วันอังคาร, ธันวาคม 01, 2563

“เล็บกู ผมกู ร่างกายกู แต่ไปหนักหัวครู”


“เล็บกู ผมกู ร่างกายกู แต่ไปหนักหัวครู” ประโยคนี้ที่ปรากฏบนแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ขึงบนแผงเหล็กหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในการรณรงค์ #๑ ธันวา บอกลาเครื่องแบบ เป็นแก่นแข็งแห่งสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลในทางประชาธิปไตย

สำคัญหลายเท่ายิ่งกว่า หน้าที่’ ‘ทีมเวิร์ค’ ‘ระเบียบหรือ “ความสบายใจของผู้ปกครอง” ดังที่ผู้บริหารการศึกษาของชาติสองคนแสดงความเห็น ต่อการที่กระทรวงศึกษาธิการวางนโยบายให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรออกกฏระเบียบกำกับ

อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ กพฐ. บอกว่าการรณรงค์ แต่งชุดไพรเวทของนักเรียนเครือข่ายกลุ่ม นักเรียนเลว กว่า ๒๐ แห่งในวันนี้ “ต้องว่ากันไปตามกฎระเบียบของโรงเรียน...เพราะการปฏิบัติตามกฎระเบียบคือการสร้างวินัยอย่างหนึ่ง”

อย่างไรก็ดีเลขาฯ กพฐ.บอกด้วยว่าถ้าจะมีนักเรียนไม่แต่งเครื่องแบบไปเรียนวันนี้ ก็ไม่เป็นไร “จะห้ามไม่ให้เด็กเข้าเรียนคงไม่ได้แน่นอน...ต้องดูที่เจตนาของนักเรียนด้วยว่าสาเหตุใดถึงแต่งชุดไปรเวทมาโรงเรียน” แล้วว่ากันไปตามกฏระเบียบของแต่ละแห่ง

ว่าไป ทั่นเลขาฯ นี่ยังพูดพอฟังได้มากกว่า รมว.ศึกษาธิการ กระนั้นข้ออ้างต่างๆ ว่าเครื่องแบบดีกว่าแต่งกายตามสบาย “หากแต่งชุดนักเรียนขึ้นรถโดยสารก็ได้ลดราคา” อันนี้โบราณไปหน่อย เพราะการลดราคาค่าโดยสารมันมาทีหลังการแต่งชุดนักเรียน

อีกอย่างที่ทั่นเลขาฯ ว่าเรื่องแต่งเครื่องแบบแล้วเวลาเกิดอุบัติเหตุ “จะรู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นนักเรียนที่โรงเรียนไหน” นี่เสล่อไปหน่อยมั้ย เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุ สิ่งที่ควรอยากรู้ว่าชื่อเรียงเสียงไร และลูกเต้าเหล่าใครก่อน จะดีกว่านะ

ส่วนที่ทั่นเลขาฯ อ้างว่าเวลานักเรียนใส่เครื่องแบบเหมือนกันหมดแล้ว ทำให้ระลึกถึงหน้าที่ เปรียบเทียบว่าสาวโรงงานชอบใส่ยูนิฟอร์ม เนื่องจากได้ทำงานเป็นทีม ไม่ใช่มั้ง น่าจะเพราะถ้าไม่ใส่เขาไม่ให้งานมากกว่า หรือแบบไอ้เณรทหารเกณฑ์และนักโทษเรือนจำต้องใส่


ซึ่ง ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแจงว่า “หากแต่งชุดอื่นมาโรงเรียนถือว่าผิดระเบียบ...แต่ยังไม่มีการแก้ไขระเบียบ รวมถึงเรื่องทรงผมด้วย ยังต้องรอความเห็นจากคณะครู และผู้บริหารโรงเรียนก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่”

รัฐมนตรี อดีต กปปส.คนนี้ เสริมว่า “จะให้นักเรียนแต่งชุดไพรเวทมาเรียนทั้งประเทศไม่ได้ เพราะอาจสร้างปัญหาให้กับครูและผู้ปกครอง ว่าชุดที่นักเรียนใส่มีความเหมาะสมแล้วหรือไม่ เพราะชุดอาจจะโป๊หรือไม่เหมาะสม”

เรื่องนั้นก็ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองน่ะสิ ถ้าเด็กแต่ง คร็อปท้อปไปโรงเรียนแล้วบอกว่าเอาอย่างสัญญลักษณ์ของชาติล่ะ ครูจะว่าไง บอกให้ไปแต่งแบบนั้นที่เยอรมนีหรือ ส่วนที่ณัฏฐพลว่า “ไม่โทษเด็ก...แต่แกนนำคนที่คิดเรื่องนี้ใจร้าย”

มันจะไม่แถเกินจริงมากไปเหรอ แกนนำคนไหนล่ะ ก็พวกเพื่อนพ้องน้องพี่รุ่นๆ เดียวกันทั้งนั้น ที่บอกปากแฉะว่าไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราทุกคนเป็นแกนนำเอง แล้วพวกผู้ใหญ่ที่ประวัติไม่ได้ดีโด่ไปกว่าเด็กเหล่านี้ สักแต่ว่าถ่มถุยเสลดฟุ้งอยู่ทุกวันล่ะ

สุดท้ายรัฐมนตรียอมรับว่ากำลังพิจารณาศึกษาแก้ไขเรื่องระเบียบเครื่องแต่งกายนักเรียนอยู่ “แต่จะให้ทำทันทีถูกใจทุกคนเป็นไปไม่ได้และมั่นใจมีนักเรียนและผู้ปกครองมากกว่า ๕๐ยังสบายใจที่จะใส่ชุดนักเรียน”

เฮ้ย มันเกี่ยวอะไร ถ้าผู้ปกครองสบายใจแล้วเจ้าตัวเด็กไม่สบายใจ เท่ากับเป็นการบังคับขืนใจอย่างเผด็จการ มันก็ต้องต่อต้านสิ หลักกลศาสตร์เบื้องต้น ถ้ากดลงไปก็จะเกิดแรงดันย้อนกลับ ไม่งั้นพวกเขาจะบอกว่า “เล็บกู ผมกู ร่างกายกู แต่ไปหนักหัวครู” หรือคะ

(https://www.nationtv.tv/main/content/378808480/?aig= และ https://www.dailynews.co.th/education/809898) 

เราเกิดมาก็ถูกกดหัว #1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ #จะแต่งอะไรมันก็เรื่องของกู


