วันจันทร์, พฤศจิกายน 02, 2558

ปฎิรูปกองทัพไทย หยุด"มาเฟีย"คุมประเทศ (ตอนที่ 1) + ตอนจบ




https://www.youtube.com/watch?v=M4Ih4M6Jkg4

ปฎิรูปกองทัพไทย หยุด"มาเฟีย"คุมประเทศ (ตอนที่ 1)

jom voice

Published on Nov 1, 2015
คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ประชาชนผู้นำเสนอแนวทางการปฎิรูปกองทัพไทย ฉบับประชาชน เนื่องในโอกาสรำลึกครบ 9 ปี การพลีชีพเพื่อประชาธิปไตยของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เมื่อ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเสนอแนวทางการปฎิรูปใน 3 หลักการสำคัญคือ กองทัพต้องยึดโยงกับประชาชน กองทัพต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ และ กองทัพต้องมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีในความร­ู้สึกของประชาชน

คุณภัควดี ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia ถึงแนวทางการปฎิรูปกองทัพ ฉบับประชาชน ( ตอนที่ 1) ว่า ต้องเปลี่ยวิสัยทัศน์ของกองทัพให้ยอมรับแล­ะอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ รัฐบาลพลเรือน ต้องไม่ให้กองทัพต้องทำรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยการกำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจน เพราะทุกวันนี้วิสัยทัศน์ หรือทัศนคติของกองทัพไทย ยังอยู่ในสมัยสงครามเย็น ที่มองประชาชน ประเทศเพื่อนบ้านเป็นศัตรู ไม่ไว้วางใจคนอื่น รวมทั้ง ไม่ให้กองทัพเข้าข้องกับการทำธุรกิจ ทั้งธุรกิจสื่อที่ครอบงำประชาชน นายทหารระดับหลายคนที่เข้าไปเป็นบอร์ด เป็นที่ปรึกษาบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือมีหุ้นส่วนในธุุรกิจเอกชน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดกำลังพลในกองทัพ ไม่ใช่เพื่อที่จะออกมาควบคุมประชาชนหรือคว­บคุมประเทศแตต้องทำหน้าที่ป้องกันประชาชนแ­ละรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่า หยุดการคอรัปชั่นในกองทัพ ควบคุมกองทัพไม่ให้กินเงินภาษีของประชาชนอ­ย่างสิ้นเปลืองโดยไม่ถูกตรวจสอบ ประเด็นเหล่านี้คนไทยต้องใจกว้าง และกล้าที่จะต้องหยิบขึ้นมา พุดคุย ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และร่วมกันเสนอแนวทางการปฎิรูปกองทัพ ไม่ใช่กลัวและยอมให้กองทัพครอบงำมีอิทธิพล­อยุ่เหนือกลไกทั้งอย่าง เช่นทุกวันนี้




https://www.youtube.com/watch?v=C-LEooto6jk

"ปฎิรูปกองทัพ"หยุด..อ้างแก้วิฤกติชาติ หยุด..มอมเมาประชาชน (ตอนจบ)

Published on Nov 1, 2015
คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ประชาชนผู้นำเสนอแนวทางการปฎิรูปกองทัพไทย ฉบับประชาชน เนื่องในโอกาสรำลึก ครบ 9 ปี การพลีชีพเพื่อประชาธิปไตยของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เมื่อ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเสนอแนวทางการปฎิรูปใน 3 หลักการสำคัญคือ กองทัพต้องยึดโยงกับประชาชน กองทัพต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ และ กองทัพต้องมีเกียรติและมีศักดิ์ศรีในความร­ู้สึกของประชาชน
คุณภัควดี ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia ถึงแนวทางการปฎิรูปกองทัพ ฉบับประชาชน(ตอนจบ) เกี่ยวกับการปฎิรูปทำงานหน่วยข่าวกรอง รวมทั้งอุดมการณ์สูงสุดของกองทัพไทยที่จะต­้องรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง และการที่ไม่ควรให้กองทัพมีสื่ออยู่ในมือจ­ำนวนมากเพื่อโฆษณาชวนเชื่อและมอมเมาประชาช­น และกลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของกองทัพ รวมทั้งเปลี่ยนวิธีคิดของกองทัพที่คิดว่า มีหน้าทีเข้ามาแก้วิกฤติการเมือง เพราะพิสูจน์มาแล้วหลายสิบครั้งว่ายิ่งซ้ำ­เติมประเทศชาติมากกว่า



วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 01, 2558

คนไทยแอลเอ.ร่วมใส่เสื้อแดง ท้า"ประยุทธ์"ปิดประเทศ จะได้เป็นผู้นำที่โง่ที่สุดในโลก




https://www.youtube.com/watch?v=yHGdtONtQy8&feature=youtu.be

คนไทยแอลเอ.ร่วมใส่เสื้อแดง ท้า"ประยุทธ์"ปิดประเทศ จะได้เป็นผู้นำที่โง่ที่สุดในโลก

jom voice

Published on Nov 1, 2015
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา คนไทยผู้รักประชาธิปไตย ในนครลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ร่วมกันใส่เสื้อสีแดง ออกมาร่วมทำกิจกรรม พบปะสังสรรค์กันในย่านใจกลางของเมือง ฮอลลีวู้ด เพื่อแสดงสัญญลักษณ์ถึงความไม่พอใจ รัฐบาลทหารในประเทศไทย ที่สั่งห้ามไม่ให้ใส่เสื้อแดงในวันนี้ รวมทั้งเพื่อส่งกำลังใจให้กับผู้รักประชาธ­ิปไตยในประเทศไทย ได้ต่อสุ้กับเผด็จการทหารต่อไป

นอกจากนั้น คนไทยเหล่านี้ ยังท้าทายให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปิดประเทศเหมือนอย่างที่ได้พูดไว้ เพื่อจะได้จารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า เป็นผู้นำประเทศที่โง่ที่สุดในโลก
...







