วันอาทิตย์, มกราคม 31, 2564

"ลูกบ้านโป่งไม่อินเผด็จการ" เปิดใจ "ถึงลุงจะไม่ไปก็ขอไล่"



iLaw
8h ·

เปิดใจทีมเดิน "ลูกบ้านโป่งไม่อินเผด็จการ" เพราะแรงยังมีจึงก้าวเดิน
.
วันที่ 22 มกราคม 2564 อนุชิต เริงประดิษฐ์ หรือ "แอค" ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาโพสต์ข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก "ลูกบ้านโป่งไม่อินเผด็จการ" ซึ่งเป็นกลุ่มสาธารณะว่าในวันที่ 24 มกราคม 2563 พวกเขาจะเดินเท้าจากอำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรีเข้ากรุงเทพเพื่อไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาออกจากตำแหน่ง โดยภาพกราฟฟิกประชาสัมพันธ์กิจกรรมมีภาพหอนาฬิกาบ้านโป่งกับภาพทำเนียบรัฐบาลพร้อมข้อความที่คล้ายเป็นการสื่อความในใจถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า "กูไม่ทนมึงแล้วไอ้ลุง" จากนั้นในวันที่ 24 มกราคม 2564 อนุชิตพร้อมเพื่อนอีกสองคนได้แก่ อังศุมาลินหรือ "เฟิร์น" และจรินทรหรือ "จ๋า" ก็เดินเท้าจากอำเภอบ้านโปง จังหวัดราชบุรีในเวลาประมาณ 6.15 น. ทั้งสามเริ่มการเดินเท้าเป็นระยะทางประมาณ 76 กิโลเมตร จากตัวอำเภอบ้านโป่ง เข้าสู่ถนนเพชรเกษม ผ่านจังหวัดนครปฐม ศาลายา ก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล
.
ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างร้อนในช่วงบ่ายวันที่ 25 มกราคม 2564 ไอลอว์ถือโอกาสชวนอนุชิตหรือ "แอค" แอดมินกลุ่ม "ลูกบ้านโป่งไม่อินเผด็จการ" พูดคุยถึงที่มาที่ไปของการเดินเท้าครั้งนี้ แม้ว่าการเดินเท้าของอนุชิตกับเพื่อนจะจบลงด้วยดีแต่เมื่อพวกเขากลับไปบ้านโป่งก็พบว่ามีการส่งสัญญาณที่ไม่ดีนักจากกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดกับผู็มีอำนาจในพื้นที่
////////////////////////////////////////////
++รัฐประหารคือตัวจุดชนวน++
อนุชิตเล่าว่า เขาเป็นคนบ้านโปง แต่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่อายุ 17 ปีแล้วก็อยู่เรื่อยมาจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์2563 ที่โควิด19 เริ่มระบาดหนัก ตัวเขาจึงตัดสินใจกลับไปบ้านโป่งทั้งด้วยเหตุผลด้านธุรกิจและด้านครอบครัวที่พ่อกับแม่อายุมากจึงอยากจะไปดูแลใกล้ๆ เพราะคนมีอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายถึงชีวิตหากติดเชื้อโควิด19 เมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน อนุชิตก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองในทันทีทันใดเพราะเขาต้องเริ่มปรับตัวกับ "บ้านหลังเดิม" ที่จากไปนานรวมทั้งต้องแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา
.
"พี่เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เรียนอยู่ประมาณม.3 ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์พฤษภา 35 พอดี พี่รู้สึกโกรธที่เห็นทหารทำร้ายประชาชน แต่ตอนนั้นเองพี่ยังเด็กแล้วก็ยังอยู่ที่บ้านโป่งเลยยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร"
.
"ช่วงปี 2549 ที่มีการรัฐประหารคุณทักษิณพี่ก็รู้สึกโกรธเพราะสำหรับพี่รัฐบาลคุณทักษิณถือว่าทำอะไรหลายๆอย่างให้ประชาชน จริงๆตอนนั้นพี่อยู่กรุงเทพแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวอะไร ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มนปช.และมีการสลายการชุมนุมพี่ก็ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวอะไรกับเขา คือพี่ชอบคุณทักษิณก็จริงแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับหลายๆอย่างที่แกนนำนปช.ทำ"
.
"พอมามีรัฐประหาร 57 ของคุณประยุทธ์พี่ก็รู้สึกว่ามันรับไม่ได้แล้วเลยออกมาชุมนุมกับเขาที่อนุสาวรีย์ชัยแล้วก็ยังวิ่งหนีทหารอยู่เลย"
.
"ถ้าจะถามว่าอะไรทำให้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในตอนนี้มันคงเป็นเรื่องของการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในอดีตหลายๆครั้ง มองย้อนกลับไปเราเห็นรัฐบาลอย่างชาติชายที่ตอนนั้นทำให้ประเทศวิ่งไปข้างหน้าเป็นนิกส์ (ประเทศอุตสาหกรรมใหม่) ก็ถูกทหารเอาออก รัฐบาลคุณทักษิณก็ไม่ต่างกัน มันชัดเลยว่าการรัฐประหารคือการดึงประเทศถอยหลังอย่างแท้จริง"
.
++บ้านโป่ง พื้นที่พิเศษ พื้นที่ที่ท้าทาย++
.
อนุชิตเล่าต่อว่า ตัวเขาเองหลังกลับไปอยู่ที่บ้านโป่งก็เคยขึ้นมาชุมนุมที่กรุงเทพเป็นระยะแต่ยังไม่เคยจัดการชุมนุมในพื้นที่มาก่อน กระทั่งในเดือนตุลาคม 2563 ที่สถานการณ์เริ่มร้อนแรง เขาได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กของคนบ้านโป่ง ที่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง
.
"บ้านโป่งเป็นพื้นที่ที่มีความเฉพาะ ในอดีตเคยเกิดไฟไหม้ใหญ่ที่นี่แล้วในหลวงรัชกาลที่เก้าเสด็จมาเยี่ยมและพระราชทานความช่วยเหลือ ทำให้ผู้คนที่นี่รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงและราชวงศ์ ซึ่งตรงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรหรอกแต่ตอนหลังมีคนบางกลุ่มเอาเรื่องของความจงรักภักดีไปผูกโยงกับแนวคิดทางการเมืองหรือกลุ่มการเมืองสุดท้ายเลยกลายเป็นว่าที่บ้านโป่งเป็นพื้นที่ที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง"
"พี่เข้าไปในกลุ่มเฟซบุ๊กวันเดียวก็ถูกแอดมินที่มีความคิดความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกันเตะออกจากกลุ่มเลยเพราะตอนนั้นผมดันเข้าไปซาวเสียงว่าจะจัดม็อบที่บ้านโป่งดีไหม " (หัวเราะ)
.
"เอาจริงๆตอนที่เข้าไปชวนคนชุมนุมผมก็แปลกใจนะเพราะมีคนสนใจเยอะผิดคาด สิ่งที่ทำให้พี่ตัดสินใจจัดม็อบในบ้านโป่งก็เพราะอีกฝั่งเขาจัดก่อน กลุ่มคนที่ไม่พอใจพวกแฟลชม็อบที่กรุงเทพในบ้านโป่งเค้านัดชุมนุมกันที่หอนาฬิกาบ้านโป่งแล้วปรากฎว่ามีคนไปคอมเมนท์ด่าเพราะการชุมนุมตรงนั้นจะทำให้รถติดมาก พี่เห็นแบบนั้นก็เลยไปแจ้งการชุมนุมจะจัดการชุมนุมในวันเดียวกันเลย แต่ตำรวจไม่ยอมอ้างว่ากลัวม็อบชนม็อบซึ่งอันนี้พี่ก็พอเข้าใจ สุดท้ายเราก็เลยยอมเลื่อนไปจัดอีกสองวันให้หลัง"
.
"ครั้งนั้นการชุมนุมก็เป็นไปได้ด้วยดี มีคนมาร่วมชุมนุมกับเราน่าจะประมาณ 800-1,000 คนซึ่งถือว่าเยอะกว่าผู้ชุมนุมกลุ่มต่อต้านแฟลชม็อบอยู่"
.
"หลังพี่ถูกเตะออกจากกลุ่มเฟซบุ๊กอย่างที่เล่าไปตอนแรก พี่ก็รีบคิดว่าจะใช้ช่องทางไหนในการสื่อสารดี แล้วก็คิดขึ้นได้ว่ามันมีกลุ่มเฟซบุ๊กการเมืองอยู่กลุ่มหนึ่งที่ไม่แอคทีฟแล้ว พี่ก็เลยเข้าไปเปลี่ยนชื่อกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มลูกบ้านโป่งไม่อินเผด็จการมาใช้เป็นช่องทางสื่อสารหลักเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมแล้วก็แลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างเพื่อนๆ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสาธารณะ ใครจะเข้าก็ได้ ไอโอจะเข้าหรือคนฝั่งโน้นจะเข้าก็ได้ไม่ว่ากัน"