@BadStudent_
·9h
"แต่งไปรเวทไปโรงเรียน" 17:39 - สี่แยกอุรุพงษ์

ประชาสัมพันธ์ สพฐ.
10h ·

สพฐ. แจงกรณีนักเรียนนัดใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียน 1 ธ.ค.
.
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในหลายโรงเรียนได้เชิญชวนกันไม่แต่งชุดเครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนในวันที่ 1 ธันวาคม โดยให้แต่งชุดไปรเวทไปแทนนั้น ในเรื่องนี้นายอัมพรกล่าวว่า สพฐ. ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นว่าควรปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายที่ได้กำหนดไว้ โดยพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการแต่งชุดเครื่องแบบนักเรียน รวมถึงลักษณะของเครื่องแบบนักเรียน วิธีการแต่ง เงื่อนไขในการแต่ง และการยกเว้นไม่ต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ซึ่งตนเห็นว่า เจตนารมณ์ของระเบียบนี้ไม่ได้ต้องการที่จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักเรียน แต่มองในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อใส่ชุดนักเรียนก็จะมีความแตกต่างจากบุคคลทั่วไป หากเกิดอันตรายขึ้นเครื่องแบบนักเรียนจะสามารถระบุได้ว่ามาจากโรงเรียนไหน ระดับชั้นอะไร อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างระเบียบวินัยผ่านเครื่องแต่งกาย ให้เด็กมีความรับผิดชอบแต่งกายให้ถูกระเบียบตามกฎกติกา เป็นการเริ่มต้นสร้างวินัยให้คนในชาติ
.
นายอัมพรกล่าวต่อไปว่า การแต่งเครื่องแบบยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำภายในโรงเรียน เพราะนักเรียนทุกคนได้แต่งเครื่องแบบที่เหมือนกัน ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างอัตลักษณ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งในแต่ละโรงเรียนมีเด็กที่มาจากครอบครัวที่แตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ หากมีกติกากลางที่ใช้ร่วมกันก็จะเป็นการสร้างวินัยให้อยู่ร่วมกันในสังคมโรงเรียนได้อย่างสงบสุข และส่งผลถึงการใช้ชีวิตในสังคมภายนอกต่อไป
.
ส่วนในเรื่องของการนัดกันแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียนในวันที่ 1 ธันวาคมนั้น ตนเห็นว่าเป็นการเชิญชวนในลักษณะที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขกฎระเบียบ ซึ่งเปรียบเสมือนเชิญชวนให้นักเรียนไม่ปฏิบัติตามกฎกติกา โดยส่วนตัวเชื่อว่านักเรียนมีวิจารณญาณได้เองว่าจะปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือจะปฏิบัติตามคำเชิญชวนดังกล่าว ซึ่งหากต้องการแก้ไขกฎระเบียบในส่วนนี้ ตนเห็นว่านักเรียนมีสิทธิ์ที่จะเสนอความคิดเห็นหรือความต้องการที่ต่างจากกฎระเบียบเดิมได้ แต่ในการเสนอความคิดเห็นนั้นควรเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมายตามระเบียบปฏิบัติ จึงจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ดังนั้นหากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงระเบียบ เมื่อปรับปรุงระเบียบเสร็จเรียบร้อยแล้วเสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วย และคนในประเทศเห็นชอบด้วย ก็เข้าสู่กระบวนการแก้ไข เมื่อแก้ไขกฎระเบียบแล้วก็ปฏิบัติตามได้ต่อไป
.
“ทั้งนี้ หากในวันที่ 1 ธันวาคม มีนักเรียนที่ไม่ใส่เครื่องแบบและใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียน เราคงไม่สามารถห้ามนักเรียนให้เข้าเรียนได้ ต้องให้เด็กเข้าเรียนตามปกติ แต่คุณครูต้องสอบถามสาเหตุของนักเรียนด้วยว่าทำไมจึงไม่ใส่เครื่องแบบ โดยดูก่อนว่าเกิดจากเหตุจำเป็นหรือเจตนาที่จะไม่ใส่ ซึ่งหากนักเรียนเจตนาไม่ปฏิบัติตามกฎ ก็มีระเบียบที่เกี่ยวกับบทลงโทษกำหนดไว้แล้ว คุณครูจะไปลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุไม่ได้เพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ต้องเข้าใจว่าตอนนี้ทั้งครูและนักเรียนต่างมีกฎหมายคุ้มครองเหมือนกัน ทุกคนต้องทำตามกฎกติกา ไม่ใช่ว่าครูจะทำอะไรก็ได้แล้วนักเรียนทำอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมืองเหมือนกัน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ชุดนักเรียนเป็นปัญหาโลกแตกของสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ "Chava Lin" เสนอทางออก...


Chava Lin
9h ·

ชุดนักเรียนเป็นปัญหาโลกแตกของสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ อ่านความเห็นของผู้ปกครองและนักเรียนในเฟสฯที่แตกออกเป็นสองขั้วแล้วก็ไม่แปลกใจว่าทำไมคนสองขั้วนี้ถึงไม่เคยคุยกันได้รู้เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องชุดนักเรียนหรือเรื่องการเมือง
กลุ่มนึงบอกชุดนักเรียนลดความเหลื่อมล้ำ
อีกกลุ่มนึงบอกชุดนักเรียนเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
เออ สงสัยเราคงอยู่กันในจักรวาลคู่ขนาน
#ผู้ปกครองท่านนึง แสดงความเห็นไว้ได้น่าสนใจว่า ชุดนักเรียนจะเหลื่อมล้ำหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราถามใคร
ถ้าถามคนที่ซื้อชุดไปรเวทแพงกว่าชุดนักเรียนก็จะว่าชุดนักเรียนช่วยลดความเหลื่อมล้ำ
ถ้าถามคนที่ซื้อชุดนักเรียนแพงกว่าชุดไปรเวทก็จะว่าชุดนักเรียนเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
อ.เดชรัต สุขกำเนิด นำข้อมูลจากสภาพัฒน์มาเผยแพร่ในเฟสฯ (ดูรูปประกอบ) ข้อมูลในกราฟอธิบายได้ว่าภาระค่าเครื่องแบบนักเรียนจะมีสัดส่วนที่มากสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย พูดได้อีกอย่างว่า ยิ่งจนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าค่าชุดนักเรียนแพงและเป็นภาระมากขึ้นเท่านั้น (อ่านรายละเอียดได้จาก https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3511623252262934&id=100002458825960)
จากข้อมูลข้างต้นน่าจะสรุปได้ว่า ชุดนักเรียนเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมจริงๆ พ่อแม่ชนชั้นกลางที่กังวลกับความเหลื่อมล้ำของชุดไปรเวท มัวแต่กลัวเด็กจะแข่งกันใส่ชุดหรูใส่แบรนด์ไฮโซมาโรงเรียน แต่คงลืมคิดไปว่าบางครอบครัวไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อชุดนักเรียน
ตัดภาพมาที่โรงเรียนของลูกในออสเตรเลีย ที่นี่ก็บังคับให้ใส่ชุดนักเรียนจนถึงมัธยมปลาย แต่ชุดนักเรียนของรร.รัฐบาลที่นี่ใช้ผ้าอะไรไม่รู้ ซักปุ๊บเรียบปั๊บ ไม่เคยต้องมานั่งรีดผ้าจับกลีบกระโปรงวันเสาร์อาทิตย์แบบที่เคยทำตอนเด็กๆ ชื่อชั้นก็ไม่ต้องปักอะไรให้ลำบาก เป็นความสะดวกที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นหลายอย่าง นอกจากนั้นแต่ละรร.ยังรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองเพื่อเอามาขายต่อในราคาถูกให้ครอบครัวอื่นๆในชุมชนด้วย อ้อ ลืมบอกไปว่าเด็กผู้หญิงที่นี่สามารถเลือกใส่ชุดนักเรียนที่เป็นกระโปรงหรือกางเกงก็ได้ ถ้าเลือกใส่กางเกงก็จะเป็นกางเกงทรงพองๆหน่อยสไตล์เด็กผู้หญิงซึ่งจะแตกต่างจากกางเกงของเด็กผู้ชายนิดหน่อย แต่ถ้าเด็กผู้หญิงคนไหนอยากจะใส่กางเกงสไตล์เด็กผู้ชายก็ย่อมได้ไม่มีปัญหาอะไร
รร.ของลูกเราจะอนุญาตให้แต่งชุดไปรเวทได้เดือนละครั้งสองครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นวันพิเศษเพื่อระลึกถึงเรื่องสำคัญในชุมชน เช่น วันทหารผ่านศึก วันระดมทุนบริจาคผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็ก หรือวันที่รณรงค์ให้เด็กๆช่วยกันเป็นหูเป็นตาลดการบูลลี่ในรร.อะไรแบบนี้ ชุดไปรเวทที่เด็กๆใส่มารร.ก็เป็นชุดธรรมดาๆเสื้อยืดกางเกงยีน หรือถ้าร้อนหน่อยก็กางเกงขาสั้น ไม่เห็นจะมีเด็กคนไหนใส่ชุดหรูหราติดยี่ห้ออะไร บางทีรร.ก็กำหนดธีมให้เช่น ให้ใส่เสื้อสีส้ม สีเหลือง สีน้ำเงิน แต่สุดท้ายใครจะใส่สีอื่นหรือจะใส่ชุดนักเรียนมาตามปกติก็ได้ไม่มีใครว่า

จริงๆถ้าพ่อแม่ชนชั้นกลางในเมืองไทยเป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ำจากการแต่งชุดไปรเวท ก็น่าจะช่วยกันรณรงค์ให้รร.เปิดกว้างไปเลย ใครสะดวกใส่ชุดอะไรก็ตามนั้น จะใส่ชุดนักเรียนก็ได้จะใส่ชุดไปรเวทก็ดี ลองทำแบบนี้ซักอาทิตย์ละวันก่อนอย่างที่รร.เอกชนในไทยหลายรร.เริ่มทำกันแล้ว บางทีเรื่องเล็กๆแบบนี้แหละที่อาจจะช่วยให้คนสองขั้วมองเห็นความต้องการของกันละกันและขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นก็ได้ใครจะรู้
#นักเรียนเลว #1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ


https://www.facebook.com/chavaline/posts/10157346733755047

คณะผู้เชี่ยวชาญของรัฐสภาเยอรมัน เสนอให้ตั้งเงื่อนไขวีซ่ากับกษัตริย์วชิราลงกรณ์ คือไม่ให้วีซ่าเว้นแต่จะแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

 

...

TURBULENT THAILAND

Germany floats asking Thai king to appoint regent for next visa

November 30, 2020 18:01 JST

HAMBURG, Germany – King Maha Vajiralongkorn’s inexplicable preference for living in the southwestern German state of Bavaria is testing Berlin’s longstanding hands-off approach to his near-constant presence, particularly as anti-monarchy sentiment increasingly dominates pro-democracy protests in Thailand.

Thousands of young protesters descended on the German embassy in Bangkok on October 26 and sent a letter personally to Georg Schmidt, the German ambassador, requesting an investigation. Among other things, they wanted to find out whether the king was running Thai state affairs on German soil, which would violate German law, and whether he was responsible for inheritance duties in Germany following his father’s death in October 2016.

