน และชุมนุมอยู่ในแลนด์ไซต์ซึ่งประชาชนมีสิทธิที่จะอยู่ได้ ขณะที่ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็ยอมรับว่าไม่มีความเสียหายเลย สรุปง่ายๆ ว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีการเมือง ตนจึงสงสัยว่า พล.ต.ท.สมยศรับงานการเมืองมาทำ ทั้งนี้ผู้ ถูกกล่าวหาทั้ง 79 คนไม่กลัว และยินดีที่จะสู้คดี โดยตนจะทำลายลักษณ์อักษรชี้แจงข้อกล่าวหา และเชื่อว่าคดีนี้ยังอีกนานจนกว่า พล.ต.ท.สมยศเกษียณไปแล้วก็ยังไม่จบ

“ผมขอพูดเป็นตัวแทน 79 คนที่โดนข้อกล่าวหา เราไม่กลัว การทำงานเพื่อชาติเพื่อเมืองมันต้องมีการถูกกลั่นแกล้ง แต่เชื่อผม คนเราทำดีเพื่อแผ่นดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ถ้าไม่ได้ทำงานเพื่อชาติเพื่อเมือง จะโดนยิง 200 นัดแล้วรอดได้อย่างไร รัฐบาลรู้ว่าใครยิง ผมก็รู้ และคนที่ยิงก็นอนไม่หลับ อยากยิงอีก แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นต่อชาติที่พวกพี่น้องรักจริง ไม่เหมือนคนบางคนร่วมงานกับทักษิณแล้วมาร่วมมือประชาธิปัตย์ แล้วมาบอกว่ารักสถาบัน แต่ 4 ปีที่ทักษิณหมิ่นสถาบัน กลับไม่ทำอะไรเลย” นายสนธิกล่าว

ทั้งนี้นายสนธิกล่าวพาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งกล่าวกันว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพลในการสนับสนุนพล.ต.ท.สมยศขึ้นมามีอำนาจในสำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กระทรวงคมนาคมกระทรงเดียวเสียหาย19,000ล้านบาท
กระทรวง คมนาคมรายงานว่า ได้มีการสรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ดำเนินการช่วย เหลือผู้โดยสารตกค้าง ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อรวมกับค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ รวมทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น 19,612,319,206.75 บาท

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)มีค่าใช้จ่าย 2,292,500 บาท

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีค่าใช้จ่าย 1,100,000 บาท

บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด มีค่าใช้จ่าย 796,899 สูญเสียรายได้ 103,592,900บาท รวม 104,389,799บาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าใช้จ่าย 570,427,790.68 บาท ค่าสูญเสียรายได้ถึง 13,236,001,371 บาท รวมเป็นเงิน 13,806,429,161.68 บาท

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) มีค่าใช้จ่าย 16,987,159.07 บาท สูญเสียรายได้ 574,000,000 บาท รวม 590,987,159.07 บาท

ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กองทัพเรือ มีค่าใช้จ่าย 542,426 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 2,544,200 บาท

สายการบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 85,033,961 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ จำนวน 5,019,000,000 บาท รวม 5,104,033,961 บาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ปิดสนามบินเสียหายยับ 2 แสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า โดยจำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 17.7 และ 22.5 ของจำนวนผู้โดยสารทั้งปี และการขนส่งสินค้าทางอากาศมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 18.0 และ 19.2 ของปริมาณสินค้าที่ขนส่งทั้งปี ธุรกรรมผ่านท่าอากาศยานที่ต้องหยุดชะงักลง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จึงหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการแข่งขันที่อาจสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลกระทบให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองต้องปิดให้บริการนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 มาจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ได้สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยหากรวบรวมความเสียหายที่หน่วยงานต่างๆ ประเมินออกมานั้น ในเบื้องต้นพบว่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท จากผลกระทบของธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ

การท่าอากาศยานแห้งประเทศไทยระบุว่า การปิดท่าอากาศยานในครั้งนี้ส่งผลกระทบให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทาง เข้าออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ 1.1 แสนคนต่อวัน เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกไม่สามารถขึ้นลงได้ 700 เที่ยวต่อวัน

