วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 29, 2558

นวมทองชนกองทัพ




Resistant Citizen


พลเมืองโต้กลับ Resistant Citizen
รำลึกนวมทอง ชนกองทัพ ชาติหน้าเกิดมา ขอไม่พบการปฏิวัติอีก เสาร์ที่ 31 ตุลาคมนี้
.
https://www.youtube.com/watch?v=N14XEW4iU4I&feature=youtu.be



วาทะเด็ดวันนี้ "ถ้าคุณไม่รู้ประวัติศาสตร์ คุณตาบอดหนึ่งข้าง แต่ถ้าคุณเชื่อประวัติศาสตร์ (ฉบับ ก.ศึกษาธิการ) คุณก็ตาบอดทั้งสองข้าง"





Charnvit Kasetsiri shared Pokpong Junvith's photo.
Is Thai history still possible ?
ปวศ.ไทย (ฉบับ คสช.) ปวศ.ใคร ???

ถ้าท่าน ไม่รู้ ปวศ.ท่านก็ตาบอด หนึ่งข้าง
แต่
ถ้าท่านเชื่อ ปวศ.ท่านก็ตาบอด สองข้าง

ปวศ.ก็เหมือนเหรียญ นั่นแหละ
มีสองด้าน ด้านหัว ด้านก้อย
ลองหยิบเหรียญ ไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น มาดูสิ
ด้านไหน บอกราคา ด้านไหน ไม่บอก ?

ข่าวสำหรับผู้ที่ต้องการให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ พรุ่งนี้ (29 ตค.) "ยิ่งลักษณ์” ไปฟังผลตรวจพยานคดีโครงการรับจำนำข้าว ด้วยตัวเอง ที่ ศาลฎีกาฯ




เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดคู่ความฟังคำสั่งการตรวจพยานหลักฐานและการกำหนดวันไต่สวนพยานคดีโครงการรับจำนำข้าวในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ศาลได้นัดให้ตรวจพยานหลักฐานทุกวันพุธ และวันที่ 29 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. เป็นการนัดฟังผลการตรวจพยานของฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลยที่ผ่านมา ว่ามีการตรวจพยานเอกสารพยานบุคคลเรียบร้อย แค่ไหน อย่างไร พรุ่งนี้(29 ตุลาคม) อาจเป็นไปได้ว่าศาลฯ อาจจะกำหนดตัวพยานบุคคล กำหนดวันนัดสืบ ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมเดินทางไปด้วยตัวเอง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1446022595 

ooo



รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำโครงการรับจำนำข้าว มีคนกล่าวหาว่าข้าวเสื่อม ข้าวเน่า กินไม่ได้ กินแล้วตายบ้าง เสียหายทั้งสต๊อกหลายแสนล้าน เป่านกหวีดไล่กันระงม....

แต่มาวันนี้รัฐบาลประยุทธ์ประมูลข้าวไป11ครั้ง 4,000กว่าตัน รวมกัน 50,000ล้านบาท!

บ้านเมืองนี้มันช่างมหัศจรรย์ ประยุทธ์ขายข้าว ข้าวหายเน่าทันที!!


ร่วมรณรงค์ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นรูปแบบสมัครใจ





ร่วมรณรงค์ได้ที่ Change.org

Petitioning กระทรวงกลาโหม

ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นรูปแบบสมัครใจ

PRIMO X เชียงราย, Thailand

เกณฑ์ทหาร (Conscription) คือ การเรียกใช้แรงงานอย่างไม่สมัครใจโดยฝ่ายปกครอง โดยมีรายงานว่าในหลายประเทศได้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารไปแล้ว

เหตุผลที่ในบางประเทศได้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร หรือยังคงมีการเกณฑ์ทหารอยู่ อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยในบางประเทศได้มองข้อเสียของการเกณฑ์ทหารว่า ทำให้เกิดความความสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจในยามที่ประเทศสงบสุข อีกทั้งยังขัดกับปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงขัดกับเสรีภาพของประชาชน

ขณะที่ในบางประเทศมองว่า การเกณฑ์ทหารมีข้อดี คือ เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับประเทศที่ยังมีภาวะสงคราม หรือคาดว่าอาจจะเกิดสงครามได้ในอนาคต ซึ่งผมมองว่าในประเทศไทยของเราและประเทศรอบๆน่าจะหมดไปแล้วซึ่งสงครามที่จะก่อให้ประเทศเสียหายล้มตาย หรือในเขตชายแดนที่อาจยังมีเหตุการความไม่สงบอยู่บ้าง แต่ในส่วนของกองกำลังผมว่า ต่อให้เรามีกำลังพลมากมายแต่ต้องออกไปต่อสู้ด้วยการถูกบังคับหรือความหวาดกลัวไม่น่าจะก่อให้เกิดผลดี ต่างจากคนที่สมัครใจและมีความมุ่งมั่นในการจะช่วยเหลืออาจจะเป็นประโยชน์มากกว่าแน่นอน

อีกประเด็นคือเรื่องของความรักชาติ มีคนมักถามว่า "ทำไมไม่อยากเป็นทหาร คุณไม่รักชาติเลยหรอ เกิดเป็นลูกผู้ชายทั้งที น่าภาคภูมิใจจะตาย" ซึ่งในเรื่องนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ลูกผู้ชายบางคนต้องการที่จะดูแลและพร้อมจะเสียสละเพื่อปกป้องประเทศ แต่คุณอย่าลืมนะครับว่า ไม่ได้มีแค่อาชีพตำรวจทหารเท่านั้นที่ทำให้ประเทศเรายังดำเนินต่อไปได้ ทุกคนคิดไม่เหมือนกันครับ บางคนอาจมีงานการมีอาชีพที่ดีเพื่อเขาจะได้เลี้ยงดูครอบครัว แต่ต้องหยุดลงเพราะต้องมาเป็นทหาร แต่ผมไม่ได้ว่าทหารไม่ดีนะครับ ผมกำลังพูดถึงทุกคนมีหน้าที่ และที่สำคัญ"ไม่ได้เป็นทหาร ไม่ได้แปลว่าไม่รักชาติ" อย่าเอาคำว่ารักชาติมาเป็นบรรทัดฐานเลยครับ ใครๆก็รักกันทั้งนั้น

สรุปสิ่งที่ต้องการจะบอกคือ ผมคิดว่ากำลังพลของทหารในปัจจุบันน่าจะเพียงพอสำหรับการดูแลความเรียบร้อยของบ้านเมืองในเวลานี้แล้ว ไม่ได้มีสงครามหรือเหตุอันตรายที่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศ และกำลังพลที่ดีควรมาจากความสมัครใจ ไม่ใช่จากการถูกบังคับ ซึ่งหลายๆประเทศเขาก็ได้ยกเลิกกฎระเบียบนี้เนื่องจากมองว่าอาจขัดกับเสรีภาพของประชาชน ที่หลายคนออกมาเรียกร้องอาจจะไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากไปลำบากในการฝึกในสนามรบ แต่ยังมีอีกหลายคนที่อาจมีความจำเป็นจริงๆอีกมากมายครับ 

LETTER TO
กระทรวงกลาโหม
ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นรูปแบบสมัครใจ