.
++We will never walk alone++
.
กระแสการชุมนุมแฟลชม็อบที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในปี 2563 ลดดีกรีความเข้มข้นลงในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น สถานการณ์ระบาดของโควิด 19 ที่รุนแรงขึ้น รวมทั้งแกนนำผู้ชุมนุมหลายๆคนก็ต้องทยอยขึ้นโรงขึ้นศาล อนุชิตจึงตัดสินใจขยับในแบบของเขา
.
"พี่แค่คิดอยากจะทำอะไรซักอย่าง พี่เองก็เคยจัดการชุมนุมแต่พี่ดูแล้วก็คิดว่าถ้าจะจัดการชุมนุมช่วงนี้น่าจะไม่ค่อยเวิร์ค คนคงไม่ค่อยมาแล้วก็เลยคิดว่าเอาวะงั้นเดินดีกว่า เพราะอย่างน้อยถึงคนจะมาไม่เยอะแต่อย่างน้อยด้วยรูปแบบกิจกรรมเองมันก็น่าจะดึงดูดให้คนสินใจได้"
.
"พี่เป็นพวกคิดเร็วทำเร็ว พอคิดปุ๊ปก็คุยกับน้องจ๋าและก็น้องเฟิร์นคนบ้านโป่งที่รู้จักกันว่าจะเดินนะ เขาก็ถามว่าจะมีคนเดินกะพี่เหรอ พี่ก็บอกไม่เป็นไรถ้าไม่มีพี่เดินคนเดียวก็ได้ ว่าแล้วก็ประกาศวันที่ 22 และวันที่ 24 ก็เอาเลย น้องเขาก็คงไม่อยากปล่อยพี่ไปคนเดียวสุดท้ายเค้าก็เลยอาสามาเดินด้วยทั้งสองคน เลยกลายเป็นว่ามีพี่ มีเฟิร์น มีจ๋า"
.
"พอเราประกาศออกไปก็ฮือฮาใหญ่ ทั้งป้าๆที่บ้านโป่งทั้งตำรวจ พี่รับสายไม่รู้กี่สายทั้งตำรวจในพื้นที่ทั้งตำรวจนครปฐม โดยเฉพาะตำรวจในพื้นที่ โทรมาถามพี่ดิบดีว่าจะรวมตัวตรงไหน พี่ก็บอกว่าที่สน.นั่นแหละ (สภ.บ้านโป่งตั้งอยู่ติดกับหอนาฬิกาบ้านโป่ง) แหมคุยกันดิบดีพอตอนเช้าพี่กะจะไปขอจอดรถขนของแป๊บนึงปรากฎว่าพอไปถึงสน.ก่อนหกโมงมีตำรวจมาประจำเป็นร้อยนายแถมปิดประตูห้ามเข้า...พี่นี่งงเลยแต่ก็เข้าใจเขาแหละ"
.
"ก่อนจะเริ่มเดินก็มีพวกป้าๆที่บ้านโป่งเขามาส่งพวกพี่อยู่นะแต่คนเดินจริงๆก็มีเท่านี้พวกป้าๆเค้าเดินไม่ไหวกัน จริงๆตอนที่เราประกาศว่าจะเดินก็มีทีมของม็อบใหญ่ที่กรุงเทพติดต่อมานะทั้งทีมการ์ดและทีมพยาบาลว่าจะมีช่วยเป็นทีมซัพพอร์ตเราระหว่างการเดิน แต่ปรากฎว่าพอพวกพี่มีถึงจุดสตาร์ทก็ไม่เจอใครเลย รอกันถึงประมาณหกโมงสิบห้าก็แบบไม่ได้ละต้องออกเดินละ เพราะเราประกาศว่าจะเดินหกโมงตอนนั้นก็เลยมีแค่พวกพี่สามคนกับเพื่อนๆคนบ้านโป่งที่ช่วยขับรถบริการตามหนึ่งคัน"
.
"พอเราออกได้ไม่เกินสามกิโลพี่ก็ได้รับโทรศัพท์จากพวกน้องการ์ดว่าพวกเขามาถึงบ้านโป่งตั้งแต่ตีสามแล้ว แต่มีพวกนอกเครื่องแบบจากกรุงเทพตามมา พวกเขาต้องหลบไปอยู่บ้านคนรู้จักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในบ้านโป่ง รอจนเช้าถึงได้ตามพวกพี่ไปที่จุดนัดพบแต่ไม่เจอใคร แล้วเขาก็ขับรถตามมา"
.
"พี่พูดกับสื่อหลายแห่งละก็ต้องพูดอีกครั้งว่าพี่กับเพื่อนๆที่บ้านโป่งต้องขอบคุณทีมการ์ดกับทีมพยาบาลจากกรุงเทพมาก พวกเขาไม่ได้แค่ดูแลความปลอดภัยหรือช่วยดูแลเรื่องสภาพร่างกายของพวกเราระหว่างเดินแต่ยังช่วยสื่อสารให้พวกเราด้วยการถ่ายทอดเฟซบุ๊กไลฟ์ด้วยทำให้กิจกรรมเล็กๆของเราที่มีคนร่วมเดินโดยตลอดแค่สามคนกลายเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปได้สำเร็จ ต้องขอบคุณน้องๆเขาอีกครั้ง"
.
"ถ้าถามว่าอุปสรรคระหว่างทางวันนั้นคืออะไรอย่างเดียวเลยคือแดด แต่ไอ้ที่ว่าฝ่ายตรงข้ามมาก่อกวนอะไรนั่นไม่มีนะก็แค่ตอนที่เราเดินออกจากบ้านโป่งได้ซักพักไม่ถึงสามโล มีคนขี่มอเตอร์ไซค์คล้ายเพิ่งกลับจากตลาดคนหนึ่งขี่รถผ่านพวกเราแล้วตะโกนว่าพวกหนักแผ่นดินแล้วก็ขี่รถผ่านไปพวกเราก็ขำกันไม่ได้ว่าอะไร แล้วระหว่างทางก็มีคนให้กำลังใจพวกเรานะโดยเฉพาะตอนที่เดินมาถึงแถวๆศาลายาหรือช่วงตลื่งชันที่เข้าใกล้กรุงเทพ ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณน้องๆทีมการ์ดที่ลองไปซัพพอร์ตเราตั้งแต่ที่บ้านโป่งเลย พวกเขาช่วยดูแลเราตั้งแต่บ้านโป่งแล้วก็ประสานงานให้เราได้มาค้างคืนตรงจุดนี้ (ข้างสวนกรมหลวงชุมพรฯ ใกล้ทำเนียบรัฐบาล) แถมจัดหาเต็นท์ไว้ให้เสร็จสรรพ พี่ๆป้าๆที่กรุงเทพก็แวะมาเยี่ยมส่งข้าวส่งน้ำให้พวกเราจนรู้สึกอบอุ่นมากต้องฝากขอบคุณทุกๆคนผ่านทางนี้อีกครั้งหนึ่งด้วย"
.
++ถึงลุงจะไม่ไปก็ขอไล่++
.
การเดินเท้าโดยเฉพาะในระยะทางไกลในยุคที่การเดินทางข้ามจังหวัดหรือกระทั่งข้ามประเทศทำได้อย่างรวดเร็วถือเป็นการย้ำความสำคัญของการเดินทางครั้งนั้นๆ ฉันนั้น อนุชิตระบุว่า ที่เขาเลือกที่จะใช้วิธีเดินเท้าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะต้องการทำให้กิจกรรมเล็กๆนี้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน แต่ขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าการเดินโดยตัวของมันเองคือการขีดเส้นใต้ว่าพวกเขาจริงจังและหนักแน่นกับข้อเรียกร้อง
.
"สำหรับการเดินครั้งนี้พวกพี่แค่ต้องการส่งสัญญาณถึงนายกว่า กูไม่เอามึงแล้ว (พูดพร้อมชูเสื้อตัวที่เขาสวมเดินวันแรกที่ด้านหลังมีข้อความว่า "กูไม่ทนมึงแล้วไอ้ลุง")"
.
"คือจริงๆพี่ก็เห็นด้วยกับแนวทางของราษฎรและสามข้อเรียกร้องนะ และพี่ก็เข้าร่วมการชุมนุมที่ชูข้อเรียกร้องสามข้อที่กรุงเทพอยู่นะ แต่สำหรับครั้งนี้ที่พี่ชูแค่ข้อเรียกร้องเดียวคือไล่ประยุทธ์ออกไป เพราะแม้แต่ข้อเรียกร้องนี้ที่ดูจะง่ายที่สุดในบรรดาสามข้อก็ยังดูจะเป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้มาส่งเสียงของเราตรงนี้"
.
"เราก็อำเจ้าหน้าที่อยู่บ้างนะว่าเดินมาเหนื่อยอาจจะต้องพักยาวซักอาทิตย์นึง อำเค้าไปยังงั้นแต่จริงๆเราก็อยากกลับบ้านไม่รู้จะอยู่ทำไม "
.
"เราเดินมาถึงที่นี่ (สวนกรมหลวงชุมพรฯ ข้างทำเนียบรัฐบาล) ตอนสองทุ่มกว่า ทางทีมการ์ดเขาช่วยประสานทางเจ้าหน้าที่ไว้แล้วว่าเราจะต้องนอนตรงนี้ ตอนที่มาถึงเลยไม่ได้ต้องเจรจาอะไรมากนัก แต่อยากจะบอกว่า เราก็น่าสงสารน่าเห็นใจ เป็นผู้ชายตัวเล็กๆ เดินมาเหนื่อยๆ เขาก็ต้องให้เราพัก ถามว่าเรามาทำอะไร ก็มาไล่มึงไง ก็ต้องมาดูแลเราก็ประเทศประชาธิปไตยมันต้องแบบนั้นสิ ต้องรับฟังเสียง " อนุชิตกล่าวแบบติดตลกแต่ปนน้ำเสียงจริงจัง
.
เย็นวันที่ 27 มกราคม 2564หลังอนุชิตและคณะกลับถึงบ้านโป่งทีมงาน iLaw ได้โทรสอบถามความเคลื่อนไหวของเขาอีกครั้งจึงได้รับข้อมูลว่า จ๋า หนึ่งในทีมที่ร่วมเดินจากบ้านโป่งไปกรุงเทพซึ่งบังเอิญมีญาติเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ได้รับการติดต่อจากญาติมาว่ามีคนของนักการเมืองท้องถิ่นติดต่อมาว่านักการเมืองคนท้องถิ่นคนดังกล่าว "ไม่สบายใจ" ที่เธอมาร่วมและบอกกับญาติของเธอว่า เขาจะมาหาที่บ้าน อย่างไรก็ตามจนถึงวันที่ 28 มกราคมก็ยังไม่มีบุคคลใดเข้ามาที่บ้านของจ๋าแต่อย่างใด
#ชุมนุม2564 #ลูกบ้านโป่งไม่อินเผด็จการ