Although the monarch has been a hot topic among members of the Bundestag, Germany’s federal parliament, a German official told Nikkei Asia that a student petition from Bangkok alone would not be enough to spark a parliamentary inquiry or debate – a development that is sure to continue. stressful relations between the two countries.

Thai protesters alleged that members of the monarch’s security detail in Germany may be involved in removing criticism of the monarchs living in exile in Laos and Cambodia. There were also questions about whether members of his Bavarian harem were being held there against their will.

The German government has said they have no concrete evidence of any wrongdoing.

In late October, Foreign Minister Heiko Maas said the authorities would “permanently review the incident and act immediately if anything we deemed to be illegal was found.” Maas’ use of the word “treiben” for events above the brow because of its negative connotations and sexual innuendo.

Sevim Dagdelen, deputy leader of the Left party, is one of King Vajiralongkorn’s strongest critics in the Bundestag. He told the Nikkei that the German government should stop accommodating the Thai head of state.

Dagdelen represents his party on the Bundestag’s foreign affairs committee, and in that capacity asked parliamentary researchers to see the validity of this unprecedented situation. A report was finalized on November 18, confirming that the king had stayed in Germany on a personal visa – not a visa for state guests. That puts the problem in a legal gray area.

The researchers concluded that the actions signaled by Maas, including surveillance and administrative fines, would violate international law. The head of state symbolizes the dignity of a country, they say, and therefore enjoys diplomatic immunity – even when traveling on a personal visa.

King Vajiralongkorn has returned to Thailand since early October and is expected to remain there until the end of December. The researchers concluded that serving him with a re-entry ban would amount to the de facto confiscation of his Bavarian villa. Thus, it would be “questioned in humanitarian considerations”.

Regarding the prohibition of running Thai state affairs on German soil, the researchers concluded that the German government could choose to tie up the issuance of a monarch visa on the explicit requirement that he appoint a regent in Thailand to act in his place whenever he is not there. German.

The solution is very unlikely to attract King Vajiralongkorn, whose district part of the constitution was changed after his accession. The changes were controversially branded by the military-appointed legislative assembly after Thailand’s 20th constitution was approved by a national referendum in 2016. The revised constitution only received the necessary royal approval – the king’s signature – in 2017. The changes led to the appointment of regents while he was in office. abroad as an option for the king – and no longer a constitutional requirement.

“The Bundestag research service does not have detailed knowledge of what the Thai monarch is doing in Bavaria,” the research report said. “What is important in this context is the fact that the Thai constitution dated April 6, 2017, was ‘passed down’ … the king’s obligation to assign regents while living abroad is an unnecessary provision,” he said.

Dagdelen of the Left party argues that the lack of a guardian means no doubt the king is handling Thai state affairs from German soil, and that has serious implications given the current Thai political turmoil.

“If the Thai king along with the military junta brutally crush the pro-democracy movement, he should not be granted a visa by the government for a luxurious long-term stay in Germany,” Dagdelen told Nikkei.

He also argued that Berlin should use its influence in Brussels to maintain the ice negotiations between the EU and Thailand for a free trade agreement. Negotiations were postponed in 2014 after the military took control of the country, but in late October both sides confirmed readiness to resume talks soon.

The Thai monarch has drawn considerable adverse publicity in Germany for maintaining a harem in the 21st century, reportedly violating local COVID-19 regulations, possible inheritance tax evasion and touch-and-go maneuvers on his private jet at the small Hamburg airport.

Opposition MPs in Green vegetable and the Left party is lobbying for the monarch’s visa to be reviewed for alleged violations of German visa regulations, and any role he may play in crushing political dissent in his kingdom.

However, lawmakers in Chancellor Angela Merkel’s Christian Democratic Union remain more comfortable with the longstanding hands-off approach.

“I don’t understand why the issuance of a visa for the Thai monarch should be linked to Thailand’s internal affairs, and I think the foreign ministry has taken a risk,” said Mark Hauptmann, a lawmaker from the ruling Christian Democratic Union. as ‘the hand of Asia,’ says the Nikkei.

“The foreign ministry must remain humble about this issue,” said Hauptmann.
Source: https://instant.com.pk/germany/359176/


Bundestag divided as anti-monarchy protests rattle Berlin's hands-off approach The Bundestag, Germany's federal parliament, has not formally investigated or debated the issue as yet, but its members are weighing the implications of Thailand's King Maha Vajiralongkorn feeling more at home in Bavaria than in his own kingdom. © Reuters

คณะราษฎร 2563 ทีแรกก็ให้สงสัย มันจะทำอะไรของมัน แต่พอวิเคราะห์ลงไปให้ลึกซึ้งแล้ว ชอบเลย...


ภาพจาก 1O1

Prawais Prapanugool
November 25 at 9:25 PM ·

บทความส่งมาในไลน์...อ่านแล้วชอบ
_________________
คณะราษฎร 2563 ทีแรกก็ให้สงสัย มันจะทำอะไรของมัน
แต่พอวิเคราะห์ลงไปให้ลึกซึ้งแล้ว คนรุ่นใหม่มันคิดของมันในระดับที่ตกผลึก มองการเมืองทะลุ และห่วงอนาคตของตัวเอง และความมืดมนของประเทศหากไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้
ทำไมพวกเขาต้องปักหมุดคณะราษฎรใหม่ที่สนามหลวง อ่านแถลงการณ์จำลองของพระยาพหลฯ
ซึ่งสัญญะเหล่านี้ล้วนสะท้อนมุมมองทางการเมืองของพวกเขา ว่าพวกเขามองเห็น และรู้ซึ้ง จนสามารถอ่านการเมืองได้กระจ่างชัดในระดับ Full HD 8K
ก่อน การรปห.2549 ม๊อบแป๊ะลิ้ม สนธิ ใครหนุนหลังพวกเขาก็อ่านออก
ยึดอำนาจแล้ว ใครเป็นรัฐบาล พวกเขาก็มองเห็น
ม็อบแป๊ะลิ้มสวมเสื้อเหลือง ปี 51 ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน คนกลุ่มไหนหนุนหลัง มันกระจ่างชัด และเฉลยซ้ำกับการกำเนิดขึ้นมาของม็อบเทพเทือกและขบวนการนกหวีด
จนกระทั่ง มี คสช. มี รธน.60 ประยุทธ์สืบทอดอำนาจ
โครงข่ายเชื่อมโยงทั้ง กกต.ปปช. คตง. คตส.ตลก.รธน.
จนมาถึง 250 ส.ว. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และพรรค พปชร.
นี่ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแบบพื้นๆ หรือแค่ระบบ คสช. หรือระบอบประยุทธ์
แต่ทว่ามันลึกซึ้งและซ่อนเงื่อน ซึ่งคณะราษฎร 2563 มองออกและวิเคราะห์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
การโอนทรัพย์สิน จากสำนักงานทรัพย์สินฯ ให้เป็นทรัพย์ส่วนตัวของกษัตริย์
อันนี้มันสะท้อนถึงเจตจำนงค์และแนวทางของรัฐบาล
รวมทั้งกลุ่มชนชั้นนำ ที่จะสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่ ขึ้น
และการกลับไปสู่ยุคก่อนปี พศ.2475 ที่พระราชทรัพย์เป็นของกษัตริย์ทั้งหมด
เหมือนเมื่อครั้งที่ยังเป็น กรมพระคลังช้างที่
และการโอนกำลังพล ราบ 1 และ ราบ11 มาขึ้นตรงกับกษัตริย์ยิ่งตอกย้ำชัดเจน ผนวกกับการถอนหมุดคณะราษฎร์ รื้อล้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ทำลายรูปปั้นจอมพล ป. พระยาพหลฯ และสัญลักษณ์คณะราษฎรทั้งหมด ยิ่งตอกย้ำชัดเจน คนรุ่นใหม่เท่าทันและอ่านทะลุ
กลับไปสู่ยุคราชาธิปไตย แต่มีสภาเป็นตรายางรองรับอำนาจ จำแลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่ ผลประโยชน์ชาติตกอยู่กับหมู่เหล่าอภิสิทธิชนหรืออิลิต ชนชั้นเจ้าพระยาและคุณหลวงก็จำแลงมาในร่างของเจ้าสัว และกลุ่มคนที่รับใช้ระบอบ
คนจนและชาวบ้านสามัญก็ถูกล่ามไว้กับบัตรคนจน และนโยบาย ชิม ช้อฟ ใช้ และคนละครึ่ง อย่างที่เห็นและเป็นไป
**การต่อสู้ระหว่างคณะราษฎร 2563 และระบอบศักดินาใหม่จะเป็นอย่างไร จบลงอย่างไร ประเทศคงหาความสงบสุขได้ยาก**

