
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
ประชาสัมพันธ์
วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2569) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีงาน "Her Movement, We Move(ing)" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของบุ้ง–เนติพร
.
สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง–เนติพร
.
14.00 น. รับชมวิดีโอสั้นรำลึกการต่อสู้ ของบุ้ง
.
14.15 น. วงเสวนา “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง”
- ปฐมพร แก้วหนู Freedom Bridge
- สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง
- คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
15.10 น. วงเสวนา The woman in you ถอดบทเรียนเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองของผู้หญิง จาก กรณีบุ้ง เนติพร ร่วมพูดคุยโดย
- ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
- ธารารัตน์ ปัญญา
- ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล
- ณัฐชิ อองปุลักษ์
.
16.00 น. ปาฐกถา Make Movements Matter โดย ทิชา ณ นคร
.
16.30 น. ดนตรีจากน้ำ คีตาญชลี และร่วมกันวางดอกไม้
.
17.00 น. จุดเทียนรำลึก
อัญชัญ ปรีเลิศ อ่านจดหมายจากเพื่อนในเรือนจำ ดนตรีจากหนวดและอาเล็ก
.
ภายในงานพบบูธกิจกรรมจากองค์กรต่าง ๆ
.
เสาร์ 30 พฤษภาคม 2569
ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.
บุ้ง–เนติพร ในฐานะนักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีการเมือง ต้องเผชิญทั้งการคุกคามสิทธิเสรีภาพจากรัฐ และอคติต่อวิธีการต่อสู้ที่เธอเลือกใช้ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้หญิงและผู้คนอีกจำนวนมากที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหว และยังมีผู้ถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานภายในเรือนจำ เพื่อรำลึกถึงและยืนหยัดต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของเธอ
.
https://www.facebook.com/photo?fbid=1400363675267432&set=a.656922399611567
.....
.jpg)
การจากไปของ “บุ้ง—เนติพร เสน่ห์สังคม” นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ในวัย 28 ปี (เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567) ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย แต่ยังเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดของ “สิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางโครงสร้าง ทั้งในมิติของกฎหมาย วัฒนธรรมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) และการตีตราจากสังคม
ชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง ขยายเพดานความคิดเรื่องสตรีสากลและสิทธิมนุษยชนในบริบทไทยผ่านแง่มุมสำคัญ ดังนี้
ประชาสัมพันธ์วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2569) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีงาน "Her Movement, We Move(ing)" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของบุ้ง–เนติพร
.
สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง–เนติพร
.
14.00 น. รับชมวิดีโอสั้นรำลึกการต่อสู้ ของบุ้ง
.
14.15 น. วงเสวนา “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง”
- ปฐมพร แก้วหนู Freedom Bridge
- สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง
- คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
15.10 น. วงเสวนา The woman in you ถอดบทเรียนเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองของผู้หญิง จาก กรณีบุ้ง เนติพร ร่วมพูดคุยโดย
- ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
- ธารารัตน์ ปัญญา
- ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล
- ณัฐชิ อองปุลักษ์
.
16.00 น. ปาฐกถา Make Movements Matter โดย ทิชา ณ นคร
.
16.30 น. ดนตรีจากน้ำ คีตาญชลี และร่วมกันวางดอกไม้
.
17.00 น. จุดเทียนรำลึก
อัญชัญ ปรีเลิศ อ่านจดหมายจากเพื่อนในเรือนจำ ดนตรีจากหนวดและอาเล็ก
.
ภายในงานพบบูธกิจกรรมจากองค์กรต่าง ๆ
.
เสาร์ 30 พฤษภาคม 2569
ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์.
บุ้ง–เนติพร ในฐานะนักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีการเมือง ต้องเผชิญทั้งการคุกคามสิทธิเสรีภาพจากรัฐ และอคติต่อวิธีการต่อสู้ที่เธอเลือกใช้ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้หญิงและผู้คนอีกจำนวนมากที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหว และยังมีผู้ถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานภายในเรือนจำ เพื่อรำลึกถึงและยืนหยัดต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของเธอ
.
https://www.facebook.com/photo?fbid=1400363675267432&set=a.656922399611567
.....