โดนอีก เว็ปทางการไทย ถูกแฮ็กรัวๆ กลุ่มแฮกเกอร์แฉวิธีการเข้าระบบสุดง่าย




ที่มา Ispace Thailand
BY ASAJEREE 
ON OCTOBER 28, 2015

กระแสการต่อต้านโครงการ Single Gateway ยังไม่ซาลงง่ายๆ เมื่อกลุ่ม Hacker ระดับโลกที่เคยโจมตีฐานข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐมาแล้ว ประกาศโจมตีเว็ปไซต์ทางการของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการแฮ็กเว็ป CAT Telecom ที่ให้บริการ internet gateway ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
และล่าสุดก็ได้ทำการแฮก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และเว็ปกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยมีการดึงข้อมูลผู้ใช้งานหลังบ้านของเว็ปออกมาเผยแพร่
นอกจากนี้ ยังมีเว็ปไซต์อีกจำนวนมาที่ลงท้าย url ด้วย .go.th ที่ถูกโจมตีเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีความปลอดภัยต่ำ เช่น


http://www.sampeenong.go.th
http://www.kokkothao.go.th
http://www.wangmaichan.go.th
http://www.donsai-sao.go.th
http://www.bavee.go.th
http://www.sunthornphu.go.th

ทั้งนี้ กลุ่มแฮกเกอร์ยังได้ออกมาระบุว่า username และ password สำหรับเข้าไปจัดการในเว็ปเหล่านี้นั้นง่ายแสนง่าย เพราะใช้ username: admin และ password: 123456 เท่านั้นเอง ซึ่งหลายคนคาดการณ์ว่าเป็นการตั้งค่ามาจากการติดตั้งในระบบครั้งแรกและหน่วยงานหลายๆหน่วยงานก็ไม่ได้เปลี่ยน และไม่ได้สนใจในการเพิ่มความปลอดภัยในระบบดังกล่าว



แดงแตก? ใส่-ไม่ใส่ เสื้อแดง 1 พ.ย.




https://www.youtube.com/watch?v=ow0cHqRpbn8&sns=em

"ทำไมต้องฟังคุณ..คุณประยุทธ์พูดเรายังไม่ฟังเลย" มวลชนแดงย้อนถาม"จตุพร"

jom voice

Published on Oct 28, 2015

นายอนุรักษ์ เจตนวณิชย์ หรือ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง นักเคลื่อนไหวระดมเงินช่วยเหลือคนเสื้อแดง­ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณี นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแ­ห่งชาติ หรือ นปช.ที่ไม่เห็นด้วยที่คนเสื้อแดงที่จะนัดใ­ส่เสื้อแดงทั่วประเทศ เพื่อเป็นกำลังใจให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันที่ 1 พ.ย.นี้ เพราะเกรงว่า อาจจะเป็นแผนล่อเหยื่อให้คนเสื้อแดงออกมาต­ิดกับดักว่า เป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ คนเสื้อแดงนัดแนะกันผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย­ที่จะนัดใส่เสื้อสีแดงวันที่ 1พ.ย.นี้เพื่อเป็นกำลังใจให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้นัดรวมพลเพื่อที่จะไปสร้างควา­มวุ่นวายที่ไหน แต่ใส่เสื้อแดงเพื่อใช้ชีวิตปกติประจำวันเ­ท่านั้นเอง. คนที่เป็นประธาน นปช.ควรจะคิดก่อนพูดและควรทำความเข้าใจ รู้จักมวลชนคนเสื้อแดงให้มากกว่านี้ เพราะคนเสื้อแดงตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้­ว และมีหลายกลุ่มมากขึ้นด้วย การที่จะมาบอกว่าให้ฟังคุณจตุพร คนเดียวนั้น คำสั่งนี้ใช้่ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว "คุณเป็นใครทำไมต้องมาฟังคุณ คุณประยุทธ์ พูดเรายังไม่ฟังเลย" นายฟอร์ด กล่าว

...



ทูตสหรัฐฯ สงสัย ถาม′วิษณุ′ สูตรพิสดาร 6+4,6+4 มาจากไหน (วิษณุ ได้บอกทูตป่ะว่า ถ้ายังวุ่นวาย อาจไม่เลือกตั้ง 60 หุหุ)




ทูตสหรัฐฯ สงสัย ถาม′วิษณุ′ สูตรพิสดาร 6+4,6+4 มาจากไหน

ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

27 ต.ค. - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ นายเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยนายกลิน ที เดวีส์ กล่าวภายหลังการพูดคุย ว่า เป็นการพบปะที่ดีและมีการพูดคุยในหลายเรื่องเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือในหลายมิติในเชิงสร้างสรรค์ อาทิ ด้านสาธารณสุข การบังคับใช้กฏหมาย ธุรกิจระหว่างของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ อีกทั้งยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับพัฒนาการการไทยเพื่อกลับมาสู่ประชาธิปไตยในเร็วๆนี้ พร้อมทั้งระบุว่า หากมีโอกาสตนจะพูดคุยกับสื่อมวลชนไทยมากกว่านี้ และยังไม่มีการพูดคุยถึงโรดแมปอย่างเป็นทางการ

ขณะที่นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นการเข้าพบตามปกติหลังเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และจะมีการพบกับนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐตรีอีก2วัน ส่วนการชี้แจงโรดแมปคสช.นั้น ตนได้ชี้แจงเช่นเดียวกับทูตแต่ละประเทศที่เคยเข้าพบแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ความเข้าใจดี แต่ นายเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ได้สอบถามถึงสูตรพิสดาร 6+4,6+4 มาจากไหน ซึ่งตนได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงว่า โรดแมปจะอยู่ภายในระยะเวลา 20 เดือน และจะมีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤษภาคม2560

ทั้งนี้นายวิษณุ เปิดเผยถึงบรรยากาศในการพูดคุยว่าเป็นไปด้วยดีและทูตสหรัฐฯมีการทำการบ้านมาอย่างดีก่อนที่เข้ามาทำงายในประเทศไทยรู้จักและพูดภาษาไทยได้ และมีอารมย์ขัน พร้อมทั้งในการพูดคุยยังมีการกระชับความสัมพันธ์ในการร่วมมือในโครงการต่างๆร่วมกัน อาทิ การปราบปรามการค้ามนุษย์ การต่อต้านยาเสพติด เป็นต้น ซึ่งหากมีการสงสัยในข้อกฏหมายตนพร้อมที่จะชี้แจงข้อมูล

ooo



เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เอกอัครราชทูตเดวีส์และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้พบปะหารือถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งและยาวนานระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีวิษณุได้สรุปให้เอกอัครราชทูตเดวีส์ทราบถึงการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับความพยายามในการปฏิรูปประเทศ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญและแผนที่เส้นทางคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง เอกอัครราชทูตเดวีส์ย้ำว่า สหรัฐอเมริกายังคงสนับสนุนให้มีการอภิปรายสาธารณะในประเด็นเหล่านี้อย่างเปิดกว้างและจริงจังอันจะช่วยนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและสามารถคงอยู่ได้อย่างเข้มแข็งแม้จะเผชิญสิ่งท้าทายต่างๆ

On October 27, Ambassador Davies and Deputy Prime Minister Wissanu discussed the long-standing and strong cooperation between the United States and Thailand on law enforcement issues. The Deputy Prime Minister briefed the Ambassador on the government’s reform efforts, constitution drafting process, and roadmap to return to electoral democracy. The Ambassador underscored continued U.S. support for a robust and open public debate on these issues, which will help produce a resilient, sustainable democracy.

ooo

ประชุมแม่น้ำ5สาย ประยุทธ์ขู่หากไม่สงบต้องอยู่ต่อ ปิดประเทศก็จะทำ ขอก้าวข้ามกับดักปชต.


