วันพุธ, มกราคม 01, 2568

ประกันสังคม (ก้าวหน้า) สู้ สู้ ต่อไปไม่ต้องหดหู่ แม้ติดปัญหาการปรับแก้ เพิ่มลดสวัสดิการด้านการรักษา ถูกดองเอาไว้ที่ ‘กลุ่มบุคคลค่อนข้างลึกลับ’ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรี

สวัสดีปีใหม่ ประกันสังคม (ก้าวหน้า) สู้ สู้ ไม่ต้องหดหู่ เราร่วมกันสู้ต่อไป เพจ #ประกันสังคมก้าวหน้า โพสต์ “เชิญชวนมาเดินหน้าพัฒนาแก้ไขปัญหาต่อไปด้วยกัน ร่วมสร้างรัฐสวัสดิการระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ที่เป็นของประชาชนทุกคน”

สืบเนื่องมาจาก คลิปไวรัลของแพทย์หญิงคนหนึ่ง เล่าเชิงบ่นการทำงาน ‘หมอประกันสังคม’ ว่า “หดหู่ที่สุด...ก่อนหน้านี้เคยเห็นคนออกมาบ่นว่า หมอประกันสังคม หมอเหมือนไม่ใส่ใจ หรือตรวจไม่ดี” เจอเข้าเอง รักษาคนไข้ได้ไม่เต็มที่

คุณหมอบอกตนเคยได้ยินเรื่องแบบนี้มา จึงไปรับงานแพทย์ประกันสังคมโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เวลาตรวจคนไข้ก็ทำตามปกติของการรักษาทั่วไป บางรายต้องตรวจนานหน่อยเพราะวิสัยโรคไม่เหมือนกัน ชั่วโมงแรกตรวจได้ ๓-๔ คน

เจอผู้ช่วยฯ ฝ่ายธุรการเร่ง บอกให้ตรวจไวๆ ต้องได้จำนวนมากกว่านี้หน่อย “ก็เข้าใจได้ว่าคนไข้เยอะ แต่บางคนจำเป็นต้องรับการตรวจเลือดจริงๆ ผู้ช่วยยังบอกอีกว่า มันเกินค่าใช้จ่ายต่อครั้งของคนไข้ จึงต้องตัดรายการตรวจออกต่อหน้าคนไข้”

ทีม ‘บอร์ดประกันสังคมก้าวหน้า’ ที่มาจากการชนะเลือกตั้ง จึงต้องออกแถลงแจงเหตุว่า “อยากแก้ปัญหาและพัฒนาการรักษาให้ดีขึ้น แต่ก็ติดปัญหาทางกฎหมาย” นั่นคืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งนั้นถูกจำกัดบางอย่าง

“ตามกฎหมายประกันสังคมปัจจุบัน” คือให้ “ดูแลภาพรวมของกองทุน ออกนโยบายสวัสดิการ (ที่ไม่ใช่การแพทย์) เช่น บำนาญ, ว่างงาน, เงินเด็ก งบประมาณบริหารสำนักงานปีละกว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาท และนโยบายลงทุน”

แต่ถ้าเป็นเรื่องการปรับแก้ เพิ่มลดสวัสดิการด้านการรักษานั้น ถูกดองเอาไว้ที่ ‘บอร์ดแพทย์’ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรี มิหนำซ้ำยัง “เป็นกลุ่มบุคคลค่อนข้างลึกลับ...ชื่อลงเว็บยังไม่มี” เลย ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชี้ด้วยว่า

“จริง ๆ เราได้รับทราบปัญหาและสะท้อนไปหลายประเด็นแล้ว เช่น เสนอร้านยาใกล้บ้าน (ที่แพทยสภาไปฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิก อ้างว่าไม่มีใบประกาศมาตรฐานแพทย์นั่นละ), เพิ่มเงินค่าคลอด ๒๐,๐๐๐ บาท, ทำฟัน และอื่น ๆ”

พยายามไล่เก็บปัญหากันมาอย่างเต็มที่ หมดปีเสียก่อน แต่ไม่เป็นไร ปีใหม่ถึงจะฟ้าเก่าก็ยังไม่ย่นย่อ ชักชวนประชาชน โดยเฉพาะผู้อยู่ในระบบประกันสังคม ตั้งหน้าสู้กันต่อ ให้ได้รับการประกันสุขภาพถ้วนหน้า เสมอภาคทุกคนเท่ากัน

(https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/RhtLyYsQz และ https://www.facebook.com/watch/?v=967785732074445)


อันโตนิโอ กรัมชี่ : ข้าพเจ้าเกลียดวันขึ้นปีใหม่


Wartani
December 31, 2016
·
อันโตนิโอ กรัมชี่ : ข้าพเจ้าเกลียดวันขึ้นปีใหม่

แปลจากบทความภาษาอังกฤษ โดย วัชรพล พุทธรักษา อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

(มติชนสุดสัปดาห์ 9-15 มกราคม 2558)

เมื่อตื่นขึ้นภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิดในทุกๆ เช้าตรู่ ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าสำหรับตนเองแล้ว นี่แหละคือ "วันปีใหม่"

นี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้าเกลียด "วันปีใหม่" ซึ่งกลายเป็นการกำหนดวาระอย่างแข็งทื่อที่เปลี่ยนชีวิตและจิตวิญญาณของมนุษย์ไปสู่การคิดคำนวณทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบดุลให้เหมาะสม มีผลประกอบการอันโดดเด่น และจัดวางงบประมาณสำหรับการจัดการเรื่องใหม่ๆ

สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เราสูญเสียความต่อเนื่องในชีวิตและจิตวิญญาณไป สุดท้ายแล้วคุณเองก็จะลงเอยไปที่การหมกมุ่นครุ่นคิดว่าจะมีการแตกหักระหว่างช่วงเวลาปีหนึ่งกับช่วงเวลาในอีกปีถัดไป ซึ่งมักทำให้คุณคิดว่าประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังเริ่มต้นและให้พื้นที่กับคุณเพื่อตั้งปณิธานในสิ่งที่จะทำและเสียใจต่อสิ่งที่ตนไม่ได้ทำทั้งหลายทั้งปวง

ความผิดพลาดทั้งหมดที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ล้วนเป็นผลมาจากวิธีคิดเรื่องวันที่

ว่ากันว่าลำดับเหตุการณ์นั้นคือแก่นแกนของประวัติศาสตร์ อันนี้เข้าใจได้ แต่เราต้องยอมรับเช่นกันว่ามักจะมีวันสำคัญอยู่สี่หรือห้าวันที่คนดีทุกคนเก็บรักษาไว้ในสมองของตน อันจะแสดงให้เห็นถึงเหลี่ยมเล่ห์ทางประวัติศาสตร์

วันเหล่านั้นก็คือวันปีใหม่นี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ในประวัติศาสตร์โรมัน หรือในยุคกลาง กระทั่งในยุคสมัยใหม่

ทั้งพวกเขายังรุกรานและแช่แข็งให้พวกเรามีความคิดในบางครั้งว่าชีวิตในอิตาลีเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ.752 ส่วนค.ศ.1490 และ 1492 ก็เปรียบเสมือนภูเขาที่มนุษยชาติกระโดดข้าม และพบว่าทันใดนั้นตนเองได้มาอยู่บนโลกใบใหม่และชีวิตแบบใหม่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ วันที่นี่แหละคืออุปสรรคที่เป็นดั่งกำแพง ซึ่งหยุดยั้งเราจากการพบว่าประวัติศาสตร์นั้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เส้นกำกับที่ไม่เคยเปลี่ยนและไม่เคยหยุด เช่นเดียวกับในโรงภาพยนตร์ที่เมื่อฟิล์มหมดม้วนก็จะยังคงมีแสงวาววับในระหว่างที่เปลี่ยนฟิล์ม

นี่คือเหตุผลว่าทำไมข้าพเจ้าจึงเกลียด "วันปีใหม่" ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกๆ เช้าตรู่คือ "วันปีใหม่" สำหรับตนเอง ทุกๆ วันข้าพเจ้าต้องการไตร่ตรองกับตนเอง ทั้งยังต้องการเริ่มต้นใหม่กับตนเองอยู่เสมอ

ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดวันพักผ่อนหรอก เพราะข้าพเจ้าจะเลือกหยุดพักด้วยตัวของข้าพเจ้าเอง เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกมัวเมาไปกับความตึงเครียดของชีวิต และต้องการกระโจนเข้าสู่ความเป็นเดรัจฉานเพื่อดูดซับเอาพลังใหม่ๆ

ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดช่วงเวลาพิเศษสำหรับจิตวิญญาณ เพราะข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกชั่วโมงในชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งใหม่ที่ยังคงเชื่อมร้อยกับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องมีงานเฉลิมฉลองร่วมกันเป็นหมู่คณะอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งข้าพเจ้าต้องแชร์กับคนแปลกหน้าที่ตนไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย

ถ้าเพียงเพราะว่าปู่ของปู่ของเราเคยเฉลิมฉลองร่วมกัน แล้วทำให้เราต้องรู้สึกว่าอยากเฉลิมฉลองด้วยกันนั้น นั่นก็คงน่าผะอืดผะอมสิ้นดี

ข้าพเจ้ารอคอยสังคมนิยมด้วยเหตุผลดังกล่าวเช่นกัน เพราะสังคมนิยมจะโยนแนวคิดเรื่องวันที่ ซึ่งไม่ได้สร้างแรงสะเทือนใดๆ ให้กับจิตวิญญาณของเราทิ้งไป

และหากจะสร้างวันที่พิเศษขึ้นมาใหม่ อย่างน้อยที่สุดวันเหล่านั้นก็เป็นวันของเราเอง หาใช่วันที่เราต้องยอมรับจากบรรพบุรุษงี่เง่าโดยดุษณีแต่อย่างใด

หมายเหตุ

1. บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอิตาเลี่ยน ในหนังสือพิมพ์ Avanti! เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1916 แปลจากภาษาอิตาเลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษโดย อัลแบร์โต ทอสคาโน ใน http://viewpointmag.com

2. อันโตนิโอ กรัมชี่ (1891-1937) คือนักปฏิวัติมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลี่ยน และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี ซึ่งต้องโทษถูกคุมขังในยุคระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ ซึ่งนำโดย เบนิโต มุสโสลินี

Cr.Patanisociety

#Wartani_NEWS #POLITICS #PATANI
---------------------------------------------------------------
Let us be the witnesses for peace in PATANI // ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี // Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI

https://www.facebook.com/photo/?fbid=963275780440827&set=a.270058583095887



ข้อคิดสำหรับนักผสมสี ผสมหลายสีมากเข้า ในที่สุดก็อาจจะกลายเป็น"สีพิเศษ"


.....

เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
12 hours ago
·

เสียอะไรก็ไม่เท่าเสียจุดยืน เพราะเมื่อเสียจุดยืนแล้วย่อมเสียมวลชน และเมื่อเสียมวลชนก็ย่อมเสียทุกสิ่ง ยิ่งกว่านั้นเมื่อเสียจุดยืนแล้วย่อมเสียเหตุที่จำเป็นต้องดำรงอยู่ กลุ่มการเมืองใดเสียจุดยืนไปอย่างร้ายแรงแล้วย่อมไม่พ้นการเสื่อมถอย ไม่มีทางจะไปต่อได้แต่อย่างใด

https://www.facebook.com/paritchiwarakofficial/posts/1199591261528457







 https://x.com/AmaratJeab/status/1873732805294981591


ศูนย์ทนายฯ ระบุ ผู้ต้องขังคดีการเมืองปี 67 สูงสุด 46 ราย มากสุดใน 4 ปี


BenarNews Thailand
17 hours ago
·
ศูนย์ทนายฯ ระบุ ผู้ต้องขังคดีการเมืองปี 67 สูงสุด 46 ราย มากสุดใน 4 ปี
.
31 ธ.ค. 67 - ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสรุปสถานการณ์ผู้ต้องขังคดีการเมืองประจำปี 2567 พบจำนวนผู้ต้องขังในรอบปีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจาก 37 ราย ในช่วงต้นปี และพุ่งสูงสุดถึง 46 ราย ในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในรอบ 4 ปี
.
โดยปัจจุบัน ณ 30 ธ.ค. พบว่า ยังมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากการแสดงออกทางการเมือง รวมอย่างน้อย 33 ราย โดย 24 ราย เป็นคดีมาตรา 112
.
"ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 22 คน (เป็นคดี ม. 112 จำนวน 15 คน) เยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำสั่งมาตรการพิเศษแทนการมีคำพิพากษาของศาล ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำ จำนวนอย่างน้อย 10 คน (เป็นคดี ม. 112 จำนวน 9 คน)" ศูนย์ทนายฯ ระบุ
.
"แม้ปี 2567 นี้อาจจะมีผู้ถูกคุมขังต่อเนื่องข้ามพ้นปีน้อยกว่าปีก่อน แต่ถือเป็นจำนวนที่ไม่ต่างกันมากนัก และเป็นอีกปีที่นักกิจกรรมและประชาชนหลายคนถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดีอย่างยาวนาน" ศูนย์ทนายฯ กล่าว
.
กรณีที่น่าสนใจคือ คดีของ "บัสบาส" มงคล ถิระโคตร พ่อค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์และนักกิจกรรมวัย 30 ปี จากจังหวัดเชียงราย ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาจำคุกรวม 54 ปี 6 เดือน จากคดี ม. 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 27 โพสต์ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2564 โดยศาลเห็นว่ามีความผิด 25 กระทง นับเป็นโทษจำคุกสูงสุดในประวัติศาสตร์คดี ม. 112
.
ปัจจุบัน บัสบาสยังถูกคุมขังในคดี ม. 112 ทั้ง 3 คดี ที่เรือนจำกลางเชียงราย และไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา แม้จะยื่นขอประกันตัวแล้ว 4 ครั้ง แต่ศาลฎีกาได้ยกคำร้องทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เขายังยืนยันต่อสู้คดีถึงที่สุดในทุกคดี
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายฯ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ถึง 30 ธันวาคม 2567 มีประชาชนถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแล้ว อย่างน้อย 1,960 คน จาก 1,310 คดี
.
ในเดือนตุลาคม 2567 เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้นิรโทษกรรมผู้ต้องคดีการเมืองทุกคดี รวมถึงคดีมาตรา 112 แต่พบการคัดค้านจากหลายพรรคการเมือง อาทิ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ แม้จะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฯ หลายฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ยังไม่มีการนำขึ้นมาลงมติแต่อย่างใด
.
ภาพ : เอเอฟพี

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1013565907456359&set=a.471937098285912



อนุทิน ตั้งเป้า เลือกตั้งครั้งหน้า ภูมิใจไทย กวาด 251 สส. โว ยิ่งถูกขวางยิ่งโต



31 ธ.ค. 2567
ข่าวสดออนไลน์

“อนุทิน“ ชี้ ภูมิใจไทยเป็นพรรคปฏิบัติการ พูดแล้วทำ ตั้งเป้า เลือกตั้งครั้งหน้า กวาด 251 สส. โว ยิ่งถูกขวาง พรรคยิ่งโต แจงไม่ลุยสนามท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงจุดแข็งและเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยว่า เราเอาผลงานเข้าแลกผ่านสโลแกน “พูดแล้วทำ” สิ่งที่ไม่ได้พูดก็ทำ เราไม่ได้ดีแต่พูด

ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า อย่างน้อยนี่เป็นเครดิตและความเชื่อถือที่ประชาชนจับต้องได้ และให้คะแนนเราในเรื่องของการปฏิบัติ แม้พูดไม่ค่อยเก่ง พูดไม่ค่อยเพราะ เอาใจคนไม่ค่อยเป็น แต่เวลาทำงานเราทำอย่างเต็มที่ มีผลงานเป็นรูปธรรมจับต้องได้

เมื่อถามว่าอุดมการณ์ของพรรคภูมิใจไทยต้องการให้เป็นรูปแบบพรรคแนวประชาธิปไตยหรืออนุรักษ์นิยม นายอนุทิน กล่าวว่า เราเป็นพรรคปฏิบัติการ ทำตามหน้าที่ วันนี้เราเป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่เป็นรัฐบาล หากวันไหนเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออยู่กับประชาชนตลอด ในพื้นที่เป็นความรับผิดชอบของ สส.ภูมิใจไทย ไม่ว่าจะสอบได้หรือสอบตกก็อยู่กับประชาชน ไม่ใช่ว่าอยู่กับประชาชนแค่ตอนเป็น สส. ในทางกลับกันหากไม่ได้รับเลือกเป็น สส. ก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งจากสถิติผู้แทนของพรรคภูมิใจไทย เมื่อพลาดการเลือกตั้งครั้งเก่า การเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะกลับมาทำงานให้ทุกคนเต็มที่แบบ 100%

เมื่อถามว่าเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยจะยังคงเป็นภาคอีสานและภาคใต้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่แล้ว ตอนนี้เมื่อดูสัดส่วนในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ รวมถึงภาคอีสาน ไม่ทิ้งห่างกันเท่าไร เราไม่ใช่พรรคท้องถิ่นแล้ว แต่เป็นพรรคที่สามารถมีผู้แทนจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งการทำงานก็ง่าย

เมื่อถามว่าในพื้นที่ภาคใต้ พรรคการเมืองเจ้าของพื้นที่เดิมดูจะอ่อนแอลง พรรคภูมิใจไทยจะขยายพื้นที่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็เป็นตัวของเราเอง ไม่ใช่ว่าคนอื่นอ่อนแอแล้วเราจะไปโฟกัสตรงนั้น เพราะเราทำงานแบบยั่งยืนและมั่นคงมาโดยตลอด นี่คือวิธีการทำงานของตนและพรรค ภูมิใจไทย ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ยอมรับว่าไม่ใช่พื้นที่แข็งแรงของพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ไม่เป็นไร

เมื่อถามถึงเป้าหมายตัวเลข สส.ของพรรคภูมิใจไทยในสมัยหน้า นายอนุทิน กล่าวว่า ก็คงอยากจะได้ สส. 251 เสียงอยู่แล้ว แต่จะทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เวลาที่ลงสมัครแล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครเป็นพิธี แต่จะได้รับเลือกหรือไม่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนและพื้นที่ด้วย

เท่าที่ตนทำพรรคภูมิใจไทยมา 2 ครั้งในการเลือกตั้ง เห็นว่าพรรคเติบโตในระดับเกือบเท่าตัวมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นระบบการเลือกตั้งใบเดียวหรือสองใบ หากมองด้วยจิตใจที่เป็นธรรมแล้ว การเลือกตั้งในปี 2566 พรรคภูมิใจไทยโตขึ้นมากและโตทุกเขต ไม่ใช่โตด้วยคะแนนถัวเฉลี่ยแบบปาร์ตี้ลิสต์เหมือนการเลือกตั้งในปี 2562