Matichon TV คุยกับ "ทิม พิธา" ในวันที่ ส.ส.ก้าวไกล ประกาศแหกมติพรรค ไม่ร่วมแก้ไข ม.112 ย้ำได้เวลาคัดกรองคนสำหรับการเลือกตั้งคราวหน้า


วันเสาร์, มกราคม 30, 2564

รัฐบาลต้องพิมพ์ภาพ ‘พ่อหลวง’ แจกอาณาประชาราษฎร์ไว้ตรวจตรา จะได้ไม่แต่งตัวเหมือนเข้า "มิฉะนั้นอาจติดคุกหัวโตด้วยข้อหา ๑๑๒ โดยมิได้ตั้งใจ"


ไม่ทราบว่าคนที่เปิดประเด็น ‘แอมมี่’ แต่งกายเลียนแบบ ร.๙ นั้นเป็น วัน อยู่บำรุง หรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าเขลามากๆ หาก ‘วัน’ เป็นผู้จงรักภักดีแท้ทรู มิใช่เพียง ‘สลิ่มลูกชุบ’ เช่นที่เขานินทากัน เพราะเหมือนเปิดกระป๋องเจอหนอนอย่างฝรั่งว่า

เป็นที่น่าสังเกตุว่านับแต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลนี้ ต้องประทับอยู่ในราชธานีแบงค็อคเป็นเวลานานกว่าเคยเป็นมา นัยว่าอาจจะประทับถาวร หากเงี่ยหูฟังเสียงขบวนการล้มเจ้า ที่ว่าฝ่ายค้าน ‘เจอมัน’ ชักจะจิกหนัก จนบรรยากาศไม่เหมาะจะทรงพระเกษมสำราญ

อีกทั้งข่าวลือจะมี ‘วรราชเทวี’ รายใหม่ในวันที่ ๒๖ มกรา ซึ่งฝ่อไป แต่มีการเลื่อนขั้นยศทหารหญิงผู้ติดตามเจ้าคุณพระเป็นพันโท จนให้พวก ‘ตลาดหลวง’ ลือกันไปอีกว่าคนนี้แหละหมายเลข ๓ เพราะนามสกุลพระราชทาน สิริวชิรภักดิ์

แล้วยังมีสร้อยข้อมือกับแหวนงามเพริดประดับข้างซ้ายและนิ้วนาง ก็เลยฟันธงชัยเฉลิมพลกันว่าพวกที่ตกค้างอยู่ ร.ร.การ์มิสซ์ บาวาเรีย ซึ่งฝรั่งเรียกฮาเร็มนั่น ย้ายถิ่นฐานกลับพระนครหมดแล้ว เพื่อปักหลักอยู่ยาว เอาอย่างขี้ตู่นักยึดอำนาจชั้นดี

ตานี้มันมีรูปไชยอมร แก้ววิมลพันธุ์ “ในชุดสูท สวมแว่นตา สะพายกล้อง ถือสมุด นั่งอยู่ข้างรถกระบะ อยู่กับ ทราย เจริญปุระ ในชุดเสื้อยืดสีดำ แว่นดำ ชี้นิ้วไปข้างหน้า” ซึ่งแม่ยกประชาธิปไตยบรรยายภาพว่า “ชมเหมือง” ตอนลงพื้นที่จังหวัดเลย

ส.ส.วัน พรรคเพื่อไทย ก็เอาเชียว โพสต์เฟชบุ๊คว่าเป็นการ “แต่งตัวล้อเลียนเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน...ติดคุกอย่ามาร้องก็แล้วกัน” แต่ กานดา นาคน้อย @kandainthai แย้งว่ายังไม่สมบูรณ์ “คอสตูมฝ่ายหญิงขาดหมวกปีกกว้าง ขอหัก ๑ แต้ม”

สำหรับเราไม่รู้นะ ว่าเขาจงใจล้อเลียนกันจริงหรือเปล่า เห็นรูปมิสเตอร์ ‘บ้อทท่อมบลูส์’ ไปไหนๆ ก็ชุดนี้มาตั้งนานแล้วนี่ ก็เลยเฮ้ย วัน ‘เม้คซีน’ เหมือนสยามไบโอไซน์หรือป่าวฮะ ก็เลยโดน Somyot Pruksakasemsuk ใส่ซะเจียนจะบรรลัย

“คือ ๑. เป็นนักการเมืองเมื่อวานซืน ที่รู้จักโลกมากไม่เกินกว่ารอยเท้าของตัวเอง ๒. มีนิสัยข่มขู่ประชาชนที่ไม่แตกต่างไปจากพวกเผด็จการ” แถมคำจำกัดความ “นักการเมืองเมื่อวานซืนหลายคนที่เติบโตมากับสุรา นารี ในผับในบาร์

จึงอาจไม่รู้มาก่อนว่าพรรคเพื่อไทยถูกรัฐประหารมาหลายครั้ง” แหม่ จะไปว่าเขาอย่างนั้นไม่ใช่มั้ง เขาคงรู้ดีกว่าเราๆ คิด เห็น @phoom91 พาดถึงวลี ‘ใจถึงพึ่งได้’ ยี่ห้ออยู่บำรุง “ควรหยุดใช้...วลีนี้มันไม่เหมาะกับคนปากกล้าขาสั่นหรอก

กูนึกถึงวันที่มึงเอาดอกไม้ไปกราบขอขมาทหารวันนั้นได้ดี” หมายความว่าเขาก็ตั้งใจไปทางนั้นอยู่แล้ว พูดไปทำไรมี เมื่อก่อนนี้ (ไม่ไกล) คำว่า ‘เสื้อแดง’ ยังมีหลายเฉด ตั้งแต่ ล้มเจ้า เสรี ทักกี้ และสู้ไปกราบไป ฉันใดฉันนั้น ‘สลิ่ม’ ก็เช่นกัน


จึงได้มีคนเอารูปเก่าครั้ง สมีอิสระนั่งรถเข็นออกจากโรงพยาบาล ปิดตาข้างเดียว กับรูป ปรีชา สว.ทำงานออนไลน์ (ปีหนึ่งไปสภาสักสิบหน) กับมาดามผ่องพรรณภรรยาเจ้ายศเจ้าอย่าง มาเทียบเคียง รูปเหล่านั้นก่อกระแสทัวร์ลงเสียอ่วมเหมือนกัน

แต่ก็รอดมาได้สบายบรื๋อ เป็นพระอาจารย์ของ คสช. กับน้องสะใภ้หัวหน้าซะอย่าง ไม่รอดก็บ้าละสิ เช่นนี้เป็นความรอบคอบของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข คนที่ติดคุกเพราะทำนิตยสารชื่อ ‘คนรักทักษิณ’ เขาจึงไปปรึกษา ‘อากู๋’ ก่อนอื่นใด

ได้ความว่ากษัตริย์ภูมิพลนั้นเวลาเสด็จลงพื้นที่ธุรกันดาร ทรง “ใช้เสื้อในหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งชุดสูทหลายสี เสื้อเชิต ชุดทหาร ฯลฯ มีเพียงชุดสูทเดียวที่ปรากฏมีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดของแอมมีในภาพดังกล่าว”

อีกทั้งการสวมแว่นสายตาและสะพายกล้อง “กล้องถ่ายรูปในภาพของแอมมี่ใช้ยี่ห้อ ‘แคนนอน’ แต่ ร.๙ ใช้กล้องยี่ห้อ ‘นิคอน’ และ ‘มินอลต้า’ สายสะพายกล้องก็ไม่เหมือนกัน” แสดงว่า มิใช่จงใจ “แต่งกายเลียนแบบ ร.๙ อย่างแน่นอน”

ไม่เช่นนั้นรัฐบาลประยุทธ์จักต้องพิมพ์ภาพ ร.๙ ในชุดฉลองพระองค์ต่างๆ รวมทั้งพระอิริยาบถทั้งหลายแหล่ เช่น นั่งพับเพียบกับสนามหญ้าลูบหัวคุณทองแดง แจกให้อาณาประชาราษฎรเอาไปติดไว้บนข้างฝาบ้าน เพื่อคอยสำรวจตรวจสอบ

ให้แม่นมั่นเสียก่อนออกจากบ้าน อย่าได้แต่งตัวและแสดงอาการใดๆ ให้คล้ายคลึงกับภาพ ‘พ่อหลวง’ เหล่านั้นเป็นอันขาด มิฉะนั้นอาจต้องติดคุกหัวโตด้วยข้อหา ๑๑๒ โดยมิได้ตั้งใจ เด็กสมัยนี้ใส่คร็อปท้อป ยังโดนคดีไปแล้วเลย

(https://www.facebook.com/somyot.pruksakasemsuk/posts/791541568381883)

สังคมมันวิปริตถึงขั้น คนที่พูดคำที่เจ้าเคยพูด ถ่ายรูปแบบที่เจ้าเคยถ่าย ก็คลั่งจนจะจับเขาเข้าคุกให้ได้

ภาพแอมมี่กับทรายเข้าชมเหมือง

 

 
.....
Somyot Pruksakasemsuk
3h ·

นักการเมืองเมื่อวานซืนในพรรคเพื่อไทย

(29.1.64)ภาพของ “แอมมี่ บอททอมบลูส์” ( ไชยอมร แก้ววิมลพันธุ์ ) ในชุดสูท สวมแว่นตา สะพานกล้อง ถือสมุด นั่งอยู่ข้างรถกระบะ อยู่กับ ทราย เจริญปุรุ ในชุดเสื้อยืดสีดำ แว่นดำ ชี้นิ้วไปข้างหน้า โดยสื่อมวลชนบางสำนักถึงกับพาดหัวข่าวว่า “ ระยำต่อเนื่อง แต่งกายเลียนแบบ ร. 9 โดยที่ สส.วัน อยู่บำรุง ถึงกับโพสต์ข้อความว่า “ วิธีการเรียกร้องประชาธิปไตยของพวกคุณคือการแต่งตัวล้อเลียนเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกันเหรอครับ #ติดคุกอย่ามาร้องก็แล้วกัน “

