วันอังคาร, มิถุนายน 04, 2567

แนวร่วมพรรคการเมืองก้าวหน้ากว่า ๓๐ ประเทศ แถลงเตือน “ตุลาการไทยขัดขวางประชาธิปไตย”

‘รัฐประหารโดยตุลาการ’ คำนี้แรงทีเดียวสำหรับองค์กรที่ควรมีอยู่เพื่อความยุติธรรม ที่ใดความยุติธรรมถูกยึดอำนาจไปเสียแล้ว ย่อมหมดสิ้นซึ่งจิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ พวกตุลาการทั้งหลายที่ตัดสินโดยธง และอ้างเสมอในพระปรมาภิไธยพึงสำเหนียก

The Standard News ผ่านการนำเสนอของ ชัยวุฒิ สุวรรณโณ กล่าวถึงเครือข่ายพัธมิตรก้าวหน้าของพรรคการเมืองนานาชาติ ‘Progressive Alliance’ ออกแถลงการณ์เจาะจงพฤติกรรมศาลทางการเมืองไทย “ปราบปรามพรรคการเมืองฝ่ายค้าน”

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไทย ตัดสินว่าการหาเสียงของพรรคก้าวไกล เรียกร้องแก้ไขกฎหมายอาญา ม.๑๑๒ ว่าเป็นการโค่นล้มรัฐบาลในระบอบที่กษัตริย์เป็นประมุข “คำตัดสินนี้เป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐสภาอย่างโจ่งแจ้ง”

แล้วยัง “ละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย...เป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่า ระบอบดังกล่าวจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อกดขี่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่ระบบตุลาการของไทยถูกนำมาใช้ เพื่อคุกคามพรรคฝ่ายค้าน”

แถลงการณ์กล่าวด้วยว่า ““นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่ายตุลาการยุบพรรคการเมืองที่ก้าวหน้า พรรคอนาคตใหม่ซึ่งมาก่อนพรรคก้าวไกลก็ถูกยุบด้วยเหตุผลคล้ายกัน เพื่อสกัดกั้นการเติบโตของขบวนการก้าวหน้า และปิดปากนักวิจารณ์ทางการเมือง”

หลักสำคัญของแถลงการณ์ที่ลงนามโดยพรรคการเมืองแบบก้าวหน้าต่างๆ ในกว่า ๓๐ ประเทศ ก็คือจงใจบอกว่า การทำให้ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภา ๒๕๖๖ ต้องเสียเปล่าไปนั้น เป็นการตัดสิทธิประชาชนนับสิบๆ ล้านที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง

หรือนัยหนึ่ง ตุลาการไทยขัดขวางประชาธิปไตย นั่นเอง

(https://progressive-alliance.info/.../statement-on.../...) 

ข่าวห้ามเม้นต์ มักแพร่แรงและเร็ว ทั้งที่ไม่มีอะไร ไม่เหมือนข่าวไม่เป็นข่าว จะแรงจะเร็วอยู่ที่ปฏิกิริยาของผู้รับ


ในการสื่อสารสำหรับคนหมู่มาก (ที่เรียกว่า ‘มวลชน’) สมัยนี้ ไม่ว่าจะทางเดียว (Press/Journal) หรือสองทาง (Social Media) มันมีตัวช่วยที่เรียกว่า ‘เทคโนโลยี่’ อำนวยความสะดวกให้มาก ฉะนั้นบางทีการ ‘สื่อ’ จะไม่เป็นระบบหรือมีระเบียบ

สิ่งที่เราเรียกรวมๆ ว่า ‘ข่าว’ หรือแท้จริงคือการเล่าแจ้ง บางครั้งบางเรื่องมันติดค้างและแขวนเติ่งอยู่กลางทางในโลกไซเบอร์-เสมือนจริง ผู้ส่ง ส่งออกได้ ผู้รับ บ้างเห็นรำไร บ้างถูกปะทะกระจังหน้าอย่างแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่ไปตลอดรอดฝั่ง

ดังจะยกตัวอย่างข่าว ๒-๓ ข่าว เรื่องแรกเมื่อสิ้นเดือนที่แล้วนี่เอง จั่วหัวข่าวว่า “มติชนปิดเม้นต์” ก็น่าจะมีคนอ่านตื่นเต้นกับมันมากอยู่ ทั้งที่เนื้อเรื่องมีจิ๊บเดียว คือ  “องคมนตรีไปแจกถุงพระราชทาน ผู้ประสบวาตภัย จังหวัดอุบลฯ”