ทักษิณ อัพไอจี ใส่เสื้อแดง ส่งกำลังใจ อยากเห็นปรองดอง ประชาธิปไตย คืนสู่ประเทศ + โอ๊ค มาเต็ม! ให้กำลังใจอาปู พร้อมเชื่อฟัง




ที่มา มติชนออนไลน์

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วันที่ 1 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพลงในอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมข้อความระบุว่า

วันนี้วันอาทิตย์ใส่เสื้อแดง เป็นกำลังใจแด่ผู้รักประชาธิปไตยและผู้แสวงหาความเป็นธรรมทุกคน แต่เสื้อแดงผมตอนนี้มีเหลืองตรงหัวใจเพราะอยากเห็นความปรองดองในประเทศที่ผมรักและห่วงใย คนใส่เสื้อแดงวันนี้มีเหตุผลดังนี้

1.เพราะเป็นเทรนด์ของแฟชั่น

2.เพราะเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งสัญลักษณ์คือสีแดง

3.เพราะที่บ้านมีเสื้อผ้าสีแดงหลายตัวก็หยิบมาใส่พอดี

4.เป็นพวกที่คิดเหมือนผมคือเป็นคนเสื้อแดงเป็นคนอยากเห็นความเป็นธรรมและประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศ

ความจริงแล้วใครอยากชนะใจคนเสื้อแดงนี่ง่ายมากเลยไม่ต้องใช้ปืนไม่ต้องใช้กฎหมายเลย เพียงใช้หัวใจที่เป็นธรรมอย่างมีเมตตาธรรมเท่านั้นก็ชนะใจคนเสื้อแดงแล้ว ประหยัดงบประมาณและเวลามาก

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเป็นกระแสโซเชียล โดยมีการเชิญชวนประชาชนให้สวมเสื้อสีแดงในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เพื่อให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวด้วย

อ่านเพิ่มเติม

โอ๊ค มาเต็ม! อัพไอจี โชว์ใส่เสื้อตัวนี้สีแดง ให้กำลังใจอาปู พร้อมเชื่อฟัง




วันที่ 1 พ.ย. นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า "ให้กำลังใจ แบบไม่ใส่สีแดง (วันนึง) นะครับอาปู #เชื่อฟัง99.99%" โดยเป็นเสื้อสีขาวระบุข้อความว่า "เสื้อตัวนี้สีแดง"

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสังคมออนไลน์ มีการนัดหมายจากคนเสื้อแดง ว่าจะมีการนัดสวมเสื้อสีแดง แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้กำลังใจ แก่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการจำนำข้าว ที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่



คสช. นี่บ้าบอหรือว่าบ้าจี้กันแน่ แต่งแดงต้องจับตา ไม่แต่งแดงก็ให้จับตาอีก





คสช. นี่บ้าบอหรือว่าบ้าจี้กันแน่ แต่งแดงต้องจับตา ไม่แต่งแดงก็ให้จับตาอีก

ต่อข่าวที่ว่าจะมีการรวมตัวกันให้กำลังใจแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการที่จะถูกคณะทหารใช้อำนาจทางการปกครองเรียกค่าเสียกรณีโครงการจำนำข้าวถึง ๕ แสนล้านบาท ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์เองได้บอกแล้วว่า ขอให้ฟังคำสั่ง คสช. เพื่อความมั่นคง

แต่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะยึดอำนาจ คิดไกลไปถึงกรณี “มีหลายคนออกมาแสดงความเห็นว่า การใส่เสื้อสีอะไรก็ตามก็สามารถให้กำลังใจได้ เพราะไม่ใช่การแสดงออกเชิงสัญญาลักษณ์ของสีเสื้อ

จึงเป็นไปได้สูงที่ความพยายามครั้งนี้อาจทำให้หลายๆ คนมองว่าอาจจะมีนัยยะอื่นๆ แฝงผสมเข้ามาด้วย”

(http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/672296)

รวมความว่าถ้าใครให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ เป็นต้องโดนจับตา ปะเหมาะจากนั้นอาจจับตัวไปปรับทัศนคติซะด้วย

ขนาดกระบวนการเชือดคอแบบ 'ลึกลับ และซับซ้อน' ของ ปปช. ว่ายอดแล้ว ก็ยังไม่พอ

ต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ม.๔๔ 'ปิดจ๊อบ' ต่ออายุคณะกรรมการสอบคดีจำนำข้าว เพื่อเอาผิด เรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯ หญิง แถมใส่เสื้อเกราะให้ไว้ป้องกันผู้เสียหายฟ้องกลับ ทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และแม้แต่ด้านวินัย




คณะปกครองของประยุทธ์-ประวิตรนี่ นานวันยิ่งขวัญอ่อน หวาดระแวงประชาชนแทบจะทุกขุมขนแล้วสินะ

วันก่อนประยุทธ์บอกว่า “เรื่องของนิสิตนักศึกษาผมให้คนไปคุยนะ ครูอาจารย์ต่างๆ ก็ขอร้องกัน...

ที่ผ่านมาทุกคนมีแรงขับเคลื่อนที่แรงนะมากมาย เมื่อมีคนมาให้ข้อมูลท่านไม่ถูกต้อง ก็ทำให้ท่านเคลื่อนไหวในทางที่ผิด แล้วก็เป็นอันตรายต่อตัวเอง พ่อแม่ กับอะไรต่างๆ”

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1446200374)

ขอยืมคำ อธึกกิต แสวงสุข มาขยายความหน่อย “จากที่ใช้อำนาจห้ามเคลื่อนไหว จากที่ใช้ ม.๔๔ จับ ๑๔ นักศึกษา คสช. กำลังพลิกบทไปทำ ‘การตลาด’ กับสังคมที่ถูกปิดหูปิดตา

อ้างตนเป็นคนดีคนซื่อ มาปฏิรูปเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้นทุกคนต้องไม่ต่อต้าน บอกอาจารย์ นักศึกษา ให้รอก่อน เอาไว้เป็นประชาธิปไตยแล้วค่อยคัดค้าน อย่าเคลื่อนไหวในทางที่ผิด”

จนทำให้ 'เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัย' ต้องออกแถลงการณ์ว่า 'มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร' นะเอ็ง

“จากการที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยโดยรวมนั้น...

