มนุษย์กรุงเทพฯ and Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม
9 hours ago
·
“เราเกิดและเติบโตที่หนองบัวลำภู พอปี 2542 เราตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่ ม.รามคำแหง ก่อนจะเริ่มทำงานเป็นนักข่าวเมื่อปี 2545 ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปี 4 เริ่มจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ต่อด้วยไทยโพสต์ แล้วค่อยย้ายไปมติชน หลังจากเป็นนักข่าวอยู่หลายปี เราตัดสินใจลาออกไปเรียนภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลีย 1 ปี แล้วกลับมาเป็นนักข่าวที่ไทยพีบีเอสเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2553 เริ่มที่รายการเปลี่ยนประเทศไทย แล้วไปทำรายการตอบโจทย์ แล้วไปทำรายการเปิดปม ช่วงท้ายเราอยู่ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวอาวุโส สิ่งที่ทำคือข่าวสืบสวนสอบสวนในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลงพื้นที่บ่อยมากจนเกือบจะเช่าบ้านที่นั่นแล้ว
“ความต่างของนักข่าวทีวีกับหนังสือพิมพ์คือ ไทยพีบีเอสมีทีมงานและมีทรัพยากรให้ใช้เต็มที่ เมื่อทำข่าวเชิงลึก เช่น ถ้าทำสกู๊ปเรื่องพลังงาน เราต้องอ่านข้อมูลเยอะมาก สัมภาษณ์ข้าราชการ นักวิชาการ ถ้าเทียบกันแล้ว เราว่าทีวีมีอิมแพคกว่าหนังสือพิมพ์ คนดูเยอะกว่า มีการพูดถึงในวงกว้าง หนึ่งในงานที่ภูมิใจ คือ การสัมภาษณ์คุณทักษิณ ชินวัตร ที่ดูไบในช่วงเลือกตั้งปี 2554 ตอนนั้นการเมืองไทยค่อนข้างรุนแรง มีคนดูไม่พอใจ จนมีคนโทรมากดดันให้ผู้บริหารไทยพีบีเอสต้องตัดสินใจให้รอบคอบ เทปนั้นเลยถูกดองอยู่ช่วงหนึ่ง
“ความฝันของเราอย่างหนึ่ง คือ อยากไปอยู่สำนักข่าวต่างประเทศ เลยหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ กระทั่งเราผ่านการคัดเลือกทุนชีฟนิ่ง (Chevening Scholarships) เมื่อปี 2561 ตอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากไทยพีบีเอส ทั้งป่วยเป็นโรคเครียด และอีกอย่างคือ เราอยากได้ทุนเลยตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษแบบติวเข้มที่อังกฤษเป็นเวลา 2 เดือน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะสอบภาษาอังกฤษไม่ผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยที่สมัคร เราเลยต้องสละทุนที่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้เป็นฟรีแลนด์ให้เว็บไซต์ข่าวอัลจาซีร่าช่วงสั้นๆ นะ
“หลังไม่ได้ทุนก็เคว้ง ในใจคิดว่าหรือจะกลับมาเป็นนักข่าวในกรุงเทพฯ กระทั่งได้ไปสัมภาษณ์คุณเดวิด สเตร็คฟัสส์ ที่ตอนนั้นเป็นที่ปรึกษาให้ เดอะ อีสานเรคคอร์ด (The Isaan Record) เขาตั้งคำถามว่า ‘คุณเป็นคนอีสาน แต่กลับเอาความสามารถไปรับใช้กรุงเทพฯ ทำไมถึงไม่เอามาพัฒนาบ้านเกิดล่ะ’ เป็นคำพูดที่ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ในปีเดียวกัน เราได้รับการชักชวนให้เป็นบรรณาธิการบริหารที่ เดอะ อีสานเรคคอร์ด เลยได้ย้ายมาทำงานอยู่ขอนแก่น