ซึ่งน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของพรรคภูมิใจไทยที่แต่ละเขตเรามีความแข็งแรง จาก 39 ที่นั่งในปี 2562 มาเป็น 68 ที่นั่งในปี 2566 จึงมองว่าหากเติบโตในระดับเท่านี้ได้ การเลือกตั้งในปี 2570 เราก็น่าจะเติบโตกว่านี้ ซึ่งเราต้องคิดเป็นบวกไว้ก่อน

เมื่อถามว่าในอนาคตคาดหวังว่าจะเป็นพรรคแกนนำหลักในการเป็นนายกฯ บ้างหรือไม่ หรือจะเป็นพรรคตัวแปร นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เมื่อถึงการเลือกตั้งทุกพรรคก็ต้องเสนอผู้ที่เหมาะสมมาเป็นนายกฯ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็เสนอหัวหน้าพรรคมาโดยตลอด

และในส่วนของความเป็นพรรคการเมือง เมื่อถึงการเลือกตั้งเมื่อใดก็ต้องนึกเสมอว่า หากได้เป็นนายกฯ ประเทศไทยจะได้อะไรจากพรรคภูมิใจไทย แต่ระหว่างกลางแบบนี้ไม่ต้องมีใครมากังวล เพราะมันจบเป็นครั้ง ถึงเวลาเลือกตั้งเราก็มาสู้กัน ต่างคนก็ต่างทำแคมเปญ

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้มีกระบวนการอื่นๆ พยายามมาขัดขวาง นายอนุทิน กล่าวว่า ยิ่งขวางก็จะยิ่งโต และเดี๋ยวนี้การสื่อสาร การกระจายข่าวหรือฝ่ายที่จ้องจะทำลายไม่ได้ทำได้อยู่ฝ่ายเดียว เดี๋ยวนี้ทุกคนเป็นเจ้าของสถานีทีวีกันหมด สามารถชี้แจงได้เอง ทุกคนรู้เท่าทันกันหมด

หากเรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้เป็นไปตามนั้นจริง ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะมันพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐาน แต่ถ้าใครทำผิดก็เตรียมตัวตาย หากทำอะไรที่ไม่ถูกต้องแล้วคนออกมาตีแผ่ให้เห็นชัดเจน ทำอย่างไรก็ไม่รอด

ฉะนั้น พรรคภูมิใจไทยยึดอยู่อย่างเดียวว่า หากใครไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องกลัว แต่ใครทำผิดก็ตัวใครตัวมัน ไม่ต้องมาขอให้ช่วย แม้แต่คนในพรรคเองทุกคนก็ต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

เมื่อถามว่ามีโอกาสเห็นพรรคภูมิใจไทยลุยสนามเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้ลุยในนามพรรค แต่เรามีเครือข่ายอยู่แล้ว เพราะอย่างที่ตนเคยอธิบายว่า บางท่านก็เป็นญาติกัน น้องช่วยพี่ ญาติช่วยญาติ

แต่หากมายึดโยงกับพรรคภูมิใจไทย และคนที่มาช่วยอยู่อีกพรรคการเมืองหนึ่ง ถึงแม้อยากจะช่วยเขาก็ช่วยไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะทำให้พรรคคู่แข่งนั้นโตขึ้นมา สุดท้ายมันไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร และไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชนในท้องถิ่นนั้น

พรรคภูมิใจไทยคำนึงถึงประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว เราถอนตัวออกมาในการส่งในนามพรรค ซึ่งหากเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยท่านใดจะลงสมัครในท้องถิ่น เราก็มีความยินดีที่จะช่วยสนับสนุนให้กำลังใจให้เขาได้รับชัยชนะ

ทั้งนี้ ตนยอมรับว่า วันนี้ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะมีหน้าที่ในการรับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยในการเลือกตั้ง ในฐานะรมว.มหาดไทย ที่ออกหนังสือเวียนให้ข้าราชการมหาดไทยทั่วประเทศวางตัวเป็นกลาง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ในเมื่อเป็นรมว.มหาดไทย จะไปเชียร์ใครออกนอกหน้าก็ไม่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่มันไม่เหมาะสม

https://www.khaosod.co.th/politics/news_9571208


ปีใหม่ 2568 แล้ว ความฝันของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี และอีกหลายท่านยังไม่เป็นจริง 1.ขอให้ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองทุกคนได้รับอิสรภาพ 2.ขอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในทุกมาตรา โดย สสร. ที่มาจากประชาชน


Suchart Sawadsri shared a memory.
12 hours ago
·
คำขอของผมเมื่อ 1 ปีที่แล้ว
สำหรับในปี 2568 นี้ คำขอของผมยังเป็นเช่นเดิม
แม้ว่าข้อ 1 ข้อ 2 จะยังไม่เป็นความจริง
แต่ข้อ 3 ผมขอให้เป็นความจริงสำหรับครอบครัวทุกครอบครัว
รวมทั้งครอบครัวของผู้ที่ให้คำพรมาถึงผมว่า "ไอ้แก่ ยังอยู่อีกหรือ"

Suchart Sawadsri
December 31, 2023
·
ปีใหม่ 2567
1.ขอให้ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองทุกคนได้รับอิสรภาพ
2.ขอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในทุกมาตรา โดย สสร. ที่มาจากประชาชน
3.ขอให้ครอบครัวทุกครอบครัวมีความสุข สุขภาพดี และปลอดภัย

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=4082404788702668&id=100007995606560


ปีใหม่ “เราไม่ลืมเพื่อนในเรือนจำ“ Album ภาพ 31 ธ.ค. 67 เคาท์ดาวน์หน้าเรือนจำ


.....

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/913820134232876
ไข่แมวชีส
2 hours ago
·
เคานต์ดาวน์หน้าเรือนจำ ต้อนรับปีใหม่ 2568 จุดพลุ-ร้องเพลง หวังเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับอิสรภาพในเร็ววัน
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กลุ่มมวลชนอิสระ จัดกิจกรรม “ปีใหม่นี้ “เราไม่ลืมเพื่อนในเรือนจำ“” เคานต์ดาวน์ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับศักราชใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลง ระหว่างเวลา 17.00-05.00 น.
บรรยากาศที่หน้าเรือนจำฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีประชาชนกว่า 50 คน เดินทางมาร่วมกิจกรรม โดยภายในงานมีการแจกอาหาร โดย เจ๊จวง-เจ๊เทียม แม่ค้าบะหมี่หมูกรอบที่นำ ส้มตำ-ลาบ มาแจกให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน โดยมีการเล่นดนตรีจาก พอร์ท ไฟเย็น , นายณัฐพงษ์ ภูแก้ว หรือ แก้วใส วงสามัญชน , หนวด ริมทาง นอกจากนั้นแล้วยังมีกิจกรรมเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำ พร้อมรับของที่ระลึกเป็นแก้วน้ำ
ต่อมาเวลา 19.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรถกระบะของ กรมราชทัณฑ์ ขับมาจอดบริเวณที่จัดกิจกรรม โดยนำโจ๊กหมู มาแจกให้กับผู้ร่วมงาน ในระหว่างนี้ เจ๊ป๊อกกี้ หรือ ภวัต หิรัณย์ภณ กล่าวประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนร่วมเขียนข้อความ ส่งถึงนักโทษทางการเมือง และร่วมกันเก็บขยะ ช่วยรักษาความสะอาดไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับ กทม.
ทั้งนี้ช่วงเวลา 20.30 น. มีการปราศรัยแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยกลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ นายมาซุน สามีของ "มานี" เงินตา คำแสน ผู้ต้องขังคดี ม.112 โดยส่วนหนึ่งนายมาซุน กล่าวว่า ได้สัมผัสความรู้สึกของผู้ต้องขังคดีการเมือง ว่าทำไมไม่ได้รับการประกันตัว เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ นายมาซุนกล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2567 ตนได้พบนายทวี สอดส่อง ที่ขณะมาแจกของให้กับญาติผู้ต้องขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อทวงถามถึงความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร ด้วย วันนี้ตนขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงาน ที่มาให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมืองหลังกำแพงสูง เพราะฉะนั้น เราจะไม่ทิ้งพวกเขา และมาให้กำลังใจ มาร่วมเคานต์ดาวน์ ณ ที่แห่งนี้
ต่อมา เวลา 20.50 น. ได้มีการเปิดคลิปการปราศรัยของนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม และร้องเพลง “บุ้ง” เนติพร ด้วย ด้านนายเทพดรุณ สุรฤทธิ์ธำรง บิดาของนายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังทางการเมือง ได้ร่วมเล่นกีตาร์ ร้องเพลง เป็นกำลังใจให้ลูกชาย และเพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย
กระทั่งเวลา 00.00 น. ผู้ชุมนุมนับถอยหลัง 10-1 โดยมวลชนร่วมจุดพลุเพื่อส่งเสียงถึงเพื่อนในเรือนจำนานกว่า 3 นาที โดยผู้ชุมนุมเปล่งเสียง “ปล่อยเพื่อนเรา” “ปล่อยนักโทษการเมือง” และมีการจุดพลุ จำนวน 112 นัด เพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อนในเรือนจำ