เครือข่ายคณาจารย์มหาวิทยาลัยชี้การที่จะนำพาสังคมไทยให้พ้นจากความขัดแย้งเพื่อไปสู่สังคมที่มีสันติภาพไม่สามารถข่มขู่ด้วยการใช้อำนาจ”

คณาจารย์ระบุว่า “ประการแรก ‘เสรีภาพ’ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความงอกงามในทางความรู้...

จึงเห็นว่าการทำให้เกิดทัศนะวิพากษ์หรือมุมมองที่แตกต่างเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในสังคม...

ประการที่สอง...การใช้อำนาจบังคับให้บุคคลต้องปฏิบัติไปในรูปแบบเดียวกันไม่ว่าจะโดยอำนาจจากปากกระบอกปืนหรืออำนาจกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม อาจจะทำให้เกิดความสงบราบคาบขึ้นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ภาวะแห่งสันติสุขได้อย่างแท้จริง”

(http://www.prachatai.com/journal/2015/10/62202)




ถึงกระนั้นก็ดี มีความเห็นเพิ่มเติมจากหนึ่งในคณาจารย์ Anusorn Unno แนะว่า

“แทนที่จะเป็นนายทหารควบคุมกำลังพลที่มีความรู้ความเข้าใจประเด็นปัญหาจำกัดและไม่มีส่วนในการกำกับดูแลนโยบาย ควรเป็นคนในรัฐบาล เช่น รมว.ศึกษา หรือไม่ก็เป็นตัวนายกฯ เอง ที่เดินทางมาพบปะพูดคุยกับอาจารย์และนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อการพูดคุยจะได้แตะประเด็นปัญหาตรงจุด”

หากแต่ว่าบังเอิญเราไม่ได้ยึดมั่นว่านั่นคือประเด็นสำคัญ จุดใหญ่ใจความอยู่ที่คณะทหารเพียงต้องการให้ทุกอย่างสงบนิ่ง ราบคาบ

ให้ทุกคนรอจนกว่าคณะทหารเห็นว่าสภาพการณ์เหมาะเจาะพอที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้ง ตามกฏระเบียบที่ทหารต้องการ อาทิ รัฐธรรมนูญ ‘เรือแป๊ะ’ ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ต้องพับไปเพราะเสร็จไว ยังไม่น่วมพอ

และแม้แต่รัฐธรรมนูญไทยๆ แบบใหม่ state of the arts ที่ปรมาจารย์ด้านเนติบริกร มีชัย ฤชุพันธุ์ กำลังพยายามจะร่าง ให้พรรคการเมืองเสียงข้างน้อย ได้มีสมาชิกสภาแบบบัญชีรายชื่อจำนวนมาก (กว่าพรรคที่ชนะเลือกตั้ง)

อันนี้ต้องขอยืมคำ Atukkit Sawangsuk อีกแหละ เพราะเขารวบรัดกระหวัดไว้เหมาะเหม็ง

“สูตรเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เฉพาะ ส.ส. สอบตก เมื่อเอาไปคำนวณจากปี ๔๘ ปชป.ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มจาก ๒๖ เป็น ๓๗ คน

ไทยรักไทยได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลดจาก ๖๗ เหลือ ๒๐ คน ชาติไทยเพิ่มจาก ๗ เป็น ๒๑ พรรคมหาชนของไอ้หนุ่มซินตึ๊งจาก ๐ เป็น ๑๙”

มิใยที่นายมีชัยจะอ้างว่า “ไม่ได้นึกว่าพรรคการเมืองใดใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ขึ้นอยู่ว่าแต่ละพรรคจะไปพัฒนาให้เกิดความนิยมได้อย่างไร เรายึดตัวประชาชนเป็นหลัก วิธีแบบนี้คำนวณง่ายมากไม่ยุ่งยาก ประชาชนเข้าใจเพราะลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว”

หากแต่ยังมีนักวิชาการเรื่องนี้ให้ข้อคิดกันหลง “หลักการที่สำคัญที่สุดของการเลือกตั้งคือสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนให้มากที่สุด”

รองศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตือนความจำ




“มันเป็นระบบเลือกตั้งที่ลงโทษพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง กล่าวคือหากคนชนะพรรคก็จะไม่ได้คะแนน เพราะหากจะให้ได้คะแนนพรรค ผู้สมัครของพรรคจะต้องไม่ได้อันดับหนึ่ง

ฉะนั้นเจตนารมณ์ของประชาชนที่จะเลือกพรรคและตัวบุคคลจึงถูกบิดเบือนให้สวนทางกันเอง...

ปัญหานี้นั้นสากลประเทศเขาจึงเลือกใช้ระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นวิธีแก้ปัญหา”

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1446185200)

แหม่ทำไงได้ล่ะอาจารย์ ธงของรัฐธรรมนูญชั่วคราวตะหานเขาต้องการอย่างนั้น ให้มันสวนทางกันเข้าไว้ รัฐธรรมนูญสากลแบบไทยๆ

นี่ไง พวกที่เขาไปจับกลุ่มรำลึกลุงนวมทองหน้ากองบัญชาการทัพบก ถึงเรียกร้องให้ ‘จัดระเบียบ’ กองทัพอันดับแรก

ถ้าประเทศจะต้องปกครองโดยทหารตลอดไปทั้งชาตินี้ ก็ควรที่ผู้ปกครองต้องรู้จักเดินในครรลองสากล

“กลุ่มพลเมืองโต้กลับจัดกิจกรรม ‘รำลึกนวมทองชนกองทัพ’ เดินเท้าไปบก. ทบ. เรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพ...