“ตอนแรกเราเคยมองว่าที่นี่เล็กไป แต่ตอนหลังโคตรขอบคุณเลย เพราะสิ่งที่เราได้รับคือ อิสระ เราเคยนำเสนอบางเรื่องไม่ได้ในองค์กรใหญ่ แต่ที่นี่ทำได้ ช่วงนั้นเราทำให้ข่าวมีความเข้มข้นขึ้น ต่อมาเริ่มทำงานเป็นซีรีส์ เช่น ซีรีส์เมียฝรั่งในอีสาน เรื่องหมอลำ เรื่องผู้มีบุญ เรื่องคนอีสานที่ไปเป็นแรงงานเก็บเบอร์รีที่ฟินแลนด์และสวีเดน ทุกเรื่องจะเชื่อมโยงหาคนอีสาน อย่างซีรีส์ครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ทางการเมือง 2553 ก็เล่าถึงคนอีสานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น
“คลิปเรื่องผู้มีบุญมีคนดูหลายล้านวิว มีการพูดถึงในเวทีต่างๆ และนำไปสร้างเป็นซีรีส์เรื่อง เขมจิราต้องรอด เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสให้คนสนใจประวัติศาสตร์อีสาน หรือเรื่องแรงงานเก็บเบอร์รี เราทำข่าวและสารคดีโดยติดตามอยู่ 3 ปี เห็นว่ามีการหลอกลวงแรงงานยังไง จนเจอว่าเป็นประเด็นค้ามนุษย์ เราติดตามเรื่องนี้จนแรงงานไทยชนะคดีในศาลฟินแลนด์ นายจ้างคนฟินแลนด์และนายหน้าคนไทยถูกตัดสินให้จำคุก และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แรงงาน 22 ล้านบาท เราได้นำเสนอคำกล่าวหาของดีเอสไอว่า รัฐมนตรีของไทยรับสินบนจากนายจ้างและนายหน้า สารคดีได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ และในอนาคตจะฉายที่ประเทศไทยด้วย
“เรานิยาม เดอะ อีสานเรคคอร์ด ว่าเป็นสื่ออิสระที่ขับเคลื่อนสังคม สิ่งที่มักบอกน้องในทีมคือ การออกไปทำงานของเรา คือ การช่วยคน ช่วยเหยื่อ และช่วยให้คนอ่านเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น สโลแกนที่เราตั้งคือ ‘สื่ออีสานเพื่อคนอีสาน’ อีสานเป็นภาคที่จนที่สุด คนอีสานมักโดนวาทกรรมโง่ จน เจ็บ เราจะพูดแทนคนอีสานด้วยภาษาตัวเอง ถ้าทำคลิปวีดีโอ เราจะให้เขาพูดภาษาอีสานไปเลย แล้วค่อยใส่ซับในขั้นตอนตัดต่อ เวลาคนอีสานพูดอีสาน คำพูดมันออกจากใจ สื่อสิ่งที่อยากพูดได้ตรงกว่า เราอยากทำให้มาตรฐานของที่นี่ไม่ต่างจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งเป็นความฝันที่เราเคยทำไม่จบ
“เดอะ อีสานเรคคอร์ด ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนจากต่างประเทศหลายแห่ง หนึ่งในนั้นมาจากสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน คนในทีมก็ช่วยกันหาทุนจากในประเทศด้วย เรายังไม่เคยเจอปัญหาเรื่องเงินทุน อาจเพราะขนาดทีมไม่ได้ใหญ่ กระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาพร้อมกับนโยบาย America First ทำให้แหล่งทุนของที่นั่นลดการสนับสนุนองค์กรในประเทศโลกที่สาม บางองค์กรต้องลดบทบาทงาน และบางองค์กรไปต่อไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่นั้น หลายประเทศที่เคยให้เงินสนับสนุนก็เริ่มคิดไปในทางเดียวกันแล้ว ทำให้อนาคตของ เดอะ อีสานเรคคอร์ด และองค์กรอื่นๆ อยู่บนความไม่แน่นอน
