ดูวิธีแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไทยของ รมว.คมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประการ แล้วมาฟังความเห็น บรรยง พงษ์พานิช ประธาน กก.บห.เกียรตินาคินภัทร จะเห็นความตื้นลึกต่างกันทางวิสัยทัศน์อย่างไร
หลายประเทศทั่วโลกสู้วิกฤตพลังงานที่ทรั้มพ์ก่อด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม ทำคล้ายคลึงกัน (เพจ Reporter Journey ชี้) แต่สำหรับพิพัฒน์เลือกที่จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจาก
“กลัวรายได้รัฐบาลและกำไรโรงกลั่นลด แต่จะกู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมันผลักภาระหนี้สาธารณะให้ประชาชน” เขาให้เหตุผลไว้ในรายการ ‘กรรมกรข่าวคุยนอกจอ’ ว่าไม่ใช่ “จะโยนบาปให้รัฐบาลรับอย่างเดียว” ส่วนจะเอาภาษีลาภลอยมาอัดโรงกลั่น
“อันนั้นผมคิดว่าเราต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง ทุกสิ่งทุกอย่างยึดกลับมา” แนวทางที่ทำอยู่นี้จะไม่กระทบรายได้เข้าประเทศ “ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำงบประมาณ เพราะหากรายได้ลดลง แต่ยังต้องตั้งงบประมาณให้ได้ตามเป้า
รัฐก็จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มอยู่ดี” และ “การที่เรายอมไปกู้มาให้กองทุนเข้าไปอุดหนุน แต่สุดท้ายเมื่อเข้าภาวะปกติ มันก็ค่อย ๆ ดูดเงินจากตลาดกลับมาคืนกองทุน” แต่การดูดเงินจากตลาด นั่นก็คือการผลักภาระจ่ายคืนจากประชาชนผู้บริโภคไง
ด้าน บรรยง พงษ์พานิช กล่าวบนเวที Prachachat Exclusive Forum 2026 : The-Long-Game เมื่อ ๑๘ มีนา พาดพิงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด “เจตนาดี แต่เวลาเราไปบิดเบือนกลไก มันก็มักนำไปสู่ปัญหาแทรกซ้อนอย่างที่เราเจออยู่ทุกวันนี้”
ทั้งนี้ทั้งนั้นมันมาจาก ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม อันผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก เขาบอกว่า “กลไกสถาบันไทย พิสูจน์แล้วว่ามี ๕ อย่างที่ต้องพัฒนา” ได้แก่
๑.ประชาธิปไตยไม่จริง ๒.ชิงกันโกง คอร์รัปชั่นมากมาย ๓.ทางโล่งทุนใหญ่ ระบบเศรษฐกิจไม่ได้เป็นเสรี หรือเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม ๔.ไม่ใฝ่การเรียน ระบบการศึกษาต้องพัฒนาอย่างมาก ทั้งกระทรวงศึกษาและอุดมศึกษา
และ ๕.หลักนิติธรรม (Rule of Law) คือให้เซียนมาคุมศาล
(https://www.prachachat.net/50-prachachat-business/news-1983440 และ https://www.facebook.com/reporterjourney/posts/WWr4zVjF)