โดยตัวแทนกลุ่มกล่าวว่า จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาในกองทัพ อย่ายัดเยียดหลักสูตรสงครามเย็นที่มองเห็นทุกคนเป็นศัตรู

กองทัพต้องอยู่ภายใต้การนำของพลเรือน ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศและควรจะนำกองทัพออกจากศูนย์กลาง โดยให้ไปอยู่บริเวณชายแดนประเทศ

รวมถึงการสร้างประชาธิปไตยในกองทัพ ที่ควรมีสวัสดิการ พลทหารต้องได้รับเกียรติเท่ากับนายพล กองทัพต้องทำให้ประชาชนปลอดจากความหวาดกลัว และขอให้มีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว”

การนี้ “เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า กลุ่มผู้จัดกิจกรรมได้ปฏิบัติตามคำสั่งจำกัดพื้นที่และเวลาในการทำกิจกรรม ที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ภายในครึ่งชั่วโมง ตามอำนาจ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ขณะที่การจราจรโดยรอบยังคงเคลื่อนตัวได้ตามปกติ”

อ๊ะนี่ state of the arts ชนิดประหลาดอยู่นะทั่น ‘จำกัดพื้นที่’ พอเห็นได้ในทางสากล

แต่จำกัดเวลา ‘ภายในครึ่งชั่วโมง’ นั่นไม่ไทยแท้ (ตามสบาย) นะฮัพพี่ แค่รวมพล ตั้งขบวนก็เลยเวลาแล้วละเธอว์



“ภูมิธรรม” ติงสูตรเลือกตั้งใหม่ บิดเบือนการตัดสินใจประชาชน




ที่มา TV24
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การใช้คะแนนคนแพ้เลือกตั้ง ส.ส.เขต มาคำนวณเป็นคะแนน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ นับเป็นการทำลายหลักการเสียงข้างมาก ถือเป็นความตั้งใจบิดเบือนผลการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนอย่างน่าละอายที่สุด ประเทศไทยในระยะหลัง ๆ มักใช้หลักคิดเรื่องคนดีมาทดแทนหลักการ และทุกสิ่งทุกอย่างกันมาก ถึงเวลาที่สังคมไทยควรทบทวนเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ที่ประเทศของเรามีปัญหาวิกฤติมาจนถึงปัจจุบัน เพราะพวกชอบแอบอ้างตัวเป็นคนดีทั้งหลาย ไม่เคารพหลักการและไม่มีน้ำใจนักกีฬา คือแพ้ไม่เป็น สโลแกนที่ว่า "นับทุกคะแนน เพื่อผู้แทนของทุกคน" เป็นเพียงตลกร้ายที่สร้างขึ้น โดยพวกไม่ใส่ใจประชาธิปไตย แต่ฝักใฝ่เผด็จการ

"ข้ออ้างที่ว่าแก้วิธีนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะเคารพเสียงประชาชน จึงเอาเสียงของคนที่ได้คะแนนรองลงมา ใส่เป็นคะแนนให้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ถ้าทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าผู้อ้างก็ไม่เคารพเสียงการตัดสินใจของคนที่เลือก ส.ส.แล้วได้คะแนนอันดับ 1 เพราะเอาคะแนนของพวกเขาไปทิ้งอย่างไร้ค่าเช่นกัน แล้วเช่นนี้จะกล่าวอ้างว่าเคารพเสียงประชาชนได้อย่างไร การร่างรัฐธรรมนูญโดยยึดหลักใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ โดยไม่เป็นธรรม แค่เริ่มต้นก็ถือว่าเดินหลงทางแล้ว ระดับมือกฎหมายขั้นปรมาจารย์ ที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคิดได้แค่นี้จริงๆ หรือ หรือว่าคิดเพื่อสนองตอบความต้องการของใคร ตามสมญานามเนติบริกร" นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ที่ว่าคะแนนของผู้แพ้สูญเปล่านั้น จริงๆ ก็มิได้สูญหายไปไหน ประชาชนเขาก็ไปลงคะแนนให้พรรคที่แพ้ในเขตเลือกตั้ง เวลามีการนับคะแนนที่ประชาชนลงให้ในระบบบัญชีรายชื่อและนำเอาคะแนนเหล่านั้นไปคำนวณ จำนวนที่ ส.ส.แต่ละพรรคควรจะได้ เขาก็คำนวณคะแนนทุกเม็ดที่ประชาชนตัดสินใจอยู่แล้ว คะแนนที่เลือก ส.ส.ระบบเขต และคะแนนที่เลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่ประชาชนตัดสินใจเลือกมา จึงไม่มีผลความแตกต่างของคะแนนมากนัก ปรัชญาและเจตนารมณ์ของการเลือก ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสมแล้ว ประชาชนเลือก ส.ส.ระบบเขต ไปดูแลทุกข์ สุขของเขา และเลือก ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ไปสร้างสรรค์นโยบาย เพื่อหาทางออกใหม่ ๆ ให้ประเทศและประชาชน

"หากเรื่องง่าย ๆ เช่นนี้ยังไม่เข้าใจ อย่าไปคิดร่างกรอบกติกาใหญ่ให้คนทั้งประเทศเลย เสียเวลาเปล่า ๆ โปรดอย่าพยายามสร้างวาทกรรมมาลบล้างหลักการที่งดงาม ของระบอบประชาธิปไตยเลย แค่นี้ประเทศก็เสียหายมามากพอแล้ว ผมขอยืนยันหลักการเดิม คือเข้าคูหา ประชาชนกาบัตร 2 ใบ โดยใบที่ 1 เลือกคนที่รัก เป็น ส.ส.ระบบเขต ไปดูแลทุกข์สุข และใบที่ 2 เลือกพรรคที่ชอบ ให้กลั่นกรองบุคลากร เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมาสรรค์สร้างและกลั่นกรองนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ๆ ระดับประเทศและประชาชน" นายภูมิธรรม กล่าว


เรื่องเกี่ยวข้อง...

อ.สุขุม นวลสกุล รายการเผชิญหน้า 30/10/58 : ย้อนการเมืองปี 26...เห็นการเมืองปี 39...เข้าใจการเมืองปี 60


"รถเมล์เที่ยวสุดท้าย.." (อยากให้คนขับรถเมล์อ่าน)‬




"รถเมล์เที่ยวสุดท้าย.."