ผมค้นหารูปภาพพระราชกรณียกิจ ร.9 ดูว่า ทรงฉลองพระองค์(เสื้อ)ในการเสด็จไปท้องถิ่นธุรกันดาร พบว่าพระองค์ใช้เสื้อในหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งชุดสูทหลายสี เสื้อเชิต ชุดทหาร ฯลฯมีเพียงชุดสูทเดียวที่ปรากฏมีลักษณะคล้ายคลึงกับชุดของแอมมีในภาพดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่ใช่การแต่งกายเลียนแบบ ร.9 ส่วนกล้องถ่ายรูปในภาพของแอมมี่ใช้ยี่ห้อ แคนนอน แต่ ร.9 ใช้กล้องยี่ห้อนิคอนและมินอลต้า สายสะพายกล้องก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นดูอย่างไรก็ไม่ใช่การแต่งกายเลียนแบบ ร.9 อย่างแน่นอน

การที่สส.วัน อยู่บำรุง แสดงความคิดเห็นแบบด่วนสรุปออกมา พร้อมกับ ข่มขู่ด้วยว่า ติดคุกอย่ามาร้อง เป็นการสะท้อนให้เห็นตัวตนสองประการ คือ 1. เป็นนักการเมืองเมื่อวานซืน ที่รู้จักโลกมากไม่เกินกว่ารอยเท้าของตัวเอง 2. มีนิสัยข่มขู่ประชาชนที่ไม่แตกต่างไปจากพวกเผด็จการ

นักการเมืองเมื่อวานซืนหลายคนที่เติบโตมากับสุรา นารี ในผับ ในบาร์ จึงอาจไม่รู้มาก่อนว่า พรรคเพื่อไทย ถูกรัฐประหารมาหลายครั้ง อดีตนายกตระกูลชินวัตรของเพื่อไทยต้องลี้ภัยไปต่างแดน ผู้นำพรรคคนสำคัญอย่างจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ สุนัย จุลพงษ์ศธร อภิวันท์ วิริยะชัย จักรภพ เพ็ญแขถูกกล่าวหาว่า เป็นคนล้มเจ้า จนต้องระหกระเหินลี้ภัยไปต่างแดน

ความวิบัติที่บังเกิดกับพรรคเพื่อไทยอีกส่วนหนึ่งก็คือ ไม่ได้สรุปบทเรียนจากการถูกรัฐประหาร และขาดความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับอำนาจนอกระบบหรือสิ่งที่ทักษิณเรียกว่า รัฐพันลึกอย่างเพียงพอ ทำให้นักการเมืองคนเก่าหายไป เอาคนใหม่เข้ามาแทนที่ จึงได้นักการเมืองแบบงูเห่าและหมูหมากาไก่เข้ามาไม่ใช่น้อย ดังนั้นสำหรับคนที่มีประสพการณ์ในพรรคมายาวนานก็ควรที่จะทำการอบรมสั่งสอนนักการเมืองเมื่อวานซืนกันเสียใหม่ จะได้ไม่ออกไปแสดงความคิดเห็นเหี้ยๆออกมาให้ประชาชนเอือมระอากันต่อไป

นักสู้เพื่อมวลชนคนรุ่นใหม่ ใช่ดีแต่ไฮปาร์ค หลายคนที่ใช้พลังในโลกโซเชียลมีเดียวเป็นอาวุธในการต่อสู้


Jom Petchpradab
18h ·

นักสู้เพื่อมวลชนคนรุ่นใหม่ ใช่ดีแต่ไฮปาร์ค 

การจะเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการราชานิยมที่มีทุกอย่างพร้อม แกนนำหรือนักต่อสู้จำเป็นต้องสร้างและพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ถึงพร้อมมากขึินด้วย ไม่เฉพาะการพูดที้ต้องน้อมนำให้มวลชน ยอมรับ ศรัทธา และเชื่อถืออย่างยิ่งยวดในยุคที่มวลชนมีข้อมูลความจริงที่ไม่แตกต่างกัน

การจะต้องพัฒนาศักยภาพในการใช้สื่อโซเชียลซึ่งเป็นอาวุธสำหรับของนักเคลื่อนไหว และนักสู้ในโลกยุคใหม่ ยิ่งมีความจำเป็นและสำคัญไม่น้อยกว่าการถือธงนำขบวนในการจัดชุมนุมแต่ละครั้ง 

เพราะยามที่ไม่อาจจะระดมมวลชน ด้วยประเด็นและสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยแล้ว การพัฒนาตัวเองให้ใช้สื่อโซเชียลในทุกแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่นและดำรงไว้ซึ่งพลังหรืออุดมการณ์ของการต่อสู้ไม่ให้หมดมอดไป จึุงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญยิ่ง

แกนนำในกลุ่มคณะราษฎร 63 หลายคน หรือสมาชิกคณะราษฎรหลายคนที่ใช้พลังในโลกโซเชียลมีเดียวเป็นอาวุธในการต่อสู้ ทำได้ดีและน่าชื่นชมหลายคนทีเดียว ( เช่นน้องรุ้งที่ลงเสียงในสารคดีชุดนี้ )

และนี่จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะ บอนไซ ให้ สื่อกระแสหลัก ทั้งหลาย ยืนตายซากในอนาคต

https://www.facebook.com/ThammasatUFTD/videos/172483607574142
ooo



อภิมหาอมตะ วัคซีน(หาซีน) พระราชทาน!

Jan 25, 2021

อภิมหาอมตะ วัคซีน(หาซีน) พระราชทาน! 
- ทำไมคนไทย ต้องรอฉีดวัคซีน ที่เร่ิมช้ากว่า ประเทศอื่นๆ อย่างน้อย 6เดือน(ถ้าได้เริ่มตามแผน) 
- ทำไม รัฐต้องอุดหนุน งบ ร่วม ล้าน ให้บริษัทเอกชน รายเดียว (เอื้อต่อการผูกขาด) 
- ทำไม คนไทย ไม่สามารถเข้าถึง วัคซีน โควิด ได้เหมือน ประเทศอื่นๆ 
- ทำไม การสั่ง วัคซีน (ขณะนี้) จึงสั่งครอบคลุม เพียงแค่ 20%เศษๆ ของประชากร 
ทำไม รัฐ ถึงไม่เปิดเผย สัญญา การจัดหาวัคซีน ดังกล่าว ในเมื่อ ใช้งบประมาณ จาก ภาษีประชาชน(ภาษีกู) ร่วม ล้านบาท ในการอุดหนุน 

อภิมหาดีล แต่ชีวิตคนไทยเป็นเดิมพัน

https://www.youtube.com/watch?v=cOI9N2zSlCE


กระทรวงสาธารณสุขเคยประเมินว่า ฉีดวัดซีนเร็วขึ้น 1 เดือน ประเทศจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.5 แสนล้านบาท ทำไมไม่กระตือรือร้นที่จะหาวัคซีนจากแหล่งอื่นมาใช้ก่อน ในระหว่างที่โรงงาน"สยามไบโฮไซแอนด์" ยังไม่สามารถผลิตได้?



Somsak Jeamteerasakul
7h ·

กระทรวงสาธารณสุขเคยประเมินว่า ฉีดวัดซีนเร็วขึ้น 1 เดือน ประเทศจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.5 แสนล้านบาท
แต่ต้องผูกอยู่กับ "สยามไบโฮไซแอนด์" เพื่อ?
(ขอบคุณ "มิตรสหายท่านหนึ่ง")
...................................
<มีวัคซีนใช้เร็วขึ้น 1 เดือน ประเทศจะมีรายได้เพิ่ม 2.5 แสนล้าน!!!>

เนื้อหาในหนังสือ กระทรวงสาธารณสุข ที่ลงนามโดย อนุทิน ถึง ครม เพื่อขอให้อนุมัติงบสนับสนุนการเตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีน ( ซึ่งมีการจัดสรรให้กับสยามไบโอฯ 600 ล้าน) ในเดือน สิงหาคม 2563 น่าสนใจ

เอกสารฉบับนี้แสดงให้เห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้อง "มีวัคซีนใช้" ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ตั้งแต่เดือน สิงหาคม 63 แม้ขณะนั้นจะไม่มีการระบาดภายในประเทศมาหลายเดือน โดยระบุว่าถ้ามีวัคซีนใช้เร็วขึ้น 1 เดือน จะช่วยให้ประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่ม 2.5 แสนล้านบาทจากการเปิดประเทศได้เร็วขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องให้เงินสนับสนุนการเตรียมการผลิตวัคซีนในประเทศโดยเร็ว

แต่ก็น่าแปลกที่ว่า ในเมื่อ สธ ทราบอยู่แล้วว่าโรงงานในประเทศต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม อย่างน้อย 6 เดือน หลังจากเจรจากับ Astrazeneca ได้สำเร็จ แต่ทำไมตั้งแต่เดือน สิงหาคม 63 สธ กลับไม่กระตือรือร้นที่จะหาวัคซีนจากแหล่งอื่นมาใช้ก่อน ในระหว่างที่โรงงานในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้? 

ทั้งๆที่ สธ ก็ตระหนักดีกว่าการที่ไทย"มีวัคซีนใช้เร็วขึ้น" แม้เพียง 1 เดือน ก็จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มถึง 2.5 แสนล้านบาท หรือนั่นหมายถึงประเทศมีค่าเสียโอกาสจากการมีวัคซีนล่าช้าเดือนละ 2.5 แสนล้านบาท!!!
ในเมื่อ สธ ตระหนักดีว่า ช้าช้าจะพาประเทศเสียหายเดือนละ 2.5 แสนล้านบาท แล้วทำไมจึงทำราวกับว่าช้าช้าได้พร้าเล่มงาม?