2 วัยรุ่นไร้สัญชาติ 'โอ๋' และ 'โชไอซ์ ปาทาน' เล่าเรื่องราวระหว่างเส้นทางการต่อสู้อันยาวนาน เมื่อไม่มีบัตรประชาชน สองคนสามารถเข้าถึงการศึกษาและมีความฝันได้ไกลแค่ไหน ความยากลำบากที่ต้องเผชิญมีอะไรบ้าง



เส้นทางการต่อสู้ของ 2 วัยรุ่นไร้สัญชาติ

30 ธันวาคม 2567
ประชาไท
รายงาน: อาทิตยา เพิ่มผล

โอ๋ ไม่มีนามสกุล

โอ๋ผู้จบการศึกษาปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า “โอ๋โตมากับความอยากเรียนหนังสือ เพราะอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยากทำงานด้านสังคมสังเคราะห์ เพราะอยากยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนด้วยวิชาชีพที่เรียนมา อยากเห็นเด็กๆ ได้เข้ารับการศึกษา เพื่อที่จะได้มีความรู้และพิทักษ์สิทธิต่างๆ ของตนเองได้”


โอ๋

“พ่อของโอ๋เป็นชาวมอญ แม่เป็นชาวมะริด ซึ่งอพยพเข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทย เมื่อ 40 ปีที่แล้ว มาสร้างครอบครัวที่จังหวัดระนอง โอ๋เกิดโดยหมอตำแย ไม่ได้ไปแจ้งเกิด จนหลังจากโอ๋เกิด มีนโยบายการขึ้นทะเบียนแรงงาน นายจ้างจึงพาพ่อแม่ของโอ๋ไปดำเนินการจัดทำเอกสารประจำตัว และโอ๋ก็ได้รับเอกสารยืนยันตัวตน คือ ‘ท.ร. 38/1’ หรือทะเบียนประวัติคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว เลขประจำตัวประชาชนของโอ๋ ขึ้นต้นด้วยเลข 00 คือกลุ่มผู้ติดตามแรงงาน และโอ๋ก็ใช้เอกสารนี้เข้าเรียนในโรงเรียนซึ่งเป็นมูลนิธิสำหรับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ

โอ๋ กล่าวต่อว่า “จนชั้น ม.5 ได้ยินเพื่อนคุยกันถึงอาชีพในอนาคต โอ๋ก็อยากจะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น อยากเรียนต่อมหาลัยเหมือนเพื่อน ประกอบกับได้รับข้อมูลความช่วยเหลือจากมูลนิธิศุภนิมิต จังหวัดระนอง ที่ทำงานอาสาสมัคร ว่าเด็กทุกคนต้องมีพื้นฐานจากการมีใบเกิด โอ๋มีความรู้และมั่นใจเพราะเกิดที่ระนอง จึงตัดสินใจไปที่อำเภอ เพื่อดำเนินการเพื่อทำบัตรประชาชนไทย โดยการแจ้งเกิดย้อนหลัง เพื่อยืนยันว่าโอ๋เกิดในประเทศไทย ซึ่งมาได้หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 20/1) ช่วงที่เข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับความช่วยเหลือจาก ผศ.เคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และดร.ศิวนุช สร้อยทอง และ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร บางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนอื่นๆ ทำการพิสูจน์การเกิดอีกครั้งหนึ่ง จนได้รับหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 20/1)

หลังจากนั้น โอ๋ รวบรวมหลักฐานหนังสือรับรองการทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย ในการทำกิจกรรมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมกับ UNICEF เป็นกระบอกเสียงให้เด็กๆ ไร้สัญชาติ เพื่อดำเนินการขอรับรองสัญชาติไทย เนื่องจากเงื่อนไขในการขอรับรองสัญชาติไทยสำหรับบุตรแรงงานข้ามชาติ เมื่อมีหลักฐานการเกิดในประเทศไทยแล้วสามารถทำได้ในสองกรณี

กรณีแรกคือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

และอีกกรณีหนึ่งคือการทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ โดยต้องได้รับการรับรองจากองค์กร กรม หรือกระทรวง จึงยื่นเรื่องไปที่อำเภอเมืองระนองตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 จนเดือน ส.ค. 2567 ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็รับรองเงื่อนไขการทำคุณประโยชน์และได้ส่งหนังสือต่อกรมการปกครองแล้ว

โอ๋กล่าวถึงความฝันของเธอว่า “ความฝันของโอ๋คืออยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์ และอยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในอนาคต แต่การต่อสู้ที่ผ่านมาหรือใบปริญญาจะมีความหมายอะไร ถ้าเรายังทำงานเลี้ยงตัวเองและครอบครัวไม่ได้เลย เราเข้าใจว่านี่คือราคาที่ต้องจ่ายให้กับสิ่งที่เราต้องการ แต่มันยาวนานและแพงเกินไป ช่วงที่เราเสียคุณพ่อไปเมื่อปีที่แล้ว เรากลับมาลังเลว่าเราคิดถูกไหมที่เลือกเดินเส้นทางการศึกษา ถ้าเราไม่เรียนตั้งแต่แรก แต่ทำงานแทน เราจะมีเงินมากพอให้พ่อได้รับการรักษาที่ดีกว่านี้ไหม แล้วถึงตอนนี้พ่ออาจยังมีชีวิตอยู่ก็ได้”

และอีกหนึ่งในความฝันของโอ๋คืออยากส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษา เพราะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ให้พวกเขารู้จักตัวเอง ทั้งในเรื่องความฝันและการใช้ชีวิต การทำงานสังคมสงเคราะห์ สามารถช่วยลดปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก หรือประเด็นทับซ้อนต่างๆ ลดตามไปด้วย การศึกษาเป็นพื้นฐาน ให้เด็กเข้าใจสิทธิและพิทักษ์สิทธิต่างๆ ของตนเองได้ และโอ๋ได้พูดถึงความท้าทาย เรื่องการเข้าถึงการศึกษา การเข้าถึงกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา การแสดงตัวตนในการสมัครเรียน โดยจังหวัดที่เป็นชายแดน มีระบบที่ต่างกัน ความเข้าใจในการเข้าเรียนในระดับที่สูงขึ้น อย่างเรียนปริญญาตรีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเด็กไร้สัญชาติทุกคน ทั้งค่าใช่จ่าย ระยะทาง การขอเอกสารออกนอกพื้นที่เพื่อการเรียน

โชไอซ์

“ผมเป็นเด็กบ้านๆ คนหนึ่ง ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ได้รับโอกาสจากเครือข่ายการเเก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย 4 จังหวัด และได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต หลังจากเรียนจบก็กลับมาช่วยเครือข่ายฯ และเรียนต่อระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจนจบ จนตอนนี้ยังไม่ได้สัญชาติครับ (ต.ค. 2567)” โชไอซ์กล่าว


โชไอซ์

โชไอซ์ ปาทาน อาสาสมัครเยาวชนคนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายการเเก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย 4 จังหวัด (ประจวบฯ ชุมพร ระนอง พังงา) และอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล กล่าวว่า “ชีวิตผมเริ่มจาก 0 หรือ (0-89) พ่อของผม เข้ามาประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2529 และแม่เข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2537 ทางจังหวัดระนอง โดยก่อนหน้านี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าว ช่วงปี พ.ศ.2539 - 2540 จนปี พ.ศ. 2552 ได้รับการถอนจากทะเบียนแรงงานต่างด้าว และสำรวจบุคคลตามยุทธศาสตร์ฯ ผมขอสัญชาติ ตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ตั้งแต่ปี 2562 พร้อมกับน้องๆ อีก 3 คน คนที่สองเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (ชุมพร) คนที่สามและสี่เรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม ซึ่งได้รับสัญชาติทั้ง 3 คนแล้ว”

โชไอซ์กล่าวถึงความฝันถึงการทำให้พี่น้องที่ไร้สิทธิและสถานะบุคคลได้สัญชาติว่า “ผมไม่รู้สึกน้อยใจที่ตัวเองไม่มีสัญชาติ แต่รู้สึกว่า เราจะเป็นคนตัวเล็กๆ เป็นอิฐก้อนหนึ่งยังไง เพื่อจะก่อสร้างบ้านหลังนี้ให้สมบูรณ์และทำให้พี่น้องของผมได้สัญชาติไทย ซึ่งการเห็นพี่น้องทยอยได้สัญชาติ เข้ามาเติมเต็มความเป็นไทยที่มีอยู่ของผม”

เส้นทางการขอสัญชาติที่ยาวนาน กับสิทธิที่ต้องเสียไป

โอ๋ กล่าวว่า “เป็นเวลา 6 ปีแล้ว ที่เดินอยู่ในเส้นทางของขอรับรองสัญชาติ เคยเกือบต้องแก้เลขประจำตัวใหม่ สืบพยานพิสูจน์การเกิดใหม่ทั้งหมด แล้วพยานที่เป็นคนแก่ เขาก็ไม่อยู่แล้ว เราจะไปหาพยานจากไหน สุดท้ายก็มีการสืบพยานใหม่โดยเป็นผู้ที่รู้เห็นการเกิดจริง และพิจารณาว่าเอกสารการเกิดก่อนหน้านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบได้”