Wed, 2015-10-28 20:52
ที่มา ประชาไท



28 ต.ค.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประชุมร่วมกับ คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และหัวหน้าส่วนราชการ ที่อาคารรัฐสภา โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม






ที่มา ศูนย์สื่อทำเนียบ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวมอบนโยบาย ต่อที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายว่า ขอความร่วมมือทุกฝ่ายโดยเฉพาะตัวแทนจากพรรคการเมืองเป็นหนึ่งเดียวมีความเป็นเอกภาพ เดินหน้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ร่วมกันทำให้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประเทศปลอดภัย มั่นคง ประชาชนมีความสุข ทุกคนต้องร่วมกันเพื่อให้ประเทศมีอนาคตที่ดี ยั่งยืน ให้ไทยยืนหยัดในเวทีโลกได้ ไม่มีปัญหาใดที่แก้ไขไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความขัดแย้งกันในเรื่องของประชาธิปไตย ทำไมวันนี้ต้องมาทะเลาะกันในเรื่องเดิมอีก ทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหาเดิมและต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ และต้องก้าวข้ามกับดักประชาธิปไตยไปให้ได้ ต้องไม่บิดเบือนหลักการประชาธิปไตย และต้องยอมรับกติกา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ตนไม่ได้ต้องการเข้ามาสืบทอดอำนาจ ตามที่มีกลุ่มคนกล่าวหา และขอให้ทุกคนกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตนเอง ไม่ใช่หนีคดี และไปกล่าวหาประเทศไทยอยู่ที่ต่างประเทศ

“ประเทศเราเหมือนมีแม่น้ำประชาธิปไตยขวางอยู่ และทุกคนพยายามข้ามแม่น้ำอยู่วันนี้ คสช. รัฐบาล สปท. กรธ. เป็นสะพานข้ามแม่น้ำสายนี้ ข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ บางคนพร้อมข้ามไปด้วยกัน บางคนชอบแต่ลุยน้ำ บางคนก็จะว่าย มันก็ตายอยู่ข้างล่างนั่นแหละ ต้องเอาทุกคนมาขึ้นสะพานให้ได้ ข้ามความขัดแย้งให้ได้ วันนี้จะต้องไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามและไม่ปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งทุกคดีที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องได้ยึดตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนการใช้อำนาจตามมาตรา44 นั้น เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่เคยคิดใช้รังแกใคร ขอเตือนผู้ที่ออกมาสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายว่าอย่ากระทำผิดกฎหมาย อย่าเพิ่งออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย วันนี้ตนถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์อยู่ เริ่มมีคนไม่กลัวอีกแล้ว ออกมาแถลงข่าวทั้งที่ยังมีคดี ขอให้ระวังตัว อย่าทำอีก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปกป้องสถาบัน และไม่ควรนำสถาบันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้ง แต่ยังมีคนกล่าวว่าพระองค์ท่าน ซึ่งตนไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องนำพระองค์ท่านมายุ่งเกี่ยว ทั้งฝ่ายคนดีและคนไม่ดี ก็นำสถาบันมาต่อสู้ให้ร้ายกัน และพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือความขัดแย้ง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่เคยสั่งให้เขียนอย่างนั้นอย่างนี้ และสิ่งที่เกิดขั้นช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา พระองค์ไม่ได้สั่ง แต่ทรงทราบทั้งหมด ทำไมรอบนี้พระองค์ไม่ลงมาให้ยุติเรื่อง เพราะเหตุการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนกับเหตุการณ์ เมื่อ 14 ตุลา 2516 ที่การชุมนุมมีฝ่ายทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง พระองค์ต้องบอกให้ทหารเลิก เมื่อเลิกแล้วก็จะหยุด

“วันนี้ยังไม่เลิก ผมขอร้องหากยังไม่เลิก พวกผมยอมไม่ได้ ที่ผ่านมามีคนทำผิด และได้รับพระราชทานอภัยโทษ หลายคนพ้นโทษแล้ว ก็กลับมาทำอีก ผมเชื่อว่าคนพวกนี้ไม่ตายดี ไม่ป่วยก็เจ็บ ไม่มีใครอยู่ดี” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีคนโจมตีพระองค์ท่าน โดยเฉพาะในเว็บไซด์ต่าง ๆ จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ต้องมีมาตรา 112 ในประเทศไทย ซึ่งในต่างประเทศ คงไม่นึกว่าจะมีอย่างนี้ ต่างชาติเขามองด้วยมุมความเจริญ ประชาชนมีการศึกษา มีรายได้

“แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ผมเรียกมาปรับทัศนคติ ก็มีคนบอกว่าทำผิด ดังนั้นหากพบคนผิด ก็ไม่ต้องเรียกตัวอีก จับติดคุกไปเลยดีหรือไม่ ส่วนที่เรียกมาปรับทัศนคติ แล้วบอกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วปล่อยให้เป็นพ่อหรือไง แบบนี้บ้านเมืองเสียหายกันหมด พูดเรื่องนี้ไม่ได้ โมโห” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฝากให้ สนช.และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประสานการทำงานร่วมกันเพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศและการขับเคลื่อนการปฏิรูป 11 ด้าน สอดคล้องไปด้วยกัน ไม่ใช่การต่างคนต่างคิด ต้องหาแนวทางว่าจะบูรณาการกันอย่างไร และอยากให้แม่น้ำ 5 สายร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่ดี และยุติธรรมที่สุด

“ฝ่ายการเมืองไม่ต้องระแวง ผมไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ แต่หากประเทศยังไม่สงบเรียบร้อย ผมก็ยังต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อไป หากจะต้องปิดประเทศก็ต้องทำ ที่พูดไม่ได้เป็นการท้าทาย หากจะเอาประชาชนออกมาคนที่พูดมาก ๆ หรือคนที่เป็นแกนนำจะโดนก่อน เพราะผมมีอำนาจอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสมาขิกที่มาร่วมประชุมในวันนี้ ได้มีการขึ้นข้อความผ่านหน้าจอภายในห้องประชุมรัฐสภา ว่า ฝากความหวังกับแม่น้ำ 4 สาย (กรธ. สนช. สปท. รบ.) ที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์นำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง ต่อไป

จากนั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวว่า สำหรับคำถามของสมาชิกทั้ง 4 คนที่จะสอบถามนายกรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงหมดแล้ว จึงได้กล่าวปิดประชุมในเวลา 11.52 น. ใช้เวลาการประชุม ทั้งสิ้น 2.21 ชั่วโมง

ที่มา : สำนักข่าวไทย

...


ooo

"บิ๊กตู่"เตรียมพบทูตสหรัฐฯ ถามนักข่าวเป็นเมืองขึ้นหรือ? ให้ความสำคัญทำไมนักหนา



ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 27 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวภายหลังการประชุมครม. ถึง การเข้าเยี่ยมคารวะของนายเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่วันเดียวกันนี้ นายเดวีส์ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า เขาก็ต้องเข้าพบรองนายกรัฐมนตรีทุกคน รัฐมนตรีอีกหลายคน เป็นหลักปฏิบัติปกติ เขาต้องไปพบคนอื่นก่อน ค่อยนัดเข้าพบนายกรัฐมนตรี ไม่อยากพบก็อย่าพบ ก่อนหน้านี้นายเดวีส์ก็ขอเข้าพบ เพียงแต่เวลาว่างไม่ตรงกัน จึงไปเข้าพบรองนายกรัฐมนตรีก่อน ก็ถือว่าดี จะได้ช่วยกันอธิบาย ตนพูดคนเดียวอาจจะไม่ฟังก็ได้ ทูตเขามาก็เป็นตัวแทนของประเทศเขา ก็ให้เกียรติกัน

“ทำไมหรือ จะพบไม่พบ มันจะสำคัญอะไรนักหนา ทำไม เป็นเมืองขึ้นเขาหรืออย่างไร ปัดโธ่ ให้ความสำคัญทุกประเทศ ทำไมต้องไปแคร์นักหนา ทำไมคุณไม่ให้เกียรติผมบ้างละ เวลาคนเขามาค้าขายกับผมตั้งกี่ประเทศ ไม่เห็นพูดเลย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