ที่ห้ามเม้นต์อาจจะเป็นเพราะองคมนตรี ‘ป้ายแดง’ คนนี้ ซึ่งมาจากนายกรัฐมนตรีที่สร้างความเร้าใจต่อประชากรเป็นจำนวนมาก ได้เข้าไปเม้นต์ ไปด่า ไม่ว่าแกจะทำอะไร  แม้จะอยู่เฉยๆ เห็นภาพใบหน้าแล้วมันสะกิดต่อมบริภาษณ์

เนื้อข่าว ๕ ย่อหน้ายาวๆ แต่เนื้อความแค่บอกว่าแกไปอุบล เอาถุงสีน้ำตาลจำนวนมาก ๗๘๙ ถุง ไปให้กับผู้ว่าฯ นายอำเภอ และข้าราชการของจังหวัดนำไปแจกชาวบ้านในเขตวาตภัย ย้ำว่าในหลวงฯ ทรงห่วงใย และมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มา

อีกข่าวเป็นภาพหนังสือราชการ ‘ลับที่สุด ด่วนที่สุด’ สมัยปี พ.ศ.๒๕๕๗ มีแต่ข้อความ ‘เม้นต์’ ของทนายนักกิจกรรมนามระบือ ประเวศ ประภานุกูลกิจ ว่า “๑๐ ปีที่แล้ว มีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ (เฉพาะเงินฝากธนาคารนี้ธนาคารเดียว)

หนึ่งหมื่น สามพัน เก้าร้อย สี่สิบแปด ล้านบาท ทั้งที่เป็นทหารอย่างเดียว นี่ยังไม่นับทรัพย์สินอื่น เป็นทหารมันดีอย่างนี้ไง”

สุดท้ายหยิบมาจากผู้โพสต์เดียวกัน Prawais Prapanugoolkij และกรุ๊ปไลน์ ต่างกรรมต่างวาระ น่าจะเป็นซุบซิบ หรือแม้แต่ fake news เสียมากกว่า แต่ข่าวแบบนี้ได้รับความสนใจมาก โดยไม่ต้องคำนึงว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า

ข่าวแบบนี้เห็นง่าย อ่านง่าย ข้อความกระชับสั้นๆ บางทีดูแล้วพึมพำหุหุ หึหึ แล้วก็ผ่านไป บางคนไม่หวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ แค่ดูแค่อ่านเอามัน แต่บางคนจริงจัง โดยเฉพาะผู้ถูกพาดพิง ถือว่าเป็นการใส่ไคล้ ใส่ความ ทำให้เสียหาย

ต้องฟ้องเรียกร้องเงินทำขวัญหลายสิบล้านถึงร้อยล้าน ให้หวาดกลัว และก่อความลำบาก ในกรณีผู้โพสต์เป็นนักรบไซเบอร์ธรรมดาทั่วไป บางครั้งไปฟ้องในที่ไกลๆ ให้ยากเข็นมากขึ้นไปอีก แต่มันจะมีกรณี backfire หรือแรงถีบกลับหลัง

คือพอฟ้องปั๊บมันกระหึ่มขึ้นมาทันที มีความสนใจจากสาธาณะมากกว่าเดิมเป็นสิบเป็นร้อยเท่า การฟ้องเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ไม่มีใครเอาเยี่ยงอย่าง กลับกลายเป็นฟ้องครั้งเดียวได้ผลในการกระจายข่าว มากกว่าปล่อยวางทำไม่รู้ไม่ชี้หลายเท่านัก

ดูตัวอย่าง ‘กั๊ลป์เอเนอร์จี้’ เมื่อก่อนไม่ค่อยมีใครรู้ว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ขนาดไหน แบบเสือนอนกินไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ‘ช้างในห้อง’ อีกทั้งบทบาทการเมืองในค่ายอนุรักษ์นิยม ห้ำหั่นขบวนการของคนรุ่นใหม่สุดลิ่มเพียงใด ไหนจะเป็นเจ้าของสื่อเครื่องแรงอีกต่างหาก

แต่พอกั๊ลฟ์ฟ้อง รังสิมันต์ โรม ส.ส.ก้าวไกล เรียกร้อยล้านเท่านั้น สำหรับผู้ที่บอกตัวเองว่าอยู่ในกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยและความเท่าเทียมในสังคม ทุกอย่าง “Hell broke loose.” เหมือนเปิดกระป๋องเจอหนอนเต็ม