ระหว่างที่โอ๋มาเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องขอหนังสือออกนอกพื้นที่เพื่อการศึกษา 4 ปีตามหลักสูตรที่เรียน จากปกติหนังสือออกนอกพื้นที่ มีอายุ 1 ปี ซึ่งต้องไปรายงานตัวที่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ทุก 6 เดือน ในระหว่างที่เรียน ซึ่งโอ๋มีความตั้งใจว่าอยากรับปริญญาบัตรในชื่อ ‘ณัฐวี มาลีลักษณ์’ จนเรียนจบก็ยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย ทำให้ต้องใช้ชื่อตามเอกสารยืนยันตัวตน คือ ‘โอ๋’ ไม่มีนามสกุล

เมื่อเข้าสู่การทำงาน โอ๋ต้องกลับไปที่จังหวัดระนอง เพื่อทำหนังสือออกนอกพื้นที่สำหรับการทำงาน ขออนุญาตได้เป็นระยะเวลา 6 เดือนในครั้งแรก แล้วปรับเป็น 1 ปี แบบต่ออายุรายปี เนื่องจากมีเอกสารขออนุญาติทำงาน อายุ 5 ปี เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท ตามกฎหมายแรงงาน โดยต้องไปดำเนินการที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่โอ๋ทำงานอยู่

โอ๋กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในเรื่องค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเดินทางไปทำหนังสือออกนอกพื้นที่ รวมถึงติดตามการขอสัญชาติ จากกรุงเทพ-ระนอง นั่งรถจากสายใต้ 800 บาท เวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง นั่งรถจากขนส่งไปบ้านอีก 5 ชั่วโมง ค่าอาหารอะไรอีก รวมประมาณ 3,000 บาท หลังจากทำงาน ก็เดินทางไปทำเดินเรื่องทำเอกสาร สอบพยานบุคคล รวม 3-4 ครั้ง ซึ่งต้องไปในวันที่ทางเจ้าหน้าที่อำเภอนัดหมายด้วย

ส่วนโชไอซ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ยังไม่ได้รับสัญชาติว่า “ติดในส่วนของการอนุมัติ จากผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งข้อติดขัดคือเขาไม่เชื่อว่าพ่อกับแม่ผม ได้รับการจัดทำสำรวจเป็นการจัดการปัญหาของคนที่มีปัญหาทั้งด้านสิทธิและสถานะบุคลในประเทศไทย ผมถูกระบุว่าเป็นผู้ผลัดถิ่นสัญชาติเมียนมา ตอนนั้นพ่อแม่ไม่มีพยานมารับรอง จึงไม่สามารถเชื่อได้ว่ากลุ่มเป้าหมายถูกหรือไม่ มีการยื่นอุธรณ์ไปแล้ว 2 ครั้ง ถึงปัจจุบัน 5 ปีเต็ม ที่อยู่ในกระบวนการขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติ และเมื่อปี พ.ศ. 2564 กรมการปกครองได้ส่งหนังสือมาที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอได้ส่งมาถึงเทศบาล เทศบาลจึงส่งต่อมาที่พ่อและแม่ของผม เพื่อให้พ่อและแม่ไปอุทธรณ์การเปลี่ยนแปลงรายการลงสัญชาติจากคนถือบัตรเลข 0 ประเภทเกี่ยวข้องกับผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า ไปเป็นคนถือบัตรเลข 0 ประเภทคนต่างด้าว ซึ่งตอนนั้นส่งผลให้น้องทั้ง 3 คน เกือบต้องถูกถอนสถานะการมีสัญชาติ”

โชไอซ์ กล่าวว่า “จากการประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล กับทางกระทรวงมหาดไทย โดยท่านรัฐมนตรีช่วย ทรงศักดิ์ ทองศรี มีแนวทางสำหรับกรณีของผม ให้ใช้พยานบุคคล โดยไม่ต้องเป็นญาติที่อยู่ในผังเครือญาติ ในกลุ่มเป้าหมายเดียวกันมาพิสูจน์ได้ ซึ่งในการประชุมนั้น ผมได้ถามคำถามถึงในกรณีเด็กที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ที่กำลังเรียนปริญญาตรีในประเทศไทย หรือว่าเด็กที่จบปริญญาตรีแล้วที่จะต้องไปศึกษาต่อปริญญาโท หรือว่าไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศว่าสามารถได้หรือไม่ ได้คำตอบคือสามารถไปได้ โดยการทำหนังสือไปที่อำเภอ ให้ทางอำเภอส่งเรื่องไปทางกรมการปกครอง ท่านอธิบดีกรมการปกครอง จะส่งให้ท่านรัฐมนตรี เพื่อที่จะเซ็นรับรองให้สามารถเดินทางได้ ทำเรื่องวีซ่าและพาสปอร์ตต่อไป”

“การไม่มีสัญชาติเป็นเรื่องราวที่เจ็บปวด ผมจบการศึกษาระดับปริญญาโทก็จริง ก็ยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นใบเบิกทางในการเข้าถึงสิทธิ เข้าถึงสวัสดิการ เเละเป็นใบเบิกทางในการทำในคุณภาพชีวิตดีขึ้น ต้องขอบคุณเครือข่ายการเเก้ไขปัญหาคืนสัญชาติคนไทย 4 จังหวัด ที่ทำให้พี่น้องรวมตัวกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ในทุกๆด้าน สุขภาพ อาชีพ การเข้าถึงสิทธิ บัตรประชาชนไม่ใช้คำตอบสุดท้าย ผมจะสู้จนกว่าจะได้สิทธิและเสรีภาพ” โชไอซ์กล่าว

จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 29 ตุลาคม 2567 มีมติอนุมัติ หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาจักร เพื่อแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลของเด็ก นักเรียน นักศึกษา และบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในประเทศกว่า 483,626 คน ซึ่งการดำเนินการของทั้งสองกลุ่มนั้น หากนับเฉพาะผู้ที่กำลังรอพิจารณากำหนดสถานะ รวมกว่า 483,626 คน หากไม่มีการแก้ไขหลักเกณฑ์คาดว่าจะใช้เวลาถึง 44 ปี ถึงดำเนินการเสร็จสิ้น

สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงเสนอขออนุมัติหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลฯ เพื่อใช้ทดแทนหลักเกณฑ์ตามมติ ครม.เดิม โดยยึดกรอบหลักการเดิม (กลุ่มเป้าหมายเดิม) แต่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลักเกณฑ์เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

โดยมีหลักเกณฑ์ คือ

1. บุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีต จนถึงปี พ.ศ.2542 (เลขประจำตัวประเภท 6) และที่สำรวจเพิ่มระหว่างปี 2548 – 2554 (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 89)

2. บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ภายในปี พ.ศ.2542 เด็กและบุคคลที่กำลังเรียนหรือจบการศึกษาแล้ว คนไร้รากเหง้า และคนที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศซึ่งเข้ามาอยู่อาศัยภายใน 18 ม.ค.2548 แต่ตกหล่นจากการสำรวจ (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 00)

3. บุตร ของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม มีหลักฐานการเกิดในไทยแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติ พูดและเข้าใจภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้แพร่หลายในพื้นที่ภูมิลำเนา

โดยการขอมีสัญชาติไทยของบุตรบุคคลต่างชาติ : ลดเวลาดำเนินการ จาก 180 วัน เหลือ 5 วัน

1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐาน ใน กทม. ที่ สำนักงานเขต จังหวัดอื่น อำเภอ ตรวจคุณสมบัติ เอกสาร หลักฐาน (1 วัน)

2. พิจารณาอนุญาต (3 วัน)

3. เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน และทำบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย (1 วัน)

เงื่อนไข : หากพบภายหลังว่า ขาดคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะไม่เป็นไปตามกำหนด เพิกถอนการอนุญาตได้

เป็นทิศทางที่ดี และชวนติดตามต่อไป ถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร เพื่อแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลของเด็ก นักเรียน นักศึกษา และบุคคลไร้สัญชาติ จากการการลดระยะเวลา เพิ่มโอกาสให้กับทั้งบุคคลไร้สัญชาติและเยาวชนไร้สัญชาติ ว่าจะมีเส้นทางสู่ความฝัน โอกาสและสัญชาติ และได้ใช้สิทธิอย่างที่ควรจะได้รับอย่างไร


บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย IOM ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน

https://prachatai.com/journal/2024/12/111879


ทวนความจำเท้ง : เปิดวิสัยทัศน์ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ผู้นำพรรคส้มคนใหม่ ไม่ลดเพดาน 112 พร้อมทำงานหนักเพื่อประชาชน



เปิดวิสัยทัศน์ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ผู้นำพรรคส้มคนใหม่ ไม่ลดเพดาน 112 พร้อมทำงานหนักเพื่อประชาชน

โดย THE STANDARD TEAM
09.08.2024

48 ชั่วโมงหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค 10 ปี

สส. อดีตพรรคก้าวไกล ถือฤกษ์ดี (9 สิงหาคม 2567) จัดประชุมวิสามัญอดีตพรรคก้าวไกล เพื่อร่วมประชุมและกำหนดผู้บริหารพรรคชุดใหม่ ด้วยการเทกโอเวอร์ ‘พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล’ ให้เป็นพรรคส้มภายใต้ชื่อใหม่ ‘พรรคประชาชน’ และมีคำขวัญว่า ‘โดยประชาชน เพื่อประชาชน สร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน’

พร้อมทั้งเลือก ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ชายวัย 37 ปี ผู้ที่เคยเป็นทั้ง สส. เขต และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นเป็นผู้นำพาพรรคสีส้มคนใหม่