เมื่อถามว่า เห็นในหมายงานว่า เป็นวันที่ 29 ตุลาคม ในช่วงบ่าย ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ไม่รู้ละ ผมไม่เคยจำ วันหนึ่งผมยังไม่รู้เลยทำอะไรบ้าง ต้องคอยถามวันนี้มีอะไรบ้าง จำไม่ได้ จะจำทำไม ไม่อย่างนั้นจะตั้งคนมาทำไมเยอะแยะ เลขาก็มี ทส.ก็มี รปภ.ก็มี ส่วนใหญ่ถามไปตอบไม่ได้กันอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่ากังวลในสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตอนนี้หรือไม่ เนื่องจากสหรัฐฯได้ส่งเรือรบเข้าประชิดเกาะเทียมของจีนในทะเลจีนใต้แล้ว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ห่วง ประเทศไทยไม่อยู่ในความขัดแย้งตรงนั้น เราต้องวางตัวให้ถูก เราไม่ใช่ศัตรูใครทั้งสิ้น อย่าเอาเราเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องที่เราไม่ได้ไปขัดแย้งกับเขา แต่เราต้องสนับสนุนเขา ที่ผ่านมารัฐบาลก็มีหน้าที่ในการผลักดันเรื่องผู้ประสานงานทะเลจีนใต้ก็ทำออกมาจนมันผ่านมานับปีแล้ว วันนี้ส่งให้สิงคโปร์ไปทำอยู่ ทำอย่างไรก็ได้ให้ไม่เกิดความขัดแย้ง เกิดความร่วมมือในทะเลจีนใต้ จึงไม่เกิดความรุนแรง นี่แหละผลงานที่เราทำปีที่แล้ว ปีนี้สิงคโปร์ก็รับไปต่อว่ามีความก้าวหน้าหรือไม่ จะไปยุ่งอะไรกับเขาเล่า จะเอาเรือรบไปช่วยเขาหรืออย่างไร เรือเราก็ไม่มี เขามีทั้งเรือดำน้ำ เรือบรรทุกเครื่องบิน

วันพุธ, ตุลาคม 28, 2558

คสช. เขียนใหม่ ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ แบบ ‘ตามใจกรู’




คสช. เขียนใหม่ ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ แบบ ‘ตามใจกรู’

หนังสือซึ่งใช้งบประมาณล้านกว่าบาทพิมพ์สี่สี ๑ หมื่น ๓ พันเล่ม ตามข่าวว่าขายดิบขายดีในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ศูนย์สิริกิติ์ วานนี้ (๒๖ ต.ค.)




รวมทั้งขายเกลี้ยง ๒๐ เล่มพิเศษพร้อมลายเซ็นหัวหน้ารัฐประหารผู้ไปพูด “หลุด..ห่า ขึ้นวะเวอะตลอด” ในที่ประชุมสภาแม่น้ำห้าสายวันนี้ ว่าตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ “ประชาธิปไตยอะไรหนักหนา”

ที่นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ที่ปรึกษาสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่าทีมงานใช้เวลาเขียนสองเดือนกว่า “ยอมรับว่ามีเวลาไม่มาก แต่เมื่อหนังสือออกมาแล้ว พบว่าผู้ใหญ่หลายคนในกระทรวงชอบเนื้อหา เพราะเน้นที่พระราชกรณียกิจสำคัญๆ ของพระมหากษัตริย์ไทย”




แต่นายสุเนตร ชุตินธรานนท์อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจารณ์ว่ามีความลำเอียง แทนที่จะสร้างความปรองดองตามจุดมุ่งหมาย

“ความจริงกลับขัดแย้งกันในตัว ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กับข้อเท็จจริงทางวิชาการ...




เนื้อหาในเรื่องการเมือง ยังส่งผลให้การปรองดองเกิดขึ้นยาก มีตอนหนึ่งระบุว่าพรรคไทยรักไทย ดำเนินนโยบายแบบประชานิยม และนายทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาทุจริตเลือกตั้ง

รวมถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำเนินนโยบายเน้นโปร่งใส แต่ยังใช้นโยบายประชานิยม

แต่กลับพูดถึงการเข้ามาของพล.อ.ประยุทธ์ ว่าทำการรัฐประหารเพื่อขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวง”

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1445906782)

ยังมีผู้วิจารณ์อีกคน ว่าถึง ‘ปัญหา’ ไม่น่านิยมของหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างละเอียด ๑๒ ประการ

ผลงานของ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ซึ่งในที่นี้ขอนำถ้อยทางวิชาการมาเขียนสรุปใหม่แบบรวบรัด ดังนี้

๑.โครงเรื่องสร้างความเด่นเป็นเอกของรัฐไทย ก็เลยไปข่มท่านๆ เพื่อนบ้านโดยไม่ตั้งใจ (มั้ง)

๒.บรรจุแนวคิดการหลอมรวมชนเชื้อชาติต่างๆ ภายในอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ภาษาไทย โดยไม่คำนึงถึงชาติพันธุ์ที่หลากหลาย

๓.ฝังหัวความเชื่อลัทธิชาตินิยมแบบหลวงวิจิตรวาทการ อ้างความเป็นสายพันธุ์ ‘ไท’ หรือ ‘ไต’ ว่ากระจายอยู่ทั่วโลก ราว ๑๐๐ กว่าล้านคน ทั้งที่ในไทยเองมีสายพันธุ์มากมายถึง ๗๔ ชาติตระกูล

๔.ไม่ได้ให้รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงยุคสมัย (เป็นการเขียนประวัติศาสตร์อย่างบกพร่อง)

๕.ขาดตกในเรื่องการใช้เสียงของชนต่างๆ ที่อยู่ในอาณาจักร เลี่ยงเขียนถึงเขมรไปเป็น ‘เจนละ’ ชื่อที่จีนเรียกขแมร์

๖.ประวัติศาสตร์แบบมหาบุรุษ เชิดชูกษัตราอย่างสุดๆ และละเลยความสำคัญของประชาชน

๗.พูดถึงแต่เรื่องสงครามส่วนใหญ่ กลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งการนองเลือด

๘.เป็นประวัติศาสตร์สำหรับท่องจำ ไม่มีการตั้งคำถาม ไม่มีการอธิบายเหตุผล

๙.ใช้วาทกรรมแบบเหน็บแนมประชาธิปไตย อ้างพระราชวินิจฉัย ร.๖ ว่ายังไม่เหมาะสมกับประเทศไทย และ ร.๗ ทรงยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเพียงเพราะเพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

๑๐.ดิสเครดิตคณะราษฎร กล่าวถึงยุคหลัง ๒๔๗๕ ว่าเป็นช่วงเวลาของความไม่สงบ มีแต่ความขัดแย้ง

๑๑.เขียนประวัติศาสตร์แบบเผด็จการเขียนกฏหมาย เพื่อประโยชน์ของผู้ปกครอง ละเลยเหตุการณ์รุนแรงที่กระทำต่อประชาชน

๑๒.วาทกรรมความเก่งกาจในการต้านทานอาณานิคม แต่ไม่พูดถึงการกบฏต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใน

(สำหรับท่านที่ต้องการอ่านต้นฉบับเต็มในสำนวนเขียนของผู้วิจารณ์ กรุณาไปที่http://prachatai.org/journal/2015/10/62149)

ooo


http://news.voicetv.co.th/thailand/277497.html

อ่าน-เรียน-เขียน-คิด ประวัติศาสตร์อย่างเข้าใจสังคม

by พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
27 ตุลาคม 2558

InHerView ประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2558

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ.