วันจันทร์, มิถุนายน 03, 2567

มาแล้วไง ปฏิกิริยาจากทูตคีเนียประจำไทย เรื่องที่ว่ารัฐมนตรี (ไม่รู้คนไหน) พูดว่าจะเอาข้าวเก่าสิบปีไปขายให้อาฟริกา

ปากเป็นอึ แล้วสิ (ไม่ใช่เป็นเอก) ไม่รู้ว่าจากคำพูดของทั่นรองนายกฯ หรือ รัฐมนตรีคนไหน ที่ว่าจะเอาข้าว ๑๐ ปีไปขายให้ประเทศอาฟริกา

นี่มีปฏิกิริยาจากทูตคีเนีย (Kenya) ประจำไทยแล้วไง

https://pbs.twimg.com/profile_images/1795325530050605057/9HvKsoqj_mini.jpg

Thailand First @ThailandF1rst 13h :

“เอกอัคราชทูตเคนย่าพูดเองเลยว่า ทำไมถึงบอกว่าจะเอาข้าวไปปล่อยขายแอฟริกา (เป็นการดูถูกเขา)

แถมยังพูดเหมือนที่คนไทยกลัวกัน ว่าต่างชาติเขาจะไม่กล้าซื้อข้าวไทย เพราะไม่รู้ว่ามีข้าวเก่าปนมาด้วยมั้ย

ความชิบหายที่หลายคนกังวลมาถึงแล้ว...แถมเป็นระดับนานาชาติอีก” 

(https://x.com/ThaiPBS/status/1796942534372974697)

เป็นคดีเซเล็บไปแล้ว ‘แป้ง นาโหนด’ ยกสองนิ้วโป้งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง “ผมยอมแพ้ ผมยอมรับเลยครับท่านเจ๋งจริง”

เป็นคดีเซเล็บไปแล้ว ทั้งคนจับและคนถูกจับ ถึงขั้นโจรยก ๒ นิ้วโป้งให้ รมว.ยุติธรรม ว่าข้าแน่แล้ว ทั่นแน่กว่า เมื่อ #แป้งนาโหนด นักโทษหนีคุก ไปได้ทั่วหัวเห็ดเจ็ดย่านน้ำ ลงท้ายจนมุมตำรวจอินโดฯ เตรียมนำตัวกลับไทยพรุ่งนี้ (๔ มิถุนา)

ชวลิต ทองด้วง ผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตายและยาเสพติด หนีไปจากคุกพัทลุงอย่างอุกอาจ เผยว่าแรกไปอยู่อินเดียแล้วจึงมาเช่าคอนโดหรูอยู่บาหลี ก่อนที่จะถูกตำรวจอินโดนีเซียจับตัวได้ โดยการประสานงานของตำรวจอินเตอร์โพล

“ผมขอพูดตรง ๆ ว่าสุดยอดมากเลย ผมยอมแพ้ ผมยอมรับเลยครับท่านเจ๋งจริง ขนาดผมบินไปบาหลียังตามไปจับได้ ซึ่งผมไปมา ๓-๔ ประเทศแล้ว ยอมรับท่านรัฐมนตรียุติธรรมเลย...ที่จับผมได้ เพราะว่าน้องคนนั้นเขารู้ว่าผมเป็นผู้ต้องหา แต่ตอนแรกไม่รู้”

อดีตเสี่ย ‘แป้ง นาโหนด’ โอดกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่องว่า “ที่ผมรับสารภาพที่ศาลพัทลุง คดีไอ้พวกนั้นถูกทุบหัว แล้วผมเข้าไปช่วย...ผมวิ่งเข้าไปช่วยแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า แล้วก็จับมาได้ มาส่งตำรวจ แต่ผมถูกจับ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตคดีนี้”

พ.ต.อ.ทวีรับว่า การจับกุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีมากจากตำรวจอินโดฯ ทางนั้นให้นำตัวผู้ต้องหากลับไทยได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒ มิ.ย.แล้ว หากแต่ยังมีเรื่องเอกสารบางอย่างที่ต้องรอ ทั้งนี้จะมีการเช่าเหมาเครื่องบินของกองทัพอากาศไปรับตัว

“หลายคนมองว่าฟุ่มเฟือย หรือเป็นการใช้งบประมาณเยอะนั้น เราก็พิจารณาเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้ามาด้วยเครื่องบินพาณิชย์ กับเงื่อนไขเดิมจะแพงกว่า” อีกทั้ง “จำนวนคณะของอินโดก็มีหลายคน ที่ต้องควบคุมมา” ดังนั้นค่าใช้จ่าย ๖ แสนบาทใช้ได้