เธอคนนั้นนั่งพิมพ์โทรศัพท์ไป พร้อมกับชะเง้อดูรถเมล์ที่จะมาเป็นระยะๆ ผมไม่รู้เธอมารอนานเท่าไหร่แล้ว รู้แต่ว่าเกือบเที่ยงคืนที่ผมลงรถเมล์มาเพื่อต่อรถที่ป้ายนี้...เธอก็นั่งอยู่ก่อนหน้า

ส่วนผมเองก็กำลังตัดสินใจว่าาจะเรียกแท็กซี่ต่อไปยังจุดหมายปลายทางหรือจะรอรถเมล์ที่จะกลับที่พัก ซึ่งแม้นานๆจะมาสักคันแต่ก็เป็นสายที่วิ่งรับผู้โดยสารทั้งคืน... เธอก็คงไม่ต่างจากผม

เกือบ 10 นาที มีแสงไฟบอกลักษณะเป็นรถเมล์ วิ่งพ้นโค้งมาจากไกลๆ ทั้งผมและเธอรีบลุกขึ้นยืนเพื่อจะเพ่งตาดูว่าเป็นสายที่ต้องการหรือไม่ เมื่อเห็นว่าน่าจะใช่สายที่เราต้องการโดยสาร พวกเราสองคนช่วยกันโบก แต่รถก็วิ่งด้วยความเร็วออกเลนขวาสุด แต่ก็ทันเห็นคนขับมองมาที่ป้ายโดยสารแวบหนึ่ง วินทีนั้นเหมือนวัดใจกันว่า ถ้าเขาจอดเลยป้าย พวกเราจะวิ่งไปขึ้นหรือเปล่า...

สุดท้ายรถก็เลยไป

ผมสบตากับเธอแวบหนึ่ง ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ พูดเบาๆกับตัวเองแต่ดังพอที่เธอจะได้ยิน "รอนาน แถมไม่จอดอีก.." ผมเตรียมมองหาเรียกแท็กซี่ แต่ต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อได้ยินเสียงเธอพูดโทรศัพท์
"ลูก..นอนไปก่อนนะ ไม่ต้องรอแม่" แล้วเสียงเธอก็พูดต่อ
"ขอโทษที วันนี้แม่ต้องทำโอดึก รถเมล์ก็เลยหมด"
เสียงปลายสายคงบอกแนะนำเธอ
"นั่งแท็กซี่ก็เป็นร้อยน่ะลูก..ลูกนอนเถอะนะ"

ผมเปลี่ยนความคิดที่กำลังเรียกแท็กซี่ รอขึ้นรถเมล์เป็นเพื่อนเธอดีกว่า ยังไงผมก็ไม่ได้มีใครรอ และถึงผมจะไม่รู้ว่าปลายทางเธอคือที่ไหน แต่รับรองได้ว่าจากสารรูปของผม เธอคงไม่กล้าร่วมโดยสารรถไปกับผมแน่ แม้ว่าจะชวน

ผมไม่รู้ว่าเธอจะทำโอที แล้วได้ค่าแรงเพิ่มอีกเท่าไหร่?
แต่มันคงมีความหมายมากๆกับความเป็นอยู่ของเธอ
แล้วถ้าจะต้องเอามาเสียให้กับค่าแท็กซี่ มันคงไม่คุ้มกับที่เธออุตส่าห์ลงแรงไป

โดยเฉพาะที่ยอมต้องให้ลูกรอแม่กลับบ้าน...

คนขับรถเมล์คงไม่ได้มีฐานะต่างกับพวกเราเท่าไหร่?
แต่ทำไม...พวกคุณถึงไม่มองเห็นผู้โดยสาร ที่รอคุณอยู่บ้าง
จริงสินะ..พวกคุณอาจไม่ได้รู้เรื่องอะไร ?
ถ้าเกิดอะไรที่ไม่คาดฝัน ระหว่าที่คนๆนั้นยังกลับไม่ถึงบ้าน
ผมเชื่อว่าไม่ใช่แต่เวลากลางคืน..
แม้แต่เวลากลางวันที่คนรอรถโดยสารต้องพลาดอะไรหลายๆอย่าง
เพียงเพราะคุณอยากขับไปถึงปลายทางเร็วๆ จนลืมหน้าที่

อยากให้รถเมล์เที่ยวนั้นเป็นรถเมล์เที่ยวสุดท้าย..ที่ไม่จอดรับผู้โดยสาร

#ขสมก #ป้ายหน้าธนาคารทหารไทยจตุจักร #อยากให้คนขับรถเมล์อ่าน

ชินภัทร ตันศรีสกุล



อ.สุขุม นวลสกุล รายการเผชิญหน้า 30/10/58 : ย้อนการเมืองปี 26...เห็นการเมืองปี 39...เข้าใจการเมืองปี 60




https://www.youtube.com/watch?v=QHPgfLsAkb0&feature=youtu.be&a

เผชิญหน้า 30/10/58 : ย้อนการเมืองปี 26...เห็นการเมืองปี 39...เข้าใจการเมืองปี 60

Published on Oct 30, 2015
รายการ เผชิญหน้า Face Time วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2558 เวลา 20.00 น. พบกับแขกรับเชิญ รศ.สุขุม นวลสกุล (อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง) ที่มาตอบทุกโจทย์ ตอบทุกคำถามพร้อมเปิดประเด็น "ย้อนการเมืองปี 26...เห็นการเมืองปี 39...เข้าใจการเมืองปี 60" ดำเนินรายการโดย "ดนัย เอกมหาสวัสดิ์"


คดีจำนำข้าว... ไหนว่าผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ทำไมต้องใช้ ม44 มาช่วยนิรโทษกรรมพวกเดียวกัน ล่วงหน้า?!?