.jpg)
การจากไปของ “บุ้ง—เนติพร เสน่ห์สังคม” นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ในวัย 28 ปี (เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567) ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย แต่ยังเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดของ “สิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางโครงสร้าง ทั้งในมิติของกฎหมาย วัฒนธรรมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) และการตีตราจากสังคม
ชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง ขยายเพดานความคิดเรื่องสตรีสากลและสิทธิมนุษยชนในบริบทไทยผ่านแง่มุมสำคัญ ดังนี้
1. การทลายกรอบ "ผู้หญิงดี" ตามจารีตประเพณี
ในสังคมไทย มักมีภาพจำและคาดหวังให้ผู้หญิงมีท่าทีที่อ่อนหวาน ประนีประนอม และอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย แต่การเคลื่อนไหวของบุ้งและกลุ่มทะลุวังใช้กระบวนการที่เรียกว่า Radical Activism หรือการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา ดุดัน และท้าทายสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐอย่างซึ่งหน้า
การถูกตีตราซ้ำสอง (Double Stigmatization): เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาใช้ความก้าวร้าวหรือถ้อยคำที่รุนแรงในการต่อสู้ พวกเธอ มักจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์หนักกว่านักเคลื่อนไหวชาย โดยถูกมองว่า "ก้าวร้าว" "ไม่อยู่กับร่องกับรอย" หรือ "ถูกล้างสมอง" มากกว่าการมองที่เนื้อหาของการประท้วง
การทวงคืนสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย: การอดอาหารประท้วง (Hunger Strike) ของบุ้งจนวาระสุดท้าย เป็นการใช้ร่างกายของตนเองเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ขั้นสูงสุด เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้เพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าผู้หญิงมีอำนาจโดยสมบูรณ์เหนือร่างกายของตนเองในการกำหนดทิศทางการต่อสู้
2. ความเปราะบางทางเพศสภาพในกระบวนการยุติธรรม
ชีวิตของบุ้งในเรือนจำไฮไลต์ให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างของผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับคดีทางการเมือง ซึ่งมักไม่ได้รับการตอบสนองทางสิทธิที่สอดคล้องกับเพศสภาพหรือมนุษยธรรมเท่าที่ควร
สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล: เหตุการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของบุ้งหลังการอดอาหารเป็นเวลานาน จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อมาตรฐานการแพทย์ของทัณฑสถานหญิงและราชทัณฑ์ สะท้อนถึงความเปราะบางของผู้ต้องขังหญิงที่ขาดอำนาจต่อรองและการดูแลที่ทันท่วงที
การคุมขังก่อนคำพิพากษา: การไม่ได้รับสิทธิประกันตัวชั่วคราวในคดีมาตรา 112 ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกายของผู้หญิงในเรือนจำอย่างรุนแรง
3. ความรุนแรงบนฐานเพศสภาพออนไลน์ (Online Cyberbullying)
ในฐานะนักเคลื่อนไหวหญิง บุ้งไม่ได้เผชิญแค่คุกตารางหรือกฎหมาย แต่ยังต้องเผชิญกับ ความรุนแรงทางเพศสภาพผ่านโลกออนไลน์ (Gender-based Cyberbullying)
มีการใช้ประเด็นเรื่องรูปร่างหน้าตา (Body Shaming) เพศสภาพ ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการขุดประวัติครอบครัวมาโจมตีเพื่อลดทอนคุณค่าและความน่าเชื่อถือ (Dehumanization) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกนำมาใช้โจมตีนักเคลื่อนไหวหญิงมากกว่านักเคลื่อนไหวชายอย่างเห็นได้ชัด
บทสรุปและสิ่งตกค้างถึงสังคมไทย
"ชีวิตของบุ้ง—เนติพร คือหลักฐานว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ไม่สามารถแยกออกจากกันได้"
การลุกขึ้นมาเป็นแกนนำแถวหน้าของบุ้งและเด็กสาวรุ่นใหม่ในขบวนการประชาธิปไตยไทยช่วงปี 2563-2567 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการเคลื่อนไหว จากเดิมที่ผู้หญิงมักถูกวางบทบาทเป็น "ฝ่ายสนับสนุน" (เช่น แม่ครัว ฝ่ายพยาบาล หรือผู้ร่วมชุมนุม) มาเป็น "ผู้กำหนดทิศทางและผู้ยอมพลีชีพเพื่ออุดมการณ์" การจากไปของเธอจึงเป็นแบบเรียนราคาแพงที่กระตุ้นให้ขบวนการสิทธิมนุษยชนและสังคมไทยต้องหันกลับมาทบทวนว่า เราจะปกป้องนักเคลื่อนไหวหญิงจากการใช้อำนาจรัฐและความรุนแรงในสังคมปิตาธิปไตยได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มีผู้หญิงคนไหนต้องจ่ายราคาของการเรียกร้องสิทธิด้วยชีวิตอีกต่อไป