ติดตามประเด็นอื่นๆ ในช่วง InHerView

- เมื่อประวัติศาสตร์โลก ถูกอำนาจการเมืองบิดเบือน
- อ่านประวัติศาสตร์อย่างไรให้รู้เท่าทันสังคม?
- สื่อวิจารณ์ไทยจัดประกวดสายพลัสไซส์ 'เทพีสุกร'


แค่เริ่มคิด "ก็โกงแล้ว" เผยสูตร‘มีชัย’วิธีคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ




คมชัดลึกเลือกรูปได้ดีนะครับ 555 หน้าตาแม่-
....................................................................
เผยสูตร‘มีชัย’วิธีคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ พท.ลดเกินครึ่งปชป.-ชท.ได้ส.ส.เพิ่ม
http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215917.html

สูตรเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เฉพาะ ส.ส.สอบตก เมื่อเอาไปคำนวณจากปี 48

ปชป.ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มจาก 26 เป็น 37 คน
ไทยรักไทยได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลดจาก 67 เหลือ 20 คน
ชาติไทยเพิ่มจาก 7 เป็น 21
พรรคมหาชนของไอ้หนุ่มซินตึ๊งจาก 0 เป็น 19

Atukkit Sawangsuk


Credit 
Wanchalearm Satsaksit

....


เผยสูตร‘มีชัย’วิธีคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ พท.ลดเกินครึ่งปชป.-ชท.ได้ส.ส.เพิ่ม ‘วิษณุ’หนุนไอเดียกรธ.หนุนคะแนนโหวตโน




ที่มา คมชัดลึก

27ต.ค.58 รายงานข่าวแจ้งว่า ระบบการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ตามแนวคิดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้น เบื้องต้นยังคงจะให้มีส.ส. 500 คนแต่เป็นส.ส.เขต 400 คน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งรูปแบบการเลือกตั้งส.ส.ในประเทศจะให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกส.ส.เขตเพียงอย่างเดียว ขณะที่คนไทยในต่างประเทศ ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งจะมีสิทธิลงคะแนนเลือกพรรคเท่านั้น ไม่ได้เลือกส.ส.เขต ซึ่งในการคำนวนจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้ ก็จะเป็นการนำคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.เขตที่ไม่ได้รับเลือกตั้งของทั้งประเทศ มารวมกับคะแนนพรรคที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในต่างประเทศได้ลงคะแนนไว้ แล้วคิดคำนวนออกมา

และจากข้อมูลที่ กรธ.ได้รับจากสำนักงานกกต. ที่เสนอตารางเปรียบเทียบการคำนวนจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จากคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 48 ที่กฎหมายเวลานั้น กำหนดให้มีส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน โดยที่มีการตัดคะแนนผู้ที่ได้รับเลือกตั้งออกแล้ว พบว่า จะทำให้จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมาเป็นที่หนึ่งในระบบการคิดคำนวนบัญชีรายชื่อแบบเดิม ได้ส.ส. ลดลงเกินครึ่ง กล่าวคือ ผลคะแนนรวมที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคเพื่อนำมาคำนวนคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อแบบเดิม 25 พรรคในปี 48 มีคะแนนทั้งสิ้น 31,048,223 คะแนน ขณะที่ผลคะแนนรวมของผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้งของทั้งประเทศเมื่อปี 48 มีทั้งสิ้น 25 พรรค รวม 11,081,047 คะแนน แล เมื่อนำมาคำนวนกับจำนวนส.ส.บัญชีฯที่เพิ่งมี 100 คน ส.ส.บัญชีฯ 1 คน จะต้องมีคะแนนเฉลี่ย 100,810 คน ผลคะแนนแบ่งเขตที่ไม่รวมผู้ได้รับเลือกตั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 4,065,059 คะแนน จะได้ส.ส. 37 คน เพิ่มขึ้นจากการคิดคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อแบบเดิม ที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับพรรค ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนน 7,210,742 คะแนน ได้ส.ส.เพียง 26 คน พรรคชาติไทย ได้คะแนน 2,326,043 คะแนน จะได้ส.ส. 21 คน เพิ่มขึ้นจากการคิดคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบเดิม ที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับพรรค ซึ่งพรรคชาติไทยได้คะแนน 2,061,559 คน ได้ส.ส.เพียง 7 คน พรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยปัจจุบัน ได้คะแนน 2,151,634 คะแนน จะได้ส.ส. 20 คน เป็นพรรคเดียวที่จำนวนส.ส.ที่จะได้ลดลงเมื่อเทียบกับการคิดคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบเดิม ที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับพรรค ซึ่งพรรคไทยรักไทย ได้ 18,993,073 คะแนน ได้ส.ส. 67 คน เท่ากับลดลงถึง 47 คน และพรรคมหาชน ได้คะแนน 2,148,442 คะแนน จะได้ส.ส. 19 คน จากที่การคิดคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อแบบเดิม ที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับพรรค พรรคมหาชนไม่มีส.ส.บัญชีรายชื่อเลย เช่นเดียวกับ พรรคคนขอปลดหนี้ผลคะแนนแบ่งเขตได้ 166,651 คะแนน จะได้ส.ส. 2 คน พรรคความหวังใหม่ ผลคะแนนแบ่งเขตได้คะแนน 133,935คะแนน จะได้ส.ส. 1 คน จากที่การคิดคำนวณแบบเดิมไม่เคยได้ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย

วิษณุหนุนไอเดียกรธ.หนุนคะแนนโหวตโน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้พิจารณาระบบเลือกตั้งในประเด็นที่ระบุว่า บุคคลที่จะได้เลือกตั้งเป็น ส.ส. ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนโหวตโนว่า ตนเห็นจากหนังสือพิมพ์ เรื่องนี้มีความคิดกันมานาน ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็เคยพูดถึงว่า เรายอมให้มีคนไปโหวตโนคือไม่เลือกใครก็ได้ ดังนั้นจึงมีคำถามมาตลอดการที่ไม่เลือกพรรคใดเลยมีความหมายอะไร ซึ่งคำตอบในครั้งนั้นคือ ไม่เอาใคร แต่ถามต่อว่า หากคะแนนเหล่านี้มีจำนวนมากในบางเขตเลือกตั้งจนชนะคะแนนผู้ได้รับเลือกเสียอีก เช่น มีพรรคหนึ่งได้คะแนน 200 อีกพรรคได้คะแนน 100 ซึ่งผู้ได้คะแนนสูงสุดคือผู้ชนะ แต่ถ้ามีเสียงโหวตโนถึง 300 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบในอดีตคือไม่เกิดอะไร แต่จะทำอย่างไรถึงจะเคารพเสียงของประชาชนที่โหวตโน วันนี้เกิดจะมีการคิดออก ในเรื่องนี้ว่า คนที่ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ แต่ต้องชนะคะแนนโหวตโน ไม่เช่นนั้นก็ต้องเลือกตั้งใหม่ อย่างนั้นอาจจะเป็นธรรม เพราะเป็นการเคารพเสียงของประชาชน ซึ่งต้องถือว่า มีความสำคัญ แล้วทีนี้จะทำอย่างไรที่จะเป็นการเคารพเสียงคนอื่น ปัญหานี้ถกเถียงกันทั่วโลก

“ฝรั่งถึงคิดกันว่า จะทำอย่างไรให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงน้อยสามารถมีเสียงหรือที่นั่งในสภาฯ เพื่อไม่ให้คะแนนเหล่านั้นถูกทิ้งไป เช่นเดียวกับในไทยจะทำอย่างไรให้คะแนนโหวตโน ที่หากเกิดขึ้นเยอะแล้วต้องมีความหมาย แม้ในหลายประเทศจะไม่ได้มีเรื่องโหวตโน แต่ถ้าประเทศไทยยอมรับให้มีเรื่องโหวตโน คนก็ไม่ต้องเข้าใจอะไร คุณชอบอะไรก็กาไป แล้วจะมีกรรมการมานับคะแนน” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีเรื่องโหวตโนเพื่อให้คะแนนส่วนนี้มีความหมาย นายวิษณุ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการให้คะแนนโหวตมีความหมาย แต่ยังคิดไม่ออกว่า ความหมายนั้นจะนำมาใช้ประโยชน์อะไร แต่ในไทยไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมายังเคยเจอคะแนนโหวตโนที่มากกว่าผู้ชนะได้รับเลือก

นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่จะไปตัดสิทธิเลือกตั้งครั้งต่อไปสำหรับผู้ที่ได้คะแนนน้อยกว่าโหวตโนนั้น ตนยังนึกไม่ออก คิดว่า ไม่มีและยังคิดไม่ออกว่า จะนำมาคิดอย่างไรถือเป็นสูตรพิสดาร แต่จะทำอย่างไรให้มีการเคารพเสียงโหวตโน เรื่องนี้ตนเห็นด้วย อย่างไรก็ตามการที่บางฝ่ายเสนอว่า ให้ตัดสิทธิผู้ที่แพ้คะแนนโหวตโนไม่ให้ลงเลือกตั้งไปตลอดชีวิตแบบนั้นคงทำไม่ได้ หากเป็นแบบนี้ ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะการที่เขาเขาพลาดหนนี้ก็ไม่ได้แปลว่า ชั่วร้ายอะไร

อ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ สรุปปัญหาหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย รวม 11 ข้อ




ที่มา FB
Pipad Krajaejun



วันนี้ไปซื้อหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยมาแล้วในงานหนังสือ หลังจากซื้อเสร็จปรากฏว่าฟ้าคงบันดาลให้ Voice TV โทรมาสัมภาษณ์ ก็เลยต้องนั่งอ่าน หลังจากใช้เวลาอ่านราว 3 ชม. ก็รู้สึกว่าเสียดายที่ได้อ่านไป ตอนนี้ยังรู้สึกเฟรซๆ อยู่ในความทรงจำ ผมขอสรุปปัญหาหรือข้อสังเกตของหนังสือเล่มนี้ จำนวน 11 ข้อ ดังนี้ ยาวหน่อยนะครับ

1. โครงเรื่องเพื่อสร้างความชอบธรรม โครงเรื่องหรือเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นแบบประวัติศาสตร์กระแสหลัก คือ เน้นเรื่องความเป็นไทย และอำนาจของราชธานีในเขตภาคลุ่มน้ำเจ้าพระยาคือ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ เป็นหลักคือชนชั้นนำสยาม ทำให้ไม่มีพื้นที่ของรัฐอื่นที่เกิดร่วมสมัยเช่น ล้านนา ปัตตานี (ปาตานี) ล้านช้าง เป็นต้น การไม่มีรัฐก็หมายถึงสิทธิในพื้นที่ โครงเรื่องแบบนี้เองนำไปสู่ความชอบธรรมให้รัฐไทยและคนไทย/สยามมีอำนาจเหนือคนกลุ่มอื่นๆ

2. วิธีคิดพื้นฐานวางอยู่บนแนวคิดการผสมผสานกลมกลืน (assimilation) ซึ่งเป็นแนวคิดในช่วงสงครามเย็นที่ต้องการทำให้คนไม่ว่าคนกลุ่มใดก็กลายเป็น "คนไทย" ทั้งสิ้น เพราะเชื่อว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันแล้วจะไม่มีความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่นประโยคที่เขียนว่า "คนไทย" ในปัจจุบันจึงเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติผสมผสานกันมายาวนาน บ้างก็มีเชื้อชาติ มอญ ลาว เขมร อินเดีย เปอร์เซีย จีน บ้างก็มีเชื้อชาติทางตะวันตก... อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะของคนไทยคือ "ภาษาไทย" (หน้า 36) ปัญหานี้ยังไม่นับรวมในเรื่องการขาดความเข้าใจในแง่ของการแบ่งระหว่างความเป็นไทยที่เกิดจากสัญชาติ (ความเป็นพลเมือง) ชาติพันธุ์ (ethnic) เชื้อชาติ (race) หรือการจินตนกรรมของชาติขึ้นมาให้รู้สึกว่าเป็น "คนไทย"

3. กลิ่นอายของหลวงวิจิตรวาทการหรือประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาตินิยมยังไม่จางหาย ตัวอย่างเช่นข้อที่เขียนว่า "นอกจากคนไทยในประเทศไทยแล้ว ยังพบกลุ่มคนไท หรือ ไต ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่เป็นวงกว้างในเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.. ประเทศจีน... คนไททุกประเทศรวมกันมีจำนวนกว่า 100 ล้านคน" (หน้า 36) อาจโต้แย้งได้ว่ามันก็เป็นการนำเสนอข้อมูลตามจริง แต่หนังสือเล่มนี้ไม่มีพื้นที่ของคนที่พูดภาษาอื่นชาติพันธุ์อื่นสักเท่าไหร่นัก เห็นได้ชัดจากการเน้น "ถิ่นกำเนิดของคนไทย" (หน้า 38) เท่ากับว่านั่นก็คือประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาตินิยมไทย (ชาติพันธุ์นิยมไทย) จากการสำรวจทางด้านชาติพันธุ์พบว่าในประเทศไทยมีกลุ่มคนมากถึง 72-74 ชาติพันธุ์ มีภาษาตระกูลไท, ตระกูลมอญ-เขมร, ตระกูลมลายู, ตระกูลจีน-พม่า และอื่นๆ อีก ภาษาไทไม่ได้ลอยอยู่โดดๆ แต่สัมพันธ์กับภาษาข้างต้นทั้งหมดครับ

4. รู้แต่รูปแบบแต่ไม่รู้เหตุของการเปลี่ยนแปลง ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น มองเผินๆ อาจไม่มีอะไร ก็เป็นสิ่งที่นักโบราณคดีทำกันเป็นจารีตคืออธิบายว่าในแต่ละสมัยมีมนุษย์แบบใด มีเครื่องมือเครื่องใช้อะไร อยู่อย่างไร แต่คำถามสำคัญที่ต้องอธิบายด้วยคือ ทำไมสังคมจึงมีการเปลี่ยนผ่านจากสมัยหนึ่งไปสู่สมัยหนึ่ง เช่น ทำไมมนุษย์ต้องปลูกข้าวทำการเกษตร

5. รัฐที่ปราศจากเสียง ในช่วงสมัยรัฐโบราณ มีปัญหาที่เห็นได้ชัด 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือในเนื้อหามีการพูดถึงเรื่องของรัฐทวารวดี เจนละ ศรีวิชัย และหริภุญชัย ปัญหาคือ "เจนละ" เป็นคำที่จีนใช้เรียกกัมพูชา (กานป๋อจื้อ) ทำไมจึงได้เลือกใช้คำว่าเจนละ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์เขมรสมัยเมืองพระนคร เรื่องที่สอง รัฐโบราณพวกนี้มีภาษาของตนเองเช่น ทวารวดีกับหริภุญชัยใช้ภาษามอญโบราณ (ปัจจุบันคนที่พูดภาษานี้คือชาวญัฮกุร) เจนละพูดภาษาเขมร (ขแมร์) ศรีวิชัยพูดภาษามลายู เรื่องที่สาม ประเด็นบางอย่างรับรู้กันโดยทั่วไปในหมู่คนที่เล่นประวัติศาสตร์โบราณว่าบางเรื่องสำคัญมาก เช่น ศรีวิชัยเสื่อมถอยอำนาจเพราะจีนเปลี่ยนรูปแบบการค้า (ข้อเสนอของ O.W.Wolters) แต่กลับไม่ได้เขียนถึง ซึ่งอาจเป็นเพราะความเร่งรีบในการทำงานก็เป็นไปได้