ที่มา บีบีซีไทย

หัวหน้าคสช. ใช้ม. 44 คุ้มครองการบริหารจัดการข้าวและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิดชอบ

วันนี้ (31 ต.ค.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลรักษาของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการและเก็บรักษาข้าวที่คงเหลือไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเพิ่มขึ้น รวมทั้งวางมาตรการการระบายข้าวออกสู่ตลาดให้เหมาะสม และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิดชอบเพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่รัฐ

คำสั่งฉบับนี้ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. มีคำสั่งให้บุคคล คณะบุคคล คณะทำงาน คณะกรรมการ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายให้ดำเนินการบริหารจัดการข้าวที่อยู่ในการดูแลรักษาของรัฐตามโครงการจำนำข้าว ยังคงมีอำนาจดำเนินการต่อไป ทั้งนี้เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเพิ่มขึ้น รวมทั้งดำเนินการเพื่อให้ทราบตัวผู้ต้องรับผิด และเรียกให้ผู้นั้นชดใช้ความเสียหายแก่รัฐตามกฎหมาย โดยได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา หรือทางวินัย
‪#‎จำนำข้าว‬


จอม เพชรประดับ : บันทึกชีวิต"นวมทอง ไพรวัลย์" 9 ปีที่"ประชาธิปไตย"สิ้นใจ




https://www.youtube.com/watch?v=arR1TnG1hUQ

บันทึกชีวิต"นวมทอง ไพรวัลย์" 9 ปีที่"ประชาธิปไตย"สิ้นใจ

Published on Oct 31, 2015
ในโอกาสครบรอบ 9 ปี การปลิดชีพตัวเองของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ สามัญชนคนขับรถแท็กซี่ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ Thaivoicemedia ขอนำเสนอบทเพลงที่บันทึกเรืองราวชีวิตและอ­ุดมการณ์ที่เด็ดเดี่ยว หนักแน่นของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กับการเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อต่อต้านอานาจเผ­ด็จการ ซึ่งเป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่เพื่อรำลึกก­ารจากไปของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ครบ 9 ปี โดยกลุ่มศิลปิน มฤคา ชื่อเพลงว่า "นวมทอง ไพรวัลย์"

รวมทั้งได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ คุณจอม เพชรประดับ ถึงความมุ่งมั่น ที่จะเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก เพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ ก่อนที่ลุงนวมทองจะปลิดชีพตัวเองเพียงไม่ก­ี่วัน รวมทั้งเรือ่งราวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่นำเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ ในตลอด 9 ปีที่ผ่านมา


กระแสเรียกร้องให้ ‘พุทธ’ เป็นศาสนาประจำชาติมาถึงจุดนี้แล้ว เราได้สงฆ์สุดโต่งแบบ ‘วิราธุ’ สำหรับเมืองไทยบ้าง นามว่า Aphichat Promjan




กระแสเรียกร้องให้ ‘พุทธ’ เป็นศาสนาประจำชาติมาถึงจุดนี้แล้ว

เราได้สงฆ์สุดโต่งแบบ ‘วิราธุ’ สำหรับเมืองไทยบ้าง นามว่า Aphichat Promjan

ก่อนอื่นต้องรู้จักวิราธุกันเสียหน่อย แกเป็นพระพม่าประเภท extremist ไล่ล่า รุกฆ่ามุสลิมโรฮิงญา

ตามรายงานของ Al Jazeera เมื่อกลางกุมภาพันธ์ ศกนี้ บอกว่าเขาเป็น ‘controversial monk’

“Ashin Wirathu. Once referred to as the “Burmese bin Laden,” he is the leader of an ultranationalist group called 969, which opposes the growth of Islam in Myanmar. He was jailed in 2003 for inciting hatred and stirring sectarian clashes and released in 2010.

(http://america.aljazeera.com/…/myanmars-buddhist-terrorism-…)

ครั้งหนึ่งได้ฉายา ‘บิน ลาเด็น พม่า’ เคยติดคุกฐานปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง และก่อกวนให้เกิดการปะทะระหว่างศาสนา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ออกมาเมื่อปี ๒๕๕๓

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ อะฉิ่น วิราธุ เป็นไอดอลของ อภิชาติ พรมจันทร์

เพราะเมื่อไม่นานนี้เอง (13hrs) อภิชาติโพสต์ข้อความชื่นชมคำพูดของวิราธุ “พระอาจารย์กล่าวได้ถูกต้องแล้ว :ใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินของเรา แต่ไม่สำนึกในบุญคุณของเรา” พร้อมรูป ‘the face of Buddhist terror’




ก่อนหน้านั้นทั่นมหาเขียนถึงสามจังหวัดภาคใต้ไว้สะเด็ดยาด

"ถ้าพระใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกระเบิดหรือถูกยิงตาย ๑ รูป ด้วยน้ำมือของโจรก่อการร้ายมลายู ต้องแลกกับการไปเผามัสยิดทิ้งไป ๑ มัสยิด โดยเริ่มจากภาคเหนือลงมาเรื่อยๆ แล้วก็ขับไล่ลัทธินั้นออกไปจากพื้นที่ทุกวิถีทางจนกว่าจะไม่เหลือคนที่นับถือลัทธินั่นเลยแม้แต่คนเดียว...

แต่ถ้าชาวพุทธยังมีความกลัวหรือขี้ขลาดตาขาวอยู่ในหัวใจ ก็จงรีบยกแผนดินที่ท่านเกิดให้เขาไปครอบครองเสีย แล้วพวกท่านก็รีบอพยพไปหาแผ่นดินใหม่อาศัยซุกหัวนอนเอาเถิด หากไม่รีบไปพวกท่านอาจจะถูกบั่นคอเอาได้เหมือนกับที่ชาวพุทธในภาคใต้โดนมาแล้ว”

(http://hilight.kapook.com/view/128465)






เขียนขนาดนี้ถ้าใช้สำนวนของอัล จาซีร่า บอกได้ว่าไม่เพียง inciting hatred เท่านั้น ทั่นยัง instigating violence เสียด้วย

โอ้ แม้จ้าว นี่น่ะหรือ Buddhist monk in Thailandia ทำให้มิตรสหายหลายท่านนึกถึง กิตติวุฑโฒภิกขุ ที่เคยพูดว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ขึ้นมาทันใด

เว้นแต่นักวิพากษ์บางท่านเรียกว่า “พระอีเดียต” และนักกฏหมายบางรายตำหนิว่า

“ไอเดียนี้อย่าว่าแต่นักบวชในศาสนาพุทธเลย แม้แต่ฆารวาสที่นับถือพุทธก็ไม่ควรคิดอย่างนี้ เสนอไอเดียอย่างนี้มาได้ อย่าว่าแต่เป็นนักบวชเลย ความเป็นคนจะมีหรือเปล่าเหอะ” (ประเวศ ประภานุกูล)