ทิศทางการทำงาน และ แนวทางขับเคลื่อนต่อ ของ WeVo


โตโต้ ปิยรัฐ - Piyarat Chongthep
9h ·

#เป็นเรื่องเป็นข่าว
#PPTV36
..
คำอธิบายความตอนหนึ่ง ของประโยคที่ว่า “นับจากนี้ wevo ไม่ใช่การ์ด”
.
“หลังจากนี้กลุ่ม We Vo จะปรับการทำงานใหม่ จะยกระดับขึ้นไม่ใช่แค่เป็นการ์ดเท่านั้น แต่เราเป็นมากกว่าการ์ด โดยเฉพาะ ภารกิจพิเศษ เช่น เป็นออแกไนซ์ เป็นสตาฟ เป็นช่างเทคนิค เป็นวิศวกร และ เป็นนักวิจัยให้กับม็อบ ขาดเหลืออะไรเราพร้อมจะทำหน้าที่ตรงนั้นได้ เพราะเรามองว่าตอนนี้การ์ดรักษาความปลอดภัยมีจำนวนเยอะมาก เราจึงต้องลงไปดูในจุดที่มันขาด และ ภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นกลุ่ม We Vo อาจจัดชุมนุมเองก็ได้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเรามีประมาณ 500 คน บางทีเราอาจจะไปเยี่ยมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่บ้านก็ได้ ส่วนจะได้เห็นการยกระดับของกลุ่ม We Vo ในวันที่ 2 ธ.ค. นี้หรือไม่ คงไม่ทัน เนื่องจากช่วงนี้เราอยู่ในช่วงพักผ่อน เนื่องจากมีการชุมนุมติดต่อกันหลายวัน”
https://www.pptvhd36.com/.../%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0.../137524
...

“โตโต้”ประกาศยกระดับกลุ่ม We Vo ให้เป็นมากกว่าการ์ด แต่เป็นสตาฟ-ช่างเทคนิค-วิศวกร-นักวิจัยให้กับม็อบ พร้อมยอมรับการ์ดมีความขัดแย้งกันบ้าง เพราะมีหลายกลุ่ม

จากกรณีที่กลุ่มคณะราษฎร63 ชุมนุมที่ด้านหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ และเกิดเหตุแรงขึ้นจนเกิดคำถามว่าเกิดจากการ์ดกลุ่มคณะราษฎรทะเลาะกันหรือไม่

วันนี้ 30 พ.ย. 2563 นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ ผอ. We Volunteer หรือ WeVo กลุ่มราษฎร กล่าว “ในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว” ว่า ตนเองไม่ได้เป็นหัวหน้าการ์ด แต่สื่อมวลชนมักจะเรียกอยู่เสมอ ตนเป็นผอ.We Vo รับหน้าที่ตามที่ได้คุยกับผู้จัด และ ทีมที่เป็นแกนนำ เมื่อเขามอบหมายงานเท่าไหร่เราก็ทำเท่านั้น พูดง่ายๆคือ ออแกไนซ์ ที่ไปช่วยวางระบบไฟ แสงสีเสียง และการจราจร ไม่ใช่แค่หน้าที่การ์ดอย่างเดียว

ส่วนการที่ผู้ชุมนุมมักแกงเจ้าหน้าที่นั้น จะมีการรวมตัวชุมนุมที่ไหน ตนเองทราบก่อนที่จะมีการชุมนุมแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น หรือบางครั้งรู้พร้อมๆกับผู้ชุมนุม และ We Vo ไม่เคยเป็นแม่งานในการจัดชุมนุมเอง แต่เป็นผู้ที่เข้าร่วมสนันสนุนเท่านั้น

สำหรับการ์ดที่ดูแลความปลอดภัยมีอยู่หลายกลุ่มใครเป็นคนประสานเรื่องนี้ โตโต้ บอกว่า เริ่มมีการพูดคุยในหลายระดับบางครั้งก็พูดคุยที่หน้างานเลย แบ่งหน้าที่กันตรงนั้นเลย หลายครั้งก็จะมีการคุยกันนอกรอบก่อน โดยจะมีตัวแทนไปเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วคือเจอกันหน้างาน เพราะไม่รู้ภารกิจบางเรื่องซับซ้อนแค่ไหน มีปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นหน้างานบ้าง ดังนั้นการชุมนุมแต่ครั้งถ้าเรารู้ก่อนก็จะมีการพูดคุยกันหลายๆกลุ่มได้ แต่เมื่อนัดชุมนุมกระทันหันจึงเกิดปัญหา

กลุ่ม We Vo จะมีการประชุมกันก่อนว่าได้รับมอบหมายในงานอะไร ส่วนกลุ่มอื่นตนเองไม่รู้ว่าเขาพูดคุยกันอย่างไร เท่าที่พบคือเมื่อได้รับภารกิจแล้วก็จะมีกลุ่มอื่นมาขอร่วมงานด้วย การชุมนุมแต่ละครั้งก็จะมีกลุ่มใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน้อย 1-2 กลุ่ม หากนับรวมกันแล้วการ์ดทั้งหมดมีประมาณ 16 กลุ่ม

เมื่อทุกกลุ่มมาเจอกันแล้วใครเป็นคนประสาน โตโต้ บอกว่า การชุมนุมในสมัยใหม่ไม่เหมือนในอดีตที่มีการมอบหมายให้คนใดคนหนึ่งเป็นหัวหน้าการ์ด ยกตัวอย่างมีนายทุนคนหนึ่งตั้งม็อบขึ้นมาก็ต้องมีการ์ดตั้งหัวหน้าการ์ดขึ้นมา และใครหรือกลุ่มใดจะมาเป็นการ์ดก็ต้องขึ้นตรงกับคนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าการ์ด แต่ปัจจุบันไม่มีใครตั้งม็อบขึ้นมา ใครก็ทำหน้าที่ตรงไหนก็ได้ อยากปิดตรงไหน ก็ปิดได้ อยากทำการ์ดจุดไหนตั้งขึ้นมาก็ทำได้ การที่เขาตั้งการ์ดขึ้นมาใหม่ก็อาจไม่พอใจการทำงานของการ์ดก็ได้ หรือ เห็นว่าจุดไหนยังมีข้อบกพร่องจึงตั้งขึ้น

ส่วนการชุมนุมที่ร.11 รอ. เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมากลุ่มการ์ดมีปัญหากันหรือไม่ โตโต้ ยอมรับว่า ก็มีปัญหาบ้างในการทำงาน และ การประสานงานกัน ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าใจกันคลาดเคลื่อนเมื่อคืนก็มีการเข้าใจผิดกันเช่นกัน ซึ่งตรงนี้เราพยายามแก้ปัญหากัน และพบบ่อยครั้งมากเนื่องจากม็อบไม่ได้มีการจัดตั้ง

“ผมเชื่อว่าแก้ปัญหานี้ได้ถ้ายอมรับการขัดแย้งในการทำงานให้ไ ด้หมายความว่า เราคุยกันหน้างานเมื่อไม่พอใจเราก็คุยกันตรงนั้นเลย และจบตรงนั้นเลย อันนี้ผมยอมรับได้”

ส่วนการคัดแย้งกันถึงขึ้นทะเลาะ และ ก่อเหตุรุนแรง นั้น โตโต้ บอกว่า ในส่วนที่กลุ่ม We Vo รับผิดชอบไม่เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะนั้นเลย ส่วนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ก็ต้องไปหาข้อเท็จจริง ซึ่งตนเองยังไม่ได้ทราบข้อเท็จจริง เนื่องจากอยู่ในขึ้นตอนของพนักงานสอบสวน ตนก็รออยู่ว่าขั้นตอนจริงๆเป็นอย่างไร เพราะว่ามีการพูดความเห็นกัน 2 ด้าน โดยด้านแรกในฝั่งที่เขาอยู่ ในเหตุการณ์บอกว่ากลุ่มที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้นไม่ใช่กลุ่มอาชีวะ หรือ กลุ่มที่เป็นการ์ด ในขณะกลุ่มผู้ก่อเหตุก็ออกมาให้ข่าวว่าเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มของการ์ด ก็เลยต้องไปหาข้อเท็จจริงในชั้นพนักงานสอบสวน วันนั้นถ้าตนอยู่ก็คงไม่มีเหตุรุนแรง