6. เนื้อหาหลักยังเป็นประวัติศาสตร์ภายใต้ทฤษฎีมหาบุรุษ (Great man theory) ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมสถาบันกษัตริย์และลัทธิทหารอย่างชัดเจน ดังนั้น จึงทำให้โครงเรื่องเน้นไปที่ผู้นำเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่นสมัยสุโขทัยเน้นที่พ่อขุนรามคำแหง สมัยอยุธยาเน้นที่พระนเรศวร และพระนารายณ์ สมัยธนบุรีเน้นพระเจ้าตากสิน สมัยรัตนโกสินทร์เน้นทุกรัชกาลจึงทำให้เนื้อหาในช่วงเวลานี้มีมากที่สุด อาจเรียกได้ว่าเป็นการสรุปย่อพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาดีๆ นี่เอง อนึ่ง นักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปเชื่อว่าการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งของมหาบุรุษนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากซึ่งบริบท (context) หมายความว่าเหตุการณ์แวดล้อมและตัวละครอื่นๆ เช่นประชาชน ย่อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญคู่ขนานกันไป นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ช่วงอยุธยาตอนปลายก็ยังอธิบายแบบเดิมๆ ผ่านพงศาวดารสมัยอยุธยาที่ถูกชำระสมัยรัตนโกสินทร์จึงทำให้มองว่าบ้านเมืองล่มสลายเพราะกษัตริย์อ่อนแอ ปัญหาคือคนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นมองว่าครั้งบ้านเมืองยังดีและเป็นยุครุ่งเรืองนั้นก็คือสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่สำคัญอีกประเด็นด้วยคือ ในช่วงสมัยที่กล่าวมานี้ผมเข้าใจว่านักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปยอมรับด้วยว่า สุโขทัย และอยุธยา ไม่ใช่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะรัฐแบบนี้เพิ่งเริ่มต้นสมัยรัชกาลที่ 5 คือเป็นรัฐที่มีอำนาจที่ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว

7. ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์แบบนองเลือด คือยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยสงครามระหว่างรัฐ (ประเทศ) เช่นเรื่องการทำสงครามกับพม่า ซึ่งให้น้ำหนักมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา โดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนเรศวร กล่าวได้ว่าคือหนังสือไทยรบพม่าผสมกับพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรที่สมเด็จฯ กรมดำรงราชานุภาพเคยทรงพระนิพนธ์ การจัดวางความสัมพันธ์แบบนี้ภายใต้ช่วงเวลาที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนย่อมส่งผลกระทบต่อจินตนาการของคนไทยที่มีต่อพม่าและประเทศอื่นๆ ไม่มากก็น้อย ถึงหนังสือจะพยายามเน้นเรื่องเศรษฐกิจมากขึ้นแต่ก็ไปเน้นเฉพาะในยุคสุโขทัย เพราะยังมองสุโขทัยเป็นรัฐในอุดมคติเช่นเคย

8. ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อท่องจำมากกว่าอธิบายเชิงเหตุผล ตัวอย่างเช่นมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจด้วยคือต้องเข้าใจว่าประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยเล่าอะไรหมดหรือขาดความสมเหตุสมผลในตัวเอง บ้างก็ถูกทำให้คลุมเครือ ดังนั้น ในช่วงปลายสมัยพระเจ้าตากถึงจะเขียนไว้ชัดว่า "พระยาสรรค์คิดกบฏจับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปควบคุมไว้... สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ... ทรงปราบกบฏพระยาสรรค์ และทรงสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แล้วเสด็จปราบดาภิเษก..." (หน้า108) การเรียนประวัติศาสตร์ที่ดีนั้นต้องตั้งคำถาม คำถามคือทำไมต้องสำเร็จโทษ เรื่องนี้มีอธิบายไว้ในงานประวัติศาสตร์หลายชิ้นที่สำคัญคืองานของนิธิ เอียวศรีวงศ์

9. วาทกรรมประชาธิปไตยแบบประวัติศาสตร์ชาติยังคงปรากฏให้เห็นเช่น "(ร.6) ทรงแสดงพระราชวินิจฉันว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยยังไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในประเทศไทย พระองค์ทรงตั้งเมืองจำลองชื่อ "ดุสิตธานี" ขึ้นในบริเวณพระราชวังพญาไท..." (หน้า 156) หรือในสมัย ร.7 "...ทรงยอมรับการเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง" (หน้า 159) ในประเด็นเรื่องดุสิตธานี และเรื่องการพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อถกเถียงมากมาย ลองหาอ่านกันดูนะครับ แล้วจะเข้าใจว่าเมืองตุ๊กตานั้นเป็นอย่างไร

10. หลัง 2475 ภายใต้ยุคสมัยของคณะราษฎรและหลังจากนั้นคือ ยุคของความขัดแย้ง ความไม่สงบ และอำนาจนิยม พล็อตเรื่องแบบนี้ย่อมทำให้ภาพของยุคสมัยดังกล่าวขับเน้นให้กลุ่มอำนาจที่สืบทอดตามจารีตคือผู้พิทักษ์ความรุ่งเรืองของชาติไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่น่าชื่นชมอยู่บ้างก็คือความพยายามในการอธิบายประวัติศาสตร์นับจากเหตุการณ์ตุลา 16 ลงมาจนถึงปัจจุบัน อย่างน้อยก็ไม่เชยเสียทีเดียว

11. เป็นประวัติศาสตร์ที่มาจากมุมเดียวและผู้ถืออำนาจ เรื่องนี้คงไม่ได้แตกต่างไปจากข้อคิดเห็นของ อ.สุเนตร ชุตินทรานนท์ ลองอ่านตามลิงก์นี้ครับhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1445906782 คือเป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยคนจากหน่วยงานรัฐ จึงย่อมปราศจากความเป็นอิสระ และการนำเสนอหลากหลายมุมมองโดยเฉพาะเนื้อหาช่วงการเมืองเสื้อเหลืองเสื้อแดง หรือการเมืองหลังปี 2549 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังไม่กล่าวถึงการใช้ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชน แต่เพื่อให้ยุติธรรมด้านหนึ่งด้วยก็คืออีกฝ่ายก็ต้องยอมรับว่าก็มีการใช้ความรุนแรงเช่นกัน

เขียนมายืดยาว คงยาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเขียนบนเฟซบุ้คของผมละ บางคนอาจมองว่าประวัติศาสตร์นั้นเป็นอดีตที่ผ่านเลยไปแล้ว คงไม่สำคัญ แต่ประวัติศาสตร์นั้นคือเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างความทรงจำที่มีต่ออดีต มันจึงย่อมส่งผลต่ออนาคตไม่มากก็น้อย ความจริงแล้ว หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นหนึ่งในการสร้างลัทธิภักดีที่ล้อกันไปกับคนในสังคมกลุ่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ สุดท้าย ตราบใดที่ประวัติศาสตร์ของชาติยังเขียนขึ้นจากคนกลุ่มเดียว เราจะเรียกว่าประวัติศาสตร์ของชาติได้อย่างไร หรือมันก็เรียกได้เพราะมันก็เป็นอย่างนี้มาตลอดทุกยุคทุกสมัย

งาน "รำลึกนวมทอง ชนกองทัพ" เสาร์ 31 ตค 2558 ตั้งแต่ 14.00 น เป็นต้นไป พบกันหน้า อนุสรณ์สถาน 14 ตค + ความคับแค้นใจของคนยุคนี้... "คับแค้นใจไง - ประชาธิปไตย รู้จักหรือเปล่า? ความยุติธรรม รู้จักหรือเปล่า?"