- หนังสือกระทรวงสาธารณสุข ที่ สธ 59/3175 ลงวันที่ 25 สค 63
https://resolution.soc.go.th/PDF_UPLOAD/2563/P_401822_6.pdf

UN EU สหรัฐ และประเทศตะวันตกกว่า 10 ประเทศ ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้กองทัพเมียนมาและทุกฝ่าย ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย และคัดค้านความพยายามใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือสร้างอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย


Natty in Myanmar
4h ·

*ข้อมูลจากสถานทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาตอนนี้ค่ะ*
————————————————————-
ตามที่มีข่าวสารในสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดในเมียนมานั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอเผยแพร่ข้อมูลเพื่อการรับทราบ ดังนี้

- เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 29 ม.ค. 64 มีขบวนรถบรรทุกขนาดเล็ก 50 - 60 คัน นำกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค USDP เข้าสู่กรุงเนปิดอ โดยผู้สนับสนุนพรรค USDP ราว 500 คน ถือธงพรรค USDP และเดินประท้วง กกต. จากบริเวณหน้าที่ทำการพรรค USDP กรุงเนปิดอ ไปยังหน้าศาลฎีกาเมียนมา ซึ่งมีตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา มีรายงานว่า ผู้ชุมนุมบางคนโยนอิฐก่อสร้างใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีรายงานการใช้ความรุนแรงอื่น ๆ ภายหลังเกิดการชุมนุม ได้มีการควบคุมยานพาหนะเข้ากรุงเนปิดอจากกรุงย่างกุ้งและเมืองมัณฑะเลย์

- ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน มีผู้ชุมนุมราว 200 - 500 คน ชุมนุมประท้วง กกต. บริเวณฝั่งตะวันออกของเจดีย์ชเวดากอง เขตบาฮาน กรุงย่างกุ้ง โดยเป็นการชุมนุมเพียงระยะเวลา 1 ชม. และไม่มีรายงานการใช้ความรุนแรงใด ๆ

- มีการออกแถลงการณ์ร่วมโดยคณะผู้แทน EU สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำเมียนมา 16 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก เช็ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ และนิวซีแลนด์ ในกรุงย่างกุ้ง เรียกร้องให้กองทัพเมียนมาและทุกฝ่าย ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย และคัดค้านความพยายามใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือสร้างอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยของเมียนมา

- เลขาธิการสหประชาชาติออกแถลงการณ์แสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อพัฒนาการล่าสุดในเมียนมา ขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการยุยง ยึดมั่นในบรรทัดฐานประชาธิปไตย และเคารพผลการเลือกตั้ง รวมถึงใช้กลไกทางกฎหมายที่มีในการแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ขอให้ชุมชนไทยติดตามข่าวสารในช่องทางที่สะดวกด้วยความเข้าใจ หากมีประเด็นใดที่อาจกระทบต่อการพักอาศัยในเมียนมา สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้งได้ตลอดเวลา หมายเลขที่ติดต่อได้คือ +95(0) 97 97 00 2801
Photo: Myanmar Times
.....
ข่าวจาก Reuters
U.N. voices alarm about Myanmar after military threats, coup fears


Myanmar's Army Chief Min Aung Hlaing salutes during the Martyrs' Day ceremony in Yangon on July 19, 2020.Ye Aung Thu/Pool via REUTERS/File Photo
ooooo


Subhatra Bhumiprabhas
12h ·

ข้อเรียกร้องของกองทัพ
ตัวแทนรัฐบาล กับนายทหารระดับนำ ประชุมกันที่เนปิดอว์เมื่อวานนี้ แต่ไม่ได้ข้อสรุป
กองทัพมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ
1. กองทัพไม่เชื่อมั่นคณะกรรมการเลือกตั้ง ขอให้รัฐบาลยุบคณะกรรมการเลือกตั้ง
2. ขอให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ โดยให้กองทัพมีส่วนร่วมด้วย
3. ขอให้เลื่อนการเปิดประชุมสภาในวันจันทร์ ( 1 กุมภาพันธ์)
ดอว์ อ่องซาน ซูจี ปฏิเสธทุกข้อเรียกร้อง

สู้รบไม่มีตรงกลาง


Atukkit Sawangsuk
4h ·

ต้องชมญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน กล้า "ไต่เพดาน" ตามการเคลื่อนไหวนอกสภา
แม้ว่าพรรคการเมืองในสภาไม่สามารถทะลุอย่างม็อบ
แต่แค่ประยุทธ์ "แอบอ้างสถาบัน" ก็ถือว่ากล้าหาญ
รัฐบาลจะให้แก้ ก็ยืนยันไม่ยอมแก้ (แหงละ แก้ก็ทัวร์ลง)
:
ฝ่ายค้านครั้งนี้ยื่นอภิปรายครบ ทั้ง 3 ป. 3 พรรค
ซึ่งมาถูกทางแล้ว มัดตราสังถุ่วง 3 พรรคร่วมรัฐบาลไปด้วยกัน
ณ วันนี้ พรรคพลังประขารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย
กลายเป็นพรรคประยุทธ์ 1-2-3 ไม่ได้มีจุดยืนแตกต่างกัน
:
ลองนึกดูว่าอนุทินสักสองปีก่อน ยังโอภาปราศรัย ทอดไมตรีฝ่ายประชาธิปไตย
แล้วดูตอนมันตอบธนาธรเรื่องวัคซีนแห่งความจงรักภักดี
ต่างกับประยุทธ์ตรงไหน
พรรคแมลงสาบก็เปลี่ยนจากยุคมาร์คสร้างภาพ
มาไล่ฟ้องคนรุ่นใหม่ล้อเทพเจ้าชวน
ปกปักรักษาอำนาจรัฐพันลึกกันสุดจิตสุดใจ
:
สถานการณ์การเมืองที่แหลมคม จากม็อบคนรุ่นใหม่
บีบให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องสุมหัวห้อยโหน
ทั้งรักษาผลประโยชน์ ทั้งรักษาการเมืองเก่าระบบอุปถัมภ์
ทั้งหดหัวไม่กล้าหายใจมีแต่ความกลัวแผล็บๆ
ต่ออำนาจเหนือประยุทธ์
:
การเมืองแหลมคมบนท้องถนนก็กระทบฝ่ายค้านเช่นกัน
เพื่อไทยอิหลักอิเหลื่อเพราะไม่คาดคิดมาก่อน
ก่อนเลือกตั้งเพื่อไทยหวังแค่แก้รัฐธรรมนูญไม่เอา 250 ส.ว. ย้อนไป 40
ชูความหวังจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยฝีมือ
ใครจะคิดว่าเกิดม็อบเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน
แม้แต่พวก ส.ส.ก้าวไกลอนาคตใหม่ที่ไร้จุดยืน แค่ฉวยโอกาสเกาะขี้ตีนธนาธร ก็กลายเป็นงูเห่า
:
(อีกช็อตที่เพื่อไทยจะลำบากใจคือ ก้าวไกลยื่นยกเลิก 112
เงียบก็เหนื่อย เอาด้วยก็อาจเหลือไม่ถึงครึ่งพรรค
แต่อย่างน้อยญัตติครั้งนี้ก็ต้องชมเพื่อไทยกล้าหาญในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน
คอยดูจะอภิปรายประยุทธ "แอบอ้าง" อย่างไร)
:
ภาพใหญ่ของการเมืองวันนี้คือเหลาไปสู่ความแหลมคม ระหว่างสองขั้ว
เพราะไม่มี compromise
ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ประยุทธ์ยังอยู่ 250 ส.ว.ยังอยู่ แก้รัฐธรรมนูญแค่ซื้อเวลา
ปฏิรูปสถาบันกลายเป็น 112
ดังนั้นจึงบังคับให้เกิด 2 ขั้ว เอาปฏิรูป ไม่ยอมปฏิรูปเลย
ไม่มีคำว่ากลางๆ กลวงๆ (หรือกล้าๆ แบบพรรคกล้า ที่คะแนนนิยมยังแพ้พรรคหมอวรงค์ในซูเปอร์โพล)
:
โดยความขัดแย้งแบ่งประชาชนเป็น 3 ส่วน
หนึ่ง สลิ่ม ที่จริงมีน้อยที่สุดแต่อิงอำนาจรัฐราชการ
สอง ฝ่ายประชาธิปไตยปฏิรูปที่นำโดยคนรุ่นใหม่
สาม พวกตามข่าวลุงพล อันนี้เยอะที่สุดในประเทศไทย
:
ไม่ได้บอกว่าสถานการณ์อย่างนี้ดี แต่มันเป็นไฟท์บังคับ
เมื่ออำนาจไม่ยอมปรับตัวเลย ก็เหลาไปสู่ 2 ขั้ว ใครไม่ชัดเจนไม่มีที่ยืน
ไม่เอากับม็อบไม่หนุนม็อบไม่แสดงออกก็ไม่มีที่ยื่นในฝั่งประชาธิปไตย
ไม่ห้อยโหนสอพลอท่องคาถาก็ไม่ได้อยุู่ในขั้วอำนาจ
:
สถานการณ์วันนี้เขาพยายามจะปราบ แต่ปราบไม่ลง
คิดว่าดำเนินคดีแกนนำแล้วจะกลัว ก็ไม่ได้ผล
ฝ่ายอำนาจฝ่ายรัฐบาลยิ่งมีแผล ทั้งบริหารจัดการโควิด-วัคซีน ทั้งเศรษฐกิจที่จะแย่ลง
เขาไม่อยากยื้อยาวแต่ทำอะไรไม่ได้
ประชาชนไม่ชนะแต่ไม่แพ้ พวกเขาอยู่บนความเสื่อม
มันเหมือนไม่ทางออกแต่ไฟท์บังคับต้องสู้ทุกวิถีทาง
.....