ส่วนที่ต้องไปควบคุมตัวที่นครศรีธรรมราชและพัทลุงก่อนเข้ากรุงเทพฯ เป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องไปสอบสวน ณ ที่เกิดเหตุ ส่วนที่มีข้อกังขาว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอย ฟังจากการสนทนาของแป้งกับ พ.ต.อ.ทวี น่าจะเบาใจได้

นายเชาวลิตบอกว่า “ผมผิด ผมยอมรับ ไม่ต้องพิจารณาให้มากความ แต่ว่าเรื่องยาเสพติดไม่ใช่ของผมอย่างแน่นอน...อยากจะให้คดีขึ้นกับศาลอาญากรุงเทพ พร้อมรับปากว่าจะยอมรับทั้งหมดเลย ไม่ต่อสู้อะไรอีก”

(https://ch3plus.com/news/crime/morning/402510 และ https://www.komchadluek.net/news/crime/575980)

ผู้เสียหายโวยมาสองวัน กกต.ไม่ฟัง เรื่อง สมชาย แสวงการ ป่วนกระบวนเลือก สว.๖๗ ต้องให้ สว.เสรี สุวรรณภานนท์ ออกมาท้วงคนป่วนบ้าง

เอ๊ะ เรื่องนี้ทำไม กกต.ยังทำซื่อบื้อ มีผู้เสียหายโวยวายมาสองวันแล้ว แต่ไหง ประธานฯ อิทธิพร บุญประคอง กลับรับลูก สมชาย แสวงการ คนปั่นโดยไม่ทำการบ้าน บอก “ผิดจริงฟันทันที ไม่มีสอยทีหลัง”

ขนาด บัส เทวฤทธิ์ @Bus_Te หนึ่งใน ๑๔๙ รายชื่อ (ตัวย่อ) ที่ สว.สมชายเอามาปั่นว่าฮั้วกันเข้ารอบสุดท้าย ไม่ต้องผ่านระดับอำเภอและจังหวัด ในการเลือกไขว้ สว.๖๗ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงสมชาย และสื่อมวลชน (โดยเฉพาะ ‘เนชั่น’)

“ให้ความเป็นธรรมแก่ ๑๔๙ รายชื่อที่อาจทำให้ถูกเข้าใจผิด” เพราะในรายชื่อนั้นในแต่ละจังหวัดจะมีกลุ่มอาชีพเดียวกันเพียง ๑-๒ คนเท่านั้น ไม่มีทางฮั้วกันได้ แถมรายชื่อเหล่านี้ยังรอที่จะต้องไปเลือกไขว้กันอยู่ ไม่ใช่ผ่านตลอดอย่างที่ถูกกล่าวหา

เขาเตือนสมชายด้วยว่า “การกระทําการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทําการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ก็มีความผิดเช่นกันตาม ม.๗๘ แห่ง พ.ร.ป.ดังกล่าว” เรื่องนี่ สว.ด้วยกันกับสมชาย ก็ตั้งข้อสงสัย

“เสรี สุวรรณภานนท์ สว. สวนประเด็นโพยฮั้วเลือก สว. ไม่ควรกล่าวอ้างลอยๆ แฉมีคนคิดล้มกระดานหวังอยู่ยาว อาจทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน” ข่าวไทยรัฐเพิ่งเล่นประเด็นดังกล่าววันนี้ โคว้ตคำของเสรี “ควรมีหลักฐานมาแสดง...

การพูดโดยไม่มีหลักฐานอาจมีเจตนาส่งให้เกิดกระบวนการล้มกระดานการเลือก สว. สร้างความเสียหายให้ประเทศ เพราะถึงเวลาต้องเปลี่ยน สว.แต่เปลี่ยนไม่ได้...คนเก่าอยู่ต่อบ้านเมืองอาจวุ่นวาย” เขายังให้ข้อคิดต่อด้วยว่ามีคนจี้ กกต.