ตั้งเป้าเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในปี 70

ณัฐพงษ์ประกาศว่า พรรคประชาชนมีภารกิจเพื่อสร้างรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งปี 2570 โดยมีเป้าหมายสูงสุดนอกจากการเป็นพรรคอันดับหนึ่งเหมือนในปี 2566 แล้ว เราอยากจะชนะการเลือกตั้งโดยสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้

ณัฐพงษ์ยังยืนยันอีกว่า การย้ายเข้าบ้านใหม่ในพรรคประชาชนนั้น สส. อดีตพรรคก้าวไกล 143 คน เข้ามาอยู่ในพรรคใหม่พร้อมกันทั้งหมด และเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าไม่มีประเด็นเรื่องงูเห่า

ม.112 ยังไม่หลุดพ้นจากพรรคประชาชน

การแถลงเปิดตัวพรรคประชาชนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสำนักข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสื่อมวลชนหลายคนมีการตั้งคำถามถึงจุดยืนเกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของพรรค สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยการยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

ณัฐพงษ์ยืนยันว่า พรรคประชาชนยังไม่เคยสื่อสารว่าจะลดเพดานหรือไม่ พร้อมทั้งกล่าวอีกว่า การเสนอร่างแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 นั้นเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้งพรรคฝั่งตรงข้าม และคำวินิจฉัยศาลไม่ได้สั่งห้ามแก้ไข แต่เราจะไม่ประมาท เราทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคก้าวไกลนั้นต้องมีการศึกษาอย่างดี แต่คิดว่าพวกเราต้องผลักดันและเดินหน้าการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนนี้ที่ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่

ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่ามาตรา 112 ไม่ใช่เรื่องที่เราเซ็นเซอร์ปิดปากตัวเอง พรรคประชาชนจะนำเสนอบนหลักการ โดยที่ไม่ได้มุ่งเป้าเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันใดตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติไต่สวน 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

ณัฐพงษ์กล่าวว่า คำร้องของ ป.ป.ช. ต่างจากการยุบพรรค เพราะเป็นศาลยุติธรรม ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี การกระทำของ สส. แต่ละคน องค์ประกอบอาจต่างกัน บางคนอาจเรียกร้องแทนผู้ชุมนุมหรือบางคนใช้สิทธิประกันตัว แต่ทุกคนได้ลงนามเสนอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิชี้แจงกันไป แต่ในส่วนของตนไม่มีข้อกังวล

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า พรรคประชาชนที่เพิ่งตั้งมานี้จะมีอายุสั้นหรือยืนยาว ณัฐพงษ์กล่าวว่า จะสั้นหรือยืนยาวไม่ได้อยู่ที่เรา ที่ผ่านมาเห็นว่าสั้นหรือยืนยาวอยู่ที่กลุ่มขั้วอำนาจเก่าใช้เครื่องมือในการทุบทำลายเรา เอาสิ่งเหล่านั้นมากดทับไม่ให้เราเดินหน้าต่อ เพราะประชาชนอาจขาดศรัทธาในตัวเรา ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไปแต่ไม่ประมาท ทำงานด้วยความสุขุม รอบคอบ ดังนั้นอายุยืนหรือไม่อยู่ที่พวกเขาด้วยและอยู่ที่ประชาชนสนับสนุน

กระนั้นณัฐพงษ์ยังยืนยันด้วยว่า พรรคประชาชนไม่ได้พุ่งเป้าที่จะเสนอแก้ไขมาตรา 112 เพียงอย่างเดียว แต่เสนอแก้ไขเรื่องนโยบายอื่นๆ และขอสื่อสารไปยังประชาชนที่อาจจะยังไม่ได้โหวตเลือกเราในอดีต พรรคประชาชนในปัจจุบันไม่ได้พุ่งเป้าใดๆ ต่อสถาบันฯ เราตั้งใจเสนอนโยบายต่างๆ ในโครงสร้างสังคมไทยที่ยังมีปัญหา นี่คือวิธีสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ทำงานหนัก และจริงใจ เราคิดว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนมากขึ้น

ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวเสริมว่า ในฐานะที่มีส่วนร่วมจัดทำนโยบายของพรรคก้าวไกล เรื่องมาตรา 112 เป็น 1 ใน 300 นโยบายที่เราเสนอไป ถ้าเราไปดูสิ่งที่พรรคก้าวไกลทำ เราพยายามแก้ไขทุกสิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศนี้ ตั้งแต่พรรคก้าวไกลที่เราดำเนินการมา เราเสนอร่างกฎหมายไป 60 กว่าฉบับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระจายอำนาจ ยกระดับขนส่ง แก้ที่ดินทำกิน หรือคุ้มครองสิทธิแรงงาน

“พรรคประชาชนพร้อมที่จะแก้ทุกปัญหาของประชาชน ถ้าย้อนไปดูในการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ใช่พรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียว บางพรรคอาจพูดถึงเนื้อหาหรือการบังคับใช้ นี่เป็นคำถามที่ควรถามทุกพรรคเช่นกันว่าปัญหานี้จะมีทางออกเช่นไร”

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า หากมีการลดเพดานเรื่องมาตรา 112 จะรักษาอุดมการณ์เหมือนเดิมได้หรือไม่ พริษฐ์กล่าวยืนยันว่า อะไรที่เราเคยมองว่าเป็นปัญหา เรายังมองว่าเป็นปัญหาอยู่ แต่ก็เข้าใจว่าพื้นที่ที่หาทางออกนั้นแคบลงด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลไม่ได้ห้ามแก้ไขมาตรา 112 เลย ยังมีพื้นที่เหลืออยู่ อาจเป็นเรื่องการพิจารณาอัตราโทษหรือสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษ

ดังนั้นพื้นที่ที่น่าจะเหมาะสมที่สุดในการพูดคุยหาทางออกเรื่องนี้ก็คือพื้นที่ของสภา และพูดคุยบนพื้นฐานทางออกภายใต้กรอบของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสองครั้งที่ผ่านมาคือ คำวินิจฉัยที่ 3/2567 และ 10/2567

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำถึงการตั้งกรรมการบริหารพรรคแค่ 5 คน ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ศรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน, ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค, ณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนพรรค และ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคนั้น เพื่อหลบเลี่ยงอุบัติเหตุทางการเมืองในอนาคตหรือไม่

ณัฐพงษ์ตอบว่า การตั้งกรรมการบริหารพรรค 5 คนไม่ได้หลบเลี่ยงอันตราย แต่เป็นข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมาย เราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ไร้รอยต่อ จากพรรคที่ถูกยุบสู่พรรคประชาชน เราต้องการหาสมาชิก 1 แสนคน บริจาค 10 ล้านบาท ภายใน 1 เดือน พวกเรายังเปิดกว้างและมีการหารือในพรรคถึงการออกแบบโครงสร้างพรรค ซึ่งจะมีกรรมการบริหารพรรคสัดส่วนมากขึ้นหรือไม่ก็ยังหารือในพรรคต่อ คาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายเดือนหน้า

เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของประชาชน

การรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคครั้งนี้ อีกคำถามสำคัญที่ณัฐพงษ์ต้องตอบสื่อมวลชนก็คือ ใครคือบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน

ณัฐพงษ์กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ทราบดีว่าวันนี้ตนยังไม่ได้ดีพร้อม แต่พร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง ตราบใดที่ประชาชนสนับสนุน เห็นสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด ตราบใดที่เราได้รับเสียงสนับสนุนเหล่านี้อยู่ ตนพร้อมผลักดันตัวเองไปข้างหน้าเช่นกัน

ขณะเดียวกันพรรคของเราได้ถอดบทเรียนจากในอดีต เราเปิดกว้างเสนอหลายชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ แต่ต้องผ่านการหารือในอนาคตด้วย คิดว่าตนพร้อมทำหน้าที่แทนทุกคน

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน จะนำพาพรรคชนะการเลือกตั้งปี 2570 อย่างไร ณัฐพงษ์กล่าวว่าการทำงานหนัก พร้อมยอมรับว่า หากเปรียบเทียบตนเองกับอดีตหัวหน้าพรรคคนก่อนๆ คุณสมบัติของตนอาจไม่เทียบเท่า แต่สิ่งที่คิดว่ามีไม่แพ้คนอื่นก็คือนำพาพวกเรามาอยู่ตรงนี้ ทำงานการเมืองให้ดีกว่าเดิม สิ่งที่มีไม่แพ้ใครคือทำงานหนัก เพื่อนำพาพรรคชนะการเลือกตั้งได้

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า หากได้จัดตั้งรัฐบาล จะจับมือกับพรรคไหนหรือไม่ ณัฐพงษ์บอกว่าตอนนี้ยังเร็วไปที่จะตอบคำถามนี้ ต้องขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งว่าเราชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้หรือไม่ หากไม่ได้เสียงเกินครึ่งก็ต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ต้องดูนโยบายในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าพรรคที่เสนอนโยบายไม่ได้ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรค เราก็พร้อมทำงานกับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถูกจับตามองตั้งแต่เริ่มต้นพรรคประชาชนขณะนี้รู้สึกอย่างไร ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนเองและเพื่อนๆ รู้สึกกดดัน ซึ่งไม่ใช่การกดดันในเรื่องไม่ดี แต่เป็นการยกระดับตัวเองขึ้นไปอีก และอยากให้ทุกคนช่วยกันจับตาการทำงานของพวกเราต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามต่ออีกว่า ก่อนได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้คำแนะนำอะไรบ้างไหม ณัฐพงษ์กล่าวว่า เขาสื่อสารตรงๆ ว่าถ้ามารับตำแหน่งตรงนี้ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คุณต้องพัฒนาตัวเอง ต้องเห็นนโยบายอีกหลายด้าน ต้องทำงานอย่างหนัก คิดว่าสิ่งที่ธนาธรแนะนำมาถูกต้องที่สุด วันนี้ที่มาแถลงข่าวคิดว่าสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ ถ้าเสนอตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะสื่อสารตรงไปตรงมา โดยสิ่งที่เป็นอิทธิพลกับตนคืออุดมการณ์และความเชื่อ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล

ผู้สื่อข่าวถามณัฐพงษ์ว่า รู้สึกกดดันหรือไม่ที่ถูกจับตามองว่า ‘หน้าเหมือนธนาธร’ ณัฐพงษ์ตอบว่า ตอนที่ลงเลือกตั้งครั้งแรกก็เคยมีคนทักว่าหน้าเหมือนและเคยมีคนทักผิด กระนั้นนอกจากความหน้าเหมือนแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่เขาและธนาธรเหมือนกันคือ มีหลักการและความเชื่อว่าเราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่ออะไร แน่นอนตนเองรู้สึกกดดัน แต่มองในมุมบวกว่าเป็นความกดดันที่เป็นความหวังของประชาชนที่อยู่บนบ่า ซึ่งมีทางออกเดียวที่จะคลายความกดดันนี้ได้คือ ต้องทำให้คนอื่นเชื่อว่าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคในอนาคตได้

“ทุกคนให้กำลังใจ พี่ทิมจับไม้จับมือให้เบอร์หลังบ้านไว้สามารถโทรหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนคุณเอกก็เช่นเดียวกัน ซัพพอร์ตผมตลอดอยู่แล้ว”

ติ่งเพื่อนเอกยัน ไม่มีดีลลับ

ขณะที่ ศรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความสัมพันธ์กับธนาธรว่าจะมีการรับฟังความเห็นมาขับเคลื่อนพรรคหรือไม่ว่า ไม่ขอปฏิเสธความเป็นเพื่อนกับธนาธร เรารู้จักกันมา 20 กว่าปี ตั้งแต่เป็นรองสหพันธ์นิสิตนักศึกษาปี 2543 คบค้าสมาคมมาตลอดในฐานะมิตรสหาย ร่วมตั้งพรรคด้วยกันมาตั้งแต่อนาคตใหม่ ความคิดเราปกติ คุยกันตลอดเวลาในฐานะเพื่อนแลกเปลี่ยน

แม้วันนี้จะอยู่คนละองค์กร แต่ก็ต้องมีเจอกันบ้างในฐานะเพื่อน ก็คุยกัน แต่เราเข้าใจกันดีว่าการบริหารงานแต่ละองค์กรจะมีผู้บริหารแต่ละองค์กร มีโครงสร้างการทำงานของมัน ความเห็นต่างๆ อาจผ่านหูตน อาจเสนอบ้าง แต่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่กรรมการบริหารพรรค เราทำงานด้วยความเข้าใจอย่างดี


ติ่ง-ศรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

“ส่วนการดีลลับต่างๆ มั่นใจเพื่อนเราทุกคน ไม่ว่าจะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล หรือ ชัยธวัช ตุลาธน ในการคุยกับคนอื่น ไม่ใช่เรื่องมีปัญหาอะไร ในการรับฟังว่าคนนั้นคนนี้คิดเห็นอย่างไร มาเล่าสู่กันฟัง ไม่ได้มีปัญหาอะไรในความคิดของตน ปัญหาอยู่ที่คณะกรรมการบริหารจะตัดสินใจอย่างไรกับข้อมูลที่ได้รับมา นี่คือหลักการสำคัญ เรายืนอยู่บนหลักการนี้ตลอดตั้งแต่พรรคก้าวไกล” ศรายุทธกล่าว

ศิริกัญญาชี้ ไม่ได้ปฏิเสธนั่งหัวหน้าพรรคเลี่ยงปะทะอุ๊งอิ๊ง

ส่วน ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ตนเองไม่ได้มีความประสงค์ในการลงแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคตั้งแต่ต้น ดังนั้นในขั้นตอนการหยั่งเสียงที่ประชุม สส. อดีตพรรคก้าวไกล ตนเสนอชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ด้วยตนเอง และในที่ประชุมก็มีการเสนอชื่อเพียงคนเดียวด้วยเหตุผลว่า ณัฐพงษ์มีประสบการณ์จากการทำงานเป็น สส. เขต และเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการบริหารงานภายในพรรคมาโดยตลอด ตนและเพื่อน สส. จึงมั่นใจและให้เสียงสนับสนุนณัฐพงษ์ เพราะมีคุณสมบัติพร้อมในการนำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งในปี 2570


ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

ศิริกัญญายังตอบคำถามสื่อมวลชนถึงสาเหตุที่ตนเองไม่เลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะมีดีลลับหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปปะทะ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือไม่ว่า พรรคประชาชนมุ่งหน้าโฟกัสไปที่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ขณะที่ตนก็มีภารกิจหน้าที่ทำงานลงลึกเรื่องนโยบาย ต้องพัฒนานโยบายต่อ ทำงานหลังบ้าน สร้างมาตรฐานให้พรรคประชาชนและ สส. พรรคประชาชน สืบทอดมาตรฐานเดิมตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล รักษาไว้เป็นอย่างดี เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่เต็มใจรับ จึงควรอยู่ในฐานะที่เป็นมือไม้ซัพพอร์ตหัวหน้าพรรคคนต่อไป ไม่ได้มีการคุยเรื่องปะทะหรือหลีกเลี่ยงการปะทะกับใครแต่อย่างใด

https://thestandard.co/natthaphong-ruengpanyawut-vision/
.....


Pipob Udomittipong
19 hours ago
·
“ครั้งหน้า พรรคอื่น ๆ จะไม่มีข้ออ้างในการร่วมรัฐบาลกับ #พรรคประชาชน ครั้งที่ผ่านมาเขาอ้างว่าเพราะเราเสนอเรื่อง 112 (จึงไม่ร่วมรบ.กับเรา)” “เท้ง ณัฐพงษ์” ประกาศ พร้อมกับย้ำว่า การแก้ไข #มาตรา112 จะไม่เป็น 1 ใน 300 นโยบายของพรรคอีกต่อไป “อย่างแน่นอน” เพราะ #ศาลรัฐธรรมนูญ ห้ามไว้อย่างชัดเจน ส่วนจะเดินหน้าแก้ไขมาตรานี้หรือไม่และอย่างไร “ยังต้องหารือกันต่อไป”
เมื่อส.ค.ที่ผ่านมา ตอนที่เท้งขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค สื่อยังพาดหัวว่า “ผู้นำพรรคส้มคนใหม่ ไม่ลดเพดาน 112” เอายังไงครับ อย่าปรึกษากันนาน การแก้ไขกม.มาตรานี้ จะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของข้อเรียกร้องสำคัญในปี 63-64 ก่อนที่พรรคก้าวไกลจะชนะเลือกตั้ง

https://www.facebook.com/thairath/videos/3900950270179052/


พรรคประชาชนไม่สามารถเสนอนโยบายแก้ 112 ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญห้าม-ใช่ครับ แต่เท้ง (และพรรค) มีปัญหาในการแสดงจุดยืนท่าที


Atukkit Sawangsuk
13 hours ago
·
พรรคประชาชนไม่สามารถเสนอนโยบายแก้ 112 ในการหาเสียงเลือกตั้ง
เพราะศาลรัฐธรรมนูญห้าม-ใช่ครับ
แต่เท้ง (และพรรค) มีปัญหาในการแสดงจุดยืนท่าที
คือ 1.แม้ไม่สามารถใช้หาเสียง พรรคก็ต้องยืนหยัดว่าจุดยืนนี้ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงรอจังหวะโอกาสที่พร้อม
2.ไม่ควรเอามาพูดเป็น "เรื่องดี" แบบว่าเมื่อไม่มี 112 แล้ว พรรคอื่นจะปฏิเสธการร่วมรัฐบาลไม่ได้
:
จุดยืนเรื่อง 112 คือเมื่อถูกห้ามก็หยุด แต่ต้องให้ประชาชนมองตาแล้วเชื่อมั่นว่า "ยังสู้อยู่นะ"
ไม่งั้นก็จะสูญเสียความเชื่อมั่นในการต่อสู้ทั้งหมด และกลายเป็นหมอบไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=9026005687481180&set=a.117209745027530
.....