ชาติหน้าฉันใด อย่าได้พบ
ให้จบสิ้นกันแต่ชาตินี่
ปฏิวัติชั่วช้าอัปรีย์
นวมทองพลีชีพ เพื่อ...ประจาน

งาน "รำลึกนวมทอง ชนกองทัพ"
เสาร์ 31 ตค 2558
ตั้งแต่ 14.00 น เป็นต้นไป
พบกันหน้า อนุสรณ์สถาน 14 ตค เพื่อร่วมเดินไปกองทัพบก ด้วยกัน!!!!!!!!!


พลเมืองโต้กลับ Resistant Citizen


ooo


เฒ่าวัย 68 ปีนเสาสปอตไลท์ มธ. ท่าพระจันทร์ คับข้องใจ "ปชต.รู้จักหรือไม่?"




วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

(27 ต.ค.58) เมื่อเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ได้รับแจ้งมีชายสูงอายุปีนขึ้นไปบนเสาสปอตไลท์ภายในสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ส.ป.ภ.) แพทย์ รพ.วชิรพยาบาล

ที่เกิดเหตุพบนายทอง โพธิ์ดี อายุ 68 ปี อาชีพเปิดแผงพระให้เช่าที่ตลาดท่าพระจันทร์ ยืนอยู่ด้านบนของเสาสปอตไลท์ ความสูง 12 เมตร ฝั่งหน้าอาคารคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี โดยนายทองสวมเสื้อกั๊กสีแดง และในมือถือขวดน้ำซึ่งข้างในบรรจุน้ำมันเบนซิน และยืนอยู่ในท่าทีนิ่งสงบ ขณะที่ด้านล่างเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้กางเบาะลมช่วยชีวิตเพื่อป้องกันนายทองกระโดดลงมา

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้โทรศัพท์เข้าเกลี้ยกล่อมนายทองให้ลงมาพูดคุย จนนายทองยินยอมปีนลงมา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเทศกิจยืนรออยู่ ซึ่งนายทองได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเพียงสั้นๆว่า ตนคับข้องใจว่า ประชาธิปไตยรู้จักหรือไม่ ความยุติธรรมรู้จักหรือไม่ และกล่าวอีกว่าจะไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยใจความภายในจดหมายมีเนื้อหาเกี่ยวกับคำถาม 4 อย่างคือ1.การปฏิรูปคืออะไร 2.ประชาธิปไตยคืออะไร 3.ยุติธรรมคืออะไร 4.ความเป็นธรรมคืออะไร

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบได้ขับรถจักรยานยนต์พานายทองไปส่งที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องในเรื่องขอแสดงความคิดเห็นและวิธีแก้ปัญหาต่อโครงการรับจำนำข้าว และปัญหาต่างๆของบ้านเมือง
...



"คับแค้นใจไง - ประชาธิปไตย รู้จักหรือเปล่า? ความยุติธรรม รู้จักหรือเปล่า?" - ลุงเสื้อแดงผู้ปีนเสาสปอตไลท์กล่าว พ.ต.ท.ส...
Posted by Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว on Monday, October 26, 2015
https://www.facebook.com/300084093490011/videos/vb.300084093490011/513604022138016/?type=2&theater
ooo

ข่าวเกี่ยวข้อง...

ข่าวกอท.เสรีไทย28ตค.58

•หน่วยงานกอท.เสรีไทยร่วมสนับสนุนการใส่เสื้อแดงประท้วงเผด็จการคสช.ที่สร้างและค้ำจุนระบอบที่ไม่เป็นธรรมทางกฎหมายในช่วงเวลา3วันดังนี้

29ตค.ให้กำลังใจนายกฯยิ่งลักษณ์ที่ถูกจับขึ้นศาลคดี'จำนำข้าวช่วยเหลือชาวนา'อย่างไม่เป็นธรรม

31ตค.รำลึกลุงนวมทองชนกองทัพ

1พย.วันอาทิตย์รวมใจต่อต้านเผด็จการคสช.เชิงสัญญลักษณ์(เพื่อเตรียมการใส่เสื้อแดงทุกอาทิตย์ต้นเดือน)


ดร.ดารณี รวีโชติ
ผอ.กอท.เสรีไทย
28ตค.58


วิธีเดียวที่จะรอดจาก ม.112 คือ "ลี้ภัย" ไปต่างประเทศและลาออกจากราชการ (ไม่งั้นก็คุก ตาย หรือหายไปง่าย ๆ)




น่าสนใจ จากการตามข่าว 112 มา
พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษา สบ.10 น่าจะเป็นข้าราชการระดับสูงคนแรกที่ "ขัดขืน" ต่อเรื่อง 112
โดยการ "ลี้ภัย" ไปต่างประเทศและลาออกจากราชการ

....................
สตช. ยัน ‘ประวุฒิ’ ลาออกจากราชการตำรวจแล้ว
http://news.mthai.com/hot-news/politics-news/467026.html



Thanapol Eawsakul

...

สตช. ยัน ‘ประวุฒิ’ ลาออกจากราชการตำรวจแล้ว

http://news.mthai.com/hot-news/politics-news/467026.html

วันนี้ (27 ต.ค. )สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกมายืนยันว่า พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษา สบ.10 ซึ่งขณะนี้ได้ลาพักผ่อนตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. – 1 ต.ค.2558 โดยได้เดินทางไปที่ประเทศอิตาลี รวมถึงขอลาออกจากราชการตำรวจ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากมีข่าวลือแพร่สะพัดออกมาก่อนหน้าเพียงไม่นาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังจากที่พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเปลี่ยนแปลง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากพล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ เป็นพล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษาสบ.10 แทนนั้น ทำให้กลายเป็นประเด็นดุเดือดตลอดทั้งวัน

อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงโฆษกสำนักงานตำรวจ อาจทำให้ พล.ต.อ.ประวุฒิ ตัดสินใจลาออกจากราชการก่อนที่จะครบในช่วงเกษียณอายุราชการในปี 59 ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวด้วยว่า เตรียมค้นบ้าน “ประวุฒิ ถาวรศิริ” หลังถูกเด้งฟ้าผ่า จากกรณีที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีคำสั่งด่วนจาก พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงนามแต่งตั้ง พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา สบ10 ขึ้นเป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่ แทนที่ พล.ต.อ. ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษา สบ10 พร้อมทีมรองโฆษกอีก 5 คน แต่ทางพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ออกมาปฏิเสธสั้น ๆ ว่า ไม่มีการค้นบ้านพักพล.ต.อ. ประวุฒิ แต่อย่างใด

ที่มา nationtv.tv

องค์กรสิทธิฯจี้ เอาผิด"แก๊งหมอหยอง"ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส






https://www.youtube.com/watch?v=fA6DtKI4uT4

องค์กรสิทธิฯจี้ เอาผิด"แก๊งหมอหยอง"ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส

jom voice

Published on Oct 27, 2015
คุณพูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับ"แก๊งค์หมอห­ยอง"ในความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญาม.112 ว่า ต้องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส และตรวจสอบได้เท่านั้น และเห็นว่าควรจะยุบ เรือนจำชั่วคราวที่มลฑลทหาร ที่ 11 แขวงนครไชยศรีในทันที เพราะอยู่ในค่ายทหาร ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน­กับผู้ต้องขังได้ และเดียวกันยังละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการบั­งคับบุคคให้สูญหาย ซึ่งไทยได้ลงนามไว้แล้ว จะเห็นว่า การบังคับใช้ ม.112 ที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นการซ้ำเติมความเสี­ยหายต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยเพิ่มมากขึ­้น ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับ ไทยในระดับสากล