“ตัวเลขจากศูนย์กสิกรไทยเมื่อปี 2566 บอกว่า ประเทศไทยมีการบริจาคถึง 1.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เงินนั้นไปอยู่ที่ วัด ถ้าในระดับโลก ตัวเลขจาก World Giving Index บอกว่า ประเทศไทยมีดัชนีการบริจาคมากเป็นอันดับ 6 ของโลก เรามองว่าคนไทยมีน้ำใจและมีวัฒนธรรมการบริจาค ชอบช่วยเหลือ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง พวกเราที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม เลยรวมตัวกัน 25 องค์กร ก่อตั้งเป็นกองทุนชื่อ ‘Just'Fund – กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม’ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเปิดรับการสนับสนุนจากคนในประเทศ
“เราเคยบริจาคเงินให้ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เพื่อให้เขาได้ทำงานสารคดีแบบที่เราไปไม่ได้ บริจาคเงินให้ มอส. (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) บริจาคให้องค์กรหมา แมว ฯลฯ ถ้าคุณบริจาคให้ Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม เงินนั้นจะมีคณะกรรมการในการจัดสรรทุน เพื่อไปสนับสนุนการทำงานเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ผู้ลี้ภัย และสื่อมวลชน อย่างงานของ เดอะ อีสานเรคคอร์ด คือ การให้พื้นที่คนอีสานมาพูดแทนคนอีสาน เสียงคนอีสานจะดังขึ้น มีคนฟังมากขึ้น และเราเชื่อว่า ชีวิตคนอีสานจะค่อยๆ ดีขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งเขาไม่ต้องเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่หรือต่างประเทศแล้ว
“เราไม่ได้ต้องการผู้บริจาครายใหญ่ ไม่ต้องการนายทุนมาบริจาคให้ แต่ต้องการรายย่อยหลายๆ คน แค่คนละ 5 บาท 10 บาทก็ได้นะ เราไม่ได้อยากเบียดเบียนใครเลย สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น คือ วัฒนธรรมของการให้โดยเห็นว่า พวกเรากำลังทำในสิ่งที่ชีวิตผู้คนจะดีขึ้น เราอยากให้คนในสังคมมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลง
“เคยมีคนบอกว่า ‘ขอบคุณนะที่ทำ เดอะ อีสานเรคคอร์ด’ เราภูมิใจที่ได้ทำให้เสียงของคนอีสานดังมากขึ้น ถ้าวันหนึ่งไม่มีงบประมาณ เราคงหาทางทำสื่อต่อไปจนได้ อาจจะเปิดร้านอาหารเป็นรายได้ แล้วเอาเงินนั้นมาทำสื่อ อาชีพแรกของเรา คือ นักข่าว เคยเปลี่ยนอาชีพแค่ 6 เดือนแล้วก็กลับมาอยู่วงการข่าวอีก หลังจากนั้นไม่เคยเปลี่ยนอาชีพเลยกระทั่งวันนี้ และที่ผ่านมาบอกตัวเองเสมอว่า เราอยากเป็นนักข่าวจนวันตาย
“แม้เราจะถูกฟ้องจากนักการเมืองเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากการนำเสนอข่าว และโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการที่ทำงานด้วยกันก็โดนฟ้องด้วย จากการแชร์โพสต์ของเราไป แต่พวกเราไม่กลัวที่จะทำหน้าที่สื่อ ดังนั้นเงินที่บริจาคมาจะช่วยทำให้องค์กรข่าวอย่าง เดอะ อีสานเรคคอร์ด ประชาไท และลานเนอร์ ยังคงเป็นสื่ออิสระที่มีความกล้าหาญและนำเสนอข่าวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป”
.
หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร เดอะ อีสานเรคคอร์ด
The Isaan Record
Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม
-
#มนุษย์กรุงเทพฯxJustFund
25 องค์กรที่อยู่ในเครือข่ายของ Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม มีทั้งคนทำงานเรื่องสิทธิแรงงาน สิทธิเด็กและเยาวชน ความหลากหลายทางเพศ สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสื่ออิสระที่นำเสนอความจริงและตรวจสอบรัฐ
นอกจากบทบาทงานที่มีความท้าทายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเขายังเผชิญกับอุปสรรคด้านเงินทุน ซึ่งเป็นปัญหาร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมากในปัจจุบัน จนบางองค์กรต้องอยู่บนความไม่แน่นอน บางองค์กรต้องลดบทบาทงาน และบางองค์กรอาจถึงขั้นต้องปิดตัวลง
คุณสามารถบริจาคเงินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ที่บัญชี กองทุนมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม โดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
ธนาคาร: ธนาคารไทยพาณิชย์
เลขบัญชี: 075-214-2483
·
“เราเกิดและเติบโตที่หนองบัวลำภู พอปี 2542 เราตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่ ม.รามคำแหง ก่อนจะเริ่มทำงานเป็นนักข่าวเมื่อปี 2545 ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปี 4 เริ่มจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ต่อด้วยไทยโพสต์ แล้วค่อยย้ายไปมติชน หลังจากเป็นนักข่าวอยู่หลายปี เราตัดสินใจลาออกไปเรียนภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลีย 1 ปี แล้วกลับมาเป็นนักข่าวที่ไทยพีบีเอสเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2553 เริ่มที่รายการเปลี่ยนประเทศไทย แล้วไปทำรายการตอบโจทย์ แล้วไปทำรายการเปิดปม ช่วงท้ายเราอยู่ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวอาวุโส สิ่งที่ทำคือข่าวสืบสวนสอบสวนในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลงพื้นที่บ่อยมากจนเกือบจะเช่าบ้านที่นั่นแล้ว
“ความต่างของนักข่าวทีวีกับหนังสือพิมพ์คือ ไทยพีบีเอสมีทีมงานและมีทรัพยากรให้ใช้เต็มที่ เมื่อทำข่าวเชิงลึก เช่น ถ้าทำสกู๊ปเรื่องพลังงาน เราต้องอ่านข้อมูลเยอะมาก สัมภาษณ์ข้าราชการ นักวิชาการ ถ้าเทียบกันแล้ว เราว่าทีวีมีอิมแพคกว่าหนังสือพิมพ์ คนดูเยอะกว่า มีการพูดถึงในวงกว้าง หนึ่งในงานที่ภูมิใจ คือ การสัมภาษณ์คุณทักษิณ ชินวัตร ที่ดูไบในช่วงเลือกตั้งปี 2554 ตอนนั้นการเมืองไทยค่อนข้างรุนแรง มีคนดูไม่พอใจ จนมีคนโทรมากดดันให้ผู้บริหารไทยพีบีเอสต้องตัดสินใจให้รอบคอบ เทปนั้นเลยถูกดองอยู่ช่วงหนึ่ง
“ความฝันของเราอย่างหนึ่ง คือ อยากไปอยู่สำนักข่าวต่างประเทศ เลยหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ กระทั่งเราผ่านการคัดเลือกทุนชีฟนิ่ง (Chevening Scholarships) เมื่อปี 2561 ตอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากไทยพีบีเอส ทั้งป่วยเป็นโรคเครียด และอีกอย่างคือ เราอยากได้ทุนเลยตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษแบบติวเข้มที่อังกฤษเป็นเวลา 2 เดือน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะสอบภาษาอังกฤษไม่ผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยที่สมัคร เราเลยต้องสละทุนที่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้เป็นฟรีแลนด์ให้เว็บไซต์ข่าวอัลจาซีร่าช่วงสั้นๆ นะ