“หากการเลือก สว.ส่อทุจริต ให้ กกต.ระงับการรับรองผลไปก่อน หากเร่งประกาศไปก่อนอาจผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗” เสรีบอกพูดอย่างนี้ “เป็นเจตนาข่มขู่ กกต.รายวัน” เขาเองก็ยอมรับว่ากระบวนการเลือก สว.กันเองนี้

“โกลาหลพอสมควร โดยเฉพาะกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น การเสียสิทธิผู้สมัครเพราะคุณสมบัติไม่ครบถ้วน บางอำเภอมีผู้สมัครรายเดียวทำให้เลือกไขว้ไม่ได้” เกรงว่าถ้าป่วนมาก อาจมีการชักชวนให้ล้มกระดาน แล้วบ้านเมืองจะปั่นป่วน

(https://www.thairath.co.th/news/politic/2790248 และ https://x.com/Bus_Te/status/1797320448096780688) 

วันอาทิตย์, มิถุนายน 02, 2567

สับเละโฆษกรัฐบาล ทำโพลแข่งสถาบันพระปกเกล้าฯ

ภาพข่าว ‘พีพีทีวี’ กลายเป็นปัญหา เมื่อระบุว่า ชัย วัชรงค์ โฆษกรัฐบาล แถลงผลงานรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ว่า ประชาชนพึงพอใจมากถึง ๔๔.๓% เลยเชียว

คุณอุ๋ง @oonginlavender สับทันควัน “เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น โฆษกรัฐบาลแพ้ไม่ได้ เสียหน้าไม่เป็น ทำโพลแข่งสถาบันพระปกเกล้าฯ”

ก็โพลสถาบันพระปกเกล้าฯ นั้นเอง ทำให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลอยฟ่อง เขาประกาศระหว่างร่วมงาน บางกอกไพรด์ ๒๐๒๔ ว่า “พร้อมเป็นนายกฯ หากกฎหมายอนุญาต และเศรษฐา (ทวีสิน) เจออุบัติเหตุทางการเมือง”

พูดเหมือนว่าเขาเองจะไม่เจออุบัติเหตุทางการเมือง ด้วยเหมือนกัน 

(https://thansettakij.com/politics/597631)

ใครคิดก่อนใคร กว่าจะมาเป็นกฎหมาย ‘สมรสเท่าเทียม’ เลิกเถียงกันได้ ดูไทม์ไลน์เพจ ‘ทูเดย์’ เห็นแจ้ง

เถียงกันนัก ‘สมรสเท่าเทียม’ ที่ออกมาเป็นกฎหมายได้ใช้กันนั้น ใครคิดก่อนใครแน่ เพจ ‘ทูเดย์’ ทำกร๊าฟฟิคไทม์ไลน์ร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้

พบว่าเริ่มมาตั้งแต่ปี ๕๕ เมื่อ นที ธีระโรจนพงษ์ ร้องศาลหลังจากถูกที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ปฏิเสธ ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสให้ พอปี ๕๖ มีการริเริ่มร่าง พรบ.คู่ชีวิตในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่ไปไหนเพราะเกิดรัฐประหาร ๕๗

๑๘ มิถุนา ๖๓ พรรคก้าวไกลเริ่มเสนอร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมเข้าสู่สภา กรกฎา ๖๓ รัฐบาล คสช.เสนอร่าง พรบ.คู่ชีวิตบ้าง พอเดือนพฤศจิกา สภาบรรจุร่าง พรบ.สมรสเท่าเทียมเข้าสู่การพิจารณา อีกปีต่อมา ศาล รธน.วินิจฉัยว่าสมรสต้องชายกับหญิงเท่านั้น

ปลายพฤศจิกา ๖๔ กลุ่มภาคีสีรุ้งเริ่มรณรงค์ให้เข้าชื่อกันเสนอร่าง กม.สมรสเท่าเทียมต่อสภาโดยภาคประชาชน ถึงต้นกุมภา ๖๕ ทั้งร่าง พรบ.สมรสเท่าเทียม และร่าง พรบ.คู่ชีวิต เข้าสู่วาระ ๑ ในการพิจารณาของสภา สภาให้ส่ง ครม.ศึกษา

๒๕ มีนา ๖๕ ครม.แถลงไม่รับร่าง ‘สมรสเท่าเทียม’ แล้วไปรับร่าง ‘คู่ชีวิต’ ต้นมิถุนา ๖๕ แต่ถึง ๑๖ มิถุนาปีนั้น สภาฯ ผ่านทั้งร่างฯ สมรสเท่าเทียบ และร่างฯ คู่ชีวิต ในวาระ ๑ และพิจารณาวาระ ๒ และ ๓ เมื่อ ๒๑ พฤศจิกา ๖๕

เลิกกระแนะกระแหนกันเสียทีนะ สหายสีรุ้งทั้งหลาย 

กลไกพิเศษสหประชาชาติ ส่งหนังสือเตือนไทย ใช้ กม.อาญา ม.๑๑๒ รุนแรงเกินไป จำเพาะคดี ‘บัสบาส’ จำคุกถึง ๕๐ ปี