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 26, 2553

ดำทั้งแผ่นดินคึกคักเบิร์ธเดย์นายพลอาวุโสเปรม


มีผู้นำเสนอภาพในเวบบอร์ดเรารักประชาไทว่ามีมือมืดนำโลงศพไปวางหน้าบ้านพักของนายพลอาวุโสเปรม โดยตามภาพมีผู้ระบุว่าเป็นหน้าบ้านพักที่โคราช


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2553

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ได้เข้าอวยพรวันเกิดครบรอบ 90 ปีของนายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ซึ่งเคยกล่าวเชียร์เขาว่า"คนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ"เมื่อค่ำวันนี้ โดยห้ามสื่อมวลชนตามเข้าไปทำข่าว

เสื้อแดงแต่งดำที่อิมพีเรียลลาดพร้าว-บรรยากาศคนเสื้อแดงแต่งดำเสวนา 2 ปี 2 มาตรฐานที่อิมพีเรียล ลาดพร้าวช่วงบ่ายวันนี้ ที่นั่งเต็ม จนต้องตีตั๋วนั่งตั๋วยืน (ดูภาพกิจกรรมทั้งหมด)




นปช.เชียงใหม่แต่งดำหน้าศาลากลาง แถลงโวยรัฐสองมาตรฐาน ร้องปล่อยตัวแกนนำ





สำนักข่าวประชาธรรม รายงานว่า ที่จังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ ( 26 ส.ค. 53 )เวลา 10.00 น. นปช.เชียงใหม่ กว่า 100 คนรวมตัวหน้าศาลากลางจ.เชียงใหม่เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวแกนนำนปช.ที่ถูกจับกุมและยื่นหนังสือแถลงการณ์ต่อรัฐบาลให้มีการดูแลประชาชนในทุกด้านเป็นมาตรฐานเดียวกันไม่ใช่เป็นสองมาตรฐานที่จะสร้างแต่ความแตกแยกในสังคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการชุมนุมครั้งนี้ทางกลุ่ม นปช.ได้ร่วมกันแต่งชุดดำพร้อมผูกผ้าแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม มีการทำกิจกรรมเลียนแบบห้องขังในเรือนจำ พร้อมผูกผ้าดำไว้อาลัยที่ห้องขังจำลอง พร้อมกันนั้นทางตัวแทนกลุ่ม นปช.เชียงใหม่เข้ายื่นหนังสือและแถลงการณ์ต่อนาย ชุมพร แสงมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งรองผู้ว่าฯรับเรื่องและรับปากว่าจะส่งต่อขึ้นไปให้นายกรัฐมนตรีตามกระบวนการ

นายศรีวรรณ จันทร์ผง ตัวแทนกลุ่ม นปช.กล่าวว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดประสงค์หลัก 2 เรื่องคือ อยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต้องปฏิบัติกับประชาชนให้เป็นมาตรฐานเดียวกันคือเราจะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรมีการเคลื่อนไหวในช่วงภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ก็ไม่ถูกจับไม่ถูกดำเนินคดี แต่ต่างกันกับกลุ่ม นปช.ที่แม้จะถูกสลายการชุมนุมแต่ก็ถูกตามกวาดล้างตามจับอยู่ตลอด

ในอีกเรื่องก็อยากให้มีการปล่อยตัวแกนนำ นปช. ให้ออกจากที่คุมขังก่อนเพื่อให้มีการดำเนินคดีความตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างยุติธรรม ให้มีโอกาสในการสืบค้นหาพยานหลักฐานมาแก้ต่างในคดี

นายศรีวรรณ กล่าวต่อว่าการออกมาใส่ชุดดำในวันนี้เพราะวันนี้เป็นวันเกิดบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประเทศไทยซึ่งเราก็รู้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดเกิดจากการปฏิวัติซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ก็คือต้นเหตุของปัญหา จึงเลือกแต่งชุดดำในวันนี้เพื่อไว้อาลัยถึงเหตุการณ์และต้นเหตุของปัญหา พวกเราจึงอยากฝากให้กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นธรรมทุกภาคส่วนและการกำหนดนโยบายต่าง ๆต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย


แถลงการณ์ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่
" วันที่ 26 ส.ค. เป็นวันสองมาตรฐานแห่งชาติ "


วันที่ 26 ส.ค. ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษในวันนี้เมื่อสองปีที่แล้ว วันที่ 26 ส.ค. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการหลายแห่งสร้างความเสียหายจนประเมินค่าไม่ได้ ความเสียหายที่ร้ายแรงเหล่านี้ นำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรง จนนำมาสู่ปัญหาสองมาตรฐานของสังคมไทยและเป็นเหตุนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดง จนในที่สุดจบที่โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ ที่สี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 19 พ.ค. 2553 จนถึงทุกวันนี้การดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความคืบหน้าแต่กลับถูกปกปิด ไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ และยังมีการแตะถ่วงคดีต่างๆ โดยการโอนเข้าไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เห็นว่ามีพฤติกรรมเลือกข้าง มีอคติ และรับใช้ทางการเมืองมากกว่าการดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตร ฯ ยังแสดงบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองรวมทั้งเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรไปชุมนุมหน้ากองทัพภาค 1 กดดันให้รัฐบาล ผลักดันชาวกัมพูชาตลอดแนวชายแดนไทยและเรียกร้องให้ยกเลิก เอ็ม โอยู43 ทั้งที่รัฐบาลยังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯอยู่

แตกต่างจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าและราชประสงค์ ที่ต่อมามีการจับกลุ่มดำเนินคดีแกนนำ นปช. 25 คนและไล่จับแกนนำอื่น ๆ กว่า 400 คน ทั้งที่หลายคนป็นความผิดเล็กน้อย เช่น ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลสั่งลงโทษสถานหนักให้จำคุกทันที ส่วนความผิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ในข้อหาพยายามฆ่าตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ ศาลลงโทษสถานเบารอลงอาญา ถือว่าสองมาตรฐานกลายเป็นความอัปยศในแผ่นดินไทย นำมาซึ่งความรุนแรงในสังคมไทยและสร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ

ดังนั้นจึงถือว่า "วันที่ 26 ส.ค. เป็นวันสองมาตรฐานแห่งชาติ" เพราะเป็นวันแห่งต้นกำเนิดความขัดแย้งของสังคมไทย จนนำมาสู่ความยุติธรรมอำมหิตในสังคมไทยตอนนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะนายยกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้ประกาศจะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่การกระทำที่ผ่านมานอกจากโวหารที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ การกระทำและสั่งการบางเรื่องยังขัดกับคำพูด อย่างเช่นการไล่ล่าจับกลุ่มแกนนำ นปช.แต่กลับไปขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรในการชุมนุมที่ขัดกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งก็คือการเข้าไปร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นั่นเอง

เราจึงเห็นพ้องต้องกันว่าหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่แท้จริง ต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง จะต้องใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสนับสนุนสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ขจัดการใช้กฎหมายอย่างสองมาตรฐานให้หมดไปจากสังคมไทย นำผู้กระทำผิดทุกคนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและพิพากษาอย่างยุติธรรมเท่าเทียมกัน ไม่ใช้อารมณ์แค้นเคืองส่วนตัวตั้งข้อหาฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ยุติธรรม หากจะปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรที่กระทำความผิดมีโอกาสต่อสู้ข้อกล่าวหาอยู่ภายนอกที่กุมขัง ก็ต้องให้โอกาสต่อกลุ่ม นปช. โดยปล่อยตัวออกไปต่อสู่ข้างนอก และหากยังจะกุมขังกลุ่ม นปช.อยู่ในคุกตะราง ก็ต้องเร่งดำเนินการต่อกลุ่มพันธมิตรให้พวกขาไปต่อสู้กับข้อกล่าวหาอยู่ในคุกตะรางเฉกเช่นกัน

การจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรืองสงบสุข เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรง การสร้างความยุติธรรมที่เท่าเทียมจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองสงบสุขนั้น การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นเพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่า หากจะเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อกลุ่มพันธมิตรเท่านั้นประชาชนคนไทยเรา ขอให้ท่านลาออกไปจากตำแหน่งที่ทรงคุณค่า ที่ต้องมีวุฒิภาวะ มีคุณธรรมนี้ อย่าได้สร้างเวรสร้างกรรมให้ประชาชนและประเทศชาติต่อไปอีกเลย

ชาวเชียงใหม่ผู้รักความป็นธรรม และรักประชาธิปไตย

หัวโจกผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเส้นใหญ่กร่างใส่ตร.เด็กเนวิน แถด้านๆปิดสุวรรณภูมิไม่เสียหายซักนิด



หยุด!ผู้ก่อการร้ายล้อมไว้หมดแล้ว-สนธิ ลิ้มทองกุล หัวโจกผู้ก่อการร้ายนำ 79 ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิเข้าพบตำรวจกองปราบปรามตามหมายเรียก แต่บรรยากาศเหมือนๆกับผู้ก่อการร้ายได้เข้ายึดกองปราบปราม เพราะมีสมุนโจร500คนตามไปล้อมกองปราบฯ โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายได้ข่มขู่ตำรวจที่ดำเนินคดี และเนวิน ชิดชอบ ที่เป็นลูกพี่ของหัวหน้าชุดดำเนินคดีอย่างแข็งกร้าว แน่นอนว่าสนธิลิ้มไม่ต้องนอนคุกแต่อย่างใด


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 สิงหาคม 2553

หลังจากอุกอาจก่อคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสารนานาชาติ 700,000 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นเงิน 200,000 ล้านบาท และลอยนวลมานาน 639 วัน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯได้เข้าพบตำรวจตามหมายเรียกแล้ว โดยหัวโจกผู้ก่อการร้ายคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆซักนิด และขู่เล่นงานกลับตำรวจผู้ดูแลคดีนี้ที่ใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ โดยบอกว่าเรื่องนี้เป็นคดีการเมือง

ที่สำคัญตำรวจไม่ได้มีการควบคุมตัวโจรก่อการร้ายยึดสนามบินแต่อย่างใด นับว่า2มาตรฐานกับแกนนำนปช.และเสื้อแดงที่แม้จะเข้ามอบตัวด้วยตัวเอง แต่ก็ถูกขังยาวมากว่า 3 เดือน ห้ามประกันตัว ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆว่าแกนนำนปช.พัวพันกับการก่อการร้าย หรือเผาทรัพย์สินตามข้อกล่าวหา

วันนี้ (26 ส.ค.) ที่กองปราบปราม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีชุมนุมสนามบิน ข่มขู่หัวหน้าชุดดำเนินคดีว่า ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและจะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมาให้พนักงานสอบสวนภายใน 30 วัน และพันธมิตรจะฟ้องกลับ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แน่ โดยผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 79 คน และถ้าแต่ละคนฟ้องรวม 79 คดี พล.ต.ท.สมยศก็รับไปแล้วกัน ทั้งนี้ ตนเห็นว่า พล.ต.ท.สมยศทำตามหน้าที่ที่นักการเมืองบอกมา ซึ่งคนไหนประชาชนเขาก็ทราบ ในขณะที่อีกไม่กี่ปี พล.ต.สมยศก็จะเกษียณ แต่ภาคประชาชนไม่มีวันเกษียณตาม

นายสนธิกล่าวถึงการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาด้วยว่า ตนมั่นใจ 100% เมื่อเห็นหลักฐานที่มีก็หัวเราะ เพราะที่แจ้งมาอาวุธที่มีก็แค่กระบองจึงไม่อาจเข้าข่ายก่อการร้าย ตนไม่หนักใจซึ่งหลักฐานอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็ได้นำคำปราศรัยมาแจ้ง และกล่าวหาว่าเราปิดสนามบิน แต่ล่าสุดนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ อดีตผู้ว่าการการท่าอากาศยานฯ ก็ให้ได้การในศาลแพ่ง ยอมรับว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดสนามบิน และชุมนุมอยู่ในแลนด์ไซต์ซึ่งประชาชนมีสิทธิที่จะอยู่ได้ ขณะที่ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็ยอมรับว่าไม่มีความเสียหายเลย สรุปง่ายๆ ว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีการเมือง ตนจึงสงสัยว่า พล.ต.ท.สมยศรับงานการเมืองมาทำ ทั้งนี้ผู้ ถูกกล่าวหาทั้ง 79 คนไม่กลัว และยินดีที่จะสู้คดี โดยตนจะทำลายลักษณ์อักษรชี้แจงข้อกล่าวหา และเชื่อว่าคดีนี้ยังอีกนานจนกว่า พล.ต.ท.สมยศเกษียณไปแล้วก็ยังไม่จบ