“หลังไม่ได้ทุนก็เคว้ง ในใจคิดว่าหรือจะกลับมาเป็นนักข่าวในกรุงเทพฯ กระทั่งได้ไปสัมภาษณ์คุณเดวิด สเตร็คฟัสส์ ที่ตอนนั้นเป็นที่ปรึกษาให้ เดอะ อีสานเรคคอร์ด (The Isaan Record) เขาตั้งคำถามว่า ‘คุณเป็นคนอีสาน แต่กลับเอาความสามารถไปรับใช้กรุงเทพฯ ทำไมถึงไม่เอามาพัฒนาบ้านเกิดล่ะ’ เป็นคำพูดที่ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ในปีเดียวกัน เราได้รับการชักชวนให้เป็นบรรณาธิการบริหารที่ เดอะ อีสานเรคคอร์ด เลยได้ย้ายมาทำงานอยู่ขอนแก่น
“ตอนแรกเราเคยมองว่าที่นี่เล็กไป แต่ตอนหลังโคตรขอบคุณเลย เพราะสิ่งที่เราได้รับคือ อิสระ เราเคยนำเสนอบางเรื่องไม่ได้ในองค์กรใหญ่ แต่ที่นี่ทำได้ ช่วงนั้นเราทำให้ข่าวมีความเข้มข้นขึ้น ต่อมาเริ่มทำงานเป็นซีรีส์ เช่น ซีรีส์เมียฝรั่งในอีสาน เรื่องหมอลำ เรื่องผู้มีบุญ เรื่องคนอีสานที่ไปเป็นแรงงานเก็บเบอร์รีที่ฟินแลนด์และสวีเดน ทุกเรื่องจะเชื่อมโยงหาคนอีสาน อย่างซีรีส์ครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ทางการเมือง 2553 ก็เล่าถึงคนอีสานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น
“คลิปเรื่องผู้มีบุญมีคนดูหลายล้านวิว มีการพูดถึงในเวทีต่างๆ และนำไปสร้างเป็นซีรีส์เรื่อง เขมจิราต้องรอด เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสให้คนสนใจประวัติศาสตร์อีสาน หรือเรื่องแรงงานเก็บเบอร์รี เราทำข่าวและสารคดีโดยติดตามอยู่ 3 ปี เห็นว่ามีการหลอกลวงแรงงานยังไง จนเจอว่าเป็นประเด็นค้ามนุษย์ เราติดตามเรื่องนี้จนแรงงานไทยชนะคดีในศาลฟินแลนด์ นายจ้างคนฟินแลนด์และนายหน้าคนไทยถูกตัดสินให้จำคุก และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แรงงาน 22 ล้านบาท เราได้นำเสนอคำกล่าวหาของดีเอสไอว่า รัฐมนตรีของไทยรับสินบนจากนายจ้างและนายหน้า สารคดีได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ และในอนาคตจะฉายที่ประเทศไทยด้วย
“เรานิยาม เดอะ อีสานเรคคอร์ด ว่าเป็นสื่ออิสระที่ขับเคลื่อนสังคม สิ่งที่มักบอกน้องในทีมคือ การออกไปทำงานของเรา คือ การช่วยคน ช่วยเหยื่อ และช่วยให้คนอ่านเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น สโลแกนที่เราตั้งคือ ‘สื่ออีสานเพื่อคนอีสาน’ อีสานเป็นภาคที่จนที่สุด คนอีสานมักโดนวาทกรรมโง่ จน เจ็บ เราจะพูดแทนคนอีสานด้วยภาษาตัวเอง ถ้าทำคลิปวีดีโอ เราจะให้เขาพูดภาษาอีสานไปเลย แล้วค่อยใส่ซับในขั้นตอนตัดต่อ เวลาคนอีสานพูดอีสาน คำพูดมันออกจากใจ สื่อสิ่งที่อยากพูดได้ตรงกว่า เราอยากทำให้มาตรฐานของที่นี่ไม่ต่างจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งเป็นความฝันที่เราเคยทำไม่จบ
“เดอะ อีสานเรคคอร์ด ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนจากต่างประเทศหลายแห่ง หนึ่งในนั้นมาจากสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน คนในทีมก็ช่วยกันหาทุนจากในประเทศด้วย เรายังไม่เคยเจอปัญหาเรื่องเงินทุน อาจเพราะขนาดทีมไม่ได้ใหญ่ กระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาพร้อมกับนโยบาย America First ทำให้แหล่งทุนของที่นั่นลดการสนับสนุนองค์กรในประเทศโลกที่สาม บางองค์กรต้องลดบทบาทงาน และบางองค์กรไปต่อไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่นั้น หลายประเทศที่เคยให้เงินสนับสนุนก็เริ่มคิดไปในทางเดียวกันแล้ว ทำให้อนาคตของ เดอะ อีสานเรคคอร์ด และองค์กรอื่นๆ อยู่บนความไม่แน่นอน
“ตัวเลขจากศูนย์กสิกรไทยเมื่อปี 2566 บอกว่า ประเทศไทยมีการบริจาคถึง 1.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เงินนั้นไปอยู่ที่ วัด ถ้าในระดับโลก ตัวเลขจาก World Giving Index บอกว่า ประเทศไทยมีดัชนีการบริจาคมากเป็นอันดับ 6 ของโลก เรามองว่าคนไทยมีน้ำใจและมีวัฒนธรรมการบริจาค ชอบช่วยเหลือ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง พวกเราที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม เลยรวมตัวกัน 25 องค์กร ก่อตั้งเป็นกองทุนชื่อ ‘Just'Fund – กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม’ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเปิดรับการสนับสนุนจากคนในประเทศ