อีกครั้งเดียวก็จะครบเท่าจำนวนรัชกาลจักรีละนะ คำเตือนที่องค์กรเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติส่งถึงไทย ว่าบังคับใช้กฎหมายหมิ่นกษัตริย์รุนแรงมาก เกินธรรมชาติมนุษย์มะนา จำเพาะคดีที่ตัดสินจำคุก ‘บัสบาส’ ถึง ๕๐ ปี

หนังสือจาก UN Special Procedures หลายหน่วยร่วมกันส่งถึงรัฐบาลไทย แสดงกังวลว่าเอาอีกแล้ว “ใช้มาตรา 112 ในทางที่ผิด (abuse) โดยกีดกันและปิดปาก (deter and silence) นักวิจารณ์ ศัตรูทางการเมือง นักข่าว ภาคประชาสังคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน”

รวมถึง “บุคคลที่ต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะ และการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์” นี่เป็นครั้งที่ ๙ ซึ่งองค์กรอันเป็นกลไกพิเศษของสหประชาชาติในด้านสิทธิมนุษยชน ส่งถึงไทยนับแต่ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นมา

หนังสือเจาะจงระบุว่า “ดูเหมือนจะเป็นรูปแบบการคุกคามและการกลั่นแกล้งอย่างเป็นระบบ อันเนื่องมาจากการที่เขาใช้สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์” ตามข้อหาที่ มงคล ถิระโคตร ถูกพิพากษา

เมื่อ ๑๘ มกราปีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาพ่อค้าขายเสื้อผ้าออนไลน์และนักกิจกรรมในจังหวัดเชียงรายวัย ๓๐ ปีผู้นี้จากข้อหาว่าโพสต์เฟชบุ๊ค ๒๗ ครั้งช่วงเดือนมีนาและเมษา ปี ๒๕๖๔ เป็นความผิด ม.๑๑๒ และ พรบ.คอมพิวเตอร์

เฉพาะความผิดชุดนี้ ๑๔ กระทง ให้จำคุก ๒๘ ปี รวมความผิดที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องไปแล้วในคดีก่อนหน้านี้อีก ๑๑ กระทง ๒๒ ปี เป็นโทษจำคุกทั้งหมด ๕๐ ปี ซึ่งหนังสือยูเอ็นบอกว่า การลงโทษสูงมากอย่างนี้ สร้างบรรยากาศหวาดระแวงในเสรีภาพ

(https://prachatai.com/journal/2024/05/109419) 

สมคิด เชื้อคง หลงลืมมากแล้วนะ พูดเรื่อยเปื่อย “เพื่อไทยไม่เคยเสนอแก้ ม.๑๑๒ ตั้งแต่แรก” แต่ว่าดิจิทัลฟุตปริ๊นต์เต็มจอ

ถ้าไม่ใช่ ส.ส.ลายครามเพื่อไทยปากเพลินไปเรื่อยละก็ คงไม่ต้องมาฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอีก จากการที่ สมคิด เชื้อคง ไปพูดในรายการ ‘เอื้อยท้อค’ ของช่องมติชนทีวี “ยันเพื่อไทยไม่เคยเสนอแก้ ม.๑๑๒ ตั้งแต่แรก” รอยตีนดิจิทัลก็ลอยฟ่อง

ผู้เก็บรอย บิ๊ก เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ @big_kiattichai ว่า “โลกนี้มีดิจิตอลฟุตพรินต์นะ อย่าคิดว่า ปชช.หลอกง่าย โกหกทั้งแคนดิเดต โกหกทั้งกระบอกเสียงของพรรคตัวเอง” จับภาพจากจอรายการของว้อยซ์ทีวีนั่นเลยเชียว

ตอนโปรโมท แพทองธาร อายุ ๓๖ ปี กับ เศรษฐา อายุ ๖๐ ปี มีนโยบายนำร่อง ๘ ข้อ ตั้งแต่ชูเศรษฐกิจ-ปากท้อง กำจัดยาเสพติดหมดไป ยกระดับค่าแรง ปฏิรูประบบราชการ เทคโนโลยี่ดันเกษตร ปิดสวิตซ์ สว. ยกระดับสาธารณสุข

และ “หนุนแก้ ม.๑๑๒ (ในสภา)” ชัดแจ้งอยู่นะ เศรษฐาเองเมื่อออกรายการ ดีเบทเอ็นด์เกม ของ เดอะสแตนดาร์ด ก็พูดว่า แก้สิ เมื่อถูกซักถามจี้รื่อง ม.๑๑๒ แล้วสมคิจะเอาอะไรมาแก้ตัว ถ้าไม่ใช่เก่าแล้วลืมง่าย