ส่วนอุปกรณ์ป้องกันต่างๆของกลุ่ม We Vo มีการแจกจ่ายให้กลุ่มไหนบ้าง โตโต้ บอกว่า กลุ่ม We Vo มีอุปกรณ์ป้องกันต่างๆตั้งแต่ก่อนสลายการชุมนุมแล้ว เพราะเรามองว่าเรื่องของความปลอดภัย ไว้เป็นหลักอยู่แล้ว และก็เก็บสะสมไปเรื่อยๆแล้วแต่ประชาชนจะบริจาคให้ เราได้สะสมมาจนกระทั่งวันสลายการชุมนุมภาพของกลุ่ม We Vo มีอุปกรณ์ครบ จึงถูกสะท้อนว่ากลุ่มอื่นมีหรือไม่ ดังนั้นกลุ่มอื่นก็เริ่มมีการจัดหาเช่นกัน เราไม่มีอุปกรณ์มากพอที่จะเอาไปให้กลุ่มอื่น และ กลุ่มการ์ดเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย เมื่อเกิดขึ้นเยอะเราก็ประสานความร่วมมือกันค่อนข้ายาก บางกลุ่มเขามีคนคอยซัพพอร์ต เช่น เสี่ยบุ๊ง ปกรณ์ พรชีวางกูร ที่คอยช่วยเหลือมาตลอด

เรื่องอุปกรณ์ป้องกันไม่เพียงพอจะเกิดปัญหาหรือไม่นั้น ก็อย่างที่เสี่ยบุ๊ง ให้สัมภาษณ์ไปว่า การ์ดบางคนต้องการใส่อุปกรณ์ บางคนก็ไม่ต้องการ แต่ตนเองก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่เท่าที่ทราบคือ เขาพอใจ ที่จะไม่สวมใส่อุปกรณ์ เพราะไม่เกิดความคล่องตัว

“หลังจากนี้กลุ่ม We Vo จะปรับการทำงานใหม่ จะยกระดับขึ้นไม่ใช่แค่เป็นการ์ดเท่านั้น แต่เราเป็นมากกว่าการ์ด โดยเฉพาะ ภารกิจพิเศษ เช่น เป็นออแกไนซ์ เป็นสตาฟ เป็นช่างเทคนิค เป็นวิศวกร และ เป็นนักวิจัยให้กับม็อบ ขาดเหลืออะไรเราพร้อมจะทำหน้าที่ตรงนั้นได้ เพราะเรามองว่าตอนนี้การ์ดรักษาความปลอดภัยมีจำนวนเยอะมาก เราจึงต้องลงไปดูในจุดที่มันขาด และ ภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นกลุ่ม We Vo อาจจัดชุมนุมเองก็ได้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเรามีประมาณ 500 คน บางทีเราอาจจะไปเยี่ยมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่บ้านก็ได้ ส่วนจะได้เห็นการยกระดับของกลุ่ม We Vo ในวันที่ 2 ธ.ค. นี้หรือไม่ คงไม่ทัน เนื่องจากช่วงนี้เราอยู่ในช่วงพักผ่อน เนื่องจากมีการชุมนุมติดต่อกันหลายวัน”

หากยกระดับแล้วจะมีการดูแลความปลอดภัยเนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมบางคนมีการพกปืนเข้ามาร่วมชุมนุม โตโต้ บอกว่า เรื่องนี้ก็มีการคุยกันว่า การ์ดไม่ได้มีหน้าที่ตรวจค้นอาวุธ เพราะประชาชนทั่วไปด้วยกันไม่สามารถตรวจค้นอาวุธด้วยทางกฎหมายได้ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงาน แต่เจ้าพนักงานไม่สามารถจัดคนมาดูแลตรวจค้นอาวุธ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปควบคุม อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกลุ่มผู้ชุมนุมเขามีระเบียบวินัยมากพอสมควร เราสามารถขอความร่วมมือได้ แต่เราไม่สามารถไประแวดระวังกลุ่มที่จงใจให้เกิดความรุนแรงได้ ทำได้แค่สอดส่องพฤติกรรมและเพิ่มมาตรการเข้มงวดขึ้น

ส่วนกลุ่มการ์ดที่ต้องการความรุนแรง นั้น โตโต้ บอกว่า ตนไม่ทราบว่ากลุ่มที่ต้องการความรุนแรงมีมากน้อยแค่ไหน หรือ มีแค่ 1-2 ก็เป็นไปได้

หลายคนต่างจับจ้องไปที่กลุ่มอาชีวะ ทางกลุ่ม We Vo จะมีการเรียกร้องข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ โตโต้ บอกว่า “ผมพยายามที่จะให้เป็นปัญหาของเขามากกว่า เพราะเมื่อไหร่ที่ We Vo นำเสนอเรื่องนี้ หรือ พูดถึงเรื่องนี้ไป มันก็จะเหมือนเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานของเขา เพราะเรื่องของอาชีวะกับ We Vo ก็คนละส่วนแล้ว

หากเกิดขึ้นในลักษณะนี้ในอนาคตจะมีความขัดแย้งกันมากขึ้นหรือไม่ โตโต้ ยอมรับว่า มีความเสี่ยงสูง แต่เป็นความเสี่ยงที่เราจำกัดได้ ณ เวลานี้ คือ ควบคุมได้ แต่หลังจากนี้ถ้ามีการแทรกแซงจากบุคคลที่ 3 หรือมือที่มองไม่เห็น หรือการจงใจอาศัยจังหวะช่องโหว่นี้ ตนเชื่อว่าจะเป็นการควบคุมได้ยาก และ ช่วงนี้เห็นว่ามีการเปลี่ยนเสื้อเหลืองแล้ว ไม่ใส่เสื้อเหลืองแล้ว แต่ใส่เสื้อเหมือนพวกเราเลย แล้วก็ปะปนเข้ามา และ เราได้เพิ่มความเข้มงวดเช่น การชุมนุมวันนี้เป็นการ์ดกลุ่มไหนดูแลความปลอดภัย ในพื้นที่ และ กลุ่มการ์ดเหล่านั้นมีสัญลักษณ์อะไร เมื่อเขามีอำนาจชัดเจนเราก็ต้องให้เขามีอำนาจเข้มงวดกวดขัน เช่น ขอดู ขอความร่วมมือ


ที่มา PPTV Online

คดีไอ้ตุ่ เอาแบบตรงไปตรงมา... ไอ้ตุ่อาจรอด... แต่ประเทศชาติ จะไม่รอด .. จะบอกให้ ...


วีระชาติ อนันตชัย
10h ·

คดีนี้ เอาแบบตรงไปตรงมา...
ไอ้ตุ่ก็ไม่ควรรอดเลย ถามนักกฏหมายคนไหนก็ได้ ..
แต่ถ้าไอ้ตุ่ รอด ...
แปลว่า ศาลแปลกอีกแล้ว..
ถ้าศาลแปลก อีกครั้ง ..ในช่วงนี้ ...
ไอ้ตุ่อาจรอด...
แต่ประเทศชาติ จะไม่รอด ..
จะบอกให้ ...
...


โรงเรียนอมาตยกุล นักเรียน อ.1-ม.6 ใส่ชุดไปรเวตมาเรียน กว่า 20 ปี ไร้ปัญหา



โรงเรียนอมาตยกุล นักเรียน อ.1-ม.6 ใส่ชุดไปรเวตมาเรียน กว่า 20 ปี ไร้ปัญหา

11 ม.ค. 2562
ข่าวสดออนไลน์

โรงเรียนอมาตยกุล นักเรียน อ.1-ม.6 ใส่ชุดไปรเวตมาเรียน กว่า 20 ปี ไร้ปัญหา

ใส่ชุดไปรเวตมาเรียน / จากกรณีของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย มีโครงการอนุญาตให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวตมาโรงเรียนได้สัปดาห์ละ 1 วัน ทุกๆ วันอังคาร เป็นเวลา 1 เทอม จนทำให้เกิดกระแสฮือฮาไปทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตามยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายในหลายมุมมอง จนกระทั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้ส่งหนังสือให้ทาง ผอ.โรงเรียนดังกล่าวเพื่อขอให้ ทบทวนเรื่องการแต่งชุดไปรเวต ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

อ่าน : โรงเรียนยุคใหม่! กรุงเทพคริสเตียน อนุญาตให้ใส่ ชุดไปรเวท มาเรียนได้
อ่าน : กรุงเทพคริสเตียน คึกคัก หลังประกาศให้แต่งชุดไปรเวทเข้าเรียน เชื่อทำให้เด็กสุขขึ้น!
อ่าน : เบรก กรุงเทพคริสเตียน สช.ส่งหนังสือขอให้ทบทวน นักเรียนแต่งชุดไปรเวต!

เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว วันที่ 11 ม.ค. ที่โรงเรียนอมาตยกุล ซ.พหลโยธิน 51 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ นางรัชนี อมาตยกุล ผู้จัดการโรงเรียน ได้เปิดเผยกับ ‘ ข่าวสดออนไลน์ ‘ ถึงกรณีที่ทางโรงเรียน ได้มีนโยบาย ให้นักเรียนสามารถใส่ชุดไปรเวตมาโรงเรียนได้ มาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยนางรัชนี กล่าวว่า โรงเรียนอมาตยกุล เปิดทำการสอยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 แล้ว ปัจจุบันมีนักเรียนกว่า 1,700 คน ซึ่งทางโรงเรียนนโยบายในการให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวตมาโรงเรียน ซึ่งมีมานานกว่า 20 ปี โดยมีจุดประสงค์ของทางโรงเรียน คือ อยากเห็นเด็กใส่ชุดธรรมดามาโรงเรียน อยากให้เด็กๆ รู้สึกว่ามาการมาโรงเรียนเป็นเพียงวันธรรมดา ที่เรียบง่าย มาโรงเรียนและมีความสุข

นางรัชนี กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนมีการเตรียมตัวมาตั้งแต่ล่วงหน้า ซึ่งทางโรงเรียนจะแจ้งกับทางผู้ปกครองในตอนที่สมัครตั้งแต่ตอนแรก ว่าทางโรงเรียนจะมีนโยบายใส่ชุดไปรเวต และสามารถใส่รองเท้าผ้าใบอะไรก็ได้มาเรียนเพื่อความสบายใจ แต่การแต่งตัวมาโรงเรียนจะต้องดูความเหมาะสมและถูกกาละเทศะโดยทางผู้ปกครองก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับเรื่องดังกล่าว

นางรัชนี กล่าวต่อว่า ทางโรงเรียนจะอนุญาตให้ใส่ชุดไปรเวต ในทุกวันอังคาร โดยนักเรียนจะใส่ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับชั้น อนุบาล 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยนักเรียนส่วนใหญ่ จะใส่เพียงเสื้อยืด กางเกงขายาว และรองเท้าผ้าใบ ไม่มีการแต่งตัวหวือหวา หากใส่กระโปรงสั้นเกินไป ทางครูก็จะตักเตือนและทางนักเรียนก็จะเข้าใจและปฏิบัติตาม

"ที่ผ่านมาเป็นเวลากว่่า 20 ปี ทางดรงเรียนไม่พบปัญหาใดๆ ทั้งเรื่องของการแข่งขันการแต่งตัวหรือการแบ่งชนชั้นกัน เพราะทางโรงเรียนเราใช้หลักของ การมีทัศนคติที่ดี คิดบวก เป็นมิตรและพอดี มีการปลูกฝังตั้งแต่ อนุบาล 1 เพราะนักเรียนที่นี่ จะเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนจะค่อนข้างเป็นมิตรกัน และเข้ากันได้ดี นอกจากนี้ ผลการเรียนของนักเรียนก็ไม่ได้ลดลง เมื่อใส่ชุดไปรเวต" นางรัชนี กล่าว

ด้าน น.ส.โชติกา ปรารมภ์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กล่าวว่า ตนใส่ชุดไปรเวตมาโรงเรียน ตั้งแต่อนุบาล 1 ซึ่งทุกครั้งที่ใส่ ไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษหรือมันไม่ควร เพราะ ส่วนใหญ่แล้ว ทุกคนจะใส่ชุดที่ถูกกาละเทศะ ไม่ใส่ขาสั้น เสื้อแขนกุด ไม่ได้มีการแต่งตัวตามแฟชั่นมาก เพราะรู้สึกอยากใส่อะไรที่มันสบายและเรียบง่าย ที่่ผานมาตนก็ไม่เคยเห็นเพื่อนแข่งกันแต่งตัว ส่วนใหญ่จะนัดกันใส่ตามเฉดสีมากกว่า ซึ่ง ตนคิดว่า การแต่วตัวชุดไปรเวต ไม่มีผลกระทบต่อผลการเรียนแต่อย่างใด

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ลำโพง Bluetooth ของมินเนี่ยนหาดใหญ่ โดนเด็กราษฏร Hack เปลี่ยนเพลงจากหนักแผ่นดินเป็นเพลงไม่รักระวังติดคุกนะของวงไฟเย็น ที่ฮาคือ มินเนี่ยนเปลี่ยนจากโบกธงมาเต็นกันมันส์เลย 55555

คลิป LIVE การชุมนุมของกลุ่มราษฎร ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีแกนนำเช่น ไผ่ ดาวดิน ร่วมปราศรัยด้วย

https://www.facebook.com/TheReportersTH/videos/708594746709361


ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มาจากไหน? Pruay Saltihead เขียนยาวเลยเรื่องนี้