อานนท์ นำภา
11h ·

กระแสตอนนี้เป็นกระแสไม่เอาเจ้า นักการเมืองควรอ่านเกมส์ให้ออกว่าจะเกาะกระแสไปยังไง หรือไม่ก็หายใจเข้าออกเฉยๆ
สวนกระแส ก็เละล่ะครับ

อ.ผาสุกและอ.คริส เสนอให้มีการปฏิรูปภาษี เพื่อจะได้เก็บภาษีเพิ่มจากพวกที่มั่งคั่ง นั้นหมายความว่าที่ผ่านมา คนตัวเล็กตัวน้อย เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนพวกที่มั่งคั่ง ถ้าเสียได้ เสีย ถ้าเลี่ยงได้ เลี่ยง



Somrit Luechai
17h ·

อ.ผาสุกและอ.คริส
เสนอให้มีการปฏิรูปภาษี
เพื่อจะได้เก็บภาษีเพิ่มจากพวกที่มั่งคั่ง
นั้นหมายความว่าที่ผ่านมา
คนตัวเล็กตัวน้อย
เสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ส่วนพวกที่มั่งคั่ง
ถ้าเสียได้ เสีย
ถ้าเลี่ยงได้ เลี่ยง
นี่คือความไม่เท่าเทียมกันอย่างหนึ่งในสังคมนี้
เหตุเพราะรัฐไทยเอื้อต่อพวกนี้ทั้งที่ลับและที่แจ้ง
ในทางกลับกัน
ความมั่งคั่งของคนเหล่านี้
ก็ล้วนมาจากความไม่เท่าเทียมกันที่ว่านี้แหละ
ดังนั้น
การเสนอให้เปลี่ยนแปลงเพื่อความเท่าเทียมกัน
จึงถูกต่อต้านจากคนพวกนี้
โดยนำ"ชาติหรือสถาบัน"มาเป็นข้ออ้าง
แต่ในที่สุดแล้วก็เป็นที่รู้กันว่า
"ชาติหรือสถาบัน"ที่คนพวกนี้อ้างว่ารักเหลือเกินนั้น
แท้จริงคือความมั่งคั่งของพวกมันนั่นเอง
ดังนั้นเราต้องช่วยกัน
ให้ข้อเสนอของอ.ผาสุกและอ.คริสเป็นจริงขึ้นมา
เราต้องอยู่อย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย
เมืองไทยต้องเปลี่ยน
ไม่งั้นไม่รอด ครับ
ooooo

‘ผาสุก-คริส’ เสนอ ‘ปฏิวัติระบบภาษี’ แนะ 6 ประเด็นหนุนสังคมไทยเสมอหน้า

29 มกราคม 2564
มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 29 มกราคม เวลาประมาณ 09.00 น. เครือมติชนจัดเสวนา ‘เบรกทรูไทยแลนด์ 2021’ ในรูปแบบเวอร์ชวล คอนเฟอร์เรนซ์ เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชนก้าวเข้าสู่ปีที่ 44โดยมีวิทยาการร่วมเสวนา ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในหัวข้อการวิเคราะห์โครงสร้างและนำเสนอทางออกประเทศ, ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเคอร์ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองและนักประวัติศาสตร์ ร่วมเสวนาในหัวข้อคนไทยเสมอหน้าด้วยภาษี, ผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในหัวข้อ พลวัตรขบวนการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่, นายธานี ชัยวัฒน์ ผอ.ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อคอร์รัปชั่นและความเหลื่อมล้ำ , ภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง ใบยา ไฟโตฟาร์ม ร่วมวิเคราะห์ในหัวข้อวัคซีนโควิด-19 ฉีดอย่างไรให้รอดจริง และนายสันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ภาคเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ในหัวข้อ โอกาสและความหวังของประเทศไทยในปี 2021 ดำเนินรายการโดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์

ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร กล่าวว่า ไม่มีใครอยากเสียภาษี ครั้งที่แล้วที่พูดเรื่องภาษี ผู้ฟังท่านหนึ่ง รีบยกมือถามทันทีว่า ใครๆอยากจะรวยกัน แต่จะอาจารย์มาขอเก็บภาษี เราไม่อยากเสียภาษี แต่ชอบเรื่องที่ภาษีให้เรา ไม่ว่าจะเป็นถนน โรงเรียน บริการเก็บขยะ ทางเดินที่ร่วมรื่น หลังวิกฤตเศรษฐกิจ รับบาลจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจขนานใหญ่ ต้องใช้เงินเยอะ แต่รายรับมีไม่พอแน่นอน หนี้สาธารณะมากมาย แล้วจะฟื้นฟูจากโควิดแบบแฟร์ๆถ้วนหน้าได้อย่างไร จากงานวิจัยของกลุ่มคณะวิจัยที่จุฬา ธรรมศาสตร์และกระทรวงการคลัง เราได้พบว่าระบบภาษีของเราไม่แฟร์ ถ้าเราจะต้องเพิ่มรายรับรัฐบาลในระบบภาษีปัจจุบันก็จะยิ่งไม่แฟร์ วันนี้จะมาพูดในประเด็นที่ว่าเราจะเสมอหน้ากันอย่างไร

ดร.คริส กล่าวว่า ธนาคารโลกรายงานว่า ในปีที่ผ่านมา จำนวนคนจนในเมืองไทยเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคน ทำให้คนจนทั้งหมดมีถึง กว่า 5 บ้านคนซึ่งมากพอสมควร รัฐบาลออกมาตรการชดเชยต่างๆ ในช่วงโควิด ซึ่งแม้คนไทยจะฉีดวัคซีน ก็คงอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อย กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นก็คงอีกสัก 1 ปีด้วย แน่นอนว่าจะมีคนจนมากขึ้นเยอะ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในไทยอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ในต่างประเทศมีข้อมูลที่ดีกว่าไทย เขารู้ว่านอกจากจะมีคนจนมากขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันคนมั่งมี ก็มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมหาศาล สหรัฐ มี 614 คนที่รวยที่สุด มูลค่าทรัพย์สินของเขาคนละ 5 หมื่นล้านบาท อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีก็เช่นกัน มีการอภิปรายกันว่า ในสังคมเดียวกันต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ทำอย่างไรให้คนที่ได้เปรียบจากวิกฤตโควิดจะช่วยคนที่เสียเปรียบ มีคนตอบว่า ให้เพิ่มภาษีทรัพย์สินให้มหาเศรษฐีช่วยและใช้ภาษีนี้เป็นทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม มีคนกล่าวว่าลำบากสักหน่อย เพราะคนรวยซึ่งมีอำนาจจะต่อต้าน ทำให้ข้อเสนอนี้ไม่ได้ผล

อีกข้อเสนอหนึ่งคือการเก็บภาษีเฉพาะกิจ ครั้งเดียวจบ สำหรับโควิดอย่างเดียว ซึ่งเคยมีการใช้ในสมัยสงคราม แต่มีผู้เกรงว่าคนรายก็จะยังต่อต้าน ในที่สุดก็พบว่าต้องเป็นภาษีจิตอาสา ให้คนรวยจ่ายตามความพอใจ เท่าไหร่ก็ได้ เพื่อแสดงว่าเขาเป็นพลเมืองที่ดี

“การอภิปรายในลักษณะนี้ในต่างประเทศยังไม่จบ ยังดำเนินอยู่ แต่ในเมืองไทย ไม่เห็นว่ามีการอภิปรายแบบนี้เกิดขึ้น ปัญหาคือหลังโควิด รัฐบาลกระเป๋าแห้งแน่นอน ไม่มีเงิน แต่ต้องหารายได้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จะทำอย่างไรให้สามารถทำได้อย่างแฟร์ๆ ทั้งคนรวย คนจน และคนตรงกลางด้วย” ดร.คริสกล่าว

จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก กล่าวเสริมว่า เรื่องที่ ดร.คริสกล่าวในประเด็นความมั่งคั่งนั้น สำคัญมาก ศตวรรษที่ 21 คือศตวรรษของเอเชีย ในช่วง 2-3 ชั่วอายุคนที่ผ่านมา เราได้สะสมความมั่งคั่งในภูมิภาคของเราอย่างมากมาย จำนวนคนมั่งมีในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรวมถึงไทยด้วย ขณะนี้ธุรกิจความมั่งคั่งในประเทศไทยกำลังเฟื่องฟู ธุรกิจดังกล่าว คือธุรกิจที่ให้บริการผู้ที่มีทรัพย์สินจะใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่หาประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร และเสียภาษีน้อยหรือเป็นศูนย์ สาเหตุที่เฟื่องฟูเพราะคนวัยเกษียณอายุ 50-60 ขึ้นไปอยู่บ้านลงทุนเล่นหุ้น ใช้บริการธุรกิจนี้มากมายในบ้านเรา และจะมากขึ้นไปอีก เพราะโครงสร้างประชากรเคลื่อนไปทางนั้น เนื่องจากเราเป็นสังคมสูงอายุ ในขณะที่กำลังแรงงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาด ยังหารายได้ไม่พอเพียง และคนจนยังมีเยอะ รัฐบาลที่สมาร์ทต้องให้กลุ่มคนมั่งมีได้มีส่วนช่วยสังคมด้วยภาษีที่เท่าเทียมให้เต็มกำลังมากกว่าเดิม ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก กล่าวต่อไปว่า ตนและ ดร.คริส มีประเด็นนำเสนอ 6 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นที่ 1 เรารู้อยู่แล้วว่าวิกฤตแล้วว่าวิกฤตเป็นโอกาส เมื่อเกิดวิกฤตเราต้องทบทวน และมองเห็นประเด็นใหม่ๆ เรื่องภาษีเป็นประเด็นที่ดี วิกฤตโควิดเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงให้เรามีระบบภาษีที่เท่าเทียม และไปสู่ความรุ่งเรืองด้วยกัน