อีกทั้งมีคนขุดเอานโยบายอย่างละเอียดสำหรับหาเสียง ๑๓ ข้อของพรรคเพื่อไทย มาแจงด้วย ตั้งแต่ค่าแรง ๖๐๐ บาทต่อวัน ทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หนึ่งนักเรียนหนึ่งแท้ปเล็ต ถึงรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดทุกสาย เขาที่เห็นรูปธรรมก็ “น้ำดื่มน้ำใช้ตลอดปี”

ทว่า สมคิด รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ก็ยังดันไปดื้อๆ อยู่นั่นเองว่า “เรื่องรัฐธรรมนูญก็พูดมาตลอดว่ายกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒” แล้วเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้มันสับสนทำไม

(https://x.com/MatichonTV/status/1796866786211606747) 

วันเสาร์, มิถุนายน 01, 2567

งานไพร้ด์ปีนี้ใช่แค่แห่แหนตะลิดติ๊ดชึ่ง เสียงตะโกนเรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมือง เคล้าไปกับแผ่นป้าย ‘ทันสมัยเป็นสากล’

งานไพร้ด์ปีนี้ใช่แค่แห่แหนตะลิดติ๊ดชึ่ง @prachatai รายงาน “ผู้ร่วมขบวน Bangkok PRIDE 2024 จำนวนหนึ่งตะโกนข้อเรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมือง นิรโทษกรรมประชาชน” ฯลฯ

มีทั้ง “ถือป้ายรณรงค์รูปภาพของ ‘บุ้ง เนติพร’ ควบไปกับข้อความ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” แล้วยังมีผืนผ้าขนาดใหญ่ข้อความ “Peace of Shit” นำร่องไปสู่ แผ่นป้าย “Queers for Palestine” ทันสมัยเป็นสากลด้วย

(https://x.com/prachatai/status/1796869039811354785) 

สิ้นสมัยกัญชาแน่ละ รมว.สา’สุขแฉเอง ที่ผ่านมา ๒ ปี “อาจสร้างความเสียหายมากกว่าที่คาดการณ์”

สิ้นสมัยกัญชาแน่ละสินะ รมว.สา’สุขคนใหม่แฉเอง ยุคปลดล็อคสองปี ๖๕-๖๖ สังคมบรรลัย วงเงินงบฯ รักษาผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มถึง หมื่นห้าถึงหมื่นแปดพันล้าน ยอมรับนโยบายนั้น “อาจสร้างความเสียหายมากกว่าที่คาดการณ์”

สมศักดิ์ เทพสุทิน กลับจากพลังประชารัฐมาเพื่อไทยแล้วพูดได้เต็มปากกว่า รมว.คนก่อน คราวนี้เอาข้อมูลจากสหรัฐอเมริกามายันกัน “ที่ระบุว่า การใช้กัญชาในเด็กและเยาวชนส่งผลให้ระดับสติปัญญา (IQ) ลดลง และส่งผลต่อระบบประสาทในผู้สูงอายุ”

นี่เป็นความเสียหายต่อสังคมตรงๆ ส่วนเรื่องงบประมาณรักษาผู้ป่วยจิตเวชอาจเป็นเหตุเสริมทางการเมืองให้นโยบาย ‘เลิก’ ปลดล็อคกัญชา น่าดูน่าชมยิ่งขึ้น เมื่อก่อนมีการปลดล็อค งบประมาณจิตเวชแค่ ๓,๒๐๐ ล้าน ถึง ๓,๘๐๐ ล้าน

นี่เพิ่มขึ้นมา ๕ เท่า แล้วยังมีความเห็นจากกลุ่มนักวิชาการและภาคประชาสังคมหนุนเสริม ไม่ว่า สมาคมจิตแพทย์ ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ และกุมารแพทย์ สถาบันยุวทัศน์ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว พร้อมทั้งกลุ่ม YNAC พูดเป็นเสียงเดียว

ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่ รัฐบาลเตรียมเสนอเรื่องต่อกรรมการป้องกันยาเสพติด ปปส.ทำหน้าที่ชงเรื่องสำหรับยื่นเข้า ครม. ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข คงจะเปิดรับฟังความคิดเห็น “จากประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ” อีกครั้งก่อนตัดสินใจสุดท้าย

(https://mono29.com/news/484230.html) 

มีคนเถียง Thanapol Eawsakul ว่า ‘ชินวัตร’ ปิด ‘Voice’ และ ‘echo’ ไม่ใช่เพราะวางมือการเมือง