Pruay Saltihead
8h ·

ประมุขของประเทศควรนำภาษีจากประชาชนไปใช้แบบใด
ก. ทะนุบำรุงประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนผู้จ่ายภาษี
ข. ใส่กระเป๋าประมุขของประเทศซิ เพราะถือว่าการจ่ายภาษีก็เหมือนจ่ายค่าคุ้มครอง
ค. เม้มไว้เข้ากระเป๋าตัวเองส่วนหนึ่ง ที่เหลือค่อยใช้จ่ายบำรุงประเทศและประชาชน
เงินที่ประมุขของประเทศเม้มเข้ากระเป๋าตัวเอง เมื่อนำไปลงทุนให้เกิดดอกผล กำไรส่วนที่เพิ่มมานั้น ควรเป็นของใคร
ก. ของประชาชนที่เสียภาษีไปซิ เพราะเงินลงทุนมาจากภาษีประชาชน
ข. ของประมุขซิ เพราะเม้มเอามาแล้วและเป็นผู้นำไปลงทุนให้เกิดดอกผลและกำไร
ค. แบ่งกันระหว่างประมุขกับประชาชนที่เสียภาษี
ประเทศควรยึดถือความต้องการของใครเป็นสำคัญที่สุด
ก. ประชาชน
ข. ประมุขของประเทศ
ค. แบ่งกันระหว่างประชาชนและประมุขของประเทศ
ขณะนี้ประเทศปกครองด้วยระบอบอะไร
ก. ประชาธิปไตย
ข. สมบูรณาญาสิทธิราชย์
ค. ไม่แน่ใจ
เห็นพวกรอยัลลิสต์ออกมาแก้ตัวให้กับ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ ที่ผ่านสภาเผด็จการทหารใน ปี 2560 และ 2561 ว่า ของๆท่านที่ไปยึดมา ท่านมาเอาคืนไปก็ถูกแล้ว ก็เลยสงสัยว่าไอ้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วก็ทรัพย์สินส่วนพระองค์ เป็นของกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียวจริงๆหรือ ตกลงทุกๆทรัพย์สิน เป็นของกษัตริย์หมด มันใช่หรือ? เพราะถ้าจะเป็นแบบนั้นได้ กษัตริย์ต้องเป็นเจ้าของบริษัท เริ่มต้นลงทุนทำกิจการเองแล้วจ่ายค่าจ้างให้ประชาชน ข้าราชการ ให้ทำงานให้ในตำแหน่งต่างๆ ด้วยเงินของตัวเอง จากนั้นเมื่อได้กำไรมา กำไรส่วนที่เพิ่มมานั้นจึงถือเป็นของกษัตริย์ ถ้าแบบนั้นจะนำไปใช้อย่างไรก็ได้
แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ว่าจะทรัพย์สินส่วนพระองค์หรือทรัพย์สิน(ส่วน)พระมหากษัตริย์ ก็ล้วนมาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น
เริ่มต้นราชวงศ์จักรีมา นายทองด้วงหรือพระยามหากษัตริย์ศึกก็ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติส่วนตัวมากมาย ไม่ได้มาจากราชวงศ์ไหนๆ ดังบทความนี้
"เพราะก่อนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จะทรงปราบดาภิเษก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัตินั้น แม้จะทรงเป็นเสนาบดีที่มีบรรดาศักดิ์สูงสุดในแผ่นดิน คือเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก แต่ก็มิได้ทรงสืบสายพระโลหิตจากพระราชวงศ์ใดทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อแรกเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงต้องทรงปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติในพระชนมชีพใหม่ จากสามัญชนมาสู่ความเป็นเจ้าแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พักอาศัย ซึ่งเปลี่ยนจากบ้านหรือจวนมาเป็นพระบรมมหาราชวัง ตำหนักบรรดาพระญาติวงศ์ทั้งหลาย ต่างก็ได้รับสถาปนาให้มีพระอิสริยยศตามโบราณราชประเพณี การกินอยู่ การพูดจา การวางตัวจึงเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง"
อ่าน “เราเกิดมาเป็นไพร่ ได้มาเป็นเจ้าเป็นนาย…เป็นเบื้องปลายอายุ” นัยแห่งพระราชดำรัส ร.1
https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_6722
เงินทองที่มีตอนตั้งต้นรัตนโกสินทร์ ก็มาจากการเก็บส่วยสาอากรมาจากประชาชนต่อมาจากราชวงศ์ก่อนอีกที เพราะมีการเก็บภาษีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ลองดูภาษีที่จัดเก็บในสมัยกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ มีการเก็บแม้กระทั่งภาษีกะทะ ภาษีเกลือ ฯลฯ จากเว็บไซต์กรมสรรพากรเอง
การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2311 - พ.ศ. 2324) และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 3 ระหว่างพ.ศ. 2325-พ.ศ. 2394)
https://www.rd.go.th/publish/3458.0.html
การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - พ.ศ. 2411) มีการเก็บกระทั่ง ภาษีถัง หม้อหวด ภาษีปลาทู ฯลฯ
https://www.rd.go.th/publish/3457.0.html
สมัยรัชกาลที่ 1 ที่ 2 นั้นสถาบันกษัตริย์และเครือญาติผูกขาดการค้าขายกับต่างประเทศคนเดียว ขายได้เท่าไหร่เก็บเรียบ ส่วนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างหรือพัฒนาประเทศ มาจากจังกอบ อากร ส่วย และฤชา ที่เรียกเก็บจากประชาชน
จนมาสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ 4 ยกเลิกผูกขาด แต่ใช้วิธีเอกชนมาจัดเก็บภาษีส่งให้แทน เรียกว่า”เจ้าภาษี” โดยการประมูลว่าจะส่งให้เท่าไหร่ แล้วเจ้าภาษีก็ไปไล่เก็บจากประชาชนมาอีกที ภาษีที่เก็บได้ก็ไม่ได้เอาไปพัฒนาบำรุงประเทศทั้งหมด แต่เก็บเข้ากระเป๋าสถาบันกษัตริย์ 5% ที่เรียกว่า “เงินถุงแดง” บ้าง “เงินข้างที่” บ้าง
พอมาสมัยรัชกาลที่ 5 ก็จัดการบริหารใหม่แทนที่จะให้เจ้าภาษีมาประมูลแล้วไปเก็บกับประชาชนแทน ก็ไม่เอาแล้ว ตัวสถาบันกษัตริย์ก็ตั้ง “กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” ขึ้นมาแทน ทำให้เก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น ก็แหงล่ะ ไม่ได้ถูกเม้มไประหว่างทางจากพวก “เจ้าภาษี” นี่ คราวนี้เก็บตรงเองจากประชาชนเลย แต่พอเก็บได้มากขึ้น สถาบันกษัตริย์ก็เม้มเข้ากระเป่าตัวเองมากขึ้นเช่นกัน จึงตั้ง “กรมพระคลังข้างที่” ขึ้นมาเป็นทางการ คราวนี้จากเม้มเข้าเงินข้างที่ ในสมัยรัชกาลที่ 3แค่ 5% คราวนี้ เม้มเข้า “พระคลังข้างที่” 15% เลย
“พระคลังข้างที่” นอกจากจะมีรายได้จากการเม้มภาษีจากประชาชน 15% เข้ากระเป๋าตัวเองแล้ว ยังมีรายได้จากส่วนอื่นๆอีกมาก เพราะเป็นผู้กำหนดเกมส์อยู่คนเดียว เช่นไปกว้านซื้อที่ดินล่วงหน้าไว้ก่อน เสร็จแล้วก็เอาเงินภาษีประชาชนนี่แหละตัดถนนผ่านไป ราคาที่ดินก็ขึ้น กำไรก็เอาเข้า “พระคลังข้างที่” การจะขุดคลองทำชลประทาน ก็ไม่ใช่นึกใจดีจะให้ประชาชนได้น้ำไปทำนา แต่พวกตัวเองได้จับจองที่ดินแถวนั้นไว้แล้วจึงขุดคลองไป ที่ดินก็มีราคาแพงขึ้น หรือก็เอาที่ดินให้ประชาชนเช่าทำนา เก็บเงินเข้ากระเป๋าอีกที
จะเห็นว่าต้นทุนการลงทุนก็เอามาจากภาษีประชาชน แล้วก็เอาภาษีประชาชนนี่แหละไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพย์สินตัวเองอีกที กำไรก็เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วก็เอาไปลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โมเดลธุรกิจแบบนี้จะไม่รวยได้ไง (และใช้วิธีนี้มาจนถึงปัจจุบัน เช่นการสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพ ที่แรกเริ่มกระจุกผ่านที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินในใจกลางเมืองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม)
รายละเอียดช่วงนี้อ่านได้จากบทความ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มาจากไหน? : การสะสมพระราชทรัพย์สมัยรัตนโกสินทร์
https://prachatai.com/journal/2020/11/90552
เรื่องการจับจองที่ดิน ขุดคลองทำนา ลองอ่านบางย่อหน้าอ่านจากหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย จิตร ภูมิศักดิ์ เรื่อง ระบบศักดินาในประเทศไทย
“"สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยามซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ ๔ ในพระบรมวงศ์ปัจจุบันนี้ ขอประกาศแก่ชนที่ควรจะรู้คำประกาศนี้ว่า ที่ท้องทุ่งริมคลองขุดใหม่ตั้งแต่บางขวางออกไปบ้านงิ้วรายนั้น เป็นแขวงเมืองนนทบุรี นครไชยศรี เดิมรกร้างว่างเปล่าหาผู้เป็ นเจ้าของไม่ ครั้นขุดคลองไปตลอดแล้ว ข้าพเจ้าได้สั่งเจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดีว่าที่พระคลัง ผู้เป็นแม่กองขุดคลอง ให้จับที่ว่างเปล่านั้นเป็นที่นา อยู่แขวงเมืองนนทบุรีฝั่งเหนือ ๑,๖๒๐ ไร่ อยู่ในแขวงเมืองนครไชยศรีฝั่งเหนือ ๙,๓๙๖ ไร่ ฝั่งใต้ ๕,๑๘๔ ไร่ รวมเป็นที่นา ๑๖,๒๐๐ ไร่ แบ่ง ๕๐ ส่วน ได้ส่วนละ ๓๒๔ ไร่ เป็นที่นายาว ๑๐ เส้น กว้าง ๕ เส้น ๘ วา ที่นาทั้งปวงนี้ เพราะไม่มีเจ้าของมาแต่เดิม เป็ นที่จับจองของข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าขอยกส่วนที่ว่านั้นให้เป็นของบุตรชายข้าพเจ้าคนละส่วนบ้าง สองส่วนบ้าง ให้เป็นที่บ่าวไพร่ไปตั้งทำนา ฤๅจะให้ผู้อื่นเช่าทำก็ตาม"