“เราเคยบริจาคเงินให้ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เพื่อให้เขาได้ทำงานสารคดีแบบที่เราไปไม่ได้ บริจาคเงินให้ มอส. (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) บริจาคให้องค์กรหมา แมว ฯลฯ ถ้าคุณบริจาคให้ Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม เงินนั้นจะมีคณะกรรมการในการจัดสรรทุน เพื่อไปสนับสนุนการทำงานเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ผู้ลี้ภัย และสื่อมวลชน อย่างงานของ เดอะ อีสานเรคคอร์ด คือ การให้พื้นที่คนอีสานมาพูดแทนคนอีสาน เสียงคนอีสานจะดังขึ้น มีคนฟังมากขึ้น และเราเชื่อว่า ชีวิตคนอีสานจะค่อยๆ ดีขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งเขาไม่ต้องเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่หรือต่างประเทศแล้ว
“เราไม่ได้ต้องการผู้บริจาครายใหญ่ ไม่ต้องการนายทุนมาบริจาคให้ แต่ต้องการรายย่อยหลายๆ คน แค่คนละ 5 บาท 10 บาทก็ได้นะ เราไม่ได้อยากเบียดเบียนใครเลย สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น คือ วัฒนธรรมของการให้โดยเห็นว่า พวกเรากำลังทำในสิ่งที่ชีวิตผู้คนจะดีขึ้น เราอยากให้คนในสังคมมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลง
“เคยมีคนบอกว่า ‘ขอบคุณนะที่ทำ เดอะ อีสานเรคคอร์ด’ เราภูมิใจที่ได้ทำให้เสียงของคนอีสานดังมากขึ้น ถ้าวันหนึ่งไม่มีงบประมาณ เราคงหาทางทำสื่อต่อไปจนได้ อาจจะเปิดร้านอาหารเป็นรายได้ แล้วเอาเงินนั้นมาทำสื่อ อาชีพแรกของเรา คือ นักข่าว เคยเปลี่ยนอาชีพแค่ 6 เดือนแล้วก็กลับมาอยู่วงการข่าวอีก หลังจากนั้นไม่เคยเปลี่ยนอาชีพเลยกระทั่งวันนี้ และที่ผ่านมาบอกตัวเองเสมอว่า เราอยากเป็นนักข่าวจนวันตาย
“แม้เราจะถูกฟ้องจากนักการเมืองเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากการนำเสนอข่าว และโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการที่ทำงานด้วยกันก็โดนฟ้องด้วย จากการแชร์โพสต์ของเราไป แต่พวกเราไม่กลัวที่จะทำหน้าที่สื่อ ดังนั้นเงินที่บริจาคมาจะช่วยทำให้องค์กรข่าวอย่าง เดอะ อีสานเรคคอร์ด ประชาไท และลานเนอร์ ยังคงเป็นสื่ออิสระที่มีความกล้าหาญและนำเสนอข่าวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป”
.
หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร เดอะ อีสานเรคคอร์ด
The Isaan Record
Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม
-
#มนุษย์กรุงเทพฯxJustFund
25 องค์กรที่อยู่ในเครือข่ายของ Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม มีทั้งคนทำงานเรื่องสิทธิแรงงาน สิทธิเด็กและเยาวชน ความหลากหลายทางเพศ สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสื่ออิสระที่นำเสนอความจริงและตรวจสอบรัฐ
นอกจากบทบาทงานที่มีความท้าทายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเขายังเผชิญกับอุปสรรคด้านเงินทุน ซึ่งเป็นปัญหาร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมากในปัจจุบัน จนบางองค์กรต้องอยู่บนความไม่แน่นอน บางองค์กรต้องลดบทบาทงาน และบางองค์กรอาจถึงขั้นต้องปิดตัวลง
คุณสามารถบริจาคเงินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ที่บัญชี กองทุนมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม โดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
ธนาคาร: ธนาคารไทยพาณิชย์
เลขบัญชี: 075-214-2483