ประเด็นที่ 2 ระบบภาษีของเราไม่แฟร์ กล่าวคือ เป็นภาษีแบบแยกส่วน คือมีหลายระบบ นอกจากเงินได้ประเภทต่างๆ มีข้อกำหนดต่างๆในการหักต่างกันแล้ว อัตราภาษียังต่างกันอีกตามประเภทของรายได้ เราอาจแบ่งคนเสียภาษีในไทยเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มนาย ก. มนุษย์เงินเดือน มีรายได้หลักเพียงเงินเดือน ไม่มีทรัพย์สินใดๆมากมาย อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มนาย ข. มนุษย์ทรัพย์สิน มีความมั่งคั่ง บางคนไม่จำเป็นต้องทำงานกินเงินเดือน มีรายได้หลายประเภท อาจเป็นค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล กำไรจากการเล่นหุ้น ลงทุนต่างประเทศ ทำธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น

กลุ่มนาย ก. เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้า ต่ำสุดที่ร้อยละ 5 สูงสุดร้อยละ 35 ตามค่าเงินได้ที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องถูกนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายบางส่วนไว้ก่อน และจะต้องกรอกแบบภาษีประจำปี เพื่อเสียภาษีให้ครบถ้วน

กลุ่มนาย ข. ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราคงที่ ตามกฎหมายกำหนด ตามประเภทรายได้ เริ่มที่ 0 และสูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 เสียครั้งเดียวจบ ตรงนี้ก็ไม่แฟร์แล้ว และอาจจะไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มภาษีอีกหากไม่มีธุรกรรมด้านนิติบุคคลอื่นใดที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แม้จะต้องกรอกแบบภาษีก็ไม่ต้องรายงานเงินได้ที่ได้จากการใช้ทรัพย์สินลงทุน เว้นเสียแต่ว่าจะมีสิทธิ์ได้คืนภาษีการหักค่าลดหย่อนสำหรับกลุ่มนาย ก. มีขอบเขตจำกัด สำหรับนาย ข. ถ้าทำธุรกิจ ช่องทางที่จะหักลดหย่อนมีมากกว่า และมีขอบเขตไม่แน่นอน

“ที่บอกว่ากลุ่มนาย ข. ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราคงที่ ตามกฎหมายกำหนด ตามประเภทรายได้ เริ่มที่ 0 และสูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 นั้น ภาษีที่เสียเป็น 0 ในไทยมีหลายประเภท เช่น กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย กฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษี ผลได้จากการลงทุนต่างประเทศ และไม่ได้เอารายได้กลับเข้ามาในปีเดียวกัน ก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มที่ได้รายได้จากเงินปันผลหุ้นของบริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษจากบีโอไอ และมีกลุ่มคนที่ได้รายได้จากค่าเช่าบ้าน หรือให้กู้เงินแบบปากเปล่า แล้วยังมีนักบัญชีที่ทำบัญชีให้ขาดทุนทั้งที่มีกำไร จึงหลุดรอดไปได้ และอย่าลืมธุรกิจค้ายาเสพติด พนัน และกิจการผิดกำหมายนอกระบบภาษีอากร รวมทั้งคาสิโนด้วย เสียภาษีทางเป็น 0 แต่ภาษีไม่เป็นทางการ ก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว ไม่มีระบบนี้ หรือถ้ามี ก็ยกเลิกไปแล้ว โดยจะมีภาษีระบบเดียว ที่ใช้กับทุกคนเหมือนกันหมด เรียกว่า ระบบบูรณาการ ทุกคนเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องกรอกแบบภาษี ลงรายการรายได้ทุกประเภทในแบบฟอร์มเดียวกัน จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า 5-35 เปอร์เซนต์ตามขั้นรายได้เหมือนกันหมด หลักการคือ รายได้ก็คือรายได้ ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด รวมทั้งจากการพนัน เพราะใช้ซื้อของและจ่ายหนี้ได้ ในต่างประเทศกรมเก็บภาษีจะเก็บหมด แต่ไทยไม่ใช่ จึงไม่แฟร์” ศาสตราจารย์ดร.ผาสุกกล่าว

ศาสตราจารย์ดร.ผาสุกกล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นที่ 3 คือโอกาสในการหลีกเลี่ยงภาษีต่างกันระหว่างมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์มีทรัพย์สิน สำหรับมนุษย์เงินเดือน ถ้าทำงานในสถานประกอบการ มีรายได้เป็นเงินอย่างเดียว แทบไม่มีช่องหลีกภาษี เพราถูกหัก ณ ที่จ่าย สรรพากรจะมาตามจตัว ถ้าไม่ส่งแบบฟอร์มภาษี แต่มนุษย์ทรัพย์สินช่องทางหลีกเลี่ยงมีมากมายอย่างที่รู้กัน

“ส่วนประเด็นที่ 4 คือผลของระบบภาษีแยกส่วน ทำให้มีคนจำนวนมากในไทยที่นั่งอยู่บ้าน เล่นหุ้น เสียภาษีเท่ากับ 0 หรือ ลงทุนต่างประเทศ ก็เสียภาษีเท่ากับ 0 ในขณะที่มีเงินออมมหาศาล แล้วเราก็มีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แคบลง เพราะคนมีรายได้สูงมีโอกาสหลุดรอดจากระบบภาษี หรือสามารถหักค่าลดหย่อยได้มากจนทำให้ฐานภาษีหดตัวลง คณะวิจัยของเราได้คำนวณ พบว่า ในปี 2560 รัฐบาลเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น 1 แสนล้านบาทซึ่งเท่ากับเกือบ 1 เปอร์เซนต์ของจีดีพีของประเทศ และใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐบาลจัดให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ ซึ่งในปีนั้นใช้เงินเพียง 1 แสน 2 หมื่นล้านบาท

ประเด็นที่ 5 ขอเสนอให้ปฏิวัติระบบภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาที่เป็นแบบแยกส่วนให้เป็นระบบเดียวที่บูรณาการตามหลักการสากล ทุกคนเสียภาษีอัตราก้าวหน้าตามขั้นบันไดเงินได้ตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน กล่าวคือ ระบบบูรณาการทุกคนต้องรายงานภาษีทุกอย่างเข้าไปในแบบฟอร์มเดียวกันไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์ทรัพย์สิน ดังนั้นจะไม่มีใครในไทยสามารถนั่งอยู่กับบ้านเล่นหุ้นแล้วเสียภาษีเงินได้เป็น 0 หรือเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศ เสียภาษีที่ประเทศเขา แต่ไม่เสียภาษีในไทย

ประเด็นที่ 6 การซื้อขายที่ดิน ในขณะนี้เราจ่ายภาษีตามราคาประเมินซึ่งต่ำกว่าราคาจริง เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยนให้เป็นการซื้อขายราคาจริงเหมือนนักธุรกิจทั่วไปแล้วเก็บภาษีจากกำไร” ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุกกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า

อยากจะขอบใจโควิดที่เปิดโอกาสให้ได้ทบทวนระบบภาษีของเราว่าไม่แฟร์อย่างไร และจะสามารถมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งรัฐบาลจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1-5 เปอร์เซนต์ของจีดีพี ซึ่งจะทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่าแค่สร้างถนนหรือ สร้างระบบเก็บขยะ

ทำไมต้องยกเลิกมาตรา 112?


สนามกฎหมาย EP.17 ทำไมต้องยกเลิกมาตรา 112?

Jan 29, 2021

คณะก้าวหน้า - Progressive Movement

ทำไมต้องยกเลิกมาตรา 112? 
. 
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกนำกลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ผู้ที่ถูกตัดสินให้มีความผิดก็ได้รับโทษสูง จนนับช่วงชีวิตอายุของคนคนหนึ่งอาจยังไม่พอ 
. 
มาทำความรู้จักกับมาตรา 112 ว่าคืออะไร ครอบคลุมความผิดแบบใด? ทำไมหลายคนถึงได้รับโทษสูง? และสภาพปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบทบัญญัติและการบังคับใช้มีอะไรบ้าง? 
. 
ทั้งหมดนี้ นำไปสู่หลากหลายแนวทางที่จะแก้ไขหรือยกเลิกความผิดตามมาตรา 112 มีข้อเสนออย่างไรบ้าง รับชมได้ใน #สนามกฎหมาย

Andrew เปิดเว็บไซต์และระบบแจ้งข่าวสารทางอีเมล ชื่อ "Secret Siam" ใครแฟนคุณAndrew ช่วยสนับสนุนหน่อย

https://www.facebook.com/zenjournalist/posts/10158528649461154

พวกที่อวยรัฐบาล ดูคลิปนี้หน่อย เสียงสะท้อนจากพ่อค้าบะหมี่วัย 76 ปี กับความลำบากในการเข้าถึงมาตรการเยียวยาของรัฐ

https://www.facebook.com/BBCnewsThai/videos/506972023601438

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน แถลงข่าว ขอให้รัฐ “หยุดใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมาย หยุดใช้ความรุนแรง หยุดการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม” - คณะทูตหลายประเทศเข้าพบปลัด กต. สอบถามและแสดงความกังวลเรื่อง ม.112



ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
13h ·

• แถลงการณ์ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุมของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง มีสถานการณ์การสลายการชุมชนและการควบคุมตัวผู้ชุมนุมหลายเหตุการณ์ที่ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเกินส่วนของเจ้าหน้าที่อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น
.
กรณีที่ 1 การควบคุมตัวผู้ชุมนุม ไปที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ คือ ตามกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจที่มีอำนาจสอบสวน แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 ถึงปัจจุบัน เราพบกรณีนี้อย่างน้อย 2 คดีคือ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 กรณีการ์ดวีโว่ ขายกุ้ง บริเวณสนามหลวง และเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2564 กรณีเขียนป้ายผ้า 112 เมตร ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและสามย่าน ทั้งสองเหตุการณ์นี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม และควบคุมตัวผู้ชุมนุมบางคนโดยการล็อคข้อมือ ด้วยสายเคเบิลไทด์ และยึดมือถือไปโดยที่ไม่ได้รับความยินยอม ทำให้ผู้ต้องหาไม่ได้รับสิทธิในการติดต่อทนายความ ญาติ และบุคคลที่ไว้วางใจในโอกาสแรกที่ถูกควบคุมตัว ทั้งนี้ข้อกล่าวหาที่แจ้งนั้นเป็นความผิดที่มีอัตราโทษน้อย เช่น ความผิดตาม พรก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งถูกประกาศใช้ด้วยวัตถุประสงค์ในการควบคุมโรค แต่ถูกนำมาใช้อย่างเข็มงวดกับกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ เป็นต้น
.
กรณีที่ 2 การจับตัวประชาชนในยามวิกาล โดยไม่มีเหตุอันสมควร กรณีนี้ภาคีฯ พบว่ามีจับกุมโดยมิชอบลักษณะนี้อย่างน้อย 3 กรณี คือ วันที่ 14 มกราคม 2564 ที่มีการจับกุมนิว สิริชัย แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หอพักใกล้บริเวณมหาลัยธรรมศาสตร์ ในยามวิกาล

กรณีอาร์ท ทศเทพ การ์ดวีโว่ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญไปสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 17 มกราคม 2564 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการควบคุมตัวเกิน 48 ชั่วโมง ตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ ผู้ถูกเชิญตัวเสี่ยงต่อการถูกบังคับให้สูญหาย

กรณีทีมงานฉายโปรเจกเตอร์ใส่ตึกศรีจุลทรัพย์ ถูกนำตัวไปสถานีตำรวจนครบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในช่วงกลางดึกของวันที่ 23 มกราคม 2564 โดยตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ แจ้งแต่เพียงว่ามีพฤติการณ์ต้องสงสัยเท่านั้น พร้อมทั้งทำการค้นตัวและของทุกอย่าง และมีการนำบัตรในกระเป๋าสตางค์ทุกใบมาเรียงแล้วถ่ายรูปไว้ ซึ่งตลอดเวลามีการข่มขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะแจ้งข้อหาขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน หรือ

กรณีล่าสุด ในวันที่ 28 มกราคม 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เป็นจำนวนกว่า 10 นาย เข้าจับกุมทีมงานของการ์ดภาคีเพื่อประชาชน โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่โยนระเบิดที่สามย่าน เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2564 โดยเป็นการเข้าจับกุมผู้ต้องหาที่บ้านพักในยามวิกาล เป็นต้น
.
กรณีที่ 3 เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ในการสลายการชุมนุม และควบคุมตัวผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เช่น เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 กรณีที่การ์ดวีโว่ได้ทำการรื้อลวดหนามที่กางไว้บริเวณแยกอุรุพงษ์เป็นระยะเวลานาน จนส่งผลให้ประชาชนใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเข้าใช้กำลังควบคุมตัวการ์ดวีโว่ ตลอดจนการใช้ความรุนแรงกับการ์ดวีโว่ในกรณีที่ไปขายกุ้ง บริเวณสนามหลวง ก่อนถูกนำตัวไปตชด.ภาค 1 และล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 ที่หน้าสถานีตำรวจนครบาลพญาไท เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ความรุนแรงกับมวลชนที่ไปให้กำลังใจเพื่อนที่ถูกควบคุมตัวในสถานีตำรวจ จากเหตุการณ์แขวนป้ายผ้า save บางกลอย จนเป็นเหตุให้ผู้เข้าร่วมบางคนได้รับบาดเจ็บและเยาวชนหญิงคนหนึ่งหกล้มศรีษะฟาดพื้นได้รับบาดเจ็บจาการปฏิบัติติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากกรณีที่กล่าวมาข้างต้นเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่ในการพิทักษ์สันติราษฎร์ได้นำกฎหมายในมือของตนมากลั่นแกล้งประชาชนด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ด้วยการใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติเครื่องกระจายเสียง รวมถึงพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินฯที่ประกาศใช้เพื่อการควบคุมโรค ซึ่งกฎหมายต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นกฎหมายที่เป็นลหุโทษหรือมีอัตราโทษเพียงเล็กน้อย ซึ่งความผิดเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นใดๆที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องใช้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากในการเข้าจับกุมหรือควบคุมตัวนำตัวไปที่สถานีตำรวจ มีการใช้เครื่องพันธนาการ อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินสัดส่วนก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ แม้การจับกุมจะเป็นการจับกุมด้วยข้อหาที่ไม่ร้ายแรงแต่การใช้กฎหมายเล็กๆน้อยๆลักษณะนี้ เป็นการใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ต้องได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร และเป็นการขัดขวางต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อย่างอย่างแรง

และวันที่ 28 มกราคม 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม มีความเห็นสั่งฟ้องคดีของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ในการชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ทั้งๆที่ผู้ต้องหาพึ่งทำการไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยไม่ได้ให้โอกาสแก่ผู้ต้องหาที่ร้องขอยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในกำหนดเวลา 30 วัน อีกทั้ง แจ้งว่าหากผู้ต้องหาไม่มาส่งตัวต่อพนักงานอัยการจะทำการออกหมายจับ และในวันเดียวกัน พนักงานอัยการสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว 3 ส่งสำนวนคดีฟ้องต่อศาลกรณีนักเรียนเลวปราศรัยเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 บริเวณแยกราชประสงค์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โดยไม่ได้พิจารณาหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ตัดโอกาสผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนในการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบสำนวนการพิจารณาสั่งคดีของอัยการ

สังเกตได้ว่าหลังจากที่พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2564 ในกรณีที่ไปติดตามกรณีกลุ่มการ์ด We Volunteer โดยระบุในทำนองว่า หากจำเป็นต้องใช้กำลัง ก็สามารถกระทำได้ ให้ใช้กฎหมายในทุกข้อหา ไม่ลังเล สงครามยังไม่จบอย่าพึ่งนับศพทหาร และยังแถลงอีกว่าได้เตรียมพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น การที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวต่อสาธารณะชนเช่นนี้ ชี้ให้เห็นได้ว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมองกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นศัตรูในการสงคราม ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตำรวจที่จะต้องให้การคุ้มครองประชาชนและปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะในสงครามจะไม่สนใจในเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้เห็นว่าเป็นการส่งเสริมการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น กรณีสงครามยาเสพติด เมื่อปี 2546 พวกเราภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนขอตั้งคำถามต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า คำแถลงของท่านนั้นเป็นการส่งสัญญาณการอนุญาตให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมทุกรูปแบบใช่หรือไม่ และหากผู้ใต้บังคับบัญชาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะถูกดำเนินการทางวินัยใช่หรือไม่
.
กรณีที่ 4 การแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงไม่เป็นธรรม ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่นในกรณีการตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แก่ประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ซึ่งเป็นข้อหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบสุขของประชาชน ซึ่งมีหลายกรณีพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาไม่เข้าองค์ประกอบความผิดแต่อย่างใด โดยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนคดีกว่า 41 คดี อาทิ กรณีทราย เจริญปุระ ที่ได้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างสงบ และมุก พิมพ์สิริ ที่ขึ้นพูดปราศรัยโดยมีเนื้อหากล่าวถึงรายงานพิเศษของสหประชาชาติในการใช้กฎหมายมาตรา 112 ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11
.
ด้วยเกียรติภูมิของเจ้าหน้าที่รัฐ พวกเราเชื่อเหลือเกินว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ และต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตามกฎหมายบัญญัติรับรองไว้ แต่จากเหตุการณ์ต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น เราเห็นว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเป็นไปในทิศทางลิดรอนและทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้กฎหมายที่มีความร้ายแรงเกินกว่าเหตุ กลั่นแกล้งโดยการสร้างภาระให้ประชาชนเกินสมควร ทำให้ประชาชนไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออกทางการเมือง แม้จะเป็นการแสดงออกด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธก็ตาม สะท้อนถึงความ “ไม่เห็นหัวประชาชน” ที่มุ่งแต่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อปิดปากประชาชนไม่ให้พูดถึงหรือแสดงออกถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาล
.
การออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ของประชาชน เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย จำเป็นต้องได้รับการปกป้องไม่ให้ถูกทำให้เสื่อมค่า การ กระทำของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวข้างต้น เป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และลดทอนศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิในวิชาชีพในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่พึงรับใช้ประชาชน และละเมิดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดที่ได้บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้
.
ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขอประณามทุกความรุนแรงในนามของกฎหมายที่เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำต่อประชาชนรัฐต้อง “หยุดการใช้อำนาจเกินสัดส่วนอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน หยุดใช้ความรุนแรงกับประชาชน และต้องหยุดการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน” ทันที ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจะไม่เพิกเฉยในอันที่จะเป็นการส่งเสริมให้วัฒนธรรมการพ้นผิดลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่ดำรงอยู่ต่อไป เจ้าหน้าที่คนใดที่บังอาจกระทำการอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องรับผิดชอบต่อทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน และเราไม่ยอมรับข้ออ้างของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ว่า จำเป็นจะต้องกระทำการใดที่ละเมิดต่อประชาชนด้วยเหตุที่ไม่สามารถขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้ คำสั่งที่ผิดกฎหมายเมื่อนำมาปฏิบัติก็ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเช่นกัน
.
ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
.....