แล้วยังมีนักวิชาการลงมือวิจารณ์อย่างห่วงใยว่า ลัทธิพุทธชาตินิยมกำลังขยายตัวอย่างน่าห่วง

“นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เขียนแสดงความคิดเห็นหัวข้อ ‘อันตรายพุทธชาตินิยม’ พร้อมตั้งข้อสังเกตกรณีที่มีพระสงฆ์เขียนข้อความลงเฟซบุ๊ก ในลักษณะยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งทางศาสนาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้”

“ผมคงไม่วิพากษ์พระมหาอภิชาติว่าท่านยังเป็นสมณะหรือไม่โดยเฉพาะการเขียนที่ใช้ภาษาก้าวร้าวรุนแรงที่ขัดกับศีลข้อที่ ๔ (มุสาวาทาเวรมณี)

แต่ผมห่วงใยจริงๆ กับการที่สำนักพระพุทธศาสนาปล่อยให้พระสงฆ์ออกมาปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังทางศาสนาในสังคมอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย

ซึ่งหากปล่อยไปเรื่อยๆ ความคิด ‘พุทธชาตินิยม’ จะกลายเป็นโรคระบาดในสังคมไทยจนยากเกินจะแก้ไข”

(http://news.thaipbs.or.th/content/Chainarong Sretthachau)

ในศรีลังกาและพม่าซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นจำนวนมาก ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ มีกระบวนการพุทธพิฆาตมุสลิมเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและยังกรุ่นระอุอยู่จนขณะนี้

องค์กรไล่ล่ามุสลิมในศรีลังกาชื่อว่า ‘โพธุ พละ สาลา’ (พลังอำนาจพุทธ) ส่วนในพม่าเรียกว่า ‘๙๖๙’

นิตยสารไทม์เมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่แล้วอ้างว่าสององค์กรมีวิธีปฏิบัติแบบเดียวกันในการต่อต้านมุสลิม ซ้ำยังมีการร่วมมือข้ามชาติ มีการนัดพบวางแผนร่วมกันระหว่าง กนาณะสารา หัวหน้า พพส. กับวิราธุ หัวหน้า ๙๖๙

รัฐมนตรีกลาโหมศรีลังกาซึ่งเป็นน้องของประธานาธิบดีให้การสนับสนุน พพส. อย่างออกนอกหน้า เช่นเดียวกับรัฐบาลทหารพม่าทำไม่รู้ไม่ชี้เมื่อมีการยกพวกรุมทำร้ายชาวโรฮิงญาในยะไข่ อารขัณฑ์

(http://time.com/…/how-an-extremist-buddhist-network-is-sow…/)

หลักปรัชญาแก่นของพุทธศาสนาที่ยึดทางสายกลาง ไม่โต่ง ไม่ตื้น แล้วไฉนในประเทศนิกายเถรวาท เช่นศรีลังกา พม่า และไทย จึงได้คุ้มคลั่งกับความเชื่อตื้นเขิน มุ่งกำจัด ทำร้ายฝ่ายที่แปลกแตกต่าง

ย้อนรอยวัฒนธรรมถอยหลังกลับไปเป็นหลายร้อยปี



2 ข่าวไทยในสื่อนอก ... 1. Thailand Economic Recovery 2015: Struggles Continue - 2. Thailand seeks Evolved Seasparrow Missile purchase


Although private investment in Thailand rose in September, the country is still struggling with shrinking exports. Its economy has lagged since May 2014, when the army seized power. Pictured: A rice mill worker holds rice in Udon Thani, Thailand, Sept. 16, 2015. Reuters/Jorge Silva


Thailand Economic Recovery 2015: Struggles Continue In Wake Of Chinese Slump, Military Coup

By Elizabeth Whitman
October 30 2015
International Business Time

Despite a recent uptick in private consumption and investment, Thailand's export-based economy struggled last month, according to numbers released Friday. The economic recovery in Thailand, Southeast Asia's second-largest economy, has been weak and growth has lagged since a military coup in May 2014.

In September private consumption rose 0.5 percent from the previous month, while investment grew 0.4 percent, the Bank of Thailand said. Roong Mallikamas, a senior bank official, said exports "remained a drag," Reuters reported. Exports, which account for more than 60 percent of Thailand's gross domestic product, shrank in September for the ninth month in a row. Industrial output fell 3.6 percent in September.

Thailand's economy, dependent upon exports including electronics, agricultural products and automobiles, has been hurt in the past year by the changes in the Chinese economy, which appeared in previous years to be growing at a rapid clip until it became evident in the first half of 2015 that the growth of its gross domestic product was starting to slow down.



The coup of 2014 also took a toll on the economy. The junta that came to power suspended existing agricultural subsidies while pouring tens of billions of dollars into mega-projects like roads and train lines that aren't expected to pay off for years, according to an opinion article published in the New York Times in September. Thailand also has extreme inequality in its wealth distribution, with 0.1 percent of the population owning nearly half of all the wealth in the country. Much of government spending, meanwhile, is devoted to Bangkok rather than rural areas.

"The only way to jolt Thailand out of its economic stagnation is to implement two measures that are sure to upset the Bangkok-based traditional elites: dramatically raise rural incomes (to spur domestic consumption) and aggressively devalue the baht (to boost exports)," the article's authors, an economist and a journalist, wrote.
ooo

Thailand seeks Evolved Seasparrow Missile purchase


An ESSM missile is launched by a U.S. warship. U.S. Navy photo


Source: UPI

WASHINGTON, Oct. 30 (UPI) -- The U.S. Defense Security Cooperation Agency reports Thailand is seeking to procure Evolved Seasparrow Missile systems.

Seasparrow is used as a defense against supersonic anti-ship missiles.

The agency, which manages the U.S. Foreign Military Sales Program, said Thailand is seeking 16 Evolved Seasparrow missiles, 14 tactical missiles and two telemetry missiles -- plus missile quad pack canisters and shipping containers.