รายนี้ไม่รู้ ‘นายแบก’ หรือเปล่า เขาไปแย้งโพสต์ของ Thanapol Eawsakul ว่าเครือข่าย ชินวัตร ไม่ได้วางมือการเมืองอย่างที่คาดหมาย “หรอกครับ” Pairoj Buapuean ว่า “แค่ทำ online ได้ผลเท่ากัน แต่ใช้เงินน้อยกว่าหลายร้อยเท่า”

ธนาพลเก็บเอาข่าวการยุติกิจการ ‘echo’ บริษัทในเครือว้อยซ์ทีวีที่รับงานผลิตคอนเท้นต์เคียงข้างมากับว้อยซ์ฯ ตั้งแต่ต้น บอกลา “งานเลี้ยงต้องมีเลิกรา” เช่นเดียวกับการปิดกิจการของว้อยซ์ฯ ในวันที่ ๓๑ พฤษภา เมื่อวานนี้

ธนาพลท้าวความว่าที่ว้อยซ์ฯ ปิดกิจการไม่ใช่เพราะขาดทุน เพราะถ้าเหตุนี้คงปิดไปนานแล้ว เนื่องจากว้อยซ์ฯ ขาดทุนมาตลอด ๑๕ ปี เฉลี่ยปีละ ๑๙๓ ล้านบาท (หรือวันละ ๕๒๙,๖๘๐ บาท เป็นเวลา ๕,๔๗๕ วัน)

เขาว่านี่เองเป็น “สัญญานวางมือทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว” เนื่องมาแต่จุดมุ่งหมายของการทำกิจการว้อยซ์และเอคโก เพื่อเป็นฐานหนุนทางการเมือง สืบเนื่องจาก SC Matchbox สมัย ‘ไทยรักไทย’

หลังจากชินวัตรขายหุ้นเอสซีแม๊ทช์บ๊อกซ์ให้กับเทมาเซ็คในปี ๒๕๔๙ ไม่นานก็เกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ จึงมีการเปิดว้อยซ์และเอคโก เป็นโปรดัคชั่นเฮ้าส์แทนเอสซีแม๊ทช์บ๊อกซ์ สำหรับการเลือกตั้ง ๕๔, ๕๗ , ๖๒ และ ๖๖

แต่สำหรับการเลือกตั้ง ๗๐ ที่กำลังมา ธนาพลว่า “คะแนนความนิยมของ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เเพทองธาร ชินวัตร ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ให้ใครมาทำก็ไม่สามารถชนะเลือกตั้งได้” จึงจะไม่มีชินวัตรคนไหนเสนอตัวในครั้งนี้ เขาว่าดูจากแบบแผนของทักษิณเอง

“เลือกตั้ง ๒๕๓๙ ที่ทักษิณถอนตัวไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ‘พรรคพลังธรรม’ ใน กทม. เมื่อรู้ว่าแพ้แน่ ๆ และแพ้จริง ๆ เมื่อมี สส.เพียง ๑ คนคือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”

(https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/jCL1zv1i1fLkA) 

#ศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้องฟ้อง กกต.มีผิด ปล่อยให้ #ก้าวไกล หาเสียงแก้ไข ม.๑๑๒

เอ๊ะ มันยังไง #ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ตีตกคำร้องฟ้อง กกต.ข้อหาละเลยหน้าที่ ปล่อยให้ #ก้าวไกล หาเสียงว่าจะแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒

“เสมือนเป็นการสนับสนุนให้พรรค ‘ก้าวไกล’ กระทำผิดในการล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่งหรือไม่” แต่คดีนี้ ตลก.ศาล รธน.ไพล่ไปวินิจฉัยประเด็น ‘คำร้อง’ ไม่เป็นคำร้องตามความหมายของมาตรา ๔๙ นั้น

“จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย...โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการใด” ตามมาตรา ๔๙ นั้น

อ้าว แต่มันก็ยังตีความได้ว่า ความเห็นศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ ไปแย้งกับคดีก่อนหน้า ที่วินิจฉัยว่าพรรคก้าวไกลกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หาเสียงแก้ กม.อาญา ม.๑๑๒ เป็นการล้มล้างการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขน่ะ

คิดต่อไปให้เข้าข้างก้าวไกลไว้ก่อน ก็เป็นการเปิดช่องวินิจฉัยคดีที่ กกต.ยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิการเมืองกรรมการบริหารพรรค ให้รอดก็ได้นะ

(https://www.facebook.com/karnt.thassanaphak/posts/A8vgfSVU)