Garin Jintametorn

ผมเพิ่มเติมให้คุณถึกหน่อยนะ
ข้อ 1 นักข่าวถามเรื่อง 112 เขาก็บอกตามตรง ว่าเอาไปเป็นนโยบายไม่ได้อีกแล้ว แต่เขาก็พูดเสริมว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปิดช่องทางห้ามแก้ไข(แสดงว่าเขายังไม่ได้ปิดประตูเรื่องนี้ครับ) ผมว่าเรื่องนี้เป็นอีกในอนาคต ว่าพรรคเอาไงต่อ อย่าลืมนะว่าอนาคตใหม่ไม่สนเรื่องนี้เลย แต่ก็โดนยุบ การที่ก้าวไกลมาใส่ในนโยบายมาจากข้อเรียกร้องมวลชนทั้งนั้น ถ้ากระแสเรื่องนี้ยังมีจนปี70 ผมว่าคงมีเอามาปัดฝุ่นใหม่เพื่อถกเถียงกัน
ข้อ 2 ผมกลับมองว่า เป็นการดักคอพรรคอื่นไว้ ว่าตอนนี้ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ร่วมรัฐบาลแล้วนะ เพราะข้อกล่าวหาที่เขาโดนคือ กอด112 ไว้จนไม่ได้เป็นรัฐบาล คราวนี้ก็น่าสนใจว่าจะหาข้ออ้างอะไรอีก





 https://x.com/pran2844/status/1873967907816062997



อีกกี่ปีไทยถึงจะได้เห็นพาดหัวข่าว "ศาลสั่งจับคณะรัฐประหาร" บ้าง


Puangthong Pawakapan
15 hours ago
·
อีกกี่ปีไทยถึงจะได้เห็นพาดหัวข่าว "ศาลสั่งจับคณะรัฐประหาร" บ้าง

TODAY
19 hours ago
·
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
เกาหลีใต้ออกหมายจับประธานาธิบดี
ให้เวลา 48 ชั่วโมง จับกุม 'ยุน ซอกยอล'
ศาลในกรุงโซลของเกาหลีใต้อนุมัติหมายจับ 'ยุน ซอกยอล' ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันนี้ (31 ธ.ค.) จากการใช้อำนาจประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยแหล่งข่าวเปิดเผยกับสื่อเกาหลีใต้ว่า การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าลุแก่อำนาจ และมีพฤติกรรมก่อกบฎ
.
นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ และอาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองเอเชีย ที่มีการอนุมัติออกหมายจับผู้นำประเทศระดับประธานาธิบดี ในขณะที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่
.
การออกหมายจับนี้เกิดขึ้น หลังจากทีมสอบสวนร่วมได้ออกหมายเรียกให้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เข้าให้ปากคำ 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากยุน ซอกยอล ซึ่งในตอนนี้ เขากำลังเผชิญกับกระบวนการถอดถอน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วย ทำให้ประธานาธิบดียุน ซอกยอล ถูกสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว
.
การอนุมัติออกหมายจับของศาลเกาหลีใต้ ให้เวลาเจ้าหน้าที่ 48 ชั่วโมงเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดียุน ซอกยอล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนถึงการจับกุม เนื่องจากที่ผ่านมา หน่วยอารักขาประธานาธิบดีมีบทบาทขัดขวางการเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่มาตลอด ซึ่งทีมสอบสวนยืนยันว่า การขัดขวางการจับกุมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นใครหรือหน่วยงานใดก็ตาม
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
.
#สำนักข่าวทูเดย์
#MakeTomorrowTODAY

https://www.facebook.com/photo/?fbid=996635488955066&set=a.661952892423329


ภูมิธรรม: ห้ามปฏิวัติ? (เพราะ)ทหารกลัวการเมืองกลั่นแกล้ง!: Suthichai Live 31-12-2567


ภูมิธรรม: ห้ามปฏิวัติ? ทหารกลัวการเมืองกลั่นแกล้ง!: Suthichai Live 31-12-2567

Streamed live 8 hours ago

https://www.youtube.com/watch?v=cDEWbRpkZYU


คลิป ทหารค้าน ทุกปม!! “ภูมิธรรม“ เผย ทหารค้าน เขียนห้ามปฏิวัติ ในพรบ.กลาโหม

WassanaDeepbluesea
16 hours ago·

ทหารค้าน ทุกปม!!
“ภูมิธรรม“ เผย ทหารค้าน
เขียนห้ามปฏิวัติ ในพรบ.กลาโหม
ชี้ รธน.กำหนดไว้แล้ว
หวั่น ใช้เป็นข้ออ้าง กลั่นแกล้งทหาร
ขออย่าเขียน หาทางป้องกันรอบด้าน ดีกว่า
ยันทหารไม่คิดปฏิวัติ ไม่อยากทำ
สะพรึง!! เผย ทหารบอก ถ้าจำเป็น มันก็ต้องทำ
ทหารค้าน ทุกประเด็น
ไม่ลดสัดส่วนทหารในสภากห.
ไม่เอาโผทหาร เข้า ครม.
ไม่เปิดช่อง ทหารไม่ทำตามคำสั่ง ผบช. ในการปฏิวัติ
ออกตัว ร่างแก้ พรบ กห. ยุค ”สุทิน“ ผ่านสภากห. แล้ว เพราะทหารจำเป็นต้องรับ
ยัน จะแก้ไขปรับปรุงใหม่
เผยมีเรื่องที่พูดไม่ได้
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กลาโหม เรื่องปฏิกิริยาของทหาร ว่า มีหลายเรื่องที่เขาเป็นห่วง เช่น
“เรื่องการห้ามปฏิวัติ เขาบอกว่า ไม่ต้องเขียนหรอก เพราะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดห้ามอยู่แล้ว ว่าทำไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้คิดอยากจะทำ แต่ถ้าจะทำ มันก็จำเป็นต้องทำ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาคือต้องช่วยกันรอบด้านไม่ให้มีการปฏิวัติ เพราะเขาก็ไม่อยากทำเหมือนกัน” นายภูมิธรรม กล่าว
นอกจากนี้ ฝ่ายทหารยังรู้สึกกังวลใจและไม่เห็นด้วย กับเขียนเปิดช่องให้ทหาร ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในกรณีเกิดการรัฐประหาร ทหารบอกว่าผิดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการกองทัพ กองทัพมีหน้าที่ในการปกป้องธิปไตยของชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนและชีวิตของพวกเขาเอง ถ้าสั่งว่าต้องไปรบ ต้องไปยึดเนินนั้น แต่ลูกน้องบอกว่า ไม่ไป เพราะมันไกล การปฏิเสธผู้บังคับบัญชาแบบนี้ทำไม่ได้ มันจะเสียวินัยการจัดการกองทัพ เพราะไม่ว่าถูกหรือผิดคนสั่งการจะเป็นคนรับผิดชอบ
ส่วนการ โยกย้ายนายทหารได้ เมื่อรู้ว่าใครจะทำรัฐประหาร นั้น ฝ่ายทหารมองว่า การปฏิวัติมันไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ มายืนยัน ก็เกรงว่าจะถูกเอามาเป็นเงื่อนไขในการกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงขอว่าอย่าทำเลย ให้เป็นการพูดคุยกันมากกว่า
นายภูมิธรรม ระบุว่า จากที่ผมพูดคุยกับทหารหลายระดับ ก็เห็นคล้ายกัน เรื่องนี้เราคงต้องทบทวน ซึ่งในที่ประชุมกลั่นกรอง ที่ผมเป็นประธานอยู่ ก็ให้กลับไปกรองดูว่า ถ้าจะรักษาความต้องการของทั้งสองฝ่าย จุดศูนย์กลางอยู่ตรงไหน หรือถ้าเรื่องนี้รับกันไม่ได้เลย ก็อาจยังไม่มีข้อสรุป ตอนนี้ก็มาดูว่าเรื่องไหนทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ให้บอกมาตรงๆ
ส่วนที่อยากให้มีการลดสัดส่วนทหารในสภากลาโหม นั้น นายภูมิธรรม บอกว่า ฝ่ายทหารมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ระดับผู้บัญชาการ ดูภาพรวมแต่ไม่ได้ลงลึกรายละเอียด จึงไม่เห็นด้วยถ้าจะไปลดให้เหลือ 1-2 คน เพราะสาระสำคัญคือการทำความเข้าใจให้ตรงกัน ปฎิบัติร่วมกันดีกว่า ซึ่งตนก็เห็นตามนั้น
“ผมได้เข้าประชุมสภากลาโหม มาประมาณ 3 ครั้ง ก็รู้ว่าทหารไม่ได้ชอบโหวต แต่ชอบคุยกันให้เข้าใจ ดังนั้นจะ 5 คน หรือ 3 คน ไม่สำคัญ อยู่ที่การพูดคุยหลักการเหตุผล ผมก็รับฟังได้
แม้กระทั่งการแต่งตั้ง ผบ.ทร. ครั้งที่แล้ว จะให้โหวตอย่างไร ก็ไม่โหวต แต่เห็นว่าควรเป็นการเห็นพ้องกัน“
ส่วนการแต่งตั้งนายทหารผ่าน ครม. มองอย่างไรนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความเห็นที่แตกต่าง ตนพูดไม่ได้ แต่ก็เคยมีกระบวนการแบบนี้มาก่อน และมีเหตุผลรองรับได้ แต่พูดยาก
“ผมสามารถทำให้เข้าใจ โดยไม่ใช่พูดที่สาธารณะ ซึ่งความเป็นจริงกระบวนการแต่งตั้งกองทัพเราก็ไม่อยากแทรกแซงอยู่แล้ว หรือแม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราก็เข้าไปมีบทบาทมากกว่าทหาร
ซึ่งสิ่งสำคัญคือการวางระบบ เพื่อให้เกิดความพอดีของฝ่ายนโยบายและฝ่ายกองทัพให้พอเหมาะพอควร เรื่องนี้ละเอียดอ่อนแต่สามารถทำความเข้าใจกันได้
ถ้าคุยกันลึกแล้วอาจหาทางออกได้ โดยต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก็ต้องบอกว่าหลายเรื่องยากจะพูด หลายเรื่องก็ชี้แจงได้ หลายเรื่องที่จำเป็นต้องบอกข้อเท็จจริง“ รมว.กห. กล่าว

https://www.facebook.com/watch/?v=943145320732930