“ผมขอพูดเป็นตัวแทน 79 คนที่โดนข้อกล่าวหา เราไม่กลัว การทำงานเพื่อชาติเพื่อเมืองมันต้องมีการถูกกลั่นแกล้ง แต่เชื่อผม คนเราทำดีเพื่อแผ่นดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ถ้าไม่ได้ทำงานเพื่อชาติเพื่อเมือง จะโดนยิง 200 นัดแล้วรอดได้อย่างไร รัฐบาลรู้ว่าใครยิง ผมก็รู้ และคนที่ยิงก็นอนไม่หลับ อยากยิงอีก แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นต่อชาติที่พวกพี่น้องรักจริง ไม่เหมือนคนบางคนร่วมงานกับทักษิณแล้วมาร่วมมือประชาธิปัตย์ แล้วมาบอกว่ารักสถาบัน แต่ 4 ปีที่ทักษิณหมิ่นสถาบัน กลับไม่ทำอะไรเลย” นายสนธิกล่าว

ทั้งนี้นายสนธิกล่าวพาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งกล่าวกันว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพลในการสนับสนุนพล.ต.ท.สมยศขึ้นมามีอำนาจในสำนักงานกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กระทรวงคมนาคมกระทรงเดียวเสียหาย19,000ล้านบาท
กระทรวง คมนาคมรายงานว่า ได้มีการสรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ดำเนินการช่วย เหลือผู้โดยสารตกค้าง ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเมื่อรวมกับค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ รวมทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น 19,612,319,206.75 บาท

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)มีค่าใช้จ่าย 2,292,500 บาท

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีค่าใช้จ่าย 1,100,000 บาท

บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด มีค่าใช้จ่าย 796,899 สูญเสียรายได้ 103,592,900บาท รวม 104,389,799บาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าใช้จ่าย 570,427,790.68 บาท ค่าสูญเสียรายได้ถึง 13,236,001,371 บาท รวมเป็นเงิน 13,806,429,161.68 บาท

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) มีค่าใช้จ่าย 16,987,159.07 บาท สูญเสียรายได้ 574,000,000 บาท รวม 590,987,159.07 บาท

ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กองทัพเรือ มีค่าใช้จ่าย 542,426 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 2,544,200 บาท

สายการบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 85,033,961 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ จำนวน 5,019,000,000 บาท รวม 5,104,033,961 บาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ปิดสนามบินเสียหายยับ 2 แสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า โดยจำนวนผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 17.7 และ 22.5 ของจำนวนผู้โดยสารทั้งปี และการขนส่งสินค้าทางอากาศมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 18.0 และ 19.2 ของปริมาณสินค้าที่ขนส่งทั้งปี ธุรกรรมผ่านท่าอากาศยานที่ต้องหยุดชะงักลง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จึงหมายถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจและโอกาสทางการแข่งขันที่อาจสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลกระทบให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองต้องปิดให้บริการนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 มาจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ได้สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยหากรวบรวมความเสียหายที่หน่วยงานต่างๆ ประเมินออกมานั้น ในเบื้องต้นพบว่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท จากผลกระทบของธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ

การท่าอากาศยานแห้งประเทศไทยระบุว่า การปิดท่าอากาศยานในครั้งนี้ส่งผลกระทบให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทาง เข้าออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ 1.1 แสนคนต่อวัน เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกไม่สามารถขึ้นลงได้ 700 เที่ยวต่อวัน