หลักฐานนี้เป็นหลักฐานที่พวกศักดินาจะเถียงไม่ได้เลยว่าชนชั้นศักดินามิได้จับจองและแบ่งปันที่นากันและกันในหมู่ชนชั้นตนตามใจชอบ การแบ่งปันครั้งนี้ชนชั้นศักดินาทำอย่างแนบเนียนว่าตนได้ขุดคลองพบที่ดินว่างเปล่าจึงจับจอง แท้ที่จริงก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นที่ร้างทิ้งอยู่จึงส่งแม่กองออกไปขุดคลอง ซึ่งจุดประสงค์ในการขุดก็หาใช่เพื่อระบายน้ำให้ประชาชนผู้ทำนาอื่นๆ ทั่วไปไม่ หากเพื่อระบายน้ำเข้าที่นาอันรกร้างนั้นสำหรับจะได้ทำให้มีค่าและทำนาได้ พอขุดเสร็จ พวกไพร่ยังไม่ทันได้จับจอง ชนชั้นศักดินาก็รีบจับจองแบ่งสรรปันส่วนกันเสียแล้ว! การทุกอย่างทำไปเพื่อรับใช้ชนชั้นศักดินาโดยเฉพาะวงศ์วานว่านเครือเนื้อหน่อของกษัตริย์ทั้งสิ้น!
ตกลงที่ดินดีมีคลองระบายน้ำก็ตกเป็นของชนชั้นศักดินาเสียทั้งสิ้นไม่มีเหลือไว้สำหรับทวยราษฎร์”
อ่านเต็มๆที่นี่ https://bit.ly/33oEMmP
ปีๆนึง สถาบันกษัตริย์เม้มเงินจากภาษีประชาชนเข้ากระเป๋าตัวเองเท่าไหร่?
ข้อมูลจากหนังสือ สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริยกับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์ เขียนไว้ว่าบางปีเม้มเข้าพระคลังข้างที่ถึง 20% ทำให้มีรายได้มากขึ้น ในหนังสือหน้าที่ 9 มีการแสดงตารางในแต่ละช่วง 10 ปีที่ พระคลังข้างที่ เม้มเงินจากภาษีประชาชนไว้ดังนี้
พ.ศ. 2435 เม้มไว้ 1.49 ล้านบาท (ขอให้ท่านจำปี พ.ศ. แล้วจำนวนเงินนี้ไว้ดีๆ เดี๋ยวจะมีอะไรเฉลยให้ฟังอีกที)
พ.ศ. 2445 เม้มไว้ 6.1 ล้านบาท
พ.ศ. 2455 เม้มไว้ 8.7 ล้านบาท
พ.ศ. 2465 เม้มไว้ 9.0 ล้านบาท
ดาวน์โหลด: Thailand Crown Property and Its Investment สํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์
https://bit.ly/36fK6ei
เอาสมมติคิดว่าซะว่า เม้มไว้ 15% แสดงว่าปี พ.ศ. 2435 นั่นเก็บภาษีได้เกือบถึง 10 ล้านบาทในปีนั้น
ถึงตรงนี้จึงอยากเล่าแทรกนิดนึง เรื่องที่ชอบทวงบุญคุญเรื่องเงินถุงแดง ที่เอามาจ่ายให้ฝรั่งเศส 3,000,000 ฟรังค์ ในวิกฤติการณ์ รศ 112 นั้น ที่บอกว่าเป็นเงินถุงแดงของรัชกาลที่ 3 ถึงจะเป็นเงินของรัชกาลที่ 3 เงินพระคลังข้างที่ ก็เป็นเงินที่เม้มไปจากภาษีประชาชน เอาไปลงทุนเพิ่มแล้วดอกผลกำไรก็เอาเข้าพระคลังข้างที่นั่นแหละ ถึงจะจ่ายเป็นเงินเหรียญทองของเม็กซิโก แต่เมื่อคิดราคาเงินที่จ่ายให้ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2436 3,000,000 ฟรังค์นั้น เทียบค่าเป็นเงินไทยในสมัยนั้นก็ตกราว “หนึ่งล้านหกแสนห้าพันกว่าบาท” ดังบทความที่คัดลอกมานี้
“เงินจำนวนนี้มันมีค่าสักกี่มากน้อยเมื่อคำนวณเป็นเงินบาท โชคดีที่ยังพอมีการยืนยันในเอกสารทางการไทยว่า สมเด็จฯ กรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ กราบทูลพระปิยมหาราช ว่าได้จ่ายเงินให้ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ คิดเป็นเงินไทยรวม ๑,๖๐๕,๒๓๕ บาท กับอีก ๒ อัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบันทึกไว้ในหนังสือชื่อเจ้าชีวิตว่า “ไทยยอมเสียค่าปรับเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ ฟรังก์เหรียญทอง” (เท่ากับราว ๑,๕๖๐,๐๐๐ บาทในสมัยนั้น) จึงขออนุมานว่าเงินบาทโดยประมาณซึ่งจ่ายเป็นค่าไถ่บ้านไถ่เมืองในครั้งนี้เป็นจำนวนเงิน “หนึ่งล้านหกแสนห้าพันกว่าบาท””
อ่าน “เงินถุงแดง” อิสรภาพไทยแลกด้วยค่าไถ่ 3 ล้านฟรังก์ ร.ศ. 112 หาเงินจากไหนให้ฝรั่งเศส
https://www.silpa-mag.com/history/article_10723
เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เลิกทวงบุญคุญเรื่องเงินถุงแดงกันเสียที เพราะลำพังเงินที่เก็บภาษีจากประชาชนไปนั้นก็มากกว่าที่เอาเงินถุงแดงไปจ่ายแล้ว แถมยังเม้มเงินภาษีประชาชนเข้า กรมพระคลังข้างที่ ทุกปีๆอยู่แล้ว 15% จะมาทวงบุญคุญเรื่องเงินถุงแดงกันอยู่ทำไม
รายได้ของสถาบันกษัตริย์นั้น นอกจาก ส่วย อากร และ เก็บภาษีจากประชาชนแล้ว ยังมีการเก็บ “เงินค่าราชการ” ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ 6 เปลี่ยนเป็นเงิน “รัชชูปการ” โดยจัดเก็บเอาจากชายฉกรรจ์ (อายุตั้งแต่ 18-60 ปี) ทุกคนโดยเก็บในอัตราไม่เกินคนละ 6 บาทต่อปี คือเกิดมาเป็นคนไทยเพศชาย อายุถึงเกณฑ์ ไม่ว่าจะทำงานมีรายได้ไม่มีรายได้ ได้มากได้น้อย ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินนี้ ให้รัฐบาลของสถาบันกษัตริย์
อ่าน เงินรัชชูปการ ภาษีซึ่งเก็บจากความเป็นราษฎร
https://pridi.or.th/en/node/470
จากที่ยกตัวอย่างมาก็จะเห็นว่า สถาบันกษัตริย์ พระคลังข้างที่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทั้งหลายนั้น ไม่ได้เสกทรัพย์สมบัติขึ้นมาเอง ไม่ได้ทำงานเองตัวคนเดียว แล้วทำให้มีทรัพย์สะสมไว้มากมาย แต่ทรัพย์ที่สะสมไว้ที่ได้มาก็มาจากภาษี ส่วย อากร เงินต่างๆที่เรียกเก็บจากประชาชนในประเทศนั่นเอง เพราะฉะนั้นการจะเอาไปลงทุนต่อผลประโยชน์ให้มากขึ้น โดยพระคลังข้างที่ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ ปูนซีเมนต์ไทย หรือที่อื่นๆ กษัตริย์ในฐานะบุคคลที่อยู่ตำแหน่งหนึ่งในประเทศ ไม่ใช่เจ้าของประเทศทั้งหมด จะฮุบเอาไปเป็นของส่วนตัวคนเดียวได้ไง ลองนึกถึงว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง มีประธานาธบดี นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำบริหารประเทศอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ปรากฎว่าบริหารเสร็จประเทศมีรายได้ พอหมดวาระลง ก็โอนรายได้กำไรนั้นทั้งหมดนั้นไปเป็นของตัวเอง แบบนั้นทำได้หรือเปล่า
และเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ที่อ้างว่าเจ้าเอาเงินเจ้าตั้งขึ้นมานั้นก็ไม่จริง เพราะก็เอาเงินพระคลังข้างที่ และเงินจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งมาจากภาษีประชาชนนั่นแหละ มาตั้งขึ้น โดยร่วมหุ้นกับคนอื่นๆ
อ่าน การก่อตั้งธนาคารไทยพาณิชย์และความช่วยเหลือของพระคลังข้างที่
https://www.facebook.com/quoteV2/posts/3215536935214857
รอยัลลิสต์อาจจะเถียงว่า ก็นั่นมันในสมัยก่อนนั้นนี่
ก็ถูก แต่ในโลกนี้มีหลายสิ่งต่างๆมากมาย ที่คนสมัยก่อนยอมรับว่าการกระทำแบบนั้นเป็นสิ่งดีเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ต่อมาภายหลังมนุษย์ก็พัฒนาความคิด ปรับเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น สิ่งที่เคยยอมรับในอดีตก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับในโลกปัจจุบัน เรื่องสิทธิมนุษยชนก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นเรื่องที่มนุษย์พัฒนาไปมาก จนบางสิ่งบางอย่างในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์กระทำด้วยกันเอง ถ้าใครเอามาปฏิบัติต่อกันในวันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นความคิดล้าหลัง เช่นการค้ามนุษย์ เอาเพื่อนมนุษย์มาใช้เป็นแรงงานทาส ความเป็นรัฐชาติก็เช่นกัน ความคิดที่ว่าใครคนใดคนหนึ่ง ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งหมดในประเทศแต่เพียงผู้เดียว เป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมรับแล้ว แม้ในประเทศไทยความคิดแบบนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับแล้วหลังจากการปฏิวัติ 2475
เพราะฉะนั้น การแก้ไข พรบ ทรัพย์สิน(ส่วน)พระมหากษัตริย์ โดยสภาของเผด็จการทหารในปี 2560 2561 ที่นำทรัพย์สมบัติที่สร้างมาจากแรงงานและรายได้ของประชาชนในประเทศ กลับไปเป็นสมบัติส่วนตัวของกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ย่อมเป็นเรื่องล้าหลัง ไม่เป็นที่ยอมรับ เหมือนพาประเทศกลับไปสู่ระบอบ ศักดินา ไพร่ ทาส อีกครั้ง

https://www.facebook.com/pruaysaltyhead2/posts/3518901748196495

ข่าวประวัติศาสตร์แบบช็อคมากๆ จาก NY Times #พระปกเกล้า ขู่จะขายวัง ที่ดิน และพระแก้วมรกต ช็อคมากๆ

@paritchi
·5h
คำถามสำคัญสำหรับเรื่องนี้คือ พระแก้วมรกตควรเป็นสมบัติของชาติหรือของคน ๆ เดียว และคนไทยจะรับได้ไหมหากวันหนึ่งกษัตริย์วชิราลงกรณ์จะเอาพระแก้วมรกตไปขาย
@paritchi
·5h
นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราต้องเรียกร้องให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 เพื่อให้ทรัพย์สมบัติของชาติเป็นของคนทุกคน ไม่ใช่คน ๆ เดียว


Duck army #ม็อบ30พฤศจิกา