Associated equipment, parts and logistics support would also be provided.

The proposed FMS deal carries an estimated value of $26.9 million.

"Thailand will use the ESSM to provide ship battlespace self-defense and firepower, which will improve its capability to meet current and future naval threats," the agency said in its notification to Congress.

The principal contractors for the package would be Raytheon Missile Systems, BAE Systems, Lockheed Martin and Saab, which would supply Thailand with its S 9LV MK4 combat management system.

The U.S. State Department has given approval for the proposed sale.


รำลึก 31 ตุลา วันสละชีพลุงนวมทอง เพื่อประชาธิปไตย



ป้ายรำลึกนวมทองโผล่หน้าราม ภาพจากประชาไท


31 ตุลา ลุงนวมทอง สละชีพตัวเอง เพื่อแสดงให้รู้ว่า นิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้

และการพลีชีพนี้ทำเพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

ลุงนวมทอง คือ ศพแรกของประชาชน หลังการรัฐประหาร 19 กันยา 49

ช่วงก่อนการเกิดของ "คนเสื้อแดง"

หลังจากนั้น ประเทศไทย ก็อยู่ในความขัดแย้ง แตกแยก ความสูญเสีย และตาสว่าง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เวลาผ่านมา 9 ปี ประชาธิปไตยที่ลุงนวมทองใฝ่ฝัน ยังไม่ได้เกิด

ภาระกิจนี้ยังคงอยู่

เราขอคารวะจิตใจของการรักชาติ ประชาธิปไตย และประชาชนของลุงนวมทอง





ooo




https://www.youtube.com/watch?v=BW106vS-7Uw

พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ อ่านจดหมายลุงนวมทอง


Published on Oct 31, 2015
พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ อ่านจดหมายลุงนวมทอง หน้ากองบัญชาการกองทัพบก

🔴เครดิตเฟสบุ๊ค :Prachatai
https://m.facebook.com/story.php?stor...

...

จดหมายจากใจแท็กซี่พลีชีพ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์


เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐทหารและรัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)

สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา

ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย.

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า

ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้เครียดตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ

สวัสดีครับ

29 ตุลาคม 2549

(นายนวมทอง ไพรวัลย์)

...

เรื่องที่เกี่ยวข้องจากประชาไท

'ตำรวจ-ทหาร' คุมเข้มกิจกรรมรำลึก 9 ปี 'นวมทอง'

...




เพียงคำ ประดับความ กล่าวบทกวีเมื่อดวงใจไม่อาจทน
ที่มา ประชาไท


...

ภาพงานรำลึกจากประชาไท








ภัควดี วีระภาสพงษ์ : เสนอการปฏิรูปกองทัพ ในวัน พลเมืองโต้กลับจัดกิจกรรมรำลึก 9 ปี การเสียชีวิตของนวมทอง ไพรวัลย์




ที่มา ประชาไท
http://prachatai.com/journal/2015/11/62207

ภัควดี วีระภาสพงษ์ อภิปรายข้อเสนอการปฏิรูปกองทัพ บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพบกประกอบด้วยการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ให้ทหารออกไปคลุกคลีกับประชาชนเพื่อทราบความเป็นไปของโลก กองทัพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน รวมทั้งค่ายทหารควรไปอยู่ชายแดนไม่ใช่ใจกลางเมือง เสนอลดจำนวนนายพล อีกทั้งกองทัพไม่ควรมีหน่วยข่าวกรองของกองทัพ สร้างความโปรงใส่โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธและใช้งบประมาณ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้กองทัพคำนึงถึงสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ความเสมอภาคและการให้เกียรติระหว่างพลทหารกับนายทหาร การคำนึงถึงสันติภาพ เป็นต้น

"ถ้าท่านคิดว่าท่านบริหารเก่ง ท่านมาเป็นทหารทำไม ทำไมท่านไม่เป็นนักธุรกิจตั้งแต่แรก"
"กองทัพในประเทศที่เจริญแล้วมันต้องอยู่ภายใต้การนำของพลเรือน เพราะกองทัพคือคนที่ถืออาวุธ ทหารคือคนที่ถืออาวุธ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้นำกองทัพบางคนจะไม่ใช้อาวุธเหล่านั้นมาเพื่ออำนาจของตัวเอง มาเพื่ออำนาจของคนบางคน"

"แล้วค่ายทหารของประเทศนี้ ทำไมถึงมาอยู่กลางประเทศ ตกลงศตรูของประเทศคือใคร ศตรูของประเทศคือประชาชนในประเทศนี้เท่านั้นเองหรือ ทำไมค่ายทหารไม่ไปอยู่ชายแดน"

"ในกองทัพเองย่างที่ท่านทราบ ข่าวตอนนี้ก็เห็น พลทหารจำนวนมาก ในพันทิปถ้าท่านไปดูในกระทู้พลทหารถูกซ้อมตายก็มี กินอาหารก็กินไม่ดี ท่านบอกว่าเครื่องแบบกองทัพมีเกียรติ พวกเราก็ต้องการให้เกียรติท่าน แต่พวกท่านเองให้เกียรติพลทหารของตัวเองหรือเปล่า พลทหารกินอะไร ถ้าเกิดท่านอยากให้ประชาชนให้เกียรติกองทัพท่านให้เกียรติพลทหารตัวเองก่อนด้วย พลทหารเป็นคนที่จะออกไปตายเพื่อเรา จริงๆแล้วนายพลไม่ได้ตายก่อน พลทหารต้องมีเกียรติเท่ากับนายพล เลิกระบบไพร่ในกองทัพได้แล้ว ในกองทัพก็ต้องมีความเป็นประชาธิปไตย คุณต้องสร้างสวัสดิการ ถ้าในกองทัพคุณสร้างสวัสดิการให้พลทหารของคุณเองไม่ได้ แล้วคุณว่าประชาชนจะเชื่อหรือว่าจะสร้างสวัสดิการให้เราได้" ภัควดี กล่าว
...

ภาพจากประชาไท